คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9323/2554
#520039
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 52 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิด มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 88 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดห้าปี แต่กฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิด คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 17 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 20 ยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 101 และมาตรา 137 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับตามลำดับ ซึ่งมีระวางโทษเท่ากัน คือ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แต่เมื่อกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิด มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี คดีความผิดฐานดังกล่าวจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดนับถึงวันฟ้องเกินกว่า 10 ปี แล้ว คดีของโจทก์ในข้อหาดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหาดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

ส่วนโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 51 ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 93 ทวิ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี ส่วน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 71 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 83 ยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 101 และมาตรา 137 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับตามลำดับ ซึ่งมีระวางโทษเท่ากัน คือ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดเป็นคุณกว่าโทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ภายหลัง แต่โทษจำคุกตามกฎหมายที่ใช้ภายหลังเป็นคุณกว่าโทษจำคุกตามกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก

ปัญหาเรื่องอายุความและการปรับบทลงโทษเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 83 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 51, 52, 64, 86, 88, 93 ทวิ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 13, 17, 18, 61, 71, 101, 111 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยมีกำหนดสิบปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 51, 52, 85, 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 17, 71, 101 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 51, 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 71, 101 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาความผิดข้อหาเป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 ก่อน และความผิดดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 นับถึงวันฟ้องคือ วันที่ 30 พฤษภาคม 2551 เกินกว่า 10 ปีแล้ว คดีของโจทก์ในความผิดข้อหาดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ส่วนปัญหาการปรับบทลงโทษของศาลล่างทั้งสองนั้น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 แต่ปรากฏว่ากฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิด คือ พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 และขณะโจทก์ฟ้องคดีได้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การกระทำความผิดของจำเลยจะใช้กฎหมายฉบับใดปรับบทลงโทษ เห็นว่า ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 52 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิด มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 88 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดห้าปี แต่กฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิด คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 17 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 20 ยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 101 และมาตรา 137 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับตามลำดับ ซึ่งมีระวางโทษเท่ากัน คือ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี ดังนั้น กฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แต่เมื่อกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี คดีความผิดฐานดังกล่าวจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 นับถึงวันฟ้องคือ วันที่ 30 พฤษภาคม 2551 เกินกว่า 10 ปีแล้ว คดีของโจทก์ในข้อหาดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) จึงชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 51 ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 93 ทวิ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี ส่วนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 71 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 83 ยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 101 และมาตรา 137 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับตามลำดับ ซึ่งมีระวางโทษเท่ากัน คือ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดเป็นคุณกว่าโทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ภายหลัง แต่โทษจำคุกตามกฎหมายที่ใช้ภายหลังเป็นคุณกว่าโทษจำคุกตามกฎหมาย ที่ใช้ขณะกระทำความผิด จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคแรก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษโดยมิได้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งขณะเกิดเหตุได้มีพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 ประกาศใช้บังคับ โดยบทบัญญัติมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกความในหมวด 10 บทกำหนดโทษ ซึ่งรวมถึงมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 และกำหนดบทลงโทษในความผิดดังกล่าวเป็นมาตรา 93 ทวิ และโจทก์ได้มีคำขอให้ลงโทษตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่แล้ว ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองยังคงปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 91 จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาเรื่องอายุความและการปรับบทลงโทษเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 51, 93 ทวิ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 83, 137 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 51, 93 ทวิ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 83, 137 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กับให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 และพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 มาตรา 52 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 17 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 3 วรรคแรก ม. 95 (3)
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 ม. 51 ม. 52 ม. 88 ม. 93 ทวิ
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 71 ม. 101
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 20 ม. 83 ม. 137 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายสมบัติ ขอดเมชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสุพจน์ หนูเกลี้ยง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ตรีวุฒิ สาขากร
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9321/2554
#514284
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารสิทธิที่มีการปลอมและนำไปใช้ไม่จำต้องเป็นของโจทก์ เพียงแต่มีการนำเอกสารที่รับฟังได้ว่ามีการปลอมไปใช้เป็นผลเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 3, 11 พระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 มาตรา 3, 4, 12, 17, 18, 19, 22, 25 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 84, 86, 90, 91, 137, 157, 161, 162 (1), 162 (2), 179, 180, 264, 265, 266 (1), 266 (5), 267, 268, 391, 392

ระหว่างไต่สวน โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 157, 161, 162 (1), 162 (2), 179, 180, 266 (1), 266 (5), 267, 391 และมาตรา 392 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติ จำเลยที่ 1 เป็นสมุห์บัญชีของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาหาดใหญ่ มีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกเอกสาร ปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบและกฎหมายของธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้างานตำแหน่งผู้จัดการพิเศษฝ่ายกฎหมาย จำเลยที่ 3 เป็นนิติกรอาวุโสฝ่ายกฎหมายของธนาคารอาคารสงเคราะห์ นายสิริวัฒน์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ในขณะนั้นได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่มีการกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดวินัยเกี่ยวกับมูลนิธิศักดา-อัญชลี ณรงค์ โดยมีนายชัยธวัช เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีความเห็นให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์โดยนายสิริวัฒน์จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย โดยมีนางกรองสิญจน์ เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ต่อมาธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีคำสั่งให้ลงโทษโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีโจทก์มีมูลสำหรับความผิดฐานจำเลยทั้งสามเป็นพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นคดีแรงงานต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนและลงโทษทางวินัยโจทก์ทุกคำสั่ง ซึ่งศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยตอนหนึ่งว่า นายสิริวัฒน์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกเป็นคู่กรณีมีสาเหตุโกรธเคืองเป็นปฏิปักษ์มีความขัดแย้งกับโจทก์ เนื่องจากต้องการที่จะกลั่นแกล้งโจทก์ให้พ้นจากการเป็นพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยอื่นอีก 9 คน ต่อศาลแรงงานกลาง แต่คดีดังกล่าวโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้เป็นจำเลยร่วมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์แต่อย่างใด อีกทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่า ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลแรงงาน โดยพิพากษายกฟ้องโจทก์ ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางนำมาเป็นข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ จึงไม่ถือเป็นข้อเท็จจริงที่จะนำมาฟังเป็นยุติในคดีนี้ และไม่มีผลผูกพันจำเลยทั้งสามซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยกับพวกที่กำลังสืบหาตัวอยู่ ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยระเบียบ ข้อบังคับและคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย โดยออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย โดยจำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ ส่วนจำเลยที่ 3 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย เห็นว่า ตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เข้ามีส่วนเกี่ยวข้องในการนี้อย่างไร และในการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการ ผู้ที่ลงนามแต่งตั้งคือนายสิริวัฒน์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงกับคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่โจทก์ก็มิได้ฟ้องนายสิริวัฒน์เป็นจำเลยร่วมด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งสองชุด ปรากฏตามคำสั่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ พ.134/2541 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวมี 4 คน มีนายชัยธวัช เป็นประธานกรรมการ นายประยุทธ เป็นกรรมการ นายวัฒนา เป็นกรรมการ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการและเลขานุการ ส่วนคำสั่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ พ.24/2542 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการรวมทั้งสิ้น 5 คน มีนางกรองสิญจน์ เป็นประธานกรรมการ นายสมศักดิ์ และนายอดุล เป็นกรรมการ นายโชติช่วง เป็นกรรมการและเลขานุการ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถูกตั้งเป็นกรรมการ โดยจำเลยที่ 2 มีหน้าที่เพิ่มเติมเป็นเลขานุการ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ซึ่งตามปกติถือว่าทั้งสองคนเป็นผู้มีตำแหน่งหรืออาวุโสต่ำสุดในคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าว และการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนจะดำเนินการร่วมกัน อำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในการกระทำความผิดหรือลงโทษผู้กระทำความผิดเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการทั้งชุด มิได้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 หรือที่ 3 แต่เพียงผู้เดียวแต่อย่างใด ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีบทบาทหรือมีส่วนร่วมอย่างไรกับนายสิริวัฒน์ที่ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้นายสิริวัฒน์ตั้งตนเป็นกรรมการและเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นพวกของนายสิริวัฒน์ ซึ่งมีความขัดแย้งรุนแรงกับโจทก์เรื่องการแข่งขันเป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ หากเป็นจริงก็มิใช่พยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่จะมารับฟังว่าคดีโจทก์มีมูลในความผิดฐานนี้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบจึงไม่มีมูลในความผิดฐานนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวโดยวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมมีมูลหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 บัญญัติว่า ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษ... ตามความหมายของบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าว เอกสารสิทธิที่มีการปลอมหรือนำมาใช้ไม่จำต้องเป็นเอกสารของโจทก์ แต่หากมีการนำเอกสารที่รับฟังได้ว่ามีการปลอมมาใช้เป็นผลเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายและถือเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิหรือใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกรอกข้อความเพิ่มเติมอันเป็นข้อความเท็จเพื่อให้ข้อความที่เพิ่มเติมนั้นตรงกับข้อกล่าวหา ที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย โดยมีการเติมข้อความในใบฝากเงินข้ามเขตเพื่อเข้าบัญชีของนายทรงเดช และนำมาใช้เป็นหลักฐานในการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดทางวินัยของโจทก์ ซึ่งหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามนั้น ก็ถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจากการปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันเติมข้อความในใบฝากเงินข้ามเขตของธนาคารอาคารสงเคราะห์ แต่ได้ความจากคำให้การของจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นสมุห์บัญชีธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาหาดใหญ่ได้รับมอบหมายจากผู้จัดการสาขาหาดใหญ่ให้ดูแลกล่องรับเงินบริจาคสีน้ำเงินมีข้อความระบุว่า มูลนิธิศักดา-อัญชลี ณรงค์ และมีตราธนาคารอาคารสงเคราะห์แบบเก่าติดอยู่ที่กล่องซึ่งจัดส่งมาจากสำนักงานใหญ่ เงินมูลนิธิจะใช้วิธีโอนเงินเข้าบัญชีพนักงานในสำนักงานใหญ่ จำเลยที่ 1 เคยโอนเงินหลายครั้ง บางครั้งก็ระบุในสลิปว่าเป็นเงินมูลนิธิ บางครั้งก็ไม่ได้ระบุ ในการโอนเงินมูลนิธิจำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีนายทรงเดช โดยไม่ได้เก็บเงินค่าธรรมเนียมเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นของธนาคาร จากคำให้การแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนข้อความว่ายกเว้นค่าธรรมเนียมโอนเข้ามูลนิธิและข้อความมูลนิธิศักดา-อัญชลี ณรงค์ ในใบฝากเงินข้ามเขตตั้งแต่ตอนที่จำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีนายทรงเดช จึงต้องรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ยืนยันว่าใบฝากเงินข้ามเขตเป็นเอกสารที่แท้จริงที่จำเลยที่ 1 จัดทำขึ้น ส่วนข้อความที่มีการตกเติมในภายหลังในใบฝากเงินมีข้อความในลักษณะยืนยันต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่ามีการทำใบฝากเงินข้ามเขตเมื่อใดหรือเพื่อมูลนิธิใดเท่านั้น มิได้มีการแก้ไขตัวเลขจำนวนเงินหรือวัตถุประสงค์ในการโอนเงินแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ในส่วนนี้มีเพียงตัวโจทก์เพียงปากเดียวที่เบิกความว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมใบฝากเงินข้ามเขต แม้โจทก์จะมีนายทรงเดชมาเบิกความเป็นพยาน แต่นายทรงเดชก็เบิกความแต่เพียงว่า มีการโอนเงินตามใบฝากเงินข้ามเขตเข้าบัญชีซึ่งมีชื่อของตนเป็นเจ้าของบัญชีจริง แต่ไม่ใช่เงินมูลนิธิ โดยไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่นมาสนับสนุนข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าที่จำเลยที่ 1 เขียนข้อความเพิ่มเติมในใบฝากเงินภายหลังเป็นการเติมข้อความถึงการมีอยู่ของเอกสารต่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในฐานะที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำใบฝากเงินข้ามเขตเท่านั้น และที่มีการรับรองสำเนาใบฝากเงินว่าถ่ายมาจากสำนวนการสอบสวนจริง โดยจำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางวินัยเป็นผู้รับรองนั้น มิใช่เป็นการเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเนื้อความของใบฝากเงินข้ามเขตต้นฉบับให้มีความหมายเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบจึงไม่มีมูลให้รับฟังว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมและใช้ใบฝากเงินข้ามเขตซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมตามฟ้อง คดีโจทก์จึงไม่มีมูลในความผิดฐานนี้ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลสำหรับความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดาพินิจ ณรงค์ชาติโสภณ
จำเลย — นางลดา สุวรรณรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอุชเชษฏ์ เฟื่องฟูสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชาญ กาญจนะ
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9319/2554
#521551
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้ภริยาจำเลยเป็นผู้กรอก วัน เดือน ปี และจำนวนเงินในเช็คดังกล่าวด้วยความยินยอมเห็นชอบของจำเลย กรณีต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้ออกเช็คพิพาทดังกล่าว เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยชอบนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยย่อมมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 14 กระทง จำคุก 14 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า โจทก์มีอาชีพค้าขายเพชรโดยซื้อสินค้ามาแล้วให้นางสุพัตรา พี่สาวร่วมบิดามารดาเดียวกันรับไปขาย การชำระค่าสินค้าโจทก์ยอมให้ผ่อนชำระค่าสินค้าโดยคำนวณราคาสินค้าแล้วแบ่งชำระเป็นงวด ๆ เท่า ๆ กันโดยนางสุพัตรานำเช็คของจำเลยซึ่งเป็นสามีของนางสุพัตรามาชำระให้ เช็คได้ลงรายละเอียดไว้ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงได้ทำบันทึกไว้โดยได้ลงลายละเอียดเลขที่เช็ค วันที่ลงในเช็ค จำนวนเงินและธนาคารตามเช็คไว้ในบันทึกดังกล่าว แล้วให้นางสุพัตราลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับสินค้า การค้าขายระหว่างโจทก์และนางสุพัตราในช่วงแรก ๆ เช็คที่นางสุพัตรานำมาชำระหนี้นั้นสามารถเรียกเก็บเงินได้ ต่อมามีปัญหาเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้บางฉบับในการซื้อขายแต่ละครั้งตามรายการในเอกสารและเช็คพร้อมใบคืนเช็ค นอกจากนี้โจทก์มีนายวิรุณ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าพยานประกอบอาชีพเปิดร้านขายเพชร โจทก์เป็นลูกค้ามาซื้อเพชรที่ร้านของพยานนำไปขายต่อ ส่วนจำเลยมีนางสุพัตรามาเบิกความว่า โจทก์มีอาชีพปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด นางสุพัตราเป็นผู้หาลูกค้าผู้กู้มาให้ เมื่อได้รับเงินกู้จากโจทก์แล้วนางสุพัตราจะนำไปให้ลูกค้าโดยจะเรียกดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราเท่าใดก็ได้ และนางสุพัตราจะได้ประโยชน์จากส่วนต่างของดอกเบี้ยนั้น โดยการกู้ลูกค้าต้องนำโฉนดที่ดินหรือทะเบียนรถมาวางค้ำประกันไว้และนางสุพัตราจะต้องออกเช็คตามจำนวนเงินที่ลูกค้ากู้ยืมไปรวมกับดอกเบี้ยเพื่อค้ำประกันหนี้ดังกล่าว แต่เนื่องจากนางสุพัตราไม่มีเช็ค จึงนำเช็คพิพาทตามฟ้องของจำเลยไปค้ำประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวแทน นางสุพัตราไม่เคยเห็นและไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารดังกล่าว เห็นว่า เมื่อพิจารณาลายมือชื่อนางสุพัตราในบันทึกเปรียบเทียบกับลายมือชื่อที่นางสุพัตราเขียนต่อหน้าศาลแล้ว มีลีลาการเขียนและลายเส้นคล้ายคลึงกันเชื่อว่าลายมือชื่อผู้รับสินค้า เป็นลายมือชื่อของนางสุพัตราจริง เอกสารดังกล่าวมีรายละเอียดของสินค้าที่ซื้อขายกัน รายละเอียดของเลขที่เช็ค วันเดือนปีและจำนวนเงินตามเช็คแต่ละฉบับ ซึ่งเมื่อรวมแล้วเท่ากับราคาสินค้าที่ซื้อขายกัน อันเป็นพยานหลักฐานที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างได้ว่าโจทก์ส่งมอบสินค้าประเภทเครื่องประดับเพชรชนิดต่าง ๆ กันให้นางสุพัตราไปและเนื่องจากนางสุพัตราและโจทก์เป็นพี่น้องกันโจทก์จึงมีความไว้เนื้อเชื่อใจนางสุพัตรา โจทก์จึงไม่ได้เก็บหลักฐานการซื้อขายไว้ พยานหลักฐานโจทก์พังได้ว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาทมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การที่จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้นางสุพัตราภริยาจำเลยเป็นผู้กรอกวัน เดือน ปี และจำนวนเงินในเช็คดังกล่าวด้วยความยินยอมเห็นชอบของจำเลย กรณีต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้ออกเช็คพิพาทดังกล่าว เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยชอบนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยย่อมมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวนิดา กมลโชติรส
จำเลย — นายเรืองศักดิ์ มะปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวจิตติมา ประจงการ
ศาลอุทธรณ์ — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9317/2554
#520499
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับเรือประมงของกลางว่าเป็นยานพาหนะในการหลบหนีแก่บุคคลต่างด้าว ดังนั้นเรือประมงของกลางจึงเป็นเพียงยานพาหนะในการหลบหนีเท่านั้น มิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า เรือประมงของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง เพราะหากไม่มีเรือประมงของกลาง การนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรทางทะเลย่อมไม่อาจทำได้นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายไว้ในคำฟ้อง จึงไม่อาจรับฟังได้ส่วนความผิดฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม โดยให้คนต่างด้าวเข้าอยู่และหลบซ่อนอยู่ในเรือนั้น ก็คงฟังได้เพียงว่าเรือเป็นสถานที่เกิดเหตุเท่านั้น มิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง จึงไม่อาจริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 63, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 และริบเรือของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 88,000 บาท ฐานซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 44,000 บาท รวมจำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 132,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 66,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับเรือประมงของกลางไม่ปรากฏว่ามีการดัดแปลงเรือให้มีลักษณะพิเศษสำหรับซุกซ่อนคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรแต่อย่างใด มิใช่เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง จึงเห็นสมควรไม่ริบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าเรือประมงของกลางเป็นทรัพย์ที่ต้องริบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลจะมีคำสั่งริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) นั้น มีความมุ่งหมายให้ริบตัวทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำความผิดนั้นๆ โดยตรง คือ ทรัพย์นั้นจะต้องเกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดด้วย สำหรับคดีนี้ในความผิดฐานนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับเรือประมงของกลางว่าเป็นยานพาหนะในการหลบหนีแก่บุคคลต่างด้าว ดังนั้นเรือประมงของกลางจึงเป็นเพียงยานพาหนะในการหลบหนีเท่านั้น มิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า เรือประมงของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง เพราะหากไม่มีเรือประมงของกลาง การนำและพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรทางทะเลย่อมไม่อาจทำได้นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายไว้ในคำฟ้อง จึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนความผิดฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม โดยให้คนต่างด้าวเข้าอยู่และหลบซ่อนอยู่ในเรือนั้น ก็คงฟังได้เพียงว่าเรือเป็นสถานที่เกิดเหตุเท่านั้นมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง จึงไม่อาจริบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 63 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายบุญยอด จันทร์อ่อน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายศรันย์ สะมะแอ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
กรองเกียรติ คมสัน
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9246/2554
#521540
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ศาลจะรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของพยานได้ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความต่อศาล แต่ทางพิจารณาได้ความว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์สืบพยานได้ 2 ปาก และส่งวีดีโอเทป 2 ม้วน เป็นพยาน แล้วแถลงว่าพยานปากผู้เสียหายไม่สามารถส่งหมายให้ได้เพราะไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ย้ายไปเรื่อยๆ ติดต่อทางโทรศัพท์แล้วผู้เสียหายรับ พอรู้ว่าต้องมาเบิกความต่อศาลก็ปิดเครื่อง ไม่สามารถติดต่อได้อีก ขอเลื่อนคดีเพื่อตามตัวให้เบิกความอีกครั้ง ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์แถลงว่า ได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าติดต่อผู้เสียหายได้แล้ว แต่ผู้เสียหายไม่ยอมมาเบิกความที่ศาล ขอให้ศาลสั่งตามที่เห็นสมควร ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแม้ผู้เสียหายจะย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ ไม่สามารถส่งหมายให้ได้ก็ตาม ก็ถือว่าโจทก์ยังติดต่อผู้เสียหายทางหมายเลขโทรศัพท์ที่เคยให้ไว้ได้ และแม้ผู้เสียหายจะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาเบิกความที่ศาลโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุจำเป็นอย่างไร ก็ถือว่ายังอยู่ในวิสัยที่โจทก์หรือพนักงานสอบสวนจะติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลได้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่ศาลจะรับฟังสื่อภาพและเสียงของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 317

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 20 ปี และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 8 ปี ให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นจำคุก 28 ปี ส่วนจำเลยนอกนั้น คงจำคุกคนละ 20 ปี

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้ายนั้น กฎหมายดังกล่าวให้ศาลรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของพยานได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความต่อศาล แต่ทางพิจารณาได้ความว่าในวันกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ วันที่ 14 มีนาคม 2549 โจทก์สืบพยาน 2 ปาก และส่งวีดีโอเทป 2 ม้วน เป็นพยานศาล แล้วโจทก์แถลงว่า พยานผู้เสียหายทั้งสองไม่สามารถส่งหมายให้ได้เพราะไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ย้ายไปเรื่อย ๆ ได้ติดต่อทางหมายเลขโทรศัพท์ที่เคยให้ไว้ ผู้เสียหายที่ 2 รับแล้วพอรู้ว่าจะต้องมาเบิกความต่อศาลก็ปิดเครื่องไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ขอเลื่อนคดีเพื่อติดต่อผู้เสียหายทั้งสองมาเบิกความอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสี่ วันที่ 15 มีนาคม 2549 โจทก์แถลงว่าได้รับแจ้งจาก พนักงานสอบสวนว่าติดต่อกับผู้เสียหายทั้งสองเพื่อให้มาเบิกความต่อศาลได้แล้ว แต่ผู้เสียหายทั้งสองไม่ยอมมาเบิกความที่ศาล ให้ศาลพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร ศาลสั่งว่าได้ให้โอกาสโจทก์นำผู้เสียหายทั้งสอง มาเบิกความอีกครั้งแล้ว เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมาศาลประกอบกับทนายจำเลยทั้งสี่คัดค้าน จึงมีคำสั่งให้ งดสืบพยานโจทก์ที่เหลือ 2 ปาก ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้ผู้เสียหายทั้งสองย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ ไม่สามารถส่งหมายให้ได้ก็ตาม โจทก์หรือพนักงานสอบสวนก็ยังสามารถติดต่อผู้เสียหายทั้งสองทางหมายเลขโทรศัพท์ที่เคยให้ไว้ได้ แต่ผู้เสียหายทั้งสองบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาเบิกความต่อศาลเอง โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุจำเป็นอย่างไร ซึ่งยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์หรือพนักงานสอบสวนติดตามตัวผู้เสียหายทั้งสอง มาเบิกความต่อศาลได้ ไม่ใช่อ้างเพียงว่าผู้เสียหายทั้งสองไม่ยอมมาเบิกความต่อศาล ให้ศาลพิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร แสดงถึงการละเลยไม่เอาใจใส่ติดตามจับกุมผู้เสียหายทั้งสองให้มาเบิกความต่อศาล ดังนั้นการที่โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีมาเบิกความ จึงยังถือไม่ได้ว่า เป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ศาลไม่สามารถรับฟังสื่อภาพและเสียงของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นสอบสวน เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นพิจารณาของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสุทรรศน์หรือแจ็ค สุขสมนาวุฒิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายชูวงศา ประดับสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9243/2554
#520472
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา สิบตำรวจเอก ว. กับพวกมิได้แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ เข้าทำการตรวจค้นจับกุม ส. เป็นการตรวจค้นจับกุมในยามค่ำคืน บุคคลทั่วไปย่อมเกรงว่าผู้ที่เข้าตรวจค้นจับกุมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริงหรือไม่ ทั้งข้อหาที่ ส. กระทำความผิดก็เพียงมีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดไม่ร้ายแรงนัก สิบตำรวจเอก ว. กับพวกมิได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยแสดงบัตรประจำตัวให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดู การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงแต่ร่วมกันใช้กำลังผลักดันและกระชากแขนเจ้าพนักงานตำรวจเพียงเพื่อต้องการปกป้อง ส. ซึ่งเป็นน้องชายจำเลยที่ 1 ตามสมควร ไม่มีเจตนาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงไม่ได้กระทำความผิด

เมื่อคดีฟังว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงไม่อาจเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปตาม ป.อ. มาตรา 140 วรรคแรก คงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสองประกอบ มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 138, 140 นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1472/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 6 เดือน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง สิบตำรวจเอกวีระและสิบตำรวจตรีวีระพงษ์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบรบือกับพวกร่วมกันจับกุมนายสกุลเพชรซึ่งนอนอยู่บนเตียงผ้าใบ โดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมนายสกุลเพชรทุกคนมิได้แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยทั้งสามได้เข้าไปในที่เกิดเหตุระหว่างที่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจผู้เข้าตรวจค้นและจับกุมนายสกุลเพชรทุกคนแต่งกายนอกเครื่องแบบ การเข้าตรวจค้นจับกุมบุคคลในยามค่ำคืนเช่นนี้บุคคลทั่วไปย่อมเกรงว่าผู้ที่เข้าตรวจค้นจับกุมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริงหรือไม่ โดยบุคคลอื่นอาจแอบอ้างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ นอกจากนั้นการตรวจค้นสิ่งของผิดกฎหมายในที่ซึ่งแสงสว่างไม่เพียงพอ อาจเกรงว่าจะถูกกลั่นแกล้งจากผู้ตรวจค้นได้โดยง่าย เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจค้นจับกุมย่อมต้องแสดงตัวและทำการตรวจค้นอย่างเปิดเผยยิ่งกว่าการปฏิบัติในสถานการณ์ปกติทั่วไป เพื่อให้ผู้ที่ถูกตรวจค้นและผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ระแวงสงสัยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานตำรวจรู้จักนายสกุลเพชรดี ขณะเกิดเหตุพยานกับพวกเข้าทำการตรวจค้นจับกุมนายสกุลเพชรโดยกระทำการตรวจค้นในที่ที่มีแสงสว่างน้อยต้องใช้ไฟฉายช่วยส่องสว่าง แสดงว่าพยานกับพวกเข้าตรวจค้นจับกุมอย่างฉับพลันทันใดในเวลาฉุกละหุก ขณะตรวจค้นจับกุมนายสกุลเพชรอยู่นั้นเชื่อว่าพยานกับพวกมิได้แสดงตัวว่าพยานกับพวกเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยแสดงบัตรประจำตัวให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดู การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าขัดขวางไม่ให้สิบตำรวจเอกวีระและสิบตำรวจตรีวีระพงษ์กับพวกซึ่งมิได้แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานกระทำต่อนายสกุลเพชรซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 พบเห็น ย่อมกระทำได้ตามสมควรเพื่อปกป้องนายสกุลเพชรจากภยันตรายหรือการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าใจ ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้เท้าถีบเจ้าพนักงานตำรวจที่เข้าจับกุมนายสกุลเพชรด้วยนั้น คำเบิกความของพยานโจทก์ปากสิบตำรวจตรีวีระพงษ์และสิบตำรวจเอกวีระแตกต่างกันรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้เท้าถีบสิบตำรวจตรีวีระพงษ์หรือเจ้าพนักงานตำรวจคนใดบ้าง ได้ความว่า ในที่เกิดเหตุมีประชาชนมุงดูเหตุการณ์หลายคน หากสิบตำรวจตรีวีระพงษ์ถูกบุคคลใช้เท้าถีบจริง อาจจะเป็นบุคคลอื่นซึ่งพยานโจทก์ไม่ได้สังเกตเห็นก็ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงแต่ร่วมกันใช้กำลังผลักดันและกระชากแขนเจ้าพนักงานตำรวจโดยมิได้ใช้เท้าถีบ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวเพียงเพื่อต้องการปกป้องนายสกุลเพชรซึ่งเป็นน้องชายจำเลยที่ 1 ตามสมควร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อคดีฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงไม่อาจเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคแรก คงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง ให้จำคุก 3 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138 ม. 140
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายพนมเทียน ชมดง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายอุตสาห์ ทองโคตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9241/2554
#518392
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างจากความผิดฐานมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบอันเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 และเป็นพระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญาคนละฉบับกัน จึงสามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกัน

ความผิดฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตกับฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตมีองค์ประกอบความผิดต่างกัน และกฎหมายมีเจตนารมณ์ในการลงโทษจากการกระทำที่ต่างกัน โดยแยกการกระทำออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 108
พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ.2509 ม. 50
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 62 ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นางเปา นีเปา หรือซก กี หรือซกกี อีย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายตุล เมฆยงค์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9240/2554
#518426
เปิดฉบับเต็ม

รูปร่างหรือรูปทรงของเครื่องยนต์ของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุนั้น แม้โจทก์จะกล่าวอ้างและนำสืบว่าโจทก์ได้ประดิษฐ์โดยออกแบบให้มีเอกลักษณ์โดดเด่นในตัวแตกต่างจากเครื่องยนต์ประเภทเดียวกันของผู้อื่นมาก ทั้งอุปกรณ์แต่ละชิ้นใช้สีที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากสีเครื่องยนต์ของผู้อื่น ซึ่งโจทก์ใช้สีเช่นนี้ตั้งแต่ปี 2526 ตลอดมาจนปัจจุบัน แต่เมื่อพิจารณาภาพเครื่องยนต์ของโจทก์เปรียบเทียบกับภาพเครื่องยนต์ของผู้อื่นอีก 5 ราย เห็นว่า ลำพังรูปร่างหรือรูปทรงหรือลักษณะของเครื่องยนต์ของโจทก์และของผู้อื่นเหล่านี้ หากไม่ติดชื่อหรือเครื่องหมายการค้า หรือใช้สีแตกต่างกันย่อมไม่อาจทำให้ผู้ซื้อทั่วไปใช้เป็นที่สังเกตแยกได้ว่า เครื่องยนต์เครื่องใดเป็นของเจ้าของรายใด และชื่อก็ดี เครื่องหมายการค้าก็ดี รวมทั้งสี่ที่มีการใช้แตกต่างกันนั้นไม่อาจถือได้ว่าเป็นรูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุและไม่ได้ใช้เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายรูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุที่โจทก์ขอจดทะเบียน จึงเห็นได้ว่าลำพังลักษณะรูปร่างเครื่องยนต์ของโจทก์ซึ่งมีลักษณะเหมือนเครื่องยนต์ของผู้อื่นทั่วไปไม่มีลักษณะเด่นเป็นพิเศษ บุคคลทั่วไปเห็นแล้วก็มีแต่จะนึกถึงลักษณะของสินค้าเครื่องยนต์ประเภทนี้เท่านั้น การที่โจทก์ใช้สีที่อ้างว่ามีลักษณะเฉพาะและใช้มานานไม่เปลี่ยนแปลงก็อาจจะเป็นสิ่งที่บุคคลใช้เป็นที่สังเกตแยกแยะ ทั้งที่สีนี้ไม่ใช่ส่วนที่เป็นเครื่องหมายรูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ นอกจากนี้ยังเห็นว่าเครื่องยนต์ของโจทก์ใช้เครื่องหมายคำว่า HONDA ติดอยู่ ไม่ปรากฏว่าโจทก์นำเครื่องยนต์รุ่นนี้ออกจำหน่ายโดยไม่ใช้เครื่องหมายคำว่า HONDA จึงน่าเชื่อว่า โจทก์ประสงค์จะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปร่างหรือรูปทรงของเครื่องยนต์ดังกล่าวเพียงเพื่อใช้หวงกันไม่ให้ผู้อื่นผลิตเครื่องยนต์ที่มีลักษณะคล้ายของโจทก์ได้ตลอดไปในฐานะเป็นเครื่องหมายการค้าอันเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลอื่นมากเกินสมควร และเห็นได้ว่าเครื่องหมายที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 ส่วนที่บางประเทศรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ให้โจทก์ก็ขึ้นอยู่กับสภาพสังคมและรายละเอียดของกฎหมายของแต่ละประเทศ ไม่เป็นเหตุผลให้ควรรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าเครื่องหมายการค้ารูปร่างหรือรูปทรงเครื่องยนต์อเนกประสงค์ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 628750 เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามขั้นตอนต่อไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายรูปร่างหรือรูปทรงของเครื่องยนต์อเนกประสงค์รุ่น GX ตามคำฟ้องที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้ามีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติถึงลักษณะสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะไว้ ได้แก่ เครื่องหมายการค้าอันมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบ ด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นสาระสำคัญดังต่อไปนี้ ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ... (2) คำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง... ตามบทกฎหมายนี้ย่อมเห็นได้ว่า เจตนารมณ์โดยทั่วไปของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มุ่งหมายจะคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนในลักษณะต้องเป็นเครื่องหมายที่ใช้ประโยชน์ในการแยกให้เห็นว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่น และจะต้องไม่มีลักษณะที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรงด้วย นอกจากนี้ในเรื่องลักษณะของเครื่องยนต์นั้นก็อาจได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ในส่วนการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์หรือแบบผลิตภัณฑ์แล้วแต่กรณี ซึ่งทำให้ผู้ได้รับสิทธิบัตรมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้และสิทธิอื่นๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่ก็มีอายุการคุ้มครองจำกัดภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ ภายใต้หลักการการให้สิทธิคุ้มครองชั่วระยะเวลาหนึ่งแก่ผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบแบบผลิตภัณฑ์นั้น จากนั้นเมื่อสิ้นอายุการคุ้มครองแล้วก็ตกเป็นสมบัติสาธารณะที่บุคคลอื่นจะใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งต่างจากเครื่องหมายการค้าที่กฎหมายให้การคุ้มครองโดยหากมีการต่ออายุการคุ้มครองไปเรื่อย ๆ ก็เสมือนหนึ่งได้รับการคุ้มครองตลอดเวลาสามารถหวงกันไม่ให้บุคคลอื่นใช้ได้ตลอดไปตราบเท่าที่มีการต่ออายุต่อเนื่องกันไป ส่วนรูปร่างหรือรูปทรงของเครื่องยนต์อเนกประสงค์รุ่น GX ของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุนั้น แม้โจทก์จะกล่าวอ้างและนำสืบว่าโจทก์ได้ประดิษฐ์โดยออกแบบให้มีเอกลักษณ์โดดเด่นในตัวแตกต่างจากเครื่องยนต์ประเภทเดียวกันของผู้อื่นมาก ทั้งอุปกรณ์แต่ละชิ้นใช้สีที่มีลักษณะที่กำหนดโดยเฉพาะแตกต่างจากสีเครื่องยนต์ของผู้อื่น โดยตัวเครื่องเป็นสีแดง ถังน้ำมันสีขาวชุดกรองอากาศกับท่อไอเสียสีดำ ซึ่งโจทก์ใช้สีเช่นนี้ตั้งแต่ปี 2526 ตลอดมาจนปัจจุบันโดยไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทำให้คนที่พบเห็นสามารถสังเกตจดจำได้ว่าเป็นเครื่องยนต์ของโจทก์ที่แตกต่างจากของผู้อื่น แต่เมื่อพิจารณาตามภาพเครื่องยนต์ของโจทก์เปรียบเทียบกับภาพเครื่องยนต์ของผู้อื่นอีก 5 ราย ก็เห็นได้ว่า ลักษณะของเครื่องยนต์ของโจทก์กับของผู้อื่นดังกล่าวมีลักษณะที่เห็นได้ง่ายและคล้ายกันในทุกเครื่อง คือ ส่วนของเครื่องยนต์ที่มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกกลม มีฝาครอบด้านข้างที่มีช่องเป็นซี่ๆ หลายช่องอยู่ด้านล่างสุด มีก้านดึงสตาร์ตเครื่องยนต์ติดอยู่ด้านข้างค่อนไปทางด้านบนกับฝาครอบ มีถังน้ำมันอยู่ด้านบนของตัวเครื่อง และอุปกรณ์อื่น ๆ อยู่ด้านข้างถังน้ำมันและตัวเครื่องยนต์ กับมีท่อไอเสีย โดยเครื่องยนต์ของโจทก์และของผู้อื่นก็มีส่วนประกอบสำคัญ ๆ ดังกล่าวซึ่งอุปกรณ์แต่ละอย่างก็มีลักษณะคล้ายกันติดตั้งในตำแหน่งใกล้เคียงกัน หากไม่นำมาดูเปรียบเทียบกันก็ยากที่จะบอกถึงความแตกต่างได้ ดังนั้นในการที่ผู้ซื้อทั่วไปจะเลือกซื้อสินค้าเครื่องยนต์เหล่านี้ซึ่งอาจไม่มีโอกาสได้เห็นทุกเครื่องเปรียบเทียบกันตามภาพเปรียบเทียบเช่นนี้ก็ยิ่งน่าจะไม่อาจแยกความแตกต่างให้รู้ว่าเครื่องยนต์ใดเป็นของโจทก์หรือของผู้อื่น แต่สิ่งที่จะสังเกตให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในเครื่องยนต์เหล่านี้กลับเป็นเครื่องหมายคำว่า HONDA ของโจทก์กับคำที่เป็นชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของเครื่องยนต์ของผู้อื่น เช่น เครื่องยนต์ YAMAHA เครื่องยนต์ MITSUBISHI เป็นต้น นอกจากนั้นก็น่าจะเป็นการใช้สีในเครื่องยนต์แต่ละเครื่องที่มีความแตกต่างกันบ้างเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าลำพังรูปร่างหรือรูปทรงหรือลักษณะของเครื่องยนต์ของโจทก์และของผู้อื่นเหล่านี้โดยเฉพาะที่หากไม่ติดชื่อหรือเครื่องหมายการค้า หรือใช้สีแตกต่างกันย่อมไม่อาจทำให้ผู้ซื้อทั่วไปใช้เป็นที่สังเกตแยกได้ว่า เครื่องยนต์เครื่องใดเป็นของเจ้าของรายใด และชื่อก็ดี เครื่องหมายการค้าก็ดี รวมทั้งสีที่มีการใช้แตกต่างกันนั้นไม่อาจถือได้ว่าเป็นรูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ และไม่ได้ใช้เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายรูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุที่โจทก์ขอจดทะเบียน จึงเห็นได้ว่าลำพังลักษณะรูปร่างเครื่องยนต์ของโจทก์ซึ่งมีลักษณะเหมือนเครื่องยนต์ของผู้อื่นทั่วไปไม่มีลักษณะเด่นเป็นพิเศษ บุคคลทั่วไปเห็นแล้วก็มีแต่จะนึกถึงลักษณะของสินค้าเครื่องยนต์ประเภทนี้เท่านั้น ส่วนที่โจทก์จัดทำการสำรวจโดยออกแบบสอบถามบุคคลให้ดูเครื่องยนต์ของโจทก์ โดยปิดเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไว้แล้วปรากฏว่า มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากสามารถบอกได้ว่าเครื่องยนต์เครื่องใดเป็นของโจทก์นั้น ก็ได้ความว่าผู้ตอบถูกนี้ส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่เคยใช้เครื่องยนต์รุ่นนี้ของโจทก์ ซึ่งย่อมเป็นบุคคลที่มีความคุ้นเคยกับเครื่องยนต์ของโจทก์เป็นพิเศษยิ่งกว่าบุคคลทั่วไปมาก การตอบแบบสอบถามโดยบุคคลดังกล่าวจึงไม่ใช่การชี้วัดว่าบุคคลทั่วไปจะแยกแยะได้เช่นนั้น ยิ่งไปกว่านั้นการที่โจทก์ใช้สีที่โจทก์อ้างว่ามีลักษณะเฉพาะของโจทก์และใช้มานานไม่เปลี่ยนแปลงก็อาจจะเป็นสิ่งที่บุคคลใช้เป็นที่สังเกตแยกแยะ ทั้งที่สีนี้ไม่ใช่ส่วนที่เป็นเครื่องหมายรูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ นอกจากนี้ยังเห็นว่าเครื่องยนต์ของโจทก์ใช้เครื่องหมายคำว่า HONDA ติดอยู่ ไม่ปรากฏว่าโจทก์นำเครื่องยนต์รุ่นนี้ออก จำหน่ายโดยไม่ใช้เครื่องหมายคำว่าHONDA จึงน่าเชื่อว่า โจทก์ประสงค์จะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปร่างหรือรูปทรงของเครื่องยนต์อเนกประสงค์รุ่น GX ของโจทก์นี้เพียงเพื่อใช้หวงกันไม่ให้ผู้อื่นผลิตเครื่องยนต์ที่มีลักษณะคล้ายของโจทก์ได้ตลอดไปในฐานะเป็นเครื่องหมายการค้าอันเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลอื่นมากเกินสมควร และเห็นได้ว่าเครื่องหมายที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 ดังกล่าวข้างต้น คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอน ส่วนที่บางประเทศรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ให้โจทก์ก็ขึ้นอยู่กับสภาพสังคมและรายละเอียดของกฎหมายของแต่ละประเทศ ไม่เป็นเหตุผลให้ควรรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้แก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฮอนด้า มอเตอร์ โก., แอลทีดี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9203/2554
#520450
เปิดฉบับเต็ม

ก. และ ส. เป็นทายาทของ ป. ผู้ตาย ได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหายักยอกทรัพย์มรดกที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินเดียวกับที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยโอนให้แก่โจทก์เพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป เมื่อความปรากฏแก่ศาลว่า ในคดีอาญาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การที่จำเลยที่ 2 (จำเลยคดีนี้) มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท น่าเชื่อว่าเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทอื่น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยอมโอนหรือแบ่งทรัพย์มรดกโดยอ้างว่าเป็นของตน จึงมีเจตนาทุจริต เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 353 เช่นนี้ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 และแม้โจทก์และจำเลยจะเป็นจำเลยในคดีอาญาด้วยกันก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทของผู้ตาย ทั้งโจทก์ยังเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกด้วย คำพิพากษาคดีอาญาจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาถึงที่สุดโดยฟังว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทแทนทายาทอื่น ดังนี้ จำเลยจึงต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์พิพาทคืนแก่โจทก์ผู้จัดการมรดก เพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และส่งมอบอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 ถนนสวรรค์วิถี อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และส่งมอบอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 ถนนสวรรค์วิถี อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องไว้แทนทายาทหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 155/2541 หมายเลขแดงที่ 588/2546 ของศาลชั้นต้นว่า นายเกษมและนางสมสันต์ ซึ่งเป็นทายาทของนางประทุม ผู้ตายได้ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหายักยอกทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 ซึ่งเป็นทรัพย์สินเดียวกับที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยโอนให้แก่โจทก์เพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาว่า ในคดีอาญาดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10016/2553 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่วินิจฉัยไว้ว่า การที่จำเลยที่ 2 (จำเลยคดีนี้) มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท น่าเชื่อว่าเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทอื่น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยอมโอนหรือแบ่งทรัพย์มรดก โดยอ้างว่าเป็นของตน จึงมีเจตนาทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 เช่นนี้ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 และแม้โจทก์และจำเลยจะเป็นจำเลยในคดีอาญาด้วยกันก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทของผู้ตาย ทั้งโจทก์ยังเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกด้วย คำพิพากษาคดีอาญาจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาถึงที่สุดโดยฟังว่า จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทแทนทายาทอื่น ดังนี้ จำเลยจึงต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 57961 พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 205/5 คืนแก่โจทก์ผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า การจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกมิใช่ในฐานะส่วนตัว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ฎีกาจำเลยเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ โดยที่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ถือเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเช่นกัน เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
นางเพ็ญศรี ทิพย์เจริญพร ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนางประทุม ปฏิมาประกร
จำเลย — ดาบตำรวจนิพนธ์ ปฏิมาประกร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายสมชาย ฉลาดชัญญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเผด็จ ชมพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9198/2554
#518394
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 127 บัญญัติว่า เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรองหรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของที่แท้จริงและถูกต้อง ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านจะไม่มีใบจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมมาแสดงก็ตามแต่มีสำเนาทะเบียนบ้านซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่มีความเกี่ยวข้องและสามารถใช้อ้างอิงแทนกันได้มาแสดง จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายัน ต้องนำสืบถึงความไม่ถูกต้องของเอกสาร แต่ผู้ร้องคงมีแต่คำเบิกความลอย ๆ และไม่ได้โต้แย้งว่าสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวไม่ถูกต้องทั้งเบิกความว่า ไม่ทราบข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ตายเคยจดทะเบียนรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมหรือไม่ เมื่อชั่งน้ำหนักคำพยานของผู้คัดค้านและผู้ร้องแล้ว จึงเชื่อได้ว่าผู้ตายจดทะเบียนรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมแล้วตามข้อความที่ปรากฏในสำเนาทะเบียนบ้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายนิพัทธ์ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวฟลอร่า ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องและขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนผู้ร้องและนายเวนันท์ บิดาของผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนผู้ร้อง

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2494 เป็นบุตรของจ่าโทนรงค์ ส่วนมารดาเป็นผู้ใดไม่ปรากฏ จ่าโทนรงค์เป็นน้องของนางสาวล้วน จ่าโทนรงค์ถึงแก่กรรมไปแล้วเมื่อประมาณปี 2495 นางสาวฟลอร่า ผู้ตาย เป็นลูกพี่ลูกน้องกับจ่าโทณรงค์และนางสาวล้วน ผู้ตายและนางสาวล้วนพักอาศัยอยู่ด้วยกัน ผู้คัดค้านอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้ตายมาตั้งแต่ผู้คัดค้านจำความได้ โดยพักอาศัยอยู่กับผู้ตายและนางสาวล้วนที่บ้านเลขที่ 69 และ 69/2 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งเดิมคือบ้านเลขที่ 57 ถึง 59 ผู้คัดค้านใช้ชื่อสกุล จุลละมณฑล มาโดยตลอด สำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 69/2 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร มีชื่อผู้ตายเป็นหัวหน้าครอบครัว และมีชื่อผู้คัดค้านอยู่ในทะเบียนบ้านดังกล่าว ระบุความสัมพันธ์กับหัวหน้าครอบครัวว่า เป็นบุตรบุญธรรม ตามสำเนาทะเบียนบ้าน ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2531 ผู้ตายถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา หลังจากนั้นนายเวนันท์ซึ่งเป็นน้องร่วมบิดาเดียวกันกับผู้ตายยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งนายเวนันท์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลมีคำสั่งตั้งตามที่นายเวนันท์ร้องขอ แต่ในปี 2532 นายเวนันท์ถึงแก่กรรมก่อนจะจัดการมรดกเสร็จสิ้น วันที่ 10 พฤษภาคม 2542 ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของนายเวนันท์ยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2542 ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2544 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ถอดถอนผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านเป็นประการแรกว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายและมีสิทธิร้องขอเพิกถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ผู้คัดค้านนำสืบโดยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า สำเนาทะเบียนบ้านของพยานอยู่ที่บ้านเลขที่ 69/2 ตามสำเนาทะเบียนบ้าน ในปี 2502 ขณะพยานอายุได้ 8 ขวบ ผู้ตายได้จดทะเบียนรับพยานเป็นบุตรบุญธรรม ที่สำนักงานเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร โดยมีนางสาวล้วนและนางเสงี่ยมซึ่งเป็นย่าของพยานไปที่สำนักงานเขตด้วยกัน หลังจากนั้นในปี 2503 ผู้ตายส่งพยานเข้าเรียนที่โรงเรียนซันตาครูสคอนแวน ให้ใช้ชื่อสกุล จุลละมณฑล ของผู้ตาย ตามสำเนาใบสุทธิ ต่อมาวันที่ 6 เมษายน 2512 ผู้ตายซื้อที่ดินจากกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานให้ผู้คัดค้าน 1 แปลง โดยพลตรีอร่ามเป็นคู่สัญญาตามสัญญา แต่ผู้ขายผิดสัญญา ผู้ตายได้ทำหนังสือถึงบุคคลต่างๆ เพื่อขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือ ในหนังสือดังกล่าวมีข้อความว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตาย บ้านที่ผู้คัดค้านและผู้ตายพักอาศัยคือบ้านเลขที่ 69/2 ซึ่งเดิมคือบ้านเลขที่ 57 - 59 ตรอกวัดระฆัง ถนนอรุณอมรินทร์ ในสำเนาทะเบียนบ้านระบุว่าผู้ตายเป็นหัวหน้าครอบครัว และพยานเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นบ้านเลขที่ 69 แต่ยังคงระบุความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายและพยานเช่นเดิม และสำนักงานทะเบียนได้เปลี่ยนรูปแบบของสำเนาทะเบียนบ้านใหม่แต่ก็มิได้เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตายกับพยาน หลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมแล้ว นายเวนันท์ซึ่งเป็นน้องของผู้ตายและเป็นบิดาของผู้ร้องได้มาแจ้งแก่นางสาวล้วนว่าจะขอจัดการมรดกของผู้ตายแทนพยาน พยานได้มอบโฉนดที่ดินที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และที่ดินตรอกวัดระฆัง กรุงเทพมหานคร ของผู้ตาย พร้อมใบจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม และสำเนาทะเบียนบ้านของพยานให้แก่นายเวนันท์ไป แต่หลังจากนั้นนายเวนันท์ไม่เคยติดต่อพยานอีกเลย พยานสอบถาม นายเวนันท์บอกว่าให้รอไปก่อนจนกระทั่งนายเวนันท์ถึงแก่กรรม พยานติดต่อนางสุรางค์ภริยาของนายเวนันท์เพื่อขอรับเอกสารดังกล่าวคืน แต่นางสุรางค์ปฏิเสธ ในปี 2544 พยานติดต่ออีกครั้ง แต่นางสุรางค์อ้างว่าเอกสารเหล่านั้นหายไป พยานจึงแจ้งความเป็นหลักฐาน ตามสำเนารายงานประจำวัน และขอคัดสำเนาทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมที่เขตบางกอกน้อย แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เพราะสมุดจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมสูญหาย โดยผู้คัดค้านมีนายเจริญ เจ้าพนักงานปกครอง 6 ฝ่ายทะเบียนราษฎร์ สำนักงานเขตบางพลัด เป็นพยานเบิกความว่า การลงรายการในทะเบียนราษฎร์ ผู้ที่มีอำนาจเท่านั้นที่ลงได้ และต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจและต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ มีนายณรงค์ นายทะเบียน ผู้รับแจ้งย้ายเข้าสำเนาทะเบียนบ้าน เป็นพยานเบิกความว่า การลงรายการในทะเบียนบ้าน โดยทั่วไปตามระเบียบเจ้าหน้าที่ผู้ลงต้องขอดูเอกสารที่เกี่ยวข้อง มิฉะนั้นจะไม่ดำเนินการให้ มีนายจีระศักดิ์เป็นพยานเบิกความว่า ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2543 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2544 พยานรับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อย ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 พยานได้รับมอบอำนาจให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อยว่า สมุดทะเบียนการรับบุตรบุญธรรม เลขทะเบียนที่ 30/252 (ที่ถูกน่าจะเป็น 30/282) ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2501 ถึงทะเบียนเลขที่ 58/374 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2503 ปรากฏว่าได้ชำรุดสูญหายไป ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย และมีนายธวัชชัย ผู้อำนวยการส่วนการทะเบียนทั่วไป สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง เป็นพยานเบิกความว่า ทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมที่หายไป 3 ฉบับนั้น อาจเกิดการสูญหายที่สำนักงานเขตบางกอกน้อย หรือที่สำนักงานฝ่ายทะเบียนทั่วไปก็ได้ และทะเบียนที่หายไปจะเป็นการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมของผู้คัดค้านหรือไม่ ไม่ทราบ ส่วนผู้ร้องเป็นพยานเบิกความว่า ไม่ทราบว่าผู้คัดค้านจะเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายหรือไม่ ผู้ร้องไม่เคยเห็นทะเบียนรับบุตรบุญธรรมของผู้คัดค้าน เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/27 บัญญัติว่า การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย คดีนี้แม้ผู้คัดค้านจะไม่สามารถนำใบจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมมาอ้างเป็นพยานได้ก็ตาม แต่ผู้คัดค้านนำสืบสาเหตุว่า เป็นเพราะได้มอบต้นฉบับใบจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมให้แก่บิดาของผู้ร้องไปเพื่อยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย บิดาผู้ร้องนำไปดำเนินการตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกแล้วไม่ยอมคืนแก่ผู้คัดค้านจนกระทั่งบิดาผู้ร้องถึงแก่กรรมและผู้คัดค้านยังมีนายเจริญ นายณรงค์ กับนายจีระศักดิ์ ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับทะเบียนราษฎร์มานำสืบอธิบายถึงสาเหตุที่ผู้คัดค้านไม่สามารถขอสำเนาหนังสือรับบุตรบุญธรรมจากสำนักงานเขตบางกอกน้อยได้ว่าเป็นเพราะสมุดจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมของสำนักงานเขตในช่วงเวลาที่ผู้คัดค้านอ้างได้ชำรุดสูญหายไป จึงไม่สามารถออกหนังสือรับรองการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมแก่ผู้คัดค้านได้ แต่พยานดังกล่าวทั้งสามปากไม่ได้ปฏิเสธว่า ไม่มีการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมระหว่างผู้ตายกับผู้คัดค้าน รวมทั้งนายธวัชชัยซึ่งรับผิดชอบงานทะเบียนที่กรมการปกครองก็มิได้ปฏิเสธว่า ไม่มีการจดทะเบียนรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมผู้ตายเช่นกัน จึงเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นที่ผู้คัดค้านไม่อาจนำหลักฐานการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมมาอ้างเป็นพยานได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คัดค้านมีสำเนาทะเบียนบ้านซึ่งมีข้อความระบุให้เห็นว่าเป็นสำเนาทะเบียนบ้านที่นายประจง ผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่นบางกอกน้อย เป็นผู้รับรองสำเนาถูกต้อง เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2544 อันเป็นเวลาที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคดีนี้ และนายณรงค์ พยานผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นนายทะเบียนได้เบิกความรับรองรายการในสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวแล้ว จึงถือเป็นสำเนาทะเบียนบ้านที่ปรากฏเป็นฉบับปัจจุบันที่ยังคงระบุว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมผู้ตาย อันมิได้มีการแก้ไขว่าสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเดิมที่ระบุว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมผู้ตายไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ผู้คัดค้านยังมีพยานแวดล้อมสนับสนุนว่า ในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ตายแสดงให้เห็นโดยเปิดเผยว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตาย กล่าวคือ เมื่อปี 2512 ผู้ตายซื้อที่ดินจัดสรรรุ่นที่ 2 จากกองพลทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน และฝ่ายผู้ขายผิดสัญญา ผู้ตายได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือหลายฉบับ มีข้อความระบุชัดเจนว่าผู้ตายซื้อที่ดินในนามของผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งระบุว่าส่งถึงเลขาธิการคณะปฏิวัติ มีข้อความว่าผู้ตายซื้อที่ดินดังกล่าวเป็นเงินผ่อนให้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุตรบุญธรรม เอกสารเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะบางฉบับเขียนด้วยลายมือซึ่งน่าเชื่อว่าจะเป็นลายมือของผู้ตาย ดังนั้นจากข้อนำสืบของผู้คัดค้านดังกล่าว เมื่อพิจารณาประกอบกับสำเนาทะเบียนซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้จัดทำขึ้นตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและเป็นเอกสารที่พนักงานเจ้าหน้าที่รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้องแล้ว ข้อนำสืบของผู้คัดค้านมีเหตุผลน่าเชื่อถือ แม้ผู้คัดค้านจะไม่มีใบจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมมาแสดงก็ตาม แต่สำเนาทะเบียนบ้านเป็นเอกสารมหาชนที่มีความเกี่ยวข้องและสามารถใช้อ้างอิงแทนกันได้ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบถึงความไม่ถูกต้องของเอกสาร แต่ผู้ร้องคงมีแต่คำเบิกความลอยๆ และไม่ได้โต้แย้งว่าสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวไม่ถูกต้อง ทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ตายเคยจดทะเบียนรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมหรือไม่ ผู้ร้องเบิกความว่า ไม่ทราบ เมื่อชั่งน้ำหนักคำพยานของผู้คัดค้านและผู้ร้องแล้ว จึงเชื่อได้ว่าผู้ตายจดทะเบียนรับผู้คัดค้านเป็นบุตรบุญธรรมแล้วตามข้อความที่ปรากฏในสำเนาทะเบียนบ้าน ดังนั้น ผู้คัดค้านย่อมเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้ร้องเป็นทายาทชั้นหลาน ย่อมไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายและไม่มีอำนาจจะยื่นคำร้องขอตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ชอบที่จะเพิกถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น ส่วนที่ผู้คัดค้านขอให้เพิกถอนคำสั่งตั้งนายเวนันท์จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายด้วยนั้น เมื่อนายเวนันท์ถึงแก่ความตายไปแล้ว คำสั่งศาลที่ตั้งนายเวนันท์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายย่อมสิ้นผลโดยไม่ต้องเพิกถอนอีก

ปัญหาต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านสมควรจะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ แม้ศาลล่างจะยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ แต่คู่ความสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความและคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้า จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยไม่ย้อนสำนวนลงไปอีก เห็นว่า ผู้คัดค้านเป็นทายาทและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย และมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 และ 1718 เมื่อมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดกผู้คัดค้านสมควรที่จะเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนายนิพัทธ์ ผู้ร้อง ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของ นางสาวฟลอร่า ผู้ตาย และตั้งนางดวงพร หรืออุปถัมภ์ ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวฟลอร่า ผู้ตาย โดยให้ผู้คัดค้านมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 127
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายนิพัทธ์ จุลละมณฑล
ผู้คัดค้าน — นางดวงพร จุลละมณฑลหรืออุปถัมภ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสมเกียรติ รัศมีภูผา
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9137/2554
#520435
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเป็นคนต่างชาติเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านตามช่องทาง อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 11 กับเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทางและมิได้รับอนุญาตตามกฎหมายและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านการตรวจของเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมือง มิได้ยื่นรายการตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 18 วรรคสอง และ 12 (1) เป็นความผิดในบทมาตราเดียว ทั้งเป็นการกระทำที่จำเลยประสงค์ที่จะเข้ามาในราชอาณาจักร จึงเป็นเจตนาเดียวกัน มิใช่การกระทำโดยเจตนาต่างกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

การที่จำเลยอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81 เป็นการกระทำที่จำเลยประสงค์ที่จะอยู่ในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งไม่ใช่เจตนาเดียวกันกับเจตนาที่เข้ามาในราชอาณาจักร การอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำกรรมเดียวกับการเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน

พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทลงโทษในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางและเวลาตามกฎหมาย และฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทางและไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท ส่วนมาตรา 81 เป็นบทลงโทษในความผิดฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 62 วรรคหนึ่ง จึงเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักกว่าและในการพิพากษาลงโทษตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง ศาลต้องกำหนดโทษจำคุกเสมอ การที่ศาลวินิจฉัยว่าบทกฎหมายทั้งสองมาตรามีอัตราโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง ปรับเพียงสถานเดียวจึงเป็นการไม่ชอบ

คดีนี้จำเลยเพียงแต่ให้การรับสารภาพ แต่ไม่ได้รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ศาลลงโทษจำคุกในคดีก่อน และโจทก์ไม่ได้นำสืบในข้อนี้ และเมื่อในคดีนี้ศาลให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ จึงไม่อาจนับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 3, 4, 38, 79 และ 91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 58, 62 และ 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 5, 6 และ 33 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 7, 9, 51, 57 และ 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ดีวีดีและวีซีดีภาพยนตร์ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 28 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ กับนับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5612/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 และ 79 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12, 18, 62 และ 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 9, 51, 57 และ 60 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โดยให้รอการกำหนดโทษไว้กำหนด 1 ปี ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษปรับ 100,000 บาท ฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานเดินทางเข้ามาในอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษปรับ 2,000 บาท ฐานทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตลงโทษปรับ 2,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นปรับ 104,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 52,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ให้ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ อนึ่ง ศาลในคดีนี้มิได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย จึงไม่อาจนับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5612/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง สำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 62 ประกอบมาตรา 11 ประกอบมาตรา 18 วรรคสอง และ 12 (1) มาตรา 81

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกว่า ความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นคนต่างชาติสัญชาติลาวเดินทางจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านตามช่องทางอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 11 กับเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทางและมิได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านการตรวจของเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมือง มิได้ยื่นรายการตามแบบที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 18 วรรคสอง และ 12 (1) เป็นความผิดในบทมาตราเดียวกัน ทั้งเป็นการกระทำที่จำเลยประสงค์ที่จะเข้ามาในราชอาณาจักร จึงเป็นเจตนาเดียวกัน มิใช่กระทำโดยเจตนาต่างกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่การที่จำเลยอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81 ตามฟ้องนั้น เป็นการกระทำที่จำเลยประสงค์ที่จะอยู่ในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นเจตนาอีกเจตนาหนึ่งไม่ใช่เจตนาเดียวกันกับเจตนาเข้ามาในราชอาณาจักร การอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำกรรมเดียวกับการเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การกระทำความผิดของจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 11 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 18 วรรคสอง และมาตรา 12 (1) มาตรา 81 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทและลงโทษจำเลยฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อต่อไปมีว่า โทษที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงแก่จำเลยในความผิดฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2521 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2521 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทลงโทษในความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านตามช่องทางและเวลาตามกฎหมายตามมาตรา 11 และฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่มีหนังสือเดินทางและไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายตามมาตรา 18 วรรคสอง และมาตรา 12 (1) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท ส่วนมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งเป็นบทลงโทษในความผิดฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เห็นได้ว่า มาตรา 62 วรรคหนึ่ง เป็นบทกฎหมายบทที่มีโทษหนักกว่า และในการพิพากษาลงโทษตาม มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ศาลต้องกำหนดโทษจำคุกด้วยเสมอ ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าบทกฎหมายทั้งสองมาตรานี้มีอัตราโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง ปรับเพียงสถานเดียวเท่านั้นจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อสุดท้ายมีว่า สมควรกำหนดโทษและลงโทษจำเลยโดยไม่รอการกำหนดโทษในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามฟ้อง ซึ่งได้ความว่าจำเลยนำออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายซึ่งดีวีดีและวีซีดีภาพยนตร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมีจำนวนเพียง 28 แผ่น ซึ่งเป็นจำนวนไม่มาก ทั้งจำเลยก็ไม่ได้เป็นผู้ทำซ้ำซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายเอง แต่เป็นเพียงผู้นำสิ่งที่ผู้อื่นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์อยู่แล้วนั้นมาขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขาย และยังปรากฏว่าจำเลยมีอายุเพียง 18 ปีเศษ หากศาลจะลงโทษจำเลยไปโดยไม่รอการกำหนดโทษ ก็เห็นว่าพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ได้บัญญัติจำกัดการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลไว้ โดยกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้เป็นโทษปรับจำนวน 50,000 บาท แม้ศาลจะลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ก็ยังคงต้องลงโทษปรับจำเลยเป็นเงินจำนวนถึง 25,000 บาท ซึ่งเห็นว่าก็ยังเป็นโทษที่สูงเกินไปเมื่อพิจารณาถึงสภาพความผิดและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวแล้ว ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างในอุทธรณ์ถึงคำพิพากษาของศาลในคดีอื่นที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของแต่ละคดีแตกต่างกัน การใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษในแต่ละคดีย่อมแตกต่างกัน ทั้งนี้ เพื่อให้เหมาะสมแก่สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยในแต่ละคดี ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้รอการกำหนดโทษแก่จำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์มานั้นจึงเหมาะสมแก่สภาพความผิดและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามคดีนี้ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยให้การรับสารภาพรับฟังได้เป็นยุติตามฟ้องว่า จำเลยนำออกขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายซึ่งดีวีดีและวีซีดีภาพยนตร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ย่อมเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ซึ่งเป็นความผิดฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งดีวีดีและวีซีดีภาพยนตร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น จึงเป็นการปรับบทความผิดของจำเลยไม่ถูกต้อง และที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 โดยมิได้ระบุว่าเป็นมาตรา 38 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 18 และ 62 โดยมิได้ระบุว่าเป็นมาตรา 18 วรรคสอง และ 62 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 51 โดยมิได้ระบุว่าเป็นมาตรา 51 วรรคหนึ่ง นั้น ยังไม่ถูกต้องเช่นกัน แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในเรื่องนี้ แต่เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 79 ประกอบมาตรา 38 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 11 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 18 วรรคสอง และมาตรา 12 (1) มาตรา 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 9 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โดยให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษปรับ 100,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุก 2 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษปรับ 2,000 บาท ฐานทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษปรับ 2,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นจำคุก 2 เดือน และปรับ 104,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 52,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้ดีวีดีและวีซีดีภาพยนตร์ของกลางที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 28 แผ่น ตามฟ้องตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ อนึ่ง คดีนี้จำเลยเพียงแต่รับสารภาพในความผิดที่โจทก์ฟ้อง แต่ไม่ได้รับว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5612/2552 และโจทก์ไม่ได้นำสืบในข้อนี้และเมื่อในคดีนี้ศาลให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ จึงไม่อาจนับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5612/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตามคำขอของโจทก์ได้ และเมื่อศาลไม่ได้พิพากษาลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จึงไม่อาจสั่งให้จ่ายค่าปรับที่จำเลยชำระกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามคำขอของโจทก์ได้ จึงให้ยกคำขอทั้งสองคำขอนี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 11 ม. 12 (1) ม. 18 วรรคสอง ม. 62 วรรคหนึ่ง ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
คู่กรณี — นายศรีโคตร ศรีอุทุม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวจิระวดี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9135/2554
#517474
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของเรือชื่อเบญจมาศ ขอทำประกันภัยไว้กับจำเลยโดยรับรองว่าเรืออยู่ในสภาพดีพร้อมที่จะเดินทาง จำเลยตกลงรับประกันภัยโดยระบุในกรมธรรม์ประกันภัยโดยระบุเงื่อนไขและข้อยกเว้นความรับผิดที่สำคัญไว้หลายประการ คือ การประกันภัยให้บังคับตามกฎหมายและประเพณีปฏิบัติของประเทศอังกฤษ ผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่เปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งปวงให้ผู้รับประกันภัยทราบ ผู้เอาประกันภัยให้คำรับรองว่าเรือต้องมีใบอนุญาตพร้อมและได้รับการจดทะเบียนจากกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีตลอดอายุกรมธรรม์ประกันภัย (WARRENTED THE VESSEL IS LICENSED AND REGISTERRED BY HARBOUR DEPARTMENT THROUGHOUT THE CURRENCY OF THE POLICY) และผู้เอาประกันภัยให้คำรับรองว่าเรือจะต้องติดตั้งอุปกรณ์ให้เหมาะสมตามข้อบังคับของกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (WARRENTED VESSEL BE PROPERLY EQUIPPED IN ACCORDANCE WITH THE REQUIREMENT OF THE HARBOUR DEPARTMENT) แต่ปรากฏจากผลการสำรวจความเสียหายของบริษัทผู้สำรวจภัยรายงานว่าเหตุที่เรือจม เกิดจากสาเหตุที่ตัวเรือและเครื่องจักรมีอายุใช้งานมานาน และไม่ได้รับการซ่อมแซมดูแลอย่างเพียงพอ ซึ่งในทางประกันภัยถือว่าไม่มีความเหมาะสมในการเดินทะเล และไม่ปรากฏพยานหลักฐานแสดงว่าเรือชนวัตถุใต้น้ำหรือเผชิญสภาวะอากาศเลวร้าย ทั้งจากการตรวจสอบหลักฐานทะเบียนทางเรือแล้ว ไม่ปรากฏว่าเรือได้รับการจดทะเบียนจากทางราชการเพราะเอกสารตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าได้รับใบอนุญาตให้ใช้เรือชั่วคราวนั้น มิใช่เอกสารที่ออกโดยกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ถือว่าเป็นกรณีที่ไม่ได้มีการปฏิบัติตามข้อรับรองที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย คดีจึงฟังได้ว่าโจทก์ผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยในข้อคำรับรองว่าเรือต้องได้รับใบอนุญาตและได้รับการจดทะเบียนจากการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี และเรือต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือที่ถูกต้องเหมาะสมตามเงื่อนไขของกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (Breach of warranty on Seaworthiness of ship) อันเป็นผลให้ผู้รับประกันภัยหลุดพ้นจากการรับผิดในทันที ฉะนั้น ขณะเกิดเหตุกรมธรรม์ประกันภัยจึงไม่ให้ความคุ้มครอง ไม่ว่าภัยที่เกิดแก่เรือจะได้เกิดขึ้นเพราะสาเหตุตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ จำเลยผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นความเสียหายต่อเรือทั้งลำและอุปกรณ์การเดินเรือเป็นเงิน 510,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าใช้จ่ายและค่าดำเนินการจัดส่งลูกเรือกลับภูมิลำเนา 25,196 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าบริการตัวแทนด้านพิธีการและป้องกันมลภาวะ ณ ประเทศที่เกิดเหตุ 5,764 ดอลลาร์สหรัฐ ทรัพย์สินมีค่าของลูกเรือที่สูญหาย 4,673 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าสินค้า 549,963 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าใช้จ่ายเจ้าหน้าที่โจทก์เพื่ออำนวยความสะดวกผู้สำรวจภัย 5,012 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 38,201 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าความเสียหายที่โจทก์ไม่สามารถประกอบการได้คิดเพียง 6 เดือน 24,000 ดอลลาร์สหรัฐ ดอกเบี้ยในค่าใช้จ่ายที่โจทก์ทดรองจ่ายอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดเพียง 6 เดือน ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2547 ในต้นเงิน 628,809 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงิน 47,160 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 1,209,969 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 51,786,673 บาท ขณะเกิดเหตุอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 42.80 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา ให้จำเลยชำระเงิน 9,482,387.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 4 มิถุนายน 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยในข้อที่เกี่ยวกับคำรับรองว่า "เรือต้องได้รับใบอนุญาตและได้รับการจดทะเบียนจากกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีตลอดอายุของกรมธรรม์ประกันภัย" และ "เรือต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือที่ถูกต้องเหมาะสมตามเงื่อนไขของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีหรือไม่ นายพิสิษฐ์ พยานจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รับประกันภัยของบริษัทจำเลยทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2546 โจทก์แจ้งขอเอาประกันภัยเรือเบญจมาศ โดยรับรองว่าเรืออยู่ในสภาพดีพร้อมที่จะเดินทาง จำเลยจึงตกลงรับประกันภัยโดยออกกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งระบุเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่สำคัญไว้หลายประการ คือ การประกันภัยให้บังคับตามกฎหมายและประเพณีปฏิบัติของประเทศอังกฤษ ผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่เปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งปวงให้ผู้รับประกันภัยทราบ ผู้เอาประกันภัยให้คำรับรองว่าเรือจะต้องมีใบอนุญาตพร้อมและได้รับการจดทะเบียนจากกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีตลอดอายุกรมธรรม์ประกันภัย ผู้เอาประกันภัยให้คำรับรองว่าเรือจะต้องติดตั้งอุปกรณ์ให้เหมาะสมตามกฎข้อบังคับของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี และจำกัดเส้นทางจากทะเลแคริบเบียนเพื่อเดินทางมายังประเทศไทยหนึ่งเที่ยว จากนั้นนำมาประกอบการขนส่งเป็นปกติในเอเชียอาคเนย์ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2546 โจทก์แจ้งว่าเรือเบญจมาศเกยตื้นและจมลงที่ชายฝั่งประเทศไอวอรีโคสต์ จำเลยจึงว่าจ้างบริษัทดับเบิลยู เค เว็บสเตอร์ (อินเตอร์เนชั่นแนล) จำกัด ให้สำรวจความเสียหาย บริษัทดับเบิลยู เค เว็บสเตอร์ (อินเตอร์เนชั่นแนล) พีทีอี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่ประเทศสิงคโปร์เป็นผู้สำรวจความเสียหาย ตามภาพถ่ายเรือที่เกยตื้นและภาพถ่ายของประดาน้ำรวม 34 ภาพ และทำรายงานลงวันที่ 30 ธันวาคม 2546 เสนอจำเลย โดยสรุปข้อเท็จจริงและความเห็นว่า ตามที่ผู้สำรวจภัยได้พบและได้ตรวจดูเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวกับเรือ สาเหตุแท้จริงของน้ำเข้าเรือยังลึกลับอยู่ ผู้สำรวจภัยมีความเห็นว่า เจ้าของเรือไม่ได้เอาใจใส่ดูแลเท่าที่ควรเพื่อให้เรืออยู่ในสภาพเหมาะสมในการเดินทะเลก่อนเวลาเริ่มเดินทางและขณะเดินทาง ภาพถ่ายก็แสดงการผุกร่อนหลายแห่ง สภาพทั่วไปของเรือไม่ดี การบำรุงรักษาเรือไม่ดีทำให้เชื่อว่าเปลือกโครงสร้างเรือไม่สามารถต้านทานแรงลมและคลื่นทะเลได้ มีมูลที่ผู้รับประกันภัยสามารถอ้างได้ว่าเรือไม่เหมาะสมที่จะเดินทะเลและฝ่าฝืนข้อความรับรองที่ระบุชัดแจ้งในกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงมอบหมายให้บริษัทพี แอนด์ เอ แอ็ดจัสเม้นท์ จำกัด ทำการตรวจสอบและให้ความเห็นว่าข้อเรียกร้องของโจทก์ถูกต้องตามเงื่อนไขความคุ้มครองในกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ โดยจำเลยมีนายพิชัย กรรมการผู้จัดการ และนายเฮอร์มัน ไบรอัน เปเรร่า ที่ปรึกษาทางทะเลของบริษัทพี แอนด์เอ แอ็ดจัสเม้นท์ จำกัด ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นประกอบรายงานความเห็นลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งได้จัดทำขึ้นภายหลังจากการประชุมร่วมกับผู้แทนของโจทก์และจำเลยที่สำนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2547 และตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว มีความเห็นเช่นเดียวกับบริษัทดับเบิลยู เค เว็บสเตอร์ (อินเตอร์เนชั่นแนล) พีทีอี จำกัด ว่าโจทก์ประพฤติผิดเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยด้วยเหตุ 2 ประการ คือ

1. ตัวเรือและเครื่องจักรมีอายุการใช้งานมานาน มีการผุกร่อน และไม่ได้รับการซ่อมแซมดูแลอย่างพอเพียง ซึ่งในการประกันภัยถือว่าไม่มีความเหมาะสมในการเดินทะเล จากการดูเทปวิดีโอและภาพถ่ายที่ประดาน้ำถ่ายไว้ ไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าเรือชนวัตถุใต้น้ำ หรือเผชิญสภาวะอากาศเลวร้าย การรับประกันทั่วไปจะยึดถือหลักว่าเรือต้องมีสภาพที่เหมาะสมในการเดินทะเลตั้งแต่วันที่เรือออกเดินทาง

2. กรมธรรม์ประกันภัยระบุข้อรับรองโดยชัดแจ้งว่า "ขอรับรองว่าเรือที่เอาประกันภัยต้องมีใบอนุญาตและจดทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ตลอดระยะเวลาประกันภัย" และ "ขอรับรองว่าเรือที่เอาประกันภัยต้องมีอุปกรณ์ที่ทางราชการกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีกำหนด" การที่เรือไม่ได้รับการจดทะเบียนหรือไม่มีใบอนุญาตจากทางราชการหรือใบอนุญาตขาดอายุแล้วไม่มีการต่ออายุ ถือได้ว่าไม่มีการปฏิบัติตามข้อรับรองที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์อ้างในคำฟ้องว่าเรือเบญจมาศจดทะเบียนเรือไทย เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 ตามสำเนาทะเบียนเรือกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี หลังจากนั้นจึงได้ทำประกันวินาศภัยกับจำเลย โดยโจทก์มีนายสมภพ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ กับนายวิมล พนักงานตำแหน่งผู้จัดการกองเรือของโจทก์ทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นประกอบกันว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 โจทก์ขอใบอนุญาตจดทะเบียนเรือต่อกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี เจ้าพนักงานตรวจสอบแล้วอนุญาตให้จดทะเบียนเรือใหม่ ทะเบียนเลขที่ 4600 - 01593 ตามสำเนาทะเบียนเรือชั่วคราวและเอกสารประกอบรวม 4 แผ่น แผ่นที่ 1 ตรงกับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 จากนั้นโจทก์ขอหมายเลขสัญญาณเรียกขานเรือและขอรหัสดาวเทียมใช้ในการติดต่อและเดินเรือตามกฎการเดินเรือสากลได้รับอนุมัติสัญญาณเรียกขาน HS 2991 หมายเลข MMSI 567 229 000 ตามหลักฐานการขอสัญญาณเรียกขานและหนังสืออนุมัติ และโจทก์ยื่นคำขอให้กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีออกเอกสารประกอบการเดินเรือเป็นการชั่วคราว เพื่อใช้ในการเดินทางกลับมาตรวจเรือ ณ ประเทศไทยมีกำหนดระยะเวลา 180 วัน สำหรับเอกสารที่โจทก์อ้างเพื่อแสดงว่าเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 เรือเบญจมาศได้รับอนุญาตและจดทะเบียนจากกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีนั้น จำเลยมีหนังสือของเรือโทพิทยา ผู้อำนวยการกองตรวจเรือ กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ที่ยืนยันว่าเอกสารฉบับนี้ไม่ได้เป็นสำเนาทะเบียนเรือกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี หากแต่เป็นเพียงหลักฐานที่แสดงว่าเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เจ้าพนักงานตรวจเรือ ตรวจเรือเพื่อจดทะเบียนเรือใหม่ ในวันเดียวกันกองทะเบียนเรือได้กำหนดเลขหมายทะเบียนเรือ คือ 4600 - 01593 ให้ไปก่อน กับเป็นคำขอให้ออกสัญญาณเรียกขานเรือชั่วคราวให้ก่อน ซึ่งกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีก็ได้อนุญาตให้ใช้สัญญาณเรียกขานชั่วคราว HSB 2991 ด้วย โดยยังไม่ได้มีการตรวจเรือเพื่อจดทะเบียน ในชั้นเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 ส่งเอกสาร 17 ชุด เพื่อให้จำเลยใช้พิจารณาประกอบการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทน โดยเอกสารชุดที่ 11 ซึ่งระบุว่าเป็นใบรับรองสำหรับเรือเบญจมาศทั้งหมด 14 ฉบับ แต่เอกสารที่โจทก์ส่งให้แก่จำเลยมีจำนวน 16 ฉบับ เอกสารทั้งหมดระบุว่าออกให้โดยกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ฉบับที่ 1 ออกให้เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 ส่วนฉบับที่ 2 ถึงที่ 16 ออกให้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2546 เอกสารทั้ง 16 ฉบับ ลงลายมือชื่อโดย MR.VICHAI THONGORN ตำแหน่ง GOVERNMENT SHIP SURVEYOR และประทับตรากองตรวจเรือ กรมเจ้าท่า กำกับการลงลายมือชื่อ กับมีการรับรองสำเนาถูกต้องโดยลงลายมือชื่อ MR.VICHAI THONGORN ตำแหน่ง GOVERNMENT SHIP SURVEYOR และประทับตรากองตรวจเรือ กรมเจ้าท่า ทั้ง 16 ฉบับ เอกสารทั้ง 16 ฉบับนี้ โจทก์อ้างเพื่อแสดงว่ามีการตรวจสอบเรือเบญจมาศทั้งตัวเรือและอุปกรณ์ในเรือ รวมถึงระบบวิทยุ ระบบความปลอดภัยและระบบต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการเดินเรือระหว่างประเทศแล้ว รับรองว่าอยู่ในสภาพดี ในชั้นพิจารณาจำเลยได้ระบุพยานและมีคำขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างกลางมีคำสั่งเรียกเอกสารทั้ง 16 ฉบับ ดังกล่าวจากกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กับหมายเรียกผู้อำนวยการกองตรวจเรือหรือผู้แทนและนายวิชัย มาเบิกความ แต่กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีมีหนังสือแจ้งตอบว่าได้ทำการตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวไม่ได้ออกโดยกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีจึงไม่สามารถส่งศาลประกอบการพิจารณาได้ และกองตรวจเรือมีหนังสือแจ้งตอบว่า กองตรวจเรือได้มอบหมายให้นายวิบูลย์ ตำแหน่งเจ้าพนักงานตรวจเรือ 5 กลุ่มตรวจสภาพเรือเป็นผู้แทนในการเป็นพยานศาล สำหรับนายวิชัย ไม่มีชื่อปรากฏในกองตรวจเรือแต่อย่างใด ทั้งจำเลยยังมีนายวิบูลย์ผู้ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการกองตรวจเรือมาเบิกความยืนยันว่า เอกสารตามหมายเรียกทุกฉบับไม่ได้ออกโดยกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี แม้เลขที่อ้างอิงในหนังสือก็ไม่ใช่ลักษณะเลขที่อ้างอิงของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี และไม่ปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานชื่อนายวิชัย ในกองตรวจเรือ

เมื่อเรือเบญจมาศประสบอุบัติเหตุโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีขออนุมัตินายช่างไปตรวจเรือที่ประสบอุบัติเหตุ ก็ปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาหนังสือของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ที่ คค 0301/00681 ลงวันที่ 16 กันยายน 2546 ถึงรองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง อ้างถึงเหตุที่อนุมัติให้ข้าราชการเดินทางไปต่างประเทศว่า กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ได้รับแจ้งจากบริษัทโจทก์ว่า ได้ซื้อเรือยนต์ชื่อเบญจมาศ กำหนดส่งมอบเรือที่ประเทศไอวอรีโคสต์ในวันที่ 19 กันยายน 2546 จึงขอให้เจ้าพนักงานตรวจเรือเดินทางไปตรวจเรือดังกล่าว เพื่อออกใบอนุญาตให้เรือชั่วคราว ณ ประเทศไอวอรีโคสต์ กรณีมิใช่เรื่องการขออนุมัติให้ไปตรวจเรือที่ประสบอุบัติเหตุดังที่โจทก์อ้าง และการที่โจทก์แจ้งขอให้เจ้าพนักงานตรวจเรือเดินทางไปตรวจเรือเพื่อออกใบอนุญาตชั่วคราว โดยแจ้งกำหนดส่งมอบเรือวันที่ 19 กันยายน 2546 ดังกล่าว ทำให้ขัดแย้งกับที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้รับมอบเรือตามสัญญาซื้อขายแล้ว และโจทก์ได้จัดการให้มีการสำรวจเรือ และขัดแย้งกับที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้รับเอกสารประกอบการเดินเรือเป็นการชั่วคราวก่อนเรือประสบอุบัติเหตุเพื่อใช้ในการเดินทางกลับมาตรวจสภาพเรือที่ประเทศไทย ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยที่มีหนังสือของผู้อำนวยการกองตรวจเรือ ยืนยันว่า โจทก์เพียงแต่ยื่นคำร้องไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เจ้าพนักงานตรวจเรือ ตรวจเรือเมื่อจดทะเบียนเรือใหม่ กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีมีหนังสือ แจ้งยืนยันว่าเอกสารทั้ง 16 ฉบับ ที่โจทก์อ้างเพื่อแสดงว่ามีการตรวจเรือเบญจมาศแล้วอยู่ในสภาพดี มิใช่เอกสารที่ออกโดยกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ประกอบกับจำเลยมีรายงานของบริษัทดับเบิลยู เค เว็บสเตอร์ (อินเตอร์เนชั่นแนล) พีทีอี จำกัด ซึ่งมีรายละเอียดลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนขณะและหลังจากเรือเกยตื้นอย่างชัดเจนและสมเหตุผล รายงานผลการตรวจสอบของประดาน้ำก็พบสภาพท้องเรือมีหอยและพืชน้ำเกาะ และมีร่องรอยผุกร่อนในลักษณะของการขาดการบำรุงรักษา โดยมีภาพถ่ายรายละเอียดของเรือที่เกยตื้น รวม 34 ภาพ ที่สอดคล้องกับรายงาน พยานหลักฐานของจำเลยดังกล่าวมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานโจทก์ เชื่อได้ว่านับตั้งแต่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยจนกระทั่งเรือเกยตื้น เรือเบญจมาศยังไม่เคยได้รับการตรวจเพื่อจดทะเบียน ไม่เคยได้รับใบอนุญาตหรือได้รับการจดทะเบียนจากกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี และไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะเดินเรือได้โดยปลอดภัย คดีฟังได้ว่าโจทก์ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยในข้อคำรับรองว่า เรือต้องได้ รับใบอนุญาตและได้รับการจดทะเบียนจากกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีตลอดอายุของกรมธรรม์ประกันภัย และเรือต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือที่ถูกต้องเหมาะสมตามเงื่อนไขของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี อันเป็นผลให้ผู้รับประกันภัยหลุดพ้นจากความรับผิดในทันที ฉะนั้น ขณะเกิดเหตุกรมธรรม์ประกันภัย จึงไม่ให้ความคุ้มครองไม่ว่าภัยจะเกิดขึ้นจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ จำเลยผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้นอีกจนเต็มจำนวนมูลค่าความเสี่ยงนั้นฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้ออื่น เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 866 ม. 868
พ.ร.บ.การประกันภัยทางทะเล ค.ศ.1906 ม. 18 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรอแยลเอเชีย เอเย่นซี่ จำกัด
จำเลย — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9127/2554
#520008
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเบิกความเท็จและแสดงพยานหลักฐานเท็จในคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยกับพวก เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก่อนโดยโจทก์ฟ้องจำเลยกับพวกในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก ช. ให้ดำเนินคดีแทน และคำฟ้องคดีนี้มิได้กล่าวว่าโจทก์มีส่วนได้เสียหรือมีสิทธิในบ้านพิพาทอย่างไร แม้สำเนาคำฟ้องคดีก่อนระบุว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อบ้านพิพาทจาก ช. แต่ก็ปรากฏตามคำฟ้องดังกล่าวว่า โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ได้จดทะเบียนการซื้อขายบ้านพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว และโจทก์ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยถามค้านว่า บ้านพิพาทยังคงเป็นของ ช. จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทแล้ว ดังนี้ โจทก์จึงไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนเสื่อมเสียกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท จึงมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดของจำเลยโดยตรงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) อันจะมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 177, 180

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ไม่ได้เข้าเป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2031/2549 ของศาลชั้นต้น โดยโจทก์ฟ้องจำเลยกับพวกในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนางชารินี ให้ดำเนินคดีแทน และคำฟ้องโจทก์คดีนี้ก็มิได้กล่าวว่าโจทก์มีส่วนได้เสียหรือมีสิทธิในบ้านเลขที่ 5/200 หมู่บ้านเขาน้อย ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อย่างไร แม้สำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2031/2549 ระบุว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อบ้านเลขที่ 5/200 หมู่บ้านเขาน้อย ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากนางชารินี แต่ก็ปรากฏตามคำฟ้องดังกล่าวว่า โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ได้จดทะเบียนการซื้อขายบ้านต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว และโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า บ้านพิพาทยังคงเป็นของนางชารินี จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในบ้านเลขที่ 5/200 แล้ว ดังนี้ โจทก์จึงไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนเสื่อมเสียกรรมสิทธิ์ในบ้าน จึงมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดของจำเลยโดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) อันจะมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษานี้เปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28 (2)
ป.อ. ม. 177 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัตน์ สุขสวัสดิ์
จำเลย — นางสาวรุ่งรุณี คำแน่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายธาริน ปัญญาโพธิคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
ชีพ จุลมนต์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9082/2554
#514221
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่เห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง เมื่อศาลมีคำสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" จำเลยที่ 1 กับผู้ร้องมีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันตามสัญญาประกันภัยในฐานะผู้เอาประกันกับผู้รับประกัน จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันขอปล่อยชั่วคราวโดยใช้หนังสือรับรองของผู้ร้องเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน หนังสือรับรองดังกล่าวระบุว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกัน และศาลมีคำสั่งบังคับตามสัญญาประกัน ผู้ร้องตกลงชำระค่าปรับตามสัญญาประกันถือได้ว่าผู้ร้องเกี่ยวข้องกับสัญญาประกันในฐานะผู้รับรองหลักทรัพย์ตามสัญญาประกัน ผู้ร้องจึงเป็นฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันตามความหมายของบทกฎหมายข้างต้น และมีอำนาจยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า ผู้ร้องไม่ใช่คู่สัญญาประกันไม่มีอำนาจยื่นอุทธรณ์แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้น เป็นการวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้อง ไม่ใช่การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยในเนื้อหาของการลดค่าปรับตามสัญญาประกัน คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่เป็นที่สุด

จำเลยที่ 1 ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 8 มิถุนายน 2549 ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลยที่ 1 และวันที่ 21 ตุลาคม 2549 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ส่งศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีส่วนเกี่ยวข้องหรือช่วยเหลือในการจับกุมจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แสดงว่าผู้ร้องไม่ได้ขวนขวายติดตามจับตัวจำเลยที่ 1 มาส่งศาล การที่ศาลชั้นต้นไม่ลดค่าปรับให้แก่ผู้ร้องจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปให้เสร็จในคราวเดียวกันโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวโดยใช้หนังสือรับรองตามกรมธรรม์ประกันภัยอิสรภาพของผู้ร้องว่า หากผิดสัญญาผู้ร้องยอมใช้เงินจำนวน 150,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกันตามคำสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ศาลชั้นต้นจึงสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญา และออกหมายจับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549

ผู้ร้องชำระเงินค่าปรับจำนวน 150,000 บาท ต่อมาจับจำเลยที่ 1 ได้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอลดค่าปรับเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า นายประกันชำระค่าปรับแล้วยังไม่มีเหตุลดค่าปรับ ยกคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอลดค่าปรับอีกเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2550 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง เมื่อศาลสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" เห็นว่า คำว่า "ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกัน" ไม่ได้หมายถึงเฉพาะบุคคลที่เป็นคู่สัญญาประกันเท่านั้น แต่มีความหมายรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสัญญาประกันที่ถูกบังคับตามสัญญาประกันด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กับผู้ร้องมีนิติสัมพันธ์ระหว่างกันตามสัญญาประกันภัยในฐานะผู้เอาประกันกับผู้รับประกันแล้วจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันขอปล่อยชั่วคราวโดยใช้หนังสือรับรองของผู้ร้องเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และเนื้อหาแห่งหนังสือรับรองดังกล่าวระบุว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาประกัน และศาลมีคำสั่งบังคับตามสัญญาประกัน ผู้ร้องตกลงชำระค่าปรับตามสัญญาประกัน ถือได้ว่าผู้ร้องเกี่ยวข้องกับสัญญาประกันในฐานะผู้รับรองหลักทรัพย์ตามสัญญาประกันผู้ร้องจึงเป็นฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันตามความหมายของบทกฎหมายข้างต้น และมีอำนาจยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าผู้ร้องไม่ใช่คู่สัญญาประกันไม่มีอำนาจยื่นอุทธรณ์แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยและเมื่อเป็นการวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้อง ไม่ใช่การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยในเนื้อหาของการลดค่าปรับตามสัญญาประกัน คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงไม่เป็นที่สุด ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาว่ามีเหตุสมควรลดค่าปรับตามสัญญาประกันหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 8 มิถุนายน 2549 ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลยที่ 1 และวันที่ 21 ตุลาคม 2549 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ส่งศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเข้าช่วยเหลือในการจับกุมจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แสดงว่าผู้ร้องไม่ได้ขวนขวายติดตามจับตัวจำเลยที่ 1 มาส่งศาลการที่ศาลชั้นต้นไม่ลดค่าปรับให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันนั้นจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปให้เสร็จในคราวเดียวกันโดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2)

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119 ม. 208
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
ผู้ร้อง — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเฉลิมศักดิ์ ลิ่มทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายจักรวาล ทนกล้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ไมตรี ศรีอรุณ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9046/2554
#515841
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยพาเด็กหญิง ฟ. ไปจากผู้เสียหาย จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะเรียกร้องเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหายและ อ. เพื่อเป็นค่าไถ่มาตั้งแต่แรก จำเลยเรียกร้องเอาทองคำเท่ากับที่มอบให้ผู้เสียหายไปจำนำ ส่วนเงินที่เรียกร้องเอาจาก อ. ได้ความว่าเป็นค่าที่ดินที่ อ. จะต้องคืนให้จำเลย ทั้งไม่ได้ความว่า อ. เป็นญาติหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายหรือเด็กหญิง ฟ. ที่จำเลยจะใช้เป็นเงื่อนไขในการเรียกร้องเงินจาก อ. จำเลยมีเจตนาที่จะเรียกร้องเอาทองคำและเงินที่จำเลยเชื่อว่าจำเลยควรจะได้ ดังนั้น ทองคำและเงินที่จำเลยเรียกร้องจากผู้เสียหายและ อ. จึงมิใช่ค่าไถ่ตาม ป.อ. มาตรา 1 (13) การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 313 (1) (3) วรรคแรก

การที่จำเลยพาเด็กหญิง ฟ. ไป และไม่ยอมคืนให้แก่ผู้เสียหาย เป็นการหน่วงเหนี่ยวเด็กหญิง ฟ. เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 310 วรรคแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานเรียกค่าไถ่ตาม ป.อ. มาตรา 313 (3) วรรคแรก ที่โจทก์ฟ้อง ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 310 วรรคแรก ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 313 (1) (3) ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 (1) (3) วรรคแรก จำคุก 16 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 12 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ฟ. เป็นบุตรของนางติก๊ะ ผู้เสียหาย ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ฟ. อายุ 1 ปีเศษ ตามสำเนารายการเกี่ยวกับทะเบียนบ้าน เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2549 จำเลยพาเด็กหญิง ฟ. ไปจากผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดา ต่อมาจำเลยติดต่อนางตอยบ๊ะ น้องสาวผู้เสียหายและนายอับดลมะเลข ให้ผู้เสียหายนำทองคำหนัก 5 บาท และให้นายอับดลมะเลขนำเงินจำนวน 500,000 บาทไปให้จำเลย แล้วจำเลยจะคืนเด็กหญิง ฟ.ให้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของทองคำหนัก 5 บาท ผู้เสียหายเบิกความยอมรับว่าเคยขอยืมเงินจำเลยโดยจำเลยมอบทองคำให้ผู้เสียหายนำไปจำนำและผู้เสียหายยังไม่ได้คืนเงินให้แก่จำเลย แสดงว่า จำเลยเรียกร้องทองคำเท่ากับที่จำเลยให้ผู้เสียหายนำไปจำนำ และในส่วนที่จำเลยเรียกร้องเงินจำนวน 500,000 บาท จากนายอับดลมะเลขนั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายอับดลมะเลขว่า นายอับดลมะเลขเป็นหนี้จำเลยและนายฮัสสันสามีจำเลยเป็นเงินเพียง 50,000 บาท ส่วนจำเลยเบิกความว่านายอับดลมะเลขเป็นหนี้จำเลยค่าซื้อที่ดินเป็นเงิน 100,000 บาท และเคยยืมเงินจากนายฮัสสันสามีจำเลยเป็นเงิน 20,000 บาท จำนวนเงินที่นายอับดลมะเลขเป็นหนี้จำเลยตามคำเบิกความของนายอับดลมะเลขและจำเลยดังกล่าวแม้จะเป็นเงินที่น้อยกว่าจำนวน 500,000 บาท ที่จำเลยเรียกร้องจากนายอับดลมะเลขก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าจำเลยและผู้เสียหายรู้จักคุ้นเคยกันมานาน จำเลยเคยเลี้ยงดูบุตรคนอื่นของผู้เสียหายก่อนเกิดเหตุมาแล้ว 2 คน การที่จำเลยพาเด็กหญิง ฟ.ไปจากผู้เสียหายตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2549 ในวันดังกล่าวจำเลยและผู้เสียหายได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ จำเลยก็ไม่ได้เรียกร้องทองคำและเงินจากนายอับดลมะเลขในทันที จำเลยพึ่งจะโทรศัพท์ถึงนางตอยบ๊ะ น้องสาวผู้เสียหายในวันที่ 11 มิถุนายน 2549 และมีการพูดคุยให้ผู้เสียหายนำทองคำหนัก 5 บาท และให้นายอับดลมะเลขนำเงินจำนวน 500,000 บาท ไปมอบให้แก่จำเลย จึงน่าเชื่อว่าการที่จำเลยพาเด็กหญิง ฟ. ไปจากผู้เสียหาย จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะเรียกร้องเอาทองคำและเงินจำนวนดังกล่าวจากผู้เสียหายและนายอับดลมะเลขเพื่อเป็นค่าไถ่มาตั้งแต่แรก การที่จำเลยโทรศัพท์ถึงนางตอยบ๊ะน้องสาวผู้เสียหายในวันที่ 11 มิถุนายน 2549 และมีการเรียกร้องเอาทองคำจากผู้เสียหายและเงินจากนายอับดลมะเลข ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าเป็นการเรียกร้องเอาทองคำเท่ากับจำนวนที่จำเลยมอบทองคำให้ผู้เสียหายนำไปจำนำ ส่วนจำนวนเงินที่จำเลยเรียกร้องจากนายอับดลมะเลขนั้น แม้จะเป็นจำนวนที่เกินกว่าที่จำเลยอ้างว่านายอับดลมะเลขเป็นหนี้จำเลย แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความจากคำให้การจำเลยในชั้นสอบสวน ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินค่าที่ดินที่นายอับดลมะเลขจะต้องคืนให้แก่จำเลย โดยจำเลยให้การด้วยว่าจำเลยได้ลงทุนปรับที่ดินที่ซื้อจากนายอับดลมะเลขและใช้เงินไปมากแล้วทั้งข้อเท็จจริงก็ไม่ได้ความว่านายอับดลมะเลขเป็นญาติหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายหรือเด็กหญิง ฟ. ที่จำเลยจะใช้เป็นเงื่อนไขในการเรียกร้องเงินจากนายอับดลมะเลข จึงน่าเชื่อว่าจำเลยมีเจตนาที่จะเรียกร้องเอาทองคำและเงินที่จำเลยเชื่อว่าจำเลยควรจะได้ ดังนั้น ทองคำและเงินที่จำเลยเรียกร้องจากผู้เสียหายและนายอับดลมะเลข ดังกล่าวจึงมิใช่ค่าไถ่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (13) การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 (1) (3) วรรคแรก จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่การที่จำเลยพาเด็กหญิง ฟ. ซึ่งมีอายุเพียง 1 ปีเศษ ไปจากผู้เสียหายและไม่ยอมคืนให้แก่ผู้เสียหายดังกล่าวเป็นการหน่วงเหนี่ยวเด็กหญิง ฟ. อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานเรียกค่าไถ่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 (3) วรรคแรก ที่โจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรกได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก จำคุก 3 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (13) ม. 310 วรรคแรก ม. 313 (1) ม. 313 (3) ม. 313 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นางบุญเรือน ขจรกลาง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอำพล บุญประภากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางประทานพร ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9043/2554
#518433
เปิดฉบับเต็ม

ลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 856 เป็นสัญญาที่คู่ความแต่ละฝ่ายต่างต้องเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน ฝ่ายที่เป็นหนี้ค้างชำระมากกว่าจะต้องชำระหนี้ในส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลยภาคเมื่อตัดทอนบัญชี หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้แต่เพียงฝ่ายเดียวแม้จะมีบัญชีคิดหนี้สินกัน สัญญานั้นก็หาเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ สัญญาให้สินเชื่อที่จำเลยทำกับโจทก์มีข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการชำระหนี้โดยให้จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันไว้กับโจทก์เพื่อการหักทอนคิดจำนวนเงินที่จำเลยยังคงเป็นหนี้ค้างชำระแก่โจทก์เท่านั้น ไม่มีลักษณะของการตัดทอนบัญชีหนี้อันเกิดขึ้นแต่กิจการในระหว่างโจทก์กับจำเลยหักกลบลบกันแต่อย่างใด สัญญาให้สินเชื่อจึงไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด

การเบิกถอนเงินจำเลยอาจกระทำได้หลายวิธีตามที่กำหนดไว้ในสัญญา นอกจากใช้บัตรซิตี้การ์ดกับเลขรหัสประจำตัวเบิกถอนเงินจากพนักงานของโจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์หรือจากเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) แล้ว จำเลยอาจใช้วิธีออกเช็คสั่งจ่ายเงินจากบัญชีกระแสรายวัน หรือมีคำสั่งผ่านทางบริการซิตี้โฟนแบงก์กิ้งให้โจทก์จ่ายเงินแก่จำเลยหรือบุคคลภายนอก หรือโดยวิธีการอื่นๆ ที่โจทก์ให้บริการ ทั้งนี้เงินที่จำเลยเบิกถอนไปไม่ว่าด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งตามสัญญาข้อ 6 ระบุให้ถือว่าเป็นต้นเงินกู้ที่จำเลยได้รับไปจากโจทก์ การที่โจทก์ออกบัตรซิตี้การ์ดให้แก่จำเลยไว้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดจึงเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกแก่จำเลยในการเบิกถอนเงินวิธีหนึ่งในจำนวนหลายวิธีที่โจทก์กับจำเลยตกลงกันไว้เท่านั้น จำเลยอาจเลือกใช้วิธีอื่นในการเบิกถอนเงินโดยไม่ใช้บัตรซิตี้การ์ดที่โจทก์ออกให้เลยก็ย่อมกระทำได้ เงินที่โจทก์ยอมให้จำเลยเบิกถอนไปแต่ละครั้ง จึงไม่มีลักษณะเป็นเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองแทนไปก่อน แต่เป็นเงินที่จำเลยได้รับไปจากโจทก์ตามวงเงินสินเชื่อที่จำเลยได้ทำสัญญาไว้กับโจทก์ แม้โจทก์เก็บค่าสมาชิกจากจำเลยเป็นรายปี ก็เป็นเพียงค่าตอบแทนอย่างหนึ่งที่โจทก์เรียกเก็บเท่านั้น กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปดังที่จำเลยฎีกา สิทธิเรียกร้องของโจทก์เช่นนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 62,278.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 31,346.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 62,278.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 31,346.63 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤศจิกายน 2547) จนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งได้ความว่า จำเลยสมัครขอรับบริการสินเชื่อประเภทหมุนเวียน (Revolving loan) กับโจทก์ ชื่อบริการ "ซิตี้แบงก์เรดดี้เครดิต" โจทก์อนุมัติสินเชื่อแก่จำเลยในวงเงิน 50,000 บาท โดยใช้บัญชีกระแสรายวันที่จำเลยเปิดไว้กับโจทก์ โจทก์ออกบัตรซิตี้การ์ด เลขรหัสประจำตัว และมอบเช็คให้จำเลยไว้เพื่อใช้เบิกถอนเงิน จำเลยยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาให้สินเชื่อทุกประการ หลังจากนั้นจำเลยเบิกถอนเงินจากวงเงินสินเชื่อหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายใช้บัตรซิตี้การ์ดเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2541 ครบกำหนดชำระภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2541 แต่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์ระงับการให้วงเงินสินเชื่อและส่งใบแจ้งยอดหนี้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ แต่จำเลยไม่ชำระ

ปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีเพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า สัญญาให้วงเงินสินเชื่อโดยใช้บัญชีกระแสรายวันที่จำเลยทำกับโจทก์ไม่ใช่สัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งมีอายุความ 10 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย แต่การที่โจทก์ออกบัตรซิตี้การ์ดให้จำเลยไว้เพี่อใช้เบิกถอนเงินสดแล้วเรียกเก็บเงินจากจำเลยในภายหลัง โดยโจทก์เรียกเก็บเงินค่าสมาชิก ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนคืน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2547 เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2541 คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว เห็นว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 คือสัญญาซึ่งบุคคลสองคนตกลงกันว่าสืบแต่นั้นไป หรือในชั่วเวลากำหนดอันใดอันหนึ่ง ให้ตัดทอนบัญชีหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนอันเกิดขึ้นแต่กิจการในระหว่างเขาทั้งสองหักกลบลบกันและคงชำระแต่ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลยภาค ลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัดจึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต่างต้องเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน ฝ่ายที่เป็นหนี้ค้างชำระมากกว่าจะต้องชำระหนี้ในส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลยภาคเมื่อมีการตัดทอนบัญชี หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว แม้จะมีบัญชีคิดหนี้สินกัน สัญญานั้นก็หาเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ สัญญาให้สินเชื่อที่จำเลยทำกับโจทก์ ข้อ 10 ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการชำระหนี้รวมถึงวิธีนำเงินหรือเช็คเข้าฝากในบัญชีกระแสรายวันระบุว่า "...ผู้กู้ตกลงและรับทราบว่าธนาคารจะนำเงินที่ได้รับจากผู้กู้ตามข้อนี้ไปชำระบรรดาหนี้อุปกรณ์ที่ผู้กู้มีต่อธนาคารตามสัญญาฉบับนี้อันได้แก่ เบี้ยปรับ ดอกเบี้ย... และหากยังมีเงินคงเหลืออยู่ ธนาคารจะนำไปชำระคืนหนี้ประธานอันได้แก่ต้นเงินกู้" ส่วนกรณีนำเงินหรือเช็คเข้าฝากในบัญชีกระแสรายวันโดยผู้กู้ไม่มีหนี้ค้างชำระอยู่ในบัญชี สัญญาข้อ 11 ระบุว่า "...ผู้กู้ตกลงยินยอมและขอมอบอำนาจชนิดเพิกถอนไม่ได้ให้ธนาคารโอนเงินสดที่ผู้กู้นำฝากและ/หรือเงินที่ธนาคารเรียกเก็บได้ตามเช็คที่นำเข้าฝากในบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวเข้าฝากในบัญชีเงินฝากประเภทไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งเป็นบัญชีย่อยที่ธนาคารจัดให้มีขึ้นเป็นการภายใน ผู้กู้ตกลงและรับทราบว่าในเวลาใดๆ เวลาหนึ่งยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชีกระแสรายวันจะมีจำนวนเท่ากับศูนย์..." และข้อ 20 ระบุว่า "เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามสัญญานี้ ผู้กู้ตกลงเปิดบัญชีกระแสรายวันแบบพิเศษจำนวน 1 บัญชี ไว้กับธนาคาร..." เห็นได้ว่า บัญชีกระแสรายวันที่จำเลยเปิดไว้กับโจทก์เป็นเพียงบัญชีที่จัดให้มีขึ้นเพื่อการหักทอนคิดจำนวนเงินที่จำเลยยังคงเป็นหนี้ค้างชำระแก่โจทก์เท่านั้น ไม่มีลักษณะของการตัดทอนบัญชีหนี้อันเกิดขึ้นแต่กิจการในระหว่างโจทก์กับจำเลยหักกลบลบกันแต่อย่างใด สัญญาให้สินเชื่อจึงไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนปัญหาว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เห็นว่า การเบิกถอนเงินจำเลยอาจกระทำได้หลายวิธีตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 5 กล่าวคือ นอกจากใช้บัตรซิตี้การ์ดกับเลขรหัสประจำตัวเบิกถอนเงินจากพนักงานของโจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์หรือจากเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) แล้ว จำเลยอาจใช้วิธีออกเช็คสั่งจ่ายเงินจากบัญชีกระแสรายวัน หรือมีคำสั่งผ่านทางบริการซิตี้โฟนแบงก์กิ้งให้โจทก์จ่ายเงินแก่จำเลยหรือบุคคลภายนอก หรือโดยวิธีการอื่นๆ ที่โจทก์ให้บริการ ทั้งนี้เงินที่จำเลยเบิกถอนไปไม่ว่าด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ตามสัญญาข้อ 6 ระบุให้ถือว่าเป็นต้นเงินกู้ที่จำเลยได้รับไปจากโจทก์ การที่โจทก์ออกบัตรซิตี้การ์ดให้แก่จำเลยไว้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดจึงเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกแก่จำเลยในการเบิกถอนเงินวิธีหนึ่งในจำนวนหลายวิธีที่โจทก์กับจำเลยตกลงกันไว้เท่านั้น จำเลยอาจเลือกใช้วิธีอื่นในการเบิกถอนเงินโดยไม่ใช้บัตรซิตี้การ์ดที่โจทก์ออกให้เลยก็ย่อมกระทำได้ เงินที่โจทก์ยอมให้จำเลยเบิกถอนไปแต่ละครั้งจึงไม่มีลักษณะเป็นเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองแทนไปก่อน แต่เป็นเงินที่จำเลยได้รับไปจากโจทก์ตามวงเงินสินเชื่อที่จำเลยได้ทำสัญญาไว้กับโจทก์ แม้โจทก์เก็บค่าสมาชิกจากจำเลยเป็นรายปี ก็เป็นเพียงค่าตอบแทนอย่างหนึ่งที่โจทก์เรียกเก็บเท่านั้น กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปดังที่จำเลยฎีกา สิทธิเรียกร้องของโจทก์เช่นนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 10 ปี และคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (7) ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นายสุพรรณ ผ่องแผ้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสุรพล กล่อมจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9041/2554
#519988
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลจะพิจารณาในขณะยื่นฟ้องเป็นสำคัญ และการที่บริษัทเลิกกัน ป.พ.พ. มาตรา 1249 บัญญัติให้ถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี โดยผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไป รวมทั้งมีอำนาจแก้ต่างว่าต่างในนามบริษัทในคดีพิพาทตามมาตรา 1250, 1259 (1) นอกจากนี้มาตรา 1272 ยังให้สิทธิเจ้าหนี้ฟ้องเรียกหนี้สินที่บริษัทเป็นหนี้อยู่ได้ แม้การชำระบัญชีจะสิ้นสุดไปแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า ระหว่างพิจารณาโจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2539 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2539 แต่ก็เป็นเวลาภายหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว จึงไม่มีผลให้อำนาจฟ้องที่โจทก์มีอยู่แล้วในขณะยื่นฟ้องสิ้นไปแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 7,172,367.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,240,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 4,302,345 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,818,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,120,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2536 และต้นเงิน 3,120,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 พฤษภาคม 2538) ต้องไม่เกิน 932,367.13 บาท ตามโจทก์ขอ กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นฟ้องเดิมและฟ้องแย้งแก่โจทก์เป็นเงิน 40,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,704,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 584,000 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2536 และของเงินจำนวน 3,120,000 บาท นับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2536 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยส่วนที่คำนวณนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 31 พฤษภาคม 2538) ต้องไม่เกิน 932,367.13 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นในส่วนค่าขึ้นศาลแทนโจทก์เฉพาะทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์รวมเป็นเงิน 10,000 บาทแทนโจทก์

โจทก์ และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ภายหลังโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 จึงหมดสภาพการเป็นนิติบุคคลตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีได้ ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้อง เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ประกอบกับปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลจะพิจารณาในขณะยื่นคำฟ้องเป็นสำคัญและการที่บริษัทเลิกกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 บัญญัติให้ถือว่ายังคงต้องอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี โดยผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไป รวมทั้งมีอำนาจแก้ต่างว่าต่างในนามบริษัทในคดีพิพาทตามมาตรา 1250,1259 (1) นอกจากนี้มาตรา 1272 ยังให้สิทธิเจ้าหนี้ฟ้องเรียกหนี้สินที่บริษัทเป็นหนี้อยู่ได้ แม้การชำระบัญชีจะสิ้นสุดไปแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าระหว่างพิจารณาโจทก์จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2539 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2539 แต่ก็เป็นเวลาภายหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว จึงไม่มีผลให้อำนาจฟ้องที่โจทก์มีอยู่แล้วในขณะยื่นฟ้องสิ้นไปแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยถือว่าเป็นข้อที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า บทบัญญัติตามมาตรา 1272 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบทบังคับที่ห้ามเจ้าหนี้ฟ้องนิติบุคคลซึ่งเป็นลูกหนี้เมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะนำบทบัญญัติดังกล่าวไปบังคับใช้ในการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีได้เหมือนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เห็นว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยไม่ตกอยู่ในบังคับอายุความต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งมาตรานี้แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1249 ม. 1250 ม. 1259 (1) ม. 1272
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิคตอรี่ สแควร์ จำกัด
จำเลย — นายประเสริฐ กังวาฬวัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางไข่มุกด์ ปอพานิชกรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9036/2554
#514301
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเพียงแต่ชกต่อยทำร้ายผู้เสียหาย หากจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายก็เป็นเงินจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท นั้น เห็นว่า สิทธิในการฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายเป็นเงิน 179,000 บาท จำเลยฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยต้องรับผิดไม่เกิน 10,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371

ระหว่างพิจารณา นายพันศักดิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลย ค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 200,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ระหว่างรักษาตัวเป็นเงิน 100,000 บาท ค่าทรัพย์สินเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท ค่าความหวาดกลัว 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 100 บาท ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม (ที่ถูก ผู้เสียหาย) เป็นเงิน 179,000 บาท กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนคำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลย 100 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจะฎีกา ดังกล่าวหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเพียงแต่ชกต่อยทำร้ายผู้เสียหาย หากจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายก็เป็นเงินจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท นั้น เห็นว่า สิทธิในการฎีกาในคดีส่วนแพ่งนั้น ต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายเป็นเงิน 179,000 บาทจำเลยฎีกาโต้เถียงว่า จำเลยต้องรับผิดไม่เกิน 10,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 371
ป.วิ.พ. ม. 248
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายประสบหรือเอกราช ชัยทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอภิชัย วิเศษพานิชกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8961/2554
#514306
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด โดยมิได้บรรยายว่าจำนวนเม็ดของเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นหน่วยการใช้ด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด ดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ผลิต และจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานผลิตมีปริมาณ 50 หน่วยการใช้หรือมีปริมาณสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป กรณีจึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด ดังกล่าวมีจำนวนหน่วยการใช้ไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ใหม่) ซึ่งการผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุมีจำนวนหน่วยการใช้ไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตาม พ.ร.บ.บัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ใหม่) เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.บัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมใหม่และมีเงื่อนไขอันเป็นองค์ประกอบความผิดกับมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่เป็นคุณมากกว่ามาตรา 65 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 3 จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสาม (ใหม่), 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสาม (ใหม่) ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่) (ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 33 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรก จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจกท์มีจ่าสิบตำรวจพิษณุเบิกความว่า วันเกิดเหตุ หลังจากพยานกับพวกจับกุมนางณัฐวดีแล้ว นางณัฐวดีรับว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาแบ่งบรรจุและขายให้แก่ลูกค้ารายย่อยที่บ้านที่เกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกรุ่งนิรันดร์จึงแจ้งให้พยานไปตรวจสอบ พยานจึงเดินลัดเลาะสันเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเข้าไปด้านข้างของบ้านที่เกิดเหตุ พยานไปแอบดูผ่านช่องกระเบื้องที่แตกอยู่ พบจำเลยทั้งสองกับชายอีก 2 คน นั่งล้อมวงกลางห้องอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเห็นจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนบรรจุใส่หลอดพลาสติกและใช้ไฟลนปิดหัวท้าย มีถาดสีแดงบรรจุเมทแอมเฟตามีนวางอยู่กลางวง พยานจึงใช้วิทยุสื่อสารแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกรุ่งนิรันดร์กับพวกทราบ และย้อนกลับทางเดิมไปสมทบกับร้อยตำรวจเอกรุ่งนิรันดร์กับพวกเข้าทำการจับกุมจำเลยทั้งสองกับพวกขณะกำลังนั่งบรรจุเมทแอมเฟตามีน และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกรุ่งนิรันดร์เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุพยานจับกุมนางณัฐวดีในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต นางณัฐวดีรับว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาไว้เพื่อจำหน่ายที่บ้านที่เกิดเหตุ พยานจึงให้จ่าสิบตำรวจพิษณุตรวจที่บ้านที่เกิดเหตุ ประมาณ 5 นาที ได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารจากจ่าสิบตำรวจพิษณุว่า จำเลยที่ 1 กับพวกกำลังบรรจุเมทแอมเฟตามีนอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ พยานกับพวกจึงไปยังบ้านที่เกิดเหตุ พบจำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนนั่งล้อมวงอยู่ภายในห้องพัก มีถาดสีแดงวางอยู่กลางวง ในถาดพบเมทแอมเฟตามีน ชนิดเม็ดสีส้มกลมแบน บรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกปิดหัวท้าย หลอดละ 1 เม็ด จำนวน 20 หลอด หลอดละ 10 เม็ด จำนวน 3 หลอด และที่ยังไม่ได้บรรจุอีก 100 เม็ด รวม 150 เม็ด กรรไกร 1 อัน มีดคัทเตอร์ 1 อัน ไฟแช็ก 3 อัน หลอดพลาสติกที่ตัดเป็นเศษย่อย ๆ แล้ว 1 ถุง หลอดพลาสติกที่ยังไม่ได้ตัด 1 ถุง และเงินสด 150 บาท ในชั้นจับกุมพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ นอกจากนี้ โจทก์ยังมีพันตำรวจตรีประภัศเบิกความว่า ในชั้นสอบสวน พยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองในครั้งแรกว่า ร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ เห็นว่า พยานโจทก์ผู้จับกุมเบิกความสอดคล้องต้องกันตั้งแต่จับกุมนางณัฐวดีได้และทราบจากนางณัฐวดีว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับนางณัฐวดีด้วย ทั้งจ่าสิบตำรวจพิษณุยังไปแอบซุ่มดูด้วยตนเองก็เห็นจำเลยทั้งสองกับพวกกำลังนั่งล้อมวงช่วยกันแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่ในหลอดพลาสติก จึงร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองกับพวกได้ในขณะยังนั่งล้อมวงกันอยู่ ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ผู้จับกุมเคยรู้จักกับจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ผู้จับกุมจะแกล้งเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลยทั้งสอง เชื่อว่า ต่างเบิกความไปตามความจริง ในชั้นจับกุม พยานโจทก์ผู้จับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ส่วนในชั้นสอบสวน พันตำรวจตรีประภัศพนักงานสอบสวน แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองในครั้งแรกว่าร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าจำเลยที่ 2 ได้ช่วยจำเลยที่ 1 แบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีน โดยบันทึกการจับกุมและคำให้การผู้ต้องหาดังกล่าว พยานโจทก์ผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนได้ทำขึ้นในวันเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองถูกจับกุมพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนได้มีการแบ่งบรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกปิดหัวท้ายแล้ว ย่อมเป็นหลักฐานมัดตัวจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยังไม่มีโอกาสเสริมแต่งปั้นเรื่องขึ้น เชื่อว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ ถึงแม้จะปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 ให้ยกเลิกความใน มาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในวรรคสุดท้ายของมาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน..." แต่บทบัญญัติมาตรา 84 วรรคท้าย ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว หาได้มีผลย้อนหลังไปกระทบกระทั่งถึงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองที่เจ้าพนักงานผู้จับได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายในสำนวนนี้ก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับไม่ ศาลฎีกาจึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ลงโทษจำเลยทั้งสองได้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีแต่เพียงจำเลยทั้งสองและนางณัฐวดีกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองกับพวกไม่ได้ร่วมกันแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีน เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานตำรวจกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบสนับสนุนไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1กระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในคำให้การผู้ต้องหา โดยเข้าใจว่าเป็นคำให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ไม่ทราบมาก่อนว่าพนักงานสอบสวนได้บันทึกข้อความว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยนั้น เห็นว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ขัดแย้งกับเนื้อความในเอกสารที่พันตำรวจตรีประภัศ พนักงานสอบสวนทำขึ้นในวันเกิดเหตุ ซึ่งปรากฏว่าได้มีการแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ครั้งแรกว่าร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงข้อหาเดียวเป็นการชัดแจ้งอยู่ในตัว ย่อมไม่ทำให้จำเลยที่ 1 เกิดความสับสนในข้อหา ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงขัดต่อเหตุผลไม่อาจรับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เพียงเข้าไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 เมื่อตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ซึ่งไปแอบซุ่มดูได้เบิกความถึงจำเลยที่ 2 ว่า มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการผลิตเมทแอมเฟตามีนอย่างไร จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้นั้น เห็นว่า แม้จ่าสิบตำรวจพิษณุจะไม่ได้เบิกความในรายละเอียดถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 แต่ก็ยังคงได้ความจากคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจพิษณุว่า ขณะแอบซุ่มดูอยู่นั้นได้เห็นทุกคนรวมทั้งจำเลยที่ 2 ที่อยู่ในห้องที่เกิดเหตุนั้นนำเมทแอมเฟตามีนมาแบ่งบรรจุใส่หลอดพาสติกและใช้ไฟลนปิดหัวท้าย ย่อมเป็นการเพียงพอที่จะรับฟังได้แล้วว่า จำเลยที่ 2 ให้การช่วยเหลือจำเลยที่ 1ในการกระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจรับฟัง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนมาในคำขอท้ายฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกว่า ร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต และโจทก์ได้นำสืบไปตามข้อหาดังระบุมาในฟ้องแล้ว แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงการช่วยเหลือจำเลยที่ 1ในการกระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีน ซึ่งมีโทษเบากว่าโทษที่โจทก์ขอมาในฟ้องได้ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาเช่นนั้น จึงมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจรับฟังเช่นกัน ฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองนอกจากนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยและไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุน จำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันมาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่) (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5 พ.ศ.2545 มาตรา 3) ได้ให้บทนิยามคำว่า หน่วยการใช้ หมายความว่า เม็ด ซอง ขวดหรือหน่วยอย่างอื่นที่ทำขึ้น ซึ่งโดยปกติสำหรับการเสพหนึ่งครั้ง ตามบทนิยามดังกล่าว คำว่าหน่วยการใช้ ย่อมหมายถึง ปริมาณยาเสพติดให้โทษในรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันไปหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างทำขึ้นโดยปกติสำหรับการใช้เสพหนึ่งครั้ง ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด โดยมิได้บรรยายว่าจำนวนเม็ดของเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นหน่วยการใช้ด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด ดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ผลิต และจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย มีปริมาณห้าสิบหน่วยการใช้หรือมีปริมาณสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป กรณีจึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด ดังกล่าวมีจำนวนหน่วยการใช้ไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ใหม่) ซึ่งการผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุมีจำนวนหน่วยการใช้ไม่ถึงปริมาณที่กำหนดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ใหม่) เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมใหม่และมีเงื่อนไขอันเป็นองค์ประกอบความผิดกับมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่เป็นคุณมากกว่ามาตรา 65 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต ดังนั้น จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสาม (ใหม่), 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสาม (ใหม่) และความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่) มีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคสาม (ใหม่) และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสาม (ใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกในคดีอื่นมาก่อน และภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ จำเลยที่ 1 ได้มากระทำความผิดคดีนี้ซ้ำอีกนั้น ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้ล้างมลทินแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งต้องคำพิพากษาโดยให้ถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นมาก่อน กรณีจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสาม (ใหม่), 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 65 วรรคสาม (ใหม่) และความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่) เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 65 วรรคสาม (ใหม่) จำคุก 12 ปี และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง(เดิม), 65 วรรคสาม (ใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 8 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน ยกคำขอที่ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (ใหม่) ม. 65 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 65 วรรคสาม (ใหม่)
ป.อ. ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายไพทูรย์หรือไพฑูรย์หรือทูรย์ วรรณศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ประทีป ปิติสันต์
สุรชัย เอื้ออารีตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8956/2554
#513671
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกผู้จำหน่ายของโจทก์ ซื้อสินค้าจากโจทก์ในราคาสมาชิกแล้วจำหน่ายสินค้าให้แก่ จำเลยที่ 1 ซึ่งนำสินค้าเหล่านี้จำหน่ายต่อในราคาที่ต่ำกว่าที่ระบุไว้ที่บรรจุภัณฑ์ อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดในสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงผิดสัญญาต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 เคยเป็นสมาชิกผู้จำหน่ายของโจทก์และทราบข้อกำหนดห้ามดังกล่าวแต่ขณะซื้อผลิตภัณฑ์ของโจทก์ จากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มิได้เป็นสมาชิกผู้จำหน่ายของโจทก์ ข้อกำหนดห้ามดังกล่าว จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 ให้ต้องปฏิบัติตามด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

แม้จำเลยที่ 1 จะรู้ว่าการที่จำเลยที่ 2 จำหน่ายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิในการประกอบอาชีพค้าขายโดยเสรี ไปวางจำหน่ายในท้องตลาดเพื่อหากำไรตามอัตภาพ มิใช่กระทำโดยมุ่งประสงค์จะใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับห้ามจำเลยทั้งสองสนับสนุนการปฏิบัติผิดสัญญาของสมาชิกผู้จำหน่ายของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 5,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำละเมิดตามฟ้อง ฟ้องขาดอายุความละเมิด โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินส่วน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนั้นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน 100,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์ประกอบธุรกิจเป็นผู้ค้าสินค้าอุปโภคและบริโภคต่าง ๆ โดยมีระบบการจำหน่ายสินค้าแบบขายตรง ผ่านสมาชิกผู้จำหน่ายที่เรียกว่า "นักธุรกิจอิสระผู้จำหน่ายตรง" โดยมีข้อกำหนดว่าโจทก์จะไม่จำหน่ายสินค้าแก่บุคคลที่ไม่เป็นสมาชิกผู้จำหน่ายและไม่วางจำหน่ายสินค้าตามร้านค้าทั่วไป สมาชิกผู้จำหน่ายมีสิทธิซื้อสินค้าในราคาต่ำกว่าที่ระบุไว้ที่บรรจุภัณฑ์ แต่ต้องนำไปจำหน่ายต่อแก่ผู้บริโภคโดยตรงในราคาที่โจทก์กำหนดโดยระบุไว้ที่บรรจุภัณฑ์ ต้องไม่จำหน่ายสินค้าในสถานที่ค้าปลีกหรือร้านค้าใด ๆ ต้องไม่จำหน่ายสินค้าให้แก่บุคคลที่ประสงค์จะรับสินค้าไปจำหน่ายต่ออีกทอดหนึ่ง หากฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าว ความเป็นสมาชิกจะสิ้นสุดลงและต้องชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่กำหนดไว้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกผู้จำหน่ายของโจทก์ซื้อสินค้าจากโจทก์ในราคาสมาชิกแล้วจำหน่ายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งนำสินค้าเหล่านี้ไปจำหน่ายต่อในราคาต่ำกว่าที่ระบุไว้ที่บรรจุภัณฑ์ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการผิดสัญญา ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 เคยเป็นสมาชิกผู้จำหน่ายของโจทก์และทราบข้อกำหนดห้ามดังกล่าว แต่ขณะที่จำเลยที่ 1 ซื้อผลิตภัณฑ์ของโจทก์จากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มิได้เป็นสมาชิกผู้จำหน่ายของโจทก์ ข้อกำหนดห้ามดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 ให้ต้องปฏิบัติตามด้วย จากข้อกำหนดห้ามดังกล่าวแสดงให้เห็นอยู่ในตัวเองว่า หากไม่มีข้อกำหนดห้ามเช่นว่านั้นแล้ว แม้แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสมาชิกผู้จำหน่ายของโจทก์ก็สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ตนซื้อไปแล้วได้อย่างเสรี จะจำหน่ายให้แก่ผู้ที่ประสงค์นำไปจำหน่ายต่อก็ได้ จะจำหน่ายในราคาเท่าใดก็ได้ เพราะไม่ใช่การจงใจกระทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยผิดกฎหมายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แม้จำเลยที่ 1 จะรู้ว่าการที่จำเลยที่ 2 จำหน่ายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิในการประกอบอาชีพค้าขายโดยเสรีโดยซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 2 ไปวางจำหน่ายในท้องตลาดเพื่อหากำไรตามอัตภาพ มิใช่กระทำโดยมุ่งประสงค์จะใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 421
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางรัตนา ภู่ไพบูลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธวัฒน์ชัย สุดใจศิริบูล
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา