คดีนี้ แม้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม พ.ศ. 2534 มาตรา 5 มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างโครงการพัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการค้ำประกันสินเชื่อ (Core Guarantee System : CGS) ระหว่างกิจการค้าร่วม ดีจีไอ โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นเพียงสัญญาว่าจ้างโจทก์ที่ 1 ให้พัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเท่านั้น โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายเงินค่าจ้างตามงวดงานที่ตกลงในสัญญา สัญญาดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุแห่งสัญญา เป็นการให้โจทก์ที่ 1 เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญา จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างโครงการพัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการค้ำประกันสินเชื่อ (Core Guarantee System : CGS) ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนประเด็นที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดโดยการเสนอชื่อให้โจทก์ทั้งสองรวมถึงกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ทิ้งงานต่อคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อ จัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย และให้จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งขอถอนชื่อโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นผู้ทิ้งงานต่อคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อ จัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ และยุติการกระทำใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองนั้น ไม่ใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ดังนั้น คำฟ้องในส่วนการกระทำละเมิด จึงไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นกัน แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขาสุไหงปาดี ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นเอกชนเข้ามา ในคดี อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ออกโฉนดที่ดินให้แก่บิดาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินตามหลักฐาน น.ส. 3 ก. ของผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวและให้คืนที่ดินส่วนที่ขาดให้ครบถ้วน อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐาน น.ส. 3 ก. แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ออกโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งปัจจุบันมีชื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วน ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งหมายที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย เนื้อหาประเด็นหลักตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตนเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องเทศบาลตำบลบ้านปง ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลบ้านปง ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่เป็นที่งอกริมตลิ่งได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารประเภทรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและเหล็กดัด เนื่องจากก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและเป็นกรณีที่ไม่สามารถอนุญาตให้ก่อสร้างหรือแก้ไขให้ถูกต้องได้ เนื่องจากเป็นการก่อสร้างรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านปง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (1) จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารชนิดรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและเหล็กดัด เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตหรือใบแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและเป็นการก่อสร้างรุกล้ำที่สาธารณประโยชน์โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 42 คำสั่งรื้อถอนอาคารดังกล่าวจึงมีสถานะเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าคำสั่งให้รื้อถอนอาคารดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณา พิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้เทศบาลตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีเทคอนกรีตและลาดยางแอสฟัลต์พร้อมทั้งปลูกต้นไม้แล้วก่ออิฐฉาบปูนล้อมต้นไม้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทั้งคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การก่อสร้างท่อระบายน้ำลานคอนกรีตและต้นไม้จึงอยู่ในอำนาจหน้าที่การจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีและการคัดค้านการรังวัดที่ดินเป็นหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินสาธารณะ กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างลานคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมทั้งปลูกต้นไม้แล้วก่ออิฐฉาบปูนล้อมต้นไม้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทั้งการคัดค้านการรังวัดที่ดินของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่เป็นการป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นการกระทำเช่นเดียวกันกับการที่เอกชนโดยทั่วไปซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของตน การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้การไฟฟ้านครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. 2501 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มีวัตถุประสงค์ในการผลิต จัดให้ได้มา จัดส่ง และจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า และมีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงอำนาจจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดี รวมทั้งในการดำเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีให้คำนึงถึงความปลอดภัยประโยชน์ของรัฐและประชาชน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 มาตรา 13 (6) และมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. 2501 เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีละเลยไม่ดูแลจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาหม้อแปลงไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดีและปลอดภัยต่อทรัพย์สินของประชาชน เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของนางสาว ก. ที่ผู้ฟ้องคดีได้รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โดยผู้ฟ้องคดีได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นางสาว ก. ผู้เอาประกันภัยแล้ว ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับประกันภัยจึงรับช่วงสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดี กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบดูแลและรักษาความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินที่ใช้ในการจัดทำสาธารณูปโภคตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีอันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ กรมทางหลวง จำเลย เป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงคมนาคมตามมาตรา 21 (6) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโดยที่กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558 ข้อ 2 กำหนดให้กรมทางหลวง มีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของจำเลย ประกอบกับพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ก็ได้นิยามคำว่า ทางหลวง หมายความว่า ทางหรือถนนซึ่งจัดไว้เพื่อประโยชน์ในการจราจรสาธารณะทางบก... และหมายความรวมถึง...ป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ เครื่องสัญญาณไฟฟ้า เครื่องแสดงสัญญาณที่จอดรถ ที่พักคนโดยสาร ที่พักริมทาง เรือหรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก ท่าเรือสำหรับขึ้นหรือลงรถ และอาคารหรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่มีอยู่หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้ทางหลวงนั้นด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิด โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยละเลยต่อหน้าที่เกี่ยวกับการบำรุงรักษาทางหลวงให้ประชาชนได้รับความสะดวก และปลอดภัยในการเดินทาง โดยในขณะปฏิบัติหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุคราบน้ำมันหล่อลื่นรั่วไหลแล้ว ไม่รีบดำเนินการปิดกั้นช่องการจราจรในที่เกิดเหตุด้วยสัญลักษณ์ใดเพื่อให้ผู้ที่สัญจรบนทางหลวงแผ่นดินทราบ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ขับเข้าไปในช่องทางเดินรถที่มีคราบน้ำมันรั่วไหล อันเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ขับรถเข้าไปในบริเวณดังกล่าวเสียการควบคุมรถยนต์และเสียหลักพลิกคว่ำออกไปข้างทาง และเฉี่ยวชนเจ้าหน้าที่ของจำเลยกับทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บ และรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" เห็นว่า คดีนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนัยบทนิยาม"หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มีอำนาจหน้าที่ ผลิต จัดให้ได้มา จัดส่งและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า และจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินของจำเลยรวมทั้งในการดำเนินกิจการของจำเลยให้คำนึงถึงความปลอดภัยประโยชน์ของรัฐและประชาชน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 มาตรา 13 (6) และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลไม่ให้มีสายไฟฟ้าหรือสายเคเบิ้ลหรือส่วนหนึ่งส่วนใดร่วงหล่นลงมาใส่ทรัพย์สินหรือผู้อื่นให้เกิดความเสียหายก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าวแล้วจึงใช้สิทธิไล่เบี้ยฟ้องจำเลย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ตามคำฟ้องของโจทก์ จึงเป็นการฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบดูแลและรักษาความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินที่ใช้ในการจัดทำสาธารณูปโภคตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าจ้างตามสัญญาจ้างว่าความในชั้นบังคับคดีเป็นเรื่องการทำงานตามที่จ้างเพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา แม้กำหนดค่าจ้างอัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ที่ได้รับในชั้นบังคับคดีก็มิใช่ข้อตกลงเอาส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่เป็นมูลหนี้พิพาทที่ลูกความจะได้รับเมื่อชนะคดี อันจะขัดต่อ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 และข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ทั้งไม่ใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ป.พ.พ. มาตรา 150
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ บริษัท น. จำกัด มหาชน โจทก์ ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์จากผู้เอาประกันภัย ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ต้นไม้ขนาดใหญ่ของจำเลยซึ่งปลูกไว้ริมถนนพุทธมณฑลสาย 1 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โค่นล้มลงมาทับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ในการบำรุงรักษาดูแลหรือค้ำจุนต้นไม้บริเวณดังกล่าว แต่จำเลยกลับบกพร่องต่อหน้าที่ไม่ดูแลหรือค้ำจุนให้ต้นไม้มีความมั่นคงเพียงพอ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าว ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วจึงใช้สิทธิไล่เบี้ยฟ้องจำเลยต่อศาลนี้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใด เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร" เมื่อ กรุงเทพมหานคร จำเลย มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542โดยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานคร ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำและทางระบายน้ำ รวมถึงการดูแลรักษาที่สาธารณะตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ดังนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ซึ่งปลูกไว้ริมถนนพุทธมณฑลสาย 1 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร อันเป็นที่สาธารณะเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชน เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดูแล บำรุงรักษาต้นไม้บนถนนภายในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชน แต่จำเลยกลับบกพร่องปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลหรือค้ำจุนให้ต้นไม้มีความมั่นคงเพียงพอ ทำให้ต้นไม้ขนาดใหญ่ริมถนนดังกล่าวหักโค่นตกใส่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย และโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่จำเลย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ นาย ธ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาวิเชียรบุรี แต่ผู้แทนของผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดรุกล้ำแนวเขตทางหลวงแผ่นดินสายลำนารายณ์ - เพชรบูรณ์ (2275) ทั้งนี้ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบูรณ์ สาขาวิเชียรบุรี ได้เรียกให้ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีมาดำเนินการสอบสวนไกล่เกลี่ยแล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงแจ้งให้คู่กรณีไปใช้สิทธิทางศาล การที่ผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของผู้ฟ้องคดี ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ศาลทบทวนการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีระวังชี้แนวเขตทางโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิดรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้เป็นเขตทาง ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการไม่สามารถรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาท ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณะทางหลวงแผ่นดิน สายลำนารายณ์ – เพชรบูรณ์ (2275) อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ 2 เป็นส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองแปลงได้ขอรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อรวมที่ดินทั้งสองแปลงเข้าด้วยกัน แต่จำเลยทั้งสองคัดค้านการรังวัดอ้างว่าโจทก์รังวัดที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่จำเลยที่ 1 ครอบครอง และที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่จำเลยที่ 2 มีกรรมสิทธิ์ เมื่อการคัดค้านการรังวัดที่ดินเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ จึงมิใช่การใช้อำนาจทางปกครอง การกระทำของจำเลยที่ 2 ในการคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีนี้ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามนัยมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 ข ที่ทับซ้อนกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1342 มาด้วยก็ตาม ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลกระสัง ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยขุดลอกสระน้ำหนองน้ำสาธารณะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และขุดทำลายต้นยูคาลิปตัสของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการขุดลอกสระน้ำหนองน้ำสาธารณะโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ นางสาว จ. โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลพันท้ายนรสิงห์ จำเลย ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยได้ก่อสร้างถนนสาธารณะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่ 55554 อันเป็นทรัพย์มรดกของนาย ช. โดยที่ดินดังกล่าวมีนาง ก. และนาย บ. เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนาย ช. โดยนาง ก. และนาย บ. ได้ทำข้อตกลงกับนาง ป. ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของนาง ป. กับบุตรทั้ง 5 คน โดยที่โจทก์หรือทายาทนาย ช. ไม่ได้ยินยอมหรืออุทิศที่ดินบางส่วนให้เป็นทางสาธารณะ การที่จำเลยทำถนนรุกล้ำเข้ามาในที่ดินด้านทิศตะวันตกตลอดแนว เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีการอุทิศให้เป็นทางสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจะเป็นผลให้จำเลยมีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนนโดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
เทศบาลเมืองชัยภูมิ จำเลย เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัย บทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยจำเลยมีอำนาจหน้าที่จัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ จัดให้มีและบำรุงการไฟฟ้าหรือแสงสว่างโดยวิธีอื่นในเขตเทศบาลตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (2) ประกอบมาตรา 53 (1) และ (7) จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของจำเลยในการจัดให้มีและบำรุง การไฟฟ้าหรือแสงสว่างโดยวิธีอื่นในเขตเทศบาล จำเลยจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแล บำรุงรักษาให้เสาไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดให้มีไฟฟ้าหรือแสงสว่างให้มีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ที่สัญจรบนถนน เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยละเลยไม่ดูแลตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของเสาไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่างของเสาไฟฟ้าเหล็กต้นเก่าของจำเลยและละเลยไม่สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยไปรื้อถอนหรือเปลี่ยนเสาไฟฟ้าหรือกระทำการอื่นใดเพื่อให้เสาไฟฟ้าอยู่ในสภาพที่มั่นคงปลอดภัย เป็นเหตุให้เสาไฟฟ้าเหล็กต้นเก่าของจำเลยมีสภาพผุกร่อนหักล้มฟาดไปถูกศีรษะของนาง ท. จนถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้องเทศบาลตำบลท่าม่วง ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปไถเกรดในที่ดินของโจทก์รวมเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ นำดินหินลูกรังไปถมเพื่อก่อสร้างถนนอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ แต่จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกันไม่น้อยกว่า 50 ปีแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ประชาชนใช้สัญจรไปมาและจำเลยซ่อมแซมปรับปรุงทางสาธารณะก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินเดิมและโจทก์ได้ทักท้วงหรือหวงห้ามไม่ให้ประชาชนสัญจรไปมาหรือห้ามทำการซ่อมทางสาธารณะดังกล่าวแต่อย่างใด กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้จำเลยมีอำนาจเข้าไปดำเนินการซ่อมทางสาธารณะดังกล่าวโดยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นเอกชน ยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบเสียภาษีบำรุงท้องที่ ทำประโยชน์โดยปลูกต้นยางพาราและพืชสวนจำพวกกาแฟและต้นผักหวานเต็มพื้นที่ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า 500 เควี ผ่านที่ดินของโจทก์ มีการตัดต้นผักหวาน แต่ไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามที่ได้ตกลงกัน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำเลย เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โจทก์ ฟ้องว่า ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยจ่ายค่าทดแทนความเสียหายของต้นไม้ หรือพืชผลระหว่างการสำรวจ/ก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า 500 เควี สุราษฎร์ธานี 2 – ทุ่งสง ให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินไม่ถูกต้องครบถ้วน เมื่อปรากฏว่าการดำเนินการของจำเลยในฐานะผู้รับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน ใช้อำนาจตามมาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ดำเนินการระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 เควี ช่วงสุราษฎร์ธานี 2 - ทุ่งสง ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า สุราษฎร์ธานี 2 - ทุ่งสง วงจรที่ 1 และวงจรที่ 2 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 106 ถึงมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ผ่านที่ดินของโจทก์ โดยมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้จ่ายค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานประกาศกำหนด จึงเป็นกรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายแล้วมีการกล่าวอ้างว่า การใช้อำนาจนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และพิพาทกันเกี่ยวกับค่าทดแทนความเสียหายตามที่กฎหมายกำหนด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดตามสัญญา
แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยาม "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 6 ที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทั้งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงที่ 6 ทำการตรวจค้นรถ อ้างว่ารถยนต์ของผู้ฟ้องคดีที่ 2 ขนไม้ผิดกฎหมาย พร้อมทั้งยึดรถยนต์ของผู้ฟ้องคดีที่ 2 และไม้ทั้ง 9 ท่อน หรือการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มอบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ลงบันทึกประจำวันต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรฮอดเพื่อเตรียมการดำเนินคดีกับผู้ฟ้องคดีทั้งสองว่ากระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษทางอาญา หรือการไม่ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ไม่ทำสำนวนอายัดหรือดำเนินคดี จงใจกระทำละเมิดเพราะไม้พิพาทเป็นไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย นั้น ล้วนเป็นขั้นตอนของการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึงที่ 6 ดังกล่าวจึงไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ 2 เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง แต่มีฐานะเป็นกรม ตามมาตรา 46 (7) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยกองบินตำรวจเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่ 2 มีภารกิจในการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดอากาศยานถวายเป็นพระราชพาหนะและงานการบินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปรับปรุง พัฒนา และวางระบบการสรรหาบุคลากร ด้านการบินและอากาศยานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีแผนและวงรอบที่ชัดเจนเป็นระบบ ตามข้อ 3 1 (13) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 แต่เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาและลักษณะของสัญญาจ้างเหมาซ่อมบำรุงรักษาอากาศยานและฝึกอบรมช่างระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แล้ว ปรากฏว่าเป็นเพียงสัญญาจ้างเหมาซ่อมบำรุงรักษาอากาศยานให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานตามอำนาจหน้าที่ของกองบินตำรวจสังกัดจำเลยที่ 2 เท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้จำเลยที่ 1 เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างเหมาซ่อมบำรุงรักษาอากาศยานและฝึกอบรมช่างระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้น สัญญาจ้างช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างทำการซ่อมบำรุงอากาศยานและฝึกอบรมช่างระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
จำเลยกับพวกพยายามติดตามหาตัวผู้ตายน่าจะสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ตายมีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเกิดความขัดแย้งกัน เมื่อจำเลยกับพวกติดตามจนพบผู้ตาย จำเลยจึงบอกให้พวกของจำเลยพกอาวุธปืนลงจากรถด้วย จากนั้นพวกของจำเลยดังกล่าวใช้ปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายที่ 2 ทันที กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายที่ 2 แต่ถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วจำเลยขับรถเก๋งพาพวกของจำเลยหลบหนีไปด้วยกัน พฤติการณ์เช่นนี้บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นและวางแผนให้พวกของจำเลยฆ่าผู้ตายตั้งแต่ต้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ แม้บริษัทบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม จำกัด จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม พ.ศ. 2534 มาตรา 5 มีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างโครงการพัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการค้ำประกันสินเชื่อ (Core Guarantee System : CGS) ระหว่างกิจการค้าร่วม DGI ซึ่งมีโจทก์เป็นบริษัทในกิจการค้าร่วมดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 เป็นเพียงสัญญาว่าจ้างกิจการค้าร่วม DGI ให้พัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเท่านั้น โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายเงินค่าจ้างตามงวดงานที่ตกลงในสัญญา สัญญาดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุแห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างโครงการพัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการค้ำประกันสินเชื่อ (Core Guarantee System : CGS) ระหว่างกิจการค้าร่วม DGI ซึ่งมีโจทก์เป็นบริษัทในกิจการค้าร่วมดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม