คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15447/2555
#528596
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. บัญญัติเกี่ยวกับวิธีเฉพาะการฝากเงินไว้ตามมาตรา 672 ว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวน และผู้รับฝากจะเอาเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้ก็ได้ แต่หากจำต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น แม้ว่าเงินซึ่งฝากนั้นจะได้สูญหายไปด้วยเหตุสุดวิสัยก็ตาม ผู้รับฝากก็จำต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าว เงินฝากของโจทก์ร่วมที่ฝากไว้กับธนาคาร ย. สาขาแจ้งวัฒนะ ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารนับแต่วันที่มีการฝากเงิน โจทก์ร่วมมีสิทธิที่จะเบิกถอนเงินได้ ธนาคารเพียงแต่มีหน้าที่คืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น และในกรณีที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของผู้สั่งจ่ายเช็ค เงินที่ธนาคารจ่ายไปตามเช็คย่อมเป็นเงินของธนาคารและธนาคารไม่มีสิทธิหักจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม ดังนี้ เงินที่จำเลยลักไปจึงมิใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้จำเลยคืนเงิน 2,100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 266, 268, 335 ให้จำเลยคืนเงิน 2,100,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ 3838/2552 4462/2552 4463/2552 4464/2552 และ 4465/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทจุฑามาศพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4), 268 วรรคแรก (ที่ถูก 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4)), 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอมกับฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่จำเลยเป็นทั้งผู้ปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 1991/2553 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอื่นอีก 4 คดีนั้น ไม่ปรากฏว่าศาลในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยแล้วหรือไม่จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก และยกคำขอที่ให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเปิดบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวัน เลขที่บัญชี 057-1-02310-0 กับธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ การเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวจะออกเช็คโดยมีข้อตกลงว่า ในกรณีที่จำนวนเงินในบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวันไม่พอจ่ายยินยอมให้ธนาคารโอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของโจทก์ร่วมเข้ามาในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าว จำเลยเป็นพนักงานบัญชีของโจทก์ร่วมมีหน้าที่ทำงบดุลบัญชี เก็บสมุดเช็คและจัดทำเช็คเสนอกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อ จำเลยปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและรายการในเช็ค สั่งจ่ายเงินรวม 2,100,000 บาท แล้วมอบเช็คแต่ละฉบับให้นายธนวัฒน์ นำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ เมื่อธนาคารตามเช็คจ่ายเงินให้นายธนวัฒน์แล้ว นายธนวัฒน์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปมอบให้แก่จำเลย ความผิดฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์และโจทก์มีอำนาจขอให้จำเลยคืนเงินที่ลักไป 2,100,000 บาท แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติเกี่ยวกับวิธีเฉพาะการฝากเงินไว้ตามมาตรา 672 ว่า ผู้รับฝากเงินไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวน และผู้รับฝากจะเอาเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้ก็ได้ แต่หากจำต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น แม้ว่าเงินซึ่งฝากนั้นจะได้สูญหายไปด้วยเหตุสุดวิสัยก็ตาม ผู้รับฝากก็จำต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าว เงินฝากของโจทก์ร่วมที่ฝากไว้กับธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) สาขาแจ้งวัฒนะ ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารตั้งแต่ที่มีการฝากเงิน โจทก์ร่วมมีสิทธิที่จะเบิกถอนเงินได้ ธนาคารเพียงแต่มีหน้าที่คืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น และในกรณีที่จำเลยปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็ค เงินที่ธนาคารจ่ายไปตามเช็คย่อมเป็นเงินของธนาคารและธนาคารไม่มีสิทธิหักจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม ดังนี้ เงินที่จำเลยลักไปจึงมิใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้จำเลยคืนเงิน 2,100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.อ. ม. 335 (11) ม. 335 วรรคแรก
ป.พ.พ. ม. 672
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทจุฑามาศพร็อพเพอตี้ จำกัด
จำเลย — นางสาวดวงกมล น้อมถวาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทิน นาคพงศ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15383/2555
#540871
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและรับต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ไปยังจำเลยและจำเลยได้รับแล้ว เมื่อถึงวันนัดโจทก์ไปสำนักงานที่ดินแต่จำเลยไม่ไป ถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 207 โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันนัดจดทะเบียนโอนและไถ่ถอนจำนองที่ดินแก่โจทก์โดยโจทก์ไม่จำต้องวางเงินต่อศาลหรือต้องวางเงิน ณ สำนักงานวางทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 333 แต่ประการใด เพราะถือว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ในการไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ซึ่งจะต้องดำเนินการ ณ สำนักงานที่ดิน ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีได้ความว่าจำเลยปฏิเสธไม่รับชำระหนี้ตามจำนวนดังกล่าวมาแต่ต้น การที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรับชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดิน จึงเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 208 วรรคสอง แล้ว และกรณีเช่นนี้โจทก์จึงไม่ต้องนำเงินไปชำระ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยตาม มาตรา 324 อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรวม 337,583 บาท ไปจากโจทก์ กับให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19950 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร และส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับเงินที่โจทก์วางไว้ต่อศาลตามคำแถลงลงวันที่ 19 มกราคม 2552 โดยให้รับต้นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2551 เงินส่วนที่เหลือให้คืนแก่โจทก์ (ถ้าหากมี) และให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19950 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร และส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19950 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่จำเลยระบุวงเงินจำนอง 200,000 บาท เพื่อประกันหนี้เงินกู้ 200,000 บาท หลังจากครบกำหนดไถ่ถอนจำเลยมิได้บอกกล่าวบังคับจำนอง ทนายความของโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอไถ่ถอนจำนองและให้จำเลยรับต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยในวันนัดจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน เมื่อถึงวันนัดจำเลยไม่ไปสำนักงานที่ดินคงมีแต่โจทก์ไปสำนักงานที่ดิน ปรากฏตามสำเนาคำขอบันทึกกรณีผู้รับจำนองผิดนัดโอนกรรมสิทธิ์แนบท้ายคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ในสำนวนคดีนี้ โจทก์เคยฟ้องจำเลยเรื่องกู้ยืม จำนอง ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยให้การต่อสู้คดี ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง ซึ่งโจทก์ยอมรับตามคำแก้ฎีกาว่าเป็นจริง โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 3520/2551 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หรือไม่ คดีดังกล่าวศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องเนื่องจากโจทก์วางทรัพย์ยังไม่ครบถ้วนและไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 331 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นอื่น ดังนี้ หากโจทก์วางทรัพย์ครบถ้วนและต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 331 แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็นหนี้กู้ยืมเงินจำนวนเท่าใด ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3520/2551 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้วินิจฉัยว่า นางอริสา บุตรสาวของโจทก์กู้เงินจำเลย 500,000 บาท โดยโจทก์ยอมรับผิด 200,000 บาท จึงจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ คำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์และจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ทั้งสอดคล้องกับสำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาจำนอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นหนี้กู้ยืมเงิน 200,000 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องไถ่ถอนจำนองหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและรับต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ในวันที่ 16 ตุลาคม 2551 ไปยังจำเลยและจำเลยได้รับแล้ว เมื่อถึงวันนัดโจทก์ไปสำนักงานที่ดินแต่จำเลยไม่ไป ดังนี้ ถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันนัดจดทะเบียนโอนคือ วันที่ 16 ตุลาคม 2551 และไถ่ถอนจำนองที่ดินแก่โจทก์โดยโจทก์ไม่จำต้องวางเงินต่อศาลหรือต้องวางเงิน ณ สำนักงานวางทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 333 แต่ประการใด เพราะกรณีเช่นนี้ถือว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ในการไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ซึ่งจะต้องดำเนินการ ณ สำนักงานที่ดิน ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีได้ความว่า จำเลยปฏิเสธไม่รับชำระหนี้ตามจำนวนดังกล่าวมาแต่ต้น การที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรับชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าว จึงเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 208 วรรคสอง แล้ว และกรณีเช่นนี้โจทก์จึงไม่ต้องนำเงินไปชำระ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยตามมาตรา 324 ดังที่จำเลยฎีกาอีก ส่วนดอกเบี้ยหลังวันที่ 16 ตุลาคม 2551 โจทก์หาจำต้องเสียดอกเบี้ยไม่เพราะจำเลยเป็นผู้ผิดนัด ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 221 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่เพียงว่าให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ เป็นการสั่งค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ไม่ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบมาตรา 167 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ในชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 207 ม. 208 วรรคสอง ม. 331 ม. 324
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจเอกสวัสดิ์ อินทร์จันทร์
จำเลย — นางสาวสุทธิพร ตั้งไพบูลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอรรณพ รัตนสุภา
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวภัทริดา จุลฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
สมชาย พันธุมะโอภาส
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15379/2555
#540879
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญาซื้อขายมีข้อความว่า โจทก์ขายบ้านพร้อมที่ดินและกิจการน้ำดื่มแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000,000 บาท และยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันเดียวกัน แม้หนังสือสัญญาซื้อขายจะระบุชื่อชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายอันอาจจะแปลได้ว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาความตกลงในสัญญาโดยเฉพาะสัญญาข้อ 5 ที่ระบุว่าผู้ซื้อต้องชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ขายให้ครบจำนวนภายในเวลา 1 ปี หากผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ เป็นที่เห็นได้ว่าการซื้อขายที่ดินยังไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์แก่กันได้ จำต้องอาศัยผลของการชำระเงินเป็นเงื่อนไข จึงแสดงถึงเจตนาของคู่สัญญาว่ามีเจตนาจะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันในภายหลังแม้โจทก์ส่งมอบที่ดินที่ซื้อขายแก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย หาใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด

หนังสือสัญญาซื้อขายไม่ได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดินที่ซื้อขาย การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าที่ดินที่โจทก์ขายให้แก่จำเลยทั้งสองรวมที่ดินของ ว. และ ห. เนื้อที่ 3 งาน ซึ่งอยู่ในรั้วที่ดินที่โจทก์นำชี้ด้วย และโจทก์ไม่สามารถโอนที่ดินเนื้อที่ 3 งาน ให้แก่จำเลยทั้งสองได้ โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงตกลงกันให้หักราคาที่ดินเนื้อที่ 3 งาน ซึ่งเป็นของ ว. และ ห. เป็นเงิน 300,000 บาท ออกจากราคาที่ดิน 2,000,000 บาท ตามสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการนำสืบถึงข้อตกลงต่างหากจากสัญญาซื้อขายดังกล่าวว่าได้มีการตกลงในการชำระราคาที่ดินที่ซื้อขายกันอย่างไร มิได้เป็นการนำสืบหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาซื้อขาย จำเลยย่อมนำสืบได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 313,745.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 313,745.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1119 ตำบลงิม อำเภอปง จังหวัดพะเยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างและกิจการน้ำดื่มให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 2,000,000 บาท โจทก์มอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและกิจการน้ำดื่มให้จำเลยทั้งสองในวันทำสัญญาโดยกำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระราคาให้เสร็จสิ้น ต่อมาโจทก์ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองชำระเงินให้แก่โจทก์รวม 19 ครั้ง เป็นเงิน 1,700,000 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดและยังไม่มีการยกเลิกสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร สัญญาจึงมีผลบังคับตามข้อความในสัญญา เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาซื้อขายมีข้อความว่า โจทก์ขายบ้านพร้อมที่ดินและกิจการน้ำดื่มแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000,000 บาท และยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันเดียวกัน แม้หนังสือสัญญาซื้อขายจะระบุชื่อชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาซื้อขาย อันอาจจะแปลได้ว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาความตกลงในสัญญาโดยเฉพาะสัญญาข้อ 5 ที่ระบุว่า ผู้ซื้อต้องชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อให้แก่ผู้ขายให้ครบจำนวนภายในเวลา 1 ปี หากผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ เป็นที่เห็นได้ว่าการซื้อขายที่ดินยังไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์แก่กันได้ จำต้องอาศัยผลของการชำระเงินเป็นเงื่อนไข จึงแสดงถึงเจตนาของคู่สัญญาว่ามีเจตนาจะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันในภายหลัง แม้โจทก์ส่งมอบที่ดินที่ซื้อขายแก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย หาใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังคำเบิกความของนายหาญทนงหรือกษิเดช แล้วเชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองมีข้อตกลงให้หักราคาที่ดินเนื้อที่ 3 งาน ของนายวินัยและนายหาญทนง เป็นเงิน 300,000 บาท จากราคาที่ดิน เป็นการนำสืบพยานบุคคลหักล้างเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เห็นว่า หนังสือสัญญาซื้อขายไม่ได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดินที่ซื้อขาย การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าที่ดินที่โจทก์ขายให้แก่จำเลยทั้งสองรวมที่ดินของนายวินัยและนายหาญทนง เนื้อที่ 3 งาน ซึ่งอยู่ในรั้วที่ดินที่โจทก์นำชี้ด้วย และโจทก์ไม่สามารถโอนที่ดินเนื้อที่ 3 งาน ให้แก่จำเลยทั้งสองได้ โจทก์และจำเลยทั้งสองจึงตกลงกันให้หักราคาที่ดินเนื้อที่ 3 งาน ซึ่งเป็นของนายวินัยและนายหาญทนงเป็นเงิน 300,000 บาท ออกจากราคาที่ดิน 2,000,000 บาท จึงเป็นการนำสืบถึงข้อตกลงต่างหากจากสัญญาซื้อขายว่า ได้มีการตกลงในการชำระราคาที่ดินที่ซื้อขายกันอย่างไร มิได้เป็นการนำสืบหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาซื้อขาย จำเลยย่อมนำสืบได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันให้หักราคาที่ดินจำนวน 3 งาน ออกจากราคาตามสัญญาซื้อขายโดยไม่ได้วินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาซื้อขายเลิกกันหรือไม่ ดังนั้น ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยบอกเลิกสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นลายลักษณ์อักษร สัญญาซื้อขายจึงยังมีผลใช้บังคับต่อกัน จึงเป็นข้อที่ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนงคราญหรือสุชญา บุญยืน
จำเลย — นางกัญญาณัฐหรือกาญจนา ศรีใจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายชาญวุฒิ บุญญเขตรโกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ชื่อองค์คณะ
ปิ่น ศรีเมือง
พิศล พิรุณ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15364 -ที่ 15365/2555
#537986
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 ของศาลชั้นต้น จะเป็นคดีที่มีมูลละเมิดอย่างเดียวกัน จำเลยที่ 3 กับโจทก์ต่างเป็นคู่ความรายเดียวกัน แต่การที่จำเลยที่ 3 รับจำเลยคนอื่นๆ ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 กับการที่จำเลยที่ 3 รับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมเดินรถรับส่งผู้โดยสารเป็นคดีนี้เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน โดยร่วมกับบุคคลต่างกัน หาใช่บุคคลผู้เป็นคู่ความรายเดิมไม่ ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ที่ว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดในคดีนี้ จึงเป็นเรื่องที่เกิดต่างกรรมต่างวาระจากมูลละเมิดในคดีดังกล่าว ทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 ของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

การที่จำเลยทั้งสามส่งสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2132/2551 ของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา โดยในคำฟ้องระบุว่า พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นโจทก์ฟ้อง ช. ในความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 384/2546, 386/2546, 389/2546 ของศาลชั้นต้น นั้น ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว จำเลยทั้งสามเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นการนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนความโดยไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 ทั้งโจทก์ไม่มีโอกาสซักค้านเกี่ยวกับพยานเอกสารดังกล่าวนี้ ข้อเท็จจริงตามเอกสารนั้นจึงรับฟังไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ของแต่ละสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ให้เรียกจำเลยที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามหยุดกระทำการเดินรถประจำทางวิ่งแย่งรับผู้โดยสารในเขตเส้นทางสัมปทานของโจทก์โดยพลัน และหรือพฤติกรรมการกระทำใด ๆ อันถือเป็นการละเมิดต่อโจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตรารายละ 10,000 บาท ต่อวัน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะหยุดการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสามกระทำการจอดรถรับส่งคนโดยสารในเส้นทางที่โจทก์ได้รับอนุญาต เว้นแต่จุดจอดรถที่จำเลยทั้งสามได้รับอนุญาต กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คนละ 200 บาท ต่อวัน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มกราคม 2546) จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คนละ 200 บาท ต่อวัน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะหยุดกระทำละเมิดต่อโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์แต่ละสำนวนร่วมกัน โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ 7,500 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแต่ละสำนวนแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ เป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่าจำเลยทั้งสามจอดรถโดยสารรับส่งคนโดยสารตามรายทางนอกจุดที่ได้รับอนุญาตให้จอดรถ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากผู้โดยสารของโจทก์ลดลง เป็นเหตุให้โจทก์ขาดรายได้ เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ในคดีดังกล่าวนำรถโดยสารวิ่งรับส่งคนโดยสารมีจำนวนเที่ยวและจำนวนรถเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานขนส่งจังหวัดอุบลราชธานี และแย่งรับส่งคนโดยสารจากโจทก์เป็นเหตุให้รายได้โจทก์ลดลง เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า แม้คดีนี้และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 ของศาลชั้นต้น จะเป็นคดีที่มีมูลละเมิดอย่างเดียวกัน จำเลยที่ 3 กับโจทก์ ต่างเป็นคู่ความรายเดียวกัน แต่การที่จำเลยที่ 3 รับจำเลยคนอื่นๆ ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 กับการที่จำเลยที่ 3 รับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมเดินรถรับส่งผู้โดยสารเป็นคดีนี้เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน โดยร่วมกับบุคคลต่างกัน หาใช่บุคคลผู้เป็นคู่ความรายเดิมไม่ ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ที่ว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดในคดีนี้ จึงเป็นเรื่องที่เกิดต่างกรรมต่างวาระจากมูลละเมิดในคดีดังกล่าว ทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) และเมื่อคดีนี้ปรากฏว่าทั้งโจทก์และจำเลยที่ 3 ต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อไม่ให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยเสียให้เสร็จสิ้น โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนการที่จำเลยทั้งสามส่งสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2132/2551 ของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา โดยในคำฟ้องระบุว่า พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นโจทก์ฟ้องนายชาติชายในความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 384, 386, 389/2546 ของศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว จำเลยทั้งสามเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา เป็นการนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนความโดยไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 ทั้งโจทก์ไม่มีโอกาสซักค้านเกี่ยวกับพยานเอกสารดังกล่าวนี้ ข้อเท็จจริงตามเอกสารจึงรับฟังไม่ได้ ฉะนั้น จึงต้องฟังตามคำเบิกความของนายชาติชายว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิจอดรถโดยสารตามจุดที่พิพาทในคดีนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมประกอบการขนส่งกับจำเลยที่ 3 ดังนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิจอดรถรับส่งผู้โดยสารนอกจากจุดที่พิพาท การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จอดรถรับส่งผู้โดยสารนอกจุดที่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสามจึงกระทำละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามจำเลยที่ 3 จอดรถรับส่งคนโดยสารในเส้นทางที่โจทก์ได้รับอนุญาต เว้นแต่จุดจอดรถที่จำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาต กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 200 บาท ต่อวัน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มกราคม 2546) และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 200 บาท ต่อวัน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะหยุดกระทำละเมิดต่อโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1) ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวารินทร์เดินรถอุบล จำกัด
จำเลย — นายวิชัย หาวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายรพีพงศ์ ช่วยประทิว
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวัธน ทองลงยา
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15358/2555
#532984
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึง 8 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ แม้จะอาศัยเหตุผลต่างกัน แต่ผลก็เท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ กรณีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่าคดีของโจทก์มีมูลและให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 มา จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 157 และ 200

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ปรากฏการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและการกระทำเพื่อเป็นการกลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ จึงไม่มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ฟ้องโจทก์ระบุเหตุเกิดที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสงขลาและแขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้เกิดในเขตกรุงเทพมหานคร การรับไว้ไม่เป็นการสะดวกต่อการพิจารณา เนื่องจากพยานหลักฐานส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดนราธิวาส จึงไม่รับฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่า คดีของโจทก์มีมูลและให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ สำหรับจำเลยทั้งแปด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพราะต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่ให้รับฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 แม้จะอาศัยเหตุผลต่างกัน แต่ผลก็เท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ กรณีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 เช่นกัน การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157 ม. 200
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอรรณพ หอมตระกูล
จำเลย — นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15344/2555
#526768
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาของศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 แต่ละกระทงรวมแล้วต้องเป็นโทษจำคุก 35 ปี 9 เดือน แต่พิมพ์โทษรวมจำคุกจำเลยที่ 1 ผิดผลาดเป็น 30 ปี 9 เดือน ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 190 ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 138, 140, 288, 289, 371, 376 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3078/2546 ของศาลชั้นต้น และริบอาวุธปืน ซองบรรจุกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน ซองพกปืน เมทแอมเฟตามีน รถจักรยานยนต์ และกระเป๋าสะพายของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กับรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ส่วนความผิดฐานอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 138 วรรคสอง, 140 วรรคสาม, 289 (2), 371 และ 376 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 10 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยมีหรือใช้อาวุธปืน ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืน ฐานพาอาวุธปืน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แม้ในชั้นพิจารณาจะให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่นำสืบพยานหักล้างเป็นอย่างอื่น ทั้งยังเบิกความเป็นพยานให้แก่จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าใช้อาวุธปืนยิงสิบตำรวจโทฉัตรชัยจริงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53 ด้วย) เห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งเช่นกัน คงลงโทษฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 3 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท และฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน จำคุก 25 ปี รวมจำคุก 30 ปี 9 เดือน และปรับ 800,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีได้ นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3078/2546 ของศาลชั้นต้น ริบอาวุธปืน ซองบรรจุกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน ซองพกปืน เมทแอมเฟตามีน และกระเป๋าสะพายของกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 10 ปี และปรับ 800,000 บาท รวมจำคุก 20 ปี และปรับ 1,600,000 บาท คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนกับทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน และปรับ 1,066,666.67 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องทุกข้อหา ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 โดยให้สายลับเป็นผู้ติดต่อนัดหมายกับจำเลยที่ 1 ทางโทรศัพท์ จำเลยที่ 1 นัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 120 เม็ดให้แก่สายลับที่สะพานข้ามคลองชลประทานซึ่งเป็นที่เกิดเหตุคดีนี้ในเวลาประมาณ 1 นาฬิกาของวันเกิดเหตุและได้ความจากพยานโจทก์ปากดาบตำรวจสมโภชน์ว่า ที่เกิดเหตุมืดมีแสงสว่างจากไฟฉายที่พยานกับพวกนำติดตัวไปด้วยเท่านั้น พฤติการณ์ในการกำหนดสถานที่และเวลาในการนัดหมายเช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ใช้ความระมัดระวังในการลักลอบกระทำความผิด ทั้งความผิดฐานดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรงมีโทษสูง ตามปกติของคนร้ายทั่วไปย่อมปกปิดการกระทำของตนไม่ให้บุคคลภายนอกร่วมรู้เห็นการกระทำความผิดของตน การที่จำเลยที่ 2 ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 โดยเป็นคนขับรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปจอดที่บริเวณที่เกิดเหตุและติดเครื่องยนต์รออยู่ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ลงจากรถเดินไปส่งมอบเมทแอมเฟตามีนและรับเงินจากสายลับเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นโดยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวด้วย ประกอบกับปรากฏตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 2 รับสารภาพในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ที่จำเลยที่ 2 เบิกความอ้างว่า เจ้าพนักงานตำรวจนำบันทึกการจับกุม และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนมาให้ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้อ่านข้อความให้ฟังและไม่ให้จำเลยที่ 2 อ่านข้อความโดยบอกแต่เพียงว่า หากลงลายมือชื่อในเอกสารแล้วจะปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ไปนั้น ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แสดงว่าจำเลยที่ 2 สามารถอ่านหนังสือไทยได้ การที่จำเลยที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้พร้อมจำเลยที่ 1 ขณะไปส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับที่ทำการล่อซื้อและถูกจับกุมมาสถานีตำรวจพร้อมกับจำเลยที่ 1 ด้วยข้อหาความผิดร้ายแรงเช่นนี้ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำเอกสารมาให้ลงลายมือชื่อ จำเลยที่ 2 ย่อมมีโอกาสเห็นและอ่านข้อความในเอกสารได้ ข้ออ้างที่ว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่ให้อ่าน โดยบอกจำเลยที่ 2 ว่า ให้ลงลายมือชื่อในเอกสารไปเลยแล้วกลับบ้านได้ จำเลยที่ 2 จึงได้ลงลายมือชื่อในเอกสารโดยไม่ทราบข้อความในเอกสาร เป็นการง่ายต่อการกล่าวอ้างและไม่สมเหตุผลไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 3 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท และฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน จำคุก 25 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับโทษจำคุก 35 ปี 9 เดือน และปรับ 800,000 บาท แต่ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็น 30 ปี 9 เดือน และปรับ 800,000 บาท ซึ่งน่าเชื่อว่าเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาดเนื่องจากหมายจำคุกจำเลยที่ 1 ในสำนวนระบุโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 35 ปี 9 เดือน ดังนั้น ต้นร่างคำพิพากษาน่าจะพิมพ์หรือเขียนรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ถูกต้องแล้ว มิฉะนั้นหมายจำคุกจะต้องระบุรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ผิดพลาดเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ประกอบมาตรา 215 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 35 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 190 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายพรชัย แซ่ตั้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายธีรทัย เจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15335 -ที่ 15336/2555
#544508
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานของห้าง ช. มีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างทุกวัน แต่กลับมอบหมายให้ อ. และ ส. ซึ่งไม่ใช่วิศวกรเป็นผู้ควบคุมงานแทน โดยตนเองไปควบคุมงานเพียงเดือนละ 1 ครั้ง ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีเวลาพอในการอ่านทำความเข้าใจแบบแปลนที่จำเลยที่ 1 ออกแบบไว้โดยไม่สมบูรณ์จึงไม่มีการปรึกษาหารือกันในส่วนของรางน้ำ คานและหัวเสาที่ยังขาดรายละเอียด ซึ่งในฐานะวิศวกรเชื่อว่าจำเลยที่ 2 สามารถรู้ได้ว่ายังขาดรายละเอียดอย่างไรเพื่อจัดการเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ปลอดภัยเมื่อก่อสร้าง จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ย่อมเล็งเห็นผลของการไม่ควบคุมงานทุกวันได้ว่า ย่อมเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นได้ และก็ได้เกิดขึ้นจริงๆ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 227 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1295/2547 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลยที่1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 จึงยุติ คงขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 227, 300, 390

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227, 300, 390 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อันพึงกระทำ โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 5 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะได้วินิจฉัย

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ออกแบบแปลนโดยไม่มีการทำรายละเอียดของรางน้ำกับหัวเสา และแบบพิมพ์เขียวไม่ได้แสดงรายละเอียดรอยต่อระหว่างคานกับหัวเสา แต่โต้แย้งว่าการก่อสร้างรายนี้ไม่ได้มีเฉพาะแบบแปลนและแบบพิมพ์เขียวเท่านั้น ยังมีรายการประกอบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแบบแปลนอีกด้วย ข้อโต้แย้งของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (ก.ว.) มีความเห็นว่า จำเลยที่ 1 ออกแบบอาคารโดยไม่มีการทำรายละเอียดของรางน้ำกับหัวเสา โดยในแบบพิมพ์เขียวไม่ได้แสดงรายละเอียดรอยต่อระหว่างคานกับหัวเสา ซึ่งเป็นการออกแบบโดยไม่ได้กำหนดรายละเอียดของแบบแปลนให้ครบถ้วน ถึงแม้ว่าจะได้กำหนดไว้ในรายการประกอบแบบก่อสร้างอาคารศูนย์ไปรษณีย์เด่นชัยว่า ผู้รับเหมางานก่อสร้างเป็นผู้ทำแบบโดยละเอียดสำหรับก่อสร้าง (SHOP DRAWING) ในส่วนที่ไม่ชัดเจนก็ตาม ยังถือว่าแบบแปลนที่จำเลยที่ 1 ออกแบบนั้นไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะนำไปใช้ในการก่อสร้างได้ จึงเป็นการประกอบวิชาชีพอย่างไม่ถูกต้องตามหลักปฏิบัติและวิชาการ มีมติให้พักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการอุทธรณ์โต้แย้งมติของคณะกรรมการดังกล่าวแต่อย่างใด ประกอบกับศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยปัญหาในข้อนี้โดยให้เหตุผลและรายละเอียดต่างๆไว้ชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยซ้ำอีก ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ออกแบบอาคารศูนย์ไปรษณีย์เด่นชัย จังหวัดแพร่ โดยไม่มีการทำรายละเอียดของรางน้ำกับหัวเสาและแบบพิมพ์เขียวไม่ได้แสดงรายละเอียดรอยต่อระหว่างคานกับหัวเสา ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบอาคารไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้นๆ โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 หรือไม่ ในข้อนี้เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นวิศวกรควบคุมงานก่อสร้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด ชาตรีเจริญศรี ตามสัญญาจ้าง ซึ่งในสัญญา ข้อ 11 ผู้รับจ้างมีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างตลอดเวลาที่งานยังไม่แล้วเสร็จ แสดงว่าผู้รับจ้างต้องควบคุมงานก่อสร้างทุกวัน จำเลยที่ 2 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานของห้างดังกล่าวจึงมีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างทุกวัน แต่จำเลยที่ 2 กลับมอบหมายให้นายอรรถพลและนายสุชาติซึ่งไม่ใช่วิศวกรเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างแทน โดยจำเลยที่ 2 ไปควบคุมการก่อสร้างเพียงเดือนละ 1 ครั้ง ดังที่ให้การยอมรับไว้แก่คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (ก.ว.) จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ไม่มีเวลาเพียงพอในการอ่านทำความเข้าใจแบบแปลนที่จำเลยที่ 1 ออกแบบไว้โดยไม่สมบูรณ์ และจึงไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับจำเลยที่ 1 ในส่วนของรางน้ำ คาน และหัวเสาที่ยังขาดรายละเอียด ซึ่งในฐานะวิศวกรเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ย่อมสามารถรู้ได้ว่ายังขาดรายละเอียดอย่างไรเพื่อจัดการเพิ่มเติมรายละเอียดส่วนนั้นให้สมบูรณ์ปลอดภัยเมื่อก่อสร้าง ดังนั้น จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ย่อมเล็งเห็นผลของการไม่ไปควบคุมงานทุกวันได้ว่าย่อมเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นได้และก็ได้เกิดเหตุนั้นจริงๆ การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีวิชาชีพในการควบคุมการก่อสร้างอาคารไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้นๆ โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า โทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นควรวินิจฉัยว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบอาชีพโดยสุจริต ทำประโยชน์แก่สังคมหลายประการ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับผู้เสียหายทั้งสิบเอ็ดได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และห้างหุ้นส่วนจำกัด ชาตรีเจริญศรี สมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป จึงให้รอการลงโทษให้แก่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หลาบจำ ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกสถานหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสอง ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายอำพร ไตรรัตน์เกยูร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายพิสิฐ นรัตถรักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15266/2555
#538061
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์อ้างในเบื้องต้นว่าโจทก์ขอฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อศาลฎีกาแต่เนื้อหาในฎีกาปรากฏว่าโจทก์คัดลอกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนคำวินิจฉัยทุกถ้อยคำ แล้วเพิ่มข้อความต่อท้ายว่าอาศัยเหตุผลดังกราบเรียนข้างต้น ขอศาลฎีกาได้โปรดพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องโจทก์และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าคำเบิกความของผู้เสียหายมีพิรุธน่าสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เป็นการไม่ชอบเพราะเหตุใด และรายละเอียดส่วนใด หากยกขึ้นวินิจฉัยแล้วผลจะเป็นอย่างไร เป็นฎีกาที่ถือเอาคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นฎีกาของโจทก์ ซึ่งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ได้ถูกกลับโดยคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335, 339, 362, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำเป็นเงิน 17,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง, 362, 364 ประกอบมาตรา 365 (2) (3) (ที่ถูกมาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี ส่วนความผิดฐานบุกรุกกับฐานชิงทรัพย์ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 12 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำเป็นเงิน 17,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของโจทก์กล่าวอ้างในเบื้องต้นว่าโจทก์ขอฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่อศาลฎีกา แต่เนื้อหาในฎีกาปรากฏว่าโจทก์คัดลอกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนคำวินิจฉัยทุกถ้อยคำ แล้วเพิ่มเติมข้อความต่อท้ายว่าอาศัยเหตุผลดังกราบเรียนข้างต้น ขอศาลฎีกาได้โปรดพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องโจทก์และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ไม่มีข้อความตอนใดระบุเลยว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คำเบิกความของผู้เสียหายมีพิรุธน่าสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เป็นการไม่ชอบเพราะเหตุใด และรายละเอียดส่วนใด หากยกขึ้นวินิจฉัยแล้วผลจะเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ถือเอาคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นฎีกาของโจทก์ ซึ่งคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ถูกกลับโดยคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไปแล้ว จึงไม่มีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเหลืออยู่ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้ต่อไป ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคสอง ม. 216 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายอนุวัตรหรือนุ พึ่งสำราญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายอำนาจ นิจยากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15250/2555
#528603
เปิดฉบับเต็ม

ที่เกิดเหตุในศาลเจ้าแม่ น. มีการจัดวางองค์เจ้าแม่กวนอิม องค์พระศิวะ และองค์แม่พระอุมาเทวีของกลาง ซึ่งนับว่าเป็นวัตถุในทางศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ แต่ผู้เสียหายก็มิได้จัดวางองค์เจ้าแม่กวนอิม องค์พระศิวะ และองค์แม่พระอุมาเทวีไว้ในสถานที่เหมาะสม โดยมีเครื่องสักการะบูชาเพื่อให้ประชาชนเคารพสักการะ และยังเป็นการจัดวางไว้ต่ำกว่าโต๊ะเครื่องสักการะบูชาที่มีพระพุทธรูปเป็นประธานเสียอีก เพียงแต่วางของกลางดังกล่าวไว้บนโต๊ะเท่านั้น จึงฟังได้เพียงว่าวัตถุของกลางเป็นเพียงรูปสำหรับเคารพเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าองค์พระศิวะ องค์เจ้าแม่กวนอิม องค์แม่พระอุมาเทวีดังกล่าวเป็นวัตถุในทางศาสนาที่สักการะบูชาของประชาชนตามความหมายของกฎหมาย เมื่อองค์เจ้าแม่กวนอิม องค์พระศิวะ และองค์แม่พระอุมาเทวีของกลางมิใช่ทรัพย์อันเป็นที่สักการะบูชาของประชาชน การลักทรัพย์ของจำเลยทั้งสองจึงมิได้กระทำต่อทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 ทวิ วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 335 ทวิ วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 335 ทวิ, 336 ทวิ, 357 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหารับของโจร ปฏิเสธข้อหาลักทรัพย์

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 9 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2035/2551, 2356/2551, 2509/2551, 2532/2551, 2537/2551, 2623/2551 และ 2947/2551 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2532/2551 ของศาลชั้นต้น ยกคำขอที่ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอื่นที่เหลือ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (9) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันลักองค์พระศิวะ 1 องค์ ราคา 10,000 บาท องค์เจ้าแม่กวนอิม 1 องค์ ราคา 20,000 บาท องค์แม่พระอุมาเทวี 1 องค์ ราคา 15,000 บาท และดาบฝังมุก 1 เล่ม ราคา 15,000 บาท รวมราคา 60,000 บาท ไปจากศาลเจ้าแม่น่ำไฮกวงซีอิมผ่อสัก ตำบลหนองชาก อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนางสาวสุนีย์ ผู้เสียหาย คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ทวิ วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเพียงนางประนอม ซึ่งเป็นผู้ดูแลศาลเจ้าแม่น่ำไฮกวงซีอิมผ่อสัก มาเบิกความต่อศาลว่า ศาลเจ้าแม่น่ำไฮกวงซีอิมผ่อสัก มีเทวรูปและพระที่ใช้กราบไหว้อยู่เป็นจำนวนมากเช่น พระกาฬ พระเจ้าตากสิน รวมทั้งองค์พระศิวะ องค์เจ้าแม่กวนอิม องค์แม่พระอุมาเทวี ซึ่งเป็นของกลางในคดีนี้ แต่นางประนอมก็มิได้เบิกความต่อศาลว่า ได้จัดวางองค์เจ้าแม่กวนอิม องค์พระศิวะ และองค์แม่พระอุมาเทวี ไว้ในสถานที่อย่างไรเพื่อให้ประชาชนสักการะบูชา แต่เมื่อพิจารณาภาพถ่าย ภาพที่ 2 จะเห็นว่า ภาพดังกล่าวมีผู้หญิงชี้ไปที่บริเวณโต๊ะสีขาวและมีข้อความอธิบายภาพว่า เป็นจุดที่ผู้กล่าวหานำรูปปั้นตามบัญชีของกลางมาไว้ในศาลเจ้าแม่น่ำไฮกวงซีอิมผ่อสัก ภายหลังถูกผู้ต้องหาลักเอาไป จากภาพถ่ายดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่า แม้องค์เจ้าแม่กวนอิม องค์พระศิวะ และองค์แม่พระอุมาเทวี ซึ่งนับว่าเป็นวัตถุในทางศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ แต่ผู้เสียหายก็มิได้จัดวางองค์เจ้าแม่กวนอิม องค์พระศิวะ และองค์แม่พระอุมาเทวี ไว้ในสถานที่เหมาะสมโดยมีเครื่องสักการะบูชาเพื่อให้ประชาชนเคารพสักการะ และยังเป็นการจัดวางไว้ต่ำกว่าโต๊ะเครื่องสักการะบูชาที่มีพระพุทธรูปเป็นประธานเสียอีก เพียงแต่วางของกลางดังกล่าวไว้บนโต๊ะเท่านั้นจึงฟังได้เพียงว่าวัตถุของกลางเป็นเพียงรูปสำหรับเคารพเท่านั้นยังถือไม่ได้ว่าองค์พระศิวะองค์เจ้าแม่กวนอิม องค์แม่พระอุมาเทวีดังกล่าวเป็นวัตถุในทางศาสนาที่สักการะบูชาของประชาชนตามความหมายในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ทวิ วรรคแรก เมื่อองค์เจ้าแม่กวนอิม องค์พระศิวะ และองค์แม่พระอุมาเทวีของกลาง มิใช่ทรัพย์อันเป็นที่สักการะบูชาของประชาชน การลักทรัพย์ของจำเลยทั้งสองจึงมิได้กระทำต่อทรัพย์ตาม มาตรา 335 ทวิ วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 335 ทวิ วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 วรรคสอง ม. 335 ทวิ วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายพิชัยหรือไฮ้ เงินโต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวอัจฉราพร สมบูรณ์พงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุนทร ทรงฤกษ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15230/2555
#532992
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างปี 2536 ถึงปลายปี 2542 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้เสียหายในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ดังกล่าวร่วมกันปลอมใบรับเงินกู้ยืมและปลอมใบถอนเงินฝากของผู้เสียหายและยักยอกเงินของผู้เสียหาย ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 54/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้เสียหายและในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนอาศัยโอกาสในการที่ตนเป็นพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นผู้ช่วยผู้จัดการและพนักงานบัญชีปลอมใบรับเงินกู้ของผู้เสียหาย ยักยอกปุ๋ยของผู้เสียหาย ยักยอกข้าวเปลือกของผู้เสียหาย ยักยอกน้ำมันดีเซลของผู้เสียหาย และยักยอกเงินของผู้เสียหาย แม้วันเวลาเกิดเหตุของคดีทั้งสองจะคาบเกี่ยวกัน มูลคดีอย่างเดียวกัน และผู้เสียหายทั้งสองคดีเป็นคนเดียวกันก็ตาม แต่เอกสารสิทธิและทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ร่วมกันปลอมและยักยอกเป็นเอกสารสิทธิคนละฉบับกัน ทรัพย์คนละประเภทกัน และเงินคนละจำนวนกัน ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวโดยมีเจตนาแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นการกระทำต่างกรรม ต่างวาระกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงมิใช่เป็นฟ้องเรื่องเดียวกันกับฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 54/2548 ของศาลชั้นต้น อันต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

คดีดังกล่าวและคดีนี้เป็นเรื่องปลอมเอกสารสิทธิ และยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้เสียหายรายเดียวกัน เพียงแต่กระทำความผิดต่างวันเวลากัน เอกสารสิทธิที่ปลอมคนละฉบับ ทรัพย์ที่ยักยอกเป็นคนละประเภท และเงินที่ยักยอกคนละจำนวนเท่านั้น ซึ่งโจทก์อาจฟ้องจำเลยที่ 1 สำหรับการกระทำความผิดคดีนี้ และคดีที่ขอให้นับโทษต่อเป็นคดีเดียวกันได้ และอาจพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ คดีทั้งสองคดีจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (2) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้และเนื่องจากเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 352, 353, 354 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 534,069.50 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยทั้งสองคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1040/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา สหกรณ์การเกษตรเซกา จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและยักยอกทรัพย์เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 1 กระทำความผิดรวม 21 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 21 ปี จำเลยที่ 2 กระทำความผิดรวม 8 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำเลยที่ 2 กระทำความผิดรวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 1 กระทำความผิดรวม 18 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 40 ปี แต่ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 188,753 บาท และจำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 12,759 บาท แก่โจทก์ร่วม นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 54/2548 ของศาลชั้นต้น ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 54/2548 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างปี 2536 ถึงปลายปี 2542 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้เสียหายในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจ อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ดังกล่าว ร่วมกันปลอมใบรับเงินกู้ยืมและปลอมใบถอนเงินฝากของผู้เสียหาย และยักยอกเงินของผู้เสียหาย ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 54/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้เสียหายและในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจ อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน อาศัยโอกาสในการที่ตนเป็นพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นผู้ช่วยผู้จัดการและพนักงานบัญชีปลอมใบรับเงินกู้ของผู้เสียหาย ยักยอกปุ๋ยของผู้เสียหาย ยักยอกข้าวเปลือกของผู้เสียหาย ยักยอกน้ำมันดีเซลของผู้เสียหาย และยักยอกเงินของผู้เสียหาย แม้วันเวลาเกิดเหตุของคดีทั้งสองจะคาบเกี่ยวกัน มูลคดีอย่างเดียวกัน และผู้เสียหายทั้งสองคดีเป็นคนเดียวกันก็ตาม แต่เอกสารสิทธิและทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ร่วมกันปลอมและยักยอกเป็นเอกสารสิทธิคนละฉบับกัน ทรัพย์คนละประเภทกัน และเงินคนละจำนวนกัน ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวโดยมีเจตนาแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงมิใช่เป็นฟ้องเรื่องเดียวกันกับฟ้องในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 54/2548 ของศาลชั้นต้น อันต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 54/2548 ของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีดังกล่าวและคดีนี้เป็นเรื่องปลอมเอกสารสิทธิและยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายรายเดียวกัน เพียงแต่กระทำความผิดต่างวันเวลากัน เอกสารสิทธิที่ปลอมคนละฉบับ ทรัพย์ที่ยักยอกเป็นคนละประเภท และเงินที่ยักยอกคนละจำนวนเท่านั้น ซึ่งโจทก์อาจฟ้องจำเลยที่ 1 สำหรับการกระทำความผิดคดีนี้และคดีที่ขอให้นับโทษต่อเป็นคดีเดียวกันได้และอาจพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ คดีทั้งสองคดีจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อของจำเลยที่ 1 จึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 54/2548 ของศาลชั้นต้นเกินกว่า 20 ปี นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเนื่องจากเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 54/2548 ของศาลชั้นต้น โดยโทษจำคุกที่จำเลยทั้งสองได้รับทั้งสองคดีต้องไม่เกิน 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.อ. ม. 91 (2) ม. 265 ม. 353
ป.วิ.พ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬ
โจทก์ร่วม — สหกรณ์การเกษตรเซกา จำกัด
จำเลย — นางวชิราภรณ์ วิทักษบุตรหรือจันทร์โคตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นางสาวรังสิมา ลัธธนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15214/2555
#532989
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพยานหลักฐานโจทก์นำสืบฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ใช้ให้เด็กชาย น. กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 84 จึงลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ได้ เมื่อฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการสนับสนุนให้เด็กชาย น. กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 แม้โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ได้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีกคนหนึ่ง ร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก แต่เมื่อได้ความว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เท่านั้น ไม่ได้เป็นตัวการ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 83 กับให้คืนทรัพย์ที่ลักไปหรือใช้ราคา 130,100 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 จำคุก 8 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 130,100 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการที่เด็กชาย น. ลักพระเครื่องของผู้เสียหายไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีนายประดิษฐ์ ผู้เสียหาย เด็กชาย น. นายสุมิท และนางทองมี เป็นพยาน โดยต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันเป็นลำดับว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2548 เด็กชาย น. ไปโรงพยาบาลบางปลาม้าพร้อมกับนางลำดวน ซึ่งเป็นป้า โดยจำเลยเป็นคนขับรถพาไป ระหว่างที่นางลำดวนเข้าไปในโรงพยาบาล จำเลยบอกเด็กชาย น. ว่า ถ้าอยากได้โทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เอาพระเครื่องจากบ้านผู้เสียหายมาให้ 3 องค์ วันรุ่งขึ้นเด็กชาย น. จึงปีนขอบหน้าต่างบ้านผู้เสียหายขึ้นไปเอาพระเครื่องซึ่งอยู่บนหิ้งพระไป 3 องค์ โดยเป็นพระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อผงสีขาวหม่น พระซุ้มกอหลวงพ่อโหน่ง เนื้อดินเผาสีน้ำตาล และพระสมเด็จทำใหม่ เนื้อดินเผา มีราคารวมประมาณ 130,100 บาท ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนและภาพวาดลักษณะพระเครื่อง กับภาพถ่ายรูปแบบและลักษณะพระเครื่องที่หายไป จากนั้นเด็กชาย น.ได้นำพระเครื่องดังกล่าวไปให้จำเลยที่บ้าน โดยจำเลยได้ให้เงินแก่เด็กชาย น. จำนวน 20 บาท แล้วเด็กชาย น. นำเงินที่ได้ไปเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ที่ร้านของนางทองมี เมื่อนางทองมีสอบถามว่านำเงิน 20 บาท มาจากไหนเด็กชายนพดลบอกว่าได้มาจากการนำพระเครื่องไปให้จำเลยและจำเลยให้เงินมา หลังจากผู้เสียหายทราบเรื่องดังกล่าวแล้วได้เรียกเด็กชาย น.มาสอบถาม เด็กชาย น. รับว่าเป็นความจริง ผู้เสียหายจึงไปแจ้งเรื่องต่อนายสุมิทซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 นายสุมิทได้เรียกประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านโดยมีจำเลยและเด็กชาย น. ร่วมอยู่ด้วย ผู้เสียหายเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย 100,000 บาท แต่จำเลยไม่ตกลงด้วย เชื่อว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่ตนประสบมา แม้คำเบิกความของเด็กชาย น. จะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดก็ตาม แต่มิได้เบิกความเพื่อให้ตนเองพ้นความรับผิด กับไม่มีเหตุผลอันใดที่ผู้เสียหายจะเสี้ยมสอนให้เด็กชาย น. ซึ่งเป็นหลานของตนไปให้การอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพื่อกล่าวหาจำเลยให้ต้องรับโทษ ทั้งตามบันทึก ก็ได้ทำขึ้นต่อหน้าพยานหลายคนซึ่งเป็นคณะกรรมการ ซึ่งจำเลยก็ไม่ได้นำพยานมาสืบหักล้างหรือโต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า วันเกิดเหตุจำเลยไม่อยู่บ้าน โดยจำเลยไปร่วมพิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ไม่ได้พบเด็กชาย น. นั้น ก็เป็นข้อกล่าวอ้างลอยๆ ทั้งนายอนันต์และนายสินชัย พยานจำเลยก็เบิกความว่า วันเกิดเหตุบุคคลทั้งสองเพียงแต่พบจำเลยอยู่ร่วมในงานพิธีรดน้ำดำหัวเท่านั้น ไม่ได้อยู่กับจำเลยโดยตลอด จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ให้เด็กชาย น. กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 จึงลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ได้ แต่การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนให้เด็กชาย น.กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แม้โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดเป็นผู้สนับสนุนให้เด็กชาย น.ลักทรัพย์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) มานั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายในเคหสถาน สถานที่ราชการ หรือสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือซ่อนตัวอยู่ในสถานที่นั้น ๆ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวได้ และแม้ในคำฟ้องโจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกอีกคนหนึ่งร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายครบตามองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เท่านั้น หาได้เป็นตัวการไม่ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามบทมาตราดังกล่าวเช่นกัน จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 86 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ป.อ. ม. 84 ม. 86 ม. 334 ม. 335 (7) ม. 335 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายชานนท์หรือรัฐธนนท์ แซ่ตัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายสุกิจ เกศณรายณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15154/2555
#532958
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทซึ่งสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นเพียงประกัน (อาวัล) ผู้สั่งจ่าย ต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับผู้ที่ตนประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 921 และ 940 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง จึงเป็นลูกหนี้ร่วม ดังนั้น หนี้ตามที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 จะไม่อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,111,369.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 กันยายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 111,369.86 บาท กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำนวนหลายแปลงที่อำเภอบางกรวย (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ในราคา 45,500,000 บาท กับนายประชุมและนางช่อทิพย์ บิดามารดาของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากบิดามารดาให้เป็นตัวแทนฝ่ายผู้จะขายตกลงโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 180 วัน โดยในสัญญาระบุว่าเงินค่าที่ดินจำนวนหนึ่ง คือ 6,000,000 บาท จะนำไปชำระหนี้ให้นายกอปรลาภ ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2546 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมว่า ฝ่ายผู้ขายรับรองว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถขายที่ดินได้ในราคา 50,000,000 บาท ภายใน 180 วัน จำเลยที่ 2 ยินยอมคืนเงิน 6,000,000 บาท โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 8399 เป็นประกัน หากขายที่ดินได้ในราคา 50,000,000 บาท ภายในกำหนด 180 วัน จำเลยที่ 1 จะคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 8399 โดยนายกอปรลาภลงลายมือชื่อเป็นพยาน จำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็ค 3 ฉบับ ซึ่งมีเช็คพิพาทรวมอยู่ด้วย โดยเช็คทั้งสามฉบับสั่งจ่ายให้ผู้ถือ ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2546 จำนวนเงินฉบับละ 2,000,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 2 เพื่อนำไปชำระหนี้นายกอปรลาภตามที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้างต้น จำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คแล้วมอบเช็คทั้งสามฉบับดังกล่าวให้แก่นายกอปรลาภ โดยนายกอปรลาภทราบว่าเงิน 6,000,000 บาท ที่สั่งจ่ายเช็คจะต้องคืนจำเลยที่ 1 หากขายที่ดินไม่ได้ 50,000,000 บาท จากนั้นนายกอปรลาภได้โอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ ส่วนเช็คอีก 2 ฉบับ โอนให้แก่นายฉวิวัชร์และนางชนัฐ ต่อมาฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่สามารถโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากที่ดินติดภาระจำนองไว้แก่ธนาคารและธนาคารฟ้องบังคับจำนอง ศาลพิพากษาให้ยึดที่ดินออกขายทอดตลาดตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1773/2543 และที่ 472/2545 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงธนาคารให้ระงับการจ่ายเงินตามเช็ค 3 ฉบับ ซึ่งรวมเช็คพิพาทด้วย โจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน นายฉวิวัชร์และนางชนัฐได้นำเช็คที่ได้รับจากนายกอปรลาภไปเรียกเก็บเงินเช่นกัน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน นายฉวิวัชร์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระเงินตามเช็ค ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.236/2547 ของศาลชั้นต้น นางชนัฐได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลุมพินีให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2546 ต่อมาได้ขอถอนคำร้องทุกข์ หลังจากนั้นนางชนัฐได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 กล่าวอ้างว่าเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายแทนเช็คฉบับเดิมที่นางชนัฐถอนคำร้องทุกข์ไปนั้นเรียกเก็บเงินไม่ได้ ตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5654/2547 ของศาลแขวงพระโขนง

อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทซึ่งสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นเพียงประกัน (อาวัล) ผู้สั่งจ่าย ต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับผู้ที่ตนประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921 และ 940 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง จึงเป็นลูกหนี้ร่วม ดังนั้นหนี้ตามที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 จะไม่อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมาศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 921 ม. 940 ม. 989 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิมจง สุธรรมาสา
จำเลย — นายสุนทร ว่องกุศลกิจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสริวิมล ก้องลัดดา
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
สมชาย พันธุมะโอภาส
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15140/2555
#538023
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์ไป 1 ปาก จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ กรณีจึงเป็นไปตามข้อ 7 แห่งระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 พ.ศ.2548 ที่ระบุว่า "ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ หรือคดีเสร็จไปโดยศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษา เช่น คดีที่โจทก์ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย หรือจำเลยถึงแก่ความตาย เป็นต้น หรือในกรณีที่มีการสืบพยานไว้ก่อนฟ้องคดีต่อศาล หรือไต่สวนชันสูตรพลิกศพ หรือในคดีที่ทนายความปฏิบัติหน้าที่ได้เพียงบางส่วน โดยไม่ได้เป็นความผิดของทนายความผู้นั้น และศาลเห็นว่ามีเหตุผลพิเศษที่ทนายความผู้นั้นควรได้รับเงินรางวัล ให้ศาลมีอำนาจสั่งจ่ายเงินรางวัลให้แก่ทนายความได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องไม่เกิน 10,000 บาท" การสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้จึงต้องเป็นไปตามอัตราที่ระบุไว้ในข้อดังกล่าว โดยไม่จำต้องอ้างอิงตารางอัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 ท้ายระเบียบ ที่ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความให้แก่ผู้ร้อง 2,000 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อำนาจในการกำหนดเงินรางวัลให้ทนายความ เป็นอำนาจเฉพาะของศาลชั้นต้นตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสาม ประกอบระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 พ.ศ.2548 ข้อ 5 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฎีกาให้ศาลฎีกากำหนดเงินรางวัลทนายความใหม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 93, 335, 336 ทวิ จำเลยแถลงขอต่อสู้คดีกับแถลงว่าไม่มีและต้องการทนายความ ศาลชั้นต้นจึงตั้งผู้ร้องเป็นทนายความให้จำเลย ระหว่างพิจารณาผู้ร้องยื่นคำให้การจำเลย ไปศาลในวันนัดพร้อม ยื่นบัญชีพยานจำเลย ยื่นคำร้องขอเบิกตัวพยาน และซักค้านพยานโจทก์ 1 ปาก หลังจากสืบพยานโจทก์ดังกล่าวแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับเงินรางวัลทนายความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จ่ายเงินรางวัลทนายความ 2,000 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำตามตารางอัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ท้ายระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จ่ายเงินรางวัลทนายความในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ ตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ข้อ 7 ประกอบข้อ 4 ศาลจึงมีอำนาจที่จะสั่งให้จ่ายเงินรางวัลให้แก่ทนายความจำเลยตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกิน 10,000 บาท โดยมิต้องคำนึงถึงอัตราเงินรางวัลขั้นต่ำที่กำหนดไว้ตามตารางท้ายระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมฯ ซึ่งมีการกำหนดอัตราขั้นต่ำและขั้นสูงไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความให้ผู้ร้องชอบหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า กรณีไม่มีระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมฯ ข้อใดให้อำนาจศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งจ่ายเงินรางวัลต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำในตารางท้ายระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมฯ ได้นั้น เห็นว่า ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 พ.ศ.2548 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ข้อ 4 ระบุว่า "อัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อ 7 และตารางท้ายระเบียบนี้" ดังนี้ อัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 จึงมี 2 อัตรา กล่าวคือ อัตราที่กำหนดไว้ในข้อ 7 และอัตราที่กำหนดไว้ตามตารางอัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ท้ายระเบียบ การที่ศาลชั้นต้นจะสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความอัตราใดย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบดังกล่าว คดีนี้เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์ไป 1 ปาก จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ กรณีจึงเป็นไปตามข้อ 7 แห่งระเบียบดังกล่าวที่ระบุว่า "ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ หรือคดีเสร็จไปโดยศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษา เช่น คดีที่โจทก์ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย หรือจำเลยถึงแก่ความตาย เป็นต้น หรือในกรณีที่มีการสืบพยานไว้ก่อนฟ้องคดีต่อศาล หรือไต่สวนชันสูตรพลิกศพ หรือในคดีที่ทนายความปฏิบัติหน้าที่ได้เพียงบางส่วน โดยไม่ได้เป็นความผิดของทนายความผู้นั้น และศาลเห็นว่ามีเหตุผลพิเศษที่ทนายความผู้นั้นควรได้รับเงินรางวัล ให้ศาลมีอำนาจสั่งจ่ายเงินรางวัลให้แก่ทนายความได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องไม่เกิน 10,000 บาท" การสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้จำเลยคดีนี้จึงต้องเป็นไปตามอัตราที่ระบุไว้ในข้อดังกล่าว โดยไม่จำต้องอ้างอิงตารางอัตราเงินรางวัลทนายความที่ศาลตั้งให้แก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 ท้ายระเบียบ ที่ศาลชั้นต้นสั่งจ่าย เงินรางวัลทนายความให้แก่ผู้ร้อง 2,000 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาทำนองโต้แย้งดุลพินิจในการสั่งจ่ายเงินรางวัลทนายความของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า อำนาจในการกำหนดเงินรางวัลให้ทนายความ เป็นอำนาจเฉพาะของศาลชั้นต้นตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสาม ประกอบระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 พ.ศ. 2548 ข้อ 5 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฎีกาให้ศาลฎีกากำหนดเงินรางวัลทนายความใหม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 วรรคสาม
ป.อ. ม. 335 ม. 336 ทวิ (ชั้นอัตราเงินรางวัลทนายความ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
ผู้ร้อง — นายมานพ ทับทิมเมือง
จำเลย — นายกมล ห้วยหงษ์ทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางชัญญา รักข์กฤตยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมชัย เกษชุมพล
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15123/2555
#528566
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า มีข้อความระบุว่า ล. และ ก. ตกลงยกบ้านเลขที่ 2/12 ซึ่งเป็นทาวน์เฮาส์ชั้นเดียว 2 ห้องนอน ให้แก่บุตรทั้งสองคนคือ โจทก์และ ก. ซึ่งขณะนั้นยังเป็นผู้เยาว์ บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าดังกล่าว นอกจากมี ล. และ ก. เป็นคู่สัญญาซึ่งกันและกันแล้ว ยังมีบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้รับประโยชน์แห่งสัญญาระหว่าง ล. และ ก. คือ แทนที่ ล. และ ก. จะแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาด้วยกันเอง กลับยอมให้บ้านเลขที่ 2/12 ตกเป็นของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง หลังจาก ล. และ ก. จดทะเบียนหย่ากัน สัญญาจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 และเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 มิใช่สัญญาให้ จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 525 แม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ย่อมผูกพัน ล. ให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลง ล. ไม่มีสิทธิจะนำทรัพย์สินไปให้แก่ผู้อื่นโดยปราศจากความยินยอมของ ก.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่2/12 หมู่ที่ 2 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ตามที่ดินโฉนดเลขที่ 34659 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 2/12 หมู่ที่ 2 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ตามที่โฉนดเลขที่ 34659 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมา 3,625 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์กับนางสาวเกื้อกูล เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายลีและนางกัลยา ซึ่งจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมานายลีกับนางกัลยาจดทะเบียนหย่า และทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ข้อ 1 และข้อ 2 มีข้อความว่า คู่หย่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยากันมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชายไกรวุฒิ (โจทก์) อายุ 14 ปี เด็กหญิงเกื้อกูล อายุ 4 ปี โดยตกลงให้บุตรอยู่ในความดูแลของทั้งสองฝ่าย และข้อ 3 มีข้อความเรื่องทรัพย์สินว่า บ้านเลขที่ 2/12 ซอยเกาะทวาย ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เป็นบ้านทาวน์เฮาส์ชั้นเดียว 2 ห้องนอน ขอยกให้แก่บุตรทั้งสองคน โดยห้ามบุคคลอื่นเข้ามาอยู่หรือมาทำการใด ๆ ในบ้านหลังนี้ นอกจากได้รับความเห็นชอบจากนางกัลยาเท่านั้น หลังจากจดทะเบียนหย่านางกัลยาพาโจทก์และนางสาวเกื้อกูลออกจากบ้านเลขที่ 2/12 ส่วนนายลีอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว ต่อมานายลีจดทะเบียนสมรสกับจำเลยและมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชายเอกสิทธิ์หรืออารักษ์ และเด็กชายทวีโชค โดยอยู่ที่บ้านเลขที่ 2/12 ดังกล่าว นายลีทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 34659 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เนื้อที่ดิน 27 ตารางวา พร้อมบ้านชั้นเดียวเลขที่ 2/12 หมู่ที่ 2 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง และรถยนต์ 2 คัน ให้แก่จำเลยแต่เพียงผู้เดียวตามพินัยกรรม นายลีถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดระยองมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายลี โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์และนางสาวเกื้อกูล โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกจากบ้านเลขที่ 2/12 และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งจำเลยไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่า บ้านพิพาทคือบ้านเลขที่ 2/12 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กับนางสาวเกื้อกูล

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาทหรือไม่ ในบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า มีข้อความระบุว่า นายลีและนางกัลยาตกลงยกบ้าน เลขที่ 2/12 ซึ่งเป็นทาวน์เฮาส์ชั้นเดียว 2 ห้องนอน ให้แก่บุตรทั้งสองคนคือโจทก์และนางสาวเกื้อกูล ซึ่งขณะนั้นยังเป็นผู้เยาว์ บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าว นอกจากมีนายลีและนางกัลยาเป็นคู่สัญญาซึ่งกันและกันแล้ว ยังมีบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้รับประโยชน์แห่งสัญญาระหว่างนายลีและนางกัลยา คือ แทนที่นายลีและนางกัลยาจะแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาด้วยกันเอง กลับยอมให้บ้านเลขที่ 2/12 ตกเป็นของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองหลังจากนายลีและนางกัลยาจดทะเบียนหย่ากัน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 และเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 มิใช่สัญญาให้ จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 แม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ย่อมผูกพันนายลีให้ต้องปฏิบัติตามข้อตกลง นายลีไม่มีสิทธิจะนำทรัพย์สินดังกล่าวไปให้แก่ผู้อื่นโดยปราศจากความยินยอมของนางกัลยา แม้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ข้อ 3 ไม่ได้กล่าวถึงที่ดินโฉนดที่ เลขที่ 34659 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง คงระบุถึงบ้านเลขที่ 2/12 ซึ่งสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าวว่าขอยกให้แก่บุตรทั้งสองคน โดยห้ามบุคคลอื่นเข้ามาอยู่หรือมากระทำการใด ๆ ในบ้านหลังนี้นอกจากได้รับความเห็นชอบจากนางกัลยาเท่านั้น จากข้อตกลงดังกล่าว เมื่อได้ความว่าบ้านเลขที่ 2/12 เป็นทาวน์เฮาส์ชั้นเดียว 2 ห้องนอน สร้างเต็มเนื้อที่ของที่ดินโฉนดเลขที่ 34659 เนื้อที่ 27 ตารางวา ตามใบแทนโฉนดและภาพถ่ายบ้านดังกล่าวท้ายอุทธรณ์ เมื่อพิจารณาประกอบข้อความที่ว่า ห้ามบุคคลอื่นเข้ามาอยู่หรือมากระทำการใด ๆ ในบ้านหลังนี้นอกจากได้รับความเห็นชอบจากนางกัลยาเท่านั้น แสดงว่าทั้งนายลีและนางกัลยามีความประสงค์ให้ทาวน์เฮาส์เลขที่ 2/12 ดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินอย่างถาวรในลักษณะเป็นอสังหาริมทรัพย์ เพราะหากไม่ให้ที่ดินพิพาทที่ทาวน์เฮาส์ตั้งอยู่ตกแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองแล้วก็ต้องรื้อทำให้ทาวน์เฮาส์ไร้ค่าไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ดังนั้น แม้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า ข้อ 3 จะไม่กล่าวถึงที่ดินที่ตั้งทาวน์เฮาส์ เลขที่ 2/12 ไว้ ก็ต้องถือว่านายลีและนางกัลยามีเจตนายกที่ดินที่ตั้งของทาวน์เฮาส์ให้แก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคือโจทก์และนางสาวเกื้อกูล เมื่อโจทก์มีนางกัลยา เบิกความเป็นพยานว่า พยานได้พาบุตรทั้งสองออกมาเช่าบ้านอยู่ ส่วนนายลียังคงอยู่บ้าน พยานเคยแจ้งให้นายลีออกจากบ้านพิพาท ซึ่งนายลีแจ้งว่ากำลังจะซื้อบ้าน พยานเห็นว่าเคยเป็นสามีจึงยินยอมให้อยู่ จำเลยไม่นำสืบโต้แย้งในเรื่องนี้ จึงฟังได้ว่า นางกัลยาซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และนางสาวเกื้อกูล เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองทั้งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง จึงถือได้ว่า โจทก์และนางสาวเกื้อกูลได้แสดงเจตนาแก่นายลีในฐานะลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคสอง สิทธิของโจทก์และนางสาวเกื้อกูลซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้เกิดมีขึ้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว คู่สัญญาตามบันทึกข้อตกลงท้ายการหย่าหาอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นในภายหลังได้ไม่ ตามมาตรา 375 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว ข้อกำหนดตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนายลี ในส่วนระบุยกที่ดินโฉนดเลขที่ 34659 และบ้านเลขที่ 2/12 จึงเป็นอันไร้ผล เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินของนายลีอีกต่อไป เมื่อนายลีถึงแก่ความตายที่ดินและบ้านพิพาทจึงไม่ตกเป็นของจำเลยตามพินัยกรรม แต่ที่ดินและบ้านพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และนางสาวเกื้อกูลตามบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่า เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยและบริวารให้ออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 525 ม. 1532
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไกรวุฒิ จิตร์พล
จำเลย — นางนิไล จิตร์พล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายทวีศักดิ์ ทัศนชัยสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
พิศล พิรุณ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15087/2555
#538058
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนให้ อ. นำไปจำหน่ายเป็นการส่งมอบระหว่างผู้กระทำผิดด้วยกันไม่ถือเป็นการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ อ. แต่การที่จำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ อ. เพื่อนำไปจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นไม่ใช่การมอบให้ในลักษณะเด็ดขาดแต่เป็นการมอบให้ในลักษณะที่จำเลยกับ อ. ยังคงร่วมกันครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอยู่ แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวมา แต่เมื่อพิจารณาได้ความเช่นนั้น จึงต้องถือว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องในรายละเอียด ทั้งจำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่จึงไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นพิจารณาเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 นับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 563/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 6 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ได้ความจากนางสาวอุไรรัตน์เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2547 พร้อมเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด เมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวรับมาจากจำเลยซึ่งเป็นคนรักก่อนหน้านี้จำเลยเคยมอบเมทแอมเฟตามีนให้นำไปขายมาแล้วหลายครั้ง พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดกับนางสาวอุไรรัตน์ในคดีที่นางสาวอุไรรัตน์ถูกจับ โดยแบ่งหน้าที่กันทำ ดังนั้น การที่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้นางสาวอุไรรัตน์นำไปจำหน่าย ถือว่าเป็นการส่งมอบระหว่างผู้กระทำผิดด้วยกันซึ่งไม่อยู่ในความหมายของการจำหน่ายยาเสพติดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 เนื่องจากตามบทบัญญัติดังกล่าวคำว่า "จำหน่าย" หมายถึง การจำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ดังนี้ จึงไม่มีทางที่จะลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนได้ อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาจะรับฟังลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่ได้ก็ตาม แต่มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกับนางสาวอุไรรัตน์มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตได้หรือไม่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นพิจารณาเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อได้ความจากคำเบิกความของนางสาวอุไรรัตน์หรืออิศราหรืออ๋า ว่าคืนวันที่ 25 ตุลาคม 2547 พยานอยู่กับจำเลยที่โรงแรมในอำเภอมวกเหล็ก ต่อมาเช้าวันที่ 26 ตุลาคม 2547 จำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด ให้พยานนำไปขายจนถูกจับกุม แม้คำเบิกความดังกล่าวของนางสาวอุไรรัตน์มีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้กระทำผิดด้วยกันก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่คำซัดทอดที่มีลักษณะเพื่อให้ตนพ้นผิด ทั้งคำเบิกความของพยานดังกล่าวยังมีข้อเท็จจริงตรงกับที่พยานให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ. 5 จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า วันที่ 24 ถึง 25 ตุลาคม 2547 จำเลยอยู่บ้านตลอดโดยมีนางรุ่งรวี มารดาจำเลยมาเบิกความสนับสนุนเพียงปากเดียวนั้น เห็นว่า นางรุ่งรวีเป็นมารดาของจำเลยมิใช่พยานคนกลาง ทั้งข้อต่อสู้ดังกล่าวยังขัดกับที่จำเลยให้การไว้ในชั้นสอบสวน จึงมีน้ำหนักให้รับฟังน้อยไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้กับนางสาวอุไรรัตน์เพื่อนำไปจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งลักษณะของการมอบให้นั้นไม่ใช่การมอบให้ในลักษณะเด็ดขาด แต่เป็นการมอบเพื่อให้นำไปจำหน่ายในลักษณะที่จำเลยยังคงร่วมกับนางสาวอุไรรัตน์ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอยู่ แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับนางสาวอุไรรัตน์ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความเช่นนั้นจึงต้องถือว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับฐานความผิดอันเป็นข้อแตกต่างกันในรายละเอียดซึ่งมิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ ดังนั้นการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางสาวอุไรรัตน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจึงไม่เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมารับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานอื่นได้หรือไม่นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายคมกริช สุวรรณสลุง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสุรางค์ เจียรณ์มงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
พิสิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15078/2555
#532977
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออกขณะปฏิบัติงานอยู่ที่กรุงเทพมหานครจึงไม่สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดให้ไปเข้ารับการบริการทางการแพทย์ได้ และอาการป่วยดังกล่าวถือได้ว่ามีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานและไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดให้สำหรับโจทก์และเป็นกรณีที่จำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์อย่างฉุกเฉิน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็น ภายในระยะเวลาไม่เกินเจ็ดสิบสองชั่วโมงตามที่ระบุไว้ในประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินจำนวน 140,905 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 203/2547 และให้โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 จำนวน 140,905 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 7 กรกฎาคม 2547) จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า การที่โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2 เนื่องจากมีอาการแน่นหน้าอกเป็นกรณีจำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์อย่างฉุกเฉินหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า กรณีของโจทก์แม้จะปรากฎตามใบรับรองแพทย์ว่าโจทก์พักรักษาเป็นกรณีฉุกเฉิน แต่สัญญาณชีพของโจทก์และคลื่นไฟฟ้าอยู่ในเกณฑ์ปกติ และแพทย์ได้นัดหมายล่วงหน้า จึงไม่ได้มีอาการรุนแรงที่จะเป็นกรณีฉุกเฉินแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทมีสมบูรณ์ จำกัด และเป็นผู้ประกันตนโดยสถานพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดหรือโรงพยาบาลตามสิทธิที่โจทก์มีสิทธิไปรับบริการทางการแพทย์ คือโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ โจทก์ได้รับคำสั่งจากนายจ้างให้ไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2546 โจทก์มีอาการแน่นหน้าอกอย่างรุนแรงได้นัดหมายกับแพทย์โรงพยาบาลพญาไท 2 ทางโทรศัพท์ แพทย์นัดให้โจทก์เข้าไปตรวจรักษา โดยฉีดสีเข้าเส้นเลือด ปรากฏว่าเส้นเลือดที่จ่ายไปเลี้ยงหัวใจตัน จำเป็นต้องรักษาโดยวิธีขยายหลอดเลือดและได้รับโจทก์เข้ารักษาในวันดังกล่าว โจทก์รักษาตัวที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2546 เสียค่ารักษาพยาบาลทั้งสิ้น 140,905 บาท ต่อมาโจทก์ไปยื่นขอรับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์จากจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีคำสั่งว่าโจทก์สามารถไปรับบริการทางการแพทย์ยังสถานพยาบาลที่กำหนดให้ได้ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าบริการทางการแพทย์ และคณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาว่า กรณีของโจทก์ไม่ใช่เหตุฉุกเฉินและปรากฏข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 203/2547 ซึ่งยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางว่า วันที่ 30 สิงหาคม 2546 เวลา 9.30 นาฬิกา โจทก์มาเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลพญาไท 2 สำเนาเวชระเบียนระบุอาการแรกรับ BW 79.4 HT 167 BP 140/60 ขอผล Lab จากอุตรดิตถ์คลีนิค (15 สิงหาคม 2546) เวชระเบียนของโรงพยาบาลพญาไท 2 ระบุว่าตอนเจ็บหายใจไม่สุดขณะนั่ง ก่อนอาหารไม่แน่นหน้าอก หาวบ่อย ไม่เรอ ไม่นัด ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2546 ขณะโจทก์ไปดูงานก่อสร้างอยู่ที่บริเวณสะพานควายเกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หน้ามืดกะทันหัน จนเพื่อนร่วมงานต้องช่วยกันนำส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2 ในเวลา 9.50 น. สำเนาเวชระเบียนระบุว่ามาด้วยอาการ BS = 167 BUN =25 Cr = 1.2 Chol = 198 TG = 256 SGDT= 15 SGPT= 20 Alkphos= 37 เจาะ Lab จากอุตรดิตถ์ คลีนิคแล็ป (1 กันยายน 2546) มาด้วยอาการมีแสบตาบ่อย ต้องอมยาบ่อย Admit แพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดรุนแรงเฉียบพลัน จึงเห็นควรให้พักรักษาในโรงพยาบาลเป็นกรณีฉุกเฉิน และได้ทำการตรวจสวนหัวใจขยายหลอดเลือดด้วยการทำบอลลูนใส่ขดลวด พักรักษาถึงวันที่ 4 กันยายน 2546 เป็นเวลา 2 วัน เสียค่าบริการทางการแพทย์เป็นเงิน 140,905 บาท ดังนั้นกรณีของโจทก์ซึ่งเกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออกขณะปฏิบัติงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร จึงไม่สามารถเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลตามสิทธิได้ และอาการป่วยดังกล่าวถือได้ว่ามีลักษณะรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานและไม่สามารถไปรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดให้สำหรับโจทก์และเป็นกรณีที่จำเป็นต้องได้รับบริการทางการแพทย์อย่างฉุกเฉิน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็น ภายในระยะเวลาไม่เกินเจ็ดสิบสองชั่วโมง ตามอัตราที่ระบุไว้ในประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดจำนวนเงินค่าบริการทางการแพทย์ ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งเรื่องของจำนวนค่าบริการทางการแพทย์ ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า กรณีของโจทก์ต้องเสียค่าบริการทางการแพทย์จำนวน 140,905 บาท เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเนื่องจากกรณีฉุกเฉินจึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนดังกล่าวจึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 59
ประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ (ฉบับที่ 2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลิม ด่านศรีบูรณ์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15067/2555
#532974
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูหลังหย่าซึ่งที่ถูกคือค่าเลี้ยงชีพนั้นจะต้องเป็นกรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาล และคดีต้องฟังได้ว่า เหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจึงจะกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 แต่คดีนี้โจทก์และจำเลยตกลงหย่ากันในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากัน จึงไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าว

ข้อตกลงตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานนอกจากเรื่องหย่าแล้วยังมีเรื่องทรัพย์สินรวมทั้งเงินที่จำเลยตกลงแบ่งให้แก่โจทก์ โดยในขณะที่ตกลงกันนั้นโจทก์และจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน จำเลยย่อมบอกล้างสัญญาดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 อันเป็นผลให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นความผูกพัน โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินรวมทั้งเงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีและภริยากัน ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดจำนวน 735,000 บาท แก่โจทก์ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ 1 ปี นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เป็นงวดรายเดือน เดือนละ 300,000 บาท โดยเริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 1 ของเดือนถัดจากที่คดีนี้ถึงที่สุดและงวดต่อไปชำระทุกวันที่ 1 ของทุก ๆ เดือนถัดไปจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลา 10 ปีเป็นเงินจำนวน 36,000,000 บาท

จำเลยยื่นคำให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยตกลงหย่ากันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2550

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,940,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่สามีหรือภริยาต้องรับผิดต่ออีกฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 ซึ่งบัญญัติว่า "ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา...ย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี" ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์และจำเลยได้ความว่า หลังจากโจทก์จดทะเบียนอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยแล้วโจทก์ไม่ได้ประกอบอาชีพใดนอกจากช่วยทำงานในคลินิกของจำเลย โจทก์จึงควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย ในข้อนี้จำเลยรับว่าให้เงินโจทก์เดือนละ 40,000 บาท และให้เป็นรายวันอีกวันละ 4,000 บาท เมื่อจำเลยมีความสามารถที่จะให้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ในระหว่างที่ยังไม่ได้หย่ากัน และโจทก์ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูมาตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 อันเป็นวันหลังจากโจทก์และจำเลยตกลงจะหย่ากันตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานจนถึงวันฟ้อง โดยขอคิดเพียง 1 ปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์มานั้นจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งกรณีแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อสองว่า โจทก์มีรายได้จากการเป็นหุ้นส่วนกับน้องชายโจทก์ในคลินิกแพทย์ชญานินทร์ และโจทก์เบิกความรับว่าขณะเบิกความโจทก์รับจ้างทำงานที่คลินิกดังกล่าวมีรายได้เดือนละ 8,000 บาท ประกอบกับโจทก์อายุยังน้อยสามารถประกอบการงานได้ตามปกติ ทั้งโจทก์ยังมีทรัพย์สินและรายได้พอเลี้ยงตนเองได้นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ขาดไร้อุปการะย่อมต้องดิ้นรนขวนขวายเพื่อให้มีรายได้ในการยังชีพ มิใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ตนพ้นความรับผิด ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้บังคับจำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์เดือนละ 44,000 บาท นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2549 ไปจนกว่าโจทก์และจำเลยจะจดทะเบียนหย่ากันนั้น ในข้อนี้ตามคำฟ้องของโจทก์แยกเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูก่อนหย่า โดยในส่วนนี้โจทก์ขอให้จำเลยชำระเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดให้ 1,940,000 บาท โจทก์จะขอให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อไปอีกตามฎีกาของโจทก์อันเกินไปจากคำขอตามคำฟ้องของโจทก์หาได้ไม่ ส่วนที่โจทก์ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูหลังหย่า ซึ่งที่ถูกคือค่าเลี้ยงชีพนั้นจะต้องเป็นกรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาล และคดีต้องฟังได้ว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจึงจะกำหนดค่าเลี้ยงชีพให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 แต่คดีนี้โจทก์และจำเลยตกลงหย่ากันในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันจึงไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อมาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าข้อตกลงตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน เป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งจำเลยมีสิทธิบอกล้างสัญญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 หรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงตามเอกสารดังกล่าว นอกจากเรื่องหย่าแล้วยังมีเรื่องทรัพย์สินรวมทั้งเงินที่จำเลยตกลงแบ่งให้แก่โจทก์โดยในขณะที่ตกลงกันนั้นโจทก์และจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน ข้อตกลงในเรื่องหลังนี้จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน จำเลยย่อมบอกล้างสัญญาดังกล่าวได้ตามบทกฎหมายข้างต้น อันเป็นผลให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นความผูกพัน โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินรวมทั้งเงินตามคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ได้ ดังนี้แม้โจทก์จะฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ทั้ง 2 ฉบับ โดยเห็นว่าโจทก์ไม่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่มีคำสั่งเป็นการไม่ชอบ แต่เมื่อคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์เป็นการขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินให้โจทก์ ซึ่งไม่อาจบังคับจำเลยได้ดังเหตุผลที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469 ม. 1562
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา สวัสดิวุฒิพงศ์
จำเลย — นายสิทธิชัย สวัสดิวุฒิพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตากแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายพิษณุ ขอนทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วิทยา วีระประจักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15066/2555
#537992
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์ก เขตปกครองเรนเซลาเออร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีคำพิพากษาว่าจำเลยเป็นบิดาของเด็กชาย อ. บุตรผู้เยาว์ และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย อ. เป็นรายเดือนแก่โจทก์ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้เป็นไปตามสัญญา การที่จำเลยกลับมาประเทศไทยโดยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วโจทก์มายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางให้จำเลยชำระเงินตามที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เมื่อข้อ 6 แห่งสัญญาระบุว่า สัญญานี้จะผูกพัน โจทก์จำเลยและบุตรผู้เยาว์ให้เป็นไปตามมาตรา 516 ของกฎหมายศาลครอบครัว ย่อมเห็นเจตนาของโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีว่าประสงค์จะให้กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาบังคับ ซึ่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใด บังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ หรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี..." เมื่อข้อสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนชาวไทยตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว ศาลไทยจึงรับพิจารณาคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา และคำสั่งศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์กได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 22,746,649.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูรายเดือน เดือนละ 3,472.88 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 128,045.09 บาท นับแต่เดือนธันวาคม 2549 เป็นต้นไป และให้ชำระเงินเบี้ยประกันชีวิตรายปี ปีละ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 199,098 บาท แก่โจทก์นับแต่ปี 2550 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะมีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 477,972.85 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 พฤศจิกายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงดูบุตรรายเดือน เดือนละ 3,450 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าผู้เยาว์จะมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ โดยการชำระหนี้ให้คิดเป็นเงินไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นอัตราขายโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรรายเดือนให้จำเลยชำระเดือนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่ผู้เยาว์ นับแต่เดือนธันวาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าผู้เยาว์จะอายุ 21 ปีบริบูรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า กรณีจึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่าผลแห่งสัญญาดังกล่าวจะต้องบังคับตามกฎหมายของประเทศใด เห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลดังกล่าว โดยในสัญญาข้อที่ 6 ระบุว่า สัญญานี้จะผูกพันโจทก์จำเลยและบุตรผู้เยาว์ให้เป็นไปตามมาตรา 516 ของกฎหมายศาลครอบครัว ย่อมเห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่กรณีได้ว่าประสงค์จะใช้กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาบังคับ ในกรณีนี้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้นให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี..." ประกอบกับเมื่อพิจารณาข้อสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำแปลท้าย ซึ่งจำเลยไม่ได้แย้งความถูกต้องของการแปลแล้ว เห็นว่า ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนชาวไทยตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลไทยจึงรับพิจารณาคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวได้ แม้โจทก์และจำเลยจะมีข้อตกลงหรือเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวต่อเมื่อผลการทดสอบตามวิธีการที่กำหนดไว้ยืนยันว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรผู้เยาว์ แต่ข้อตกลงหรือเงื่อนไขดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ซึ่งในข้อที่ 1 กล่าวถึงผลการทดสอบว่าหากแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรผู้เยาว์โดยถือค่าความเป็นไปได้ร้อยละ 95 ขึ้นไป ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามสัญญา กล่าวคือ จำเลยต้องรับผิดตามสัญญา และในข้อที่ 7 กล่าวถึงอำนาจการตัดสินคดีของศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์กว่าสัญญานี้และคำสั่งอื่นใดอันรวมเข้ากับสัญญาจะต้องได้รับการเห็นคุณค่า ผูกมัด เป็นที่สุด เด็ดขาด และสามารถบังคับได้ในศาลที่เหมาะสมของต่างประเทศอื่นใด เมื่อศาลดังกล่าวมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรผู้เยาว์ (พร้อมคำแปล) ภายหลังจากที่ผลตรวจหาความเป็นบิดา ยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นบิดาของผู้เยาว์แล้ว จำเลยจึงต้องผูกพันตามสัญญาและคำสั่งศาลดังกล่าว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาและคำสั่งศาลดังกล่าวได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยในประการต่อมาในข้อที่ว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เยาว์ โจทก์จะฟ้องเองไม่ได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1565 บัญญัติไว้ว่า การร้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหรือขอให้บุตรได้รับการอุปการะเลี้ยงดูโดยประการอื่น นอกจากอัยการจะยกคดีขึ้นว่ากล่าวตามมาตรา 1562 แล้ว บิดาหรือมารดาจะนำคดีขึ้นว่ากล่าวก็ได้ จึงเป็นมาตราที่ให้อำนาจบิดาหรือมารดาฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรโดยมิได้ฟ้องในนามของบุตร หรือในฐานะเป็นผู้แทนบุตรแต่เป็นการฟ้องในฐานะที่ตนเองเป็นบิดาหรือมารดาและเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร แม้โจทก์ไม่ระบุในคำฟ้องว่าโจทก์ในฐานะมารดาผู้กระทำการแทนบุตร โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง อีกทั้งคดีนี้โจทก์และจำเลยได้ตกลงระงับข้อพิพาทเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยได้โดยตรงอีกด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของจำเลยข้อที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (4) ซึ่งที่ถูก คือมาตรา 193/33 (4) นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากจำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในกรณีนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดอายุความฟ้องคดีไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตามมาตรา 193/32 ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดย........หรือโดยสัญญาประนีประนอมยอมความให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี ทั้งนี้ ไม่ว่าสิทธิเรียกร้องเดิมจะมีกำหนดอายุความเท่าใด" เมื่อศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์กมีคำสั่งตาม ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2540 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาดังกล่าว จึงเกิดมีขึ้นตั้งแต่นั้น นับถึงวันฟ้องเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความฎีกาของจำเลยข้อที่ว่าพยานเอกสารของโจทก์ เป็นเพียงสำเนาเอกสารที่รับรองโดยเจ้าหน้าที่ของศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์ก จำเลยไม่ได้รับรองว่าถูกต้อง และเอกสารดังกล่าวไม่ได้รับรองโดยรัฐมนตรี หัวหน้ากรม กอง หัวหน้าแผนกหรือผู้รักษาการแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (1) และ (3) จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า ต้นฉบับเอกสารดังกล่าวอยู่ในสำนวนความของศาลครอบครัวแห่งรัฐนิวยอร์ก ซึ่งศาลดังกล่าวต้องเก็บรักษาไว้ โจทก์จึงไม่สามารถนำต้นฉบับเอกสารดังกล่าวมาอ้างเป็นพยานได้ อันเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2) ที่ให้ศาลรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวได้ ตามคำร้องคัดค้านของจำเลยลงวันที่ 3 กันยายน 2550 ก็รับว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวได้รับรองโดยเจ้าหน้าที่ของศาลดังกล่าวแล้ว สำเนาเอกสารดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

ส่วนฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายข้อที่ว่า จำเลยย้ายภูมิลำเนามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว แต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มิได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ในกรณีนี้จำเลยจะต้องชำระเงินตามจำนวนที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐหรือไม่ เป็นกรณีไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งของคู่สัญญาจึงต้องใช้กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันของคู่สัญญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 13 ซึ่งกฎหมายที่ใช้บังคับคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยชำระเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำในต่างประเทศอันเป็นการคิดตามอัตราค่าครองชีพในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ในข้อนี้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบตั้งแต่ศาลชั้นต้น เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาข้อที่ว่า รายได้จากการประกอบอาชีพแพทย์ของจำเลยในประเทศไทยลดลงจึงสมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามรายได้ของจำเลยที่เปลี่ยนแปลงไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนที่กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือน เดือนละ 3,150 ดอลลาร์สหรัฐ ว่าเป็นการกำหนดตามค่าครองชีพในศาลต่างประเทศคือประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีค่าครองชีพสูงกว่าในประเทศไทย ในทำนองว่าศาลชั้นต้นกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือนนั้นสูงเกินไป สำหรับเงินในส่วนอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดจำเลยไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งเฉพาะค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือนตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ลดลงเหลือเดือนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่เดือนธันวาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าผู้เยาว์จะอายุครบ 21 ปี บริบูรณ์ ในข้อนี้โจทก์และจำเลยตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความในข้อที่ 16 กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ และให้ปรับเพิ่มทุก 3 ปี ตามดัชนีผู้บริโภค ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่า ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่โจทก์ปรับเพิ่มขึ้นนั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าดัชนีผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างไร จึงกำหนดให้ตามที่เห็นสมควรซึ่งตามสัญญาในข้อดังกล่าวได้กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรขั้นต่ำต่อเดือนไว้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรต่อเดือนต่ำกว่านั้นนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว โดยที่สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทำขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่บุตรผู้เยาว์กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ในประเทศดังกล่าว ซึ่งมีค่าครองชีพสูงกว่าประเทศไทยมาก จำเลยย่อมทราบดี ประกอบกับจำเลยประกอบอาชีพแพทย์ในประเทศดังกล่าวย่อมมีรายได้เพียงพอที่จะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญาได้จึงตกลงทำสัญญากับโจทก์เช่นนั้น แต่เมื่อผลการตรวจหาความเป็นบิดายืนยันได้ว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรผู้เยาว์ จำเลยกลับไม่ยอมรับผิดชอบและย้ายมาอยู่ประเทศไทย อันเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าจำเลยจงใจไม่ปฏิบัติตามสัญญาและคำสั่งศาล เช่นนี้จำเลยจะอ้างว่ารายได้จากการประกอบอาชีพแพทย์ของจำเลยลดลง และถือเป็นเหตุให้ศาลลดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ลงอีก ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะรับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิโรรัตน์ เวียนมานะพันธ์
จำเลย — นายตฤณ จารุมิลินท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางภัทรนันท์ พิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ จำปา
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
ไสว จันทะศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15039/2555
#540896
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเป็นทายาทและบุตรของผู้ตายเจ้ามรดก ผู้ร้องได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนเจ้ามรดกมีชีวิตอยู่เรื่อยมาเพียงผู้เดียวกระทั่งเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก การครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องดังกล่าวจึงเป็นการครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตน และไม่มีกฎหมายบัญญัติว่า การที่ทายาทคนหนึ่งคนใดครอบครองทรัพย์มรดกเพียงผู้เดียวเป็นสัดส่วนชัดเจนจะถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น และภายหลังเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านก็ไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาทและไม่เคยร้องขอแบ่งทรัพย์มรดกภายในอายุความมรดก 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านเพิ่งมาขอแบ่งทรัพย์มรดกหลังผู้ร้องได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้วเกิน 1 ปี ฉะนั้นสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่จะเรียกร้องให้ผู้ร้องแบ่งทรัพย์มรดกจึงต้องห้ามตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่งดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกเป็นของผู้ร้องโดยสมบูรณ์ และการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วเกือบ 3 ปี โดยมิได้ระบุในคำร้องว่าจะนำที่ดินพิพาทมาแบ่งปันแก่ทายาทก็เป็นเพียงการที่ผู้ร้องดำเนินการให้ตนมีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนได้เท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่ผู้คัดค้านและทายาทอื่นที่สิ้นสิทธิในการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกโดยอายุความไปแล้วตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ทั้งการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก็ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องสละประโยชน์แห่งอายุความตามมาตรา 193/24 ดังนั้น การครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ร้องที่กล่าวข้างต้นจึงมิใช่เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นและแทนผู้คัดค้านที่สิ้นสิทธิในการรับมรดกโดยอายุความไปแล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะยื่นคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก และขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเสนาะ ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนนางเรณูออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายเสนาะ เจ้ามรดก และตั้งนางประพิณ ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายเสนาะแทน ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายเสนาะ ผู้ตายและนางจวง ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2516 มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก 3 คน คือ นางดารา นางปราณีซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วและนางจำนอง ปรากฏตามบัญชีเครือญาติ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2544 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรม ขณะถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินรวม 3 แปลง โดยมีบ้านปลูกอยู่ในที่ดินตามเอกสารหมาย ค.5 อีก 1 หลัง วันที่ 31 พฤษภาคม 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย วันที่ 31 พฤษภาคม 2547 และวันที่ 22 ตุลาคม 2547 ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินตามเอกสารหมาย ค.3 และ ค.4 เป็นของผู้ร้องในฐานะส่วนตัว วันที่ 16 ธันวาคม 2547 ผู้ร้องในฐานะส่วนตัวได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามเอกสารหมาย ค.3 ไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิยื่นคำคัดค้านการเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ผู้ร้องครอบครองทำกินที่ดินพิพาท 29 ไร่ ซึ่งก็คือที่ดินตามเอกสารหมาย ค.3 ตั้งแต่ผู้ตายมีชีวิตตลอดมา และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ร้องก็ครอบครองทำกินแต่ผู้เดียว ส่วนนางจำลองก็ครอบครองที่ดินพิพาท 8 ไร่ ซึ่งก็คือที่ดินตามเอกสารหมาย ค.4 กับครอบครองที่ดินพิพาทที่ปลูกบ้านพักอาศัย ซึ่งคือที่ดินเอกสารหมาย ค.5 ตั้งแต่ผู้ตายมีชีวิต และเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายก็ครอบครองที่ดินแต่เพียงผู้เดียวเช่นกัน โดยผู้คัดค้านและญาติพี่น้องคนอื่นไม่เข้ามาเกี่ยวข้องเลย ดังนั้น การครอบครองที่ดินดังกล่าวของผู้ร้องและนางจำลองหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นการครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตนแต่ผู้เดียว และไม่มีกฎหมายบัญญัติว่า การที่ทายาทคนหนึ่งครอบครองทรัพย์มรดกแต่ผู้เดียวเป็นสัดส่วนชัดเจนจะถือว่าครอบครองแทนทายาทคนอื่น เช่นนี้จะถือว่าผู้ร้องและนางจำลองครอบครองที่ดินแทนทายาทอื่นหาได้ไม่ นอกจากนี้หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านซึ่งไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกดังวินิจฉัยข้างต้นก็ไม่เคยเรียกร้องขอแบ่งทรัพย์มรดกภายในอายุความมรดกคือภายใน 1 ปี นับแต่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง เพิ่งจะมาร้องขอให้ผู้ร้องแบ่งทรัพย์มรดกหลังจากผู้ร้องได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่จะเรียกร้องให้ผู้ร้องและนางจำลองแบ่งมรดกจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ฉะนั้น สิทธิในที่ดินพิพาททั้งสามแปลงพร้อมบ้านพักอาศัยอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายย่อมตกแก่ผู้ร้องและนางจำลองโดยสมบูรณ์ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547 หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2544 เกือบ 3 ปี โดยมิได้ระบุในคำร้องเลยว่าจะนำที่ดินสามแปลงมาแบ่งปันให้แก่ทายาทอื่น โดยมีเฉพาะนางจำลองเท่านั้นที่ลงชื่อให้ความยินยอมในการที่ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก จึงเห็นได้ว่าเป็นการร้องขอเพื่อที่จะดำเนินการให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่ผู้คัดค้านและทายาทอื่น ซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับทรัพย์มรดกไปตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง แล้วไม่ นอกจากนี้การยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องถือไม่ได้ว่าผู้ร้องสละประโยชน์แห่งอายุความตามมาตรา 193/24 กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องและนางจำลองครอบครองที่ดินพิพาททั้งสามแปลงอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายแทนหรือเพื่อประโยชน์แก่ผู้คัดค้านกับทายาทอื่นผู้เสียสิทธิในการรับมรดกโดยอายุความดังกล่าวข้างต้น ผู้คัดค้านย่อมไม่อาจยกเอาประโยชน์แห่งมาตรา 1748 มาเพื่อเรียกร้องให้ผู้ร้องและนางจำลองแบ่งทรัพย์มรดกเมื่อล่วงพ้นกำหนดมาตรา 1754 แล้วหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านเสียไปซึ่งสิทธิในการรับมรดกตามมาตรา 1599 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1754 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอันจะยื่นคำคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก และขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางเรณู สว่างศรี
ผู้คัดค้าน — นางประพิณ สว่างศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายสรพงษ์ ตรีธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายบุญส่ง น้อยโสภณ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15037/2555
#537974
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 เจ้าหนี้ที่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงไปทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบจะต้องเป็นผู้ที่เป็นเจ้าหนี้อยู่แล้วในขณะที่ลูกหนี้ได้กระทำนิติกรรมดังกล่าวแล้ว เจ้าหนี้รายหลัง ๆ หามีสิทธิเช่นนั้นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 16896 ตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 และจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้เป็นประกันการชำระหนี้ และต่อมาจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้ จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่ได้คบคิดกันฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 4,500 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินนางสาววรรณา จำนวนเงิน 188,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต่อมาจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 จำนวน 40,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 16896 ตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ไว้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ จากนั้นจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากนั้นนางสาววรรณาโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องที่ได้รับโอนมาจากนางสาววรรณาฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ ต่อมาศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์

มีปัญหาข้อแรกวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลกรณีจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งที่รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย..." จากบทบัญญัติดังกล่าว เจ้าหนี้ที่มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงไปทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบจะต้องเป็นผู้ที่เป็นเจ้าหนี้อยู่แล้วในขณะที่ลูกหนี้ได้กระทำนิติกรรมดังกล่าวแล้ว เจ้าหนี้รายหลัง ๆ หามีสิทธิเช่นนั้นไม่ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและตามที่ฟังเป็นยุติในเบื้องต้นดังที่กล่าวมาแล้วได้ความว่า โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากนางสาววรรณา ฐานะความเป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 จึงเกิดขึ้นนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นมา แต่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อนวันที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากนางสาววรรณาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะจำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมโอนที่ดินชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาประการที่สองตามฎีกาของโจทก์ว่า ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ควรตกเป็นพับหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 บัญญัติว่า ความรับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียม ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจให้ฝ่ายใดเป็นผู้เสียก็ได้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 4,500 บาท แทนจำเลยทั้งสองนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจไปตามกฎหมาย ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรัฐ ปิยะพงษ์กุล
จำเลย — นางยุวดี มาปัสสา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายทิวาพร พนาวัลย์สมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา