คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 61/2567
#710302
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้นางสาว ส. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง ที่ 1 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีได้พบเห็นการกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ของผลิตภัณฑ์กล้วยน้ำว้า อบม้วน ซึ่งแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้อง จึงได้ส่งบันทึกการแจ้งและรับแจ้งความนำจับตามแบบ (น.จ. 1) พร้อมผลิตภัณฑ์และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งความนำจับกรณีประสงค์รับเงินสินบนนำจับไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองด้วยวิธีการส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับด้วยตนเอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรับแจ้งความนำจับกรณีประสงค์เงินสินบนนำจับผลิตภัณฑ์ที่จัดส่งผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้วิธีการยืนยันตัวบุคคล โดยวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางไปยังที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้อง เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 6 (10) มีโทษตามมาตรา 51 ปรับไม่เกินสามหมื่นบาท ผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และศาลจังหวัดอ่างทองมีคำพิพากษาปรับผู้กระทำผิดรายผลิตภัณฑ์ ผู้ฟ้องคดีสามารถแสดงตนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับเงินสินบนในคดีดังกล่าวได้

ก่อนมีคำพิพากษา ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ตั้งแต่การรับแจ้งความ การตรวจสอบ และการดำเนินการทั้งหลายอันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา จนกระทั่งการเปรียบเทียบปรับและชำระค่าปรับ ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีบทบัญญัติกำหนดความผิดและโทษในทางอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครองที่อยู่ในอำนาจควบคุมตรวจสอบของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรับแจ้งความนำจับกรณีประสงค์เงินสินบนนำจับผลิตภัณฑ์พิพาทที่จัดส่งผ่านไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้วิธีการยืนยันตัวบุคคล โดยวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางไปยังที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในขั้นตอนการรับแจ้งความ การตรวจสอบและการดำเนินการทั้งหลายอันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา อันเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา 194 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ศาลจังหวัดอ่างทองเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีประสงค์จะได้เงินสินบนนำจับจากการแจ้งความนำจับ ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือระเบียบของแต่ละหน่วยงาน เพียงแต่จำนวนเงินสินบนนำจับจะอ้างอิงฐานจากจำนวนเงินค่าปรับทางอาญาเท่านั้น การฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการมุ่งหวังให้ศาลเพิกถอนระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีสามารถยื่นแบบ น.จ. 1 ทางไปรษณีย์แล้วผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สามารถรับเรื่องไว้ได้ อันเป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีสามารถได้รับเงินสินบนนำจับ การฟ้องคดีดังกล่าวไม่ใช่อำนาจศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาและมีคำสั่ง คดีนี้อยู่ในอำนาจที่ศาลปกครองจะพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีได้พบเห็นการกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ของผลิตภัณฑ์กล้วยน้ำว้า อบม้วน ซึ่งแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้อง จึงได้ส่งบันทึกการแจ้งและรับแจ้งความนำจับตามแบบ (น.จ. 1) พร้อมผลิตภัณฑ์และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งความนำจับกรณีประสงค์รับเงินสินบนนำจับไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองด้วยวิธีการส่งไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับด้วยตนเอง โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรับแจ้งความนำจับกรณีประสงค์เงินสินบนนำจับผลิตภัณฑ์ที่จัดส่งผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้วิธีการยืนยันตัวบุคคล โดยวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางไปยังที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นการโต้แย้งขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ชั้นพนักงานสอบสวนในขั้นตอนการรับแจ้งความ การตรวจสอบและการดำเนินการทั้งหลายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ที่มีบทบัญญัติที่กำหนดความผิดและบทกำหนดโทษในทางอาญากรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย อันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีโดยมีความมุ่งประสงค์ที่จะได้รับเงินสินบนนำจับจากการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกิจการทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522
ป.วิ.อ.
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอ่างทอง
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 60/2567
#708133
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ยื่นฟ้องนายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ที่ดินพิพาทไม่ได้ใช้ในลักษณะเป็นทางสาธารณประโยชน์ จึงมิอาจตกเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งเจ้าของที่ดินเดิมอุทิศให้เป็นทางสาธารณะเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การปรับปรุงถนนพิพาทจึงไม่เป็นละเมิด ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่า ที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์และได้ก่อสร้างถนนในที่ดินพิพาท จึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการตามอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบกตามที่กฎหมายกำหนด ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน คดีจึงมีประเด็นสำคัญที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คดีนี้ แม้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรื้อถอนถนนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ถนนพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การก่อสร้างถนนพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็น ของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2567
#703980
เปิดฉบับเต็ม

ศาลสืบพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างว่า อาวุธมีดที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหายที่ 1 เป็นอาวุธมีดขนาดเล็กมีสภาพเก่า ด้ามมีดกับตัวมีดมีสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถใช้ฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ได้ อีกทั้งสภาพบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 เป็นบาดแผลขนาดเล็กซึ่งเป็นบาดแผลไม่รุนแรง ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่ความตายได้ เป็นการอุทธรณ์อ้างว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง มิใช่อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยหรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ อันจะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15

จำเลยมีสาเหตุบาดหมางและเคยพูดจาอาฆาตผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะเอาให้ถึงตายมาก่อนจนมีการนัดหมายมาพบกันในวันเกิดเหตุ โดยจำเลยมีอาวุธมีดและสนับมือติดตัวมาด้วย เมื่อพบกันจำเลยก็เดินตรงเข้าไปข่มขู่พวกของผู้เสียหายที่ 1 ไม่ให้ช่วยเหลือ แล้วจำเลยวิ่งเงื้ออาวุธมีดเข้าแทงผู้เสียหายที่ 1 ทันทีโดยยังไม่ได้พูดจากัน จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 289, 295, 371 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 295, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุก 25 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย คงจำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 25 ปี 6 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี เมื่อลดโทษ ให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 5 ปี และเมื่อรวมโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 500 บาท ความผิดฐานอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และได้ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ และตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยมีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายที่ 1 อย่างแรง 1 ครั้ง บริเวณหน้าอกโดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ผู้เสียหายที่ 1 หลบทันอาวุธมีดถูกบริเวณหลัง จนใบมีดหลุดออกจากด้าม และจำเลยใช้ด้ามมีดดังกล่าวแทงบริเวณหลังผู้เสียหายที่ 1 อีกหลายครั้ง จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากมีผู้เข้าช่วยเหลือและผู้เสียหายที่ 1 ได้รับการรักษาทันท่วงที จึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่หลังด้านซ้ายบริเวณกระดูกสะบักอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาประกอบคำให้การรับสารภาพเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง และศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องจริง จึงจะลงโทษได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง และจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างว่า อาวุธมีดที่ใช้แทงผู้เสียหายที่ 1 เป็นอาวุธมีดขนาดเล็กมีสภาพเก่า ด้ามมีดกับตัวมีดมีสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ได้ อีกทั้งสภาพบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 เป็นบาดแผลขนาดเล็กซึ่งเป็นบาดแผลไม่รุนแรง ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่ความตายได้ เป็นการอุทธรณ์อ้างว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องเท่ากับอ้างว่าโจทก์นำสืบไม่สมฟ้อง จึงมิใช่อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยหรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงชอบที่จะต้องวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อจำเลยฎีกาในปัญหาดังกล่าวมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ตามฎีกาของจำเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ และเห็นว่าพยานโจทก์ที่สืบประกอบคำรับสารภาพมีพยานปากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาเบิกความทำนองเดียวกันถึงสาเหตุบาดหมางที่จำเลยมีต่อผู้เสียหายที่ 1 มาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุก็เป็นการนัดหมายมาพบกันไม่ใช่เรื่องมาพบกันโดยบังเอิญ หากจำเลยต้องการเจรจาระงับข้อขัดแย้งจำเลยก็ไม่ต้องถืออาวุธมีดและสนับมือลงมาด้วย แต่พฤติการณ์ที่จำเลยถืออาวุธมีดและสนับมือมา ฟังได้ว่าเป็นการตระเตรียมการมาเพื่อก่อเหตุตามฟ้อง แม้จำเลยจะไม่ได้ตรงเข้าหาผู้เสียหายที่ 1 ในทันที แต่จำเลยเดินตรงเข้าไปหานางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นพวกเดียวกันกับผู้เสียหายที่ 1 พฤติการณ์เป็นการแสดงท่าทีข่มขู่เพื่อไม่ให้นางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายที่ 2 เข้ามาช่วยผู้เสียหายที่ 1 แล้วทันใดนั้น จำเลยก็หันวิ่งไปเงื้อมีดขึ้นแทงผู้เสียหายที่ 1 ทันที การที่จำเลยใช้อาวุธมีดที่พกติดตัวมาวิ่งเข้าไปเงื้อมีดสูงระดับหูเพื่อแทงผู้เสียหายที่ 1 โดยแรง แต่ผู้เสียหายที่ 1 เอี้ยวตัวหลบทำให้อาวุธมีดแทงโดนสะบักซ้ายของผู้เสียหายที่ 1 จนใบมีดหักตกลงที่พื้น นับว่าเป็นการตั้งใจแทงโดยแรงที่บริเวณอวัยวะสำคัญด้วยมีดขนาดใหญ่ เเม้ใบมีดหักแล้วจำเลยก็ยังใช้ด้ามมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 อีกหลายครั้ง ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยเคยพูดจาอาฆาตผู้เสียหายที่ 1 มาก่อนเกิดเหตุว่าจะเอาให้ถึงตาย จนถึงการนัดมาพบกันและพกอาวุธมีดมา ฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยเตรียมการไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยการนำอาวุธมีดพกติดตัวมาเพื่อแทงผู้เสียหายที่ 1 ให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งหากไม่มีคนเข้ามาช่วยเหลือ จำเลยก็คงฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จนถึงแก่ความตายตามที่เคยพูดอาฆาตไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เมื่อพยานโจทก์สืบถึงพฤติการณ์ที่จำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ การนัดหมายมาพบกันในเวลาเกิดเหตุการณ์ที่จำเลยเตรียมอาวุธมีดและสนับมือเดินลงจากรถจักรยานยนต์โดยแสร้งเป็นเดินตรงไปข่มขู่นางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายที่ 2 แล้วในทันใดนั้นจำเลยก็หันไปหาผู้เสียหายที่ 1 วิ่งเงื้อมีดเข้าแทงผู้เสียหายที่ 1 ในทันที โดยยังไม่ได้พูดจากัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 289 (4)
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ปีติ นาถะภักติ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 59/2567
#710283
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้นาง ก. เป็นโจทก์ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลนาพิน ที่ 1 นางส. ที่ 2 จำเลย ว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 19007 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายว. เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2566 ผู้รับเหมาซึ่งประมูลงานจากจำเลยที่ 1 นำรถแบคโฮมาขุดคลองปรับสภาพที่ดินเป็นถนนและวางท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ตลอดแนวด้านทิศตะวันตกความยาวประมาณ 192 เมตร ความกว้างประมาณ 1.50 ถึง 2 เมตร และขุดถอนต้นไม้ในที่นาของโจทก์รวม 9 ต้น โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้จ้างเหมาวางท่อระบายน้ำพร้อมทำถนนบนท่อระบายน้ำเพื่อเป็นทางสาธารณะความกว้าง 3 เมตร ยาวตลอดแนวคลองชลประทานและรื้อถอนต้นไม้และรากไม้ออกจากคลองชลประทาน ไม่ได้ขุดหรือตัดต้นไม้หรือก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงอุบลราชธานีเห็นว่า การจะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจเข้าไปขุดคลองปรับสภาพที่ดินจากคันนาให้เป็นถนนและนำท่อระบายน้ำมาวางในถนนดังกล่าวโดยไม่เป็นละเมิด ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองดำเนินการขุดคลองและปรับสภาพที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ รวมทั้งขุดถอนต้นไม้ของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ให้อำนาจไว้ ส่วนปัญหาที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นเพียงประเด็นเกี่ยวพันที่ศาลปกครองจำเป็นต้องวินิจฉัยก่อน จึงจะวินิจฉัยประเด็นพิพาทในคดีนี้ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่เกิดจากการแย่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองระหว่างเอกชนด้วยกัน อันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 197 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้องค์การบริหารส่วนตำบลนาพิน จำเลยที่ 1 เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และนางส. ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาพิน จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 67 (1) บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก กับมาตรา 68 (3) บัญญัติให้มีและบำรุงรักษาทางระบายน้ำ และ (8) บัญญัติให้องค์การบริหารส่วนตำบลจัดให้มีการคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประกอบกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ข้อ 6 กำหนดว่าอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามข้อ 5 เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น กรณีจึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลนาพิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 58/2567
#710152
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาย ก. และนาง ย. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง นายอำเภอคลองท่อม ที่ 1 ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ที่ 2ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองที่ดินทุ่งหนองเป็ดน้ำแปลงที่ 1 สาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ กบ 0001 โดยไม่มีหลักฐาน ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 47/2566 และคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 59/2566 ให้ผู้บุกรุกรื้อถอนพืชผลอาสินพร้อมสิ่งปลูกสร้างปรับสภาพที่ดินให้กลับคืนสู่สภาพเดิม และให้ออกไปจากที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงทุ่งหนองเป็ดน้ำ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือตัวแทนไปทำการรื้อถอน โค่นล้มปาล์มน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินมือเปล่าที่พิพาท และให้เพิกถอนคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 47/2566 และคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 59/2566 กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ย

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองภูเก็ตเห็นว่า คำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 47/2566 และคำสั่งอำเภอคลองท่อมที่ 59/2566 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง คำสั่งดังกล่าวจึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือตัวแทนไปทำการรื้อถอน โค่นล้มปาล์มน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งอำเภอคลองท่อมที่ 47/2566และคำสั่งอำเภอคลองท่อมที่ 59/2566 เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกระบี่เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอำเภอคลองท่อมดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่ามีสิทธิในที่ดินพิพาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่มีอำนาจรื้อถอน โค่นล้มปาล์มน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 อ้างว่ากระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า กรมการปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นกรมตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ประกอบมาตรา 31 (3)แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ส่วนนายอำเภอคลองท่อมและผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นข้าราชการที่ปฏิบัติงานในอำเภอคลองท่อมและจังหวัดกระบี่ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 47/2566 และคำสั่งอำเภอคลองท่อม ที่ 59/2566 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่พระพุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบข้อ 6 วรรคหนึ่งและวรรคสองของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 กับขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดกรณีสั่งการให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ใต้บังคับบัญชาหรือตัวแทนเข้ารื้อถอน โค่นล้มปาล์มน้ำมันและพืชผลทางการเกษตรในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งฉบับพิพาทดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกระบี่
ผู้ฟ้องคดี — นาย ก. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอคลองท่อม ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 57/2567
#708406
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกเป็นผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ รวมทั้งเป็นประชาชนทั่วไปที่ต้องใช้ซอยพัฒนาการ 44 เป็นทางสัญจรเพื่อเข้าออกสู่ถนนพัฒนาการ ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร ที่ 1 ผู้อำนวยการเขตสวนหลวง ที่ 2 บจก. พี.ซี.เอ็น ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ปล่อยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปิดกั้นเส้นทางสัญจรบริเวณซอยพัฒนาการ 44 พร้อมทั้งเรียกเก็บค่าใช้ทาง เป็นเหตุให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวไม่ได้รับความสะดวกในการใช้เส้นทางสัญจรเข้าออกถนนพัฒนาการ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ถนนซอยพัฒนาการ 44 รวมทั้งทางเท้าเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชดใช้เงินคืนแก่รัฐ โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ประเมินหรือทำหรือแจ้งหรือแสดงรายการงบประมาณทั้งหมดเป็นค่าก่อสร้างถนนสาธารณะ ทางเท้า และระบบสาธารณูปโภค พร้อมดอกเบี้ย และเรียกเงินค่าขาดประโยชน์ ทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 มีคำสั่งประเมินค่าเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 พร้อมทั้งดำเนินคดีทางแพ่งและอาญา และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 มีคำสั่งระงับหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ได้กระทำลงบนผิวทางและทางเท้า รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเปิดการใช้เส้นทางซอยพัฒนาการ 44 โดยมิให้มีสิ่งกีดขวาง และไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าผ่านทาง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า ที่ดินซึ่งเป็นทางสัญจรในซอยพัฒนาการ 44 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และไม่เคยอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ การจัดทำไม้กั้นบริเวณปากซอยพัฒนาการ 44 เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ มิใช่กรณีสิทธิในที่ดินพิพาท แต่เป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลที่สาธารณประโยชน์ โดยศาลต้องพิจารณาว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ มิใช่เป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพระโขนงพิจารณาแล้วเห็นว่า สำหรับคำฟ้องในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกฟ้องกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้อำนวยการเขตสวนหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ปล่อยปละละเลยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปิดกั้นเส้นทางสัญจรบริเวณซอยพัฒนาการ 44 และเรียกเก็บค่าใช้ทางกับยานพาหนะรวมทั้งการเดินเท้าเข้าออก เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกและประชาชนเดือดร้อน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่โต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงเป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับคำฟ้องในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปิดกั้นเส้นทางสัญจรบริเวณซอยพัฒนาการ 44 และเรียกเก็บค่าใช้ทางกับยานพาหนะรวมทั้งการเดินเท้าเข้าออก เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนเดือดร้อน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ถนนและทางเท้าในซอยพัฒนาการ 44 เป็นทางสาธารณะ หากไม่สามารถมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวได้ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชดใช้เงินคืนแก่รัฐ กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เปิดการใช้เส้นทางซอยพัฒนาการ 44 โดยไม่มีสิ่งกีดขวางและไม่เรียกเก็บค่าผ่านทาง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า ที่ดินซึ่งเป็นทางสัญจรในซอยพัฒนาการ 44 เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และไม่เคยอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์นั้น เป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ดังนั้น คดีในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของปกครอง ส่วนคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตกเป็นทางสาธารณประโยชน์แล้วหรือไม่ เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการส่วนท้องถิ่นที่ตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่สำหรับปฏิบัติหน้าที่ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ และการดูแลรักษาที่สาธารณะ ตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) (10) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลทางสาธารณะ กรณีตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบหกจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แม้จะเป็นเอกชน แต่มูลคดีเกี่ยวพันกัน และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลย่อมมีผลกระทบต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเห็นควรให้พิจารณาพิพากษาโดยศาลเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งพระโขนง
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว พ. ที่ 1 กับพวกรวม 146 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 56/2567
#708093
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ที่ 1 และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง ที่ 2 ว่าผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับและประสงค์รับเงินสินบนนำจับกรณีพบเห็นการแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้องส่งไปยังผู้ถูกฟ้องคดีด้วยวิธีการไปรษณีย์ลงทะเบียน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการรับแจ้งความนำจับและประสงค์รับเงินสินบนตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจ่ายเงินสินบน เงินรางวัล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2548 โดยผู้แจ้งนำจับต้องแจ้งความนำจับเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นด้วยตนเองต่อผู้มีอำนาจรับแจ้งความนำจับ เป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีเกินสมควร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองลดการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น โดยการรับแจ้งความนำจับและประสงค์รับเงินสินบนนำจับที่จัดส่งผ่านไปรษณีย์ลงทะเบียน (เดิม)

ในระหว่างพิจารณาคดี ศาลปกครองกลางเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีบทบัญญัติกำหนดความผิดและโทษในทางอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดระยองเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจ่ายเงินสินบน เงินรางวัล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2548 ซึ่งมีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ จึงมีลักษณะเป็นกฎ เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่ากฎดังกล่าวมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับผู้แจ้งความนำจับเกินสมควร คดีจึงอยู่ในอำนาจศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตามข้อ 3 ข. (1) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 43 (2) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องโดยตั้งรูปเรื่องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีเกินสมควรเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจ่ายเงินสินบน เงินรางวัล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2548 ข้อ 9 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้การแจ้งความนำจับและการรับแจ้งความนำจับ ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อยื่นต่อผู้มีอำนาจรับแจ้งความนำจับตามแบบ น.จ. 1 ก็ตาม แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้พบเห็นการกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้อง จึงได้ส่งบันทึกการแจ้งและรับแจ้งความนำจับตามแบบ (น.จ. 1) พร้อมผลิตภัณฑ์และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งความนำจับกรณีประสงค์รับเงินสินบนนำจับไปยังผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองด้วยวิธีการไปรษณีย์ลงทะเบียน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งความนำจับด้วยตนเอง โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองรับแจ้งความนำจับผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้วิธีการยืนยันตัวบุคคลโดยวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางไปยังที่ทำการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นการโต้แย้งขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ชั้นพนักงานสอบสวนในขั้นตอนการรับแจ้งความ การตรวจสอบและการดำเนินการทั้งหลายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ที่มีบทบัญญัติที่กำหนดความผิดและ บทกำหนดโทษในทางอาญากรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย อันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องคดีโดยมีความมุ่งประสงค์ที่จะได้รับเงินสินบนนำจับจากการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว กรณี จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกิจการทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522
ป.วิ.อ.
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดระยอง
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 55/2567
#709698
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นิติบุคคลอาคารชุด ร. โจทก์ ซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาการใช้น้ำประปากับการประปานครหลวง จำเลย ยื่นฟ้องจำเลยว่า จำเลยยกเลิกและเปลี่ยนอัตราการคิดค่าน้ำประปาจากโจทก์ในอัตราขายเหมาเป็นอัตราประเภท 1 ที่พักอาศัยเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงคำขอให้ทบทวนจากโจทก์ ทั้งไม่พิจารณาคำขอติดตั้งมาตรวัดน้ำรายย่อยของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องชำระค่าน้ำประปาเพิ่มขึ้น ขอให้บังคับจำเลยยินยอมและติดตั้งมาตรวัดแยกย่อยเป็นรายครัวเรือน โดยใช้จำนวนห้องหารจำนวนหน่วยของน้ำทั้งหมดเป็นฐานในการคิดค่าน้ำ

ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยมีสิทธิเรียกเก็บค่าน้ำประปาในอัตราประเภท 1 ที่พักอาศัยจากโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายและมิได้เป็นการกระทำผิดสัญญาต่อโจทก์ และจำเลยไม่มีหนี้ตามสัญญาที่จะต้องติดตั้งมาตรวัดน้ำแยกย่อยและเรียกเก็บค่าน้ำประปาเป็นรายห้องชุดให้แก่โจทก์ และโจทก์ไม่มีอำนาจให้จำเลยดำเนินการตามคำขอได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 33 (2) ได้กำหนดให้ผู้ว่าการมีอำนาจวางระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของการประปานครหลวง ต่อมา ผู้ว่าการประปานครหลวงได้มีคำสั่ง เรื่อง แนวทางการกำหนดประเภทผู้ใช้น้ำ และออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การให้สิทธิราคาค่าน้ำประปาในอัตราขายเหมาเพื่อบังคับใช้กับผู้ใช้น้ำประปาของจำเลย และจำเลยได้เปลี่ยนการคิดค่าน้ำประปากับโจทก์จากอัตราขายเหมาเป็นแบบประเภทหนึ่ง ที่พักอาศัย จึงเป็นการดำเนินการอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ตกลงทำสัญญาการใช้น้ำประปากับจำเลยตามสัญญาใช้น้ำประปา ซึ่งสัญญาดังกล่าวแม้ว่าจะมีจำเลยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายน้ำประปาอันเป็นการดำเนินธุรกิจดังเช่น เอกชนทั่วไป สัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสัญญาการใช้น้ำประปาซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา แต่โดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเท่านั้น กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่าสัญญาการใช้น้ำประปาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครองและพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6 (3) ให้อำนาจจำเลยดำเนินธุรกิจได้เช่นเดียวกับเอกชนทั่วไป นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับเอกชนผู้ใช้น้ำแต่ละรายในการดำเนินธุรกิจจำหน่ายน้ำประปาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่ง การกระทำของจำเลยอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงเป็นการกระทำโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาการใช้น้ำระหว่างจำเลยกับโจทก์ ซึ่งเป็นธุรกิจของจำเลยที่กระทำกับโจทก์ในฐานะเสมอภาคเช่นเดียวกับเอกชนต่อเอกชน มิได้ใช้อำนาจทางปกครอง สัญญาพิพาทดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง มิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กรณีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุด ร.
จำเลย — การประปานครหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2567
#709697
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บจก. โจทก์ ยื่นฟ้อง กองทัพบก จำเลย ในคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขายชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 139 และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 149 แบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณ และสัญญาซื้อขายชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 139 และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 149 ระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยหลายครั้ง แต่จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและสงวนสิทธิเรียกค่าปรับตามสัญญาทั้งสองฉบับ ริบหลักประกันตามสัญญาและให้โจทก์ชำระเงินค้ำประกันสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้ผิดนัดไม่ส่งมอบสิ่งของให้แก่จำเลยตามสัญญา การเลิกสัญญาและคิดค่าปรับชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทตามสัญญาทั้งสองฉบับเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า ลักษณะของสัญญาพิพาททั้งสองฉบับเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเป็นผู้ซื้อและโจทก์เป็นผู้ขาย มีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไป ทั้งข้อกำหนดในสัญญาไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง สัญญาพิพาททั้งสองฉบับจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาการซื้อชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ทั้งสองฉบับ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยซ่อมบำรุงและจัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์ให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา เพื่อให้ได้มาซึ่งยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นในการสนับสนุนภารกิจของรัฐ โดยเป็นเครื่องมือและอุปกรณ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะตามภารกิจของกองทัพบกให้บรรลุผล เข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นอกจากนี้เงื่อนไขตามสัญญาทั้งสองฉบับเป็นการให้เอกสิทธิ์กับจำเลยแต่ฝ่ายเดียวในการควบคุมดูแลการปฏิบัติตามสัญญาและการบังคับการให้เป็นไปตามสัญญาเพื่อประโยชน์สาธารณะในการซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ทางการทหาร คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้กองทัพบก จำเลย จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพบก การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังกองทัพบกตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ตามมาตรา 17 (2) มาตรา 19 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 139 และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 149 แบบราคาคงที่ไม่จำกัดปริมาณ และสัญญาซื้อขายชิ้นส่วนซ่อมและอุปกรณ์เฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 139 และเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ 149 ระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งมีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์จัดหาสิ่งของที่จะขายและเตรียมส่งมอบไว้ให้แก่จำเลยได้อย่างเพียงพอตามจำนวนที่ได้ตกลงประมาณการไว้ และโจทก์ต้องส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายตามสัญญาในแต่ละงวดให้แก่จำเลยให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดไว้และจำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์เป็นรายงวดเมื่อได้รับมอบสิ่งของที่ซื้อขายไว้โดยครบถ้วน ลักษณะของสัญญาพิพาททั้งสองฉบับจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายยุทโธปกรณ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อและโจทก์ผู้ขายผูกนิติสัมพันธ์บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันของคู่สัญญา จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายทั่วไป ทั้งข้อกำหนดในสัญญาไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ และมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาพิพาททั้งสองฉบับระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — กองทัพบก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 53/2567
#710458
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ก. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 2 จำเลย โดยความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยกองบินตำรวจ มีการทำสัญญาตามสัญญาเลขที่ 39- 40/62-63 โดยบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) มีหน้าที่ตามสัญญาในการรับทำการซ่อมบำรุงอากาศยานทุกชนิดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติรวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีตามระดับมาตรฐานการเดินอากาศสากลร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถจัดทำบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดเป็นอำนาจหน้าที่ไว้ในกฎหมาย ซึ่งในคดีนี้ โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้รับไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์จากจำเลยที่ 1 ว่า กองบินตำรวจ หน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ 2 มีความสนใจซื้อรอกกู้ภัย (Rescue Hoist) สำหรับติดตั้งกับเฮลิคอปเตอร์จากโจทก์ ขอให้โจทก์เสนอสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์จึงทำคำเสนอราคาสินค้ารอกกู้ภัยต่อจำเลยที่ 2 ผ่านกองบินตำรวจคำเชิญชวนของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จัดทำใบขอซื้อสินค้าของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โดยกองบินตำรวจได้ยืนยันการอนุมัติสั่งซื้อรอกกู้ภัยดังกล่าวกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 และกองบินตำรวจได้ร่วมกันสั่งซื้อรอกกู้ภัยจากโจทก์ กำหนดส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่ 1 ภายใน 390 วัน โดยตกลงจัดส่งสินค้าที่กองบินตำรวจดอนเมืองโจทก์จึงสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทในต่างประเทศ ชำระค่าสินค้าและนำเข้าสินค้าเข้ามาในประเทศไทยแล้วเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานโจทก์เพื่อรอส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำสั่งซื้อดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 กลับมีหนังสือแจ้งยกเลิกการสั่งซื้อสินค้า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับมอบสินค้าที่สั่งซื้อและชำระหนี้ค้างชำระจำนวน 23,814,123.29 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเก็บสินค้าอัตราวันละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรับมอบสินค้าจากโจทก์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งเห็นว่า การทำสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง โจทก์เป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ขายจะต้องส่งมอบรอกกู้ภัยให้แก่กองบินตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจําเลยที่ 2 เพื่อให้เฮลิคอปเตอร์ซึ่งเป็นอากาศยานของจําเลยที่ 2 ใช้งานได้สมบูรณ์ อันเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของจำเลยที่ 2 ในการใช้รอกกู้ภัยที่ใช้กับเฮลิคอปเตอร์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ ทางอากาศ และทางบกแต่ไม่ปรากฏว่ารอกกู้ภัยที่จำเลยทั้งสองสั่งซื้อจากโจทก์นั้นเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จำเลยที่ 2 ใช้ในการบริการสาธารณะ คงเป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งในการให้การบริการสาธารณะของจำเลยที่ 2 สัญญาซื้อขายดังกล่าว จึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะเท่านั้น และเป็นเพียงการประกอบกิจการเพื่อหากำไรของโจทก์และเป็นการทำสัญญามุ่งผูกพันตนระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ความสัมพันธ์ของโจทก์กับจำเลยทั้งสองไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาที่จะเข้าองค์ประกอบของสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยที่พิพาท จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้ารอกกู้ภัยจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขาย เพื่อใช้ในการซ่อมบำรุงอากาศยานตามความประสงค์ของเลยที่ 2 เมื่อโจทก์อ้างว่า โจทก์ได้จัดเตรียมสินค้าตามคำสั่งซื้อของจำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองปฏิเสธการรับมอบสินค้าและยกเลิกคำสั่งซื้อจากโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินจากการส่งมอบสินค้าจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งการจะพิจารณาข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำต้องพิจารณาว่าสินค้าที่ส่งมอบรวมทั้งงานที่จ้างเป็นไปตามสัญญาจ้างทำการซ่อมบำรุงอากาศยานและฝึกอบรมช่างระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาหลักหรือไม่ ดังนั้น สัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างทำการซ่อมบำรุงอากาศยานและฝึกอบรมช่างระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเอกชน ส่วนจำเลยที่ 2 จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 จำเลยที่ 2 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นเพียงสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยเพื่อติดตั้งกับเฮลิคอปเตอร์ของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์มีหน้าที่ส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงซื้อขายให้ครบถ้วนตามสัญญา และฝ่ายจำเลยมีหน้าที่ชำระเงินและรับมอบสินค้าที่ซื้อขาย สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาที่ให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือว่าเป็น "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองพิพาทกันตามสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัย (Rescue Hoist) ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง กรณีจึงเป็นข้อพิพาทตามสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และแม้ว่าการที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้ารอกกู้ภัยจากโจทก์จะเป็นการดำเนินงานตามสัญญาจ้างทำการซ่อมบำรุงอากาศยานและฝึกอบรมช่าง ตามสัญญาเลขที่ 39/62-63 และสัญญาเลขที่ 40/62-63 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แต่สัญญาดังกล่าวก็เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มิได้เกี่ยวข้องกับโจทก์ และแยกออกได้จากสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองพิพาทกันตามสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัย (Rescue Hoist) ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ก. จำกัด
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2567
#703979
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 ในงบประมาณ 390,000 บาท …เป็นฟ้องที่เข้าใจได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเงินที่เป็นงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภาเพื่อจัดทำโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 อันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 151, 157

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 9,000 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 4,500 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อ 1 ครั้ง ภายในระยะเวลารอการลงโทษ กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไป

ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัย ฟ้องโจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 151 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษ…" ส่วนฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 ในงบประมาณ 390,000 บาท เป็นฟ้องที่เข้าใจได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเงินที่เป็นงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา เพื่อจัดทำโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 จึงมิใช่เป็นคำฟ้องที่ไม่ได้บรรยายเจาะจงว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จัดการทรัพย์ใด ๆ ขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และฟ้องโจทก์ยังได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 แล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และพิจารณาประกอบพยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการอนุมัติการใช้จ่ายเงินงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์สินขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ตามโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ได้ความตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ว่า หลังจากนายอำเภอเมืองตากมีหนังสือลงวันที่ 6 มีนาคม 2563 แจ้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภาให้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 60,000 บาท โดยให้รับผิดในอัตราเท่ากันรายละ 12,000 บาท และตามใบเสร็จรับเงินท้ายคำร้องได้ความว่า วันที่ 20 มีนาคม 2563 จำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา 12,000 บาท และวันที่ 9 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภาอีก 48,000 บาท จึงเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ไม่โต้แย้งเป็นอื่น จึงเห็นควรลงโทษขั้นต่ำสุดของกฎหมาย แต่ที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาในทำนองให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า พฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจสร้างหลักฐานเท็จและเบิกเอาเงินงบประมาณขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นไปเป็นเงิน 60,000 บาท โดยอาศัยโอกาสที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องมีความรับผิดชอบบริหารราชการภายใต้หลักธรรมาภิบาล และต้องใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดินให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ด้วยความซื่อสัตย์และสุจริต แต่จำเลยที่ 1 กลับเป็นต้นเหตุให้เกิดการสูญเสียเงินงบประมาณของแผ่นดินโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม ส่วนจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ช่วยให้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นผลสำเร็จ การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 อายุ 71 ปี มีโรคประจำตัว และจำเลยที่ 2 ได้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกา ก็ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ไม่ปรับบทความผิดตามมาตรา 157 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 151
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ฉัตรชัย ไทรโชต
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 52/2567
#705343
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยตั้งรูปเรื่องว่า จำเลยที่ 2 กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้มีชื่อ ปัจจุบันมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ ตลอดจนคำขอของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข) ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์อ้างว่าการที่จำเลยที่ 2 ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อ เป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข) ของโจทก์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาด จะเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินพิพาทที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยที่ 1 ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เจตนารมณ์ของโจทก์จึงเป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาย ก. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 51/2567
#706852
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลตาดทอง ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนสาธารณะตัดผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองต้องสูญเสียที่ดินจำนวนเนื้อที่บางส่วน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การก่อสร้างถนนไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดยโสธร
ผู้ฟ้องคดี — นาง บ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลตาดทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 50/2567
#705391
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จำเลย เป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตามมาตรา 43 (10) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโจทก์ฟ้องโดยตั้งรูปเรื่องว่าจำเลยละเลยไม่เปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดและเปรียบเทียบปรับไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อ้างว่า โจทก์แจ้งความนำจับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยประสงค์สินบนนำจับจากจำเลย จำเลยตรวจสอบแล้วพบการกระทำผิด แต่ไม่เปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดและบางรายการเปรียบเทียบปรับไม่ถูกต้อง ทำให้โจทก์เสียสิทธิไม่ได้รับเงินสินบนนำจับและได้รับเงินสินบนนำจับไม่ถูกต้องครบถ้วน ดังนั้น มูลความแห่งคดีจึงสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่เปรียบเทียบปรับและเปรียบเทียบปรับไม่ชอบตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยที่พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มีบทบัญญัติกำหนดความผิดและบทกำหนดโทษในทางอาญา กรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด รวมทั้งการเปรียบเทียบปรับเป็นขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กรณีจึงเป็นการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การละเลยต่อหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือการใช้อำนาจทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเมื่อศาลยุติธรรมเป็นศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (1) การตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522
ป.วิ.อ.
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงนนทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 49/2567
#708077
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ม. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จำเลยกรณีจำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการก่อสร้างสำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ฉบับ โจทก์ส่งมอบงานตามสัญญาจ้างก่อสร้างและงานพิเศษเพิ่มเติม และจำเลยได้ชำระเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างงวดสุดท้ายให้โจทก์เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้ชำระค่าจ้างงานพิเศษเพิ่มเติม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างงานพิเศษเพิ่มเติม พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสระบุรีเห็นว่า สัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารที่ทำการเพื่อใช้แทนอาคารสำนักงานเดิมของจำเลย มีวัตถุประสงค์เป็นที่ทำการของจำเลยและกองเลขานุการคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานเลขานุการและการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมที่จำเลยเป็นฝ่ายเลขานุการ มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยจำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารสำหรับใช้เป็นที่ทำการของจําเลยเพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะในการปฏิบัติหน้าที่ตามขอบวัตถุประสงค์ของจำเลย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา เมื่อองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2514 และเป็นองค์การของรัฐบาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่จำเลยทำสัญญาพิพาทกับโจทก์เพื่อให้โจทก์ดำเนินการก่อสร้างสำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้แทนอาคารสำนักงานเดิม ของจำเลยและกองเลขานุการคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้อาคารดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2514
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสระบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ม. จำกัด
จำเลย — องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 48/2567
#706674
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ส่วนจำเลยที่ 2 รับราชการในหน่วยงานของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ สังกัดคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณา สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ชุดปฏิบัติการทดลองโรงผลิตไฟฟ้าจากสารอินทรีย์ จำนวน 1 ชุด ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นเพียงการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงานของโจทก์เท่านั้น โดยสัญญามีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาและจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์เมื่อได้รับมอบสิ่งของที่ซื้อขายไว้โดยครบถ้วน ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อและโจทก์ผู้ขายผูกนิติสัมพันธ์บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันของคู่สัญญา จึงมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายทั่วไป ทั้งข้อกำหนดในสัญญามิได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ และมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดธัญบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ท. จำกัด
จำเลย — มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 47/2567
#712353
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 24 โจทก์ ยื่นฟ้อง จ่าเอก อ. ที่ 1 จ่าเอก ค. ที่ 2 จำเลย ต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 24 ว่าจำเลยทั้งสองเป็นนายทหารประทวนประจำการ สังกัดหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคาย กองทัพเรือ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันเวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึก จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายฟ้องข้อ ก. ว่า จำเลยทั้งสองบังอาจร่วมกันพาอาวุธปืนพกสั้นออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตร ลูเกอร์ จำนวน 1 กระบอก มีเครื่องหมายทะเบียน ซึ่งเป็นอาวุธปืนของจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้มีได้โดยชอบด้วยกฎหมาย พร้อมด้วยกระสุนปืนขนาด 9 มิลลิเมตร ลูเกอร์ จำนวน 4 นัด ติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเป็น และเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ข้อ ข. จำเลยทั้งสองบังอาจร่วมกันพาอาวุธปืนพกสั้นออโตเมติกขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน พร้อมด้วยกระสุนปืนขนาด .45 จำนวน 4 นัด ซึ่งเป็นของทางราชการกองทัพเรือ ติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่มีอันเหตุสมควร ข้อ ค. จำเลยที่ 1 บังอาจใช้อาวุธปืนซึ่งใช้ดินระเบิดดังกล่าวตามข้อ ก. ยิงจำนวนหลายนัด โดยใช่เหตุในบริเวณซอยตรงข้ามซอยถิ่นดุง 4 อันเป็นเมืองหมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ข้อ ง. จำเลยที่ 2 บังอาจใช้อาวุธปืน ซึ่งใช้ดินระเบิดดังกล่าวตามข้อ ข. ยิงจำนวนหลายนัดโดยใช่เหตุในบริเวณซอยตรงข้ามซอยถิ่นดุง 4 อันเป็นเมืองหมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ข้อ จ. จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันใช้อาวุธปืนพร้อมด้วยเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวตามข้อ ก. และ ข. ยิงนาย ณ. จำนวนหลายนัด โดยจำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันฆ่านาย ณ. ให้ถึงแก่ความตาย กระสุนปืนถูกที่บริเวณคอด้านหลังทะลุออกไปที่ช่องปาก เป็นเหตุให้นาย ณ. ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 32 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ข้อ 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 376, 91, 83 กับขอให้ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในข้อหาตามข้อ ก. ข. ค. และ จ.

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในข้อหาตามข้อ ก. ข. ง. และ จ.

ระหว่างพิจารณาศาลมณฑลทหารบกที่ 24 เห็นว่าความผิดในคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (1) และ (2) แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลมณฑลทหารบกที่ 24 เห็นว่า ในเหตุการณ์เดียวกันนี้ นาย ร. ถูกพนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย ยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดหนองคายและศาลมีคำพิพากษาลงโทษนาย ร. ไปแล้ว คดีทั้งสองต่างเกิดเหตุ ในวันเวลาและสถานที่เดียวกัน โดยนาย ร. และจำเลยทั้งสองต่างใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กัน เป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกนาย ณ. ถึงแก่ความตาย คดีทั้งสองจึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกัน มีพฤติการณ์ความผิดที่เกี่ยวพันกันและเป็นคดีที่มีบุคคลที่อยู่อำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารต่างกระทำผิดด้วยกัน ความผิดในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (1) และ (2) แต่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดหนองคายเห็นว่า คดีที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้องที่ศาลทหารนั้นเป็นการกระทำความผิดคนละเจตนา ต่อผู้เสียหายคนละคนกัน การที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้องที่ศาลทหารว่าจำเลยทั้งสองยิงนาย ณ. โดยมีเจตนาร่วมกันฆ่า จึงเป็นเจตนาที่แยกต่างหากจากคดีของนาย ร. ซึ่งเป็นการยิงจำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าพนักงาน กรณีจึงไม่ใช่การที่ต่างฝ่ายต่างกระทำความผิดต่อกัน และไม่ใช่การที่ต่างฝ่ายต่างถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธเข้าทำร้ายซึ่งกันและกันโดยต่างฝ่ายต่างเป็นผู้เสียหาย กรณีจึงเป็นการที่จำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำความผิดต่อนาย ณ. เป็นอีกเจตนาหนึ่งแยกต่างหากจากการกระทำความผิดของนาย ร. และไม่ใช่การที่นาย ร. จำเลยในคดีที่มิได้อยู่ในศาลทหารกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยทั้งสองในคดีนี้ที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร กรณีจึงไม่ใช่คดีตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (1) ทั้งคดีของจำเลยทั้งสองในคดีนี้นั้น แม้เหตุจะเกิดในวันและเวลาเดียวกันกับคดีของนาย ร. แต่การนำสืบพยานหลักฐานถึงการกระทำความผิดในส่วนของเจตนาของจำเลยทั้งสองว่ามีเจตนาฆ่านาย ณ. หรือไม่นั้น เป็นการนำสืบเจตนาที่แยกต่างหากและไม่เกี่ยวพันกับเจตนาของนาย ร. ที่ถูกฟ้องที่ศาลนี้ฐานพยายามฆ่าจำเลยทั้งสอง เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายคนละคนกัน ไม่ใช่การกระทำความผิดซึ่งกันและกันระหว่างนาย ร.กับจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด การที่จะนำสืบในคดีที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้องว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาฆ่านาย ณ. หรือไม่นั้นจึงเป็นเจตนาที่แยกต่างหากออกไปและไม่เกี่ยวพันกับคดีที่นาย ร. ถูกฟ้องที่ศาลนี้ กรณีไม่ใช่คดีตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (2) คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการ สังกัดหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคาย กองทัพเรือ ในส่วนคำฟ้องข้อ (ก) – (ง) โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ว่าร่วมกันหรือเฉพาะจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดด้วยกันกับพลเรือน อันจะเข้าลักษณะคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันตามมาตรา 14 (1) สำหรับคำฟ้องข้อ (จ) โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนพร้อมด้วยเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวตามข้อ ก. และ ข. ยิงนาย ณ. โดยมีเจตนาร่วมกันฆ่านาย ณ. เป็นเหตุให้นาย ณ. ถึงแก่ความตาย ก็เป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเจตนากระทำต่อนาย ณ. ซึ่งแยกออกได้จากคดีของศาลยุติธรรมที่โจทก์ฟ้องนาย ร. เป็นจำเลย ว่าพยายามฆ่าจำเลยทั้งสอง คำฟ้องทั้งสองคดีจึงเป็นการบรรยายฟ้องที่มีผู้กระทำความผิดและผู้เสียหายต่างรายกัน กรณีจึงไม่ใช่คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา 14 (1) และ (2) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 24
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดหนองคาย
โจทก์ — อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 24
จำเลย — จ่าเอก อ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 46/2567
#704598
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลคลองยา ที่ 1 สำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ สาขาอ่าวลึก ที่ 2 สำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ ที่ 3 กรมที่ดิน ที่ 4 นายสุทิน หนูรินทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ที่ 5 อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 6 กรมการปกครอง ที่ 7 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งจังหวัดกระบี่ ที่ 1741/2566 ให้แก้ไขเนื้อที่และรูปแผนที่หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ กบ. 0195 ให้ถูกต้องตามผลการรังวัดและเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ กบ. 0195 ในส่วนที่แก้ไขใหม่ ซึ่งทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งและหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 นำรังวัดที่สาธารณประโยชน์รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี และมีการแก้ไขเนื้อที่และรูปแผนที่หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ กบ. 0195 ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมี คำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดกระบี่ ที่ 1741/2566 และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ กบ. 0195 ในส่วนที่แก้ไขใหม่ โดยมีคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ตลอดจนห้ามกระทำการใดอันเป็นการเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทเข้ามาด้วย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่ดินของรัฐ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกระบี่
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลคลองยา ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2567
#706425
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขายสินค้ามีหน้าที่เบิกสินค้าโจทก์ไปจากคลังสินค้าเพื่อนำไปเร่ขายให้แก่ร้านค้าตามราคาที่โจทก์เป็นผู้กำหนด เมื่อจำเลยที่ 1 ขายสินค้าได้เท่าใดในแต่ละวัน จะต้องนำเงินค่าสินค้ามาส่งมอบให้แก่โจทก์ และส่งคืนสินค้าที่เหลือกลับเข้าคลังสินค้า การที่จำเลยที่ 1 เบิกสินค้าของโจทก์ออกไปจากคลังสินค้า โจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ไปเป็นการเด็ดขาดแล้ว หาใช่เป็นการมอบการครอบครองไว้ชั่วคราวไม่

การที่จำเลยที่ 1 นำสินค้าของโจทก์บางส่วนที่เบิกมาในแต่ละครั้งไปขายแต่ไม่ส่งมอบเงินค่าสินค้าที่ขายได้ให้แก่โจทก์กลับนำเงินดังกล่าวไปแบ่งปันให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ด้วยกัน โดยจำเลยเหล่านั้นมีหน้าที่ลงรายการในเอกสารและบันทึกข้อมูลในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ปรากฏว่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 นำไปขายนั้นได้ส่งคืนกลับเข้าคลังสินค้าโดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว เพื่อมิให้โจทก์ทราบว่ามีการขายสินค้าของโจทก์แล้วแต่ไม่มีการส่งมอบเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 เป็นตัวการแบ่งหน้าที่กันทำในการเบียดบังเงินที่ได้จากการขายสินค้าไปเป็นของจำเลยดังกล่าวโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก หาใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างไม่

เมื่อคดีโจทก์เป็นเรื่องของการกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ซึ่ง ป.อ. มาตรา 356 บัญญัติว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์มิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความอันเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335 (11)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 หลบหนีศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ไว้ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 คนละ 5 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 และที่ 8

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 เป็นเงินคนละ 40,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ไว้ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก กับให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และสั่งใหม่เป็นว่า คำร้องขอถอนฟ้องให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสียก่อนว่า คดีตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือร่วมกันยักยอกทรัพย์ซึ่งถือว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ข้อนี้ โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขายสินค้ามีหน้าที่เบิกสินค้าโจทก์ เช่น นมสด นมข้นหวาน ชาเขียว และชาแดง เป็นต้น ไปจากคลังสินค้าเพื่อนำไปเร่ขายให้แก่ร้านค้ารถเข็นขายเครื่องดื่ม และร้านอาหารต่าง ๆ ตามราคาที่โจทก์เป็นผู้กำหนด โดยเมื่อจำเลยที่ 1 ขายสินค้าได้เท่าใดในแต่ละวัน จะต้องนำเงินค่าสินค้ามาส่งมอบให้แก่โจทก์ และส่งคืนสินค้าที่เหลือกลับเข้าคลังสินค้า ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 เบิกสินค้าของโจทก์ออกไปจากคลังสินค้า โจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ไปเป็นการเด็ดขาดแล้ว หาใช่เป็นการมอบการครอบครองไว้ชั่วคราวดังที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวแทนของโจทก์มีดุลพินิจในการขายสินค้าของโจทก์ให้แก่ร้านค้าใด ๆ ก็ได้โดยอิสระตามราคาที่โจทก์กำหนด เพียงแต่หากขายสินค้าไม่หมดก็นำกลับมาคืนเท่านั้น และเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อก็ถือว่ารับมอบเงินดังกล่าวไว้ในครอบครองในฐานะตัวแทนของโจทก์และมีหน้าที่ส่งมอบให้แก่โจทก์ ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 1 นำสินค้าของโจทก์บางส่วนที่เบิกมาในแต่ละครั้งดังปรากฏรายการตามฟ้องไปขายแต่ไม่ส่งมอบเงินค่าสินค้าที่ขายได้ให้แก่โจทก์กลับนำเงินดังกล่าวไปแบ่งปันให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ด้วยกัน โดยจำเลยเหล่านั้นมีหน้าที่ลงรายการในเอกสารและบันทึกข้อมูลในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ปรากฏว่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 นำไปขายนั้นได้ส่งคืนกลับเข้าคลังสินค้าโดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว เพื่อมิให้โจทก์ทราบว่ามีการขายสินค้าของโจทก์แล้วแต่ไม่มีการส่งมอบเงินค่าสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 เป็นตัวการแบ่งหน้าที่กันทำในการเบียดบังเงินที่ได้จากการขายสินค้าดังกล่าวไปเป็นของจำเลยที่ 1 กับจำเลยดังกล่าวโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก หาใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย และแม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวจะแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งแปดดังกล่าวร่วมกันลักสินค้าของโจทก์หลายรายการตามฟ้องไป แต่สินค้าของโจทก์ดังกล่าวมีไว้เพื่อขายให้แก่ลูกค้า เมื่อขายแล้วก็เปลี่ยนสภาพเป็นเงินซึ่งย่อมตกได้แก่โจทก์และเงินที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยดังกล่าวร่วมกันยักยอกไปก็เป็นเงินที่ได้มาจากการนำสินค้าตามฟ้องของโจทก์ไปขาย กรณีจึงถือได้ว่า ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้นมิใช่เป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิใช่เรื่องที่เกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ลงโทษและจำเลยที่ 1 กับจำเลยดังกล่าวก็มิได้หลงต่อสู้ด้วย ดังนี้ ศาลจะลงโทษตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม แต่อย่างไรก็ดี เมื่อคดีโจทก์เป็นเรื่องของการกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 356 บัญญัติว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์จึงต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ได้ความว่าวันที่ 17 และ 18 กันยายน 2560 โจทก์บันทึกภาพและเสียงคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ในเรื่องที่มีการนำสินค้าของโจทก์ไปขายแต่มิได้ส่งมอบเงินค่าสินค้าที่ขายได้ให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างแน่ชัดแล้วในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2561 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างและคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น และการที่คดีโจทก์ขาดอายุความเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในประการอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 ม. 356
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น -
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 -
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 45/2567
#705278
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้นายกเทศมนตรีตำบลหลักหก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเทศบาลตำบลหลักหก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ทำการก่อสร้างถนน ค.ส.ล. และวางท่อระบายน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่ามารดาผู้ฟ้องคดียกที่ดินให้แก่บุคคลและแบ่งแยกโฉนดที่ดินพร้อมทั้งก่อสร้างถนนดินลูกรังในที่ดินพิพาทเพื่อเชื่อมต่อเข้าออกถนนสาธารณะ ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นทางสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา 1304 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของมารดาผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของมารดาผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนน ค.ส.ล. และวางท่อระบายน้ำโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดปทุมธานี
ผู้ฟ้องคดี — นาย ช. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นาง ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีตำบลหลักหก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ