คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14552/2555
#526801
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยมีและใช้อาวุธปืน มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์คงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำให้การรับสารภาพเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่ฟ้อง และศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ แต่ในกรณีเช่นนี้โจทก์ไม่จำต้องนำสืบให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยดังเช่นคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เพียงมีพยานมาสืบให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามคำรับ ก็เป็นการเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานนั้นได้

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารถือได้ว่าความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากผู้เยาว์ไปโดยมีเจตนา จึงไม่ใช่เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง แต่ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ตาม ป.อ. มาตรา 310 วรรคแรก และฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืนตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) นั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายจะหน่วงเหนี่ยวเอาตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้กระทำชำเรา การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 277, 310, 317, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยแก้ไขคำให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสาม และวรรคสี่, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพกับฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืน จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 30 ปี 9 เดือน คำขอเพิ่มโทษให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง จำคุก 7 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 13 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 ปี 9 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่มีอยู่เพียงปากเดียว ทั้งเป็นเด็กหญิงอายุยังน้อย ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอเมื่อตกอยู่ในสภาพถูกข่มขู่บังคับโดยจำเลยกับพวกที่ใช้อาวุธปืนจี้เอาตัวขึ้นรถยนต์ไปจากที่พัก พาไปในสถานที่ต่าง ๆ ในเวลากลางคืนตลอดทั้งคืน ย่อมตกอยู่ในความกลัวยากที่จะหาทางหลุดพ้นขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น โดยเฉพาะถูกจำเลยทำร้ายตลอดทางไม่ว่าด้วยคำพูดหรืออากัปกิริยาที่ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เห็นจำเลยพกอาวุธปืนอยู่ การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปที่ห้างสรรพสินค้า แล้วผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ขอให้พนักงานรักษาความปลอดภัยช่วยเหลือก็ดี หรือไม่หลบหนีในระหว่างเดินทางไปจังหวัดตราดก็ดี หรือจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้องนอนที่บ้านเพื่อนของจำเลยโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยข่มขู่บังคับผู้เสียหายที่ 1 ก็ดี จึงไม่อาจถือเป็นข้อพิรุธหรือข้อที่จะแสดงว่าผู้เสียหายที่ 1 สมัครใจไปกับจำเลยและยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราโดยจำเลยไม่ต้องใช้อาวุธปืนจี้บังคับ ส่วนที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านมารดาของจำเลยรออยู่จนนายสุวิทย์บิดาของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ตามไปพบโดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้หลบหนีหรือขอให้บุคคลใดช่วยเหลือ เป็นเหตุการณ์หลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ไม่ใช่ข้อที่จะบ่งชี้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราโดยจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธปืนจี้บังคับเช่นกัน เพราะอาจเป็นกรณีที่จำเลยต้องการพาผู้เสียหายที่ 1 ไปหาบิดามารดาของตนเพื่อช่วยหาทางเยียวยาแก้ไขการกระทำผิดของจำเลย ดังคำเบิกความของนายสุวิทย์บิดาของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า วันรุ่งขึ้นหลังจากตามหาผู้เสียหายที่ 1 ไม่พบ พยานไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว บิดาของจำเลยโทรศัพท์ถึงพยานและไปหาพยานพาไปพบผู้เสียหายที่ 1 มีการเจรจากันที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่นำข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืน แต่ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่เชื่อตามคำยืนยันของผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนจี้บังคับข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ และเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาเพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การรับสารภาพได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนการปรับบทลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดข้อหานี้ต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำผิดคือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) เพราะกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนทั้งมาตราไม่เป็นคุณแก่จำเลย แม้ความในมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) เป็นมาตรา 277 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) มีอัตราโทษเท่ากันก็ไม่อาจปรับบทลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) และไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงที่จำเลยจะไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ที่โจทก์ฎีกาขอให้ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ และศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่มาด้วยจึงไม่ถูกต้องชัดเจน ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษในข้อหาความผิดนี้เสียใหม่

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยว กักขัง กระทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพ กับฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารถือได้ว่าความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากผู้เยาว์ไปโดยมีเจตนาดังกล่าวแล้ว จึงไม่ใช่เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง แต่ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก และฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) นั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายจะหน่วงเหนี่ยวเอาตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้กระทำชำเรา การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุกตลอดชีวิต ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำต่างกรรม จำคุก 5 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งรวมทั้งโทษในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 28 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 277 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) ม. 310 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายวาณิชหรือนุ แกล้วกล้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายธีรวิชช์ ควรเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิเชียร โบราณวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14536/2555
#572098
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 309 โดยไม่ได้ระบุวรรค เนื่องจาก ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้น แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามพูดข่มขู่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองให้ตายจนผู้เสียหายทั้งสองต้องย้ายที่พักอาศัยไปอยู่ที่บ้านพักเจ้าหน้าที่สวนป่าบางขนุน แตกต่างจากที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองโดยมีอาวุธก็ตาม ก็มิใช่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคแรก จึงเป็นการปรับบทกฎหมายให้ตรงตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เท่านั้น และไม่เป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 371, 392, 90, 91, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) จำคุกคนละ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกว่าฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ โดยมีอาวุธ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างชั่วคราวของสวนป่าบางขนุน ให้เกิดความกลัวโดยการขู่เข็ญให้ผู้เสียหายทั้งสองออกจากการเป็นลูกจ้างของสวนป่าบางขนุนและย้ายที่พักไปอยู่ที่อื่น หากผู้เสียหายทั้งสองยังเป็นลูกจ้างของสวนป่าบางขนุนและยังไม่ย้ายที่พักไปอาศัยอยู่ที่อื่น จำเลยทั้งสามจะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองให้ตาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองกลัวอันตรายต่อชีวิตที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยทั้งสาม ผู้เสียหายทั้งสองจึงจำต้องย้ายที่พักอาศัยไปอยู่ที่อื่นตามที่ถูกขู่เข็ญ ดังนี้ ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายไว้แล้วว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองให้ออกจากการเป็นลูกจ้างของสวนป่าบางขนุนและย้ายที่พักไปอยู่ที่อื่น โดยจะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองให้ตาย ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองอย่างไรแล้ว ส่วนจำเลยทั้งสามจะใช้ถ้อยคำหรือข้อความใดข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงได้บรรยายการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำความผิด ตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ทั้งจำเลยทั้งสามก็นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้ข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสอง แสดงว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้หลงต่อสู้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อไปว่า การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 โดยไม่ได้ระบุวรรคเนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้น แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามพูดข่มขู่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองให้ตายจนผู้เสียหายทั้งสองต้องย้ายที่พักอาศัยไปอยู่ที่บ้านพักเจ้าหน้าที่สวนป่าบางขนุน แตกต่างจากที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองโดยมีอาวุธก็ตาม ก็มิใช่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก จึงเป็นการปรับบทกฎหมายให้ตรงตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เท่านั้น และไม่เป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 192 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 309
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายเอกรัตน์ เครือโสบ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายนพรัตน์ สุวรรณกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประเสริฐ โกวิทยา
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจน์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14528/2555
#533727
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำใบถอนเงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมรวม 17 ฉบับ ไปแสดงขอถอนเงินต่อพนักงานธนาคาร ก. สาขาอุทัยธานี ในใบถอนเงินดังกล่าวระบุวันที่จำเลยนำไปใช้ถอนเงินเป็นวันที่ 14 และ 18 มกราคม 2545 วันที่ 23 เมษายน 2545 วันที่ 9, 16 และ 23 พฤษภาคม 2545 โดยนำใบถอนเงินฉบับลงวันที่ เดือน ปีเดียวกันหลายฉบับไปยื่นต่อธนาคารพร้อมกัน แยกเป็น 6 วัน จึงถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมรวม 6 กรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามมาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 17 กระทง เป็นจำคุก 102 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 75 เดือน 15 วัน ยกฟ้องข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 36 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามมาตรา 78 คงจำคุก 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม 17 กรรม ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า จำเลยเป็นลูกจ้างชั่วคราวของมูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน ซี.ซี.เอฟ ในประเทศไทย โดยเป็นผู้ประสานงานระดับจังหวัด เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 มูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน ซี. ซี. เอฟ ในประเทศไทยมอบหมายให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ บี เอส คอนซัลแตนท์ ตรวจสอบบัญชีของโครงการพัฒนาเด็กของมูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน ซี. ซี. เอฟ ในประเทศไทยในจังหวัดอุทัยธานี จากการตรวจสอบพบว่ามีการถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาอุทัยธานี ตามฟ้องในวันที่ 14 และ 18 มกราคม 2545 วันที่ 23 เมษายน 2545 วันที่ 9, 16 และ 23 พฤษภาคม 2545 และในใบถอนเงินที่มีการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวปรากฏว่าลายมือชื่อของนายวีรพงศ์ นางสาวเบญจวรรณ นายเสถียร นายกฤช นายขจร นายชูชาติ นายไพโรจน์ นายธานี และนายสวิง ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อเบิกถอนเงิน ในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีและในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีผู้มอบฉันทะเป็นลายมือชื่อปลอม ส่วนลายมือชื่อในช่องผู้รับมอบฉันทะและผู้รับเงินในใบถอนเงิน ดังกล่าวเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของจำเลย จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมด้วยการนำใบถอนเงินปลอมและใบมอบฉันทะปลอมข้างต้นไปใช้ถอนเงินต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาอุทัยธานี ตามที่กล่าวอ้างมาตอนต้นแยกเป็น 6 ครั้ง โดยรวมใบถอนเงินฉบับที่ลงวันที่ เดือน ปีเดียวกัน นำไปยื่นต่อธนาคารพร้อมกัน สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า จำเลยนำใบถอนเงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปแสดงขอถอนเงินต่อพนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาอุทัยธานี ในใบถอนเงินดังกล่าวระบุวันที่จำเลยนำไปใช้ถอนเงิน เป็นวันที่ 14 และ 18 มกราคม 2545 วันที่ 23 เมษายน 2545 วันที่ 9, 16 และ 23 พฤษภาคม 2545 โดยนำใบถอนเงินฉบับลงวันที่ เดือน ปีเดียวกันหลายฉบับไปยื่นต่อธนาคารพร้อมกันแยกเป็น 6 วัน ดังกล่าวข้างต้น จึงถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมรวม 6 กรรม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นางกาญจนา หนองคาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายธนศักดิ์ ใจหาญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเผด็จ ชมพานิชย์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14526/2555
#532998
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำเลยให้การรับสารภาพ และโจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย เมื่อจำเลยอุทธรณ์ว่าพยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะรับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ

ผู้เสียหายที่ 2 เป็นมารดาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน เป็นผู้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกายพบว่าผู้เสียหายที่ 1 ตั้งครรภ์ และสอบข้อเท็จจริงจนทราบจากผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ชั้นพิจารณาจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายที่ 1 ให้การไว้ตามคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งยืนยันว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา ศาลรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 และคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าซึ่งมีเหตุผลอันหนักแน่นมารับฟังลงโทษจำเลยได้

ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนและพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ และโจทก์ไม่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องตามคำรับสารภาพ ฎีกาของจำเลยที่ว่าไม่ได้กระทำความผิดจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นใหม่และขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เพิ่งมายกขึ้นว่ากันในศาลฎีกา จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317, 318

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 80 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 64 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 120 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน คงจำคุก 40 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 32 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย คงจำคุก 60 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 32 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 40 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 45 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน คงจำคุก 16 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 20 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย คงจำคุก 22 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ (เกิดวันที่ 23 ธันวาคม 2536) พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านของจำเลยและขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 15 ปีเศษ จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านของจำเลย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์สำหรับฐานความผิดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมหรือไม่ ความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย เมื่อพิจารณาฟ้องโจทก์ในส่วนของความผิดฐานดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่จนทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาและให้การรับสารภาพ ดังนั้น ฟ้องโจทก์ส่วนดังกล่าวที่จำเลยฎีกามาจึงไม่เคลือบคลุม ปัญหาประการต่อไปมีว่า จำเลยทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย เมื่อจำเลยอุทธรณ์ว่าพยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะรับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลย คดีนี้ผู้เสียหายที่ 2 มาเบิกความยืนยันว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้งที่บ้านจำเลย แม้ผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยานบอกเล่า แต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงของพยานบอกเล่าน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ เพราะผู้เสียหายที่ 2 เป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน เป็นผู้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกายพบว่าตั้งครรภ์และสอบข้อเท็จจริงจนทราบจากผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ประกอบกับในชั้นพิจารณาจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายที่ 1 ได้ให้การไว้ตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งยืนยันว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราและเป็นการให้การต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบ หลังจากที่ผู้เสียหายที่ 2 ทราบเรื่อง โดยไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะให้การโดยไม่เป็นความจริง กรณีจึงมีเหตุผลอันหนักแน่น มีน้ำหนักรับฟังได้ เชื่อว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนและพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยนั้น จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิด เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ และโจทก์ไม่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องตามคำรับสารภาพ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นใหม่และขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นเพิ่งจะมายกขึ้นว่ากันในศาลฎีกา จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมประพฤติจำเลยไว้ 3 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือบริการสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคหนึ่ง ม. 317 วรรคสาม ม. 318 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 226/3 ม. 227/1
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายเกรียงไกร วิไธสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายรติปกรณ์ จงอุตส่าห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนันต์ ยมจินดา
ชื่อองค์คณะ
ปิ่น ศรีเมือง
พิศล พิรุณ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14517 -ที่ 14520/2555
#532994
เปิดฉบับเต็ม

ศาลสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาคดีที่โจทก์แยกฟ้องมารวมสี่สำนวน โดยโจทก์ไม่ได้ขอให้นับโทษจำเลยติดต่อกัน จึงนับโทษต่อกันไม่ได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำคุกจำเลยกระทงละ 1 เดือน รวม 9 กระทง จำคุก 9 เดือน นั้น มีผลเท่ากับนับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกันทั้งสี่สำนวน จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสี่สำนวนเป็นใจความขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (3)) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 9 กระทง จำคุก 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ที่ศาลสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาคดีที่โจทก์แยกฟ้องมารวมสี่สำนวน โดยโจทก์ไม่ได้ขอให้นับโทษจำเลยติดต่อกัน จึงนับโทษต่อกันไม่ได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำคุกจำเลยกระทงละ 1 เดือน รวม 9 กระทง จำคุก 9 เดือน นั้น มีผลเท่ากับนับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกันทั้งสี่สำนวน จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดในสำนวนแรก สำนวนที่สอง และสำนวนที่สาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด สำนวนแรกรวม 3 กระทง จำคุก 3 เดือน สำนวนที่สองรวม 3 กระทง จำคุก 3 เดือน สำนวนที่สามรวม2 กระทง จำคุก 2 เดือน และสำนวนที่สี่คงจำคุก 1 เดือน ไม่นับโทษจำเลยแต่ละสำนวนต่อกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรีนลีฟส์ จำกัด
จำเลย — นายสุชีพ คงน่วม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายกมล กอบกัยกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธีรยุทธ ศุภะกลิน
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14482/2555
#540910
เปิดฉบับเต็ม

วัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีและพาอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .22 ไปบริเวณโรงงานเชียงใหม่สุขสวัสดิ์ค้าไม้ เนื่องมาจากจำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายเป็นชู้กับภริยาของจำเลย จำเลยจึงไปพบผู้เสียหายยังสถานที่เกิดเหตุและสอบถามจำเลยว่า ชอบเป็นชู้กับภริยาชาวบ้านใช่ไหม แล้วใช้แขนซ้ายล๊อกคอผู้เสียหายและใช้มือขวาล้วงอาวุธปืนออกมาจากเอวจ่อที่บริเวณศีรษะของผู้เสียหาย ช. ท. และ ส. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานโจทก์และอยู่บริเวณที่เกิดเหตุเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า เห็นจำเลยกระทำดังกล่าว นอกจากนั้นผู้เสียหายยังเบิกความว่าผู้เสียหายได้สะบัดศีรษะเพื่อหลบและได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด หลังจากนั้นจำเลยก็เดินออกไป การกระทำของจำเลยดังกล่าวจะเห็นได้ว่า จำเลยอยู่ห่างจากผู้เสียหายประมาณ 1 ฟุต โดยใช้มือล๊อกคอของผู้เสียหายไว้พร้อมใช้อาวุธปืนจ่อบริเวณศีรษะซึ่งเป็นระยะที่ใกล้ชิดกับศีรษะมาก หากจำเลยประสงค์ต่อชีวิตของผู้เสียหายแล้ว ย่อมเป็นการยากที่กระสุนปืนจะพลาดจากเป้าหมาย และขณะที่กระสุนลั่นจากอาวุธปืนไม่ปรากฏว่าประจักษ์พยานโจทก์คนใด เห็นว่า ปากกระบอกปืนยังคงจ่อเล็งอยู่ที่บริเวณศีรษะของผู้เสียหายหรือไม่ และการที่ผู้เสียหายเพียงแต่สะบัดศีรษะเพื่อหลบ แต่ก็ไม่ได้ลุกขึ้นวิ่งหนี จึงไม่ทำให้เป้าหมายของวิถีกระสุนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จำเลยย่อมสามารถที่จะยิงผู้เสียหายซ้ำได้อีก อีกทั้งหลังจากปืนลั่น 1 นัดแล้ว ไม่มีผู้ใดเข้าห้ามปรามหรือขัดขวางการกระทำของจำเลย และหลังเกิดเหตุ ป. ติดตามจับกุมจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนของกลาง ยังปรากฏกระสุนปืนอยู่ภายในรังเพลิงอีกจำนวน 5 นัด แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีโอกาสใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายได้อีก แต่จำเลยก็หาได้กระทำไม่ เมื่อก่อเหตุแล้วจำเลยก็ได้ขับรถจักรยานยนต์กลับไปยังสถานที่ทำงานของตน มิได้หลบหนีไปไหนจนกระทั่ง ป. ไปจับกุมจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนของกลาง พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย แต่เป็นการใช้อาวุธปืนยิงเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น และการที่จำเลยใช้แขนล๊อกคอผู้เสียหายเป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อันเป็นความผิดตามที่พิจารณาได้ความซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 391 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงแรกฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี กระทงที่สองฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี กระทงที่สามฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ จำคุก 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดกระทงแรกและกระทงที่สอง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยในความผิดกระทงแรกและกระทงที่สองมีกำหนดกระทงละ 6 เดือน ส่วนความผิดกระทงที่สาม จำเลยให้การในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาลรับว่าใช้แขนล็อกคอผู้เสียหาย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วัน รวมจำคุกจำเลย 12 เดือน 20 วัน ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 อีกสถานหนึ่ง ลงโทษจำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 11 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและให้การเป็นประโยชน์ทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า วัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีและพาอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .22 ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และเป็นของบุคคลอื่นผู้ได้รับใบอนุญาต ไปบริเวณโรงงานเชียงใหม่สุขสวัสดิ์ค้าไม้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายชัชวาล นายทนงศักดิ์ นายสุรศักดิ์ สิบตำรวจโทปรีชา และพันตำรวจโทไกร เบิกความเป็นพยานว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยเข้ามาภายในบริษัทเชียงใหม่สุขสวัสดิ์ค้าไม้ และเดินเข้ามาภายในห้องที่ผู้เสียหายทำงานอยู่พร้อมทั้งถามผู้เสียหายว่า ชอบเป็นชู้กับภริยาชาวบ้านใช่ไหม แล้วมาหยุดยืนทางขวามือของผู้เสียหาย จากนั้นใช้แขนซ้ายล็อกคอผู้เสียหายพร้อมกับใช้แขนขวาล้วงอาวุธปืนซึ่งพกอยู่ที่บริเวณเอวออกมาจ่อที่ศีรษะบริเวณกระหม่อมของผู้เสียหาย ผู้เสียหายสะบัดศีรษะหลบและได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด หลังจากนั้นจำเลยเดินไปขึ้นรถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่หน้าบริษัทหลบหนีไป หลังเกิดเหตุสิบตำรวจโทปรีชาติดตามจับกุมจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนของกลาง ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า พยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ในชั้นสอบสวนพันตำรวจโทไกรแจ้งข้อหาเช่นเดียวกับในชั้นจับกุม จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน แต่ปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่า เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเนื่องมาจากจำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายเป็นชู้กับภริยาของจำเลย จำเลยจึงไปพบผู้เสียหายยังสถานที่เกิดเหตุและสอบถามจำเลยว่า ชอบเป็นชู้กับภริยาชาวบ้านใช่ไหม แล้วใช้แขนซ้ายล็อกคอผู้เสียหายและใช้มือขวาล้วงอาวุธปืนออกมาจากเอวจ่อที่บริเวณศีรษะของผู้เสียหาย นายชัชวาลย์ นายทนงศักดิ์ และนายสุรศักดิ์ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานโจทก์และอยู่บริเวณที่เกิดเหตุเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า เห็นจำเลยกระทำดังกล่าว นอกจากนั้นผู้เสียหายยังเบิกความว่า ผู้เสียหายได้สะบัดศีรษะเพื่อหลบและได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด หลังจากนั้นจำเลยก็เดินออกไป การกระทำของจำเลยจะเห็นได้ว่า จำเลยอยู่ห่างจากผู้เสียหายประมาณ 1 ฟุต โดยใช้มือล็อกคอของผู้เสียหายไว้พร้อมใช้อาวุธปืนจ่อบริเวณศีรษะซึ่งเป็นระยะที่ใกล้ชิดกับศีรษะมาก หากจำเลยประสงค์ต่อชีวิตของผู้เสียหายแล้ว ย่อมเป็นการยากที่กระสุนปืนจะพลาดจากเป้าหมาย และขณะที่กระสุนลั่นจากอาวุธปืนก็ไม่ปรากฏว่าประจักษ์พยานโจทก์คนใดเห็นว่า ปากกระบอกปืนยังคงจ่อเล็งอยู่ที่บริเวณศีรษะของผู้เสียหายหรือไม่ และการที่ผู้เสียหายเพียงแต่สะบัดศีรษะเพื่อหลบ แต่ก็ไม่ได้ลุกขึ้นวิ่งหนี จึงไม่ทำให้เป้าหมายของวิถีกระสุนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จำเลยย่อมสามารถที่จะยิงผู้เสียหายซ้ำได้อีก อีกทั้งหลังจากปืนลั่น 1 นัดแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดเข้าห้ามปรามหรือขัดขวางการกระทำของจำเลย และหลังเกิดเหตุสิบตำรวจโทปรีชาติดตามจับกุมจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนของกลาง ยังปรากฏกระสุนปืนอยู่ภายในรังเพลิงอีกจำนวน 5 นัด แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีโอกาสใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายได้อีก แต่จำเลยก็หาได้กระทำไม่ เมื่อก่อเหตุแล้วจำเลยก็ได้ขับรถจักรยานยนต์กลับไปยังสถานที่ทำงานของตน มิได้หลบหนีไปไหนจนกระทั่งสิบตำรวจโทปรีชาไปจับกุมจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนของกลาง ตามพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย แต่เป็นการใช้อาวุธปืนยิงเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น และการที่จำเลยใช้แขนล็อกคอผู้เสียหายเป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อันเป็นความผิดตามที่พิจารณาได้ความซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่านั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุก 1 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 20 วัน เมื่อรวมโทษจำคุกในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว เป็นจำคุก 6 เดือน 20 วัน ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ป.อ. ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายเกษม พรหมพิจารณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสุรสิทธิ์ อิงสถิตธนวันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโอภาส อนันตสมบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14450/2555
#554990
เปิดฉบับเต็ม

การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ผู้กระทำความผิดต้องได้มีเวลาคิดไตร่ตรองและทบทวนแล้วจึงตกลงใจที่จะฆ่าผู้อื่น หาใช่กรณีที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วนไม่ การที่ข้อเท็จจริงได้ความว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ไม่ใช่เหตุผลที่บ่งชี้แน่นอนว่ามีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเสมอไป ต้องขึ้นอยู่กับพฤติการณ์แห่งคดี คดีนี้ได้ความว่าจำเลยกับผู้ตายมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนแต่ก็เป็นสาเหตุตั้งแต่เมื่อประมาณ 1 ปี มาแล้ว แม้ปรากฏว่ายังคงโกรธเคืองกันตลอดมาก็ไม่อาจแปลความไปถึงขนาดว่าจำเลยมีความคิดจะฆ่าผู้ตายมาตลอดได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจำเลยก็สามารถจะทำได้ง่ายและคงไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านพ้นไปนานเป็นปีจึงเพิ่งมาก่อเหตุคดีนี้ การที่จำเลยมาพบเห็นผู้ตายนั่งดื่มสุราที่บ้านของ ส. ในคืนวันเกิดเหตุนั้นจึงเป็นเพียงเหตุบังเอิญ ซึ่งหากพบแล้วจำเลยเกิดความต้องการที่จะแก้แค้นผู้ตายโดยจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวมาด้วยและใช้อาวุธปืนนั้นยิงผู้ตายในขณะนั้นย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลาปัจจุบันทันด่วนโดยจำเลยไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองทบทวนก่อนเลย ดังนั้น ที่จำเลยกลับไปบ้านซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อเอาอาวุธปืนมายิงผู้ตายก็ไม่แตกต่างกับที่จำเลยยิงผู้ตายในทันทีที่พบเห็นแต่อย่างใด ถือไม่ได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 289 (4), 371 และริบของกลาง

ระหว่างพิจารณา นางลำไย มารดาของนายสมนึก ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ลงโทษประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมสามกระทง ให้ลงโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายสมนึก ผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า นายสุนทร เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ กับนายสมคิด น้องชายของผู้ตาย ซึ่งเป็นพยานโจทก์ต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย อันจะเป็นเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย จึงเชื่อว่าพยานทั้งสองต่างเบิกความไปตาม ที่รู้เห็นมาจริง พยานทั้งสองรู้จักจำเลยมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสมคิดเป็นญาติกับจำเลยโดยจำเลยเป็นพี่เขยของนายสมคิด และต่างมีโอกาสเห็นคนร้ายถึง 2 ครั้ง จึงเชื่อได้ว่าสามารถเห็นและจดจำหน้าคนร้ายได้ ประกอบกับโจทก์และโจทก์ร่วมมีคำให้การชั้นสอบสวนของนายสุชาติและนายประจักษ์ซึ่งนั่งร่วมวงดื่มสุราอยู่กับผู้ตายและนายสุนทรกับนายสมคิดขณะเกิดเหตุ ซึ่งต่างให้การยืนยันข้อเท็จจริงตรงกันกับคำเบิกความของพยานทั้งสองมานำสืบสนับสนุน ทำให้คำเบิกความของประจักษ์พยานทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟังได้ยิ่งขึ้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่เห็นว่า การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ผู้กระทำความผิดต้องได้มีเวลาคิดไตร่ตรองและทบทวนแล้วจึงตกลงใจที่จะฆ่าผู้อื่น หาใช่กรณีที่เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วนไม่ การที่ข้อเท็จจริงได้ความว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนไม่ใช่เหตุผลที่บ่งชี้แน่นอนว่ามีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเสมอไป ต้องขึ้นอยู่กับพฤติการณ์แห่งคดี ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความว่าจำเลยกับผู้ตายมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนแต่ก็เป็นสาเหตุตั้งแต่เมื่อประมาณ 1 ปี มาแล้ว แม้ปรากฏว่ายังคงโกรธเคืองกันตลอดมาก็ไม่อาจแปลความไปถึงขนาดว่าจำเลยมีความคิดจะฆ่าผู้ตายมาตลอดได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจำเลยก็สามารถจะทำได้ง่ายและคงไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านพ้นไปนานเป็นปีจึงเพิ่งมาก่อเหตุคดีนี้ โดยจำเลยย่อมมีโอกาสที่จะฆ่าผู้ตายได้ก่อนหน้านี้เช่นจำเลยอาจขับรถไปยิงผู้ตายที่บ้านของผู้ตายเองหรือที่บ้านของมารดาผู้ตายซึ่งห่างจากบ้านของจำเลยเพียง 100 เมตร ทั้งควรหาโอกาสยิงผู้ตายขณะผู้ตายอยู่เพียงลำพังได้โดยไม่ต้องมายิงต่อหน้าผู้คนซึ่งทำให้มีพยานรู้เห็นหลายคนเช่นนี้ จากคำเบิกความของนายสุนทรและจำเลยก็ได้ความตรงกันว่า บ้านของนายสุนทรซึ่งเป็นบ้านที่เกิดเหตุอยู่ใกล้กับบ้านจำเลย โดยอยู่ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร เวลาจำเลยกลับบ้านจะต้องผ่านบ้านที่เกิดเหตุด้วย ดังนั้นการที่จำเลยมาพบเห็นผู้ตายนั่งดื่มสุราที่บ้านของนายสุนทรในคืนวันเกิดเหตุนั้นจึงเป็นเพียงเหตุบังเอิญ ซึ่งหากพบแล้วจำเลยเกิดความต้องการที่จะแก้แค้นผู้ตายโดยจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวมาด้วยและใช้อาวุธปืนนั้นยิงผู้ตายในขณะนั้นย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลาปัจจุบันทันด่วนโดยจำเลยไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองทบทวนก่อนเลย การที่จำเลยกลับไปบ้านเพื่อเอาอาวุธปืนมายิงผู้ตายก็ไม่แตกต่างกับที่จำเลยยิงผู้ตายในทันทีที่พบเห็นแต่อย่างใด ถือไม่ได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จำเลยคงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเท่านั้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้จำคุกตลอดชีวิต เมื่อรวมกับความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต ยกฟ้องความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และความผิดฐานพาอาวุธปืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — นางลำใย ชื่นวารี
จำเลย — นายสมควร จันบางยาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายวิรัตน์ กาญจนเลขา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
โสภณ โรจน์อนนท์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14437/2555
#544518
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มอบโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของโจทก์และใบมอบอำนาจที่ลงลายมือชื่อโจทก์ไว้แล้วแต่ยังไม่ได้กรอกข้อความ ให้แก่ ต. เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ต่อมา ต. นำที่ดินของโจทก์ไป จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ค่าซื้อสินค้าแก่จำเลยที่ 1 แล้วไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือบังคับจำนองดังนี้ การที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 กระทำการโดยไม่สุจริต จะต้องมีภาระการพิสูจน์ แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ไม่สุจริตอย่างไร ลำพังเพียงเหตุที่โจทก์ไม่รู้จักกับจำเลยที่ 1 และการกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์นั้น ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต การที่โจทก์มอบเอกสารดังกล่าวพร้อมกับใบมอบอำนาจที่มีการลงลายมือชื่อโจทก์โดยไม่ได้กรอกข้อความให้แก่ ต. ไปนั้น แสดงว่า โจทก์ก็รู้ดีและยอมรับอยู่แล้วว่า ต. สามารถนำที่ดินโจทก์ไปโอนขายหรือจำนองหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการเปิดโอกาสให้นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้ ถือได้ว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และจะยกเอามาเป็นมูลเหตุฟ้องร้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตหาได้ไม่ เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่อาจนำ ต. มาเบิกความให้ได้ข้อเท็จจริงจนกระจ่างชัด จึงต้องใช้หลักผู้ประมาทเลินเล่อย่อมเป็นผู้เสียเปรียบ ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์รับผิดในดอกเบี้ย ของต้นเงินที่ ต. จะต้องรับผิดต่อ จำเลยที่ 1 ก่อนที่ ต. จะผิดนัดชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นการพิพากษาเกินกว่าความรับผิด อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย อีกเช่นกัน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.พ.พ. 142 (5), 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 456,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 8997 ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้คืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์และให้ใช้ค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 4 พฤษภาคม 2547) ต้องไม่เกิน 206,250 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8997 ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่จำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งและฟ้องเดิมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนังสือสัญญาจำนองเป็นประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การทำนิติกรรมใดๆ เจ้าของที่ดินอาจมอบหมายให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนได้ เมื่อเอกสารหลักฐานของโจทก์ตามที่ได้รับจากนางตวงพรครบถ้วนถูกต้อง แม้โจทก์ไม่ได้มาทำนิติกรรมด้วยตนเองก็ไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องระแวงสงสัยแต่อย่างใด การที่โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่กรอกข้อความ พร้อมมอบโฉนดที่ดิน กับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านให้แก่นางตวงพรยึดถือไว้เป็นประกัน แสดงว่าโจทก์รู้ดีและยอมรับอยู่แล้วว่านางตวงพรสามารถนำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไปกระทำการโอนขายหรือจำนองหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการกระทำที่เปิดโอกาสให้นางตวงพรนำเอกสารไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้ ถือว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จะยกเอาเหตุที่เกิดจากความประมาทของโจทก์มาเป็นมูลเหตุฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตหาได้ไม่ เมื่อโจทก์และจำเลยต่างไม่สามารถนำนางตวงพรผู้รู้เห็นเหตุการณ์มาเบิกความให้ข้อเท็จจริงกระจ่างชัด จึงต้องใช้หลักผู้ประมาทเลินเล่อย่อมเป็นผู้เสียเปรียบ การที่โจทก์มาฟ้องขอให้เพิกถอนการจำนองจึงถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชำระเงินเพื่อไถ่ถอนจำนองตามฟ้องแย้งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์จำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ค่าสินค้าของนางตวงพร ความรับผิดของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันที่นางตวงพรผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งตามสำเนาคำพากษา โจทก์คดีดังกล่าว (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ขอให้นางตวงพรรับผิดนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นวันผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงต้องรับผิดนับแต่วันดังกล่าวเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้โจทก์ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2541 จึงเป็นการกำหนดให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยเกินกว่าความรับผิด อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์รับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2542 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.พ.พ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสายแก้ว พันหาญ
จำเลย — บริษัทฟูอนันต์สันป่าข่อย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายธนากร ปุสยะไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สุรศักดิ์ ศีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14429/2555
#528484
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้เชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์พื้นฐานเข้ากับชุมสายโทรศัพท์แบบอัตโนมัติของโจทก์ จำเลยทั้งสองตกลงเข้าร่วมงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์พื้นฐานในพื้นที่โทรศัพท์นครหลวงจำนวนสองล้านเลขหมาย โดยจำเลยทั้งสองตกลงแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันจากส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการ เช่น ค่าติดตั้งโทรศัพท์ ค่าเช่าเลขหมายโทรศัพท์ ค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถือได้ว่าเป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโดยไม่จดทะเบียน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคน ต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด ตามมาตรา 1025 แม้สัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายกิจการจะระบุว่า บรรดาความรับผิดชอบที่จำเลยที่ 2 มีต่อบุคคลภายนอก จำเลยที่ 1 จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ข้อสัญญาดังกล่าวก็เป็นเพียงข้อตกลงภายในระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหุ้นส่วนกัน ไม่มีผลผูกพันกับโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 53,366.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 43,131.80 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 53,366.43 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 43,131.80 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้เชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์พื้นฐานเข้ากับชุมสายโทรศัพท์ระหว่างประเทศแบบอัตโนมัติของโจทก์ เพื่อให้ผู้เช่าได้ใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ โดยโจทก์ตกลงแบ่งรายได้ค่าใช้โทรศัพท์ระหว่างประเทศแก่จำเลยที่ 1 นาทีละ 6 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงเข้าร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์พื้นฐานในพื้นที่ของโทรศัพท์นครหลวงจำนวนสองล้านเลขหมาย โดยจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการรับคำขอและกำหนดเลขหมายให้แก่ผู้ขอใช้บริการ และโจทก์จะเป็นผู้เรียกเก็บค่าใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศจากผู้ขอใช้บริการโดยตรง เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2542 ได้มีบุคคลแอบอ้างใช้ชื่อว่า นางสาววรัญญามอบอำนาจให้นายอำนวยไปทำสัญญาขอใช้บริการโทรศัพท์จำนวน 2 เลขหมายกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนและได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยทั้งสองได้อนุมัติให้บริการโทรศัพท์แก่บุคคลดังกล่าวจำนวน 2 เลขหมาย คือ 0 2848 9014 และ 0 2848 9015 ต่อมามีการใช้โทรศัพท์ระหว่างประเทศจากโทรศัพท์ 2 เลขหมายดังกล่าวไปยังประเทศต่างๆ และค้างชำระค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศทั้งสิ้น 43,131.80 บาท หลังจากนั้นโจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้บริการโทรศัพท์ดังกล่าวจากนางสาววรัญญา แต่ปรากฏว่านางสาววรัญญามิได้เป็นผู้ใช้บริการโทรศัพท์ดังกล่าว โดยมีบุคคลอื่นปลอมลายมือชื่อของนางสาววรัญญาลงในคำขอ/สัญญาบริการโทรศัพท์ โจทก์จึงถอนฟ้องนางสาววรัญญาแล้วยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้อง และโจทก์มิได้ฎีกา คดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการที่สองว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้กำหนดหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในการรับคำขอและตรวจสอบเอกสารของผู้ขอใช้บริการรวมทั้งการทำสัญญาบริการโทรศัพท์แทนโจทก์ไว้ก็ตาม แต่โจทก์มิใช่เป็นผู้ติดต่อกับผู้ขอใช้บริการโดยตรง เพราะผู้ขอใช้บริการจะต้องทำคำขอตามแบบฟอร์มของจำเลยที่ 1 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ออกคำสั่งกำหนดวิธีการให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการรับคำขอจากผู้ใช้บริการตามคำสั่งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ข้อ 40 (ก) ที่จำเลยที่ 1 สามารถมอบหมายงานให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการได้นั้น แสดงให้เห็นว่าหน้าที่ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการแทนในฐานะผู้ร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ โดยเมื่อจำเลยที่ 2 ดำเนินการตรวจเอกสารหลักฐานประกอบสัญญาเช่าถูกต้องแล้วจะต้องส่งสัญญาเช่าไปให้จำเลยที่ 1 ลงนามในฐานะคู่สัญญากับผู้ขอใช้บริการโทรศัพท์ต่อไป นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังตกลงแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันจากส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการ เช่น การติดตั้งโทรศัพท์ ค่าเช่าเลขหมายโทรศัพท์ ค่าใช้บริการโทรศัพท์ในท้องถิ่น ค่าใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันถือได้ว่าเป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำ จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโดยไม่จดทะเบียน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด ตามมาตรา 1025 แม้จะปรากฏจากสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายกิจการบริการโทรศัพท์ ข้อ 5 (ค) ที่ระบุว่า บรรดาความรับผิดชอบที่จำเลยที่ 2 มีต่อบุคคลภายนอก จำเลยที่ 1 จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ข้อสัญญาดังกล่าวก็เป็นเพียงข้อตกลงภายในระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นหุ้นส่วนกันเท่านั้น ไม่มีผลผูกพันถึงโจทก์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ความเสียหายเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสองอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ แต่เมื่อคดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพราะโจทก์มิได้ฎีกาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 มาด้วย แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ได้ ดังนี้จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1012 ม. 1025
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การสื่อสารแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายธีระศาสตร์ มงคลภัทรสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14427/2555
#559130
เปิดฉบับเต็ม

การที่ดาบตำรวจ ว. ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดจำเลยที่ 3 มีหน้าที่เฉพาะเจาะจงเป็นเวรดูแลผู้ต้องหาในห้องควบคุมของสถานีตำรวจให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยและเพื่อไม่ให้ผู้ต้องหาหลบหนี แต่ดาบตำรวจ ว. ขาดความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่เวรยามจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำร้าย ส. จนถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกันผลจากเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น ถือได้ว่า ดาบตำรวจ ว. ประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของดาบตำรวจ ว. จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง แต่ดาบตำรวจ ว. ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดแก่โจทก์ คงรับผิดเป็นการเฉพาะตัวของดาบตำรวจ ว. ที่ประมาทเลินเล่อไม่ตรวจห้องควบคุมผู้ต้องหาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำร้าย ส. ถึงแก่ความตาย ซึ่งพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว สมควรให้ดาบตำรวจ ว. รับผิดเพียง 200,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนที่จำเลยที่ 3 ต้องชดใช้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลจำนวน 20,000 บาท และแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 20,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะที่นายสุลัยมาล ผู้ตาย มีต่อโจทก์และบุตรทั้งห้าคน เป็นเงิน 1,800,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,820,000 บาท นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 660,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 20 กรกฎาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุลัยมาล มีบุตรด้วยกัน 5 คน เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2545 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือจับนายสุลัยมาลในข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต วันที่ 20 กรกฎาคม 2545 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งถูกควบคุมในห้องควบคุมเดียวกับนายสุลัยมาลได้ร่วมกันทำร้ายนายสุลัยมาลจนถึงแก่ความตาย ขณะเกิดเหตุดาบตำรวจวิสูตร ข้าราชการในสังกัดจำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลผู้ต้องหานั่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ ประมาณ 6 เมตร ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาต่อศาลอาญาธนบุรีในข้อหาทำร้ายนายสุลัยมาลจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และศาลอาญาธนบุรีพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 7 ปี 6 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำร้ายนายสุลัยมาลจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายในห้องควบคุมสถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือ เกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของดาบตำรวจวิสูตรหรือไม่ เห็นว่า ในคืนเกิดเหตุดาบตำรวจวิสูตร มีหน้าที่เฉพาะเจาะจงเป็นเวรดูแลผู้ต้องหาในห้องควบคุมสถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือที่เกิดเหตุให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยและเพื่อไม่ให้ผู้ต้องหาหลบหนี ดาบตำรวจวิสูตรเบิกความว่า จะเดินตรวจห้องควบคุมผู้ต้องหาทุก 2 ชั่วโมง และเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เวลา 2 นาฬิกา และ 4 นาฬิกา ได้ตรวจห้องควบคุมโดยไปยืนดูที่ด้านนอกห้องควบคุม ไม่ได้เข้าไปในห้องควบคุมตรวจดูผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด ร้อยตำรวจเอกอัศวิน พนักงานสอบสวนร้อยเวรเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า พยานไปตรวจห้องควบคุมผู้ต้องหา โดยยืนดูที่ห้องพิมพ์ลายนิ้วมือซึ่งอยู่หน้าประตูห้องควบคุม แสดงว่าไม่ได้เข้าไปตรวจผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิดในห้องควบคุมอีกเช่นเดียวกัน ทำให้ไม่ทราบเรื่อง และไม่ได้ระงับเหตุที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รุมทำร้ายนายสุลัยมาลจนถึงแก่ความตายเมื่อเวลาประมาณ 4 นาฬิกา นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำร้ายนายสุลัยมาลโดยใช้ผ้าเช็ดตัวรัดคอ แล้วชก เตะ กระทืบหลายครั้ง เป็นเหตุให้กระดูกซี่โครงหักหลายซี่ ตับฉีกขาด และถึงแก่ความตาย จะเห็นว่าลักษณะบาดแผลเช่นนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันทำร้ายนายสุลัยมาลอย่างรุนแรงเป็นเวลานาน และต้องมีเสียงดัง แต่ดาบตำรวจวิสูตรซึ่งนั่งอยู่เวรห่างจากจุดเกิดเหตุเพียงประมาณ 6 เมตร กลับอ้างว่าไม่ได้ยิน จึงไม่ได้ระงับเหตุร้าย แสดงให้เห็นถึงความหละหลวมหย่อนยานขาดความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่เวรยามของดาบตำรวจวิสูตร ซึ่งเป็นการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกันผลจากเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น ถือได้ว่าดาบตำรวจวิสูตรประมาทเลินเล่อ จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีโอกาสรุมทำร้ายนายสุลัยมาลถึงแก่ความตาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องขาดไร้อุปการะจากนายสุลัยมาลผู้เป็นสามี อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของดาบตำรวจวิสูตร จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อสุดท้ายว่า ดาบตำรวจวิสูตรต้องรับผิดในผลละเมิดเฉพาะที่ตนกระทำเพียง 1 ใน 4 ส่วน โดยไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ดาบตำรวจวิสูตรกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยประมาทเลินเล่อไม่ตรวจห้องควบคุมผู้ต้องหาตามหน้าที่เวรยาม ไม่ได้รู้เห็นในการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ร่วมกันทำร้ายนายสุลัยมาลด้วย จึงถือว่าดาบตำรวจวิสูตรไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ ดาบตำรวจวิสูตรจึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดแก่โจทก์ คงรับผิดเป็นการเฉพาะตัวของดาบตำรวจวิสูตรที่ประมาทเลินเล่อไม่ตรวจห้องควบคุมผู้ต้องหาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำร้ายนายสุลัยมาล จนถึงแก่ความตาย ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้วสมควรให้ดาบตำรวจวิสูตรรับผิดเพียง 200,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนที่จำเลยที่ 3 ต้องชดใช้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินเพียง 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอำพร ตระกูลเล็ก
จำเลย — นายทรงวุฒิ ธนะสนธิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางเรณี อิบราฮิม
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชาญ กาญจนะ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
วรพจน์ วิไลชนม์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14426/2555
#554748
เปิดฉบับเต็ม

แม้ระหว่างโจทก์กับจำเลยจะมีสัญญากำหนดความรับผิดต่อกันไว้โดยระบุว่า ในกรณีที่พนักงานประจำรถและหรือรถตามสัญญานี้ ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ ขึ้นแก่ผู้ให้สัญญาหรือบุคคลใด ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นบนเส้นทาง หรือนอกเส้นทางที่กำหนดไว้ ผู้รับสัญญายินยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้นนั้น ข้อสัญญาดังกล่าวก็เป็นการแสดงเจตนาของคู่สัญญาที่กล่าวถึงความรับผิดของจำเลยผู้รับสัญญา ในกรณีที่พนักงานประจำรถของจำเลยไปก่อให้เกิดความเสียหายอันทำให้โจทก์จะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยตรงไม่ เมื่อความเสียหายดังกล่าวมาจากเหตุละเมิด อายุความในการฟ้องร้องดำเนินคดีนี้จึงมีกำหนด 1 ปี และไม่อาจนำข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวมาขยายอายุความละเมิดออกไป เพราะต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/11 เมื่อได้ความว่าผู้แทนของโจทก์ลงนามในช่องผู้จัดการใหญ่ อนุมัติจ่ายค่าลากรถยนต์ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2544 จึงเป็นวันที่โจทก์รู้ถึงเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อ วันที่ 8 กันยายน 2548 พ้นกำหนด 1 ปี คดีจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 206,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำร้องของจำเลยให้เรียกบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 58,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เห็นว่า คดีนี้มูลเหตุที่ฟ้องร้องกันมาจากรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10 - 2698 ขอนแก่น ของจำเลยมีนายเมธีเป็นผู้ขับในทางการจ้างของจำเลยโดยประมาทเฉี่ยวชนกับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 12 - 1104 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์จนได้รับความเสียหาย จึงเป็นมูลหนี้จากละเมิดโดยแท้ แม้จำเลยจะยอมรับว่าได้ทำสัญญารถร่วมกับโจทก์ ขณะเกิดเหตุสัญญารถร่วมดังกล่าวยังมีผลบังคับ ข้อกำหนดตามสัญญาข้อ 12 คู่สัญญากำหนดความรับผิดต่อกันตามสัญญา โดยระบุว่า ในกรณีที่พนักงานประจำรถและหรือรถตามสัญญานี้ ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ ขึ้นแก่ผู้ให้สัญญาหรือบุคคลใด ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นบนเส้นทางหรือนอกเส้นทางที่กำหนดไว้ ในข้อ 3 ก็ตาม ผู้รับสัญญายินยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น นั้น ข้อสัญญาดังกล่าวก็เป็นการแสดงเจตนาของคู่สัญญาที่กล่าวถึงความรับผิดของจำเลยผู้รับสัญญา ในกรณีที่พนักงานประจำรถของจำเลยไปก่อให้เกิดความเสียหายอันทำให้โจทก์จะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น หาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยตรงไม่ เมื่อความเสียหายดังกล่าวมาจากเหตุละเมิด ซึ่งได้ความว่าจำเลยจัดให้มีการประกันภัยค้ำจุนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 10 - 2696 ขอนแก่น ไว้กับจำเลยร่วม และได้ความว่าหลังเกิดเหตุโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเอากับจำเลยร่วมแล้ว อายุความในการฟ้องร้องดำเนินคดีนี้จึงมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า เป็นกรณีที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดที่เกิดขึ้นตามสัญญาข้อ 12 ตามสัญญารถร่วม หาใช่เป็นมูลละเมิดอย่างเดียวไม่ เพราะโจทก์กับจำเลยมีข้อผูกพันรับผิดต่อกันตามสัญญารถร่วม สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคืออายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีมูลละเมิดอย่างเดียว หาใช่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญารถร่วมด้วย ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยแต่อย่างใดไม่ ดังนั้นจึงไม่อาจนำข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวมาขยายอายุความละเมิดออกไปได้เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/11 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อได้ความว่าโจทก์โดยนายณเณร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหาร ลงนามในช่องผู้จัดการใหญ่ ซึ่งฟังได้ว่าเป็นผู้แทนนิติบุคคลโจทก์ อนุมัติจ่ายค่าลากรถยนต์ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2544 จึงเป็นวันที่โจทก์รู้ถึงเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2548 พ้นกำหนด 1 ปี คดีจึงขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/11 ม. 420 ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทขนส่ง จำกัด
จำเลย — บริษัท 407 พัฒนา จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวอำพรรัตน์ พงษ์พรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14401/2555
#532981
เปิดฉบับเต็ม

ในความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้ตาม ป.อ. มาตรา 330 วรรคสอง จะห้ามไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ว่า ข้อความที่หมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนก็ตาม คดีนี้โจทก์เป็นภริยาที่ไม่จดทะเบียนสมรสของ ป. กำนัน บุตรชายโจทก์เปิดร้านเกมได้รับอนุญาตตามกฎหมายภายในบริเวณบ้านโจทก์ จำเลยทำหนังสือถึงสารวัตรใหญ่หัวหน้าสถานีตำรวจว่า มีเด็กนักเรียนมั่วสุมติดตู้เกมที่ร้านเกมซึ่งตั้งอยู่หน้าบ้านเมียน้อยกำนัน ข้อความที่จำเลยร้องเรียนนั้น เป็นการส่งหนังสือร้องเรียนไปถึงเจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อขอให้ดูแลกวดขันร้านเกมเพราะจำเลยเห็นว่ามีเด็กนักเรียนเข้าไปมั่วสุมติดเกมไม่สนใจการเรียน ไม่สนใจงาน อันเป็นการแสดงข้อเท็จจริงและความเห็นโดยสุจริตด้วยความชอบธรรมป้องกันตนและส่วนได้เสียของตน ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จำเลยมีสิทธิทำหนังสือดังกล่าวได้ ข้อความในหนังสือร้องเรียนของจำเลยต้องพิจารณารวมกันทั้งฉบับ จะพิจารณาแยกออกเป็นส่วน ๆ เพื่อพิจารณาว่าส่วนใดเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์โดยแยกจากกันหาได้ไม่ เว้นแต่ข้อความเห็นได้โดยชัดเจนว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จำเลยร้องเรียนหรือเห็นเจตนาของจำเลยโดยชัดแจ้งว่า มีเจตนาจะใส่ความโจทก์เป็นการเฉพาะ และเมื่อพิจารณาการกระทำของจำเลยแล้วจำเลยส่งหนังสือร้องเรียนโดยนำหนังสือร้องเรียนใส่ในซองจดหมายซึ่งระบุชื่อและที่อยู่ผู้รับสารวัตรใหญ่อันเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจฯ อันเป็นตำแหน่งที่มีผู้รับเอกสารของจำเลยโดยแน่ชัดเพียงคนเดียวมิได้มีเจตนาให้ข้อความดังกล่าวแพร่หลายออกไป ส่วนในหนังสือร้องเรียนที่โจทก์อ้างว่า มีข้อความที่หมิ่นประมาทว่า ตู้เกมตั้งอยู่หน้าบ้านเมียน้อยกำนัน แต่ในบรรทัดถัดมาของหนังสือร้องเรียน มีข้อความว่า "พวกพ่อแม่เด็กนักเรียน เยาวชนได้แต่มองดูแล้วก็พูดอะไรไม่ได้ เพราะตู้เกมตั้งอยู่บ้านกำนันเลยก็ว่าได้ พ่อแม่ของเด็กไม่มีที่พึ่ง มีหลายคนไปหาผม บอกให้ผมทำหนังสือมาหาท่าน..." อันเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ต้องการให้เจ้าพนักงานตำรวจกวดขันดูแลจับกุม มิให้เด็กนักเรียนซึ่งเป็นอนาคตของประเทศชาติไปถูกมอมเมาและมั่วสุมทำสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและครอบครัวเท่านั้น นอกจากนี้ในหนังสือของจำเลยยังให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่า สาเหตุที่เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองมิได้กวดขันดูแล เป็นเพราะสาเหตุใด ผู้ปกครองของเด็กไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานในท้องที่ได้แล้ว จึงได้ทำหนังสือมาแจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้มีหน้าที่รับผิดชอบให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป แม้ข้อมูลบางอย่างจะเป็นเรื่องส่วนตัวของโจทก์ แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเลยมีความชอบธรรมที่จะกระทำได้ เพราะเป็นเรื่องต่อเนื่องเกี่ยวพันกับเรื่องที่จำเลยร้องเรียน การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 327, 328 และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาบางส่วนในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเป็นเวลา 7 วัน ต่อเนื่องกัน

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้ประทับฟ้องเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ไว้พิจารณา ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 327 ให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังว่า โจทก์เป็นภริยาที่ไม่จดทะเบียนสมรสของกำนันตำบลเมืองเตา อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม บุตรชายโจทก์เปิดร้านเกมได้รับอนุญาตตามกฎหมายภายในบริเวณบ้านโจทก์ จำเลยทำหนังสือถึงสารวัตรใหญ่หัวหน้าสถานีตำรวจราษฎร์เจริญ ตำบลราษฎร์เจริญ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม มีใจความว่า มีเด็กนักเรียนมั่วสุมติดตู้เกมที่ร้านเกมซึ่งตั้งอยู่หน้าบ้านเมียน้อยกำนันตำบลเมืองเตา

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์หรือไม่ ในความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 วรรคสอง จะห้ามไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ว่า ข้อความที่หมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนก็ตาม แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลล่างแล้วว่า ข้อความที่จำเลยร้องเรียนนั้น เป็นการส่งหนังสือร้องเรียนไปถึงเจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อขอให้ดูแลกวดขันร้านเกมเพราะจำเลยเห็นว่ามีเด็กนักเรียนเข้าไปมั่วสุมติดเกมไม่สนใจการเรียน ไม่สนใจงาน อันเป็นการแสดงข้อเท็จจริงและความเห็นโดยสุจริตด้วยความชอบธรรมป้องกันตนและส่วนได้เสียของตน ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จำเลยมีสิทธิทำหนังสือดังกล่าวได้ ดังนั้น ข้อความในหนังสือร้องเรียนของจำเลยจึงต้องพิจารณารวมกันทั้งฉบับ จะพิจารณาแยกออกเป็นส่วน ๆ เพื่อพิจารณาว่าส่วนใดเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์โดยแยกจากกันหาได้ไม่ เว้นแต่ข้อความดังกล่าวจะเห็นได้โดยชัดเจนว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จำเลยร้องเรียนหรือเห็นเจตนาของจำเลยโดยชัดแจ้งว่า มีเจตนาจะใส่ความโจทก์เป็นการเฉพาะ และเมื่อพิจารณาการกระทำของจำเลยแล้วเห็นว่า จำเลยส่งหนังสือร้องเรียนโดยนำหนังสือร้องเรียนใส่ในซองจดหมายซึ่งระบุชื่อและที่อยู่ผู้รับ คือ สารวัตรใหญ่อันเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจ อันเป็นตำแหน่งที่มีผู้รับเอกสารของจำเลยโดยแน่ชัดเพียงคนเดียวมิได้มีเจตนาให้ข้อความดังกล่าวแพร่หลายออกไป ส่วนในหนังสือร้องเรียนที่โจทก์อ้างว่า มีข้อความที่หมิ่นประมาท คือ ข้อความที่ว่า ตู้เกมตั้งอยู่หน้าบ้านเมียน้อยกำนัน แต่ในบรรทัดถัดมาของหนังสือร้องเรียน มีข้อความว่า "พวกพ่อแม่เด็กนักเรียน เยาวชนได้แต่มองดูแล้วก็พูดอะไรไม่ได้ เพราะตู้เกมตั้งอยู่บ้านกำนันเลยก็ว่าได้ พ่อแม่ของเด็กไม่มีที่พึ่ง มีหลายคนไปหาผม บอกให้ผมทำหนังสือมาหาท่าน..." อันเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ต้องการให้เจ้าพนักงานตำรวจกวดขันดูแลจับกุม มิให้เด็กนักเรียนซึ่งเป็นอนาคตของประเทศชาติไปถูกมอมเมาและมั่วสุมทำสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและครอบครัวเท่านั้น เนื่องจากทราบกันดีว่าแหล่งมั่วสุมทุกแห่งล้วนแต่เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่มีส่วนก่อให้เด็กและเยาวชนไปกระทำสิ่งที่เสียหายแก่ตนเอง ครอบครัวสังคม หรือไปกระทำความผิดอื่นได้โดยง่าย นอกจากนี้ในหนังสือของจำเลยดังกล่าว นอกจากร้องเรียนเกี่ยวกับการมีตู้เกมแล้ว ยังให้ข้อมูลแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่า สาเหตุที่เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองมิได้กวดขันดูแล เป็นเพราะสาเหตุใด ผู้ปกครองของเด็กไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานในท้องที่ได้แล้ว จึงได้ทำหนังสือมาแจ้งแก่เจ้าพนักงานตำรวจผู้มีหน้าที่รับผิดชอบให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ดังนั้น แม้ข้อมูลบางอย่างจะเป็นเรื่องส่วนตัวของโจทก์ แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเลยมีความชอบธรรมที่จะกระทำได้ เพราะเป็นเรื่องต่อเนื่องเกี่ยวพันกับเรื่องที่จำเลยร้องเรียน การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 330 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิยม พรมสุพรรณ
จำเลย — นายทองมาก ไชยสงคราม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายวิสุทธิ์ แก้วเขียว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
อาวุธ ปั้นปรีชา
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14397/2555
#538065
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาทเป็นเช็คที่มีการเปิดบัญชีไว้กับธนาคารในนามของ ณ. จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คเบิกเงินจากบัญชีดังกล่าว เมื่อโจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงินและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ถือว่าจำเลยออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเอกชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 5 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมให้จำเลยกู้ยืมเงิน แล้วจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยเช็คพิพาทดังกล่าวเป็นเช็คที่มีการเปิดบัญชีไว้กับธนาคารในนามของนายณัฎฐวุฒิและจำเลยไม่สามารถออกเช็คเบิกเงินจากบัญชีดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงินและธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่าโจทก์ร่วมและนางกมลพรเบิกความขัดกันหลายประการในเรื่องขณะจำเลยและนางมนันยามาพบโจทก์ร่วมที่บ้านนางกมลพรอยู่ด้วยหรือไม่นั้น เห็นว่า พยานโจทก์มิได้เบิกความแตกต่างกันแต่อย่างใด ส่วนเรื่องจำเลยรู้จักบ้านของโจทก์ร่วมหรือไม่นั้น เห็นว่า ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียด ไม่เป็นสาระสำคัญถึงกับทำให้น้ำหนักคำพยานของโจทก์และโจทก์ร่วมลดน้อยลงจนรับฟังไม่ได้แต่อย่างใด สำหรับที่จำเลยฎีกาอ้างว่าโจทก์อุทธรณ์ขัดกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ต้องห้ามอุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้วจำเลยได้คัดค้านในคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยในข้อ 2 แล้วศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า จำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดแล้ว ศาลจึงไม่รับคำแก้อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลย ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวของจำเลยขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ชำระหนี้แก่โจทก์ร่วมเลย จึงไม่มีการบรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำผิด ประกอบกับเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — นายเอกชัย นามะสนธิ
จำเลย — นายเจริญ มณีสาร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายตุลยฤทธิ สมนึก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14396/2555
#538080
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อ จ. ในหนังสือขอเปลี่ยนสมุดบัญชีเงินฝาก และนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปอ้างแสดงต่อ ค. จนในที่สุดสหกรณ์ออมทรัพย์ ล. จำกัด ได้อนุมัติตามหนังสือดังกล่าว เพราะ ค. หลงเชื่อว่าจำเลยนำเอกสารที่แท้จริงซึ่ง จ. ลงลายมื่อชื่อมายื่นเพื่อขออนุมัติ การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าน่าจะเกิดความเสียหายแก่ ค. และสหกรณ์ออมทรัพย์ ล. จำกัด รวมทั้ง จ. เจ้าของบัญชีเงินฝากร่วมกับจำเลยด้วย กระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางดวงจันทร์ บุตรของนายจันทร์ตา ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า บัญชีเงินฝากของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำพูน จำกัด มีชื่อนายจันทร์ตาและจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี แม้จำเลยจะมีสิทธิเบิกถอนเงินได้เพียงผู้เดียว แต่นายจันทร์ตาและจำเลยต่างก็เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในบัญชีเงินฝากดังกล่าว และตามหนังสือขอเปลี่ยนชื่อสมุดบัญชีเงินฝากมีข้อความว่า "ตามที่ข้าพเจ้าได้ฝากเงินไว้ที่สหกรณ์ฯ โดยฝากร่วมกับนางมยุรี ตามสมุดบัญชีเลขที่ 00158 บัดนี้ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะเปลี่ยนชื่อในสมุดดังกล่าวเป็นชื่อของนางมยุรี แต่เพียงผู้เดียวพร้อมกับเงินจำนวนดังกล่าวและข้าพเจ้าขอมอบให้เป็นสิทธิของนางมยุรี ด้วย ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไป" หนังสือดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนชื่อในสมุดบัญชีเงินฝากอย่างเดียวแต่ระบุยกเงินในบัญชีให้แก่จำเลยด้วย ประกอบกับขณะทำการเปลี่ยนชื่อในสมุดบัญชีเงินฝาก นายจันทร์ตายังไม่ถึงแก่ความตาย พินัยกรรมที่จำเลยอ้างว่านายจันทร์ตายกเงินในบัญชีเงินฝากให้แก่จำเลย ยังไม่มีผลบังคับ และจำเลยก็เบิกความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1445/2543 ของศาลชั้นต้นนลงวันที่ 28 มกราคม 2545 ว่าจำเลยมาทราบภายหลังจากเปิดพินัยกรรมว่านายจันทร์ตายกทรัพย์มรดกรวมทั้งเงินในบัญชีเงินฝากให้แก่จำเลยแสดงว่าขณะที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของนายจันทร์ตาในหนังสือขอเปลี่ยนชื่อสมุดบัญชีเงินฝาก และใช้หนังสือฉบับดังกล่าวไปยื่นต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำพูน จำกัด นายจันทร์ตายังไม่ได้ยกเงินในบัญชีเงินฝากให้แก่จำเลยตามพินัยกรรม ดังนั้น การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อนายจันทร์ตาในหนังสือขอเปลี่ยนชื่อสมุดบัญชีเงินฝากและนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปอ้างแสดงต่อนายคมสันต์ จนในที่สุดสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำพูน จำกัด ได้อนุมัติตามหนังสือดังกล่าว เพราะนายคมสันต์หลงเชื่อว่าจำเลยนำเอกสารที่แท้จริงซึ่งนายจันทร์ตาลงลายมือชื่อมายื่นเพื่อขออนุมัติการกระทำดังกล่าวถือได้ว่าน่าจะเกิดความเสียหายแก่นายคมสันต์และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูลำพูน จำกัด รวมทั้งนายจันทร์ตาเจ้าของบัญชีเงินฝากร่วมกับจำเลยด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 268 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
โจทก์ร่วม — นางดวงจันทร์ แสนพรหม
จำเลย — นางมยุรี ปัญญาสัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชลิต กฐินะสมิต
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14351/2555
#585121
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาททั้งสองฉบับ เช็คที่ออกเพื่อชำระเงินค่าเสื้อแจกเกตให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. กรณีจึงถือว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท เมื่อเช็คดังกล่าวธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ย่อมเป็นผู้เสียหายที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท มิใช่โจทก์ร่วม ถึงแม้จำเลยจะได้สั่งซื้อเสื้อแจกเกตจากโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมจะมีส่วนเป็นเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ด้วยก็ตาม แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมในฐานะส่วนตัวจึงไม่อยู่ในฐานะผู้ทรงเช็คพิพาท และมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจร้องทุกข์ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยได้ การที่โจทก์ร่วมเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ได้มอบอำนาจให้โจทก์ร่วมดำเนินการแทน จึงถือได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจทำการสอบสวนการกระทำความผิดของจำเลย การที่พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนมานั้น จึงเป็นการสอบสวนที่มิชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายจำนวน 3,163,610 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางวันดี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1), (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 12 เดือน ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมมีร้านจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี และมีโรงงานผลิตเสื้อผ้าชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีเช่นเดียวกัน โดยมีนายเอกชัย สามีโจทก์ร่วมเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายสมชาย เป็นน้องชายโจทก์ร่วมและเป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมในการติดต่อซื้อขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปประเภทเสื้อแจกเกตจากโจทก์ร่วม และมีการสั่งจ่ายเช็คพิพาทของจำเลยเป็นการชำระค่าสินค้า ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน สำหรับคดีความผิดฐานฉ้อโกงคู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีสำหรับจำเลยขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วม นายสมชาย นายชาญชัย และพันตำรวจโทสมบัติ เบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมมีร้านจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี และมีโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปชื่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ตั้งอยู่ที่จังหวัดเดียวกัน นายสมชายเป็นน้องชายโจทก์ร่วม มีร้านจำหน่ายเสื้อผ้าตั้งอยู่ที่ตลาดโบ๊เบ๊ กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้นายสมชายยังเป็นตัวแทนในการขายเสื้อผ้าให้แก่โจทก์ร่วมอีกด้วย ร้านจำเลยใช้ชื่อว่า เอช.เอ็ม.ยีนส์ จำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปประเภทยีน มีจำเลย นางธัญญาวัลย์และนายเกียรติศักดิ์ เป็นหุ้นส่วน ร้านตั้งอยู่ที่อาคารใบหยก 2 ชั้นสอง กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม 2545 นายสมชายติดต่อค้าขายกับร้านจำเลยตลอดมา และมีการสั่งซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์ร่วมโดยผ่านนายสมชายประมาณ 10 ครั้ง บางครั้งชำระด้วยเงินสด บางครั้งก็ชำระด้วยเช็ค ร้านจำเลยไม่มีปัญหาเรื่องการชำระเงิน ต่อมาประมาณเดือนธันวาคม 2546 ร้านจำเลยสั่งซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปประเภทเสื้อแจกเกตจากนายสมชาย นายสมชายได้แจ้งให้โจทก์ร่วมจัดหาและส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปดังกล่าวให้แก่ร้านจำเลย เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 นายสมชายนำเสื้อผ้าสำเร็จรูปมาส่งให้แก่ร้านจำเลย เมื่อได้รับแล้ว จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาจารุเมือง จำนวน 2 ฉบับ สั่งจ่ายวันที่ 29 มกราคม 2547 และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 เพื่อชำระค่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปดังกล่าว โดยมอบให้แก่นายสมชาย ต่อมานายสมชายมอบเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ร่วม ครั้นเมื่อถึงกำหนดสั่งจ่ายโจทก์ร่วมนำเช็คพิพาทเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวเม็ด ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและนายเอกชัย สามีโจทก์ร่วม เพื่อเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทโดยให้เหตุผลว่า บัญชีปิดแล้ว หลังจากนั้นโจทก์ร่วมและนายสมชายได้ติดตามทวงถามจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย ไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงร้องทุกข์มอบคดีให้พันตำรวจโทสมบัติ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันดำเนินคดีแก่จำเลย ในข้อหาออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หลังจากที่พันตำรวจโทสมบัติสอบสวนนายชาญชัย เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาจารุเมือง ได้ความว่า บัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยปิดแล้ว ก่อนวันที่จำเลยออกเช็คพิพาท พันตำรวจโทสมบัติได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบ โจทก์ร่วมจึงร้องทุกข์มอบคดีให้พันตำรวจโทสมบัติดำเนินคดีจำเลยข้อหาฉ้อโกง ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุ ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์ร่วมผ่านทางนายสมชายน้องชายโจทก์ร่วมประมาณ 10 ครั้ง ปรากฏว่าไม่มีปัญหาเรื่องการชำระเงินค่าสินค้า แต่การซื้อขายเสื้อผ้าสำเร็จรูประหว่างร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์และโจทก์ร่วมเริ่มมีปัญหาการชำระเงินค่าสินค้าเมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2546 กล่าวคือ ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อเสื้อแจกเกตประมาณ 6,000 ตัว จากโจทก์ร่วมเป็นเงินจำนวน 3,163,610 บาท โดยร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ ได้ชำระเงินค่าสินค้าดังกล่าวเป็นเช็คพิพาทในคดีนี้ และในเดือนมกราคม 2547 ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ ได้สั่งซื้อกางเกงยีนจากโจทก์ร่วมโดยชำระเงินค่าสินค้าดังกล่าวเป็นเช็คโดยมีนายเกียรติศักดิ์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งของร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ เป็นผู้สั่งจ่าย ต่อมาธนาคารตามเช็คดังกล่าวปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงได้ฟ้องนายเกียรติศักดิ์เป็นจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 396/2548 ของศาลแขวงดุสิต ซึ่งในคดีดังกล่าวโจทก์ร่วมได้เบิกความต่อศาลว่า โจทก์ร่วมประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าสำเร็จรูปประเภทกางเกงยีน เสื้อแจกเกตและกางเกงกีฬาขาสั้น มีโรงงานชื่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ เป็นลูกค้าของโจทก์ร่วม มีนายเกียรติศักดิ์ นางธัญญาวัลย์และนางดรรชนี (จำเลยในคดีนี้) เป็นหุ้นส่วน ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ ซื้อขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปกับห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ของโจทก์ร่วมมาหลายครั้ง เมื่อประมาณปลายเดือนมกราคม 2547 นายสมชายได้โทรศัพท์สั่งกางเกงยีนโดยบอกว่ามีคำสั่งซื้อมาจากร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ เป็นกางเกงยีนยี่ห้อไทเกอร์ รุ่น 526 ประมาณ 620 ตัว และรุ่น 535 ประมาณ 1,460 ตัว รวมเป็นเงิน 471,100 บาท ทางห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) จึงได้ผลิตกางเกงยีนตามจำนวนที่สั่งและส่งให้แก่นายสมชาย ต่อมานายสมชายได้ส่งกางเกงยีนดังกล่าวให้แก่ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ โดยนายเกียรติศักดิ์ได้สั่งจ่ายเช็คตามจำนวนเงินที่สั่งซื้อ เช็คดังกล่าวลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 เมื่อเช็คถึงกำหนดสั่งจ่าย ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การสั่งซื้อกางเกงยีนของร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ กระทำในเดือนมกราคม 2547 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อเสื้อแจกเกตประมาณ 6,000 ตัว จากโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเหตุที่พิพาทกันในคดีนี้ โจทก์ร่วมมีโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปประเภทกางเกงยีนและเสื้อแจกเกต การที่ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อกางเกงยีนจากโจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมได้เบิกความยืนยันในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 396/2548 ของศาลแขวงดุสิต ว่า เป็นการซื้อกางเกงยีนจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ของโจทก์ร่วม แต่ในคดีนี้โจทก์ร่วมกลับเบิกความว่า ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อเสื้อแจกเกตจากโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมสั่งซื้อเสื้อแจกเกตดังกล่าวมาจากผู้อื่น โดยใช้เงินส่วนตัว ไม่ใช่สินค้าที่ผลิตจากโรงงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) เหตุที่โจทก์ร่วมเบิกความเช่นนี้น่าจะเนื่องมาจากคดีหมายเลขแดงที่ 396/2548 ของศาลแขวงดุสิต ดังกล่าว ศาลได้พิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากกางเกงยีนที่ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อจากโจทก์ร่วมเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) เช็คที่นายเกียรติศักดิ์สั่งจ่ายจึงเป็นการชำระหนี้ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวจึงเป็นผู้ทรงเช็คและเป็นผู้เสียหาย เมื่อโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีแก่นายเกียรติศักดิ์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 396/2548 ของศาลแขวงดุสิต โดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) กรณีจึงถือว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ในฐานะผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 396/2548 ของศาลแขวงดุสิต จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2548 แต่โจทก์ร่วมได้เบิกความในคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 หลังจากที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 396/2548 ของศาลแขวงดุสิต แล้ว กรณีจึงเชื่อว่า โจทก์ร่วมได้เบิกความเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงใหม่เป็นว่า ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อเสื้อแจกเกตดังกล่าวจากโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมอ้างว่าไปซื้อเสื้อแจกเกตดังกล่าวมาจากผู้อื่น ไม่ใช่สินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) แต่โจทก์ร่วมก็ไม่ได้เบิกความให้ชัดเจนว่า ได้ไปซื้อเสื้อแจกเกตดังกล่าวมาจากผู้ผลิตรายใดหรือจากโรงงานใด อีกทั้งเสื้อแจกเกตที่ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อจากโจทก์ร่วมเป็นจำนวนถึง 6,000 ตัว การที่โจทก์ร่วมไปสั่งซื้อเสื้อแจกเกตดังกล่าวมาจากผู้อื่นย่อมทำให้ต้นทุนของสินค้าสูงขึ้น ทั้งที่โจทก์ร่วมมีโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปประเภทกางเกงยีนและเสื้อแจกเกตอยู่แล้ว การที่โจทก์ร่วมไปซื้อเสื้อแจกเกตดังกล่าวจากผู้ผลิตรายอื่นจึงเป็นเรื่องที่ผิดปกติ อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ร่วมได้ฟ้องนางธัญญาวัลย์ นายเกียรติศักดิ์ และจำเลยในคดีนี้ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเช็คที่พิพาทในคดีนี้ และเช็คที่นายเกียรติศักดิ์ได้สั่งจ่ายในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 396/2548 ของศาลแขวงดุสิต โดยขอให้บุคคลทั้งสามร่วมรับผิดชำระเงินตามเช็คดังกล่าว ซึ่งในคดีดังกล่าวนั้น โจทก์ร่วมนำสืบว่า โจทก์ร่วมประกอบอาชีพค้าขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป โดยซื้อมาจากโรงงานที่ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปของโจทก์ร่วมเองที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีและซื้อมาจากที่อื่น ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ในคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 322/2549 ของศาลแพ่ง เอกสารแนบท้ายฎีกาของโจทก์ร่วม จะเห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงในคดีหมายเลขแดงที่ 322/2549 ของศาลแพ่ง โจทก์ร่วมได้นำสืบเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงอีกเป็นว่า โจทก์ร่วมซื้อสินค้าประเภทเสื้อแจกเกตและกางเกงยีนจากโรงงานของตนเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเพื่อแสดงให้เห็นว่า เสื้อแจกเกตที่พิพาทกันในคดีนี้ มิใช่สินค้าที่ผลิตจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบดังกล่าวก็เป็นการขัดกับการที่โจทก์ร่วมได้เบิกความไปก่อนแล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 396/2548 ของศาลแขวงดุสิต ที่เบิกความว่า กางเกงยีนที่ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อนั้นผลิตจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) จึงเห็นได้ว่า โจทก์ร่วมเบิกความถึงสินค้าที่ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อจากโจทก์ร่วมมีแหล่งที่มาแตกต่างกัน เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของสินค้าดังกล่าวด้วยตนเอง มิใช่สินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) และทำให้โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายจากการที่ไม่ได้รับชำระเงินตามเช็ค การเบิกความที่แตกต่างกันดังกล่าวจึงนับว่าเป็นพิรุธอย่างยิ่งและไม่น่าเชื่อถือ กรณีจึงเชื่อว่า เสื้อแจกเกตที่ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อจากโจทก์ร่วม เป็นสินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) นอกจากนั้นยังจะเห็นได้ว่า โจทก์ร่วมได้นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับในคดีนี้เข้าเรียกเก็บเงินจากบัญชีของนายเอกชัย สามีโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ย่อมเป็นการส่อแสดงให้เห็นว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ถึงแม้โจทก์ร่วมจะอ้างว่า บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมและนายเอกชัย แต่โจทก์ร่วมก็ไม่ได้นำเอกสารมาแสดงให้เห็นว่า บัญชีเงินฝากที่โจทก์ร่วมนำเช็คพิพาทเข้าเรียกเก็บเงินเป็นบัญชีที่โจทก์ร่วมและนายเอกชัยเป็นเจ้าของบัญชีร่วมกัน ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงเชื่อว่า สินค้าเสื้อแจกเกตที่ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ สั่งซื้อจากโจทก์ร่วมเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) การที่ร้านเอช.เอ็ม.ยีนส์ ชำระเงินค่าเสื้อแจกเกตดังกล่าวด้วยเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จึงเป็นการชำระเงินค่าสินค้าดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) กรณีจึงถือว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท เมื่อเช็คดังกล่าวธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ย่อมเป็นผู้เสียหายที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท มิใช่โจทก์ร่วม และถึงแม้โจทก์ร่วมจะมีส่วนเป็นเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ด้วยก็ตาม แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมในฐานะส่วนตัวจึงไม่อยู่ในฐานะผู้ทรงเช็คพิพาท และมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจร้องทุกข์ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยได้ การที่โจทก์ร่วมเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ได้มอบอำนาจให้โจทก์ร่วมดำเนินการแทน จึงถือได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกชัย (อุดร 1987) ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจทำการสอบสวนการกระทำความผิดของจำเลย การที่พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนมานั้น จึงเป็นการสอบสวนที่มิชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของโจทก์ร่วมนั้น เมื่อนางวันดีไม่ใช่ผู้เสียหาย ย่อมไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ และไม่มีสิทธิที่จะฎีกาได้เช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษายืน ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางวันดี และยกฎีกาของนางวันดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 120 ม. 121 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางวันดี ป้องกัน
จำเลย — นางดรรชนี วรสาร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายวสันต์ ขาวสง่า
ศาลอุทธรณ์ — นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14342/2555
#528598
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอคืนรถยนต์ของกลางที่ศาลชั้นต้นสั่งริบ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องเพราะผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ของกลาง คดีถึงที่สุด แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยว่า รถยนต์ของกลางที่ถูกริบเป็นของผู้ใดก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางในคดีนี้อีก โดยอ้างว่ารถยนต์หมายเลขทะเบียน ป้ายแดง ก - 1523 กาญจนบุรี ของกลาง ที่ถูกริบ ซึ่งปัจจุบันได้จดทะเบียนเปลี่ยนเป็นหมายเลขทะเบียน ถพ 1295 กรุงเทพมหานคร เป็นของผู้ร้อง จึงเป็นการรื้อร้องกันในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกสิบเจ็ดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134 วรรคหนึ่ง, 160 ทวิ และริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ป้ายแดง ก - 1523 กาญจนบุรี ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์หมายเลข ถพ 1295 กรุงเทพมหานคร โดยอ้างว่าเป็นรถยนต์ที่จำเลยที่ 8 นำไปใช้ในการกระทำความผิด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง โดยวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ได้นำสืบให้เห็นว่ารถยนต์หมายเลขทะเบียน ถพ 1295 กรุงเทพมหานคร เป็นรถยนต์คันเดียวกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ป้ายแดง ก - 1523 กาญจนบุรี ที่ถูกริบ พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบจึงไม่เพียงพอฟังว่ารถยนต์หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 1523 กาญจนบุรี ของกลางเป็นของผู้ร้อง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ขก. 11/2553 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้อ้างว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียน ป้ายแดง ก - 1523 กาญจนบุรี ซึ่งปัจจุบันได้จดทะเบียนเปลี่ยนเป็นหมายเลขทะเบียน ถพ 1295 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำร้องคดีนี้เป็นการร้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ขก. 11/2553 ของศาลชั้นต้นว่า รถยนต์ของกลางที่ถูกริบเป็นของผู้ใด จึงไม่เป็นการตัดสิทธิเจ้าของที่แท้จริงในการยื่นคำร้องและนำพยานหลักฐานมาสืบแสดงความเป็นเจ้าของที่แท้จริง และไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด เพื่อขอรับรถยนต์ของกลางที่เป็นทรัพย์สินของตนคืนนั้น เห็นว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอคืนรถยนต์ของกลางที่ศาลชั้นต้นสั่งริบ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง เพราะผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ของกลาง คดีถึงที่สุด แม้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยในคดีดังกล่าวว่า รถยนต์ของกลางที่ถูกริบเป็นของผู้ใดก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางในคดีนี้อีกโดยอ้างว่ารถยนต์หมายเลขทะเบียน ป้ายแดง ก - 1523 กาญจนบุรี ของกลาง ที่ถูกริบ ซึ่งปัจจุบันได้จดทะเบียนเปลี่ยนเป็นหมายเลขทะเบียน ถพ 1295 กรุงเทพมหานคร เป็นของผู้ร้องนั้น จึงเป็นการรื้อร้องกันในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้ร้อง — บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายสุรัตน์ เขียวหอม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายบุญเลิศ ศิลปกิจวงษ์กุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนำ กรุยรุ่งโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14297/2555
#528533
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซึ่งเคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลตามกฎหมายเดิม ซึ่งต่อมาเมื่อมีการแก้ไขโดย พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 อันเป็นเวลาที่จำเลยได้ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวแล้ว ได้เทียบตำแหน่งกรรมการบริหารเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตามกฎหมายใหม่ ดังนั้น การที่จำเลยปิดประกาศโฆษณาว่าเคยดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลอันเป็นความเชื่อของจำเลยโดยสุจริตว่าตำแหน่งเทียบเท่ากันได้ และจำเลยมีสิทธิจะใช้ชื่อตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้ และการที่จำเลยได้รับการเลือกตั้งโดยมีคะแนนรวมเป็นอันดับที่ 1 น่าจะเกิดจากผลงาน ชื่อเสียงในการทำงานทางการเมืองในครั้งก่อน ๆ เชื่อว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำการอันเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจผิดในเรื่องประสบการณ์การทำงานของจำเลยแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 4, 57, 118 และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดสิบปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (5), 118 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเหมืองหม้อในปี 2543 จำเลยเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลเหมืองหม้อ จำเลยได้ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวโดยมีผลในวันที่ 21 มิถุนายน 2545 ในปี 2546 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ได้มีการแก้ไขรวม 2 ครั้ง ครั้งแรก แก้ไขโดยพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 โดยมาตรา 17 ให้ยกเลิกความในมาตรา 58 เดิม และให้ใช้ข้อความใหม่ว่า "มาตรา 58 คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลประกอบด้วยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคนหนึ่ง และรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวนสองคน ซึ่งสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเลือกจากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลแล้วเสนอให้นายอำเภอแต่งตั้ง" นายชวลิต นายอำเภอเมืองแพร่ขณะนั้น ได้จัดทำสรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 และร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวส่งให้แก่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุกแห่ง และประธานสภาตำบลทุกแห่ง ซึ่งสรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติที่แก้ไขดังกล่าว ข้อ 1.3 ให้เปลี่ยนชื่อกรรมการบริหารเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ครั้งที่สอง แก้ไขโดยพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2546 โดยเพิ่มเติมความในมาตรา 58/3 ขึ้นใหม่ว่า "นายกองค์การบริหารส่วนตำบลอาจแต่งตั้งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งไม่ใช่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้ช่วยเหลือในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมอบหมายได้ไม่เกินสองคน....." จะเห็นได้ว่าตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตามกฎหมายที่แก้ไขโดยพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2546 ซึ่งเป็นฉบับครั้งหลังสุด ได้ลดบทบาทและสถานะหน้าที่ของรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลจากเดิมลงโดยสิ้นเชิงกล่าวคือผู้ที่จะได้รับเลือกให้เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลจะต้องมิใช่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และการเข้ามาทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยเหลือในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจะมอบหมายเท่านั้น ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่จำเลยซึ่งเคยได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารส่วนตำบลตามกฎหมายเดิม ซึ่งต่อมาเมื่อมีการแก้ไขโดยพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 อันเป็นเวลาที่จำเลยได้ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วตามเอกสารสรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้เทียบตำแหน่งกรรมการบริหารซึ่งจำเลยเคยดำรงตำแหน่งนี้อยู่เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลและพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2546 ยังคงบัญญัติตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนี้อยู่ เพียงแต่ว่ามีสถานะและอำนาจหน้าที่น้อยกว่าเดิมดังได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว จำเลยอาจเชื่อโดยสุจริตว่าเมื่อมีกฎหมายแก้ไขและยกเลิกตำแหน่งกรรมการบริหาร อีกทั้งตามสรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 ได้เทียบตำแหน่งกรรมการบริหารเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิที่จะใช้ชื่อตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้ และการที่จำเลยปิดประกาศโฆษณาว่า เคยดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลก็ไม่มีเหตุที่จะจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจผิดในเรื่องประสบการณ์การทำงานของจำเลยแต่อย่างใด เพราะตำแหน่งกรรมการบริหารสภาตำบลเป็นตำแหน่งที่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอีกทั้งเป็นตำแหน่งผู้บริหารส่วนตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นเพียงบุคคลที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแต่งตั้งให้เข้ามาช่วยเหลือในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลตามที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมอบหมายเท่านั้น อีกทั้งมิใช่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชน การที่จำเลยได้รับการเลือกตั้ง โดยมีคะแนนรวมเป็นลำดับที่ 1 จึงน่าจะเกิดจากผลงานชื่อเสียงในการทำงานทางการเมืองในครั้งก่อน ๆ มาของจำเลยมากกว่า ลำพังเพียงแต่ใช้ชื่อโฆษณาว่าเคยดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเหมืองหม้อ แม้ไม่ตรงกับความเป็นจริง เชื่อว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำการอันเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจผิดในเรื่องประสบการณ์การทำงานของจำเลยแต่อย่างใด ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกประเด็นเรื่องข้อความที่จำเลยอ้างว่าเคยดำรงตำแหน่ง "เลขาธิการสภาฯ " แต่ความจริงจำเลยเคยดำรงตำแหน่ง "เลขานุการสภา" ขึ้นมาวินิจฉัยและจำเลยได้ยกขึ้นฎีกาด้วยนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องนอกฟ้องของโจทก์เพราะตามคำฟ้องบรรยายแต่เพียงเรื่องที่จำเลยอ้างความเท็จว่าดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารตำบลเหมืองหม้อเท่านั้น ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — จ่าสิบเอกทนงศักดิ์ สุคันธมาลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นางมะลิวรรณ วิภาดาพรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
สิงห์พล ละอองมณี
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14294/2555
#583725
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเขียนชื่อของผู้เสียหายลงในช่องผู้จะซื้อของสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำโดยเป็นการเขียนให้เป็นลายมือของจำเลยเอง และยังใช้คำว่านายนำหน้าชื่อผู้เสียหายและเขียนชื่อผู้เสียหายผิดจาก "ประพฤทธิ์" เป็น "ประพฤติ" แสดงว่าจำเลยมิได้เจตนาจะเลียนให้เหมือนหรือคล้ายคลึงลายมือชื่อที่แท้จริงของผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงไม่ใช่การลงลายมือชื่อปลอม เมื่อจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายทั้ง 2 ฉบับ ในฐานะเป็นตัวแทนของผู้เสียหายและ ฉ. ไม่ได้ทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงซึ่งผู้เสียหายทำด้วยตนเอง อันจะเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ ส่วนจำเลยจะเป็นตัวแทนมีอำนาจทำสัญญาแทนผู้เสียหายจริงหรือไม่ ก็เป็นปัญหาเพียงเรื่องการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งหรือจะผูกพันผู้เสียหายที่เป็นตัวการหรือไม่เพียงใดเท่านั้น แต่ไม่ทำให้สัญญาดังกล่าวกลายเป็นเอกสารปลอมไปได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เองต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุก 2 ปี และปรับ 8,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยเป็นเวลา 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังว่า นายประพฤทธิ์ ผู้เสียหาย เป็นบุตรของนายประหยัดและนางพรรณวดี ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเขียนกรอกข้อความลงในแบบพิมพ์หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำว่า ผู้เสียหายตกลงจะซื้ออาคารพาณิชย์เลขที่ 605/6 หมู่ที่ 7 ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนายสุชาติในราคา 1,900,000 บาท วางมัดจำเป็นเงิน 100,000 บาท กำหนดโอนกรรมสิทธิ์กันในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 โดยจำเลยเขียนชื่อของผู้เสียหายในช่องผู้จะซื้อและลงลายมือชื่อของจำเลยในช่องพยานของหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำในวันเดียวกัน จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายทาวน์เฮ้าส์เลขที่ 605/22 ซึ่งด้านหลังติดกับอาคารพาณิชย์ตามสัญญาฉบับแรกจากนายสุชาติ โดยระบุชื่อผู้จะซื้อคือนายฉัตรชัย จำเลยเขียนชื่อของนายฉัตรชัยในช่องผู้จะซื้อและลงลายมือชื่อในช่องพยานในหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำในลักษณะเดียวกันกับสัญญา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเขียนชื่อของผู้เสียหายลงในช่องผู้จะซื้อของสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ เป็นการเขียนให้เป็นลายมือของจำเลยเอง ยังใช้คำว่านายนำหน้าชื่อผู้เสียหายและเขียนชื่อผู้เสียหายผิดจาก "ประพฤทธิ์" เป็น "ประพฤติ" แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยมิได้เจตนาจะเลียนให้เหมือนหรือคล้ายคลึงลายมือชื่อที่แท้จริงของผู้เสียหายแต่อย่างใด จึงไม่ใช่การลงลายมือชื่อปลอม เมื่อพิจารณาประกอบสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำซึ่งจำเลยกับนายสุชาติทำขึ้นในคราวเดียวกันที่มีลักษณะเป็นเช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายทั้งสองฉบับในฐานะเป็นตัวแทนของผู้เสียหายและนายฉัตรชัย ไม่ได้ทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงซึ่งผู้เสียหายทำด้วยตนเอง อันจะเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ ส่วนจำเลยจะเป็นตัวแทนมีอำนาจทำสัญญาแทนผู้เสียหายจริงหรือไม่ ก็เป็นปัญหาเพียงเรื่องการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งหรือจะผูกพันผู้เสียหายที่เป็นตัวการหรือไม่ เพียงใดเท่านั้น แต่ไม่ทำให้สัญญาดังกล่าวกลายเป็นเอกสารปลอมไปได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางศรีสุดา ประราศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายประมวล นิลกลาง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14262/2555
#532902
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากและจัดทำฉลากไม่ถูกต้อง เป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับกับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดสามารถแยกจากกันได้ การกระทำของจำเลยในความผิดฐานนี้จึงเป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดสองฐานดังกล่าว

ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต สาระสำคัญของการกระทำความผิดอยู่ที่การประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากและจัดทำฉลากไม่ถูกต้อง สาระสำคัญของการกระทำความผิดอยู่ที่สินค้าที่ควบคุมฉลากนั้นไม่มีฉลากหรือจัดทำฉลากไม่ถูกต้อง หาใช่เกิดจากตัวสินค้าโดยตรงไม่ แผ่นดีวีดีและซีดีของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 38, 54, 79, 82 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 30, 31, 52 ริบของกลางและปรับรายวันเป็นจำนวน 1 วัน ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 30, 31, 52 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 79, 54 วรรคหนึ่ง, 82 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายสินค้าควบคุมโดยไม่จัดทำฉลากให้ถูกต้อง จำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 200,000 บาท และปรับรายวันตลอดระยะเวลาฝ่าฝืน 1 วัน เป็นเงิน 1,000 บาท ฐานประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 100,000 บาท ปรับรายวันตลอดระยะเวลาฝ่าฝืน 1 วัน เป็นเงิน 1,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 2 เดือน และปรับ 305,000 บาท ปรับรายวันตลอดระยะเวลาฝ่าฝืน 1 วัน เป็นเงิน 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 152,500 บาท ปรับรายวันตลอดระยะเวลาฝ่าฝืน 1 วัน เป็นเงิน 1,000 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน อยู่ในวัยชราและมีโรคประจำตัว กรณีมีเหตุอันสมควรปราณีเพื่อให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ในวันเวลาเดียวกัน แม้การกระทำความผิดสองฐานดังกล่าวจะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหลายบทก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่จำเลยมีเจตนาโดยมุ่งประสงค์ต่อผลเดียวคือเพื่อประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน ซึ่งได้กระทำไปในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นกรรมเดียว ส่วนความผิดขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากและจัดทำฉลากไม่ถูกต้อง เป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับกับความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน โดยมีองค์ประกอบแห่งความผิดที่แตกต่างกัน ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดสามารถแยกต่างหากจากกันได้ การกระทำของจำเลยในความผิดฐานนี้ จึงเป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดสองฐานดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองให้ริบแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ 46 แผ่น แผ่นดีวีดีคาราโอเกะ 11 แผ่น แผ่นซีดีภาพยนตร์ 360 แผ่น แผ่นซีดีคาราโอเกะ 84 แผ่น และแผ่นเพลงเอ็มพีสาม 105 แผ่น ของกลางนั้น เห็นว่า ความผิดที่ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 79, 54 วรรคหนึ่ง, 82 สาระสำคัญของการกระทำความผิดอยู่ที่จำเลยประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ส่วนความผิดขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากและจัดทำฉลากไม่ถูกต้อง สาระสำคัญของการกระทำความผิดอยู่ที่สินค้าที่ควบคุมฉลากนั้นไม่มีฉลากหรือจัดทำฉลากไม่ถูกต้อง หาใช่เกิดจากตัวสินค้าโดยตรงไม่ ดังนั้น ของกลางดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) และให้คืนแก่เจ้าของ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 200,000 บาท และปรับรายวันตลอดระยะเวลาฝ่าฝืน 1 วัน เป็นเงิน 1,000 บาท กับจำเลยมีความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากและจัดทำฉลากไม่ถูกต้อง อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 2 เดือน ปรับ 206,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 103,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยในกรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังมีกำหนด 1 ปี ไม่ริบแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ 46 แผ่น แผ่นดีวีดีคาราโอเกะ 11 แผ่น แผ่นซีดีภาพยนตร์ 360 แผ่น แผ่นซีดีคาราโอเกะ 84 แผ่น และแผ่นเพลงเอ็มพีสาม 105 แผ่น ของกลาง แต่ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 91
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 38 วรรคหนึ่ง ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 79 ม. 82
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 30 ม. 31 ม. 52 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสฤษ ธีรทัตตานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายกีรติ กีรติยุติ
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14258/2555
#532897
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเข้าไปในบริเวณศาลาการเปรียญวัดหนองบัวอันเป็นสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วลักประตูเหล็กพับยืด 4 บาน ราคา 20,000 บาท ของวัดหนองบัว ซึ่งอยู่ในความดูแลของผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดหนองบัวผู้เสียหาย และเก็บรักษาไว้ในสถานที่ดังกล่าวไป โดยใช้รถจักรยานยนต์พ่วงข้างเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ซึ่งความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) นอกจากองค์ประกอบความผิดที่ว่าสถานที่ที่ลักทรัพย์ต้องเป็นสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะแล้ว ผู้ที่เข้าไปลักทรัพย์ต้องเข้าในสถานที่ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์ว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุลักทรัพย์วัดหนองบัวได้หวงห้ามหรือปิดกั้นมิให้ประชาชนซึ่งเข้าไปในวัดหนองบัวเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุ การที่จำเลยเข้าไปลักประตูเหล็กพับยืดในบริเวณที่เกิดเหตุจึงมิใช่เป็นการเข้าไปลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) คงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 334

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนประตูเหล็กยืด 4 บาน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยลักเอาประตูเหล็กพับยืด 4 บาน ราคา 20,000 บาท ของวัดหนองบัว ซึ่งวางอยู่บริเวณข้างศาลาการเปรียญของวัดหนองบัวไป ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยมีสิทธิเข้าไปได้หรือไม่ เพราะการบริการสาธารณะทุกคนก็มีสิทธิเข้าไปใช้ได้อยู่แล้ว เมื่อได้ความว่าประตูเหล็กพับยืดวางอยู่ติดกับศาลาการเปรียญถือได้ว่าเป็นการลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะตามฟ้องแล้วนั้น เห็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) นอกจากองค์ประกอบความผิดที่ว่าสถานที่ที่ลักทรัพย์ต้องเป็นสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะแล้ว ผู้ที่เข้าไปลักทรัพย์ต้องเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์ว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุลักทรัพย์วัดหนองบัวได้หวงห้ามหรือปิดกั้นมิให้ประชาชนซึ่งเข้าไปในวัดหนองบัวเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุ การที่จำเลยเข้าไปลักประตูเหล็กพับยืดในบริเวณที่เกิดเหตุจึงมิใช่เป็นการเข้าไปลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) คงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
จำเลย — นายกฤษณะ ใช้ญาณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายวรพจน์ เวียงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา