คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15033/2555
#528571
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดที่พิพาท โจทก์จดทะเบียนให้ ส. และ บ. เป็นผู้ทรงสิทธิเก็บกินใน ที่ดินพิพาทตลอดชีวิต ส. และ บ. ย่อมมีสิทธิครอบครอง ใช้และถือเอาประโยชน์แห่งที่ดินนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1417 วรรคหนึ่ง ในระหว่างที่สิทธิเก็บกินยังไม่สิ้นไป เจ้าของกรรมสิทธิ์จึงหามีสิทธิเช่นว่านั้นด้วยไม่ การบอกเลิกสัญญาเช่าหรือการฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากที่ดินพิพาทจึงเป็นอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของผู้ทรงสิทธิเก็บกิน แม้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทก็ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทและส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปพร้อมกับส่งมอบการครอบครองคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารโดยให้รื้อถอนบ้านเลขที่ 33/4 แขวงบางมด เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 68160 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชำระเงิน 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กันยายน 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ และให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านพิพาทออกไปจากที่ดินของโจทก์เสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความยุติว่า ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 68160 ดังกล่าว โจทก์จดทะเบียนให้นายสวาสดิ์และนางบุญช่วยเป็นผู้ทรงสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทตลอดชีวิต นายสวาสดิ์และนางบุญช่วยย่อมมีสิทธิครอบครองใช้และถือเอาประโยชน์แห่งที่ดินนั้นได้แต่ผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1417 วรรคหนึ่ง ในระหว่างที่สิทธิเก็บกินยังไม่สิ้นไป เจ้าของกรรมสิทธิ์จึงหามีสิทธิเช่นว่านี้ด้วยไม่ การบอกเลิกสัญญาเช่าหรือการฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากที่ดินพิพาทจึงเป็นอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของผู้ทรงสิทธิเก็บกิน แม้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทก็ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 1417 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรทิพย์ กระต่ายแก้ว
จำเลย — นางสาวประภาศรี อุ่นทองสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวขวัญชนก สุขโข
ศาลอุทธรณ์ — นายนรินทร์ ตงศิริ
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15025 -ที่ 15026/2555
#532857
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 กึ่งหนึ่งของค่าเสียหายที่กำหนดให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 รับผิดกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งให้จำเลยที่ 7 รับผิด โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มิได้อุทธรณ์คัดค้านแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้หักจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กึ่งหนึ่งตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ให้จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 535,000 บาท ต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 535,000 บาท จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 กับจำเลยที่ 7 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กึ่งหนึ่งแทนที่จะรับผิดเพียงหนึ่งในสี่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเมื่อหนี้ดังกล่าวศาลชั้นต้นแบ่งความรับผิดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 7 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว จึงไม่ใช่การชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าว จึงเป็นผลให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 กับจำเลยที่ 7 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดโดยโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 และที่ 6 ฟังขึ้นบางส่วน และปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่ 7 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 3,200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,915,702.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,800,190 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 517,500 บาท จำเลยที่ 7 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 517,500 บาท ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 535,000 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 267,500 บาท และจำเลยที่ 7 รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 267,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิด สำหรับโจทก์ที่ 1 นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2541 ส่วนโจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท และพิพากษาตามยอมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นไปตามที่ตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนชนะคดี

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อหักจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กึ่งหนึ่งตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว จึงให้จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 535,000 บาท และต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 535,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 4, ที่ 6 และที่ 7 ใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตกลงกันได้ และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2552

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันฟังได้ว่า นายกมล เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 นายพิภพ เป็นสามีของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเจ้าของรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 3626 บุรีรัมย์ และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 80 - 5184 บุรีรัมย์ โดยมีนายลอย เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในวันเกิดเหตุนายลอยได้ขับรถบรรทุกพร้อมด้วยรถพ่วงของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุมีการซ่อมบำรุงรักษาถนนโดยจำเลยที่ 7 เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการซ่อมถนนดังกล่าว และได้ว่าจ้างจำเลยที่ 4 ซ่อมแซมถนนบริเวณที่เกิดเหตุ มีจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 4 เป็นผู้ควบคุมงาน ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 4 และที่ 6 จัดให้ลูกจ้างของตนยืนโบกธงเขียว ธงแดง เพื่อให้รถสลับกันวิ่งเพียงช่องทางเดียวที่จะลงจากเนินเขาและขึ้นเนินเขา ได้หยุดรอเพื่อให้อีกทางหนึ่งไปได้ โดยได้ให้สัญญาณธงแดงเพื่อให้รถที่ลงจากเนินเขาหยุดรอ ทำให้มีรถโดยสาร รถจักรยานยนต์ รถยนต์หมายเลขทะเบียน ย - 1036 นครราชสีมา ที่มีนายกมลและนายพิภพนั่งมาด้วย รถกระบะป้ายแดงหมายเลขทะเบียน 32005 และรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 พ - 6228 กรุงเทพมหานคร หยุดรอตามลำดับ แต่นายลอยได้ขับรถบรรทุกสิบล้อพร้อมรถพ่วงลงจากเนินเขาทางลาดชันและโค้งเฉี่ยวชนรถที่จอดรอสัญญาณธงแดงอยู่ ได้รับความเสียหายและรถพ่วงหลุดจากรถบรรทุกสิบล้อทับรถยนต์คันที่นายกมลและนายพิภพนั่งมา ทำให้นายกมลและนายพิภพถึงแก่ความตาย และยังมีบุคคลอื่นรวมทั้งนายลอยถึงแก่ความตายด้วย คดีสำหรับโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และจำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความมิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีของโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา คดีในส่วนนี้จึงยุติไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 7 ว่า จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 จะต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เพียงใด เห็นว่า บุตรโจทก์ที่ 1 ขณะถึงแก่ความตายมีอายุ 36 ปี มีรายได้เดือนละ 12,080 บาท ส่วนสามีโจทก์ที่ 2 ขณะถึงแก่ความตายมีอายุ 54 ปี มีรายได้เดือนละ 21,970 บาท โดยผู้ตายทั้งสองรับราชการครู เมื่อพิจารณาถึงเงินเดือนและระยะเวลาที่เหลือในหน้าที่การงานที่ทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต้องขาดไร้ค่าอุปการะแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 1,000,000 บาทนั้น จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนของค่าปลงศพ จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มิได้นำสืบหักล้างว่าค่าใช้จ่ายตามเอกสารมีจำนวนใดไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมอย่างไร และค่าปลงศพที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 70,000 บาท นั้น จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้วเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 4 และที่ 6 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 เพิ่มมากขึ้นกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด โดยโจทก์ที่ 2 มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 6 จึงควรรับผิดค่าขาดไร้อุปการะไม่เกิน 250,000 บาท เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 กึ่งหนึ่งของค่าเสียหายที่กำหนดให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 รับผิดกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งให้จำเลยที่ 7 รับผิด โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มิได้อุทธรณ์คัดค้านแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้หักจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กึ่งหนึ่งตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ให้จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 535,000 บาท ต่อโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 535,000 บาท จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 กับจำเลยที่ 7 ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กึ่งหนึ่งแทนที่จะรับผิดเพียงหนึ่งในสี่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเมื่อหนี้ดังกล่าวศาลชั้นต้นแบ่งความรับผิดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 7 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว จึงไม่ใช่การชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าวจึงเป็นผลให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 กับจำเลยที่ 7 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดโดยโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 และที่ 6 ฟังขึ้นบางส่วน และปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่ 7 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ที่ 2 ในระหว่างฎีกา จึงเห็นสมควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลเจ็ดในแปดส่วนให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 นั้น พิพากษาให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2552 ตามที่ตกลงกัน ให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินคนละ 267,500 บาท ให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินคนละ 267,500 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 11,705 บาท แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 245 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันเอกสุวิทย์ พิพิธกุล
จำเลย — นายขวัญชัย ติยะวานิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายอรุณ ชัยกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
วิรุฬห์ แสงเทียน
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14997/2555
#532996
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยใช้รถจักรยานยนต์ 2 คัน ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 การที่ศาลชั้นต้นมิได้ริบรถจักรยานยนต์ 2 คัน ของกลาง เป็นการใช้ดุลพินิจตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) เนื่องจากเห็นว่ามิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสามกับพวกใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงเท่านั้น มิใช่เป็นเหตุให้ต้องปรับบทลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรกเพียงบทเดียว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340 วรรคแรก ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายวรพจน์ นวลละออง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวภูษิตา หล้าหลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางพนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14980/2555
#532985
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ภายหลังจากที่กำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เช่นนี้จะกระทำได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างเหตุที่ทำให้ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดระยะเวลาว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับประทานยาแก้ไข้หวัดทำให้ง่วงซึมและจำวันที่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คลาดเคลื่อนไป โดยสำคัญผิดว่าจะครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 24 ตุลาคม 2550 นั้น เป็นความผิดพลาดบกพร่องของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 เอง ไม่เป็นเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้วได้

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า หากศาลชั้นต้นขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 24 กันยายน 2550 ตามที่ขอ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2550 เมื่อพิจารณาถึงการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดทำอุทธรณ์เสร็จและนำมายื่นต่อศาลชั้นต้นภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2550 แล้ว กรณีพอฟังได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่สองแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงขัดต่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 และขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายเพราะการสำคัญผิดในเรื่องวันเวลานัดศาลของคู่ความย่อมไม่เป็นเหตุสุดวิสัย อันเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การที่ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วพิพากษายืน และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาล้วนเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายพร บุตรพรหม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายธีรธร จุฑาทิพย์ชาติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14953/2555
#538025
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจทำการสืบสวนทราบว่า ในช่วงเวลาใกล้กับเวลาเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองกับพวกนั่งอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุ จึงสืบหาที่พักของจำเลยที่ 1 และนำจำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน มาสอบถามเหตุการณ์ว่ารู้เห็นเรื่องปล้นทรัพย์หรือไม่ จำเลยทั้งสองกับพวกยอมรับว่าพวกตนเป็นคนร้าย ตามบันทึกคำให้การผู้ให้ถ้อยคำ จากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกพาเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลางที่ข้างหลังที่พักของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกการตรวจยึด การให้ถ้อยคำของจำเลยทั้งสองรวมทั้งการนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลาง เชื่อว่าเกิดจากความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจตามบันทึกคำให้การผู้ให้ถ้อยคำ เป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นผู้ต้องหา ซึ่งในกรณีที่มีความผิดอาญาเกิดขึ้นย่อมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจที่จะดำเนินการสืบสวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานในการหาตัวคนร้าย การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวจึงหาใช่เป็นการให้ถ้อยคำในฐานะผู้ถูกจับไม่ จึงไม่จำเป็นต้องมีการแจ้งสิทธิแก่จำเลยทั้งสองก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย และสามารถนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 92, 93, 340 วรรคสอง, วรรคสาม, 371 ริบอาวุธมีดและบันไดอะลูมิเนียมของกลาง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 500 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, วรรคสาม, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 16 ปี ฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 90 บาท เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุกฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส คนละ 24 ปี เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นปรับฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่เหตุสมควรคนละ 120 บาท รวมจำคุกคนละ 24 ปี และปรับคนละ 120 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 18 ปี และปรับคนละ 90 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบอาวุธมีดและบันไดอะลูมิเนียมของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบอาวุธมีดของกลาง คืนบันไดอะลูมิเนียมของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายพักผ่อนนอนหลับอยู่คนละห้องกับนายมลทินหรือโอ สามีผู้เสียหาย อยู่ในบ้านเกิดเหตุ มีคนร้าย 2 คน ปีนเข้าไปในบ้าน ส่วนคนร้ายอีก 2 คน รอดูต้นทางอยู่ข้างนอกบ้าน จากนั้นคนร้าย 2 คน ที่เข้าไปในบ้านร่วมกันใช้อาวุธมีดปลายแหลมทำร้ายผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส แล้วร่วมกันปล้นทรัพย์ เงินสดชนิดต่าง ๆ จำนวน 500 บาท กล่องพลาสติกใส่ยาสระผม 30 ซอง ราคา 150 บาท รวมราคาทรัพย์ 650 บาท ของผู้เสียหายไป

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน และผู้เสียหายกับนายมลทินสามีผู้เสียหายซึ่งอยู่ในบ้านเกิดเหตุจะไม่สามารถจำคนร้าย 2 คน ที่เข้าไปในบ้านเกิดเหตุได้ แต่ได้ความจากคำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจผู้สืบสวนจับกุมจำเลยทั้งสองว่า หลังจากเกิดเหตุพยานกับพวกทำการสืบสวนทราบว่า ในช่วงเวลาใกล้กับเวลาเกิดเหตุจำเลยทั้งสองกับพวกรวม 2 คน นั่งอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุ และทราบข้อมูลว่ามีเพื่อนของจำเลยที่ 1 ประมาณ 2 ถึง 3 คน มาอยู่กับจำเลยที่ 1 โดยไปไหนมาไหนด้วยกันเป็นกลุ่ม จึงสืบหาที่พักของจำเลยที่ 1 และนำตัวจำเลยทั้งสองพร้อมกับนายทิชานนท์หรือน็อต และนายวุฒินันท์หรือตูน มาสอบถามเหตุการณ์ว่ารู้เห็นเรื่องปล้นทรัพย์หรือไม่ จำเลยทั้งสองและนายทิชานนท์กับนายวุฒินันท์ยอมรับว่า พวกตนเป็นคนร้าย จากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกพาพยานไปเอาของกลางที่ข้างหลังที่พักของจำเลยที่ 1 เช่น อาวุธมีดที่ใช้ทำร้ายผู้เสียหาย 1 เล่ม กล่องพลาสติกใส่ยาสระผมของผู้เสียหาย และเหรียญกษาปณ์ชนิดต่าง ๆ ของผู้เสียหาย การให้ถ้อยคำของจำเลยทั้งสองรวมทั้งการนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลาง เป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นผู้ต้องหา เชื่อว่าเกิดจากความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง อีกทั้งตามภาพถ่ายแสดงให้เห็นว่า อาวุธมีดของกลางและกล่องพลาสติกใส่ยาสระผมของผู้เสียหายถูกซุกซ่อนอยู่ในป่าหญ้าด้านหลังบ้านของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ให้ถ้อยคำโดยสมัครใจและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลาง ย่อมยากแก่การที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถตรวจค้นและยึดของกลางได้ในระยะเวลาไม่นานหลังจากเกิดเหตุ ข้อเท็จจริงเหล่านี้บ่งชี้ว่า คนร้ายก็คือจำเลยทั้งสองกับพวกนั่นเอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจบันทึกถ้อยคำของจำเลยทั้งสองยังไม่มีการแจ้งสิทธิแก่จำเลยทั้งสอง ถ้อยคำจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองไม่ได้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจ เป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นผู้ต้องหา ซึ่งในกรณีที่มีความผิดอาญาเกิดขึ้นย่อมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจที่จะดำเนินการสืบสวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานในการหาตัวคนร้าย การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจจึงหาใช่เป็นการให้ถ้อยคำให้ฐานะผู้ถูกจับไม่ จึงไม่จำเป็นต้องมีการแจ้งสิทธิแก่จำเลยทั้งสองก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย และสามารถนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ได้ อย่างไรก็ตามในบันทึกคำให้การผู้ให้ถ้อยคำมีการระบุว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบว่าถ้อยคำอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันตัวจำเลยทั้งสองในการพิจารณาคดีได้ แต่จำเลยทั้งสองขอให้การด้วยความเต็มใจ ซึ่งสนับสนุนให้เห็นว่าเป็นการให้ถ้อยคำโดยสมัครใจของจำเลยทั้งสองตั้งแต่แรก หลังจากนั้นจึงมีการออกหมายจับจำเลยทั้งสอง และมีการจับกุมจำเลยทั้งสองและนายทิชานนท์กับนายวุฒินันท์ ซึ่งในบันทึกระบุว่ามีการแจ้งสิทธิตามกฎหมายแก่จำเลยทั้งสองกับพวกแล้ว ครั้นในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิแก่จำเลยทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง และมีการสอบคำให้การของจำเลยทั้งสอง แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองจะให้การปฏิเสธ แต่ก็ให้การถึงรายละเอียดที่จำเลยทั้งสองร่วมรู้เห็นกับนายทิชานนท์และนายวุฒินันท์ในการจะปีนขึ้นบ้านเกิดเหตุ โดยมีการสอบถามกันว่าใครจะเป็นคนปีน เมื่อนายทิชานนท์และนายวุฒินันท์รับจะเป็นคนปีน ก็ให้จำเลยทั้งสองรออยู่ข้างล่างบ้านเกิดเหตุ จนกระทั่งเมื่อนายทิชานนท์และนายวุฒินันท์กลับออกมาจากบ้านเกิดเหตุก็ถืออาวุธมีดของกลางและกล่องพลาสติกใส่ยาสระผมของผู้เสียหายมาที่บ้านของจำเลยที่ 1 แล้วมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าเปื้อนเลือดไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการเจือสมพยานหลักฐานโจทก์ พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองแสดงว่าจำเลยทั้งสองสมคบเป็นตัวการด้วยในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ความผิดฐานดังกล่าว มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ แต่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ทั้งหมดของจำเลยทั้งสองรวมถึงความผิดฐานนี้ด้วย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยความผิดฐานดังกล่าวและพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ เมื่อคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 พ้นโทษในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์และลักทรัพย์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6877/2544 และ 7083/2545 ของศาลชั้นต้น และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2602/2546 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 พ้นโทษในความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 11505/2545 ของศาลชั้นต้น ไปก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยทั้งสองจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งถือว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นมาก่อน จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองได้ แม้ปัญหาข้อนี้จะไม่ได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ให้บังคับคดีโทษจำเลยทั้งสองฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดทั้งสองฐาน เมื่อรวมโทษทั้งสองฐานหลังจากลดโทษหนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 ปี และปรับคนละ 67.50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอาทิตย์หรือบอลล์หรือบอย แก้วจินดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวดวงฤดี คงหนู
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14924/2555
#528582
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ อ. รับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับมานั้น ยังไม่เกิดข้อพิพาทกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินสวนลำไยระหว่างจำเลยที่ 2 กับ ส. เช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงยังคงมีมูลหนี้ต่อกัน แม้หนี้ระหว่าง ป. กับ อ. จะไม่มีหลักฐานการซื้อขาย ก็มิได้แสดงว่าทั้งสองฝ่ายมิได้มีหนี้ต่อกันเพราะมิฉะนั้น ป. คงไม่สลักหลังส่งมอบเช็คให้แก่ อ. ในขณะที่รับเช็คพิพาททั้งสองฉบับ การโอนเช็คด้วยการคบคิดกันฉ้อฉลที่จะเป็นเหตุให้ผู้สั่งจ่ายยกความเกี่ยวพันระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อนขึ้นต่อสู้ผู้ทรงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 916 นั้นจะต้องเป็นการคบคิดกันฉ้อฉลที่เกิดขึ้นขณะที่ผู้ทรงรับโอนเช็คเท่านั้น ดังนั้น การที่ อ. รับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับไว้จึงมิใช่เป็นการคบคิดกับ ป. เพื่อฉ้อฉลจำเลยทั้งสอง แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 กับ ส. ได้มีการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต่อกัน ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้แจ้งให้ อ. ทราบแล้ว ก่อนที่เช็คพิพาททั้งสองฉบับจะถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน แต่ อ. กลับนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงินนั้น ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ อ. รับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่า อ. ได้รับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับด้วยคบคิดกันฉ้อฉลหรือไม่สุจริต

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจาก ส. แล้วจำเลยที่ 2 ออกเช็คของจำเลยที่ 1 โดยลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 มอบให้ ส. และ ป. ต่อมา ป. ได้สลักหลังเช็คดังกล่าวให้แก่ อ. สามีโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงมีหนี้ที่ต้องชำระเป็นส่วนตัว การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว และในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ออกเช็ครวมสองฉบับ โดยเช็คทั้งสองฉบับมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ค่าแบ่งผลประโยชน์ในการทำสวนลำไย และค่าดูแลรักษาสวนลำไยให้แก่ ป. ตามคำฟ้องของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอบังคับจำเลยที่ 2 รับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์ในฐานะส่วนตัวด้วย มิใช่ในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,525,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,890,364 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,525,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาในชั้นนี้ให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายให้แก่นายป้อมชัยโดยตรงตามคำสั่งของนายสมพรนั้น เมื่อนายป้อมชัยรับเช็คพิพาทแล้วได้สลักหลังมอบให้แก่นายอำนาจในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ขณะที่นายอำนาจรับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้น ยังไม่เกิดข้อพิพาทกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินสวนลำไยระหว่างจำเลยที่ 2 กับนายสมพร เช็คพิพาททั้งสองฉบับจึงยังคงมีมูลหนี้ต่อกัน แม้หนี้ระหว่างนายป้อมชัยกับนายอำนาจจะไม่มีหลักฐานการซื้อขาย ก็มิได้แสดงว่าทั้งสองฝ่ายมิได้มีหนี้ต่อกันเพราะมิฉะนั้นนายป้อมชัยคงไม่สลักหลังส่งมอบเช็คให้แก่นายอำนาจในขณะที่รับเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ดังนั้น การที่นายอำนาจรับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับไว้จึงมิใช่เป็นการคบคิดกับนายป้อมชัยเพื่อฉ้อฉลจำเลยทั้งสอง ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่า ต่อมาจำเลยที่ 2 กับนายสมพรได้มีการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต่อกัน ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้แจ้งให้นายอำนาจทราบแล้ว ก่อนที่เช็คพิพาททั้งสองฉบับจะถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน แต่นายอำนาจกลับนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงินนั้น ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่นายอำนาจรับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาแล้ว การโอนเช็คด้วยการคบคิดกันฉ้อฉลที่จะเป็นเหตุให้ผู้สั่งจ่ายยกความเกี่ยวพันระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อนขึ้นต่อสู้ผู้ทรงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 นั้น จะต้องเป็นการคบคิดกันฉ้อฉลที่เกิดขึ้นขณะที่ผู้ทรงรับโอนเช็คเท่านั้น ซึ่งภาระการพิสูจน์ดังกล่าวตกแก่จำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองไม่นำสืบอย่างใดว่านายป้อมชัยโอนเช็คทั้งสองฉบับให้นายอำนาจโดยได้มีการคบคิดกันฉ้อฉลหรือไม่สุจริตอย่างใดในขณะรับโอนเช็ค คดีจึงฟังไม่ได้ว่า นายอำนาจได้รับโอนเช็คพิพาททั้งสองฉบับด้วยคบคิดกันฉ้อฉลหรือไม่สุจริต ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากนายสมพร แล้วจำเลยที่ 2 ออกเช็คของจำเลยที่ 1 โดยลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 มอบให้นายสมพรและนายป้อมชัย ต่อมานายป้อมชัยได้สลักหลังเช็คดังกล่าวให้แก่นายอำนาจ สามีโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงมีหนี้ที่ต้องชำระเป็นส่วนตัว การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ออกเช็ครวมสองฉบับ โดยเช็คทั้งสองฉบับมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ค่าแบ่งผลประโยชน์ในการทำสวนลำไย และค่าดูแลรักษาสวนลำไยให้แก่นายป้อมชัยตามคำฟ้องของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอบังคับจำเลยที่ 2 รับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์ในฐานะส่วนตัวด้วย มิใช่ในฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคล ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 902 ม. 916 ม. 989
ชื่อคู่ความ
นางสมนิต พนมยงค์ ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายอำนาจ พนมยงค์
จำเลย — บริษัทภาณุปิโตรเลียม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายนรพัลลภ บุญสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเกียรติวุฒิ จุฑารัตนากูล
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
สิงห์พล ละอองมณี
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14921/2555
#538040
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายเรือระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีใจความแสดงให้เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ซื้อตามสัญญามีความประสงค์ที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในเรือซึ่งมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไปที่ซื้อขายเมื่อจำเลยที่ 1 ชำระเงินครบถ้วนแล้ว แม้โจทก์จะส่งมอบเรือทั้งสามลำที่ซื้อขายให้จำเลยที่ 1 แล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในเรือทั้งสามลำให้เสร็จเด็ดขาดต่อไป สัญญาซื้อขายเรือดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง จึงไม่ตกเป็นโมฆะ

ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว ผู้ทำสัญญาไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเรือที่จะซื้อขายขณะทำสัญญาก็ได้ เพราะสาระสำคัญที่เป็นวัตถุประสงค์ของการซื้อขายก็คือให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์โดยชำระราคาตามที่ตกลงกัน และเป็นหน้าที่ของผู้ขายที่ต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว ทั้งได้ความว่าโจทก์ได้ส่งมอบเรือทั้งสามลำที่จะซื้อขายพร้อมหนังสือมอบอำนาจในการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เรือทั้งสามลำให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญา แสดงว่าโจทก์สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในเรือทั้งสามลำที่จะซื้อขายให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ สัญญาซื้อขายเรือดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่มีผลใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 เดือน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรปราการ จำนวน 3 ฉบับ ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2550 สั่งจ่ายเงินฉบับละ 200,000 บาท มอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าเรือตามสัญญาซื้อขายเรือที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแล้ว ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ลงในเช็คทั้งสามฉบับ โดยให้เหตุผลเหมือนกันว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยทั้งสองตกลงซื้อเรือประมง 3 ลำ จากโจทก์ในราคา 10,250,000 บาท ตกลงชำระค่าเรือเป็นงวด ๆ โดยเรือมีระวาง 33.12 ตัน 37.41 ตัน และ 58.60 ตัน ต่อมาจำเลยทั้งสองผ่อนชำระได้เพียง 10 งวด โดยเช็คที่สั่งจ่ายไว้ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ จำเลยทั้งสองจึงเจรจากับโจทก์ขอชำระค่าเรือที่เหลือเป็นเงิน 4,600,000 บาท โจทก์ตกลงให้จำเลยทั้งสองชำระในคราวเดียว และจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าเรือดังกล่าว ซึ่งตามสัญญาซื้อขายเรือ ข้อ 6 ระบุว่า กรรมสิทธิ์ในเรือที่ตกลงซื้อขายนี้ให้ตกเป็นของผู้ซื้อต่อเมื่อได้ชำระราคาภายในเวลาที่กำหนดในข้อ 4 ทั้งหมด และผู้ซื้อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่น ๆ ทั้งหมดโดยครบถ้วน ข้อ 7 ระบุว่า ในวันทำสัญญานี้ ผู้ขายได้ส่งมอบเรือที่ตกลงซื้อขายให้แก่ผู้ซื้อเพื่อนำไปใช้ประโยชน์แล้วแต่ผู้ซื้อจะนำไปขายต่อไม่ได้ ดังนั้นในกรณีที่ผู้ซื้อไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาข้อ 6 ผู้ซื้อจะต้องคืนเรือให้แก่ผู้ขายเมื่อผู้ขายทวงถาม และข้อ 9 ระบุว่า ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันว่า หากจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเรือก่อนชำระราคาครบถ้วน ให้ถือในระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายว่าเป็นการดำเนินการเพื่อความสะดวกในการใช้ประโยชน์จากเรือที่ตกลงซื้อขายของผู้ซื้อเท่านั้น และกรรมสิทธิ์ในเรือที่ตกลงซื้อขายกันนี้จะตกเป็นของผู้ซื้อต่อเมื่อผู้ซื้อได้ชำระราคาให้แก่ผู้ขายตามข้อ 4 จนครบถ้วนแล้ว สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า หลังจากทำสัญญาซื้อขายเรือ โจทก์ได้มอบหนังสือมอบอำนาจในการจดทะเบียนเพื่อเปลี่ยนชื่อเจ้าของเรือทั้งสามลำให้แก่จำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ซื้อตามสัญญามีความประสงค์ที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในเรือซึ่งมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไปที่ซื้อขายเมื่อจำเลยที่ 1 ชำระเงินครบถ้วนแล้ว แม้โจทก์จะส่งมอบเรือทั้งสามลำที่ซื้อขายให้จำเลยที่ 1 แล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในเรือทั้งสามลำให้เสร็จเด็ดขาดต่อไป สัญญาซื้อขายเรือดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง จึงไม่ตกเป็นโมฆะ และในการทำสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวผู้ทำสัญญาไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเรือที่จะซื้อขายขณะทำสัญญาก็ได้ เพราะสาระสำคัญที่เป็นวัตถุประสงค์ของการซื้อขายก็คือให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์โดยชำระราคาตามที่ตกลงกัน และเป็นหน้าที่ของผู้ขายที่ต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อเมื่อผู้ซื้อปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว ทั้งได้ความว่าโจทก์ได้ส่งมอบเรือทั้งสามลำที่จะซื้อขายพร้อมหนังสือมอบอำนาจในการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เรือทั้งสามลำให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญา ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ใช้ประโยชน์เรือทั้งสามลำมาตลอด จนเรือบางลำสูญหายและบางลำถูกเจ้าหน้าที่ของสาธารณรัฐอินโดนีเซียยึดไป แสดงว่าโจทก์สามารถดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในเรือทั้งสามลำที่จะซื้อขายให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ สัญญาซื้อขายเรือจึงเป็นสัญญาที่มีผลใช้บังคับได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสามฉบับเพื่อชำระค่าเรือตามสัญญาซื้อขายเรือดังกล่าว จึงเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนันทพงศ์ พิเชษฐพันธ์
จำเลย — นายวิชัย ชัยศรีสมุทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายตระการ สุรมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเดชวิมล สุมาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14795/2555
#528606
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ผู้เป็นป้า ตั้งแต่ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 3 ปีเศษ เนื่องจากบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 หย่าร้างกัน ถือว่าผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในฐานะผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 2 การที่จำเลยโทรศัพท์ชวนผู้เสียหายที่ 2 ไปพบแล้วพาขึ้นบ้านไปที่ระเบียง แล้วดึงแขนผู้เสียหายที่ 2 จากระเบียงพาเข้าห้องไปกระทำชำเรา เป็นการรบกวนล่วงอำนาจผู้ดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็รับฟังข้อเท็จจริงมาดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะใช้ถ้อยคำว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ปกครองคลาดเคลื่อนไป ศาลฎีกาก็ปรับบทให้ถูกต้องได้ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความและตามฟ้องโจทก์ จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 310, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 317 วรรคท้าย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 4 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุก 2 เดือน และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม), 317 วรรคท้าย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 9 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่1 แพทย์หญิงทิพย์วรรณเป็นผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 2 และทำความเห็นตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจโทประสงค์ และพันตำรวจโทประเสริฐ พนักงานสอบสวนเป็นพยาน โดยพันตำรวจโทประสงค์เบิกความว่า พยานเป็นผู้สอบปากคำผู้เสียหายที่ 2 ต่อหน้าพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ และผู้ปกครอง กับสอบปากคำผู้เสียหายที่ 1 ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษหรือพยาน ส่วนจำเลยนั้นพยานแจ้งสิทธิให้ทราบแล้วสอบสวนจำเลยต่อหน้าบิดาจำเลยในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามบันทึกการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา กับบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา และพันตำรวจโทประเสริฐเบิกความว่า พยานทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ต่อจากพันตำรวจโทประสงค์ซึ่งย้ายไป พยานแจ้งข้อหาชั้นสอบสวนเพิ่มเติมแก่จำเลยว่าพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร และบันทึกรายละเอียดคำให้การของจำเลยไว้ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จากพยานโจทก์ข้างต้น เห็นว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวและถ้อยคำของผู้เสียหายที่ 2 ตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษหรือพยาน มีลักษณะเป็นการเบิกความต่อศาลและให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาโดยธรรมชาติ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้ความว่าจำเลยเป็นคนรู้จักที่มาพูดคุยเกี้ยวพาราสีแต่ไม่ถึงขั้นเป็นคนรักกัน และมีรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องที่ถูกจำเลยดึงแขนเข้าห้องไปกระทำชำเรา อาการเจ็บและแสบที่อวัยวะเพศขณะถูกจำเลยกระทำชำเรา ความรู้สึกหลังจากเกิดเหตุ ตลอดจนเหตุผลที่ปกปิดเรื่องที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะกลัวจะเสียชื่อเสียงตามที่จำเลยบอกกับกลัวจะถูกญาติผู้ใหญ่ตำหนิและด่าว่า ตามประสาเด็กที่ยังอ่อนวัยและขาดประสบการณ์ในการแก้ปัญหาโดยแท้ ซึ่งตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ก็ปรากฏว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนไว้ว่าจำเลยเคยชอบพอผู้เสียหายที่ 2 เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2547 แต่ภายหลังจำเลยมีคนรักซึ่งพามาเที่ยวที่บ้านบ่อยครั้งแล้ว ทั้งคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ในเรื่องที่ได้รับคำบอกเล่าจากผู้เสียหายที่ 2 ถึงเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุก็สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และเชื่อมโยงกันถึงเหตุที่มีการแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยล่าช้าว่าเป็นเพราะผู้เสียหายที่ 1 เพิ่งทราบเรื่องจากผู้เสียหายที่ 2 ในวันที่ 30 เมษายน 2548 แม้ผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ของแพทย์หญิงทิพย์วรรณไม่เป็นข้อพิสูจน์ที่ฟังได้แน่นอนว่าผู้เสียหายที่ 2 ถูกกระทำชำเราไปก่อนหน้านั้นประมาณ 4 สัปดาห์ หรือไม่ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่แพทย์หญิงทิพย์วรรณตรวจพบรอยแดงเล็กน้อยคล้ายแผลใกล้หายที่บริเวณปากช่องคลอดด้านหลังของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งสามารถใส่นิ้วเข้าไปตรวจได้ง่ายต่างไปจากเด็กหญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ โดยแพทย์หญิงทิพย์วรรณมีความเห็นจากรอยที่ตรวจพบนั้นว่าผู้เสียหายที่ 2 น่าจะผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก่อนก็เป็นข้อสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่ว่าหลังจากถูกจำเลยกระทำชำเราแล้วมีเลือดออกที่อวัยวะเพศและสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ว่า ในวันรุ่งขึ้นหลังวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ไม่กล้าลงเล่นน้ำทะเลให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสองเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยแต่อย่างใด อีกทั้งการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ก็เป็นเรื่องอื้อฉาวที่ผู้เสียหายที่ 2 เองจะต้องอับอายขายหน้าต่อคนที่รู้จักและเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียต่อวงศ์ตระกูล จึงไม่มีเหตุควรระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 ได้สร้างเรื่องขึ้นประจานตัวเองหรือผู้เสียหายที่ 1 ได้เสี้ยมสอนผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นหลานให้บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปรักปรำจำเลยในเรื่องเสียหายเช่นนี้ เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองเบิกความตามเรื่องที่แท้จริง การที่โจทก์ไม่มีสมุดบันทึกที่ผู้เสียหายที่ 2 เขียนระบายความในใจว่าเสียตัวให้จำเลยมาแสดงเป็นหลักฐานและมิได้นำสืบน้องสาวผู้เสียหายที่ 2 ที่รู้เห็นว่าผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านไปพบจำเลยในวันเกิดเหตุ ก็ไม่เป็นเหตุให้คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองปราศจากน้ำหนักให้เชื่อถือหรือดูเป็นพิรุธแต่อย่างใดไม่ ที่จำเลยนำสืบว่าผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ไปที่บ้านจำเลยในวันเกิดเหตุ วันดังกล่าวมีคนในบ้านอยู่กันตามปกติโดยมีเพื่อนของบิดาจำเลยไปตั้งวงดื่มสุรา มีคนรักของจำเลยไปช่วยมารดาจำเลยทำกับข้าว มีเพื่อนของน้องชายไปซ้อมดนตรี และมีเพื่อนบ้านไปนั่งดูโทรทัศน์นั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนถึงเรื่องนี้ไว้ด้วย อีกทั้งพยานที่จำเลยนำสืบเพิ่งปรากฏในชั้นพิจารณา ข้อนำสืบของจำเลยจึงดูเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงให้ฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในวันเกิดเหตุจริง จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ซึ่งจำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายที่ 1 มิใช่ผู้ปกครองของผู้เสียหายที่ 2 เพราะบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่โดยบุคคลทั้งสองยังไม่ถูกถอนอำนาจปกครองนั้น จากข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ผู้เป็นป้าเนื่องจากบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 หย่าร้างกัน โดยได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ประกอบบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษหรือพยานว่า หลังจากบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 หย่าร้างกันแล้วผู้เสียหายที่ 1 เลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 2 ตั้งแต่อายุ 3 ปีเศษเรื่อยมา ทั้งผู้เสียหายที่ 2 ก็เบิกความว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ดังนี้จึงถือได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในฐานะผู้ดูแลผู้เสียหายที่ 2 โดยได้รับมอบหมายจากบิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 ฉะนั้นการที่จำเลยโทรศัพท์ชวนผู้เสียหายที่ 2 ไปพบแล้วดึงแขนผู้เสียหายที่ 2 ขึ้นบ้านพาเข้าห้องไปกระทำชำเรา จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการรบกวนล่วงอำนาจผู้ดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ซึ่งในข้อนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็รับฟังข้อเท็จจริงมาดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะใช้ถ้อยคำว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ปกครองคลาดเคลื่อนไป ศาลฎีกาก็ปรับบทให้ถูกต้องได้ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความและตามฟ้องโจทก์ จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจารดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอีกกรรมหนึ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมีรูปเรื่องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายธีระหรือตั้ม สุขเนตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายปุญชรัสมิ์ วราพงศ์พิศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14793/2555
#533000
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมเอกสาร เอกสารราชการ และเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ โดยลงลายมือชื่อปลอมของโจทก์ร่วมและทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับ แล้วนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปใช้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขายฝาก ไถ่ถอนการขายฝาก และขายที่ดินของโจทก์ร่วม 2 แปลง ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย แม้ฟ้องโจทก์จะไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้งที่ดินของโจทก์ร่วมและไม่ได้แนบสำเนาโฉนดที่ดินก็ตาม แต่โจทก์ร่วมก็เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร เอกสารราชการ และเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ และใช้เอกสารปลอมดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 264, 265, 266, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานาวาเอก (พิเศษ) ธรรมรงค์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265, 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 266 (1) และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 (ที่ถูกมาตรา 264 วรรคแรก), 265, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันใช้หรืออ้างหนังสือมอบอำนาจขอหนังสือรับรองการประเมินราคาที่ดินปลอม ฐานร่วมกันใช้หรืออ้างสำเนาทะเบียนบ้านปลอมและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนปลอม ฐานร่วมกันใช้หรืออ้างหนังสือสัญญาขายฝากปลอม และฐานร่วมกันใช้หรืออ้างบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สินปลอม บันทึกถ้อยคำการชำระภาษีอากรปลอม และคำแนะนำเกี่ยวกับการขายฝากสำหรับผู้ขายฝากปลอม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้หรืออ้างหนังสือสัญญาขายฝากปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา 90 จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันใช้หรืออ้างหนังสือสัญญาขายฝากปลอม ฐานร่วมกันใช้หรืออ้างบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สินปลอม ฯ และฐานร่วมกันใช้หรืออ้างสำเนาทะเบียนบ้านปลอมและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนปลอมเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้หรืออ้างสัญญาขายฝากปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี อีกกระทง ฐานร่วมกันใช้หรืออ้างหนังสือมอบอำนาจปลอม และฐานร่วมกันใช้หรืออ้างสำเนาทะเบียนบ้านปลอมและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนปลอม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้หรืออ้างสำเนาทะเบียนบ้านปลอมและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 อีก 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมทั้งสิ้น 4 กระทง จำคุก 8 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่มีรายละเอียดว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 16022 และ 16029 ตั้งอยู่ที่ตำบล อำเภอ และจังหวัดใด ไม่มีรายละเอียดว่านายมนูญ เป็นเจ้าพนักงานที่ดินประจำสำนักงานที่ดินจังหวัดหรือสาขาใด ประกอบกับโจทก์ไม่ได้แนบสำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาสัญญาขายฝาก สำเนาสัญญาซื้อขายที่ดิน และเอกสารที่เกี่ยวข้องมาท้ายฟ้อง แม้อ่านฟ้องก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 16022 และ 16029 ตั้งอยู่อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นการทำนิติกรรมกับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาสามชุก นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมเอกสาร ปลอมเอกสารราชการ และปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ กับใช้เอกสารปลอมดังกล่าว ซึ่งฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 16022 และ 16029 และเจ้าพนักงานที่ดิน ที่เกี่ยวข้องกับการปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว กับสำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาสัญญาขายฝาก สำเนาสัญญาซื้อขายที่ดินและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งจำเลยก็นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ร่วมไปขอหนังสือรับรองการประเมินราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 16022 ไถ่ถอนการขายฝาก และขายที่ดินให้นางมังคุด และนางวีระ กับโจทก์ร่วมเป็นผู้ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 16022 และ 16029 ให้แก่นางอัญชลี โดยจำเลยเป็นนายหน้าและได้ค่านายหน้า แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาตามฟ้องดีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นาวาเอก (พิเศษ) ธรรมรงค์ เข้าร่วมเป็นโจทก์ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านาวาเอก (พิเศษ) ธรรมรงค์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 16022 และ 16029 แต่ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้งที่ดินและโจทก์ไม่ได้แนบสำเนาโฉนดที่ดินดังกล่าวมาท้ายฟ้อง แม้จะฟังว่านาวาเอก (พิเศษ) ธรรมรงค์ เป็นเจ้าของที่ดิน ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลอมเอกสาร เอกสารราชการและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ โดยลงลายมือชื่อปลอมของโจทก์ร่วมและทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับแล้วนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปใช้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขายฝาก ไถ่ถอนการขายฝาก และขายที่ดินของโจทก์ร่วม 2 แปลง ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย แม้ฟ้องโจทก์จะไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้งที่ดินของโจทก์ร่วมและไม่ได้แนบสำเนาโฉนดที่ดินก็ตาม แต่โจทก์ร่วมก็เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร เอกสารราชการและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — นาวาเอก (พิเศษ) ธรรมรงค์ คุณหอม
จำเลย — นางสาวนันรวีหรือธัญย์จิรา แสนยศหรือวัฒนธนะโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายสมศักดิ์ ฏาราณุท
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกำพล ษมาคุณากร
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14791/2555
#528599
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขอถอนอุทธรณ์และขอให้ศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดเพื่อจำเลยจะได้รับพระราชทานอภัยโทษในวันครบรอบ 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า อนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์ได้จำหน่ายคดี ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้นับแต่วันที่จำเลยเข้ามอบตัว ศาลอุทธรณ์จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยนับแต่วันใด แล้วแต่ศาลอุทธรณ์จะเห็นควร เมื่อศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้นับแต่วันที่จำเลยเข้ามอบตัว จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยขอถอนอุทธรณ์และขอให้ศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดเพื่อจำเลยจะได้รับพระราชทานอภัยโทษในวันครบรอบ 84 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า อนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์ได้ จำหน่ายคดี ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้นับแต่วันที่จำเลยเข้ามอบตัว

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้นับแต่วันก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2554 เห็นว่า การถอนฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตและจะให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยนับแต่วันใดนั้นแล้วแต่ศาลอุทธรณ์จะเห็นสมควร ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้นับแต่วันที่จำเลยเข้ามอบตัว จึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะทำได้ และไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 202
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นายนิพนธ์ จิตจำนงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์ — นางนันทิกา จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14785/2555
#540936
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดวันที่ 25 มีนาคม 2542 แต่โจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์เพราะประสงค์จะดำเนินคดีเอง การที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549 โจทก์จะต้องนำสืบให้รับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องภายในสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นเช่นนั้น คดีในความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในฐานความผิดนี้ จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเหตุเรื่องคดีขาดอายุความเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีขอแบ่งสินสมรส และบังคับคดีโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรส แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาแบ่งปันตามส่วน โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายตามส่วนที่เป็นของตนเอง ส่วนการที่จำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2542 ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น หากจำเลยทั้งสองมีเจตนาก่อให้เกิดหนี้จริงก็เป็นหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว การที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ในคดีขอให้บังคับให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดข้อตกลงดังกล่าว ก็คงมีเพียงสิทธิบังคับคดีเอาจากสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ก่อน เมื่อไม่พอจึงมีสิทธิบังคับเอาจากสินสมรสที่เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1488 สิทธิในการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีผลกระทบสิทธิในการได้รับชำระหนี้ของโจทก์ แม้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในคดีที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ก็คงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพียงเฉพาะที่เป็นส่วนของจำเลยที่ 1 ดังนั้น หากแม้ว่าจำเลยที่ 2 จะเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลเกี่ยวกับมูลหนี้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ในคดีที่จำเลยที่ 2 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องจริง ก็ไม่อาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายได้เลย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานเบิกความเท็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก มาตรา 91 ฐานโกงเจ้าหนี้ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน ฐานเบิกความเท็จจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า โจทก์เคยเป็นสามีจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่า และแบ่งสินสมรสคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 77574 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือ บ้านเลขที่ 665/145 แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หรือเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท ศาลในคดีดังกล่าวพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง โจทก์ยังฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยทั้งสองกระทำ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ลงในโฉนดที่ดินเช่นเดิม หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และหากไม่สามารถโอนกลับคืนได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคา 2,000,000 บาท แทนแก่โจทก์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้เห็นว่า คดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว จึงโอนสำนวนไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ในราคา 1,300,000 บาท ศาลในคดีดังกล่าวพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง หลังจากนั้นเจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขาย จำเลยทั้งสองร่วมกันทำบันทึกข้อตกลงมีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าขายที่ดินแปลงแก่จำเลยที่ 2 ในราคา 4,500,000 บาท ได้รับชำระแล้ว 4,030,000 บาท ยังค้างชำระ 470,000 บาท จำเลยที่ 1 ยอมชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท แก่โจทก์ และมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เจรจากับโจทก์ หากตกลงกันไม่ได้ จำเลยที่ 1 ยอมชำระค่าเสียหาย 2,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 และยอมจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าวร่วมกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าปฏิบัติผิดข้อตกลงขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 5,865,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,030,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ในราคา 4,500,000 บาท ชำระแล้ว 4,030,000 บาท ศาลในคดีดังกล่าวพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชนะคดีเต็มตามฟ้อง สำหรับคดีที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสจากจำเลยที่ 1 โจทก์บังคับคดีโดยการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว อันเป็นสินสมรสแล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาแบ่งปันกันตามส่วน ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางโดยอ้างว่า จำเลยที่ 2 ไม่สามารถเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ได้ นอกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณาแล้วอนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามขอ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ในข้อแรกว่า คดีในส่วนความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีในส่วนความผิดฐานโกงเจ้าหนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2542 แต่โจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์เพราะประสงค์จะดำเนินคดีเอง ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549 โจทก์ย่อมจะต้องนำสืบพยานให้รับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่โจทก์กลับไม่ได้นำสืบให้เห็นได้เช่นนั้น คดีในส่วนความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ก็ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น เหตุเรื่องคดีขาดอายุความเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ในข้อสองว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยที่ 1 ในคดีฟ้องขอแบ่งสินสมรส และบังคับคดีโดยการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นสินสมรสแล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาแบ่งปันกันตามส่วน โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายตามส่วนที่เป็นของตนเอง การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำบันทึกข้อตกลง ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น หากแม้จำเลยทั้งสองมีเจตนาก่อให้เกิดหนี้ขึ้นจริงก็เป็นหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว การที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยที่ 1 ในคดีฟ้องขอให้บังคับชดใช้ค่าเสียหาย อันเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดข้อตกลงมีเพียงสิทธิบังคับคดีเอาจากสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ก่อน เมื่อไม่พอจึงมีสิทธิบังคับคดีเอาจากสินสมรสที่เป็นส่วนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1488 สิทธิในการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีผลกระทบต่อสิทธิในการได้รับชำระหนี้ของโจทก์ กล่าวคือ แม้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในคดีที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 มีสิทธิจะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพียงเฉพาะส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 1 ดังนั้น หากแม้ว่าจำเลยที่ 2 จะเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลชั้นต้นตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องจริง ก็ไม่อาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายได้เลย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น ฎีกาจำเลยที่ 2 ในข้ออื่น ๆ ศาลฎีกาไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยให้เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 177 ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 195 วรรคสอง ม. 213 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลาร์ส อีริค มักนุ๊สสัน
จำเลย — นางพิมพา ชินรัตนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายไกรสร โสมจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14783/2555
#532995
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมอบเช็คปลอมให้พนักงานของผู้เสียหายนำไปเบิกเงินจากธนาคารตามเช็คด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อแท้จริงของ ธ. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วม เงินที่จำเลยได้ไปจึงเป็นเงินของธนาคารมิใช่เงินของโจทก์ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานลักเงินของโจทก์ร่วมแต่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงธนาคาร โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเงินของโจทก์ร่วม แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังไม่ได้ว่าจำเลยลักเงินโจทก์ร่วม และฟังได้ว่าจำเลยฉ้อโกงธนาคารเป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายฟ้อง จึงเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และไม่อาจสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ร่วมได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 265, 266, 268, 334 ให้จำเลยใช้หรือคืนเงิน 1,111,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทช้างแก้วการเกษตร จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 266(4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266(4), 334 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมตั๋วเงิน ฐานใช้ตั๋วเงินปลอมและฐานลักทรัพย์ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 266(4) อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยให้วางโทษตามมาตรา 266(4) รวม 11 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี แต่ความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงให้ลงโทษจำคุกจำเลย 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ร่วม 401,500 บาท ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 266(4) จำเลยมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมและฐานลักทรัพย์ รวม 9 กระทง แต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม 2 กระทง จำคุก กระทงละ 1 ปี รวม 11 กระทง รวมจำคุก 11 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าว ฎีกาจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยมีผิดฐานลักทรัพย์ และให้จำเลยคืนเงิน 401,500 บาท แก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมอบเช็คปลอมให้พนักงานของผู้เสียหายนำไปเบิกเงินจากธนาคารตามเช็คด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อแท้จริงของนายธงชัย กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วม เงินที่จำเลยได้ไปจึงเป็นเงินของธนาคารมิใช่เงินของโจทก์ร่วม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานลักเงินของโจทก์ร่วม แต่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงธนาคาร โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักเงินของโจทก์ร่วม แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังไม่ได้ว่าจำเลยลักเงินโจทก์ร่วม และฟังได้ว่าจำเลยฉ้อโกงธนาคารเป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญไม่อาจลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง และไม่อาจสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ร่วมได้ ปัญหาเรื่องนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266(4) รวม 11 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี เป็นจำคุก 11 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และยกคำขอของโจทก์ส่วนที่ให้บังคับจำเลยใช้หรือคืนเงินแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 672
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — บริษัทช้างแก้วการเกษตร จำกัด
จำเลย — นายสมเกียรติ พิทักษ์พิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสัญชัย ภักดีบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14762/2555
#528575
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อประธานศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า คดีนี้อยู่อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งมีศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรังเปิดดำเนินการแล้ว ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรังเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไปตามนัย มาตรา 13 และ 15 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้อง และให้โจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาหนังสือซื้อขายและเพิกถอนการจดทะเบียนโฉนดที่ดินเลขที่ 10310, 29129 และ 29130 ตั้งอยู่ตำบลควนปริง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้โฉนดที่ดินทั้งสามกลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดพร้อมจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลจังหวัดตรัง เพราะเป็นคดีครอบครัวอยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลเยาวชนและครอบครัว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 11 ศาลจังหวัดตรังมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปให้ประธานศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด

ประธานศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาที่ ยช 46/2552

ศาลชั้นต้นได้อ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้วมีคำสั่งว่า คำสั่งประธานศาลฎีกาเป็นที่สุด คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลนี้ ให้ยกฟ้อง โดยให้โจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์โดยขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอุทธรณ์ก็พอแปลได้ว่าการที่ศาลชั้นต้นสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา เป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อประธานศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งมีศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรังเปิดดำเนินการอยู่แล้ว ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรังเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไปตามนัย มาตรา 13 และ 15 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้อง และให้โจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตรังเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 14 วรรคสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 13 ม. 15 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิ่ง คงบัน
จำเลย — นายเปลิบ คงบัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายสุพัชร์ จงเพิ่มวัฒนะผล
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14736/2555
#532878
เปิดฉบับเต็ม

การที่ทรัพย์สินใดจะเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งมวลประกอบกัน ลำพังการลงลายมือชื่อรับรองต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าเงินทั้งหมดที่ซื้อเป็นสินส่วนตัวของจำเลยซึ่งเป็นคนไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว เป็นเพียงหลักฐานเบื้องต้นเท่านั้น แต่เมื่อพยานหลักฐานทั้งหมดรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมกัน

การแบ่งทรัพย์สินพึงกระทำโดยแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมหรือโดยขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ก่อน หากไม่ชำระเงินจึงยึดที่ดินมาขายทอดตลาดนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งกัน จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 67316 ตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 68/2 ออกขายตามประมวลกฎหมายที่ดินภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และนำเงินที่ได้จากการขายคืนแก่โจทก์หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 250,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 67316 ตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้จากการขาย จำนวน 250,000 บาท ชำระคืนแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ จดทะเบียนสมรสกับจำเลยในประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 ระหว่างสมรสโจทก์นำเงินรายได้ของโจทก์ซึ่งเป็นสินสมรสไปซื้อที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 67316 ตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 68/2 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2549 ตามสำเนาหนังสือขายที่ดิน ต่อมาโจทก์ฟ้องหย่าจำเลย ศาลแห่งประเทศสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (ศาลประจำจังหวัดเมดสโตน) พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2551 ตามสำเนาคำพิพากษาและคำแปล ปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกานั้น เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยก่อนว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 68/2 เป็นสินส่วนตัวของจำเลยโดยโจทก์มีเจตนาซื้อเพื่อให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเพียงผู้เดียวหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้ได้ความจากโจทก์เบิกความว่า โจทก์ไม่มีเจตนายกที่ดินพิพาทให้เป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว โจทก์มีเจตนาจะให้เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างโจทก์และจำเลย โดยโจทก์มีความประสงค์ที่จะมาอยู่ในประเทศไทยหลังจากเกษียณอายุแล้ว ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับที่ได้ความจากพยานจำเลยปากนายชานนท์ ซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยว่า วันที่ทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินให้แก่จำเลย โจทก์ไปที่สำนักงานที่ดินด้วย โจทก์ได้ถามนายชานนท์โดยจำเลยเป็นผู้แปลข้อความที่โจทก์พูดให้เป็นภาษาไทยให้นายชานนท์ฟังว่า เมื่อโจทก์ออกเงินซื้อที่ดินแล้วโจทก์จะได้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์หรือไม่ นายชานนท์จึงตอบโจทก์ว่าต้องไปถามเจ้าพนักงานที่ดิน แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อใช้อยู่ร่วมกับจำเลยภายหลังโจทก์เกษียณอายุ การที่โจทก์ถามนายชานนท์ว่าโจทก์จะได้กรรมสิทธิ์หรือไม่ จึงมิใช่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่ผู้เดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยซึ่งมีมารดาของจำเลยเบิกความโดยรับฟังข้อความมาจากจำเลยอันเป็นพยานบอกเล่ามานั้น จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาอ้างทำนองว่า โจทก์ลงลายมือชื่อยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรในหนังสือรับรองต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามระเบียบของสำนักงานที่ดินว่าเงินทั้งหมดที่ซื้อเป็นสินส่วนตัวของจำเลยซึ่งเป็นคนไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงมิใช่สินสมรสนั้น เห็นว่า การที่ทรัพย์สินใดจะเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งมวลประกอบกัน ลำพังการลงลายมือชื่อรับรองต่อเจ้าพนักงานที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานเบื้องต้นเท่านั้น แต่เมื่อพยานหลักฐานทั้งหมดรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว ที่ดินและบ้านพิพาทจึงตกเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมกัน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 250,000 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้จากการขาย จำนวน 250,000 บาท ชำระคืนแก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อคดีรับฟังได้ว่า ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์และจำเลยจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในทรัพย์สินดังกล่าวคนละกึ่งหนึ่ง ซึ่งในการแบ่งทรัพย์สินเช่นว่านี้พึงกระทำโดยแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมหรือโดยขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งกัน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ก่อน จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 67316 ตำบลแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมบ้านเลขที่ 68/2 ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์จำเลยแบ่งทรัพย์สินกันเองก่อน เมื่อไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งกันคนละครึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1364 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364 ม. 1474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเดวิด เคนเนธ ริชาร์ด
จำเลย — นางสุดชาดาหรือสุชาฎา ริชาร์ดหรือบุตรโพธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางนรีนุช เจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวนันทวัน เจริญชาศรี
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
พฤษภา พนมยันตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14660/2555
#532993
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 บัญญัติว่า "กรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้าราชการ หรือพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษ หรือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าว อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่บ้าน จึงหาใช่บุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตราดังกล่าวไม่ ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตราดังกล่าวอย่างใด จึงไม่อาจเพิ่มโทษตามบทกฎหมายดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8, 10, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง รถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 8836 ลำปาง กระเป๋าหิ้ว 1 ใบ ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 15/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 100, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 10 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิตและปรับคนละ 1,000,000 บาท ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แต่เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจวางโทษเป็นสามเท่าของบทบัญญัติดังกล่าวได้อีก ทั้งไม่อาจนำมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับด้วยได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ซึ่งคงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นจำคุก 50 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 25 ปี และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,500,000 บาท ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 500,000 บาท ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง รถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 8836 ลำปาง กระเป๋าหิ้ว 1 ใบ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 15/2550 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากศาลตัดสินจำคุกจำเลยที่ 4 ตลอดชีวิต จึงไม่นับโทษต่อให้ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 3,000,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ไม่ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 8836 ลำปาง ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หากไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 1,770 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยทั้งสี่เบิกความว่า เมื่อจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า รับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำพยานไปชี้บ้านของจำเลยที่ 4 กับโจทก์มีบันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ 4 นำมาขายให้แก่สายลับ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำพนักงานสอบสวนไปชี้บ้านของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่า มีลักษณะเป็นคำซัดทอดในระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกัน ทั้งจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 4 ว่าที่เจ้าพนักงานตำรวจนำจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปบ้านของจำเลยที่ 4 นั้น จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักบ้านของจำเลยที่ 4 มาก่อน นอกจากนี้เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 4 ก็ไม่พบยาเสพติดให้โทษแต่อย่างใดทั้งจำเลยที่ 4 ก็ให้การปฏิเสธในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน ตลอดจนชั้นพิจารณาของศาล พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 บัญญัติว่า "กรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้าราชการ หรือพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษ หรือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าว อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่บ้าน จึงหาใช่บุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตราดังกล่าวไม่ ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า เป็นบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตราดังกล่าวอย่างใด ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามกฎหมายมาตราดังกล่าวด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้แก้ไขจึงเป็นการไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายเชิด การินตา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายชัยฤกษ์ หิมพานต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14653 -ที่ 14654/2555
#528610
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อและประสานงานการขายเฮโรอีนทั้งสองครั้งระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับดาบตำรวจ ณ. ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งส่งมอบเฮโรอีนของกลางและรับเงินค่าเฮโรอีน จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีน

โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ติดต่อกันทั้งสองสำนวน แม้เป็นคดีที่รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน และศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตทั้งสองสำนวนก็นับโทษต่อกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 3, 4, 5, 11, 12, 13, 18, 62, 81 ริบเฮโรอีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย. 1905/2547 ของศาลชั้นต้น เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

สำนวนหลังโจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 3, 4, 5, 11, 12, 13, 18, 62, 81 ริบเฮโรอีนของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย. 1904/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ โดยจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 81 จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (3), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (3), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 4 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 แต่เพียงกระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 แต่เพียงกระทงเดียว ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตแล้วไม่อาจเพิ่มโทษได้อีกจึงคงประหารชีวิตจำเลยที่ 2 สถานเดียว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตทั้งสองกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิตทั้งสองกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) ศาลพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิตไม่อาจนำโทษข้อหาอื่นมารวมกันอีกได้ จึงคงจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิตสถานเดียว ริบเฮโรอีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำหน่ายเฮโรอีนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจเอกชยพจน์ และดาบตำรวจณัฎฐพล ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2546 พันตำรวจเอกชยพจน์ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยที่ 3 ติดต่อหาลูกค้าซื้อเฮโรอีนและตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยที่ 3 มีประวัติเป็นผู้ค้ายาเสพติด พันตำรวจเอกชยพจน์จึงมอบหมายให้ดาบตำรวจณัฎฐพลปลอมตัวเป็นพ่อค้าเข้าล่อซื้อ ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2546 ดาบตำรวจณัฎฐพลพบจำเลยที่ 3 ครั้งแรกโดยสายลับแนะนำที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ ถนนสุขุมวิท กรุงเทพมหานคร มีการเจรจาซื้อขายเฮโรอีนและมอบหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่กันและกัน วันที่ 3 มิถุนายน 2546 ดาบตำรวจณัฎฐพลไปพบจำเลยที่ 3 ที่โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 3 พานางซ้อสองมาด้วยและบอกว่านางซ้อสองเป็นเจ้าของเฮโรอีน มีการเจรจาซื้อขายเฮโรอีนกัน ต่อมาเดือนเมษายน 2547 จำเลยที่ 3 โทรศัพท์ติดต่อดาบตำรวจณัฎฐพลเสนอขายเฮโรอีนให้ พันตำรวจเอกชยพจน์จึงประสานงานกับสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อขอการสนับสนุนเงินล่อซื้อ 300,000 บาท ดาบตำรวจณัฎฐพลติดต่อนัดพบจำเลยที่ 3 ที่โรงแรมวังทอง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 22 เมษายน 2547 ครั้นถึงวันนัดพยานทั้งสองกับพวกเดินทางไปตามนัด จำเลยที่ 3 ขอดูเงินจากดาบตำรวจณัฎฐพลแล้วบอกว่าจะเอาเฮโรอีนมาส่งให้ที่ห้อง 726 ให้ดาบตำรวจณัฎฐพลรอที่ห้อง 730 จำเลยที่ 3 รับเงินจำนวน 300,000 บาท และกุญแจห้อง 726 ไป ระหว่างนั้นเจ้าพนักงานตำรวจชุดสะกดรอยรายงานพันตำรวจเอกชยพจน์ว่าจำเลยที่ 3 ข้ามไปในเขตสหภาพพม่า เวลา 13 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจชุดสะกดรอยรายงานว่าจำเลยที่ 1 นำสิ่งของเข้าไปไว้ในห้อง 726 จากนั้นจำเลยที่ 3 นำกุญแจห้อง 726 มาคืนให้แก่ดาบตำรวจณัฎฐพลและบอกว่าเอาของไว้ในห้องแล้ว ดาบตำรวจณัฎฐพลตรวจดูแล้วพบเฮโรอีน 2 แท่ง อยู่ในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง ต่อมาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ ดาบตำรวจณัฎฐพลได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากจำเลยที่ 3 ว่า เฮโรอีนอีก 10 ตัว พร้อมจะส่งจึงนัดพบกันที่โรงแรมวังทองเช่นเดิม พันตำรวจเอกชยพจน์ติดต่อขอยืมเงินจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาคกลาง 3,000,000 บาท วันที่ 28 เมษายน 2547 ดาบตำรวจณัฎฐพลพบกับจำเลยที่ 3 ที่คอฟฟี่ช็อฟของโรงแรมแล้วไปดูเงินที่ใช้ล่อซื้อที่ห้อง 617 จำเลยที่ 3 บอกว่ามีคนขนเฮโรอีน 2 คน ขนได้คนละ 5 แท่ง จำเลยที่ 3 เอากุญแจห้อง 615 ไปแล้วให้ดาบตำรวจณัฎฐพลรออยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรม ต่อมาจำเลยที่ 3 กลับมาบอกดาบตำรวจณัฎฐพลว่าของจะมาแล้ว ดาบตำรวจณัฎฐพลนั่งรออยู่สักครู่จึงเห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินลงมาจากห้องพักแล้วมอบกุญแจห้องให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ส่งมอบกุญแจห้องคืนให้แก่ดาบตำรวจณัฎฐพลแล้วบอกให้ขึ้นไปตรวจดูเฮโรอีน ดาบตำรวจณัฎฐพลตรวจดูแล้วพบเฮโรอีน 10 แท่ง อยู่ในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง จึงโทรศัพท์แจ้งพันตำรวจเอกชยพจน์และทราบว่าพันตำรวจเอกชยพจน์กับพวกจับกุมจำเลยทั้งสามไว้ได้ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความได้ต่อเนื่องเชื่อมโยงและสมเหตุสมผล ประกอบกับพยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 3 ให้ต้องรับโทษด้วยข้อหาร้ายแรงเช่นนี้ เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความตามความเป็นจริง อีกทั้งก่อนจับกุมจำเลยที่ 3 พยานโจทก์ทั้งสองได้วางแผนล่อซื้อเฮโรอีนจากจำเลยที่ 3 อย่างรัดกุมและเป็นขั้นเป็นตอน มีการติดต่อระหว่างจำเลยที่ 3 กับดาบตำรวจณัฎฐพลอย่างต่อเนื่องหลายครั้งหลายหน และโจทก์มีภาพถ่ายของจำเลยที่ 3 ที่แอบถ่ายไว้ มาแสดงเป็นหลักฐานสนับสนุนทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยที่ 3 เองก็นำสืบรับว่ามีการติดต่อและพบกับดาบตำรวจณัฎฐพลซึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าทั้งที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย อันเป็นการเจือสมพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อและประสานงานการขายเฮโรอีนทั้งสองครั้งให้แก่ดาบตำรวจณัฎฐพลตั้งแต่ต้นจนกระทั่งส่งมอบเฮโรอีนของกลางและรับเงินค่าเฮโรอีน ปัญหาที่จำเลยที่ 3 กล่าวอ้างในฎีกาว่า กล้องวีดิทัศน์ที่ซ่อนไว้ในห้องและถ่ายภาพ ที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานนั้นบันทึกเสียงไว้ด้วย หากจำเลยที่ 3 เจรจาขายเฮโรอีนให้แก่ดาบตำรวจณัฎฐพลจริง ในชั้นพิจารณาโจทก์ชอบที่จะเปิดเสียงฟังการเจรจาเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 3 เห็นว่า ในคดีอาญาการนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยจะมากน้อยเพียงใดเป็นดุลพินิจของโจทก์ หากโจทก์เห็นว่าพยานหลักฐานที่นำสืบมามีน้ำหนักเพียงพอแล้วจะไม่นำพยานหลักฐานที่เป็นเสียงจากกล้องวีดิทัศน์มาสืบอีกก็ได้ ฎีกาอื่นของจำเลยที่ 3 นอกจากนี้ไม่เป็นสาระควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ที่ว่า จำเลยที่ 3 เพียงแต่ติดต่อขายอัญมณีให้แก่ดาบตำรวจณัฎฐพล แต่ดาบตำรวจณัฎฐพลขอให้จำเลยที่ 3 ช่วยนัดนางซ้อสองเพื่อซื้อเฮโรอีน จำเลยที่ 3 จึงช่วยติดต่อให้บุคคลทั้งสองรู้จักกันโดยจำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายเฮโรอีนของกลางนั้น ไม่สมเหตุสมผลและขัดแย้งกับพฤติกรรมของจำเลยที่ 3 ตามที่โจทก์นำสืบมาโดยเฉพาะการเข้าห้องพักของดาบตำรวจณัฎฐพลที่โรงแรมซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นการดูเงินที่ล่อซื้อก่อนส่งมอบเฮโรอีนของกลางมากกว่าการดูอัญมณีตามที่ จำเลยที่ 3 นำสืบ จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาหนักแน่นมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อกันทั้งสองสำนวนแม้เป็นคดีที่รวมพิจารณาเข้าด้วยกันและศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิตทั้งสองสำนวนก็นับโทษต่อกันได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่นับโทษต่อให้จึงไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อกันได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ป.วิ.อ. ม. 212
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายทวย ไม่มีนามสกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอุชเชษฏ์ เฟื่องฟูสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ สุธรรมโกศล
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14629/2555
#554788
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ต่างมารวมกันเพื่อเสพยาเสพติดให้โทษ โดยเมทแอมเฟตามีนที่ตรวจพบอยู่ในสภาพกระจัดกระจายทั้งบนโต๊ะและบนพื้น มิได้อยู่ในสภาพนำมากองรวมกัน แสดงว่ามีการแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ตรวจพบสารเสพติดในร่างกายแต่ละคนเข้าครอบครองก่อนแล้ว แต่เมทแอมเฟตามีนที่อยู่ในสภาพกระจัดกระจายดังกล่าวไม่อาจรับฟังให้เป็นผลร้ายว่าจำเลยทั้งหมดมีเจตนาร่วมกันครอบครองทั้งจำนวนตามที่โจทก์ฟ้อง คงฟังได้แต่เพียงว่าเฉพาะจำเลยที่ตรวจพบสารเสพติดในร่างกายมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเฉพาะในส่วนของแต่ละคนที่มีไว้เพื่อเสพเท่านั้น

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้โทษของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจากรอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษและไม่ปรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยดังกล่าว ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 จะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 9 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 ริบของกลาง และนำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ศาลรอการลงโทษไว้รวมเข้ากับโทษคดีนี้

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน โดยจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 10 ถึงที่ 12 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 สำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุกสามเดือนภายในระยะเวลา 1 ปี กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 เห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ห้ามจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนมาแล้วหลายครั้ง ศาลเคยให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัวเป็นพลเมืองดีแล้วแต่จำเลยที่ 1 กลับยุ่งเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนอีก จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 7427/2544 และคดีหมายเลขแดงที่ 1169/2546 ของศาลชั้นต้น คดีละ 6 เดือน เข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและอุปกรณ์สำหรับเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง เงินสดของกลางคืนแก่เจ้าของ ส่วนจำเลยอื่นและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 อีกฐานหนึ่ง จำคุกคนละ 1 ปี เมื่อรวมกับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 18 เดือน (ที่ถูก เมื่อบวกโทษจำคุกคดีละ 6 เดือน รวมสองคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 18 เดือน) จำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 คนละ 1 ปี 6 เดือน ไม่ลงโทษปรับ และไม่รอการลงโทษกับไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสิบสองกับพวกอีก 10 คน ซึ่งเป็นเยาวชนที่ห้องเลขที่ 555 โรงแรมฮาร์ทอินน์ ตั้งอยู่ที่ถนนศรีนครินทร์หมู่ที่ 5 ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมกับยึดได้เมทแอมเฟตามีน 53 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.67 กรัม กับขวดซึ่งดัดแปลงเป็นอุปกรณ์สำหรับใช้เสพเมทแอมเฟตามีน 2 ชุด เงินสด 73,080 บาท เป็นของกลาง สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับความผิดฐานนี้เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 9 มิได้ฎีกา ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ว่า จำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกชาญวุธ กับสิบตำรวจเอกมานะ ผู้จับกุม ซึ่งเป็นประจักษ์พยานฝ่ายโจทก์ที่เข้าตรวจค้นห้องเกิดเหตุเบิกความยืนยันว่า พยานได้เฝ้าสังเกตเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยพยานเห็นกลุ่มวัยรุ่นเข้าออกห้องเกิดเหตุเป็นจำนวนมาก เมื่อให้พนักงานของโรงแรมเคาะเรียกและเปิดประตูเข้าไป เห็นกลุ่มวัยรุ่นส่วนหนึ่งนั่งล้อมวงอยู่บริเวณห้องโถง และอีกส่วนหนึ่งอยู่ในห้องนอนทั้ง 2 ห้อง จึงเรียกให้มารวมกันที่บริเวณห้องโถง เมื่อเปิดไฟในห้องจึงพบเมทแอมเฟตามีนของกลางในสภาพกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะและบนพื้น นอกจากนี้ยังพบขวดซึ่งมีลักษณะถูกดัดแปลงสำหรับใช้เป็นอุปกรณ์เสพเมทแอมเฟตามีน 2 ขวด และเงินสดอีก 73,080 บาท วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ กัน พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่ไม่มีเหตุว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำให้จำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ต้องรับโทษ โดยผลการตรวจปัสสาวะของจำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ก็พบสารเสพติด พฤติการณ์แห่งคดีฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ต่างมารวมกันเพื่อเสพยาเสพติดให้โทษจริง โดยเมทแอมเฟตามีนที่ตรวจพบอยู่ในสภาพกระจัดกระจายทั้งบนโต๊ะและบนพื้น มิได้อยู่ในสภาพนำมากองรวมกันแสดงว่ามีการแบ่งเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ตรวจพบสารเสพติดในร่างกายแต่ละคนเข้าครอบครองก่อนแล้ว แต่เมทแอมเฟตามีนที่อยู่ในสภาพกระจัดกระจายดังกล่าวไม่อาจรับฟังให้เป็นผลร้ายว่าจำเลยทั้งหมดมีเจตนาร่วมกันครอบครองทั้งจำนวนตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษเฉพาะจำเลยที่ตรวจพบสารเสพติดในร่างกายฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเฉพาะในส่วนที่ตนเองมีไว้เพื่อเสพเท่านั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ให้รอการลงโทษ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ไว้ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสิบสองฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสองเฉพาะความผิดที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องดังกล่าว โดยโจทก์และจำเลยทั้งสิบสองมิได้อุทธรณ์ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจึงต้องถือว่าโจทก์พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 9 ในความผิดฐานดังกล่าวแล้ว ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้โทษของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นไม่รอการลงโทษและไม่ลงโทษปรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 จึงไม่ชอบ เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยดังกล่าว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 จะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 9 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตคนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ส่วนความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้บังคับคดีลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่ไม่คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 212 ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายคมสันต์ สุทธิภู กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายปราโมทย์ สุทธิกิจจานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนิยุติ สุภัทรพาหิรผล
ชื่อองค์คณะ
ไสว จันทะศรี
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14590/2555
#528587
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 30 ระบุว่า การแจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น แต่มิได้ระบุว่าจะต้องทำตามแบบพิมพ์ลักษณะใด เมื่อพิจารณาหนังสือของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ถึงผู้จัดการโจทก์ โดยอ้างถึงคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ มีรายละเอียดว่า ตามที่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในการประชุมครั้งที่ 1/2551 มีมติให้ใช้อัตราค่าภาษีต่อตารางเมตรตามที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการประเมินและจัดเก็บภาษีของโจทก์ในปี 2548 เป็นเกณฑ์ประเมินและจัดเก็บภาษีในปี 2549 และระบุจำนวนภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 หนังสือลงนามโดยจำเลยที่ 2 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ข้อความในหนังสือดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้พิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์แล้ว และถือได้ว่าเป็นใบแจ้งคำชี้ขาดที่จำเลยที่ 2 แจ้งไปยังโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บเกินไปจากโจทก์จำนวน 585,313.76 บาท ภายในสามเดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันครบกำหนดสามเดือนเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระคืนแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า การประเมินค่ารายปี ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยทั้งสองถูกต้องตามกฎหมาย

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2549 ต่อจำเลยที่ 1 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินมาแก่โจทก์เป็นค่ารายปีจำนวน 15,985,342 บาท เป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 1,998,230.25 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับใบแจ้งรายการประเมิน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยอ้างว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 สูงเกินควรกว่าจำนวนที่โจทก์ต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมาย ในส่วนพื้นที่ที่ให้บุคคลภายนอกเข้าทำสัญญาเช่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มิได้นำเอาค่าเช่าที่โจทก์เรียกเก็บจากผู้เช่ามาประเมินเป็นค่ารายปี แต่กำหนดอัตราค่าเช่าขึ้นเองโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ส่วนพื้นที่ที่โจทก์ดำเนินการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่กำหนดอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางหรือทำการประเมินโดยเทียบเคียง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 กลับกำหนดอัตราค่าเช่าเพื่อทำการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินต่อกรณีของโจทก์แต่เพียงรายเดียว ทำให้การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ขาดความชัดเจนและถูกต้อง ขอให้คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ กำหนดค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินรวมแล้วให้เหลือเพียง 913,776.49 บาท จำเลยที่ 2 มีหนังสือที่ สส 71001/69 แจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงินจำนวน 1,499,090.25 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยและได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 1 มีเนื้อหามาจากผลการประชุมคณะผู้บริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์ยื่นไว้ การประชุมดังกล่าวมีการบันทึกรายงานการประชุมไว้ด้วย ถ้อยคำในเอกสารอ้างถึงคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์ยื่นโต้แย้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 ไว้ และมีข้อความยืนยันถึงการพิจารณาคำร้อง โดยเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการมีระเบียบวาระและมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานในที่ประชุมเป็นการประชุมครั้งที่ 1/2551 และที่ประชุมมีมติให้เรียกเก็บค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์เป็นเงิน 1,499,090.25 บาท ลดลงจากที่เคยประเมินไว้ในครั้งก่อนถึง 499,140 บาท หนังสือดังกล่าวจึงมีสถานะเป็นคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 30 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 30 บัญญัติว่า คำชี้ขาดนั้นให้แจ้งไปยังผู้ร้องเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้ามีการลดจำนวนเงินที่ประเมินไว้เป็นจำนวนเท่าใดก็ให้แจ้งไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อจะได้แก้ไขบัญชีการประเมินตามคำชี้ขาดตามบทบัญญัติดังกล่าว การแจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินกฎหมายระบุให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น แต่มิได้ระบุว่าจะต้องทำตามแบบพิมพ์ในลักษณะใด เมื่อพิจารณาหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่ สส 71001/69 เป็นเรื่องผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ที่มีถึงผู้จัดการโจทก์ โดยอ้างถึงคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน มีรายละเอียดว่า ตามที่โจทก์ในฐานะผู้รับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่...นั้น คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในการประชุมครั้งที่ 1/2551 มีมติให้ใช้อัตราค่าภาษีต่อตารางเมตรที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการประเมินและจัดเก็บภาษีของโจทก์ในปี 2548 เป็นเกณฑ์ในการประเมินและจัดเก็บภาษีในปี 2549 ดังนั้น ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2549 ที่ผู้รับประเมินจะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,499,090.25 บาท หนังสือลงนามโดยจำเลยที่ 2 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้วซึ่งเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ข้อความในหนังสือแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้พิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์แล้วมีมติให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,499,090.25 บาท หนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นใบแจ้งคำชี้ขาดที่จำเลยที่ 2 ได้แจ้งไปยังโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ใบแจ้งคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 30 จึงถือได้ว่าโจทก์ไม่ได้รับใบแจ้งคำชี้ขาดจากจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่อาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลนี้ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และ 8 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจึงเห็นควรวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดไว้แต่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เนื่องจากคู่ความได้สืบพยานหลักฐานมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า หนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ของจำเลยที่ 2 เลขที่ สส 71001/69 ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ปัญหานี้ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" สำหรับใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 มีข้อความว่า คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในการประชุมครั้งที่ 1/2551 มีมติให้ใช้อัตราค่าภาษีต่อตารางเมตรที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการประเมินและจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปีภาษี 2548 เป็นเกณฑ์ในการประเมินและจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2549 ดังนั้น ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2549 ที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,499,090.25 บาท ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2549 น้อยกว่าค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประเมิน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 อาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใด รวมทั้งมีข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจอย่างไร เมื่อใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจของจำเลยที่ 2 โจทก์ย่อมไม่ทราบเหตุผลในการชี้ขาดได้ ใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือแต่ขาดเหตุผลตามบทบัญญัติดังกล่าว ถือว่าเป็นการแจ้งคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้น แต่เนื่องจากกรณีเป็นการกระทำที่ไม่ชอบในรูปแบบของใบแจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย จำเลยที่ 2 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว จึงอาจดำเนินการแก้ไขในภายหลังโดยจัดให้มีเหตุผลตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง ในใบแจ้งคำชี้ขาดหรือเอกสารประกอบใบแจ้งคำชี้ขาดและแจ้งให้โจทก์ทราบต่อไปตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และหากโจทก์ยังไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ระบุไว้ในใบแจ้งคำชี้ขาด โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 แต่ในส่วนคดีนี้ เมื่อมีเหตุให้เพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีการแจ้งคำชี้ขาดโดยไม่ชอบแล้วย่อมมีผลให้ไม่มีการแจ้งคำชี้ขาด ซึ่งก็ทำให้การฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดเสียไปทั้งหมด จึงควรคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดที่โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 ไว้ก่อนเพื่อใช้สิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินคำขอท้ายฟ้อง และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หรือไม่

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า การเรียกเก็บเงินค่าขึ้นศาลของศาลภาษีอากรกลางชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์โต้แย้งใบแจ้งคำชี้ขาดว่าเป็นจำนวนเงินสูงกว่าค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์พอใจจำนวน 585,313.76 บาท ดังนั้น จำนวนค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินส่วนที่โจทก์พอใจจำนวน 913,776.49 บาท จึงไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นข้อพิพาท คำสั่งศาลให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 2.5 ของจำนวนทุนทรัพย์ 1,499,090.25 บาท จึงไม่ชอบนั้น ปัญหานี้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์นั้นอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ถ้าจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น ให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาเสียตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น..." ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้ศาลเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่เรียกเก็บเกินไปจากโจทก์จำนวน 585,313.76 บาท แก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง อีกทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับจากวันครบกำหนดสามเดือนเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระคืนแก่โจทก์จนเสร็จสิ้น ดังนี้ จำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องจึงมีเพียง 585,313.76 บาท โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องเท่านั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลฎีกาในอัตราร้อยละ 2.5 ของจำนวนทุนทรัพย์ 1,499,090.25 บาท จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการแจ้งตามใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 585,313.76 บาท ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเพิ่มในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางรวมจำนวน 45,690 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14556/2555
#544512
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติชัดเจนว่า เจ้าของอสังหาริมทรัพย์จะต้องร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือในระยะเวลาใด เมื่อปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทน โจทก์จึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์เงินค่าทดแทนได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แม้ขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์และมีหนังสือขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเป็นระยะเวลาที่เลยกำหนด พ.ร.ฎ.เวนคืนใช้บังคับแล้วก็ตาม ไม่ทำให้อุทธรณ์และหนังสือแจ้งร้องขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนสิ้นสิทธิอุทธรณ์และสิ้นสิทธิร้องขอให้ซื้อที่ดินไปด้วย เพราะมิฉะนั้นก็อาจเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกเวนคืนไปรับเงินค่าทดแทนใกล้กับวันครบกำหนดใช้บังคับตาม พ.ร.ฎ.เวนคืน อันจะทำให้ความในมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ไม่มีผลบังคับไปในตัว ซึ่งไม่ชอบด้วยเหตุผลความถูกต้องและความยุติธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 4,297,888 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,940,757 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจำนวน 350,000 บาท และค่ารื้อถอนอาคารเพิ่มจำนวน 13,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินกว่าร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซื้อที่ดินจำนวน 11 ตารางวา ของโจทก์ในราคา 1,320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 96298 ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 16 ตารางวา พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 5/15 หมู่ที่ 6 ถนนพิบูลสงคราม ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอบางบัวทอง อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และเขตตลิ่งชัน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2537 เพื่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์ และถนนต่อเชื่อมสายติวานนท์ - เพชรเกษม - รัตนาธิเบศร์ เนื้อที่ 5 ตารางวา ที่ดินคงเหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 11 ตารางวา โดยโจทก์จะต้องรื้อถอนอาคารพาณิชย์เลขที่ 5/15 ออกไปด้วย คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 70,000 บาท เป็นเงิน 350,000 บาท เงินค่าทดแทนอาคารสิ่งปลูกสร้างจำนวน 787,783 บาท เงินค่ารื้อย้ายมิเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 4,550 บาท เงินค่ารื้อย้ายมาตรประปาจำนวน 5,045 บาท เงินค่ารื้อย้ายทรัพย์สินจำนวน 10,860 บาท รวมเป็นเงิน 1,158,238 บาท เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินจำนวนดังกล่าว โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนเพิ่มรวมทั้งขอให้ซื้อที่ดิน ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนต่อจำเลยที่ 2 และในวันเดียวกันโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 4 ขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 11 ตารางวา ในราคาตารางวาละ 230,000 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นข้อแรกว่า โจทก์สมควรได้รับเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 5 ตารางวา ในราคาตารางวาละ 120,000 บาท เป็นเงินค่าทดแทนเพิ่มตารางวาละ 50,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนเพิ่มจำนวน 250,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นประชุมครั้งที่ 12/2540 ลงมติว่า ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ปี 2539 ถึงปี 2542 เป็นแนวทางในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน แสดงให้เห็นว่าการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในราคาตารางวาละ 70,000 บาท ถือเอาราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 (3) เป็นสำคัญ ไม่ได้นำราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 21 (1) มาพิจารณาประกอบด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง ทั้งยังปรากฏตามสำเนารายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ครั้งที่ 8/2539 ว่า โครงการก่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองนนทบุรี มีข้อมูลราคาตลาดว่า ตึกแถวเนื้อที่ 18 ตารางวา สภาพอาคาร 4 ชั้นครึ่ง อายุประมาณ 10 ปี ราคาประกาศขายห้องละ 4,500,000 บาท หักค่าก่อสร้างและค่าเสื่อมแล้วเหลือราคาที่ดิน 3,751,200 บาท หรือราคาตารางวาละ 208,400 บาท ซึ่งสภาพตึกแถวและสภาพที่ดินใกล้เคียงกับตึกแถวและที่ดินของโจทก์ แต่ของโจทก์ด้อยกว่าเพราะมีเนื้อที่ 16 ตารางวา และตามโฉนดที่ดินปรากฏว่ามีการออกโฉนดที่ดินอันแสดงว่ามีการสร้างตึกแถวประมาณปีดังกล่าว ซึ่งเป็นเวลาก่อนใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาเวนคืนนานถึงประมาณ 15 ปี อย่างไรก็ดีรายงานการประชุมในหน้า 17 ได้ทำตารางสรุปราคาของที่ดินไว้ว่า ที่ดินติดถนนพิบูลสงคราม ราคาประเมินมูลค่าที่ดิน 108,000 บาท ถึง 120,000 บาท ต่อตารางวา แม้โครงการก่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองนนทบุรี เป็นอีกโครงการหนึ่งแยกต่างหากจากโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดนครอินทร์และถนนต่อเชื่อมสายติวานนท์ - เพชรเกษม - รัตนาธิเบศร์ ซึ่งเวนคืนที่ดินของโจทก์ก็ตาม แต่ก็ปรากฏตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พ.ศ.2537 เพื่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองนนทบุรีว่า มีการตราพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2537 อันเป็นเวลาภายหลังจากมีการตราพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินของโจทก์ซึ่งตราเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2537 เพียง 1 เดือนเศษเท่านั้น ทั้งพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินของโจทก์ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2537 ห่างจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาของพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองนนทบุรี ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2537 เพียงประมาณ 2 เดือน ราคาของที่ดินจึงไม่น่าที่จะแตกต่างกันมากอย่างมีนัยสำคัญ ราคาของที่ดินในโครงการก่อสร้างถนนสายเลี่ยงเมืองนนทบุรีเป็นที่ดินตั้งอยู่ถนนพิบูลสงครามและตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เช่นเดียวกับที่ดินของโจทก์ จึงน่าที่จะนำมาเปรียบเทียบเพื่อกำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินของโจทก์ได้ เช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในราคาตารางวาละ 70,000 บาท ได้คำนึงถึงราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นสำคัญ ย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืน เมื่อเอกสารของฝ่ายจำเลยระบุว่าที่ดินติดถนนพิบูลสงครามมีมูลค่าที่ดินถึงตารางวาละ 120,000 บาท การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 120,000 บาท จึงน่าจะเป็นธรรมแก่ทั้งโจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ดังนั้น โจทก์จึงสมควรได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นอีกตารางวาละ 50,000 บาท ที่ดินถูกเวนคืนเนื้อที่ 5 ตารางวา เป็นเงิน 250,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ไม่เพิ่มเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่ปรากฏตามเอกสารแนบท้ายฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้วเพิ่มเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์จากราคาตารางวาละ 70,000 บาท เป็นราคาตารางวาละ 100,000 บาท และแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแล้ว ดังนั้น โจทก์จึงต้องได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มจากที่จำเลยที่ 2 วินิจฉัยอีกตารางวาละ 20,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนเพิ่ม 100,000 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องร้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 11 ตารางวา ได้หรือไม่ หากฟ้องได้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องซื้อในราคาใดนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินของโจทก์เหลือจากการเวนคืนเพียง 11 ตารางวา ย่อมเป็นจำนวนที่น้อยกว่า 25 ตารางวา จึงอยู่ในเกณฑ์ที่โจทก์จะร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง แต่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 4 ขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 11 ตารางวา อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอบางบัวทอง อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และเขตตลิ่งชัน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2537 เลยกำหนดเวลาใช้บังคับแล้วเนื่องจากตามมาตรา 3 บัญญัติให้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับได้มีกำหนด 4 ปี โดยตามมาตรา 2 บัญญัติว่า พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2537 จึงใช้บังคับได้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2537 ไปจนถึงวันที่ 1 เมษายน 2541 ปัญหาจึงมีว่าโจทก์จะร้องขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนได้หรือไม่ เมื่อพระราชกฤษฎีกาเป็นการออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคสาม และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ดังนั้น หลักเกณฑ์การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 เป็นสำคัญ ซึ่งตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวไม่ได้บัญญัติชัดเจนว่าเจ้าของอสังหาริมทรัพย์จะต้องร้องขอให้เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือจัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือในระยะเวลาใด เมื่อปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือถึงโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทน โจทก์จึงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์เงินค่าทดแทนได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์และมีหนังสือขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่เลยกำหนดพระราชกฤษฎีกาเวนคืนใช้บังคับแล้วก็ตาม ไม่ทำให้อุทธรณ์และหนังสือแจ้งร้องขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนสิ้นสิทธิอุทธรณ์และสิ้นสิทธิร้องขอให้ซื้อที่ดินไปด้วย เพราะมิฉะนั้นก็อาจเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เวนคืนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกเวนคืนไปรับเงินค่าทดแทนใกล้กับวันครบกำหนดใช้บังคับตามพระราชกฤษฎีกาเวนคืน อันจะทำให้ความในมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวไม่มีผลบังคับไปในตัว ซึ่งไม่ชอบด้วยเหตุผลความถูกต้องและความยุติธรรม โดยจะเห็นได้จากเมื่อพระราชกฤษฎีกาครบกำหนดใช้บังคับแล้วยังมีการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เช่น จำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งโจทก์เรื่องแจ้งการวางทรัพย์และแจ้งเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน โจทก์ยื่นเรื่องขออุทธรณ์การกำหนดค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน อธิบดีกรมทางหลวงชนบทมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้มีคำวินิจฉัยให้เพิ่มค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เพิ่ม ตามเอกสารท้ายฎีกาโจทก์เป็นต้น นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากโจทก์ยื่นเรื่องขอให้จำเลยที่ 3 จัดซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนแล้ว ฝ่ายสำรวจและประมาณราคา กองจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งเป็นส่วนราชการของจำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกข้อความเรื่อง ขอให้ซื้อที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนถึงผู้อำนวยการกองจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่อพิจารณาให้ฝ่ายจัดหาที่ดินดำเนินการขออนุมัติให้เจ้าหน้าที่เวนคืนจัดซื้อได้ และให้ใช้ราคาตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น กำหนดตามบันทึกข้อความ ซึ่งล้วนแต่เป็นการดำเนินการภายหลังจากพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเลยกำหนดเวลาใช้บังคับแล้วเช่นกัน อันเป็นการแสดงให้เห็นได้ว่าแม้พระราชกฤษฎีกาครบกำหนดใช้บังคับแล้ว ก็ยังมีเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งมีอำนาจในการเวนคืนหรือควบคุมการเวนคืนตามกฎหมายมาทำหน้าที่ตกลงซื้อขายและกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนให้แก่โจทก์ได้ หาใช่ไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งมีอำนาจในการเวนคืนตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแต่อย่างใด ประกอบกับโจทก์ฟ้องขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนด้วย ไม่ได้ฟ้องเฉพาะเจ้าหน้าที่ ทั้งการเวนคืนทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ไปซึ่งที่ดินของโจทก์ผู้ถูกเวนคืนแล้วทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์ผู้ถูกเวนคืนได้รับผลกระทบจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินส่วนที่เหลือได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพระราชกฤษฎีกาครบกำหนดใช้บังคับแล้ว กรณีจึงไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งมีอำนาจในการเวนคืนหรือควบคุมการเวนคืนตามกฎหมายทำหน้าที่ตกลงซื้อขายและกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนให้แก่โจทก์ ที่จำเลยที่ 4 เพิกเฉยไม่ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนและมิได้มีคำวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่โต้แย้งสิทธิโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 11 ตารางวา ได้ ส่วนโจทก์มีสิทธิร้องขอให้ซื้อที่ดินดังกล่าวได้ในราคาใดนั้น เมื่อศาลฎีกาคณะคดีปกครองได้วินิจฉัยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในราคาตารางวาละ 120,000 บาท โจทก์จึงชอบที่ร้องขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนได้ในราคาตารางวาละ 120,000 บาท เช่นเดียวกัน ที่ดินเนื้อที่ 11 ตารางวา เป็นเงินค่าที่ดินจำนวน 1,320,000 บาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ กระทรวงคมนาคม ที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ 2 กรมทางหลวงชนบท ที่ 3 และอธิบดีกรมโยธาธิการ ที่ 4 ยื่นคำร้องว่า เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 54 ให้โอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ ภาระผูกพัน ข้าราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ 1 เฉพาะที่เกี่ยวกับกรมโยธาธิการจำเลยที่ 3 มาเป็นของกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และมาตรา 161 บรรดาอำนาจหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศหรือคำสั่งใดของส่วนราชการหรือของส่วนหนึ่งส่วนใดของส่วนราชการที่โอนมาหรือของรัฐมนตรีเจ้าสังกัดและผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของส่วนราชการที่โอนมาดังกล่าว ให้โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการที่รับโอนหรือของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด และผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการที่รับโอนดังกล่าวแล้วแต่กรณี เป็นเหตุให้บรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ ภาระผูกพัน ข้าราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ 1 เฉพาะที่เกี่ยวกับกรมโยธาธิการจำเลยที่ 3 โอนไปเป็นของกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ขอให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสี่เข้าสวมสิทธิเป็นจำเลยทั้งสี่แทนจำเลยทั้งสี่เดิมด้วย ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้สั่งคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ดังกล่าว แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาโดยผู้ร้องทั้งสี่ได้นำพยานเข้าสืบตามคำร้องจนสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ โดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งในปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาคณะคดีปกครองพิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้ร้องทั้งสี่แล้ว เห็นว่า เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาให้โอนกรมโยธาธิการจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการของกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ 1 ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่ เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงอนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสี่เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยทั้งสี่เดิมในคดีนี้ตามลำดับ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่เงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้จ่ายเพียง 100,000 บาท และค่ารื้อถอนอาคารให้จ่ายเพิ่มจำนวน 20,400 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 20 วรรคหนึ่ง ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรเชษฐ์ จึงเกษมโชคชัย
กระทรวงมหาดไทย โดยกระทรวงคมนาคม
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
ศุภชัย สมเจริญ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14553/2555
#540925
เปิดฉบับเต็ม

ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่นั้น ศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมหลอกลวงต่อผู้เสียหาย 2 ครั้ง หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังมา เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 265, 266, 268, 341, 352 ริบของกลางและให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 7,550,105 บาท

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) รวม 5 กระทง จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม 5 กระทง กระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 5 ปี ริบของกลาง คำขอที่ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาทรัพย์จำนวน 7,550,105 บาท ผู้เสียหายและจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันแล้ว จึงให้ยก ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 1 นำสืบว่าใช้เอกสารปลอมจริง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 266 (1) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกราชการปลอม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้สำหรับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม เป็นว่า เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่เป็นความผิด 2 กระทง และปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) อันเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมจำคุก 16 เดือน กับให้ยกฟ้องสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เมื่อคดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมหลอกลวงต่อผู้เสียหาย 2 ครั้ง หรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 เองก็ยอมรับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังตามคำเบิกความของผู้เสียหายประกอบบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ยินยอมคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ใช้เอกสารปลอมหลอกลวงต่อผู้เสียหาย 2 ครั้ง การรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงหาใช่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังมา เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้นก็เป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นางฐิติรัตน์หรือเก่ง ประกอบทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายมีศักดิ์ พยับวิภาพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางมาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา