คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4488 -ที่ 4490/2555
#554419
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 14 และที่ 15 ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในการประชุมของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ทั้งสามสำนวนในฐานะผู้ร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ โดยฟ้องต่อศาลตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 65 วรรคสอง แต่เนื่องจากคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 16 เป็นรายบุคคลก็เป็นการฟ้องในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 16 ก็เป็นการฟ้องในฐานะที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 16 เป็นกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า อันเป็นช่องทางที่กฎหมายให้สิทธิกระทำได้และโจทก์ก็ฟ้องคดีเพื่อให้คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าถูกเพิกถอนไปโดยคำพิพากษาของศาล ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 16 ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ารับผิดเป็นส่วนตัวแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 14 และที่ 15 จะไม่ได้เข้าร่วมประชุมในการประชุมของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแต่ก็ต้องถูกผูกพันตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในครั้งนั้น ย่อมไม่อาจกล่าวอ้างการที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมมาปฏิเสธอำนาจฟ้องของโจทก์ได้ ในส่วนของจำเลยที่ 1 กรมทรัพย์สินทางปัญญา มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.โอนอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของกรมทะเบียนการค้าฯ พ.ศ.2534 บัญญัติให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรไปเป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ การดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนและการเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมทรัพย์สินทางปัญญาจำเลยที่ 1 เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวทั้งหมด ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องกรมจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้แทนกรมจำเลยที่ 1 และเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าด้วยตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 95 จึงเท่ากับเป็นการฟ้องอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้เช่นกัน

นอกจากเครื่องหมายการค้าจะทำหน้าที่ระบุตัวสินค้าว่าเป็นสินค้าของผู้ผลิตรายใดและทำหน้าที่แยกแยะความแตกต่างของสินค้าที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ถูกต้องตามที่ต้องการแล้ว เครื่องหมายการค้ายังทำหน้าที่ควบคุมและรับรองคุณภาพของสินค้าในกรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้านั้นด้วย ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นไม่เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคในคุณภาพของสินค้า ซึ่งหน้าที่ของเครื่องหมายการค้าในการควบคุมและรับรองคุณภาพของสินค้านี้ปรากฏโดยนัยของมาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

การที่โจทก์ระบุในคำฟ้องและในคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายว่า รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีได้อนุญาตให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียวมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายซึ่งเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีกับสินค้าโสมเกาหลี โสมแดง และผลิตภัณฑ์โสมแดงย่อมแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่ารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีประสงค์จะควบคุมคุณภาพของสินค้าโสมเกาหลี โสมแดง และผลิตภัณฑ์โสมแดงด้วย จึงอนุญาตให้โจทก์ใช้เครื่องหมายราชการทั้งสามเครื่องหมายของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีกับสินค้าโสมเกาหลี โสมแดง และผลิตภัณฑ์โสมแดงที่โจทก์ผลิตออกจำหน่าย เครื่องหมายราชการทั้งสามเครื่องหมายของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีจึงมีลักษณะเป็นเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าโสมเกาหลี โสมแดง และผลิตภัณฑ์โสมแดงของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นรัฐต่างประเทศอยู่ด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค.75608 เลขที่ ค.116909 และเลขที่ ค.120027 เป็นเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าของรัฐต่างประเทศจึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นตามคำฟ้องและคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายดังกล่าวไม่ใช่การวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายอันจะเป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142

เครื่องหมายอักษรจีนคำว่า เป็นเครื่องหมายของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นผู้ใช้กับสินค้าโสมแดงกระป๋อง ถือได้ว่าเครื่องหมายคำว่า เป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลี แม้ต่อมารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีโดยกระทรวงการคลังได้ก่อตั้งโคเรีย โมโนโปลี คอร์ปอเรชัน เพื่อดำเนินกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าโสมแดงและผลิตภัณฑ์โสมแดงแทน โดยอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำว่า และภายหลังมีการปรับโครงสร้างของโคเรีย โมโนโปลี คอร์ปอเรชัน เป็นโคเรีย โทแบกโก แอนด์ จินเซ็ง คอร์ปอเรชัน และในที่สุดมีการก่อตั้งบริษัทโจทก์ให้ดำเนินกิจการนั้นและโจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำว่า ต่อไป การใช้เครื่องหมายการค้านี้ก็ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลี จึงถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำว่า ยังคงเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นรัฐต่างประเทศอยู่ และนอกจากนี้เครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าโสมเกาหลี โสมแดง และผลิตภัณฑ์โสมแดงของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นรัฐต่างประเทศด้วย สำหรับเครื่องหมาย และเครื่องหมาย ที่โคเรีย โทแบกโก แอนด์ จินเซ็ง คอร์ปอเรชัน เป็นผู้เริ่มนำมาใช้กับสินค้าโสมแดงและผลิตภัณฑ์โสมแดง ก็เป็นเครื่องหมายที่มีอักษรจีนคำว่า อันเป็นเครื่องหมายราชการและเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นรัฐต่างประเทศประกอบอยู่ด้วย โดยไม่ปรากฏว่าโคเรีย จินเซ็ง เซนเตอร์ ลิมิเต็ด ผู้ขอจดทะเบียนและผู้มีชื่อเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 332128 ทะเบียนเลขที่ ค.75608 และบริษัท ท. ผู้ขอจดทะเบียนและผู้มีชื่อเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้า ได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจหรือมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายนี้ให้มาจดทะเบียนในนามตนเองในประเทศไทยได้ เมื่อเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะเป็นเครื่องหมายราชการและเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าของรัฐต่างประเทศ และเป็นเครื่องหมายที่ประกอบด้วยเครื่องหมายราชการและเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าของรัฐต่างประเทศ จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (6) แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่มีคำสั่งไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยการฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เมื่อศาลเห็นว่ามีเหตุต้องเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับเครื่องหมายการค้านั้นตามมาตรา 61 (2) ศาลต้องพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นไปเสียทีเดียว ซึ่งมีผลให้การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวถูกเพิกถอนไปโดยคำพิพากษาของศาล ไม่ใช่พิพากษาให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นผู้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นอีก เรื่องนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค.75608 (คำขอเลขที่ 332128) เครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค.116909 (คำขอเลขที่ 386559) และเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค.120027 (คำขอเลขที่ 386560) เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 15/2556 ที่ 16/2546 และที่ 17/2546 กับให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้า (จำเลยที่ 2 ถึงที่ 16) มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค.75608 (คำขอเลขที่ 332128) เครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค.116909 (คำขอเลขที่ 386559) และเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค.120027 (คำขอเลขที่ 386560)

จำเลยทั้งสิบหกทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 332128 ทะเบียนเลขที่ ค.75608 ตามคำขอเลขที่ 386559 ทะเบียนเลขที่ ค.116909 และตามคำขอเลขที่ 386560 ทะเบียนเลขที่ ค.120027 เป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 15/2546 ที่ 16/2546 และที่ 17/2546 และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 16 เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 332128 ทะเบียนเลขที่ ค.75608 ตามคำขอเลขที่ 386559 ทะเบียนเลขที่ ค.116909 และตามคำขอเลขที่ 386560 ทะเบียนเลขที่ ค.120027 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบหกทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โคเรีย จินเซ็ง เซ็นเตอร์ ลิมิเต็ด นิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของเมืองฮ่องกง (ในขณะนั้น) ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรจีนภายในกรอบคำว่า อ่านว่า "เจี่ย-กัว-จัง" เพื่อใช้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 5 รายการสินค้า (1) อาหารสำหรับเด็กทารก (2) อาหารสำหรับผู้ป่วย (3) อาหารเสริมสำหรับใช้ในทางการแพทย์ (4) โสม (5) โสมสกัด (6) โสมผ่านกรรมวิธี (7) เครื่องดื่มสำหรับใช้ทางการแพทย์ (8) ขนมหวานที่มีส่วนผสมของโอสถใช้ในทางการแพทย์ (9) สมุนไพร (10) สมุนไพรสกัด (11) ยาควบคุมน้ำหนัก และ (12) ยาบำรุงกำลัง เป็นคำขอเลขที่ 332128 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าว เป็นเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.75608 บริษัทที.ที.เอ. เพอร์เฟคกรุ๊ป จำกัด ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 5 รายการสินค้า อาหารสำหรับผู้ป่วย อาหารเสริมสำหรับใช้ในทางการแพทย์และยาบำรุงกำลัง เป็นคำขอเลขที่ 386559 และเลขที่ 386560 ตามลำดับ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าว เป็นเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.116909 และเลขที่ ค.120027 ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำว่า อ่านว่า "เจี่ย-กัว-จัง" หรือ "จึง-กวน-จวง" เพื่อใช้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 5 ที่ 29 ที่ 30 ที่ 31 และที่ 32 ตามคำขอเลขที่ 453451 เลขที่ 453452 เลขที่ 453453 เลขที่ 453454 และเลขที่ 453455 และยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 5 ที่ 29 ที่ 30 ที่ 31 และที่ 32 ตามคำขอเลขที่ 453461 เลขที่ 453462 เลขที่ 453463 เลขที่ 453464 และเลขที่ 453465 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ทั้งสิบคำขอดังกล่าวโจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสิบคำขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยอ้างเหตุผลทำนองเดียวกันว่า ผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ใช่ผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว โจทก์อยู่ในระหว่างดำเนินการร้องขอให้มีการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ารอการพิจารณาและมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาของศาลเกี่ยวกับการร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ไปโดยไม่รอตามคำขอของโจทก์ และวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ทั้งสิบคำขอ โจทก์ยื่นคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 332128 ทะเบียนเลขที่ ค.75608 เครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 386559 ทะเบียนเลขที่ ค.116909 เครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 386560 ทะเบียนเลขที่ ค.120027 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาคำขอของโจทก์ทั้งสามคำขอโดยแยกพิจารณาแต่ละคำขอเป็น 2 ประเด็น ประเด็นที่ 1 โจทก์มีสิทธิยื่นคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามคำขอหรือไม่ ในประเด็นที่ 1 นี้ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติวินิจฉัยเช่นเดียวกันทั้งสามคำขอว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะยื่นคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามคำขอได้ ตามนัยมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และประเด็นที่ 2 เครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนในขณะที่จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (6) หรือไม่ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยปัญหาในประเด็นที่ 2 สำหรับเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 332128 ทะเบียนเลขที่ ค.75608 ใจความว่า ที่โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีที่ได้อนุญาตให้โจทก์แต่ผู้เดียวมีสิทธิในการใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น เมื่อพิจารณาหลักฐานที่โจทก์นำส่ง ได้แก่ สำเนาหนังสือรับรองที่มีข้อความว่าบริษัทโจทก์ (Korea Ginseng Corp.) เป็นบริษัทในเครือของ โคเรีย ที. แอนด์ จินเซ็ง คอร์ป. (Korea T.& Ginseng Corp.) ที่อยู่ในความดูแลของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเครื่องหมายการค้าอักษรจีน อ่านว่า เจี่ย กัว จัง รวมจำนวน 3 เครื่องหมาย ใช้กับสินค้าโสมแดงหรือผลิตภัณฑ์โสมแดงเป็นเครื่องหมายที่รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีได้เคยใช้มาก่อนตั้งแต่ก่อตั้งรัฐบาลในปี 2491 สำเนาประกาศนียบัตรรางวัลสินค้าชั้นนำของโลกของประเทศสาธารณรัฐเกาหลี สำเนาหนังสือความตกลงระหว่างโคเรีย โทแบกโก แอนด์ จินเซ็ง คอร์ป. (Korea Tobacco & Ginseng Corp.) กับบริษัทโจทก์ (Korea Ginseng Corp.) สำเนาหนังสือคู่มือการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ สำเนาหลักฐานการโฆษณาและการจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศ เป็นต้น หลักฐานที่โจทก์นำส่งดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานที่เป็นเอกสารรับรองจากรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีอันจะแสดงได้ว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนในขณะที่จดทะเบียนจึงไม่ใช่เครื่องหมายที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และไม่มีสาเหตุที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนตามมาตรา 61 (2) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 386559 ทะเบียนเลขที่ ค.116909 และตามคำขอเลขที่ 386560 ทะเบียนเลขที่ ค.120027 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยในประเด็นที่ 2 ใจความทำนองเดียวกันว่า ที่โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีที่ได้อนุญาตให้โจทก์แต่ผู้เดียวมีสิทธิการใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น เมื่อพิจารณาหลักฐานที่โจทก์นำส่ง ได้แก่ สำเนาหนังสือรับรองที่มีข้อความว่า บริษัทโจทก์ (Korea Ginseng Corp.) เป็นบริษัทในเครือของโคเรีย ที. แอนด์ จินเซ็ง คอร์ป. (Korea T. & Ginseng Corp.) ที่อยู่ในความดูแลของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเครื่องหมายการค้าอักษรจีน อ่านว่า เจี่ย กัว จัง รวมจำนวน 3 เครื่องหมาย ใช้กับสินค้าโสมแดงหรือผลิตภัณฑ์โสมแดง เป็นเครื่องหมายที่รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีได้เคยใช้มาก่อนตั้งแต่ก่อตั้งรัฐบาลในปี 2491 สำเนาประกาศนียบัตรรางวัลสินค้าชั้นนำของโลกของประเทศสาธารณรัฐเกาหลี สำเนาหนังสือความตกลงระหว่างโคเรีย โทแบกโก แอนด์ จินเซ็ง คอร์ป. (Korea Tobacco & Ginseng Corp.) กับ บริษัทโจทก์ (Korea Ginseng Corp.) สำเนาหนังสือคู่มือการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ สำเนาหลักฐานการโฆษณาและการจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศ เป็นต้น หลักฐานที่โจทก์นำส่งดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานที่เป็นเอกสารรับรองจากรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีอันจะแสดงได้ว่าเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ส่วนผู้ได้รับการจดทะเบียนได้นำส่งหลักฐาน เช่น สำเนาใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยา ชื่อยา "JUNGKWANJANG RED GINSENG TONIC" ที่ผลิตโดยโคเรีย ที. แอนด์ จินเซ็ง คอร์ป. โคเรีย เรด จินเซ็ง แพลนต์ (Korea T. & Ginseng Corp. Korea Red Ginseng Plant) และสถานที่ทำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักรคือ บริษัทที.ที.เอ เพอร์เฟคกรุ๊ป จำกัด (ผู้ได้รับการจดทะเบียน) สำเนาหนังสือรับรองการขายโดยเสรีของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประเทศสาธารณรัฐเกาหลีที่รับรองว่า ชื่อผลิตภัณฑ์ "JUNGKWANJANG RED GINSENG TONIC" และ "JUNGKANJANG ILPUM RED GINSENG TONIC" ที่ผลิตโดยโคเรีย ที. แอนด์ จินเซ็ง คอร์ป. โคเรีย เรด จินเซ็ง แพลนต์ (Korea T. & Ginseng Corp. Korea Red Ginseng Plant) สามารถขายได้โดยเสรี มิต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพระราชบัญญัติกองสุขาภิบาลอาหารของประเทศสาธารณรัฐเกาหลี เป็นต้น จากหลักฐานดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ เครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนในขณะที่จดทะเบียนจึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และไม่มีสาเหตุที่จะเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนตามมาตรา 61 (2) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงมีมติให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสามคำขอที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบหกทั้งสามสำนวนในประเด็นแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 14 และที่ 15 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสิบหกทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ว่า จำเลยเหล่านั้นไม่ได้มีการกระทำอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เพราะไม่ได้เข้าร่วมประชุมในการประชุมของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าครั้งที่ 11/2546 เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 14 และที่ 15 ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในการประชุมของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าครั้งดังกล่าว แต่คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ทั้งสามสำนวนในฐานะผู้ร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ โดยฟ้องต่อศาลตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 65 วรรคสอง แต่เนื่องจากคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 16 เป็นรายบุคคลก็เป็นการฟ้องในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 16 ก็เป็นการฟ้องในฐานะที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 16 เป็นกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า อันเป็นช่องทางที่กฎหมายให้สิทธิกระทำได้และโจทก์ก็ฟ้องคดีเพื่อให้คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าถูกเพิกถอนไปโดยคำพิพากษาของศาล ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 16 ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ารับผิดเป็นส่วนตัวแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 14 และที่ 15 จะไม่ได้เข้าร่วมประชุมในการประชุมของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแต่ก็ต้องถูกผูกพันตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในครั้งนั้น ย่อมไม่อาจกล่าวอ้างการที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมมาปฏิเสธอำนาจฟ้องของโจทก์ได้ ในส่วนของจำเลยที่ 1 กรมทรัพย์สินทางปัญญา เห็นว่า มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติโอนอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของกรมทะเบียนการค้า พ.ศ.2534 บัญญัติให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าและกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรไปเป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ การดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนและการเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมทรัพย์สินทางปัญญา จำเลยที่ 1 เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวทั้งหมด ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องกรมจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้แทนกรมจำเลยที่ 1 และเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าด้วย ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 95 จึงเท่ากับเป็นการฟ้องอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้เช่นกัน อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสิบหกทั้งสามสำนวนฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบหกทั้งสามสำนวนต่อไปว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 332128 ทะเบียนเลขที่ ค.75608 เครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 386559 ทะเบียนเลขที่ ค.116909 และเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 386560 ทะเบียนเลขที่ ค.120027 เป็นเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าของรัฐต่างประเทศเป็นการวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมาย อันเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบหรือไม่ ในปัญหานี้พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (6) บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ห้ามมิให้รับจดทะเบียน... (6)... เครื่องหมายราชการและเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าของรัฐต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ..." ปรากฏตามคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายที่โจทก์ยื่นต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่า เหตุในการขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายดังกล่าวโจทก์ระบุว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายนั้นเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งได้อนุญาตให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียวมีสิทธิในการใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย เครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายจึงมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และตามคำฟ้องคดีนี้โจทก์ก็อ้างเหตุในการขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายนั้นว่า โจทก์เป็นบริษัทที่อยู่ในความดูแลของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีมีวัตถุประสงค์ดำเนินการผลิตและจำหน่ายสินค้าโสมเกาหลีภายในประเทศและต่างประเทศโจทก์ได้รับอนุญาตแต่ผู้เดียวจากรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีให้มีสิทธิใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อใช้กับสินค้าโสมแดงและผลิตภัณฑ์โสมแดงในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย เครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีอันมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (6) ดังกล่าวเช่นเดียวกันกับที่โจทก์ระบุในคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมาย เห็นว่า นอกจากเครื่องหมายการค้าจะทำหน้าที่ระบุตัวสินค้าว่าเป็นสินค้าของผู้ผลิตรายใดและทำหน้าที่แยกแยะความแตกต่างของสินค้าที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ถูกต้องตามที่ต้องการแล้ว เครื่องหมายการค้ายังทำหน้าที่ควบคุมและรับรองคุณภาพของสินค้า ในกรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้านั้นด้วย ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นไม่เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคในคุณภาพของสินค้าซึ่งหน้าที่ของเครื่องหมายการค้าในการควบคุมและรับรองคุณภาพของสินค้านี้ปรากฏโดยนัยของมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งบัญญัติว่า

"เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วจะทำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าของตนสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดหรือบางอย่างก็ได้

สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าตามวรรคหนึ่ง ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน

การขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตดังกล่าวตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่คำขอจดทะเบียนนั้นอย่างน้อยต้องแสดงรายการดังต่อไปนี้

(1) เงื่อนไขหรือข้อกำหนดระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นและผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาต ที่จะทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นสามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าของผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ได้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง

(2) สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น"

ดังนี้ การที่โจทก์ระบุในคำฟ้องและในคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายว่า รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีได้อนุญาตให้โจทก์แต่เพียงผู้เดียวมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายซึ่งเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีกับสินค้าโสมเกาหลี โสมแดงและผลิตภัณฑ์โสมแดงย่อมแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่ารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีประสงค์จะควบคุมคุณภาพของสินค้าโสมเกาหลี โสมแดง และผลิตภัณฑ์โสมแดงด้วย จึงอนุญาตให้โจทก์ใช้เครื่องหมายราชการทั้งสามเครื่องหมายของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีกับสินค้าโสมเกาหลี โสมแดง และผลิตภัณฑ์โสมแดงที่โจทก์ผลิตออกจำหน่าย เครื่องหมายราชการทั้งสามเครื่องหมายของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีจึงมีลักษณะเป็นเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าโสมเกาหลี โสมแดง และผลิตภัณฑ์โสมแดงของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นรัฐต่างประเทศอยู่ด้วย ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าตามทะเบียน เครื่องหมายการค้าเลขที่ ค.75608 เลขที่ ค.116909 และเลขที่ ค.120027 เป็นเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าของรัฐต่างประเทศจึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นตามคำฟ้องและคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายไม่ใช่การวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายอันจะเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบหกทั้งสามสำนวนแต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสิบหกทั้งสามสำนวนฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบหกทั้งสามสำนวนในประเด็นสุดท้ายว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 332128 ทะเบียนเลขที่ ค.75608 เครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 386559 ทะเบียนเลขที่ ค.116909 และเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 386560 ทะเบียนเลขที่ ค.120027 เป็นเครื่องหมายราชการหรือเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าของรัฐต่างประเทศอันมีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า การจะรับฟังว่าเครื่องหมายใดเป็นเครื่องหมายราชการหรือเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพของสินค้าของรัฐต่างประเทศ ไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายใดกำหนดให้ต้องมีหนังสือรับรองของกระทรวงการต่างประเทศของประเทศนั้นมาแสดงเป็นพยานหลักฐานเท่านั้น จึงจะรับฟังได้ การวินิจฉัยข้อเท็จจริงในปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ศาลต้องพิจารณาว่าพยานหลักฐานต่างๆ ที่นำมาแสดงมีความน่าเชื่อถือและสมเหตุสมผลให้รับฟังได้หรือไม่เป็นสำคัญ ซึ่งเห็นได้ว่าทั้งบันทึกคำให้การของนายจุง พนักงานฝ่ายธุรกิจต่างประเทศของโจทก์พร้อมคำแปลเอกสารกับบันทึกคำให้การของนายซุน ข้าราชการแผนกความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสาธารณรัฐเกาหลีพร้อมคำแปลเอกสาร มีโนตารีปับลิกรับรองโดยเฉพาะอย่างยิ่งบันทึกคำให้การของนายซุน ข้าราชการแผนกความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบและรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ย่อมมีน้ำหนักให้รับฟังได้ยิ่งกว่าหนังสือรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งไม่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองแก่สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี บันทึกคำให้การของพยานทั้งสองตามพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยสรุปว่า รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีได้ก่อตั้งแผนกควบคุมดูแลโสมเพื่อผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าโสมแดงและผลิตภัณฑ์โสมแดงมาตั้งแต่ปี 2442 ต่อมาปี 2451 ได้โอนแผนกควบคุมดูแลโสมไปสังกัดสำนักงานจัดเก็บภาษี กระทรวงการคลัง ในปี 2483 แผนกควบคุมดูแลโสมเริ่มนำเครื่องหมายอักษรจีนคำว่า ไปใช้กับสินค้าโสมแดงบรรจุกระป๋อง ปี 2491 แผนกควบคุมดูแลโสมถูกโอนไปยังกรมผูกขาดสินค้า ปี 2494 กรมผูกขาดสินค้าได้รับการยกสถานะเป็นสำนักงานผูกขาดสินค้า ปี 2530 สำนักงานผูกขาดสินค้าถูกแปรรูปเป็นโคเรีย โมโนโปลี คอร์ปอเรชัน (Korea Monopoly Corporation) โดยกระทรวงการคลังแห่งสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด ปี 2532 โคเรีย โมโนโปลี คอร์ปอเรชัน ถูกปรับโครงสร้างเป็นโคเรีย โทแบกโก แอนด์ จินเซ็ง คอร์ปอเรชัน โดยกระทรวงการคลังแห่งสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดเช่นกันและในปี 2542 มีการก่อตั้งบริษัทโจทก์ขึ้นเพื่อรับโอนกิจการโสมและธุรกิจโสมแดงจากโคเรีย โทแบกโก แอนด์ จินเซ็ง คอร์ปอเรชัน และโจทก์ยังมีหนังสือรับรองของสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสาธารณรัฐเกาหลีที่ออกโดยอธิบดีหรือผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสาธารณรัฐเกาหลีที่รับรองข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน พยานหลักฐานของโจทก์เป็นเอกสารที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจำเลยทั้งสิบหกก็ไม่ได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานเหล่านี้ โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะหน่วยงานราชการย่อมสามารถติดต่อสอบถามจากสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นหน่วยงานราชการด้วยกันได้โดยไม่ยาก และจำเลยที่ 1 ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าหน่วยงานดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศสาธารณรัฐเกาหลีดังที่ปรากฏในเว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 ตามสิ่งที่พิมพ์ออกจากเว็บไซต์ แม้ว่าในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโจทก์จะมีหน้าที่เสนอพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้เป็นที่พอใจของคณะกรรมการ แต่เมื่อโจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้กับได้เสนอพยานหลักฐานต่างๆ เหล่านั้นต่อศาล จำเลยทั้งสิบหกก็สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสอบถามจากสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสาธารณรัฐเกาหลีหรือหน่วยงานราชการอื่นของสาธารณรัฐเกาหลีที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ เพื่อเป็นพยานหลักฐานในการนำมาหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แต่จำเลยทั้งสิบหกก็หาได้ดำเนินการเช่นนั้นไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบหก ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ กล่าวคือ เครื่องหมายอักษรจีนคำว่า เป็นเครื่องหมายของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นผู้ใช้กับสินค้าโสมแดงกระป๋อง ถือได้ว่าเครื่องหมายอักษรจีนคำว่า เป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลี แม้ต่อมารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีโดยกระทรวงการคลังได้ก่อตั้งโคเรีย โมโนโปลี คอร์ปอเรชัน เพื่อดำเนินกิจการผลิตและจำหน่ายสินค้าโสมแดงและผลิตภัณฑ์โสมแดงแทน โดยอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำว่า และภายหลังมีการปรับโครงสร้างของโคเรีย โมโนโปลี คอร์ปอเรชัน เป็นโคเรีย โทแบกโก แอนด์ จินเซ็ง คอร์ปอเรชัน และในที่สุดมีการก่อตั้งบริษัทโจทก์ให้ดำเนินการนั้นและโจทก์ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำว่า ต่อไป การใช้เครื่องหมายการค้านี้ก็ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลี จึงถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำว่า ยังคงเป็นเครื่องหมายราชการของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นรัฐต่างประเทศอยู่ และนอกจากนี้เครื่องหมายการค้าอักษรจีนคำดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าโสมเกาหลี โสมแดงและผลิตภัณฑ์โสมแดงของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นรัฐต่างประเทศด้วยดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น สำหรับเครื่องหมาย และเครื่องหมาย ที่โคเรีย โทแบกโก แอนด์ จินเซ็ง คอร์ปอเรชัน เป็นผู้เริ่มนำมาใช้กับสินค้าโสมแดงและผลิตภัณฑ์โสมแดง ก็เป็นเครื่องหมายที่มีอักษรจีนคำว่า อันเป็นเครื่องหมายราชการและเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าของรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลีซึ่งเป็นรัฐต่างประเทศประกอบอยู่ด้วย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโคเรีย จินเซ็ง เซนเตอร์ ลิมิเต็ด ผู้ขอจดทะเบียนและผู้มีชื่อเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 332128 ทะเบียนเลขที่ ค.75608 และบริษัท ที.ที.เอ. เพอร์เฟคกรุ๊ป จำกัด ผู้ขอจดทะเบียนและผู้มีชื่อเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 386559 ทะเบียนเลขที่ ค.116909 และเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 386560 ทะเบียนเลขที่ ค.120027 ได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจหรือมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายนี้ให้มาจดทะเบียนในนามตนเองในประเทศได้ เมื่อเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะเป็นเครื่องหมายราชการและเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าของรัฐต่างประเทศ และเป็นเครื่องหมายที่ประกอบด้วยเครื่องหมายราชการและเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพสินค้าของรัฐต่างประเทศ จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสามเครื่องหมายตามคำฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสิบหกทั้งสามสำนวนฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง โดยที่คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่มีคำสั่งไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยการฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เมื่อศาลเห็นว่ามีเหตุต้องเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับเครื่องหมายการค้านั้นตามมาตรา 61 เช่นในคดีนี้แล้ว ศาลต้องพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นไปเสียทีเดียว ซึ่งมีผลให้การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าถูกเพิกถอนไปโดยคำพิพากษาของศาล ไม่ใช่พิพากษาให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นผู้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นอีกดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามา เรื่องนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 332128 ทะเบียนเลขที่ ค.75608 เครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 386559 ทะเบียนเลขที่ ค.116909 และเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 386560 ทะเบียนเลขที่ ค.120027 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 142 (5) ม. 183
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 8 (6) ม. 61 ม. 65 วรรคสอง ม. 68 ม. 95
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
พ.ร.บ. โอนอำนาจหน้าที่และกิจการบริหารบางส่วนของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ และของกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการไปเป็นของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2535 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โคเรีย จินเซ็ง คอร์ป
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4487/2555
#521459
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาทที่จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ โดยบรรยายรายละเอียดของเช็คพิพาท และแนบสำเนาภาพถ่ายเช็คพิพาทและใบคืนเช็คมาท้ายฟ้อง พร้อมทั้งคำขอบังคับให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยมาครบถ้วน จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว

จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ เพื่อแลกเงินสดไปจากโจทก์ จำเลยยินยอมให้โจทก์ลงวันที่ออกเช็คได้เอง โจทก์จึงมีสิทธิลงวันที่ในเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับได้ เมื่อโจทก์ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2548 ในเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ อายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1002 จึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยในคดีนี้ในวันที่ 2 สิงหาคม 2548 คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายย่อมต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900, 914 ประกอบมาตรา 989

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน (วันที่ 12 กรกฎาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลจำนวนกึ่งหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาต้องวินิจฉัยในประเด็นแรกตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาทที่จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ โดยบรรยายรายละเอียดของเช็คพิพาท และแนบสำเนาภาพถ่ายเช็คพิพาทและใบคืนเช็คมาท้ายฟ้องพร้อมทั้งคำขอบังคับให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยมาครบถ้วน จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ มาแลกเงินสดไปจากโจทก์ตั้งแต่วันเวลาใด จำเลยได้รับเงินสดไปจากโจทก์จำนวนเท่าใด โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราเท่าใด ครบกำหนดชำระดอกเบี้ยเมื่อใด โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเมื่อใดนั้น ล้วนเป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ หาจำเป็นต้องกล่าวไว้ในฟ้องไม่ คำฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าเมื่อประมาณปี 2536 ถึง 2537 โจทก์และจำเลยได้ตั้งวงแชร์โดยมีจำเลยเป็นนายวงแชร์ ส่วนโจทก์เป็นลูกวงแชร์คนหนึ่ง ต่อมาในปี 2537 วงแชร์ล้มจำเลยได้ออกเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ ให้โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ค่าแชร์และไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายไว้ โดยจำเลยมิได้ยินยอมให้โจทก์ลงวันที่สั่งจ่ายได้เอง โจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 10 ปี นับจากวันที่วงแชร์ล้ม แต่โจทก์มาฟ้องคดีนี้เกินกว่า 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยมีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อแลกเงินสด โดยจำเลยยินยอมให้โจทก์ลงวันที่สั่งจ่ายเช็คพิพาทได้เองทั้ง 3 ฉบับ และนำไปเรียกเก็บเงินได้ ซึ่งโจทก์มีเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ มีลายมือชื่อของจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายมาเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ ทั้งจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าได้ออกเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ ให้โจทก์ เพื่อเป็นเพียงประกันหนี้ค่าแชร์เป็นข้อกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย เนื่องจากไม่มีพยานอื่นใดมาสนับสนุน พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ เพื่อแลกเงินสดไปจากโจทก์ และการที่จำเลยมอบเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ ให้โจทก์ไปโดยจำเลยไม่ลงวันที่ออกเช็คนั้น ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์ลงวันที่ออกเช็คได้เอง โจทก์จึงมีสิทธิลงวันที่ในเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ ได้ เมื่อโจทก์ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2548 ในเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 จึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบอายุความในวันที่ 11 กรกฎาคม 2549 เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยในคดีนี้ในวันที่ 2 สิงหาคม 2548 คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดตามเช็คหรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่าเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ เป็นเช็คที่จำเลยในฐานะนายวงแชร์ออกให้โจทก์ในฐานะลูกวงแชร์ เพื่อค้ำประกันวงแชร์ไม่ได้นำไปแลกเงินสดกับโจทก์ โจทก์ได้รับชำระหนี้จากลูกวงแชร์ครบถ้วนแล้ว เช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ จึงไม่มีมูลหนี้ต่อกันนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ ดังกล่าวไม่มีมูลหนี้ต่อกัน เป็นข้อนำสืบที่เลื่อนลอยดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้ว จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ เพื่อแลกเงินสดกับโจทก์ จึงเป็นการออกเช็คโดยมีมูลหนี้ต่อกัน เมื่อโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายย่อมต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900, 914 ประกอบมาตรา 989 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 914 ม. 989 ม. 1002
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสงค์ ศิริอาชารุ่งโรจน์
จำเลย — นางพิศมณฑ์ วงศ์สิลโชติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวพัฒนา ชูสอน
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4476/2555
#520477
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2723/2551 ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีดังกล่าวก่อนวันที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 ภายหลังที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับ จึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 คดีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์หรือเมื่อมีการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งอุทธรณ์หรือคำร้องเช่นว่านั้นพร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว" ดังนี้ เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2723/2551 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้ว ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถจักรยานยนต์ของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ 3809/2551 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 8 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ กับให้นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ 3809/2551 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 คดีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์หรือเมื่อมีการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งอุทธรณ์หรือคำร้องเช่นว่านั้นพร้อมสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยเร็ว" ดังนี้ เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 15 ม. 16
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายสุรศักดิ์หรือไก่ มาดปราง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวนงนภา กรธีระภัทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุนันท์ เลขบวรวงค์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4413/2555
#572077
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อความในบันทึกชำระค่าจองสิทธิการเช่าและสัญญาเช่าจะไม่ได้ระบุข้อความว่าจำเลยจะต้องจัดให้มีกิจการตามคำโฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลยให้ครบถ้วนเมื่อใดก็ตามแต่จำเลยก็ต้องผูกพันและมีหน้าที่ต้องจัดให้มีกิจการตามคำโฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลยตามเจตนาที่เสนอโดยประกาศโฆษณาไว้ต่อโจทก์ แผ่นโฆษณาแสดงภาพจำลองอาคารศูนย์การค้าของจำเลยนั้นถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วย เมื่อปรากฏว่าในวันเปิดศูนย์การค้าของจำเลย จำเลยยังดำเนินการจัดให้มีกิจการตามคำโฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลยไม่ครบถ้วนตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้ โดยไม่ปรากฏเหตุแห่งความล่าช้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจำเลย จำเลยจึงเป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญาดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย โดยโจทก์และจำเลยคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง

คำโฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำโฆษณา จำเลยจะอ้างว่าคำโฆษณาของจำเลยเป็นเพียงหนังสือเชิญชวนซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตไม่ได้ เพราะเป็นการเอาเปรียบโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญา และการมีโรงภาพยนตร์และกิจการตามที่จำเลยได้โฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลยย่อมทำให้มีบุคคลเข้ามาจับจ่ายใช้สอยที่ศูนย์การค้าของจำเลยมากขึ้น ทำให้โจทก์มีโอกาสที่จะขายสินค้าของโจทก์ได้มากขึ้นไปด้วย ไม่ใช่ไม่มีผลต่อกิจการของโจทก์ เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญาเช่าพื้นที่ศูนย์การค้า โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย โดยโจทก์และจำเลยคู่สัญญาจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าจองสิทธิการเช่าจำนวน 359,000 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่เวลาที่จำเลยได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 443,475.36 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 400,700 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 439,238.24 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 396,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของโครงการยูเนี่ยนมอลล์และจัดทำเอกสารโฆษณาโครงการ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 โจทก์ตกลงจองพื้นที่ภายในศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์ บริเวณชั้นเอฟ 4 ห้องเลขที่ 4 ดี - 11 โดยยินยอมชำระเงินค่าจองสิทธิการเช่าจำนวน 359,000 บาท ชำระเงินจำนวน 20,000 บาท ในวันจองพื้นที่ และจำนวน 50,000 บาท ในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลือผ่อนชำระ 10 งวด ทุกเดือน เป็นเงินตามจำนวนที่กำหนด งวดสุดท้ายชำระเดือนมีนาคม 2548 ตามเอกสารเงื่อนไขการผ่อนชำระ และใบเสร็จรับเงิน ต่อมาวันที่ 7 มกราคม 2549 โจทก์ทำสัญญาเช่าพื้นที่ภายในศูนย์การค้าดังกล่าวกับจำเลย มีข้อตกลงในสัญญาเช่าว่า พื้นที่ที่เช่า 6.68 ตารางเมตร โจทก์เช่าพื้นที่ดังกล่าวเพื่อประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าประเภทเสื้อผ้า มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี นับแต่วันที่ศูนย์การค้าเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ อัตราค่าเช่าเดือนละ 4,200 บาท ตามสัญญาเช่า โจทก์ชำระเงินค่าจองสิทธิการเช่าจำนวน 359,000 บาท ครบถ้วนแล้ว ภายหลังจำเลยส่งมอบพื้นที่แก่โจทก์ โจทก์เข้าทำการตกแต่งพื้นที่ที่เช่าจนเสร็จเรียบร้อย ศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์เริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2549 และเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2549 โจทก์ชำระค่าเช่าเดือนแรกจำนวน 4,200 บาท แล้วไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยอีก ต่อมาโจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 เมษายน 2549 บอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามคำโฆษณาภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ดำเนินการให้ถือว่าหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาตามหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับเอกสาร

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำโฆษณา มีผลทำให้โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คำโฆษณาไม่ได้เป็นสาระสำคัญที่ทำให้โจทก์ตัดสินใจเข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยเพราะเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงรายละเอียดให้ลูกค้าทราบว่าในอาคารศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์มีกี่ชั้น แต่ละชั้นกำหนดไว้ให้ประกอบการค้าประเภทใดบ้าง เพื่อให้เหมาะสมแก่การตลาด เพื่อให้ลูกค้าใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมประกอบการค้ากับจำเลยหรือไม่ จำเลยไม่ได้พรรณนาหรือรับรองว่าจำเลยจะดำเนินการตามโครงการดังกล่าวให้เสร็จในทันที จำเลยจึงไม่ต้องผูกพันตามแผ่นพับโฆษณา ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา เห็นว่า ในการโฆษณาให้เช่าพื้นที่ในศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์ของจำเลย จำเลยได้จัดทำภาพจำลองแผนผังร้านค้าในโครงการดังกล่าว โดยมีพนักงานฝ่ายขายของจำเลยได้ชี้แจงให้โจทก์ทราบว่า โครงการของจำเลยจะมีทางเดินเชื่อมจากอาคารศูนย์การค้าไปถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และภายในศูนย์การค้าจะจัดให้มีร้านค้าประเภทคอมพิวเตอร์ ศูนย์ประดับยนต์ โรงภาพยนตร์ สถานออกกำลังกาย ร้านคาราโอเกะ โบว์ลิ่ง โรงเรียนสอนภาษา ร้านอาหาร ภัตตาคารและร้านค้าชั้นนำเต็มพื้นที่ของโครงการ แสดงให้เห็นว่าในโครงการยูเนี่ยนมอลล์นั้นจำเลยมีเจตนาก่อสร้างทางเดินเชื่อมจากอาคารศูนย์การค้าไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน มีศูนย์คอมพิวเตอร์ ศูนย์ประดับยนต์ โรงภาพยนตร์ สถานออกกำลังกาย คาราโอเกะ โบว์ลิ่ง โรงเรียนสอนภาษา ร้านอาหาร ภัตตาคาร และร้านค้าชั้นนำในพื้นที่โครงการ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเข้าจองสิทธิและทำสัญญาเช่าพื้นที่ภายในศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์ในโครงการดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะเป็นการที่จำเลยประกาศโฆษณาอันมีผลทำให้โจทก์เข้าจองสิทธิและทำสัญญาเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าของจำเลย การที่โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าของจำเลยและขอเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้วคืน ก็เพราะจำเลยไม่ดำเนินการจัดให้มีศูนย์ประดับยนต์ โรงภาพยนตร์ สถานออกกำลังกาย คาราโอเกะ โบว์ลิ่ง โรงเรียนสอนภาษา ภัตตาคาร และร้านค้าชั้นนำในพื้นที่ศูนย์การค้าตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้ จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าเกิดจากเจตนาของจำเลยที่เสนอจะจัดให้มีศูนย์คอมพิวเตอร์ ศูนย์ประดับยนต์ โรงภาพยนตร์ สถานออกกำลังกาย คาราโอเกะ โบว์ลิ่ง โรงเรียนสอนภาษา ภัตตาคาร และร้านค้าชั้นนำในพื้นที่ศูนย์การค้าตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้ และโจทก์แสดงเจตนาสนองรับเข้าทำสัญญาเช่าดังกล่าวก็เพราะเชื่อตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้ดังกล่าวซึ่งจะทำให้ศูนย์การค้าดังกล่าวเป็นศูนย์การค้าที่ทันสมัย มีผู้คนไปจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก ทำให้โจทก์มีโอกาสที่จะจำหน่ายสินค้าของโจทก์ได้มากขึ้น คุ้มค่ากับการลงทุนเช่าพื้นที่ ดังนี้ แม้ข้อความในบันทึกชำระค่าจองสิทธิการเช่าและสัญญาเช่าจะไม่ได้ระบุข้อความว่าจำเลยจะต้องจัดให้มีกิจการตามคำโฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลยให้ครบถ้วนเมื่อใดก็ตามแต่จำเลยก็ต้องผูกพันและมีหน้าที่ต้องจัดให้มีกิจการตามคำโฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลยตามเจตนาที่เสนอโดยประกาศโฆษณาไว้ต่อโจทก์ แผ่นโฆษณาแสดงภาพจำลองอาคารศูนย์การค้าของจำเลยนั้นถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยด้วย เมื่อปรากฏว่าในวันเปิดศูนย์การค้าของจำเลย จำเลยยังดำเนินการจัดให้มีกิจการตามคำโฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลยไม่ครบถ้วนตามที่จำเลยได้โฆษณาไว้ โดยไม่ปรากฏเหตุแห่งความล่าช้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจำเลย จำเลยจึงเป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญาดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย โดยโจทก์และจำเลยคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า คำโฆษณาของจำเลยเป็นเพียงหนังสือเชิญชวนที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามเพราะไม่มีผลต่อกิจการของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า คำโฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำโฆษณา จำเลยจะอ้างว่าคำโฆษณาของจำเลยเป็นเพียงหนังสือเชิญชวนซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตไม่ได้ เพราะเป็นการเอาเปรียบโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์จะขายสินค้าได้มากน้อยเพียงใดไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีโรงภาพยนตร์ เพราะการมีโรงภาพยนตร์แล้วมีบุคคลเข้ามาซื้อของมาก หรือไม่มีโรงภาพยนตร์แล้วมีบุคคลเข้ามาซื้อของมาก เป็นสิ่งที่โจทก์และจำเลยไม่อาจคาดหมายได้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะซื้อของมากน้อยเพียงใด เป็นสิ่งนอกเหนือที่จำเลยไม่อาจบังคับให้บุคคลที่เข้ามาในศูนย์การค้าของจำเลยซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าของโจทก์หากว่ามีหรือไม่มีโรงภาพยนตร์ตามที่โฆษณานั้น เห็นว่า การมีโรงภาพยนตร์และกิจการตามที่จำเลยได้โฆษณาในศูนย์การค้าของจำเลยย่อมทำให้มีบุคคลเข้ามาจับจ่ายใช้สอยที่ศูนย์การค้าของจำเลยมากขึ้น ทำให้โจทก์มีโอกาสที่จะขายสินค้าของโจทก์ได้มากขึ้นไปด้วย ไม่ใช่ไม่มีผลต่อกิจการของโจทก์ดังที่จำเลยฎีกาโต้เถียงมา ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 420,072.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 377,750 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประกอบหรือนพวรรธน์ โสระพันธ์
จำเลย — บริษัทสยามจตุจักร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนรินทร์ เนื่องจำนงค์
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิคม อินทุภูติ
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4399 -ที่ 4400/2555
#521567
เปิดฉบับเต็ม

คนร้ายได้เคลื่อนย้ายกล่องกระดาษจากบริเวณที่ผู้เสียหายเก็บไว้ในโกดังขึ้นรถบรรทุกหกล้อ แต่รถบรรทุกหกล้อยังอยู่ภายในโรงงานของผู้เสียหายซึ่งมีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลอยู่ด้วย ทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่ยินยอมให้ บ. นำกล่องกระดาษออกไป จึงถือว่าการแย่งกรรมสิทธิ์ในกล่องกระดาษของ บ. ยังไม่สมบูรณ์ ขั้นตอนการลักทรัพย์ของ บ. ยังกระทำไม่แล้วเสร็จ การนำรถบรรทุกดังกล่าวออกไปจากโรงงานผู้เสียหายเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องเกี่ยวพันกับการลักทรัพย์ พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองเข้าไปพูดกับพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทผู้เสียหายบริเวณประตูทางออกเพื่อให้ บ. นำรถบรรทุกกล่องกระดาษของผู้เสียหาย ถือเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในขณะที่ บ. ลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แต่เมื่อ บ. ไม่สามารถนำกล่องกระดาษออกไปได้ การกระทำของ บ. จึงเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 93,. 335, 336 ทวิ เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งและนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 428/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 86 จำคุกคนละ 2 ปี ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 428/2548 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวไม่ปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ ให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนนายบีในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โจทก์มีนายชาติ และนายภูไทย์ พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งทำงานดูแลรักษาความปลอดภัยภายในโรงงานของผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุเบิกความสอดคล้องทำนองเดียวกันว่า ขณะที่นายบีขับรถบรรทุกหกล้อบรรทุกกล่องกระดาษทั้งเก่าและใหม่ของผู้เสียหายผ่านมาทางประตูป้อมยามเพื่อจะออกจากโรงงานของผู้เสียหาย พยานโจทก์ทั้งสองตรวจพบและนายบีไม่มีใบอนุญาตให้นำสิ่งของหรือสินค้าออกจากโรงงานของผู้เสียหายจึงกักรถไว้ จำเลยทั้งสองมาที่ป้อมยามแล้วบอกพยานโจทก์ทั้งสองว่ากระดาษเป็นของที่ไม่ใช้แล้วให้นายบีนำออกไปได้ ส่วนเอกสารใบอนุญาตให้นำสิ่งของผ่านออกจากบริษัทจะนำมาให้ภายหลัง และโจทก์ยังมีนางจริยา ขณะเกิดเหตุทำงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบุคคลมีหน้าที่ดูแลฝ่ายบุคคล ธุรการและความปลอดภัยของผู้เสียหายเบิกความว่า ครั้งแรกนายภูไทย์โทรศัพท์แจ้งบริษัทอินเตอร์การ์ด กรุ๊ฟ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ผู้เสียหายจ้างมาดูแลรักษาความปลอดภัย จากนั้นนายกฤตซึ่งเป็นพนักงานบริษัทอินเตอร์การ์ด กรุ๊ฟ จำกัด โทรศัพท์มาแจ้งพยาน พยานจึงแจ้งให้พนักงานรักษาความปลอดภัยนำสินค้าไปวางไว้ที่เดิมและให้ปล่อยรถยนต์ของบริษัทยูนิคแพ็คเกจจิ้ง (1993) จำกัด ออกไปก่อน รวมทั้งคนขับรถด้วย นายกฤตได้โทรศัพท์คุยกับพยาน และจำเลยที่ 2 ขอพูดคุยกับพยานว่ากล่องดังกล่าวเป็นของเสียของใช้ไม่ได้ บริษัทไม่เอาแล้วให้รถขนออกไปได้ พยานแจ้งว่าหากจะขนของออกจากบริษัทต้องมีใบผ่านแม้ว่าสินค้าที่ไม่ใช้แล้วเนื่องจากขายได้ ขณะนั้นพยานทราบจากรายงานของพนักงานรักษาความปลอดภัยแล้วว่ามีกล่องกระดาษใหม่อยู่ภายในรถ พยานโจทก์ทั้งสามปาก ทั้งนายชาติ นายภูไทย์ นางจริยาเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองสอดคล้องตรงกันเป็นไปตามลำดับขั้นตอน จำเลยทั้งสองทำงานเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย ซึ่งพยานโจทก์แต่ละปากเบิกความว่ารู้จักและเคยเห็นจำเลยทั้งสองทำงานอยู่ที่บริษัทผู้เสียหาย อีกทั้งไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ได้ความจากคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามปากตรงกันว่า หลังจากเกิดเหตุจำเลยทั้งสองไม่ได้มาทำงานที่โรงงานของผู้เสียหายอีก ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยที่ 2 ก็นำสืบว่า วันรุ่งขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุนางจริยาโทรศัพท์มาสอบถามเรื่องการที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ไปทำงาน และบอกจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้เสียหายทำให้จำเลยที่ 2 เกิดความกลัว เห็นว่า จำเลยทั้งสองขาดงานหรือไม่ไปทำงานในวันรุ่งขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุ ทั้งที่ผู้เสียหายได้มอบอำนาจให้นางจริยาไปร้องทุกข์ดำเนินคดี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2547 หลังเกิดเหตุแล้ว 2 วัน พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงส่อพิรุธแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดดังกล่าว พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองที่จำเลยที่ 1 นำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบทำนองว่าไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำความผิดของนายบีจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองเข้าไปพูดกับนายชาติและนายภูไทย์ซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทผู้เสียหายบริเวณประตูทางออกเพื่อให้นายบีนำรถซึ่งบรรทุกกล่องกระดาษของผู้เสียหายออกไปจากบริษัทผู้เสียหาย แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าคนร้ายได้เคลื่อนย้ายกล่องกระดาษจากบริเวณที่ผู้เสียหายเก็บไว้ในโกดังขึ้นรถบรรทุกหกล้อ แต่รถบรรทุกหกล้อยังคงอยู่ภายในโรงงานของผู้เสียหายซึ่งมีพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลอยู่ด้วย ทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่ยินยอมให้นายบีนำกล่องกระดาษออกไป จึงถือว่าการแย่งกรรมสิทธิ์ในกล่องกระดาษของนายบียังไม่สมบูรณ์ ขั้นตอนการลักทรัพย์ของนายบียังกระทำการไม่แล้วเสร็จ การนำรถบรรทุกหกล้อบรรทุกกล่องกระดาษออกจากบริษัทของผู้เสียหายเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องเกี่ยวพันกับการลักทรัพย์ ที่จำเลยทั้งสองพูดกับนายภูไทย์และนายชาติเพื่อให้นำรถบรรทุกหกล้อออกไปจากโรงงานผู้เสียหายจึงถือเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในขณะที่นายบีลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แต่เมื่อได้ความว่านายบีไม่สามารถนำกล่องกระดาษออกไปได้ การกระทำของนายบีจึงเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์กับนายบี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นการพิพากษาที่มิได้กล่าวไว้ในคำฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกับนายบีในลักทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้สนับสนุนนายบีในการกระทำความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ก็ไม่ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ และมิใช่ข้อแตกต่างดังกล่าวที่เป็นข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธโดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าได้หลงต่อสู้ ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองตามที่พิจารณาได้ความได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 80, 86 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายเวนิช ธีระพรพันธกิจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายธีระ กิ่งแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายน้ำเพชร ปานะถึก
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
สมควร วิเชียรวรรณ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4398/2555
#521437
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าในการปล้นทรัพย์ผู้กระทำผิดแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." แสดงให้เห็นเจตนาของกฎหมายว่ามุ่งเอาผิดแก่ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคน เพราะผู้กระทำอาจใช้อาวุธนั้นทำร้ายผู้เสียหายได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพวกของจำเลยมีอาวุธปืนไปด้วย แม้จำเลยจะรู้หรือไม่รู้ว่าพวกของจำเลยมีอาวุธปืนจำเลยก็ต้องมีความรับผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง

จำเลยกับพวกเดินทางมาที่เกิดเหตุโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ แม้หลังจากที่ผู้เสียหายใช้อาวุธปืนยิงจำเลย จำเลยกับพวกจะแยกย้ายกันหลบหนีโดยทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ในที่เกิดเหตุก็ตาม แต่การที่จำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์ที่มีการใช้สกอตเทปสีดำติดเปลี่ยนเลขทะเบียนรถอำพรางเลขทะเบียนที่แท้จริงเป็นยานพาหนะเดินทางมายังที่เกิดเหตุ แล้วเข้าไปพยายามปล้นทรัพย์ที่บ้านของผู้เสียหาย ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เดินทางมายังบ้านของผู้เสียหายเพื่อกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ และหากปล้นทรัพย์สำเร็จจำเลยกับพวกย่อมใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวพาทรัพย์นั้นไปจากที่เกิดเหตุ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 340, 340 ตรี, 80, 371, 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสองประกอบมาตรา 340 ตรี, 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ รู้ผิดชอบแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อให้พ้นการจับกุม จำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสิ้นมีกำหนด 10 ปี 16 เดือน ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 83 และมาตรา 371 ฐานร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ จำคุก 10 ปี และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรปรับ 90 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 90 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน และปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าในการปล้นทรัพย์ผู้กระทำผิดแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." แสดงให้เห็นเจตนาของกฎหมายว่ามุ่งเอาผิดแก่ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคน เพราะผู้กระทำอาจใช้อาวุธนั้นทำร้ายผู้เสียหายได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพวกของจำเลยมีอาวุธปืนไปด้วยแม้จำเลยจะรู้หรือไม่รู้ว่าพวกของจำเลยมีอาวุธปืนจำเลยก็ต้องมีความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

จำเลยกับพวกเดินทางมาที่เกิดเหตุโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ แม้หลังจากที่ผู้เสียหายใช้อาวุธปืนยิงจำเลย จำเลยกับพวกจะแยกย้ายกันหลบหนีโดยทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ในที่เกิดเหตุก็ตาม แต่การที่จำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์ที่มีการใช้สกอตเทปสีดำติดเปลี่ยนเลขทะเบียนรถอำพรางเลขทะเบียนที่แท้จริงเป็นยานพาหนะเดินทางมายังที่เกิดเหตุ แล้วเข้าไปพยายามปล้นทรัพย์ที่บ้านของผู้เสียหาย ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เดินทางมายังบ้านของผู้เสียหายเพื่อกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ และหากปล้นทรัพย์สำเร็จจำเลยกับพวกย่อมใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวพาทรัพย์นั้นไปจากที่เกิดเหตุ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพยายามปล้นทรัพย์ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 80, 83 ลงโทษจำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับความผิดฐานพาอาวุธปืนแล้วเป็นจำคุก 10 ปี และปรับ 60 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340 วรรคสอง ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายอิรฟาน บือแน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นางระวีวรรณ หงษ์ขจร โพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพูนศักดิ์ จงกลนี
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พิศล พิรุณ
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4314/2555
#521438
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 90 (5) เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกคุมขัง เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้อง แม้ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถูกคุมขังเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียและได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้อง มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ เนื่องจากไม่มีบทกฎหมายใดห้ามหรือจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ในกรณีนี้ไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและปล่อยตัวนายมานะ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90

โจทก์คัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 บัญญัติว่า "เมื่อมีการอ้างว่าบุคคลใดต้องถูกคุมขังในคดีอาญาหรือในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย บุคคลเหล่านี้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาขอให้ปล่อย คือ (1) ผู้ถูกคุมขังเอง...(5) สามี ภริยาหรือญาติของผู้นั้น หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง..." การที่นายโปร่ง ผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 90 (5) เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกคุมขัง เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้อง แม้นายโปร่งผู้ร้องไม่อุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถูกคุมขังเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียและได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้อง ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ เนื่องจากไม่มีบทกฎหมายใดห้ามหรือจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ในกรณีนี้ไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มิได้ใช้สิทธิร้องขอให้ปล่อยจึงหามีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้พิจารณาไต่สวนพยานผู้ร้องและโจทก์ผู้คัดค้านจนเสร็จสิ้นกระบวนความแล้วคงเหลือแต่การพิพากษาคดีในส่วนนี้ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 วรรคท้าย มีเจตนารมณ์ให้ศาลดำเนินการโดยด่วน จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาไปโดยไม่ย้อนสำนวน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และให้บังคับตามคำสั่งของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 90 ม. 90 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
ผู้ร้อง — นายโปร่ง ยอดวารี
จำเลย — นายมนัสหรือแป๊ะ ดาษดารี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายชุมพล บุษราตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุภัทร์ สุทธิมนัส
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4306/2555
#521475
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านขยายระยะเวลาบังคับคดีเนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาล ได้ทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้นขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดี เนื่องจากระยะเวลาการบังคับคดีใกล้จะครบกำหนดแล้ว รายงานดังกล่าวถือว่าเป็นเพียงรายงานเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ศาลที่เสนอต่อศาลว่า คดีนี้ใกล้จะครบระยะเวลาการบังคับคดีเท่านั้น ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ ภายในสำนวนและข้อเท็จจริงต่างๆ ที่จะปรากฏให้เห็นว่ามีเหตุผลใดที่จะต้องขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไป หากมีข้อเท็จจริงที่มีพฤติการณ์พิเศษ ศาลชั้นต้นก็สามารถอนุญาตให้ผู้คัดค้านขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปได้ ไม่จำเป็นต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามรายงานของเจ้าหน้าที่ศาลเท่านั้น

ผู้คัดค้านในฐานะหัวหน้าสำนักงานศาลยุติธรรมตามกฎหมายให้ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกัน ซึ่งมีการแก้ไขให้อำนาจผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในกรณีนี้เมื่อปี 2547 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 แต่ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายปัจจุบันก็ยังให้อำนาจพนักงานอัยการในการบังคับคดีแก่นายประกันที่ผิดสัญญาประกันตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498มาตรา 11 (8) ในคดีนี้ผู้ร้องทั้งสองผิดสัญญาประกันตั้งแต่ปี 2541 ไม่ปรากฏว่ามีการบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้งสองก่อนหน้านี้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นว่า เกิดจากการที่ผู้คัดค้านไม่เร่งรีบบังคับคดีหรือปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด แต่เหตุที่ไม่มีการบังคับคดีเนื่องจากผู้คัดค้านเพิ่งมีอำนาจตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ทั้งยังมีคดีทำนองเดียวกันที่ใกล้จะครบระยะเวลาการบังคับอีกจำนวนหลายร้อยคดี หากปล่อยให้เลยกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีก็จะเกิดความเสียหายต่อประโยชน์ราชการส่วนรวมได้ ดังนั้น พฤติการณ์ต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นย่อมถือมีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลชั้นต้นสามารถที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท มาตรา 13 ทวิ, 89 จำคุก 5 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างฎีกา โดยมีที่ดินมีโฉนดและสมุดเงินฝากของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหลักประกัน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต เมื่อครบกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาจำเลยไม่ได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดและผู้ร้องทั้งสองไม่นำตัวจำเลยมาส่งตามสัญญาประกัน วันที่ 3 มิถุนายน 2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายจับจำเลยและปรับผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้ประกันตามสัญญาประกันเป็นเงิน 600,000 บาท ในระหว่างการบังคับคดีตามสัญญาประกันโดยยังไม่ได้ออกคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 นิติกรประจำศาลชั้นต้นยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีตามสัญญาประกันออกไปถึงวันที่ 3 มิถุนายน 2553 ศาลชั้นต้นอนุญาต ผู้คัดค้านมีหนังสือลงวันที่ 19 มีนาคม 2552 แจ้งให้ผู้ร้องทั้งสองชำระค่าปรับภายใน 7 วัน ต่อมาวันที่ 8 เมษายน 2552 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอคืนหลักประกันโดยอ้างว่าไม่มีการบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้งสองภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ร้องทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปแล้ว จึงไม่อนุญาตให้คืนหลักประกันแก่ผู้ร้องทั้งสอง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งการคืนหลักประกันตามที่เห็นสมควรต่อไป

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การขยายระยะเวลาการบังคับคดีตามสัญญาประกันของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านขยายระยะเวลาการบังคับคดี เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศาลได้ทำรายงานเสนอต่อศาลชั้นต้นขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีเนื่องจากระยะเวลาการบังคับคดีใกล้จะครบกำหนดแล้ว รายงานดังกล่าวถือว่าเป็นเพียงรายงานเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ศาลที่เสนอต่อศาลว่า คดีนี้ใกล้จะครบระยะเวลาการบังคับคดีเท่านั้น ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ ภายในสำนวนและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จะปรากฏให้เห็นว่ามีเหตุผลใดที่จะต้องขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไป หากมีข้อเท็จจริงที่มีพฤติการณ์พิเศษ ศาลชั้นต้นก็สามารถอนุญาตให้ผู้คัดค้านขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่าผู้คัดค้านในฐานะหัวหน้าสำนักงานศาลยุติธรรมตามกฎหมายให้ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกัน ซึ่งมีการแก้ไขให้อำนาจผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในกรณีนี้เมื่อปี 2547 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 แต่ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายปัจจุบันก็ยังให้อำนาจพนักงานอัยการในการบังคับคดีแก่นายประกันที่ผิดสัญญาประกัน ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 บัญญัติว่า "พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ดังนี้.... (8) ในกรณีที่มีการผิดสัญญาประกันจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญานั้น และในการนี้มิให้เรียกค่าฤชาธรรมเนียมจากพนักงานอัยการ..." คดีนี้ผู้ร้องทั้งสองผิดสัญญาประกันตั้งแต่ปี 2541 ไม่ปรากฏว่ามีการบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้งสองก่อนหน้านี้ ภายหลังปรากฏว่าเมื่อใกล้จะครบกำหนดระยะเวลาการบังคับเหลือเพียงอีก 7 วัน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นว่า เกิดจากการที่ผู้คัดค้านไม่เร่งรีบการบังคับคดีหรือปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด แต่เหตุที่ไม่มีการบังคับคดีเนื่องจากผู้คัดค้านเพิ่งมีอำนาจตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ทั้งยังมีข้อเท็จจริงตามรายงานของเจ้าหน้าที่ศาลว่า มีคดีทำนองเดียวกันที่ใกล้จะครบระยะเวลาการบังคับคดีอีกจำนวนหลายร้อยคดี หากปล่อยให้ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีก็จะเกิดความเสียหายต่อประโยชน์ราชการส่วนรวมได้ ดังนั้น ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏดังกล่าวข้างต้นย่อมถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีได้ โดยไม่จำเป็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งอนุญาตให้ขยาย ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาการบังคับแก่ผู้คัดค้านจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น ส่วนฎีกาของผู้คัดค้านข้ออื่นไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับว่า ให้ยกคำร้องขอคืนหลักประกันของผู้ร้องทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 119
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
ผู้ร้อง — นายบุญมี บิดาเกิด กับพวก
ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ
ผู้คัดค้าน — ประจำศาลจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายหาญ อินทพาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายธนิต ภูริเวทย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สมควร วิเชียรวรรณ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2555
#521431
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ช่วยเหลือติดต่อในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวและพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวนั้น ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษฐานร่วมกันมีแมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีก จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิได้บรรยายฟ้องไว้ว่า จำเลยร่วมกันจำหน่ายหรือพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่บุคคลใด แสดงว่าโจทก์มิได้ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงแห่งคดียังไม่พอฟังว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องครอบครองหรือมีอำนาจตัดสินใจสามารถจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางได้โดยตรง ก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้อง จะฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนการพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง เป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างไปจากที่โจทก์กล่าวในฟ้องและถือว่าโจทก์มิได้ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 86 ลงโทษจำคุก 4 ปี และปรับ 240,000 บาท จำเลยนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 160,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินสองปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ช่วยเหลือติดต่อในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวและพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีก จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มิได้บรรยายฟ้องไว้ว่าจำเลยร่วมกันจำหน่ายหรือพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่บุคคลใด แสดงว่าโจทก์มิได้ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงแห่งคดียังไม่พอฟังว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องครอบครอง หรือมีอำนาจตัดสินใจสามารถจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางได้โดยตรง ก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้อง จะฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนการพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง เป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างไปจากที่โจทก์กล่าวในฟ้องและโจทก์มิได้ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนการพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางและลงโทษจำเลยนั้น เป็นการฟังข้อเท็จจริงและพิพากษาลงโทษโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 220 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายสุรินทร์หรือสิทธิ์ สุรภาพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายประสงค์ บุญวิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภาติยะ ดวงมณี
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4275/2555
#521435
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติให้ในคดีฉ้อโกง ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่เมื่อคำขอส่วนแพ่งเป็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้อง ดังนั้น อำนาจของพนักงานอัยการที่จะว่ากล่าวเกี่ยวกับคำขอส่วนแพ่งยังคงมีต่อไป และศาลต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยทั้งสามต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าพนักงานอัยการไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนกลุ่มผู้เสียหายรวมทั้งโจทก์ร่วม และไม่วินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการไม่ชอบ

การฎีกาในปัญหาใด ๆ ต่อศาลฎีกานั้นย่อมเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคน แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกแก่ผู้เสียหายรวม 81 คน แต่ราคาข้าวเปลือกของผู้เสียหายที่โจทก์ขอมาแต่ละคนต่างแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น โจทก์ร่วมย่อมเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะสิทธิเรียกราคาข้าวเปลือกในส่วนของตนเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาโจทก์ร่วมย่อมฎีกาได้เฉพาะส่วนของตน จะฎีกาแทนโจทก์หรือผู้เสียหายคนอื่นมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 83, 91 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกเป็นเงิน 2,395,856 บาท ให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 81 คน

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางหลำ ผู้เสียหายที่ 10 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่ผู้เสียหายจำนวน 78 ราย (ปรากฏตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น) (คำขออื่นให้ยก)

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายทั้ง 78 ราย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการรับซื้อข้าวเปลือก ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2541 จำเลยทั้งสามได้รับซื้อข้าวเปลือกจากกลุ่มผู้เสียหาย และได้ชำระค่าข้าวเปลือกให้ผู้เสียหายบางคนเพียงบางส่วน แล้วไม่ชำระส่วนที่เหลือ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกแก่ผู้เสียหายทั้ง 81 คน รวมเป็นเงิน 2,395,856 บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่ให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระราคาข้าวเปลือกแก่ผู้เสียหายรวม 78 คน คู่ความไม่อุทธรณ์ในคดีส่วนอาญา คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานฉ้อโกงจึงเป็นอันยุติ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำขอในคดีส่วนแพ่งมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า พนักงานอัยการมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนโจทก์ร่วมได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติให้ในคดีฉ้อโกง ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย คดีนี้เมื่อพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานฉ้อโกงค่าข้าวเปลือกของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 10 เป็นเงิน 23,865 บาท และขอให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์ร่วมด้วยแล้ว แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนอาญาแต่เมื่อคำขอส่วนแพ่งเป็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้อง ดังนั้น อำนาจของพนักงานอัยการที่จะว่ากล่าวเกี่ยวกับคำขอส่วนแพ่งยังคงมีต่อไป และศาลต้องวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยทั้งสามต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าพนักงานอัยการไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนกลุ่มผู้เสียหายรวมทั้งโจทก์ร่วม และไม่วินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น สำหรับปัญหาว่าจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกแก่โจทก์ร่วมหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณา เห็นว่า ปัญหานี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเบิกความประกอบสำเนาตั๋วชั่งข้าว ยืนยันว่า จำเลยทั้งสามซื้อข้าวเปลือกจากโจทก์ร่วมในราคาเกวียนละ 4,750 บาท รวมเป็นเงิน 23,865 บาท แล้วยังไม่ได้ชำระค่าข้าวเปลือก ส่วนจำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบปฏิเสธเพียงแต่อ้างว่าได้ชำระค่าข้าวเปลือกให้แก่ผู้เสียหายบางรายแล้วแต่จำเลยทั้งสามมีเพียงบิลเงินสดและบันทึก ซึ่งเป็นหลักฐานการชำระเงินค่าข้าวเปลือกให้แก่ผู้เสียหายรายอื่นมาแสดงเท่านั้น จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามได้ชำระค่าข้าวเปลือกให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ที่จำเลยทั้งสามอ้างในคำแก้ฎีกาว่าตั๋วชั่งข้าว เป็นเพียงสำเนา จึงต้องห้ามมิให้รับฟังนั้น เห็นว่าแม้ตั๋วชั่งข้าวเอก จะเป็นเพียงสำเนา แต่ในชั้นพิจารณาไม่ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวไม่ตรงกับต้นฉบับ ทั้งจำเลยทั้งสามมิได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารนี้ และยังนำสืบรับว่าได้รับซื้อข้าวเปลือกจากกลุ่มผู้เสียหายซึ่งรวมถึงโจทก์ร่วมจริง จึงรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวได้ พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามซื้อข้าวเปลือกจากโจทก์ร่วม และยังค้างชำระค่าข้าวเปลือกแก่โจทก์ร่วมตามฟ้อง จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าข้าวเปลือกแก่โจทก์ร่วม ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลมีคำพิพากษาไปถึงผู้เสียหายคนอื่นในคดีนี้ด้วยนั้น เห็นว่า การฎีกาในปัญหาใด ๆ ต่อศาลฎีกานั้นย่อมเป็นเรื่องเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคน แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาข้าวเปลือกแก่ผู้เสียหายรวม 81 คน แต่ราคาข้าวเปลือกของผู้เสียหายที่โจทก์ขอมาแต่ละคนต่างแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น โจทก์ร่วมย่อมเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะสิทธิเรียกราคาข้าวเปลือกในส่วนของตนเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาโจทก์ร่วมย่อมฎีกาได้เฉพาะส่วนของตน จะฎีกาแทนโจทก์หรือผู้เสียหายคนอื่นมิได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 23,865 บาทแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นางหลำ แก้วมี
จำเลย — นายน้อย ศรีทรง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายเด่นชัย ศรีจุลฮาต
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวุฒิชัย ไวยภาษ
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4243/2555
#532987
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายที่ 2 ส่งมอบบัตรเครดิตไปให้ผู้เสียหายที่ 1 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ที่ผู้เสียหายที่ 1 ระบุไว้ในใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิต แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะย้ายออกไปจากบ้านเช่าหลังดังกล่าวแล้ว แต่ผู้เสียหายที่ 2 ก็มิได้มีเจตนาส่งมอบบัตรเครดิตให้แก่จำเลยกับพวกที่เข้ามาอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวต่อจากผู้เสียหายที่ 1 กรณีจึงมิใช่เป็นการส่งมอบบัตรเครดิตให้แก่จำเลยกับพวกโดยสำคัญตัวผิดว่าจำเลยกับพวกคือผู้เสียหายที่ 1 เมื่อจำเลยกับพวกรับบัตรเครดิตไว้และยึดถือเป็นของตนเองเพื่อนำไปใช้ประโยชน์โดยทุจริตเป็นการแย่งการครอบครอง การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

ความผิดฐานลักบัตรเครดิตเป็นความผิดสำเร็จในตัวโดยอาศัยเจตนาแยกต่างหากจากความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานฉ้อโกง การกระทำตามฟ้องจึงเป็นความผิด 2 กรรม แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเป็น 2 กรรม ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยเป็น 2 กรรมได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

ความผิดฐานฉ้อโกงกฎหมายมุ่งคุ้มครองผู้ถูกหลอกลวง ซึ่งในกรณีนี้คือเจ้าของร้านขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ส่วนที่ผู้เสียหายที่ 2 ต้องจ่ายเงินให้แก่ร้านขายโทรศัพท์เคลื่อนที่แทนจำเลยกับพวกนั้นเป็นไปตามสัญญาที่ผู้เสียหายที่ 2 มีกับร้านขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งเป็นสถานที่รับบริการใช้บัตรเครดิต ความเสียหายที่ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับเป็นความเสียหายในทางแพ่ง ไม่ใช่ความเสียหายที่ได้รับจากการที่ถูกจำเลยกับพวกหลอกลวงหรือปกปิดข้อเท็จจริง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยตรงต่อสถานที่รับบริการใช้บัตรเครดิต กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายที่ 2 แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะต้องจ่ายเงินให้แก่เจ้าของร้านขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ไม่ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) พนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจเรียกให้จำเลยคืนเงินแทนผู้เสียหายที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 264, 265, 268, 341, 342 (1), 83, 90, 91 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 7,100 บาท ให้แก่บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายที่ 2 ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก, 264, 265, 268, 341, 342 (1) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 7,100 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า จำเลยโทรศัพท์มาคุยกับพยานเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2545 รับว่าเป็นผู้นำบัตรเครดิตของพยานไปใช้และจะชดใช้ค่าเสียหายให้ทั้งหมด พยานนัดให้จำเลยมาพบในวันรุ่งขึ้นเวลา 18 นาฬิกา ครั้นถึงเวลานัดจำเลยมาพบพยานต่อหน้ามารดาและนายสุวิทย์ เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยรับว่าเป็นผู้นำบัตรเครดิตของพยานไปใช้และจะรับผิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด พยานจึงให้จำเลยเจรจาตกลงกับนายสุวิทย์เอง นายสุวิทย์เบิกความว่า หลังจากรับแจ้งจากผู้เสียหายที่ 1 ว่าไม่ได้รับบัตรเครดิตของผู้เสียหายที่ 2 ที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้ยื่นใบสมัครไว้แล้ว พยานได้ตรวจสอบจากระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่ 2 พบว่ามีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ออกให้ผู้เสียหายที่ 1 แล้วเป็นเงิน 19,000 บาทเศษ ตามสำเนารายการการใช้บัตรเครดิต พยานโจทก์อีกปากหนึ่ง คือนายอนุรักษ์ ก็เบิกความยืนยันว่า วันที่ 12 สิงหาคม 2545 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา มีหญิงวัยรุ่นอายุประมาณ 20 ปี ไว้ผมยาวและใส่เหล็กดัดฟันเข้ามาเลือกซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ร้านจ๊ะเอ๋ เซฮาโล ซึ่งพยานเป็นเจ้าของ ครั้งแรกจะขอซื้อโทรศัพท์ยี่ห้อโนเกียรุ่นท๊อป ราคา 12,000 บาท โดยส่งบัตรเครดิตให้พยานลองรูดบัตรว่าผ่านวงเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่ เมื่อเครื่องอนุมัติวงเงินดังกล่าวแล้ว หญิงวัยรุ่นขอเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์ที่จะซื้อเป็นรุ่นอื่นที่มีราคา 7,100 บาท ซึ่งถูกกว่าโดยมีจำเลยเข้ามาช่วยเลือกซื้อด้วย ในที่สุดตกลงซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นที่ราคา 7,100 บาท โดยหญิงวัยรุ่นใช้บัตรเครดิตชำระค่าโทรศัพท์ดังกล่าวต่อหน้าจำเลย ส่วนจำเลยนำสืบเจือสมพยานโจทก์ แต่อ้างว่าไม่ได้ร่วมรู้เห็นในการกระทำผิดของนางสาววรศิริบุตรสาว หากแต่ที่ไปเจรจาและตกลงชดใช้ค่าใช้จ่ายที่มีการใช้บัตรเครดิตที่ออกให้ผู้เสียหายที่ 1 เป็นการไปเจรจาแทนนางสาววรศิริบุตรสาวเท่านั้นและเหตุที่จำเลยกับสามีจำเลยรับเอกสารซึ่งภายในมีบัตรเครดิตที่ออกให้ผู้เสียหายที่ 1 ก็เพราะเข้าใจว่าเป็นเอกสารที่ส่งถึงนางสาววรศิริบุตรสาวจำเลยจึงรับไว้แทน แต่เมื่อบุตรสาวแจ้งว่าไม่ใช่เอกสารที่ส่งถึงตนก็ได้บอกให้บุตรสาวนำไปคืนไปรษณีย์แล้ว เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความสอดคล้องต้องกันและเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน พยานโจทก์ทั้งสามไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย ประกอบกับได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยมีอาชีพรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้า และนางสาววรศิริยังเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยรังสิต โดยเป็นนักศึกษาในพระบรมราชานุเคราะห์ในสมเด็จพระบรมราชินีนาถโดยได้ทุนการศึกษาเดือนละ 10,000 บาท และยังต้องทำงานหารายได้เสริมจากการเป็นแด๊นเซอร์ซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอน และขณะเกิดเหตุนางสาววรศิริยังต้องยืมโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเพื่อนใช้ จึงไม่น่าเชื่อว่านางสาววรศิริจะมีรายได้เพียงพอที่จะซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เองและได้รับอนุมัติให้ถือบัตรเครดิตในชื่อของตนเองได้ตามที่จำเลยอ้าง ข้ออ้างของจำเลยจึงมีพิรุธ ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันรับบัตรเครดิตซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 2 ไว้ การที่ผู้เสียหายที่ 2 ส่งบัตรเครดิตไปให้ผู้เสียหายที่ 1 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามที่อยู่ที่ผู้เสียหายที่ 1 ระบุไว้ในใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิต แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะย้ายออกไปจากบ้านเช่าหลังดังกล่าวแล้ว แต่ผู้เสียหายที่ 2 ก็มิได้มีเจตนาส่งมอบบัตรเครดิตให้แก่จำเลยกับพวกที่เข้ามาอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวต่อจากผู้เสียหายที่ 1 เพราะจดหมายซึ่งส่งบัตรเครดิตไปนั้น ย่อมต้องระบุชื่อและชื่อสกุลพร้อมทั้งที่อยู่ของผู้รับไว้ชัดเจน บุคคลอื่นย่อมไม่มีสิทธิในจดหมายและสิ่งของที่บรรจุในจดหมายดังกล่าว กรณีจึงมิใช่เป็นการส่งมอบบัตรเครดิตให้แก่จำเลยกับพวกโดยสำคัญตัวผิดว่าจำเลยกับพวกคือผู้เสียหายที่ 1 เมื่อจำเลยกับพวกรับบัตรเครดิตไว้และยึดถือเป็นของตนเองเพื่อนำไปใช้ประโยชน์โดยทุจริต เป็นการแย่งการครอบครอง การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง และข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมบัตรเครดิตโดยให้พวกของจำเลยลงลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อด้านหลังบัตรเครดิตดังกล่าวเพื่อให้ผู้อื่นหรือประชาชนเข้าใจว่าเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของผู้เสียหายที่ 1 และร่วมกันใช้บัตรเครดิตดังกล่าวโดยให้พวกของจำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกรายการสินค้าเพื่อหลอกลวงให้นายอนุรักษ์เจ้าของร้านจ๊ะเอ๋ เซฮาโล หลงเชื่อยอมขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคา 7,100 บาท แก่จำเลยกับพวก และยอมให้จำเลยกับพวกชำระราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยบัตรเครดิตดังกล่าว การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า ความผิดฐานลักบัตรเครดิตเป็นความผิดสำเร็จในตัวโดยอาศัยเจตนาแยกต่างหากจากความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิใช้เอกสารสิทธิปลอม และฐานฉ้อโกง การกระทำตามฟ้องจึงเป็นความผิดสองกรรมแต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเป็น 2 กรรม ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยเป็น 2 กรรมได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 นอกจากนี้ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 7,100 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นั้น เห็นว่าความผิดฐานฉ้อโกงกฎหมายมุ่งคุ้มครองผู้ถูกหลอกลวง ซึ่งคดีนี้คือนายอนุรักษ์ เจ้าของร้านจ๊ะเอ๋ เซฮาโล ส่วนผู้เสียหายที่ 2 ต้องจ่ายเงินให้แก่สถานที่รับบริการการใช้บัตรเครดิตที่จำเลยกับพวกซื้อสินค้าแทนจำเลยกับพวกตามสัญญาที่ผู้เสียหายที่ 2 มีกับสถานที่รับบริการการใช้บัตรเครดิต เป็นความเสียหายที่ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับในทางแพ่ง ไม่ใช่ความเสียหายที่ได้รับจากการที่ถูกจำเลยกับพวกหลอกลวงหรือปกปิดข้อเท็จจริง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยตรงต่อสถานที่รับบริการการใช้บัตรเครดิต กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายที่ 2 แม้ผู้เสียหายที่ 2 จะต้องจ่ายเงินให้แก่สถานที่รับบริการใช้บัตรเครดิตก็ไม่ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) พนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจเรียกให้จำเลยคืนเงินแทนผู้เสียหายที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อนึ่ง แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2547 กำหนดความผิดอาญาและอัตราโทษสำหรับการกระทำความผิดเกี่ยวกับบัตรและข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยกำหนดให้การปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269 /1 ประกอบมาตรา 269/7 และกำหนดให้การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อประโยชน์ในการชำระค่าสินค้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/4 วรรคแรก และวรรคสาม ประกอบมาตรา 269/1 และมาตรา 269/7 แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยไม่เป็นกรณีที่ต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (7) วรรคแรก, 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265, 341 และ 342 (1) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 2 กระทง แต่ลงโทษจำเลยตามมาตรา 335 (7) วรรคแรก ได้เพียงกระทงเดียว ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำให้การและคำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 1 ปี ให้ยกคำขอให้จำเลยคืนเงิน 7,100 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 268 ม. 335 (7) ม. 341 ม. 342 (1)
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางโสภา อ่อนน้อม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางเพชรดา ไกรวิชญพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4230/2555
#521394
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ามีผู้ยื่นฟ้องต่อศาลตามความในมาตรา 31 ท่านห้ามมิให้ศาลประทับเป็นฟ้องตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระ เพราะเวลาซึ่งท่านให้ไว้ตาม มาตรา 38 นั้น ได้สิ้นไปแล้ว หรือจะถึงกำหนดชำระระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์จะมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดต่อศาลได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินทั้งสิ้นก่อนโจทก์ฟ้องคดีหรือจะสิ้นสุดในระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล คดีนี้แม้โจทก์จะได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ให้ผ่อนชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพิพาทเป็น 3 งวด และโจทก์ผ่อนชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกำหนด โดยผ่อนชำระก่อนฟ้อง 2 งวด แต่การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องก่อนที่จะผ่อนชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินงวดที่ 3 อันเป็นงวดสุดท้ายก็ยังถือเป็นกรณีที่โจทก์ยื่นฟ้องก่อนชำระค่าภาษีทั้งสิ้น เมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระค่าภาษีดังกล่าวทั้งสิ้น แต่เพิ่งมาชำระหลังจากได้ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางจะรับฟังไว้พิจารณามิได้ บทบัญญัติ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน มาตรา 39 เป็นบทกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของผู้จะฟ้องคดี ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงยกบทกฎหมายดังกล่าวขึ้นชี้ขาดคดีได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 246 และ 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิจารณาประเมินใหม่ ที่ สป 73101/239 ลงวันที่ 19 เมษายน 2550 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 446,079 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยทั้งเก้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งเก้า โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2550 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปีภาษี 2550 ต่อจำเลยที่ 1 เพื่อให้กำหนดค่ารายปีและประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 แจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนที่เป็นอาคารสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 166,512.36 บาท และในส่วนที่ดินที่เป็นสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐานจำนวน 18 หลุม เนื้อที่ประมาณ 744,912 ตารางเมตร ซึ่งเป็นที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 372,456 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีทั้งสิ้น 538,968.36 บาท โจทก์ผ่อนชำระเงินค่าภาษีตามกำหนด โดยก่อนฟ้องชำระแล้ว 2 งวด โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่โดยโต้แย้งว่าในส่วนของอาคารและโรงจอดรถ จำเลยที่ 1 กำหนดค่ารายปีโดยไม่นำค่ารายปีประจำปีภาษี 2549 มาเป็นหลักในการคำนวณภาษีประจำปีภาษีพิพาทและในส่วนที่ดินที่เป็นสนามกอล์ฟขนาดมาตรฐาน 18 หลุม มิใช่ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น โจทก์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน แต่คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วให้ยืนตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องคดีนี้พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ามีผู้ยื่นฟ้องต่อศาลตามความในมาตรา 31 ท่านห้ามมิให้ศาลประทับเป็นฟ้องตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้น ซึ่งถึงกำหนดต้องชำระเพราะเวลาซึ่งท่านให้ไว้ตามมาตรา 38 นั้น ได้สิ้นไปแล้ว หรือจะถึงกำหนดชำระระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์จะมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดต่อศาลได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินทั้งสิ้นก่อนโจทก์ฟ้องคดีหรือจะสิ้นสุดลงในระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล คดีนี้แม้โจทก์จะได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ให้ผ่อนชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพิพาทเป็น 3 งวด และโจทก์ได้ผ่อนชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกำหนด โดยผ่อนชำระก่อนฟ้องจำนวน 2 งวด ก็ตาม แต่การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องก่อนที่จะผ่อนชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในงวดที่ 3 อันเป็นงวดสุดท้าย ก็ยังถือเป็นกรณีที่โจทก์ยื่นฟ้องก่อนชำระค่าภาษีทั้งสิ้น เมื่อโจทก์ยังมิได้ชำระค่าภาษีดังกล่าวทั้งสิ้นแต่เพิ่งมาชำระหลังจากได้ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางจะรับฟ้องไว้พิจารณามิได้ บทบัญญัติของพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 เป็นบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของผู้จะฟ้องคดี ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงยกบทกฎหมายดังกล่าวขึ้นชี้ขาดคดีได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และ 142 (5) ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 142 ม. 246
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 39
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามบางนาแลนด์ จำกัด
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลศรีษะจรเข้น้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชวราห์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4229/2555
#521530
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา19 ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง หรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวนและออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บังคับลำดับขั้นตอนของการดำเนินการเป็นลำดับไป ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของจำเลยออกหมายเรียกให้ธนาคารพาณิชย์ส่งหลักฐานบัญชีเงินฝากของโจทก์ก่อนออกหมายเรียกโจทก์เพื่อประมวลผลว่ามีเหตุสมควรที่จะออกหมายเรียกโจทก์มาทำการตรวจสอบหรือไม่ มิใช่เป็นการทำผิดลำดับขั้นตอนของกฎหมาย เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ออกหมายเรียกโจทก์ตามมาตรา 19 ย่อมเป็นหมายเรียกที่ชอบแล้ว และมาตรา 19 ไม่ได้บัญญัติว่า หมายเรียกให้ใช้ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ดังนั้น แม้หมายเรียกเป็นแบบพิมพ์ของกรมสรรพากรซึ่งแตกต่างกันกับแบบพิมพ์ที่โจทก์อ้างก็ไม่ทำให้หมายเรียกที่ออกชอบด้วยกฎหมายแล้วต้องเสียไป

ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 41 มีหลักการว่า คำสั่งทางปกครองที่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ถ้าได้มีการจัดให้มีเหตุผลดังกล่าวในภายหลัง จะต้องกระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนพิจารณาอุทธรณ์ตามส่วนที่ 5 ของหมวดนี้หรือตามกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการนั้น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง โดยส่งหนังสือขอเพิ่มเติมเหตุผลในการประเมินก่อนคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยทำเป็นหนังสือและส่งไปยังผู้อุทธรณ์ จึงเป็นการกระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนพิจารณาอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 34 อันเป็นกฎหมายเฉพาะ ทั้งยังให้โอกาสโจทก์อุทธรณ์เพิ่มเติมได้อีกด้วย เมื่อพิเคราะห์หนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) ทั้ง 9 ฉบับ มีรายการจำนวนเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภท ค่าลดหย่อนของคณะบุคคล เงินได้หลังหักค่าลดหย่อน เงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษี หักภาษี ณ ที่จ่าย มีจำนวนภาษีที่ต้องชำระยังขาดไป เบี้ยปรับตามมาตรา 22 หรือ 26 และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร คำนวณถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ระบุเหตุผลที่ประเมินว่า จากการตรวจสอบข้อมูลหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ข้อมูลรับรองงบการเงินและรายการยอดนำฝากบัญชีธนาคาร ปรากฏว่าคณะบุคคล ด. ไม่ได้นำเงินได้พึงประเมินประเภทค่าสอบบัญชีตามมาตรา 40 (6) และเงินได้ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเงินได้ประเภทใด จึงถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (8) จากนั้นระบุจำนวนเงิน จึงประเมินให้คณะบุคคลต้องรับผิดชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มเพิ่มเติม ส่วนหนังสือเรื่องขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมิน มีรายละเอียดจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากธนาคารของคณะบุคคล ด. หักด้วยดอกเบี้ยเงินฝาก คงเหลือยอดเงินฝากบัญชี จากนั้นเป็นการแจ้งรายการตรวจสอบจากหลักฐานหน่วยราชการ พยานบุคคลและพยานหลักฐานอื่น ตลอดจนหลักฐานที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการคณะบุคคล ด. ชี้แจงเงินได้พึงประเมินเปรียบเทียบกับจำนวนเงินฝาก ข้อมูลหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ข้อมูลรับรองงบการเงินของกรมสรรพากรที่นำมาคำนวณเพื่อประเมินภาษีในแต่ละรายการให้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น หนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) และใบแนบหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ ภ.ง.ด. 12.02010270-25461231-001-00144 ถึง 00152 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2อธ.4/5/19/48 ลงวันที่ 28 เมษายน 2548 ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ และให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์จำนวน 2,702,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหมายเรียกโดยชอบด้วยมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภาษีกลางออกหมายเรียกบัญชีธนาคารของโจทก์และนางสาวสุดารัตน์ไปยังธนาคารทุกธนาคาร โดยระบุว่าเป็นการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นการออกหมายเรียกในชั้นประมวลหลักฐาน โดยยังไม่ออกหมายเรียกโจทก์ในฐานะผู้จัดการคณะบุคคลสำนักงานดาต้าการบัญชีตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร การออกหมายเรียกบัญชีเงินฝากนั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์โดยตรงจึงไม่อาจทำได้ และขัดต่อระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการตรวจสอบภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2540 จึงเป็นการออกหมายเรียกที่มิชอบนั้น เห็นว่า มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บังคับลำดับขั้นตอนของการดำเนินการเป็นลำดับไป ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานของจำเลยออกหมายเรียกให้ธนาคารพาณิชย์ส่งหลักฐานบัญชีเงินฝากของโจทก์ก่อนออกหมายเรียกโจทก์นั้น เพื่อประมวลผลว่ามีเหตุสมควรที่จะออกหมายเรียกโจทก์มาทำการตรวจสอบหรือไม่ มิใช่เป็นการทำผิดลำดับขั้นตอนของกฎหมายดังที่โจทก์อุทธรณ์ต่อมาเมื่อเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ออกหมายเรียกโจทก์ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ย่อมเป็นหมายเรียกที่ชอบแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยใช้แบบพิมพ์หมายเรียกที่ถูกยกเลิกไปแล้วนั้น เห็นว่า มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรไม่ได้บัญญัติว่า หมายเรียกให้ใช้ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ดังนั้นแม้หมายเรียกตรวจสอบไต่สวนภาษีอากรแก่โจทก์นั้น เป็นแบบพิมพ์ของกรมสรรพากรซึ่งแตกต่างกันกับแบบพิมพ์ที่โจทก์อ้างก็ไม่ทำให้หมายเรียกที่ออกชอบด้วยกฎหมายแล้วต้องเสียไปดังที่โจทก์เข้าใจแต่ประการใด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การอนุมัติให้ขยายระยะเวลาออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่า 2 ปี ก็ได้ แต่ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันได้ยื่นรายการตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ผู้มีอำนาจขยายเวลาออกหมายเรียกได้อนุมัติเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2546 แต่หมายเรียกกลับลงวันที่ 10 มกราคม 2546 จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้พิจารณาเอกสารแผ่นที่ 206 ซึ่งเป็นแบบอนุมัติขยายเวลาออกหมายเรียกและ แผ่นที่ 207 ซึ่งเป็นหมายเรียกแล้ว มีข้อความปรากฏว่าผู้อนุมัติขยายเวลาออกหมายเรียกและผู้ลงชื่อในหมายเรียกเป็นคนเดียวกันคือ นางวณี ซึ่งได้ออกคำสั่งและลงวันที่ไว้ในเอกสารทั้งสองฉบับเป็นวันที่ 10 มกราคม 2546 ส่วนวันที่ 13 มกราคม 2546 นั้น เป็นวันที่ซึ่งนางสาวสุดา ลงชื่อรับทราบคำสั่งเท่านั้น เป็นขั้นตอนหลังจากการออกคำสั่งอนุมัติขยายเวลาออกหมายเรียกแล้ว ต่อมามีการส่งหมายเรียกแก่โจทก์วันที่ 14 มกราคม 2546 ซึ่งส่งได้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 ตามใบตอบรับเอกสาร แผ่นที่ 202 วันเวลาต่าง ๆ ที่ปรากฏในเอกสารจึงสอดคล้องต้องกันแล้ว ฟังไม่ได้ว่าเป็นการอนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกออกไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามที่โจทก์อุทธรณ์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยออกหมายเรียกไปยังธนาคารโดยไม่มีอำนาจ โดยออกหมายเรียกก่อนมีคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.418/2546 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2546 จึงเป็นการออกหมายเรียกธนาคารพาณิชย์ในฐานะพยานโดยไม่ชอบนั้น ประเด็นดังกล่าวมิใช่ข้ออ้างว่าการออกหมายเรียกโจทก์ไม่ชอบและโจทก์ไม่ได้กล่าวในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า หนังสือแจ้งการประเมินและหนังสือขอเพิ่มเติมเหตุผลในการประเมินชอบด้วยมาตรา 37 และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งการประเมินทั้ง 9 ฉบับ ไม่มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนการใช้ดุลพินิจ โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์และโต้แย้งในเรื่องนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์แจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทำหนังสือเพิ่มเติมเหตุผล จึงเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามอำนาจหน้าที่ ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์มีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมิน อ้างว่าเพื่อให้ถูกต้องตาม มาตรา 37 และ 41 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มีหลักการว่า คำสั่งทางปกครองที่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ถ้าได้จัดให้มีการจัดให้มีเหตุผลดังกล่าวภายหลัง จะต้องกระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนพิจารณาอุทธรณ์ตามส่วนที่ 5 ของหมวดนี้หรือตามกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการนั้น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ได้ส่งหนังสือขอเพิ่มเติมเหตุผลในการประเมินก่อนคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยทำเป็นหนังสือและส่งไปยังผู้อุทธรณ์ตามมาตรา 34 แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นการกระทำก่อนสิ้นสุดกระบวนพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอันเป็นกฎหมายเฉพาะ ทั้งยังให้โอกาสโจทก์อุทธรณ์เพิ่มเติมได้อีกด้วย ซึ่งโจทก์ก็ได้อุทธรณ์เพิ่มเติม เมื่อพิเคราะห์หนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) ทั้ง 9 ฉบับ มีรายการจำนวนเงินได้พึงประเมินแต่ละประเภท ค่าลดหย่อนของคณะบุคคล เงินได้หลังหักค่าลดหย่อน เงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษีหักภาษี ณ ที่จ่าย มีจำนวนภาษีที่ต้องชำระยังขาดไป เบี้ยปรับตามมาตรา 22 หรือ 26 และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร คำนวณถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ระบุเหตุผลที่ประเมินว่า จากการตรวจสอบข้อมูลหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย ข้อมูลรับรองงบการเงิน และรายการยอดนำฝากบัญชีธนาคาร ปรากฏว่าคณะบุคคล สำนักงานดาต้าการบัญชีไม่ได้นำเงินได้พึงประเมินประเภทค่าสอบบัญชีตามมาตรา 40 (6) และเงินได้ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเงินได้ประเภทใด จึงถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร จากนั้นระบุจำนวนเงิน จึงประเมินให้คณะบุคคลต้องรับผิดชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มเพิ่มเติม ส่วนหนังสือเรื่องขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมิน มีรายละเอียดจากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากธนาคารของคณะบุคคลสำนักงานดาต้าการบัญชี หักด้วยดอกเบี้ยเงินฝาก คงเหลือยอดเงินฝากบัญชี จากนั้นเป็นการแจ้งรายการตรวจสอบจากหลักฐานหน่วยราชการ พยานบุคคลและพยานหลักฐานอื่น ตลอดจนหลักฐานที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการคณะบุคคลสำนักงานดาต้าการบัญชีชี้แจงเงินได้พึงประเมินเปรียบเทียบกับจำนวนเงินฝาก ข้อมูลหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย ข้อมูลรับรองงบการเงินของกรมสรรพากรที่นำมาคำนวณเพื่อประเมินภาษีในแต่ละรายการให้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น หนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) และใบแนบหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังกล่าวข้างต้นเป็นคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า คณะบุคคลสำนักงานดาต้าการบัญชีประกอบกิจการด้านบริการสอบบัญชี ย่อมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีอากร การที่คณะบุคคลดังกล่าวมีเงินได้เป็นจำนวนมาก แต่กลับยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีไว้เพียงส่วนน้อยหรือไม่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษี แสดงให้เห็นว่าคณะบุคคลดังกล่าวจงใจหลีกเลี่ยงไม่ชำระภาษีให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง ในการตรวจสอบภาษีนี้เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ข้อมูลและหลักฐานจากสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักตรวจภาษีกลาง และหมายเรียกข้อมูลบัญชีเงินฝากของโจทก์กับคณะบุคคลสำนักงานดาต้าการบัญชีจากธนาคารพาณิชย์ เป็นหลักฐานที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้มาด้วยตนเอง โจทก์ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีและโจทก์ไม่สามารถชี้แจงหักล้างข้อมูลที่เจ้าพนักงานประเมินได้มา จึงไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 25,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 34
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสรี บู่ตามใจ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4228/2555
#521463
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำพิพากษาของศาลอาญาในคดีหมายเลขแดงที่ 2522/2527 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัทสุนิสา จำกัด จำเลยตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งศาลพิพากษาว่า ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจัดอยู่ในประเภทศุลกากร ประเภทที่ 39.6 ข จึงพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ประกอบกับคดีส่วนแพ่งนั้นจำเลยได้ฟ้องเรียกค่าภาษีอากรโดยอาศัยพิกัดศุลกากรตามที่อ้างให้โจทก์วางประกันค่าอากรและขาดอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 แล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เป็นกรณีต้องคืนเงินประกันค่าอากรดังกล่าว เพราะเหตุที่ได้เรียกเก็บไว้เกินจำนวนอันพึงต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ซึ่งตามมาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ศุลากากร พ.ศ.2469 บัญญัติให้คืนพร้อมดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.625 ต่อเดือน ของจำนวนที่ต้องคืนโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้วางเงินประกันค่าอากรจนถึงวันที่มีการอนุมัติให้จ่ายคืน

เงินประกันค่าอากรกับเงินประกันค่าปรับกรณีสำแดงพิกัดเป็นเท็จทำให้อากรขาดตามฟ้องเป็นเงินคนละส่วนกัน และแม้ว่ามาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มิได้บัญญัติให้จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยสำหรับเงินวางประกันค่าปรับ แต่การที่โจทก์ต้องวางประกันค่าปรับดังกล่าวถือว่าโจทก์ต้องเสียหายตั้งแต่วางเงินประกันค่าปรับดังกล่าวโดยไม่สมัครใจ ดอกเบี้ยในเงินประกันค่าปรับตามที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องจากจำเลยเข้าลักษณะเป็นดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 148 วรรคสาม ปรากฏตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์มิได้ขอวางเงินประกันดังกล่าวเอง แต่ฝ่ายพิกัดกับฝ่ายวิเคราะห์สินค้ามีความเห็นขัดแย้งกัน และต่อมาฝ่ายวิเคราะห์สินค้าส่งเรื่องให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์และให้โจทก์วางเงินประกันค่าปรับดังกล่าว อันเป็นการวางเงินประกันโทษทางอาญาโดยโจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ระงับคดีแต่อย่างใด โจทก์ย่อมต้องเสียหายตั้งแต่วันวางเงินประกันค่าปรับดังกล่าวและตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 7 โจทก์จึงมีสิทธิได้ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินนี้นับแต่วันวางเงินค่าปรับเช่นเดียวกับการวางเงินประกันค่าอากรดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น แม้โจทก์ขอดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน ซึ่งเท่ากับร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยอ้างมาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ก็เป็นกรณีโจทก์ประสงค์ในดอกผลนิตินัยหาใช่กรณีโจทก์มิได้ขอมาในคำฟ้องดังที่จำเลยอ้างไม่

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี (1) ดอกเบี้ยค้างชำระ ฯลฯ คำว่า ดอกเบี้ยไม่ได้หมายความเฉพาะดอกเบี้ยจากหนี้เงินกู้เท่านั้น อาจเป็นดอกเบี้ยจากหนี้กรณีอื่น ๆ ก็ได้ ซึ่งดอกเบี้ยค้างชำระที่กำหนดอายุความ 5 ปีนี้ หมายถึงดอกเบี้ยที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันฟ้องคดี แต่อย่างไรก็ตาม กรณีผู้เสียภาษีต้องจ่ายเงินค่าอากรหรือเงินประกันอากร แต่ต่อมามีสิทธิได้คืนเงินอากรหรือเงินประกันค่าอากรเพราะเหตุที่มีการเรียกไว้เกินจำนวนอันพึงต้องเสียหรือเสียเพิ่มเพื่อบรรเทาภาระให้แก่ผู้ต้องเสียภาษี มาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 จึงบัญญัติให้คืนพร้อมด้วยดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.625 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ต้องคืนโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ชำระค่าอากรหรือวางเงินประกันค่าอากรครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่มีการอนุมัติให้จ่ายคืน และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนี้ให้ถือเป็นเงินอากรที่ต้องจ่ายคืน การที่กฎหมายบัญญัติให้ถือเป็นอากรที่ต้องจ่ายคืนมีผลทำให้ดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ใช่ดอกเบี้ยตาม ประมวลกฎหมายและพานิชย์ ซึ่งมีกำหนดอายุความเพียง 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1)

มาตรา 10 วรรคห้า แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องขอคืนเงินอากรเฉพาะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริงเป็นอันระงับสิ้นไปเมื่อครบกำหนด 2 ปี นับจากวันนำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี แต่คำเรียกร้องขอคืนอากรเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนักและราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใดๆ นั้น มิให้รับพิจารณาหลังจากที่ได้เสียอากรและของนั้นๆ ได้ส่งมอบหรือส่งออกไปแล้ว เว้นแต่ในกรณีที่ได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งออกว่าจะยื่นคำเรียกร้องดังกล่าว หรือในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พึงต้องรู้อยู่ก่อนส่งมอบหรือส่งออกว่าอากรที่ชำระไว้นั้นเกินจำนวนที่พึงต้องเสียสำหรับของที่ส่งมอบหรือส่งออก หมายถึง ผู้เสียหายที่เสียอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสียต้องยื่นคำร้องขอคืนเงินอากรที่ต้องเสียไว้เกินภายใน 2 ปี คดีนี้โจทก์ฟ้องขอดอกเบี้ยสำหรับเงินวางประกันค่าอากร แม้มาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ บัญญัติให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนี้ถือเป็นเงินอากรที่ต้องจ่ายคืน แต่กรณีของโจทก์มิใช่กรณีสิทธิเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนพึงต้องเสียจริงซึ่งจะอยู่ในบังคับของมาตรา 10 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 และเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความในกรณีนี้ไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 แต่สำหรับกรณีดอกเบี้ยเงินวางประกันค่าปรับกรณีสำแดงพิกัดเป็นเท็จทำให้อากรขาดเป็นดอกเบี้ยในหนี้เงินซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับตาม ประมวลกฎหมายและพานิชย์ โดยมีอายุความ 5 ปี นั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2548 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยค้างชำระจากจำเลยย้อนหลังไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี คือนับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2543 จนกระทั่งถึงวันที่จำเลยคืนเงินประกันค่าปรับกรณีสำแดงพิกัดเป็นเท็จทำให้อากรขาดให้แก่โจทก์คือวันที่ 23 มกราคม 2546 เท่านั้น โดยใช้ให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน หรือร้อยละ 7.5 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน สำหรับเงินประกันค่าอากรและเงินประกันค่าปรับตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2530 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2546 เป็นเวลา 183 เดือน เป็นเงิน 30,881.25 บาท และใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับเงินต้นจากค่าดอกเบี้ยที่โจทก์ควรได้ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2546 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 11,798.18 บาท ค่าสินค้าตัวอย่างที่ไม่ได้คืนเป็นเงิน 10,176.50 บาท ค่าปรับและค่าเสียหายจากการที่มิได้รับตัวอย่างคืน ทำให้โจทก์ไม่สามารถส่งของได้ครบตามสัญญาเป็นเงิน 32,144.07 บาท ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 15,000 บาท และค่าดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินยอดรวมของดอกเบี้ยดังกล่าวรวมเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจำนวน 30,881.25 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,881.25 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนค่าทนายความนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่มีทนายความมาดำเนินคดี จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร วินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยสำหรับเงินวางประกันค่าอากรและเงินประกันค่าปรับกรณีสำแดงพิกัดเป็นเท็จทำให้อากรขาดตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายดังกล่าวตามมาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 นั้น ต้องเป็นเงินประกันค่าอากรในส่วนที่เรียกเก็บไว้เกินจำนวนที่ต้องเสียเพิ่มเท่านั้น ไม่ใช่ต้องเสียดอกเบี้ยให้ทุกกรณีไป ทั้งนี้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายน่าจะเป็นการคุ้มครองผู้นำเข้าหรือผู้เสียภาษีไม่ให้ต้องรับภาระในส่วนที่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือเสียเพิ่มหรือไม่ให้เจ้าพนักงานกลั่นแกล้งเรียกเงินประกันจำนวนสูงมากเกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระในภายหลัง ซึ่งในกรณีนี้เจ้าพนักงานของจำเลยได้เรียกประกันค่าอากรไม่เกินกว่าภาษีที่ต้องชำระหากสินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีในพิกัดที่เจ้าพนักงานกำหนด และจำนวนเงินประกันน้อยกว่าเงินที่ต้องชำระตามพิกัดศุลกากรที่เจ้าพนักงานมีความเห็นดังกล่าว จึงไม่เกินจำนวนอันพึงต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนั้น การคืนเงินประกันจึงไม่ต้องชำระดอกเบี้ยแต่ประการใด นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ปรากฏตามคำพิพากษาของศาลอาญาในคดีหมายเลขดำที่ 7058/2525 คดีหมายเลขแดงที่ 2522/2527 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัทสุนิสา จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย ศาลพิพากษาว่า ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าสินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัดศุลกากรประเภทที่ 39.6 ข จึงพิพากษายกฟ้อง คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ประกอบกับสำหรับคดีส่วนแพ่งนั้น จำเลยมิได้ฟ้องเรียกค่าภาษีอากรโดยอาศัยพิกัดศุลกากรตามที่อ้างให้โจทก์วางประกันค่าอากรและขาดอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 แล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเป็นกรณีต้องคืนเงินประกันค่าอากรดังกล่าวเพราะเหตุที่ได้เรียกเก็บไว้เกินจำนวนอันพึงต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ซึ่งตามมาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติให้คืนพร้อมดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.625 ต่อเดือนของจำนวนที่ต้องคืนโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ได้วางเงินประกันค่าอากรจนถึงวันที่มีการอนุมัติให้จ่ายคืน อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า จำเลยต้องใช้ดอกเบี้ยสำหรับเงินประกันค่าปรับกรณีสำแดงพิกัดเป็นเท็จทำให้อากรขาดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ค่าอากรกับค่าปรับเป็นคนละส่วนกัน ค่าปรับมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าค่าปรับคดีอาญา จำเลยเรียกเงินประกันค่าปรับจากโจทก์เนื่องจากจำเลยเห็นว่าการกระทำของโจทก์เป็นความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากรตามมาตรา 27 และมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 จำเลยได้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวด้วย แต่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง ค่าปรับจึงไม่ใช่ค่าอากร เงินประกันค่าปรับจึงไม่ใช่เงินประกันค่าอากรดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยไว้ดังกล่าวข้างต้น จำเลยต้องคืนเงินประกันค่าปรับเพราะไม่มีสิทธิจะยึดถือเงินประกันค่าปรับนี้แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยของเงินประกันค่าปรับจากจำเลย ทั้งมาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ที่ศาลภาษีอากรกลางอ้างอิงนั้นก็มิได้บัญญัติให้ดอกเบี้ยจากเงินประกันค่าปรับแต่อย่างใด จึงไม่สามารถอ้างเป็นกฎหมายให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยเงินประกันค่าปรับได้ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เงินประกันค่าอากรกับเงินประกันค่าปรับกรณีสำแดงพิกัดเป็นเท็จทำให้อากรขาดตามฟ้องเป็นเงินคนละส่วนกัน และแม้ว่ามาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มิได้บัญญัติให้จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยสำหรับเงินวางประกันค่าปรับ แต่การที่โจทก์ต้องวางประกันค่าปรับดังกล่าวถือว่าโจทก์ต้องเสียหายตั้งแต่วางเงินประกันค่าปรับดังกล่าวโดยไม่สมัครใจ ดอกเบี้ยในเงินประกันค่าปรับตามที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องจากจำเลยเข้าลักษณะเป็นดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม ปรากฏตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์มิได้ขอวางเงินประกันดังกล่าวเอง แต่ฝ่ายพิกัดกับฝ่ายวิเคราะห์สินค้าของจำเลยมีความเห็นขัดแย้งกัน และต่อมาฝ่ายวิเคราะห์สินค้าส่งเรื่องให้ฝ่ายคดีดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ และให้โจทก์วางเงินประกันค่าปรับดังกล่าว อันเป็นการวางเงินประกันโทษทางอาญาโดยโจทก์มิได้ประสงค์ให้ระงับคดีแต่อย่างใด โจทก์ย่อมต้องเสียหายตั้งแต่วันวางเงินประกันค่าปรับดังกล่าว และตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 โจทก์จึงมีสิทธิได้ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินนี้นับแต่วันวางเงินประกันค่าปรับเช่นเดียวกับการวางเงินประกันค่าอากรดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น แม้โจทก์ฟ้องขอดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน ซึ่งเท่ากับร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยอ้างมาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ2469 ก็เป็นกรณีโจทก์ประสงค์ในดอกผลนิตินัย หาใช่กรณีโจทก์มิได้ขอมาในคำฟ้อง ดังที่จำเลยอ้างไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ดอกเบี้ยตามฟ้องขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี (1) ดอกเบี้ยค้างชำระ ฯลฯ คำว่า ดอกเบี้ยไม่ได้หมายความเฉพาะดอกเบี้ยจากหนี้เงินกู้เท่านั้น อาจเป็นดอกเบี้ยจากหนี้กรณีอื่น ๆ ก็ได้ ซึ่งดอกเบี้ยค้างชำระที่กำหนดอายุความ 5 ปีนี้หมายถึงดอกเบี้ยที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันฟ้องคดี แต่อย่างไรก็ตามกรณีผู้เสียภาษีต้องจ่ายเงินค่าอากรหรือเงินประกันค่าอากร แต่ต่อมามีสิทธิได้คืนเงินอากรหรือเงินประกันค่าอากรเพราะเหตุที่มีการเรียกไว้เกินจำนวนอันพึงต้องเสียหรือเสียเพิ่ม เพื่อบรรเทาภาระให้แก่ผู้ต้องเสียภาษี มาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 จึงบัญญัติให้คืนพร้อมด้วยดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.625 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ต้องคืนโดยไม่คิดทบต้น นับแต่วันที่ได้ชำระค่าอากรหรือวางเงินประกันค่าอากรครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่มีการอนุมัติให้จ่ายคืน และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนี้ให้ถือเป็นเงินอากรที่ต้องจ่ายคืน การที่กฎหมายบัญญัติให้ถือเป็นอากรที่ต้องจ่ายคืนมีผลทำให้ดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ใช่ดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งมีกำหนดอายุความเพียง 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) ดังกล่าว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

สำหรับปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อมาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ บัญญัติว่า ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนี้ให้ถือเป็นเงินค่าอากรที่ต้องจ่ายคืน ดังนั้น โจทก์ต้องขอคืนภายใน 2 ปี นับแต่วันนำเข้าตามมาตรา 10 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว นั้น เห็นว่า มาตรา 10 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องขอคืนเงินอากรเฉพาะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริงเป็นอันระงับสิ้นไปเมื่อครบกำหนด 2 ปี นับจากวันนำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี แต่คำเรียกร้องขอคืนอากรเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนักและราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ นั้น มิให้รับพิจารณาหลังจากที่ได้เสียอากรและของนั้น ๆ ได้ส่งมอบหรือส่งออกไปแล้ว เว้นแต่ในกรณีที่ได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบหรือส่งออกว่าจะยื่นคำเรียกร้องดังกล่าว หรือในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พึงต้องรู้อยู่ก่อนส่งมอบหรือส่งออกว่าอากรที่ชำระไว้นั้นเกินจำนวนที่พึงต้องเสียสำหรับของที่ส่งมอบหรือส่งออก" หมายถึง ผู้เสียหายที่เสียอากรไว้เกินจำนวนที่ต้องเสีย ต้องยื่นคำร้องขอคืนเงินอากรที่ต้องเสียไว้เกินภายใน 2 ปี คดีนี้โจทก์ฟ้องขอดอกเบี้ยสำหรับเงินวางประกันค่าอากร แม้มาตรา 112 จัตวา วรรคสี่ บัญญัติให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนี้ถือเป็นเงินอากรที่ต้องจ่ายคืน แต่กรณีของโจทก์มิใช่กรณีสิทธิเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนพึงต้องเสียจริงซึ่งจะอยู่ในบังคับของมาตรา 10 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความในกรณีนี้ไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่สำหรับกรณีดอกเบี้ยเงินวางประกันค่าปรับกรณีสำแดงพิกัดเป็นเท็จทำให้อากรขาด เป็นดอกเบี้ยในหนี้เงินซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยมีอายุความ 5 ปี นั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2548 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยค้างชำระจากจำเลยย้อนหลังไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี คือนับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2543 จนกระทั่งถึงวันที่จำเลยคืนเงินประกันค่าปรับกรณีสำแดงพิกัดเป็นเท็จทำให้อากรขาดให้แก่โจทก์คือวันที่ 23 มกราคม 2546 เท่านั้น โดยให้ใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือนหรือร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในต้นเงินดอกเบี้ยตามคำพิพากษานั้นเท่ากับ เป็นการคิดดอกเบี้ยทบต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นได้กลายเป็นต้นเงินไปแล้ว กรณีจึงไม่ใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยทบต้นตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังที่จำเลยอ้าง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยสำหรับเงินวางประกันค่าอากรในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน ของจำนวนเงินวางประกันค่าอากรจำนวน 19,000 บาท นับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้วางเงินประกันค่าอากรถึงวันที่มีการอนุมัติให้จ่ายคืนแก่โจทก์โดยไม่คิดทบต้น และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินประกันค่าปรับกรณีสำแดงพิกัดเป็นเท็จทำให้ค่าอากรขาดจำนวน 18,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระมีกำหนดครบอายุความ 5 ปี ถึงวันที่ 23 มกราคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้รับเงินประกันค่าปรับดังกล่าวคืนจากจำเลย และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินดอกเบี้ยค้างชำระดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตาม

คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ม. 112 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสุนิสา จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4205/2555
#520442
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้โจทก์จะกล่าวอ้างในฟ้องว่าเป็นเรื่องลาภมิควรได้ในการเรียกให้จำเลยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่โจทก์ แต่เมื่ออ่านฟ้องทั้งหมดแล้ว จำเลยถูกผู้อื่นแอบอ้างและใช้เอกสารปลอมในการจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยจำเลยไม่มีเจตนารับโอนเป็นของตน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 ซึ่งในการฟ้องคดีแพ่งโจทก์เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงและมีคำขอบังคับก็เพียงพอโดยไม่จำต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้าง กรณีเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องยกบทกฎหมายขึ้นปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความแล้วมีคำวินิจฉัยชี้ขาดไป เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ว่า มีผู้แอบอ้างและใช้เอกสารปลอมขอกู้ยืมเงินจากโจทก์แล้วนำเงินของโจทก์ไปซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งซื้อมาด้วยเงินของโจทก์มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทั้งจำเลยก็มิได้กล่าวอ้างความเป็นเจ้าของหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท จึงชอบด้วยความเป็นธรรมที่โจทก์จะเรียกเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้เสมือนเป็นการติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืนแทนเงินที่โจทก์ต้องสูญเสียไป เพื่อเยียวยาความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการกระทำอันมิชอบ โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่โจทก์ได้ แต่ไม่อาจเรียกให้จำเลยชดใช้หนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยประกันภัยตามฟ้องได้เพราะจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 52668 ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้จำเลยชำระเงิน 5,617,289.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 2,606,216.87 บาท จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยถูกผู้อื่นแอบอ้างและใช้เอกสารปลอมขอกู้ยืมเงินจากโจทก์แล้วนำเงินไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 52668 ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท โดยจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ พร้อมทั้งจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้แก่โจทก์ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะกล่าวอ้างในฟ้องว่าเป็นเรื่องลาภมิควรได้ในการเรียกให้จำเลยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่โจทก์ แต่เมื่ออ่านฟ้องทั้งหมดแล้วจำเลยถูกผู้อื่นแอบอ้างและใช้เอกสารปลอมในการจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยจำเลยไม่มีเจตนารับโอนเป็นของตน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ซึ่งในการฟ้องคดีแพ่งโจทก์เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงและมีคำขอบังคับก็เพียงพอโดยไม่จำต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้าง กรณีเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องยกบทกฎหมายขึ้นปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความแล้วมีคำวินิจฉัยชี้ขาดไป เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ว่า มีผู้แอบอ้างและใช้เอกสารปลอมขอกู้ยืมเงินจากโจทก์แล้วนำเงินของโจทก์ไปซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท และใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยที่จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเจตนารับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแต่อย่างใด เมื่อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งซื้อมาด้วยเงินของโจทก์มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทั้งจำเลยมิได้กล่าวอ้างความเป็นเจ้าของหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท จึงชอบด้วยความเป็นธรรมที่โจทก์จะเรียกเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทได้เสมือนเป็นการติดตามเอาทรัพย์สินของตนคืนแทนเงินที่โจทก์ต้องสูญเสียไป เพื่อเยียวยาความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการกระทำอันมิชอบ โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่โจทก์ได้ แต่ไม่อาจเรียกให้จำเลยชดใช้หนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยและเบี้ยประกันภัยตามฟ้องได้ เพราะจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 52668 ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายหรือพันจ่าอากาศเอกพินิจ ถนนใหญ่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพ่งธนบุรี — นายอำนวย โอภาพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4203/2555
#525496
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดจำนองที่ดินพิพาทและลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจที่เป็นเอกสารและโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ถูกลักไปไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท จึงเป็นการกระทำไปโดยไม่มีอำนาจ ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 705 การจำนองดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่อย่างใดแม้จำเลยที่ 2 จะรับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตามก็ไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างยันแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดจำนองที่ดินดังกล่าว และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 136552 ตำบลท่าแร้ง (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร คืนโจทก์กับร่วมกันชำระเงินจำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 136552 ตำบลท่าแร้ง (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ที่ได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542 และให้จำเลยที่ 2 คืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่กรรม นายวีระ ผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำร้องขอเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 136552 ตำบลท่าแร้ง (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้จากจำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน ครบกำหนดชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้และไม่ไถ่ถอนจำนอง ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกพนักงานอัยการฟ้องในข้อหาลักทรัพย์โฉนดที่ดินเลขที่ 136552 ของโจทก์ไป จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และให้คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือใช้ราคา ตามสำเนาคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ยังคงยึดถือโฉนดที่ดินพิพาทไว้อ้างว่ารับจำนองไว้โดยสุจริต

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกมีว่า ลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจ เป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ โจทก์เบิกความว่าการที่จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจที่เป็นเอกสารปลอมและโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ถูกลักไปไปจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท จึงเป็นการกระทำไปโดยไม่มีอำนาจ ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 การจำนองดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 2 จะรับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตามก็ไม่อาจยกเหตุดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างยันแก่โจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และเมื่อวินิจฉัยดังนี้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 705
ชื่อคู่ความ
นายเอี่ยมฮุย ไพโรจน์กิจถาวร
โจทก์ — โดยนายวีระ ไพโรจน์กิจถาวร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางอัจฉรา สีดาสลุงหรือรุ่งเรือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมอาจ พิมพ์โพธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4202/2555
#525484
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนและเป็นผู้เข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างถนนกาญจนาภิเษกจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างและเป็นเจ้าของโครงการ วันเกิดเหตุ อ. ขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปตามถนนกาญจนาภิเษกบริเวณซึ่งเป็นที่เกิดเหตุ โดยทางเดินรถช่องขวาสุดกำลังก่อสร้างทางมีลักษณะเป็นทางต่างระดับกับทางปกติ และมีวัสดุอุปกรณ์วางเกะกะอยู่ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ติดตั้งสัญญาณและไฟส่องสว่าง เพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะทราบ เป็นเหตุให้ อ. ขับรถเฉี่ยวชนวัสดุก่อสร้างจนรถยนต์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาโดยละเอียดแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว แม้ตามสำเนารายงานประจำวันเอกสารท้ายฟ้องจะระบุว่าขณะเกิดเหตุ อ. ขับรถมาในช่องทางเดินรถซ้ายสุดแตกต่างจากที่ระบุในฟ้อง แต่คำฟ้องโจทก์อยู่ในวิสัยที่จำเลยทั้งสองสามารถเข้าใจได้ว่า รถยนต์คันเกิดเหตุชนกับวัสดุก่อสร้างในช่องเดินรถด้านขวาซึ่งเป็นทางต่างระดับ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

การที่จำเลยที่ 1 ไม่ติดตั้งเครื่องหมายหรือสัญญาและไฟส่องสว่าง เพื่อให้ผู้ขับขี่รถยนต์ในเวลากลางคืนมีโอกาสเห็นถนนที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ เป็นเหตุให้ อ. ขับรถชนแท่งเหล็กที่จำเลยที่ 1 วางไว้ จนได้รับความเสียหาย และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างและเป็นเจ้าของโครงการซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลจำเลยที่ 1 ในการก่อสร้าง แต่ละเลยไม่ควบคุมดูแล ถือเป็นความประมาทของจำเลยที่ 2 ร่วมด้วย แม้ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างจะกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบในการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ก็เป็นเรื่องตกลงกันภายในระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดดังกล่าวด้วย

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย เพราะโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 บัญญัติว่า หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด ดังนั้น โจทก์ในฐานะผู้เข้ารับช่วงสิทธิจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าซ่อมรถครั้งสุดท้ายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 386,924 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 373,124 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 373,124 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2541) ไม่เกิน 13,800 บาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า วันเกิดเหตุนางสาวอุไรวรรณขับรถยนต์คันเกิดเหตุไปตามถนนกาญจนาภิเษกมุ่งหน้าไปทางแยกฉิมพลี เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณหมู่บ้านพาวิลเพลสทางเดินรถช่องขวาสุดกำลังก่อสร้างทางเป็นลักษณะทางต่างระดับกับถนนปกติและมีวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างวางเกะกะอยู่เรียงราย โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ติดตั้งสัญญาณและไฟส่องสว่างเพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะทราบ เป็นเหตุให้นางสาวอุไรวรรณขับรถเฉี่ยวชนกับวัสดุก่อสร้างและรถยนต์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาละเอียดแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว แม้ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานระบุว่า ขณะเกิดเหตุนางสาวอุไรวรรณขับรถมาในช่องเดินรถซ้ายสุดแตกต่างจากที่ระบุในฟ้อง แต่คำฟ้องของโจทก์อยู่ในวิสัยที่จำเลยทั้งสองสามารถเข้าใจได้ว่ารถยนต์คันเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับวัสดุก่อสร้างในช่องเดินรถด้านขวาซึ่งเป็นทางต่างระดับ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ติดตั้งอุปกรณ์ส่องสว่าง เครื่องหมาย หรือสัญญาณเพื่อให้ผู้ขับขี่รถในเวลากลางคืนมีโอกาสมองเห็นถนนที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ เป็นเหตุให้นางสาวอุไรวรรณขับรถชนแท่งเหล็กที่จำเลยที่ 1 วางไว้ ทำให้รถยนต์ดังกล่าวได้รับความเสียหาย สำหรับจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมดูแลจำเลยที่ 1 ในการจัดให้มีสัญญาณเตือนภัยและควบคุมการก่อสร้าง แต่ละเลยไม่ควบคุมให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ด้วย และแม้สัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบในการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องภายในระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในผลแห่งละเมิดดังกล่าว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 เพราะโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 บัญญัติว่า หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าซ่อมรถครั้งสุดท้ายไปเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 206
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทกรุงธนเอนยิเนียร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวศิน ศิลปไชย
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย เพ็งผ่อง
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4195 -ที่ 4197/2555
#518454
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยแล้ว หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยก็ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล เมื่อพิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยดังกล่าวพอแปลความหมายได้ว่าจำเลยต้องการให้ศาลฎีกาอธิบายความหมายของคำสั่งที่อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาตามคำร้องว่าในกรณีนี้คดีถึงที่สุดเมื่อใด

ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา แต่ยังมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับการออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดตามที่จำเลยยื่นคำร้องไว้ เมื่อกรณีที่จำเลยขอถอนฎีกาเช่นนี้ ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาแล้วสั่งต่อไปว่าคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกาในกรณีที่จำเลยนั้นต้องขังระหว่างฎีกาในขณะยื่นคำร้อง แต่คดีนี้จำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาและขณะที่ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา จำเลยยังได้รับการปล่อยชั่วคราว ผู้ประกันเพิ่งมาขอถอนประกันและส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 ฉะนั้น จึงเห็นควรระบุให้ชัดเจนว่าคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน 3 กระทง รวมจำคุก 18 เดือน และให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสามคนละ 500,000 บาท นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5613/2551 ของศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟังวันที่ 24 ธันวาคม 2553 จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2554 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกา จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นบังคับโทษจำเลยไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งให้จำเลยฟังวันที่ 22 ธันวาคม 2554 และออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดลงวันที่ 22 ธันวาคม 2554

ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2555 จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาได้ เนื่องจากจำเลยขอถอนฎีกาก็เพื่อให้ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ จึงขอศาลได้โปรดแจ้งกำหนดวันคดีถึงที่สุดว่าเป็นวันที่เท่าใด เพื่อจำเลยจะได้แจ้งหน่วยงานราชการต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 22 ธันวาคม 2554 ตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในสำนวน

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ส่งคำร้องและสำนวนให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยแล้ว หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยก็ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล แต่จำเลยกลับยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยดังกล่าวพอแปลความหมายได้ว่าจำเลยต้องการให้ศาลฎีกาอธิบายความหมายของคำสั่งที่อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาตามคำร้องลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2554 ว่าในกรณีนี้คดีถึงที่สุดเมื่อใด พิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาตามคำสั่งที่ ท.2623/2554 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 แต่ยังมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับการออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดตามที่จำเลยยื่นคำร้องไว้ เมื่อกรณีที่จำเลยขอถอนฎีกาเช่นนี้ ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งมาหลายคดีที่อนุญาตให้จำเลยถอนฎีกาแล้วสั่งต่อไปว่าคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฎีกา แต่เนื่องจากในกรณีที่จำเลยนั้นต้องขังระหว่างฎีกา ในขณะยื่นคำร้องคดีนี้จำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกาและขณะที่ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา จำเลยยังได้รับการปล่อยชั่วคราว ผู้ประกันเพิ่งมาขอถอนประกันและส่งตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 ฉะนั้น จึงเห็นควรระบุให้ชัดเจนว่าคดีถึงที่สุดนับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้แก่จำเลยนับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 อันเป็นวันที่ผู้ประกันส่งตัวจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 191 ม. 193
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายประสงค์ ผิวอ่อนดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสมบูรณ์ ดวงดารา
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4177/2555
#518416
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานประกอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์สืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง และโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ ทั้งมิได้นำสืบว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนดังที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานายภูชิต ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 206,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินจำนวน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายและยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 13 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 13 ปี 16 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี 14 เดือน ริบของกลาง ยกคำร้องของโจทก์ร่วม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้วไม่จำต้องสืบพยานประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำรับของจำเลยว่าจำเลยมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เห็นว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์สืบพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิได้อาวุธปืนดังกล่าวมาเป็นของกลาง และโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความว่าอาวุธปืนเป็นอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ ทั้งมิได้นำสืบว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีและพาอาวุธปืนดังที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 185 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
โจทก์ร่วม — นายภูชิต เชียงใหม่
จำเลย — นายคำราม คราจันทึก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายวีระ คงทวีเลิศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายประดิษฐ์ จิตต์จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4174/2555
#521487
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้า ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่" และมาตรา 4 (6) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ความหมายของคำว่า "มี" ไว้ว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง เมื่อการจำนำนั้นผู้จำนำต้องส่งมอบทรัพย์ที่จำนำให้อยู่ในการครอบครองของผู้รับจำนำเพื่อเป็นประกันหนี้และค่าอุปกรณ์ครบถ้วนตาม ป.พ.พ.มาตรา 747 และมาตรา 758 การที่จำเลยที่ 3 รับจำนำอาวุธปืนของกลางจึงมีเจตนายึดถืออาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว มิใช่เพียงแต่ยึดถือไว้แทนจำเลยที่ 1 ชั่วขณะ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 289 (4), 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72ทวิ และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 9,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และริบของกลางทั้งหมด ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก กับยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 4,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2549 จำเลยที่ 1 นำอาวุธปืนของกลางไปจำนำไว้กับจำเลยที่ 3 ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนอาวุธปืนจากจำเลยที่ 3 แล้วนำไปจำนำไว้กับจ่าสิบตำรวจชาญ ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับจำนำอาวุธปืนของกลางจากจำเลยที่ 1 ไว้ชั่วขณะ ไม่ทำให้จำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองอาวุธปืนของกลาง เพราะจำเลยที่ 3 มิได้ยึดถืออาวุธปืนของกลางไว้เพื่อตนนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้า ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่" และมาตรา 4 (6) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ความหมายของคำว่า "มี" ไว้ว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง เมื่อการจำนำนั้นผู้จำนำต้องส่งมอบทรัพย์ที่จำนำให้อยู่ในการครอบครองของผู้รับจำนำเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ และผู้รับจำนำชอบที่จะยึดของจำนำไว้ได้ทั้งหมดจนกว่าจะได้รับชำระหนี้และค่าอุปกรณ์ครบถ้วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747 และ มาตรา 758 การที่จำเลยที่ 3 รับจำนำอาวุธปืนของกลางจึงมีเจตนายึดถืออาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว มิใช่เพียงแต่ยึดถือปืนไว้แทนจำเลยที่ 1 ชั่วขณะดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาไม่ ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติ อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (6) ม. 7 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — จ่าสิบตำรวจพรประจักษ์ ทองรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายสรายุทธ์ เตชะวุฒิพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา