คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 314/2567
#699710
เปิดฉบับเต็ม

ผู้รับจำนองซึ่งทรงทรัพยสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิบังคับจำนองแม้หนี้ที่ประกันหรือสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความ เพียงแต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/27 และ 745 แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายสารบัญญัติ เมื่อคดีเข้าสู่ศาล กระบวนพิจารณาก็ต้องบังคับตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. ดังนั้น เมื่อ ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา 274 บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ และจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่งวดแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ดังนี้ การร้องขอให้บังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินจำนองจึงต้องกระทำภายในสิบปีนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองของจำเลยล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2543 แล้ว โจทก์จึงสิ้นสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลย อย่างไรก็ตาม ทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยและบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมโดยจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องเป็นเงิน 1,564,537.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,509,373.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกเดือนภายในวันสิ้นเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 19,500 บาท เริ่มงวดแรกในวันสิ้นเดือนมิถุนายน 2543 เป็นต้นไป แต่ทั้งนี้จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นภายในเวลา 3 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 325 ทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ตรวจสอบแล้วคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 และโจทก์แถลงว่าจำเลยไม่เคยชำระหนี้ ดังนั้น นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ (วันที่ 1 กรกฎาคม 2543) จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว คดีจึงพ้นระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่อาจบังคับคดีหรือยึดทรัพย์ตามคำร้องได้ ยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การบังคับคดีจะต้องกระทำภายใน 10 ปี คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบแล้ว ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 325 อันเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิจะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อมีกรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (1) ถึง (6) ดังนี้ ผู้รับจำนองซึ่งทรงทรัพยสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิบังคับจำนองแม้หนี้ที่ประกันหรือสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความ เพียงแต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 745 บัญญัติไว้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายสารบัญญัติ ซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่แก่คู่กรณีที่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โดยหากเจ้าหนี้ประสงค์บังคับตามสิทธิก็ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาลเพราะเหตุถูกลูกหนี้โต้แย้งสิทธิ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติคือกฎหมายวิธีพิจารณาความบัญญัติไว้ และเมื่อคดีเข้าสู่ศาล กระบวนพิจารณาก็ต้องบังคับตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา 274 บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ และจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่งวดแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ดังนี้ การร้องขอให้บังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินจำนองจึงต้องกระทำในระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการบังคับคดีที่ต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความ แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำขอฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองของจำเลยล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2543 แล้ว จึงมีผลเพียงทำให้โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลยในคดีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 744 (1) ม. 744 (2) ม. 744 (3) ม. 744 (4) ม. 744 (5) ม. 744 (6) ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 274
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร น. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายภราดร อาสาสรรพกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสายัณห์ มุกดาประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 314/2567
#706422
เปิดฉบับเต็ม

ผู้รับจำนองซึ่งทรงทรัพยสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิบังคับจำนองแม้หนี้ที่ประกันหรือสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความ เพียงแต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/27 และ 745 แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายสารบัญญัติ เมื่อคดีเข้าสู่ศาล กระบวนพิจารณาก็ต้องบังคับตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. ดังนั้น เมื่อ ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา 274 บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ และจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่งวดแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ดังนี้ การร้องขอให้บังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินจำนองจึงต้องกระทำภายในสิบปีนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองของจำเลยล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2543 แล้ว โจทก์จึงสิ้นสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลย อย่างไรก็ตาม ทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยและบังคับจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมโดยจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องเป็นเงิน 1,564,537.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,509,373.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกเดือนภายในวันสิ้นเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 19,500 บาท เริ่มงวดแรกในวันสิ้นเดือนมิถุนายน 2543 เป็นต้นไป แต่ทั้งนี้จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นภายในเวลา 3 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 325 ทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ตรวจสอบแล้วคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 และโจทก์แถลงว่าจำเลยไม่เคยชำระหนี้ ดังนั้น นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ (วันที่ 1 กรกฎาคม 2543) จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว คดีจึงพ้นระยะเวลาบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่อาจบังคับคดีหรือยึดทรัพย์ตามคำร้องได้ ยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การบังคับคดีจะต้องกระทำภายใน 10 ปี คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบแล้ว ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 325 อันเป็นทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิจะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อมีกรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (1) ถึง (6) ดังนี้ ผู้รับจำนองซึ่งทรงทรัพยสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิบังคับจำนองแม้หนี้ที่ประกันหรือสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความ เพียงแต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้ ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 745 บัญญัติไว้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายสารบัญญัติ ซึ่งกำหนดสิทธิและหน้าที่แก่คู่กรณีที่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โดยหากเจ้าหนี้ประสงค์บังคับตามสิทธิก็ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาลเพราะเหตุถูกลูกหนี้โต้แย้งสิทธิ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติคือกฎหมายวิธีพิจารณาความบัญญัติไว้ และเมื่อคดีเข้าสู่ศาล กระบวนพิจารณาก็ต้องบังคับตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา 274 บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งหมายถึงตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุดในคดีนั้น สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ และจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่งวดแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ดังนี้ การร้องขอให้บังคับคดีโดยการยึดทรัพย์สินจำนองจึงต้องกระทำในระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการบังคับคดีที่ต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความ แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำขอฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองของจำเลยล่วงพ้นระยะเวลาสิบปีนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2543 แล้ว จึงมีผลเพียงทำให้โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินจำนองของจำเลยในคดีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทรัพยสิทธิจำนองยังคงอยู่ และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้จำนองหรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์สินจำนองต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 744 ม. 745
ป.วิ.พ. ม. 274
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร น. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายภราดร อาสาสรรพกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสายัณห์ มุกดาประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 313/2567
#699728
เปิดฉบับเต็ม

การเรียกร้องค่าทดแทนเป็นสิทธิของเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อชดเชยความเสียหายอันที่เกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสี่ โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าทดแทนการใช้ที่ดินจากจำเลยเป็นคดีต่างหากได้ หากศาลในคดีก่อนวินิจฉัยชี้ขาดให้จำเลยได้สิทธิทางจำเป็นบนที่ดินของโจทก์ทั้งสาม โดยโจทก์ทั้งสามไม่จำต้องฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนมาในคำให้การ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของคู่ความว่า มีการบังคับคดีเปิดทางจำเป็นตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 โจทก์ทั้งสามจึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นบนที่ดินของโจทก์ทั้งสามนับตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2555 อายุความสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนของโจทก์ทั้งสามจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว เมื่อ ป.พ.พ. หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องอายุความใช้ค่าทดแทนในการเปิดทางจำเป็นไว้ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อนับระยะเวลานับแต่วันที่มีการเปิดใช้ทางจำเป็นจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกค่าทดแทนในคดีนี้เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกค่าทดแทนของโจทก์ทั้งสามจึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่าน สำหรับโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท และโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า ก่อนหน้านี้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ถูกนางสาวมาลีและพันเอกวินัยฟ้องต่อศาลชั้นต้น ให้เปิดทางผ่านที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่ล้อมอยู่ออกสู่ทางสาธารณะรวม 2 คดี คือคดีหมายเลขแดงที่ 770/2548 และคดีหมายเลขแดงที่ 3972/2548 ตามลำดับ ซึ่งตามคำฟ้องทั้ง 2 คดี เจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้ฟ้องแย้งขอให้เจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมใช้ค่าทดแทนเพราะเหตุมีทางผ่านเช่นกัน สำหรับการเปิดทางจำเป็นในคดีหมายเลขแดงที่ 770/2548 เป็นคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาและต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง การเปิดทางจำเป็นชั่วคราวจึงสิ้นสุดลง ในชั้นนี้คงพิจารณาเฉพาะทางจำเป็นที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 3972/2548 เท่านั้น ซึ่งในคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินของโจทก์ทั้งสาม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการแรกว่า การใช้สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 1349 วรรคสี่ ผู้มีสิทธิผ่านทางจำเป็นต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการขอเปิดทางผ่าน แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้ค่าทดแทนก่อนจึงใช้ทางจำเป็นได้ ดังนั้น การฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นจึงไม่จำต้องเสนอชดใช้ค่าทดแทนที่ดินแต่เป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ดินที่ถูกฟ้องให้เปิดทางจำเป็นที่จะต้องเรียกร้องค่าทดแทนที่ดินขึ้นมาเอง เมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมไม่เสนอค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ล้อม และเจ้าของที่ดินที่ล้อมไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกล้อม คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องค่าทดแทนที่จะต้องพิจารณา และเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสามต้องไปว่ากล่าวเป็นคดีอื่น ดังที่ศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขแดงที่ 3972/2548 ของศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ตอนหนึ่ง ซึ่งชอบด้วยเหตุผลแล้ว และแม้การใช้ทางจำเป็น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายก็ตามแต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมที่ดินของผู้อื่นจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ต้องยอมให้เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมใช้ทางผ่านที่ดินของตนเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะได้เท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่เป็นการให้สิทธิเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมที่จะเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นหรือกระทำการใดๆในที่ดินของผู้อื่นได้โดยพลการ ทั้งสิทธิในการใช้ทางจำเป็นตามกฎหมายดังกล่าวจะต้องพิจารณาสภาพความเป็นจริงในขณะนั้นว่าเข้าเงื่อนไขตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และ มาตรา 1350 บัญญัติไว้หรือไม่ด้วย ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามไม่ได้ฟ้องแย้งมาในคำให้การหรือฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในอายุความ เพิ่งฟ้องเป็นคดีนี้จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ขณะที่โจทก์ทั้งสามยื่นคำให้การในคดีก่อน ข้อเท็จจริงยังไม่เป็นอันยุติว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมมีสิทธิใช้ทางผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ล้อมอยู่ได้หรือไม่ จึงต้องใช้ศาลชี้ขาดข้อเท็จจริงให้รับฟังเป็นยุติก่อนว่า ตามสภาพของที่ดินนั้น เข้าเงื่อนไขทางจำเป็นหรือไม่ และการเรียกร้องค่าทดแทนเป็นสิทธิของเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อชดเชยความเสียหายอันที่เกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสี่ โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าทดแทนการใช้ที่ดินจากจำเลยเป็นคดีต่างหากได้หากศาลในคดีก่อนวินิจฉัยชี้ขาดให้จำเลยได้สิทธิทางจำเป็นบนที่ดินของโจทก์ทั้งสาม โดยโจทก์ทั้งสามไม่จำต้องฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนมาในคำให้การตามที่จำเลยแก้ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของคู่ความว่า มีการบังคับคดีเปิดทางจำเป็นตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 โจทก์ทั้งสามจึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นบนที่ดินของโจทก์ทั้งสามนับตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2555 อายุความสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนของโจทก์ทั้งสามจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องอายุความใช้ค่าทดแทนในการเปิดทางจำเป็นไว้ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อนับระยะเวลานับแต่วันที่มีการเปิดใช้ทางจำเป็นจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกค่าทดแทนในคดีนี้เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกค่าทดแทนของโจทก์ทั้งสามจึงยังไม่ขาดอายุความ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับค่าทดแทนหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 585 และ 7695 และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 136075 กับการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ตั้งแต่เมื่อปี 2554 แต่จำเลยไม่ได้อ้างส่งสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ส่วนที่จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 585 ของโจทก์ที่ 1 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 16 นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2550 ใช้บังคับ เมื่อการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้จ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 585 ส่วนที่เป็นถนนลาดยางอีกต่อไปและอ้างส่งหนังสือจากการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2563 ที่แจ้งจำเลยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 136075 ของโจทก์ที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 585 ของโจทก์ที่ 1 ถูกเวนคืนเพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้วางเงินค่าทดแทนแล้วโดยฝากไว้กับธนาคารออมสิน แต่หนังสือของการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดังกล่าวมีข้อความระบุแต่เพียงว่า การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้วางเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 585 ของโจทก์ที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 136075 ของโจทก์ที่ 3 ที่ถูกเวนคืนไว้แล้วโดยฝากไว้กับธนาคารออมสิน สาขาบางแค เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนได้วางเงินทดแทนไว้เมื่อใด อันจะทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 585 ของโจทก์ที่ 1 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยตามที่จำเลยอ้าง ซึ่งในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์นั้น หากเจ้าหน้าที่เวนคืนจัดให้มีการวางเงินค่าทดแทนในกรณีที่ตกลงกันได้หรือวางเงินค่าทดแทนในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ ให้ถือว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นับแต่วันวางเงินทดแทน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 13 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 11 วรรคสอง พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบจึงยังฟังไม่ได้ว่า โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 585 และ 7695 และโจทก์ที่ 3 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 136075 ให้แก่การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยไปแล้วตั้งแต่ปี 2554 โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าทดแทนจากจำเลย

ส่วนปัญหาว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับค่าทดแทนเพียงใดนั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำนวนเงินค่าทดแทนที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องมาในฟ้อง ทั้งเมื่อพิจารณาเนื้อที่และที่ตั้งของที่ดินแล้ว จำนวนเงินค่าทดแทนที่เรียกร้องมาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 136075 ของโจทก์ที่ 2 ได้โอนเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 ไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2551 ก่อนที่จะมีการเปิดใช้ทางจำเป็นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 จำเลยจึงไม่มีหนี้ค่าทดแทนค้างชำระต่อโจทก์ที่ 2 ภายหลังเมื่อโจทก์ที่ 3 รับโอนที่ดินมาจากโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 3 จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลย ประกอบกับค่าทดแทนมีไว้เพื่อชดเชยความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมเท่านั้น ไม่ได้ชดเชยให้กับบริวารที่พักอาศัยด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความตามฎีกาของโจทก์ที่ 3 ว่า โจทก์ที่ 3 คงติดใจเรียกร้องค่าทดแทนในชั้นฎีกาเพียง 335,000 บาท จึงกำหนดให้ตามขอ จำเลยจึงต้องใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 200,000 บาท และใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 335,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 (เดิม) และ (ที่แก้ไขใหม่) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนที่ดินจากจำเลยเนื่องจากขาดอายุความนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท และโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 335,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ กับให้ยกคำขอเรียกค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1349
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 11 ม. 13 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ. กับพวก
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวอรรถนัดดา สุนทรศารทูล
ศาลอุทธรณ์ — นายมนตรี จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
สุวิทย์ พรพานิช
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 313/2567
#703991
เปิดฉบับเต็ม

การเรียกร้องค่าทดแทนเป็นสิทธิของเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อชดเชยความเสียหายอันที่เกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสี่ โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าทดแทนการใช้ที่ดินจากจำเลยเป็นคดีต่างหากได้ หากศาลในคดีก่อนวินิจฉัยชี้ขาดให้จำเลยได้สิทธิทางจำเป็นบนที่ดินของโจทก์ทั้งสาม โดยโจทก์ทั้งสามไม่จำต้องฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนมาในคำให้การ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของคู่ความว่า มีการบังคับคดีเปิดทางจำเป็นตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 โจทก์ทั้งสามจึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นบนที่ดินของโจทก์ทั้งสามนับตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2555 อายุความสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนของโจทก์ทั้งสามจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว เมื่อ ป.พ.พ. หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องอายุความใช้ค่าทดแทนในการเปิดทางจำเป็นไว้ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อนับระยะเวลานับแต่วันที่มีการเปิดใช้ทางจำเป็นจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกค่าทดแทนในคดีนี้เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกค่าทดแทนของโจทก์ทั้งสามจึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่าน สำหรับโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท และโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า ก่อนหน้านี้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ถูกนางสาวมาลีและพันเอกวินัยฟ้องต่อศาลชั้นต้น ให้เปิดทางผ่านที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่ล้อมอยู่ออกสู่ทางสาธารณะรวม 2 คดี คือคดีหมายเลขแดงที่ 770/2548 และคดีหมายเลขแดงที่ 3972/2548 ตามลำดับ ซึ่งตามคำฟ้องทั้ง 2 คดี เจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมไม่ได้เสนอค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้ฟ้องแย้งขอให้เจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมใช้ค่าทดแทนเพราะเหตุมีทางผ่านเช่นกัน สำหรับการเปิดทางจำเป็นในคดีหมายเลขแดงที่ 770/2548 เป็นคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาและต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง การเปิดทางจำเป็นชั่วคราวจึงสิ้นสุดลง ในชั้นนี้คงพิจารณาเฉพาะทางจำเป็นที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 3972/2548 เท่านั้น ซึ่งในคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินของโจทก์ทั้งสาม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการแรกว่า การใช้สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 1349 วรรคสี่ ผู้มีสิทธิผ่านทางจำเป็นต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการขอเปิดทางผ่าน แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้ค่าทดแทนก่อนจึงใช้ทางจำเป็นได้ ดังนั้น การฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นจึงไม่จำต้องเสนอชดใช้ค่าทดแทนที่ดินแต่เป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ดินที่ถูกฟ้องให้เปิดทางจำเป็นที่จะต้องเรียกร้องค่าทดแทนที่ดินขึ้นมาเอง เมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมไม่เสนอค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ล้อม และเจ้าของที่ดินที่ล้อมไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกล้อม คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องค่าทดแทนที่จะต้องพิจารณา และเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสามต้องไปว่ากล่าวเป็นคดีอื่น ดังที่ศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขแดงที่ 3972/2548 ของศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ตอนหนึ่ง ซึ่งชอบด้วยเหตุผลแล้ว และแม้การใช้ทางจำเป็น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายก็ตามแต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมที่ดินของผู้อื่นจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ต้องยอมให้เจ้าของที่ดินแปลงที่ถูกล้อมใช้ทางผ่านที่ดินของตนเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะได้เท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่เป็นการให้สิทธิเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมที่จะเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นหรือกระทำการใด ๆ ในที่ดินของผู้อื่นได้โดยพลการ ทั้งสิทธิในการใช้ทางจำเป็นตามกฎหมายดังกล่าวจะต้องพิจารณาสภาพความเป็นจริงในขณะนั้นว่าเข้าเงื่อนไขตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และ มาตรา 1350 บัญญัติไว้หรือไม่ด้วย ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามไม่ได้ฟ้องแย้งมาในคำให้การหรือฟ้องเป็นคดีใหม่ภายในอายุความ เพิ่งฟ้องเป็นคดีนี้จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ขณะที่โจทก์ทั้งสามยื่นคำให้การในคดีก่อน ข้อเท็จจริงยังไม่เป็นอันยุติว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมมีสิทธิใช้ทางผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ล้อมอยู่ได้หรือไม่ จึงต้องใช้ศาลชี้ขาดข้อเท็จจริงให้รับฟังเป็นยุติก่อนว่า ตามสภาพของที่ดินนั้น เข้าเงื่อนไขทางจำเป็นหรือไม่ และการเรียกร้องค่าทดแทนเป็นสิทธิของเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อชดเชยความเสียหายอันที่เกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสี่ โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่าทดแทนการใช้ที่ดินจากจำเลยเป็นคดีต่างหากได้หากศาลในคดีก่อนวินิจฉัยชี้ขาดให้จำเลยได้สิทธิทางจำเป็นบนที่ดินของโจทก์ทั้งสาม โดยโจทก์ทั้งสามไม่จำต้องฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนมาในคำให้การตามที่จำเลยแก้ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของคู่ความว่า มีการบังคับคดีเปิดทางจำเป็นตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 โจทก์ทั้งสามจึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นบนที่ดินของโจทก์ทั้งสามนับตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2555 อายุความสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนของโจทก์ทั้งสามจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องอายุความใช้ค่าทดแทนในการเปิดทางจำเป็นไว้ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อนับระยะเวลานับแต่วันที่มีการเปิดใช้ทางจำเป็นจนถึงวันที่โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกค่าทดแทนในคดีนี้เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกค่าทดแทนของโจทก์ทั้งสามจึงยังไม่ขาดอายุความ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับค่าทดแทนหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 585 และ 7695 และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 136075 กับการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ตั้งแต่เมื่อปี 2554 แต่จำเลยไม่ได้อ้างส่งสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ส่วนที่จำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 585 ของโจทก์ที่ 1 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 16 นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2550 ใช้บังคับ เมื่อการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้จ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 585 ส่วนที่เป็นถนนลาดยางอีกต่อไปและอ้างส่งหนังสือจากการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2563 ที่แจ้งจำเลยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 136075 ของโจทก์ที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 585 ของโจทก์ที่ 1 ถูกเวนคืนเพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้วางเงินค่าทดแทนแล้วโดยฝากไว้กับธนาคารออมสิน แต่หนังสือของการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดังกล่าวมีข้อความระบุแต่เพียงว่า การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้วางเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 585 ของโจทก์ที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 136075 ของโจทก์ที่ 3 ที่ถูกเวนคืนไว้แล้วโดยฝากไว้กับธนาคารออมสิน สาขาบางแค เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนได้วางเงินทดแทนไว้เมื่อใด อันจะทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 585 ของโจทก์ที่ 1 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยตามที่จำเลยอ้าง ซึ่งในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์นั้น หากเจ้าหน้าที่เวนคืนจัดให้มีการวางเงินค่าทดแทนในกรณีที่ตกลงกันได้หรือวางเงินค่าทดแทนในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ ให้ถือว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นับแต่วันวางเงินทดแทน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 13 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 11 วรรคสอง พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบจึงยังฟังไม่ได้ว่า โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 585 และ 7695 และโจทก์ที่ 3 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 136075 ให้แก่การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยไปแล้วตั้งแต่ปี 2554 โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าทดแทนจากจำเลย

ส่วนปัญหาว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับค่าทดแทนเพียงใดนั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำนวนเงินค่าทดแทนที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องมาในฟ้อง ทั้งเมื่อพิจารณาเนื้อที่และที่ตั้งของที่ดินแล้ว จำนวนเงินค่าทดแทนที่เรียกร้องมาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 136075 ของโจทก์ที่ 2 ได้โอนเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 ไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2551 ก่อนที่จะมีการเปิดใช้ทางจำเป็นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 จำเลยจึงไม่มีหนี้ค่าทดแทนค้างชำระต่อโจทก์ที่ 2 ภายหลังเมื่อโจทก์ที่ 3 รับโอนที่ดินมาจากโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 3 จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลย ประกอบกับค่าทดแทนมีไว้เพื่อชดเชยความเสียหายแก่เจ้าของที่ดินแปลงที่ล้อมเท่านั้น ไม่ได้ชดเชยให้กับบริวารที่พักอาศัยด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความตามฎีกาของโจทก์ที่ 3 ว่า โจทก์ที่ 3 คงติดใจเรียกร้องค่าทดแทนในชั้นฎีกาเพียง 335,000 บาท จึงกำหนดให้ตามขอ จำเลยจึงต้องใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 200,000 บาท และใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 335,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 (เดิม) และ (ที่แก้ไขใหม่) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนที่ดินจากจำเลยเนื่องจากขาดอายุความนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท และโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 335,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ กับให้ยกคำขอเรียกค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1349
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 11 ม. 13 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จ. กับพวก
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
สุวิทย์ พรพานิช
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ครพ.ที่ 308/2567
#704040
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความ ซึ่งคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 วรรคสี่ อันเป็นบทมาตราที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่อาจขออนุญาตฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 42 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2562 ผู้แทนโจทก์นำยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เป็นที่ดิน 1 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างห้องชุด 57 ห้อง ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2563 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

วันที่ 18 กันยายน 2563 ผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างห้องชุด 57 ห้อง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของผู้ร้องซึ่งติดจำนองแก่ธนาคาร จำเลยที่ 1 เพียงแต่มีชื่อในโฉนดที่ดินแทนผู้ร้องเท่านั้น ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ลงทุนทำธุรกิจอาคารชุดร่วมกัน ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองและบริหารงานอาคารชุด รวมทั้งผ่อนชำระหนี้จำนองด้วยตนเองเรื่อยมา ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์เกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนดเนื่องจากทุนทรัพย์สูงจึงต้องใช้เวลารวบรวมเงินค่าธรรมเนียมศาล ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ดินแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างห้องชุดดังกล่าว และยกเลิกวันนัดขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ และยื่นคำร้องให้ผู้ร้องวางเงินประกันค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

วันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลของทุนทรัพย์ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ภายใน 30 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งคำร้อง (คิดเป็นเงิน 19,997 บาท) และเห็นสมควรให้ผู้ร้องวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 วรรคสี่ เป็นเงิน 3,400,000 บาท ภายใน 30 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่วางเงินประกัน จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกเลิกวันนัดไต่สวน

ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งฉบับที่ 1 โต้แย้งว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมและวางเงินประกัน 3,400,000 บาท ไม่ถูกต้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันยื่นอุทธรณ์ฉบับที่ 1 ว่า คดีนี้ ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 วรรคสี่ อันถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งให้วางเงิน และไม่มีคดีอยู่ในสารบบอันอาจใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งเรื่องให้วางค่าขึ้นศาลเพิ่มได้ จึงไม่รับอุทธรณ์ฉบับที่ 1

ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งฉบับที่ 2 โต้แย้งว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากให้ผู้ร้องวางเงินประกันสูงถึง 3,400,000 บาท ภายใน 30 วัน ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบ เพราะโจทก์สามารถบังคับต่อทรัพย์ที่ยึดไว้ได้อยู่แล้ว ขอให้ยกเลิกคำสั่งจำหน่ายคดี และให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขัดทรัพย์ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ฉบับที่ 2 และโจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า คำสั่งจำหน่ายคดีถึงที่สุดแล้วขอให้ยกอุทธรณ์ฉบับที่ 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ระงับการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมห้องชุด

ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต

ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งฉบับที่ 3 โต้แย้งว่า คดียังไม่ถึงที่สุด โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบที่ศาลชั้นต้นจะระงับการขายทอดตลาดไว้ก่อนได้ เพราะหากขายทอดตลาดไปแล้วอาจทำให้ผู้ร้องเสียหายในภายหลังได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกา และคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของผู้ร้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความ ซึ่งคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 วรรคสี่ อันเป็นบทมาตราที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่อาจขออนุญาตฎีกาได้

จึงมีคำสั่งยกคำร้องขออนุญาตฎีกา ไม่รับฎีกาของผู้ร้อง และยกคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
ผู้ร้อง — บริษัท ว.
จำเลย — บริษัท พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กงจักร โพธิ์พร้อม
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
วิชาญ ศิริเศรษฐ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 298/2567
#701253
เปิดฉบับเต็ม

แม้อุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แต่ก่อนที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ตราที่โจทก์ประทับในฟ้องเป็นตราประทับที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนไว้ตามข้อบังคับของโจทก์หรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นอ้าง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352, 353 มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทั้งไม่ปรากฏว่าอุทธรณ์ของโจทก์ได้รับอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ ตามมาตรา 22 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยจะฎีกาในปัญหาดังกล่าวไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย และต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฟ้อง เป็นฟ้องที่ไม่ชอบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง ดังนั้น เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ โดยเฉพาะศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี และการสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้ เช่นนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องโดยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ถูกต้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 และ 353 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 632/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 342/2564 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1794/2563 ของศาลอาญาพระโขนง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาคดีนี้ต่อไปตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตราที่โจทก์ใช้ประทับในฟ้องไม่ใช่ตราประทับที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนไว้ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ฟ้องโจทก์จึงมีเพียงกรรมการสองคนลงลายมือชื่อโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญ ไม่เป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์ ทำให้ไม่ผูกพันโจทก์ ถือว่าฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ฟ้องของโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์ แม้ว่าอุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ก็ตาม แต่ก่อนที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ตราที่โจทก์ประทับในฟ้องเป็นตราประทับที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนไว้ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตามข้อบังคับของโจทก์หรือไม่ การที่โจทก์อุทธรณ์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่อ้างคำเบิกความของพยานขึ้นมาโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานไม่ถูกต้อง และศาลชั้นต้นน่าจะรับฟังพยานหลักฐานอื่นด้วยให้ได้ความว่าตราประทับในฟ้องเป็นตราประทับที่ตรงกับที่จดทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จึงเป็นการโต้เถียงปัญหาข้อเท็จจริงเข้ามาสู่ปัญหาข้อกฎหมายเพื่อให้มีการพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายใหม่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ อันเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562 มาตรา 10 และไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้ง หรืออธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมาย ได้รับรองให้อุทธรณ์ ตามมาตรา 22 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ย่อมไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยจะฎีกาในปัญหาดังกล่าวไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย และต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาว่า โจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฟ้องเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง ดังนั้น เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ โดยเฉพาะศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้ เช่นนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องโดยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ถูกต้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นสั่งโจทก์แก้ไขฟ้องโดยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ถูกต้อง แล้วพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 ม. 353
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 22 ม. 22 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นายวันชัย อิสระเสนารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล สนธยานนท์
ชื่อองค์คณะ
เศรณี ศิริมังคละ
อุทัย โสภาโชติ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 298/2567
#724079
เปิดฉบับเต็ม

แม้อุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แต่ก่อนที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ตราที่โจทก์ประทับในฟ้องเป็นตราประทับที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนไว้ตามข้อบังคับของโจทก์หรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นอ้าง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352, 353 มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทั้งไม่ปรากฏว่าอุทธรณ์ของโจทก์ได้รับอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์ ตามมาตรา 22 ทวิ การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยจะฎีกาในปัญหาดังกล่าวไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย และต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฟ้อง เป็นฟ้องที่ไม่ชอบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง ดังนั้น เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ โดยเฉพาะศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี และการสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้ เช่นนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องโดยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ถูกต้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 และ 353 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 632/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 342/2564 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1794/2563 ของศาลอาญาพระโขนง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาคดีนี้ต่อไปตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตราที่โจทก์ใช้ประทับในฟ้องไม่ใช่ตราประทับที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนไว้ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ฟ้องโจทก์จึงมีเพียงกรรมการสองคนลงลายมือชื่อโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญ ไม่เป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์ ทำให้ไม่ผูกพันโจทก์ ถือว่าฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ฟ้องของโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์ แม้ว่าอุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ก็ตาม แต่ก่อนที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ตราที่โจทก์ประทับในฟ้องเป็นตราประทับที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนไว้ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตามข้อบังคับของโจทก์หรือไม่ การที่โจทก์อุทธรณ์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่อ้างคำเบิกความของพยานขึ้นมาโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานไม่ถูกต้อง และศาลชั้นต้นน่าจะรับฟังพยานหลักฐานอื่นด้วยให้ได้ความว่าตราประทับในฟ้องเป็นตราประทับที่ตรงกับที่จดทะเบียนไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จึงเป็นการโต้เถียงปัญหาข้อเท็จจริงเข้ามาสู่ปัญหาข้อกฎหมายเพื่อให้มีการพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายใหม่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ อันเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งตลิ่งชัน ศาลแพ่งพระโขนง ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอาญาพระโขนง และศาลอาญามีนบุรี พ.ศ. 2562 มาตรา 10 และไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้ง หรืออธิบดีกรมอัยการหรือพนักงานอัยการซึ่งอธิบดีกรมอัยการได้มอบหมาย ได้รับรองให้อุทธรณ์ ตามมาตรา 22 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ย่อมไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยจะฎีกาในปัญหาดังกล่าวไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย และต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาว่า โจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฟ้องเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง ดังนั้น เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ โดยเฉพาะศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้ เช่นนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องโดยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ถูกต้องได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นสั่งโจทก์แก้ไขฟ้องโดยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ถูกต้อง แล้วพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 ม. 353
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 22 ม. 22 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นายวันชัย อิสระเสนารักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล สนธยานนท์
ชื่อองค์คณะ
เศรณี ศิริมังคละ
อุทัย โสภาโชติ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2567
#700076
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมและจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติและต่างเป็นสมาชิกกลุ่ม อสม. เมื่อจำเลยทราบว่าสมาชิกผู้สั่งซื้อเสื้อยังไม่ได้รับเสื้อ จำเลยซึ่งเป็นผู้ดำเนินการรับสั่งจองเสื้อ จึงไปสอบถามและทวงเสื้อคืนจากโจทก์ร่วมโดยเปิดเผย ทั้งยังฝากเงินค่าซื้อเสื้อคืนให้แก่โจทก์ร่วมและนำเสื้อไปให้สมาชิกทันที พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าเสื้อที่โจทก์ร่วมมีไว้ในครอบครอง โจทก์ร่วมได้รับไปโดยไม่ถูกต้อง การกระทำของจำเลยหาใช่เจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายที่เป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางบัวเงิน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ทางนำสืบและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง และคดีมีเหตุให้ลงโทษจำเลยสถานหนักหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันฉันเครือญาติ ทั้งเป็นสมาชิกของกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ด้วยกัน มูลเหตุของคดีนี้ก็สืบเนื่องมาจากเสื้อยืดคอกลม 1 ตัว ราคา 120 บาท ที่ทางกลุ่มจัดทำให้สมาชิกสั่งซื้อเพื่อสวมใส่ไปทัศนศึกษาที่จังหวัดระยอง โดยจำเลยเป็นผู้ร่วมดำเนินการรับสั่งจองเสื้อดังกล่าวด้วย โจทก์ร่วมมิได้สั่งจองซื้อเสื้อจากจำเลย ต่อมาเมื่อจำเลยทราบเหตุว่าสมาชิกผู้สั่งซื้อยังไม่ได้รับเสื้อ จึงไปพบเพื่อสอบถามและทวงเสื้อคืนจากโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมยืนยันว่าได้สั่งซื้อมาโดยถูกต้อง แต่ต่อมาจำเลยได้แจ้งให้ผู้อื่นไปเอาเสื้อคืนจากบ้านของโจทก์ร่วมแล้วฝากเงินค่าซื้อเสื้อคืนให้โจทก์ร่วมแล้วด้วย ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยและความสัมพันธ์ฉันญาติของโจทก์ร่วมกับจำเลยแล้ว กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตเกี่ยวกับเสื้อที่โจทก์ร่วมมีไว้ในครอบครองว่าโจทก์ร่วมได้รับไปโดยไม่ถูกต้อง ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องติดตามเอาคืนมาเพื่อส่งมอบให้แก่สมาชิกผู้สั่งซื้อตามความรับผิดชอบของตน การได้เสื้อคืนมาจำเลยก็กระทำการไปโดยเปิดเผยในลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ ทั้งจำเลยยังฝากเงินค่าซื้อเสื้อคืนให้โจทก์ร่วมแล้วและรีบนำเสื้อดังกล่าวไปมอบให้แก่สมาชิกผู้สั่งซื้อทันที การกระทำของจำเลยหาใช่เจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายที่เป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน อันเป็นการกระทำโดยทุจริตแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำโดยขาดเจตนาทุจริตในการลักทรัพย์แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 (8) วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นาง บ.
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางวันทนา อินทปัตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางเรณี ศิลปวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
กมล คำเพ็ญ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2567
#703990
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมและจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติและต่างเป็นสมาชิกกลุ่ม อสม. เมื่อจำเลยทราบว่าสมาชิกผู้สั่งซื้อเสื้อยังไม่ได้รับเสื้อ จำเลยซึ่งเป็นผู้ดำเนินการรับสั่งจองเสื้อ จึงไปสอบถามและทวงเสื้อคืนจากโจทก์ร่วมโดยเปิดเผย ทั้งยังฝากเงินค่าซื้อเสื้อคืนให้แก่โจทก์ร่วมและนำเสื้อไปให้สมาชิกทันที พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าเสื้อที่โจทก์ร่วมมีไว้ในครอบครอง โจทก์ร่วมได้รับไปโดยไม่ถูกต้อง การกระทำของจำเลยหาใช่เจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายที่เป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางบัวเงิน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (8) วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ทางนำสืบและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง และคดีมีเหตุให้ลงโทษจำเลยสถานหนักหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันฉันเครือญาติ ทั้งเป็นสมาชิกของกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ด้วยกัน มูลเหตุของคดีนี้ก็สืบเนื่องมาจากเสื้อยืดคอกลม 1 ตัว ราคา 120 บาท ที่ทางกลุ่มจัดทำให้สมาชิกสั่งซื้อเพื่อสวมใส่ไปทัศนศึกษาที่จังหวัดระยอง โดยจำเลยเป็นผู้ร่วมดำเนินการรับสั่งจองเสื้อดังกล่าวด้วย โจทก์ร่วมมิได้สั่งจองซื้อเสื้อจากจำเลย ต่อมาเมื่อจำเลยทราบเหตุว่าสมาชิกผู้สั่งซื้อยังไม่ได้รับเสื้อ จึงไปพบเพื่อสอบถามและทวงเสื้อคืนจากโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมยืนยันว่าได้สั่งซื้อมาโดยถูกต้อง แต่ต่อมาจำเลยได้แจ้งให้ผู้อื่นไปเอาเสื้อคืนจากบ้านของโจทก์ร่วมแล้วฝากเงินค่าซื้อเสื้อคืนให้โจทก์ร่วมแล้วด้วย ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยและความสัมพันธ์ฉันญาติของโจทก์ร่วม กับจำเลยแล้ว กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตเกี่ยวกับเสื้อที่โจทก์ร่วมมีไว้ในครอบครองว่าโจทก์ร่วมได้รับไปโดยไม่ถูกต้อง ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องติดตามเอาคืนมาเพื่อส่งมอบให้แก่สมาชิกผู้สั่งซื้อตามความรับผิดชอบของตน การได้เสื้อคืนมาจำเลยก็กระทำการไปโดยเปิดเผยในลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ ทั้งจำเลยยังฝากเงินค่าซื้อเสื้อคืนให้โจทก์ร่วมแล้วและรีบนำเสื้อดังกล่าวไปมอบให้แก่สมาชิกผู้สั่งซื้อทันที การกระทำของจำเลยหาใช่เจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายที่เป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน อันเป็นการกระทำโดยทุจริตแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำโดยขาดเจตนาทุจริตในการลักทรัพย์แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 วรรคสอง (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นาง บ.
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
กมล คำเพ็ญ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 295/2567
#700615
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ใช้ชื่อกลุ่มออมทรัพย์ฯ เป็นชื่อคู่ความ ต่อมาแก้ฟ้องใช้ชื่อ ส. กับพวก ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนกลุ่มออมทรัพย์ฯ เป็นคู่ความแทน เมื่อกลุ่มออมทรัพย์ฯ ไม่เป็นบุคคลตาม ป.พ.พ. จึงไม่สามารถเป็นคู่ความในคดีได้ ดังนั้น ส. กับพวก ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนกลุ่มออมทรัพย์ฯ จึงไม่สามารถเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ แม้ ส. กับ จ. จะเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฯ ดังกล่าว แต่ก็มิได้ฟ้องคดีในฐานะส่วนตัว จึงไม่สามารถมอบอำนาจให้ ภ. ดำเนินคดีแทนได้ เมื่อ ส. กับพวกไม่สามารถเป็นคู่ความในคดีได้ตามกฎหมายย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจากที่เดิมระบุชื่อโจทก์ว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคลองกรูด เป็นนายสังเกตกับนางจีรนันท์และนางสาวขวัญสุดาก็ตาม แต่ตามคำเบิกความของนางสาวสุภาวดี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามปรากฏว่า นายสังเกตกับนางจีรนันท์และนางสาวขวัญสุดา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านคลองกรูด ซึ่งกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวไม่เป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่สามารถเป็นคู่ความในคดีได้ นายสังเกตกับนางจีรนันท์และนางสาวขวัญสุดา ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่สามารถเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ ตามคำฟ้องของโจทก์ประกอบเอกสารท้ายคำฟ้องที่ระบุว่า นายสังเกตและนางจีรนันท์ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวด้วย ก็ไม่ปรากฏว่านายสังเกตและนางจีรนันท์ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องคดีในฐานะส่วนตัว โจทก์ทั้งสามจึงมอบอำนาจให้นางสาวสุภาวดี ดำเนินคดีนี้แทนไม่ได้เช่นกัน นอกจากนี้ นางสาวสุภาวดี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสาม ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ประกอบเอกสารท้ายคำฟ้อง ระบุว่าเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวด้วย ก็ไม่ได้ฟ้องคดีในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากสมาชิกทั้งหมดของกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่สามารถเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ตามกฎหมายย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสามอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341 ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — นาง น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายสุรวงศ์ จันนาคิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
นพดล คชรินทร์
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 289/2567
#724078
เปิดฉบับเต็ม

หลังครบกำหนดเวลาตามสัญญาแล้ว จำเลยยังก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จ โดยจำเลยยังคงส่งมอบงานเป็นรายงวด และโจทก์ก็ตรวจรับมอบงานเป็นรายงวดพร้อมทั้งอนุมัติจ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยเป็นรายงวดด้วย พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าโจทก์และจำเลยได้แสดงเจตนามิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาส่งมอบงานตามสัญญาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไปหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ข้อสัญญาที่เกี่ยวกับการส่งมอบงานล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามที่ระบุไว้ในสัญญา คู่สัญญาต่างมีเจตนาให้ข้อสัญญาดังกล่าวระงับไป ไม่ถือเป็นการผิดสัญญา จนกว่าจะมีการกำหนดระยะเวลาใหม่ให้จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานให้แล้วเสร็จ

ตามข้อตกลงของสัญญาระบุว่าให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันธนาคารที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ภายใน 30 วัน หลังจากจำเลยพ้นภาระผูกพันตามสัญญา และจำเลยตกลงรับประกันผลงานมีกำหนด 12 เดือน นับจากวันรับมอบงาน แต่ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ ได้พ้นกำหนดระยะเวลาที่จำเลยตกลงรับประกันผลงานแล้ว ประกอบกับ หนังสือค้ำประกันธนาคารที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกันนั้นได้หมดอายุลง แต่จำเลยไม่ได้นำหนังสือค้ำประกันธนาคารฉบับใหม่มาเปลี่ยน ด้วยเหตุนี้หนังสือค้ำประกันธนาคารย่อมสิ้นภาระผูกพันแล้ว โจทก์ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากหนังสือค้ำประกันธนาคารฉบับดังกล่าวได้ กรณีไม่มีเหตุที่โจทก์จะยึดถือหนังสือค้ำประกันธนาคารที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกัน ต้องคืนให้แก่จำเลย

โจทก์และจำเลยต่างฝ่ายต่างมีวัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกัน คือ หนี้เงิน เพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี ศาลย่อมนำหนี้เงินที่โจทก์และจำเลยต้องชำระแก่กันมาหักกลบลบหนี้กันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 140,684,258.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 55,245,223.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้คืนหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. เลขที่ 59 – 42 – xxxx – x ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2559 วงเงิน 9,737,000 บาท ให้แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ชำระเงิน 9,737,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 1,053,458.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. ฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2559 แก่จำเลย คำขออื่นของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน 10,531,038.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์และจำเลยขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าเมื่อประมาณปี 2558 โจทก์เช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ริมทางรถไฟสายวงเวียนใหญ่ เพื่อก่อสร้างโครงการ ล. โครงการดังกล่าวจะมีการก่อสร้างอาคารประกอบด้วย อาคารพลาซ่า (Mall) อาคาร ค. 2 อาคาร อาคารเมนสตรีท (Mainstreet) 6 อาคาร และอาคารไพร์ม (Prime) 6 อาคาร วัตถุประสงค์เพื่อนำอาคารออกให้บุคคลภายนอกเช่าเป็นสถานที่พักอาศัยหรือทำการพาณิชย์ วันที่ 9 มีนาคม 2559 โจทก์ตกลงว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคาร ค. และอาคารพลาซ่า เป็นการว่าจ้างก่อสร้างงานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรมและงานระบบประกอบอาคารในโครงการ ล. ตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน 194,740,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยตามปริมาณงานที่ทำแล้วเสร็จในแต่ละงวด คำนวณจากราคาต่อหน่วยตามรายการที่ระบุไว้ในใบเสนอราคาหรือใบแสดงปริมาณงานและราคาวัสดุ (BOQ) เมื่อการส่งมอบงานสมบูรณ์ โจทก์จะชำระค่าจ้างให้แก่จำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ตามสัญญาหรือตามกฎหมายที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบในงานที่ส่งมอบ และมีข้อตกลงให้โจทก์หักเงินประกันผลงานไว้ในอัตราร้อยละ 5 จากค่าจ้างแต่ละงวดที่จำเลยมีสิทธิได้รับ จะคืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยเมื่อหลุดพ้นภาระผูกพันตามสัญญา กำหนดงานก่อสร้างอาคาร ค. แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2559 อาคารพลาซ่าแล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 หากส่งมอบงานล่าช้ายินยอมให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกทำงานก่อสร้างแทนจำเลย จำเลยยินยอมชำระค่าปรับอัตราร้อยละ 0.1 ต่อวัน แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่างานก่อสร้างทั้งหมด ค่าปรับผู้ควบคุมงานวันละ 15,000 บาท ค่าปรับ Mile Stone ร้อยละ 0.5 ของมูลค่างานทั้งหมด และชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานล่าช้าอีกส่วนหนึ่ง โจทก์มีสิทธินำเงินค่าปรับ ค่าเสียหาย ไปหักออกจากเงินค่าจ้างหรือเงินประกันผลงานหรือจากหลักประกันสัญญาได้ โดยจำเลยต้องนำหนังสือค้ำประกันธนาคารมาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาวงเงินร้อยละ 5 ของมูลค่างานตามสัญญาจ้าง โจทก์จะคืนหลักประกันให้แก่จำเลยภายใน 30 วัน หลังจากพ้นภาระตามสัญญา หากงานก่อสร้างที่โจทก์ได้รับมอบจากจำเลยมีความชำรุดบกพร่องภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาหรือภายในระยะเวลาการรับประกันความชำรุดบกพร่องนับจากวันที่โจทก์ออกหนังสือรับรองผลงานแล้วเสร็จ จำเลยต้องแก้ไขความชำรุดบกพร่องให้เรียบร้อยด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากไม่ดำเนินการ โจทก์มีสิทธิแก้ไขหรือจ้างบุคคลอื่นแก้ไขโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และโจทก์มีสิทธิหักเอาจากหลักประกันหากยังขาดอยู่จำเลยต้องรับผิดส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์ หากจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งหรือมีเหตุทำให้โจทก์เห็นว่าจำเลยจะทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด หรือจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือทำงานก่อสร้างล่วงเลยวันแล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์ส่งมอบพื้นที่การก่อสร้างให้แก่จำเลยตามสัญญา จำเลยก่อสร้างอาคาร ค. และอาคารพลาซ่ามีการเบิกเงินค่างวดงานไปจากโจทก์ 30 งวด งานในงวดที่ 30 คิดค่าจ้างเป็นเงิน 5,971,546.30 บาท จำเลยก่อสร้างงานเพียงบางส่วน งานบางส่วนโจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกทำแทน และงานบางส่วนโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับก่อสร้าง หักกลบกันแล้วคงเหลือเงินค่าจ้างงวดงวดที่ 30 ที่จำเลยมีสิทธิได้รับเพียง 1,236,432.77 บาท ตามรายการเบิกเงินค่าจ้างในงวดที่ 30 จำเลยก่อสร้างงานล่าช้าและงานก่อสร้างมีความชำรุดบกพร่องไม่ได้มาตรฐาน โจทก์เร่งรัดให้จำเลยก่อสร้างงานให้แล้วเสร็จตามสัญญาและให้แก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่อง แต่จำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามสัญญา โจทก์จึงว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นทำงานก่อสร้างแทนจำเลย ได้แก่ งานระบบไฟฟ้า งานระบบสุขาภิบาล งานระบบปรับอากาศ เป็นต้น รวมทั้งโจทก์ได้จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์สำหรับการก่อสร้างมาติดตั้ง โจทก์ว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นก่อสร้างงานจนแล้วเสร็จในวันที่ 20 กันยายน 2560 การที่จำเลยก่อสร้างงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแจ้งไปยังจำเลยเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2561 การปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ใช้สิทธิตามสัญญาเรียกค่าปรับและค่าเสียหายจากจำเลย กล่าวคือ ค่าปรับการส่งมอบงานล่าช้าอัตราร้อยละ 0.1 ต่อวัน ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่างานตามสัญญาจ้าง คิดเป็นค่าปรับวันละ 194,740 บาท นับจากวันครบกำหนดตามสัญญาถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 เป็นเงินค่าปรับ 19,474,000 บาท ค่าปรับผู้ควบคุมงานวันละ 15,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นวันละ 16,050 บาท นับจากวันครบกำหนดการส่งมอบงานอาคารพลาซ่าคือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 เวลา 204 วัน เป็นเงิน 3,274,200 บาท โจทก์จ่ายค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยเดือนละ 554,000 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 เวลา 7 เดือน เป็นเงิน 3,878,000 บาท ตามรายชื่อบุคลากรและตารางคำนวณค่าจ้างบุคลากร งานที่จำเลยก่อสร้างไว้มีความชำรุดบกพร่อง โจทก์ว่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานที่ชำรุดบกพร่องซึ่งโจทก์ต้องทำการซ่อมแซมนับจากวันที่ 20 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่การก่อสร้างแล้วเสร็จ ถึงวันครบกำหนดรับประกันผลงาน 12 เดือน คือวันที่ 20 กันยายน 2561 รวม 11 เดือน เดือนละ 317,290.91 บาท รวมเป็นเงิน 3,490,200 บาท ตามรายชื่อบุคลากรและตารางคำนวณค่าจ้างบุคลากร จำเลยก่อสร้างงานล่าช้าเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถนำอาคารพลาซ่าไปใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ พื้นที่ในอาคารพลาซ่าคิดเป็น 17,381 ตารางเมตร สามารถนำออกให้เช่าได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,201,600 บาท จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 20 เดือน คิดเป็นเงิน 104,032,000 บาท ตามรายการสรุปค่าเสียหายพื้นที่อาคารพลาซ่าและเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถนำอาคาร ค. ไปใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ อาคาร ค. มี 14 ห้อง สามารถนำออกให้เช่าได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 29,239.72 บาท ต่อห้อง คิดเป็นเงิน 409,356.11 บาท ต่อเดือน จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2559 ถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 24 เดือน คิดเป็นเงิน 9,824,546.64 บาท ตามรายการสรุปค่าเสียหายพื้นที่อาคาร ค. งานที่จำเลยก่อสร้างไว้มีความชำรุดบกพร่อง โจทก์ซ่อมแซมงานชำรุดบกพร่องบางส่วนและว่าจ้างบุคคลภายนอกซ่อมแซมบางส่วน เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 4,356,084.63 บาท ตามรายการสรุปงานชำรุดบกพร่องรวมค่าเสียหายที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 148,329,031.27 บาท โจทก์หักเงินประกันผลงานร้อยละ 5 จากค่าจ้างที่จำเลยมีสิทธิได้รับแต่ละงวดรวมเป็นเงิน 6,408,340.05 บาท และจำเลยมีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างงวดที่ 30 หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วเป็นเงิน 1,122,698.85 บาท โจทก์ออกเช็คชำระเงินค่าจ้างงวดที่ 30 ให้แก่จำเลยตามเช็ค แต่จำเลยยังไม่ได้รับเช็คไปจากโจทก์ โจทก์นำเงินประกันผลงานและเงินค่าจ้างงวดที่ 30 ไปหักออกจากค่าเสียหายทั้งหมด คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 140,684,258.45 บาท สำหรับเงินค่าจ้างงานในงวดที่ 31 เป็นเงิน 5,005,094.02 บาท ค่าจ้างงานในงวดที่ 32 เป็นเงิน 34,944,351.19 บาท จำเลยไม่ได้เป็นผู้ทำงานดังกล่าวโจทก์ไม่เคยตรวจรับมอบงานทั้งสองงวดดังกล่าวจากจำเลย เนื่องจากโจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกทำงานแทนจำเลยและบางส่วนโจทก์เป็นผู้จัดซื้อวัสดุด้วยตนเอง โจทก์จึงไม่ต้องชำระค่าจ้างงวดที่ 31 และงวดที่ 32 พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลย เงินประกันผลงานที่โจทก์หักไว้ 6,408,340.05 บาท โจทก์นำไปหักชำระค่าซ่อมแซมงานที่ชำรุดบกพร่องอันเกิดจากการก่อสร้างของจำเลย ปัจจุบันความชำรุดบกพร่องยังคงปรากฏให้เห็น โจทก์มีสิทธินำเงินดังกล่าวไปชำระค่าซ่อมแซมงาน ไม่จำต้องคืนให้แก่จำเลย ส่วนหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. วงเงิน 9,737,000 บาท โจทก์มีสิทธิยึดไว้เนื่องจากงานก่อสร้างยังอยู่ในระยะเวลาการรับประกันผลงาน จำเลยยังไม่พ้นภาระผูกพัน

จำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2559 จำเลยตกลงทำสัญญารับจ้างก่อสร้างงานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม และงานระบบประกอบอาคารในโครงการตามฟ้องโดยตกลงรับจ้างก่อสร้างอาคาร ค. และอาคารพลาซ่า ให้แก่โจทก์ ในราคา 194,740,000 บาท จำเลยเข้าไปทำงานก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 สัญญาว่าจ้างก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยมีการจัดทำขึ้นภายหลัง เงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาจ้างโจทก์เป็นผู้กำหนดเองทั้งสิ้น การก่อสร้างอาคาร ค. และอาคารพลาซ่า เกิดความล่าช้าเนื่องจากโจทก์ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้จำเลยล่าช้า สืบเนื่องมาจากโจทก์เป็นผู้ตอกเสาเข็มด้วยตนเอง แต่เสาเข็มที่โจทก์ตอกมีปัญหาการเยื้องศูนย์ต้องทำการแก้ไข เป็นเหตุให้จำเลยเข้าไปเทฐานรากได้เพียงบางส่วนจำเลยไม่สามารถเข้าไปเทฐานรากเสาเข็มที่มีการแก้ไขปัญหาเยื้องศูนย์ได้ ต่อมาในวันที่ 9 มิถุนายน 2559 โจทก์เปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมงานก่อสร้าง โดยมีการตอกเสาเข็มเพิ่ม 40 ต้น จำเลยต้องรอแบบขยายรากฐาน และโจทก์แก้ไขเพิ่มเติมงานลิฟต์โดยสารเป็น 65 ฐาน ทำให้งานก่อสร้างมีความล่าช้าออกไป วันที่ 7 กรกฎาคม 2559 จำเลยทำหนังสือแจ้งไปยังโจทก์เพื่อขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างออกไป 45 วัน เนื่องจากมีการแก้ไขฐานรากอันเกิดจากปัญหาเสาเข็มเยื้องศูนย์ ระหว่างงานก่อสร้างมีความล่าช้าเกิดขึ้นจากโจทก์หลายประการ ในวันที่ 29 กันยายน 2559 มีการประชุมระหว่างโจทก์กับจำเลยโจทก์เสนอให้จำเลยขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างเป็นงาน ๆ ไป จำเลยทำหนังสือถึงโจทก์เพื่อขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างออกไป 60 วัน เนื่องจากโจทก์เปลี่ยนแปลงแบบการก่อสร้าง จำเลยทำหนังสือถึงโจทก์เพื่อขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างออกไป 45 วัน เนื่องจากโจทก์เปลี่ยนแปลงฐานรากโดยตอกเสาเข็มอาคารพลาซ่าเพิ่ม 40 ต้น บริเวณลิฟต์โดยสาร 25 ต้น รวมเป็น 65 ต้น จำเลยทำหนังสือถึงโจทก์เพื่อขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างออกไปอีก 30 วัน รวมเป็น 90 วัน ขณะจำเลยทำงานก่อสร้างวันที่ 8 เมษายน 2559 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์แก้ไขเปลี่ยนแปลงงานก่อสร้างรวม 12 ครั้ง ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2560 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2560 โจทก์มีหนังสือสั่งแก้ไขงานก่อสร้างรวม 11 ครั้ง มีทั้งงานเพิ่มและงานลดการก่อสร้างล่าช้าจึงไม่ได้เกิดจากความผิดของจำเลย หลังจากจำเลยทำหนังสือขอขยายระยะเวลาก่อสร้างไปยังโจทก์ โจทก์ไม่เคยโต้แย้งยังคงให้จำเลยทำงานก่อสร้างเรื่อยมา ทั้งงานก่อสร้างตามสัญญาและงานก่อสร้างเพิ่มเติม แม้จะล่วงเลยระยะเวลาการก่อสร้างที่กำหนดไว้ในสัญญาแล้วก็ตามการเบิกค่าจ้างในแต่ละงวดงานโจทก์ชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยล่าช้า ส่งผลให้การทำงานของจำเลยไม่เป็นไปตามแผนงานเพราะจำเลยต้องนำเงินค่าจ้างที่ได้รับจากโจทก์ไปใช้จ่ายเป็นค่าแรงให้แก่คนงานและค่าวัสดุก่อสร้างเพื่อนำมาก่อสร้างงานในงวดต่อไปเมื่อโจทก์ชำระค่าจ้างล่าช้า ส่งผลโดยตรงกับงานก่อสร้างของจำเลยที่ต้องล่าช้าตามไปด้วยต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยเพื่อเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 โดยไม่ได้สงวนสิทธิเรียกค่าปรับจำเลยทำงานก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2560 แต่โจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยล่าช้าตั้งแต่งวดที่ 25 ถึงงวดที่ 29 การจ่ายค่าจ้างตามงวดงานดังกล่าวล่วงพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง โดยที่โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลย การที่โจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยล่าช้าถือเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าปรับล่าช้า ค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงานและค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยตามฟ้องให้แก่โจทก์ สำหรับค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพลาซ่าและอาคาร ค. โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกจากจำเลยเนื่องจากอาคารของโจทก์สามารถขายให้แก่บุคคลภายนอกได้ทั้งโครงการ จำเลยส่งมอบงานก่อสร้างให้แก่โจทก์งวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 โจทก์ค้างชำระค่าจ้างในงวดที่ 30 เป็นเงิน 5,971,546.30 บาท โจทก์ตรวจรับมอบงานเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2560 ค้างชำระค่าจ้างในงวดที่ 31 เป็นเงิน 5,005,094.02 บาท ซึ่งจำเลยส่งมอบงานเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2560 แต่โจทก์ไม่ตรวจรับมอบงาน ค้างชำระค่าจ้างในงวดที่ 32 ซึ่งเป็นงานตามสัญญางานเพิ่ม งานลด เป็นเงิน 34,944,351.19 บาท จำเลยส่งมอบงานให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับมอบงาน จำเลยทวงถามให้โจทก์ชำระค่าจ้างในงวดที่ 30 ถึงงวดที่ 32 แต่โจทก์เพิกเฉย วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 จำเลยทำหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ จำเลยไม่ได้ทำงานชำรุดบกพร่องจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานที่ชำรุด และค่าซ่อมแซมแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่องตามฟ้องให้แก่โจทก์ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์แล้วจึงเป็นการบอกเลิกสัญญาหลังจากสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องชำระเงินให้แก่จำเลย ได้แก่ ค่าจ้างงานงวดที่ 30 ถึงงวดที่ 32 ภาษีมูลค่าเพิ่มเงินประกันผลงาน รวมเป็นเงิน 55,245,223.66 บาท ตามฟ้องแย้ง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยพ้นภาระข้อผูกพันตามสัญญา โจทก์มีหน้าที่คืนหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. เลขที่ 59 – 42 – xxxx – x ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2559 วงเงิน 9,737,000 บาท ให้แก่จำเลย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายไตรจุติ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยมีนายณัฐ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2559 โจทก์ว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคาร ค. และอาคารพลาซ่า ในโครงการ ล. ค่าจ้าง 194,740,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม อาคาร ค. กำหนดส่งมอบงานภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2559 อาคารพลาซ่ากำหนดส่งมอบงานภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 จำเลยนำหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2559 วงเงิน 9,737,000 บาท วางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาไว้แก่โจทก์ ตามสัญญามีข้อตกลงให้โจทก์หักเงินประกันผลงานไว้ในอัตราร้อยละ 5 ของค่าจ้างแต่ละงวด โจทก์จ่ายค่าจ้างงานงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 29 ให้แก่จำเลยไปครบถ้วนแล้ว แต่ยังไม่ได้ชำระค่าจ้างงวดที่ 30 ถึงงวดที่ 32 โจทก์หักเงินประกันผลงานไว้จากจำเลยคำนวณถึงงวดที่ 30 รวมเป็นเงิน 6,408,340.05 บาท และยังไม่ได้คืนเงินประกันผลงานกับหนังสือค้ำประกันธนาคารให้แก่จำเลย ในส่วนค่างวดงานที่ 30 ซึ่งโจทก์จะต้องจ่ายให้แก่จำเลยเป็นเงิน 1,122,698.85 บาท ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ตามสัญญาว่าจ้างระบุว่า จำเลยต้องก่อสร้างและส่งมอบงานอาคาร ค. ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2559 และอาคารพลาซ่า ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 แต่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า หลังครบกำหนดเวลาตามสัญญาแล้ว จำเลยยังก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จ โดยจำเลยยังคงส่งมอบงานเป็นรายงวด และโจทก์ก็ตรวจรับมอบงานเป็นรายงวดพร้อมทั้งอนุมัติจ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยเป็นรายงวดด้วย เห็นได้จากการส่งมอบงาน ตรวจรับมอบงาน และอนุมัติจ่ายค่าจ้างในงานงวดหลัง ๆ กล่าวคือ งานงวดที่ 25 จำเลยส่งมอบงานซึ่งเป็นใบเบิกผลงานระหว่างวันที่ 21 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ตรวจรับมอบงานและอนุมัติจ่ายค่าจ้างตามเช็คลงวันที่ 3 เมษายน 2560 จำเลยส่งมอบงานซึ่งเป็นใบเบิกผลงานระหว่างวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ตรวจรับมอบงานและอนุมัติจ่ายค่าจ้างตามเช็คลงวันที่ 18 เมษายน 2560 จำเลยส่งมอบงานซึ่งเป็นใบเบิกผลงานระหว่างวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2560 โจทก์ตรวจรับมอบงานและอนุมัติจ่ายค่าจ้างตามเช็คลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 จำเลยส่งมอบงานซึ่งเป็นใบเบิกผลงานระหว่างวันที่ 6 มีนาคม 2560 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2560 โจทก์ตรวจรับมอบงานและอนุมัติจ่ายค่าจ้างตามเช็คลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2560 จำเลยส่งมอบงานซึ่งเป็นใบเบิกผลงานระหว่างวันที่ 21 มีนาคม 2560 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2560 โจทก์ตรวจรับมอบงานและอนุมัติจ่ายค่าจ้างตามเช็คลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 นอกจากนี้งานงวดที่ 30 จำเลยก็ยังคงส่งมอบงานซึ่งเป็นใบเบิกผลงานระหว่างวันที่ 6 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2560 และโจทก์ก็ยังคงตรวจรับมอบงานและอนุมัติจ่ายค่าจ้างตามเช็คลงวันที่ 25 สิงหาคม 2560 เพียงแต่จำเลยโต้แย้งการหักค่าใช้จ่ายในงานงวดที่ 30 จำเลยจึงยังไม่ได้รับเช็คดังกล่าวไปจากโจทก์ พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าโจทก์และจำเลยได้แสดงเจตนามิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาส่งมอบงานตามสัญญาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไปหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ข้อสัญญาที่เกี่ยวกับการส่งมอบงานล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามที่ระบุไว้ในสัญญา คู่สัญญาต่างมีเจตนาให้ข้อสัญญาดังกล่าวระงับไป ไม่ถือเป็นการผิดสัญญาการที่จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญานั้น ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จนกว่าจะมีการกำหนดระยะเวลาใหม่ให้จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานให้แล้วเสร็จ จึงจำต้องพิจารณาว่าคู่สัญญามีการกำหนดระยะเวลาในการให้จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานให้แล้วเสร็จกันใหม่หรือไม่ นายรุ่งโรจน์ ผู้จัดการโครงการดังกล่าว พยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 พยานมีหนังสือถึงจำเลยและกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยเกี่ยวกับการเร่งรัดให้ปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างเนื่องจากจำเลยไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญา โดยให้ฝ่ายจำเลยดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 นายจักรกฤษณ์ ลูกจ้างจำเลยซึ่งทำหน้าที่จัดทำเอกสารการส่งมอบงวดงานของจำเลยพยานจำเลยเบิกความว่า เมื่อจำเลยทำงานก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้ทำหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจำเลยได้ส่งมอบงานแล้วเสร็จให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และนายณัฐ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย พยานจำเลยเบิกความว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 โจทก์มีหนังสือแจ้งและเร่งรัดโดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จำเลยสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงได้ความว่า โจทก์มีหนังสือแจ้งเร่งรัดให้ปฏิบัติตามสัญญาเป็นฉบับสุดท้าย โดยมีกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จากนั้นจำเลยสามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จและสามารถส่งมอบงานให้แก่โจทก์ได้ภายในกำหนด โดยจำเลยมีหนังสือแจ้งส่งมอบงานไปยังโจทก์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นการวางบิลในงวดที่ 32 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย เช่นนี้การที่โจทก์แจ้งจำเลยเป็นครั้งสุดท้ายให้ทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และจำเลยได้แจ้งโจทก์ว่าได้ส่งมอบงานแล้วเสร็จในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ตามที่โจทก์กำหนดมา พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าทั้งโจทก์และจำเลยได้ตกลงกำหนดระยะเวลากันใหม่ให้จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 เมื่อพิจารณางานงวดสุดท้ายที่จำเลยส่งมอบแล้ว ปรากฏว่านายไตรจุติ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยไม่สามารถทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาของสัญญา โจทก์ว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นทำการก่อสร้างแทนจำเลยจนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 นายรุ่งโรจน์พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ที่ฝ่ายจำเลยแจ้งโจทก์ว่าได้ส่งมอบงานก่อสร้างแล้วเสร็จในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 นั้น โจทก์มีหนังสือโต้แย้งกลับไปยังจำเลย และนายเกษม ผู้จัดการโครงการของโจทก์ในส่วนงานระบบพยานโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า ที่จำเลยแจ้งโจทก์ว่างานก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 แต่ปรากฏว่างานก่อสร้างที่จำเลยก่อสร้างนั้นยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งพยานได้มีหนังสือโต้แย้งจำเลยกลับไป คำเบิกความของพยานโจทก์ข้างต้นเจือสมกับคำเบิกความของนายจักรกฤษณ์พยานจำเลยที่ว่า จำเลยทำหนังสือแจ้งโจทก์ว่าได้ส่งมอบงานให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จากนั้นฝ่ายนายรุ่งโรจน์ผู้จัดการโครงการของโจทก์ได้มีหนังสือโต้ตอบกลับ แม้นายณัฐพยานจำเลยเบิกความตอนหนึ่งว่า จำเลยสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จส่งมอบงานให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 แต่นายณัฐเบิกความอีกตอนหนึ่งว่าท้ายที่สุดแล้วทางจำเลยสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จส่งมอบงานให้แก่โจทก์ได้ในเดือนกันยายน 2560 อันเป็นการเบิกความไม่อยู่กับร่องกับรอย มีข้อพิรุธ อีกทั้งโจทก์และจำเลยต่างนำสืบว่าโจทก์ไม่ได้ตรวจรับมอบงานงวดสุดท้ายจากจำเลยด้วย ฟังได้ว่างานงวดสุดท้ายที่จำเลยส่งมอบนั้นไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ในส่วนการจ่ายค่าจ้างของโจทก์นั้นได้ความจากคำเบิกความของนายณัฐพยานจำเลยว่า งานงวดที่ 30 โจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างงานงวดนี้ในวันที่ 5 กันยายน 2560 แสดงว่า ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2560 โจทก์ยังไม่มีหนี้ที่ถึงกำหนดจ่ายเงินค่าจ้างงานงวดที่ 30 งวดที่ 31 และงวดที่ 32 ซึ่งเป็นงานงวดสุดท้าย จึงยังไม่อาจถือได้ว่า ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2560 โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะจ่ายค่าจ้างล่าช้า เมื่อจำเลยส่งมอบงานงวดสุดท้ายที่ไม่แล้วเสร็จตามกำหนดระยะเวลาใหม่ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด จากที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ซึ่งต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแจ้งไปยังจำเลยตามหนังสือบอกเลิกสัญญา ฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2561 สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลง และโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าปรับและค่าเสียหายได้ ในส่วนค่าปรับล่าช้ามีกำหนดไว้ในข้อสัญญาว่า ถ้าจำเลยส่งมอบงานล่าช้าต้องถูกปรับ อันเป็นการกำหนดเบี้ยปรับกรณีชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เป็นกรณีที่จำเลยได้ลงมือทำงานแล้ว แต่ทำไม่เสร็จภายในกำหนด แต่จากที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลาใหม่ให้จำเลยส่งมอบงานแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าปรับล่าช้านับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดส่งมอบงานอาคารพลาซ่าตามที่โจทก์นำสืบ คงมีสิทธิเรียกค่าปรับล่าช้านับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 รวม 21 วัน สำหรับจำนวนค่าปรับล่าช้าต่อวันนั้น ปรากฏว่าตามข้อตกลงในสัญญากำหนดค่าปรับล่าช้าร้อยละ 0.1 ต่อวัน แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่างานทั้งหมด ซึ่งโจทก์ขอคิดค่าปรับล่าช้าเป็นเงิน 194,740 บาท ต่อวันมานั้น เห็นควรกำหนดให้ค่าปรับล่าช้าต่อวันตามที่โจทก์ขอรวมค่าปรับล่าช้าเป็นเงินทั้งสิ้น 4,089,540 บาท ในส่วนค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงานอันเนื่องมาจากจำเลยทำการก่อสร้างล่าช้า ก็มีกำหนดไว้ในข้อสัญญาเช่นเดียวกับค่าปรับล่าช้าและโจทก์คงมีสิทธิเรียกค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงานได้นับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 รวม 21 วัน ด้วยเหตุผลเดียวกับที่วินิจฉัยในส่วนค่าปรับล่าช้ามาแล้วข้างต้น สำหรับจำนวนค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงานต่อวันนั้น ก็เห็นควรกำหนดให้ในอัตราวันละ 15,000 บาท ตามข้อตกลงในสัญญา เมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วคิดเป็นค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงานวันละ 16,050 บาท รวมค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงานเป็นเงินทั้งสิ้น 337,050 บาท ในส่วนค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาว่าจ้างดังกล่าวเป็นอันต้องเลิกกันแต่การใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาของโจทก์หากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสี่ ในข้อนี้จำต้องพิจารณาเสียก่อนว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในการจ่ายค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยจริงหรือไม่ เพียงใด โจทก์มีนายไตรจุติพยานโจทก์เบิกความได้ความว่า การที่จำเลยทำการก่อสร้างงานตามสัญญาล่าช้า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยรวมเป็นเงินดือนละ 554,000 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 จนถึงวันที่ทำการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย คือ วันที่ 20 กันยายน 2560 เป็นเวลา 7 เดือน รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดในส่วนนี้ 3,878,000 บาท ตามรายชื่อบุคลากรที่เข้าไปทำงานแทนจำเลยและโจทก์ยังมีนายรุ่งโรจน์กับนายเกษมพยานโจทก์ผู้มีชื่อส่วนหนึ่งมาเบิกความได้ความว่า การที่จำเลยทำการก่อสร้างงานตามสัญญาล่าช้า โจทก์ต้องว่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยจนถึงวันที่ทำการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย โดยนายเกษมพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า พยานเป็นหนึ่งในบุคลากรดังกล่าวที่เข้าไปทำงานแทนจำเลย แม้นายไตรจุติพยานโจทก์จะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านได้ความว่า พยานไม่ทราบว่ารายชื่อคนงานคนใดเป็นบุคลากรที่โจทก์ว่าจ้างทำงานแทนจำเลย ไม่ทราบรายละเอียดว่าจะเป็นค่าจ้างรายเดือนหรือเหมาจ่าย และรายละเอียดว่าบุคลากรแต่ละรายจะได้รับค่าจ้างเท่าใด รวมทั้งไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของบุคลากรดังกล่าวว่ามีเช่นไร แต่นายจักรกฤษณ์พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านได้ความว่า บริษัทจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ไปยังโจทก์เพื่อขอความอนุเคราะห์เกี่ยวกับแรงงานในการก่อสร้าง เนื่องจากจำเลยขาดแรงงานไม่สามารถก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญาได้ โดยพยานเป็นผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าวนอกจากนี้นายณัฐพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าเป็นเอกสารที่จำเลยส่งไปถึงโจทก์เพื่อขอความอนุเคราะห์คนงานเข้ามาช่วยดำเนินการก่อสร้าง อันเจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ข้างต้นที่ว่า โจทก์ต้องจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 เชื่อได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในการจ่ายค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยจริง แต่ในเรื่องความเสียหายส่วนนี้มีเพียงใดนั้น ปรากฏว่าโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ชัดในรายละเอียดลักษณะของงานที่บุคลากรแต่ละคนรับผิดชอบ และค่าจ้างที่บุคลากรแต่ละคนได้รับ ประกอบกับจำเลยแก้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 2,000,000 บาท เป็นการกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์ที่เหมาะสมแล้ว จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยเป็นเงิน 2,000,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมา ในส่วนค่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานที่ชำรุด นายไตรจุติพยานโจทก์เบิกความได้ความว่า งานที่จำเลยก่อสร้างมีความชำรุดบกพร่อง โจทก์ต้องว่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานก่อสร้างที่ชำรุดบกพร่องนับแต่วันที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย คือ วันที่ 20 กันยายน 2560 จนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาการรับประกันผลงาน (12 เดือน) คือ วันที่ 21 กันยายน 2561 เป็นเงินทั้งสิ้น 3,490,200 บาท ตามรายชื่อบุคลากรที่ทำงานซ่อมแซมช่วงรับประกันผลงานและตารางคำนวณค่าจ้าง นายรุ่งโรจน์พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยก่อสร้างงานชำรุดบกพร่อง โจทก์ต้องว่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานก่อสร้างที่ชำรุดบกพร่องนับแต่วันที่ได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย นายเกษมพยานโจทก์เบิกความว่า พยานเป็นหนึ่งในบุคลากรที่เข้าไปดูแลงานก่อสร้างที่ชำรุดบกพร่องนับแต่วันที่ได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย เห็นว่า รายชื่อบุคลากรที่ฝ่ายโจทก์จัดทำขึ้นเป็นเอกสารซึ่งไม่มีการลงลายมือชื่อผู้จัดทำและลายมือชื่อผู้อนุมัติเหมือนดังบ่งชี้ได้ว่าเป็นเอกสารซึ่งไม่มีที่มาอย่างชัดเจน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารายชื่อบุคลากรตามเอกสารจะเป็นผู้เข้าไปดูแลงานก่อสร้างที่ชำรุดจริงหรือไม่ และนายไตรจุติพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2561 เป็นเงิน 3,490,200 บาทนั้น พยานไม่ทราบรายละเอียดว่าบุคลากรดังกล่าวเข้าไปทำงานในส่วนใดพยานไม่ทราบมูลเหตุที่มีการคำนวณค่าจ้างในส่วนนี้ต่อไปอีกเป็นเวลา 1 ปี นับจากวันที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ นอกจากนี้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากข้างต้น ไม่เหมือนกับกรณีค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลยซึ่งโจทก์มีหนังสือของจำเลยที่ขออนุเคราะห์แรงงานจากโจทก์มาแสดงประกอบกับจำเลยนำสืบและแก้ฎีกาปฏิเสธค่าเสียหายในส่วนนี้ จากเหตุผลที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นถือได้ว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบในส่วนค่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานที่ชำรุดนั้นยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในส่วนนี้ จึงเห็นควรไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าจ้างบุคลากรเข้าไปดูแลงานที่ชำรุดให้แก่โจทก์ ในส่วนค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพลาซ่า เดือนละ 5,201,600 บาท นับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาถึงวันฟ้อง รวม 20 เดือน เป็นเงิน 104,032,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคาร ค. เดือนละ 409,356.11 บาท นับจากวันที่ 31 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันฟ้อง รวม 24 เดือน เป็นเงิน 9,824,546.65 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องมานั้น เห็นว่า จากที่วินิจฉัยมาแล้วว่า ทั้งโจทก์และจำเลยไม่ถือระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเป็นสาระสำคัญ โดยตกลงกำหนดระยะเวลากันใหม่ให้จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพลาซ่านับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคาร ค. นับจากวันที่ 31 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2560 คงมีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ทั้งสองรายการได้นับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 แต่จะถึงช่วงเวลาใดนั้นจำต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนเสียก่อน ซึ่งนายไตรจุติพยานโจทก์เบิกความได้ความว่า ผู้รับเหมารายอื่นที่โจทก์ว่าจ้างให้มาทำการก่อสร้างแทนจำเลยนั้น ได้ก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า งานก่อสร้างอาคารพลาซ่าและอาคาร ค. แล้วเสร็จและส่งมอบให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 โจทก์จึงสามารถใช้ประโยชน์จากอาคารดังกล่าวได้ อีกทั้งนายเกษม พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทางราชการได้ออกใบอนุญาตให้ใช้อาคารพลาซ่าและอาคาร ค. ในช่วงเดือนกันยายน 2560 อันเจือสมกับคำเบิกความของนายจักรกฤษณ์ พยานจำเลยที่ว่า ช่วงเดือนกันยายน 2560 มีบุคคลภายนอกเข้าไปใช้บริการแล้วเนื่องจากโครงการดังกล่าวได้เปิดโครงการแล้ว เช่นนี้ ในชั้นนี้รับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายโดยขาดประโยชน์จากการใช้อาคารดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 จนถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 ส่วนระยะเวลาภายหลังจากวันที่ 20 กันยายน 2560 จนถึงวันฟ้องที่โจทก์อ้างว่ามีบุคคลภายนอกจองพื้นที่ในอาคารแล้วมีการขอยกเลิกเป็นจำนวนมาก ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากค่าเช่าที่จะได้รับนั้น เห็นว่า ความเสียหายในส่วนนี้โจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความชัดเจนว่าที่บุคคลภายนอกยกเลิกการจองมีสาเหตุมาจากการก่อสร้างของจำเลยโดยแน่แท้ ซึ่งสาเหตุการยกเลิกการจองอาจเกิดจากการก่อสร้างของผู้รับเหมารายอื่นที่โจทก์ว่าจ้างมาก่อสร้างก่อนส่งมอบงานให้แล้วเสร็จแก่โจทก์ หรืออาจมีสาเหตุมาจากการบริหารโครงการของโจทก์ก็เป็นได้ ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายโดยขาดประโยชน์จากการใช้อาคารดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 20 กันยายน 2560 จนถึงวันฟ้อง สำหรับจำนวนค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพลาซ่าและอาคาร ค. นับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 นั้น โจทก์นำสืบค่าขาดประโยชน์โดยคิดคำนวณค่าเสียหายเต็มตามจำนวนพื้นที่และจำนวนห้องที่จะให้เช่า แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีบุคคลภายนอกมาจองเต็มตามจำนวนพื้นที่และจำนวนห้องที่จะให้เช่า จึงเป็นการคาดการณ์ของโจทก์เอง กรณีอาจมีบุคคลภายนอกมาจองไม่เต็มตามจำนวนพื้นที่และจำนวนห้องดังกล่าวก็เป็นได้ เห็นควรกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพลาซ่านับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 เป็นเงิน 2,550,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคาร ค. นับถัดจากวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2560 เป็นเงิน 200,000 บาท ในเรื่องค่าซ่อมแซมแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่องเป็นเงิน 4,356,084.63 บาท ที่โจทก์ขอมาตามรายการงานชำรุดบกพร่อง 14 รายการ นั้น นายรุ่งโรจน์พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยไม่ได้ก่อสร้างงานตามสัญญาจนแล้วเสร็จ ในส่วนงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมโจทก์ได้ซื้อวัสดุอุปกรณ์และว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นเข้ามาทำงานแทนจำเลยจนแล้วเสร็จ เช่น งานซ่อมหลังคา Metal Sheet อาคารพลาซ่า งานเก็บอาคารพลาซ่าชั้นใต้ดิน (รางระบายน้ำและท้องพื้น) เป็นต้น นายเกษมพยานโจทก์เบิกความได้ความว่า จำเลยไม่ได้ก่อสร้างงานระบบต่าง ๆ ให้แก่โจทก์จนแล้วเสร็จ โจทก์ได้ซื้อวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับงานระบบและว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นมาดำเนินการงานระบบแทนจำเลยจนแล้วเสร็จ เช่น งานระบบสุขาภิบาล (หน้าแปลน อุปกรณ์ Pump) งานแก้ไข Defect ระบบสุขาภิบาล อาคารพลาซ่า เป็นต้น นายไตรจุติพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า มีการตรวจพบความชำรุดบกพร่องรายการต่าง ๆ ภายหลังจากการก่อสร้างเสร็จในวันที่ 20 กันยายน 2560 จึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่าความชำรุดบกพร่องดังกล่าวเกิดจากความบกพร่องในการก่อสร้างของจำเลยโดยแน่แท้หรือไม่ เมื่อพิจารณารายการความชำรุดบกพร่องปรากฏว่ามีบางรายการที่มีลักษณะคล้ายกับงานที่โจทก์ว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นเข้ามาทำ กล่าวคือ รายการที่ 2 งานแก้ไข Defect ข้อบกพร่องหน้าแปลนของ Pump CWP No.1 มีน้ำรั่วซึม คล้ายกับงานลำดับที่ 4 คือ งานในระบบสุขาภิบาล (หน้าแปลน อุปกรณ์ Pump) ที่โจทก์ว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่น อีกทั้งรายการที่ 11 งานแก้ไข Defect ข้อบกพร่องแผ่นหลังคา Metal Sheet อาคารพลาซ่ากับอาคาร ค. และรายการที่ 14 งานแก้ไข Defect ข้อบกพร่องหลังคา Matal Sheet อาคารพลาซ่ากับอาคาร ค. รวมถึงเหล็กรูปพรรณโครงหลังคาก็คล้ายกับงานลำดับที่ 1 คือ งานซ่อมหลังคา Metal Sheet อาคารพลาซ่า ที่โจทก์ว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าความชำรุดบกพร่องตามรายการที่ 2 ที่ 11 และที่ 14 เกิดจากความบกพร่องในการก่อสร้างของจำเลยหรือของผู้รับเหมารายอื่น สำหรับรายการที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 เป็นงานแก้ไข Defect ข้อบกพร่องน้ำรั่วจากฝนตก ซึ่งนายเกษมพยานโจทก์เบิกความได้ความว่าเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2560 พยานมีหนังสือถึงจำเลยและกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยเพื่อเร่งรัดงานระบบระบายน้ำฝน โดยให้จำเลยติดตั้งงานดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 เมษายน 2560 มิฉะนั้นโจทก์ขอสงวนสิทธิที่จะนำผู้รับเหมารายอื่นเข้ามาดำเนินการและเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ช่วงต้นปี 2560 พบว่าไม่มีคนงานของจำเลยทำงานอยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง อีกทั้งนายรุ่งโรจน์พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามติงว่า จำเลยได้ขนย้ายคนงานออกจากพื้นที่ก่อสร้างเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2560 หลังจากโจทก์เร่งรัดการก่อสร้าง จำเลยก็ส่งคนงานจำนวนน้อยเข้าไปทำงาน แต่งานก็ไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด เช่นนี้ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารายการที่ 1 ที่ 5 ถึงที่ 8 ดังกล่าวจะเกิดจากความบกพร่องในการก่อสร้างของจำเลยหรือของผู้รับเหมารายอื่น เมื่อเกิดข้อสงสัยในความชำรุดบกพร่องข้างต้นรวม 8 รายการแล้ว พลอยให้เกิดความสงสัยในความชำรุดบกพร่องที่เหลืออีก 6 รายการ ไปด้วย ประกอบกับโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นโดยชัดเจนว่าความชำรุดรวม 14 รายการ เกิดจากความบกพร่องในการก่อสร้างของจำเลยโดยแน่แท้ จึงยังไม่เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายในเรื่องค่าซ่อมแซมแก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่องตามที่โจทก์ขอมา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า โจทก์ต้องชดใช้ค่าการงานงวดที่ 31 และที่ 32 ให้แก่จำเลยเป็นเงิน 3,000,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์นำสืบและอ้างในฎีกาได้ความทำนองเดียวกันว่า จำเลยไม่ได้ทำงานงวดที่ 31 และที่ 32 ทั้งหมด เนื่องจากโจทก์ได้ว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นทำงานแทนจำเลยและบางส่วนโจทก์เป็นผู้จัดซื้อวัสดุด้วยตนเอง ส่วนจำเลยนำสืบและอ้างในคำแก้ฎีกาได้ความทำนองเดียวกันว่า จำเลยทำงานและส่งมอบงานงวดที่ 31 และที่ 32 ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 18 และ 30 สิงหาคม 2560 ตามลำดับ ซึ่งนายเกษมพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านได้ความว่า พยานทำหนังสือฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 แจ้งจำเลยเพื่อให้ส่งแบบแปลนงานระบบ จำเลยก่อสร้างงานระบบไปแล้วประมาณร้อยละ 20 โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกก่อสร้างงานระบบคิดเป็นร้อยละ 80 นายสุรศักดิ์พยานโจทก์ พนักงานบริษัท ซ. ซึ่งเป็นผู้รับเหมารายหนึ่งที่เข้ามาทำงานแทนจำเลยเบิกความว่า งานที่บริษัทดังกล่าวรับผิดชอบต่อจากจำเลยเป็นงานติดตั้งระบบไฟฟ้าสื่อสาร ระบบไฟฟ้าทั่วไป และระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เป็นต้น ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ งานที่จำเลยทำแล้วแต่ยังไม่แล้วเสร็จกับงานที่จำเลยยังไม่ได้เริ่มทำ จำเลยดำเนินงานก่อสร้างที่ตนรับผิดชอบไปเพียงร้อยละ 5 นางสาวสายใจพยานโจทก์ ผู้รับเหมารายหนึ่งที่เข้ามาทำงานแทนจำเลยเบิกความว่า พยานเข้าไปทำงานให้แก่โจทก์เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับท่อน้ำตัน ท่อน้ำรั่ว และการติดตั้งสุขภัณฑ์ ก่อนที่พยานจะเข้าไปทำงานสุขภัณฑ์ เมื่อประเมินแล้วพบว่าจำเลยก่อสร้างไว้ยังไม่เรียบร้อย เทียบเป็นอัตราส่วนน่าจะทำไว้ประมาณร้อยละ 50 และนายเดชาพยานโจทก์ พนักงานบริษัท ท. ซึ่งเป็นผู้รับเหมารายหนึ่งที่เข้ามาทำงานแทนจำเลยเบิกความว่า งาน 8 รายการ เป็นงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ซึ่งจำเลยก่อสร้างไว้คิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ประกอบกับนายจักรกฤษณ์พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เป็นงานที่จำเลยต้องดำเนินการภายหลังงานงวดที่ 30 เป็นต้นไป งานลำดับที่ 1 เป็นงานที่จำเลยจัดทำเองแต่จำเลยไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ สำหรับงานงวดที่ 32 นั้น นายเดชาก็เบิกความตอบคำถามค้านและคำถามติงได้ความว่า งานบางส่วนจำเลยได้ดำเนินการเสร็จแล้ว บางส่วนจำเลยยังไม่มีการดำเนินการ จากคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยข้างต้นบ่งชี้ได้ว่า งานงวดที่ 31 และที่ 32 จำเลยได้ทำงานบางส่วนให้แก่โจทก์แล้วซึ่งจำเลยมีสิทธิได้รับค่าการงานที่จำเลยได้กระทำให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยประกอบกันแล้ว เห็นควรกำหนดค่าการงานงวดที่ 31 และที่ 32 เป็นเงิน 2,000,000 บาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า โจทก์ต้องคืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนขอให้คืนเงินประกันผลงาน ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจพิพากษาให้โจทก์คืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยได้นั้น เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยมีการกล่าวอ้างถึงเหตุผลว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และมีคำขอท้ายอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์คืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยด้วยเช่นนี้ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาในเรื่องการคืนเงินประกันผลงานได้ข้ออ้างของโจทก์ข้อนี้ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง กรณีจึงต้องพิจารณาต่อไปว่า มีเหตุที่โจทก์จะต้องคืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาว่าจ้างในข้อ 22 วรรคหนึ่ง ระบุว่า ค่าปรับหรือค่าเสียหายซึ่งเกิดขึ้นจากผู้รับจ้างตามสัญญานี้ผู้ว่าจ้างมีสิทธิหักเอาจากจำนวนเงินค่าจ้างที่ค้างจ่ายหรือจากเงินประกันผลงานของผู้รับจ้างหรือบังคับจากหลักประกันตามสัญญา (ถ้ามี) ก็ได้ และหากไม่เพียงพอ ผู้รับจ้างต้องรับผิดในส่วนที่ขาดอีกส่วนหนึ่งด้วย ตามฟ้องโจทก์ระบุว่าโจทก์หักเงินประกันผลงานไว้รวมเป็นเงิน 6,408,340.05 บาท เมื่อจำนวนเงินค่าปรับและค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นมีมากกว่าจำนวนเงินประกันผลงาน เช่นนี้โจทก์ย่อมมีสิทธินำเงินประกันผลงานจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากค่าปรับและค่าเสียหายได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องคืนเงินประกันผลงาน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ต้องคืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ต้องคืนหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อตกลงของสัญญาระบุว่าให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันธนาคารฉบับดังกล่าวที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ภายใน 30 วัน หลังจากจำเลยพ้นภาระผูกพันตามสัญญา และจำเลยตกลงรับประกันผลงานมีกำหนด 12 เดือน นับจากวันรับมอบงาน โจทก์รับมอบงานงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 การรับประกันผลงานของจำเลยจึงครบกำหนดในวันที่ 20 กันยายน 2561 ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 ได้พ้นกำหนดระยะเวลาที่จำเลยตกลงรับประกันผลงานแล้ว ประกอบกับนางวรสิริ เจ้าหน้าที่การเงินของโจทก์ พยานโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า หนังสือค้ำประกันธนาคารที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกันนั้นได้หมดอายุลง แต่จำเลยไม่ได้นำหนังสือค้ำประกันธนาคารฉบับใหม่มาเปลี่ยน ด้วยเหตุนี้หนังสือค้ำประกันธนาคารย่อมสิ้นภาระผูกพันแล้ว โจทก์ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากหนังสือค้ำประกันธนาคารฉบับดังกล่าวได้ กรณีไม่มีเหตุที่โจทก์จะยึดถือหนังสือค้ำประกันธนาคารที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกัน ต้องคืนให้แก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อจำเลยต้องชำระค่าปรับล่าช้า 4,089,540 บาท ค่าปรับสำหรับผู้ควบคุมงาน 337,050 บาท ค่าจ้างบุคลากรเข้าไปทำงานแทนจำเลย 2,000,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพลาซ่า 2,550,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคาร ค. 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 9,176,590 บาท เมื่อนำเงินประกันผลงาน 6,408,340.05 บาท มาหักออกแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ 2,768,249.95 บาท ส่วนโจทก์ต้องชำระค่างวดงานที่ 30 เป็นเงิน 1,122,698.85 บาท กับค่างวดงานที่ 31 และที่ 32 เป็นเงิน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย 3,122,698.85 บาท เมื่อโจทก์และจำเลยต่างฝ่ายต่างมีวัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกัน คือ หนี้เงินที่จะต้องชำระซึ่งกันและกัน เพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี จึงให้นำหนี้เงินที่โจทก์และจำเลยต้องชำระแก่กันมาหักกลบลบหนี้กัน คงเหลือหนี้เงินที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยเป็นเงิน 354,448.90 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว ให้โจทก์ชำระเงิน354,448.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และหากต่อมาภายหลังกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ก็ให้ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยไปตามอัตราดังกล่าวบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ไม่ให้เกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่จำเลยขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 341 ม. 379 ม. 391 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
บดินทร์ ตรีรานุรัตน์
สิทธิชัย พูนเกษม
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ท.ที่ 288/2567
#710897
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่บัญญัติให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหมายความเพียงว่า ถ้ามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาถึงที่สุดแล้ว ในการพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีอาญาที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นโจทก์ฟ้อง ร. เป็นจำเลยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ประกอบกับศาลฎีกาทำคำพิพากษาคดีนี้เสร็จแล้ว และอยู่ในระหว่างการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมตามขอได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งห้าไม่ได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทรัพย์สินในชื่อผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ตามรายการในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตกเป็นของแผ่นดิน ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ส่งมอบเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินหรือทรัพย์สินที่มีคำพิพากษาให้ตกเป็นของแผ่นดิน หรือเอกสารที่เกี่ยวกับการรับช่วงทรัพย์ของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว พร้อมกับให้โอนกรรมสิทธิ์หรือชำระเงินพร้อมดอกผลข้างต้นแก่แผ่นดินโดยกระทรวงการคลัง ถ้าไม่โอนให้ถือเอาคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาให้ยกคำขอในส่วนทรัพย์สินที่ไม่มีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน และคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้อง ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทรัพย์สินในชื่อของผู้ถูกกล่าวหา ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 และผู้คัดค้านที่ 5 ตามรายการในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีอยู่ระหว่างการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา

ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องนี้ (รวม 3 ฉบับ)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าคดีนี้มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นใหม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลฎีกา ขอให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาโดยผู้ถูกกล่าวหาเป็นโจทก์ฟ้องนาย ร. เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1004/2566 ของศาลจังหวัดนนทบุรี เรื่องความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ในกรณีนาย ร. ให้การต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ซื้อและเป็นเจ้าของทองคำพิพาทในคดีนี้ ซึ่งศาลจังหวัดนนทบุรีไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณาแล้วข้อเท็จจริงและผลของคำพิพากษาคดีดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อประเด็นสำคัญในคดีนี้ และสามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาคดีนี้ นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่บัญญัติให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหมายความเพียงว่า ถ้ามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาถึงที่สุดแล้ว ในการพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีอาญาที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นโจทก์ฟ้องนาย ร. เป็นจำเลยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ประกอบกับศาลฎีกาทำคำพิพากษาคดีนี้เสร็จแล้ว และอยู่ในระหว่างการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรที่จะให้งดการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหายื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมตามขอได้ ให้ยกคำร้อง และไม่รับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ของผู้ถูกกล่าวหา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — อัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาง ก.
ผู้ถูกกล่าวหา — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ดุสิต ฉิมพลีย์
สถาพร ดาโรจน์
จักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 286/2567
#699287
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 ขอให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยอ้างว่า ศาลชั้นต้นลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาโดยชอบจึงถือว่าเป็นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 แล้ว ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ. ว่าด้วยการพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 334, 335, 336 ทวิ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83) จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อครั้ง ภายในเวลา 1 ปี ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้เพิ่มโทษปรับแก่จำเลยที่ 2 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 ขอให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยอ้างว่าศาลชั้นต้นลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์กับส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาโดยชอบ จึงถือว่าเป็นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 แล้ว ดังนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8) อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิได้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า ความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 อัตราโทษปรับขั้นต่ำปรับตั้งแต่ 30,000 บาท แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท ก่อนลดโทษเป็นการลงโทษปรับต่ำกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้เพิ่มเติมโทษปรับให้ถูกต้องตามที่โจทก์อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 30,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 15,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 186 (6) ม. 186 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายกิตติศักดิ์ ดิษฐแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอัมพร แสงสุวรรณนุกุล
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 286/2567
#706421
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 ขอให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยอ้างว่า ศาลชั้นต้นลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาโดยชอบจึงถือว่าเป็นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 แล้ว ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ. ว่าด้วยการพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 334, 335, 336 ทวิ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83) จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อครั้ง ภายในเวลา 1 ปี ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้เพิ่มโทษปรับแก่จำเลยที่ 2 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 ขอให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยอ้างว่าศาลชั้นต้นลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์กับส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาโดยชอบ จึงถือว่าเป็นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 แล้ว ดังนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุที่จะลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่ด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8) อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิได้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า ความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 อัตราโทษปรับขั้นต่ำปรับตั้งแต่ 30,000 บาท แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท ก่อนลดโทษเป็นการลงโทษปรับต่ำกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้เพิ่มเติมโทษปรับให้ถูกต้องตามที่โจทก์อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 30,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 15,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 186 (6) ม. 186 (8) ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายกิตติศักดิ์ ดิษฐแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอัมพร แสงสุวรรณนุกุล
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2567
#700196
เปิดฉบับเต็ม

การตีความ ป.พ.พ. มาตรา 879 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยนั้น ต้องตีความโดยเคร่งครัด การที่โจทก์ขับรถยนต์ที่ทำประกันภัยไว้กับจำเลยไปจอดที่หน้าร้านค้าอื่นซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะขนาดใหญ่ มีร้านค้าตั้งอยู่ติด ๆ กัน สภาพที่เกิดเหตุเป็นตลาดย่านการค้า โดยห่างจากร้านค้าที่โจทก์ไปติดต่อประมาณ 5 ถึง 8 เมตร ไม่มีสิ่งใดปิดบังจุดที่จอดรถยนต์อันจะเป็นช่องทางให้คนร้ายสามารถลงมือกระทำความผิดได้โดยง่ายแต่อย่างใด แล้วลงไปติดต่อซื้อของประมาณ 6 นาที ขณะจอดรถเป็นเวลากลางวัน แม้โจทก์จะวางกุญแจไว้ที่เบาะข้างคนขับด้านหน้า และไม่ล็อกประตู ก็ยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถดูแลรักษารถยนต์ได้ การจอดรถในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่การละทิ้งความครอบครองชั่วคราว แม้จะพอถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 เมษายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 โจทก์ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลย มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 และสิ้นสุดวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 โดยกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อตกลงว่าด้วยกรณีรถยนต์สูญหายหรือไฟไหม้ ผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ 150,000 บาท เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2565 เวลา 10.10 นาฬิกา โจทก์ขับรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยแล่นไปจอดที่บริเวณหน้าร้านขายแบตเตอรี่ทุ่งสง 99 แล้วมีคนร้ายลักรถยนต์คันดังกล่าวไป ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2565 เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งว่าพบรถยนต์ที่ถูกคนร้ายลักไปถูกเพลิงไหม้ที่ริมถนนสายเพชรเกษมฝั่งขาออกไปจังหวัดตรัง เยื้องโรงเรียนบ้านเหนือ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ โจทก์แจ้งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยปฏิเสธอ้างว่าเหตุที่รถยนต์สูญหายเป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การกระทำของโจทก์เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ขับรถยนต์ที่ทำประกันภัยไว้กับจำเลยแล่นไปจอดริมถนนบริเวณหน้าร้านขายแบตเตอรี่ทุ่งสง 99 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะขนาดใหญ่ มีร้านค้าตั้งอยู่ติด ๆ กัน ฝั่งตรงข้ามของถนนก็มีลักษณะเปิดเป็นร้านค้าเช่นเดียวกัน สภาพร้านขายของริมถนนบริเวณที่เกิดเหตุจึงมีลักษณะเป็นตลาดย่านการค้า โจทก์จอดรถเพื่อติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่ โดยจอดรถห่างจากร้านประมาณ 5 ถึง 8 เมตร เนื่องจากไม่มีที่จอดรถ เมื่อจอดรถแล้วลงจากรถไปต่อรองราคากับเจ้าของร้านทุ่งสงแบตเตอรี่ 99 ใช้เวลาประมาณ 6 นาที จึงหันหลังกลับมาที่รถยนต์เพื่อให้พนักงานของร้านนำแบตเตอรี่ที่ตกลงซื้อไปส่งให้ แต่รถยนต์หายไปจากที่จอดแล้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจุดจอดรถยนต์อยู่ใกล้ร้านขายแบตเตอรี่และจุดที่โจทก์ติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่กับทางเจ้าของร้านอย่างมาก การติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่ก็เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าใช้เวลาไม่นาน และจากข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าใช้เวลาประมาณ 6 นาทีเท่านั้น ขณะจอดรถเป็นเวลากลางวัน ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดปิดบังจุดที่จอดรถยนต์อันเป็นช่องทางให้คนร้ายสามารถลงมือกระทำความผิดได้โดยง่ายแต่อย่างใด และจุดจอดรถอยู่หน้าร้านค้าหรืออาคารที่พักอาศัยของบุคคลอื่นซึ่งอยู่ติดกับร้านขายแบตเตอรี่ จุดจอดรถจึงอยู่เยื้องจากหน้าร้านขายแบตเตอรี่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การจอดรถยนต์ของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวโดยวางกุญแจไว้ที่เบาะข้างคนขับด้านหน้าไม่ล็อกประตู ก็ยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถดูแลรักษารถยนต์ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ได้ การจอดรถยนต์ของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวมิใช่การละทิ้งการครอบครองชั่วคราว รถยนต์ยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ และการตีความตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดเมื่อความวินาศภัยหรือเหตุอื่นซึ่งได้ระบุไว้ในสัญญานั้นได้เกิดขึ้นเพราะความทุจริต หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ และข้อสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นบทยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันนั้น ต้องตีความโดยเคร่งครัด ดังนั้นแม้การที่โจทก์จอดรถยนต์ โดยวางกุญแจไว้ที่รถ ไม่นำกุญแจติดตัวไปด้วยและไม่ปิดล็อกรถยนต์จะพอถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและข้อตกลงตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จะทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยหลุดพ้นจากความรับผิด จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 4,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 879 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงทุ่งสง — นายณัฐปคัลภ์ ลาชโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 282/2567
#706420
เปิดฉบับเต็ม

การตีความ ป.พ.พ. มาตรา 879 วรรคหนึ่ง อันเป็นบทยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยนั้น ต้องตีความโดยเคร่งครัด การที่โจทก์ขับรถยนต์ที่ทำประกันภัยไว้กับจำเลยไปจอดที่หน้าร้านค้าอื่นซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะขนาดใหญ่ในเวลากลางวัน ห่างจากร้านค้าที่โจทก์ไปติดต่อประมาณ 5 ถึง 8 เมตร แล้วลงไปติดต่อซื้อสินค้าประมาณ 6 นาที โดยสภาพที่เกิดเหตุเป็นตลาดย่านการค้า มีร้านค้าตั้งอยู่ติด ๆ กัน ไม่มีสิ่งใดปิดบังจุดที่จอดรถยนต์อันจะเป็นช่องทางให้คนร้ายสามารถลงมือกระทำความผิดได้โดยง่าย แม้โจทก์จะวางกุญแจไว้ที่เบาะข้างคนขับด้านหน้า และไม่ล็อกประตู ก็ยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถดูแลรักษารถยนต์ได้ การจอดรถในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่การละทิ้งความครอบครองชั่วคราว รถยนต์ยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แม้จะพอถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 เมษายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 โจทก์ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลย มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 และสิ้นสุดวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 โดยกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อตกลงว่าด้วยกรณีรถยนต์สูญหายหรือไฟไหม้ ผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ 150,000 บาท เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2565 เวลา 10.10 นาฬิกา โจทก์ขับรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยไปจอดที่บริเวณหน้าร้านขายแบตเตอรี่ทุ่งสง 99 แล้วมีคนร้ายลักรถยนต์คันดังกล่าวไป ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2565 เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งว่าพบรถยนต์ที่ถูกคนร้ายลักไปถูกเพลิงไหม้ที่ริมถนนสายเพชรเกษมฝั่งขาออกไปจังหวัดตรัง เยื้องโรงเรียนบ้านเหนือ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ โจทก์แจ้งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยปฏิเสธอ้างว่าเหตุที่รถยนต์สูญหายเป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การกระทำของโจทก์เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ขับรถยนต์ที่ทำประกันภัยไว้กับจำเลยไปจอดริมถนนบริเวณหน้าร้านขายแบตเตอรี่ทุ่งสง 99 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะขนาดใหญ่ มีร้านค้าตั้งอยู่ติด ๆ กัน ฝั่งตรงข้ามของถนนก็มีลักษณะเปิดเป็นร้านค้าเช่นเดียวกัน สภาพร้านขายของริมถนนบริเวณที่เกิดเหตุจึงมีลักษณะเป็นตลาดย่านการค้า โจทก์จอดรถเพื่อติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่ โดยจอดรถห่างจากร้านประมาณ 5 ถึง 8 เมตร เนื่องจากไม่มีที่จอดรถ เมื่อจอดรถแล้วลงจากรถไปต่อรองราคากับเจ้าของร้านทุ่งสงแบตเตอรี่ 99 ใช้เวลาประมาณ 6 นาที จึงหันหลังกลับมาที่รถยนต์เพื่อให้พนักงานของร้านนำแบตเตอรี่ที่ตกลงซื้อไปส่งให้ แต่รถยนต์หายไปจากที่จอดแล้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจุดจอดรถยนต์อยู่ใกล้ร้านขายแบตเตอรี่และจุดที่โจทก์ติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่กับทางเจ้าของร้านอย่างมาก การติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่ก็เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าใช้เวลาไม่นาน และจากข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าใช้เวลาประมาณ 6 นาทีเท่านั้น ขณะจอดรถเป็นเวลากลางวัน ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีสิ่งใดปิดบังจุดที่จอดรถยนต์อันเป็นช่องทางให้คนร้ายสามารถลงมือกระทำความผิดได้โดยง่าย และจุดจอดรถอยู่หน้าร้านค้าหรืออาคารที่พักอาศัยของบุคคลอื่นซึ่งอยู่เยื้องจากหน้าร้านขายแบตเตอรี่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การจอดรถยนต์ของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวโดยวางกุญแจไว้ที่เบาะข้างคนขับด้านหน้าไม่ล็อกประตู ก็ยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถดูแลรักษารถยนต์ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ได้ การจอดรถยนต์ของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวมิใช่การละทิ้งการครอบครองชั่วคราว รถยนต์ยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ และการตีความตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดเมื่อความวินาศภัยหรือเหตุอื่นซึ่งได้ระบุไว้ในสัญญานั้นได้เกิดขึ้นเพราะความทุจริต หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ และข้อสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นบทยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันนั้น ต้องตีความโดยเคร่งครัด ดังนั้นแม้การที่โจทก์จอดรถยนต์ โดยวางกุญแจไว้ที่รถ ไม่นำกุญแจติดตัวไปด้วยและไม่ปิดล็อกรถยนต์จะพอถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและข้อตกลงตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จะทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยหลุดพ้นจากความรับผิด จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 4,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 879 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงทุ่งสง — นายณัฐปคัลภ์ ลาชโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ท.ที่ 278/2567
#713891
เปิดฉบับเต็ม

ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ถือว่าเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาผู้นั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ แม้โจทก์จะอ้างอีกว่าฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลฎีกาที่จะรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ประทับฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาแล้วไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

โจทก์ยื่นคำร้องนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แม้นาย อ. ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ลงลายมือชื่อต่อจากนาย ร. ก็ตาม แต่ก็ลงลายมือชื่อใต้ข้อความที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกาด้วยเช่นกัน ถือว่าได้พิจารณาและมีความเห็นตามคำร้องของโจทก์ครบถ้วน และชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา อันถือว่าเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาผู้นั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ แม้โจทก์จะอ้างอีกว่าฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจแก่ศาลฎีกาที่จะรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — นาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ปานทอง สุ่มมาตย์
สิทธิพร บุญยฤทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 275/2567
#699711
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นชาวต่างประเทศมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร ไม่มีตัวแทนในประเทศไทย ช่วงเวลาที่กำหนดให้เจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นับว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดได้ ทั้งเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เริ่มคลี่คลาย ผู้ร้องก็ได้รีบดำเนินการมอบอำนาจให้ อ. ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทันที กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จะให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงไม่คัดค้าน แต่ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องแสดงให้เห็นว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทันภายในกำหนดเวลา

ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 และนำออกเผยแพร่ให้แก่สมาชิกที่ได้รับด้วยตนเองเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่มีการเผยแพร่หนังสือออกไปยังสาธารณชน และเจ้าหนี้ทั้งหลายต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันดังกล่าว จึงครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดภูเก็ต คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 1075/2555 ประสงค์ขอยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เป็นเงิน 54,109,238.56 บาท โดยได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ผู้ร้องมีเชื้อชาติและสัญชาติรัสเซีย ภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรที่ประเทศรัสเซีย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 และนำออกเผยแพร่ให้แก่สมาชิกที่ได้รับด้วยตนเองเป็นครั้งแรกวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องมีเชื้อชาติและสัญชาติรัสเซียมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 วรรคหนึ่ง ตอนท้ายให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขยายกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่อยู่นอกราชอาณาจักรได้อีกไม่เกิน 2 เดือน แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 รัฐบาลออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 1) กำหนดให้ปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักร ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตจังหวัดโดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้ และแม้ว่าผู้ร้องได้แต่งตั้งนายธำรงเป็นผู้รับมอบอำนาจในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 1075/2555 ของศาลจังหวัดภูเก็ตเมื่อวันที่ 15 และ 16 พฤศจิกายน 2555 ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องแต่งตั้งนายธำรงให้มีอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้แทนผู้ร้องในคดีล้มละลายนี้ด้วย นายธำรงจึงไม่มีอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้แทนผู้ร้องรวมตลอดถึงตรวจสอบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด คงมีอำนาจดำเนินการแทนผู้ร้องเฉพาะในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 1075/2555 ของศาลจังหวัดภูเก็ตเพื่อการบังคับคดีเท่านั้น ผู้ร้องเพิ่งแต่งตั้งนายอภิสิทธิ์เป็นผู้รับมอบอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้แล้ว เมื่อผู้ร้องเป็นชาวต่างประเทศมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร ไม่มีตัวแทนในประเทศไทย ประกอบกับช่วงเวลาที่กำหนดให้เจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นับว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดได้ ทั้งเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เริ่มคลี่คลาย ผู้ร้องก็ได้รีบดำเนินการมอบอำนาจให้นายอภิสิทธิ์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทันที กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จะให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้คู่ความฟัง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 ม. 91/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้อง — นาย อ.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางรัชนี ฉัตรอุทัย
- นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ธีระพล ศรีอุดมขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 275/2567
#703989
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องมีเชื้อชาติและสัญชาติรัสเซียมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขยายกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่อยู่นอกราชอาณาจักรได้อีกไม่เกิน 2 เดือน แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยรัฐบาลออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร และออกข้อกำหนดให้ปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักร ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตจังหวัด เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้ เมื่อผู้ร้องเป็นชาวต่างประเทศมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร ไม่มีตัวแทนในประเทศไทย ประกอบกับช่วงเวลาที่กำหนดให้เจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นับว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดได้ ทั้งเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เริ่มคลี่คลายผู้ร้องก็ได้รีบดำเนินการมอบอำนาจให้นาย อ. ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ทันที กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงไม่คัดค้านคำร้องของผู้ร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 และนำออกเผยแพร่ให้แก่สมาชิกที่ได้รับด้วยตนเองเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่มีการเผยแพร่หนังสือออกไปยังสาธารณชน และเจ้าหนี้ทั้งหลายต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันดังกล่าว จึงครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดภูเก็ต คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 1075/2555 ประสงค์ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เป็นเงิน 54,109,238.56 บาท โดยได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ผู้ร้องมีเชื้อชาติและสัญชาติรัสเซีย ภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรที่ประเทศรัสเซีย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 และนำออกเผยแพร่ให้แก่สมาชิกที่ได้รับด้วยตนเองเป็นครั้งแรกวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้ร้องมีเชื้อชาติและสัญชาติรัสเซียมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 วรรคหนึ่ง ตอนท้ายให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขยายกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่อยู่นอกราชอาณาจักรได้อีกไม่เกิน 2 เดือน แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 รัฐบาลออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 1) กำหนดให้ปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักร ปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตจังหวัดโดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป เป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรได้ และแม้ว่าผู้ร้องได้แต่งตั้งนายธำรง เป็นผู้รับมอบอำนาจในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 1075/2555 ของศาลจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 15 และ 16 พฤศจิกายน 2555 ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องแต่งตั้งนายธำรงให้มีอำนาจยื่น

คำขอรับชำระหนี้แทนผู้ร้องในคดีล้มละลายนี้ด้วย นายธำรงจึงไม่มีอำนาจ

ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้แทนผู้ร้องรวมตลอดถึงตรวจสอบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด คงมีอำนาจดำเนินการแทนผู้ร้องเฉพาะในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ. 1075/2555 ของศาลจังหวัดภูเก็ตเพื่อการบังคับคดีเท่านั้น ผู้ร้องเพิ่งแต่งตั้งนายอภิสิทธิ์เป็นผู้รับมอบอำนาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้แล้ว เมื่อผู้ร้องเป็นชาวต่างประเทศมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักร ไม่มีตัวแทนในประเทศไทย ประกอบกับช่วงเวลาที่กำหนดให้เจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นับว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดได้ ทั้งเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เริ่มคลี่คลายผู้ร้องก็ได้รีบดำเนินการมอบอำนาจให้นายอภิสิทธิ์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทันที กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่จะให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้คู่ความฟัง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 ม. 91/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้อง — นาย อ.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ธีระพล ศรีอุดมขจร
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ ท.ที่ 270/2567
#713890
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วมีคำสั่งให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งห้าและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป เป็นฎีกาคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่เป็นฎีกาในเนื้อหาของประเด็นแห่งคดีที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งห้ากระทำความผิดตามฟ้อง ไม่อยู่ในบังคับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 โจทก์จึงฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 โดยไม่ต้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกา กับทั้งศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงเป็นไปโดยผิดหลง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของโจทก์ไว้ดำเนินการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 175 และนับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 380/2563 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 วันสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันทั้งเอกสารที่โจทก์และจำเลยทั้งห้าอ้างส่งเพิ่มเติมแล้ว คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย คดีเสร็จการพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกา ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาแล้วไม่อนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา

โจทก์ยื่นคำร้องนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฎีกาว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์เป็นการตัดสิทธิโจทก์มิให้นำพยานหลักฐานเข้าสืบว่าจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโดยไม่ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน การพิพากษายกฟ้องโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ขาดเจตนา ต้องเป็นการรับฟังพยานหลักฐานทั้งโจทก์และจำเลย มิใช่พิเคราะห์เพียงคำบรรยายฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่ชอบ ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วมีคำสั่งให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งห้าและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไปนั้น ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริง มิใช่เป็นฎีกาในเนื้อหาของประเด็นแห่งคดีที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งห้ากระทำความผิดตามฟ้อง ไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 โจทก์จึงฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 โดยไม่ต้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกา กับทั้งศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์จึงเป็นไปโดยผิดหลง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของโจทก์ไว้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 ม. 220 ม. 221 ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กีรติ วรพุทธพงศ์
ฉัตรชัย ไทรโชต
สุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา