สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ มีหนังสือที่ นค 0020.3/5602 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 กรณีผู้ร้องได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีหมายเลขแดงที่ 3171/2565 ที่อาจถือได้ว่าพิพากษาขัดแย้งกัน ทั้งนี้คดีของศาลปกครองเป็นคดีที่นาย ป. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุดรธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ 198/2557 หมายเลขแดงที่ 92/2560 จากกรณีนาย ป. ได้ยื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามคำขอที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 โดยมิได้แจ้งการครอบครองที่ดินและไม่มีเอกสารสิทธิสำหรับที่ดิน มีเพียงหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เลขสำรวจที่ 129 ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่าที่ดินตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าพานพร้าว-ป่าแก้งไก่" เป็นที่ดินต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามข้อ 14 (4) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 เว้นแต่เป็นผู้ที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อนที่ทางราชการกำหนดให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นที่ดินสงวนหวงห้ามตามกฎหมายเฉพาะ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดิน ต่อมานาย ป. อุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และได้ส่งคำอุทธรณ์ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาคําอุทธรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีความเห็นยืนตามคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต่อมา นาย ป. ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่เห็นด้วยกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองอุดรธานีมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เสนอเรื่องราวการพิสูจน์ที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อพิจารณาเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามข้อ 16 ประกอบข้อ 10 (3) และข้อ 11ของกฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อุทธรณ์ ต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคําพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 โดยวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีโดยเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินชอบแล้ว เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนาย ม. เจ้าของเดิมซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่ถูกประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ มิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 จึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 12 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านาย ม. ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับ กรณีจึงถือว่านาย ม. เจ้าของที่ดินเดิมได้สละสิทธิหรือประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 นี้เช่นกัน การที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากเจ้าของเดิม ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มิได้ละเลยต่อหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นยกฟ้อง คดีถึงที่สุด
ส่วนคดีที่ศาลยุติธรรม เป็นคดีระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย โจทก์ ยื่นฟ้องนาย ป. ที่ 1 นาย พ. ที่ 2 นาย ส. ที่ 3 จำเลย ต่อศาลจังหวัดหนองคายเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ สวอ 1/2564 ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 8, 9, 14, 26/4, 26/5, 31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 360 ให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกไปจากลำธารสาธารณะและเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 295,879 บาท แก่กรมป่าไม้ ศาลจังหวัดหนองคายมีคำพิพากษาคดีอาญา หมายเลขแดงที่ สวอ 3/2564 โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทนาย ม. ได้ครอบครองทำประโยชน์มาก่อนปี พ.ศ. 2497 นาย ม. จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทที่เกิดเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 และการโอนไปซึ่งสิทธิครอบครองนั้นย่อมทำได้โดยการส่งมอบการครอบครองตามมาตรา 1378 ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 ให้บทนิยามของ คำว่า สิทธิในที่ดิน หมายความว่ากรรมสิทธิ์และให้หมายความรวมถึงสิทธิครอบครองด้วย และมาตรา 4 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินนี้ใช้บังคับให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย เมื่อนาย ม. ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก่อนปี พ.ศ. 2497 และมีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 นาย ม. จึงได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 และมาตรา 4 ซึ่งรวมไปถึงผู้รับโอนด้วย จำเลยที่ 1จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ประกอบมาตรา 1378 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 กับมาตรา 4 ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน โดยที่พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (1) บัญญัติคำนิยามคำว่า ป่า หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4 บัญญัติบทนิยามคำว่า ป่า หมายความว่า ที่ดิน รวมตลอดถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะและที่ชายทะเลที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมาย คำว่า ป่าสงวน หมายความว่า ป่าที่ได้กําหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้น ที่ดินพิพาทที่ประชาชนได้ครอบครองทำประโยชน์และมีสิทธิครอบครองตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน จึงไม่ต้องด้วยบทนิยามของ คำว่า ป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (1) และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4 ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ป่า และไม่อาจตกเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิในที่ดินของตนโดยชอบธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน กฎกระทรวง ฉบับที่ 811 (พ.ศ. 2521) ออกตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ลงวันที่ 1 กันยายน 2521 เป็นกฎหมายลำดับรอง จึงไม่อาจขัดหรือแย้งต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายระดับที่เป็นกฎหมายลำดับสูงกว่า ดังนั้นการที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ประกาศให้ป่าพานพร้าวและป่าแก้งไก่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่รวมที่ดินพิพาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 3171/2565 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด
ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 3171/2565 นาย ป. ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ให้พิจารณาเรื่องใหม่ ตามคำขอฉบับที่ 1006 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ให้ออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยไม่ได้แจ้งครอบครองที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามคำขอเลขที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 โดยไม่ยินยอมยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินใหม่
สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ร้อง เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3171/2565 กับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 มีประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นเดียวกัน อาจถือได้ว่าคำพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งคดีถึงที่สุดกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ขัดแย้งกันตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ร้อง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นคู่ความในคดีปกครอง ไม่อาจปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลได้ จึงขอยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอได้โปรดวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อไป
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 นาย ป. ซื้อที่ดินมือเปล่าตามหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เลขสำรวจที่ 129 หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 29 ตารางวา มาจากนาง ท. ในราคา 2,900,000 บาท ต่อมา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2556 นาย ป. ยื่นคำขอเลขที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 ให้ออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย โดยมิได้แจ้งการครอบครอง (น.ส. 3 ข.) ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายสาขาท่าบ่อ แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ มีหนังสือ ที่ นค 0020.03/6457 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 แจ้งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดิน อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่ไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และการที่นาง ท. ไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน ถือว่าสละสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวแล้ว นาย ป. ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินและครอบครองทำประโยชน์ต่อมาจากนาง ท. จึงไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ประกอบกับที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้เพราะต้องห้ามตามข้อ 8 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 นาย ป. อุทธรณ์คำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายมีความเห็นยืนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายสาขาท่าบ่อ นาย ป. จึงได้ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ต่อศาลปกครองอุดรธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ 198/2557 ขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ป. ศาลปกครองอุดรธานีพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เสนอเรื่องราวการพิสูจน์ที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อพิจารณาเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามข้อ 16 และข้อ 10 (3) และข้อ 11 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ทั้งนี้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำขออื่นให้ยก ตามคดีหมายเลขแดงที่ 92/2560 นาย ป. อุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ. 529/2560 ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย สรุปได้ว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินตามหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เลขสำรวจที่ 129 ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เดิมที่ดินแปลงนี้มีนาย ม. เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 จนถึงปี พ.ศ. 2517 โดยเมื่อปี พ.ศ. 2497 ในระหว่างที่นาย ม. ครอบครองและทำประโยชน์อยู่นั้นได้มีการตราพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 กำหนดให้ผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แต่นาย ม. ก็มิได้ไปแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทที่ตนเองครอบครองและทำประโยชน์อยู่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด กรณีจึงถือได้ว่านาย ม. ได้เจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวซึ่งทำให้รัฐมีอำนาจจัดที่ดินพิพาทดังกล่าวได้ ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2507 โดยได้มีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 207 (พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2510 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2510 กำหนดให้ป่าพานพร้าวและป่าแก้งไก่ในท้องที่ตำบลบ้านม่วง ตำบลแก้งไก่ กิ่งอำเภอสังคม อำเภอศรีเชียงใหม่ และตำบลพานพร้าว ตำบลโพธิ์ตาก อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงนี้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นการออกครอบคลุมในบริเวณที่ดินพิพาทตั้งอยู่ และโดยที่มาตรา 12 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ได้บัญญัติรับรองสิทธิในการแจ้งสิทธิครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และยังให้โอกาสกับบุคคลที่อ้างว่ามีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับเพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาตินั้นโดยไม่ชักช้าตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อนาย ม. เจ้าของเดิมซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและตั้งอยู่ในบริเวณที่ถูกประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ มิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 นาย ม. จึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 12 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านาย ม. ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับแต่อย่างใด กรณีจึงถือว่านาย ม. ได้สละสิทธิหรือประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 นี้เช่นกัน ดังนั้น การที่ต่อมานาย ป. ซึ่งเป็นบุตรได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อจากนาย ม. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 และในปี พ.ศ. 2524 นาย ป. ได้ขายที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวให้แก่นาย พ. และนาง ท. ซึ่งเป็นภรรยาได้ครอบครองและทำประโยชน์ต่อจากนาย พ. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 ต่อมานาง ท. ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่านาย ป. นาย พ. นาง ท. และผู้ฟ้องคดี เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากนาย ม. ซึ่งเป็นเจ้าของเดิมมาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ดังนั้นแม้ทางราชการจะได้ประกาศกำหนดท้องที่จังหวัดหนองคายเป็นเขตที่ทำการสํารวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดินตามโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2556 โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2555 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 และผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดอุดรธานี - หนองคาย - เลย ได้มีหนังสือศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดอุดรธานี หนองคาย เลย ที่ มท 0516.374/1694 ไม่ลงวันที่ เดือนมิถุนายน 2556 ไปถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลผาตั้ง เพื่อแจ้งแผนปฏิบัติงานเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินประจำเดือนมิถุนายน 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2556 ก็ตาม แต่เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมิใช่เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากเจ้าของเดิมมาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ตามมาตรา 27 ตรี วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2528 ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏจากรายงานการรังวัดลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2557 ที่นาย ญ. นายช่างรังวัดชำนาญงานของสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ออกไปทำการรังวัดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ได้ทำการรังวัดตามที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้แนวเขตได้ทำการรังวัดด้วยกล้องฯ ขึ้นต้นร่างมาตราส่วน 1 : 4000 นำรูปแผนที่ลงระวาง 5555 II 2492,2490 แล้วอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรและได้มีการตรวจสอบแนวเขตที่ดินกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) แล้วได้รับแจ้งว่า ที่ดินแปลงนี้อยู่ในเขตป่าไม้และได้คัดค้านไว้ก่อนตามหนังสือสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ที่ ทส 16192.4/1549 ลงวันที่ 1 เมษายน 2557 และเมื่อพิจารณาแผนที่แสดงแนวเขตป่าไม้ถาวรที่สำนักงานจัดการทรัพยากรกรมป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) จัดส่งมาแล้วเห็นได้ว่าที่ดินแปลงพิพาทตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ประกอบกับจากการตรวจสอบของศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรมโดยผู้เชี่ยวชาญศาลยุติธรรมด้านวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่สำนักงานศาลยุติธรรม ได้ทำการตรวจสอบตำแหน่งที่ดินพิพาทโดยซ้อนทับกับระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ มาตราส่วน 1 : 4000 ของกรมที่ดิน หมายเลข 5445 II 2492 ปรากฏว่า ที่ดินตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าพานพร้าว - ป่าแก้งไก่" ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 207 (พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และป่าไม้ถาวรก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะเข้าครอบครองทำประโยชน์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 กรณีจึงเป็นที่ยุติว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้เพื่อออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามข้อ 14 (4) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และเมื่อศาลได้วินิจฉัยเป็นที่ยุติแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน จึงไม่มีเหตุที่จะต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกันออกไปตรวจพิสูจน์ที่ดินตามข้อ 10 (3) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 อีกต่อไปดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินแจ้งตามหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ที่ บค 0020.03/6457 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีโดยเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินชอบแล้ว จึงเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และมิได้เป็นการละเลยต่อหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นเป็นยกฟ้อง ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564
ส่วนคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายเป็นโจทก์ฟ้องนาย ป. กับพวกรวม 3 คน ต่อศาลจังหวัดหนองคายเป็นคดีหมายเลขดำที่ สวอ 1/2564 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โดยวินิจฉัยสรุปได้ว่า พยานโจทก์ล้วนมีภูมิลำเนา ทำกินเลี้ยงชีพและมีที่ดินติดหรือใกล้กับที่ดินที่เกิดเหตุมานาน น่าเชื่อว่านาย ม. เจ้าของที่ดินเดิมครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเกิดเหตุที่อยู่ติดกันก่อนปี 2497 แม้เจ้าพนักงานป่าไม้พยานโจทก์อีก 2 ปากเบิกความว่า จากการตรวจสอบที่ดินเกิดเหตุอยู่ในแผนที่แสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 811 แต่พยานทั้งสองปากนี้ไม่ทราบความเป็นมาของที่ดินที่เกิดเหตุ ทั้งการกำหนดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติเกิดจากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นสมควร โดยออกเป็นกฎกระทรวงซึ่งต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตป่าที่กำหนดเป็นป่าสงวนแห่งชาตินั้น แนบท้ายกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 6 วรรคสอง ซึ่งก่อนการออกกฎกระทรวงดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติลำดับขั้นตอน และวิธีปฏิบัติในการดำเนินการไว้ แต่สามารถออกกฎกระทรวงโดยมีแผนที่แนบท้ายได้ในทันทีที่รัฐมนตรีเห็นสมควร จึงเป็นไปได้สูงมากที่แนวเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ประกาศโดยกฎกระทรวงจะไปทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินที่ประชาชนครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว พยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุที่ปรากฏชี้ชัดสอดคล้องไปในทางเดียวกัน ฟังได้ว่ามีการยึดถือครอบครองทำประโยชน์ที่ดินที่เกิดเหตุโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนและส่งมอบทรัพย์สิให้ครอบครองทำประโยชน์เป็นทอด ๆ ต่อเนื่องกันตลอดมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367, 1378 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 ตั้งแต่ก่อนปี 2497 จนถึงการครอบครองทำประโยชน์ของจำเลยที่ 1 (นาย ป.) ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แม้ผู้ครอบครองเดิมจะไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 แต่เมื่อผู้ครอบครองมิได้แสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว สิทธิครอบครองที่มีสมบูรณ์อยู่แล้วย่อมคงมีบริบูรณ์เช่นเดิมตลอดไป เพราะบทบัญญัติดังกล่าวรัฐมีวัตถุประสงค์เพียงต้องการทราบว่าทั่วทั้งประเทศมีผู้ครอบครองที่ดินอยู่จำนวนเท่าใดเท่านั้น หาได้มีการบัญญัติให้ตัดสิทธิการครอบครองไม่ ซึ่งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ก็ได้บัญญัติรองรับให้ผู้ที่มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลข้างต้นโดยมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 สามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายได้ อันเป็นการรับรองการสืบสิทธิที่ไม่ขาดตอนของจำเลยที่ 1 เมื่อที่ดินที่เกิดเหตุผู้ครอบครองทำประโยชน์เดิมได้สิทธิครอบครองมาตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ครอบครองที่รับโอนที่ดินดังกล่าวมาตลอดสายจนถึงจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิครอบครองที่ดินข้างต้นสืบไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ที่ดินที่เกิดเหตุจึงเป็นที่ดินที่มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดินและตามกฎหมายแล้วย่อมมิใช่ป่าตามมาตรา 4 (1) และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ตามลำดับ และเนื่องจากที่ดินที่เกิดเหตุไม่ใช่ป่าหรือป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอแห่งท้องที่เพื่อรักษาสิทธิครอบครองของตนตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ทั้งวรรคสามของมาตราดังกล่าวก็บัญญัติยกเว้นมิให้ใช้บังคับกับแก่สิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พยานหลักฐานของโจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าหรือป่าสงวนแห่งชาติ และทางน้ำที่ไหลผ่านที่ดินดังกล่าวเป็นทางน้ำสาธารณะ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดตามฟ้องของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีหมายเลขแดงที่ 3171/2565 โจทก์ไม่ฎีกา คดีจึงถึงที่สุด
ดังนี้ คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ในประเด็นเรื่องสถานะของที่ดินพิพาท และการเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่านาย ป. ครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจากผู้ครอบครองที่ดินเดิมก่อนปี 2497 แม้ผู้ที่มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเดิมจะมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ก็ตาม แต่เมื่อผู้ครอบครองไม่ได้แสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดิน สิทธิครอบครองที่มีสมบูรณ์อยู่แล้วย่อมคงมีบริบูรณ์เช่นเดิม ผู้ครอบครองที่รับโอนที่ดินต่อมาตลอดสายจนถึงจำเลยที่ 1 (นาย ป.) ย่อมมีสิทธิครอบครองที่ดินสืบไปตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 4 ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ป่าและไม่ใช่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ส่วนศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 จึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 12 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และเมื่อไม่ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอท้องที่ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ จึงถือว่าเจ้าของที่ดินเดิมสละสิทธิหรือประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 นาย ป. จึงมิใช่ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากเจ้าของเดิมมาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ตามมาตรา 27 ตรี วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นาย ป. จึงไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าพานพร้าว-ป่าแก้งไก่" ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 207 (พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และป่าไม้ถาวร ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะเข้าครอบครองทำประโยชน์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 กรณีจึงฟังเป็นยุติว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้เพื่อออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามข้อ 14 (4) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้องและนาย ป. ซึ่งเป็นคู่กรณีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 และเป็นบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาที่ถึงที่สุดขัดแย้งกัน ต้องปฏิบัติอย่างไร ในกรณีที่นาย ป. ยื่นคำขอให้พิจารณาเรื่องใหม่โดยให้ออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินตามคำขอเลขที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 โดยไม่ยินยอมยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินใหม่ คณะกรรมการเห็นว่า มาตรา 14 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการพิจารณาคำร้องตามวรรคหนึ่ง โดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรมและความเป็นไปได้ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแล้วกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าว คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด" ดังนี้ แม้คำวินิจฉัยในเรื่องสถานะของที่ดินและการเป็นผู้มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย ของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวจะขัดแย้งกัน แต่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมในคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลในคดีอาญาจะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดอาญาตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โดยการดำเนินคดีอาญาดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อลงโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำความผิดและให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญานั้นหรือพิพากษายกฟ้องหากจำเลยมิได้กระทำความผิดอาญา โดยในคดีอาญามิได้มีเจตนารมณ์เพื่อยืนยันหรือพิสูจน์สิทธิในที่ดินของจำเลยดังเช่นการพิสูจน์สิทธิในที่ดินในคดีแพ่ง เนื่องจากการพิจารณาว่านาย ป. จะเป็นผู้มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินหรือไม่และผู้ร้องจะออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ป. ได้หรือไม่ ต้องดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่ประมวลกฎหมายที่ดิน กฎกระทรวงและระเบียบของกรมที่ดินกำหนด รวมถึงพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 บัญญัติไว้ ในกรณีที่มีประเด็นเกี่ยวพันกับที่ดินที่มีปัญหาว่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ ดังนั้น แม้ศาลในคดีส่วนอาญาจะวินิจฉัยเกี่ยวกับสถานะของที่ดินหรือความเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินของนาย ป. ก็เป็นเพียงเหตุผลเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลในคดีอาญา ว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญาหรือไม่ ทั้งสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ร้องหรือเจ้าหน้าที่ของผู้ร้อง มิได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย คดีอาญาย่อมไม่ผูกพันผู้ร้อง ส่วนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดนั้น เป็นคดีที่นาย ป. ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ที่ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายของนาย ป. เนื่องจากเห็นว่านาย ป. ไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินและที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้กับขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายที่วินิจฉัยยืนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ และขอให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ป. กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งประเด็นสถานะของที่ดินพิพาทและความเป็นผู้มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินของนาย ป. ตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีของศาลปกครองที่จำต้องวินิจฉัยว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดหรือไม่ ดังนั้น การที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า นาย ป. ไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินจึงเป็นคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีในเรื่องที่ผู้ร้องยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาทของนาย ป. ดังนี้ เมื่อตามคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล อ้างว่า นาย ป. ผู้ฟ้องคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 ยื่นคำขอฉบับที่ 1006 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 โดยขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ร้อง ดำเนินการออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามคำขอเลขที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีของศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงเห็นควรให้ผู้ร้องและนาย ป. คู่กรณีในคดีของศาลปกครองสูงสุดปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564
กรณีผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดไม่ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งมีปัญหาที่ต้องพิจารณาคือ การเสนอเรื่องของผู้ร้องเป็นไปตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 หรือไม่
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งกันในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด..." ดังนั้น การยื่นคำร้องตามบทบัญญัติดังกล่าวที่คณะกรรมการจะรับพิจารณาได้ จึงต้องเป็นกรณีที่ผู้ร้องเห็นว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันและขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลที่ขัดแย้งกันนั้น
เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องนี้ปรากฏว่า ผู้ร้องเห็นว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3878/2566 ไม่ขัดแย้งกัน และการที่นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จึงไม่อาจกระทำได้ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องนี้เพื่อขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3878/2566 ไม่ขัดแย้งกัน เพื่อให้นายกเทศมนตรีนครขอนแก่นปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จึงมิใช่กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการจะรับพิจารณาวินิจฉัยได้ แต่เป็นการโต้แย้งการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นข้อขัดข้องในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 17 วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 28 จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมขัดแย้งกันตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 โดยขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม ซึ่งมีปัญหาที่ต้องพิจารณาคือ การพิจารณาคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 เป็นประโยชน์ต่อไปอีกหรือไม่
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องโดยเอกสารที่ส่งมาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเลขานุการคณะกรรมการได้มีหนังสือแจ้งให้ดำเนินการจัดส่งเอกสารเพิ่มเติมตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 23 และผู้ร้องได้รับหนังสือไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่เพิกเฉยไม่จัดส่งเอกสารที่จำเป็นโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง อีกทั้งไม่สามารถติดต่อผู้ร้องโดยทางอื่นได้ กรณีถือได้ว่าผู้ร้องเพิกเฉยไม่ดำเนินการจัดส่งเอกสารภายในเวลาที่กำหนด จึงไม่เป็นประโยชน์ในการพิจารณาอีกต่อไป อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 17 วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 29 (3) จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ
คดีที่ ศาลแขวงนครสวรรค์แจ้งว่า คู่ความสามารถตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การพิจารณาประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันในคดี จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอีกต่อไป อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 17 วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัยพ.ศ. 2544 ข้อ 29 (3) จึงมีคำสั่ง ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครอบที่ดิน น.ส. 3 ก. ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาท่ายาง ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สอบสวนเปรียบเทียบและมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเฉพาะส่วนที่ไม่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ร้องสอดและนาย อ. ผู้คัดค้าน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและ น.ส. 3 ก. ของผู้คัดค้าน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาคำขอออกโฉนดที่ดินและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ส่วนผู้ร้องสอดและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า โฉนดที่ดินและ น.ส. 3 ก. ของผู้คัดค้านออกโดยชอบด้วยกฎหมาย การสอบสวนเปรียบเทียบและคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมาย มิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองเพชรบุรีเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมาย มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเฉพาะส่วนที่ไม่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ร้องสอดและของนาย อ. เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อยู่ในสังกัดจึงต้องรับผิดในความเสียหายต่อผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดเพชรบุรีเห็นว่า คดีนี้แม้เป็นการกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำการโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนการสอบสวนเปรียบเทียบเพื่อออกโฉนดที่ดินก็ตาม ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาท ส่วนที่ผู้ร้องสอดและนาย อ. ได้ออกเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าวหรือไม่ ทั้งผู้ฟ้องคดีได้กล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย อ. และออก น.ส. 3 ก. ให้แก่ผู้ร้องสอด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและผู้ร้องสอดให้การในทำนองเดียวกันว่า การออก น.ส. 3 ก.และโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นการโต้เถียงกันในประเด็นแห่งคดีว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงเป็นกรณีมีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาท่ายาง ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเฉพาะส่วนที่ไม่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ร้องสอดและนาย อ. ผู้คัดค้าน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและ น.ส. 3 ก. ให้ชำระค่าเสียหายกับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาคำขอออกโฉนดที่ดินและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ร้องสอดและนาย อ. คัดค้านการออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่ดินตาม น.ส. 3 ก. ของผู้ร้องสอด และทับที่ดินมีโฉนดของนาย อ. จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. 3 ก. ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง หรือเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. 3 ก. ของผู้ร้องสอด และที่ดินมีโฉนดของนาย อ. อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจตามมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่า ผู้ร้องสอดและนาย อ. มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า จึงมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีบางส่วน แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอน น.ส. 3 ก. ของผู้ร้องสอดและโฉนดที่ดินของนาย อ. ที่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพียงบางส่วน โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดและนาย อ. ไม่ใช่ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ร้องสอดและนาย อ. ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้อง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่ 1 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำแพงเพชร (ส.ป.ก. กำแพงเพชร) ที่ 2 จำเลย ความว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยมีความประสงค์จะโอนสิทธิแบ่งแปลงที่ดินให้แก่หลานของโจทก์ทั้งสี่คน แต่เนื่องจากโจทก์ไม่รู้หนังสือและระเบียบของทางราชการ จึงดำเนินการตามคำแนะนำของผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่แจ้งให้โจทก์สละสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะสละสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เป็นผู้กรอกข้อความรายละเอียดการแบ่งแปลงเข้าทำประโยชน์ การกำหนดจำนวนเนื้อที่ และได้มอบใบตอบรับการสอบสวนสิทธิ ยื่นคำขอหลังประกาศแบ่งแปลง พร้อมทั้งวาดรูปแผนที่การแบ่งแปลงกำหนดตำแหน่งว่าหลานของโจทก์แต่ละคนครอบครองที่ดินตำแหน่งใด ต่อมา โจทก์ไปติดตามเรื่องได้รับแจ้งว่า ที่ดินของโจทก์บางส่วนอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดินและไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินให้แก่หลานทั้งสี่ได้ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่ใช่ผู้สืบสายโลหิตโดยตรงของโจทก์ และเมื่อโจทก์สละสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วก็ไม่สามารถคืนสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ด้วยเหตุนี้ การแสดงเจตนาสละสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมและในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ศาลเพิกถอนการสละสิทธิในที่ดินของบุคคลที่ได้รับสิทธิในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการแบ่งโอนสิทธิที่ดินแปลงพิพาทและนิติกรรมที่ทำให้การเป็นผู้ได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินพิพาทของโจทก์สิ้นไป และให้จำเลยทั้งสองคืนสิทธิให้โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว
จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ยื่นคำขอสละสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินของบุคคลที่ได้รับสิทธิในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4-52 ก) ต่อ ส.ป.ก. กำแพงเพชร โจทก์จึงสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทตั้งแต่วันที่ยื่น อันเป็นไปโดยผลของกฎหมายและคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดไม่ต้องมีมติให้โจทก์สิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินอีกต่อไป เมื่อนาย ศ. นาย ย. นางสาว ร. และนายว. เป็นหลานของอดีตสามีโจทก์ซึ่งเสียชีวิตแล้ว มิใช่หลานของโจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับการโอนสิทธิเพื่อเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำขอสละสิทธิด้วยความสมัครใจมิได้เกิดจากกลฉ้อฉลแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจที่จะให้โจทก์ได้สิทธิในที่ดิน การอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน การสิ้นสิทธิเข้าทำประโยชน์ การสละสิทธิ การระงับสิทธิแก่ผู้ได้รับอนุญาตเป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลจังหวัดกำแพงเพชรเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลปกครองพิษณุโลกเห็นว่า คดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำของฝ่ายปกครองที่เป็นวัตถุแห่งคดี จึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ประสงค์ให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามคำขอสละสิทธิที่ดินของบุคคลที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4-52 ก) ลงวันที่ 2 เมษายน 2557 โดยอ้างว่า โจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม และมิได้โต้แย้งเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งหมายให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมและขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเพิกถอนนิติกรรมทางแพ่งและการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ ธ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายอำเภอเบญจลักษ์ ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 2 และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองอุบลราชธานี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ถอนการคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 หรือผู้รับมอบอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินตามที่ช่างรังวัดได้รังวัดที่ดินตามหลักฐานแผนที่เดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จ่ายเงินค่ารังวัดสอบเขตที่ดินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี และตรวจสอบการดำเนินงานของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทที่โต้แย้งกันในเรื่องสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า มูลคดีตามคำฟ้องเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีประสงค์ให้ศาลมีคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามงดเว้นการยืนยันหรือการรับรองสถานะของที่ดินบริเวณพิพาทว่าเป็นที่สาธารณะ เป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือการดำเนินกิจการทางปกครองซึ่งถือเป็นประเด็นพิพาทหลักแห่งคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์เห็นว่า การที่จะดำเนินการตามคำขอบังคับของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่ต้องพิจารณาถึงการครอบครองและกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้นายอำเภอเบญจลักษ์ ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 2 และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี และการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาท ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งเมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำชี้แนวเขตรุกล้ำถนนสาธารณะ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นางสาว ก. ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเทศบาลเมืองอ่างศิลา ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินจำนวน 2 แปลง ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้กระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย หากไม่มีการชดใช้หรือเยียวยาความเสียหาย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและปรับปรุงที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้มีสภาพเดิม
ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า เจ้าของเดิมได้ยกที่ดินบางส่วนที่ติดกับทางสาธารณะให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนได้ใช้สัญจรไปมาเป็นเวลานาน ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้กระทำละเมิด
ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีประเด็นหลักที่จะต้องวินิจฉัยว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ โดยมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งทั้งสองประเด็นมีความเกี่ยวพันกัน แม้ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อน จะต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของคู่กรณีก่อนก็ตาม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดชลบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท โดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน และแม้การฟ้องคดีนี้จะเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดในที่ดิน แต่ศาลจำต้องพิจารณาถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นหลัก ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้เทศบาลเมืองอ่างศิลา ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา 53 (1) ประกอบมาตรา 50 (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า เจ้าของเดิมได้ยกที่ดินบางส่วนที่ติดกับทางสาธารณะให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนได้ใช้สัญจรไปมาเป็นเวลานาน ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้กระทำละเมิด ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาง อ. กับพวกรวม 7 คน โจทก์ ยื่นฟ้อง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จำเลย ระหว่างพิจารณาศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นิติบุคคลอาคารชุด ช. เข้าร่วมเป็นคู่ความฝ่ายโจทก์ สรุปความได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุดอาคารชุด ช. โดยซื้อมาจากบริษัท น. จำกัด ซึ่งมีที่ดินโฉนดเลขที่ 2345 เป็นทรัพย์ส่วนกลาง และได้รับอนุญาตจากจำเลยให้ใช้ทางในที่ดินโฉนดเลขที่ 23189 ด้านทิศเหนือ กว้าง 13 เมตร ยาว 17 เมตร ผ่านเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท 21 (อโศกมนตรี) ซึ่งเป็นทางที่ประชาชนใช้เป็นทางเข้าออกโดยไม่มีการหวงห้ามเข้าลักษณะเป็นทางสาธารณะ โจทก์ทั้งเจ็ดเห็นว่าแม้ว่าจำเลยไม่อาจอนุญาตให้ใช้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23189 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท 21 หรือถนนอโศกมนตรีของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 ตามที่จำเลยได้ยินยอมให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวก็ตามแต่เจ้าของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2345 ยังคงมีสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในการผ่านที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 23189 ซึ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2345 แบ่งแยกมา และไม่มีทางออกเพื่อผ่านไปสู่ถนนอโศกมนตรีได้ตามที่จำเลยได้ยินยอมให้ให้เป็นทางจำเป็น ปัจจุบันที่ดินโฉนดเลขที่ 2345 เป็นที่ตั้งอาคารชุด ช. อันเป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษที่ต้องมีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ (ถนนอโศกมนตรี) เป็นความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตรตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยการออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารดังกล่าว อาศัยหลักฐานการที่จำเลยอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเป็นทางผ่านตามใบอนุญาต ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2557 ทางจำเป็นในการใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 23189 เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ (ถนนอโศกมนตรี) ของที่ดินโฉนดเลขที่ 2345จึงจำต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ทางในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23189 ด้านทิศเหนือ มีความกว้าง 13 เมตร ยาว 17 เมตร จากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 ถึงถนนสุขุมวิท 21 (อโศกมนตรี) เป็นทางจำเป็นของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน
จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ใบอนุญาตเลขที่ รฟม 012/1135 ที่อนุญาตให้บริษัท อ. ใช้ประโยชน์ในที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านเข้า – ออกสู่ถนนสาธารณะเป็นคำสั่งทางปกครอง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เห็นว่า การที่จําเลยพิจารณาอนุญาตให้บริษัท น.จำกัด ใช้ประโยชน์ในที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านเข้าออกสู่ถนนสาธารณะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2547 และประกาศของจำเลยเรื่องกำหนดประเภทการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเป็นทางผ่าน พ.ศ. 2556 เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของจำเลย จึงมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง คําฟ้องคดีนี้จึงเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองกลางเห็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 มีความประสงค์จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยรับรองสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ดในการใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านเข้าออกที่ดินสู่ถนนอโศกมนตรี พร้อมทั้งวินิจฉัยเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของทางในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23189 ทางด้านทิศเหนือกว้าง 13 เมตร ยาว 17 เมตร ว่ามีสถานะเป็นทางจำเป็นหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน อันเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับการอนุญาตของจำเลยแต่อย่างใด แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จำเลย จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 จึงเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุด ช. และเจ้าของรวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 มีความประสงค์จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 23189 ด้านทิศเหนือ มีความกว้าง 13 เมตร ยาว 17 เมตร เป็นทางจำเป็นของที่ดินโฉนดเลขที่ 2345 หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน หรือเป็นการโต้แย้งสถานภาพของที่ดินส่วนที่พิพาท ว่าได้กลายเป็นที่ดินที่เป็นสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกันแล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง ดังนั้น กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ หจก. ศ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตร 8 คูหา ระดับ ผกก. ขึ้นไป ภ.จว. พังงา ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับการพิจารณาให้ทำสัญญาจ้าง ต่อมา ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอเลื่อนการลงนามในสัญญา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับเร่งรัดให้ผู้ฟ้องคดีลงนามในสัญญา การริบหลักประกันการยื่นข้อเสนอราคาของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การโดยสรุปว่า การริบหลักประกันและการพิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทิ้งงานเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองภูเก็ตพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ฟ้องคดีได้รับการพิจารณาให้ทำสัญญาจ้าง แต่ไม่เข้าทำสัญญาจ้างภายในเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีกำหนด เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีริบหลักประกันการเสนอราคา กรณีจึงเป็นการทำคำสนองที่ถูกต้องตรงกับคำเสนอ เพื่อนำไปสู่การทำสัญญาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตร 8 คูหา ระดับ ผกก. ขึ้นไป ภ.จว. พังงา จึงเป็นสัญญาก่อนสัญญา โดยที่สัญญาจ้างก่อสร้างดังกล่าวมีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดพังงาพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีพิพาทจะมีผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของสัญญาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตร 8 คูหา ที่พิพาท มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ระดับ ผกก. ขึ้นไปของตำรวจภูธรจังหวัดพังงาเท่านั้น ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคที่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้ประโยชน์ได้โดยตรง สัญญาจ้างที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตจึงไม่เป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ย่อมส่งผลให้คดีพิพาทที่เกิดก่อนที่จะนำไปสู่การทำสัญญาจ้างในอนาคต มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง แต่มีฐานะเป็นกรม ตามมาตรา 46 (7) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเป็นกรณีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเอกชนที่เกิดขึ้นในขั้นตอนก่อนการทำสัญญาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตรฯ แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตรฯ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ลงวันที่ 15 มกราคม 2564 เป็นไปเพื่อจัดหาผู้รับจ้างในการก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตรฯ สำหรับใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการ โดยประกาศและเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือเชิญชวนให้บุคคลผู้สนใจเข้ามาเป็นผู้ยื่นข้อเสนอ หากบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ชนะการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์จะต้องทำสัญญาจ้างก่อสร้างหรือทำข้อตกลงเป็นหนังสือและจะต้องวางหลักประกันสัญญา หากผู้ยื่นข้อเสนอซึ่งได้รับคัดเลือกแล้วไม่ไปทำสัญญาหรือข้อตกลงจ้างเป็นหนังสือภายในเวลาที่กำหนด จะริบหลักประกันการยื่นข้อเสนอหรือเรียกร้องจากผู้ออกหนังสือค้ำประกันการยื่นข้อเสนอทันที และอาจพิจารณาเรียกร้องให้ชดใช้ความเสียหายอื่น รวมทั้งพิจารณาให้เป็นผู้ทิ้งงาน ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นไปตามประกาศและข้อตกลงจากเอกสารประกวดราคาจ้างก่อสร้างด้วยการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ซึ่งเป็นการตกลงกันในขั้นตอนการหาบุคคลผู้ชนะการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนนำไปสู่การจัดทำสัญญาจ้างก่อสร้าง เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตรฯ มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมสรรพากร ที่ 1 อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 2 จำเลย กรณีจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ยึดที่ดินที่มีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีที่ดินของโจทก์รวมอยู่ด้วย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งยึดที่ดินดังกล่าว
ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ขณะออกคำสั่งยึดทรัพย์มีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากรเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คำสั่งยึดทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่อาจขอให้เพิกถอนคำสั่งยึดทรัพย์สินดังกล่าวได้ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระค่าภาษีอากรเป็นการกระทำทางปกครองและเป็นคำสั่งทางปกครอง การฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลจังหวัดเชียงคำเห็นว่า แม้คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์หรือนาย ร. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก่อนก็ตาม แต่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองยึดที่ดินซึ่งมีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากรโดยมิชอบเนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการยึดที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ยึดที่ดินที่มีชื่อนาย ร. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เนื่องจากนาย ร. เป็นผู้ค้างชำระค่าภาษีอากร โดยที่ดินที่ถูกยึดดังกล่าวมีที่ดินของโจทก์รวมอยู่ด้วย โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ยึดที่ดินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะนาย ร. ไม่ใช่เจ้าของที่ดินดังกล่าว คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 มีคำสั่งยึดไว้นั้นเป็นของนาย ร. หรือโจทก์ อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร ที่ 1 อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 2 จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีอากร ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินมีโฉนดของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ก็เนื่องมาจากโจทก์อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ไม่ใช่ของนาย ร. แต่จำเลยที่ 2 อาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร มีคำสั่งยึดที่ดินของโจทก์ โดยจำเลยโต้แย้งว่า ขณะออกคำสั่งยึดทรัพย์มีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คำสั่งยึดทรัพย์ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นของโจทก์ได้ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินที่ยึด จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งยึดนั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นของนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร ที่สามารถยึดเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างได้ การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นไปเพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินพิพาทเป็นสำคัญ แม้โจทก์จะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งมาด้วย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้นางสาว ส. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง ที่ 1 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีได้พบเห็นการกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ของผลิตภัณฑ์กล้วยน้ำว้า อบม้วน ซึ่งแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้อง จึงได้ส่งบันทึกการแจ้งและรับแจ้งความนำจับตามแบบ (น.จ. 1) พร้อมผลิตภัณฑ์และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งความนำจับกรณีประสงค์รับเงินสินบนนำจับไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองด้วยวิธีการส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับด้วยตนเอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรับแจ้งความนำจับกรณีประสงค์เงินสินบนนำจับผลิตภัณฑ์ที่จัดส่งผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้วิธีการยืนยันตัวบุคคล โดยวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางไปยังที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้อง เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 6 (10) มีโทษตามมาตรา 51 ปรับไม่เกินสามหมื่นบาท ผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และศาลจังหวัดอ่างทองมีคำพิพากษาปรับผู้กระทำผิดรายผลิตภัณฑ์ ผู้ฟ้องคดีสามารถแสดงตนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับเงินสินบนในคดีดังกล่าวได้
ก่อนมีคำพิพากษา ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ตั้งแต่การรับแจ้งความ การตรวจสอบ และการดำเนินการทั้งหลายอันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา จนกระทั่งการเปรียบเทียบปรับและชำระค่าปรับ ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีบทบัญญัติกำหนดความผิดและโทษในทางอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครองที่อยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรับแจ้งความนำจับกรณีประสงค์เงินสินบนนำจับผลิตภัณฑ์พิพาทที่จัดส่งผ่านไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้วิธีการยืนยันตัวบุคคล โดยวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางไปยังที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในขั้นตอนการรับแจ้งความ การตรวจสอบและการดำเนินการทั้งหลายอันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา อันเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา 194 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ศาลจังหวัดอ่างทองเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะได้เงินสินบนนำจับจากการแจ้งความนำจับ ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือระเบียบของแต่ละหน่วยงาน เพียงแต่จำนวนเงินสินบนนำจับจะอ้างอิงฐานจากจำนวนเงินค่าปรับทางอาญาเท่านั้น การฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการมุ่งหวังให้ศาลเพิกถอนระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีสามารถยื่นแบบ น.จ. 1 ทางไปรษณีย์แล้วผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สามารถรับเรื่องไว้ได้ อันเป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีสามารถได้รับเงินสินบนนำจับ การฟ้องคดีดังกล่าวไม่ใช่อำนาจศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาและมีคำสั่ง คดีนี้อยู่ในอำนาจที่ศาลปกครองจะพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีได้พบเห็นการกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ของผลิตภัณฑ์กล้วยน้ำว้า อบม้วน ซึ่งแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้อง จึงได้ส่งบันทึกการแจ้งและรับแจ้งความนำจับตามแบบ (น.จ. 1) พร้อมผลิตภัณฑ์และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งความนำจับกรณีประสงค์รับเงินสินบนนำจับไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองด้วยวิธีการส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับด้วยตนเอง โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรับแจ้งความนำจับกรณีประสงค์เงินสินบนนำจับผลิตภัณฑ์ที่จัดส่งผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้วิธีการยืนยันตัวบุคคล โดยวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางไปยังที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นการโต้แย้งขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ชั้นพนักงานสอบสวนในขั้นตอนการรับแจ้งความ การตรวจสอบและการดำเนินการทั้งหลายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ที่มีบทบัญญัติที่กำหนดความผิดและบทกำหนดโทษในทางอาญากรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย อันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีโดยมีความมุ่งประสงค์ที่จะได้รับเงินสินบนนำจับจากการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกิจการทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ที่ดินพิพาทไม่ได้ใช้ในลักษณะเป็นทางสาธารณประโยชน์ จึงมิอาจตกเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี
ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งเจ้าของที่ดินเดิมอุทิศให้เป็นทางสาธารณะเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การปรับปรุงถนนพิพาทจึงไม่เป็นละเมิด ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และได้ก่อสร้างถนนในที่ดินพิพาท จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการตามอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบกตามที่กฎหมายกำหนด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดอุบลราชธานีเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน คดีจึงมีประเด็นสำคัญที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การก่อสร้างถนนพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็น ของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลสืบพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างว่า อาวุธมีดที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหายที่ 1 เป็นอาวุธมีดขนาดเล็กมีสภาพเก่า ด้ามมีดกับตัวมีดมีสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถใช้ฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ได้ อีกทั้งสภาพบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 เป็นบาดแผลขนาดเล็กซึ่งเป็นบาดแผลไม่รุนแรง ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่ความตายได้ เป็นการอุทธรณ์อ้างว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง มิใช่อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยหรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ อันจะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15
จำเลยมีสาเหตุบาดหมางและเคยพูดจาอาฆาตผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะเอาให้ถึงตายมาก่อนจนมีการนัดหมายมาพบกันในวันเกิดเหตุ โดยจำเลยมีอาวุธมีดและสนับมือติดตัวมาด้วย เมื่อพบกันจำเลยก็เดินตรงเข้าไปข่มขู่พวกของผู้เสียหายที่ 1 ไม่ให้ช่วยเหลือ แล้วจำเลยวิ่งเงื้ออาวุธมีดเข้าแทงผู้เสียหายที่ 1 ทันทีโดยยังไม่ได้พูดจากัน จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว
คดีนี้นาง ก. เป็นโจทก์ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลนาพิน ที่ 1 นางส. ที่ 2 จำเลย ว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 19007 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายว. เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2566 ผู้รับเหมาซึ่งประมูลงานจากจำเลยที่ 1 นำรถแบคโฮมาขุดคลองปรับสภาพที่ดินเป็นถนนและวางท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ตลอดแนวด้านทิศตะวันตกความยาวประมาณ 192 เมตร ความกว้างประมาณ 1.50 ถึง 2 เมตร และขุดถอนต้นไม้ในที่นาของโจทก์รวม 9 ต้น โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้จ้างเหมาวางท่อระบายน้ำพร้อมทำถนนบนท่อระบายน้ำเพื่อเป็นทางสาธารณะความกว้าง 3 เมตร ยาวตลอดแนวคลองชลประทานและรื้อถอนต้นไม้และรากไม้ออกจากคลองชลประทาน ไม่ได้ขุดหรือตัดต้นไม้หรือก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแขวงอุบลราชธานีเห็นว่า การจะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจเข้าไปขุดคลองปรับสภาพที่ดินจากคันนาให้เป็นถนนและนำท่อระบายน้ำมาวางในถนนดังกล่าวโดยไม่เป็นละเมิด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองดำเนินการขุดคลองและปรับสภาพที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ รวมทั้งขุดถอนต้นไม้ของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ให้อำนาจไว้ ส่วนปัญหาที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นเพียงประเด็นเกี่ยวพันที่ศาลปกครองจำเป็นต้องวินิจฉัยก่อน จึงจะวินิจฉัยประเด็นพิพาทในคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการแย่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองระหว่างเอกชนด้วยกัน อันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 197 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้องค์การบริหารส่วนตำบลนาพิน จำเลยที่ 1 เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และนางส. ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาพิน จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 67 (1) บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก กับมาตรา 68 (3) บัญญัติให้มีและบำรุงรักษาทางระบายน้ำ และ (8) บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนตำบลจัดให้มีการคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประกอบกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ข้อ 6 กำหนดว่าอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามข้อ 5 เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น กรณีจึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ นาย ก. และนาง ย. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง นายอำเภอคลองท่อม ที่ 1 ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ที่ 2ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองที่ดินทุ่งหนองเป็ดน้ำแปลงที่ 1 สาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ กบ 0001 โดยไม่มีหลักฐาน ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 47/2566 และคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 59/2566 ให้ผู้บุกรุกรื้อถอนพืชผลอาสินพร้อมสิ่งปลูกสร้างปรับสภาพที่ดินให้กลับคืนสู่สภาพเดิม และให้ออกไปจากที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงทุ่งหนองเป็ดน้ำ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือตัวแทนไปทำการรื้อถอน โค่นล้มปาล์มน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินมือเปล่าที่พิพาท และให้เพิกถอนคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 47/2566 และคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 59/2566 กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ย
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองภูเก็ตเห็นว่า คำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 47/2566 และคำสั่งอำเภอคลองท่อมที่ 59/2566 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง คำสั่งดังกล่าวจึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือตัวแทนไปทำการรื้อถอน โค่นล้มปาล์มน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งอำเภอคลองท่อมที่ 47/2566และคำสั่งอำเภอคลองท่อมที่ 59/2566 เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดกระบี่เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอำเภอคลองท่อมดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิในที่ดินพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่มีอำนาจรื้อถอน โค่นล้มปาล์มน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 อ้างว่ากระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า กรมการปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นกรมตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ประกอบมาตรา 31 (3)แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ส่วนนายอำเภอคลองท่อมและผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นข้าราชการที่ปฏิบัติงานในอำเภอคลองท่อมและจังหวัดกระบี่ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 47/2566 และคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 59/2566 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบข้อ 6 วรรคหนึ่งและวรรคสองของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 กับขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดกรณีสั่งการให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ใต้บังคับบัญชาหรือตัวแทนเข้ารื้อถอน โค่นล้มปาล์มน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งฉบับพิพาทดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกเป็นผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ รวมทั้งเป็นประชาชนทั่วไปที่ต้องใช้ซอยพัฒนาการ 44 เป็นทางสัญจรเพื่อเข้าออกสู่ถนนพัฒนาการ ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้อำนวยการเขตสวนหลวง ที่ 2 บจก. พี.ซี.เอ็น ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ปล่อยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปิดกั้นเส้นทางสัญจรบริเวณซอยพัฒนาการ 44 พร้อมทั้งเรียกเก็บค่าใช้ทาง เป็นเหตุให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวไม่ได้รับความสะดวกในการใช้เส้นทางสัญจรเข้าออกถนนพัฒนาการ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ถนนซอยพัฒนาการ 44 รวมทั้งทางเท้าเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชดใช้เงินคืนแก่รัฐ โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ประเมินหรือทำหรือแจ้งหรือแสดงรายการงบประมาณทั้งหมดเป็นค่าก่อสร้างถนนสาธารณะ ทางเท้า และระบบสาธารณูปโภค พร้อมดอกเบี้ย และเรียกเงินค่าขาดประโยชน์ ทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 มีคำสั่งประเมินค่าเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 พร้อมทั้งดำเนินคดีทางแพ่งและอาญา และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 มีคำสั่งระงับหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ได้กระทำลงบนผิวทางและทางเท้า รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเปิดการใช้เส้นทางซอยพัฒนาการ 44 โดยมิให้มีสิ่งกีดขวาง และไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าผ่านทาง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า ที่ดินซึ่งเป็นทางสัญจรในซอยพัฒนาการ 44 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และไม่เคยอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ การจัดทำไม้กั้นบริเวณปากซอยพัฒนาการ 44 เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ มิใช่กรณีสิทธิในที่ดินพิพาท แต่เป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลที่สาธารณประโยชน์ โดยศาลต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ มิใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งพระโขนงพิจารณาแล้วเห็นว่า สำหรับคำฟ้องในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกฟ้องกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้อำนวยการเขตสวนหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ปล่อยปละละเลยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปิดกั้นเส้นทางสัญจรบริเวณซอยพัฒนาการ 44 และเรียกเก็บค่าใช้ทางกับยานพาหนะรวมทั้งการเดินเท้าเข้าออก เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกและประชาชนเดือดร้อน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่โต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงเป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับคำฟ้องในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปิดกั้นเส้นทางสัญจรบริเวณซอยพัฒนาการ 44 และเรียกเก็บค่าใช้ทางกับยานพาหนะรวมทั้งการเดินเท้าเข้าออก เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนเดือดร้อน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ถนนและทางเท้าในซอยพัฒนาการ 44 เป็นทางสาธารณะ หากไม่สามารถมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชดใช้เงินคืนแก่รัฐ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เปิดการใช้เส้นทางซอยพัฒนาการ 44 โดยไม่มีสิ่งกีดขวางและไม่เรียกเก็บค่าผ่านทาง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า ที่ดินซึ่งเป็นทางสัญจรในซอยพัฒนาการ 44 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และไม่เคยอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์นั้น เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้น คดีในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของปกครอง ส่วนคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตกเป็นทางสาธารณประโยชน์แล้วหรือไม่ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการส่วนท้องถิ่นที่ตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่สำหรับปฏิบัติหน้าที่ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ และการดูแลรักษาที่สาธารณะ ตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) (10) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลทางสาธารณะ กรณีตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แม้จะเป็นเอกชน แต่มูลคดีเกี่ยวพันกัน และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลย่อมมีผลกระทบต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเห็นควรให้พิจารณาพิพากษาโดยศาลเดียวกัน
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ที่ 1 และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง ที่ 2 ว่าผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับและประสงค์รับเงินสินบนนำจับกรณีพบเห็นการแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้องส่งไปยังผู้ถูกฟ้องคดีด้วยวิธีการไปรษณีย์ลงทะเบียน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการรับแจ้งความนำจับและประสงค์รับเงินสินบนตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจ่ายเงินสินบน เงินรางวัล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2548 โดยผู้แจ้งนำจับต้องแจ้งความนำจับเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นด้วยตนเองต่อผู้มีอำนาจรับแจ้งความนำจับ เป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีเกินสมควร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองลดการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น โดยการรับแจ้งความนำจับและประสงค์รับเงินสินบนนำจับที่จัดส่งผ่านไปรษณีย์ลงทะเบียน (เดิม)
ในระหว่างพิจารณาคดี ศาลปกครองกลางเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีบทบัญญัติกำหนดความผิดและโทษในทางอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลจังหวัดระยองเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจ่ายเงินสินบน เงินรางวัล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2548 ซึ่งมีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ จึงมีลักษณะเป็นกฎ เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่ากฎดังกล่าวมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับผู้แจ้งความนำจับเกินสมควร คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตามข้อ 3 ข. (1) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 43 (2) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องโดยตั้งรูปเรื่องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีเกินสมควรเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจ่ายเงินสินบน เงินรางวัล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2548 ข้อ 9 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้การแจ้งความนำจับและการรับแจ้งความนำจับ ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อยื่นต่อผู้มีอำนาจรับแจ้งความนำจับตามแบบ น.จ. 1 ก็ตาม แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้พบเห็นการกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้อง จึงได้ส่งบันทึกการแจ้งและรับแจ้งความนำจับตามแบบ (น.จ. 1) พร้อมผลิตภัณฑ์และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งความนำจับกรณีประสงค์รับเงินสินบนนำจับไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองด้วยวิธีการไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับด้วยตนเอง โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรับแจ้งความนำจับผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้วิธีการยืนยันตัวบุคคลโดยวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางไปยังที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นการโต้แย้งขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ชั้นพนักงานสอบสวนในขั้นตอนการรับแจ้งความ การตรวจสอบและการดำเนินการทั้งหลายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ที่มีบทบัญญัติที่กำหนดความผิดและ บทกำหนดโทษในทางอาญากรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย อันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีโดยมีความมุ่งประสงค์ที่จะได้รับเงินสินบนนำจับจากการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณี จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกิจการทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นิติบุคคลอาคารชุด ร. โจทก์ ซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาการใช้น้ำประปากับการประปานครหลวง จำเลย ยื่นฟ้องจำเลยว่า จำเลยยกเลิกและเปลี่ยนอัตราการคิดค่าน้ำประปาจากโจทก์ในอัตราขายเหมาเป็นอัตราประเภท 1 ที่พักอาศัยเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงคำขอให้ทบทวนจากโจทก์ ทั้งไม่พิจารณาคำขอติดตั้งมาตรวัดน้ำรายย่อยของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องชำระค่าน้ำประปาเพิ่มขึ้น ขอให้บังคับจำเลยยินยอมและติดตั้งมาตรวัดแยกย่อยเป็นรายครัวเรือน โดยใช้จำนวนห้องหารจำนวนหน่วยของน้ำทั้งหมดเป็นฐานในการคิดค่าน้ำ
ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยมีสิทธิเรียกเก็บค่าน้ำประปาในอัตราประเภท 1 ที่พักอาศัยจากโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายและมิได้เป็นการกระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ และจำเลยไม่มีหนี้ตามสัญญาที่จะต้องติดตั้งมาตรวัดน้ำแยกย่อยและเรียกเก็บค่าน้ำประปาเป็นรายห้องชุดให้แก่โจทก์ และโจทก์ไม่มีอำนาจให้จำเลยดำเนินการตามคำขอได้ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 33 (2) ได้กำหนดให้ผู้ว่าการมีอำนาจวางระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของการประปานครหลวง ต่อมา ผู้ว่าการประปานครหลวงได้มีคำสั่ง เรื่อง แนวทางการกำหนดประเภทผู้ใช้น้ำ และออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การให้สิทธิราคาค่าน้ำประปาในอัตราขายเหมาเพื่อบังคับใช้กับผู้ใช้น้ำประปาของจำเลย และจำเลยได้เปลี่ยนการคิดค่าน้ำประปากับโจทก์จากอัตราขายเหมาเป็นแบบประเภทหนึ่ง ที่พักอาศัย จึงเป็นการดำเนินการอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ตกลงทำสัญญาการใช้น้ำประปากับจำเลยตามสัญญาใช้น้ำประปา ซึ่งสัญญาดังกล่าวแม้ว่าจะมีจำเลยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายน้ำประปาอันเป็นการดำเนินธุรกิจดังเช่น เอกชนทั่วไป สัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสัญญาการใช้น้ำประปาซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา แต่โดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเท่านั้น กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่าสัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองและพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6 (3) ให้อำนาจจำเลยดำเนินธุรกิจได้เช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับเอกชนผู้ใช้น้ำแต่ละรายในการดำเนินธุรกิจจำหน่ายน้ำประปาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่ง การกระทำของจำเลยอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงเป็นการกระทำโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาการใช้น้ำระหว่างจำเลยกับโจทก์ ซึ่งเป็นธุรกิจของจำเลยที่กระทำกับโจทก์ในฐานะเสมอภาคเช่นเดียวกับเอกชนต่อเอกชน มิได้ใช้อำนาจทางปกครอง สัญญาพิพาทดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ บจก. โจทก์ ยื่นฟ้อง กองทัพบก จำเลย ในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 139 และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 149 แบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณ และสัญญาซื้อขายชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 139 และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 149 ระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยหลายครั้ง แต่จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและสงวนสิทธิเรียกค่าปรับตามสัญญาทั้งสองฉบับ ริบหลักประกันตามสัญญาและให้โจทก์ชำระเงินค้ำประกันสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้ผิดนัดไม่ส่งมอบสิ่งของให้แก่จำเลยตามสัญญา การเลิกสัญญาและคิดค่าปรับชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทตามสัญญาทั้งสองฉบับเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า ลักษณะของสัญญาพิพาททั้งสองฉบับเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นผู้ซื้อและโจทก์เป็นผู้ขาย มีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไป ทั้งข้อกำหนดในสัญญาไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง สัญญาพิพาททั้งสองฉบับจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาการซื้อชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ทั้งสองฉบับ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยซ่อมบำรุงและจัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์ให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา เพื่อให้ได้มาซึ่งยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นในการสนับสนุนภารกิจของรัฐ โดยเป็นเครื่องมือและอุปกรณ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะตามภารกิจของกองทัพบกให้บรรลุผล เข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นอกจากนี้เงื่อนไขตามสัญญาทั้งสองฉบับเป็นการให้เอกสิทธิ์กับจำเลยแต่ฝ่ายเดียวในการควบคุมดูแลการปฏิบัติตามสัญญาและการบังคับการให้เป็นไปตามสัญญาเพื่อประโยชน์สาธารณะในการซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ทางการทหาร คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้กองทัพบก จำเลย จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพบก การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังกองทัพบกตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ตามมาตรา 17 (2) มาตรา 19 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 139 และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 149 แบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณ และสัญญาซื้อขายชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 139 และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 149 ระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งมีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์จัดหาสิ่งของที่จะขายและเตรียมส่งมอบไว้ให้แก่จำเลยได้อย่างเพียงพอตามจำนวนที่ได้ตกลงประมาณการไว้ และโจทก์ต้องส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายตามสัญญาในแต่ละงวดให้แก่จำเลยให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดไว้และจำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์เป็นรายงวดเมื่อได้รับมอบสิ่งของที่ซื้อขายไว้โดยครบถ้วน ลักษณะของสัญญาพิพาททั้งสองฉบับจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายยุทโธปกรณ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อและโจทก์ผู้ขายผูกนิติสัมพันธ์บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันของคู่สัญญา จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายทั่วไป ทั้งข้อกำหนดในสัญญาไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ และมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาพิพาททั้งสองฉบับระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม