คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5234 -ที่ 5238/2566
#700426
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 14 (2) ระบุว่าในคดีอาญาพนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ตาม ป.วิ.อ. และตามกฎหมายอื่นซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าที่ของอัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการ ประกอบกับการมีคำสั่งมอบหมายของอัยการสูงสุดให้พนักงานอัยการ ซึ่งเป็นพนักงานแห่งท้องที่ตามเขตอำนาจศาลที่รับผิดชอบดำเนินคดีอาญาฟ้องจำเลย หาต้องมอบอำนาจให้กระทำการแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องตัวแทน ดังนั้น การที่โจทก์ขอแก้ไขและเพิ่มเติมฟ้องในคดีที่จำเลยที่ 5 ที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 27 และที่ 34 โดยระบุว่า อัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 รับผิดชอบฟ้องคดีและดำเนินคดีแทนอัยการสูงสุด จึงมิใช่เป็นการขอแก้ไขและเพิ่มเติมฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ให้เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 163 และ 164 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท (ผ) 8/2560 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้าสำนวนและสำนวนดังกล่าวว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสามสิบในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 30 เรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 31 และที่ 32 เรียกจำเลยในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท (ผ) 8/2560 ว่า จำเลยที่ 33 เรียกจำเลยในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 34 เรียกจำเลยในสำนวนที่สี่ว่า จำเลยที่ 35 และเรียกจำเลยในสำนวนที่ห้าว่า จำเลยที่ 36 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 33 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีห้าสำนวนนี้

สำนวนแรก โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 30 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 151, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12

สำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 31 และที่ 32 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 151, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 และนับโทษของจำเลยที่ 31 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อ.367/2556 ของศาลจังหวัดมุกดาหาร

สำนวนที่สาม โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 34 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 151, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12

สำนวนที่สี่ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 35 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 151, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12

สำนวนที่ห้า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 36 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 151, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12

จำเลยทั้งสามสิบหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 31 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 และที่ 33 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 20 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 20 และที่ 33 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 และที่ 33 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 1.11 ถึงข้อ 1.17 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 10 และที่ 33 คนละกระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 1 กระทำความผิดรวม 7 กระทง เป็นจำคุก 7 ปี จำเลยที่ 3 กระทำความผิดรวม 7 กระทง เป็นจำคุก 7 ปี จำเลยที่ 4 กระทำความผิดรวม 7 กระทง เป็นจำคุก 7 ปี จำเลยที่ 6 กระทำความผิดรวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี จำเลยที่ 8 กระทำความผิดรวม 6 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยที่ 9 กระทำความผิดรวม 6 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยที่ 10 กระทำความผิดรวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี จำเลยที่ 33 กระทำความผิดรวม 6 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยที่ 20 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด กระทำความผิดรวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 8 เดือน เป็นจำคุก 32 เดือน ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเพื่ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคา สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 1.18 ถึงข้อ 1.69 เป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 และที่ 33 คนละกระทงละ 5 ปี จำเลยที่ 1 กระทำผิดรวม 49 กระทง เป็นจำคุก 245 ปี จำเลยที่ 2 กระทำผิดรวม 7 กระทง เป็นจำคุก 35 ปี จำเลยที่ 3 กระทำผิดรวม 41 กระทง เป็นจำคุก 205 ปี จำเลยที่ 4 กระทำผิดรวม 36 กระทง เป็นจำคุก 180 ปี จำเลยที่ 5 กระทำผิดรวม 4 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี จำเลยที่ 6 กระทำผิดรวม 30 กระทง เป็นจำคุก 150 ปี จำเลยที่ 7 กระทำผิดรวม 44 กระทง เป็นจำคุก 220 ปี จำเลยที่ 8 กระทำผิดรวม 19 กระทง เป็นจำคุก 95 ปี จำเลยที่ 9 กระทำผิดรวม 27 กระทง เป็นจำคุก 135 ปี จำเลยที่ 10 กระทำผิดรวม 19 กระทง เป็นจำคุก 95 ปี จำเลยที่ 11 กระทำความผิดรวม 1 กระทง จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 12 กระทำความผิดรวม 1 กระทง จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 33 กระทำผิดรวม 31 กระทง เป็นจำคุก 155 ปี และจำเลยที่ 20 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเพื่ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคา เป็นความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 20 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 32 กระทง เป็นจำคุก 96 ปี 128 เดือน รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 252 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 35 ปี จำเลยที่ 3 มีกำหนด 212 ปี จำเลยที่ 4 มีกำหนด 187 ปี จำเลยที่ 5 มีกำหนด 20 ปี จำเลยที่ 6 มีกำหนด 152 ปี จำเลยที่ 7 มีกำหนด 220 ปี จำเลยที่ 8 มีกำหนด 101 ปี จำเลยที่ 9 มีกำหนด 141 ปี จำเลยที่ 10 มีกำหนด 100 ปี จำเลยที่ 11 มีกำหนด 5 ปี จำเลยที่ 12 มีกำหนด 5 ปี จำเลยที่ 33 มีกำหนด 161 ปี และจำเลยที่ 20 มีกำหนด 96 ปี 160 เดือน เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 20 และที่ 33 ทุกกระทงความผิดแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 20 และที่ 33 มีกำหนดคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 13 ถึงที่ 19 ที่ 21 ถึงที่ 32 และที่ 34 ถึงที่ 36 ให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 20 และที่ 33 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 13 และที่ 33 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 151 ประกอบมาตรา 86 และเฉพาะจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 12 และที่ 33 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ด้วย จำเลยที่ 20 ถึงที่ 31 และที่ 36 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86, 151 ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำเลยที่ 34 และที่ 35 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86, 151 ประกอบมาตรา 86

จำเลยที่ 1 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 35 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 35 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 52 กระทง เป็นจำคุก 260 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 330 ปี กรณีนี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กำหนดให้โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกว่า 50 ปี จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 50 ปี

จำเลยที่ 2 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 40 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 19 กระทง เป็นจำคุก 95 ปี ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 35 ปี เมื่อรวมกับโทษทุกกระทงแล้วจำคุก 170 ปี กรณีนี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กำหนดให้โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกว่า 50 ปี จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 50 ปี

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 และที่ 33 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 12 และที่ 13 กระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 จำเลยที่ 3 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 30 ปี 40 เดือน จำเลยที่ 4 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 30 ปี 40 เดือน จำเลยที่ 6 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 21 ปี 28 เดือน จำเลยที่ 8 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี 32 เดือน จำเลยที่ 9 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 10 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 11 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 33 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี 36 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 3 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 16 กระทง เป็นจำคุก 48 ปี 64 เดือน จำเลยที่ 4 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 25 กระทง เป็นจำคุก 75 ปี 100 เดือน จำเลยที่ 5 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี 20 เดือน จำเลยที่ 6 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 36 ปี 48 เดือน จำเลยที่ 7 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 8 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 36 ปี 48 เดือน จำเลยที่ 9 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 17 กระทง เป็นจำคุก 51 ปี 68 เดือน จำเลยที่ 10 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 45 ปี 60 เดือน จำเลยที่ 13 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 1 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 33 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 35 กระทง เป็นจำคุก 105 ปี 140 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 3 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 40 กระทง เป็นจำคุก 200 ปี จำเลยที่ 4 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 19 กระทง เป็นจำคุก 95 ปี จำเลยที่ 6 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 20 กระทง เป็นจำคุก 100 ปี จำเลยที่ 7 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 41 กระทง เป็นจำคุก 205 ปี จำเลยที่ 8 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 14 กระทง เป็นจำคุก 70 ปี จำเลยที่ 9 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 75 ปี จำเลยที่ 10 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 50 ปี จำเลยที่ 11 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 1 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี จำเลยที่ 12 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 1 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี จำเลยที่ 33 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 1 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำเลยที่ 3 เป็นจำคุก 278 ปี 104 เดือน จำเลยที่ 4 เป็นจำคุก 200 ปี 140 เดือน จำเลยที่ 5 เป็นจำคุก 15 ปี 20 เดือน จำเลยที่ 6 เป็นจำคุก 157 ปี 76 เดือน จำเลยที่ 7 เป็นจำคุก 214 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 8 เป็นจำคุก 130 ปี 80 เดือน จำเลยที่ 9 เป็นจำคุก 132 ปี 76 เดือน จำเลยที่ 10 เป็นจำคุก 101 ปี 68 เดือน จำเลยที่ 11 เป็นจำคุก 11 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 12 เป็นจำคุก 5 ปี จำเลยที่ 13 เป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 33 เป็นจำคุก 137 ปี 176 เดือน กรณีจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 33 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กำหนดให้โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกว่า 50 ปี จึงลงโทษจำคุกคนละ 50 ปี

จำเลยที่ 20 ถึงที่ 23 ที่ 25 ถึงที่ 28 ที่ 31 และที่ 34 ถึงที่ 36 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 24 ที่ 29 และที่ 30 กระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 จำเลยที่ 20 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี 32 เดือน จำเลยที่ 21 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 1 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 31 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 34 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 21 ปี 28 เดือน จำเลยที่ 35 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 1 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 20 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี 20 เดือน จำเลยที่ 31 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 34 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 1 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 35 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 20 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 37 กระทง เป็นจำคุก 111 ปี 148 เดือน จำเลยที่ 21 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 1 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 22 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี 32 เดือน จำเลยที่ 23 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี 20 เดือน จำเลยที่ 24 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 1 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 25 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 26 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 27 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 28 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 29 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 1 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 30 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 1 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 31 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 1 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 36 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำเลยที่ 20 จำคุก 150 ปี 200 เดือน แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) กำหนดให้โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกว่า 50 ปี จึงลงโทษจำเลยที่ 20 จำคุก 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 21 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 22 จำคุก 24 ปี 32 เดือน จำเลยที่ 23 จำคุก 15 ปี 20 เดือน จำเลยที่ 24 จำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 25 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 26 จำคุก 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 27 จำคุก 9 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 28 จำคุก 9 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 29 จำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 30 จำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 31 จำคุก 15 ปี 20 เดือน นับโทษของจำเลยที่ 31 ต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ อ.367/2556 ของศาลจังหวัดมุกดาหาร จำเลยที่ 34 จำคุก 24 ปี 32 เดือน จำเลยที่ 35 จำคุก 9 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 36 จำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ระหว่างฎีกา จำเลยที่ 13 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 13 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 5 ที่ 7 ถึงที่ 12 ที่ 20 ที่ 21 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 26 ถึง 31 และที่ 34 ถึงที่ 36 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 5 ที่ 7 ถึงที่ 12 และที่ 20 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 7 ที่ 9 ที่ 20 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 28 และที่ 31 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 ที่ 9 ที่ 20 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 28 และที่ 31 เสียจากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 8 ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมบรรยายฟ้องขัดแย้งกันเอง และไม่ได้บรรยายองค์ประกอบความผิดโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 หรือไม่ เห็นว่า ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 275 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2556 ซึ่งใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีนี้ ข้อ 9 วรรคแรก กำหนดว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและต้องมีข้อความเป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม และต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำความผิด พร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้ และวรรคสองกำหนดว่า กรณีที่ศาลเห็นว่า ฟ้องไม่ถูกต้อง ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการสั่งซื้อพัสดุโดยมิชอบอาศัยโอกาสที่ตนมีอำนาจในการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง ได้ใช้อำนาจโดยทุจริต โดยแบ่งหน้าที่กันทำกับจำเลยอื่นซึ่งเป็นพวกของจำเลยที่ 1 แล้ว แม้จำเลยที่ 8 จะมิได้มีหน้าที่ในการจัดซื้อจัดจ้างเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ด้วย การที่โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนจำเลยที่ 8 กระทำความผิดฐานตัวการและผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 83 และ 86 กรณีจึงถือว่าโจทก์ได้ฟ้องเป็นหนังสือและมีข้อความที่เป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง จึงถือได้ว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ไม่ได้ขัดแย้งกันเอง และบรรยายครบองค์ประกอบความผิดโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 แล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 275 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2556 ข้อ 9 วรรคแรกแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 8 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 5 ที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 27 และที่ 34 ข้อต่อไปมีว่า พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด และพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายปราบปรามการทุจริต 1 โจทก์ มีอำนาจฟ้องและใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า แม้ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 275 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2556 ซึ่งใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีนี้ ข้อ 3 ให้ความหมายของคำว่าโจทก์ หมายความว่า อัยการสูงสุด ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็ตาม แต่ระเบียบดังกล่าวเป็นการกำหนดให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 275 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมโดยใช้ระบบไต่สวนเท่านั้น ดังนี้ จึงไม่อาจนำความหมายของคำว่า โจทก์ ซึ่งหมายความว่า อัยการสูงสุด มาเป็นข้อพิจารณาถึงอำนาจฟ้องของโจทก์ได้ ซึ่งการพิจารณาว่าผู้ใดมีอำนาจฟ้องคดีอาญาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 275 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ต้องพิจารณาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะฟ้องคดีนี้ โดยมาตรา 97 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ข้อกล่าวหาใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีความผิดทางอาญา ให้ประธานกรรมการส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด หรือฟ้องคดีต่อศาลกรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี โดยให้ถือว่ารายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษากับจำเลยที่ 5 ที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 27 และที่ 34 โดยแยกเป็นกรรมหรือกลุ่มของการกระทำความผิดเพื่อสะดวกในการฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 97 ตามมติการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 433-91/2555 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 แก้ไขเพิ่มเติมในการประชุมครั้งที่ 438/2556 เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 เช่นนี้ ตามบทบัญญัติดังกล่าวอัยการสูงสุดจึงเป็นผู้มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 27 และที่ 34 แต่อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 14 (2) บัญญัติว่า พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้ (2) ในคดีอาญา มีอำนาจและหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และตามกฎหมายอื่นซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการ ประกอบกับการมีคำสั่งมอบหมายของอัยการสูงสุดให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด และพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ซึ่งเป็นพนักงานแห่งท้องที่ตามเขตอำนาจศาลรับผิดชอบดำเนินคดีอาญาฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 27 และที่ 34 ต่อศาลอาญานั้น หาจำต้องมอบอำนาจให้กระทำการแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะตัวแทนแต่อย่างใด ดังนั้น การที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด และพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 27 และที่ 34 เท่ากับอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด และพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ฟ้องจำเลยดังกล่าวแล้ว ซึ่งอำนาจฟ้องคดีนี้เป็นไปโดยผลของกฎหมาย พนักงานอัยการสำนักอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุดและพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 27 และที่ 34 เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์ขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องในคดีที่ฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 27 และที่ 34 โดยระบุว่า คดีนี้อัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 5) รับผิดชอบฟ้องและดำเนินคดีแทนอัยการสูงสุด จึงมิใช่เป็นการขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ให้เป็นฟ้องที่สมบูรณ์แต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 และ 164 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด และพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีและเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ฎีกาจำเลยที่ 5 ที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 27 และที่ 34 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ โดยมาตรา 7 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 151 และมาตรา 157 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้บังคับภายหลังกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 20 ที่ 22 ถึงที่ 26 ที่ 28 ที่ 31 ที่ 33 ถึงที่ 35 จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 20 ที่ 22 ถึงที่ 26 ที่ 28 ที่ 31 ที่ 33 ถึงที่ 35 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และศาลอุทธรณ์ไม่ได้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 และที่ 33 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 และที่ 33 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 และเฉพาะจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 12 และที่ 33 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย จำเลยที่ 20 ที่ 22 ถึงที่ 26 ที่ 28 และที่ 31 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86, 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำเลยที่ 35 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86, 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ที่ 20 ที่ 22 ถึงที่ 26 ที่ 28 ที่ 31 ที่ 33 และที่ 35 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 21 ที่ 27 ที่ 29 ที่ 30 ที่ 34 และที่ 36 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163 ม. 164
พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 ม. 14 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ป. หรือนางสาว ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นายพลีส เทอดไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
กัมปนาท วงษ์นรา
นพรัตน์ ชลวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5220/2566
#699328
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 122 หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไม่ ผู้ร้องชำระราคาห้องชุดให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะได้รับจากผู้ร้องอีก คงมีแต่หน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายคือโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องเท่านั้น การที่ห้องชุดติดจำนองบริษัท ฮ. ก็เป็นหน้าที่ของลูกหนี้ที่ต้องไถ่ถอนจำนองจากบริษัท ฮ. หาใช่หน้าที่ที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติต่อผู้ร้องไม่ ประกอบกับศาลได้มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้อง อันทำให้สิทธิของผู้ร้องมิใช่สิทธิตามสัญญาโดยแท้แต่เป็นสิทธิตามคำพิพากษา จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของผู้คัดค้านที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องจะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ ผู้คัดค้านจึงไม่อาจอ้างอำนาจตามมาตรา 122 มาปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาที่จะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2559 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้านที่ยกคำร้องของผู้ร้อง และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 ของลูกหนี้ให้แก่ผู้ร้องโดยปราศจากภาระติดพันด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ หากไม่ชำระให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 ให้แก่ผู้ร้อง ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความแก่ผู้ร้อง 4,000 บาท โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 ให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 กับลูกหนี้ โดยผู้ร้องชำระราคาค่าห้องชุดทั้งห้าห้องครบถ้วนแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องและลูกหนี้นำห้องชุดดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่บริษัท ฮ. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2559 ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องลูกหนี้ต่อศาลจังหวัดพัทยาให้ปฏิบัติตามสัญญา วันที่ 25 เมษายน 2559 ศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.632/2559 ให้ลูกหนี้ชำระเงินจำนวน 21,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง หรือให้ลูกหนี้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 แก่ผู้ร้อง แต่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้และไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลจังหวัดพัทยาออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ผู้ร้อง แต่เนื่องจากผู้ร้องไม่มีหนังสือรับรองการปลอดหนี้จากนิติบุคคลอาคารชุด เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องแก่ผู้ร้องได้ ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ แต่ผู้คัดค้านเห็นว่าห้องชุดทั้งห้าห้องติดจำนองบริษัท ฮ. ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว สิทธิตามคำพิพากษาของผู้ร้องมีภาระเกินกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ ผู้คัดค้านจึงไม่ยอมรับสิทธิตามคำพิพากษา แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้คัดค้านมีอำนาจปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องแก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122 นั้น หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไม่ คดีนี้ผู้ร้องได้ชำระราคาห้องชุดให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะได้รับจากผู้ร้องอีก ลูกหนี้คงมีแต่เพียงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายคือการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องเท่านั้น ส่วนการที่ห้องชุดดังกล่าวติดจำนองบริษัท ฮ. ก็เป็นหน้าที่ของลูกหนี้ที่ต้องไถ่ถอนจำนองจากบริษัท ฮ. หาใช่หน้าที่ที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติต่อผู้ร้องไม่ ประกอบกับศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.632/2559 ให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องอันทำให้สิทธิของผู้ร้องมิใช่สิทธิตามสัญญาโดยแท้แต่เป็นสิทธิตามคำพิพากษา จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของผู้คัดค้านที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องจะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ ผู้คัดค้านจึงไม่อาจอ้างอำนาจตามมาตรา 122 มาปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาที่จะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องได้ และแม้ว่าห้องชุดทั้งห้าห้องติดจำนองบริษัท ฮ. ก็ตาม แต่การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องสามารถแยกส่วนกับภาระหนี้จำนองและการไถ่ถอนจำนองที่ลูกหนี้มีต่อบริษัท ฮ. ผู้รับจำนอง ทั้งบริษัท ฮ. ผู้รับจำนองเพียงแต่มีคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) ให้ผู้คัดค้านดำเนินการยึดห้องชุดทรัพย์จำนองแต่ละห้องออกขายทอดตลาดแล้วขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ยังขาดอยู่ และผู้คัดค้านมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัท ฮ. ได้รับชำระหนี้ตามคำขอ อำนาจในการจัดการห้องชุดทั้งห้าห้องดังกล่าวจึงตกเป็นของผู้คัดค้านและอยู่ในวิสัยที่ผู้คัดค้านจะดำเนินการในส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดภาระจำนองโดยนำเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ไปไถ่ถอนจำนองจากบริษัท ฮ. ผู้รับจำนองได้ และการดำเนินการดังกล่าวหาได้กระทบสิทธิของบริษัท ฮ. ผู้รับจำนองดังที่ผู้คัดค้านฎีกาไม่ ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า กองทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่มีเงินเพียงพอที่จะนำไปไถ่ถอนจำนองห้องชุดทั้งห้าห้องจากบริษัท ฮ. ผู้รับจำนองนั้น ก็หาใช่ข้ออ้างในการปฏิเสธที่จะไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ส่วนการที่ศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระเงิน 21,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่ผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวต่อผู้คัดค้านภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 ก็หาได้เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องมิให้ร้องขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวในส่วนที่ให้ลูกหนี้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้องไม่ เพราะคำพิพากษาของศาลจังหวัดพัทยาให้สิทธิผู้ร้องในการเลือกว่าจะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้เงินแก่ผู้ร้องหรือให้ลูกหนี้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้องอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ ผู้ร้องจึงชอบที่จะขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดพัทยาในส่วนที่ให้ลูกหนี้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่ผู้ร้องได้ ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 146 นั้น ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลล่าง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาว่า หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น เนื่องจากผู้คัดค้านมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งห้าห้องให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ อันเป็นหนี้กระทำการอยู่ด้วย มิใช่การทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงอย่างเดียว กรณีจึงไม่อาจให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาในส่วนนี้มานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 291/17, 291/18, 291/19, 291/20 และ 291/30 โครงการ ว. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25706 ให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดจำนองด้วยค่าใช้จ่ายของลูกหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 122
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง น. ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัท ว. ลูกหนี้ล้มละลาย นาย ม.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางนุชนภางค์ ศิริอัสสกุล
- นายฐานิต ศิริจันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
ธีระพล ศรีอุดมขจร
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5217/2566
#698979
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามรับทราบกำหนดนัดพิจารณาในวันที่ 15 มิถุนายน 2564 โดยชอบแล้วไม่มาศาล ในวันนัดทนายโจทก์แถลงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปพิจารณาวันที่ 26 สิงหาคม 2564 ซึ่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 15 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่คู่ความไม่มาศาลในนัดใดไม่ว่าจะได้รับอนุญาตจากศาลหรือไม่ ให้ถือว่าคู่ความนั้นได้ทราบกระบวนพิจารณาของศาลในนัดนั้นแล้ว จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสามทราบกำหนดนัดพิจารณาในวันที่ 26 สิงหาคม 2564 โดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสามไม่มาศาลในวันนัดและศาลมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาแล้วให้พิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวจึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว

ในการพิจารณาคดีของศาลนั้น หากศาลเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและเที่ยงธรรม เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความร้องขอ ศาลอาจกำหนดให้ดำเนินกระบวนพิจารณาด้วยวิธีพิจารณาคดีผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ข้อ 4 และข้อ 13 ประกอบกับการสืบพยานโจทก์ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น ไม่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียสิทธิในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด หากจำเลยทั้งสามมาศาลในวันนัด จำเลยทั้งสามยังสามารถยื่นคำให้การ ถามค้านพยานโจทก์ตลอดจนนำพยานเข้าสืบในวันนัดได้ การที่ศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้โจทก์สืบพยานผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว จึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 โจทก์ทำหนังสือค้ำประกันหนี้สินเชื่อเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคาร ท. วงเงินไม่เกิน 3,470,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารดังกล่าวในวงเงิน 5,000,000 บาท มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ ธนาคาร ท. ฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ.4525/2559 ต่อมาธนาคาร ท. มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกัน เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 โจทก์ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารดังกล่าว เป็นเงิน 3,470,000 บาท แล้ว โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากธนาคาร ท. ไล่เบี้ยให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2560 จนถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์บางส่วนคงเหลือดอกเบี้ย 923,073.97 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 4,393,073.97 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเป็นสัดส่วนเท่าๆ กัน เป็นเงินคนละ 1,464,357.99 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกมีว่า กรณีมีเหตุต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลางหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความโดยแจ้งชัดว่าจำเลยทั้งสามรับทราบกำหนดนัดพิจารณาในวันที่ 15 มิถุนายน 2564 โดยชอบแล้วจำเลยทั้งสามต้องมาศาลตามกำหนดนัด แต่จำเลยทั้งสามไม่มาศาลโดยไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี เมื่อทนายโจทก์แถลงว่ายังไม่ได้รับสัญญาค้ำประกันของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ขอหมายเรียกจากธนาคาร ท. และเป็นเอกสารสำคัญ จึงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตให้เลื่อนคดีไปพิจารณาวันที่ 26 สิงหาคม 2564 เช่นนี้ หากจำเลยทั้งสามมาศาลในวันนัดจำเลยทั้งสามย่อมทราบวันเวลาที่ศาลเลื่อนพิจารณาออกไปซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 15 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่คู่ความไม่มาศาลในนัดใดไม่ว่าจะได้รับอนุญาตจากศาลหรือไม่ ให้ถือว่าคู่ความนั้นได้ทราบกระบวนพิจารณาของศาลในนัดนั้นแล้ว ดังนี้กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสามทราบกำหนดนัดพิจารณาในวันที่ 26 สิงหาคม 2564 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสามไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาวันที่ 26 สิงหาคม 2564 ที่ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาแล้วให้พิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวจึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อมามีว่า การที่โจทก์มีคำร้องขอสืบพยานทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบจอภาพ และศาลมีคำสั่งอนุญาต โดยจำเลยทั้งสามไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ใช้วิธีพิจารณาคดีผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์จะชอบด้วยกระบวนพิจารณาหรือไม่นั้น เห็นว่า ในการพิจารณาคดีของศาลนั้น หากศาลเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็วและเที่ยงธรรม เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความร้องขอ ศาลอาจกำหนดให้ดำเนินกระบวนพิจารณาด้วยวิธีพิจารณาคดีผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ข้อ 4 และข้อ 13 ประกอบกับการสืบพยานโจทก์ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น ไม่ทำให้จำเลยทั้งสามเสียสิทธิในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด หากจำเลยทั้งสามมาศาลในวันนัด จำเลยทั้งสามยังสามารถยื่นคำให้การ ถามค้านพยานโจทก์ตลอดจนนำพยานเข้าสืบในวันนัดได้ แต่กลับเป็นจำเลยทั้งสามที่ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาเสียเอง การที่ศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้โจทก์สืบพยานผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว จึงชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัท ป.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวทิพนที ลิ้มธนากุล
- นายพูนศักดิ์ เข็มแซมเกษ
ชื่อองค์คณะ
เดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
อำนวย โอภาพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5213/2566
#699325
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้คัดค้านนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเกินกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่แจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร อันเป็นการฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ถือเป็นความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายศุลกากรอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (7) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าเงินตราต่างประเทศของกลางเป็นเงินตราที่ได้มาโดยมิชอบ เงินตราต่างประเทศของกลางจึงมิใช่เครื่องมือหรือทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร จึงไม่อาจริบเงินของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 จำนวน 1 รายการ เป็นเงิน 158,600 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาทไทย 4,810,862 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 มาตรา 51 และมาตรา 58

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง และให้คืนทรัพย์ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 จำนวน 1 รายการ เป็นเงิน 158,600 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาทไทย 4,810,828 บาท (ที่ถูก 4,810,862 บาท) พร้อมดอกผลแก่ผู้คัดค้าน โดยให้คืนเมื่อคดีถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เงินจำนวน 4,810,862 บาท และเงินดอลลาร์สหรัฐ ฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ 4 ฉบับ รวมเป็นเงิน 400 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งชำรุดไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้พร้อมดอกผล ตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 เจ้าหน้าที่ศุลกากรฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 2 ส่วนบริการผู้โดยสาร สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตรวจค้นผู้คัดค้านสัญชาติแทนซาเนีย ซึ่งเดินทางมาจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่บริเวณช่องตรวจผู้โดยสารไม่มีสิ่งของต้องสำแดง (ช่องเขียว) โซนซี อาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ พบธนบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 1,586 ฉบับ เป็นเงิน 156,800 ดอลลาร์สหรัฐ ฉบับละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 36 ฉบับ เป็นเงิน 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 158,600 ดอลลาร์สหรัฐ บรรจุในซองสีน้ำตาลซุกซ่อนอยู่ในถุงเท้าทั้งสองข้างที่ผู้คัดค้านสวมใส่ เจ้าหน้าที่ศุลกากรแจ้งข้อหาผู้คัดค้านว่า กระทำความผิดฐานส่ง หรือนำ หรือพยายามส่ง หรือนำ หรือช่วยเหลือ หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ หรือไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องในการส่ง หรือนำเงินตราต่างประเทศหรือธนบัตรต่างประเทศ หรือหลักทรัพย์ ไม่ว่าของไทยหรือต่างประเทศออกไปนอก หรือเข้ามาในประเทศไทยโดยฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงการคลัง หรือประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 เจ้าหน้าที่ประจำด่านยึดเงินดังกล่าวไว้เป็นของกลาง ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดเงินดังกล่าวชั่วคราว และมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้เงินตราต่างประเทศดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า เงินตราต่างประเทศที่ถูกยึดไว้ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) ซึ่งศาลจะต้องมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่เพียงว่า เงินตราต่างประเทศที่ถูกยึดไว้พร้อมดอกผลเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เนื่องจากเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเท่านั้น ประเด็นเรื่องอื่นที่ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์โต้แย้งจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในชั้นนี้จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเพียงว่า เงินตราต่างประเทศพร้อมดอกผลตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 เป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบส่งหรือนำเงินออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทย ให้ถือว่าเงินตราต่างประเทศเป็นของตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และวรรคสองบัญญัติว่า การส่งหรือนำ หรือพยายามส่งหรือนำ หรือช่วยเหลือหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการส่งหรือนำเงินตราต่างประเทศออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทย โดยฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ๆ ให้ถือว่าเป็นการส่งหรือนำของต้องจำกัดออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศไทยอันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรด้วย และให้นำบทกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและอำนาจพนักงานศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ว่าด้วยการตรวจของและป้องกันลักลอบหนีศุลกากร การตรวจค้น การยึดและริบของหรือการจับกุมผู้กระทำ การแสดงเท็จและการฟ้องร้องมาใช้บังคับแก่การกระทำดังกล่าวรวมทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้อง และมาตรา 8 บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ มีความผิดต้องระวางโทษปรับ หรือจำคุก ซึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 25 (พ.ศ. 2550) ข้อ 10 บัญญัติว่า บุคคลใดนำเงินตราต่างประเทศที่เป็นธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์อันมีมูลค่ารวมกันเกินจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศต้องแจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศนั้นตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรในขณะที่ผ่านศุลกากรทุกแห่ง หรือเจ้าพนักงานประจำด่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านพรมแดน หรือช่องทางอื่นใดซึ่งใช้เป็นทางออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศ เฉพาะที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในขณะที่ผ่านด่านหรือช่องทางดังกล่าว โดยมีเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ เนื่องจากประเทศไทยได้เปิดเสรีทางด้านการเงินและผ่อนคลายการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ทำให้ประชาชนสามารถนำเงินตราต่างประเทศออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศได้โดยไม่จำกัด ในบางครั้งจึงเกิดการลักลอบส่งหรือนำเงินตราต่างประเทศที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายออกไปนอกหรือเข้ามาในประเทศ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงทางการเงินของประเทศ จึงกำหนดมาตรการกำกับดูแลการเคลื่อนไหวของเงินตราต่างประเทศเพื่อป้องกันการกระทำดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเกินกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งฟังไม่ได้ว่าเป็นเงินตราต่างประเทศที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่แจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรแล้วถูกตรวจค้นจับกุม ลักษณะความผิดของผู้คัดค้านจึงเป็นเรื่องการฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ซึ่งหากผู้คัดค้านแจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศที่นำติดตัวเข้ามาต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรในขณะที่ผ่านศุลกากรก็จะไม่มีความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ความผิดตามกฎหมายที่บัญญัติเช่นนี้เป็นการกำหนดหน้าที่ให้ปฏิบัติ หากฝ่าฝืนด้วยการงดเว้นไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด จึงจะมีความผิดตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ เมื่อการกระทำความผิดของผู้คัดค้านเกิดจากการงดเว้นกระทำการตามหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ เงินตราต่างประเทศของกลางจึงมิใช่เครื่องมือหรือทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านได้ใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวแต่อย่างใด แม้การกระทำของผู้คัดค้านจะเป็นความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรด้วยก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติให้ถือว่าเงินตราต่างประเทศเป็นของตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และให้นำบทกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและอำนาจพนักงานศุลกากรตามกฎหมายมาใช้บังคับเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการตรวจค้น การยึดและริบของกลาง หรือการจับกุมผู้กระทำผิดเป็นสำคัญ โดยที่ลักษณะการกระทำความผิดของผู้คัดค้านยังคงเป็นเช่นเดิม กรณีจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงทำให้เงินตราต่างประเทศที่ยึดไว้กลายเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เงินตราต่างประเทศตามคำร้องพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ด้วยเหตุเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนเงินจำนวน 4,810,862 บาท และเงินดอลลาร์สหรัฐฉบับละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งชำรุดไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้พร้อมดอกผลตามบัญชีรายการทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.10 แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ม. 8 ม. 8 ทวิ
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (7)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นาย ซ. (MR.M)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปัญจพล เสน่ห์สังคม
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีย์ ทัศนา
ชื่อองค์คณะ
โสภณ พรหมสุวรรณ
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
สมชาย เงารุ่งเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5209/2566
#699746
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ก่อนถึงกำหนดวันที่ลงในเช็ค จำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยย่อมไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของตนเองนับแต่วันดังกล่าว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 เมื่อโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย" แสดงว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดำเนินการตามอำนาจในการจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยเพื่อเข้ากองทรัพย์สินและนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ด้วยการมีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท การที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินมิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลย จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 5472/2558 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2559 จำเลยออกเช็ค ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 จำนวนเงิน 3,000,000 บาท เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 โดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย" ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2563 ไม่มีเงินในบัญชีธนาคารของจำเลย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยออกเช็คล่วงหน้านับแต่วันที่ออกเช็คถึงวันที่ลงในเช็คเป็นระยะเวลาห่างกันถึงสามปีเศษเพื่อชำระหนี้ แต่เมื่อก่อนถึงกำหนดวันที่ลงในเช็ค จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยย่อมไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของตนเองนับแต่วันดังกล่าว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 ทั้งตามใบแจ้งรายการบัญชีเงินฝากกระแสรายวันระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2563 จำเลยไม่มีเงินคงเหลือในบัญชี เมื่อโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย" แสดงว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดำเนินการตามอำนาจในการจัดการและเก็บรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลายเพื่อเข้ากองทรัพย์สินและนำมาชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ รวมทั้งมีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท ดังนั้น การที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงมิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลยแต่อย่างใด จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ภ.
จำเลย — นางสาว ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาพระโขนง — นายจามร โสมานันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญศักดิ์ สมประโยชน์
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช มนูรังสรรค์
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
วินิตย์ ศรีภิญโญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5208/2566
#699745
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาหนังสือรับสภาพหนี้ทั้งสามฉบับระบุรายละเอียดของเช็คพิพาทว่าจำเลยออกเพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แต่ละฉบับ จำเลยมีเจตนาออกเช็คพิพาทแต่ละฉบับเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ตาม ป.อ. มาตรา 91 รวม 3 กระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) จำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยยืมเงินโจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้จำนวน 3 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 10 มกราคม 2563 จำนวนเงิน 100,000 บาท กำหนดชำระเงินวันที่ 4 มิถุนายน 2563 และจำเลยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 4 มิถุนายน 2563 จำนวนเงิน 100,000 บาท มอบแก่โจทก์ ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 จำนวนเงิน 140,000 บาท กำหนดชำระเงินวันที่ 8 มิถุนายน 2563 และจำเลยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 8 มิถุนายน 2563 จำนวน 140,000 บาท มอบแก่โจทก์ และฉบับที่ 3 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 จำนวนเงิน 52,500 บาท กำหนดชำระเงินวันที่ 2 มิถุนายน 2563 และจำเลยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 2 มิถุนายน 2563 จำนวนเงิน 52,500 บาท มอบแก่โจทก์ เมื่อเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คฝากธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "เช็คสั่งจ่ายผิดปกติ เช็คสั่งจ่ายไม่ถูกต้อง" "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" และ "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อเป็นประกันเงินกู้ยืมกับโจทก์ และขณะออกเช็คพิพาทยังไม่ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้นั้น เห็นว่า โจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยยืมเงินพยาน 3 ครั้ง โดยทำหนังสือรับสภาพหนี้และสั่งจ่ายเช็คพิพาทตามจำนวนเงินที่ยืมแต่ละครั้งเพื่อชำระหนี้แก่พยาน แม้โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยยืมเงินพยานโดยนำเช็คมาค้ำประกันว่าหากไม่ชำระหนี้ ให้พยานบังคับตามเช็ค ขณะจำเลยเขียนเช็คทั้งสามฉบับยังไม่มีการจัดทำหนังสือรับสภาพหนี้ แต่โจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านด้วยว่า จำเลยยืมเงินพยานหลายครั้ง ไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงิน แต่บางครั้งจำเลยออกเช็คมอบให้พยาน หนังสือรับสภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 1 และ 5 พฤษภาคม 2563 เกิดจากจำเลยยืมเงินแล้วออกเช็คไว้แต่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ จึงให้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า ตามหนังสือรับสภาพหนี้จำเลยเขียนเองตามที่กู้ยืมเงินกัน แสดงว่าก่อนหน้านี้จำเลยยืมเงินและออกเช็คมอบให้โจทก์ แต่โจทก์ไม่สามารถนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินได้ โจทก์จึงให้จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้และออกเช็คพิพาทไว้ และโจทก์มีนายอภิชัย สามีโจทก์ เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยเขียนหนังสือรับสภาพหนี้ตามหนี้กู้ยืมเงิน จำเลยสัญญาว่าจะชำระเงินภายใน 1 เดือน โดยออกเช็คพิพาทและจำเลยมอบให้ไว้ในวันทำหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลยบอกให้นำเช็คไปขึ้นเงินเมื่อถึงกำหนด และเมื่อพิจารณาหนังสือรับสภาพหนี้ทั้งสามฉบับระบุรายละเอียดของเช็คพิพาทว่าจำเลยออกเพื่อชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แต่ละฉบับ เมื่อจำเลยมิได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยเจตนาออกเช็คพิพาทแต่ละฉบับเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 (1)
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นางสาวสิรพิชญ์ สินมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
ปิยนุช มนูรังสรรค์
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
วินิตย์ ศรีภิญโญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5200/2566
#700608
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3325 เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) เมื่อที่ดินพิพาทในคดีนี้ก็เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3325 เช่นเดียวกัน จึงเป็นกรณีคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆ เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) จำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างว่า มีสิทธิในที่ดินพิพาท จึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าอย่างไร การนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นการนำสืบโดยใช้วิธีอธิบายพยานเอกสารให้มีความหมายต่างไปจากที่ปรากฎในพยานเอกสารหรือเป็นการให้ความเห็นเท่านั้น ถือว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า จึงต้องฟังว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ

คำขอท้ายฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหาย เดือนละ 44,304 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดและขับไล่จำเลยทั้งสี่ออกจากที่ดินของโจทก์ จำนวนค่าเสียหายจึงเริ่มต้นนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตย่อมไม่อาจคำนวณค่าเสียหายเป็นจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ได้ ถือว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3325, 3369, 3370 และ 3371 ให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สิน รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการเองโดยจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 44,304 บาท นับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดและขับไล่จำเลยทั้งสี่ออกไปจากที่ดิน

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3325, 3369, 3370 และ 3371 เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ราชพัสดุ ชบ.465 ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนสำหรับจำเลยทั้งสี่และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่มีว่า ที่ดินพิพาทออกโฉนดทับที่สนามยิงเป้าอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยมีนาวาโทวัลลภ เคยดำรงตำแหน่ง นายทหารที่ดิน กรมสวัสดิการทหารเรือ เบิกความถึงประวัติความเป็นมาของที่ดินสนามยิงเป้า ประกอบหนังสือโต้ตอบของหน่วยราชการเกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดินเพิ่ม 8 โฉนดระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2458 (เดิมถือวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นต้นปี ต่อมาถือวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็นต้นไป ตามสำเนาประกาศคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เอกสารหมาย จ. 24) โดยแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 แนบท้ายหนังสือศาลากลางเมืองชลบุรี ที่ 36/4132 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2458 เอกสารหมาย จ. 18 เป็นหนังสือที่อำมาตย์เอกพระยาประชาไศรยสรเดช ผู้รั้งตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มีไปถึงนายพลเรือตรี ปลัดทูลฉลองกระทรวงทหารเรือ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2458 ในการจัดซื้อที่ดินมีโฉนด 8 แปลง ว่า ได้จัดทำแผนที่ เอกสารหมาย จ. 19 กำหนดขอบเขตของสนามยิงเป้าไว้รวมที่ดิน 8 โฉนด ที่จัดซื้อเพิ่มด้วย ซึ่งต้นฉบับเดิมชำรุดเสียหาย เจ้าพนักงานที่จังหวัดชลบุรีจึงออกใบแทนโฉนดให้ โดยที่ดินมีโฉนด 8 แปลง ดังกล่าวอยู่กระจัดกระจายติดต่อกันบ้างไม่ติดต่อกันบ้างเป็นบางส่วนของพื้นที่สนามยิงเป้า แผนที่เอกสารหมาย จ. 19 เป็นแผนที่ขอบเขตสนามยิงเป้าที่จัดทำขึ้นใน ปี 2458 หนังสือตอบโต้ของหน่วยราชการเอกสารหมาย จ. 11 ถึง จ. 19 ดังกล่าวไม่มีผู้รู้เห็นโดยตรงหลงเหลืออยู่ จะต้องรับฟังจากคำบอกเล่าและเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้เป็นสำคัญ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ในปี 2458 กองทัพเรือได้กำหนดขอบเขตพื้นที่สนามยิงเป้าไว้ตามแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 ส่วนแผนที่เอกสารหมาย จ. 21/1 (จ. 21 แผ่นที่ 3 (ที่ถูก แผ่นที่6)) เป็นแผนที่จัดทำในการรังวัดสอบเขตสนามยิงเป้าในปี 2470 กรณีที่ราษฎร 2 รายบุกรุก แนบท้ายหนังสือศาลารัฐบาลมณฑลปราจิณ ที่ 404/16512 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2470 สมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลปราจิณ กราบทูลมหาอำมาตย์เอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ทรงทราบ ต้นฉบับแผนที่มีสภาพเก่า กรมธนารักษ์จึงมอบหมายให้นายนพชัย ทำสำเนาขึ้นใหม่ ซึ่งรูปแผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 รูปเหมือนกับแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2501 กองทัพเรือขอใช้ที่ดินสนามยิงเป้าอีกครั้งเพื่อประโยชน์ด้านการสวัสดิการทหารเรือ ซึ่งในหนังสือก็ระบุว่า คือ "ด้วยเมื่อประมาณ พ.ศ. 2465 กองทัพเรือได้ปกครอง…ที่ดินของทางราชการ เพื่อประโยชน์ในราชการทหารเรือในขณะนั้น ที่ดินดังกล่าว คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3033, 3034, 3035, 3036, 3037, 3038, 3039 และ 2617 กับที่ไม่มีโฉนดบริเวณใกล้เคียงกัน ซึ่งใช้เป็นสนามยิงเป้าและกิจการอื่นของกองทัพเรือในขณะนั้น" อันแสดงว่านอกจากที่ดินมีโฉนด 8 แปลง แล้วยังมีที่ดินที่ไม่มีโฉนดรวมเป็นสนามยิงเป้าด้วย เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2502 กระทรวงการคลังไม่ขัดข้องและขอให้สอบสวนกรณีผู้ออกโฉนดทับที่ดินดังกล่าว กองทัพเรือสอบสวนหลวงวินิจสาลี อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี โดยที่เมื่อประมาณปี 2458 ยังรับราชเป็นนายทะเบียนที่ดินจังหวัดชลบุรี เป็นผู้ไปดูเขตสงวนสนามยิงเป้า กับพระยาประชาไศรยสรเดช ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ในสมัยนั้น และเป็นผู้ลงชื่อในแผนที่หมาย จ. 19 ด้วย โดยลงชื่อว่า "นายช้อย" (หลวงวินิจสาลี ชื่อเดิม นายช้อย) และสอบสวนขุนวงศาโรจน์เกษตรสาร อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีต่อจากหสวงวินิจสาลีเมื่อประมาณ พ.ศ. 2481 และทราบอาณาเขตบริเวณสนามยิงเป้า ทั้งหลวงวินิจสาลีและขุนวงศาโรจน์เกษตรสารรับรองแผนที่เอกสารหมาย จ. 30 และเอกสารหมาย จ. 29 (แผนที่ต่อเนื่องกันเป็นผังเดียว) ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ. 27 และ จ. 28 ซึ่งแผนที่เอกสารหมาย จ. 30 และ จ. 29 (แผนที่ต่อเนื่องกันเป็นผังเดียว) ก็เหมือนกับแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 และแผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 เมื่อพิจารณาระวาง 36ต 11ฏ เอกสารหมาย ล. 22 ที่จำเลยทั้งสี่อ้างเข้ามาในสำนวน ที่ดินพิพาทระบายด้วยสีชมพู โดยนำไปเทียบกับระวาง 36ต 11ฏ ปี 2496 เอกสารหมาย จ. 29 ซึ่งรับรองแนวเขตสนามยิงเป้าโดยหลวงวินิจสาลีเมื่อปี 2502 และขุนวงศาโรจน์เกษตรสารเมื่อ ปี 2503 ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ. 27 และ จ. 28 ตามลำดับ และนำไปเทียบกับแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 ปี 2458 ซึ่งจัดทำโดยขุนวินิจสาลีแล้ว ที่พิพาทอยู่ในเขตสนามยิงเป้า โดยแผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 ถูกใช้ในการทำแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล. 7 จำเลยทั้งสี่เองก็รับรองแผนที่พิพาทนี้ไว้แล้วในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 โดยจำเลยทั้งสี่แถลงขอใช้แผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล. 7 กรณีจึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่เขตของที่ดินตามแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 จ. 21/1 (จ. 21 แผ่นที่ 6)

ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า แผนที่เอกสารหมาย จ. 19 แผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 3 (ที่ถูก แผ่นที่ 6) (คัดลอกมาจากเอกสารหมาย จ. 21/1) ที่โจทก์อ้างว่าเป็นแผนที่สนามยิงเป้าบางพระของกองทัพเรือที่รังวัดจัดทำขึ้นในปี 2470 เป็นความเท็จ แผนที่ดังกล่าวไม่มีอยู่จริงนั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2560 ระบุว่า "เจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์ได้นำต้นฉบับเอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 มาอ้างต่อศาลเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายตรวจดู แต่ต้นฉบับเอกสารดังกล่าวมีสภาพเก่ามาก ฉีกขาดออกเป็นส่วน ๆ เจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์จึงได้นำต้นฉบับเอกสารที่ฉีกขาดดังกล่าวมาปะติดปะต่อกับสำเนาแผนที่ฉบับใหญ่เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายตรวจดูความถูกต้อง เสร็จแล้วได้ขอคืนต้นฉบับดังกล่าว คู่ความอีกฝ่ายตรวจดูต้นฉบับกับสำเนาแผนที่ฉบับใหญ่แล้ว โจทก์จึงขออ้างส่งเพิ่มเติม ศาลหมาย จ. 21/1" อันเป็นการที่ฝ่ายจำเลยทั้งสี่ได้ตรวจดูกับต้นฉบับแผนที่แนบท้ายหนังสือศาลารัฐบาลมณฑลปราจิณ ที่ 404/16512 วันที่ 29 ธันวาคม 2470 สมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลปราจิณ กราบทูล มหาอำมาตย์เอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ทรงทราบ ในการรังวัดสอบเขตเนื่องจากมีผู้บุกรุกเขตสนามยิงเป้า อันแสดงให้เห็นถึงความมีอยู่จริงของต้นฉบับแผนที่ เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 แล้ว

ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า นางสมบุญครอบครองและทำประโยชน์จนได้สิทธิในที่ดินพิพาท เดิมที่ดินพิพาทเป็นแปลงเลขที่ 137 และต่อมานายเพา นายทิว และนายหง ต่างคนต่างเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องเรื่อยมานั้น ตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ หน้า 84 รับว่า "ระหว่างปี 2469 ถึงปี 2476 วันเวลาใดไม่ปรากฎชัด นางสมบุญได้ละทิ้งที่ดินพิพาทไปซึ่งตามกฎหมายที่ดินถือว่าสละการครอบครอง หลังจากนั้นมีนายเพา นายทิว นายหง ต่างคนต่างเข้าครอบครองและทำประโยชน์โดยทำนาและปลูกสับปะรดในที่ดินบางส่วนของที่ดินเลขที่ 137 ตามกฎหมายที่ดินถือว่า เป็นการสืบสิทธิการครอบครองที่ดินแปลงเลขที่ 137 ต่อจากนางสมบุญ" รวมทั้งจำเลยที่ 3 ก็ตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า นายเพาได้ก่นสร้างเข้าครอบครอง ไม่ได้อ้างว่าได้ครอบครองต่อจากนางสมบุญ ถือว่าจำเลยทั้งสี่รับข้อเท็จจริงแล้วว่านางสมบุญได้สละการครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว ยิ่งกว่านั้น แม้จำเลยทั้งสี่จะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินเลขที่ 137 ของนางสมบุญ แต่ก็ไม่ปรากฎว่า นายเพา นายหง และนายทิวได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาจากนางสมบุญ แต่อย่างใด กลับปรากฏว่ามีการออกโฉนดเลขที่ 3325 ให้แก่นายเพา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2487 ออกโฉนดเลขที่ 3327 ให้แก่นายหง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2487 และออกโฉนดเลขที่ 3393 ให้แก่นายทิว เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2488 โดยนายเพาให้ถ้อยคำเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2486 ว่า ได้ที่ดินมาโดยการก่นสร้างทำประโยชน์มาประมาณ 9 ปี นายหงให้ถ้อยคำเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2487 ว่า ได้ที่ดินโดยเข้าก่นสร้างตั้งแต่ปี 2478 และบางส่วนซื้อมาจากนายตานเมื่อปี 2486 ไม่มีหนังสือสัญญาต่อกัน และนายทิวให้ถ้อยคำเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2487 ว่า เข้าก่นสร้างถากถางมาประมาณ 10 ปี ทั้งสามมิได้อ้างว่าครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนางสมบุญแต่อย่างใด จึงเป็นการที่นายเพา นายหงและนายทิวเริ่มต้นเข้าถือครองที่ดินพิพาทด้วยตนเอง ไม่ใช่การสืบสิทธิต่อจากบุคคลใด เห็นว่า การก่นสร้างคือการขุดโค่นต้นไม้ตอไม้และแผ้วถางเพื่อปลูกสร้าง (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หน้า 7) ต่างจากการสืบสิทธิคือการถือสิทธิต่อเนื่องเป็นลำดับ ดังนั้น ไม่ว่าที่ดินพิพาทจะเป็นแปลงเดียวกับที่นางสมบุญครอบครองหรือไม่ การที่นายเพา นายหง และนายทิวเข้าก่นสร้างในที่ดินพิพาทก็ไม่ใช่การสืบสิทธิดังที่จำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างแต่อย่างใด จึงไม่อาจเป็นการสืบสิทธิของบุคคลใดๆ ได้ การเข้าก่นสร้างของบุคคลทั้งสามล้วนเกิดขึ้นในช่วงปี 2477 ถึงปี 2478 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากกองทัพเรือได้เข้าใช้ที่ดินพิพาทเป็นสนามยิงเป้าตั้งแต่ปี 2458 ตามแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 และได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2465 การที่ที่ดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะหรือไม่ ขึ้นอยู่ตามสภาพการใช้งาน แม้ไม่มีเอกสารหลักฐานใดๆ แต่เมื่อมีการให้หน่วยงานราชการเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินก็ถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะได้ การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุเป็นเพียงการรวบรวมที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะมาขึ้นทะเบียนไว้ โดยที่กองทัพเรือได้มีเจตนาหวงห้ามหรือสงวนที่ดินสนามยิงเป้านี้ไว้เพื่อใช้ในกิจการของกองทัพเรือตั้งแต่ปี 2458 ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการอันต่อมาถือว่าเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) ในเวลาต่อมาแล้ว และโดยเฉพาะประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 ตรี วรรคหนึ่ง "ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน หรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ อธิบดีอาจจัดให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงเขตไว้เป็นหลักฐาน" และวรรคสาม "ที่ดินตามวรรคหนึ่งแปลงใดยังไม่มีหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวง เขตของที่ดินดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักฐานของทางราชการ" จึงต้องถือว่าแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 และแผนที่เอกสารหมาย จ. 21/1 (จ. 21 แผ่นที่ 6) อันเป็นหลักฐานของทางราชการเป็นแผนที่เพื่อแสดงขอบเขตของสนามยิงเป้า เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 และตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (2) นอกจากนี้ การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ของนายเพา นายหง และนายทิว นั้น ตามพระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน รัตนโกสินทร์ ศก 127 มาตรา 36 ไม่ให้ถือเป็นเหตุที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์พ้นจากความรับผิดชอบและความจำเป็น จะต้องประพฤติตามพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งบังคับในการที่ดิน คือ ในการเก็บภาษีอากรและการที่รัฐบาลจะต้องการที่เพื่อราชการหรือเพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นต้น และมาตรา 61 หากที่ดินซึ่งกรมการอำเภอได้ออกใบเหยียบย่ำให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดไป แม้ความปรากฏภายหลังว่าเป็นที่ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีความประสงค์จะให้ผู้ใดมีกรรมสิทธิ์ เช่น เป็นที่ ๆ รัฐบาลหวงห้าม จะเอาไว้เป็นที่สำหรับประโยชน์ราชการ.. จะไม่ยอมให้ผู้นั้นจองก็ดี... ผู้ถือใบเหยียบย่ำไม่มีอำนาจจะอ้างว่าตนควรจะได้ที่จองนั้นตามประสงค์ ดังนั้น ที่ดินบริเวณสนามยิงเป้าของกองทัพเรือเดิมอันเป็นที่หลวงหวงห้ามเพื่อใช้ในราชการของกองทัพเรือจึงเป็นที่ดินที่รัฐบาลต้องการหวงห้ามเพื่อประโยชน์ราชการ การที่นายเพา นางหง และนายทิว เข้าไปก่นสร้างและขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 35 ไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาใช้ยันต่อรัฐได้ตามมาตรา 36 และ 61 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ในขณะนั้น แม้จำเลยทั้งสี่ได้สืบสิทธิที่ดินพิพาทมาจากนายเพา นายหง และนายทิว โดยการซื้อขายหรือเข้าจับจองมานานเท่าใด ก็ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แผ่นดินได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 และ 1306 โดยที่ที่ดินพิพาทในคดีนี้ได้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 666/2521 และ 1274 - 1279/2535 โดยเฉพาะคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8379 - 8381/2561 และที่ 401/2562 ได้พิพากษาเป็นที่สุดว่า ที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3325 เหมือนกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) โดยขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2465 ซึ่งจำเลยที่ 3 เองก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่าที่ดินพิพาทในคดีดังกล่าวได้แบ่งแยกมาจากที่ดินของนายเพา นายหง และนายทิว เช่นเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใดๆ เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) การนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นการนำสืบโดยใช้วิธีพยายามอธิบายพยานเอกสารให้มีความหมายต่างไปจากที่ปรากฏในพยานเอกสารหรือเป็นการให้ความเห็นเท่านั้น มิได้มีพยานหลักฐานอื่นที่มีน้ำหนักมากกว่ามาแสดงให้เห็นว่า ข้อความในเอกสารที่โจทก์นำสืบไม่ถูกต้องในสาระสำคัญหรือให้ศาลเห็นเป็นประการอื่น ถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า จึงต้องฟังว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสี่เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่อาจหักล้างเป็นอย่างอื่นหรือเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีไปได้ จึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อเดียวว่า อุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า คำขอท้ายฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหาย เดือนละ 44,304 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดและขับไล่จำเลยทั้งสี่ออกจากที่ดินของโจทก์ จำนวนค่าเสียหายเริ่มต้นนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตย่อมไม่อาจคำนวณค่าเสียหายเป็นจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ได้ ถือว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง
จำเลย — นางสาวหรือนาง ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางปราณี รุ่งอภิญญา พรรคสุพรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอรรถสิทธิ์ รอดบำรุง
ชื่อองค์คณะ
สุรินทร์ ชลพัฒนา
จุมพล ชูวงษ์
อดุลย์ ขันทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5172/2566
#698149
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายทั้งหกมาเบิกความภายหลังแม้จะขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้อง แต่ก็เป็นการเบิกความเพื่อพิสูจน์ความจริงให้กระจ่างชัดว่ามีเหตุผลอย่างไรทำไมถึงให้การชั้นสอบสวนและเบิกความต่อศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงไว้เช่นนั้น หาใช่เป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยดังที่โจทก์ฎีกาไม่ แม้คดีอยู่ระหว่างสืบพยานจำเลย ซึ่งโดยพลการหรือคู่ความฝ่ายใดร้องขอ ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมจะสืบเองหรือส่งประเด็นก็ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 228 และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 120 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ถ้าคู่ความฝ่ายใดอ้างว่าคำเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างไม่ควรรับฟัง โดยเหตุผลซึ่งศาลเห็นว่ามีมูล ศาลอาจยอมให้คู่ความฝ่ายนั้นนำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนได้แล้วแต่จะเห็นควร คดีนี้จำเลยนำสืบปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า ผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ให้การชั้นสอบสวนและเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้องไปโดยถูกควบคุมตัว ข่มขู่ ไม่ให้กลับบ้านและพบบิดามารดา คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความดังกล่าวไม่ควรรับฟัง เมื่อทนายจำเลยแถลงขอสืบพยานผู้เสียหายทั้งหก หากศาลเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่สามารถพิสูจน์ความจริงได้และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลก็ชอบที่จะอนุญาตให้จำเลยนำผู้เสียหายทั้งหกเข้าเบิกความตามมาตราดังกล่าวข้างต้น และมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาได้ หาจำต้องให้จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลก่อนดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 11, 12, 13, 18, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278, 279 นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 407/2563 และหมายเลขดำที่ ย 520/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 8 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 407/2563 หมายเลขแดงที่ ย 555/2564 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย 520/2564 หมายเลขแดงที่ ย 268/2565 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุนาย พ. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 16 ปีเศษ เด็กชาย ซ. ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 13 ปีเศษ เด็กชาย ว. ผู้เสียหายที่ 3 อายุ 13 ปีเศษ เด็กชาย ย. ผู้เสียหายที่ 4 อายุ 13 ปีเศษ นาย ข. ผู้เสียหายที่ 5 อายุ 15 ปีเศษ เด็กชาย ต. ผู้เสียหายที่ 6 อายุ 13 ปีเศษ แพทย์ตรวจร่างกายผู้เสียหายทั้งหกไม่พบบาดแผลที่ทวารหนักและอวัยวะเพศ ไม่พบตัวอสุจิและส่วนประกอบของน้ำอสุจิที่ปากทวารหนัก ทั้งไม่พบหลักฐานการกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งหก ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ สำหรับความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งไม่ใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำทวารหนักของเด็ก และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุกว่าสิบห้าปีโดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่า ผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ให้การต่อพนักงานสอบสวน และเบิกความเป็นพยานโจทก์ชั้นสืบพยานก่อนฟ้องในทำนองว่า ผู้เสียหายทั้งหกถูกจำเลย กอด จูบ ดูดปาก จับและอมอวัยวะเพศ และใช้นิ้วมือล่วงล้ำทวารหนักของผู้เสียหายที่ 6 อันเป็นการกระทำอนาจาร เด็กหญิง อ. เคยเห็นจำเลยกอดจูบเด็กคนอื่น และนางสาว พ. กับนางสาว น. เบิกความว่า พยานทั้งสองร่วมกันสอบข้อเท็จจริงผู้เสียหายทั้งหก และเด็กหญิง อ. โดยผู้เสียหายที่ 6 ให้การว่า ถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศด้วยการกอด จูบ จับอวัยวะเพศและใช้นิ้วสอดใส่ทวารหนัก จึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แต่ผู้เสียหายทั้งหกกลับเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า จำเลยไม่เคยกระทำอนาจารหรือล่วงละเมิดทางเพศกับผู้เสียหายทั้งหก ผู้เสียหายทั้งหกถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจภูธร 14 วัน เหตุที่ผู้เสียหายทั้งหกให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้องว่าถูกจำเลยกระทำอนาจาร เนื่องจากผู้เสียหายทั้งหกถูกข่มขู่ว่าหากไม่ให้การและเบิกความเช่นนั้นจะติดคุก ถูกทำร้าย กักขัง ไม่ให้กลับบ้านพบกับบิดามารดาผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. เกิดความกลัวจึงให้การและเบิกความไปเช่นนั้น ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาว น. และพันตำรวจโท ธ. พยานโจทก์ว่า มีการนำผู้เสียหายทั้งหกไปที่สถานีตำรวจภูธร และคำให้การชั้นสอบสวนของนาง อ. มารดาผู้เสียหายที่ 3 นาง ม. มารดาผู้เสียหายที่ 2 นาง จ. มารดาผู้เสียหายที่ 6 นางสาว ซ. พี่สาวผู้เสียหายที่ 5 ทำนองเดียวกันว่า ทราบเรื่องผู้เสียหายทั้งหกถูกจับหรือถูกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจภูธร และคำเบิกความของนาง จ.ว่า ผู้เสียหายที่ 6 ถูกควบคุมตัว 14 วัน ผู้เสียหายที่ 6 เล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่บอกผู้เสียหายที่ 6 พูดตามที่เจ้าหน้าที่ต้องการ มิฉะนั้นจะถูกจับกุมดำเนินคดี ผู้เสียหายที่ 6 หวาดกลัวนั้น เชื่อได้ว่าการสอบคำให้การชั้นสอบสวนและการเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้องของผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. เกิดขึ้นระหว่างที่ถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจภูธร มีการจูงใจ ขู่เข็ญ หลอกลวง และทำร้ายร่างกาย การที่ผู้เสียหายทั้งหกมาเบิกความภายหลังแม้จะขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้อง แต่ก็เป็นการเบิกความเพื่อพิสูจน์ความจริงให้กระจ่างชัดว่ามีเหตุผลอย่างไรทำไมถึงให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความต่อศาลชั้นต้นที่ฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงไว้เช่นนั้น หาใช่เป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่ แม้คดีอยู่ระหว่างสืบพยานจำเลยซึ่งโดยพลการหรือคู่ความฝ่ายใดร้องขอ ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมจะสืบเองหรือส่งประเด็นก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ถ้าคู่ความฝ่ายใดอ้างว่าคำเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างไม่ควรเชื่อฟัง โดยเหตุผลซึ่งศาลเห็นว่ามีมูล ศาลอาจยอมให้คู่ความฝ่ายนั้นนำพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนได้แล้วแต่จะเห็นควร คดีนี้จำเลยนำสืบปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า ผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ให้การชั้นสอบสวนและเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้องไปโดยถูกควบคุมตัว ข่มขู่ ไม่ให้กลับบ้านและพบบิดามารดา คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความดังกล่าวไม่ควรเชื่อฟัง เมื่อทนายจำเลยแถลงขอสืบพยานผู้เสียหายทั้งหก หากศาลเห็นว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่สามารถพิสูจน์ความจริงได้และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลก็ชอบที่จะอนุญาตให้จำเลยนำผู้เสียหายทั้งหกเข้าเบิกความตามมาตราดังกล่าวข้างต้น และมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาได้ หาจำต้องให้จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลก่อนดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่ เมื่อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 บัญญัติว่า "พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น..." แต่พฤติการณ์ในคดีนี้พยานบุคคลและพยานเอกสารซึ่งเป็นผู้เสียหายทั้งหก และเด็กหญิง อ. ยังเป็นผู้เยาว์มีอายุไม่มากและอ่อนประสบการณ์ถูกควบคุมตัวโดยมีคนดูแลและปิดประตูล็อกไว้ การสอบคำให้การชั้นสอบสวนและการเบิกความต่อศาลชั้นต้นสืบพยานก่อนฟ้องอาจเป็นไปตามที่ผู้ควบคุมหรือเจ้าหน้าที่ที่ต้องการได้ แม้จะมีการสอบคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ต่อหน้านักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ แต่ตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 บุคคลที่เด็กร้องขอหรือผู้ที่ไว้วางใจได้ลงลายชื่อในฐานะล่ามแปลด้วย โดยผู้เสียหายที่ 6 เบิกความโต้แย้งว่า มีล่ามข่มขู่จะให้เจ้าพนักงานตำรวจพาไปติดคุกหากไม่เบิกความว่า จำเลยกระทำอนาจาร ทำให้มีข้อระแวงสงสัยว่าคำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้องของผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ได้ให้การและเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากเมื่อผู้เสียหายทั้งหก และเด็กหญิง อ. ให้การและเบิกความต่อศาลชั้นต้นแล้วยังถูกนำไปควบคุมตัวต่ออีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักในการสอบสวนคดีอาญาโดยทั่วไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่มีบทบัญญัติมาตราใดให้มีการควบคุมตัวผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ซึ่งเป็นพยานไว้ก่อนแล้วเอาตัวมาเบิกความต่อศาล แต่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการหากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าพยานบุคคลจะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง...อันเป็นการยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้าจะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสืบพยานนั้นไว้ทันทีก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ การควบคุมตัวดังกล่าวย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพในชีวิตร่างกายของผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ซึ่งเป็นพยาน ประกอบกับการจับกุมและการคุมขังบุคคลดังกล่าวจะทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 การกระทำเช่นนี้จึงเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ ซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ทั้งในคดีอาญาโจทก์มีภาระการพิสูจน์ และศาลต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง โดยจะไม่พิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง ซึ่งคดีนี้ความผิดตามฟ้องโจทก์มีอัตราโทษจำคุกสูงถึงยี่สิบปี พยานโจทก์จะต้องชัดแจ้ง หนักแน่น มั่นคงโดยไม่มีข้อตำหนิใด ๆ ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ได้ ลักษณะแห่งคดีอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถหาพยานหลักฐานด้วยวิธีการอันสุจริตและชอบด้วยกฎหมายมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ การรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ที่ได้มาจากการแสวงหามาโดยมิชอบเท่ากับอนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาเพิ่มเติมในส่วนที่ตนนำสืบบกพร่องไว้ เพื่อจะลงโทษจำเลยแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลของจำเลยและกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน อันเป็นการขัดต่อหลักการพื้นฐานของการดำเนินคดีอาญาโดยทั่วไป เมื่อการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์ ศาลต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่นมีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง แต่พยานโจทก์ซึ่งเป็นคำเบิกความชั้นสืบพยานก่อนฟ้องและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายทั้งหกและเด็กหญิง อ. ต้องห้ามมิให้รับฟังดังที่วินิจฉัยข้างต้นแล้ว พยานโจทก์ส่วนที่เหลือมีเพียงนางสาว พ. นางสาว น. และพันตำรวจโท ธ. ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าไม่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะกระทำความผิด และผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ไม่พบบาดแผลที่ทวารหนัก อวัยวะเพศ ไม่พบตัวอสุจิ ส่วนประกอบของน้ำอสุจิที่ปากทวารหนัก ภายในทวารหนักและไม่พบหลักฐานการกระทำชำเราของผู้เสียหายทั้งหก ส่วนสาเหตุที่นางสาว พ. เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตากไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากบุคคลไม่ทราบชื่อมิใช่ผู้เสียหายทั้งหกหรือบิดามารดาของผู้เสียหายทั้งหก โดยผู้เสียหายทั้งหกไม่เคยเล่าเรื่องราวที่ถูกจำเลยกระทำอนาจารให้บิดามารดาหรือบุคคลอื่นล่วงรู้จึงเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยอย่างยิ่งหากมีการถูกกระทำอนาจารจริง ทั้งยังได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 เบิกความตอบทนายผู้ต้องหาถามค้านชั้นสืบพยานก่อนฟ้องทำนองเดียวกันว่า ไม่อยากให้จำเลยถูกดำเนินคดี และอยากไปอยู่กับจำเลยอีก น่าเชื่อว่าจำเลยอาจถูกกลั่นแกล้งแจ้งความให้ดำเนินคดีตามข้อต่อสู้ของจำเลยก็เป็นได้ ประกอบกับจำเลยก็ให้การปฏิเสธมาตลอด ดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.6 หรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 228
ป.วิ.พ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายรณชัย โตงาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายนพรัตน์ อักษร
ชื่อองค์คณะ
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
ยุพา วงศ์ทองทิว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5163/2566
#699741
เปิดฉบับเต็ม

ผ. และ ม. เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1625 ได้ยกทางพิพาทให้ทายาทซึ่งเป็นบุตรทั้งแปดคนใช้เข้าออกสู่ทางสาธารณะตั้งแต่ก่อนปี 2534 กับทั้งแบ่งที่ดินให้ทายาทครอบครองและสร้างบ้านพักอาศัย เมื่อ ผ. และ ม. ถึงแก่ความตาย ทายาทก็ได้รับโอนมรดกที่ดินมาครอบครองเป็นของตน โดยยังคงใช้ทางพิพาทในการเข้าออกที่ดินตลอดมา ต่อมาทายาทแบ่งแยกที่ดินออกเป็นโฉนดรวม 9 แปลง โดยมีการรังวัดทางพิพาทซึ่งเป็นทางเข้าออกเดิมไว้ชัดเจน ทายาททั้งแปดซึ่งรวมถึงโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 4 ก็ลงลายมือชื่อในบันทึกถ้อยคำกรณีประสงค์ขอรังวัดแบ่งแยกในนามเดิม หลังจากนั้นทายาทตกลงแบ่งแยกโฉนดจากเดิมที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันออกเป็นกรรมสิทธิ์ของแต่ละคน โดยทางพิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 38416 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินมาก็ได้โอนให้แก่จำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ขอรังวัดสอบเขต และขอแบ่งทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งทายาทเจ้าของที่ดินข้างเคียงก็ไม่ได้ปฏิเสธไม่รับรู้ว่าไม่มีทางพิพาท มีเพียงจำเลยที่ 4 ที่โต้แย้งเฉพาะเรื่องแนวเขตทางพิพาทเท่านั้น ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องขอให้รอการรังวัดแบ่งหักที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์ไว้ก่อน การที่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมใช้ทางพิพาทในที่ดินของตน จึงไม่ได้เป็นการใช้ในลักษณะทางภาระจำยอม การใช้ทางพิพาทของทายาทอื่นในลักษณะภาระจำยอมโดยอายุความจึงเริ่มนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2561 ที่มีการแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษ นับถึงวันฟ้อง ทางพิพาทจึงไม่ได้ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ

อย่างไรก็ตาม เมื่อทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะเพื่อประโยชน์สำหรับทายาทที่ครอบครองที่ดินที่ ผ. และ ม. ยกไว้ให้ก่อนที่ทายาทจะได้รับโอนมรดกมาเป็นของตน จนกระทั่งมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกเป็น 9 แปลง ก็ได้มีการแบ่งแนวเขตทางพิพาทไว้ชัดเจน การที่ทายาทตกลงแบ่งแยกโฉนดที่ดินระหว่างกันโดยมีการระบุทางพิพาทมาตั้งแต่ต้นย่อมถือได้ว่าเป็นข้อตกลงก่อตั้งภาระจำยอมทางพิพาทเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินอื่นตามที่มีการแบ่งแยกไว้ ทางพิพาทจึงเป็นภาระจำยอม จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินและทางพิพาทต่อมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนมาจากจำเลยที่ 1 อีกทอดหนึ่ง จึงมีภาระที่จะต้องดำเนินการเกี่ยวกับทางพิพาทดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อตกลงนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 38416 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 และระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่เป็นทางพิพาท เนื้อที่ 1 งาน 16.5 ตารางวา ตามรูปแผนที่แบ่งแยกที่เจ้าพนักงานที่ดินได้จำลองไว้เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561 ให้จำเลยทั้งสี่ยื่นคำขอรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 38416 เพื่อหักแบ่งเป็นทางพิพาทตามรูปแผนที่แบ่งแยกที่เจ้าพนักงานที่ดินได้จำลองไว้เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561 และจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 38415 ถึง 38423 โดยจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายให้แก่กรมที่ดินจนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 4 รื้อกำแพงคอนกรีตที่รุกล้ำทางพิพาท โดยให้จำเลยที่ 4 รับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยที่ 4 ไม่ดำเนินการ ให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกมาดำเนินการแทน โดยให้จำเลยที่ 4 ชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายให้แก่บุคคลภายนอกจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 38416 เพื่อหักแบ่งเป็นทางพิพาทตามรูปแผนที่แบ่งแยกที่เจ้าพนักงานที่ดินได้จำลองไว้เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561 และจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 38415 ถึง 38423 หากจำเลยที่ 3 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 4 รื้อกำแพงคอนกรีตที่รุกล้ำทางพิพาทตามรูปแผนที่ดังกล่าว โดยให้จำเลยที่ 4 เสียค่าใช้จ่าย ส่วนคำขอของโจทก์ที่ขอว่าจ้างบุคคลภายนอกดำเนินการรื้อแทนจำเลยที่ 4 นั้นให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่รับฟังยุติในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมทางพิพาทอยู่ในที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 35 ตารางวา ซึ่งเป็นของนายไผ่ และนางม้วย ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1625 ต่อมานายไผ่และนางม้วยถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงตกทอดสู่ทายาทของนายไผ่และนางม้วย ซึ่งได้แก่ จำเลยที่ 1 นายกวย นางหวย จำเลยที่ 4 นางสาวกุหลาบ โจทก์ นางนางน้อย และจำเลยที่ 2 ต่อมาปี 2555 ได้มีการขอแบ่งที่ดินและออกโฉนดเป็น 9 แปลง โดยทายาททั้งแปดยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันทุกแปลง ตามที่ดินโฉนดเลขที่ 38415 ถึง 38423 ในปี 2560 ทายาทได้มีการฟ้องร้องแบ่งแยกโฉนดที่ดินทั้ง 9 แปลง และตกลงกันได้ โดยให้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 38415 ให้แก่จำเลยที่ 4 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 38416 ให้แก่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 38417 ให้แก่ทายาทนางนางน้อย โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 38418 ให้แก่นางสาวกุหลาบ โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 38419 และ 38420 ให้แก่จำเลยที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 38421 ให้แก่ทายาทนายกวย โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 38422 ให้แก่โจทก์ และโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 38423 ให้แก่นางหวย ส่วนทางพิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 38416 มีเนื้อที่ 1 งาน 16.5 ตารางวา วันที่ 29 สิงหาคม 2563 จำเลยที่ 4 ได้สร้างกำแพงคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่บริเวณปากทางพิพาทในระยะ 2 เมตร คงเหลือทางพิพาทกว้าง 2 เมตร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ และจำเลยที่ 4 ต้องรื้อกำแพงคอนกรีตหรือไม่ เห็นว่า เดิมทางพิพาทจะอยู่ในที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทายาททุกคนมาตั้งแต่ที่ได้รับโอนมรดกมาจากนายไผ่และนางม้วย ต่อมาได้มีการออกโฉนดที่ดินโดยแบ่งแยกออกเป็น 9 แปลง ซึ่งทายาททุกคนก็ต่างมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันทั้ง 9 แปลง การที่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมใช้ทางพิพาทในที่ดินของตนดังกล่าว จึงไม่ได้เป็นการใช้ในลักษณะของทางภาระจำยอม แม้ต่อมามีการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ทายาทแต่ละคนในปี 2561 โดยทางพิพาทอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 การใช้ทางพิพาทของทายาทอื่นในลักษณะภาระจำยอมโดยอายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2561 ที่มีการแบ่งแยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันดังกล่าว ซึ่งมีระยะเวลาเพียง 2 ปี เศษ นับถึงวันฟ้อง ทางพิพาทจึงไม่ได้ตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความ ข้อโต้แย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในประเด็นนี้จึงฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ทางพิพาทนั้นเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะเพื่อประโยชน์สำหรับทายาทที่ครอบครองที่ดินที่นายไผ่และนางม้วยได้ยกไว้ให้ก่อนที่ทายาทจะได้รับโอนมรดกมาเป็นของตน จนกระทั่งมีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินออกเป็น 9 แปลง ก็ได้มีการแบ่งแนวเขตทางพิพาทไว้ชัดเจนสนับสนุนทางนำสืบของโจทก์เรื่องทางพิพาทดังกล่าว การที่ทายาทตกลงแบ่งแยกโฉนดที่ดินระหว่างกันโดยมีการระบุทางพิพาทมาตั้งแต่ต้นย่อมถือได้ว่าเป็นข้อตกลงก่อตั้งภาระจำยอมทางพิพาทเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินอื่นตามที่มีการแบ่งแยกไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีการแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินที่มีทางพิพาทรวมอยู่ด้วยให้แก่จำเลยที่ 1 และได้โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกันที่จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์มาในวันที่ 23 สิงหาคม 2561 ต่อมาอีก 5 วัน ในวันที่ 27 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 2 ได้ขอรังวัดสอบเขตที่ดินที่ได้รับโอนมาดังกล่าวและวันที่ 11 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 2 ได้ขอให้แบ่งหักทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ด้วยตามบันทึกถ้อยคำซึ่งเป็นหลักฐานที่สอดคล้องและสนับสนุนข้อตกลงของทายาททั้งหมดเรื่องการใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของที่ดินอื่นที่มีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมไปข้างต้น ทั้งนี้ แม้ขณะที่มีการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดแต่ละโฉนดตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะไม่ได้ระบุรายละเอียดของทางพิพาทไว้โดยตรงก็ตาม แต่พอที่จะเข้าใจได้ว่าการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมซึ่งก็เน้นถึงการแบ่งที่ดินเป็นสำคัญ โดยที่สัญญาดังกล่าวไม่ได้มีข้อความใดที่ระบุให้มีการยกเลิกข้อตกลงการใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกทางสาธารณะแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โต้แย้งว่า ที่จำเลยที่ 2 ขอรังวัดหักแบ่งทางพิพาทนั้น เป็นการหักแบ่งเพื่อเป็นการใช้ทางสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่จดทะเบียนให้ทางพิพาทเป็นภาระจำยอมนั้น เห็นว่า การขอหักแบ่งทางพิพาทดังกล่าวออกจากที่ดินของจำเลยที่ 2 ย่อมแสดงให้เห็นได้ชัดเจนถึงเจตนาดั่งเดิมที่จะให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของผู้อื่น ไม่ว่าจะให้เป็นทางสาธารณประโยชน์หรือทางภาระจำยอมก็ตาม มิได้ทำให้ข้อตกลงก่อตั้งภาระจำยอมระหว่างทายาทเรื่องทางพิพาทเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น เมื่อทางพิพาทดังกล่าวได้มีข้อตกลงของทายาทที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันให้มีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นทางภาระจำยอมแล้ว ทางพิพาทจึงเป็นภาระจำยอม จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินและทางพิพาทต่อมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนมาจากจำเลยที่ 1 อีกทอดหนึ่ง จึงมีภาระที่จะต้องดำเนินการเกี่ยวกับทางพิพาทดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อตกลงนั้น ส่วนจำเลยที่ 4 ก็ต้องห้ามรุกล้ำทางพิพาทที่เป็นทางภาระจำยอมดังกล่าวตามฟ้อง จำเลยที่ 4 จึงต้องรื้อกำแพงคอนกรีตที่อยู่บนทางพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 กำหนดว่า อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนทางพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 38416 อันเป็นภารยทรัพย์ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 38415 ถึง 38423 ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 38416 ด้วย จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 38416 ตามรูปแผนที่ที่แบ่งแยกซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้จำลองไว้เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2561 เป็นภาระจำยอมให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 38415 และ 38417 ถึง 38423 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคแรก ม. 1387 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ด.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายสราวุฒิ บุญญกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2566
#700612
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษายกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาใหม่เป็นยกฟ้องตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (1) แล้ว สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาใหม่ดังกล่าวต้องพิจารณาตามมาตรา 15 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 13 แล้ว พนักงานอัยการผู้ร้องหรือโจทก์ในคดีเดิมซึ่งเป็นคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้ดังนี้ (1) ถ้าคำพิพากษานั้นเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้น มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษานั้นต่อศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด..." ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าวแล้วคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด จำเลยที่ 8 ไม่อาจฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 8 มาจึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ที่บริษัท พ. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 8 คดีนี้ (คือจำเลยที่ 9 ในคดีดังกล่าว) กับพวก ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ส่วนคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 8 ร่วมกับพวก กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 8 กับพวก ร่วมกันกระทำความผิด 3 กรรม แม้การกล่าวข้อความหมิ่นประมาทจะกระทำขึ้นหลายคราวต่างวันต่างเวลาแต่การกระทำในแต่ละคราวมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือ เพื่อให้บริษัท พ. หลงเชื่อและตกลงเข้าทำสัญญารับเหมาก่อสร้างกับส่งมอบเงินจำนวน 50 ล้านบาท ให้จำเลยที่ 8 กับพวก อันถือเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียว การกระทำของจำเลยที่ 8 กับพวก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวมิใช่หลายกรรม เมื่อได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือนั้น ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 8 ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่การกระทำของจำเลยที่ 8 ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ถือเป็นเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 8 มิต้องรับโทษ และเป็นเหตุในลักษณะคดีซึ่งย่อมมีผลถึงผู้ร่วมกระทำความผิดทุกคน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 15 (1) ทำให้คดีต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215 และ 225 ทั้งเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและให้สอดคล้องกับผลในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2105/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2618/2561 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยอื่นตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเป็นฟ้องช้ำซึ่งคดีถึงที่สุดไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งเก้ากับพวกอีก 2 คน ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันโดยแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิดต่อกฎหายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างต้นเดือนตุลาคม 2556 ถึงต้นเดือนธันวาคม 2556 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันหลอกลวงนายธนสาร กรรมการผู้จัดการบริษัท พ. ซึ่งประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ว่า "มีงานโครงการพระราชดำริ ของในหลวงก่อสร้างบ้านพักชั้นเดียวหลายจังหวัด มูลค่าหมื่นกว่าล้านบาท โดยให้วางเงินมัดจำ 20 ล้านบาท" และได้พูดว่า "จะรับงานไหม หากสนใจให้ทำโปรไฟล์ของบริษัทมาให้เพื่อจะนำไปเสนอข้างใน" และพูดอีกว่า "การเซ็นสัญญา MOU ให้ไปเซ็นในวัง" ซึ่งคำว่า "ในหลวง" บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าคือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และคำว่า "วัง" คือสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ คำพูดดังกล่าวเป็นการแอบอ้างว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ในขณะนั้นมีพระราชดำริให้มีโครงการดังกล่าว ความจริงแล้ว ไม่ได้มีพระราชดำริโครงการดังกล่าวขึ้นและไม่ใช่โครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากการหลอกลวงแอบอ้างดังกล่าวของจำเลยทั้งเก้ากับพวกเป็นเหตุให้นายธนสารหลงเชื่อ ไปจัดทำเอกสารเกี่ยวกับบริษัทเพื่อแสดงสถานะทางการเงิน เมื่อจำเลยทั้งเก้ากับพวกได้รับเอกสารดังกล่าวจากนายธนสารแล้ว จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันพูดว่า "เดี๋ยวจะนำไปเสนอข้างในให้" อันเป็นการแสดงต่อนายธนสารว่า จำเลยทั้งเก้ากับพวกจะนำเอกสารของนายธนสารไปเสนอต่อสำนักพระราชวังหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และร่วมกันแจ้งนายธนสารว่า ขอเปลี่ยนเงินมัดจำจากเดิม 20 ล้าน เป็น 50 ล้านบาท ทั้งนี้การกระทำของจำเลยทั้งเก้ากับพวกทำให้บุคคลอื่นเข้าใจได้ว่าการดำเนินการโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น พระองค์ทรงเรียกรับสินบน อันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่น หมิ่นประมาทและแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง เกียรติคุณ ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2556 เวลากลางวัน จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันจัดให้มีการทำสัญญาตามโครงการที่กล่าวอ้างที่โรงแรม ด. โดยจำเลยทั้งเก้ากับพวกได้แบ่งหน้าที่กันทำ แอบอ้างพูดกับนายธนสารว่า "เขาเปลี่ยนสถานที่ ในสำนักพระราชวังไม่สะดวก ให้มาเซ็นที่โรงแรมแทน แต่ไม่ต้องกลัว มีผู้ใหญ่ฝ่ายกฎหมายของสำนักพระราชวังมาดูแลเรื่องสัญญา" ในวันดังกล่าวนายธนสารเตรียมเงินค่ามัดจำมาไม่ครบ จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันพูดข่มขู่นายธนสารว่า "ไม่ได้ คุณต้องไปเตรียมมาให้ครบ เพราะว่าส่วน 30 ล้านเนี้ยะ ต้องนำไปถวายส่วนพระองค์ ไม่งั้นจะกลายเป็นหมิ่นเบื้องสูง เพราะคนของท่านออกมาแล้ว เดี๋ยวบริษัทจะอยู่ลำบาก" และจำเลยทั้งเก้ากับพวกยังร่วมกันพูดอีกว่า "เดี๋ยวเซ็นสัญญาให้โชว์เช็ค 20 ล้านบาท ส่วนอีก 30 ล้านบาทไม่ต้องโชว์ เพราะพระองค์ท่านไม่ต้องการให้ใครรู้" และพูดอีกว่า "เช็คที่เหลืออีก 30 ล้าน ที่จะนำไปถวายอยู่ไหน" ในการทำสัญญาจำเลยที่ 8 ได้แต่งกายในชุดเครื่องแบบข้าราชการสีกากี ติดเข็มตราสัญลักษณ์เครื่องหมายของสำนักพระราชวัง รวมทั้งลงชื่อเป็นพยานในสัญญา ทั้งนี้เป็นการทำให้นายธนสารเข้าใจได้ว่าโครงการที่จำเลยทั้งเก้ากับพวกแอบอ้างเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และบริษัท พ. โดยนายธนสารได้รับอนุมัติให้ทำสัญญาและได้มอบเงินมัดจำ 30,000,000 บาท ให้แก่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การกระทำของจำเลยทั้งเก้ากับพวกทำให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปเข้าใจว่า โครงการพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้น ต้องมีการมอบเงินให้จำเลยทั้งเก้ากับพวก แล้วจำเลยทั้งเก้ากับพวกจะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เป็นการลดพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำมาซึ่งความเสื่อมเสีย ทำให้เสียหายต่อพระราชวงศ์จักรี ทำให้ผู้อื่น ประชาชน ดูหมิ่น เกลียดชังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเมื่อระหว่างปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ถึงปลายเดือนตุลาคม 2558 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งเก้ากับพวกร่วมกันแอบอ้างกับนายธนสารซึ่งได้ขอรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ เพื่อประกอบการขอหนังสือค้ำประกันจากธนาคารพาณิชย์ว่า "มันเป็นความลับของสำนักพระราชวัง" และยังได้พูดอีกว่า "โครงการมีอยู่จริง เงินที่จะสร้างโครงการเป็นเงินส่วนพระองค์ และมีทองคำมหาศาลของในวังค้ำอยู่สร้างในที่ราชพัสดุทั่วประเทศ 77 จังหวัด" และยังพูดอีกว่า "เดี๋ยวเราสบายแล้ว ทำงานรับใช้พ่อหลวง" อีกทั้งเมื่อนายธนสารติดต่อขอทราบรายละเอียดอีกครั้ง จำเลยทั้งเก้ากับพวกโดยจำเลยที่ 1 แอบอ้างว่ามีโครงการสวนเกษตร 555 และยังพูดว่า "จะนำเงินไปถวายพ่อหลวง จะนำเด็กมูลนิธิพระดาบสมาฝึกงานในที่ดังกล่าวให้เราช่วยกันทำเพื่อประเทศชาติ หากทำสำเร็จแล้วทุกคนจะได้เครื่องราชสายสะพาย" และจำเลยที่ 1 ยังได้แอบอ้างอีกว่า "โครงการดังกล่าวเป็นของผม ผมทำเอง เราสร้างเสร็จก็เอาไปถวายในหลวง ไม่ใช่โครงการของในวัง เป็นโครงการของผมส่วนตัว" ซึ่งคำว่าพ่อหลวงหรือในหลวงนั้น บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าหมายถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อันเป็นการแอบอ้างว่าพระองค์มีพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว โดยสามารถชำระเงินค่าจ้างเนื่องจากสำนักพระราชวังมีทองคำจำนวนมาก อีกทั้งการที่กล่าวอ้างว่าหากทำตามที่จำเลยทั้งเก้ากับพวกเสนอให้แล้วจะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (สายสะพาย) จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าพระองค์ทรงมีพระราชดำริในการทำโครงการ รวมทั้งจำเลยทั้งเก้ากับพวกสามารถประสานสำนักพระราชวังเพื่อเสนอให้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (สายสะพาย) นำมาซึ่งความเสื่อมเสีย ทำให้เสียหายต่อพระราชวงศ์จักรี อันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ทำให้ผู้อื่น ประชาชน ดูหมิ่น เกลียดชังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เหตุเกิดที่แขวงพระนครไชยศรี (แขวงถนนนครไชยศรี) เขตดุสิต แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน แขวงดินแดง เขตดินแดง แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี และแขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ในความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4631/2557 ของศาลจังหวัดมีนบุรี และเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ในความผิดฐานร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1290/2558 ของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ทั้งสองคดี จำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดคดีนี้อีก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 และที่ 9 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ตามลำดับ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 112 บวกโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4631/2557 ของศาลจังหวัดมีนบุรี และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1290/2558 ของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี เข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ นับโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 คดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 และที่ 9 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ

จำเลยที่ 8 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยอื่นเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง คงจำคุกกระทงละ 5 ปี จำเลยที่ 8 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 18 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 8 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 9 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระครเหนือ

โจทก์และจำเลยที่ 8 ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2562 จำเลยที่ 8 ยื่นคำร้องว่า มูลเหตุและการกระทำความผิดในคดีนี้เป็นมูลเหตุและการกระทำเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ซึ่งศาลแขวงพระนครเหนือมีคำพิพากษาเด็ดขาดแล้วเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โดยพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 8 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงให้จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 8 จึงไม่อาจถูกดำเนินคดีนี้ซ้ำอีกในการกระทำเดียวกันได้ และในคดีที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยอื่นเป็นคดีใหม่คือ คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2105/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2618/2561 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นก็มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปเนื่องจากได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว ขอให้ศาลยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในคดีอาญา เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้คู่ความยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ได้ คงมีแต่บทบัญญัติเรื่องการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 เท่านั้น จึงให้ยกคำร้อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 จำเลยที่ 8 ยื่นคำร้องว่า ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ได้ปรากฏพยานหลักฐานใหม่ว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ที่ศาลพิพากษาให้นับโทษจำเลยที่ 8 ต่อนั้น เป็นคดีอาญาข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ซึ่งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำอันเดียวกับคดีนี้ อันเป็นพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี ซึ่งหากได้นำมาสืบแล้วจะแสดงว่า ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 8 เป็นคดีนี้ นอกจากนี้ในคดีที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยอื่นเป็นคดีใหม่ คือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2105/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2618/2561 ของศาลชั้นต้น ศาลก็มีคำพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปถือเป็นพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีเช่นกัน ขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วทำความเห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ 8 มีมูลพอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ และส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ 8 มีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้ จึงมีคำสั่งให้รับคำร้องและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาคดีนี้ใหม่ต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1760/2560 ของศาลชั้นต้น และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าว (พิพากษายกคำพิพากษาเดิม และพิพากษาใหม่ให้ยกฟ้อง)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้บังคับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 (คำพิพากษาศาลชั้นต้นเดิม)

จำเลยที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นกรณีที่คำพิพากษาถึงที่สุดในคดีเดิมที่จำเลยที่ 8 ขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่เป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษายกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาใหม่เป็นยกฟ้องโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (1) แล้ว สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาใหม่ดังกล่าวจึงต้องพิจารณาตามมาตรา 15 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 13 แล้ว พนักงานอัยการผู้ร้องหรือโจทก์ในคดีเดิมซึ่งเป็นคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้ดังนี้ (1) ถ้าคำพิพากษานั้นเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้น มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษานั้นต่อศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด..." ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าวแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด จำเลยที่ 8 ไม่อาจฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 8 มาจึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือที่บริษัท พ. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 8 คดีนี้ (คือจำเลยที่ 9 ในคดีดังกล่าว) กับพวกในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง โดยบรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยที่ 8 คดีนี้กับพวกว่า เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2556 ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 8 คดีนี้กับพวกร่วมกันหลอกลวงนายธนสาร กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท พ. ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ กล่าวคือ เริ่มจากประมาณต้นเดือนธันวาคม 2556 ได้มีบุคคลผู้มีชื่อซึ่งเป็นตัวแทนของนายโชคศุทธิพัฒน์ (จำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าว) มาติดต่อบริษัท พ. ให้ไปรับงานรับเหมาก่อสร้างห้องแถวพักอาศัย คสล.1 ชั้น 8 ห้อง กับบริษัท อ. (จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว) ซึ่งมีนายศรีวิชัย (จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าว) เป็นกรรมการ นายศรีวิชัยอ้างว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการในพระราชดำริ ก่อสร้างเพื่อประโยชน์สาธารณะและก่อสร้างในที่ดินราชพัสดุทั่วประเทศ โดยนัดให้มีการประชุมผู้ดำเนินงานและผู้ที่เกี่ยวข้องในวันที่ 12 ธันวาคม 2556 ที่โรงแรม ด. และกำหนดเงื่อนไขว่า ในวันประชุมให้บริษัท พ. วางเงินจำนวน 50 ล้านบาท โดยจ่ายเป็นเช็คของธนาคารเพื่อค้ำประกันงานที่รับทำ ครั้นถึงวันประชุม (12 ธันวาคม 2556) กรรมการบริษัท พ. และทีมงานกับจำเลยทั้งเก้าในคดีดังกล่าวและทีมงานมาร่วมประชุม โดยจำเลยที่ 8 คดีนี้ซึ่งเป็นข้าราชการในสำนักพระราชวังแต่งเครื่องแบบข้าราชการของสำนักพระราชวังมาร่วมประชุมด้วย เป็นเหตุให้กรรมการบริษัท พ. หลงเชื่อว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการในพระราชดำริจริง และตกลงทำสัญญากับบริษัท อ. กับยอมมอบเงิน 50 ล้านบาทให้แก่จำเลยที่ 8 กับพวกไป หลังจากทำสัญญาแล้ว บริษัท พ. ได้ติดต่อธนาคารต่าง ๆ เพื่อให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันสัญญาว่าจ้างโครงการดังกล่าว แต่ธนาคารไม่สามารถออกหนังสือให้ได้ เนื่องจากยังขาดเอกสารเกี่ยวกับโครงการ กรรมการบริษัท พ. จึงปรึกษากับนายศรีวิชัยกรรมการของบริษัท อ. นายศรีวิชัยอ้างว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้เนื่องจากเป็นความลับของสำนักพระราชวัง ต่อมาบริษัท พ. จึงทราบว่าโครงการดังกล่าวไม่เกี่ยวกับสำนักพระราชวัง การกระทำของจำเลยที่ 8 คดีนี้กับพวกเป็นการกระทำโดยทุจริต หลอกลวงโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และในการหลอกลวงดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 8 คดีนี้กับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากบริษัท พ. เป็นเงิน 50 ล้านบาท ส่วนคดีนี้พนักงานอัยการโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 8 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 8 กับพวกร่วมกันกระทำความผิด 3 กรรม กล่าวคือ กรรมแรก เมื่อระหว่างต้นเดือนตุลาคม 2556 ถึงต้นเดือนธันวาคม 2556 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 8 กับพวกร่วมกันหลอกลวงนายธนสาร กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท พ. ซึ่งประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างว่า "มีงานโครงการพระราชดำริของในหลวงก่อสร้างบ้านพักชั้นเดียวหลายจังหวัด มูลค่าหมื่นกว่าล้านบาท โดยให้วางเงินมัดจำ 20 ล้านบาท" และพูดว่า "จะรับงานไหม หากสนใจให้ทำโปรไฟล์ของบริษัทมาให้เพื่อจะนำไปเสนอข้างใน" การเซ็นสัญญาให้ไปเซ็นในวัง" และต่อมาได้ขอเพิ่มวงเงินมัดจำเป็น 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่า พระองค์ทรงเรียกรับสินบน กรรมที่สอง เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2556 เวลากลางวัน จำเลยที่ 8 กับพวกร่วมกันจัดให้มีการทำสัญญาตามโครงการที่กล่าวอ้างที่โรงแรม ด. โดยจำเลยที่ 8 กับพวกได้แบ่งหน้าที่กันทำ แอบอ้างพูดกับนายธนสารว่า "เขาเปลี่ยนสถานที่ ในสำนักพระราชวังไม่สะดวก ให้มาเซ็นที่โรงแรมแทน แต่ไม่ต้องกลัวมีผู้ใหญ่ฝ่ายกฎหมายของสำนักพระราชวังมาดูแลเรื่องสัญญา" เมื่อนายธนสารเตรียมเงินมาไม่ครบ จำเลยที่ 8 กับพวกร่วมกันพูดข่มขู่นายธนสารว่า "ไม่ได้ คุณต้องไปเตรียมมาให้ครบ เพราะว่าส่วน 30 ล้านเนี้ยะ ต้องไปนำถวายส่วนพระองค์ ไม่งั้นจะกลายเป็นหมิ่นเบื้องสูง เพราะคนของท่านออกมาแล้ว เดี๋ยวบริษัทจะอยู่ลำบาก เดี๋ยวเซ็นสัญญาให้โชว์เช็ค 20 ล้านบาท ส่วนอีก 30 ล้านบาทไม่ต้องโชว์ เพราะพระองค์ท่านไม่ต้องการให้ใครรู้" อีกทั้งยังพูดว่า "เช็คที่เหลืออีก 30 ล้าน ที่จะนำไปถวายอยู่ไหน โดยจำเลยที่ 8 ได้แต่งกายเครื่องแบบข้าราชการสีกาสีติดเข็มตราสัญลักษณ์เครื่องหมายของสำนักพระราชวัง เป็นการทำให้นายธนสารเข้าใจได้ว่า โครงการที่จำเลยที่ 8 กับพวกแอบอ้าง เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 8 กับพวกไป กรรมที่สาม เมื่อระหว่างปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ถึงปลายเดือนตุลาคม 2558 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 8 กับพวกร่วมกันแอบอ้างต่อนายธนสารซึ่งขอรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างดังกล่าวเพื่อประกอบการขอหนังสือค้ำประกันจากธนาคารพาณิชย์ว่า "มันเป็นความลับของสำนักพระราชวัง โครงการมีอยู่จริง เงินที่จะสร้างโครงการเป็นเงินส่วนพระองค์และมีทองคำมหาศาลของในวังค้ำอยู่ สร้างในที่ราชพัสดุทั่วประเทศ 77 จังหวัด เดี๋ยวเราสบายแล้ว ทำงานรับใช้พ่อหลวง" จำเลยที่ 8 กับพวกยังแอบอ้างว่ามีโครงการสวนเกษตร 555 และยังพูดว่า "จะนำเงินไปถวายพ่อหลวง จะนำเด็กมูลนิธิพระดาบสมาฝึกงานในที่ดังกล่าวให้เราช่วยกันทำเพื่อประเทศชาติ หากทำสำเร็จแล้วทุกคนจะได้เครื่องราชสายสะพาย" ซึ่งเป็นการแอบอ้างว่าพระองค์ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวสามารถชำระเงินค่าจ้างเนื่องจากสำนักพระราชวังมีทองคำจำนวนมาก และหากดำเนินการสำเร็จจำเลยที่ 8 กับพวกสามารถประสานสำนักพระราชวังเพื่อเสนอให้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง เกียรติคุณ ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง เป็นการนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์จักรี ลดพระเกียรติ การกระทำดังกล่าวทำให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปเข้าใจว่าโครงการพระราชดำริต้องมีการมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 8 กับพวกแล้วจำเลยที่ 8 กับพวกจะต้องนำเงินไปทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงที่บรรยายฟ้องมาในทั้งสองคดีดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 8 กับพวกว่า การที่จำเลยที่ 8 กับพวกกล่าวข้อความหมิ่นประมาทตามคำฟ้องในคดีนี้เป็นการกระทำส่วนหนึ่งของการหลอกลวงบริษัท พ. แม้การกล่าวข้อความหมิ่นประมาทจะกระทำขึ้นหลายคราวต่างวันต่างเวลาแต่การกระทำในแต่ละคราวมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันคือ เพื่อให้บริษัท พ. หลงเชื่อและตกลงเข้าทำสัญญารับเหมาก่อสร้างกับส่งมอบเงินจำนวน 50 ล้านบาท ให้แก่จำเลยที่ 8 กับพวก อันถือเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงโดยมีเจตนาเดียว การกระทำของจำเลยที่ 8 กับพวกจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว มิใช่หลายกรรมต่างกัน ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่อได้ความว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2651/2560 ของศาลแขวงพระนครเหนือ นั้น ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 8 ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2560 จึงเป็นกรณีที่การกระทำของจำเลยที่ 8 ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ถือเป็นเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 8 มิต้องรับโทษ และเป็นเหตุในลักษณะคดีซึ่งย่อมมีผลถึงผู้ร่วมกระทำความผิดทุกคน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 15 (1) ทำให้คดีต้องห้ามฎีกา แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215 และ 225 ทั้งเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและให้สอดคล้องกับผลในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2105/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2618/2561 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์แยกฟ้องจำเลยอื่นตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเป็นฟ้องซ้ำซึ่งคดีถึงที่สุดไปแล้ว

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดิมที่ให้ลงโทษจำเลยที่ 8 และพิพากษาใหม่เป็นยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 13 (1) ม. 15 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวิภวา กิจดำรงวินิจกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ ประกอบแสงสวย
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ธนาคม ลิ้มภักดี
อภิชาต ภมรบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5160/2566
#699744
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิดของ พ. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของตนที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ดังนั้น โจทก์ทั้งสามมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเป็นไปตาม ป.พ.พ. ลักษณะ 5 ละเมิด ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวในหมวด 2 ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดในกรณีทำให้ถึงตายนั้น ไม่ได้กำหนดให้เรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าที่ไม่ได้รับการเยียวยาจากการถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้าง โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนได้

ส่วนค่าขาดไร้อุปการะ นั้น เมื่อผู้ตายถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 จึงย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสาม โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ตายจะมีรายได้หรือได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ที่ 1 หรือไม่

ผู้มีสิทธิเรียกค่าปลงศพได้ คือ ผู้มีอำนาจจัดการศพตามที่บัญญัติไว้ในตาม ป.พ.พ. มาตรา 1649 โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาผู้ตาย โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรนอกกฎหมายของผู้ตาย แต่ผู้ตายได้รับรองแล้ว โดยให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้ใช้นามสกุล โจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสองจะมอบเงินช่วยเหลือค่าทำศพ แต่จำเลยทั้งสองระบุมาในคำให้การว่าเป็นการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมเท่านั้น จึงไม่ตัดสิทธิที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ ตามกฎหมายได้

สำหรับค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดแรงงาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 445 บัญญัติว่า "ในกรณีทำให้เขาถึงตาย... ถ้าผู้ต้องเสียหายมีความผูกพันตามกฎหมายจะต้องทำการงานให้เป็นคุณแก่บุคคลภายนอกในครัวเรือน หรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอกนั้นไซร้ ท่านว่าบุคคลผู้จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อที่เขาต้องขาดแรงงานอันนั้นไปด้วย" การจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดแรงงานของบุคคลภายนอกตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้จึงต้องเป็นกรณีที่ก่อนเกิดเหตุผู้ถูกทำละเมิดมีหน้าที่ไม่ว่าโดยสัญญาหรือโดยกฎหมายต้องทำการงานให้แก่บุคคลอื่น หากไม่มีหน้าที่หรือความผูกพันตามกฎหมายหรือตามสัญญาแล้วบุคคลภายนอกย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ ขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายบรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์ที่ 1 ในฐานะมารดาของผู้ตายจึงไม่มีสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1567 (3) ที่จะให้ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจเรียกร้องค่าขาดแรงงานได้ และเมื่อผู้ตายกับโจทก์ที่ 2 ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้ตายกับโจทก์ที่ 2 จึงไม่ใช่สามีภริยาที่มีหน้าที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง ส่วนโจทก์ที่ 3 ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายที่ผู้ตายมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูในระหว่างที่โจทก์ที่ 3 ยังเป็นผู้เยาว์ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าขาดแรงงานในครอบครัวจากจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทน 5,150,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาของนายชาลี ผู้ตาย โจทก์ที่ 2 กับผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรผู้เยาว์ 3 คน ซึ่งเป็นโจทก์ที่ 3 คือ นายแม็ก เด็กชายราชภูมิ และเด็กหญิงจันทรรัตน์ โจทก์ทั้งสามและผู้ตายมีสัญชาติไทย เชื้อสายกะเหรี่ยง จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการระดับกรมสังกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนราชการระดับกระทรวง นายพรศักดิ์ นายวิเชษฐ์ นายอาจินต์ นายวิชาญและนายวิวัฒน์ เป็นเจ้าหน้าที่สังกัดจำเลยที่ 1 โดยนายวิเชษฐ์มีตำแหน่งพนักงานพิทักษ์ป่า นายอาจินต์และนายวิชาญเป็นพนักงานราชการตำแหน่งคนงาน ส่วนนายพรศักดิ์และนายวิวัฒน์เป็นบุคคลภายนอกปฏิบัติงานให้ส่วนราชการ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา นายพรศักดิ์ นายวิเชษฐ์ นายอาจินต์ นายวิชาญและนายวิวัฒน์ ออกปฏิบัติหน้าที่ป้องกันและปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้และคุ้มครองสัตว์ป่าในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าในพื้นที่รับผิดชอบของจำเลยที่ 1 มีนายวิเชษฐ์เป็นหัวหน้าชุดโดยใช้เรือไฟเบอร์ติดเครื่องยนต์เป็นยานพาหนะลาดตระเวนไปตามลำน้ำห้วยขาแข้งโดยใช้วิธีพายเรือเพื่อไม่ให้เกิดเสียง ก่อนออกลาดตระเวนนายพรศักดิ์เบิกอาวุธปืน เอช เค 33 จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 20 นัด นายอาจินต์และนายวิชาญเบิกอาวุธปืนลูกซองคนละ 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนคนละ 10 นัด ติดตัวไป เมื่อเรือล่องมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 23 นาฬิกา พบกลุ่มคนอยู่บริเวณตลิ่ง นายพรศักดิ์ได้ใช้อาวุธปืน เอช เค 33 ที่ติดตัวมายิง กระสุนปืนถูกผู้ตาย 1 นัด บริเวณศีรษะเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย นายพรศักดิ์กับพวกขึ้นไปบนตลิ่งพบผู้ตายนอนคว่ำหน้า เท้าชี้ลงลำน้ำ ศีรษะชี้ไปทางป่า และพบอาวุธปืนลูกซองยาวขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก ภายในรังเพลิงมีกระสุนปืน 1 นัด วางอยู่ที่พื้นบริเวณที่ผู้ตายนอนคว่ำหน้า และพบนายสาธิต หลานผู้ตายอยู่ในที่เกิดเหตุ จึงได้ยึดอาวุธปืนลูกซองยาวดังกล่าวไว้เป็นของกลางและนำตัวผู้ตายส่งโรงพยาบาลบ้านไร่ ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกจตุพล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ้านไร่ ได้รับแจ้งเหตุจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลบ้านไร่จึงเดินทางไปตรวจสอบและร่วมชันสูตรพลิกศพ และตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่แสดงสถานที่เกิดเหตุและถ่ายภาพไว้ ทั้งเก็บตัวอย่างคราบเลือดของผู้ตายตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอของผู้ตายที่ปรากฏในอาวุธปืนลูกซองยาวของกลางส่งไปตรวจพิสูจน์ ตรวจสอบวิถีกระสุนปืน ส่งศพผู้ตายไปให้แพทย์โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวรชันสูตร ในสำนวนชันสูตรพลิกศพคดีหมายเลขแดงที่ ช.4/2560 ของศาลจังหวัดอุทัยธานี พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานียื่นคำร้องขอไต่สวนชันสูตรพลิกศพต่อศาลจังหวัดอุทัยธานี ศาลจังหวัดอุทัยธานีไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ตายคือ นายชาลี ตายที่ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย คือ ผู้ตายใช้อาวุธปืนเล็งมายังกลุ่มเจ้าพนักงาน จึงถูกนายพรศักดิ์ ผู้ช่วยเจ้าพนักงานพิทักษ์ป่าห้วยขาแข้งใช้อาวุธปืนยิง กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะ ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากบาดแผลกระสุนปืนที่ศีรษะทำลายสมอง ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานีมีคำสั่งไม่ฟ้องนายพรศักดิ์ นายวิเชษฐ์ นายอาจินต์ นายวิชาญและนายวิวัฒน์ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อแรกว่า นายพรศักดิ์ นายวิเชษฐ์ นายอาจินต์ นายวิชาญและนายวิวัฒน์ เจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่ 1 ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุนายพรศักดิ์ นายวิเชษฐ์ นายอาจินต์ นายวิชาญและนายวิวัฒน์ ออกลาดตระเวนป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดตามอำนาจหน้าที่ ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายมาก่อน การที่นายพรศักดิ์เห็นผู้ตาย นายสาธิตและนายอาทิตย์อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งโดยเฉพาะนายสาธิตมีอาวุธปืนติดตัวกำลังเดินมาที่ริมตลิ่งใกล้กับจุดที่นายพรศักดิ์กับพวกจอดเรืออยู่ เมื่อพบเห็นเจ้าหน้าที่แล้วจะพากันหลบหนี ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่านายพรศักดิ์ใช้อาวุธปืนยิงเพื่อข่มขู่สกัดไม่ให้ผู้ตายกับพวกหลบหนี โดยไม่ได้มีเจตนายิงผู้ตายแต่อย่างใด แต่การที่นายพรศักดิ์ใช้อาวุธปืน เอช เค 33 ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงยิงไปทางกลุ่มผู้ตายแล้วกระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณศีรษะโดยขณะนั้นเป็นเวลากลางคืนซึ่งทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง นายพรศักดิ์ย่อมต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นในการใช้อาวุธปืน การที่นายพรศักดิ์ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงผู้ตายในขณะนั้นเป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกศีรษะผู้ตายจนถึงแก่ความตายจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งนายพรศักดิ์จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นการละเมิดต่อผู้ตาย ส่วนนายวิเชษฐ์ นายอาจินต์ นายวิชาญและนายวิวัฒน์ซึ่งโจทก์ทั้งสามฟ้องว่าร่วมกับนายพรศักดิ์จงใจหรือประมาทเลินเล่อใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย นั้น เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุนายวิเชษฐ์ นายอาจินต์ นายวิชาญและนายวิวัฒน์จะอยู่บนเรือด้วยกันกับนายพรศักดิ์ก็ตาม แต่ขณะที่นายพรศักดิ์ใช้อาวุธปืนยิงไปทางผู้ตายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างกะทันหันโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายวิเชษฐ์ นายอาจินต์ นายวิชาญและนายวิวัฒน์ได้ร่วมกับนายพรศักดิ์ใช้อาวุธปืนยิงไปทางผู้ตายเพื่อข่มขู่สกัดไม่ให้หลบหนีด้วย การกระทำของนายพรศักดิ์จึงเป็นการกระทำโดยลำพังเท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่านายวิเชษฐ์ นายอาจินต์ นายวิชาญและนายวิวัฒน์ร่วมทำละเมิดกับนายพรศักดิ์ด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อต่อไปว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายพรศักดิ์เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และทำละเมิดในขณะปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดของนายพรศักดิ์ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เพียงใด นั้น ในปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ ส่วนปัญหาว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เพียงใด ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย สำหรับปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 7 (2) จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการในสังกัดจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาตรา 23 (9) จำเลยที่ 2 จึงเป็นหน่วยงานของรัฐที่กำกับการดำเนินงานของจำเลยที่ 1 ดังนั้น นายพรศักดิ์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ส่วนโจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามที่จำเลยทั้งสองให้การและกล่าวอ้างมาในคำแก้ฎีกาหรือไม่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงเป็นภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิใช่ทายาทของผู้ตาย โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคหนึ่ง ส่วนโจทก์ทั้งสามมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าที่ไม่ได้รับการเยียวยาจากการถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2557 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กับค่าขาดแรงงาน โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ กับโจทก์ที่ 1 และที่ 3 มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ ได้หรือไม่ เพียงใด สำหรับค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยทั้งสองปฏิเสธการเยียวยาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2557 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองโดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสามไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายถือเป็นการเลือกปฏิบัติต่อโจทก์ทั้งสามจำนวน 900,000 บาท นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิดของนายพรศักดิ์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของตนที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ดังนั้น โจทก์ทั้งสามมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 5 ละเมิด ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวในหมวด 2 ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดในกรณีทำให้ถึงตายนั้น ไม่ได้กำหนดให้เรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าที่ไม่ได้รับการเยียวยาจากการถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้าง โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีดังกล่าวได้ ส่วนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 3,000,000 บาท นั้น โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องและนำสืบทำนองว่า ขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายอายุประมาณ 36 ปี มีอาชีพปลูกพืชผักสวนครัว ทำไร่ และรับจ้างทั่วไปมีรายได้เฉลี่ยปีละไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 1 อายุประมาณ 57 ปี ไม่ได้ประกอบอาชีพจึงไม่มีรายได้ ผู้ตายเลี้ยงดูโจทก์ที่ 1 มาโดยตลอด เห็นว่า ผู้ตายถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 จึงย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ตายจะมีรายได้หรือได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ที่ 1 หรือไม่ แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงฐานานุรูปของโจทก์ที่ 1 และผู้ตายดังกล่าวประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องมา 3,000,000 บาท สูงเกินไป สมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,000,000 บาท ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ 100,000 บาท เห็นว่า ผู้มีสิทธิเรียกค่าปลงศพได้ คือ ผู้มีอำนาจจัดการศพตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาของผู้ตาย โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรนอกกฎหมายของผู้ตาย แต่ผู้ตายได้รับรองแล้ว โดยให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้ใช้นามสกุล โจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นทายาทมีสิทธิเรียกร้องค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคหนึ่ง ในข้อนี้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 นำสืบว่าได้ร่วมกันจัดงานศพผู้ตาย 3 คืน โดยมีภาพถ่ายการจัดงานศพมาแสดง แม้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่มีพยานเอกสารเกี่ยวกับค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ มานำสืบสนับสนุน และเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองได้มอบเงินช่วยเหลือค่าทำศพ 50,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสามตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้และแก้ฎีกามาก็ตาม แต่การจัดงานศพย่อมมีค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดงาน โจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยทั้งสองได้มอบเงินช่วยเหลือค่าทำศพดังกล่าวนั้น จำเลยทั้งสองได้ระบุมาในคำให้การว่าเป็นการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมเท่านั้น จึงไม่ตัดสิทธิที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ ตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ดีที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ 100,000 บาท นั้น โจทก์ที่ 1 และที่ 3 จัดการศพเพียง 3 คืน และคำนึงถึงฐานานุรูปของผู้ตาย โจทก์ที่ 1 และที่ 3 แล้ว ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 เรียกร้องมาจึงสูงเกินไป สมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ 30,000 บาท ส่วนที่โจทก์ทั้งสามร่วมกันเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดแรงงาน 1,150,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 445 บัญญัติว่า "ในกรณีทำให้เขาถึงตาย...ถ้าผู้ต้องเสียหายมีความผูกพันตามกฎหมายจะต้องทำการงานให้เป็นคุณแก่บุคคลภายนอกในครัวเรือน หรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอกนั้นไซร้ ท่านว่าบุคคลผู้จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อที่เขาต้องขาดแรงงานอันนั้นไปด้วย" การจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดแรงงานของบุคคลภายนอกตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้ จึงต้องเป็นกรณีที่ก่อนเกิดเหตุผู้ถูกทำละเมิดมีหน้าที่ไม่ว่าโดยสัญญาหรือโดยกฎหมายต้องทำการงานให้แก่บุคคลอื่น หากไม่มีหน้าที่หรือความผูกพันตามกฎหมายหรือตามสัญญาแล้วบุคคลภายนอกย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายบรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์ที่ 1 ในฐานะมารดาของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 (3) ที่จะให้ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจเรียกร้องค่าขาดแรงงานได้ และเมื่อผู้ตายกับโจทก์ที่ 2 ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้ตายกับโจทก์ที่ 2 จึงไม่ใช่สามีภริยาที่มีหน้าที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง ส่วนโจทก์ที่ 3 ไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายที่ผู้ตายมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูในระหว่างที่โจทก์ที่ 3 ยังเป็นผู้เยาว์ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าขาดแรงงานในครอบครัวจากจำเลยทั้งสอง ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามเพียงแต่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยไม่ได้ขอให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวมาด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสามได้ รวมแล้วจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นค่าขาดไร้อุปการะ 1,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 เป็นค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ 30,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นค่าขาดไร้อุปการะ 1,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 เป็นค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443 ม. 445 ม. 1461 วรรคสอง ม. 1567 (3) ม. 1649
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส. กับพวก
จำเลย — กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นางอุไรวรรณ กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา เชิดชู
ทรงพล สงวนพงศ์
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5155/2566
#700200
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง บุหรี่ซิกาแรตของกลาง ซึ่งเป็นของที่ยังมิได้เสียอากรหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรจึงเป็นของที่พึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 166

ฟ้องโจทก์บรรยายไว้เป็นที่เข้าใจแล้วว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่ซิกาแรตในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่ยังมิได้เสียอากรหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร อันพึงต้องริบตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 3, 4, 165, 166, 167, 242, 246 พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 159, 165, 203, 204, 206, 207 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบบุหรี่ 80 ซอง (1,600 มวน) และรถยนต์ 1 คัน พร้อมกุญแจรถยนต์ ของกลาง และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับ และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 242 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 165, 203 (1), 204 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 1,536 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 768 บาท ริบของกลาง ให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับร้อยละ 30 และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับร้อยละ 25 ของราคาของกลางหรือค่าปรับ ในกรณีที่ไม่มีผู้นำจับ ให้จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้ทำผิดร้อยละ 20 ของราคาของกลางหรือค่าปรับ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 5 (2), 7, 8

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ริบบุหรี่ซิกาแรตทั้งหมด 80 ซอง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 166 บัญญัติว่า "ของที่ยังมิได้เสียอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัด หรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร เป็นของที่พึงต้องริบตามพระราชบัญญัตินี้" เมื่อจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 242 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 165, 203 (1), 204 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 บุหรี่ซิกาแรต จำนวน 80 ซอง ของกลาง ซึ่งเป็นของที่ยังมิได้เสียอากรหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร จึงเป็นของที่พึงต้องริบตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาริบบุหรี่ซิกาแรตของกลางชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์และกุญแจรถยนต์ของกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า " เรือที่มีระวางบรรทุกไม่เกินสองร้อยห้าสิบตันกรอส ยานพาหนะ... หากได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัด หรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ให้ริบเสียทั้งสิ้น..." ซึ่งตามเจตนารมณ์ของมาตรา 165 วรรคหนึ่ง ต้องการให้ศาลริบยานพาหนะหรือทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่ไม่ได้เสียอากร หรือของที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร เมื่อตามคำฟ้องโจทก์ข้อ 2 บรรยายว่าภายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยบุหรี่ซิกาแรตอันเป็นสินค้าที่จำเลยมีไว้เป็นความผิดในฟ้องข้อ 1 และรถยนต์พร้อมกุญแจรถยนต์เป็นยานพาหนะที่จำเลยได้ใช้ในการซุกซ่อนและขนส่งบุหรี่เป็นของกลาง เห็นได้ว่าฟ้องของโจทก์บรรยายไว้เป็นที่เข้าใจแล้วว่าจำเลยใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่ยังมิได้เสียอากรหรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร อันพึงต้องริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ริบรถยนต์และกุญแจรถยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 165 วรรคหนึ่ง ม. 166 ม. 246 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายชัยยุทธ์ ศุพุทธมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
ธนาคม ลิ้มภักดี
กัมปนาท วงษ์นรา
นพรัตน์ ชลวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5122 -ที่ 5123/2566
#699740
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิที่ดินมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 และแม้หากที่ดินพิพาทจะพ้นจากการเป็นที่ชายตลิ่งไปโดยสภาพ เนื่องจากในฤดูฝนน้ำท่วมไม่ถึง แต่ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นของรัฐ ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) การที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิครอบครองและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการต้องห้ามตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 ย่อมไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองที่ผิดกฎหมายใช้ยันรัฐได้ไม่ว่าในทางใด การฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อไม่ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท จึงมีผลเท่ากับอ้างสิทธิครอบครองมายันรัฐซึ่งไม่อาจกระทำได้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122 บัญญัติให้นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในกรณีที่มีข้อพิพาทหรือคดีเกี่ยวกับที่ดิน นายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะร่วมกันดำเนินการ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะดำเนินการ ก็ให้มีอำนาจกระทำได้ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 10 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสิบเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ซึ่งเป็นวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และที่ดินดังกล่าวไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการอันเป็นการรบกวนการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสิบ กับให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขับไล่โจทก์ทั้งสิบพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาท หากโจทก์ทั้งสิบไม่รื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไป ให้จำเลยทั้งสองหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจรื้อถอน และขนย้ายสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไป โดยให้โจทก์ทั้งสิบเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด

โจทก์ที่ 1 ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 10 ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้ขับไล่โจทก์ทั้งสิบพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์ทั้งสิบรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ทั้งสิบ ห้ามโจทก์ทั้งสิบและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป กับให้โจทก์ทั้งสิบใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองสำนวนแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ สำนวนแรก 3,000 บาท สำนวนที่สอง 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมของโจทก์ทั้งสิบให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 10 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองสำนวนในศาลชั้นต้นกับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสิบต่างครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองเนื้อที่ 1 งาน 5.6 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 71/1 โจทก์ที่ 2 เนื้อที่ 2 งาน 34.1 ตารางวา พร้อมบ้านอยู่อาศัยและให้เช่าพักแรมเลขที่ 3/9 โจทก์ที่ 3 เนื้อที่ 40.5 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 3/6 โจทก์ที่ 4 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 20.2 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 3/4 โจทก์ที่ 5 เนื้อที่ 3 งาน 22.4 ตารางวา พร้อมบ้านอยู่อาศัยและให้เช่าพักแรมเลขที่ 99/4 โจทก์ที่ 6 เนื้อที่ 2 งาน 5.9 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 154/4 โจทก์ที่ 7 เนื้อที่ 84.1 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 135/5 โจทก์ที่ 8 เนื้อที่ 2 งาน 78.3 ตารางวา โจทก์ที่ 9 เนื้อที่ 1 งาน 66.1 ตารางวา และโจทก์ที่ 10 เนื้อที่ 3 งาน 11.5 ตารางวา วันที่ 28 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินว่า ด้วยจำเลยที่ 1 ได้รับการร้องเรียนกรณีมีการบุกรุกที่ดินริมตลิ่งแม่น้ำโขง โดยเอกชนหลายรายเข้าไปล้อมรั้วแสดงสิทธิครอบครอง และมีบางรายปลูกบ้านพักส่วนตัว ขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบและรังวัดที่ดินว่างเปล่าเพื่อเป็นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันและเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงขอความอนุเคราะห์ประมาณค่าใช้จ่ายในการรังวัดที่ดินเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ มีผู้คัดค้านประมาณ 20 ราย ครอบคลุมที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสิบครอบครองด้วย คดีสำหรับโจทก์ที่ 4 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีสำหรับโจทก์ที่ 3 ที่ 6 และที่ 10 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เป็นฝ่ายที่กล่าวอ้างว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 แต่ละคนต่างมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองที่ดินสืบต่อกันมาตั้งแต่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ตามที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย" โดยประมวลกฎหมายที่ดินเริ่มใช้บังคับในวันที่ 1 ธันวาคม 2497 หน้าที่ในการนำสืบข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างจึงตกแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ที่โจทก์ที่ 1 นำสืบว่า เดิมที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 65 ตารางวา นายวงค์และนางเตี้ยง ได้ครอบครองและทำประโยชน์ด้วยการปลูกพืชไร่และกอไผ่ขาย นายวงค์และนางเตี้ยงมีบุตร 5 คน นายบุญศรี และนางบาง มารดาของนายบุญตัน ต่างเป็นบุตรของนายวงค์และนางเตี้ยง หลังจากนายวงค์และนางเตี้ยงตาย ทายาทตกลงมอบที่ดินให้แก่นายบุญศรี ต่อมานายบุญศรีแบ่งที่ดิน 1 งาน 5.6 ตารางวา ให้แก่นายบุญตันซึ่งเป็นหลาน วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2537 นายบุญตันขายที่ดินให้แก่นางโสภาพรรณ ในราคา 130,000 บาท วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 นางโสภาพรรณขายที่ดินให้แก่นางวันดี มารดาของโจทก์ที่ 1 ในราคา 500,000 บาท นางวันดีเข้าครอบครองที่ดินและปลูกสร้างบ้านเลขที่ 71/1 และเมื่อต้นปี 2555 นางวันดีได้ยกที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 มีนายบุญตันซึ่งเกิดปี 2485 เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานเห็นนายวงค์และนางเตี้ยงครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยการปลูกพืชไร่และกอไผ่ขายตั้งแต่พยานจำความได้ พยานเคยไปช่วยนางเตี้ยงปลูกผักสวนครัวด้วยก็ตาม แต่นางเตี้ยงกลับมิได้ไปแจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายใน 180 วัน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 ซึ่งหากนายวงค์และนางเตี้ยงได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 โดยชอบ เพียงแต่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน กับมิใช่เป็นที่ดินที่มีการหวงห้ามมิให้ราษฎรเข้าถือครอง ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่นายวงค์และนางเตี้ยงจะต้องละเลยไม่ไปแจ้งการครอบครองที่ดินต่อทางราชการเพื่อรักษาสิทธิในที่ดินของตนไว้ ทั้งนายบุญตันมิได้เบิกความอธิบายให้เหตุผลในเรื่องดังกล่าว ข้ออ้างการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 ว่าได้ครอบครองสืบต่อกันมาจากนายวงค์และนางเตี้ยงตั้งแต่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง คงรับฟังได้เพียงว่า นายบุญตันครอบครองและขายที่ดินพิพาทให้แก่นางโสภาพรรณเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2537 นางโสภาพรรณขายที่ดินต่อให้แก่นางวันดี มารดาของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 และนางวันดียกให้แก่โจทก์ที่ 1 ในปี 2555 เท่านั้น ล้วนแต่เป็นการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้วทั้งสิ้น ส่วนโจทก์ที่ 2 นำสืบว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2554 นายธนชาตซื้อที่ดินพิพาทบางส่วนจากนายสุรันดรในราคา 150,000 บาท วันที่ 31 มกราคม 2556 โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินเนื้อที่ 1 งาน 53 ตารางวา จากนางจิรารัตน์ในราคา 700,000 บาท และวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินเนื้อที่ 50 ตารางวา จากนายธนชาตในราคา 200,000 บาท โจทก์ที่ 5 นำสืบว่า โจทก์ที่ 5 ซื้อที่ดินมาจากนายสุรันดรและนางปราณี เมื่อปี 2544 จากนั้นโจทก์ที่ 5 สร้างบ้านอยู่อาศัย ประกอบกิจค้าขายและให้เช่าพักแรมในชื่อ "บ้านพัก ร." มาจนถึงปัจจุบัน และโจทก์ที่ 7 นำสืบว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2533 นางโสภาพรรณและนางสาวคะนึงนิจ ซื้อที่ดินมาจากนายปัญญา แล้วโจทก์ที่ 7 ซื้อที่ดินต่อจากนางโสภาพรรณและนางสาวคะนึงนิจ คงเป็นการนำสืบเพียงในช่วงที่แต่ละคนซื้อที่ดินมาและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทส่วนของตนเท่านั้นและเป็นการซื้อที่ดินที่ไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดินเพื่อการอ้างอิงถึงสิทธิครอบครองในที่ดิน ผู้ที่ขายที่ดินจะได้ที่ดินมาโดยชอบหรือไม่ อย่างไรและเมื่อใด ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่ ก็ไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ที่โจทก์ที่ 2 เบิกความว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในชุมชนเก่าที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมานานหลายร้อยปี แต่ที่ดินกลับไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินเลยและมีเฉพาะในส่วนที่โจทก์ทั้งสิบครอบครองซึ่งอยู่ริมแม่น้ำโขงเท่านั้นที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน หาได้อยู่ในส่วนอื่นของชุมชนที่ส่วนใหญ่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยไม่ สำหรับโจทก์ที่ 9 นำสืบว่า โจทก์ที่ 9 ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเมื่อปี 2540 ตกทอดมาจากบิดามารดา และบิดามารดาครอบครองสืบมาต่อจากตายาย โจทก์ที่ 9 ปลูกผักสวนครัวและไม้ยืนต้น แต่โจทก์ที่ 9 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ต้นไผ่ ต้นกล้วยและเถาวัลย์ตามภาพถ่ายเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและโจทก์ที่ 9 มิได้อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท พยานหลักฐานตามที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 แต่ละคนได้ครอบครองที่ดินพิพาทสืบต่อจากผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินและโดยไม่ขาดสายตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ หากแต่เป็นการเข้าครอบครองภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว ไม่มีกรณีที่จะทำให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 พึงได้รับความคุ้มครองว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ได้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินพิพาทมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 และแม้หากที่ดินพิพาทจะพ้นจากการเป็นที่ชายตลิ่งไปโดยสภาพ เนื่องจากในฤดูฝนน้ำท่วมไม่ถึง ดังโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ฎีกา แต่ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นของรัฐ ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสอง การที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิครอบครองและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ย่อมไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองที่ผิดกฎหมายใช้ยันรัฐได้ไม่ว่าในทางใด การฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อไม่ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท จึงมีผลเท่ากับอ้างสิทธิครอบครองมายันรัฐซึ่งไม่อาจกระทำได้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 มาตรา 122 บัญญัติให้นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในกรณีที่มีข้อพิพาทหรือคดีเกี่ยวกับที่ดิน นายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะร่วมกันดำเนินการ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะดำเนินการ ก็ให้มีอำนาจกระทำได้ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (1)
ป.ที่ดิน ม. 2 ม. 4 ม. 9
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป. กับพวก
จำเลย — เทศบาล ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นางสาวพูลศรี ประทุมมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวปทุมาวดี พิชชาโชติ
ชื่อองค์คณะ
ปรีชา เชิดชู
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5101/2566
#699327
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (3) มีความหมายว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้ มิได้หมายความรวมถึงคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้เนื่องจากพ้นกำหนดเวลาโดยที่เจ้าหนี้ยังมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้แต่อย่างใด คำสั่งดังกล่าวคงวินิจฉัยเพียงว่า ตามคำร้องของเจ้าหนี้นั้น กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยและมีเหตุผลอันสมควรที่จะทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้เข้ามาในคดีล้มละลายหรือไม่เท่านั้น แต่หาได้วินิจฉัยถึงสิทธิในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่เพียงใด เมื่อคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1 ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (3) และมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งยกคำร้อง" ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (1) เพราะคำสั่งยกคำร้องตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงคำสั่งยกคำร้องขอให้จำเลยล้มละลาย อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ผู้ร้องอุทธรณ์โดยมิได้ยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 ครบกำหนดให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 22 กันยายน 2563

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 บัญญัติว่า "คดีล้มละลายที่มิใช่คดีอาญา ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลาย เว้นแต่ (1) คำพิพากษายกฟ้อง หรือคำสั่งยกคำร้องหรือคำร้องขอให้ล้มละลาย (2) คำสั่งยกคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ (3) คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน (4) คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด (5) คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกับคดีตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย" ซึ่งคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (3) มีความหมายว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้ มิได้หมายความรวมถึงคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำขอรับชำระหนี้เนื่องจากพ้นกำหนดเวลาโดยที่เจ้าหนี้ยังมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้แต่อย่างใด เพราะคำสั่งดังกล่าวคงวินิจฉัยเพียงว่า ตามคำร้องของเจ้าหนี้นั้น กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยและมีเหตุผลอันสมควรที่จะทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้เข้ามาในคดีล้มละลายหรือไม่เท่านั้น แต่หาได้วินิจฉัยถึงสิทธิในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่เพียงใด เมื่อคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/1 โดยอ้างว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัย ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง คำสั่งของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (3) และมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งยกคำร้อง" ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (1) เพราะคำสั่งยกคำร้องตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึงคำสั่งยกคำร้องขอให้จำเลยล้มละลาย อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องจะอุทธรณ์ได้เมื่อยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมาพร้อมกับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ การที่ผู้ร้องอุทธรณ์โดยมิได้ยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ทั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องแล้ว เห็นว่า ไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26 วรรคสี่ เนื่องจากข้ออ้างตามคำร้องของผู้ร้องมิใช่กรณีเป็นเหตุสุดวิสัยและมีเหตุผลอันสมควรอันจะทำให้ผู้ร้องสามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายหลังพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องประการอื่นอีกเพราะมิได้ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 25 ม. 26 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ล.
ผู้ร้อง — บริษัท ท.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัท ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวปทิตตา สิริภาพโสภณ
- นายพูนศักดิ์ เข็มแซมเกษ
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5076 -ที่ 5079/2566
#702272
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 จะกำหนดให้กล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกินสองปีและห้าปีก็ตาม แต่มิใช่บทบัญญัติที่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมหรือความผิดที่เกี่ยวข้องกัน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 19 (3) (เดิม) และมาตรา 19 (4) (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากนี้ หากคณะกรรมการ ป.ช.ช. มีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงได้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 88 และมาตรา 84 (ที่แก้ไขใหม่) ที่บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคหนึ่งได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกินห้าปีแล้ว ย่อมไม่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะยกคำกล่าวหาที่ได้มีการกล่าวหาไว้แล้วหรือกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นกระทำความผิดขึ้นไต่สวนได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วแต่กรณี เห็นได้ว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 88 และมาตรา 84 (ที่แก้ไขใหม่) ต่างก็มีความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า แม้เป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกินสองปีหรือห้าปีแล้ว ก็ไม่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะยกคำกล่าวหาที่ได้มีการกล่าวหาไว้แล้วหรือกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นกระทำความผิดขึ้นไต่สวนได้ บทบัญญัติตามมาตรา 84 (ที่แก้ไขใหม่) ข้างต้น หาใช่อายุความตามประมวลกฎหมายอาญาไม่ ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและส่งรายงาน เอกสาร พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยให้ถือว่ารายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 97 วรรคหนึ่ง เดิมและที่แก้ไขใหม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสี่สำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 5/2562 และ อท.(ผ) 6/2562 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ในสำนวนที่หนึ่งว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 11 ถึงที่ 22 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 23 ถึงที่ 27 ตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนที่สี่ว่า จำเลยที่ 28 เรียกจำเลยในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 5/2562 ของศาลชั้นต้น ว่า จำเลยที่ 29 เรียกจำเลยในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2562 ของศาลชั้นต้น ว่า จำเลยที่ 30 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 29 และที่ 30 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลล่าง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสี่สำนวนนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 151, 157, 161 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123 จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 10 จำเลยที่ 4 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 8 จำเลยที่ 6 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 22 จำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 28 จำเลยที่ 8 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 25 จำเลยที่ 10 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 26 จำเลยที่ 11 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 12 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 14 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 9 จำเลยที่ 15 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 7 จำเลยที่ 19 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 23 จำเลยที่ 20 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 20 จำเลยที่ 23 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 24 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 11 จำเลยที่ 30 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 24 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 13 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 8/2560 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 17 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 9/2560 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 27 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายแดงที่ อท.(ผ) 7/2560 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 12 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 19 ที่ 20 ที่ 23 ที่ 24 และที่ 30 ต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำเลยที่ 13 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 8/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำเลยที่ 17 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 9/2560 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 27 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 7/2560 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามสิบให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 ที่ 10 ถึงที่ 15 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 20 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 27 และที่ 30 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และการกระทำของจำเลยที่ 1 ในการจัดซื้อจัดจ้างแต่ละสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 161 กระทง จำคุก 805 ปี และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 10 กระทง จำคุก 50 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 11 ในฐานะผู้ขออนุมัติจัดซื้อจัดจ้าง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 11 ในการจัดซื้อจัดจ้างหลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 166 กระทง จำคุก 830 ปี และจำเลยที่ 11 ในฐานะกรรมการเปิดซองสอบราคา มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 11 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 15 กระทง จำคุก 75 ปี และจำเลยที่ 11 ในฐานะกรรมการตรวจการจ้าง ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 20 กระทง จำคุก 40 ปี แต่เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 11 ทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 12 ในฐานะผู้ขออนุมัติจัดซื้อจัดจ้างและกรรมการเปิดซองสอบราคา ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 12 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 81 กระทง จำคุก 405 ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 12 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 15 ปี ในฐานะกรรมการตรวจการจ้าง ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 11 กระทง จำคุก 22 ปี แต่เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 12 ทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 13 ในฐานะกรรมการเปิดซองสอบราคา ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 13 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 16 กระทง จำคุก 80 ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทที่โทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ในฐานะกรรมการตรวจการจ้าง ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 13 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 9 กระทง จำคุก 18 ปี แต่เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 13 ทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 14 ในฐานะกรรมการเปิดซองสอบราคา ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 14 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 24 กระทง จำคุก 120 ปี ฐานะกรรมการตรวจการจ้าง ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 10 กระทง จำคุก 20 ปี แต่เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 14 ทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 15 ในฐานะกรรมการเปิดซองสอบราคา ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 15 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 136 กระทง จำคุก 680 ปี แต่เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 15 ทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 23 ในฐานะกรรมการเปิดซองสอบราคา ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 157 (เดิม), 161 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 23 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 50 กระทง จำคุก 250 ปี ในฐานะกรรมการตรวจการจ้าง ร่วมกันจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 23 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 6 กระทง จำคุก 12 ปี แต่เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 23 ทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 6 ถึงที่ 10 ที่ 18 ที่ 19 ที่ 21 ที่ 25 ที่ 29 และที่ 30 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 6 ถึงที่ 10 ที่ 18 ที่ 19 ที่ 21 ที่ 25 ที่ 29 และที่ 30 หลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ที่ 10 ที่ 19 และที่ 30 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 6 รวม 28 กระทง จำคุก 84 ปี 112 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 7 รวม 17 กระทง จำคุก 51 ปี 68 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 8 รวม 3 กระทง จำคุก 9 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 10 รวม 5 กระทง จำคุก 15 ปี 20 เดือน จำเลยที่ 19 รวม 4 กระทง จำคุก 12 ปี 16 เดือน จำเลยที่ 30 รวม 9 กระทง จำคุก 27 ปี 36 เดือน จำเลยที่ 9 ที่ 18 ที่ 21 ที่ 25 และที่ 29 ปรับกระทงละ 100,000 บาท จำเลยที่ 9 รวม 5 กระทง ปรับ 500,000 บาท จำเลยที่ 18 รวม 14 กระทง ปรับ 1,400,000 บาท จำเลยที่ 21 รวม 47 กระทง ปรับ 4,700,000 บาท จำเลยที่ 25 รวม 26 กระทง ปรับ 2,600,000 บาท จำเลยที่ 29 รวม 9 กระทง ปรับ 900,000 บาท จำเลยที่ 16 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 16 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับกระทงละ 100,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 200,000 บาท และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 4 กระทง ปรับ 40,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้ปรับจำเลยที่ 16 จำนวน 240,000 บาท จำเลยที่ 17 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 17 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี 8 เดือน และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 12 ปี 16 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 17 มีกำหนด 18 ปี 24 เดือน จำเลยที่ 20 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 20 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 76 กระทง จำคุก 228 ปี 304 เดือน และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 10 กระทง จำคุก 30 ปี 40 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 20 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 26 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 26 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับกระทงละ 100,000 บาท รวม 22 กระทง ปรับ 2,200,000 บาท และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับกระทงละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 20,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้ปรับจำเลยที่ 26 จำนวน 2,220,000 บาท จำเลยที่ 27 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 27 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 22 กระทง จำคุก 66 ปี 88 เดือน และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี 8 เดือน เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 27 ทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 11 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 12 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 13 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 33 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 8/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 14 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 9 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 15 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 7 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 9/2560 (ที่ถูก อท.(ผ) 6/2560) ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 20 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 20 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 23 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 6 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น หากจำเลยที่ 9 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 21 ที่ 25 ที่ 26 และที่ 29 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 29/1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 22 ที่ 24 และที่ 28 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 6 ถึงที่ 21 ที่ 23 ที่ 25 ถึงที่ 27 ที่ 29 และที่ 30 ให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 19 ที่ 20 ที่ 23 ที่ 25 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 30 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จำเลยที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 และที่ 30 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบอนุญาตให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 8 ที่ 11 ที่ 13 และที่ 30 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 24 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 24 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 24 เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 การกระทำความผิดอาจเกิดจากเกรงว่าจะได้รับผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มีเหตุอันควรปรานี จึงลงโทษสถานเบา ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 30, 72, 84, 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี ให้ยกฟ้องข้อ 83, 96 และข้อ 128 ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามฟ้องข้อ 51, 103, 131, 132, 148, 149, 150, 170 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ยกฟ้องข้อ 9, 13, 14, 65, 66, 95, 101, 112, 113, 118, 134, 146, 147 และข้อ 169 ลงโทษจำเลยที่ 4 ตามฟ้องข้อ 36 และข้อ 38 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี ยกฟ้องข้อ 2, 3, 11, 13, 14, 41, 42, 43, 45, 46, 47, 49, 50, 73, 80, 95, 96, 97, 101, 102, 117, 123, 126, 133, 139 ลงโทษจำเลยที่ 24 ตามฟ้องข้อ 5, 6, 21, 24, 26, 27, 33, 39, 76, 140, 141, 142, 143, 144, 145, 167, 168, 173, 174, 175 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 20 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ยกฟ้องข้อ 32, 91, 108, 152, 166, 171 และ 172 จำเลยที่ 22 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 22 แต่ละสัญญาเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และการกระทำของจำเลยที่ 22 ในการจัดซื้อจัดจ้างหลายสัญญาเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 47 กระทง เป็นจำคุก 141 ปี 188 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ลงโทษจำเลยที่ 18 รวม 13 กระทง ปรับ 1,300,000 บาท จำเลยที่ 19 รวม 3 กระทง จำคุก 9 ปี 12 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 23 ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 31 กระทง เป็นจำคุก 155 ปี และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี รวมจำคุก 161 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ยกฟ้องจำเลยที่ 23 ตามฟ้องข้อ 5, 6, 12, 17, 20, 22, 24, 36, 38, 52, 72, 81, 93, 94, 107, 139, 140, 144, 171, 172, 173, 175 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 15 และที่ 23 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และยกคำขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 20 ที่ 23 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 6/2560 ของศาลชั้นต้น ยกคำขอนับโทษจำคุกจำเลยที่ 13 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 8/2560 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 17 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ 17 ที่ 24 และที่ 28 โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา และจำเลยที่ 2 ที่ 22 และที่ 24 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 22 ฎีกาเรื่องอำนาจฟ้องว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินกล่าวหาจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 14 และที่ 15 หลังพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเกินสองปีและห้าปีแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจรับข้อกล่าวหาดังกล่าวไว้พิจารณา เนื่องจากล่วงเลยระยะเวลาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 84 เดิมและที่แก้ไขใหม่ นั้น แม้พระราชบัญญัติดังกล่าวจะกำหนดให้กล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกินสองปีและห้าปีก็ตาม แต่มิใช่บทบัญญัติที่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมหรือความผิดที่เกี่ยวข้องกัน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 19 (3) (เดิม) และมาตรา 19 (4) (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากนี้ หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 88 และตามมาตรา 84 (ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคหนึ่ง ได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกินห้าปีแล้ว ย่อมไม่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะยกคำกล่าวหาที่ได้มีการกล่าวหาไว้แล้วหรือกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นกระทำความผิดขึ้นไต่สวนได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ้นจากตำแหน่งหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วแต่กรณี เห็นได้ว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 88 และมาตรา 84 (ที่แก้ไขใหม่) ดังกล่าว ต่างก็มีความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า แม้เป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเกินสองปีหรือห้าปีแล้ว ก็ไม่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะยกคำกล่าวหาที่ได้มีการกล่าวหาไว้แล้วหรือกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นกระทำความผิดขึ้นไต่สวนได้ บทบัญญัติตามมาตรา 84 (ที่แก้ไขใหม่) ข้างต้น หาใช่อายุความตามประมวลกฎหมายอาญาไม่ ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและส่งรายงาน เอกสาร พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยให้ถือว่ารายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 97 วรรคหนึ่ง เดิมและที่แก้ไขใหม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 22 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 9 กระทง จำคุก 27 ปี 36 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 16 และที่ 24 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 19 (3) (เดิม) ม. 19 (4) (ใหม่) ม. 84 (ใหม่) ม. 88 ม. 97 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 97 วรรคหนึ่ง (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นายสุรศักดิ์ โสมคล้าย
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073/2566
#699642
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามในคดีนี้ต้องคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษและคดีถึงที่สุดแล้ว ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสามตามที่ศาลชั้นต้นรอการกำหนดโทษไว้นั้น ป.อ. มาตรา 58 บัญญัติหลักเกณฑ์เรื่องการบวกโทษว่า ศาลที่พิพากษาคดีหลังจะกำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง แสดงว่าการขอในกรณีเช่นนี้กฎหมายประสงค์ให้โจทก์ในคดีหลังยื่นคำขอให้บวกโทษ จะมายื่นคำร้องในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีก่อนและคดีถึงที่สุดไปแล้วไม่ได้เพราะจะเป็นแก้ไขคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358 ระหว่างการพิจารณานางสาวฟ้า ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 5793 มาเป็นหลักประกันในการขอปล่อยตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั่วคราว ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้อง ให้รอการกำหนดโทษจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกและปรับจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามแก้อุทธรณ์ หลังจากศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว วันที่ 29 เมษายน 2565 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น 2 ฉบับ คำร้องฉบับแรกโจทก์ร่วมอ้างว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 5793 เป็นของโจทก์ร่วม ขอให้เพิกถอนการใช้โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นหลักประกันตัวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คำร้องฉบับที่สองโจทก์ร่วมอ้างว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดซ้ำ ขอให้กำหนดโทษ ที่รอการกำหนดโทษไว้และลงโทษจำเลยทั้งสาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องทั้งสองฉบับของโจทก์ร่วมไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ส่งคำร้องฉบับแรกของโจทก์ร่วมคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป และมีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ขอให้ลงโทษจำคุกและปรับจำเลยทั้งสามเพราะเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 วันที่ 7 มิถุนายน 2565 ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องฉบับแรกของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว สัญญาประกันระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นสิ้นสุดลง ไม่จำต้องพิจารณาสั่งเกี่ยวกับหลักประกันอีก ให้ยกคำร้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน แต่ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องฉบับที่สองของโจทก์ร่วม วันที่ 20 ธันวาคม 2565 ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องฉบับที่สองของโจทก์ร่วมว่า เมื่อกรณียังไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยถูกพิพากษาว่ามีความผิดในคดีใดขึ้นอีก ทั้งคดีตามที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้างมาในคำร้องยังอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และพฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมอ้างตามคำร้องถือเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ยังไม่มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสาม ให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามในคดีนี้ต้องคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษและคดีถึงที่สุดแล้ว ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสามตามที่ศาลชั้นต้นรอการกำหนดโทษไว้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บัญญัติหลักเกณฑ์เรื่องการบวกโทษว่า ศาลที่พิพากษาคดีหลังจะกำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง แสดงว่าการขอในกรณีเช่นนี้กฎหมายประสงค์ให้โจทก์ในคดีหลังยื่นคำขอให้บวกโทษ จะมายื่นคำร้องในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีก่อนและถึงที่สุดแล้วไม่ได้เพราะจะเป็นการแก้ไขคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้อายัดโฉนดที่ดินเลขที่ 5793 และมีคำสั่งให้โอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องฉบับแรกขอให้เพิกถอนการใช้โฉนดที่ดินเลขที่ 5793 เป็นหลักประกันตัวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง การที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้อายัดโฉนดที่ดินเลขที่ 5793 เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้จึงไม่ชอบ และย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ร่วมที่จะฎีกาต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

และที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้สั่งจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง 254,500 บาท แก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเพิ่งยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุรินทร์
โจทก์ร่วม — นางสาว ฟ.
จำเลย — นาง ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุรินทร์ — นางสาวนรีนาถ ทองบัวบาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนุภาพ สุวรรณโชติ
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5043/2566
#698974
เปิดฉบับเต็ม

หนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายนั้น จำต้องชดใช้จากสินทรัพย์แห่งกองมรดก เนื่องด้วยเป็นการดำเนินการตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1650

ส่วนเงินฌาปนกิจศพของผู้ตายที่โจทก์ได้รับจากกองทุนหมู่บ้านนั้น ถือเป็นเงินจัดการทำศพผู้ตาย แม้จะเป็นเงินที่ได้มาตามสิทธิภายหลังที่ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว หาใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะที่ถึงแก่ความตายไม่เป็นสินทรัพย์แห่งกองมรดกก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาระเบียบประกอบรายการโอนเงินที่ระบุว่าเป็นเงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์บ้าง สงเคราะห์ศพบ้าง ส่งเงินศพบ้าง แสดงว่าหมู่บ้านต่าง ๆ มีเจตนามอบเงินดังกล่าวเป็นเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือจัดการงานศพสมาชิกตามประเพณีเพื่อลดภาระหนี้สินค่าใช้จ่ายจัดการศพอันเป็นการสงเคราะห์ศพ จึงต้องนำเงินดังกล่าวไปหักกับค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปในการจัดการศพผู้ตายก่อนตามเจตนาที่กองทุนหมู่บ้านมอบให้ หากมีค่าใช้จ่ายเหลือเท่าใดจึงเป็นหนี้กองมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินคืนโจทก์ 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสมปองชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 มกราคม 2564) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทั้งนี้ ให้จำเลยรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายสมปองที่ตกทอดได้แก่ตน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า นายสมปอง ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 โดยมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือบุคคลใดไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพ จำเลยซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายอันเป็นทายาทโดยธรรมเป็นบุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกเป็นจำนวนมากที่สุด จึงมีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพผู้ตาย จำเลยเป็นนักศึกษายังไม่มีรายได้ จึงมอบหมายให้โจทก์ซึ่งเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นผู้จัดการทำศพผู้ตายแทนตน โจทก์ดำเนินการจัดการศพผู้ตายโดยเสียค่าใช้จ่ายรวมเป็นเงิน 180,000 บาท โจทก์ในฐานะผู้รับประโยชน์ได้รับเงินฌาปนกิจศพสงเคราะห์ของผู้ตายจำนวน 163,518 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตาย จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายนั้น ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่า ให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์เพียงจำนวน 100,000 บาท ตามสถานภาพของจำเลย และฐานานุรูปของผู้ตาย โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้นำมาหักกลบกับเงินฌาปณกิจศพสงเคราะห์ของผู้ตาย ซึ่งคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ในปัญหานี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ได้รับเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ของผู้ตายมาแล้วก็ตาม จำเลยก็หายกมาเป็นข้อปัดป้องความรับผิดของจำเลยได้ไม่ ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ของผู้ตายเป็นเงินจัดการทำศพ โจทก์จึงต้องนำมาใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตาย เมื่อนำมาหักกลบกันแล้วจึงไม่มีหนี้ค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพผู้ตายที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์อีก เห็นว่า หนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพนั้นจำต้องชดใช้จากสินทรัพย์แห่งกองมรดก เนื่องด้วยเป็นการดำเนินการตามสมควรแก่ฐานะในสมาคมของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1650

ส่วนเงินฌาปณกิจศพของผู้ตายที่โจทก์ได้รับจากกองทุนหมู่บ้านนั้น โจทก์ฎีกาว่า เป็นเงินกองทุนที่หมู่บ้านจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านเสมือนเป็นเงินฝากสงเคราะห์ และเงินกองทุนดังกล่าวโจทก์เป็นผู้ชำระเงินฝากค่ากองทุนในทุกครั้งและมีชื่อโจทก์ระบุเป็นผู้รับผลประโยชน์ในกองทุน การที่กองทุนหมู่บ้านจ่ายเงินผลประโยชน์ในกองทุนคืนให้แก่โจทก์ตามรายชื่อที่ระบุไว้ในการรับผลประโยชน์นั้นก็ชอบแล้วเสมือนกับโจทก์เป็นผู้ทำประกันชีวิตและชำระเบี้ยประกันแก่นายสมปองและนายสมปองระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับผลประโยชน์ เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ จึงต้องฟังว่า เป็นเงินจัดการทำศพผู้ตาย ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย แม้เงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้มาตามสิทธิภายหลังที่ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว หาใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะที่ถึงแก่ความตายไม่เป็นสินทรัพย์แห่งกองมรดกก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนายถาวร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 14 และประธานฌาปนกิจหมู่ 14 ที่ว่า นายสมปอง เป็นสมาชิกในฌาปนกิจมีโจทก์เป็นผู้ชำระเงินและมีสิทธิรับผลประโยชน์หากนายสมปองเสียชีวิต เมื่อนายสมปองเสียชีวิตทางฌาปณกิจจึงจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่โจทก์ตามระเบียบที่ระบุว่าเป็นเงินฌาปณกิจศพสงเคราะห์บ้าง สงเคราะห์ศพบ้าง ส่งเงินศพบ้าง น่าเชื่อว่าหมู่บ้านต่าง ๆ มีเจตนามอบเงินดังกล่าวเป็นเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือจัดการงานศพสมาชิกตามประเพณีเพื่อลดภาระหนี้สินค่าใช้จ่ายจัดการศพอันเป็นการสงเคราะห์ศพ จึงต้องนำเงินดังกล่าวไปหักกับค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้จ่ายไปในการจัดการศพก่อนตามเจตนาที่กองทุนหมู่บ้านมอบให้ ทั้งนี้ หากมีค่าใช้จ่ายเหลือเท่าใดจึงเป็นหนี้กองมรดก เมื่อปรากฏว่าค่าใช้จ่ายในการจัดการศพศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ 100,000 บาท น้อยกว่าเงินที่โจทก์ได้รับเพื่อช่วยเหลือในงานศพ เท่ากับโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ไม่มีหนี้กองมรดกที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1650
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ป.
จำเลย — นางสาว ฐ. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นางสาวพสุกานต์ พรหมสาส์น
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีระพล บุญอารีย์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4954/2566
#698977
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทโดยสุจริต และศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวไว้ ทั้งการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง จะต้องได้ความว่าเจ้าของโรงเรือนปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของตนเองแต่มีบางส่วนของโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น ส่วนที่รุกล้ำต้องเป็นส่วนน้อยและส่วนที่อยู่ในที่ดินของตนนั้นต้องเป็นส่วนใหญ่ มิฉะนั้นจะเรียกว่าสร้างโรงเรือนรุกล้ำมิได้ ซึ่งข้อเท็จจริงคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนต่าง ๆ ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 โดยอาศัยสิทธิของ บ. ทั้งหมด และไม่มีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของจำเลยเลย กรณีจึงไม่อาจปรับด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1312 ได้ ดังนั้นการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่หยิบยกประเด็นเรื่องความสุจริตตามบทมาตราดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เพราะมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 และส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพใช้การได้ดี โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินดังกล่าว 300,000 บาท และชำระค่าเสียหายเดือนละ 80,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 บางส่วน เนื้อที่ประมาณ 80 ถึง 100 ตารางวา ในส่วนที่จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ และให้โจทก์ทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากโจทก์ทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 4478 ภายในกรอบสีเขียว เนื้อที่ 1 งาน 83 810 ตารางวา พร้อมส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อยและใช้ประโยชน์ได้ดีตามปกติด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสอง 19,000 บาท และใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นบุตรของนางบุญชื่น กับนายยู่เจียหรืออยู่เจีย มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 13 คน เสียชีวิตแล้ว 3 คน จำเลยเป็นบุตรคนแรก โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรคนที่ 11 โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรคนที่ 10 นางบุญชื่นเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4478 เนื้อไร่ 2 ไร่ 49 ตารางวา จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7653 และ 7654 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 ของนางบุญชื่นทางด้านทิศตะวันตก ก่อนปี 2536 นางบุญชื่นได้อนุญาตให้จำเลยเข้าไปครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 ภายในกรอบสีเขียว เนื้อที่ 1 งาน 83 810 ตารางวา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2536 นางบุญชื่นได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 ให้แก่บุตร 9 คน ไม่รวมจำเลย โดยมีข้อความในพินัยกรรมระบุไว้ตอนหนึ่งมีใจความว่า ถ้านางบุญชื่นถึงแก่ความตาย ให้จำเลยซึ่งปลูกสร้างบ้านพักคนงาน ทางเดิน เสาไฟฟ้า โรงเรือนเก็บของ โรงรถ และสถานที่ทำงานในที่ดินพิพาทรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปให้เรียบร้อย เพื่อให้ผู้ได้รับส่วนแบ่งตามพินัยกรรมได้ทำประโยชน์ต่อไป ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2561 นางบุญชื่นถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางบุญชื่นตามคำสั่งของศาลชั้นต้น หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 โจทก์ทั้งสองรับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 4478 มาเป็นชื่อของโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญชื่น จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางบุญชื่น และระหว่างที่นางบุญชื่นมีชีวิตอยู่จำเลยไม่เคยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังนางบุญชื่นว่าไม่เจตนายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทแทนนางบุญชื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทโดยได้รับความยินยอมจากนางบุญชื่น เจ้าของที่ดิน เป็นการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง ถือเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมิได้ยื่นคำให้การให้การต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทโดยสุจริต ประกอบกับศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของนางบุญชื่นโดยสุจริตหรือไม่ นอกจากนี้ การปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามมาตรา 1312 วรรคหนึ่ง จะต้องได้ความว่าเจ้าของโรงเรือนสร้างโรงเรือนในที่ดินของตนเอง แต่มีบางส่วนของโรงเรือนนั้นรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น และที่ดินส่วนที่รุกล้ำนั้นจะต้องเป็นส่วนน้อยและที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินของตน มิฉะนั้นจะเรียกว่าสร้างโรงเรือนรุกล้ำไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ในที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 4478 โดยอาศัยสิทธิของนางบุญชื่นทั้งโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไม่มีส่วนไหนอยู่ในที่ดินของจำเลยเลย กรณีจึงไม่อาจปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคหนึ่ง ได้ ดังนี้ คดีจึงไม่มีประเด็นดังกล่าวให้ต้องวินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกประเด็นเรื่องการปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาเพราะมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1312
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง บ. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางปานพิมพ์ มงคลชลสวัสดิ์ เข็มทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กงจักร โพธิ์พร้อม
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4942/2566
#699742
เปิดฉบับเต็ม

กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยยังโต้เถียงกันอยู่ว่าหนี้ตามคำพิพากษามีจำนวนเท่าใด มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยคัดค้านว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาสูงเกินกว่าที่จะพอชำระหนี้โดยหนี้ตามคำพิพากษานั้นมีจำนวนแน่นอนแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยในบัญชีเงินฝากดังกล่าวจึงไม่เป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 300 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดแล้ว วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า ครบกำหนดระะยะเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความวันที่ 31 ธันวาคม 2562 แล้ว จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสอง ไม่ชำระค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 130,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินคืนโจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จนถึงวันยื่นคำร้อง และไม่ชำระค่าเสียหาย 1,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 โจทก์ทั้งสองขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลย วันที่ 23 มิถุนายน 2563 เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ของจำเลยไว้ จำนวน 1,653,140 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ทั้งสองคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยในบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ธนาคาร ก. เฉพาะส่วนที่เกิน 260,000 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดย

ข้อ 2. ระบุว่า "จำเลยตกลงว่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการอนุญาตให้ใช้ทรัพย์ตามข้อ 1 (ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562) จำเลยจะทำการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองทันที หากล่วงเลยกำหนดระยะเวลาข้างต้น จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีขับไล่จำเลยและบริวารได้ทันที กับทั้งยินยอมชำระค่าใช้ทรัพย์ในอัตราเดือนละ 130,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสอง

ข้อ 3. หากจำเลยยังไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท อีกโสดหนึ่งได้ทันที

ข้อ 4. โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงว่ากำหนดเวลาการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนตามข้อ 2 และข้อ 3 ไม่อยู่ในบังคับในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยตามกฎหมายซึ่งมิใช่ความผิดของจำเลย…

ข้อ 7. โจทก์ทั้งสองตกลงคืนเงินค่าประกันตามสัญญาเช่าจำนวน 220,000 บาท ให้แก่จำเลยภายในกำหนด 7 วัน ในกรณีที่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 และไม่มีภาระค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน..."

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์ทั้งสองกับจำเลยแถลงรับกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าสำหรับเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 260,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันตามสัญญาเช่า 220,000 บาท ให้จำเลย คู่ความตกลงกันให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สิน 4 รายการ ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบี ออกจากสถานที่เช่าให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 และจะประเมินราคาค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าในวันที่ 13 มกราคม 2564 โดยทั้งสองฝ่ายจะจัดหาผู้รับเหมาเข้าประเมินราคาเพื่อตกลงค่าซ่อมแซมโดยให้จำเลยเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่าย หากสามารถตกลงกันได้โจทก์ทั้งสองจะไม่ติดใจเรียกร้องค่าปรับและค่าเสียหายกรณีที่ส่งมอบทรัพย์สินล่าช้า อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำความตกลงกันต่อหน้าศาลหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่เมื่อต่อมาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยไม่สามารถตกลงเรื่องการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าได้โจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงยังคงต้องผูกพันกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งได้ความตามคำแถลงของจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ว่า จำเลยค้างชำระค่าเช่าเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นเงิน 260,000 บาท และยังคงเหลือทรัพย์สิน 4 รายการ ในสถานที่เช่า ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบี โดยจะขนย้ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 จึงเป็นกรณีที่จำเลยยอมรับแล้วว่า จำเลยมิได้ขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าและส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ส่วนที่จำเลยอ้างว่า การที่จำเลยมิได้ขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าภายในกำหนดเนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ใดอันเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น นายวัยวุฒิ ผู้จัดการฝ่ายผลิตพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า บริษัทจำเลยประกอบกิจการผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกและกระดาษลูกฟูก เครื่องเดินลูกฟูกจะต้องใช้บอยเลอร์ในการทำงาน ส่วนระบบไฟฟ้าของเครื่องจักรทั้งหมดต้องมีหม้อแปลงไฟฟ้าเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตและต้องใช้ตู้เอ็มดีบีในการควบคุมไฟฟ้า สำหรับน้ำมันเตามีไว้ใช้ในการพ่นเข้าเครื่องบอยเลอร์เพื่อให้คงความร้อนแก่เครื่องจักร ดังนี้ ทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ที่คงอยู่ในสถานที่เช่าจึงล้วนเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อการประกอบกิจการของจำเลย เมื่อจำเลยใช้ทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ในการประกอบกิจการมาโดยตลอด จำเลยย่อมต้องรู้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้ใด หากขัดข้องเสียหายจะได้หาผู้รับผิดชอบซ่อมแซมได้ทันท่วงทีเพื่อมิให้กระทบต่อกระบวนการผลิต ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยมิได้ขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าภายในกำหนดเป็นเหตุสุดวิสัย ดังข้อจำเลยอ้างเพื่อไม่ต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบสถานที่เช่าคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อยภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 1,000,000 บาท และค่าใช้ทรัพย์อีกเดือนละ 130,000 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบสถานที่เช่าคืนแก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันตามสัญญาเช่า 220,000 บาท แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 7 จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 ว่า ทรัพย์สิน 4 รายการ ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบีนั้น จำเลยได้ขนย้ายหม้อแปลงออกจากที่เช่าพิพาทแล้ว ส่วนที่เหลือจำเลยรับว่าจะดำเนินการขนย้ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2564 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยแถลงร่วมกันว่า จำเลยขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 3 รายการ ที่เหลือดังกล่าวออกจากสถานที่เช่าเรียบร้อยแล้ว ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 23 มีนาคม 2564 จึงฟังได้ว่าจำเลยขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมด รวม 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าแล้ว แสดงว่าจำเลยขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าเสร็จสิ้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้ทรัพย์แก่โจทก์ทั้งสอง นับแต่เดือนมกราคม 2563 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 คิดเป็นเงินประมาณ 1,700,000 บาท และค่าเสียหายอีก 1,000,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 2,700,000 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ของจำเลยจำนวน 1,653,140 บาท จึงไม่เกินไปกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสอง ทั้งกรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยยังโต้เถียงกันอยู่ว่า หนี้ตามคำพิพากษามีจำนวนเท่าใด มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยคัดค้านว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาสูงเกินกว่าที่จะพอชำระหนี้โดยหนี้ตามคำพิพากษานั้นมีจำนวนแน่นอนแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยในบัญชีเงินฝากดังกล่าวจึงไม่เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 300 วรรคสาม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 300 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายภาคภูมิ ธัญญาวินิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายมโน ภักดิ์ภูวดล
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937/2566
#708881
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกให้คืนเงินค่ามัดจำ ค่าสินค้าที่รื้อถอนจากโรงงานพิพาทตามสัญญาและค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 ได้สำรองจ่ายแทนโจทก์ไปตามบันทึกข้อตกลง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลก็ต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ต่อไป ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่ตกไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินมัดจำและค่าสินค้าในส่วนที่ยังไม่ได้ส่งมอบให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 45,752,197 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจและค่าขาดกำไรจากการขายสินค้า 30,000,000 บาท และร่วมกันชำระค่าปรับตามสัญญา 22,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 60,905,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 43,428,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,428,200 บาท นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2561 ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2561 ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2562 ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 มกราคม 2562 และของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายและเบี้ยปรับตามฟ้อง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 43,428,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีผลบังคับ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาให้ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายสินค้าคือวัสดุอุปกรณ์ตามข้อ 12.3.2 ค. ของสัญญาจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้วพร้อมดำเนินการรื้อถอนซึ่งเป็นสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัท ผ. เพื่อรื้อถอนโรงงานผลิตแคลไซน์ของบริษัท ผ. ที่พิพาทซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรม ผ. ในราคา 112,000,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำซื้อสินค้า 5,000,000 บาท โดยชำระเป็นเช็คธนาคาร ก. ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2561 โจทก์วางเงินมัดจำเพิ่มเติมอีก 17,000,000 บาท โดยชำระเป็นเช็คของธนาคาร ส. จากนั้นวันที่ 20 ตุลาคม 2561 โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาวางมัดจำซื้อสินค้า/ซื้อสินค้าและบันทึกข้อตกลงแนบท้ายเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน สัญญาวางมัดจำซื้อสินค้า/ซื้อสินค้ามีข้อตกลงในสัญญาข้อ 3 ระบุว่า เมื่อการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงงานพิพาทได้ จำเลยที่ 1 จะแจ้งให้โจทก์ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วโจทก์ต้องนำสินค้าออกจากสถานที่รื้อถอนให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 150 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง และข้อ 4 ระบุว่า โจทก์จะต้องวางเงินค่าสินค้าแก่จำเลยทั้งสองเป็นงวดรวม 3 งวด งวดละ 30,000,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองมีหนังสือแจ้งการอนุญาตให้รื้อถอนโรงงานพิพาทของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้โจทก์ทราบ ในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ว. ให้รื้อถอนโรงงานพิพาท ในการดำเนินการตามสัญญาจำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้นายเรวัตร์ เป็นผู้ควบคุมงาน ส่วนบริษัท ผ. แต่งตั้งให้นายธวัชชัย เป็นผู้ควบคุมงาน โจทก์นำเช็คมาชำระค่าสินค้างวดที่ 1 แก่จำเลยที่ 1 โดยทยอยชำระจนครบ 30,000,000 บาท ในวันที่ 3 มกราคม 2562 ส่วนการชำระค่าสินค้างวดที่ 2 นั้น โจทก์ไม่สามารถหาเงินมาชำระให้จำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาการทำงานไปจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2562 และผ่อนเวลาการชำระค่าสินค้างวดที่ 2 ให้โจทก์ โจทก์นำเงินมาชำระให้จำเลยที่ 1 เพียง 10,000,000 บาท โดยใช้เวลาชำระเงินประมาณ 4 เดือน โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าได้รับสินค้าในงวดที่ 1 และที่ 2 ไม่ครบถ้วนตามสัญญา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 จำเลยที่ 1 ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรมาบตาพุดเพื่อเป็นหลักฐานในการเลิกสัญญากับโจทก์และเพื่อไม่ให้โจทก์เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตามสัญญาดังกล่าวอีกต่อไป คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิเลิกสัญญา และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โรงงานพิพาทเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ผ. สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตแคลไซน์ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ผ. แต่เลิกใช้งานผลิตแร่แคลไซน์แล้ว เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 บริษัท ผ. ประกาศประกวดราคาจ้างเหมาดำเนินการรื้อถอนโครงสร้างโรงงานพิพาท มีรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานรื้อถอน โดยกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 กฎกระทรวงมหาดไทย กฎกระทรวงแรงงาน ข้อบังคับสภาวิศวกร ข้อบังคับสำหรับพื้นที่ควบคุมสำหรับท้องถิ่นหรือในเขตพื้นที่ควบคุมของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นต้น จำเลยที่ 1 เข้าร่วมประมูลและชนะการประกวดราคา วันที่ 10 เมษายน 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างรื้อถอนโครงสร้างโรงงานพิพาทและรับซื้อเหมาวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้วที่ได้จากการรื้อถอนกับบริษัท ผ. ในราคา 64,200,000 บาท ตามสัญญาจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้วพร้อมดำเนินการรื้อถอน (ตรงกับสัญญาวางมัดจำซื้อสินค้า/ซื้อสินค้า) ในข้อ 3 ระบุให้สัญญามีผลบังคับใช้ 150 วัน นับแต่วันที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) อนุมัติให้จำเลยที่ 1 รื้อถอน และข้อ 4.3 ระบุให้วัสดุอุปกรณ์ที่ได้จากการรื้อถอน จำเลยที่ 1 มีสิทธิขนย้ายออกจากโรงงานต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากบริษัท ผ. ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2561 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ออกหนังสืออนุญาตให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนโรงงานพิพาท จำเลยที่ 1 จึงดำเนินการรื้อถอนโรงงานพิพาท ตามสรุปงานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม และตามแบบแผนการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 เสนอต่อบริษัท ผ. เยี่ยงนี้ แม้โรงงานพิพาทจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 แต่สัญญาจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้วพร้อมดำเนินการรื้อถอนออกไปจากโรงงานพิพาท ระหว่างบริษัท ผ. กับจำเลยที่ 1 เป็นการซื้อขายทรัพย์สินอย่างสังหาริมทรัพย์และเป็นทรัพย์สินเฉพาะสิ่ง ซึ่งคู่สัญญากำหนดตัวทรัพย์และราคาจำเพาะเจาะจงลงไว้แน่นอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในโรงงานพิพาทจึงตกเป็นของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2561 ที่ซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 และมาตรา 460 ข้างต้น โดยไม่จำต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 1 เจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธินำโรงงานพิพาทไปขายต่อแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 โจทก์ทำสัญญาวางมัดจำซื้อสินค้าที่ได้จากการรื้อถอนตามข้อ 12.3 ค. ของสัญญาจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้วพร้อมดำเนินการรื้อถอนซึ่งหมายถึงโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 ทำกับบริษัท ผ. ในราคา 112,000,000 บาท โดยวางมัดจำไว้ 5,000,000 บาท จึงเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์และเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งซึ่งได้กำหนดตัวทรัพย์และราคาจำเพาะเจาะจงลงไว้แน่นอน และเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามหลักกฎหมายข้างต้นดุจกัน อันก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย 2 ประการ ได้แก่ ประการแรก ผลในทางทรัพย์กล่าวคือกรรมสิทธิ์ในโรงงานพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ที่ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 1 ทั้งวันที่ 20 ตุลาคม 2561 โจทก์วางมัดจำเพิ่มอีก 17,000,000 บาท ตามสัญญาวางมัดจำซื้อสินค้า/ซื้อสินค้ายิ่งเป็นพยานหลักฐานแสดงว่าสัญญาซื้อขายได้ทำกันขึ้นแล้วและเป็นหลักประกันที่โจทก์จะปฏิบัติตามสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 ในสัญญาฉบับนี้มีข้อตกลงชำระค่าโรงงานพิพาทส่วนที่เหลือ 90,000,000 บาท แบ่งชำระเป็น 3 งวด งวดละ 30,000,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องชำระเงินแต่ละงวดก่อนนำสินค้า (วัสดุอุปกรณ์) ที่รื้อถอนออกไป ผลประการที่สอง ในทางหนี้ตามหลักของสัญญาต่างตอบแทนกล่าวคือโจทก์ผู้ซื้อมีหนี้ที่เกี่ยวกับการชำระราคาและรับมอบทรัพย์สินที่ซื้อขาย ส่วนจำเลยที่ 1 ผู้ขายมีหนี้อันเกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายตามเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาซื้อขาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของโจทก์และจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ตรงกันว่า โจทก์ชำระเงินงวดแรก 30,000,000 บาท และขนวัสดุอุปกรณ์จำพวกสายไฟ หม้อแปลง ตู้คอนโทรลและมิเตอร์ออกไปแล้วตรงตามแบบแผนการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 เสนอต่อบริษัท ผ. ส่วนเมื่อรื้อถอนโรงงานพิพาทไปตามขั้นตอนแล้วจะได้วัสดุอุปกรณ์จำพวกสายไฟปริมาณหรือน้ำหนักเท่าใด โจทก์จะนำวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวไปขายแก่ผู้ใด ราคาเท่าใด ขาดทุนหรือกำไรมากน้อยเพียงใด เป็นสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยแท้ หาอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ไม่ โจทก์ไม่อาจยกเอาเหตุแห่งปริมาณหรือน้ำหนักของสายไฟหรือราคาที่นำออกขายแล้วไม่ได้เงินตามที่โจทก์คิดคำนวณหรือคาดคะเนไว้ เป็นข้ออ้างไม่ชำระค่าสินค้าที่รื้อถอนจากโรงงานพิพาทงวดที่ 2 และที่ 3 ตามเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาซื้อขายแก่จำเลยที่ 1 ได้ โจทก์ยังคงมีหน้าที่ตามสัญญาต้องชำระเงินงวดที่ 2 จำนวน 30,000,000 บาท เพื่อขนย้ายวัสดุอุปกรณ์จำพวกเหล็กและอะลูมิเนียมต่อไป แต่โจทก์ชำระเงินงวดที่ 2 แก่จำเลยที่ 1 เพียง 10,000,000 บาท ไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาซื้อขายอันเป็นสัญญาต่างตอบแทน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคหนึ่ง การบอกเลิกสัญญาของโจทก์เป็นไปโดยมิชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินมัดจำและค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 จักต้องวินิจฉัยต่อไปหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกให้คืนเงินค่ามัดจำ ค่าสินค้าที่รื้อถอนจากโรงงานพิพาทตามสัญญาและค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 ได้สำรองจ่ายแทนโจทก์ไป แม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องก็ต้องวินิจฉัยฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ต่อไป ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่ตกไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทที่จำเลยที่ 1 ได้สำรองจ่ายแทนโจทก์ไปหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบแต่เพียงว่า โจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยที่ 1 สำรองจ่ายแทนโจทก์ในการรื้อถอนโรงงานพิพาทตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่ปรากฎว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปแล้วเพียงใด และได้ความจากพยานโจทก์ปากนายยศวัฒน์ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ว. ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรื้อถอนโรงงานพิพาทว่า ตั้งแต่พยานเข้ารื้อถอนโรงงานในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 พยานได้รับเงินตามสัญญาจ้างงวดละ 1,200,000 บาท เพียง 3 งวดเท่านั้น การทำงานรื้อถอนมีปัญหาอุปสรรคไม่สามารถดำเนินการรื้อถอนได้ตามกำหนด เนื่องจากจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ไม่ต้องการให้พยานสามารถรื้อถอนได้อย่างเต็มที่ ปรากฏว่าเวลาผ่านไป 4 เดือน ก็ยังไม่สามารถรื้อถอนได้ถึงร้อยละ 50 พยานจึงหยุดการทำงานและแจ้งโจทก์กับจำเลยที่ 1 ว่า ส่วนที่ต้องรื้อถอนโรงงานที่เหลือให้บริหารจัดการเอง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้รับฟังได้ตามข้ออ้าง โจทก์จึงไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนโรงงานพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — บริษัท ล. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเจตน์พัฒน์ วารีเจริญชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอานัด อุเบกขานุกุล
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ธนิต รัตนะผล
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด