คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2567
#699747
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง โดยการกระทำความผิดฐานนี้ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรเป็นการกระทำกรรมเดียวกับฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนนั้น ไม่ถูกต้อง ทั้งปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหก ซึ่งกระทำผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงมิอาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งหกได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งหก ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 , 33, 80, 83, 91, 92, 210, 289, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นายวิทยา ผู้เสียหายที่ 1 และนายพิชิต ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยโจทก์ร่วมที่ 1 ขอให้ชดใช้เป็นเงิน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ขอให้ชดใช้เป็นเงิน 295,000 บาท

จำเลยทั้งหกให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 210 วรรคสอง, 371, 376 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ส่วนฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ทางนำสืบของจำเลยทั้งหกเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำคุกคนละ 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 คนละ 34 ปี 16 เดือน ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 75,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วัน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 10 เดือน 20 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 34 ปี 23 เดือน 30 วัน และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขอกับมิต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ฎีกาเป็นทำนองว่า คืนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เพียงร่วมเดินทางไปยังที่เกิดเหตุเนื่องจากเข้าใจว่าพวกของจำเลยทั้งหกจะไปปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 เห็นว่า ในการวินิจฉัยถึงการมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงประกอบ ทั้งก่อน ขณะและภายหลังการใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่จะแสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนและมีเจตนาร่วมกันที่จะก่อเหตุร้ายกับกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ สำหรับมูลเหตุจูงใจที่เป็นสาเหตุให้เกิดการกระทำความผิดในครั้งนี้ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า สาเหตุที่ถูกยิงเนื่องจากก่อนเกิดเหตุ 1 วัน โจทก์ร่วมที่ 1 ได้โพสต์ข้อความในเชิงตำหนินายเสี่ยโป้ ในเฟซบุ๊กว่า เหตุใดไม่ดูแลเพื่อนรุ่นน้องของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ร่วมเดินทางไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวด้วยกัน ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยอมรับว่ามีความสนิทสนมกับนายเสี่ยโป้ เมื่อทราบว่ามีคนโพสต์ว่านายเสี่ยโป้ก็รู้สึกไม่พอใจ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยังมีบันทึกคำให้การในฐานะพยานของจำเลยที่ 3 และที่ 6 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ได้ความว่า ในวันเกิดเหตุเวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อยู่ที่บ้านเช่าในซอยบุญชู ทราบว่ามีการโพสต์ด่านายเสี่ยโป้ จึงมีการรวมตัวกันที่บ้านเช่าดังกล่าว เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ที่ 6 นายไตรภพ และนายเขมทัต น้องชายนายเสี่ยโป้ ได้ออกจากบ้านเช่าไปที่วัดจันทร์ประดิษฐาราม เมื่อไปถึงนายเขมทัตได้ตะโกนหาโจทก์ร่วมที่ 1 แต่ไม่พบ จึงได้กลับมาที่บ้านเช่า ต่อมาเฟซบุ๊กของโจทก์ร่วมที่ 1 ได้โพสต์ข้อความด่านายเขมทัตที่ไปถามหาโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งคำให้การเกี่ยวกับการโพสต์ด่าดังกล่าวสอดคล้องกับข้อความในเฟซบุ๊กของโจทก์ร่วมที่ 1 กระทั่งเวลา 19.30 นาฬิกา จำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ออกไปดูโจทก์ร่วมที่ 1 อีกครั้ง พบกลุ่มวัยรุ่นนั่งดื่มสุราบริเวณทางเท้าหน้าวัดจันทร์ประดิษฐาราม จึงได้กลับมาที่บ้านเช่าเพื่อแจ้งกับกลุ่มให้ทราบ บันทึกคำให้การในฐานะพยานของจำเลยที่ 3 และที่ 6 เป็นคำให้การภายหลังเกิดเหตุไม่กี่วันและสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 และที่ 6 ให้การไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และจากการที่พวกจำเลยทั้งหกมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับนายเขมทัต และมีการรวมกลุ่มกันตลอดมาที่บ้านเช่าภายในซอยบุญชูดังกล่าว แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมมีความรู้สึกไม่พอใจโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ได้โพสต์ด่านายเสี่ยโป้และนายเขมทัต สำหรับพฤติการณ์ของจำเลยทั้งหกก่อนเกิดเหตุ ได้ความจากร้อยตำรวจเอกณกฤตชัย และร้อยตำรวจเอกทรงพล รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ ซึ่งเป็นผู้ดูภาพกล้องวงจรปิดบริเวณสถานที่เกิดเหตุและกล้องวงจรปิดย้อนกลับไปตลอดเส้นทางที่ผู้ก่อเหตุเดินทางมา จนถึงกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งบริเวณหน้าหมู่บ้าน ด. พันตำรวจโทอาทิตย์ พนักงานสอบสวนร่วม และร้อยตำรวจเอกเดชาธร พนักงานสอบสวน ประกอบวีดิทัศน์และภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าหมู่บ้าน ด. ว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกรวมตัวกันที่หน้าหมู่บ้าน ด. ในซอยเพชรเกษม 48 แยก 4 ถึง 7 และเมื่อเวลา 21.17 นาฬิกา มีรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาวขับมาจอดหน้าหมู่บ้าน ด. คนในรถเปิดกระจก ชายที่นั่งข้างคนขับมีท่าทางเก็บวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบอยู่ในรถ จากนั้นลงจากรถเดินไปยังหน้าบ้านเช่าที่กลุ่มวัยรุ่นรวมตัวกันอยู่ และมีชายสวมเสื้อยืดสีดำด้านหลังมีลายรูปตัววีสีขาว ซึ่งนายสุรชาติ ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง และจำเลยที่ 1 ยืนยันว่าเป็นนายสุภกฤต ถือวัตถุยาวสีดำคล้ายอาวุธ มีผ้าสีขาวที่มือจับ เดินมาพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์ เวลา 21.21 นาฬิกา ชายที่นั่งข้างคนขับเดินกลับมาขึ้นรถ ส่วนนายสุภกฤตถือวัตถุดังกล่าวเดินกลับไปที่หน้าบ้านเช่าซึ่งมีชายหลายคนยืนอยู่ จำเลยที่ 1 เดินไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์แล้วหยิบวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบจากรถยนต์กลับไปที่หน้าบ้านเช่า ต่อมาเวลา 21.23 นาฬิกา จำเลยทั้งหกกับพวกที่รวมตัวกันที่หน้าบ้านเช่าขับและซ้อนรถจักรยานยนต์คันละ 2 คน มาทางหน้าหมู่บ้าน ด. โดยมีรถจักรยานยนต์บางคันจอดรถข้างรถยนต์แล้วลงไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์อีกครั้ง รถจักรยานยนต์บางคันมีวัตถุคล้ายมีดดาบวางอยู่บนตักของคนซ้อน จากนั้นรถยนต์และกลุ่มรถจักรยานยนต์ออกเดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมกัน เวลา 21.35 นาฬิกา รถยนต์และกลุ่มรถจักรยานยนต์ขับชะลอจอดตามกันที่หน้า อ. แมนชั่น จะเห็นได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกมีการรวมตัวกันที่หน้าบ้านเช่าในซอยบุญชู เมื่อรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาวมาจอดหน้าหมู่บ้าน ด. คนในรถก็ลงจากรถเข้าไปพบกับพวกที่รวมกลุ่มอยู่หน้าบ้านเช่า นายสุภกฤตผู้ก่อเหตุที่ใช้อาวุธปืนคนหนึ่งก็ถือวัตถุที่มีลักษณะคล้ายอาวุธไปพบกับบุคคลในรถยนต์ จำเลยที่ 1 เดินไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์แล้วหยิบวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบจากรถยนต์กลับมาที่หน้าบ้าน ต่อมาจำเลยทั้งหกกับพวกก็ขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกเดินทางจากบ้านเช่า แล้วมีการพูดคุยกับบุคคลที่อยู่ในรถยนต์ที่หน้าหมู่บ้าน ด. จากนั้นก็เดินทางมายังที่เกิดเหตุถึงบริเวณหน้า อ. แมนชั่น โดยทั้งหมดสวมใส่หน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก ซึ่งฎีกาของจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่า หากไม่สามารถปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 ได้จนถึงขั้นชกต่อยหรือมีเรื่องราววิวาทกัน ฝ่ายของโจทก์ร่วมที่ 1 จะได้ไม่สามารถจดจำใบหน้าและกลับมาล้างแค้นได้ในภายหลัง อันแสดงว่าก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกทุกคนย่อมต้องรู้ถึงแผนการอย่างชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างในการเดินทางไปพบกับกลุ่มโจทก์ร่วมที่ 1 ที่จำเลยบางคนฎีกาว่า การสวมหน้ากากอนามัยของจำเลยทั้งหกกับพวกไม่ใช่เพื่อปิดบังใบหน้า แต่เพราะขณะเกิดเหตุเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งมีข้อบังคับให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย ก็เห็นว่าขัดต่อเหตุผล เพราะหากจำเลยทั้งหกต้องการปฏิบัติตามกฎหมายก็สมควรสวมใส่หมวกนิรภัยในขณะขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์แทนที่จะเพียงใส่หน้ากากอนามัย สำหรับพฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ ก็ปรากฏจากคำเบิกความของนายปรวัตร น้องชายโจทก์ร่วมที่ 1 และนายณัฐนนท์ ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่อยู่บริเวณหน้า อ. แมนชั่น ประกอบวีดิทัศน์กล้องวงจรปิดหน้า อ. แมนชั่น แสดงเหตุการณ์ในช่วงเวลาเกิดเหตุว่า เวลา 21.35 นาฬิกา รถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีขาวและกลุ่มรถจักรยานยนต์ขับชะลอจอดตามกันที่หน้า อ. แมนชั่น เมื่อจอดรถเสร็จมีเสียงตะโกนให้ลงจากรถ จากนั้นนายสุภกฤตลงจากรถมายิงปืนไปทางหน้าวัดทันทีเป็นคนแรก ตามด้วยนายไตรภพ และนายกันต์ โดยยิงประมาณ 10 ถึง 20 นัด แล้วจำเลยทั้งหกกับพวกก็ขับรถจักรยานยนต์หนีไปกับคนร้ายทั้งสาม เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ ปรากฏว่ากลุ่มรถจักรยานยนต์และรถยนต์ชะลอมาจอดบริเวณหน้า อ. แมนชั่น ห่างจากจุดที่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองนั่งอยู่ประมาณ 30 เมตร ก่อนจะมีการยิงปืนเข้าใส่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองทันที ซึ่งการจอดรถห่างจากจุดที่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองนั่งอยู่ห่างไกลกันพอสมควรผิดวิสัยของคนที่ต้องการไปพูดคุย แต่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งหกกับพวกมิได้ตั้งใจจะไปปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 ตั้งแต่แรกแล้ว โดยมีจุดประสงค์เพื่อก่อเหตุร้ายต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ไปโพสต์ด่านายเสี่ยโป้และน้องชาย ทั้งการใช้อาวุธปืนยิงถึงประมาณ 10 ถึง 20 นัด โดยผู้กระทำความผิดที่ใช้อาวุธปืนยิงกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองมี 3 คน ถือว่ามีการใช้เวลากระทำความผิดนานพอสมควร และการที่มีผู้ใช้อาวุธปืนในกลุ่มจำเลยทั้งหกกับพวกถึง 3 คน พฤติการณ์ที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งหกย่อมต้องมีส่วนร่วมรู้เห็นในการที่พวกของจำเลยทั้งหกพาอาวุธปืนเดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมกัน และเป็นการร่วมกันคบคิดที่จะใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสอง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จะหลบหนีจากที่เกิดเหตุไปในทันทีที่มีการยิงเข้าไปในกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองแต่อย่างใด กลับรอให้การกระทำผิดเสร็จสิ้น นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ขับรถให้นายกันต์ซ้อนท้ายหลังจากก่อเหตุยิงโจทก์ร่วมทั้งสองแล้ว เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของนายกันต์สตาร์ตไม่ติด จึงได้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกันทั้งหมด อันแสดงว่ากลุ่มของจำเลยทั้งหกพร้อมจะช่วยเหลือคนร้ายให้หลบหนีจากสถานที่เกิดเหตุในทันทีหากมีเรื่องอะไรผิดพลาด นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ภายหลังเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกยังขับรถจักรยานยนต์ไปรวมตัวกันที่โรงแรม ห. อีกครั้ง อันแสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนในการกระทำความผิดครั้งนี้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จภารกิจ ดังนั้น จากพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมา เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งหกกับพวกเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ อันเป็นตัวการในการกระทำความผิด โดยมีการวางแผนร่วมกันและเดินทางมายังที่เกิดเหตุพร้อมกัน ทั้งยังหลบหนีไปด้วยกัน พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมาฟังได้มั่นคงปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งหกกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกาขอให้กำหนดโทษตามความเหมาะสมแก่เจตนาและพฤติการณ์หรือลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 สถานเบาแล้วและยังลดโทษให้กึ่งหนึ่งเป็นการเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งแก่โจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อปรากฏจากฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ว่า นางสาวทิพย์วรรณ พี่สาวของจำเลยที่ 1 นำเงินค่าเสียหาย 161,250 บาท มาวางศาลเพื่อชำระให้แก่โจกท์ร่วมทั้งสองและโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับเงินดังกล่าวจากศาลชั้นต้นไปคนละ 80,625 บาท แล้ว จึงต้องนำเงินดังกล่าวคิดหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งหกต้องร่วมชำระให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนเท่ากับคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรเป็นการกระทำกรรมเดียวกับฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนนั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์บรรยายคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง ทั้งการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบก็ตาม ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกซึ่งกระทำผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงมิอาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งหกได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งหก ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง และให้นำเงินที่โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับคนละ 80,625 บาท หักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งหกต้องร่วมชำระแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 91 ม. 210 ม. 289 (4) ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วรวุฒิ ทวาทศิน
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ณรงค์ ประจุมาศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2567
#706439
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง โดยการกระทำความผิดฐานนี้ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหก ซึ่งกระทำผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงมิอาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งหกได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งหก ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 , 33, 80, 83, 91, 92, 210, 289, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นายวิทยา ผู้เสียหายที่ 1 และนายพิชิต ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยโจทก์ร่วมที่ 1 ขอให้ชดใช้เป็นเงิน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ขอให้ชดใช้เป็นเงิน 295,000 บาท

จำเลยทั้งหกให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 210 วรรคสอง, 371, 376 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ส่วนฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ทางนำสืบของจำเลยทั้งหกเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำคุกคนละ 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 คนละ 34 ปี 16 เดือน ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 75,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วัน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 10 เดือน 20 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 34 ปี 23 เดือน 30 วัน และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขอกับมิต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ฎีกาเป็นทำนองว่า คืนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เพียงร่วมเดินทางไปยังที่เกิดเหตุเนื่องจากเข้าใจว่าพวกของจำเลยทั้งหกจะไปปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 เห็นว่า ในการวินิจฉัยถึงการมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงประกอบ ทั้งก่อน ขณะและภายหลังการใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่จะแสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนและมีเจตนาร่วมกันที่จะก่อเหตุร้ายกับกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ สำหรับมูลเหตุจูงใจที่เป็นสาเหตุให้เกิดการกระทำความผิดในครั้งนี้ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า สาเหตุที่ถูกยิงเนื่องจากก่อนเกิดเหตุ 1 วัน โจทก์ร่วมที่ 1 ได้โพสต์ข้อความในเชิงตำหนินายเสี่ยโป้ ในเฟซบุ๊กว่า เหตุใดไม่ดูแลเพื่อนรุ่นน้องของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ร่วมเดินทางไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวด้วยกัน ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยอมรับว่ามีความสนิทสนมกับนายเสี่ยโป้ เมื่อทราบว่ามีคนโพสต์ว่านายเสี่ยโป้ก็รู้สึกไม่พอใจ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยังมีบันทึกคำให้การในฐานะพยานของจำเลยที่ 3 และที่ 6 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ได้ความว่า ในวันเกิดเหตุเวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อยู่ที่บ้านเช่าในซอยบุญชู ทราบว่ามีการโพสต์ด่านายเสี่ยโป้ จึงมีการรวมตัวกันที่บ้านเช่าดังกล่าว เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ที่ 6 นายไตรภพ และนายเขมทัต น้องชายนายเสี่ยโป้ ได้ออกจากบ้านเช่าไปที่วัดจันทร์ประดิษฐาราม เมื่อไปถึงนายเขมทัตได้ตะโกนหาโจทก์ร่วมที่ 1 แต่ไม่พบ จึงได้กลับมาที่บ้านเช่า ต่อมาเฟซบุ๊กของโจทก์ร่วมที่ 1 ได้โพสต์ข้อความด่านายเขมทัตที่ไปถามหาโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งคำให้การเกี่ยวกับการโพสต์ด่าดังกล่าวสอดคล้องกับข้อความในเฟซบุ๊กของโจทก์ร่วมที่ 1 กระทั่งเวลา 19.30 นาฬิกา จำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ออกไปดูโจทก์ร่วมที่ 1 อีกครั้ง พบกลุ่มวัยรุ่นนั่งดื่มสุราบริเวณทางเท้าหน้าวัดจันทร์ประดิษฐาราม จึงได้กลับมาที่บ้านเช่าเพื่อแจ้งกับกลุ่มให้ทราบ บันทึกคำให้การในฐานะพยานของจำเลยที่ 3 และที่ 6 เป็นคำให้การภายหลังเกิดเหตุไม่กี่วันและสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 และที่ 6 ให้การไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และจากการที่พวกจำเลยทั้งหกมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับนายเขมทัต และมีการรวมกลุ่มกันตลอดมาที่บ้านเช่าภายในซอยบุญชูดังกล่าว แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมมีความรู้สึกไม่พอใจโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ได้โพสต์ด่านายเสี่ยโป้และนายเขมทัต สำหรับพฤติการณ์ของจำเลยทั้งหกก่อนเกิดเหตุ ได้ความจากร้อยตำรวจเอกณกฤตชัย และร้อยตำรวจเอกทรงพล รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ ซึ่งเป็นผู้ดูภาพกล้องวงจรปิดบริเวณสถานที่เกิดเหตุและกล้องวงจรปิดย้อนกลับไปตลอดเส้นทางที่ผู้ก่อเหตุเดินทางมา จนถึงกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งบริเวณหน้าหมู่บ้าน ด. พันตำรวจโทอาทิตย์ พนักงานสอบสวนร่วม และร้อยตำรวจเอกเดชาธร พนักงานสอบสวน ประกอบวีดิทัศน์และภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าหมู่บ้าน ด. ว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกรวมตัวกันที่หน้าหมู่บ้าน ด. ในซอยเพชรเกษม 48 แยก 4 ถึง 7 และเมื่อเวลา 21.17 นาฬิกา มีรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาวขับมาจอดหน้าหมู่บ้าน ด. คนในรถเปิดกระจก ชายที่นั่งข้างคนขับมีท่าทางเก็บวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบอยู่ในรถ จากนั้นลงจากรถเดินไปยังหน้าบ้านเช่าที่กลุ่มวัยรุ่นรวมตัวกันอยู่ และมีชายสวมเสื้อยืดสีดำด้านหลังมีลายรูปตัววีสีขาว ซึ่งนายสุรชาติ ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง และจำเลยที่ 1 ยืนยันว่าเป็นนายสุภกฤต ถือวัตถุยาวสีดำคล้ายอาวุธ มีผ้าสีขาวที่มือจับ เดินมาพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์ เวลา 21.21 นาฬิกา ชายที่นั่งข้างคนขับเดินกลับมาขึ้นรถ ส่วนนายสุภกฤตถือวัตถุดังกล่าวเดินกลับไปที่หน้าบ้านเช่าซึ่งมีชายหลายคนยืนอยู่ จำเลยที่ 1 เดินไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์แล้วหยิบวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบจากรถยนต์กลับไปที่หน้าบ้านเช่า ต่อมาเวลา 21.23 นาฬิกา จำเลยทั้งหกกับพวกที่รวมตัวกันที่หน้าบ้านเช่าขับและซ้อนรถจักรยานยนต์คันละ 2 คน มาทางหน้าหมู่บ้าน ด. โดยมีรถจักรยานยนต์บางคันจอดรถข้างรถยนต์แล้วลงไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์อีกครั้ง รถจักรยานยนต์บางคันมีวัตถุคล้ายมีดดาบวางอยู่บนตักของคนซ้อน จากนั้นรถยนต์และกลุ่มรถจักรยานยนต์ออกเดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมกัน เวลา 21.35 นาฬิกา รถยนต์และกลุ่มรถจักรยานยนต์ขับชะลอจอดตามกันที่หน้า อ. แมนชั่น จะเห็นได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกมีการรวมตัวกันที่หน้าบ้านเช่าในซอยบุญชู เมื่อรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาวมาจอดหน้าหมู่บ้าน ด. คนในรถก็ลงจากรถเข้าไปพบกับพวกที่รวมกลุ่มอยู่หน้าบ้านเช่า นายสุภกฤตผู้ก่อเหตุที่ใช้อาวุธปืนคนหนึ่งก็ถือวัตถุที่มีลักษณะคล้ายอาวุธไปพบกับบุคคลในรถยนต์ จำเลยที่ 1 เดินไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์แล้วหยิบวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบจากรถยนต์กลับมาที่หน้าบ้าน ต่อมาจำเลยทั้งหกกับพวกก็ขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกเดินทางจากบ้านเช่า แล้วมีการพูดคุยกับบุคคลที่อยู่ในรถยนต์ที่หน้าหมู่บ้าน ด. จากนั้นก็เดินทางมายังที่เกิดเหตุถึงบริเวณหน้า อ. แมนชั่น โดยทั้งหมดสวมใส่หน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก ซึ่งฎีกาของจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่า หากไม่สามารถปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 ได้จนถึงขั้นชกต่อยหรือมีเรื่องราววิวาทกัน ฝ่ายของโจทก์ร่วมที่ 1 จะได้ไม่สามารถจดจำใบหน้าและกลับมาล้างแค้นได้ในภายหลัง อันแสดงว่าก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกทุกคนย่อมต้องรู้ถึงแผนการอย่างชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างในการเดินทางไปพบกับกลุ่มโจทก์ร่วมที่ 1 ที่จำเลยบางคนฎีกาว่า การสวมหน้ากากอนามัยของจำเลยทั้งหกกับพวกไม่ใช่เพื่อปิดบังใบหน้า แต่เพราะขณะเกิดเหตุเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งมีข้อบังคับให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย ก็เห็นว่าขัดต่อเหตุผล เพราะหากจำเลยทั้งหกต้องการปฏิบัติตามกฎหมายก็สมควรสวมใส่หมวกนิรภัยในขณะขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์แทนที่จะเพียงใส่หน้ากากอนามัย สำหรับพฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ ก็ปรากฏจากคำเบิกความของนายปรวัตร น้องชายโจทก์ร่วมที่ 1 และนายณัฐนนท์ ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่อยู่บริเวณหน้า อ. แมนชั่น ประกอบวีดิทัศน์กล้องวงจรปิดหน้า อ. แมนชั่น แสดงเหตุการณ์ในช่วงเวลาเกิดเหตุว่า เวลา 21.35 นาฬิกา รถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีขาวและกลุ่มรถจักรยานยนต์ขับชะลอจอดตามกันที่หน้า อ. แมนชั่น เมื่อจอดรถเสร็จมีเสียงตะโกนให้ลงจากรถ จากนั้นนายสุภกฤตลงจากรถมายิงปืนไปทางหน้าวัดทันทีเป็นคนแรก ตามด้วยนายไตรภพ และนายกันต์ โดยยิงประมาณ 10 ถึง 20 นัด แล้วจำเลยทั้งหกกับพวกก็ขับรถจักรยานยนต์หนีไปกับคนร้ายทั้งสาม เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ ปรากฏว่ากลุ่มรถจักรยานยนต์และรถยนต์ชะลอมาจอดบริเวณหน้า อ. แมนชั่น ห่างจากจุดที่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองนั่งอยู่ประมาณ 30 เมตร ก่อนจะมีการยิงปืนเข้าใส่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองทันที ซึ่งการจอดรถห่างจากจุดที่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองนั่งอยู่ห่างไกลกันพอสมควรผิดวิสัยของคนที่ต้องการไปพูดคุย แต่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งหกกับพวกมิได้ตั้งใจจะไปปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 ตั้งแต่แรกแล้ว โดยมีจุดประสงค์เพื่อก่อเหตุร้ายต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ไปโพสต์ด่านายเสี่ยโป้และน้องชาย ทั้งการใช้อาวุธปืนยิงถึงประมาณ 10 ถึง 20 นัด โดยผู้กระทำความผิดที่ใช้อาวุธปืนยิงกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองมี 3 คน ถือว่ามีการใช้เวลากระทำความผิดนานพอสมควร และการที่มีผู้ใช้อาวุธปืนในกลุ่มจำเลยทั้งหกกับพวกถึง 3 คน พฤติการณ์ที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งหกย่อมต้องมีส่วนร่วมรู้เห็นในการที่พวกของจำเลยทั้งหกพาอาวุธปืนเดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมกัน และเป็นการร่วมกันคบคิดที่จะใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสอง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จะหลบหนีจากที่เกิดเหตุไปในทันทีที่มีการยิงเข้าไปในกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองแต่อย่างใด กลับรอให้การกระทำผิดเสร็จสิ้น นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ขับรถให้นายกันต์ซ้อนท้ายหลังจากก่อเหตุยิงโจทก์ร่วมทั้งสองแล้ว เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของนายกันต์สตาร์ตไม่ติด จึงได้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกันทั้งหมด อันแสดงว่ากลุ่มของจำเลยทั้งหกพร้อมจะช่วยเหลือคนร้ายให้หลบหนีจากสถานที่เกิดเหตุในทันทีหากมีเรื่องอะไรผิดพลาด นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ภายหลังเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกยังขับรถจักรยานยนต์ไปรวมตัวกันที่โรงแรม ห. อีกครั้ง อันแสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนในการกระทำความผิดครั้งนี้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จภารกิจ ดังนั้น จากพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมา เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งหกกับพวกเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ อันเป็นตัวการในการกระทำความผิด โดยมีการวางแผนร่วมกันและเดินทางมายังที่เกิดเหตุพร้อมกัน ทั้งยังหลบหนีไปด้วยกัน พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมาฟังได้มั่นคงปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งหกกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกาขอให้กำหนดโทษตามความเหมาะสมแก่เจตนาและพฤติการณ์หรือลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 สถานเบาแล้วและยังลดโทษให้กึ่งหนึ่งเป็นการเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งแก่โจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อปรากฏจากฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ว่า นางสาวทิพย์วรรณ พี่สาวของจำเลยที่ 1 นำเงินค่าเสียหาย 161,250 บาท มาวางศาลเพื่อชำระให้แก่โจกท์ร่วมทั้งสองและโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับเงินดังกล่าวจากศาลชั้นต้นไปคนละ 80,625 บาท แล้ว จึงต้องนำเงินดังกล่าวคิดหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งหกต้องร่วมชำระให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนเท่ากับคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรเป็นการกระทำกรรมเดียวกับฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนนั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง ทั้งการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบก็ตาม ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกซึ่งกระทำผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงมิอาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งหกได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งหก ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง และให้นำเงินที่โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับคนละ 80,625 บาท หักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งหกต้องร่วมชำระแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 91 ม. 210 ม. 289 (4) ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วรวุฒิ ทวาทศิน
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ณรงค์ ประจุมาศ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 77/2567
#709612
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่นาย ป. ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ 2 ผู้อำนวยการเขตหนองแขม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดก่อสร้างถนนในแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นถนนมาเจริญ (ซอยเพชรเกษม 81) รุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามปรับปรุงที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม พร้อมกับส่งคืนที่ดินที่รุกล้ำโดยไม่มีสิทธิแก่ผู้ฟ้องคดี หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าทดแทน

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ได้กระทำละเมิด ที่ดินพิพาทเดิมบิดาของผู้ฟ้องคดีได้แสดงเจตนาอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบกในเขตกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กรณีจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยตรงตามกฎหมายในการดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนนในเขตกรุงเทพมหานคร คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งตลิ่งชันพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้กรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ 2 ผู้อำนวยการเขตหนองแขม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกทางน้ำตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนมาเจริญ (ซอยเพชรเกษม 81) รุกล้ำเข้ามาในแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ได้กระทำละเมิด ที่ดินพิพาทเดิมบิดาของผู้ฟ้องคดีได้แสดงเจตนาอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งตลิ่งชัน
ผู้ฟ้องคดี — นาย ป.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 76/2567
#710304
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 2 องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแปรงที่ 3 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแปรง ที่ 4 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 ขุดลอกคลองรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้ออกพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินและมิได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีและผู้ฟ้องคดีไม่เคยอุทิศที่ดินดังกล่าวให้กับทางราชการ ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนถนนและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 ถมร่องน้ำ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า ตามคำฟ้องเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเหตุทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดสีคิ้วเห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกผู้ฟ้องคดีฟ้อง โดยอ้างว่าได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินบริเวณที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงไม่เป็นการกระทำละเมิด คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินบริเวณที่พิพาทผู้ฟ้องคดียังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่หรือเป็นที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน อันเป็นประเด็นพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ ตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะขอให้รับรองสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 2 องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแปรง ที่ 3 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแปรง ที่ 4 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่โดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 ขุดลอกคลองรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 ถมร่องน้ำให้คืนสู่สภาพเดิมและให้ใช้ประโยชน์ได้ กับให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาท เป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนและขุดลอกคลองของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่แล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่มีอำนาจเข้าไปก่อสร้างถนนและขุดลอกคลองพิพาทได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสีคิ้ว
ผู้ฟ้องคดี — นาง ท.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 75/2567
#710303
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองสุพรรณบุรี ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถมดินลงในคลองส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีกลับคืนสู่สภาพเดิม กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดเป็นค่าขาดประโยชน์ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี การที่บิดาของผู้ฟ้องคดีได้ยินยอมให้ปรับปรุงถนนบริเวณซึ่งผ่านที่ดินพิพาท ถือว่าได้ยกที่ดินดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้อำนาจตามกฎหมายในการบำรุงรักษาคูน้ำและถนนตามแนวเดิม มิได้ก่อสร้างถนนขึ้นใหม่ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจเรียกร้องให้รื้อถอนถนนหรือคลองบริเวณที่อ้างว่ารุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีได้ ตลอดจนไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายได้ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองสุพรรณบุรีเห็นว่า เป็นการฟ้องโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง โดยมีประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้จะต้องมีการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินด้วยก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้เป็นการฟ้องโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเห็นว่า ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิด ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทได้ถูกยกให้เป็นทางสาธารณะ คดีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้องค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโดยอ้างเหตุว่าการขุดลอกคลองทับแตงเพื่อขยายคลอง และการนำดินมาถมในที่ดินของผู้ฟ้องคดีด้านทิศตะวันตกเข้ามาในที่ดินบางส่วนเพื่อทำถนนเป็นการกระทำละเมิด ขอให้บังคับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และปรับสภาพที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถมดินลงในคลองส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีกลับคืนสู่สภาพเดิม กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดเป็นค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ยเป็นจำนวน 35,000 บาท แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การขุดคลองและก่อสร้างถนนพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การขุดคลองและก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้วจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาที่ดินบริเวณที่พิพาทได้ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองสุพรรณบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ผู้ฟ้องคดี — นาย บ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลตลิ่งชัน - คุ้งลาน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 74/2567
#710153
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ร้อยตำรวจ อ. ที่ 1 นางสาว ส. ที่ 2 ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกกองทัพบกเข้ามาเป็นคู่กรณีด้วยการร้องสอด โดยกําหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 นาย ส. บุตรชายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นทหารกองเกินได้มารายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีร้อยเอก ด. ผู้ช่วยสัสดีอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รักษาราชการแทนสัสดีอำเภอคลองหลวงและเจ้าหน้าที่สัสดีอำเภอคลองหลวง และสัสดีจังหวัดปทุมธานี ได้ปฏิบัติหน้าที่นำส่งนาย ส. พร้อมทหารกองเกินที่เข้ากองประจำการรายอื่นที่มารายงานตัวเดินทางไปยังวิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ต่อมามีผู้พบศพนาย ส. บริเวณท่าน้ำวัดโบสถ์ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุพบว่าระหว่างพักรอเรียกชื่อขึ้นทะเบียน นาย ส. ได้หลบหนีจากพื้นที่พักคอยรอเรียกชื่อและปีนรั้วประตูทางเข้าออกของวิทยาลัยฯ ออกไป ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานสัสดีอำเภอคลองหลวงและเจ้าหน้าที่สำนักงานสัสดี จังหวัดปทุมธานี เมื่อได้รับตัวนาย ส. ไว้แล้ว กลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการนำนาย ส. ซึ่งได้มารายงานตัวตามหมายนัดไปขึ้นทะเบียนกองประจำการ และรับการฝึก ณ มณฑลทหารบกที่ 16 เป็นเหตุให้นาย ส. เสียชีวิต ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1จ่ายค่าสินไหมทดแทน ค่าจัดงานศพ ค่าขาดประโยชน์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดโดยทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับกรณีสัสดีอำเภอคลองหลวง เจ้าหน้าที่อำเภอคลองหลวงและสัสดีจังหวัดปทุมธานีละเลยต่อหน้าที่ในการควบคุมดูแลบุตรชายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองทำให้บุตรชายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองหลบหนีออกไปจากสถานที่ขึ้นทะเบียนจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดปทุมธานีเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับความรับผิดทางละเมิดโดยทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้ว คดีนี้กระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีฐานะเป็นกระทรวง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นส่วนราชการในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่สำนักงานสัสดีอำเภอคลองหลวงและเจ้าหน้าที่สำนักงานสัสดี จังหวัดปทุมธานี ในการดูแลนำส่งนาย ส. พร้อมทหารกองเกินที่เข้ากองประจำการรายอื่นที่มารายงานตัวเป็นหน้าที่ทั่วไปเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทหารกองเกินที่ได้มารายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ไม่ใช่หน้าที่ที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และหากไม่ปฏิบัติแล้วจะถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครองตามนัยของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521
พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476
พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดปทุมธานี
ผู้ฟ้องคดี — ร้อยตำรวจ อ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงกลาโหม ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2567
#697523
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 1,164 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 14 ถุง รวมทั้งสองชนิดคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6,277.21 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ประกอบกับพฤติกรรมที่จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึงครั้งละหลายแสนเม็ดและชนิดเกล็ดสีขาวครั้งละหลายกิโลกรัมมาเก็บรักษาไว้หลายครั้งแล้ว ทั้งยังเป็นผู้ทำหน้าที่จัดการจำหน่ายส่งให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่อำเภอพุนพินและพื้นที่ใกล้เคียง พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) จำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนหนึ่งที่ท่าทรายซึ่งเป็นลานที่มีกองทราย มีโรงซ่อมรถ มีที่พักอยู่ห้องเดียว ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจทราบอยู่แล้วว่าจำเลยมีที่พักอยู่ที่ท่าทรายดังกล่าว และนำตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกจำนวนหนึ่งที่ห้องแถวซึ่งทราบภายหลังว่าตรงกับที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ของจำเลย และจำเลยให้การในชั้นสอบสวนระบุที่อยู่ดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาของจำเลย จึงอยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางได้เอง ไม่อาจถือว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 เมื่อพิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะทางเศรษฐกิจของจำเลยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย อันศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 6, 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน เครื่องชั่งดิจิทัล ถุงแบ่งบรรจุยาเสพติด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 6 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน เครื่องชั่งดิจิทัล ถุงแบ่งบรรจุยาเสพติด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางชนิดเม็ด มีจำนวน 1,164 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 14 ถุง รวมทั้งสองชนิดคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6,277.321 กรัม และตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลย ได้ความว่า จำเลยได้รับการชักชวนจากนายธวัชชัยหรือกบ ให้เข้าร่วมเครือข่ายยาเสพติดโดยให้จำเลยทำหน้าที่เก็บรักษายาเสพติดและนำยาเสพติดไปส่งแก่ลูกค้าต่อไป จำเลยเคยรับยาเสพติดจากนายธวัชชัยมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 เป็นเมทแอมเฟตามีน 600,000 เม็ด ครั้งที่ 2 เป็นเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 200,000 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 3 กิโลกรัม ครั้งที่ 3 เป็นเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 100,000 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 5 กิโลกรัม กับทั้งได้ความตามบันทึกจับกุมว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งชนิดเม็ดและชนิดเกล็ดสีขาวให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่อำเภอพุนพินและพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงจำนวนและปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ที่มีจำนวนมาก ประกอบกับพฤติกรรมที่จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับยาเสพติดเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึงครั้งละหลายแสนเม็ดและชนิดเกล็ดสีขาวครั้งละหลายกิโลกรัมมาเก็บรักษาไว้หลายครั้งแล้ว ทั้งยังเป็นผู้ทำหน้าที่จัดการจำหน่ายส่งให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่อำเภอพุนพินและพื้นที่ใกล้เคียงรวมทั้งในคดีนี้ด้วย เช่นนี้ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 และการกระทำความผิดของจำเลย กรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง อันศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นหรือไม่ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกเอนก เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยเบิกความว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลว่า มีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ที่ห้องพักบริเวณท่าทราย เมื่อตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วจำเลยยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ที่บริเวณห้องแถว จึงตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าว และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานทราบข้อมูลในเบื้องต้นจากสายลับว่าจำเลยมีที่พักอยู่ที่ท่าทราย กับยังได้เบิกความตอบศาลว่า บริเวณท่าทรายนั้น เป็นลานที่มีกองทราย มีโรงซ่อมรถ มีที่พักอยู่ห้องเดียว ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจทราบอยู่แล้วว่าจำเลยมีที่พักอยู่ที่ท่าทรายดังกล่าว และปรากฏว่ามีที่พักอยู่เพียงห้องเดียว จึงย่อมอยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ ส่วนห้องแถวที่ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกแห่งหนึ่งนั้น ร้อยตำรวจเอกเอนกเบิกความตอบศาลว่า ห้องแถวดังกล่าว ทราบภายหลังว่าคือเลขที่ 26/22 ซึ่งตรงกับที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ของจำเลย ในข้อนี้จำเลยได้ให้ถ้อยคำในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนว่า จำเลยนำตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ที่ห้องแถวเลขที่ 26/22 ดังกล่าว อีกทั้งจำเลยได้ระบุในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนตามเอกสารดังกล่าวว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 26/22 เช่นเดียวกัน จึงย่อมอยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าตรวจค้นได้เองตามที่อยู่ทางทะเบียนราษฎร์ของจำเลยอยู่แล้ว ประกอบกับพันตำรวจโทณัฐพงศ์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้สืบสวนขยายผลและสอบปากคำจำเลยเบิกความว่า ข้อมูลที่จำเลยให้ไว้นั้น แม้เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ซึ่งอยู่ระหว่างสืบสวนติดตามตัวอยู่ แต่ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการออกหมายจับหรือจับกุมบุคคลใด ๆ ดังนั้น กรณีจึงยังไม่อาจถือว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ส่วนปัญหาว่ากรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะรายอันศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง หรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับยาเสพติดจำนวนมากมาเก็บรักษาไว้ และจัดการจำหน่ายส่งให้แก่ผู้ค้ารายย่อยต่อไปในเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่อำเภอพุนพินและพื้นที่ใกล้เคียงอันมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง จึงเป็นเรื่องร้ายแรงดังได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว ดังนั้น เมื่อได้พิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะทางเศรษฐกิจของจำเลยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว กรณีจึงยังไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะราย อันศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 145 วรรคสาม (2) ม. 152 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายกฤษณ สุระกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ ห้าวหาญ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
สุวิทย์ พรพานิช
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2567
#703981
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนและปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนมากประกอบพฤติกรรมที่จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับเมทแอมเฟตามีนแต่ละครั้งจำนวนมากและจัดการจำหน่ายให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่เกิดเหตุและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นพฤติการณ์ที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 6, 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน เครื่องชั่งดิจิทัล ถุงแบ่งบรรจุยาเสพติด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 6 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง คงจำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองกระสุนปืน เครื่องชั่งดิจิทัล ถุงแบ่งบรรจุยาเสพติด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางชนิดเม็ด มีจำนวน 1,164 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 14 ถุง รวมทั้งสองชนิดคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6,277.321 กรัม และตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยได้ความว่า จำเลยได้รับการชักชวนจากนายธวัชชัย ให้เข้าร่วมเครือข่ายยาเสพติดโดยให้จำเลยทำหน้าที่เก็บรักษายาเสพติดและนำยาเสพติดไปส่งแก่ลูกค้าต่อไป จำเลยเคยรับยาเสพติดจากนายธวัชชัยมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 เป็นเมทแอมเฟตามีน 600,000 เม็ด ครั้งที่ 2 เป็นเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 200,000 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 3 กิโลกรัม ครั้งที่ 3 เป็นเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 100,000 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 5 กิโลกรัม กับทั้งได้ความตามบันทึกจับกุมว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งชนิดเม็ดและชนิดเกล็ดสีขาวให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่อำเภอพุนพินและพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงจำนวนและปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ที่มีจำนวนมาก ประกอบกับพฤติกรรมที่จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับยาเสพติดเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึงครั้งละหลายแสนเม็ดและชนิดเกล็ดสีขาวครั้งละหลายกิโลกรัมมาเก็บรักษาไว้หลายครั้งแล้ว ทั้งยังเป็นผู้ทำหน้าที่จัดการจำหน่ายส่งให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่อำเภอพุนพินและพื้นที่ใกล้เคียงรวมทั้งในคดีนี้ด้วย เช่นนี้ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 145 วรรคสาม (2)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
สุวิทย์ พรพานิช
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 73/2567
#710163
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นางสาว ส. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 1 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี สรุปคำฟ้องและคำขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2565 ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความนำจับเพื่อประสงค์รับเงินสินบนนำจับต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง รวม 6 ผลิตภัณฑ์ โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้รับแจ้งความ หลังจากที่ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉยไม่แจ้งผลการดำเนินการใด ๆ ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ไม่อาจทราบผลการดำเนินการกรณีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับ (นจ.1) จากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งผลการดำเนินการกรณีผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับกับทางผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง

ก่อนมีคำพิพากษา ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีที่ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งผลการดำเนินงานกรณีที่ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีบทบัญญัติกำหนดความผิดและโทษในทางอาญา เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดสมุทรสาครพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิหรือไม่มีสิทธิได้รับเงินสินบนนำจับ จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้ว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตามข้อ 3 ข. (1) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 43 (2) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องโดยตั้งรูปเรื่องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย ไม่แจ้งผลการดำเนินการกรณีผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับเพื่อประสงค์เงินสินบนนำจับต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2565 รวม 6 ผลิตภัณฑ์ โดยผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือสอบถามผลการดำเนินการไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉยไม่แจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งผลการดำเนินการ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522
ป.วิ.อ.
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรสาคร
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 72/2567
#714674
เปิดฉบับเต็ม

สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ มีหนังสือที่ นค 0020.3/5602 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 กรณีผู้ร้องได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีหมายเลขแดงที่ 3171/2565 ที่อาจถือได้ว่าพิพากษาขัดแย้งกัน ทั้งนี้คดีของศาลปกครองเป็นคดีที่นาย ป. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุดรธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ 198/2557 หมายเลขแดงที่ 92/2560 จากกรณีนาย ป. ได้ยื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามคำขอที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 โดยมิได้แจ้งการครอบครองที่ดินและไม่มีเอกสารสิทธิสำหรับที่ดิน มีเพียงหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เลขสำรวจที่ 129 ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่าที่ดินตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าพานพร้าว-ป่าแก้งไก่" เป็นที่ดินต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามข้อ 14 (4) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 เว้นแต่เป็นผู้ที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อนที่ทางราชการกำหนดให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นที่ดินสงวนหวงห้ามตามกฎหมายเฉพาะ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดิน ต่อมานาย ป. อุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และได้ส่งคำอุทธรณ์ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาคําอุทธรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีความเห็นยืนตามคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต่อมา นาย ป. ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่เห็นด้วยกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองอุดรธานีมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เสนอเรื่องราวการพิสูจน์ที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อพิจารณาเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามข้อ 16 ประกอบข้อ 10 (3) และข้อ 11ของกฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อุทธรณ์ ต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคําพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 โดยวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีโดยเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินชอบแล้ว เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนาย ม. เจ้าของเดิมซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่ถูกประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ มิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 จึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 12 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านาย ม. ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับ กรณีจึงถือว่านาย ม. เจ้าของที่ดินเดิมได้สละสิทธิหรือประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 นี้เช่นกัน การที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากเจ้าของเดิม ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มิได้ละเลยต่อหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นยกฟ้อง คดีถึงที่สุด

ส่วนคดีที่ศาลยุติธรรม เป็นคดีระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย โจทก์ ยื่นฟ้องนาย ป. ที่ 1 นาย พ. ที่ 2 นาย ส. ที่ 3 จำเลย ต่อศาลจังหวัดหนองคายเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ สวอ 1/2564 ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 8, 9, 14, 26/4, 26/5, 31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 360 ให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกไปจากลำธารสาธารณะและเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 295,879 บาท แก่กรมป่าไม้ ศาลจังหวัดหนองคายมีคำพิพากษาคดีอาญา หมายเลขแดงที่ สวอ 3/2564 โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทนาย ม. ได้ครอบครองทำประโยชน์มาก่อนปี พ.ศ. 2497 นาย ม. จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทที่เกิดเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 และการโอนไปซึ่งสิทธิครอบครองนั้นย่อมทำได้โดยการส่งมอบการครอบครองตามมาตรา 1378 ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 ให้บทนิยามของ คำว่า สิทธิในที่ดิน หมายความว่ากรรมสิทธิ์และให้หมายความรวมถึงสิทธิครอบครองด้วย และมาตรา 4 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินนี้ใช้บังคับให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย เมื่อนาย ม. ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก่อนปี พ.ศ. 2497 และมีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 นาย ม. จึงได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 และมาตรา 4 ซึ่งรวมไปถึงผู้รับโอนด้วย จำเลยที่ 1จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ประกอบมาตรา 1378 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 กับมาตรา 4 ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน โดยที่พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (1) บัญญัติคำนิยามคำว่า ป่า หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4 บัญญัติบทนิยามคำว่า ป่า หมายความว่า ที่ดิน รวมตลอดถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะและที่ชายทะเลที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมาย คำว่า ป่าสงวน หมายความว่า ป่าที่ได้กําหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้น ที่ดินพิพาทที่ประชาชนได้ครอบครองทำประโยชน์และมีสิทธิครอบครองตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน จึงไม่ต้องด้วยบทนิยามของ คำว่า ป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (1) และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4 ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ป่า และไม่อาจตกเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิในที่ดินของตนโดยชอบธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน กฎกระทรวง ฉบับที่ 811 (พ.ศ. 2521) ออกตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ลงวันที่ 1 กันยายน 2521 เป็นกฎหมายลำดับรอง จึงไม่อาจขัดหรือแย้งต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายระดับที่เป็นกฎหมายลำดับสูงกว่า ดังนั้นการที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ประกาศให้ป่าพานพร้าวและป่าแก้งไก่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่รวมที่ดินพิพาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 3171/2565 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด

ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 3171/2565 นาย ป. ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ให้พิจารณาเรื่องใหม่ ตามคำขอฉบับที่ 1006 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ให้ออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยไม่ได้แจ้งครอบครองที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามคำขอเลขที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 โดยไม่ยินยอมยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินใหม่

สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ร้อง เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3171/2565 กับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 มีประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นเดียวกัน อาจถือได้ว่าคำพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งคดีถึงที่สุดกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ขัดแย้งกันตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ร้อง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นคู่ความในคดีปกครอง ไม่อาจปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลได้ จึงขอยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอได้โปรดวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อไป

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 นาย ป. ซื้อที่ดินมือเปล่าตามหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เลขสำรวจที่ 129 หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 29 ตารางวา มาจากนาง ท. ในราคา 2,900,000 บาท ต่อมา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2556 นาย ป. ยื่นคำขอเลขที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 ให้ออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย โดยมิได้แจ้งการครอบครอง (น.ส. 3 ข.) ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายสาขาท่าบ่อ แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ มีหนังสือ ที่ นค 0020.03/6457 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 แจ้งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดิน อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่ไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และการที่นาง ท. ไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน ถือว่าสละสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวแล้ว นาย ป. ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินและครอบครองทำประโยชน์ต่อมาจากนาง ท. จึงไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ประกอบกับที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้เพราะต้องห้ามตามข้อ 8 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 นาย ป. อุทธรณ์คำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายมีความเห็นยืนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายสาขาท่าบ่อ นาย ป. จึงได้ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ต่อศาลปกครองอุดรธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ 198/2557 ขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ป. ศาลปกครองอุดรธานีพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เสนอเรื่องราวการพิสูจน์ที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อพิจารณาเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามข้อ 16 และข้อ 10 (3) และข้อ 11 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ทั้งนี้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำขออื่นให้ยก ตามคดีหมายเลขแดงที่ 92/2560 นาย ป. อุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ. 529/2560 ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย สรุปได้ว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินตามหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เลขสำรวจที่ 129 ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เดิมที่ดินแปลงนี้มีนาย ม. เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 จนถึงปี พ.ศ. 2517 โดยเมื่อปี พ.ศ. 2497 ในระหว่างที่นาย ม. ครอบครองและทำประโยชน์อยู่นั้นได้มีการตราพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 กำหนดให้ผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แต่นาย ม. ก็มิได้ไปแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทที่ตนเองครอบครองและทำประโยชน์อยู่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด กรณีจึงถือได้ว่านาย ม. ได้เจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวซึ่งทำให้รัฐมีอำนาจจัดที่ดินพิพาทดังกล่าวได้ ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2507 โดยได้มีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 207 (พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2510 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2510 กำหนดให้ป่าพานพร้าวและป่าแก้งไก่ในท้องที่ตำบลบ้านม่วง ตำบลแก้งไก่ กิ่งอำเภอสังคม อำเภอศรีเชียงใหม่ และตำบลพานพร้าว ตำบลโพธิ์ตาก อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงนี้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นการออกครอบคลุมในบริเวณที่ดินพิพาทตั้งอยู่ และโดยที่มาตรา 12 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ได้บัญญัติรับรองสิทธิในการแจ้งสิทธิครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และยังให้โอกาสกับบุคคลที่อ้างว่ามีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับเพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาตินั้นโดยไม่ชักช้าตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อนาย ม. เจ้าของเดิมซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและตั้งอยู่ในบริเวณที่ถูกประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ มิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 นาย ม. จึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 12 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านาย ม. ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับแต่อย่างใด กรณีจึงถือว่านาย ม. ได้สละสิทธิหรือประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 นี้เช่นกัน ดังนั้น การที่ต่อมานาย ป. ซึ่งเป็นบุตรได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อจากนาย ม. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 และในปี พ.ศ. 2524 นาย ป. ได้ขายที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวให้แก่นาย พ. และนาง ท. ซึ่งเป็นภรรยาได้ครอบครองและทำประโยชน์ต่อจากนาย พ. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 ต่อมานาง ท. ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่านาย ป. นาย พ. นาง ท. และผู้ฟ้องคดี เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากนาย ม. ซึ่งเป็นเจ้าของเดิมมาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ดังนั้นแม้ทางราชการจะได้ประกาศกำหนดท้องที่จังหวัดหนองคายเป็นเขตที่ทำการสํารวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดินตามโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2556 โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2555 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 และผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดอุดรธานี - หนองคาย - เลย ได้มีหนังสือศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดอุดรธานี หนองคาย เลย ที่ มท 0516.374/1694 ไม่ลงวันที่ เดือนมิถุนายน 2556 ไปถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลผาตั้ง เพื่อแจ้งแผนปฏิบัติงานเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินประจำเดือนมิถุนายน 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2556 ก็ตาม แต่เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมิใช่เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากเจ้าของเดิมมาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ตามมาตรา 27 ตรี วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2528 ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏจากรายงานการรังวัดลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2557 ที่นาย ญ. นายช่างรังวัดชำนาญงานของสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ออกไปทำการรังวัดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ได้ทำการรังวัดตามที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้แนวเขตได้ทำการรังวัดด้วยกล้องฯ ขึ้นต้นร่างมาตราส่วน 1 : 4000 นำรูปแผนที่ลงระวาง 5555 II 2492,2490 แล้วอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรและได้มีการตรวจสอบแนวเขตที่ดินกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) แล้วได้รับแจ้งว่า ที่ดินแปลงนี้อยู่ในเขตป่าไม้และได้คัดค้านไว้ก่อนตามหนังสือสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ที่ ทส 16192.4/1549 ลงวันที่ 1 เมษายน 2557 และเมื่อพิจารณาแผนที่แสดงแนวเขตป่าไม้ถาวรที่สำนักงานจัดการทรัพยากรกรมป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) จัดส่งมาแล้วเห็นได้ว่าที่ดินแปลงพิพาทตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ประกอบกับจากการตรวจสอบของศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรมโดยผู้เชี่ยวชาญศาลยุติธรรมด้านวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่สำนักงานศาลยุติธรรม ได้ทำการตรวจสอบตำแหน่งที่ดินพิพาทโดยซ้อนทับกับระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ มาตราส่วน 1 : 4000 ของกรมที่ดิน หมายเลข 5445 II 2492 ปรากฏว่า ที่ดินตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าพานพร้าว - ป่าแก้งไก่" ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 207 (พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และป่าไม้ถาวรก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะเข้าครอบครองทำประโยชน์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 กรณีจึงเป็นที่ยุติว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้เพื่อออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามข้อ 14 (4) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และเมื่อศาลได้วินิจฉัยเป็นที่ยุติแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน จึงไม่มีเหตุที่จะต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกันออกไปตรวจพิสูจน์ที่ดินตามข้อ 10 (3) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 อีกต่อไปดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินแจ้งตามหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ที่ บค 0020.03/6457 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีโดยเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินชอบแล้ว จึงเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และมิได้เป็นการละเลยต่อหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นเป็นยกฟ้อง ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564

ส่วนคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายเป็นโจทก์ฟ้องนาย ป. กับพวกรวม 3 คน ต่อศาลจังหวัดหนองคายเป็นคดีหมายเลขดำที่ สวอ 1/2564 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โดยวินิจฉัยสรุปได้ว่า พยานโจทก์ล้วนมีภูมิลำเนา ทำกินเลี้ยงชีพและมีที่ดินติดหรือใกล้กับที่ดินที่เกิดเหตุมานาน น่าเชื่อว่านาย ม. เจ้าของที่ดินเดิมครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเกิดเหตุที่อยู่ติดกันก่อนปี 2497 แม้เจ้าพนักงานป่าไม้พยานโจทก์อีก 2 ปากเบิกความว่า จากการตรวจสอบที่ดินเกิดเหตุอยู่ในแผนที่แสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 811 แต่พยานทั้งสองปากนี้ไม่ทราบความเป็นมาของที่ดินที่เกิดเหตุ ทั้งการกำหนดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติเกิดจากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นสมควร โดยออกเป็นกฎกระทรวงซึ่งต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตป่าที่กำหนดเป็นป่าสงวนแห่งชาตินั้น แนบท้ายกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 6 วรรคสอง ซึ่งก่อนการออกกฎกระทรวงดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติลำดับขั้นตอน และวิธีปฏิบัติในการดำเนินการไว้ แต่สามารถออกกฎกระทรวงโดยมีแผนที่แนบท้ายได้ในทันทีที่รัฐมนตรีเห็นสมควร จึงเป็นไปได้สูงมากที่แนวเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ประกาศโดยกฎกระทรวงจะไปทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินที่ประชาชนครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว พยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุที่ปรากฏชี้ชัดสอดคล้องไปในทางเดียวกัน ฟังได้ว่ามีการยึดถือครอบครองทำประโยชน์ที่ดินที่เกิดเหตุโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนและส่งมอบทรัพย์สิให้ครอบครองทำประโยชน์เป็นทอด ๆ ต่อเนื่องกันตลอดมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367, 1378 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 ตั้งแต่ก่อนปี 2497 จนถึงการครอบครองทำประโยชน์ของจำเลยที่ 1 (นาย ป.) ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แม้ผู้ครอบครองเดิมจะไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 แต่เมื่อผู้ครอบครองมิได้แสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว สิทธิครอบครองที่มีสมบูรณ์อยู่แล้วย่อมคงมีบริบูรณ์เช่นเดิมตลอดไป เพราะบทบัญญัติดังกล่าวรัฐมีวัตถุประสงค์เพียงต้องการทราบว่าทั่วทั้งประเทศมีผู้ครอบครองที่ดินอยู่จำนวนเท่าใดเท่านั้น หาได้มีการบัญญัติให้ตัดสิทธิการครอบครองไม่ ซึ่งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ก็ได้บัญญัติรองรับให้ผู้ที่มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลข้างต้นโดยมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 สามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายได้ อันเป็นการรับรองการสืบสิทธิที่ไม่ขาดตอนของจำเลยที่ 1 เมื่อที่ดินที่เกิดเหตุผู้ครอบครองทำประโยชน์เดิมได้สิทธิครอบครองมาตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ครอบครองที่รับโอนที่ดินดังกล่าวมาตลอดสายจนถึงจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิครอบครองที่ดินข้างต้นสืบไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ที่ดินที่เกิดเหตุจึงเป็นที่ดินที่มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดินและตามกฎหมายแล้วย่อมมิใช่ป่าตามมาตรา 4 (1) และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ตามลำดับ และเนื่องจากที่ดินที่เกิดเหตุไม่ใช่ป่าหรือป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอแห่งท้องที่เพื่อรักษาสิทธิครอบครองของตนตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ทั้งวรรคสามของมาตราดังกล่าวก็บัญญัติยกเว้นมิให้ใช้บังคับกับแก่สิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พยานหลักฐานของโจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าหรือป่าสงวนแห่งชาติ และทางน้ำที่ไหลผ่านที่ดินดังกล่าวเป็นทางน้ำสาธารณะ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดตามฟ้องของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีหมายเลขแดงที่ 3171/2565 โจทก์ไม่ฎีกา คดีจึงถึงที่สุด

ดังนี้ คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ในประเด็นเรื่องสถานะของที่ดินพิพาท และการเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่านาย ป. ครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจากผู้ครอบครองที่ดินเดิมก่อนปี 2497 แม้ผู้ที่มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเดิมจะมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ก็ตาม แต่เมื่อผู้ครอบครองไม่ได้แสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดิน สิทธิครอบครองที่มีสมบูรณ์อยู่แล้วย่อมคงมีบริบูรณ์เช่นเดิม ผู้ครอบครองที่รับโอนที่ดินต่อมาตลอดสายจนถึงจำเลยที่ 1 (นาย ป.) ย่อมมีสิทธิครอบครองที่ดินสืบไปตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 4 ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ป่าและไม่ใช่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ส่วนศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 จึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 12 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และเมื่อไม่ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอท้องที่ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ จึงถือว่าเจ้าของที่ดินเดิมสละสิทธิหรือประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 นาย ป. จึงมิใช่ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากเจ้าของเดิมมาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ตามมาตรา 27 ตรี วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นาย ป. จึงไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าพานพร้าว-ป่าแก้งไก่" ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 207 (พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และป่าไม้ถาวร ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะเข้าครอบครองทำประโยชน์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 กรณีจึงฟังเป็นยุติว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้เพื่อออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามข้อ 14 (4) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้องและนาย ป. ซึ่งเป็นคู่กรณีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 และเป็นบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาที่ถึงที่สุดขัดแย้งกัน ต้องปฏิบัติอย่างไร ในกรณีที่นาย ป. ยื่นคำขอให้พิจารณาเรื่องใหม่โดยให้ออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินตามคำขอเลขที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 โดยไม่ยินยอมยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินใหม่ คณะกรรมการเห็นว่า มาตรา 14 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการพิจารณาคำร้องตามวรรคหนึ่ง โดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรมและความเป็นไปได้ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแล้วกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าว คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด" ดังนี้ แม้คำวินิจฉัยในเรื่องสถานะของที่ดินและการเป็นผู้มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย ของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวจะขัดแย้งกัน แต่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมในคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลในคดีอาญาจะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดอาญาตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โดยการดำเนินคดีอาญาดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อลงโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำความผิดและให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญานั้นหรือพิพากษายกฟ้องหากจำเลยมิได้กระทำความผิดอาญา โดยในคดีอาญามิได้มีเจตนารมณ์เพื่อยืนยันหรือพิสูจน์สิทธิในที่ดินของจำเลยดังเช่นการพิสูจน์สิทธิในที่ดินในคดีแพ่ง เนื่องจากการพิจารณาว่านาย ป. จะเป็นผู้มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินหรือไม่และผู้ร้องจะออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ป. ได้หรือไม่ ต้องดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่ประมวลกฎหมายที่ดิน กฎกระทรวงและระเบียบของกรมที่ดินกำหนด รวมถึงพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 บัญญัติไว้ ในกรณีที่มีประเด็นเกี่ยวพันกับที่ดินที่มีปัญหาว่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ ดังนั้น แม้ศาลในคดีส่วนอาญาจะวินิจฉัยเกี่ยวกับสถานะของที่ดินหรือความเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินของนาย ป. ก็เป็นเพียงเหตุผลเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลในคดีอาญา ว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญาหรือไม่ ทั้งสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ร้องหรือเจ้าหน้าที่ของผู้ร้อง มิได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย คดีอาญาย่อมไม่ผูกพันผู้ร้อง ส่วนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดนั้น เป็นคดีที่นาย ป. ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ที่ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายของนาย ป. เนื่องจากเห็นว่านาย ป. ไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินและที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้กับขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายที่วินิจฉัยยืนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ และขอให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ป. กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งประเด็นสถานะของที่ดินพิพาทและความเป็นผู้มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินของนาย ป. ตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีของศาลปกครองที่จำต้องวินิจฉัยว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดหรือไม่ ดังนั้น การที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า นาย ป. ไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินจึงเป็นคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีในเรื่องที่ผู้ร้องยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาทของนาย ป. ดังนี้ เมื่อตามคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล อ้างว่า นาย ป. ผู้ฟ้องคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 ยื่นคำขอฉบับที่ 1006 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 โดยขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ร้อง ดำเนินการออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามคำขอเลขที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีของศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงเห็นควรให้ผู้ร้องและนาย ป. คู่กรณีในคดีของศาลปกครองสูงสุดปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 71/2567
#708367
เปิดฉบับเต็ม

กรณีผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดไม่ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งมีปัญหาที่ต้องพิจารณาคือ การเสนอเรื่องของผู้ร้องเป็นไปตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 หรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งกันในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด..." ดังนั้น การยื่นคำร้องตามบทบัญญัติดังกล่าวที่คณะกรรมการจะรับพิจารณาได้ จึงต้องเป็นกรณีที่ผู้ร้องเห็นว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันและขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลที่ขัดแย้งกันนั้น

เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องนี้ปรากฏว่า ผู้ร้องเห็นว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3878/2566 ไม่ขัดแย้งกัน และการที่นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จึงไม่อาจกระทำได้ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องนี้เพื่อขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3878/2566 ไม่ขัดแย้งกัน เพื่อให้นายกเทศมนตรีนครขอนแก่นปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จึงมิใช่กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการจะรับพิจารณาวินิจฉัยได้ แต่เป็นการโต้แย้งการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นข้อขัดข้องในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 17 วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 28 จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ส.
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 70/2567
#708305
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมขัดแย้งกันตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 โดยขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม ซึ่งมีปัญหาที่ต้องพิจารณาคือ การพิจารณาคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 เป็นประโยชน์ต่อไปอีกหรือไม่

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องโดยเอกสารที่ส่งมาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งเลขานุการคณะกรรมการได้มีหนังสือแจ้งให้ดำเนินการจัดส่งเอกสารเพิ่มเติมตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 23 และผู้ร้องได้รับหนังสือไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่เพิกเฉยไม่จัดส่งเอกสารที่จำเป็นโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง อีกทั้งไม่สามารถติดต่อผู้ร้องโดยทางอื่นได้ กรณีถือได้ว่าผู้ร้องเพิกเฉยไม่ดำเนินการจัดส่งเอกสารภายในเวลาที่กำหนด จึงไม่เป็นประโยชน์ในการพิจารณาอีกต่อไป อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 17 วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 29 (3) จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว บ.
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่น
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 69/2567
#710498
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ ศาลแขวงนครสวรรค์แจ้งว่า คู่ความสามารถตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การพิจารณาประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันในคดี จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอีกต่อไป อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 17 วรรคสอง ประกอบข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัยพ.ศ. 2544 ข้อ 29 (3) จึงมีคำสั่ง ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — เทศบาลตำบลศาลเจ้าไก่ต่อ
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 68/2567
#708595
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครอบที่ดิน น.ส. 3 ก. ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาท่ายาง ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีผู้ฟ้องคดีขอออกโฉนดที่ดิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สอบสวนเปรียบเทียบและมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเฉพาะส่วนที่ไม่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ร้องสอดและนาย อ. ผู้คัดค้าน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและ น.ส. 3 ก. ของผู้คัดค้าน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาคำขอออกโฉนดที่ดินและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ส่วนผู้ร้องสอดและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า โฉนดที่ดินและ น.ส. 3 ก. ของผู้คัดค้านออกโดยชอบด้วยกฎหมาย การสอบสวนเปรียบเทียบและคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมาย มิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเพชรบุรีเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตามกฎหมาย มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเฉพาะส่วนที่ไม่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ร้องสอดและของนาย อ. เป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อยู่ในสังกัดจึงต้องรับผิดในความเสียหายต่อผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเพชรบุรีเห็นว่า คดีนี้แม้เป็นการกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำการโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนการสอบสวนเปรียบเทียบเพื่อออกโฉนดที่ดินก็ตาม ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาท ส่วนที่ผู้ร้องสอดและนาย อ. ได้ออกเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าวหรือไม่ ทั้งผู้ฟ้องคดีได้กล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย อ. และออก น.ส. 3 ก. ให้แก่ผู้ร้องสอด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองและผู้ร้องสอดให้การในทำนองเดียวกันว่า การออก น.ส. 3 ก.และโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นการโต้เถียงกันในประเด็นแห่งคดีว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงเป็นกรณีมีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาท่ายาง ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเฉพาะส่วนที่ไม่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ร้องสอดและนาย อ. ผู้คัดค้าน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและ น.ส. 3 ก. ให้ชำระค่าเสียหายกับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาคำขอออกโฉนดที่ดินและออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ร้องสอดและนาย อ. คัดค้านการออกโฉนดที่ดินโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดทับที่ดินตาม น.ส. 3 ก. ของผู้ร้องสอด และทับที่ดินมีโฉนดของนาย อ. จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. 3 ก. ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง หรือเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. 3 ก. ของผู้ร้องสอด และที่ดินมีโฉนดของนาย อ. อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจตามมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่า ผู้ร้องสอดและนาย อ. มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า จึงมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีบางส่วน แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอน น.ส. 3 ก. ของผู้ร้องสอดและโฉนดที่ดินของนาย อ. ที่ทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพียงบางส่วน โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดและนาย อ. ไม่ใช่ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ร้องสอดและนาย อ. ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเพชรบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส. จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สาขาท่ายาง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ร้องสอด — ธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 67/2567
#713656
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้อง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่ 1 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำแพงเพชร (ส.ป.ก. กำแพงเพชร) ที่ 2 จำเลย ความว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยมีความประสงค์จะโอนสิทธิแบ่งแปลงที่ดินให้แก่หลานของโจทก์ทั้งสี่คน แต่เนื่องจากโจทก์ไม่รู้หนังสือและระเบียบของทางราชการ จึงดำเนินการตามคำแนะนำของผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่แจ้งให้โจทก์สละสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะสละสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เป็นผู้กรอกข้อความรายละเอียดการแบ่งแปลงเข้าทำประโยชน์ การกำหนดจำนวนเนื้อที่ และได้มอบใบตอบรับการสอบสวนสิทธิ ยื่นคำขอหลังประกาศแบ่งแปลง พร้อมทั้งวาดรูปแผนที่การแบ่งแปลงกำหนดตำแหน่งว่าหลานของโจทก์แต่ละคนครอบครองที่ดินตำแหน่งใด ต่อมา โจทก์ไปติดตามเรื่องได้รับแจ้งว่า ที่ดินของโจทก์บางส่วนอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดินและไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินให้แก่หลานทั้งสี่ได้ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่ใช่ผู้สืบสายโลหิตโดยตรงของโจทก์ และเมื่อโจทก์สละสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วก็ไม่สามารถคืนสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ด้วยเหตุนี้ การแสดงเจตนาสละสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมและในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ศาลเพิกถอนการสละสิทธิในที่ดินของบุคคลที่ได้รับสิทธิในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการแบ่งโอนสิทธิที่ดินแปลงพิพาทและนิติกรรมที่ทำให้การเป็นผู้ได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินพิพาทของโจทก์สิ้นไป และให้จำเลยทั้งสองคืนสิทธิให้โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ยื่นคำขอสละสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินของบุคคลที่ได้รับสิทธิในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4-52 ก) ต่อ ส.ป.ก. กำแพงเพชร โจทก์จึงสิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทตั้งแต่วันที่ยื่น อันเป็นไปโดยผลของกฎหมายและคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดไม่ต้องมีมติให้โจทก์สิ้นสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินอีกต่อไป เมื่อนาย ศ. นาย ย. นางสาว ร. และนายว. เป็นหลานของอดีตสามีโจทก์ซึ่งเสียชีวิตแล้ว มิใช่หลานของโจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับการโอนสิทธิเพื่อเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำขอสละสิทธิด้วยความสมัครใจมิได้เกิดจากกลฉ้อฉลแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจที่จะให้โจทก์ได้สิทธิในที่ดิน การอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน การสิ้นสิทธิเข้าทำประโยชน์ การสละสิทธิ การระงับสิทธิแก่ผู้ได้รับอนุญาตเป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดกำแพงเพชรเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลปกครองพิษณุโลกเห็นว่า คดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำของฝ่ายปกครองที่เป็นวัตถุแห่งคดี จึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ประสงค์ให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามคำขอสละสิทธิที่ดินของบุคคลที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. 4-52 ก) ลงวันที่ 2 เมษายน 2557 โดยอ้างว่า โจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม และมิได้โต้แย้งเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่อย่างใด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์มุ่งหมายให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมและขอให้ศาลมีคำพิพากษารับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการเพิกถอนนิติกรรมทางแพ่งและการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดกำแพงเพชร
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 66/2567
#708594
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ธ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนายอำเภอเบญจลักษ์ ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 2 และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองอุบลราชธานี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ถอนการคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 หรือผู้รับมอบอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินตามที่ช่างรังวัดได้รังวัดที่ดินตามหลักฐานแผนที่เดิม ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จ่ายเงินค่ารังวัดสอบเขตที่ดินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี และตรวจสอบการดำเนินงานของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทที่โต้แย้งกันในเรื่องสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า มูลคดีตามคำฟ้องเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีประสงค์ให้ศาลมีคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามงดเว้นการยืนยันหรือการรับรองสถานะของที่ดินบริเวณพิพาทว่าเป็นที่สาธารณะ เป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือการดำเนินกิจการทางปกครองซึ่งถือเป็นประเด็นพิพาทหลักแห่งคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์เห็นว่า การที่จะดำเนินการตามคำขอบังคับของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่ต้องพิจารณาถึงการครอบครองและกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้นายอำเภอเบญจลักษ์ ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 2 และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี และการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาท ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งเมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำชี้แนวเขตรุกล้ำถนนสาธารณะ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นาง ธ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอเบญจลักษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 65/2567
#709572
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นางสาว ก. ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเทศบาลเมืองอ่างศิลา ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินจำนวน 2 แปลง ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้กระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย หากไม่มีการชดใช้หรือเยียวยาความเสียหาย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและปรับปรุงที่ดินของผู้ฟ้องคดีให้มีสภาพเดิม

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า เจ้าของเดิมได้ยกที่ดินบางส่วนที่ติดกับทางสาธารณะให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนได้ใช้สัญจรไปมาเป็นเวลานาน ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้กระทำละเมิด

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองระยองพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีประเด็นหลักที่จะต้องวินิจฉัยว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีสร้างถนนคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ โดยมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งทั้งสองประเด็นมีความเกี่ยวพันกัน แม้ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อน จะต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของคู่กรณีก่อนก็ตาม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดชลบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก่อนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท โดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 มิได้กำหนดให้ศาลปกครองมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน และแม้การฟ้องคดีนี้จะเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดในที่ดิน แต่ศาลจำต้องพิจารณาถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นหลัก ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้เทศบาลเมืองอ่างศิลา ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา 53 (1) ประกอบมาตรา 50 (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า เจ้าของเดิมได้ยกที่ดินบางส่วนที่ติดกับทางสาธารณะให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งประชาชนได้ใช้สัญจรไปมาเป็นเวลานาน ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้กระทำละเมิด ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดชลบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ก.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลเมืองอ่างศิลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 64/2567
#709993
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาง อ. กับพวกรวม 7 คน โจทก์ ยื่นฟ้อง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จำเลย ระหว่างพิจารณาศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นิติบุคคลอาคารชุด ช. เข้าร่วมเป็นคู่ความฝ่ายโจทก์ สรุปความได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องชุดอาคารชุด ช. โดยซื้อมาจากบริษัท น. จำกัด ซึ่งมีที่ดินโฉนดเลขที่ 2345 เป็นทรัพย์ส่วนกลาง และได้รับอนุญาตจากจำเลยให้ใช้ทางในที่ดินโฉนดเลขที่ 23189 ด้านทิศเหนือ กว้าง 13 เมตร ยาว 17 เมตร ผ่านเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท 21 (อโศกมนตรี) ซึ่งเป็นทางที่ประชาชนใช้เป็นทางเข้าออกโดยไม่มีการหวงห้ามเข้าลักษณะเป็นทางสาธารณะ โจทก์ทั้งเจ็ดเห็นว่าแม้ว่าจำเลยไม่อาจอนุญาตให้ใช้ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23189 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท 21 หรือถนนอโศกมนตรีของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 ตามที่จำเลยได้ยินยอมให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวก็ตามแต่เจ้าของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2345 ยังคงมีสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในการผ่านที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 23189 ซึ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2345 แบ่งแยกมา และไม่มีทางออกเพื่อผ่านไปสู่ถนนอโศกมนตรีได้ตามที่จำเลยได้ยินยอมให้ให้เป็นทางจำเป็น ปัจจุบันที่ดินโฉนดเลขที่ 2345 เป็นที่ตั้งอาคารชุด ช. อันเป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษที่ต้องมีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ (ถนนอโศกมนตรี) เป็นความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตรตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยการออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารดังกล่าว อาศัยหลักฐานการที่จำเลยอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเป็นทางผ่านตามใบอนุญาต ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2557 ทางจำเป็นในการใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 23189 เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ (ถนนอโศกมนตรี) ของที่ดินโฉนดเลขที่ 2345จึงจำต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ทางในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23189 ด้านทิศเหนือ มีความกว้าง 13 เมตร ยาว 17 เมตร จากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 ถึงถนนสุขุมวิท 21 (อโศกมนตรี) เป็นทางจำเป็นของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ใบอนุญาตเลขที่ รฟม 012/1135 ที่อนุญาตให้บริษัท อ. ใช้ประโยชน์ในที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านเข้า – ออกสู่ถนนสาธารณะเป็นคำสั่งทางปกครอง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เห็นว่า การที่จําเลยพิจารณาอนุญาตให้บริษัท น.จำกัด ใช้ประโยชน์ในที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านเข้าออกสู่ถนนสาธารณะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2547 และประกาศของจำเลยเรื่องกำหนดประเภทการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเป็นทางผ่าน พ.ศ. 2556 เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของจำเลย จึงมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง คําฟ้องคดีนี้จึงเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางเห็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 มีความประสงค์จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยรับรองสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ดในการใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านเข้าออกที่ดินสู่ถนนอโศกมนตรี พร้อมทั้งวินิจฉัยเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของทางในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23189 ทางด้านทิศเหนือกว้าง 13 เมตร ยาว 17 เมตร ว่ามีสถานะเป็นทางจำเป็นหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน อันเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยไม่มีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับการอนุญาตของจำเลยแต่อย่างใด แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จำเลย จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 จึงเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดในอาคารชุด ช. และเจ้าของรวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2345 มีความประสงค์จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 23189 ด้านทิศเหนือ มีความกว้าง 13 เมตร ยาว 17 เมตร เป็นทางจำเป็นของที่ดินโฉนดเลขที่ 2345 หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน หรือเป็นการโต้แย้งสถานภาพของที่ดินส่วนที่พิพาท ว่าได้กลายเป็นที่ดินที่เป็นสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกันแล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิใช้ที่ดินพิพาทดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง ดังนั้น กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาง อ. ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
จำเลย — การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 63/2567
#708213
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ หจก. ศ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตร 8 คูหา ระดับ ผกก. ขึ้นไป ภ.จว. พังงา ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับการพิจารณาให้ทำสัญญาจ้าง ต่อมา ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือขอเลื่อนการลงนามในสัญญา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับเร่งรัดให้ผู้ฟ้องคดีลงนามในสัญญา การริบหลักประกันการยื่นข้อเสนอราคาของผู้ถูกฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การโดยสรุปว่า การริบหลักประกันและการพิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทิ้งงานเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองภูเก็ตพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ฟ้องคดีได้รับการพิจารณาให้ทำสัญญาจ้าง แต่ไม่เข้าทำสัญญาจ้างภายในเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีกำหนด เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีริบหลักประกันการเสนอราคา กรณีจึงเป็นการทำคำสนองที่ถูกต้องตรงกับคำเสนอ เพื่อนำไปสู่การทำสัญญาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตร 8 คูหา ระดับ ผกก. ขึ้นไป ภ.จว. พังงา จึงเป็นสัญญาก่อนสัญญา โดยที่สัญญาจ้างก่อสร้างดังกล่าวมีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพังงาพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีพิพาทจะมีผู้ฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของสัญญาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตร 8 คูหา ที่พิพาท มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ระดับ ผกก. ขึ้นไปของตำรวจภูธรจังหวัดพังงาเท่านั้น ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคที่ให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้ประโยชน์ได้โดยตรง สัญญาจ้างที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตจึงไม่เป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ย่อมส่งผลให้คดีพิพาทที่เกิดก่อนที่จะนำไปสู่การทำสัญญาจ้างในอนาคต มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง แต่มีฐานะเป็นกรม ตามมาตรา 46 (7) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเป็นกรณีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเอกชนที่เกิดขึ้นในขั้นตอนก่อนการทำสัญญาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตรฯ แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตรฯ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ลงวันที่ 15 มกราคม 2564 เป็นไปเพื่อจัดหาผู้รับจ้างในการก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตรฯ สำหรับใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการ โดยประกาศและเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือเชิญชวนให้บุคคลผู้สนใจเข้ามาเป็นผู้ยื่นข้อเสนอ หากบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ชนะการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์จะต้องทำสัญญาจ้างก่อสร้างหรือทำข้อตกลงเป็นหนังสือและจะต้องวางหลักประกันสัญญา หากผู้ยื่นข้อเสนอซึ่งได้รับคัดเลือกแล้วไม่ไปทำสัญญาหรือข้อตกลงจ้างเป็นหนังสือภายในเวลาที่กำหนด จะริบหลักประกันการยื่นข้อเสนอหรือเรียกร้องจากผู้ออกหนังสือค้ำประกันการยื่นข้อเสนอทันที และอาจพิจารณาเรียกร้องให้ชดใช้ความเสียหายอื่น รวมทั้งพิจารณาให้เป็นผู้ทิ้งงาน ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นไปตามประกาศและข้อตกลงจากเอกสารประกวดราคาจ้างก่อสร้างด้วยการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ซึ่งเป็นการตกลงกันในขั้นตอนการหาบุคคลผู้ชนะการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนนำไปสู่การจัดทำสัญญาจ้างก่อสร้าง เมื่อสัญญาจ้างก่อสร้างเรือนแถวสัญญาบัตรฯ มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพังงา
ผู้ฟ้องคดี — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 62/2567
#709943
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมสรรพากร ที่ 1 อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 2 จำเลย กรณีจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ยึดที่ดินที่มีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีที่ดินของโจทก์รวมอยู่ด้วย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งยึดที่ดินดังกล่าว

ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ขณะออกคำสั่งยึดทรัพย์มีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากรเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คำสั่งยึดทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่อาจขอให้เพิกถอนคำสั่งยึดทรัพย์สินดังกล่าวได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระค่าภาษีอากรเป็นการกระทำทางปกครองและเป็นคำสั่งทางปกครอง การฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดเชียงคำเห็นว่า แม้คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์หรือนาย ร. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก่อนก็ตาม แต่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองยึดที่ดินซึ่งมีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากรโดยมิชอบเนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการยึดที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ยึดที่ดินที่มีชื่อนาย ร. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เนื่องจากนาย ร. เป็นผู้ค้างชำระค่าภาษีอากร โดยที่ดินที่ถูกยึดดังกล่าวมีที่ดินของโจทก์รวมอยู่ด้วย โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ยึดที่ดินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะนาย ร. ไม่ใช่เจ้าของที่ดินดังกล่าว คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 มีคำสั่งยึดไว้นั้นเป็นของนาย ร. หรือโจทก์ อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร ที่ 1 อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 2 จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีอากร ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินมีโฉนดของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ก็เนื่องมาจากโจทก์อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ไม่ใช่ของนาย ร. แต่จำเลยที่ 2 อาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร มีคำสั่งยึดที่ดินของโจทก์ โดยจำเลยโต้แย้งว่า ขณะออกคำสั่งยึดทรัพย์มีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คำสั่งยึดทรัพย์ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นของโจทก์ได้ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินที่ยึด จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งยึดนั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นของนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร ที่สามารถยึดเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างได้ การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นไปเพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินพิพาทเป็นสำคัญ แม้โจทก์จะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งมาด้วย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.รัษฎากร
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงคำ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — กรมสรรพากร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ