คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14257/2555
#540949
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาค บูรพานิวส์ ฉบับเลขที่ 94 ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม ถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2550 แม้เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสองและพลตำรวจเอก ว. ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองและพลตำรวจเอก ว. ต่างถูกหมิ่นประมาทจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ในครั้งเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวและหาได้ทำให้เกิดผลเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ โดยการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว โจทก์ทั้งสองและพลตำรวจเอก ว. ซึ่งต่างเป็นผู้เสียหายย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 มาในคดีเดียวกันหรือแยกกันฟ้องเป็นรายคดีก็ได้ ตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้น แต่หากคดีหนึ่งคดีใดศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้ว ย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในอีกคดีหนึ่งระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 48 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาค บูรพานิวส์ และหนังสือพิมพ์รายวันอื่นๆ ที่วางจำหน่ายในกรุงเทพมหานครในหน้าแรกสุด อย่างน้อย 5 ฉบับ ติดต่อกัน 5 วัน โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ประกอบมาตรา 83 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาค บูรพานิวส์ ฉบับที่ 94 ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม ถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2550 อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสองและพลตำรวจเอกวิเชียร วันที่ 25 ตุลาคม 2550 พลตำรวจเอกวิเชียรนำการกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร แต่ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ในระหว่างพิจารณา ตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3845/2550 วันที่ 22 ธันวาคม 2552 ศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4348/2552 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ยุติไปโดยคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำความผิดต่อโจทก์ทั้งสองแยกออกจากการกระทำที่ได้กระทำต่อพลตำรวจเอกวิเชียร อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4348/2552 ของศาลอาญา เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาค บูรพานิวส์ ฉบับเลขที่ 94 ประจำวันที่ 25 กรกฎาคม ถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2550 แม้เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสองและพลตำรวจเอกวิเชียรก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองและพลตำรวจเอกวิเชียรต่างถูกหมิ่นประมาทจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ในครั้งเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวและหาได้ทำให้เกิดผลเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกาไม่ โดยการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว โจทก์ทั้งสองและพลตำรวจเอกวิเชียรซึ่งต่างเป็นผู้เสียหายย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 มาในคดีเดียวกันหรือแยกกันฟ้องเป็นรายคดีก็ได้ตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้น แต่หากคดีหนึ่งคดีใดศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้ว ย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในอีกคดีหนึ่งระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีในการกระทำอันเดียวกันซ้ำสองอีก ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ในกรณีเช่นนี้หากมีผู้กระทำความผิดคบคิดกันวางแผนหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยหมิ่นประมาทพวกของตนด้วยแล้วให้พวกของตนฟ้องคดีและให้ศาลมีคำพิพากษาเสียก่อน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับโทษ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงแก่ผู้เสียหายที่แท้จริง เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่บัญญัติให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง อันเป็นหลักการห้ามมิให้ดำเนินคดีซ้ำสองแก่ผู้กระทำความผิดในความผิดกรรมเดียวนั้น จะต้องปรากฏว่าในคดีก่อนผู้กระทำความผิดถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างแท้จริง หากเป็นการดำเนินคดีกันอย่างสมยอมโดยมีเจตนาที่ไม่สุจริต แม้จะเป็นการกระทำกรรมเดียวกันก็ถือไม่ได้ว่าการกระทำกรรมนั้นเคยถูกฟ้องและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง อันจะมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดกรรมนั้นระงับไปไม่ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าพลตำรวจเอกวิเชียรได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดซึ่งเกิดการกระทำของจำเลยที่ 1 อันเป็นกรรมเดียวกันนี้ต่อศาลอาญาและศาลอาญามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้นแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4348/2552 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ของโจทก์ทั้งสองจึงระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้ออื่นอีก เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนา ไชยประสิทธิ์ กับพวก
จำเลย — นายทรงศักดิ์ จิตเจือจุน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายภิญณชาตก์ คูหากาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14256/2555
#528553
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 5 เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 5 จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ด้วย และฟ้องของโจทก์บรรยายโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันโดยแยกเป็น 4 ข้อ ซึ่งความผิดทั้งสี่ข้อเป็นการกระทำต่างวันเวลากันอีกทั้งจำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพตามฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยทั้งห้ามีเจตนากระทำความผิดทั้งสี่ข้อแยกต่างหากออกจากกัน การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 161

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยทั้งห้าขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 161 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 157 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษทุกกระทงเป็นความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 8 ปี จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งห้ากระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 4 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งห้าฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าในฐานะเจ้าพนักงานได้กระทำการปลอมเอกสารในหน้าที่อย่างไร และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งห้าได้รับผลประโยชน์อย่างใดหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอย่างไร โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 ว่า จำเลยทั้งห้าโดยรู้อยู่แล้วว่าการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กจะต้องใช้แรงงานจากราษฎรดำเนินการก่อสร้างถนนตามโครงการที่ทางราชการอนุมัติและจำเลยทั้งห้ามีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสาร ดูแลรักษาเอกสาร บัญชีใช้แรงงานจากราษฎรดำเนินการก่อสร้างถนนตามโครงการที่ทางราชการอนุมัติ และจ่ายเงินค่าจ้างให้ราษฎรผู้รับจ้างให้ครบถ้วนถูกต้อง จำเลยทั้งห้าโดยทุจริตได้ปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบร่วมกันทำบัญชีรายชื่อราษฎรผู้รับจ้างและหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้างแรงงานราษฎรดำเนินการก่อสร้างถนนตามโครงการที่ทางราชการอนุมัติว่ามีรายชื่อราษฎรใช้แรงงานก่อสร้างและลงลายมือชื่อรับเงินค่าจ้างโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กบ้านหนองนกคู่คนละ 7 วัน คิดค่าจ้างให้วันละ 130 บาท จำนวน 21 คน เป็นเงินค่าแรง 9,100 บาท รวม 2 ครั้ง และคนละ 8 วัน คิดค่าจ้างให้วันละ 130 บาท จำนวน 21 คน รวมเป็นค่าแรง 10,400 บาท อันเป็นเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งห้าได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดนาดูนก่อสร้างเป็นผู้ดำเนินการ และนำเงินค่าจ้างไปจ่ายให้แก่ราษฎรผู้ปรากฏในบัญชีรายชื่อราษฎรผู้รับจ้างและหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้างแรงงานราษฎรดำเนินการก่อสร้างถนนตามโครงการที่ทางราชการอนุมัติเพียงคนละ 100 บาท บางคนไม่ได้รับเงินค่าจ้าง เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไผ่ ราษฎรผู้มีรายชื่อในบัญชีรายชื่อผู้รับจ้างจำนวน 21 คน และข้อ 2.4 ว่า จำเลยทั้งห้าซึ่งมีหน้าที่ดังกล่าวได้ปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ร่วมกันปลอมเอกสารโดยลงลายมือชื่อปลอมนายสุพจน์ นายฉัตธ์ นายอเนกพงศ์ และนายทองพูล ในช่องผู้รับเงิน และลงลายมือชื่อปลอมนายอเนกพงศ์ นายชื่อ กรรมการผู้จ่ายเงินในเอกสารบัญชีรายชื่อราษฎรใช้แรงงานก่อสร้างและลงลายมือชื่อรับเงินค่าจ้างโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไผ่ นายสุพจน์ นายฉัตธ์ นายอเนกพงศ์ และนายทองพูล เห็นว่า ฟ้องโจทก์ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยทั้งห้ากระทำปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 แม้ข้อความในเอกสารจะเป็นความเท็จก็ไม่ทำให้เป็นเอกสารปลอม ฟ้องโจทก์ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ ก็ไม่สามารถลงโทษจำเลยทั้งห้าในความผิดฐานดังกล่าวได้ ส่วนฟ้องข้อ 2.4 โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า จำเลยทั้งห้าอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ร่วมกันปลอมเอกสารโดยลงลายมือชื่อปลอมของผู้อื่น ฟ้องโจทก์ข้อ 2.4 จึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวตามข้อ 2.1 ถึง 2.4 ว่า จำเลยทั้งห้าได้ปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไผ่ ราษฎรผู้มีรายชื่อในบัญชีรายชื่อผู้รับจ้างจำนวน 21 คน นายสุพจน์ นายฉัตธ์ นายอเนกพงศ์ และนายทองพูล ซึ่งเห็นได้ว่า โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มิได้ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ดังนี้ โจทก์จึงไม่ต้องบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าได้รับผลประโยชน์อย่างใดหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอย่างไร ฟ้องโจทก์ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.4 จึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้ว ดังนี้ ฟ้องโจทก์ข้อ 2.4 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.4 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งห้าข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 161 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งห้าฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เท่ากับโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าเพราะเป็นคณะกรรมการเบิกเงินองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไผ่ แต่ตามเอกสาร เงินเป็นของอำเภอนาดูน ซึ่งได้ความว่าจำเลยที่ 1 ส่งเอกสารเท็จไปขอรับเงินจากอำเภอนาดูนและรับเงินจากอำเภอนาดูนแล้วจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษและถือว่าจำเลยทั้งห้าขาดเจตนาพิเศษนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งห้าเพิ่งยกข้อเท็จจริงว่าเงินเป็นของอำเภอนาดูนขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 5 ไม่ได้มีหน้าที่เป็นกรรมการเบิกจ่ายเงินเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดได้ เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 5 เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 5 จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวหรือไม่ โดยจำเลยทั้งห้าฎีกาว่า จำเลยทั้งห้าทำเอกสารขึ้นครั้งเดียวเพื่อประกอบการเบิกเงินจากอำเภอนาดูนจึงเป็นการกระทำเจตนาเดียว เห็นว่า ฟ้องของโจทก์บรรยายโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันโดยแยกเป็น 4 ข้อ ซึ่งความผิดทั้งสี่ข้อเป็นการกระทำต่างวันเวลากัน อีกทั้งจำเลยทั้งห้าก็ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยทั้งห้ามีเจตนากระทำความผิดทั้งสี่ข้อแยกต่างหากออกจากกัน การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งห้ารวม 4 กระทงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า กระทงที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ส่วนกระทงที่ 4 จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 161 ประกอบมาตรา 83 ความผิดกระทงที่ 4 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายทองร่วม ปาคาถา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายวิริยะ แสนประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสันทัด สุจริต
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14254/2555
#528524
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่โดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มิได้บัญญัติวางหลักในเรื่องความผิดสำเร็จของการกระทำชำเราแต่อย่างใด แต่เป็นการให้ความหมายของการกระทำชำเรา จากเดิมที่จำกัดเฉพาะการใช้อวัยวะเพศต่ออวัยวะเพศเท่านั้น ให้ขยายกว้างออกไปโดยให้รวมถึงการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับทวารหนักหรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นด้วย ที่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยว่า จำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เนื่องจากจำเลยไม่อาจสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 277, 279, 284, 317 และริบมีดโต้แบบตะขอของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คืนมีดโต้แบบตะขอของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80, 277 วรรคสาม, 279 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามและฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 9 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 25 ปี คำขอให้ริบมีดของกลางให้ยกเสีย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิงวารุณี ผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่กับนายแก้ว ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นปู่และเป็นผู้ปกครองดูแล จำเลยเป็นน้องนางทิพย์ มีอาณาเขตบ้านติดต่อกัน และสามารถเดินผ่านบ้านนางทิพย์ไปยังบ้านจำเลยได้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ในความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยฐานพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 นั้น แม้จำเลยไม่อาจสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปได้ก็ตาม ก็เป็นการใช้อวัยวะเพศของจำเลยกระทำกับอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ถือว่า เป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้ว หาใช่เพียงแต่พยายามกระทำชำเราไม่ แต่เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ศาลก็ไม่อาจลงโทษฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ คงลงโทษพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เห็นว่า ตามมาตรา 277 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มิได้บัญญัติวางหลักในเรื่องความผิดสำเร็จของการกระทำชำเราแต่อย่างใด แต่เป็นการให้ความหมายของการกระทำชำเรา จากเดิมที่จำกัดเฉพาะการใช้อวัยวะเพศต่ออวัยวะเพศเท่านั้น ให้ขยายกว้างออกไปโดยให้รวมถึงการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับทวารหนักหรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นด้วย ดังนี้ ที่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยว่า จำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาจึงไม่ถูกต้อง แต่ไม่จำต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้เพราะได้พิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่รับฟังได้ตามโจทก์ฟ้องแล้ว

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกคำขอริบมีดของกลาง แต่ไม่ได้สั่งคืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งคืนแก่เจ้าของได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 และมาตรา 186 (9)

พิพากษายืน แต่ให้คืนมีดของกลางตามฟ้องแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสอง
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายคาน เสน่หา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายวิเชียร พัฒนาไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนันต์ ยมจินดา
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14225/2555
#528482
เปิดฉบับเต็ม

โฉนดที่ดินเป็นเพียงเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน มิใช่ตัวที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดก ดังนั้นการที่ ก. ครอบครองโฉนดที่ดินจึงไม่ใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดก ตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสี่จะอ้างว่า ก. ครอบครองทรัพย์มรดกจึงมีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกแม้ว่าจะพ้นสิบปีนับแต่ ล. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ไม่ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของ ล. กรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกปฏิบัติหน้าที่จัดการมรดกถูกต้องหรือไม่ เพราะแม้จำเลยจะปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ที่โจทก์ทั้งสี่อ้างในฎีกาอีกว่าอายุความสิบปีสะดุดหยุดลงเพราะจำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของ ฆ. แล้ว โจทก์ทั้งสี่ก็มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างให้ชัดแจ้งว่าข้อฎีกาดังกล่าวเป็นไปตามหลักกฎหมายใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 6262, 8349, 8353, 8354, 8560, 8561, 8565, 8568, 8570 และ 11433 ตำบลจำปา (ท่าแดง) อำเภอท่าเรือ (นครน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2545 และเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11499 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2546 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโฆสิตกับนางสังเวียน ให้จำเลยโอนที่ดินดังกล่าวใส่ชื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโฆสิตเจ้ามรดกตามเดิม เพื่อนำมาแบ่งให้แก่ทายาทตามส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงแทนเจตนาของจำเลยและหากไม่ปฏิบัติตามที่กล่าวข้างต้นให้จำเลยชำระเงินจำนวน 34,140 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนมรดกที่ดิน โฉนดเลขที่ 6262, 8349, 8353, 8354, 8560, 8561, 8565, 8568, 8570 และ 11433 ตำบลจำปา (ท่าแดง) อำเภอท่าเรือ (นครน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2545 และโฉนดเลขที่ 11499 ตำบลจำปา (ท่าแดง) อำเภอท่าเรือ (นครน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2546 ระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโฆสิตกับนางสังเวียน โดยให้จำเลยโอนที่ดินดังกล่าวกลับมาใส่ชื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโฆสิตตามเดิม เพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาทตามส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าไม่อาจปฏิบัติได้ให้จำเลยชำระเงิน 34,140 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้โจทก์ทั้งสี่ 12,796.50 บาท และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินให้จำเลย 12,796.50 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายกมล โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายกมลกับโจทก์ที่ 1 นายกมลเป็นบุตรของนายลี่และนางสังเวียนซึ่งเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย นายลี่และนางสังเวียนมีบุตรด้วยกัน 8 คน คือ นางพรพิมล นายกมล นายทนง นางกุลกัญญา นางดารา จำเลย นายชโลมและนายโฆสิต เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2529 นายโฆสิตถึงแก่ความตายโดยไม่มีภริยาและบุตร มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 11 แปลง คือ ที่ดินพิพาทในคดีนี้ นายลี่เป็นผู้จัดการมรดกของนายโฆสิตตามคำสั่งศาล ได้ใส่ชื่อตนในฐานะผู้จัดการมรดกในโฉนดที่ดินพิพาททั้ง 11 แปลง โดยไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาท ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม 2534 นายลี่ถึงแก่ความตาย นางสังเวียนยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายโฆสิต ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายโฆสิตเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 จากนั้นจำเลยได้โอนที่ดินพิพาททั้ง 11 แปลง ให้แก่นางสังเวียนแต่ผู้เดียว ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2546 นายกมลถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสี่จึงฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิของนายกมล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ไม่ขาดอายุความเพราะขณะนายกมลถึงแก่ความตาย นายกมลเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกกล่าวคือ โฉนดที่ดินพิพาททั้ง 11 ฉบับ อยู่ในความครอบครองของนายกมล จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ดี" เห็นว่า โฉนดที่ดินเป็นเพียงเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน มิใช่ตัวที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดก ดังนั้น การที่นายกมลครอบครองโฉนดที่ดินจึงไม่ใช่เป็นการครอบครองทรัพย์มรดกตามความหมายของมาตรา 1748 โจทก์ทั้งสี่จะอ้างว่านายกมลครอบครองทรัพย์มรดกจึงมีสิทธิ์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกแม้ว่าจะพ้นสิบปีนับแต่นายลี่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าเมื่อนายกมลไม่มีสิทธิจะฟ้องเรียกมรดกของนายลี่เพราะพ้นกำหนดสิบปีนับแต่นายลี่ เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจากนายกมลย่อมไม่มีสิทธิฟ้องเรียกมรดกของนายลี่ไปด้วยจึงชอบแล้ว และเมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของนายลี่ กรณีก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกปฏิบัติหน้าที่จัดการมรดกถูกต้องหรือไม่ เพราะแม้จำเลยจะปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาในตอนท้ายว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ไม่ขาดอายุความห้าปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง เพราะเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกจึงไม่เป็นสาระที่ต้องวินิจฉัย และที่โจทก์ทั้งสี่อ้างในฎีกาอีกว่าอายุความสิบปีสะดุดหยุดลงเพราะจำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายโฆสิตแล้ว โจทก์ทั้งสี่ก็มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างให้ชัดแจ้งว่าข้อฎีกาดังกล่าวเป็นไปตามหลักกฎหมายใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 วรรคหนึ่ง ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประไพรัตน์ โปลิตานนท์ กับพวก
จำเลย — นางสาวรสรินทร์ โปลิตานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางกนกวรรณ ดลนิมิตสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรักเกียรติ วัฒนพงษ์
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14209/2555
#532957
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อสัญญาท้ายประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีระบุไว้ว่า ผู้ซื้อทรัพย์มีหน้าที่ต้องตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะซื้อตามสถานที่ และแผนที่การไปที่ปรากฏในประกาศ และถือว่าผู้ซื้อได้ทราบถึงสภาพทรัพย์โดยละเอียดครบถ้วนแล้ว ซึ่งหากผู้ร้องทำการตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่ถูกต้องผู้ร้องก็สามารถทักท้วงเพื่อให้แก้ไขเสียได้ ไม่มีเหตุผลที่ผู้ร้องจะเสี่ยงเข้าไปสู้ราคาในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของผู้ร้องเองและถือเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้ร้องที่ไม่ทำการตรวจสอบให้ดีเสียก่อน และที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาประเมินที่ดินตารางวาละ 1,500 บาท ซึ่งผู้ร้องอ้างว่าสูงกว่าราคาประเมินที่แท้จริงคือ ตารางวาละ 500 บาท นั้น ก็ปรากฏว่าราคาประเมินที่ผู้ร้องกล่าวอ้างนั้นเป็นราคาประเมินที่ดินในปัจจุบัน แต่ราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นราคาประเมินขณะทำการยึดตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2546 ตามสำเนารายงานการยึด ซึ่งราคาประเมินอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดี ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2554 เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐมขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 14586 ตำบลบางแขม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ของจำเลย ในราคา 650,000 บาท แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า โจทก์ทำแผนที่แสดงสถานที่ตั้งทรัพย์คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง โดยก่อนที่ผู้ร้องจะประมูลซื้อที่ดินของจำเลยดังกล่าว ผู้ร้องไปดูสภาพทรัพย์ตามแผนที่ที่โจทก์ทำขึ้น ปรากฏว่าเป็นที่ดินติดถนนทั้งสองด้าน แต่หลังจากผู้ร้องประมูลซื้อที่ดินได้แล้ว ผู้ร้องไปสำรวจที่ดิน ปรากฏว่าที่ดินที่ขายทอดตลาดดังกล่าวอยู่คนละแห่งกับที่โจทก์ทำแผนที่ไว้และเป็นที่ดินตาบอดไม่มีทางเข้า ทั้งมีราคาประเมินต่ำกว่าที่โจทก์แถลง จึงเป็นการฉ้อฉลและทำให้ผู้ร้องเสียหาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้หรือไม่ ที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องมิได้ประมาทเลินเล่อ เนื่องจากผู้ร้องไปตรวจสอบที่ดินก่อนเข้าประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวตามแผนที่ท้ายประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่เนื่องจากแผนที่ดังกล่าวแสดงที่ตั้งของที่ดินผิด จึงมิใช่ความผิดของผู้ร้องนั้น เห็นว่า การขายที่ดินในคดีนี้เป็นการขายทอดตลาดโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งแตกต่างจากการซื้อขายที่ดินตามปกติทั่วๆ ไป และตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ระบุเลขที่ดิน ที่ตั้งของที่ดิน สภาพของที่ดินและด้านหลังของประกาศดังกล่าวได้ทำแผนที่สังเขปไว้ อีกทั้งเป็นการประกาศอย่างเปิดเผยต่อประชาชนทั่วๆ ไป ผู้ร้องหรือบุคคลอื่นๆ ที่ประสงค์จะเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทย่อมมีโอกาสตรวจสอบความถูกต้องของที่ดินพิพาทก่อนที่จะเข้าประมูลสู้ราคาได้ ดังนี้ แม้แผนที่สังเขปแสดงที่ตั้งของที่ดินจะคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง แต่ผู้ร้องก็สามารถที่จะทำการตรวจสอบจากเลขที่โฉนดและรายละเอียดอื่นๆ ตามที่ปรากฏในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวได้ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแล้วปรากฏสภาพของที่ดินชัดเจนว่าเป็นที่ดินที่ถูกล้อมรอบด้วยที่ดินของผู้อื่น มิได้ติดทางสาธารณะดังที่ผู้ร้องเข้าใจแต่อย่างใด เมื่อได้ความจากผู้ร้องว่า ผู้ร้องไปดูที่ดินตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีระบุไว้ในแผนที่สังเขป โดยสอบถามจากชาวบ้านบริเวณนั้นแล้วเข้าใจไปว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายและเป็นที่ดินที่ติดถนนสาธารณะทั้งสองด้าน แต่ผู้ร้องไม่ได้ทำการตรวจสอบหลักฐานทางราชการก่อนทำการประมูลซื้อ ทั้งที่ ผู้ร้องทราบดีอยู่แล้วว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นการขายตามสำเนาโฉนดที่ดิน และตามข้อสัญญาท้ายประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ระบุไว้ด้วยว่า ผู้ซื้อทรัพย์มีหน้าที่ต้องตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะซื้อตามสถานที่ และแผนที่การไปที่ปรากฏในประกาศ และถือว่าผู้ซื้อได้ทราบถึงสภาพทรัพย์โดยละเอียดครบถ้วนแล้ว ซึ่งหากผู้ร้องทำการตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่ถูกต้องผู้ร้องก็สามารถทักท้วงเพื่อให้แก้ไขเสียได้ ไม่มีเหตุผลที่ผู้ร้องจะเสี่ยงเข้าไปสู้ราคาในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของผู้ร้องเองและถือเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้ร้องที่ไม่ทำการตรวจสอบให้ดีเสียก่อน และที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาประเมินที่ดินตารางวาละ 1,500 บาท ซึ่งผู้ร้องอ้างว่าสูงกว่าราคาประเมินที่แท้จริงคือ ตารางวาละ 500 บาท นั้น ก็ปรากฏว่าราคาประเมินที่ผู้ร้องกล่าวอ้างนั้นเป็นราคาประเมินที่ดินในปัจจุบัน แต่ราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นราคาประเมินขณะทำการยึดตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2546 ตามสำเนารายงานการยึดเอกสารท้ายรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานบังคับคดี ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2554 ในสำนวน ซึ่งราคาประเมินอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดี ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า ผู้แทนโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดที่ดินโดยขาดแผนที่การเดินทางไปทรัพย์ที่ยึด ภาพถ่ายปัจจุบันของทรัพย์ที่ยึด และราคาประเมินที่ดินที่เจ้าพนักงานรับรอง จึงเป็นการมิได้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.2522 บทที่ 3/1 ข้อ 45 นั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างเหตุว่าแผนที่แสดงที่ตั้งทรัพย์คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและราคาประเมินที่ดินสูงกว่าราคาที่แท้จริง ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.ไพศาล โอโตพาร์ท จำกัด
ผู้ร้อง — นายสุนันท์ ไพบูลย์วณิชย์กิจ
จำเลย — นางสาวสุนีย์หรือญาณา ไทยวัฒนานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายธาดา กษิตินนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14202/2555
#532862
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.วิ.พ. มาตรา 289 จะบัญญัติว่า "ในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์หรือบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์อันได้ไปจดทะเบียนไว้นั้น ให้ยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด..." ก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่ให้อำนาจผู้รับจำนองที่จะยื่นคำร้องต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด เพื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดำเนินการให้เป็นไปโดยถูกต้องตามเจตนาของผู้รับจำนองและเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้รับจำนองให้ได้รับจัดสรรการชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียวโดยจะสะดวกกว่าให้ผู้รับจำนองไปฟ้องบังคับแก่ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในภายหลังเท่านั้น แต่ถ้าผู้รับจำนองไม่ยื่นคำร้องขอภายในกำหนดดังกล่าวก็หาทำให้ผู้รับจำนองต้องหมดสิทธิไปไม่ โดยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนอง ซึ่งอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินพิพาทได้ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 287 อีกทั้งสิทธิรับจำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยกฎหมาย จะระงับสิ้นไปก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายซึ่งได้บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 744 ดังนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองจึงมีบุริมสิทธิที่จะบังคับเหนือทรัพย์พิพาทก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วยและเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเอาทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองตามความประสงค์ของผู้ร้องแล้ว ก็ต้องชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 732 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 264,034.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม แต่ทั้งนี้จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายอารักษ์ ผู้ตายซึ่งตกทอดแก่ตน ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีโดยโจทก์ได้นำยึดทรัพย์พิพาทคือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3602 ตำบลน้ำคำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 71569 ตำบลน้ำคำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ) ของนายอารักษ์ ซึ่งจำนองเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่ผู้ร้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทโดยปลอดจำนอง โดยนายชลวิทย์เป็นผู้ซื้อทรัพย์พิพาทได้ในราคา 170,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทดังกล่าวก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

โจทก์คัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองได้ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ไต่สวน แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองและยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ซึ่งจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนวันที่เอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว และหากผู้ร้องมีสิทธิในฐานะเจ้าหนี้จำนองประการใดนั้น มิใช่เรื่องที่จะต้องวินิจฉัยในคดีนี้ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 จะบัญญัติว่า "ในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์หรือบุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์อันได้ไปจดทะเบียนไว้นั้น ให้ยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด..." ก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่ให้อำนาจผู้รับจำนองที่จะยื่นคำร้องต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด เพื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดำเนินการให้เป็นไปโดยถูกต้องตามเจตนาของผู้รับจำนองและเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้รับจำนองให้ได้รับจัดสรรการชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียวโดยจะสะดวกกว่าให้ผู้รับจำนองไปฟ้องบังคับแก่ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในภายหลังเท่านั้น แต่ถ้าผู้รับจำนองไม่ยื่นคำร้องภายในกำหนดดังกล่าวก็หาทำให้ผู้รับจำนองต้องหมดสิทธิไปไม่ โดยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิของผู้รับจำนอง ซึ่งอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินพิพาทได้ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 อีกทั้งสิทธิรับจำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยกฎหมาย จะระงับสิ้นไปก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายซึ่งได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ดังนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองจึงมีบุริมสิทธิที่จะบังคับเหนือทรัพย์พิพาทก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วย และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเอาทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองตามความประสงค์ของผู้ร้องแล้ว ก็ต้องชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 732 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทในคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยในประเด็นส่วนนี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ไต่สวนแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โดยเห็นว่าศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองเป็นจำนวนเท่าที่ผู้ร้องขอหรือไม่เพียงใดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ จำเลยทั้งสาม และเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้บุคคลดังกล่าวมีโอกาสคัดค้านแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์คำร้อง คำคัดค้านของโจทก์ และข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ ผู้ร้อง และเจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงต่อศาล ตามรายงานกระบวนพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ให้งดไต่สวน จึงเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาสั่งได้ตามควรแก่กรณีเพื่อให้คดีดำเนินไปโดยรวดเร็วและยุติธรรม อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีคัดค้าน ส่วนโจทก์นั้นคงยื่นคำคัดค้านเฉพาะประเด็นที่ว่าผู้ร้องยื่นคำร้องพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 โดยมิได้คัดค้านว่ายอดหนี้จำนองตามคำร้องของผู้ร้องไม่ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร หรือผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองเป็นจำนวนตามที่ร้องขอหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำร้องของผู้ร้องว่า นายอารักษ์เป็นหนี้ผู้ร้องคิดยอดหนี้จนถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2550 เป็นต้นเงิน 274,268.30 บาท ดอกเบี้ย 152,288.24 บาท ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยที่ผู้ร้องชำระแทนเป็นเงิน 3,656.76 บาท ดอกเบี้ยค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย 1,356.76 บาท รวมเป็นเงิน 431,569.49 บาท ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองตามยอดหนี้ดังกล่าว และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องอีกแต่อย่างใด

พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3602 ตำบลน้ำคำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 71569 ตำบลน้ำคำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ) ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 732 ม. 744
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผู้ร้อง — ธนาคารออมสิน
จำเลย — นางนาตยา ตั้งมั่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายชิษณุพงศ์ ศรีทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14177/2555
#528537
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินการบังคับคดีตามสัญญาประกันจำเลยตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะบังคับคดี ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นให้ออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้อง (ผู้ประกันที่ 1) ในวันที่ 10 มีนาคม 2542 และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2542 ศาลชั้นต้นในฐานะที่เป็นผู้บังคับตามสัญญาประกันได้ส่งเงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีที่ผู้ร้อง (ผู้ประกันที่ 1) วางต่อศาลชั้นต้นให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ดังนี้ ถือได้ว่าพนักงานอัยการขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้บังคับคดีตามคำสั่งอันเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนในการขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้อง (ผู้ประกันที่ 1) แล้ว เมื่อพนักงานอัยการดำเนินการขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้อง (ผู้ประกันที่ 1) ภายในกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำสั่ง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปบังคับคดีเมื่อใดนั้นเป็นขั้นตอนการดำเนินงานของเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปบังคับคดีเกินสิบปีนับแต่วันมีคำสั่ง ก็ถือได้ว่าพนักงานอัยการได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งภายในสิบปีนับแต่วันมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 แล้ว แม้ต่อมามี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 34 ให้เพิ่มความเป็นมาตรา 119 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันดังกล่าวก็ตาม ก็ต้องถือว่าผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นได้มีการร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำสั่งแล้ว ดังนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตขยายระยะเวลาการบังคับคดีแก่ผู้ร้อง (ผู้ประกันที่ 1) อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ร้องในฐานผู้ประกันที่ 1 ตามสัญญาประกันเป็นเงิน 230,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2542 ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ร้อง วันที่ 1 มิถุนายน 2552 เจ้าหน้าที่รายงานต่อศาลว่า หลังจากศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและส่งเรื่องให้กรมบังคับคดีตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2542 และมีหนังสือสอบถามผลการบังคับคดีมาโดยตลอด แต่กรมบังคับคดียังไม่แจ้งผลมาให้ทราบ ประกอบกับสำนวนที่ต้องบังคับคดีมีเป็นจำนวนมาก อันเป็นเหตุสุดวิสัยและเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ขออนุญาตขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปอีก 4 ปี นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2551 ศาลชั้นต้นอนุญาต

วันที่ 18 ตุลาคม 2553 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ขยายเวลาบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ระยะเวลาในการบังคับคดีไม่ใช่อายุความ กรณีไม่เห็นสมควรที่จะเพิกถอนคำสั่ง ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ปรากฏว่าพนักงานอัยการซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินการบังคับคดีตามสัญญาประกันจำเลยตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะบังคับคดียื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นให้ออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้อง (ผู้ประกันที่ 1) ในวันที่10 มีนาคม 2542 และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้อง (ผู้ประกันที่ 1) เมื่อวันที่18 มีนาคม 2542 ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2542 ศาลชั้นต้นในฐานะที่เป็นผู้บังคับตามสัญญาประกันได้ส่งเงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีที่ผู้ร้อง (ผู้ประกันที่ 1) วางต่อศาลชั้นต้นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ดังนี้ ถือได้ว่าพนักงานอัยการขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้บังคับคดีตามคำสั่งอันเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนในการขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้อง (ผู้ประกันที่ 1) แล้ว เมื่อพนักงานอัยการดำเนินการขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้อง (ผู้ประกันที่ 1) ภายในกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำสั่ง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปบังคับคดีเมื่อใดนั้นเป็นขั้นตอนการดำเนินงานของเจ้าพนักงานบังคับคดี แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไปบังคับคดีเกินสิบปีนับแต่วันมีคำสั่ง ก็ถือได้ว่าพนักงานอัยการได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งภายในสิบปีนับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว แม้ต่อมามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 34 ให้เพิ่มความเป็นมาตรา 119 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันดังกล่าวก็ตาม ก็ต้องถือว่าผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้นได้มีการร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำสั่งแล้ว ดังนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตขยายระยะเวลาการบังคับคดีแก่ผู้ร้อง (ผู้ประกันที่ 1) อีก กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ม. 34
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.ศรีธนาออยล์
ผู้ร้อง — นางสาววิยะดา ดุรงคเวโรจน์
จำเลย — นางสาวอรุณี ดุรงคเวโรจน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสรวิศ รักษ์มณี
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14163/2555
#533002
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ โจทก์ไม่ต้องบรรยายฟ้องว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพโดยมิได้ต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด จึงต้องถือว่าความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 เป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก และเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 283 ทวิ, 319

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก, 319 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็เป็นการรับสารภาพที่ไม่มีความผิด และถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลล่างทั้งสองประทับฟ้องและลงโทษจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 เป็นความผิดต่อเนื่องเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ ก็ยังมิได้มีการสอบสวนด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเช่นกันนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ต่อมาวันที่ 13 เมษายน 2554 พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยและทำการสอบสวนแล้ว ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากวันที่จำเลยกระทำผิด 1 ปี ก็มิได้หมายความว่าผู้เสียหายเพิ่งไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 13 เมษายน 2554 หรือวันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดนับถึงวันที่ 13 เมษายน 2554 เป็นเวลาเกินกว่าสามเดือนแล้ว เพราะกรณีเป็นไปได้ว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในกำหนดอายุความแล้ว ต่อมาจึงได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีและมีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยในภายหลังซึ่งเป็นเวลาเกิน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิด และในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ โจทก์ไม่ต้องบรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพโดยมิได้ต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด จึงต้องถือว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 เป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก และเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานดังกล่าว ดังนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ และที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นายณัฐพร แสงวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นางสาวสุนิธยา แจ่มจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14143/2555
#532865
เปิดฉบับเต็ม

กรณีเป็นการเลิกสัญญาโดยสมัครใจซึ่งคู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามวรรคสองของบทมาตราดังกล่าวบัญญัติถึงเงินที่ต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวนั้นให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย โดยให้คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ สำหรับการชำระหนี้ต้นเงินอันเป็นหนี้ประธานและดอกเบี้ย ป.พ.พ. มาตรา 329 ไม่ได้บังคับว่าลูกหนี้จะขอชำระหนี้อันเป็นประธานโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ยไม่ได้เสียเลย เพียงแต่ให้สิทธิเจ้าหนี้ว่าถ้าลูกหนี้ระบุให้จัดใช้หนี้อันเป็นประธานก่อนโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ย เจ้าหนี้มีสิทธิบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้เท่านั้น คดีนี้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 จำเลยได้รับเงินค่าตอบแทนการใช้ที่ดินภาระจำยอมจากโจทก์ 6,749,540 บาท ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2547 โจทก์จำเลยสมัครใจเลิกสัญญาใช้ที่ดินภาระจำยอมดังกล่าวและจำเลยขอชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาทคืน โจทก์รับชำระไว้โดยไม่ได้บอกปัด จึงถือว่าโจทก์ได้รับชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาทแล้ว จำเลยจึงยังคงค้างชำระดอกเบี้ยซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 (ซึ่งเป็นวันที่จำเลยรับต้นเงินดังกล่าวจากโจทก์) ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2547 อันเป็นวันที่จำเลยนำต้นเงินมาชำระคืนให้แก่โจทก์ เป็นเงินค่าดอกเบี้ยค้างชำระ 4,558,713.28 บาท เมื่อโจทก์รับชำระต้นเงินทั้งหมดไว้แล้วในวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน 6,749,540 บาท ภายหลังวันที่ 11 มิถุนายน 2547 อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,207,080.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,558,713.28 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,749,540 บาท นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 จำเลยทำสัญญาภารจำยอมให้โจทก์ใช้ที่ดินเพื่อทำทางเข้าออกบริเวณย่านสถานีรถไฟบ้านทับช้างโดยโจทก์ชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินภาระจำยอมจำนวน 6,749,540 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาด้วย ต่อมาคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญากันโดยสมัครใจ และในวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จำเลยนำเงินจำนวน 6,749,540 บาท มาชำระคืนให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวไว้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อกรณีนี้เป็นการเลิกสัญญาโดยสมัครใจซึ่งคู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งตามวรรคสองของบทมาตราดังกล่าวบัญญัติถึงเงินที่ต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวนั้นให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยโดยให้คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับเงินไว้ ดังนั้น หนี้ที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระจึงมีทั้งหนี้ต้นเงินซึ่งเป็นหนี้อันเป็นประธานและดอกเบี้ย ซึ่งตามมาตรา 329 ไม่ได้บังคับว่าลูกหนี้จะขอชำระหนี้อันเป็นประธานโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ยไม่ได้เสียเลยเพียงแต่ให้สิทธิเจ้าหนี้ว่าถ้าลูกหนี้ระบุให้จัดใช้หนี้อันเป็นประธานก่อนโดยยังไม่ชำระดอกเบี้ย เจ้าหนี้มีสิทธิบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้เท่านั้น คดีนี้เมื่อจำเลยขอชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาท โจทก์รับชำระไว้โดยไม่ได้บอกปัด จึงถือว่าโจทก์ได้รับชำระต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาทไว้แล้ว จำเลยจึงยังคงค้างชำระดอกเบี้ยซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2547 อันเป็นวันที่จำเลยนำต้นเงินมาชำระคืนให้แก่โจทก์ เป็นเวลา 9 ปี 2 วัน เป็นเงินค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 4,558,713.28 บาท และเมื่อโจทก์รับชำระต้นเงินทั้งหมดไว้แล้วในวันที่ 11 มิถุนายน 2547 จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 6,749,540 บาท นับแต่วันดังกล่าวต่อไปอีก จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวน 4,558,713.28 บาท ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่าให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจำนวน 4,558,713.28 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 329 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทริเวอร์ไซด์การ์เด้น จำกัด
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวชนาธิป เศรษฐสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล ชูวงษ์
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุนันท์ ชัยชูสอน
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14113/2555
#528485
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อน จำเลยได้ฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 2 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาซื้อขายที่ดิน อันเป็นเอกสารฉบับเดียวกันกับที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องขอให้เพิกถอน ต่อมาโจทก์ที่ 2 และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โดยในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า ภายใน 3 เดือน หากโจทก์ที่ 2 ประสงค์จะซื้อที่ดินคืน จำเลยยินยอมขายคืนให้ หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ที่ 2 และบริวารยินยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท สัญญาประนีประนอมได้กล่าวถึงที่ดินพิพาทแปลงเดียวกัน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดี ต้องถือว่ามีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีแล้ว การที่โจทก์ทั้งสองนำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทฉบับเดิมซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนมาฟ้องเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แม้โจทก์ที่ 1 จะมิได้ถูกฟ้องในคดีก่อน แต่ไม่ว่าโจทก์ที่ 1 จะอยู่ในฐานะเป็นสามีของโจทก์ที่ 2 หรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา148

ในคดีก่อน จำเลยขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้โจทก์ที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 1 สามีของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอกันส่วนอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเพียงบริวารของโจทก์ที่ 2 ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบริวารของโจทก์ที่ 2 จึงมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 คำร้องขอกันส่วนของโจทก์ที่ 1 ในคดีก่อนและคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ที่ร่วมกับโจทก์ที่ 2 คดีนี้ มีประเด็นแห่งคดีทั้งสองเป็นประเด็นเดียวกัน คือ ให้วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทหรือไม่ เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายเป็นรายเดียวกันและศาลเคยวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีก่อนไปแล้ว คำฟ้องของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยลงวันที่ 4 มกราคม 2550 เป็นโมฆะและเพิกถอนหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าว

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 17448 ตำบลเพ็ญ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ตามสารบัญจดทะเบียนลงวันที่ 4 มกราคม 2550 ระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลย ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ที่ 2 ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1537/2550 หมายเลขแดงที่ 1814/2550 ของศาลชั้นต้น จำเลยได้ฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 2 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาซื้อขายที่ดิน ต่อมาโจทก์ที่ 2 และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับที่ดินพิพาท โดยในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ระบุว่า ภายในระยะเวลา 3 เดือน หากโจทก์ที่ 2 ประสงค์จะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวคืนจากจำเลย จำเลยยินยอมขายคืนในราคา 400,000 บาท หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ที่ 2 และบริวารยินยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท มิฉะนั้นจะยอมชดใช้ค่าเสียหายรายเดือนแก่จำเลย และไม่ติดใจดำเนินคดีอีกต่อไป ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ เอกสารท้ายฎีกาของโจทก์ที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 2 ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยจึงขอให้บังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนของกฎหมายโดยแจ้งให้โจทก์ที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ตามสำเนาประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งโจทก์ที่ 1 สามีของโจทก์ที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอกันส่วนอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 โดยได้รับมรดกมาจากบิดา โจทก์ที่ 1 เป็นเพียงบริวารไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบริวารของโจทก์ที่ 2 จึงมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ข.7/2551 ของศาลชั้นต้น ต่อมานอกจากโจทก์ที่ 1 จะได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งสองยังได้มายื่นฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้อีก เห็นว่า จำเลยได้ฟ้องขับไล่โจทก์ที่ 2 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาซื้อขายที่ดินฉบับดังกล่าว อันเป็นเอกสารฉบับเดียวกันกับที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องขอให้เพิกถอน อีกทั้งในสัญญาประนีประนอมยอมความได้กล่าวถึงที่ดินพิพาทแปลงเดียวกัน ซึ่งล้วนเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีนั้น ก็ต้องถือว่ามีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีแล้ว การที่โจทก์ทั้งสองนำเรื่องสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทฉบับเดิมซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทให้คดีก่อนมาฟ้องเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แม้โจทก์ที่ 1 จะมิได้ถูกฟ้องในคดีก่อน แต่ไม่ว่าโจทก์ที่ 1 จะอยู่ในฐานะเป็นสามีของโจทก์ที่ 2 หรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคแรก นอกจากนี้ในส่วนฟ้องของโจทก์ที่ 1 ยังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ข.7/2551 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 อีกด้วย เนื่องจากคำร้องของโจทก์ที่ 1 ในคดีก่อนและคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ที่ร่วมกับโจทก์ที่ 2 คดีนี้มีประเด็นแห่งคดีทั้งสองเป็นประเด็นเดียวกัน คือ ให้วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทหรือไม่ เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายก็เป็นรายเดียวกัน และศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีก่อนไปแล้ว คำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ในคดีนี้จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นนั้นอีก ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้ำด้วย โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนคำพิพากษาของศาลฎีกาที่โจทก์ที่ 1 อ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 145 ม. 148 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายละคร ภูช่างทอง กับพวก
จำเลย — นางกาญจนา ชินสมัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายบุญธรรม ตุกชูแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14094/2555
#537975
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา อันเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของ จ. เสียเปรียบ กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 237 แล้ว แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าหนี้ที่ จ. เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 กับ จ. ซึ่งเป็นสามีภริยากันตามที่ได้บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1490 (1) ถึง (4) อันจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวร่วมกับ จ. ซึ่งจะมีผลให้จำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามฟ้องระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างศาลก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือทำลายนิติกรรมการให้ที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยทั้งสอง หรือให้นิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนการจดทะเบียนให้ที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถบังคับตามคำขอได้ ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากไม่สามารถบังคับได้ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 6229/2540 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เป็นเงิน 247,249.61 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1499 ตำบลวิหารแดง อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี เฉพาะส่วนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องความว่า นายจรัญ กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของนายจรัญตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 6229/2540 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 1499 ตำบลวิหารแดง อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงดังกล่าว และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งการยึดและมีคำสั่งห้ามโอนที่ดินแปลงดังกล่าวไปถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขาหนองแค ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน อันเป็นการสมรู้กันเพื่อประโยชน์ของจำเลยทั้งสอง โดยเจตนาจะไม่ให้โจทก์บังคับคดีได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการทำนิติกรรมการโอนให้ที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยทั้งสอง และบังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จะเห็นได้ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองสมรู้กันโดยจำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา อันเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนายจรัญเสียเปรียบ กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 แล้ว แต่โจทก์มิได้บรรยายว่าหนี้ที่นายจรัญเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น เป็นหนี้ร่วมระหว่างนายจรัญกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยากันตามที่ได้บัญญัติไว้ในลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) ถึง (4) อันจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวนี้ร่วมกับนายจรัญ ซึ่งจะมีผลทำให้จำเลยที่ 1 อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้อยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์ที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามฟ้องระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง ศาลก็มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางกอก อินเวสทิเกชั่น แอนด์ รีกัล จำกัด
จำเลย — นางจันทิพย์ วงษ์ทับทิม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอาทิตย์ สอนไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศลภ กิตติถนอม
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
อร่าม แย้มสอาด
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14086/2555
#554746
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย คดีเสร็จเด็ดขาดไปแล้วก่อนที่จะได้ยื่นฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นการฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดอันสืบเนื่องมาจากการกระทำความผิดที่มีโทษตาม ป.อ. ดังกล่าว อายุความในการฟ้องคดีนี้จึงอยู่ในบังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง ที่ว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ ดังนั้นคดีนี้จึงมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่คดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 และ ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสาม

เมื่อคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยถึงที่สุดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2549 และโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องวันที่ 13 ตุลาคม 2549 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

คดีนี้จำเลยรับข้อเท็จจริงว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวจริง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของคำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำรับของจำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องเสียค่าอ้างเอกสารเป็นพยานตาม ตาราง 2 ท้าย ป.วิ.พ. ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะฟ้องคดีนี้อีก

ผลของคดีอาญาทำให้โจทก์ได้รับการเยียวยาแก้ไขความเสียหายต่อชื่อเสียงในระดับหนึ่งแล้ว คดีนี้โจทก์ไม่ได้นำสืบเลยว่าความเสียหายของโจทก์จากการที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเยียวยาแก้ไขความเสียหายต่อชื่อเสียงมีเพียงใด และเมื่อคำนึงสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่เกิดเหตุกับฐานะของโจทก์และจำเลยที่เป็นมูลเหตุให้มีการกล่าวหมิ่นประมาทแล้ว เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้เพียง 30,000 บาท

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ฟังได้ว่ามีความเสียหายแก่ชื่อเสียงเพียงใดนั้น เห็นว่า การนำสืบฟังได้หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องเดียวกันกับเรื่องที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดดอกเบี้ยให้นับแต่วันทำละเมิดซึ่งเกินคำขอ เป็นการไม่ชอบ ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยประกาศโฆษณาคำพิพากษา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและไม่ขาดอายุความ จำเลยกล่าวข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ แม้โจทก์จะไม่นำสืบถึงจำนวนค่าเสียหาย แต่ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2548 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมและไม่ขาดอายุความ โจทก์ไม่ต้องเสียค่าอ้างเอกสารเพราะการเรียกค่าเสียหายในคดีละเมิดกฎหมายไม่ได้บังคับให้นำเอกสารเกี่ยวกับการทำละเมิดมาแสดง ทั้งจำเลยรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 952/2549 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นมูลให้โจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาคดีนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติตามคดีอาญาตามที่จำเลยรับโดยโจทก์ไม่ต้องเสียค่าอ้างเอกสาร การกระทำของจำเลยทำให้นักการเมืองที่ต้องอาศัยความนิยมของประชาชนได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน เป็นการวิจารณ์ที่ไม่รอบคอบ เห็นควรให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2548 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 11 อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี 6 สมัย จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านกุดหวาย หมู่ที่ 9 ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2548 จำเลยกล่าวข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงในที่ประชุมประชาคม หมู่บ้านกุดหวายว่า "เงินที่ ส.ส.ชาตรี นำมาทอดกฐินที่วัดบ้านกุดหวายเมื่อปีที่แล้วจำนวน 10,000 บาท ไม่ใช่เงินส่วนตัว เป็นเงินของรัฐบาลที่นำมาจากกองสลากกินแบ่งรัฐบาลให้วัดละ 20,000 บาท แต่ ส.ส.ชาตรี นำมาให้วัด 10,000 บาท ส่วนอีก 10,000 บาท ไม่รู้ไปไหน ส่วนปีนี้ ส.ส.ตุ่น จะนำมาให้วัดละ 20,000 บาท เป็นเงินกองสลาก ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการถ่ายรูปวัดกำลังก่อสร้าง โดยปีนี้เงินจะไม่ถูกหัก เงินจะได้เต็ม 20,000 บาท" ศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 952/2549 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 3 เดือน ปรับ 1,000 บาท พฤติการณ์แห่งคดียังไม่ร้ายแรง ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี คดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้วเพราะโจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2549

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย คดีเสร็จเด็ดขาดไปแล้วก่อนที่จะได้ยื่นฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นการฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดอันสืบเนื่องมาจากการกระทำความผิดที่มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว อายุความในการฟ้องคดีนี้จึงอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง ที่ว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับดังนั้นคดีนี้จึงมีอายุความ 10 ปีนับแต่วันที่คดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสาม เมื่อคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยถึงที่สุดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2549 และโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องวันที่ 13 ตุลาคม 2549 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า การที่โจทก์ไม่ได้เสียค่าอ้างเอกสารคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 952/2549 ไว้ในสำนวนคดีนี้ทำให้คดีรับฟังตามเอกสารดังกล่าวไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยรับข้อเท็จจริงว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวจริง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของคำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำรับของจำเลยแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องเสียค่าอ้างเอกสารเป็นพยาน ตามตาราง 2 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะฟ้องคดีนี้อีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ 100,000 บาท นั้น สูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ผลของคดีอาญาทำให้โจทก์ได้รับการเยียวยาแก้ไขความเสียหายต่อชื่อเสียงในระดับหนึ่งแล้ว คดีนี้โจทก์ไม่ได้นำสืบเลยว่าความเสียหายของโจทก์จากการที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเยียวยาแก้ไขความเสียหายต่อชื่อเสียงมีเพียงใด และเมื่อคำนึงสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่เกิดเหตุกับฐานะของโจทก์และจำเลยที่เป็นมูลเหตุให้มีการกล่าวหมิ่นประมาทแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้เพียง 30,000 บาท

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ฟังได้ว่ามีความเสียหายแก่ชื่อเสียงเพียงใด นั้น เห็นว่า การนำสืบฟังได้หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องเดียวกันกับเรื่องที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดดอกเบี้ยให้นับแต่วันทำละเมิดซึ่งเกินคำขอ เป็นการไม่ชอบ ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ตุลาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 51 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172 ม. 249
ป.วิ.พ. ตาราง 2
ป.อ. ม. 326
ป.พ.พ. ม. 193/32 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาตรี พิรยะกิจไพบูลย์หรือพิริยะกิจไพบูลย์
จำเลย — นายสุดใจ เค้าทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นางสาวภรณี จิตรวิบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสำเรือง กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุนทร ทรงฤกษ์
วันทนี กีรติพิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14083/2555
#532852
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร โดยมีโจทก์กับ ม. ค้ำประกัน ย่อมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ศาลในคดีก่อนพิพากษาให้โจทก์ร่วมรับผิดใช้หนี้กับจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมาฟ้องไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งมีภูมิลำเนาในจังหวัดนราธิวาส การกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ตลอดจนการค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์ ล้วนกระทำที่สาขาธนาคารเจ้าหนี้ในจังหวัดนราธิวาส จึงถือว่ามูลคดีอันเป็นต้นเหตุแห่งข้อพิพาทในการฟ้องไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองของโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันเกิดในจังหวัดนราธิวาสเช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะถูกธนาคารเจ้าหนี้ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดยะลา และโจทก์ได้ชำระเงินให้ธนาคารเจ้าหนี้ไปตามคำพิพากษาศาลจังหวัดยะลาแล้ว ก็ไม่ถือว่ามูลคดีหรือต้นเหตุแห่งข้อพิพาทในการฟ้องไล่เบี้ยของโจทก์คดีนี้เกิดในเขตอำนาจศาลจังหวัดยะลา โจทก์จึงเสนอคำฟ้องต่อศาลจังหวัดยะลาไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 896,545.37 บาท (ที่ถูก 896,545.37 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 750,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 896,547.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 750,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองก่อนว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาในจังหวัดนราธิวาส การกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ตลอดจนการค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อธนาคารเจ้าหนี้ของโจทก์ ล้วนกระทำที่สาขาธนาคารเจ้าหนี้ในจังหวัดนราธิวาส จึงถือว่ามูลคดีอันเป็นต้นเหตุแห่งข้อพิพาทในการฟ้องไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองของโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันเกิดในจังหวัดนราธิวาสเช่นเดียวกัน แม้โจทก์จะถูกธนาคารเจ้าหนี้ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น และโจทก์ได้ชำระเงินให้ธนาคารเจ้าหนี้ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ก็ไม่ถือว่ามูลคดีหรือต้นเหตุแห่งข้อพิพาทในการฟ้องไล่เบี้ยของโจทก์คดีนี้เกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้น โจทก์จึงเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรพล ทองชาติ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดนราภัทรกิจ (1996) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายรัศน์ ไชยชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายไพโรจน์ คำอ่อน
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14071 -ที่ 14072/2555
#541512
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 นั้น มาตรา 253 วรรคหนึ่ง มิให้เรียกค่าธรรมเนียม ส่วนที่มาตรา 253 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สิน หรือค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่ง ถ้าศาลยังต้องจัดการอะไรอีกเพื่อการบังคับ ผู้ที่จะได้รับคืนทรัพย์สินหรือราคาหรือค่าสินไหมทดแทน จักต้องเสียค่าธรรมเนียมดังคดีแพ่งสำหรับการต่อไปนั้น หมายถึงค่าธรรมเนียมในชั้นบังคับคดี และที่มาตรา 255 บัญญัติว่า ในคดีดังบัญญัติในมาตรา 253 วรรคสอง และมาตรา 254 ถ้ามีคำขอ ศาลมีอำนาจสั่งให้ฝ่ายที่แพ้คดีใช้ค่าธรรมเนียมแทนอีกฝ่ายหนึ่งได้ หมายถึงค่าธรรมเนียมในชั้นบังคับคดีตามมาตรา 253 วรรคสอง หรือค่าธรรมเนียมในคดีที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ตามมาตรา 254 และต้องมีคำขอทั้งสองกรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด

ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 288, 289

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสมหมาย บุตรนายผ่าฝาด ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืน โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันสืบเนื่องจากก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ผู้ตายประกอบอาชีพทำกะปิกุ้ง ทำสวนยางพาราและสวนปาล์ม มีรายได้วันละ 1,000 บาท และผู้ตายยังมีสุขภาพแข็งแรง ขณะถึงแก่ความตายมีอายุ 60 ปี ผู้ตายจึงสูญเสียรายได้ในส่วนนี้ไปเนื่องจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 500,000 บาท และโจทก์ร่วมกับมารดาของโจทก์ร่วมเสียค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพผู้ตายเป็นเวลา 7 วัน เป็นเงิน 250,000 บาท ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน จำเลยทั้งสองต้องชดใช้เงินส่วนนี้ 200,000 บาท รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทน 950,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดในส่วนอาญาจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 82 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน วางโทษประหารชีวิตฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 เดือน แต่เมื่อศาลวางโทษประหารชีวิตแล้ว กรณีไม่อาจลงโทษจำคุกฐานอื่นได้อีก (ที่ถูก คงให้ประหารชีวิตสถานเดียว) กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ร่วมจำนวน 80,000 บาท หากไม่ชำระให้ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ร่วมจนเสร็จสิ้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ทั้งในคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลและทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยรวมกันไป เห็นว่า ชั้นสอบสวนนางละมุลให้การว่า พยานและผู้ตายจอดเรือที่คลองหินเพื่อรอให้น้ำแห้ง พยานเห็นจำเลยที่ 1 คนรู้จักกันและชายไทยอีกคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักชื่อนั่งอยู่ในเรือหางยาวสีน้ำเงิน-เลือดหมู โดยจอดเรืออยู่ฝั่งตรงข้ามห่างประมาณ 100 เมตร เวลาประมาณ 18 นาฬิกา น้ำเริ่มแห้ง พยานลงจากเรือไปหากุ้งเคย จำเลยที่ 1 กับเพื่อนยังจอดเรืออยู่เหมือนเดิม พยานและผู้ตายหากุ้งเคยเสร็จจะกลับบ้าน ผู้ตายพายเรือเลียบคลองมาเรื่อย ๆ จำเลยที่ 1 ขับเรือออกมา เพื่อนจำเลยที่ 1 นั่งหัวเรือ ผู้ตายพายเรือผ่านเกาะแก้ว เรือจำเลยที่ 1 แล่นไปอีกทาง ผู้ตายพายเรือได้ 2 นาที มาถึงคลองร้าตี จำเลยที่ 1 แล่นเรืออ้อมมาเทียบข้างเรือโดยชะลอเครื่องยนต์ห่างประมาณ 2 เมตร ผู้ตายถามว่า มาทำอะไร มาวางอวนเรือ คนที่นั่งหัวเรือยิงปืนมาที่ผู้ตาย 1 นัด แล้วจำเลยที่ 1 แล่นเรือออกไปอย่างเร็ว พยานสันนิษฐานว่าสาเหตุมาจากเมื่อประมาณ 3 เดือน ผู้ตายมีปัญหาเรื่องที่ดินกับนายย่าฝาด พี่เขยจำเลยที่ 1 แต่ตกลงกันได้ ต่อมาพี่สาวจำเลยที่ 1 ป่วย สามีหาว่าผู้ตายทำคุณไสย ซึ่งมีสาระสำคัญทำนองเดียวกับที่นางละมุลเบิกความ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับเรือพาคนร้ายมายิงผู้ตาย โดยญาติจำเลยที่ 1 มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตาย พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 วางแผนตระเตรียมการพาคนร้ายมายิงผู้ตาย จึงเป็นการร่วมกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 2 ชั้นสอบสวนนางละมุลให้การว่า เพื่อนจำเลยที่ 1 สวมหมวกไหมพรมพับปิดแค่หน้าผาก พยานเคยเห็นหน้าตอนมากับจำเลยที่ 1 มาเที่ยวบ้านนายย่าฝาด เห็นหน้าอีกพยานจำได้ดี พนักงานสอบสวนนำสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 2 ให้ดู พยานยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ยิงผู้ตาย แต่ชั้นศาลพยานเบิกความว่า ชายอีกคนหนึ่งที่นั่งหัวเรือพยานไม่รู้จักชายคนดังกล่าวคือ จำเลยที่ 2 พยานไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน นายดิรัสเบิกความว่า จำเลยที่ 1 เดินทางมากับเพื่อนขอยืมเรือ เพื่อนจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ไกล พยานจึงไม่ทราบว่าเป็นใคร และนายพิทักษ์เบิกความว่า ส่วนชายอีกคนหนึ่งนอนอยู่บริเวณกลางเรือ พยานจำไม่ได้ พยานไม่ยืนยันจำเลยที่ 2 ดังนี้ ข้อเท็จจริงน่าสงสัยว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ รู้จักชื่อและนามสกุลจำเลยที่ 2 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ได้อย่างไร และนางละมุลจำคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายได้แน่นอนหรือไม่ กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40, 253 วรรคสอง, 255 และ 258 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149, 161 และ 167 และพิพากษาว่าค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลและทั้งสองสำนวนให้เป็นพับนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะการที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 มิให้เรียกค่าธรรมเนียมตามมาตรา 253 วรรคหนึ่ง ส่วนมาตรา 253 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สิน หรือค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่ง ถ้าศาลยังต้องจัดการอะไรอีกเพื่อการบังคับ ผู้ที่จะได้รับคืนทรัพย์สินหรือราคาหรือค่าสินไหมทดแทน จักต้องเสียค่าธรรมเนียมดังคดีแพ่งสำหรับการต่อไปนั้น หมายถึงค่าธรรมเนียมในชั้นบังคับคดี และมาตรา 255 ที่บัญญัติว่า ในคดีดังบัญญัติในมาตรา 253 วรรคสอง และมาตรา 254 ถ้ามีคำขอ ศาลมีอำนาจสั่งให้ฝ่ายที่แพ้คดีใช้ค่าธรรมเนียมแทนอีกฝ่ายหนึ่งได้ หมายถึงค่าธรรมเนียมในชั้นบังคับคดีตามมาตรา 253 วรรคสอง หรือค่าธรรมเนียมในคดีที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ตามมาตรา 254 และต้องมีคำขอทั้งสองกรณี ที่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมจึงถูกต้องแล้ว

พิพากษายืน แต่ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ว่าค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลและทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 253 วรรคหนึ่ง ม. 253 วรรคสอง ม. 255
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
โจทก์ร่วม — นายสมหมาย ขนานใต้
จำเลย — นายอารีย์หรือปฏิวัติ ชลธี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายอภัยรัตน์ ศรีราม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14031 -ที่ 14032/2555
#525514
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประกันการทำงานและการจดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อประกันการทำงานของโจทก์ทั้งสอง (ลูกจ้าง) เป็นนิติกรรมระหว่างจำเลย (นายจ้าง) กับ ธ. และระหว่างจำเลยกับ จ. แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยสิ้นสุดลงแล้วโจทก์ทั้งสองก็มิได้ถูกโต้แย้งเกี่ยวกับหลักประกันดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยปลดจำนองที่ดินซึ่งเป็นหลักประกันการทำงานของโจทก์ทั้งสอง

ตามระเบียบว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง พ.ศ.2545 ของจำเลย ในกรณีลูกจ้างออกจากตำแหน่งเพราะตายจำเลยก็จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่ทายาทของลูกจ้าง อีกทั้งลูกจ้างที่มีสิทธิจะได้รับเงินบำเหน็จต้องทำงานด้วยความสงบเรียบร้อยเป็นเวลาติดต่อกันมาไม่น้อยกว่า 5 ปี เงินบำเหน็จจึงมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายแตกต่างจากค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 ถือว่าเงินบำเหน็จเป็นเงินประเภทอื่น มิใช่ค่าชดเชย จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จแยกต่างหากจากค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 5 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และให้เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 98,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,779.83 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 104,979.83 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 59,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,736.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 62,776.50 บาท โบนัสแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 9,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 677.98 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,497.98 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 7,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 467.06 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,847.06 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 9,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับตั้งแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,355.96 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 11,175.96 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 7,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับตั้งแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 934.12 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,314.12 บาท ค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 98,199 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับตั้งแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 13,559.53 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละสิบห้าทุกเจ็ดวันของเงินค่าชดเชย คิดเป็นเงินเพิ่มงวดละ 14,729.85 บาท นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2547 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 692,302.95 บาท รวมค่าชดเชย ดอกเบี้ย และเงินเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 804,601.48 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 59,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับตั้งแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,473 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละสิบห้าทุกเจ็ดวันของเงินค่าชดเชย คิดเป็นเงินเพิ่มงวดละ 8,856 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2547 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 380,808 บาท รวมค่าชดเชย ดอกเบี้ย และเงินเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 447,321 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ที่ 1 รวมเวลา 55 วัน วันละ 654.66 บาท คิดเป็นเงิน 36,006.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับตั้งแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,971.83 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละสิบห้าทุกเจ็ดวันของต้นเงิน 36,006.30 บาท คิดเป็นเงินเพิ่มงวดละ 5,400.94 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2547 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 253,844.41 บาท รวมค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ดอกเบี้ย และเงินเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 294,822.53 บาท และโจทก์ที่ 2 รวมเวลา 43 วัน วันละ 492 บาท คิดเป็นเงิน 21,156 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับตั้งแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,677.82 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละสิบห้าทุกเจ็ดวันของต้นเงิน 21,156 บาท คิดเป็นเงินเพิ่มงวดละ 3,173.40 บาท นับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2547 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 136,456.20 บาท รวมเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ดอกเบี้ย และเงินเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 160,290.02 บาท ค่าเบี้ยเลี้ยงไปอบรมกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่จัดระหว่างวันที่ 24 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2547 รวมเวลา 4 วัน สถานที่จัดอบรมจังหวัดเชียงใหม่แก่โจทก์ที่ 1 วันละ 500 บาท คิดเป็นเงิน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 276.16 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,276.16 บาท และโจทก์ที่ 2 วันละ 400 บาท คิดเป็นเงิน 1,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 101.26 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น1,701.26 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 อายุ 44 ปี 4 เดือน ยังเหลืออายุการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานอีกเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 15 ปี 8 เดือน ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 2,891,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ที่ 2 อายุ 44 ปี ยังเหลืออายุการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานอีกเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 16 ปี ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 2,243,760 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างในตำแหน่งรักษาการผู้จัดการของโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2546 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2547 คิดเป็นเงิน 117,840 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2546 (ที่ถูก 2547) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 16,271.60 บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสิบห้าทุกเจ็ดวันของค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 117,840 บาท คิดเป็นเงินเพิ่มงวดละ 17,676 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2547 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 830,772 บาท รวมค่าจ้าง ดอกเบี้ย และเงินเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 964,883.60 บาท กับให้จำเลยปลดจำนองหลักทรัพย์ประกันการทำงานของโจทก์ที่ 1 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 11922 ตำบลสันสลี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 92 ตารางวา คืนให้แก่นายธีระพล ผู้ถือกรรมสิทธิ์ และของโจทก์ที่ 2 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 3500 ตำบลห้วยยาบ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน เนื้อที่ 3 งาน 37 ตารางวา คืนให้แก่นางสาวจำนงค์ ผู้ถือกรรมสิทธิ์

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 58,920 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 44,280 บาท เงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 39,280 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 14,760 บาท กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 9,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันเลิกจ้าง (เลิกจ้างวันที่ 1 กรกฎาคม 2547) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จและโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 7,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันเลิกจ้าง (เลิกจ้างวันที่ 28 กรกฎาคม 2547) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ปลดจำนองทรัพย์สิน ซึ่งใช้ประกันการทำงานของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า นายธีระพล นำที่ดินโฉนดเลขที่ 11922 ตำบลสันสลี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ส่วนนางสาวจำนงค์ นำที่ดินโฉนดเลขที่ 3500 ตำบลห้วยยาบ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน จดทะเบียนจำนองต่อจำเลยเพื่อประกันการทำงานของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองแล้ว สัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาประธานไม่มีผลใช้บังคับ สัญญาจำนองย่อมตกไป จำเลยต้องไถ่ถอนจำนองและคืนโฉนดต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ เห็นว่า สัญญาประกันการทำงานและการจดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อประกันการทำงานของโจทก์ทั้งสอง เป็นนิติกรรมระหว่างจำเลยกับนายธีระพล และระหว่างจำเลยกับนางสาวจำนงค์ แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยจะสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ทั้งสองก็มิได้ถูกโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับหลักประกันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 แต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยปลดจำนองที่ดิน ซึ่งเป็นหลักประกันการทำงานของโจทก์ทั้งสอง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จแยกต่างหากจากค่าชดเชยหรือไม่ เห็นว่า ระเบียบจำเลยว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง พ.ศ.2545 ว่าด้วยการจ่ายเงินโบนัส บำเหน็จ และค่าชดเชยข้อ 30 กำหนดว่า พนักงานหรือลูกจ้างของสหกรณ์ออกจากสหกรณ์ เพราะสหกรณ์เลิกจ้าง มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากสหกรณ์ ดังนี้... (3) พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีขึ้นไป โดยรวมวันหยุด วันลาและวันที่สหกรณ์สั่งให้หยุดงานเพื่อประโยชน์ของสหกรณ์ ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน และข้อ 31 กำหนดว่าพนักงานหรือลูกจ้างของสหกรณ์คนใดทำงานด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาติดต่อกันมาไม่น้อยกว่าห้าปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเมื่อออกจากตำแหน่ง เว้นแต่การออกเพราะถูกลงโทษไล่ออกหรือเลิกจ้าง และมีสิทธิได้รับค่าชดเชยแล้วตามข้อ 30 การคำนวณเงินบำเหน็จ ให้เอาเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน เศษของปีถ้าถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันให้นับเป็นหนึ่งปี ถ้าต่ำกว่านี้ให้ปัดทิ้ง แต่ในกรณีคำนวณบำเหน็จตามระเบียบนี้ มีจำนวนมากกว่าค่าชดเชยที่พนักงานหรือลูกจ้างพึงได้รับตามข้อ 30 ให้สหกรณ์จ่ายเงินบำเหน็จเพิ่มได้ เฉพาะส่วนที่เกินกว่าค่าชดเชยเท่านั้น พนักงานหรือลูกจ้างสหกรณ์ ซึ่งออกจากตำแหน่งเพราะตาย สหกรณ์จะจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่ทายาท ดังนั้น ตามระเบียบจำเลยว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง พ.ศ.2545 ดังกล่าว ในกรณีลูกจ้างออกจากตำแหน่งเพราะตาย จำเลยก็ยังจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่ทายาทของลูกจ้าง นอกจากนี้ลูกจ้างที่มีสิทธิจะได้รับเงินบำเหน็จจะต้องทำงานด้วยความเรียบร้อยเป็นเวลาติดต่อกันมาไม่น้อยกว่าห้าปี เงินบำเหน็จดังกล่าวนี้จึงเป็นเงินที่มีลักษณะหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจ่ายแตกต่างจากค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ย่อมถือว่าเงินบำเหน็จดังกล่าวเป็นเงินประเภทอื่นมิใช่ค่าชดเชย จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จแยกต่างหากจากค่าชดเชยที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองส่วนนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามจากข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานภาค 5 นำสืบและรับฟังมา ในเรื่องพฤติการณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ท้าชกและจะเข้าไปชกนายเมธาพรนั้น เป็นการกระทำที่ดูหมิ่นเหยียดหยามไม่สุภาพเรียบร้อย ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง แบบแผนและวิธีปฏิบัติของจำเลย และในส่วนของโจทก์ที่ 2 ที่ช่วยเหลือจำเลยที่ 1 นำหนังสือที่มีข้อความโจมตีนายวงค์ว่าขาดคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของจำเลยไปแจกแก่สมาชิก และขึ้นเวทีปราศรัยชักจูงสมาชิกให้ขาดความเชื่อถือต่อคณะกรรมการ นอกจากเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมแก่การเป็นลูกจ้างที่ดีแล้ว ยังเป็นการกระทำผิดวินัยอีกด้วย ซึ่งจำเลยย่อมนำเอาเหตุการกระทำของโจทก์ทั้งสองตามที่ได้ความดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้โจทก์ทั้งสองได้รับค่าชดเชยและเงินบำเหน็จมานั้น เมื่อจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยมาเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว ถึงแม้โจทก์ทั้งสองจะอุทธรณ์ขอให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จแยกต่างหากจากค่าชดเชยและขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าชดเชยให้ถูกต้องใหม่ ก็ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ต่อไปว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกค่าจ้างในตำแหน่งรักษาการผู้จัดการหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจ้างพนักงานและลูกจ้างสหกรณ์ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลย ข้อ 1 ระบุว่า "ผู้ว่าจ้างได้ว่าจ้างผู้รับจ้างกระทำการในตำแหน่งพนักงานสินเชื่อ หรือตำแหน่งหน้าที่อื่นที่ได้รับแต่งตั้งหรือมอบหมายจากคณะกรรมการดำเนินการ..." ดังนั้น การที่จำเลยแต่งตั้งให้โจทก์ที่ 1 รักษาการตำแหน่งผู้จัดการอีกตำแหน่งหนึ่ง ก็เป็นเพียงการมอบหมายหน้าที่ให้โจทก์ที่ 1 เพิ่มขึ้นตามสัญญาจ้างดังกล่าว หาใช่การกำหนดข้อตกลงและอัตราค่าจ้างขึ้นใหม่ไม่ โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างในการปฏิบัติหน้าที่รักษาการตำแหน่งผู้จัดการ อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อไปในส่วนของโจทก์ที่ 1 ทำนองว่า การที่คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยมีมติไม่ให้โจทก์ที่ 1 ออกปฏิบัติหน้าที่ประชุมกลุ่ม และมีคำสั่งยกเลิกตำแหน่งรักษาการผู้จัดการนั้น โจทก์ที่ 1 เห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะนายวงค์ ขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการ เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 5 จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทำนองว่า นายเมธาพร ซึ่งเป็นผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการเพียงแต่เข้ามารายงานตัวต่อจำเลยเท่านั้น และจากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองได้ความว่า คณะกรรมการดำเนินการของจำเลยยังไม่มีหนังสือบรรจุแต่งตั้งให้นายเมธาพรดำรงตำแหน่งผู้จัดการ ซึ่งตามระเบียบว่าด้วยพนักงานฯ ของจำเลยนายเมธาพรเป็นเพียงพนักงานฝึกหัดหรือทดลองงาน นอกจากนี้นายเมธาพรและพยานอื่นก็เบิกความว่า นายเมธาพรยังไม่ได้รับมอบงาน อำนาจและหน้าที่ผู้จัดการจึงยังคงอยู่ที่โจทก์ที่ 1 จนกว่าจะมีคำสั่งยกเลิกและโจทก์ที่ 1 ได้ทราบคำสั่งยกเลิกนั้นโดยชอบแล้ว นายเมธาพรจึงไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ที่ 1 ตามที่จำเลยอ้างและเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ต้องออกจากงานแต่อย่างใด เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 5 ที่ฟังข้อเท็จจริงว่า ภายหลังจากจำเลยรับนายเมธาพรเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงต้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าแผนกสินเชื่อเช่นเดิมและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายเมธาพร จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทำนองว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2547 จำเลยประกาศผลสอบคัดเลือกเพื่อเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการ ปรากฏว่านายเมธาพร เป็นผู้สอบแข่งขันได้ โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้สมัครเข้าสอบแข่งขัน จึงยื่นหนังสือร้องเรียนเพื่อตรวจดูผลการสอบคัดเลือกต่อนายวงค์ ประธานกรรมการของจำเลย แต่นายวงค์บ่ายเบี่ยง เมื่อโจทก์ที่ 1 สอบถามนายวงค์ นายวงค์ตอบว่าโจทก์ที่ 1 สร้างความวุ่นวาย โจทก์ที่ 1 พูดกับนายวงค์ว่า "ถ้าคุณเป็นลูกผู้ชายพอ ต้องเอาผลสอบมาให้ผมดู ทำไมต้องให้ผมไปดูเอง" การกระทำของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าว เป็นการกระทำตามสิทธิที่ควรจะทราบผลสอบในฐานะบุคคลทั่วไป ไม่ได้อยู่ในฐานะลูกจ้างของจำเลย การที่จำเลยให้โจทก์ที่ 1 ออกจากงานด้วยเหตุดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า นอกจากศาลแรงงานภาค 5 จะวินิจฉัยพฤติการณ์ของโจทก์ที่ 1 ตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์แล้ว ศาลแรงงานภาค 5 ยังวินิจฉัยอีกว่าพฤติการณ์ที่โจทก์ที่ 1 มีปากเสียงใช้คำพูดที่ไม่สุภาพต่อนายเมธาพร ซึ่งเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการและเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ที่ 1 หลายครั้ง จนกระทั่งถึงขั้นท้าชก และจะเข้าไปชกนายเมธาพร แต่มีผู้ห้ามไว้ได้ทัน ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่สุภาพเรียบร้อยต่อสมาชิกของจำเลย และฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง แบบแผนและวิธีปฏิบัติของจำเลย อันเป็นการกระทำผิดวินัย และเป็นเหตุที่โจทก์ที่ 1 ต้องถูกเลิกจ้างด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
นายบุญมีหรือเดชบุญมี คนอ้วน
โจทก์ — หรือมหาฤทธิรุทธิ์ กับพวก
จำเลย — สหกรณ์การเกษตรเวียงป่าเป้า จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13995/2555
#554847
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 87/3 และมาตรา 86/12 บัญญัติให้ผู้ประกอบการเก็บและรักษาเอกสารหลักฐาน และกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบการ (ผู้ขายสินค้า) ออกใบแทนใบกำกับภาษี หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของกฎหมายแล้ว ผู้ประกอบการ (ผู้ซื้อสินค้า) ไม่สามารถนำใบกำกับภาษีซื้อดังกล่าวมาหักในการคำนวณภาษี ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการที่เจ้าพนักงานประเมินนำข้อมูลที่ปรากฏตามสำเนาใบกำกับภาษีที่โจทก์นำมามอบให้นั้น เพื่อใช้ตรวจสอบยอดซื้อสินค้าของโจทก์ ซึ่งโดยปกติผู้ขายจะออกใบกำกับภาษีให้โจทก์เมื่อส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินสามารถนำข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อสินค้าดังกล่าว มาพิสูจน์หายอดต้นทุนขายจากการเปรียบเทียบรายได้และรายจ่ายในงบกำไรขาดทุนอันเป็นตัวเลขที่เกิดจากการประกอบการของโจทก์ได้ ดังนั้น การที่โจทก์ขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุน และได้แสดงหลักฐานในชั้นพิจารณาอุทธรณ์โดยส่งเอกสารเพิ่มเติม และอุทธรณ์อ้างว่าเงินสนับสนุนการขายหรือ SWAP มิใช่เป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่ชอบที่จะนำมารวมคำนวณหาอัตรากำไรขั้นต้น แต่เจ้าพนักงานประเมิน ได้วิเคราะห์งบการเงินจากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) ในส่วนต้นทุนขาย เทียบกับยอดซื้อในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) จากการคำนวณโจทก์มียอดขายขาดไป 18,540,232.21 บาท ซึ่งเป็นการคำนวณตามหลักการบัญชีที่ยอมรับโดยทั่วไป เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานมาพิสูจน์ได้ว่าเป็นยอดขายขาดของเดือนภาษีใด เจ้าพนักงานประเมินจึงถัวเฉลี่ยยอดขายขาดเดือนละ 1,545,019.35 บาท และเดือนภาษีธันวาคม 2543 โจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานพิสูจน์ยอดซื้อ และทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าสินค้าของโจทก์สูญหายหรือเสียหายจากอุทกภัยแต่อย่างใด จึงถือว่าเป็นยอดซื้อแจ้งไว้ขาดไป ถือว่าโจทก์ขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามคำนิยาม "ขาย" มาตรา 77/1 (8) (จ) เจ้าพนักงานประเมิน ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ เป็นการประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องตามมาตรา 88/2 (6) จึงเป็นการประเมินที่ชอบแล้ว

เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์ พิสูจน์หายอดต้นทุนขายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทเปรียบเทียบกับยอดขายที่โจทก์แสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ในช่วงดังกล่าว ปรากฏว่ายอดซื้อสุทธิ 60,480,554.29 บาท ได้ต้นทุนขาย 49,070,721.39 บาท แล้วคำนวณหายอดขายตามการตรวจสอบโดยนำต้นทุนขายคำนวณกลับเพื่อหายอดขายจากอัตรากำไรขั้นต้นตามงบการเงินร้อยละ 4.35 ได้ยอดขาย 51,302,374.68 บาท นำไปหักกับยอดขายที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ในช่วง 12 เดือนดังกล่าว จำนวน 32,762,142.47 บาท คงเหลือยอดขายที่ยื่นไว้ขาดไป 18,540,232.31 บาท ซึ่งโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นยอดขายของเดือนภาษีใด เจ้าพนักงานประเมินจึงถัวเฉลี่ยยอดขายขาด มียอดขายขาดไปเดือนละ 1,545,019.35 บาท วิธีการคำนวณอาศัยข้อมูลทางการเงินจากการบันทึกบัญชีของโจทก์และมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้รับรองและแสดงความคิดเห็นต่องบการเงินว่าได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการบัญชีทั่วไป ทั้งเป็นข้อมูลทางบัญชีที่โจทก์บันทึกเกี่ยวกับกิจกรรมการประกอบการของโจทก์เอง จึงเชื่อว่าโจทก์แสดงเหตุการณ์ทางบัญชีตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และการที่เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์นำตัวเลขของผู้ประกอบการลักษณะเดียวกันจำนวนถึง 29 ราย ซึ่งประกอบกิจการอยู่ในท้องที่นั้นในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันมาเปรียบเทียบกำไรขั้นต้น ค่าเฉลี่ยที่ได้ย่อมถือว่าได้ตัวเลขที่มีข้อมูลน่าเชื่อว่าเกิดจากการดำเนินงานตามปกติของธุรกิจนั้น ๆ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาโดยชอบและให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิจารณาหรือมีคำสั่งว่า การยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ที่โจทก์ยื่นต่อจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนภาษีมกราคม ถึงเดือนธันวาคม 2543 ถูกต้องและให้ยกเลิกหรือเพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) ของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กับให้งดหรือลดเบี้ยปรับ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อปี 2540 ในปี 2543 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) สำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2543 ต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่สงขลา 2 โดยมียอดขาย 32,762,747.47 บาท และชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,881,724.06 บาท โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2543 โดยเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 อ้างว่า โจทก์แสดงยอดขายไว้ต่ำไป เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ตรวจพบประเด็นความผิดในกรณีการวิเคราะห์งบการเงินจากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 31 ธันวาคม 2543 ของโจทก์ในส่วนของต้นทุนขายปรากฏยอดซื้อจำนวน 42,982,727.55 บาท แต่ตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) เดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2543 ของโจทก์มียอดซื้อรวมจำนวน 61,328,156.47 บาท ทำให้มียอดซื้อต่างกันจำนวน 18,345,429.92 บาท และแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 แจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับรวมเป็นเงิน 2,618,941.30 บาท แก่จำเลยที่ 1 ให้ชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 12901110/5/103171 ถึง 103182 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 และหนังสือขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ว วินิจฉัยให้ลดภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับแก่โจทก์ลง คงปรับเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คงเหลือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระเป็นเงิน 1,283,750.01 บาท พร้อมเบี้ยปรับจำนวน 641,875.05 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,925,625.06 บาท

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เจ้าพนักงานประเมินคำนวณยอดขายของโจทก์สำหรับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้องนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์แสดงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ การที่เจ้าพนักงานประเมินนำใบกำกับภาษีซื้อซึ่งเป็นต้นทุนไปเปรียบเทียบกับงบดุลและงบกำไรขาดทุนของโจทก์มาคำนวณเป็นกำไรของสินค้าแต่ละรายการ แล้วนำกำไรที่ได้จากการคำนวณไปรวมกับต้นทุนที่ซื้อมา รวมเป็นราคาขายที่โจทก์ต้องนำไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการคำนวณที่ไม่มีหลักเกณฑ์และไม่ตรงข้อเท็จจริง ไม่ได้คำนึงว่าสินค้ามีการตกรุ่น และราคาที่ซื้อขายย่อมลดลงตามกาลเวลา สินค้าแต่ละรายการปีหนึ่งๆ ราคาลดลงร้อยละ 50 ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณราคาสินค้าแต่ละรายการคงที่และนำมาคำนวณเป็นกำไร เมื่อรวมกับราคาที่ซื้อมาถือว่าเป็นราคาขายหรือรายได้ที่โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นตัวเลขค่อนข้างสูง มีผลต่างกับที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไว้มาก ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวอ้างถึงมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 เรื่อง การรับรู้รายได้ อันเป็นข้อเท็จจริงเรื่องเกี่ยวกับการลงบัญชีของโจทก์เอง ทั้งต้องมีข้อพิจารณานโยบายการบัญชีของโจทก์ อันเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในฟ้องของโจทก์ และอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การลงนามในหนังสือแจ้งการประเมินรายพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้เป็นไปตามระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการปฏิบัติงานกรรมวิธีแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ.2539 หมวด 4 การแจ้งการประเมินภาษี ข้อ 36.2 นั้น ก็เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 24 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า สำเนาใบกำกับภาษีซื้อเดือนภาษีมกราคมและเดือนภาษีมีนาคมถึงพฤศจิกายน 2543 รวม 10 เดือนภาษี ที่โจทก์ส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 เป็นสำเนาใบกำกับภาษีซื้อ มิใช่ฉบับแรกของใบกำกับภาษีซื้อหรือต้นฉบับ ตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร และสำเนาใบกำกับภาษีซื้อของโจทก์นั้น มิใช่ใบแทนใบกำกับภาษีซื้อจากผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการตามมาตรา 86/12 แห่งประมวลรัษฎากร ย่อมเป็นภาษีซื้อที่มิอาจนำไปหักในการคำนวณตามมาตรา 82/5 (1) ถึง (4) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรดังกล่าวข้างต้น ทำให้การประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ข้อกฎหมายที่โจทก์อ้างนั้นเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ประกอบการจัดทำรายงานและรักษาเอกสารหลักฐานและเป็นเงื่อนไขหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบการออกใบแทนใบกำกับภาษีเพื่อใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการของกฎหมายแล้ว ผู้ประกอบการไม่สามารถนำใบกำกับภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อนั้น ๆ ในแต่ละเดือนภาษี ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการที่เจ้าพนักงานประเมินนำข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏจากสำเนาใบกำกับภาษีที่โจทก์นำมามอบให้นั้นใช้ตรวจสอบยอดซื้อสินค้าของโจทก์ ซึ่งโดยปกติผู้ขายจะออกใบกำกับภาษีให้โจทก์เมื่อส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 สามารถนำข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายที่โจทก์ส่งมอบให้มาพิสูจน์หายอดต้นทุนขายจากการเปรียบเทียบรายได้และรายจ่ายในงบกำไรขาดทุนอันเป็นตัวเลขเกิดจากการประกอบการของโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องตามความเป็นจริง โดยราคาขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นผู้ขายสินค้า (ซัพพลายเออร์) เป็นผู้กำหนด มีการลดราคาสินค้าอย่างต่อเนื่องและมีภาวะการแข่งขันทางการตลาดสูง โจทก์จึงขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุน โจทก์ได้แสดงหลักฐานในชั้นพิจารณาอุทธรณ์โดยส่งเอกสารเพิ่มเติมครั้งที่ 2 แต่จำเลยนำหนังสือแจ้งการปรับราคาของผู้ขายสินค้า (ซัพพลายเออร์) เพียงรายเดียวคำนวณหากำไรขั้นต้นย่อมไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ทั้งเงินสนับสนุนการขายหรือ SWAP มิใช่เป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มจึงไม่ชอบที่จะนำรวมคำนวณหาอัตรากำไรขั้นต้น นอกจากนี้เดือนภาษีธันวาคม 2543 มีการซื้อขายสินค้าปริมาณสูง ไม่มีความจำเป็นต้องส่งเสริมการขาย การนำยอดขายเดือนภาษีนี้เปรียบเทียบหาอัตรากำไรขั้นต้นก็ได้ตัวเลขไม่ตรงความเป็นจริง ทั้งการอ้างเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการประเภทเดียวกันในท้องที่สำนักงานสรรพากรภาค 12 จำนวน 29 ราย ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงเพราะไม่มีรายละเอียดมากพอ และอาจไม่เหมือนการประกอบธุรกิจของโจทก์ จึงนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ และไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 วิเคราะห์งบการเงินจากแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) ในส่วนต้นทุนขาย ปรากฏยอดซื้อสินค้าของโจทก์จำนวน 42,982,727.55 บาท เทียบกับยอดซื้อในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30 ) เดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2543 ซึ่งเป็นรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกัน แต่โจทก์มียอดซื้อรวม 61,328,156.47 บาท ซึ่งมียอดซื้อต่างกันจำนวน 18,345,429.92 บาท โดยที่โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากยอดขายหรือยอดรายรับ โจทก์ส่งหลักฐานเพิ่มเติมเป็นใบกำกับภาษีซื้อของเดือนภาษีมกราคม และเดือนภาษีมีนาคมถึงพฤศจิกายน 2543 รวม 10 เดือน และใบกำกับภาษีเดือนภาษีกุมภาพันธ์และธันวาคม 2543 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 พิจารณายอดซื้อสินค้าสุทธิและต้นทุนขายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว คำนวณหายอดขายแล้วนำเปรียบเทียบกับยอดขายที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ของเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2543 เพื่อหายอดขายขาดไปโดยหายอดซื้อสินค้าสุทธิ ต้นทุนขายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้นจากนั้นคำนวณยอดขายขาดเป็นจำนวน 18,540,232.21 บาท ถือว่าโจทก์มียอดขายขาดจำนวนดังกล่าว เป็นการคำนวณตามหลักการบัญชีที่ยอมรับโดยทั่วไป เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานมาพิสูจน์ได้ว่าเป็นยอดขายขาดของเดือนภาษีใด เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 จึงถัวเฉลี่ยยอดขายขาดเดือนละ 1,545,019.35 บาท และเดือนภาษีธันวาคม 2543 โจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานพิสูจน์ยอดซื้อ ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าสินค้าของโจทก์สูญหายหรือเสียหายจากอุทกภัยแต่อย่างใด จึงถือว่าเป็นยอดซื้อแจ้งไว้ขาดไป ถือว่าโจทก์ขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวตามนิยาม "ขาย" มาตรา 77/1 (8) (จ) และต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นการประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องตามมาตรา 88/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว จึงเป็นการประเมินที่ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โจทก์ชี้แจงว่า เอกสารบัญชี รายงานสินค้าและวัตถุดิบ บัญชีแยกประเภทสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวสูญหายเพราะเกิดอุทกภัย คงเหลือแต่รายงานสินค้าและวัตถุดิบและบัญชีแยกประเภทเดือนธันวาคม 2543 ที่ส่งมอบแก่เจ้าพนักงานผู้พิจารณาอุทธรณ์ และชี้แจงการขายสินค้าของโจทก์มีการแข่งขันทางการตลาดสูง ค่าสนับสนุนการขายที่โจทก์ได้รับจากผู้ขายสินค้าไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า มีวิธีการตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่มหลายวิธี เมื่อพิสูจน์หายอดต้นทุนขายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวเปรียบเทียบกับยอดขายที่โจทก์แสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ในช่วงดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่ายอดซื้อสุทธิจำนวน 60,480,554.29 บาท ได้ต้นทุนขายจำนวน 49,070,721.39 บาท แล้วคำนวณหายอดขายตามการตรวจสอบสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวโดยนำต้นทุนขายคำนวณกลับเพื่อหายอดขายจากอัตรากำไรขั้นต้นตามงบการเงินของรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวร้อยละ 4.35 ได้ยอดขาย 51,302,374.68 บาท นำไปหักกับยอดขายที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ในช่วง 12 เดือนดังกล่าวจำนวน 32,762,142.47 บาท คงเหลือยอดขายขาดที่ยื่นไว้ 18,540,232.31 บาท ซึ่งโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นยอดขายของเดือนภาษีใด จึงถัวเฉลี่ยยอดขายขาดดังกล่าว มียอดขายขาดเดือนละ 1,545,019.35 บาท เห็นว่า วิธีการคำนวณดังกล่าวอาศัยข้อมูลทางการเงินจากการบันทึกบัญชีของโจทก์และมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้รับรองและแสดงความคิดเห็นต่องบการเงินว่าได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการบัญชีทั่วไป ทั้งเป็นข้อมูลทางบัญชีที่โจทก์บันทึกเกี่ยวกับกิจกรรมการประกอบการของโจทก์เอง จึงเชื่อว่าโจทก์แสดงเหตุการณ์ทางบัญชีตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และการที่เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์นำตัวเลขของผู้ประกอบการลักษณะเดียวกันจำนวนถึง 29 ราย ซึ่งประกอบกิจการอยู่ในท้องที่นั้นในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันมาเปรียบเทียบกำไรขั้นต้น ค่าเฉลี่ยที่ได้ย่อมถือว่าได้ตัวเลขที่มีข้อมูลน่าเชื่อว่า เกิดจากการดำเนินงานตามปกติของธุรกิจนั้น ๆ ได้ จึงฟังได้ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาโดยชอบและให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนจำเลยทั้งสี่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 24
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (8) (จ) ม. 86/12 ม. 87/3 ม. 88/2 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเรดาห์ เทเลคอม จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
องอาจ โรจนสุพจน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13993/2555
#532966
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้พึงประเมินที่ได้รับจะเป็นเงินได้ประเภทใดต้องพิจารณานิติกรรมที่เป็นฐานในการก่อให้เกิดเงินได้นั้น และลักษณะเนื้อหางานที่ทำกันจริง ๆ ประกอบกัน โจทก์นำสืบให้เห็นถึงลักษณะงานที่บริษัทผู้รับจ้างปฏิบัติตามสัญญาเป็นเรื่องของการจัดซื้อ จัดจ้างวางโครงสร้างทางการเงิน แสวงหาแหล่งเงินกู้ การทำตลาดในต่างประเทศ พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า ค่าตอบแทนการให้บริการของบริษัทผู้รับจ้างเป็นกำไรจากธุรกิจ มิใช่ค่าสิทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (3) เมื่อโจทก์จ่ายเงินได้ดังกล่าวออกไปให้บริษัทผู้รับจ้างซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย จึงไม่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตาม ป.รัษฎากร มาตรา 70

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ ตส.1005300/2/100225 ถึงเลขที่ ตส.1005300/2/100226 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2544 และเลขที่ ตส.1005300/2/100235 ลงวันที่ 28 กันยายน 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.2)/74/2547 เลขที่ สภ.1(อธ.2)/75/2547 และเลขที่ สภ.1 (อธ.2)/76/2547 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ค่าตอบแทนตามสัญญาให้บริการในต่างประเทศ (Offshore Services Agreement) ในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่บริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี. จำกัด เป็นจำนวนคงที่เป็นระยะเวลา 6 ปี ซึ่งเรียกว่า Monthly Flat Fee เป็นค่าสิทธิหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ทำสัญญากับบริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด 2 สัญญา สัญญาแรกเป็นสัญญาให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Prorerty License Agreement) ซึ่งบริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด ให้สิทธิโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าเพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของโจทก์ และยังมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาแก่โจทก์อันเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญพิเศษ (Know - how) ทางการพาณิชย์ การตลาด การออกแบบ การก่อสร้าง การดำเนินการ การบริหาร และการบำรุงรักษาท่าขนถ่าย คลังเก็บผลิตภัณฑ์ และท่อสำหรับการเก็บ การขนส่ง การจัดการและการจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์ก๊าซเหลวและน้ำมัน ซึ่งความเชี่ยวชาญพิเศษดังกล่าวที่บริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด มีอยู่นั้น จะถ่ายทอดให้แก่โจทก์ ได้แก่ เทคนิค ระบบ แบบ กระบวนการ การควบคุม แปลน สูตร สารสนเทศ ข้อมูลและวิธีการที่สามารถนำมาใช้ในการประกอบกิจการของโจทก์ได้ โดยโจทก์จะต้องจ่ายค่าสิทธิดังกล่าวเป็นเงินบาทให้แก่บริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด ในอัตราร้อยละ 0.5 ของรายได้ขั้นต้นของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งแก่จำเลยตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว อีกสัญญาหนึ่งคือสัญญาให้บริการในต่างประเทศ (Offshore Services Agreement) ซึ่งบริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด ให้คำแนะนำ คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับธุรกิจของโจทก์ เช่น การจัดทำงบประมาณและควบคุมงบประมาณ จัดให้มีการฝึกอบรมพนักงานของโจทก์ในด้านต่าง ๆ เช่น การจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์และวัสดุที่เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจ ช่วยเหลือในการจัดหาบุคคลากร ปรับปรุงระบบและการกำหนดมาตรฐานการควบคุมและรักษาความปลอดภัย การจัดเก็บ และการจำหน่ายเคมีภัณฑ์ชนิดเหลว การควบคุมเพลิงและการดับเพลิงและการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งเป็นบริการทั่วๆ ไปที่ได้กระทำในต่างประเทศ และสัญญาดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้โจทก์ต้องเก็บรักษาเป็นความลับ ทั้งโจทก์ไม่ต้องส่งผลของการบริการคืนบริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด เมื่อสิ้นสุดสัญญา โดยแบ่งจ่ายค่าตอบแทนออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกโจทก์จ่ายเป็นจำนวนคงที่ เป็นระยะ 6 ปีแรกของสัญญา โดยตกลงจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 47,500 กิลเดอร์ เรียกว่า Monthly Flat Fee ส่วนที่ 2 โจทก์ต้องจ่ายในอัตราแปรผันตลอดอายุสัญญา โดยตกลงจ่ายเป็นรายเดือน เป็นเงินบาท ในอัตราร้อยละ 1 ของรายได้ เรียกว่า Variable Fee เห็นว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากรนั้น บัญญัติว่า ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น ฯลฯ คำว่า "สิทธิอย่างอื่น" หมายถึงสิทธิที่มีลักษณะทำนองเดียวกับค่าแห่งกู๊ดวิลล์ หรือค่าแห่งลิขสิทธิ์ คำว่า "ค่าสิทธิ" ซึ่งเป็นข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และทางวิทยาศาสตร์ ต้องเป็นข้อมูลหรือความรู้เฉพาะของผู้ให้สิทธิโดยทั่วไปแล้วเจ้าของผู้ให้สิทธิหรือข้อมูลต่าง ๆ ยังมีความหวงกันข้อมูลอยู่และเป็นที่ยอมรับกันว่า ค่าสิทธินั้นไม่ใช่ค่าบริการ แต่เป็นการตั้งค่าโอนหรือค่าอนุญาตให้ใช้หรือค่าถ่ายทอดทรัพย์สินทางปัญญา เช่น อนุญาตให้ใช้ลิขสิทธ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือเครื่องหมายบริการที่มีอยู่ ต่างกับค่าวิชาชีพอิสระที่เป็นค่าบริการสำหรับการปรับใช้ความรู้ ความชำนาญ ประสบการณ์ที่ผู้รับจ้างมีอยู่เพื่อก่อให้เกิดงานหรือผลผลิตแก่ผู้ว่าจ้าง เช่น วิศวกรใช้ความรู้ ความชำนาญและประสบการณ์ที่ตนมีอยู่ออกแบบสร้างโรงงานแก่ผู้ว่าจ้าง ค่าตอบแทนที่จะถือเป็นค่าสิทธิสามารถนำไปปรับใช้โดยไม่ต้องมีการให้บริการ โจทก์มีนายสุรพงษ์ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโจทก์ตั้งแต่ปี 2541 ถึง 2547 นายโกวิท วิศวกรอาวุโสตั้งแต่ปี 2535 ถึง 2537 นายเศรษฐพงศ์ ผู้จัดการฝ่ายการเงินและบริหารตั้งแต่ปี 2535 ถึง 2538 และนายประเมิน ผู้จัดการฝ่ายการเงินและบริหารตั้งแต่ปี 2538 ถึง 2546 เป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันถึงเนื้อหาของงานตามสัญญาให้บริการฉบับพิพาทว่า บริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด ให้คำปรึกษาแก่โจทก์ในการกู้เงินจากสถาบันการเงินต่าง ๆ เจรจาต่อรองในเรื่องการทำสัญญากู้ยืมเงิน ระยะเวลาการชำระเงิน การร่างและแก้ไขสัญญากู้ยืมเงิน การเจรจาต่อรองการชำระหนี้กับธนาคารเจ้าหนี้ต่าง ๆ เจรจาระยะเวลาชำระหนี้ การผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ย การจัดหาบริษัทผู้รับประกันภัย ติดต่อประสานงานให้ เจรจาเงื่อนไขต่าง ๆ ในกรมธรรม์ ตลอดจนร่วมเจรจาให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยต่าง ๆ สูงสุด ทำให้จ่ายเบี้ยประกันในอัตราต่ำ ร่วมเจรจาในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ จากบริษัทผู้ผลิตและผู้ขายตรง จัดหาผู้รับเหมาและตรวจสอบความสามารถและคุณสมบัติของผู้รับเหมา ร่วมเจรจาทำสัญญาก่อสร้าง ตรวจสอบสัญญาก่อสร้าง ตลอดจนสัญญาจัดซื้อสินค้าต่าง ๆ วัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าร่วมจัดทำงบประมาณ ควบคุมดูแลการใช้จ่ายงบประมาณและจัดทำงานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการจ่ายงบประมาณและการเงินของโจทก์ ให้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุของถังเก็บผลิตภัณฑ์ของโรงเก็บอื่น ๆ ทั่วโลก สำหรับเนื้อหาของงานที่บริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด ได้ให้ความช่วยเหลือตามสัญญาให้บริการในต่างประเทศ โจทก์มีนายสุรพงษ์ เป็นพยานเบิกความยืนยันประกอบเอกสารว่า บริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด ให้ความช่วยเหลือ คำแนะนำเกี่ยวกับการกู้ยืม เพิ่มทุน ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมวิศวกรอิสระ การวางแผนเจรจาการกู้ยืมเงินจากธนาคาร การป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนเรื่องสถานที่เก็บและรักษาท่อเอททีลีน การปรับโครงสร้างหนี้ และการเรียกชำระค่าหุ้น ซื้อวัสดุต่าง ๆ จากผู้ผลิตและผู้ขาย ช่วยจัดหาผู้ผลิตและผู้ขายสินค้าให้ตามความประสงค์ของโจทก์ ตามตัวอย่างรายการจัดซื้อปี 2537 ถึง 2539 เห็นได้ว่า เนื้องานที่บริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด ทำให้แก่โจทก์ เป็นการให้บริการทั่วไป มิใช่ลักษณะค่าตอบแทนเพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการทางอุตสาหกรรมทางพาณิชย์ ทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด ค่าตอบแทนที่บริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี. วี.จำกัด ได้รับจึงเป็นค่าบริการ โดยมีพยานทั้งฝ่ายโจทก์และพยานจากบริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด เบิกความสอดคล้องต้องกัน ทั้งมีเอกสารเกี่ยวกับการทำงานให้ประกอบคำเบิกความของพยานให้เห็นถึงลักษณะงานที่มีการทำกันจริง พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า ค่าตอบแทนการให้บริการของบริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด เป็นกำไรจากธุรกิจ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าสัญญาให้บริการ ระบุรายละเอียดการให้บริการหลายกรณีที่เข้าลักษณะเป็นเทคนิค ระบบ แบบ กระบวนการ การควบคุม แปลน สูตร สารสนเทศ ข้อมูล และวิธีการใช้หรือสามารถนำไปใช้ในการทำหน้าที่เกี่ยวกับท่าขนถ่าย เช่น ระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบควบคุมมลภาวะ ซึ่งเข้าเงื่อนไขคำนิยามความเชี่ยวชาญพิเศษ (Know - how) จึงถือเป็นค่าสิทธินั้น เป็นการรับฟังตามความเห็นของนางสุวรรณีซึ่งเป็นเพียงเจ้าหน้าที่สำนักอุทธรณ์ภาษีที่ร่วมพิจารณาสำนวนอุทธรณ์ ซึ่งพยานเบิกความว่า พยานไม่ได้พิจารณาตามลักษณะงานที่มีการทำกันจริง นายสุรพงษ์ซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ตั้งแต่ปี 2541 ถึง 2547 ได้เบิกความส่วนนี้ว่า เนื้อหาของสัญญาบริการในต่างประเทศ (Offshore Services Agreement) เกิดจากโจทก์ต้องการได้คำแนะนำด้านบริการทั่วไป โดยโจทก์เป็นบริษัทจัดตั้งขึ้นใหม่ยังไม่มีบุคคลากรเพียงพอ มิใช่ระบบเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรืองานถ่ายทอดลักษณะอื่น ๆ สอดคล้องกับคำเบิกความของนายศุภสิทธิ์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายบริษัทโจทก์และเป็นพยานในการทำสัญญาว่า สัญญาให้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้ระบุข้อความไว้มากมายในการทำสัญญานั้น เพื่อรักษาประโยชน์ของโจทก์จึงต้องระบุข้อความให้ครอบคลุมสิทธิของโจทก์ทั้งหมด หากมุ่งประสงค์จะใช้ความเชี่ยวชาญพิเศษ (Know - how) หรือความช่วยเหลือทางเทคนิค จะต้องมีเอกสารต่าง ๆ แนบท้ายสัญญาด้วย สอดคล้องกับคำเบิกความของนายวิม ซึ่งทำงานให้กับบริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด เบิกความว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อชื่อทางการค้าเครื่องหมายการค้าเท่านั้น ไม่มีการถ่ายทอดความชำนาญพิเศษหรือข้อสนเทศทางพาณิชย์ การอุตสาหกรรม เมื่อไม่ปรากฏสัญญาแนบท้ายเกี่ยวกับการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์และความชำนาญพิเศษ นอกจากนี้โจทก์ได้นำสืบให้เห็นว่า โจทก์เองได้จ้างบุคคลากรที่มีความสามารถและมีประสบการณ์จากบริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และว่าจ้างบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคจากต่างประเทศโดยตรง เป็นต้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศดังกล่าวได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแล้วด้วย สอดคล้องกับคำเบิกความของนายวิม ข้อเท็จจริงยังปรากฏต่อไปว่า ถังเก็บเคมีภัณฑ์เหลวของบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) มีลักษณะเดียวกับของโจทก์ ซึ่งต้องทำตามมาตรฐานทั่วไป และมีคู่มือพิมพ์เผยแพร่ในท้องตลาด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย เชื่อว่าโจทก์มิได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือประสบ การณ์ทางอุตสาหกรรม ทางพาณิชย์กรรม หรือ ทางวิทยาศาสตร์จากบริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด ตามสัญญาให้บริการในต่างประเทศ (Offshore Services Agreement) แต่อย่างใด ที่นางสุวรรณีเบิกความว่า ความรู้ ประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญพิเศษ (Know -how) ซึ่งถือเป็นความลับหรือมีสิทธิหวงกันโดยทั่วไป เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นความลับที่จะหวงกันต่อไป จึงมีการจ่ายค่าตอบแทนในลักษณะคงที่ไว้ในสัญญา โดยเรียกเก็บเป็นเวลา 6 ปีนั้น เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของนางสุวรรณี การตีความเพื่อเรียกเก็บภาษีจากสัญญาฉบับเดียวกัน โดยมีเนื้องานที่ทำตามสัญญาเป็นงานบริการ ช่วงแรกเป็นค่าสิทธิ ช่วงหลังจะกลับกลายเป็นกำไรจากธุรกิจ ไม่มีกฎหมายหรือข้ออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนวางหลักเกณฑ์ดังกล่าวไว้ ส่วนที่นางสุวรรณีเบิกความว่า โจทก์จ่ายค่าบริการเป็นจำนวนคงที่เป็นระยะเวลา 6 ปี ซึ่งเรียกว่า Monthly Flat Fee แม้ไม่มีการให้บริการใด ๆ โจทก์ก็ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนส่วนนี้ จึงมีลักษณะเป็นการจ่ายค่าสิทธินั้น โจทก์มีนายสุรพงษ์เบิกความว่า แม้บริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด จะทำงานให้โจทก์มากเพียงใด ค่าใช้จ่ายดังกล่าวที่โจทก์จ่ายก็เป็นจำนวนคงที่ ค่าตอบแทนดังกล่าวเป็นการคิดโดยประโยชน์สูงสุดของโจทก์ โจทก์ตกลงจ่ายเป็นจำนวนคงที่เป็นระยะเวลา 6 ปีแรกของสัญญา เพราะโจทก์ก่อตั้งบริษัทใหม่ ช่วงนั้นมีเนื้อหาของงานและปริมาณของการบริการมาก เมื่อโจทก์ประกอบธุรกิจไประยะหนึ่ง งานต่าง ๆ จะลดลง จะเหลือเพียงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาถังสารเคมีเท่านั้น ดังนั้น การกำหนดค่าตอบแทนคงที่ในตอนต้นจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์สูงสุดในทางการเงิน เพราะว่าแม้โจทก์ใช้บริการจากบริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด มากเท่าใดก็ตาม ก็ยังคงจ่ายค่าตอบแทนตามอัตราที่กำหนดในสัญญาเป็นจำนวนคงที่ โดยที่ก่อนทำสัญญากับบริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด ได้มีการเปรียบเทียบราคากับบริษัทอื่น ๆ ปรากฏว่าค่าตอบแทนของบริษัทแพ็คแท้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี.จำกัด ต่ำกว่าบริษัทอื่น ประกอบกับนายวิม ซึ่งเกี่ยวพันเป็นผู้ให้บริการเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ค่าตอบแทนที่เรียกเก็บจากบริษัทโจทก์กับเรียกเก็บจากบริษัทอื่นอยู่ในระดับเดียวกัน จำเลยไม่นำสืบให้เห็นเป็นอื่น เพียงแต่เปรียบเทียบค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องจ่ายตามสัญญาให้สิทธิมีเพียงร้อยละ 0.5 ของรายได้ หากจำเลยเห็นว่าหากมีการจ่ายค่าบริการสูงกว่าปกติโดยเป็นการจ่ายค่าสิทธิแฝงอยู่ด้วย ก็น่าจะดำเนินการขอข้อมูลจากฝ่ายจัดเก็บภาษีของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ตามข้อ 26 ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนข้อสนเทศ แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อน ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุนมาเป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบภาษี พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำส่งภาษีเงินได้ในส่วนของค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องชำระเป็นจำนวนคงที่ (Monthly Flat Fee) โดยอ้างว่าเป็นค่าตอบแทนค่าสิทธิที่แฝงอยู่ในค่าบริการที่จ่ายตามสัญญาบริการในต่างประเทศ จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ตส.1005300/2/100225 ถึงเลขที่ ตส.1005300/2/100226 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2544 และเลขที่ ตส.1005300/2/00235 ลงวันที่ 28 กันยายน 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.2)/74/2547 เลขที่ สภ.1(อธ.2)/75/2547 และเลขที่ สภ.1 (อธ.2)/76/2547 ลงวันที่ 27 เมษายน 2547 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยแท้งค์เทอร์มินัล จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13973/2555
#528552
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่มีลักษณะเป็นแต่เพียงการแบ่งบรรจุอย่างเช่นการนำเมทแอมเฟตามีนไปแบ่งย่อย หรือแยกจำนวนเพื่อบรรจุใส่ลงในหลอดกาแฟ ลักษณะของการกระทำความผิดดังกล่าว แม้จะถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ทำให้ยาเสพติดให้โทษแพร่ระบาดได้ง่ายยิ่งขึ้นและนับว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมอีกลักษณะหนึ่งก็ตาม แต่ความร้ายแรงของการกระทำความผิดเช่นว่านี้ก็ไม่อาจเทียบเท่าได้กับการกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยสภาพ กฎหมายจึงบัญญัติบทกำหนดโทษสำหรับการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุไว้เป็นกรณีเฉพาะตาม มาตรา 65 วรรคสาม และวรรคสี่ อันเป็นการกำหนดโทษเป็นสัดส่วนตามสภาพความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมและลักษณะความร้ายแรงของการกระทำความผิด

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีน 3 หลอด หลอดละ 10 เม็ด แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยแบ่งบรรจุมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีน้ำหนักสุทธิเท่าใด และมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า การที่จำเลยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ใส่หลอดกาแฟเป็นการทำขึ้นซึ่งโดยปกติสำหรับการใช้เสพหนึ่งครั้ง จึงไม่อาจเข้าใจได้ว่าเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ที่บรรจุในหลอดกาแฟหนึ่งหลอดดังกล่าวเป็น "หน่วยการใช้" ตามความหมายของมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า การที่จำเลยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด จำนวน 3 หลอด เป็นการผลิตโดยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณ 30 หน่วยการใช้ อันจะถือว่าจำเลยได้ผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุจำนวนหน่วยการใช้เกินปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสาม และเมื่อได้ความว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่มีลักษณะการบรรจุอย่างเดียวกันกับที่แบ่งบรรจุให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 65 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 65, 66, 100/1 และ 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 ริบของกลาง และคืนธนบัตรของกลางจำนวน 2,300 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 65 วรรคสอง มาตรา 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบมาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 4 ปี ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 600,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง และคืนธนบัตรจำนวน 2,300 บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และปรับ 600,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 5 ปี และปรับ 300,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 7 ปี และปรับ 300,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 219 เม็ด น้ำหนัก 19.71 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6.207 กรัม หลอดกาแฟ สก็อตซ์เทป และกรรไกรเป็นของกลาง จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 2,300 บาท โดยจำเลยได้แบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่หลอดกาแฟไว้จำนวน 3 หลอด หลอดละ 10 เม็ด และรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวเป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พฤติการณ์ที่จำเลยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่หลอดกาแฟเป็นพฤติการณ์ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม อันเป็นบ่อเกิดแห่งยาเสพติดให้โทษและทำให้ยาเสพติดให้โทษแพร่หลาย ยากแก่การที่จะปราบปรามให้หมดสิ้นเฉกเช่นเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป และสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ถือว่าจำเลยกระทำความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 แล้วนั้น ในข้อนี้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติคำจำกัดความของคำว่า "ผลิต" ว่าให้หมายความถึง "เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุด้วย" ศาลฎีกาเห็นว่า แม้กฎหมายจะบัญญัติว่าการผลิตให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วยก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงอัตราโทษในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 ที่ได้มีการแก้ไขโดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ซึ่งมีเหตุผลในการบัญญัติแก้ไขว่าเพื่อปรับปรุงบทกำหนดโทษให้ลดหลั่นกันตามความร้ายแรงของการกระทำความผิดแล้ว จึงทำให้เห็นได้ว่าการกำหนดอัตราโทษในความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 นั้น นอกจากกฎหมายจะคำนึงถึงความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมแล้ว กฎหมายยังคำนึงถึงความร้ายแรงของลักษณะของการกระทำความผิดประกอบด้วย โดยกำหนดให้การกระทำที่เป็นการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยสภาพ อันมีลักษณะเห็นชัดเจนว่าเป็นการก่อให้เกิด ประสมหรือประกอบ หรือแปรลักษณะทางวัตถุให้เกิดมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ขึ้น อย่างการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษ กฎหมายจึงต้องกำหนดอัตราโทษสูงตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ผู้ใดผลิต นำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 15 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท และวรรคสองบัญญัติว่าถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต ขณะที่การกระทำที่มีลักษณะเป็นแต่เพียงการแบ่งบรรจุอย่างเช่น การนำเมทแอมเฟตามีนไปแบ่งย่อยหรือแยกจำนวนเพื่อบรรจุใส่ลงในหลอดกาแฟ ซึ่งลักษณะของการกระทำความผิดดังกล่าวแม้จะถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ทำให้ยาเสพติดให้โทษแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้นและนับว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมอีกลักษณะหนึ่งก็ตาม แต่ความร้ายแรงของการกระทำความผิดเช่นว่านี้ก็ไม่อาจเทียบเท่าได้กับการกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยสภาพ กฎหมายจึงบัญญัติบทกำหนดโทษสำหรับการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุไว้เป็นกรณีเฉพาะตามมาตรา 65 วรรคสาม ความว่า ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการผลิตโดยการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุ และมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีจำนวนหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และบัญญัติวรรคสี่ว่า ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสาม เป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท อันแสดงให้เห็นว่ากฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเป็นสัดส่วนตามสภาพความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมและลักษณะความร้ายแรงของการกระทำความผิด สำหรับคดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยทำการแบ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุใส่หลอดกาแฟไว้เพื่อสะดวกแก่การจัดจำหน่าย โดยแบ่งบรรจุเสร็จแล้วจำนวน 3 หลอด หลอดละ 10 เม็ด ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 219 เม็ด ซึ่งจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแบ่งใส่หลอดกาแฟซึ่งตัดเป็นท่อน จำนวนหลอดละ 10 เม็ด เพื่อจำหน่าย โดยมิได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยแบ่งบรรจุนั้นมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ หรือมีน้ำหนักสุทธิเท่าใด และไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าการที่จำเลยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ใส่หลอดกาแฟแต่ละหลอดนั้นเป็นการทำขึ้นซึ่งโดยปกติสำหรับการใช้เสพหนึ่งครั้ง จึงไม่อาจเข้าใจได้ว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด ที่บรรจุในหลอดกาแฟต่อหนึ่งหลอดดังกล่าวเป็น "หน่วยการใช้" ตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติให้หมายความว่า เม็ด ซอง ขวด หรือหน่วยอย่างอื่นที่ทำขึ้นซึ่งโดยปกติสำหรับการใช้เสพหนึ่งครั้ง ตามบทนิยามดังกล่าว คำว่า หน่วยการใช้ ย่อมหมายถึงปริมาณยาเสพติดให้โทษในรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันไปหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างทำขึ้นโดยปกติสำหรับการใช้เสพหนึ่งครั้ง กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า การที่จำเลยแบ่งเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10 เม็ด บรรจุใส่หลอดกาแฟ จำนวน 3 หลอด เป็นการผลิตโดยการแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนมีปริมาณ 30 หน่วยการใช้ อันจะถือว่าจำเลยได้ผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุจำนวนหน่วยการใช้เกินปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยการแบ่งบรรจุมีจำนวนหน่วยการใช้ไม่เกินปริมาณที่กำหนดตามมาตรา 15 วรรคสาม ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสาม และเมื่อได้ความว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่มีลักษณะการบรรจุอย่างเดียวกันกับที่แบ่งบรรจุให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 65 วรรคสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยผลิตโดยการแบ่งบรรจุเป็นเมทแอมเฟตามีนส่วนหนึ่งที่จำเลยเจตนามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยโดยกำหนดว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 แต่มิได้ระบุว่าหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับมีกำหนดระยะเวลาเท่าใด และศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้แก้ไขในส่วนนี้ เช่นนี้ จะกักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี ไม่ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสี่ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ประกอบมาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี และปรับ 600,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และปรับ 300,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุก 2 ปี ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว เป็นจำคุก 7 ปี และปรับ 300,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 65 วรรคสาม ม. 65 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายวงศ์หรือวงษ์ สิทธิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายธีรพงศ์ ฟักเงิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธีรวัฒน์ วิสุทธิภักดี
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
สมชาย สินเกษม
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13956/2555
#528568
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลล่างทั้งสองก็มีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศยึดบ้านโจทก์ที่ 2 ทั้งที่โจทก์ที่ 2 มิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ ภายในกำหนด 1 ปี นับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศยึดทรัพย์โจทก์ที่ 2 วันที่ 7 กรกฎาคม 2547 โดยประกาศดังกล่าวระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีที่ขอให้ยึดทรัพย์ไว้โดยชัดแจ้ง โจทก์ที่ 2 จึงควรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2547 แล้ว โจทก์ที่ 2 มาฟ้องคดีนี้วันที่ 10 มกราคม 2550 จึงเกินกำหนด 1 ปี คดีโจทก์ที่ 2 จึงขาดอายุความ การที่โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขัดทรัพย์และศาลมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ไม่เป็นเหตุให้อายุความละเมิดสะดุดหยุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 31,250 บาท และร่วมกันหรือแทนกันใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 กับใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 2 ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นประการแรกว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้หรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศยึดบ้านของโจทก์ที่ 2 ทั้งที่โจทก์ที่ 2 มิได้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนที่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการร้องขัดทรัพย์แทนโจทก์ที่ 2 นั้น ก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 หามีผลทำให้จำเลยที่ 1 พ้นจากความรับผิดไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศยึดบ้านเลขที่ 221 ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 5204 เมื่อโจทก์ที่ 2 เห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 เพราะโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 221 และต้องการฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน โจทก์ที่ 2 จึงต้องฟ้องภายในกำหนด 1 ปี นับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศยึดทรัพย์ของโจทก์ที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ซึ่งตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ได้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีที่ขอให้ยึดทรัพย์ไว้โดยชัดแจ้ง โจทก์ที่ 2 จึงควรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2547 โจทก์ที่ 2 มาฟ้องคดีนี้วันที่ 10 มกราคม 2550 จึงเกินกำหนด 1 ปี แล้ว คดีโจทก์ที่ 2 จึงขาดอายุความตามมาตรา 448 การที่โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขัดทรัพย์และศาลมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ไม่เป็นเหตุให้อายุความละเมิดสะดุดหยุดลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 โดยมิได้วินิจฉัยถึงค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 และค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 420 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฐิติรัตน์ รักษ์ใจตรง กับพวก
จำเลย — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายจิรศักดิ์ ศิริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13955/2555
#528494
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน ค. ในการขายรถยนต์พิพาท โจทก์ก็นำสืบเรื่องดังกล่าวได้เพราะเป็นการสืบข้อเท็จจริงในรายละเอียด เนื่องจากในการติดต่อทำสัญญาซื้อขายกันอาจทำได้โดยตนเองหรือมีตัวแทนติดต่อทำสัญญาซื้อขายแทนกันก็ได้

ข้อความในสัญญาเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อผ่อนชำระราคาได้ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทย่อมโอนไปยังผู้ซื้อทันทีแม้ยังไม่ได้จดทะเบียนรถยนต์พิพาทเป็นชื่อของโจทก์ก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทเป็นการไม่ชอบ โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งแสดงให้รถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ต่อกรมการขนส่งทางบก และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันกระทำการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงต่อกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ พร้อมทั้งส่งมอบสมุดคู่มือรายการจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่กระทำการหรือกระทำการไม่ได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่ารถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งมอบคืนได้ให้ชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 270,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนรถยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ พร้อมทั้งส่งมอบสมุดคู่มือรายการจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าว หากไม่กระทำการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีให้แก่จำเลยที่ 2 หากโจทก์ไม่สามารถส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ ให้โจทก์ชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 170,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีนายวสันต์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า พยานนำรถยนต์พิพาทมาขายให้นายคมกฤตโดยส่งมอบรถยนต์พิพาทและคู่มือจดทะเบียนรถพร้อมเอกสารการโอนทางทะเบียนซึ่งนางณัฐธิดาลงลายมือชื่อช่องผู้โอนมอบให้นายคมกฤต โดยมีสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทลงวันที่ 30 สิงหาคม 2547 ระบุชื่อนายคมกฤตเป็นผู้ซื้อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่านางณัฐธิดาขายรถยนต์พิพาทให้นายคมกฤต ดังนั้น นายคมกฤตจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ นอกจากนี้โจทก์เบิกความยืนยันว่าในวันที่ 9 กรกฎาคม 2548 โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นร้านขายรถมือสองของนายคมกฤต และนายคมกฤตเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับเงินค่าซื้อรถยนต์พิพาทด้วยตนเอง หลังจากโจทก์ชำระราคารถยนต์พิพาทครบถ้วนแล้ว โจทก์ได้ติดตามให้นายคมกฤตโอนทางทะเบียนเป็นชื่อโจทก์ตลอดมา โดยโจทก์มีนางสาวนภาภรณ์ ภริยานายคมกฤตเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์เคยโทรศัพท์แจ้งต่อพยานว่า โจทก์ได้ซื้อรถยนต์จากนายคมกฤตและติดตามให้นายคมกฤตจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ และพยานเคยสอบถามนายคมกฤตแล้ว นายคมกฤตแจ้งว่ากำลังตามหาเอกสารชุดโอนทางทะเบียนอยู่ แต่ปัจจุบันนายคมกฤตเสียชีวิตแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่ารถยนต์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยในวันที่ 3 กันยายน 2547 นายธมนันท์หรือปราโมทย์กู้เงินจากจำเลยที่ 2 และได้นำคู่มือจดทะเบียนรถพร้อมเอกสารการโอนทางทะเบียนจำนำเป็นประกันเงินกู้ไว้กับจำเลยที่ 2 ต่อมาประมาณเดือนเมษายน 2548 นายปราโมทย์ไม่ชำระหนี้เงินกู้จึงนำรถยนต์พิพาทตีใช้หนี้เงินกู้โดยนางณัฐธิดาเจ้าของรถยนต์ยินยอมนั้น จำเลยที่ 2 มีเพียงนางสาวกนกพร และนางสาวรุ่งรวี กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 เบิกความว่า นายปราโมทย์นำคู่มือจดทะเบียนรถพร้อมเอกสารการโอนทางทะเบียนมอบให้จำเลยที่ 2 ยึดไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ในวันที่ 3 กันยายน 2547 แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้นำนายปราโมทย์มาเบิกความยืนยันว่าได้ซื้อรถยนต์พิพาทหรือได้รับความยินยอมจากนายคมกฤตอันแสดงถึงสิทธิที่จะนำรถยนต์พิพาทไปตีใช้หนี้เงินกู้แก่จำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า รถยนต์พิพาทจอดในร้านขายรถมือสองของนายคมกฤตเพื่อขายต่อหลายเดือนแล้วและโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากร้านขายรถมือสองของนายคมกฤต ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่านายปราโมทย์นำรถยนต์พิพาทตีใช้หนี้เงินกู้แล้วก่อนวันที่ 9 กรกฎาคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทนั้น จำเลยที่ 2 มีเพียงนางสาวกนกพรและนางสาวรุ่งระวีเบิกความลอย ๆ ว่า นายปราโมทย์นำรถยนต์พิพาทตีใช้หนี้เงินกู้แก่จำเลยที่ 2 ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการด้านการเงินแต่กลับได้ความว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งเปลี่ยนแปลงชื่อในคู่มือจดทะเบียนรถมาเป็นจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า นายปราโมทย์ยินยอมให้นำรถยนต์พิพาทมาตีใช้หนี้จำเลยที่ 2 แล้วถึง 1 ปีเศษ และเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากนายคมกฤตแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า รถยนต์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายคมกฤตในวันที่โจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายกับนายคมกฤต แม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนนายคมกฤตในการขายรถพิพาท โจทก์ก็นำสืบเรื่องดังกล่าวได้เพราะเป็นการสืบข้อเท็จจริงในรายละเอียด เนื่องจากในการติดต่อทำสัญญาซื้อขายกันอาจทำได้โดยตนเองหรือมีตัวแทนติดต่อทำสัญญาซื้อขายแทนกันก็ได้ และตามสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท ระบุว่าโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทราคา 270,000 บาท วางเงินมัดจำไว้ 5,000 บาท ค้างชำระเป็นเงิน 265,000 บาท นำมาชำระในวันที่ 15 กันยายน 2548 หากผู้ซื้อไม่นำเงินมาชำระให้ตามกำหนด ผู้ซื้อยินยอมให้ผู้ขายริบเงินมัดจำทั้งหมด และยินยอมส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่ผู้ขายหรือตัวแทนในทันที เห็นได้ว่า ข้อความในสัญญาเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อผ่อนชำระราคาได้ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทย่อมโอนไปยังผู้ซื้อทันที แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนรถยนต์พิพาทเป็นชื่อของโจทก์ก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทเป็นการไม่ชอบ โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทตามฟ้องได้ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อในรถยนต์พิพาทให้โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าว เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทหมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนรถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอต่อกรมการขนส่งทางบกเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ ไม้เนื้อทอง
จำเลย — นายจารุวิทย์หรือวัชรา ลิมานนท์ดำรงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายภคเชษ มีพันลม
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา