คดีนี้ แม้กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพบก การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังกองทัพบกตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ตามมาตรา 17 (2) มาตรา 19 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดก่อสร้างสนามยิงปืนเขาเอราวัณรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 85206 ของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุใช้เพื่อประโยชน์ในราชการทหาร อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งหากวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ก่อสร้างสนามยิงปืนเขาเอราวัณรุกล้ำที่ดินพิพาทก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุสำหรับใช้ในราชการกองทัพบก จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และหน่วยงานในสังกัดไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม จำเลยที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม จำเลยที่ 2 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งเมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการรังวัดและขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองนำชี้แนวเขตรุกล้ำถนนสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาด กรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 โดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทฟ. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย ต่อศาลจังหวัดหลังสวนในคดีอาญา เรื่อง ยักยอก ศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ส่วนคดีศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เป็นคดีที่นางสาวห. ยื่นฟ้อง บริษัทฟ. จำกัด ที่ 1 กับ พวกรวม 5 คน จำเลย ในคดีแพ่งต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เรื่อง การค้าระหว่างประเทศ รับขนของทางบก ละเมิด ขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องขออนุญาตฎีกาและไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คดีถึงที่สุด กรณีคำร้องของผู้ร้องทั้งสองจึงเป็นการขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลอุทธรณ์ภาค 8 กับศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่พิพากษาขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลยุติธรรม ขัดแย้งกันเอง มิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาได้ จึงให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ
คดีที่ นาย อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง นายกเทศมนตรีตำบลน้ำโจ้ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกเทศบาลตำบลน้ำโจ้เข้ามาเป็นคู่กรณีโดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการก่อสร้างและขยายถนน ตามโครงการในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยระหว่างการก่อสร้างผู้รับจ้างงานสร้างถนนได้ไถเกลี่ยดินทำให้หลักหมุดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเสียหาย และได้ตัดโค่นต้นไม้ กับก่อสร้างและขยายถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิด ถนนสายดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เทศบาลตำบลน้ำโจ้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะเป็นราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีที่อ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำละเมิดจากการก่อสร้างและขยายถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิด เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีแต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาง จ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลสระกระโจม ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลสระกระโจม ที่ 2 นายอำเภอดอนเจดีย์ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดจำนวน 2 แปลง ตำบลสระกระโจม อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งติดกับป่าช้าสระกลอย (ป่าช้าสาธารณะ) ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 นำขยะมูลฝอยมาทิ้งในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลงรวม 3,840 ตัน ตามโครงการบ่อขยะ 5 ไร่ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการบริหารงานของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตตำบลที่อยู่ในเขตพื้นที่การปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ไม่สำรวจและรังวัดที่ดินสาธารณประโยชน์ เพื่อขึ้นทะเบียนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ป่าช้าสระกลอย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นำขยะทิ้งรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลง และหาประโยชน์จากการทำบ่อขยะบนที่ดินด้วยการเก็บรายได้ค่าบริการกำจัดขยะ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีและไม่มีการติดต่อขอเช่าใช้ที่ดินให้ถูกต้อง อันเป็นการกระทำละเมิด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (ตามคำขอท้ายฟ้อง) ยุติการทิ้งขยะบนที่ดินพิพาท ขนย้ายกองขยะออกไปจากที่ดินพิพาท ให้ถมที่ดินให้มีสภาพเหมือนเดิม ปรับภูมิทัศน์ที่ดินให้สวยงามด้วยต้นไม้ยืนต้นตามแนวเขตที่ดิน ให้ทำการรังวัดป่าช้าสระกลอย (ป่าช้าสาธารณะ) เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (ตามคำขอท้ายฟ้อง) จ่ายค่าเสียหาย ค่าขาดรายได้ และค่าเสียโอกาส ค่าทนายความ ค่าที่ปรึกษากฎหมาย และค่าฤชาธรรมเนียมต่าง ๆ
ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกโฉนดที่ดินพิพาทจึงออกทับซ้อนกับที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สำรวจที่ดินสาธารณประโยชน์เพื่อขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงไม่ได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท อีกทั้งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และอำเภอดอนเจดีย์ เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ในคดีหมายเลขดำที่ พ 682/2565 เกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ในคดีนี้ ขอให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับรองแนวเขตการรังวัดที่ดิน และเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตของที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทดังกล่าวในคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ คดีที่มีประเด็นโดยตรงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลสระกระโจม ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลสระกระโจม ที่ 2 นายอำเภอดอนเจดีย์ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 นำขยะไปกองทิ้งไว้ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ได้รับความยินยอม อันเป็นการกระทำละเมิด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ต่างก็ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินป่าช้าสระกลอย ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาล จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาท เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ที่นำขยะไปทิ้งในที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ส่วนคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ว่าละเลยต่อหน้าที่ไม่ขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 สำหรับป่าช้าสระกลอย เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นำขยะไปทิ้งรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี นั้น เมื่อพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 มาตรา 122 บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชน ใช้ประโยชน์ร่วมกันและสิ่งซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์อื่นอันอยู่ในเขตอำเภอ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ข้อ 10 กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจัดทำทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ และขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ยังไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่สาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่เอกชนยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลมีคำสั่งเรียกนาง ค. เข้ามาเป็นผู้ร้องสอด สรุปคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีพบว่า ผู้ร้องสอดนำเครื่องมือขุดปรับทางสาธารณประโยชน์เส้นทางขึ้นจากแม่น้ำน่านเชื่อมต่อออกถนนสายหลักผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีและนำทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวไปออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเรียกคืนทางสาธารณประโยชน์จากผู้ร้องสอดและติดตามเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับคำตอบ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยเรียกคืนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว เห็นว่า องค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำคู้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นข้าราชการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 67 (1) บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก กับมาตรา 68 (8) บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนตำบลจัดให้มีการคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประกอบกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ข้อ 6 กำหนดว่า อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามข้อ 5 เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ดูแลรักษาทางสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นทางขึ้นจากแม่น้ำน่านเชื่อมต่อออกถนนสายหลักในพื้นที่ ปล่อยให้ผู้ร้องสอดนำเครื่องมือขุดปรับทางสาธารณะและนำไปออกโฉนดที่ดิน โดยมีคำขอให้เรียกคืนทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวจากผู้ร้องสอด ซึ่งเป็นคำขอให้หน่วยงานทางปกครองปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นเป็นข้อบ่งชี้ถึงพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดอยู่ในตัว จึงนำมาพิจารณากำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ คำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นถึงที่สุดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2566 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 จึงเป็นการยื่นคำร้องเกินระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาของศาลปกครองขอนแก่น ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ออกภายหลังถึงที่สุด โดยข้อเท็จจริงตามคำร้องนี้ปรากฏว่า กรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเรื่องที่ผู้ร้องฟ้องขอให้บังคับนาง ส. ชำระค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและค่าตอบแทนตามภาระงานเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างเดือนสิงหาคม 2556 ถึงเดือนตุลาคม 2557 ให้แก่ผู้ร้อง ส่วนกรณีตามคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่น นั้น ผู้ร้องฟ้องขอให้บังคับนาง ส. ชำระค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและค่าตอบแทนตามภาระงานเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างเดือนตุลาคม 2558 ถึงเดือนกรกฎาคม 2559 ให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากัน ทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลปกครองขอนแก่นเห็นพ้องกันว่า การกระทำของนาง ส. ไม่เป็นละเมิด และมิได้บังคับให้นาง ส. ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้อง กรณีจึงไม่มีปัญหาข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาล กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม อันจะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 อีกทั้งการที่ผู้ร้องอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการที่ศาลยุติธรรมพิพากษายกฟ้องผู้ร้อง ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดว่า สำนวนคดีของศาลจังหวัดขอนแก่นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2398/2561 อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง ก็มิใช่กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ คำร้องของผู้ร้องไม่ชอบด้วยมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 อาศัยอำนาจตามมาตรา 17 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ประกอบข้อ 28 ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 จึงให้ยกคำร้อง
แม้คดีนี้โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน อ้างว่า จำเลยที่ 1 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทับที่ดิน น.ส. 3 ก. ของโจทก์ โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เป็นของโจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ออกจากที่ดินและห้ามจำเลยที่ 2 พร้อมบริวารยุ่งเกี่ยวเข้ามาด้วย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐาน น.ส. 3 ก. แต่จำเลยที่ 1 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) พิพาททับที่ดินของโจทก์ ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์มุ่งหมายที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้นำไปออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เนื้อหาประเด็นหลักตามคำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครองแต่เป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตนเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้โจทก์ฟ้องกรมที่ดิน ที่ 1 สำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขาบางเลน ที่ 2 จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีโจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองรังวัดสอบเขตที่ดินโจทก์แล้วอ้างว่าที่ดินโจทก์รุกล้ำทางสาธารณประโยชน์และไม่รับรองแนวเขตที่ดินพิพาทให้ถูกต้อง ดังนี้ การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำการตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นสำคัญ โดยวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ไม่ใช่ทางสาธารณประโยชน์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การที่สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงธนบุรีเพื่อทราบและขอให้แจ้งผู้ถูกร้องเรียนทราบ นั้น เป็นเพียงการปฏิบัติราชการทั่วไปในการแจ้งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ผู้เกี่ยวข้องทราบผลการดำเนินการ มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ แม้เทศบาลนครหาดใหญ่ จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (3) ประกอบกับมาตรา 70 (2) จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดโดยในระหว่างการก่อสร้างวางท่อระบายน้ำ จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างซึ่งเป็นเอกชน วางท่อระบายน้ำโดยไม่มีการป้องกันหรือระมัดระวัง เป็นเหตุให้ท่อร้อยสายเคเบิลของบริษัท ส.จำกัด ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นการกระทำของผู้รับจ้างซึ่งเป็นบริษัทเอกชน และมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าจ้าง ปล่อยปละละเลยไม่แจ้งให้จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างทราบว่ามีการวางท่อร้อยสายเคเบิลของบริษัท ส. จำกัด และยังสั่งให้จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้าง ทำการก่อสร้างโดยไม่มีการป้องกันหรือระมัดระวัง การกระทำตามที่โจทก์บรรยายฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดทั่วไป มิใช่การกระทำละเมิดที่เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องปฏิบัติ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจาการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 13 โจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการว่า กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดด้วยกันกับพลเรือน แม้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องจะปรากฏเพิ่มเติมว่าผู้ตายซึ่งเป็นพลเรือนได้กระทำความผิดในข้อหาเป็นผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ด้วยก็ตาม แต่เมื่อพนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้องเนื่องจากผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย กรณีจึงมิใช่คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา 14 (2) ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ดังนั้น คดีนี้ จึงอยู่ในอำนาจของศาลทหารตามมาตรา 13 และมาตรา 16 (1) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498
คดีนี้โจทก์และจำเลยต่างเป็นบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นนิติบุคคลเอกชน มิใช่เป็นหน่วยงานทางปกครอง แม้คู่ความจะอ้างว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้เป็นผู้จัดตั้งและดำเนินการสถานีขนส่งผู้โดยสารอำเภออรัญประเทศ แต่ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นข้อพิพาทตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารสถานีขนส่งผู้โดยสาร ระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน มิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการบริหารสถานีขนส่ง อันจะถือว่าเป็นการจัดทำบริการสาธารณะตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งการจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพิพาทก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องดำเนินการด้วยตนเอง โดยทรัพย์สินและเงินลงทุนเป็นของจำเลย การตัดสินใจเลือกผู้รับจ้างเป็นการตัดสินใจของจำเลยซึ่งเป็นเอกชน กรมการขนส่งทางบกมิได้เป็นคู่สัญญาหรือมอบหมายให้จำเลยเป็นคู่สัญญาว่าจ้างโจทก์ในการก่อสร้าง การว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพิพาท จำเลยจึงมิได้กระทำในฐานะหน่วยงานทางปกครองหรือผู้กระทำการแทนรัฐ สัญญาพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งต่างเป็นเอกชน จึงไม่ครบองค์ประกอบของสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยามสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้เทศบาลตำบลมุก ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และ มีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบก และทางน้ำ ตามมาตรา 50 (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ไม่ได้กระทำละเมิด ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจึงไม่จำต้องรื้อถอนถนนคอนกรีตที่ได้ก่อสร้างแล้วออกไปจากแนวที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนี้ การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจสร้างถนนสาธารณะได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
แม้คดีที่ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลหมื่นไวยที่เพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีจากปลดออกจากราชการเป็นไล่ออกจากราชการ มติการประชุมที่เห็นชอบให้เพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีจากปลดออกจากราชการเป็นไล่ออกจากราชการ และมติการประชุมที่ยกอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดพิมาย ยื่นฟ้องผู้ร้องต่อศาลจังหวัดพิมาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 91 ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จะอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าลาดในระหว่างที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าลาด ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 เช่นเดียวกันก็ตาม แต่ประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลหมื่นไวยที่เพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีจากปลดออกจากราชการเป็นไล่ออกจากราชการ มติการประชุมที่เห็นชอบให้เพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีจากปลดออกจากราชการเป็นไล่ออกจากราชการ และมติการประชุมที่ยกอุทธรณ์คำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ร้องเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 หรือไม่ ซึ่งการดำเนินการทางวินัยและทางอาญาแก่ข้าราชการนั้นเป็นกระบวนการที่แยกต่างหากจากกัน โดยการดำเนินการและการลงโทษทางวินัยของข้าราชการมีความมุ่งหมายสำคัญเพื่อควบคุมความประพฤติของข้าราชการให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้ข้าราชการปฏิบัติราชการให้เกิดประสิทธิภาพ รักษาชื่อเสียงและสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการอันเป็นการใช้มาตรการภายในฝ่ายบริหารตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรักษาวินัยข้าราชการโดยกฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและตามที่เห็นสมควร โดยเน้นที่ความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งหน้าที่ราชการและการคุ้มครองเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการซึ่งมีผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการจึงแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการลงโทษผู้กระทำผิดอาญา โดยมีความมุ่งหมายสำคัญเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งโดยหลักการดำเนินคดีอาญาต้องเป็นไปตามองค์ประกอบความรับผิดทางอาญา และศาลจะพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาและลงโทษจำเลยก็ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานมั่นคงพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเท่านั้น ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นฐานในการพิจารณาความผิดทางวินัยและความผิดอาญาจะเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าลาดในระหว่างที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าลาดเช่นเดียวกัน แต่เมื่อประเด็นในคดีต่างกันและการพิสูจน์ความผิดที่กฎหมายประสงค์จะนำมาลงโทษในคดีอาญาและคดีวินัยแตกต่างกัน จึงไม่ใช่กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดระหว่างศาลปกครองกับศาลยุติธรรมขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลแต่อย่างใด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามนัยมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องเป็นคู่ความและคู่กรณีทั้งในคดีของศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4424/2562 และคดีของศาลปกครองตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 562/2566 ซึ่งทั้งสองคดีเป็นคดีพิพาทที่เกิดจากการโต้แย้งกันเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานและค่าธรรมเนียมที่เก็บอากาศยาน ตามข้อตกลงใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ 12/2547 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ระหว่างบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กับผู้ร้อง ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมฯ เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศกำหนด เมื่อศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาที่วินิจฉัยปัญหาการมีผลใช้บังคับของประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานให้กับอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินภายในประเทศ ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจกฎกระทรวง ฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 แตกต่างกัน เป็นผลให้คำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลยุติธรรมและศาลปกครองวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในการชำระค่าธรรมเนียมฯ ตามข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับ ทอท. แตกต่างกัน เป็นเหตุให้มีปัญหาว่าจะปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลใด อย่างไร จึงเป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542
การจะพิจารณาว่าคู่ความหรือคู่กรณีที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4424/2562 หรือคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 562/2566 นั้น จำต้องพิจารณาถึงเขตอำนาจศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเป็นสำคัญ เมื่อคดีตามคำพิพากษาของทั้งสองศาลต่างก็เป็นการวินิจฉัยในเรื่องเดียวกันตามข้อตกลงใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ 12/2547 ระหว่างผู้ร้องกับ ทอท. ว่า ทอท. มีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือไม่ และประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานให้กับอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินภายในประเทศ ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 ยังมีผลบังคับใช้อยู่หรือไม่ ดังนั้น ข้อพิพาทตามคำพิพากษาของศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดจากความสัมพันธ์ในฐานะคู่สัญญาระหว่าง ทอท. กับผู้ร้อง ตามข้อตกลงใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ 12/2547 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 จึงเป็นคดีที่ควรได้รับการพิจารณาพิพากษาในศาลเดียวกัน ซึ่งในเรื่องนี้ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ 16/2559 ว่า ข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับ ทอท. เกี่ยวกับข้อตกลงใช้ทรัพย์สิน บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก เลขที่ 12/2547 เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยการมีผลใช้บังคับของประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นลงของอากาศยานให้กับอากาศยานขนาดเล็กของบริษัทเอกชนในเที่ยวบินที่ใช้เพื่อการฝึกบินภายในประเทศ ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 ออกโดยอาศัยอำนาจของกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2528) ว่าไม่มีผลใช้บังคับ เนื่องจากกฎกระทรวงฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2528) ถูกยกเลิกโดยกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ พ.ศ. 2549 แล้ว ซึ่งประกาศกระทรวงฉบับดังกล่าวถือเป็นเงื่อนไขในการกำหนดค่าธรรมเนียมระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการตามข้อตกลงฉบับพิพาท ก็เป็นอำนาจของศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจเหนือคดีนั้นที่จะวินิจฉัยปรับบทกฎหมายใช้บังคับแก่ข้อเท็จจริงในคดี กรณีนี้จึงสมควรให้บังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจเหนือคดี ดังนี้ คู่ความในคดีนี้จึงต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา การที่ผู้ร้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาโดยชำระเงินค่าธรรมเนียมฯ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ ทอท. จึงชอบแล้ว ส่วนคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษาให้เพิกถอนการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมฯ ตามใบแจ้งหนี้จำนวนห้าฉบับของ ทอท. กับให้ ทอท. คืนเงินที่รับชำระไปแล้วให้แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ย ซึ่ง ทอท. ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยนำเงินไปวางชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อสำนักบังคับคดีปกครองแล้วนั้น ผู้ร้องต้องคืนเงินที่ได้รับชำระไปแล้วให้แก่ ทอท. ด้วย
ส่วนกรณีที่มีการดำเนินการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 กรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (3) ในคดีของศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4424/2562 และกรณีศาลมีความเห็นพ้องกันเรื่องเขตอำนาจศาล ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (1) ในคดีของศาลปกครองตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 562/2566 ซึ่งมาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติให้คำสั่งของศาลตามวรรคหนึ่ง (1) และ (2) และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับเขตอำนาจศาลตามวรรคหนึ่ง (3) ให้เป็นที่สุด และมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปของศาลตามวรรคหนึ่งยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาอีกนั้น คำว่า "เป็นที่สุด"นั้น หมายถึงปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาล แต่กรณีตามคำร้องของผู้ร้องเป็นปัญหาเรื่องคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ซึ่งมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 บัญญัติให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการในการที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ขัดแย้งกันอย่างไร คณะกรรมการจึงชอบที่จะวินิจฉัยชี้ขาดให้คู่ความหรือคู่กรณีปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดของศาลอย่างใดอย่างหนึ่งได้ โดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรมและความเป็นไปได้ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลนั้น ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 14 วรรคสอง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเท่านั้น และมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัติให้ "สัญญาทางปกครอง" หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และบัญญัติให้ "หน่วยงานทางปกครอง" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง เมื่อคดีนี้ บริษัท อ จำกัด (มหาชน) เป็นนิติบุคคลเอกชนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดจึงมิใช่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ แต่อย่างไรก็ตามจำเลยเคยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 และต่อมาได้แปลงสภาพเป็นนิติบุคคลเอกชนตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 โดยมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ในกรณีที่กฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจที่มีการเปลี่ยนทุนเป็นหุ้นของบริษัทหรือกฎหมายอื่นมีบทบัญญัติให้อำนาจรัฐวิสาหกิจดำเนินการใด ๆ ต่อบุคคล ทรัพย์สิน หรือสิทธิของบุคคล หรือมีบทบัญญัติให้การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจนั้นได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการใด หรือได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องใด หรือมีบทบัญญัติให้สิทธิพิเศษแก่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นกรณีเฉพาะ หรือมีบทบัญญัติคุ้มครองกิจการ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นมีผลใช้บังคับต่อไป โดยบริษัทมีฐานะอย่างเดียวกับรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น จำเลยจึงอาจเป็นหน่วยงานทางปกครองประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้ หากจำเลยได้ใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินบริการสาธารณะตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ นอกเหนือจากนี้แล้ว การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป เมื่อพิจารณาสัญญาให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิตอลระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลระดับชาติ ตามใบอนุญาตเลขที่ B1 – N 2001 – 0002 - 56 ระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน 2556 - 16 มิถุนายน 2571 จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้ทำความตกลงกับโจทก์ โดยให้โจทก์ใช้โครงข่ายโทรทัศน์ของจำเลยในการเผยแพร่รายการของโจทก์ โดยโจทก์ตกลงชำระค่าตอบแทนการใช้โครงข่ายโทรทัศน์ตามข้อตกลงการใช้บริการ วัตถุประสงค์ของสัญญาจึงมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ สัญญาให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิตอลจึงมิใช่สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ดังนั้นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้อง เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อตกลงที่โจทก์อ้างตามคำฟ้องกับใบสั่งซื้อ – จ้าง ของจำเลย ใบเสนอราคาและใบส่งของของโจทก์ที่เป็นเอกสารประกอบคำฟ้องแล้ว ปรากฏว่าเป็นเพียงข้อตกลงที่จำเลยจ้างโจทก์ซ่อมเปลี่ยนอะไหล่ บำรุงรักษายานพาหนะประเภทรถแบ็คโฮ รถบรรทุกขยะและเครื่องจักรอื่น ๆ ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อตกลงการจ้างซ่อมเปลี่ยนอะไหล่ บำรุงรักษายานพาหนะประเภทรถแบ็คโฮ รถบรรทุกขยะและเครื่องจักรอื่น ๆ ระหว่างโจทก์และจำเลยตามข้ออ้างในคำฟ้องคดีนี้ จึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้เทศบาลนครหาดใหญ่ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบก ทางน้ำและทางระบายน้ำ ตามมาตรา 56 (1) ประกอบมาตรา 53 (1) (5) และมาตรา 50 (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างคูระบายน้ำคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันโดยปริยาย ดังนี้ การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจสร้างคูระบายน้ำคอนกรีตได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม