คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8942/2554
#514253
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายนั้น เป็นการให้เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาจะซื้อจะขายได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา โดยคู่สัญญามีเจตนาจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ หรือหากโจทก์ละเลยไม่ชำระหนี้ก็ให้ริบเงินนั้นได้ตามสัญญา เงินจำนวนนี้จึงเป็นมัดจำมิใช่เบี้ยปรับ เพราะเบี้ยปรับเป็นกรณีที่ลูกหนี้สัญญาจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อตนไม่ชำระหนี้อันเป็นการกำหนดค่าเสียหายเอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น คู่สัญญามิได้มีเจตนาให้เอาเบี้ยปรับเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ แม้ตาม ป.พ.พ. มิได้ให้อำนาจศาลที่จะลดมัดจำดังเช่นเบี้ยปรับ แต่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 7 บัญญัติว่า ในสัญญาที่มีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ หากมีกรณีที่จะต้องริบมัดจำ ถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้ โดยบทกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งให้ศาลพิจารณาตามที่เห็นสมควรหากมัดจำสูงเกินส่วน ศาลจึงมีอำนาจลดมัดจำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายห้องชุดพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4 แล้วให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์พร้อมทั้งรับเงินค่าห้องชุดส่วนที่เหลือ หากไม่สามารถโอนขายห้องชุดให้แก่โจทก์ได้ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินจำนวน 1,273,258 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อีกจำนวน 500,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่โจทก์ 773,258 บาท และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2541 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในราคา 4,218,720 บาทโจทก์ชำระราคาในวันทำสัญญา 1,273,258 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระภายในวันที 17 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด สัญญาข้อ 15 ระบุว่า หากโจทก์ไม่ชำระเงินที่เหลือไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ หรือปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เลิกสัญญาและริบเงินทุกจำนวนที่โจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้แล้วทั้งหมดได้โดยโจทก์จะไม่เรียกร้องใด ๆ จากจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น ต่อมาโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดภายในวันที่ 2 กันยายน 2541 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ขยายเวลาให้ ดังนั้นวันที่ 3 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่วางไว้ทั้งหมด ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2542 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายห้องชุดพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 ในราคา 4,100,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิริบเงินทั้งหมดจำนวน 1,273,258 บาท ที่โจทก์ชำระในวันทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ เห็นว่า เงินดังกล่าวโจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 ไว้ในวันทำสัญญาเพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาจะซื้อจะขายได้ทำขึ้นแล้ว และเป็นการประกันการปฏิบัติตามสัญญา โดยคู่สัญญามีเจตนาจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ หรือหากโจทก์ละเลยไม่ชำระหนี้ก็ให้ริบเงินนั้นได้ตามสัญญาข้อ 15 เงินจำนวนนี้จึงเป็นมัดจำมิใช่เบี้ยปรับ เพราะเบี้ยปรับเป็นกรณีที่ลูกหนี้สัญญาจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อตนไม่ชำระหนี้อันเป็นการกำหนดค่าเสียหายเอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น คู่สัญญามิได้มีเจตนาให้ถือเอาเบี้ยปรับเป็นการใช้เงินบางส่วนเมื่อชำระหนี้ แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้ให้อำนาจศาลที่จะลดมัดจำดังเช่นเบี้ยปรับ แต่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 7 บัญญัติว่า ในสัญญาที่มีการให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ หากมีกรณีที่จะต้องริบมัดจำ ถ้ามัดจำนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริงก็ได้ ที่จำเลยที่ 1 โต้แย้งว่า ในขณะทำสัญญาโจทก์ตกลงด้วยความสมัครใจว่าหากผิดสัญญาให้ริบเงินที่ชำระทั้งหมดจึงลดค่าปรับลงไม่ได้ เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนโดยให้อำนาจศาลพิจารณาตามที่เห็นสมควรหากมัดจำสูงเกินส่วน ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ทราบก่อนทำสัญญาว่าจำเลยที่ 1 ต้องมีต้นทุนจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมาก่อสร้างห้องชุด แต่จำเลยที่ 1 มิได้นำสืบให้เห็นว่าหากโจทก์ผิดนัดความเสียหายทั้งหมดมีจำนวนเท่าใด มีวิธีคิดอย่างไรและใกล้เคียงกับมัดจำที่โจทก์วางไว้หรือไม่ ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ขายห้องชุดพิพาทให้จำเลยที่ 4 ต่ำกว่าที่ขายให้โจทก์ไป 118,720 บาทหากนับจากวันที่โจทก์ผิดนัดไม่รับโอนห้องชุดครั้งแรกคือวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่จำเลยที่ 1 ขายห้องชุดให้จำเลยที่ 4 ไปเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน ที่ศาลล่างทั้งสองริบเงินที่วางไว้หรือมัดจำ 500,000 บาท ยังไม่เหมาะสม เห็นควรให้ริบร้อยละ 50 เป็นเงิน 636,629 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 รับเงินโจทก์ไปแล้ว 1,273,258 บาท จึงต้องคืนให้โจทก์ 636,629 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินมัดจำ 636,629 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377 ม. 379
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามโภชนากร จำกัด
จำเลย — บริษัทชัยนาท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8938/2554
#519990
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 แต่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงไม่ตรงตามที่โจทก์นำสืบ เท่ากับโจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยคดีนอกสำนวน อันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้

โจทก์ได้บรรยายในคำฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่า จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ชนท้ายรถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ในขณะที่หยุดรถ โจทก์ได้ยินเสียงเบรกและเสียงดังเพียงครั้งเดียว และรถยนต์โจทก์ถูกชนเพียงครั้งเดียว เมื่อลงมาดูปรากฏว่ารถยนต์ของจำเลยที่ 2 ชนรถยนต์โจทก์ และยังมีรถยนต์ของจำเลยที่ 3 มาชนท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนขับรถชนรถยนต์จำเลยที่ 2 แล้วรถยนต์จำเลยที่ 2 จึงมาชนรถยนต์โจทก์แต่อย่างใด ศาลจำเป็นจะต้องพิจารณาว่ารถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายจากการชนในครั้งใด ซึ่งตามพยานหลักฐานโจทก์ รถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายที่กันชนหลัง ไฟท้ายหลัง และกระโปรงหลังบุบยุบเข้าไป แสดงให้เห็นว่ามีการชนโดยแรงพอสมควรจึงได้รับความเสียหายขนาดนี้ หากรถยนต์จำเลยที่ 3 ชนรถยนต์จำเลยที่ 2 ก่อน แล้วรถยนต์จำเลยที่ 2 จึงกระเด็นไปกระแทกรถยนต์โจทก์ รถยนต์โจทก์ไม่น่าจะได้รับความเสียหายมากขนาดนี้ เพราะรถยนต์จำเลยที่ 2 รับแรงกระแทกไว้ก่อนแล้ว ความเสียหายส่วนใหญ่จึงน่าจะอยู่ที่ท้ายรถยนต์จำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้นำสืบถึงความเสียหายของรถยนต์ของตนว่ามีมากน้อยเพียงใด จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ารถยนต์จำเลยที่ 2 ถูกชนจนกระเด็นไปกระแทกรถยนต์โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ขับรถด้วยความเร็วสูง การถูกชนเพียงครั้งเดียวจึงเกิดจากจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ชนท้ายรถยนต์จำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้รถยนต์จำเลยที่ 2 เคลื่อนไปกระแทกรถยนต์โจทก์นั้น ไม่ตรงกับคำเบิกความของโจทก์ ศาลฎีกาจึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงใหม่

ก่อนเกิดเหตุโจทก์ขับรถไปตามถนนในช่องขวาสุด เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุโจทก์หยุดรถเนื่องจากรถติด ขณะที่โจทก์เหยียบเบรกไว้ประมาณ 1 นาที จำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถยนต์ตามหลังมาเบรกไม่อยู่ ชนรถยนต์โจทก์ด้านท้าย ขณะเดียวกันจำเลยที่ 3 ซึ่งขับรถยนต์ตามหลังรถยนต์จำเลยที่ 2 มา ชนด้านท้ายรถยนต์จำเลยที่ 2 อีกต่อหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ด้วยความเร็วไม่ระมัดระวังรถด้านหน้าว่าจะหยุดรถหรือไม่ทั้งที่การจราจรติดขัด การที่รถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายจึงเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 142,997 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 133,148 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 104,898.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีจำนวน 104,898.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2543 ถึงวันฟ้อง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงไม่ตรงตามที่โจทก์นำสืบโดยวินิจฉัยว่า โจทก์นำสืบว่ารถยนต์โจทก์ถูกชนเพียงครั้งเดียว ความจริงโจทก์มิได้นำสืบว่ารถยนต์โจทก์ถูกชนเพียงครั้งเดียว แต่โจทก์นำสืบว่า "... ขณะหยุดรถข้าฯ ได้เหยียบเบรกไว้สักประมาณ 1 นาที ได้ยินเสียงลากล้อมาจากด้านหลัง แล้วได้ยินเสียงดังปัง จนรถของข้าฯ กระแทกไปชนรถคันหน้า แต่จำยี่ห้อทะเบียนไม่ได้ ข้าฯ ได้ยินเสียงเบรกและเสียงดังเพียงครั้งเดียว" ซึ่งมิได้หมายความว่ารถยนต์โจทก์ถูกชนเพียงครั้งเดียว และก่อนที่รถยนต์โจทก์จะถูกชน โจทก์ได้ยินเสียงเบรกลากล้อมาจากด้านหลัง ซึ่งระยะห่างจากรถยนต์จำเลยที่ 2 กับรถยนต์โจทก์อยู่ใกล้กว่ารถยนต์จำเลยที่ 3 เสียงเบรกห้ามล้อดังกล่าวจึงเป็นเสียงเบรกห้ามล้อของรถยนต์จำเลยที่ 2 เช่นนี้เท่ากับโจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยคดีนอกสำนวน อันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยคดีไม่ตรงตามที่โจทก์นำสืบหรือไม่ ในเรื่องนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถยนต์ตามหลังรถยนต์โจทก์ด้วยความเร็วสูง ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ทำให้รถยนต์จำเลยที่ 2 ชนท้ายรถยนต์โจทก์ และรถยนต์จำเลยที่ 3 ชนท้ายรถยนต์จำเลยที่ 2 มากระแทกรถยนต์โจทก์อีก แต่โจทก์นำสืบว่า รถยนต์โจทก์ถูกชนเพียงครั้งเดียว ซึ่งฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูง การถูกชนเพียงครั้งเดียวจึงเกิดจากจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ชนท้ายรถยนต์จำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้รถยนต์จำเลยที่ 2 เคลื่อนไปกระแทกรถยนต์โจทก์...ฯลฯ" ดังนั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้ประมาทเลินเล่อขับรถยนต์ชนท้ายรถยนต์โจทก์ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2 ว่า " ... ขณะถึงที่เกิดเหตุโจทก์ได้เบรกรถยนต์เพราะรถด้านหน้าของโจทก์ติดขัด จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งขับรถตามหลังรถยนต์ของโจทก์มาด้วยความเร็วสูง จึงไม่สามารถหยุดรถของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ทัน ทำให้รถยนต์ของจำเลยที่ 2 เฉี่ยวชนด้านท้ายรถยนต์ของโจทก์ ทำให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย และจำเลยที่ 3 ได้ขับรถยนต์ตามหลังรถยนต์จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทางตรงด้วยความเร็วสูงเช่นกัน เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถยนต์จำเลยที่ 3 จึงไม่สามารถหยุดรถได้ทันเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยที่ 3 เฉี่ยวชนรถยนต์ของจำเลยที่ 2 แล้วรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ก็กระเด็นมากระแทกรถยนต์ของโจทก์ทำให้ได้รับความเสียหายอีก..." เช่นนี้ โจทก์ได้บรรยายในคำฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่า จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ชนท้ายรถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ในขณะที่โจทก์หยุดรถ โจทก์ได้เหยียบเบรกไว้สักประมาณ 1 นาที ได้ยินเสียงลากล้อมาจากด้านหลัง แล้วได้ยินเสียงดังปัง จนรถยนต์โจทก์กระแทกไปชนรถยนต์คันหน้า แต่จำยี่ห้อทะเบียนไม่ได้ โจทก์ได้ยินเสียงเบรกและเสียงดังเพียงครั้งเดียว และรถยนต์โจทก์ถูกชนไปครั้งเดียว เมื่อโจทก์ลงมาดู ปรากฏว่ารถยนต์ที่ชนรถยนต์โจทก์หมายเลขทะเบียน น - 3340 ปทุมธานี (ขับโดยจำเลยที่ 2) และยังมีรถยนต์หมายเลขทะเบียน บค 239 ปทุมธานี (ขับโดยจำเลยที่ 3) มาชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน น - 3340 ปทุมธานี ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนขับรถชนรถยนต์จำเลยที่ 2 แล้วรถยนต์จำเลยที่ 2 จึงมาชนรถยนต์โจทก์แต่อย่างใด หากแต่จำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายขับรถยนต์ชนรถยนต์โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ชนท้ายรถยนต์จำเลยที่ 2 อีกต่อหนึ่ง ศาลจำเป็นจะต้องพิจารณาว่ารถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายจากการชนในครั้งใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ขับรถด้วยความเร็วสูง การถูกชนเพียงครั้งเดียวจึงเกิดจากจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ชนท้ายรถยนต์จำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้รถยนต์จำเลยที่ 2 เคลื่อนไปกระแทกรถยนต์โจทก์นั้น ยังขาดเหตุผลสนับสนุนว่าเหตุใดจึงฟังข้อเท็จจริงเช่นนั้น ซึ่งไม่ตรงกับคำเบิกความของโจทก์จริงตามที่โจทก์ฎีกา ดังนั้น ศาลฎีกาจึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงใหม่

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ขับรถยนต์ไปตามถนนรังสิต - นครนายก ในช่องขวาสุด เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุโจทก์หยุดรถเนื่องจากรถติด ขณะที่โจทก์เหยียบเบรกไว้ประมาณ 1 นาที จำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถยนต์ตามหลังมาเบรกไม่อยู่ ชนรถยนต์โจทก์ด้านท้าย ขณะเดียวกันจำเลยที่ 3 ซึ่งขับรถยนต์ตามหลังรถยนต์จำเลยที่ 2 มา ชนด้านท้ายรถยนต์จำเลยที่ 2 อีกต่อหนึ่ง เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ด้วยความเร็ว ไม่ระมัดระวังรถด้านหน้าว่าจะหยุดรถหรือไม่ทั้งที่การจราจรติดขัด การที่รถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายจึงเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน น - 3340 ปทุมธานี ซึ่งจำเลยที่ 2 ขับ จึงต้องร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 76,586.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 225 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอนก บุตรโท
จำเลย — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
มานัส เหลืองประเสริฐ
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8934/2554
#518388
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 46 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการเสียหายแห่งของที่รับขนตามสัญญารับขนทางทะเล ถ้าไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของให้เป็นอันขาดอายุความ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของวันที่ 28 มิถุนายน 2547 สิทธิของโจทก์ในการฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการเสียหายแห่งของที่รับขนจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2547 แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยภายในกำหนดอายุความก็ตาม แต่การฟ้องคดีดังกล่าว หาทำให้อายุความสำหรับจำเลยร่วมที่ 2 สะดุดหยุดลงไม่ เพราะกำหนดอายุความย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแก่ลูกหนี้แต่ละคนโดยเฉพาะ การจะฟังว่าอายุความสำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ขาดแล้วหรือไม่ ต้องถือเอาวันที่จำเลยร่วมที่ 2 ถูกเรียกเข้ามาในคดีซึ่งเป็นวันเริ่มต้นคดีเป็นเกณฑ์ โดยไม่คำนึงว่าคู่ความฝ่ายใดเป็นผู้ขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีในวันที่ 2 กันยายน 2548 จึงเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้รับตราส่ง คดีโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วมที่ 2 จึงขาดอายุความ

1/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,363,525.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,157,637.36 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันยื่นคำให้การจำเลยยื่นคำร้องว่า หากศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากฮิโร ชิปปิ้ง อิงค์ บริษัทนิปปอน ยูเซน ไคชา จำกัด และบริษัทโตเกียว เซนปากุ ไคชา จำกัด จึงขอให้เรียกบริษัททั้งสามดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต โดยให้เรียกฮิโร ชิปปิ้ง อิงค์ เป็นจำเลยร่วมที่ 1 บริษัทนิปปอน ยูเซน ไคชา จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 2 และบริษัทโตเกียว เซนปากุ ไคชา จำกัด เป็นจำเลยร่วมที่ 3

จำเลยร่วมที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 61,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 220,206.25 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า บริษัทเอ็นอีซี โทคิน อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้สั่งซื้อสินค้าเครื่องอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระบบสุญญากาศพร้อมอุปกรณ์จากบริษัทอินาบาตะ จำกัด ผู้ขายในประเทศญี่ปุ่น ต่อมาบริษัทอินาบาตะ จำกัด ว่าจ้างจำเลยขนส่งสินค้าดังกล่าวจากท่าเรือเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น มายังท่าเรือกรุงเทพ แล้วจำเลยมอบหมายให้จำเลยร่วมที่ 2 ขนส่งสินค้าบรรทุกมาในเรือสุมิเร และเมื่อเรือเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพและขนถ่ายสินค้าพิพาทในวันที่ 28 มิถุนายน 2547 ผู้รับตราส่งพบว่าสินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหาย บริษัทอินาบาตะ จำกัด จึงเรียกให้โจทก์ชำระค่าเสียหายตามสัญญาประกันภัย โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทเอ็นอีซี โทคิน อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2547 แล้วทวงถามให้จำเลยชำระ แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2548 ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2548 จำเลยยื่นคำให้การและยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในวันเดียวกันขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดี มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยร่วมที่ 2 เพียงข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วมที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 46 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการเสียหายแห่งของที่รับขนตามสัญญารับขนทางทะเล ถ้าไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของให้เป็นอันขาดอายุความ เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของวันที่ 28 มิถุนายน 2547 ตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังวินิจฉัยแล้ว สิทธิของโจทก์ในการที่จะฟ้องเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการเสียหายแห่งของที่รับขนจากผู้ซึ่งต้องรับผิดในคดีนี้จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2547 ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยในวันที่ 27 มิถุนายน 2548 หรือภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าและภายในกำหนดอายุความก็ตาม แต่การฟ้องคดีดังกล่าวหาทำให้อายุความสำหรับจำเลยร่วมที่ 2 สะดุดหยุดลงไม่ เพราะกำหนดอายุความย่อมเป็นไปเพื่อคุณและโทษแก่ลูกหนี้แต่ละคนโดยเฉพาะ การจะฟังว่าอายุความสำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ขาดแล้วหรือไม่ต้องถือเอาวันที่จำเลยร่วมที่ 2 ถูกเรียกเข้ามาในคดี ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นคดีเป็นเกณฑ์ โดยไม่คำนึงว่าคู่ความฝ่ายใดเป็นผู้ขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดีในวันที่ 2 กันยายน 2548 จึงเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่ผู้รับตราส่ง คดีโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วมที่ 2 จึงขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยร่วมที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทสยามเภตราอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลยร่วม — ฮิโร ชิปปิ้ง อิงค์ กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
อร่าม เสนามนตรี
ธนสิทธิ์ นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8900/2554
#554396
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ค้าน้ำมันตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ได้แก่ ผู้ค้าน้ำมันที่มีปริมาณการค้าแต่ละชนิด หรือรวมกันทุกชนิดปีละตั้งแต่หนึ่งแสนเมตริกตันขึ้นไป หรือเป็นผู้ค้าน้ำมันชนิดก๊าซปิโตรเลียมเหลวแต่เพียงชนิดเดียวที่มีปริมาณการค้าปีละตั้งแต่ห้าหมื่นเมตริกตันขึ้นไป โดยที่คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เป็นการกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง บทบัญญัติตามข้อ 17 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เป็นมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีก๊าซสำหรับประชาชนใช้ในการหุงต้มอย่างพอเพียง จึงกำหนดเป็นบทบังคับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ซึ่งจัดว่าเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ให้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติด้วยการจัดให้มีการบรรจุก๊าซใส่ถังก๊าซหุงต้มและจำหน่ายให้ทั่วถึงทุกอำเภอที่มีการใช้ถังก๊าซหุงต้มซึ่งแสดงเครื่องหมายการค้าของตน หรือมอบหมายให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 รายอื่นหรือผู้บรรจุก๊าซ เป็นผู้ดำเนินการแทนได้แต่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน การฝ่าฝืนคำสั่งนายกรัฐมนตรีดังกล่าวที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3 และ 8 ผู้กระทำจะต้องเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และกระทำการฝ่าฝืนด้วยการไม่จัดให้มีการบรรจุก๊าซหุงต้มและจำหน่ายให้ทั่วถึงทุกอำเภอที่มีการใช้ถังก๊าซหุงต้มซึ่งแสดงเครื่องหมายการค้าของตนหรือได้มอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3, 8 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2514 ข้อ 6 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3, 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีถังก๊าซหุงต้มที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้ค้าน้ำมันรายอื่น จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี และปรับจำเลยทั้งสามคนละ 8,000 บาท ฐานร่วมกันบรรจุก๊าซลงในถังก๊าซหุงต้มที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้ค้าน้ำมันรายอื่น จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี และปรับจำเลยทั้งสามคนละ 8,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 2 ปี และปรับจำเลยทั้งสามคนละ 16,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี และปรับจำเลยทั้งสามคนละ 8,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3, 8 หรือประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2514 ข้อ 6 เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีถังก๊าซหุงต้มที่มีเครื่องหมายการค้าของบริษัทยูนิคแก๊สแอนด์ปิโตรเคมิคัลล์ จำกัด ยี่ห้อยูนิคแก๊ส และบริษัทอุตสาหกรรมแก๊สสยาม จำกัด ยี่ห้อสยามแก๊ส ผู้ค้าน้ำมันรายอื่น ในเขตสถานีบรรจุก๊าซของตนรวม 28 ถัง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ค้าน้ำมันรายอื่นที่เป็นเจ้าของถังก๊าซหุงต้มที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้ค้าน้ำมันรายอื่น และจำเลยทั้งสามร่วมกันบรรจุก๊าซลงในถังก๊าซหุงต้มที่มีเครื่องหมายการค้าของบริษัทยูนิคแก๊สแอนด์ปิโตรเคมิคัลล์ จำกัด ยี่ห้อยูนิคแก๊ส และบริษัทอุตสาหกรรมแก๊สสยาม จำกัด ยี่ห้อสยามแก๊ส ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันรายอื่น ในเขตสถานีบรรจุก๊าซของตนรวม 17 ถัง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ค้าน้ำมันรายอื่นที่เป็นเจ้าของถังก๊าซหุงต้มที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้ค้าน้ำมันรายนั้น และไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสามที่ร่วมกันมีถังก๊าซหุงต้มของผู้ค้าน้ำมันอื่นในเขตสถานีบรรจุก๊าซของตนโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ค้าน้ำมันอื่นที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2529) ข้อ 74 (1) วรรคสาม เพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2545) ข้อ 3 และที่ร่วมกันบรรจุก๊าซลงในถังก๊าซหุงต้มที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้ค้าน้ำมันอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ค้าน้ำมันอื่นที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2529) ข้อ 74 (1) วรรคหนึ่งและวรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2531) ข้อ 23 ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2514 การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดตามข้อ 6 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าว ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3, 8 โดยอ้างว่าการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันบรรจุก๊าซลงในถังก๊าซหุงต้มที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้ค้าน้ำมันอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่อง กำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อ 17 นั้น เห็นว่า คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่อง กำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อ 17 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เพื่อให้มีก๊าซสำหรับประชาชนใช้ในการหุงต้มอย่างพอเพียง ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ซึ่งขายหรือจำหน่ายก๊าซที่บรรจุในถังก๊าซหุงต้ม ต้องจัดให้มีการบรรจุก๊าซใส่ถังก๊าซหุงต้มและจำหน่ายให้ทั่วถึงทุกอำเภอที่มีการใช้ถังหุงต้มซึ่งแสดงเครื่องหมายการค้าของตน และข้อ 17 วรรคสอง บัญญัติว่า ในการบรรจุก๊าซหรือจำหน่ายตามวรรคหนึ่ง ผู้ค้าน้ำมันอาจมอบหมายให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 รายอื่น หรือผู้บรรจุก๊าซ เป็นผู้ดำเนินการแทนได้โดยต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน... ส่วนผู้ค้าน้ำมันตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ได้แก่ ผู้ค้าน้ำมันที่มีปริมาณการค้าแต่ละชนิด หรือรวมกันทุกชนิดปีละตั้งแต่หนึ่งแสนเมตริกตันขึ้นไป หรือเป็นผู้ค้าน้ำมันชนิดก๊าซปิโตรเลียมเหลวแต่เพียงชนิดเดียวที่มีปริมาณการค้าปีละตั้งแต่ห้าหมื่นเมตริกตันขึ้นไป โดยที่คำสั่งนายกรัฐมนตรีเป็นการกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง บทบัญญัติตามข้อ 17 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เป็นมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีก๊าซสำหรับประชาชนใช้ในการหุงต้มอย่างพอเพียง จึงกำหนดเป็นบทบังคับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ซึ่งจัดว่าเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ให้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติด้วยการจัดให้มีการบรรจุก๊าซใส่ถังหุงต้มและจำหน่ายให้ทั่วถึงทุกอำเภอที่มีการใช้ถังหุงต้มซึ่งแสดงเครื่องหมายการค้าของตน หากผู้ค้าน้ำมันไม่บรรจุก๊าซหรือจำหน่ายก๊าซหุงต้มด้วยตนเองก็อาจมอบหมายให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 รายอื่น หรือผู้บรรจุก๊าซ เป็นผู้ดำเนินการแทนได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน จึงเป็นที่เห็นได้ว่าการฝ่าฝืนคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 ข้อ 17 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่จะเป็นความผิดตามฟ้องได้ผู้กระทำจะต้องเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 และกระทำการฝ่าฝืนด้วยการไม่จัดให้มีการบรรจุก๊าซหุงต้มและจำหน่ายให้ทั่วถึงทุกอำเภอที่มีการใช้ถังหุงต้มซึ่งแสดงเครื่องหมายการค้าของตน หรือได้มอบหมายให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 รายอื่น หรือผู้บรรจุก๊าซดำเนินการบรรจุก๊าซหรือจำหน่ายแทนตนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการบรรจุก๊าซเป็นตัวแทนค้าต่างจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้ค้าน้ำมันที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสามจะร่วมกันบรรจุก๊าซลงในถังก๊าซหุงต้มที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้ค้าน้ำมันอื่น ก็คงเป็นความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2514 ข้อ 6 โดยหาได้มีความผิดตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3, 8 ด้วยไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสามจะไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อฎีกาโดยตรง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2514 ข้อ 6 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันมีถังก๊าซหุงต้มมีเครื่องหมายการค้าของผู้ค้าน้ำมันอื่น ปรับคนละ 5,000 บาท และฐานร่วมกันบรรจุก๊าซลงในก๊าซหุงต้มที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้ค้าน้ำมันอื่น ปรับคนละ 5,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงปรับกระทงละ 2,500 บาท รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นปรับ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องข้อหาความผิดตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ม. 3 ม. 8
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2514
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายสันติ รัตนคช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายชมเชษฐ์ จรัสกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8877/2554
#518420
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 3 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นย่า แต่เมื่อยังไม่บรรลุนิติภาวะย่อมต้องตกอยู่ใต้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาและผู้เสียหายที่ 2

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์กระทงแรกนั้น จำเลยโทรศัพท์นัดหมายเด็กหญิง จ. ผู้เสียหายที่ 3 ให้ไปพบแล้วพาผู้เสียหายที่ 3 ไปบ้านจำเลย แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 ฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 3 สมัครใจไปจากผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 เอง หลังจากที่จำเลยกระทำชำเราแล้ว จำเลยไปหาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ต่อว่าจำเลยและเรียกค่าสินสอดจากจำเลย แต่จำเลยไม่มีเงินให้ จากนั้นจำเลยรับผู้เสียหายที่ 3 ไปอยู่ด้วย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยได้ว่าประสงค์จะเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 3 เป็นภริยา เมื่อจำเลยยังมิได้มีภริยาจึงสามารถที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 3 ฉันสามีภริยาได้ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม แต่เป็นการกระทำที่ล่วงล้ำต่ออำนาจปกครองดูแลของบิดาและย่าผู้เสียหายที่ 3 ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาหรือผู้ดูแล จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก

ส่วนการกระทำความผิดของจำเลยกระทงที่สองนั้น เมื่อจำเลยได้มาเจรจาสู่ขอผู้เสียหายที่ 3 จากผู้เสียหายที่ 2 แต่จำเลยไม่มีเงินค่าสินสอด ในวันรุ่งขึ้นจำเลยก็ไปรับผู้เสียหายที่ 3 มาอยู่ด้วย กระทั่ง ม. มารับผู้เสียหายที่ 3 กลับไป แสดงว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 3 ไปเพื่อร่วมอยู่กินฉันสามีภริยา ฟังไม่ได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายที่ 3 ไปจากบิดาหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 277, 317 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคท้าย เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์ (ที่ถูก เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี) ไปเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี รวมจำคุก 30 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 40 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 20 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ไม่เพิ่มโทษจำเลย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุเด็กหญิงจาริยาหรือโบ ผู้เสียหายที่ 3 อายุ 14 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับนางยุพา ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นย่า โดยอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของนายยุทธนา ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นบิดา จำเลยโทรศัพท์นัดหมายผู้เสียหายที่ 3 ไปพบที่ศาลานั่งรอรถโดยสารประจำทางหน้าวัดชากขุนวิเศษ ต่อมาจำเลยชักชวนผู้เสียหายที่ 3 ขึ้นรถโดยสารประจำทางสายระยอง - จันทบุรี ที่จำเลยเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสาร เมื่อถึงสถานีขนส่งจันทบุรี จำเลยชวนผู้เสียหายที่ 3 ไปเที่ยวที่ห้างสรรพสินค้าโลตัสแล้วจำเลยพาผู้เสียหายที่ 3 ไปบ้านจำเลย หลังจากนั้นจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 โดยผู้เสียหายที่ 3 ยินยอม วันรุ่งขึ้นจำเลยพาผู้เสียหายที่ 3 ไปหานายแมว สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลพังราด โดยจะให้นายแมวไปพูดกับผู้เสียหายที่ 2 ว่า จำเลยกับผู้เสียหายที่ 3 ได้เสียกัน แต่นายแมวไม่ว่าง จำเลยกับผู้เสียหายที่ 3 จึงกลับไปที่บ้านมารดาจำเลยแล้วจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 จนสำเร็จความใคร่ ต่อมาผู้เสียหายที่ 3 และจำเลยไปหานายแมวอีกครั้ง แต่นายแมวไม่ว่าง ผู้เสียหายที่ 3 กับจำเลยจึงไปหาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ต่อว่าจำเลยและเรียกค่าสินสอดจากจำเลยจำนวนมาก แต่จำเลยไม่มีเงินให้ จำเลยจึงกลับบ้านไป ส่วนผู้เสียหายที่ 3 พักอาศัยกับผู้เสียหายที่ 2 จำเลยโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายที่ 3 บอกว่าจะมารับไปอยู่ด้วย ต่อมาจำเลยมารับผู้เสียหายไปที่ 3 ไปพักอาศัยที่บ้านอาจำเลย จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 โดยผู้เสียหายที่ 3 ยินยอม ผู้เสียหายที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 3 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย สำหรับข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปียุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยโจทก์ไม่ได้ฎีกา

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารหรือไม่ สำหรับการกระทำความผิดกระทงแรก เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 3 รู้จักจำเลยเมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ส่วนเหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2548 เห็นได้ว่าผู้เสียหายที่ 3 เพิ่งรู้จักจำเลยได้ไม่นานนัก ทั้งผู้เสียหายที่ 3 ให้การว่า ผู้เสียหายที่ 3 กับจำเลยติดต่อกันมาโดยตลอดจนสนิทกัน เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 3 กับจำเลยยังไม่สมัครใจรักใคร่กัน เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์ของจำเลยในวันเกิดเหตุที่โทรศัพท์นัดหมายผู้เสียหายที่ 3 ไปพบที่ศาลารอรถโดยสารประจำทาง แล้วพาผู้เสียหายที่ 3 ไปบ้านจำเลย จากนั้นกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 จึงฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 3 สมัครใจไปจากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เอง แม้ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 3 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นย่า แต่เมื่อยังไม่บรรลุนิติภาวะย่อมต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำอันล่วงล้ำต่ออำนาจปกครองดูแลของบิดาและย่าผู้เสียหายที่ 3 ถือว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาหรือผู้ดูแล อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 แล้ว จำเลยไปหาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ต่อว่าจำเลยและเรียกค่าสินสอดจากจำเลยจำนวนมากแต่จำเลยไม่มีเงินให้ และหลังจากนั้นจำเลยได้มารับผู้เสียหายที่ 3 ไปอยู่ด้วย จนกระทั่งนายแมวได้มาพาผู้เสียหายที่ 3 กลับไปบ้าน พฤติการณ์ของจำเลยย่อมเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยได้ว่าประสงค์ที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 3 เป็นภริยา เมื่อจำเลยยังมิได้มีภริยา จึงอยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงดูผู้เสียหายที่ 3 ฉันสามีภริยาได้ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีรายได้ประจำจึงอยู่ในวิสัยที่จะหาเงินสินสอดได้ และจำเลยไม่ได้นำบิดามารดาหรือผู้ใหญ่ไปสู่ขอผู้เสียหายที่ 3 แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์จะเลี้ยงดูอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหายที่ 3 เห็นว่า แม้จำเลยจะมีรายได้ประจำก็อาจไม่มีเงินเหลือเก็บสะสมก็ได้ ทั้งเมื่อไม่มีเงินสินสอดก็ย่อมไม่สามารถนำบิดามารดาหรือผู้ใหญ่ไปสู่ขอผู้เสียหายที่ 3 ได้เช่นกัน จึงมิใช่ข้อที่บ่งชี้ว่าจำเลยไม่ประสงค์จะเลี้ยงดูอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหายที่ 3 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก

ส่วนการกระทำความผิดกระทงที่สอง เห็นว่า เมื่อจำเลยได้มาเจรจาสู่ขอผู้เสียหายที่ 3 จากผู้เสียหายที่ 2 แต่จำเลยไม่มีเงินค่าสินสอด ในวันรุ่งขึ้นจำเลยไปรับผู้เสียหายที่ 3 มาพักอาศัยที่บ้านอาจำเลย จนกระทั่งนายแมวมาพาผู้เสียหายที่ 3 ไปส่งที่บ้านผู้เสียหายที่ 3 พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 3 ไปเพื่อร่วมอยู่กินฉันสามีภริยา ฟังไม่ได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายที่ 3 ไปจากบิดาหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่น เป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277 ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายจิรศักดิ์หรือเปียก เจริญพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายศิริพันธุ์ ชมภูวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิเชียร โบราณวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
วิรุฬห์ แสงเทียน
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8875/2554
#525540
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้เสียหายในคดีส่วนอาญาได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาให้เลื่อนนัดสืบพยานโจทก์จำเลยไป ส่วนการสืบพยานส่วนแพ่งให้รอไว้หลังจากสืบพยานโจทก์จำเลยในคดีอาญาเสร็จแล้วนั้น หมายถึงว่า เมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยในคดีส่วนอาญาเสร็จแล้ว หากคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะสืบพยานเพิ่มเติมตามประเด็นแห่งคดีในส่วนแพ่งซึ่งยังไม่ได้นำสืบตามประเด็นในคดีส่วนอาญา ศาลจะพิจารณาสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้คู่ความนำสืบตามขอหรือไม่ โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบไปแล้วในคดีส่วนอาญาว่าเพียงพอจะวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในคดีส่วนแพ่งหรือไม่ ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 47 บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง... ป.พ.พ. มาตรา 438 บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแต่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด... ศาลจึงมีอำนาจกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนให้ได้โดยวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาโดยไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติมอีก ส่วนที่สั่งว่าให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การในส่วนแพ่งภายใน 14 วัน มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจนั้น หมายถึงจำเลยไม่ติดใจให้การแก้คดี ไม่ใช่ผู้ร้องไม่ติดใจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และเมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้วศาลสอบผู้ร้องในส่วนของการสืบพยานเพิ่มเติม ผู้ร้องแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณา หมายความว่า ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนที่ได้สืบมาแล้วเพียงพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้แล้วจึงไม่ได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องนำพยานมาสืบเพิ่มเติม จึงไม่มีกรณีที่จะถือว่าผู้ร้องทิ้งคำร้อง และคำพิพากษาในส่วนค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 295, 371

ผู้เสียหายยื่นคำร้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธคดีส่วนอาญา และจำเลยที่ 1 ให้การคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธคดีส่วนอาญา แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การคดีส่วนแพ่ง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83, 371 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนฯ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 4,000 บาท ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30, 30/1 (ที่ถูกไม่ต้องระบุมาตรา 30/1) ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 เมษายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ไม่ต้องระบุให้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ทำนองว่าผู้ร้องเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อนสืบพยานโจทก์นัดแรกว่า "... การสืบพยานในส่วนแพ่งให้รอไว้หลังสืบพยานโจทก์จำเลยในคดีอาญาเสร็จแล้ว...ให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจ..." เมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยในคดีสวนอาญาเสร็จแล้ว ผู้ร้องแถลงไม่สืบพยานต่อไปนั้น ถือว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องหรือไม่ และการที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องนั้นเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ผู้ร้องเป็นผู้เสียหายในคดีส่วนอาญา ได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งมาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 กันยายน 2551 ให้เลื่อนนัดสืบพยานโจทก์จำเลยไปเป็นวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 ส่วนการสืบพยานส่วนแพ่งให้รอไว้หลังจากสืบพยานโจทก์จำเลยในคดีอาญาเสร็จแล้วนั้น หมายถึงว่า เมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยในคดีส่วนอาญาเสร็จแล้ว หากคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะสืบพยานเพิ่มเติมตามประเด็นแห่งคดีในส่วนแพ่งซึ่งยังไม่ได้นำสืบตามประเด็นในคดีส่วนอาญา ศาลจะพิจารณาสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้คู่ความนำสืบตามคำขอหรือไม่ โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบไปแล้วในคดีส่วนอาญาว่าเพียงพอจะวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในคดีส่วนแพ่งหรือไม่ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง... ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด.... ศาลจึงมีอำนาจกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนให้ได้โดยวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาโดยไม่จำต้องสืบพยานเพิ่มเติมอีก ส่วนที่สั่งว่าให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การในส่วนแพ่งภายใน 15 วัน มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจนั้น หมายถึงจำเลยไม่ติดใจให้การแก้คดี ไม่ใช่ผู้ร้องไม่ติดใจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และเมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้ว ศาลสอบผู้ร้องในส่วนของการสืบพยานเพิ่มเติมในส่วนของค่าเสียหาย ผู้ร้องแถลงไม่สืบพยานเพิ่มเติม ศาลมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณา หมายความว่า ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนที่ได้สืบมาแล้วเพียงพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้แล้วจึงไม่ได้มีคำสั่งให้ผู้ร้องนำพยานมาสืบเพิ่มเติม จึงไม่มีกรณีที่จะถือว่าผู้ร้องทิ้งคำร้อง และคำพิพากษาในส่วนค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ตามที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 174
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
ผู้เสียหาย — นายคงเวียง แก้วมี
จำเลย — นายพีรพล พันธุ์ดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายพัฐวิศ สังข์วงษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
จักร อุตตโม
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8871/2554
#518411
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายบุกรุกเข้าไปในบ้านของจำเลยโดยถือมีดดาบยาวประมาณ 1 เมตร เข้าไปหา ฉ. บิดาจำเลยแล้วใช้มีดดาบดังกล่าวฟัน ฉ. เป็นเหตุให้ ฉ. ได้รับอันตรายแก่กาย เมื่อผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุบุกรุกเข้าไปทำร้ายร่างกาย ฉ. ก่อน ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตาม มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ดังนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ปัญหาข้อนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 33 ริบอาวุธปืน ปลอกกระสุนปืน และอาวุธมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางส่อง มารดานายวิษณุ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ประกอบมาตรา 69 ซึ่งศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ เห็นสมควรลงโทษจำคุก 1 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษมาก่อนจึงเห็นสมควรรอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบอาวุธมีดของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้ตายได้บุกรุกเข้าไปในบ้านของจำเลยโดยถือมีดดาบยาวประมาณ 1 เมตร เข้าไปหานายเฉลิมชัยบิดาจำเลย แล้วผู้ตายใช้มีดดาบดังกล่าวฟันนายเฉลิมชัย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ เมื่อผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุบุกรุกเข้าไปทำร้ายร่างกายนายเฉลิมชัยก่อน ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตาม มาตรา 5 (2) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม มาตรา 30 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วโจทก์ร่วมก็ย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและปัญหาข้อนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกฎีกาโจทก์ร่วมและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมีนบุรี
โจทก์ร่วม — นางส่อง จันทเทโว
จำเลย — นายโสภณ แก้วศรีจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสมจิตร์ ปอพิมาย
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ วงศ์รัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8870/2554
#511608
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ร่วมเพื่อขอให้เปิดบัญชีออมทรัพย์กับธนาคารโดยใช้ชื่อโจทก์ร่วมในคำขอเปิดบัญชีและปลอมตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในคำขอเปิดบัญชีตามเอกสารหมาย จ.1 แล้วนำไปยื่นต่อพนักงานธนาคาร ทำให้ธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นคำขอเปิดบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม จึงออกสมุดเงินฝากในนามของโจทก์ร่วมให้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปลอมและใช้เอกสารปลอม

ส่วนการที่จำเลยนำแบบพิมพ์ใบถอนเงินของธนาคารรวม 15 ฉบับ มากรอกข้อความโดยเขียนชื่อโจทก์ร่วมในช่องชื่อบัญชี เขียนเลขที่บัญชี จำนวนเงิน และลงลายมือชื่อปลอมของโจทก์ร่วมในช่องเจ้าของบัญชีและช่องผู้รับเงิน แล้วนำใบถอนเงินดังกล่าวไปยื่นต่อพนักงานของธนาคาร ทำให้พนักงานของธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นใบถอนเงินที่แท้จริงจึงจ่ายเงินให้จำเลยไป แม้ว่าโจทก์ร่วมจะมิได้เปิดบัญชีตามเอกสารหมาย จ.1 และเงินในบัญชีดังกล่าวมิใช่เงินของโจทก์ร่วม ซึ่งโจทก์ร่วมอาจจะไม่ได้รับความเสียหายต่อทรัพย์สินโดยตรงก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับหลักฐานทางการเงินในนามของโจทก์ร่วมในระบบบัญชีธนาคารดังกล่าวให้แตกต่างไปจากความเป็นจริง อันจะเป็นผลให้โจทก์ร่วมและธนาคารดังกล่าวเสียชื่อเสียงไม่ได้รับความเชื่อมั่นไว้วางใจในสังคมและในการประกอบธุรกิจ อันเป็นประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมและธนาคารแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมรวม 15 กระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91 และ 33 ริบของกลาง และให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ติดต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 550/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายอุกฤษณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 (ที่ถูก 264 วรรคแรก), 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุก 1 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 15 กระทง แต่ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยรวม 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 550/2546 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2540 มีการขอเปิดบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 013 - 1 - 24983 - 8 บัญชีชื่อนายอุกฤษณ์ โจทก์ร่วม ต่อมาได้มีการถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 จำนวน 115,000 บาท วันที่ 8 ธันวาคม 2541 จำนวน 80,000 บาท วันที่ 21 มกราคม 2542 จำนวน 85,260 บาท วันที่ 29 มกราคม 2542 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 25 มีนาคม 2542 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 26 มีนาคม 2542 จำนวน 200,000 บาท วันที่ 5 เมษายน 2542 จำนวน 380,000 บาท วันที่ 30 เมษายน 2542 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 2 มิถุนายน 2542 จำนวน 1,000,000 บาท วันที่ 15 มิถุนายน 2542 จำนวน 150,000 บาท วันที่ 27 สิงหาคม 2542 จำนวน 150,000 บาท วันที่ 3 กันยายน 2542 จำนวน 420,000 บาท วันที่ 30 กันยายน 2542 จำนวน 150,000 บาท วันที่ 15 ตุลาคม 2542 จำนวน 109,000 บาท วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 จำนวน 312,030 บาท

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้คำขอเปิดบัญชีและใบถอนเงินทั้ง 15 ฉบับ ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอเปิดบัญชีของโจทก์ร่วมเอกสารหมาย จ. 1 มีสิบเอกสุรพงษ์เป็นผู้รับเปิดบัญชี ซึ่งได้ให้การว่า โจทก์ร่วมได้มาพบกับจำเลยซึ่งเป็นสมุห์บัญชีในวันเปิดบัญชีแล้วจำเลยนำเอกสารการเปิดบัญชีมามอบให้กับสิบเอกสุรพงษ์แล้วบอกว่าเปิดบัญชีออมทรัพย์ให้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นสามีให้ด้วย และยังให้การต่อไปว่าไม่เห็นว่าผู้ใดเป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำขอเปิดบัญชี ซึ่งคำขอเปิดบัญชีมีลายมือชื่อผู้ขอเปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว จากคำให้การของสิบเอกสุรพงษ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าขณะยื่นเอกสารให้กับสิบเอกสุรพงษ์ได้มีการลงลายมือชื่อในคำขอเปิดบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนที่ให้การว่าโจทก์ร่วมมาในวันเปิดบัญชีนั้นก็มิได้เป็นการยืนยันว่าโจทก์ร่วมจะเป็นผู้เขียนข้อความและลงลายมือชื่อต่อหน้าสิบเอกสุรพงษ์ที่เป็นเจ้าหน้าที่รับเปิดบัญชีในวันนั้น อีกทั้งนายแสงชัยก็เบิกความยืนยันว่า ตามคำขอเปิดบัญชีเอกสารหมาย จ. 1 ไม่อาจระบุได้ชัดว่าผู้ขอเปิดบัญชีจะมาเปิดบัญชีที่ธนาคารหรือไม่ ทั้งที่นายแสงชัยได้ทำงานร่วมกับจำเลยมาประมาณ 3 ปี ก็ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เขียนและมาลงลายมือชื่อที่ธนาคาร ประกอบกับรายงานการตรวจพิสูจน์ซึ่งมีจุดประสงค์ในการตรวจพิสูจน์ว่าลายมือชื่อเจ้าของบัญชีและช่องลายมือชื่อผู้รับเงินในใบถอนเงินของกลางทั้ง 15 ฉบับ จะเป็นลายมือชื่อของบุคคลใด ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าคุณสมบัติของการเขียน รูปลักษณะของตัวอักษรเป็นอย่างเดียวกับตัวอย่างลายมือชื่อในคำขอเปิดบัญชีและบัตรตัวอย่างลายมือชื่อจำนวน 2 แผ่น ดังกล่าว จึงลงความเห็นว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ก็แสดงว่าผู้ที่ขอเปิดบัญชีและผู้ที่เบิกเงินจากใบถอนเงินทั้ง 15 ฉบับ เป็นลายมืออย่างเดียวกัน โดยไม่เหมือนกับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ร่วมที่เขียนให้ไว้กับพนักงานสอบสวน และตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารซึ่งมีจุดประสงค์ในการตรวจเพื่อทราบว่าลายมือเขียนกรอกข้อความและลายมือชื่อในคำขอเปิดบัญชีและบัตรตัวอย่างลายมือชื่อของกลางกับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ร่วมกับจำเลยจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลใด ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าคุณสมบัติของการเขียนรูปลักษณะตัวอักษรและตัวเลขเป็นอย่างเดียวกับตัวอย่างลายมือเขียนของจำเลยจึงลงความเห็นว่าเป็นลายมือเขียนของจำเลย เมื่อลายมือเขียนตัวอักษรของจำเลยที่เขียนไว้ในเช็คและปกหลังสมุดเช็คเป็นลายมือเขียนที่ตรงกับคำขอเปิดบัญชีและบัตรตัวอย่างลายมือชื่อดังกล่าวแล้ว ย่อมแสดงได้ว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมคำขอเปิดบัญชีและตัวอย่างลายมือชื่อในคำขอเปิดบัญชีตามเอกสารหมาย จ. 1 ดังกล่าว แล้วนำไปยื่นต่อพนักงานของธนาคารดังกล่าว ทำให้พนักงานของธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นคำขอเปิดบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม จึงออกสมุดเงินฝากในนามของโจทก์ร่วมให้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมจึงเป็นการปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม

ส่วนผลการตรวจพิสูจน์ใบถอนเงินทั้งสิบห้าฉบับมีตัวอย่างลายมือชื่อในใบถอนเงินตรงกับลายมือชื่อในคำขอเปิดบัญชีและตัวอย่างลายมือชื่อตามเอกสารหมาย จ. 1 มีเหตุให้เชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในใบถอนเงินทั้งสิบห้าฉบับ และการที่จำเลยนำแบบพิมพ์ใบถอนเงินของธนาคารรวม 15 ฉบับ มากรอกข้อความโดยเขียนชื่อโจทก์ร่วมในช่องชื่อบัญชี เขียนเลขที่บัญชี จำนวนเงินและลงลายมือชื่อปลอมของโจทก์ร่วมในช่องเจ้าของบัญชีและช่องผู้รับเงินแล้วนำใบถอนเงินดังกล่าวไปยื่นต่อพนักงานของธนาคารดังกล่าว ทำให้พนักงานของธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นใบถอนเงินที่แท้จริงจึงจ่ายเงินให้จำเลยไป แม้ว่าจะได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมและบิดามิได้เปิดบัญชีตามเอกสารหมาย จ. 1 ซึ่งแสดงอยู่ในตัวว่าเงินในบัญชีดังกล่าวมิใช่เงินของโจทก์ร่วมและบิดา ซึ่งโจทก์ร่วมและบิดาอาจจะไม่ได้รับความเสียหายต่อทรัพย์สินโดยตรงก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับหลักฐานทางการเงินในนามของโจทก์ร่วมในระบบบัญชีธนาคารดังกล่าวให้แตกต่างไปจากความเป็นจริงอันจะเป็นผลให้โจทก์ร่วมและธนาคารดังกล่าวเสียชื่อเสียงไม่ได้รับความเชื่อมั่นไว้วางใจในสังคมและในการประกอบธุรกิจอันเป็นประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อโจทก์ร่วมและธนาคารดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมรวม 15 กระทง ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยมานั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 16 กระทง จำคุก 96 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายอุกฤษณ์ อภิรติมัย
จำเลย — นางหรือนางสาวสิริฉาย สายพรหมาหรืออภิรติมัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายทรงธน ติระการ
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8867/2554
#514218
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมประเวณีกับ อ. แต่พิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิด โจทก์อุทธรณ์ จำเลยกล่าวแก้อุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้พูดชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมหลับนอนด้วย คดีจึงมีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่าจำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายหรือไม่

จำเลยเพียงแต่พูดชักชวนผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีให้ไปร่วมหลับนอนกับ อ. แล้วจะให้โทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินเป็นการตอบแทน โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ใด ๆ ที่ส่อแสดงว่าจำเลยใช้อุบายและพูดไม่จริง หรือจะไม่ให้สิ่งของดังกล่าวตอบแทนเมื่อผู้เสียหายตกลง จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวง เป็นการขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 วรรคสาม ผู้เสียหายถูกจำเลยพูดชักชวน ผู้เสียหายทำทีพยักหน้าแต่ไม่ตกลงด้วย เท่ากับผู้เสียหายไม่ยินยอม การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 282 วรรคสาม เมื่อผู้เสียหายไม่ไปด้วย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว และถือว่าความผิดที่ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างเป็นความผิดได้ในตัวเอง ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหก ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 643/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80 จำคุก 6 ปี 8 เดือน คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 5 เดือน 10 วัน ให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 643/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ นางสาวอัมพิกา ผู้เสียหายอายุสิบสามปีเศษ ครอบครัวผู้เสียหายกับครอบครัวจำเลยเป็นเพื่อนบ้านกันและมีบ้านอยู่ใกล้กัน วันเวลาเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายไปซื้อมุ้งที่ตลาดเทศบาลเมืองตราด ขากลับจำเลยแวะร้านขายส้มตำ จากนั้นพาผู้เสียหายไปส่งที่บ้าน ต่อมานางอุไร มารดาผู้เสียหายพาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยพูดชักชวนให้ผู้เสียหายไปร่วมหลับนอนกับนายอิทธิพล สามีของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเชื่อตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยได้พูดชักชวนให้ผู้เสียหายไปร่วมประเวณีกับนายอิทธิพล โดยเสนอจะให้โทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 1 เครื่อง และเงินจำนวน 1,000 บาท แก่ผู้เสียหายจริง แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าการกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดในข้อหาตามฟ้อง เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลย จำเลยได้กล่าวในคำแก้อุทธรณ์ถึงปัญหาที่ว่าจำเลยมิได้พูดชักชวนให้ผู้เสียหายไปร่วมหลับนอนดังกล่าวไว้ด้วย คดีในชั้นอุทธรณ์จึงมีประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่าข้อเท็จจริงยุติไปแล้วตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โดยมิได้วินิจฉัยให้ในชั้นอุทธรณ์จึงไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและจำเลยฎีกาข้อเท็จจริงนี้ด้วยแล้วโดยไม่ต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปได้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยในประเด็นข้อนี้เสียก่อน แม้โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวว่าจำเลยพูดชวนให้ผู้เสียหายไปนอนกับนายอิทธิพลโดยจะให้สิ่งของตอบแทน แต่โจทก์ก็มีนางอุไรมารดาของผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อผู้เสียหายกลับมาถึงบ้าน ก็เล่าเรื่องดังกล่าวให้นางอุไรฟังทันที ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงย่อมไม่ประสาและมีความอับอายในเรื่องเหล่านี้ ทั้งผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่เชื่อว่าจะแต่งเรื่องราวดังกล่าวขึ้นเพื่อใส่ความจำเลย หากไม่เป็นความจริง นอกจากนั้นข้อเท็จจริงยังได้ความว่าครอบครัวของผู้เสียหายและจำเลยเป็นเพื่อนบ้านและพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกันมานานแล้ว แม้นางอุไรกับนายอิทธิพลจะมีปัญหากันเรื่องกระเบื้องปูพื้น 2 กล่อง แต่ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยโดยไม่ปรากฏว่ามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เชื่อว่าจะเป็นสาเหตุถึงขนาดทำให้นางอุไรต้องกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยให้ต้องรับโทษทางอาญา พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมหลับนอนกับนายอิทธิพลโดยเสนอจะให้โทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 1 เครื่องจริง พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม ตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม มีองค์ประกอบความผิดดังนี้ องค์ประกอบภายนอกสองประการคือ ประการแรก การที่บุคคลกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดในสามอย่างกล่าวคือ เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งชายหรือหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ประการที่สอง วิธีการประกอบการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดในห้าอย่างกล่าวคือ ใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด องค์ประกอบภายในสองประการคือ ประการแรก เจตนาเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งชายหรือหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยไม่สมัครใจ ประการที่สอง เจตนาพิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจ เพื่อการอนาจารและเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น สำหรับองค์ประกอบภายนอกเกี่ยวกับการกระทำนั้น เป็นธุระจัดหา หมายความว่า จัดให้ได้มาซึ่งชายหรือหญิง ล่อไป หมายความว่า ล่อลวงไปยังสถานที่ที่จัดไว้ พาไป หมายความว่า นำไป ส่วนองค์ประกอบภายนอกเกี่ยวกับวิธีการประกอบการกระทำประการหนึ่งที่ต้องพิจารณา ในคดีนี้คือ ใช้อุบายหลอกลวง ซึ่งหมายความว่า ใช้วิธีการอันแยบคาย ใช้เล่ห์กลหรือเล่ห์เหลี่ยม และทำให้เข้าใจผิด จึงเห็นได้ว่า คดีมีข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเพียงแต่พูดชักชวนผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีให้ไปร่วมหลับนอนกับนายอิทธิพลสามีของจำเลย แล้วจะให้โทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 1 เครื่อง และเงินจำนวน 1,000 บาท เป็นการตอบแทน โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดๆ ที่ส่อแสดงว่าจำเลยใช้อุบายและพูดไม่จริงหรือจะไม่ให้สิ่งของดังกล่าวตอบแทนเมื่อผู้เสียหายตกลงยินยอม กรณีเช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวง อันเป็นการขาดองค์ประกอบภายนอกเกี่ยวกับวิธีการประกอบ การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดในห้าอย่าง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม ตามฟ้องของโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น จำเลยเป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจาร ซึ่งผู้เสียหายผู้เป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ผู้เสียหายทำทีพยักหน้าแต่ไม่ตกลงด้วยเท่ากับผู้เสียหายไม่ยินยอม อันเป็นการกระทำครบองค์ประกอบความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม ซึ่งจำเลยลงมือกระทำความผิดและกระทำไปตลอดแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่ไปด้วย ทำให้การกระทำของจำเลยไม่บรรลุผลตามที่มุ่งหวังไว้ จึงเป็นการพยายามกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว และกรณีเช่นนี้เป็นกรณีความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม ตามที่พิจารณาได้ความได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหก ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน และฎีกาข้อนี้ของจำเลยก็ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 4 ปี การนำสืบพยานของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1653/2548 ของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 192 ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 80 ม. 282 ม. 283
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นางสมพงษ์หรือกาหลง ขุนสนธิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายบุญทำ รุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสรี เพศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ เดียวอิศเรศ
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8833/2554
#521468
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำบัตรเอ ที เอ็ม ของผู้เสียหายไปใช้เบิกถอนเงินสดและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพราะจำเลยมีจุดประสงค์ที่จะได้เงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย จำเลยใช้บัตรเอ ที เอ็ม ในเวลาที่ต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาต่อเนื่องกันและจุดมุ่งหมายอันเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินของผู้เสียหาย หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งจะเป็นความผิดสำเร็จก็ไม่ทำให้เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 336, 269/5, 269/7 ให้จำเลยคืนหรือใช้ทรัพย์รวม 7 รายการ เป็นเงิน 260,150 บาท แก่ผู้เสียหาย และ บวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้นายนิคม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 260,150 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษกับให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคหนึ่ง, 269/5, 269/7 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุก 4 ปี ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยนำไปใช้เบิกถอนเงินสด จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 37 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 27 ปี 9 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 260,150 บาท คำขออื่นให้ยก ให้ยกคำขอส่วนแพ่งของผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 241,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำบัตรเอ ที เอ็ม ของผู้เสียหายไปใช้เบิกถอนเงินสดและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย เพราะจำเลยมีจุดประสงค์ที่จะได้เงินจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย ทั้งได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของนางรัชนี พยานโจทก์ว่า จำเลยใช้บัตรเอ ที เอ็ม ในเวลาที่ต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาต่อเนื่องกันและจุดมุ่งหมาย อันเดียวกันเพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหาย หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งจะเป็นความผิดสำเร็จ ก็ไม่ทำให้เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 269/5 ม. 269/7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายตรัยรัตน์ บุนนาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางนฤมล ทาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชีพ จุลมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8825/2554
#514300
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า ธ. นำผู้เสียหายมาฝากไว้กับ ส. ภริยาของจำเลยช่วยดูแลเพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาของผู้เสียหาย ดังนั้น อำนาจปกครองยังคงอยู่กับ ธ. ผู้เป็นบิดาของผู้เสียหายการกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าเหตุฉกรรจ์ตาม ป.อ. มาตรา 285

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยหลายครั้งในระยะเวลาหลายวัน โดยมิได้บรรยายว่ากระทำผิดกี่กรรมและเมื่อใดบ้าง ไม่ชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยหลายกรรม ดังนี้ จำเลยย่อมมีความผิดเพียงกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 277 วรรคสอง, 279, 285

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 285 รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 9 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 36 ปี 16 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 80 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 24 ปี ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิงสุวรรณ ผู้เสียหายอายุ 11 ปีเศษ เป็นบุตรของนายธีรยุทธ ส่วนจำเลยเป็นสามีของนางสังวาลย์ น้าของนายธีรยุทธ ก่อนเกิดเหตุนายธีรยุทธมีภริยาใหม่ซึ่งไม่ถูกกับผู้เสียหาย นายธีรยุทธจึงพาผู้เสียหายมาฝากอยู่ที่บ้านของนางสังวาลย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความโดยพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ในช่วงวันเวลาเกิดเหตุจำเลยเข้าไปในมุ้งของผู้เสียหายแล้วลงมือกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้าย พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนปัญหาว่าการกระทำของจำเลยฐานข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดสำเร็จหรือไม่นั้น ได้ความจากคำเบิกความของนางแววตาพยานโจทก์ซึ่งตอบทนายจำเลยถามค้าน ประกอบกับได้ความจากผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของแพทย์หญิงดลจรัส ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย จากการตรวจภายในไม่พบร่องรอยฉีกขาดของเยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายและไม่พบบาดแผลใด เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์แห่งคดีที่ผู้เสียหายมีรูปร่างเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกันและไม่รู้เดียงสาในเรื่องเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงกับคำบอกเล่าของผู้เสียหายที่แจ้งแก่นางแววตาว่าผู้เสียหายไม่เจ็บและไม่มีเลือดออกขณะจำเลยลงมือข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ทำให้มีข้อสงสัยตามสมควรว่าอวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายหรือไม่ ซึ่งต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง โดยฟังข้อเท็จจริงว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายและพยายามข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่าผู้เสียหายเป็นผู้อยู่ในความปกครองของจำเลยนั้น ข้อเท็จจริงคงฟังได้เพียงว่านายธีรยุทธนำผู้เสียหายมาฝากไว้กับนางสังวาลย์ภริยาของจำเลยช่วยดูแลเพื่อความสะดวกในการศึกษาของผู้เสียหาย ดังนั้น อำนาจปกครองยังคงอยู่กับนายธีรยุทธผู้เป็นบิดาของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 285 ที่จะทำให้จำเลยได้รับโทษหนักขึ้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง และมาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 80 ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก มานั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และเนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยหลายครั้งในระยะเวลาหลายวัน โดยมิได้บรรยายว่ากระทำผิดกี่กรรมและเมื่อใดบ้าง ไม่ชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยหลายกรรม ดังนี้ จำเลยย่อมมีความผิดเพียงกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีรวม 4 กระทงมานั้นจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 เดิม และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) ประกอบด้วยมาตรา 80 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 277 วรรคสอง (เดิม) ม. 279 วรรคสอง ม. 285
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายทองคำ น้อยพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางธัญารัตน์ วีรเดชกำแหง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สิริรัตน์ จันทรา
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8819/2554
#514262
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลพิจารณาสั่งให้มีการปรับปรุงกระบวนพิจารณาให้เหมาะสมกับการพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว

การออกประกาศกรมสรรพสามิตฯ เป็นการกระทำของอธิบดีกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในการใช้อำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพแห่งหน้าที่ของโจทก์ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 5 ส่วนหนังสือของสำนักงานสรรพสามิตฯ เป็นเพียงหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ทราบว่ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีเพิ่มเท่านั้นไม่ใช่คำสั่งที่มีผลเปลี่ยนแปลงสิทธิหน้าที่ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์แต่อย่างใด จึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง

ข้อความตามหนังสืออุทธรณ์ของโจทก์แสดงอยู่ในตัวว่าโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยออกประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าว รวมทั้งรายละเอียดและเหตุผลเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เหตุผลในการประกาศกำหนดราคาสุราตามประกาศกรมสรรพสามิตฯ โจทก์รู้อยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องระบุในประกาศกรมสรรพสามิตอันเป็นคำสั่งทางปกครองฉบับนี้อีก ต้องตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 37 วรรคสาม (2) มีผลให้ไม่ต้องนำบทบัญญัติที่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ ดังนี้ แม้ประกาศกรมสรรพสามิตฯ ไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ ก็ไม่เป็นเหตุให้เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่สมบูรณ์ จึงเพิกถอนไม่ได้

เมื่อศาลชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบแล้ว คู่ความมีสิทธิคัดค้านได้ และเมื่อศาลชี้ขาดคำคัดค้านแล้วคำชี้ขาดดังกล่าวให้อยู่ภายใต้บังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 226 คดีนี้ ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอให้กำหนดประเด็นเพิ่มเติม ศาลภาษีอากรกลางไม่กำหนดให้ เป็นการชี้ขาดคำคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์ต้องโต้แย้งไว้จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ได้

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า ประกาศกรมสรรพสามิตฯ ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.สุราฯ มาตรา 8 จัตวา (1) วรรคสาม ปัญหานี้ ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของคู่ความก่อนว่าราคาขาย ณ โรงงานปกติเป็นเท่าใด จากนั้นจึงวินิจฉัยข้อกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายและไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อไม่มีประเด็ให้ต้องวินิจฉัยในศาลภาษีอากรกลาง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 24 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลภาษีอากรกลางรับโอนสำนวน มาจากศาลปกครองกลางตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

เดิมโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนประกาศกรมสรรพสามิต ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 เรื่องกำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี และให้จำเลยทั้งห้าชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

เมื่อโอนคดีมายังศาลภาษีอากรกลางแล้วโจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้เพิกถอนประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ให้เพิกถอนหนังสือของสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ปทุมธานีที่ กค 0610.03/5214 เรื่อง การเรียกเก็บภาษีเพิ่มตามมูลค่าที่กำหนดใหม่ ฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2546 ให้เพิกถอนหนังสือกรมสรรพสามิตที่ 0622/2543 (ที่ถูก กค 0622/4783) เรื่อง ผลการพิจารณาการอุทธรณ์คัดค้านประกาศกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 ให้จำเลยที่ 3 คืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ได้ชำระไปมากกว่าที่ควรชำระจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 48,501,915.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 43,848,919.83 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระคืนให้โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 3 คืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์ที่ต้องชำระล่วงหน้าก่อนบรรจุเบียร์สิงห์ 70 หลังจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะเพิกถอนประกาศและหนังสือที่โจทก์ขอให้เพิกถอนดังกล่าวข้างต้น ตามจำนวนที่โจทก์ได้ขอผลิตและได้ชำระภาษีแก่จำเลยที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดหนี้ที่จำเลยที่ 3 จะต้องคืนโจทก์ นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระคืนให้แก่โจทก์เสร็จและขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ และอนุญาตให้ถอนฟ้องกับจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ออกจากสารบบความ และให้เรียกจำเลยที่ 3 เป็นจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์แล้วเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาประการแรกตามอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่อุทธรณ์ว่าศาลภาษีอากรกลางสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องไม่ชอบ เพราะเดิมโจทก์ฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ 2 กรมสรรพสามิต ที่ 3 อธิบดีกรมสรรพสามิต ที่ 4 และเจ้าพนักงานสรรพสามิตพื้นที่ปทุมธานี 1 ที่ 5 เป็นจำเลยต่อศาลปกครองกลาง โดยอ้างว่าอธิบดีกรมจำเลยได้ออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนประกาศฉบับนี้และชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดรวมเป็นเงิน 238,261,471.03 บาท ให้แก่โจทก์กับชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ไม่สามารถผลิตเบียร์ออกจำหน่ายได้เดือนละ 35,000,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายในการที่โจทก์ต้องชำระค่าภาษีแก่รัฐเนื่องจากการกระทำละเมิดเป็นเงิน 6.01832 บาทต่อขวด ตามยอดที่ผลิตและจำหน่าย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะมีการเพิกถอนประกาศฉบับดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลภาษีอากรกลาง และเมื่อศาลภาษีอากรกลางรับโอนคดีแล้วมีคำสั่งว่า คำฟ้องและคำให้การมีลักษณะเป็นคดีปกครอง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงให้โจทก์ทำคำฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2548 ซึ่งเป็นวันมีคำสั่งเป็นต้นไปต่อมาโจทก์ทำคำฟ้องฉบับใหม่ยื่นต่อศาลภาษีอากรกลางแล้ว แต่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์ทำคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องให้ชัดเจน และนำไปยื่นต่อศาลภายใน 3 วัน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องและขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 กับที่ 5 พร้อมยื่นคำฟ้องฉบับใหม่ จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องคัดค้าน แต่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้เป็นไปตามคำฟ้องฉบับใหม่และอนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5คำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคำฟ้องใหม่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมที่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ปัญหานี้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คำฟ้องเดิมที่โจทก์ยื่นต่อศาลปกครองกลางกล่าวอ้างว่า จำเลยออกประกาศกำหนดราคาขายเบียร์สิงห์ 70 ณ โรงงานสุรา เพื่อเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีโดยไม่แจ้งเหตุผลและเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 มาตรา 8 จัตวา (1) วรรคสาม เป็นการละเมิดทำให้โจทก์เสียหายในการเสียภาษีเพิ่มและค่าเสียหายอื่น ขอให้พิพากษาเพิกถอนประกาศดังกล่าวและบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งเป็นคำฟ้องที่กล่าวอ้างถึงการออกประกาศกรมสรรพสามิตโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งกรณีไม่แจ้งเหตุผลและขัดต่อพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 เป็นการละเมิดต่อโจทก์ การยื่นคำฟ้องดังกล่าวเช่นนี้มีข้ออ้างและคำขอบังคับในลักษณะเป็นกระบวนพิจารณาคดีปกครองในศาลปกครองกลาง เมื่อต่อมามีการโอนคดีจากศาลปกครองกลางมายังศาลภาษีอากรกลาง หากจะถือตามกระบวนพิจารณาในการยื่นฟ้องตามลักษณะคำฟ้องเดิม ย่อมไม่สอดรับกับลักษณะการดำเนินคดีภาษีอากรโจทก์จึงขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเพื่อขอคืนเงินภาษีโดยลดข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาลงเหลือเพียงว่า ประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าวไม่จัดให้มีเหตุผลไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 จึงขอให้เพิกถอนประกาศดังกล่าว ให้คืนเงินค่าภาษีอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายในคำฟ้องเดิม โดยไม่เรียกค่าเสียหายอื่นในมูลละเมิดตามคำฟ้องเดิมอีก นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติว่า "ในการโอนคดีตามคำสั่งศาลตามพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าบรรดากระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการไปแล้วในศาลที่มีคำสั่งโอนคดีเป็นกระบวนพิจารณาของศาลที่รับโอนคดีด้วย เว้นแต่ศาลที่รับโอนคดีจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม" อันเป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลพิจารณาสั่งให้มีการปรับปรุงกระบวนพิจารณาให้เหมาะสมกับการพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางต่อไป ซึ่งศาลภาษีอากรกลางก็พิจารณาสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์คำสั่งข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวเนื่องกับอุทธรณ์ข้อนี้โดยอ้างผลจากคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยไม่ชอบ เมื่อได้วินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวชอบแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ส่วนนี้อีก

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยและโจทก์ว่าประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง การกำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 และหนังสือของสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ปทุมธานี เรื่อง การเรียกเก็บภาษีเพิ่มตามมูลค่าที่กำหนดใหม่ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2546 ตามลำดับ เป็นคำสั่งทางปกครองที่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ ปัญหานี้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 5 บัญญัติบทนิยามคำว่า "คำสั่งทางปกครอง" หมายความว่า "(1) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว... แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ" ส่วนคำว่า "กฎ" หมายความว่า "พระราชกฤษฎีกากฎกระทรวง ประกาศกระทรวง... หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ" เมื่อพิจารณารายละเอียดในประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2536 ที่กำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุราของเบียร์สิงห์ 70 ขนาดบรรจุ 0.630 ลิตร เป็นเงิน 36.95 บาท แล้วในเบื้องต้นเห็นได้ว่าประกาศฉบับนี้กำหนดราคาขายสุรา ณ โรงงานเป็นการเฉพาะเจาะจงสำหรับเบียร์สิงห์ 70 ซึ่งทำให้มีผลต่อโจทก์ผู้ผลิตเบียร์นี้ออกจำหน่ายเป็นการเฉพาะย่อมไม่เป็นกฎตามบทนิยมดังกล่าว ทั้งการออกประกาศฉบับนี้ก็อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 จัตวา (1) วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 อันเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพสามิตเป็นผู้ออกประกาศนี้ ดังนี้ การออกประกาศฉบับนี้ย่อมเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของอธิบดีกรมสรรพสามิตจำเลยในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ใช่อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยตรงแม้บทบัญญัติดังกล่าวจะกำหนดให้อธิบดีกรมสรรพสามิตออกประกาศได้โดยอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ตาม ก็เป็นเพียงการให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในการตรวจสอบกลั่นกรองการใช้อำนาจของอธิบดีเท่านั้น การออกประกาศดังกล่าวจึงไม่ใช่การกระทำอันเป็นการพิจารณาของรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรงที่จะไม่นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาใช้บังคับตาม มาตรา 4 (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังที่จำเลยอุทธรณ์ นอกจากนี้เมื่อพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มาตรา 7 บัญญัติให้ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำสุราต้องเสียภาษีสำหรับสุราที่ทำได้ก่อนขนออกจากโรงงาน และในมาตรา 8 จัตวา วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติให้การเสียภาษีสุราตามมูลค่านั้น ให้ถือมูลค่าตาม (1) และ (2) โดยให้รวมภาษีสุราที่พึงต้องชำระด้วย ดังนี้ การออกประกาศกรมสรรพสามิตซึ่งออกตามมาตรา 8 จัตวา (1) วรรคสาม นี้ ย่อมมีผลบังคับให้โจทก์ต้องเสียภาษีสำหรับเบียร์สิงห์ 70 ติดตามมูลค่าที่ระบุกำหนดไว้ในประกาศดังกล่าวทันทีโดยไม่ต้องมีการประเมินก่อนอีกแต่อย่างใด และต้องเสียภาษีจากฐานมูลค่าที่กำหนดไว้นี้เพิ่มขึ้นจากราคาที่โจทก์แจ้ง

เป็นราคาขาย ณ โรงงานสุราของโจทก์ ย่อมมีผลกระทบต่อหน้าที่ในการชำระภาษีสุราของโจทก์โดยตรง จึงสรุปได้ว่าการออกประกาศกรมสรรพสามิตฉบับนี้เป็นการกระทำของอธิบดีกรมสรรพสามิตซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในการใช้อำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพแห่งหน้าที่ของโจทก์ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนหนังสือของสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ปทุมธานี เรื่อง การเรียกเก็บภาษีเพิ่มตามมูลค่าที่กำหนดใหม่ ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2546 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าเป็นคำสั่งทางปกครองด้วยนั้น เห็นว่า ตามหนังสือฉบับนี้มีข้อความตอนต้นแจ้งให้โจทก์ทราบถึงประกาศกรมสรรพสามิตฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ที่กำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุรา สำหรับเบียร์สิงห์ 70 และคิดคำนวณจำนวนเงินค่าภาษีที่ต้องชำระเพิ่มจำนวน 4,850,206.33 บาท จึงให้โจทก์ชำระค่าภาษีที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเท่านั้น ทั้งนี้โดยเหตุที่โจทก์ต้องชำระภาษีเพิ่มเนื่องจากฐานภาษีคือ มูลค่าของเบียร์สิงห์ 70 ตามที่กำหนดไว้เป็นราคาขาย ณ โรงงานสุรา ในประกาศกรมสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ดังกล่าวซึ่งมีราคามากกว่าที่โจทก์แจ้งและเสียภาษีไว้แล้ว ดังนั้น เหตุที่ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพิ่มจึงเป็นไปตามประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่มีบทกฎหมายบังคับให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยต้องทำการประเมินภาษีนี้แก่โจทก์อีกแต่อย่างใด หนังสือของสรรพสามิตพื้นที่ปทุมธานีฉบับนี้จึงเป็นเพียงหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ทราบว่ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีเพิ่มจากผลของประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าวเท่านั้น ไม่ใช่คำสั่งที่มีผลเปลี่ยนแปลงสิทธิหน้าที่หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์แต่อย่างใด จึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครองตามความหมายดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา 37 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นประการต่อไปว่า ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ที่กำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุรา สำหรับเบียร์สิงห์ 70 ขนาดภาชนะบรรจุ 0.630 ลิตร ราคา 36.95 บาทเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองพ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ประกาศกรมสรรพสามิตฉบับนี้ไม่ได้ระบุเหตุผลแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจไว้ในประกาศแต่อย่างใด จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 37 ดังกล่าว เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า ประกาศกรมสรรพสามิตฉบับนี้ไม่ได้ระบุเหตุผลดังกล่าวไว้ในประกาศดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็ตาม แต่ตามคำให้การจำเลยนั้น จำเลยให้การถึงเหตุผลในการออกประกาศกรมสรรพสามิตฉบับนี้ไว้โดยละเอียดซึ่งพอสรุปสาระสำคัญได้ว่า ตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มาตรา 8 จัตวา (1) วรรคสาม บัญญัติให้อธิบดีกรมสรรพสามิตโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี โดยกำหนดจากราคาขาย ณ โรงงานสุราในตลาดปกติได้ และในการจัดเก็บภาษีสุราแช่ชนิดเบียร์ที่ใช้ราคาขาย ณ โรงงานสุรา ตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มาตรา 8 จัตวา (1) วรรคหนึ่ง นั้น มีปัญหาเนื่องจากมีผู้ประกอบการไม่กี่รายและมีการแข่งขันกันสูง ผู้ประกอบการได้ใช้ราคาเป็นกลยุทธ์ในการแข่งขันโดยวิธีแจ้งราคาขาย ณ โรงงานสุรา ลดต่ำลงเพื่อให้มีภาระภาษีสุราต่ำอันเป็นการช่วยลดต้นทุนและสามารถแข่งขันในด้านการตลาด ซึ่งไม่เป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการรายอื่นและรัฐที่ได้รับภาษีไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง นอกจากนี้เมื่อมีการปรับอัตราภาษีสูงขึ้น ผู้ประกอบหลายรายไม่ยอมปรับราคาขาย ณ โรงงานสุราเพิ่มขึ้นโดยแจ้งว่าประสงค์จะรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นโดยยอมลดส่วนกำไรลง ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายก็ปรับราคาขาย ณ โรงงานสุราตามความเป็นจริงจนมีราคาที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นได้ว่ามีการแจ้งราคาขาย ณ โรงงานสุราไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จำเลยจึงได้ทำการศึกษาแนวทางกำหนดราคาให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในตลาดเบียร์ ซึ่งมีการผลิตขึ้นมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคหลายระดับ โดยพิจารณาระดับของเบียร์แยกเป็น 3 ระดับคือ ระดับบน ระดับกลางและระดับล่าง ซึ่งจะเห็นได้จากราคาขายปลีกเบียร์แต่ละระดับ ในที่สุดจากการศึกษาและวิเคราะห์จำเลยเห็นว่าควรใช้วิธีกำหนดมูลค่าสุราด้วยวิธีที่เรียกว่า Equal Ex- Factory Price ซึ่งมีหลักการในการคิดคำนวณราคาขาย ณ โรงงานสุราที่เหมาะสมให้ราคาเบียร์ในกลุ่มเดียวกันเป็นราคาเดียวกัน โดยใช้ข้อมูลที่มีนัยสำคัญกับปรับลดตัวเลขลงบ้างให้เกิดความเหมาะสม และมีการเสนอหลักการดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา จนได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้วจากนั้นจึงออกเป็นประกาศกรมสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 กำหนดมูลค่าของเบียร์หลายชนิดโดยใช้หลักการดังกล่าว แต่ยังไม่ได้กำหนดในส่วนเบียร์สิงห์ 70 ต่อมาหลังจากมีการผลิตเบียร์สิงห์ 70 ออกจำหน่ายจึงออกประกาศกรมสรรพสามิตฉบับลงวันที่13 ตุลาคม 2546 นี้ สำหรับรายเบียร์สิงห์ 70 โดยใช้หลักการการคิดคำนวณกำหนดราคาเช่นเดียวกัน และในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบพยานหลักฐานแสดงรายละเอียดตามข้อเท็จจริงที่ให้การไว้ดังกล่าว ได้ความว่าอธิบดีกรมจำเลยทำบันทึกเสนอรองปลัดกระทรวงการคลังเพื่อขออนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงถึงที่มาของเรื่องนี้ รวมทั้งตัวบทกฎหมายพระราชบัญญัติสุราพ.ศ. 2493 ดังกล่าว แสดงสาระสำคัญและเหตุผลที่ต้องปรับปรุงการกำหนดมูลค่าของสุรา วิธีการจัดกลุ่มหรือระดับเบียร์การศึกษาเปรียบเทียบวิธีการคิดคำนวณในวิธีต่างๆ 3 วิธี แสดงข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี จนในที่สุดได้สรุปความเห็นว่าควรใช้วิธี Equal Ex-Factory Price ดังกล่าว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พิจารณาแล้วอนุมัติตามบันทึกเสนอฉบับนี้รายละเอียดปรากฏตามบันทึกข้อความฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 รวมทั้งประกาศกรมสรรพสามิตฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 และบันทึกข้อความของอธิบดีกรมสรรพสามิตลงวันที่ 10 ตุลาคม 2546 แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการที่จะกำหนดมูลค่าของเบียร์สิงห์ 70 กล่าวคือรายละเอียดในความเป็นมา พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 มาตรา 8 จัตวา ลักษณะชื่อเบียร์สิงห์ 70 กับเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) คล้ายกัน ต่างกันเฉพาะการพิมพ์ตัวเลข 70 ในเบียร์สิงห์ 70 ทำให้ผู้บริโภคอาจเข้าใจได้ว่า เบียร์สิงห์ 70 ก็คือเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) ที่ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษในโอกาสฉลองครบรอบ 70 ปี จึงเห็นว่าเบียร์สิงห์ 70 และเบียร์สิงห์ธรรมดามีลักษณะคล้ายกันควรต้องชำระภาษีจากฐานภาษีเดียวกัน และเสนอขออนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งในที่สุดรัฐมนตรีก็อนุมัติตามบันทึกเสนอดังกล่าว จากนั้นก็มีการออกประกาศกรมสรรพสามิต ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 โดยกำหนดมูลค่าเบียร์สิงห์ 70 เป็นราคาขาย ณ โรงงานสุรา 36.95 บาท เท่ากับการกำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุรา สำหรับเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) ซึ่งมีขนาดภาชนะบรรจุเท่ากันแต่เดิม จึงเห็นได้ว่า ตามรายละเอียดที่กล่าวมาข้างต้นโดยเฉพาะในส่วนที่ระบุในบันทึกข้อความของอธิบดีกรมสรรพสามิตที่เสนอขออนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 นั้น แสดงรายละเอียดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ อันถือได้ว่าเป็นเหตุผลในการออกประกาศกรมสรรพสามิตฉบับนี้ที่เป็นคำสั่งทางปกครอง เพียงแต่จำเลยไม่ได้ระบุเหตุผลดังกล่าวไว้ในประกาศกรมสรรพสามิตอันเป็นคำสั่งทางปกครองฉบับนี้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม การที่ศาลจะพิพากษาเพิกถอนคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นั้น จะต้องได้ความจริงว่าคำสั่งทางปกครองนั้นไม่สมบูรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวอย่างแท้จริง ซึ่งต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ตามที่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติไว้ทุกประการมิใช่เพียงแต่พิจารณาหลักเกณฑ์กรณีการต้องจัดให้มีเหตุผลของคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือตาม มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แต่ประการเดียว ยังต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 37 วรรคสองและวรรคสาม รวมทั้งมาตรา 38 และมาตรา 41 ด้วย โดยเฉพาะกรณีเกี่ยวกับการจัดให้มีเหตุผลตามที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นเหตุที่ทำให้คำสั่งทางปกครองคือประกาศกรมสรรพสามิตฉบับนี้ไม่สมบูรณ์นั้น ตามมาตรา 37 วรรคสอง บัญญัติถึงคำสั่งทางปกครองที่ต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งนั้นเองหรือในเอกสารแนบท้ายคำสั่งนั้นก็ต่อเมื่อเป็นคำสั่งทางปกครองประเภทที่นายกรัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายได้ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดไว้โดยเฉพาะ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าการออกประกาศกรมสรรพสามิตตามฟ้องนี้เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีประกาศกำหนดไว้ตามมาตรา 37 วรรคสอง ดังกล่าว ดังนั้น แม้คำสั่งทางปกครองนี้ไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งนั้น ก็ยังไม่เป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองนี้ไม่สมบูรณ์ทันที ยังสามารถจัดให้มีเหตุผลในภายหลังได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 41 (2) แต่ต้องกระทำก่อนสิ้นกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาตามมาตรา 37 วรรคสาม ที่บัญญัติถึงกรณีที่เป็นเหตุให้ไม่นำบทบัญญัติมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ที่ว่าต้องจัดให้มีเหตุผลในคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือมาใช้บังคับไว้อีก 4 กรณีตามมาตรา 37 วรรคสาม (1) ถึง (4) ด้วย ซึ่งในคดีนี้เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดในคำฟ้องของโจทก์และเอกสารท้ายคำฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ปรากฏข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธหรือให้การรับต้องตรงกันอันฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2546 อธิบดีกรมสรรพสามิตได้ออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี รวมทั้งในคำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่แสดงถึงการกำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุรา ในส่วนรายการเบียร์ซึ่งผลิตที่โรงงานของโจทก์หลายรายการ เช่น เบียร์สิงห์ (ธรรมดา) และเบียร์สิงห์โกลด์ ซึ่งเป็นเบียร์คุณภาพสูงต้นทุนสูง กำหนดสำหรับเบียร์สิงห์ธรรมดาขนาดบรรจุ 0.630 ลิตร ราคา 36.95 บาท เบียร์สิงห์โกลด์ขนาดบรรจุ 0.355 ลิตร ราคา 21.38 บาท ส่วนเบียร์ลีโอ เบียร์ซุปเปอร์ลีโอและไทเบียร์ ซึ่งเป็นเบียร์คุณภาพต่ำ ต้นทุนต่ำ ขนาดบรรจุ 0.630 ลิตร ราคาเท่ากันคือ 27.20 บาท แต่ช่วงเวลาก่อนวันที่ 21 สิงหาคม 2546 ราคาขาย ณ โรงงานสุราเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) ราคา 36.95 บาท เบียร์สิงห์โกลด์ราคา 21.38 บาท ส่วนเบียร์ลีโอ เบียร์ซุปเปอร์ลีโอและไทเบียร์ ราคาเท่ากันคือ 27.18 บาท แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทราบมาแล้วอย่างช้าตั้งแต่มีประกาศกรมสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม2546 ว่า อธิบดีกรมสรรพสามิตออกประกาศฉบับดังกล่าวโดยกำหนดราคาขายเบียร์ต่าง ๆ ณ โรงงานของโจทก์ โดยกำหนดราคาตามสัดส่วนของปริมาณเบียร์ตามขนาดภาชนะบรรจุ และที่สำคัญต่างได้กำหนดราคาสำหรับเบียร์ต่าง ๆ ในกลุ่มเบียร์คุณภาพสูงด้วยกันในราคาเท่ากัน ส่วนเบียร์คุณภาพต่ำก็จะกำหนดราคาต่ำกว่าเบียร์คุณภาพสูงแต่ก็กำหนดราคาสำหรับเบียร์ต่าง ๆ ในกลุ่มเบียร์คุณภาพต่ำด้วยกันในราคาเท่ากัน ซึ่งก็เป็นไปตามวิธีการกำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุรา ด้วยวิธี EqualEx-Factory Price อันเป็นเหตุผลและที่มาของการกำหนดราคาตามประกาศกรมสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ที่โจทก์ขอให้เพิกถอนที่ออกภายหลังประกาศฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 ดังกล่าว และมีรายละเอียดอยู่ในบันทึกข้อความ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง ทั้งยังปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์อีกว่า โจทก์แจ้งราคาขายเบียร์สิงห์ 70 เป็นราคาขาย ณ โรงงานสุราต่อจำเลยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2546 ตั้งแต่ก่อนมีประกาศกรมสรรพสามิตฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 โดยแสดงต้นทุนการผลิตและกำหนดราคาเป็นราคาต้นทุนการผลิตบวกกำไรขั้นต้นสำหรับเบียร์สิงห์ 70 ขนาบรรจุ 0.630 ลิตร ราคา 27.18 บาท ซึ่งก็เป็นราคาเดียวกับราคาเบียร์ลีโอ เบียร์ซุปเปอร์ลีโอและไทเบียร์ก่อนวันที่ 21 สิงหาคม 2546 ดังกล่าวแล้ว ทั้งที่ตามคำฟ้องก็ปรากฏว่าราคาต้นทุนเบียร์สิงห์ 70 สูงกว่าไทเบียร์ขวดละ 0.6103 บาท แต่โจทก์ยอมคิดราคากำไรขั้นต้นสำหรับเบียร์สิงห์ 70 ลดลง 0.6103 บาท เพื่อกำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุราสำหรับเบียร์สิงห์ 70 ขวดละ 27.18 บาท เท่ากับไทเบียร์ แสดงว่าโจทก์ก็ทราบอยู่แล้วว่า อธิบดีกรมสรรพสามิตจะประกาศกำหนดราคาเบียร์กลุ่มนี้เท่ากันโดยวิธีการดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องก็ยังแสดงว่าโจทก์ทราบดีและยอมรับอยู่แล้วว่าเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) เป็นเบียร์ที่มีคุณภาพขายได้ดีและมีราคาสูงจัดอยู่ในกลุ่มเบียร์คุณภาพสูง โดยบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด บริษัทแม่ของโจทก์ได้ผลิตออกจำหน่ายมานานถึง 70 ปี จึงมีชื่อเสียงดี และแต่เดิมมาในกลุ่มเบียร์คุณภาพสูงของโจทก์หรือบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่จำกัด ก็มีการใช้คำว่าสิงห์ประกอบ เช่น สิงห์โกลด์และสิงห์ดราฟท์เป็นต้น ขณะที่เบียร์คุณภาพต่ำใช้ชื่อต่างออกไป เป็นเบียร์ลีโอ ซุปเปอร์ลีโอ และไทเบียร์เป็นต้นไม่ได้ใช้คำว่า "สิงห์" หรือ "SINGHA" ในเบียร์คุณภาพต่ำ ยิ่งเมื่อดูจากภาพขวดเบียร์ จะเห็นได้ว่าฉลากปิดขวดเบียร์คุณภาพต่ำคือเบียร์ลีโอและไทเบียร์ไม่ได้ใช้สัญลักษณ์รูปสิงห์และคำว่า "SINGHA"ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แต่เบียร์สิงห์ 70 มีการใช้รูปสิงห์และคำว่า "SINGHA" ในฉลากเหมือนกันกับที่ใช้ในฉลากเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) ต่างกันเพียงสีที่เป็นสีแดงกับสีทองตามลำดับเท่านั้น และที่ฉลากคอขวดเบียร์สิงห์ 70 กับเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) ก็มีรูปครุฑเหมือนกัน โดยสภาพและพฤติการณ์ดังกล่าว มีเหตุผลให้เห็นได้ว่า แต่เดิมนั้นโจทก์ใช้รูปสิงห์และคำว่า "SINGHA" ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่ทำชื่อเสียงให้โจทก์สำหรับเบียร์คุณภาพสูงเท่านั้น ส่วนเบียร์คุณภาพต่ำโจทก์จะไมใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว แต่ใช้รูปและชื่ออื่นให้แตกต่างออกไปเพื่อให้ผู้บริโภคเห็นความแตกต่างในกลุ่มคุณภาพเบียร์ของโจทก์ได้ ทั้งยังน่าจะเป็นการรักษาชื่อเสียงและความนิยมเชื่อถือในเครื่องหมายการค้ารูปสิงห์และคำว่า"SINGHA" ให้โดดเด่นสืบไปอีกด้วย แต่เมื่อโจทก์ผลิตเบียร์สิงห์ 70 ออกมากลับใช้ฉลากที่มีรูปสิงห์และคำว่า "SINGHA" เหมือนกันกับที่ใช้ในเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) อันน่าจะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเบียร์สิงห์ 70 มีคุณภาพในกลุ่มเดียวกับเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) โดยโจทก์กลับอ้างว่าต้องการผลิตเบียร์สิงห์ 70 ออกมาในกลุ่มเบียร์คุณภาพต่ำซึ่งผิดจากพฤติการณ์ที่โจทก์เคยปฏิบัติมาก่อนโดยสิ้นเชิง ทั้งโจทก์ก็รู้อยู่แล้วว่าราคาต้นทุนการผลิตเบียร์สิงห์ 70 สูงกว่าเบียร์ไทเบียร์ ถ้าคิดอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากัน ราคาขายเบียร์สิงห์ 70 ต้องสูงกว่าไทเบียร์ ต้องเสียภาษีสูงกว่า รวมทั้งภาษีที่ต้องเสียก็ต้องคิดตามมูลค่าเบียร์อันต้องรวมภาษีด้วย แต่โจทก์กลับอ้างว่า โจทก์ยอมลดกำไรขั้นต้นของเบียร์สิงห์ 70 ลงเพื่อให้ขายได้เท่ากับไทเบียร์ โดยถือเป็นเบียร์คุณภาพต่ำซึ่งไม่สมเหตุสมผลและหากเป็นเช่นนั้นจริงก็อาจกลับมีผลกระทบในทางลบต่อการจำหน่ายเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) ที่เป็นสินค้าขายดีของโจทก์อยู่แล้ว หากผู้บริโภคสับสนหรือคิดว่ารูปสิงห์กับคำว่า "SINGHA" เป็นที่แสดงคุณภาพเบียร์ของโจทก์ว่าอยู่ในกลุ่มเบียร์คุณภาพสูงดังที่เคยเป็นมาแต่เดิมดังกล่าวแต่กลับมีคุณภาพต่ำไม่สมกับที่ใช้เครื่องหมายการค้ารูปสิงห์กับคำว่า "SINGHA" ที่มีชื่อเสียงของโจทก์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาตามหนังสือขออุทธรณ์ของโจทก์ฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งโจทก์อุทธรณ์คัดค้านประกาศกรมสรรพสามิตฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ที่กำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุรา สำหรับเบียร์สิงห์ 70 ตามที่โจทก์ขอให้เพิกถอนก็ปรากฏข้อความในหน้าที่ 8 ว่า บริษัท (โจทก์) ได้รับทราบมาว่า การที่กรมสรรพสามิตประกาศเปลี่ยนแปลงราคาขาย ณ โรงงาน ที่ใช้เป็นมูลค่าเพื่อเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีดังกล่าว เนื่องจากราคาขายปลีกของเบียร์สิงห์ 70 สูงกว่าเบียร์ลีโอเบียร์ช้าง ฯลฯ จึงได้ปรับให้เท่ากับเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) ทั้งที่ราคาขายปลีกก็ต่ำกว่าเบียร์สิงห์ และข้อความในอุทธรณ์หน้า 4 กับหน้า 7 โจทก์ก็อ้างว่าโจทก์แจ้งราคาขาย ณ โรงงานสุรา สำหรับเบียร์สิงห์ 70 ราคา 27.18 บาทต่อภาชนะบรรจุในทำนองเดียวกับเบียร์ลีโอและไทเบียร์ ซึ่งกรมสรรพสามิตพิจารณาเห็นชอบให้กำหนดราคาขาย ณ โรงงาน ที่ใช้เป็นมูลค่าเพื่อเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีในราคา 27.18 บาทต่อภาชนะบรรจุ อันเป็นราคาเช่นเดียวกันกับเบียร์ของผู้ประกอบการรายอื่นอีกหลายยี่ห้อ ส่วนเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) มีราคาขาย ณ โรงงานสุรา 36.95 บาทต่อภาชนะ แต่ประกาศกรมสรรพสามิตนี้กำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุรา สำหรับเบียร์สิงห์ 70 เท่ากับราคาเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) ทั้งที่มีความแตกต่างกันในคุณภาพและราคา สูตรการผลิต กรรมวิธีการผลิต ราคาวัตถุดิบ ฉลากปิดภาชนะบรรจุและภาชนะบรรจุล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ยังใช้สัญลักษณ์รูปสิงห์และคำว่า "SINGHA" อยู่ในฉลากด้วยเพราะเป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของโจทก์ เห็นได้ว่าข้อความตามหนังสือขออุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวล้วนแสดงอยู่ในตัวว่า โจทก์ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยออกประกาศกรมสรรพสามิต ฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 กำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุรา สำหรับเบียร์สิงห์ 70 ในราคา 36.95 บาท เท่ากับเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) เป็นเพราะจำเลยจัดกลุ่มเบียร์สิงห์ 70 อยู่ในกลุ่มเดียวกับเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) เนื่องจากราคาขายปลีกสูงกว่าเบียร์คุณภาพต่ำ และใช้รูปสิงห์กับคำว่า "SINGHA"เหมือนกันกับที่ใช้ในเบียร์สิงห์ (ธรรมดา) จนโจทก์สามารถทำอุทธรณ์ฉบับนี้โดยแสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลต่าง ๆ เพื่อโต้แย้งการกำหนดราคาในประกาศกรมสรรพสามิตฉบับดังกล่าวได้อย่างละเอียดและมีเหตุผลโต้แย้งที่ตรงกับประเด็นที่จำเลยได้พิจารณาข้อมูลและวิธีการคิดคำนวณราคาเพื่อออกประกาศกรมสรรพสามิตตามบันทึกข้อความดังกล่าวข้างต้นทุกประการ จึงแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า โจทก์ทราบรายละเอียดเหตุผลดังกล่าวเป็นอย่างดีอยู่แล้วเช่นกัน ส่วนที่นายสุธาบดี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเบิกความว่า โจทก์ไม่ทราบขั้นตอนการกำหนดราคาของจำเลยก่อนที่จำเลยจะออกประกาศฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2546 และฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 และเหตุผลของจำเลยไม่เป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่แล้ว นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ขัดต่อพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว จึงฟังไม่ขึ้น และเห็นว่า เหตุผลในการประกาศกำหนดราคาสุราตามประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าวนั้น โจทก์รู้อยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องระบุในประกาศกรมสรรพสามิตอันเป็นคำสั่งทางปกครองฉบับนี้อีก ต้องตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2) มีผลให้ไม่ต้องนำบทบัญญัติที่ต้องจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ ดังนี้ แม้ประกาศกรมสรรพสามิตอันเป็นคำสั่งทางปกครองที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนี้ไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ ก็ไม่เป็นเหตุให้เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่สมบูรณ์ จึงเพิกถอนไม่ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติมตามคำขอของโจทก์ในประเด็นว่าประกาศของกรมสรรพสามิต เรื่องกำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 และหนังสือของสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ปทุมธานี ที่ กค. 0610.03/5214 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2546 เรื่อง การเรียกเก็บภาษีเพิ่มตามมูลค่าที่กำหนดใหม่ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มาตรา 8 จัตวา หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสาม เมื่อศาลชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบแล้ว คู่ความมีสิทธิคัดค้านได้ และเมื่อศาลชี้ขาดคำคัดค้านแล้วคำชี้ขาดดังกล่าวให้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 226 คดีนี้หลังจากศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอให้กำหนดประเด็นเพิ่มเติมดังกล่าว และศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยออกประกาศกรมสรรพสามิตดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มาตรา 8 จัตวา ไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติมตามคำร้องของโจทก์ อันเป็นการชี้ขาดคำคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์จะต้องโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาเช่นนี้ไว้จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 24 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 แต่ปรากฏตามสำนวนว่าโจทก์ไม่ได้โต้แย้งไว้ ดังนั้น โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณานี้ตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งข้อนี้ของโจทก์ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์อ้างอีกว่า ปัญหาว่า ประกาศของกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าของสุราที่ทำในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ที่กำหนดราคาขาย ณ โรงงานสุรา สำหรับเบียร์สิงห์ 70 ในราคา 36.95 บาท ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มาตรา 8 จัตวา (1)วรรคสาม เนื่องจากมิได้กำหนดจากราคาขาย ณ โรงงานสุราในตลาดปกติ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น ในเบื้องต้นเห็นว่า ตามมาตรา 8 จัตวา (1) วรรคสาม เป็นกรณีราคาขาย ณ โรงงานสุราไม่เป็นไปตามสภาพปกติตามมาตรา 8 จัตวา (1) วรรคหนึ่งและวรรคสอง จึงให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพสามิตประกาศกำหนดราคาจากราคาขาย ณ โรงงานสุราในตลาดปกติ ซึ่งอาจไม่ใช่เพียงราคาต้นทุนการผลิตบวกกำไรขั้นต้นที่ผู้ผลิตแจ้งที่อาจมีการใช้กลยุทธกำหนดราคาให้ผิดเพี้ยนไปเพื่อประโยชน์ในการแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นได้ ดังนี้ ในการวินิจฉัยปัญหาตามข้ออุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของคู่ความเสียก่อนว่า ราคาขาย ณ โรงงานสุรา ของเบียร์สิงห์ 70 ในตลาดปกติเป็นเท่าใดจะถือว่าราคา 27.18 บาท ตามที่โจทก์อ้างเป็นราคาตรงตามความเป็นจริงหรือเมื่อโจทก์ตัดกำไรขั้นต้นลงบางส่วนเพื่อจะขายในราคาดังกล่าวแล้วยังเท่ากับราคาในตลาดปกติหรือไม่ หรือราคาที่จำเลยประกาศกำหนดมานั้นเท่ากับราคาตลาดปกติอย่างใดหรือไม่ จากนั้นจึงจะวินิจฉัยข้อกฎหมายตามข้ออุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ได้ จึงถือได้ว่าอุทธรณ์ของโจทก์นี้เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ ซึ่งปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวมานั้นไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด และเมื่อไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ในศาลภาษีอากรกลางก็ย่อมถือได้ว่าอุทธรณ์ข้อนี้เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย และอุทธรณ์ของโจทก์นอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยต่างฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 13 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 4 (3) ม. 5 ม. 37 ม. 41 (2)
พ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493 ม. 8 จัตวา ม. 8 จัตวา วรรคสาม (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 24
ป.วิ.พ. ม. 183 วรรคสาม ม. 225 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปทุมธานี บริวเวอรี่ จำกัด
จำเลย — กระทรวงการคลังที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชลอ บุญยเนตร
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8815/2554
#514302
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ คือ รายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย มิใช่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งเป็นเอกสารที่เป็นผลมาจากการแจ้งดังกล่าว ดังนั้น การที่จำเลยใช้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แสดงต่อธนาคาร พ. สาขาบ้านไร่ จึงไม่ใช่การใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน

ข้อ ก. เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2549 เวลากลางวัน จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกปัญญาลักษณ์ พนักงานสอบสวนจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย อันเป็นเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1590 และ 1596 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ของจำเลยได้หายไป ความจริงแล้วหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้งสองฉบับดังกล่าวมิได้สูญหาย แต่จำเลยได้มอบให้แก่บริษัทอู่ทองสุพรรณทุนกิจ จำกัด ยึดไว้เป็นหลักประกันที่จำเลยกู้ยืมเงินของบริษัทอู่ทองสุพรรณทุนกิจ จำกัด ไป โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ร้อยตำรวจเอกปัญญาลักษณ์ บริษัทอู่ทองสุพรรณทุนกิจ จำกัด ผู้อื่นหรือประชาชน

ข้อ ข. ภายหลังจากการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ ก. แล้ว จำเลยนำรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายอันเป็นเอกสารราชการที่เกิดจากการแจ้งความเท็จไปใช้เป็นพยานหลักฐานและแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุทัยธานี สาขาบ้านไร่ ว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้งสองฉบับได้หายไปเพื่อขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ฉบับใหม่ ความจริงแล้วหนังสือไม่ได้หายไป จนเจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ฉบับใหม่ให้แก่จำเลยไป โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุทัยธานี สาขาบ้านไร่ ร้อยตำรวจเอกปัญญาลักษณ์ บริษัทอู่ทองสุพรรณทุนกิจ จำกัด ผู้อื่นและประชาชน

ข้อ ค. เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2551 เวลากลางวัน จำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1590 ที่จำเลยได้มาจากการกระทำความผิดตามฟ้องข้อ ก. และข้อ ข. ไปใช้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้ที่จำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบ้านไร่ ในวงเงิน 300,000 บาท ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบ้านไร่ ร้อยตำรวจเอกปัญญาลักษณ์ บริษัทอู่ทองสุพรรณทุนกิจ จำกัด ผู้อื่นหรือประชาชน เหตุเกิดที่ตำบลทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 137, 267, 268

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานกับฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 จำเลยเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเอง จึงให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน รวมเป็นจำคุก 18 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายอันเป็นเอกสารราชการและยังใช้อ้างรายงานดังกล่าว แสดงเป็นพยานหลักฐานและแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินเพื่อให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แทนฉบับเดิมที่จำเลยมอบให้แก่บริษัทอู่ทองสุพรรณทุนกิจจำกัด ยึดถือไว้เป็นหลักประกันเงินกู้ ส่อแสดงถึงความไม่สุจริตของจำเลย ที่ประสงค์จะใช้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ไปจดทะเบียนจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบ้านไร่ ในวงเงิน 300,000 บาท นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนหรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว ตลอดจนได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทอู่ทองสุพรรณทุนกิจ จำกัด เจ้าหนี้แล้วและเจ้าหนี้ไม่ติดใจเอาความกับจำเลย ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้จำเลย อย่างไรก็ตามเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น หรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเอง ให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว หมายความว่าหากผู้ใช้หรือผู้อ้างเอกสารปลอมนั้น เป็นผู้ปลอมเอกสารหรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารด้วย ก็ให้ลงโทษฐานใช้หรืออ้างตามมาตรา 268 วรรคแรก แต่เพียงกระทงเดียว ไม่ต้องลงโทษฐานปลอมหรือฐานแจ้งด้วยอีกกระทงหนึ่ง ดังนั้น การที่จำเลยใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งและเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารด้วย จึงต้องลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งแต่เพียงกระทงเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารกระทงหนึ่งและฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 ด้วยอีกกระทงหนึ่ง จึงไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 อีกกระทงตามฟ้องข้อ ค. ซึ่งหมายถึงกระทงความผิดฐานใช้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) อันเกิดจากการแจ้งตามฟ้องข้อ ก. และข้อ ข. แสดงต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบ้านไร่ นั้น เห็นว่า ตามฟ้องข้อ ก. และข้อ ข. เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จคือ รายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย มิใช่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งเป็นเอกสารที่เป็นผลมาจากการแจ้งดังกล่าว ดังนั้น การที่จำเลยใช้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แสดงต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาบ้านไร่ จึงไม่ใช่การใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 267 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มาด้วยอีกกระทง จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาทั้งสองเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 แต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง มีกำหนด 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน มีกำหนดเท่าโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 และให้ยกฟ้องโจทก์ในฟ้องข้อ ค. นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรี
จำเลย — นายสินทวีหรือสุโท ขุนไม้งาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุพรรณบุรี — นางอุไรวรรณ ประชุมจิตร ไชยพรรค
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8764/2554
#513664
เปิดฉบับเต็ม

หลังเกิดเหตุผู้เสียหายแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจทันทีแล้วเจ้าพนักงานตำรวจได้ออกสกัดจับคนร้ายในเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี ก่อนจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจรับทราบข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับรถจักยานยนต์ของคนร้ายและของผู้เสียหายจากผู้เสียหาย และเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งออกมาสกัดจับคนร้ายที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยทั้งสองคันตามที่ได้รับแจ้งในเวลาต่อเนื่องกัน และยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชิงทรัพย์ผู้เสียหายแล้วขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ชิงมาได้หลบหนีฝ่าด่านสกัดของเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมยังติดตามต่อเนื่องจนกระทั่งพบเห็นจำเลยที่ 1 วิ่งหลบหนีเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามพฤติการณ์แทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ อันถือได้ว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 80 (2) ที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถกระทำการจับกุมจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (1) และมาตรา 92 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339, 340 ตรี ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 7,060 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำคุกคนละ 15 ปี ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 7,060 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายสองคนร่วมกันชิงทรัพย์นางประนอม ผู้เสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันเป็นลำดับโดยมีรายละเอียดทั้งถ้อยคำที่พูดโต้ตอบกับจำเลยที่ 2 ตลอดจนกริยาท่าทางของจำเลยทั้งสองขณะเกิดเหตุ สอดคล้องเข้ากันกับบันทึกคำให้การของผู้เสียหาย ที่ได้ให้การไว้แก่พนักงานสอบสวนวันเกิดเหตุ เชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามความเป็นจริง พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 มองเห็นแล้วกระชากสร้อยคอที่ผู้เสียหายใส่อยู่ ก็แสดงให้น่าเชื่อว่าขณะนั้นบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างพอมองเห็นได้ จำเลยทั้งสองชิงทรัพย์ผู้เสียหายในระยะประชิดตัวผู้เสียหายเป็นเวลาพอสมควร โดยได้ความว่าจำเลยที่ 1 อยู่ห่างประมาณ 1 ช่วงแขน ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้ปืนจี้ผู้เสียหายและพูดโต้ตอบกัน เชื่อว่าผู้เสียหายเห็นและจดจำใบหน้ารูปพรรณสัณฐานตลอดจนการแต่งกายของจำเลยทั้งสองได้จริง ซึ่งเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้ในวันเดียวกัน พยานได้ชี้ตัวและยืนยันต่อเจ้าพนักงานตำรวจในทันทีว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้าย นอกจากนี้โจทก์ยังมีจ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอรัษฎา จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอห้วยยอด ดาบตำรวจคล่อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอรัษฎาเบิกความว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ ขณะเกิดเหตุอยู่ต่างสถานที่กัน แต่ได้ร่วมกันสกัดจับคนร้าย จึงมีโอกาสได้เห็นจำเลยทั้งสองขณะหลบหนีต่างเวลากัน ตามคำให้การและทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับพยานโจทก์ทั้งสามมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะระแวงว่าพยานโจทก์ทั้งสามจะกลั่นแกล้งปรักปรำเพื่อให้จำเลยทั้งสองต้องรับโทษในความผิดอาญาร้ายแรง ทั้งการที่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ ใช้วิทยุสื่อสารแจ้งบอกชื่อจำเลยที่ 1 ทันที หลังจากที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปได้ ทำให้เชื่อว่าพยานเห็นจำเลยที่ 1 ขณะนั้นและจดจำได้จริง แม้พยานโจทก์ทั้งสามจะไม่เห็นขณะจำเลยทั้งสองลงมือชิงทรัพย์ผู้เสียหาย แต่หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเร่งระดมกำลังรีบติดตามสกัดจับคนร้ายตามเส้นทางถนนที่ผู้เสียหายแจ้งว่าเห็นคนร้ายขับรถจักรยานยนต์หลบหนี โดยระบุแจ้งลักษณะตลอดจนทะเบียนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายทางวิทยุสื่อสารจนสามารถจับกุมจำเลยทั้งสองได้หลังเกิดเหตุเพียงไม่กี่ชั่วโมง จากนั้นก็จัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวในวันเดียวกัน ผู้เสียหายชี้ยืนยันทันทีว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันชิงทรัพย์ ส่วนจ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ ก็ได้ชี้ตัวจำเลยที่ 1 ยืนยันว่า เป็นคนร้ายที่เห็นขับรถจักรยานยนต์หลบหนีการจับกุมอันเป็นเหตุการณ์ใกล้ชิดติดพันต่อเนื่องกัน ที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ โดยจำเลยที่ 1 เบิกความอ้างว่า ขณะเกิดเหตุอยู่ที่บ้าน โดยมีนางโสภิญญ์ นายประเสริฐ และนายอดิสร มาเบิกความสนับสนุนนั้น นางโสภิญญ์กับ นายประเสริฐเป็นมารดาและบิดาเลี้ยงของจำเลยที่ 1 จึงอาจเบิกความช่วยเหลือกัน ส่วนนายอดิสรแม้จะเป็นบุคคลภายนอก แต่ก็เบิกความเพียงว่าก่อนเกิดเหตุหนึ่งวันจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกถมดินสร้างอาคารโรงเรียนรัษฎาที่พยานเป็นเจ้าของ เห็นชัดว่าพยานปากนี้ไม่รู้เห็นและไม่อาจยืนยันได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อยู่ที่ใด ส่วนจำเลยที่ 2 ต่อสู้อ้างว่าเป็นทหารกองประจำการ สังกัดค่ายเทพสตรีศรีสุนทร ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 อยู่ในค่ายนั้น คงมีเพียงจำเลยที่ 2 เบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียว บันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ให้การเรื่องนี้ไว้ในชั้นสอบสวน และที่เบิกความว่าเดินทางไปพบเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอรัษฎาด้วยตนเองก็ขัดแย้งกับข้อความในบันทึกการจับกุมที่จำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อไว้ และในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาที่ระบุตรงกันว่า จำเลยที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวที่บริเวณหน้าร้านลัคกี้ ถนนเพชรเกษม ตรัง - ทุ่งสง ข้ออ้างตามทางนำสืบปฏิเสธของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันชิงทรัพย์ผู้เสียหายตามฟ้อง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ขณะถูกจับจำเลยที่ 1 อยู่ที่ชั้นสองของบ้านทำนองว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เจ้าพนักงานตำรวจเข้าค้นบ้านและจับกุมจำเลยที่ 1 โดยไม่มีหมายค้นและหมายจับ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ไม่หลบหนีไปภายหลังเกิดเหตุอาจเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่คาดคิดว่าผู้เสียหายจะไปแจ้งความและเจ้าพนักงานตำรวจจะสืบทราบจนสามารถติดตามจับจำเลยที่ 1 ได้อย่างรวดเร็ว หลังเกิดเหตุผู้เสียหายแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจทันทีแล้วเจ้าพนักงานตำรวจได้ออกสกัดจับคนร้ายในเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี โดยก่อนจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจทราบข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ของคนร้ายและของผู้เสียหายจากผู้เสียหาย และจ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ ซึ่งออกมาสกัดจับคนร้ายพบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยสองคันตามที่ได้รับแจ้งในเวลาต่อเนื่องกัน และยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชิงทรัพย์ผู้เสียหายแล้วขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ชิงมาได้หลบหนีฝ่าด่านสกัดของเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมยังติดตามต่อเนื่องจน กระทั่งพบเห็นจำเลยที่ 1 วิ่งหลบหนีเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามพฤติการณ์แทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าจำเลยที่ 1 เพิ่งได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ อันถือได้ว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 80 (2) ที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถกระทำการจับกุม จำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1) และมาตรา 92 (3) ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 78 (1) ม. 80 (2) ม. 92 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายชยาคมหรือเจมส์ นวลศรีทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นางสาวจริยา ปาละวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8750/2554
#521494
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 182 กระทง เป็นจำคุก 364 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 334 และมาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการแก้ไขเฉพาะบทลงโทษเท่านั้น มิได้แก้ไขกำหนดโทษ ถือว่า เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์มีเพียงคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 ประกอบมาตรา 83 แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม มาตรา 335 (7) ประกอบมาตรา 83 แต่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติว่า ข้อแตกต่างระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์กับยักยอก มิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกัน ลักทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้

แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 อันเป็นความผิด ยอมความได้ แต่เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม มาตรา 335 (7) ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน หากตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงแก้ไข ต้องถือว่าคดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว การที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมไม่ตัดอำนาจของพนักงานอัยการที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 126 วรรคสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 2,397,525 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) ประกอบมาตรา 83 ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป (ที่ถูกการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 182 กระทง เป็นจำคุก 364 เดือน แต่ทั้งนี้จำเลยต้องรับโทษทั้งสิ้นเพียง 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ให้จำเลยคือหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 2,397,525 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทมาตรา 334) และ 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 182 กระทง เป็นจำคุก 364 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และ 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ส่วนกำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการแก้เฉพาะบทลงโทษเท่านั้น มิได้แก้ไขกำหนดโทษ ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีแต่เพียงคำซัดทอดของนายเสริม ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิด ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยขึ้นมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 83 แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 อันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ข้อแตกต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์กับยักยอก มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ดังนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ ไม่ถือว่าพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 352 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวและในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์อ้างว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,150,000 บาท แก่โจทก์ร่วมแล้ว จึงไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไปก็ตาม แต่ปรากฏว่าความผิดตามที่โจทก์ฟ้องนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความอันเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก (7) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน หากตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีความผิดอาญาแผ่นดิน มิใช่เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว การที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมไม่ตัดอำนาจของพนักงานอัยการที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 วรรคสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ระงับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 126 ม. 192 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
โจทก์ร่วม — นายสุขสันติ เที่ยงธรรม
จำเลย — นายประพันธ์ ศรีศรัง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นายสุรชาญ พูลสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ไมตรี ศรีอรุณ
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2554
#518458
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีชื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แม้สำนักงานธนารักษ์ตรวจสอบแล้วปรากฎว่าโฉนดออกในที่ราชพัสดุและมีการขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่ขั้นตอนในการเพิกถอนโฉนดยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ และผลในการเพิกถอนยังไม่ปรากฏว่าจะเพิกถอนได้หรือไม่ เมื่อมีบุคคลมารบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ร่วมดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิในการครอบครองที่ดินของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (2) (3), 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ร้อยตรีประสาน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉํยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่มีการออกโฉนดเลขที่ 239116 โดยมีชื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แม้สำนักงานธนารักษ์จังหวัดสมุทรปราการได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าโฉนดที่ดินเลขที่ดังกล่าวออกในที่ราชพัสดุ และยังมีการขอให้เพิกถอนโฉนดดังกล่าวก็ตาม แต่ขั้นตอนในการเพิกถอนโฉนดดังกล่าวนั้นยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ และผลในการเพิกถอนโฉนดยังไม่ปรากฏว่าจะมีการเพิกถอนโฉนดดังกล่าวได้หรือไม่ ซึ่งในขณะร้องทุกข์ดำเนินคดีโจทก์ร่วมก็ยังมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว และเมื่อมีบุคคลมารบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในขณะที่โจทก์ร่วมมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์บนที่ดินโฉนดดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิในการครอบครองที่ดินของโจทก์ร่วมในขณะนั้น โจทก์ร่วมจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดในการรบกวนการครอบครองที่ดินดังกล่าว โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองโดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 2 ปี และให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควรมีกำหนดคนละ 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 365 วรรค(2) ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — ร้อยตรีประสาน พันธุ์อุบล
จำเลย — นายฉลาด ผลบุญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายกิตติ บุญธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8732/2554
#514247
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกถอนการร้องทุกข์เอกสารหมาย จ.14 ระบุข้อความว่า "...ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับ ว. ผู้ต้องหา และผู้เกี่ยวข้องอื่นอีกต่อไป..." คำว่าผู้เกี่ยวข้องอื่น นั้น มีความหมายได้ว่า อาจเป็นตัวการร่วมกันหรือเป็นผู้จ้างวาน ใช้หรือเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าวก็ได้ การถอนคำร้องทุกข์นั้นย่อมเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกคน ที่พยานโจทก์เบิกความว่า กรณีเป็นการถอนคำร้องทุกข์เฉพาะสำหรับ ว. ซึ่งเป็นเยาวชนเท่านั้น จึงขัดกับข้อความในบันทึกถอนการร้องทุกข์ดังกล่าวย่อมรับฟังไม่ได้ เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 66 ของ พระราชบัญญัติดังกล่าว การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวย่อมมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 30, 31, 61, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 4, 6, 34 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 3, 4, 54, 82, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (แผ่นดีวีดีเกม และแผ่นวีซีดีเกม) ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 47 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54, 82 ประกอบพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 6, 34 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าให้ลงโทษปรับ 52,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษปรับ 4,000 บาท รวมปรับ 56,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า คดีนี้ในส่วนของการกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าอันเป็นความผิดอันยอมความได้นั้น ระงับไปเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสามถอนคำร้องทุกข์ไปแล้ว ตามบันทึกถอนการร้องทุกข์เอกสารหมาย จ.14 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในข้อหาดังกล่าวหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ได้ความจากนางวันเพ็ญ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้รับมอบอำนาจผู้เสียหายทั้งสามว่า ในชั้นสอบสวนนายวีระวัฒน์ยืนยันว่าจำเลยเป็นเจ้าของร้านที่เกิดเหตุ และเนื่องจากนายวีระวัฒน์อายุยังไม่ถึง 18 ปี ผู้เสียหายทั้งสามจึงมอบอำนาจให้นางวันเพ็ญถอนคำร้องทุกข์ได้ โดยพันตำรวจตรีปรีชา พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า ชั้นสอบสวนนายวีระวัฒน์ให้การรับสารภาพ และบอกว่าจำเลยเป็นเจ้าของร้าน ต่อมานางวันเพ็ญยื่นขอถอนคำร้องทุกข์ไม่ดำเนินคดีกับนายวีระวัฒน์ตามบันทึกถอนการร้องทุกข์เอกสารหมาย จ.14 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า มีการถอนคำร้องทุกข์แล้ว ส่วนปัญหาว่า การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวจะมีผลให้คดีในส่วนความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ระงับไปหรือไม่ ปรากฏตามบันทึกถอนการร้องทุกข์เอกสารหมาย จ.14 มีใจความว่าตามที่ได้ร้องทุกข์กล่าวหาว่านายวีระวัฒน์ได้กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งได้มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีไว้นั้น บัดนี้ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายวีระวัฒน์ ผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องอื่นอีกต่อไป ผู้กล่าวหาจึงขอถอนคำร้องทุกข์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาอีกต่อไป ส่วนของกลางในคดีอาญาดังกล่าว ผู้ต้องหายินยอมมอบให้ผู้กล่าวหาเพื่อจะได้นำไปทำลายต่อไป โดยมีนางวันเพ็ญลงชื่อในช่องผู้กล่าวหาหรือผู้ถอนคำร้องทุกข์ ดังนี้ ตามบันทึกดังกล่าวแสดงว่าผู้เสียหายทั้งสามได้มอบอำนาจให้นางวันเพ็ญไปดำเนินการถอนคำร้องทุกข์โดยไม่ดำเนินคดีกับนายวีระวัฒน์และผู้เกี่ยวข้องอื่น ซึ่งคำว่า ผู้เกี่ยวข้องอื่นนั้น มีความหมายได้ว่า อาจเป็นตัวการร่วมกันหรือเป็นผู้จ้างวานใช้หรือเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าวก็ได้ การถอนคำร้องทุกข์นั้นย่อมเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกคน ที่นางวันเพ็ญและพันตำรวจตรีปรีชาพนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า กรณีเป็นการถอนคำร้องทุกข์เฉพาะสำหรับนายวีระวัฒน์ซึ่งเป็นเยาวชนเท่านั้น จึงขัดกับข้อความในบันทึกถอนการร้องทุกข์ดังกล่าว คำเบิกความของนางวันเพ็ญและพันตำรวจตรีปรีชาย่อมรับฟังไม่ได้ เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 66 การถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวย่อมมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามนัยแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาฟ้องต่อศาล ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ตาม จำเลยยกขึ้นอ้างได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ในข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6, 34 ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษปรับจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 โดยปรับไม่เกินขั้นสูงตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มาตรา 34 คือปรับไม่เกิน 20,000 บาท เท่านั้น ตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 โดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานนี้ 4,000 บาท ข้อหาความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า พยานหลักฐานในคดีนี้แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นเพื่อการค้าตามมาตรา 31 (1), 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ยกคำขอให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (แผ่นดีวีดีเกม และแผ่นวีซีดีเกม) จำนวน 47 แผ่น ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ รวมทั้งคำขอให้สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสาม และให้คืนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (แผ่นดีวีดีเกม และแผ่นวีซีดีเกม) ที่ไม่มีผู้เสียหายยืนยันลิขสิทธิ์จำนวน 505 แผ่น ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2),195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุชาติหรือเอกเดชา สาธิตสิน
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8725/2554
#514189
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาจากรูปลักษณะเครื่องหมายและการประดิษฐ์ตัวอักษรของเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "California WOW WOMEN" กับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วคำว่า "WOW WORLD OF WOMEN" แล้ว เห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันมากทั้งรูปร่าง ลักษณะการวางตัวอักษร รวมทั้งเสียงเรียกขานก็แตกต่างกันชัดเจน ซึ่งเมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการได้ การที่โจทก์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าวได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้คำ "California" "WOMEN" และ "WORLD OF WOMEN" ตามลำดับดังกล่าวนั้น ก็มีผลเพียงว่าโจทก์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าวไม่มีสิทธิที่จะห้ามมิให้บุคคลอื่นใช้คำดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการเท่านั้น การที่จะพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการดังกล่าวเหมือนหรือคล้ายกันจึงต้องนำคำดังกล่าวมาพิจารณาถึงลักษณะและเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการด้วย ทั้งนี้จะต้องพิจารณาโดยรวมของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการทั้งหมดโดยไม่ถือว่าคำที่มีการแสดงปฏิเสธว่าจะไม่ขอถือสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้คำนั้นไม่ใช่สาระสำคัญที่จะต้องพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/4684 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2549 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 987/2550 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2550 ให้จำเลยที่ 1 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือเลขที่ พณ 0704/4684 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2549 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 987/2550 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2550 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอที่ 634272 ต่อไป ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ วินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า เครื่องหมายการค้า "California WOW WOMEN" ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 634272 เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมาย "WOW WORLD OF WOMEN" อันเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วทะเบียนเลขที่ ค 170420 และเป็นเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วทะเบียนเลขที่ บ 17619 หรือไม่ เมื่อพิจารณาจากรูปลักษณะเครื่องหมายและการประดิษฐ์ตัวอักษรของโจทก์และของผู้อื่นดังกล่าวแล้ว เห็นได้ว่าแตกต่างกันมากทั้งรูปร่าง ลักษณะการวางตัวอักษร รวมทั้งเสียงเรียกขานก็แตกต่างกันชัดเจน ซึ่งเมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วไม่น่าจะทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการได้ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีคำว่า California และ WOMEN ประกอบอยู่ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้คำทั้งสองคำดังกล่าวไว้แล้ว คำดังกล่าวจึงมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมาย ส่วนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่จดทะเบียนไว้แล้วทั้งสองเครื่องหมายแม้จะมีคำว่า WORLD OF WOMEN ประกอบอยู่ด้วยก็ตาม แต่เจ้าของเครื่องหมายดังกล่าวได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำว่า WORLD OF WOMEN ไว้คำดังกล่าวจึงไม่ใช่สาระสำคัญ ทั้งเมื่อพิจารณาถึงการเรียกขานแล้วเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่จดทะเบียนไว้แล้วมีคำว่า"ว้าว"เป็นส่วนสำคัญ จึงมีเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือบริการ จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นั้น เห็นว่า การที่โจทก์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าว ได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำ"California", "WOMEN" และ "WORLD OF WOMEN" ตามลำดับดังกล่าวนั้น ก็มีผลเพียงว่าโจทก์และเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการดังกล่าวไม่มีสิทธิที่จะห้ามมิให้บุคคลอื่นใช้คำดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการเท่านั้น มิได้หมายความว่ากรณีจะต้องถือว่าคำดังกล่าวที่ใช้เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการของโจทก์หรือของเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วไม่ถือเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายอีกต่อไป ในทำนองว่าเท่ากับว่าไม่มีการใช้คำดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการอีกหรือไม่อาจนำมาพิจารณาว่าเป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการได้เลยดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อไปว่า เสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่จดทะเบียนไว้แล้วมีคำว่า"ว้าว"เป็นส่วนสำคัญจึงมีเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน โดยอ้างทำนองว่าต้องไม่ถือเอาคำที่โจทก์และผู้ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้วได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำดังกล่าวนั้นมาพิจารณาเป็นเสียงเรียกขานของเครื่องหมายด้วย เพราะโจทก์และผู้ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้วต่างได้แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำดังกล่าวเนื่องจากเป็นคำที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ภาคส่วนของอักษรโรมันคำดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายทั้งสองฝ่ายและถือได้ว่าต่างฝ่ายต่างมุ่งประสงค์ให้เครื่องหมายของตนที่มีอักษรโรมันคำว่า WOW ปรากฏเป็นสาระสำคัญที่ต้องการให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดียวกัน ทั้งเสียงเรียกขานในภาคส่วนสำคัญอาจเรียกขานได้ว่า"ว้าว วีเมิ่น" หรือ "ว้าว" ซึ่งนับได้ว่าเป็นเสียงเรียกขานที่ใกล้เคียงกัน เมื่อประกอบกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของบุคคลอื่นก็ใช้กับสินค้าที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน กลุ่มลูกค้าหรือกลุ่มผู้บริโภคจึงเป็นกลุ่มเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้นั้นเห็นว่า ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า กรณีไม่อาจถือได้ว่าการที่โจทก์หรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการได้แสดงปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำดังกล่าวนั้นมีผลเท่ากับว่า คำดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการอีกต่อไป ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าคำดังกล่าวนั้นเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามกฎหมายหรือไม่ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์และผู้ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการไว้ก่อนแล้ว ต่างมุ่งประสงค์ให้เครื่องหมายอักษรโรมันคำว่า WOW เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายของตนเช่นเดียวกันดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ เพราะการพิจารณาว่าคำดังกล่าวจะเป็นสาระสำคัญหรือไม่ จะต้องพิจารณาโดยรวมของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการทั้งหมดโดยไม่ถือว่าคำที่มีการแสดงปฏิเสธว่าจะไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้คำนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ ซึ่งเมื่อพิจารณาอักษรประดิษฐ์และการวางรูปแบบของอักษรเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของผู้ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการไว้ก่อนเปรียบเทียบกันแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าแตกต่างกัน ไม่เหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ กรณีนี้ไม่อาจถือได้ว่าทั้งสองฝ่ายมุ่งประสงค์ให้อักษรโรมันคำว่า WOW คำเดียวเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายซึ่งจะมีผลทำให้เสียงเรียกขานคล้ายกันดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์อีกด้วยเพราะเห็นได้ว่าคำว่า WOW เป็นเพียงคำเดียวของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของผู้ที่ได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการไว้ก่อนแล้วเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะที่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบูลดอก โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8724/2554
#511568
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่า โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิจากบริษัท น. ผู้รับตราส่ง มาฟ้องจำเลยทั้งสี่โดยชอบและมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เมื่อพิจารณาตามกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยกับบริษัท ย. ผู้เอาประกันแล้ว แม้กรมธรรม์ไม่ได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้โดยตรงหรือมีการสลักหลังโอนสิทธิตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้ใด แต่ในการตีความสัญญาประกันภัยนี้ไม่อาจพิจารณาเฉพาะเพียงข้อความหรือลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏอยู่ในสัญญาเท่านั้น ต้องตีความให้เป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย ตามหลักการตีความสัญญาใน ป.พ.พ. มาตรา 368 กรณีนี้จึงต้องพิจารณาจากเอกสารหลักฐานอื่นๆ สำหรับกรมธรรม์นี้ในส่วนตารางด้านหน้าของเอกสารเกี่ยวกับเนื้อหาของการประกันภัยระบุอ้างถึงใบกำกับสินค้าซึ่งตรงกับใบกำกับสินค้าที่ระบุรายละเอียดของสินค้าที่เอาประกันภัย ชื่อผู้ส่งสินค้าหรือผู้ส่งของว่า คือ บริษัท ย. ผู้เอาประกันภัย และผู้รับตราส่ง คือ บริษัท น. กับระบุว่ามีการขนส่งสินค้าจากท่าเรือศรีราชาไปยังปลายทางที่ประเทศอิตาลี เมื่อพิจารณาข้อความตามตารางในด้านหน้าของกรมธรรม์ก็ปรากฏว่ามีการระบุถึงการใช้สิทธิเรียกร้อง (หากมี) หรือการชำระค่าสินไหมทดแทนว่าให้ทำที่ประเทศอิตาลี และยังระบุอีกว่าในการใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยนี้ในกรณีที่เกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่สินค้าที่ขนส่งซึ่งเป็นวัตถุที่เอาประกันภัยจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการแจ้งเหตุในทันทีเพื่อให้มีการสำรวจความเสียหายที่เกิดแก่สินค้าดังกล่าวและมีรายงานการสำรวจความเสียหายจากหรือที่ได้รับการอนุมัติจาก ก. ซึ่งอยู่ที่ประเทศอิตาลี และเมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกอบกับใบตราส่งแล้วปรากฏว่าใบตราส่งได้ระบุรายละเอียดของสินค้าที่ขนส่งและระบุชื่อบริษัท ย. เป็นผู้ส่งของกับบริษัท น. เป็นผู้รับตราส่ง ตรงกับที่ระบุในใบกำกับสินค้า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมีเหตุผลให้เชื่อว่า โจทก์ผู้รับประกันภัยมีเจตนาตกลงให้การใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและการชำระค่าสินไหมทดแทนทำกันที่ประเทศอิตาลีซึ่งเป็นปลายทางในการขนส่งสินค้าที่เป็นวัตถุที่เอาประกันภัยเนื่องจากผู้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากผู้ขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลจากการที่สินค้าที่ขนส่งสูญหายหรือเสียหายเช่นผู้รับตราส่งมักจะพบการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเมื่อมีการเรียกและรับสินค้านั้นที่ปลายทางแล้ว ทั้งเมื่อพิจารณาทุนประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้วจะเห็นได้ว่ามีจำนวนร้อยละ 110 ของราคาสินค้าตามใบกำกับสินค้าที่ระบุเป็นราคาเทียบข้างเรือที่ท่าเรือต้นทาง (FAS) ซึ่งเป็นจำนวนทุนประกันภัยตามปกติของการประกันภัยสินค้าในการขนส่ง จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำนวนทุนประกันภัยดังกล่าวได้รวมค่าระวางการขนส่งสินค้าและหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไว้ด้วย ซึ่งอาจไม่ใช่เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระของผู้เอาประกันภัย ด้วยหลักฐานเอกสารที่มีความเชื่อมโยงกันดังกล่าว ประกอบกับได้ความตามที่พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามติงใจความว่า การประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลมีระเบียบวิธีปฏิบัติในการชำระค่าสินไหมทดแทนว่าจะชำระแก่ผู้ได้รับความเสียหาย โดยความเสียหายตามลักษณะในคดีนี้จะชำระให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียตามสัญญาซื้อขายคือผู้รับตราส่ง ซึ่งได้แก่ บริษัท น. ผู้ซื้อสินค้าในประเทศอิตาลี จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างความถูกต้องแท้จริงของพยานเอกสารของโจทก์ดังกล่าวและไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าการประกันภัยกับการชำระค่าสินไหมทดแทนเพื่อการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าที่ขนส่งมีวิธีปฏิบัติอย่างอื่นมิได้เป็นไปตามที่โจทก์นำสืบมาแต่อย่างใด จำเลยโต้แย้งในคำให้การเพียงว่าไม่มีการสลักหลังโอนสิทธิตามกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าในการทำสัญญาประกันภัยดังกล่าวได้เป็นที่ทราบและมีการตกลงระหว่างบริษัท ย. ผู้เอาประกันภัยและโจทก์ผู้รับประกันภัยโดยปริยายแล้วว่าให้บริษัท น. ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้รับตราส่งในประเทศอิตาลีเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยนั้น บริษัท น. จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเนื่องจากวินาศภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยไม่จำต้องมีการสลักหลังโอนสิทธิตามกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งกรณียังถือได้ว่า บริษัท น. เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสินค้าที่ขนส่งซึ่งเป็นวัตถุที่เอาประกันภัยในขณะเกิดวินาศภัย อันเป็นเงื่อนไขในการใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 11.1 ที่กำหนดว่า ในการใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยฉบับนี้ ผู้เอาประกันภัยต้องมีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัยในขณะเกิดวินาศภัย (In order to recover under this insurance the Assured must have an insurable interest in the subject - matter insured at the time of loss) ซึ่งผู้เอาประกันภัย (the Assured) ในความหมายของการใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยทางทะเลฉบับนี้ย่อมหมายความรวมถึงผู้รับประโยชน์ตามสัญญาที่ไม่ได้เป็นผู้เอาประกันภัยด้วยตามเจตนาของโจทก์ผู้รับประกันภัยและบริษัท ย. ผู้เอาประกันภัยที่ได้ตกลงกันโดยปริยายดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบริษัท ย. ในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าดังกล่าวและเป็นผู้ส่งสินค้าที่ขายให้แก่บริษัท น. ในประเทศอิตาลีกับเป็นผู้เอาประกันภัยสำหรับความเสียหายและสูญหายของสินค้านั้นระหว่างการขนส่งไว้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเล โดยผู้ขายว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้า 14 หีบห่อ จำเลยที่ 1 ตกลงรับขนส่งสินค้าดังกล่าวโดยใช้เรือเดินทะเลของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการและควบคุมดูแลการเดินเรือและใช้เรือเดินทะเลของจำเลยที่ 4 เป็นยานพาหนะ จำเลยที่ 1 ได้รับชำระค่าระวางการขนส่งแล้วออกใบตราส่งในนามของจำเลยที่ 1 และในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้แก่ผู้ส่งไว้เป็นหลักฐานโดยระบุให้บริษัท น. ผู้ซื้อเป็นผู้รับตราส่งตามใบตราส่ง และใบตราส่งนี้ได้โอนไปยังบริษัท น. ผู้รับตราส่งแล้ว เมื่อสินค้าถึงปลายทาง ผู้รับตราส่งพบว่าสินค้าได้รับความเสียหาย 3 หีบห่อ บริษัท น. ผู้รับโอนใบตราส่งจึงเป็นผู้ทรงใบตราส่งและเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสินค้าที่ขนส่งซึ่งได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งอันถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสินค้าที่ขนส่งซึ่งได้เอาประกันภัยไว้ในขณะเกิดวินาศภัยโดยไม่จำต้องให้บริษัท ย. ผู้เอาประกันภัยสลักหลังโอนสิทธิตามกรมธรรม์ดังกล่าวก่อน การที่โจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวให้บริษัท น. จึงเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปโดยชอบด้วยข้อ 11.1 ในกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเข้ารับช่วงสิทธิจากบริษัท น. ผู้รับตราส่งได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 960,665.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ตามอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิจากบริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัดมาฟ้องจำเลยทั้งสี่โดยชอบและมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสี่ให้รับผิดในความเสียหายของสินค้าที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง โดยอ้างว่าโจทก์รับช่วงสิทธิมาจากบริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ทำนองว่า ผู้รับตราส่งไม่ใช่ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือผู้รับโอนสิทธิจากผู้เอาประกันภัยตามกฎหมาย แม้โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้รับตราส่งไป ก็ไม่ได้รับช่วงสิทธิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนี้ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความว่าโจทก์มีความผูกพันตามกฎหมายที่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยทั้งสี่ได้ ในปัญหาข้อนี้เมื่อพิจารณาตามกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยกับบริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ผู้เอาประกันแล้ว แม้กรมธรรม์ประกันภัยจะไม่ได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้โดยตรงหรือมีการสลักหลังโอนสิทธิตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ให้แก่ผู้ใด แต่ในการตีความสัญญาประกันภัยนี้ไม่อาจพิจารณาเฉพาะเพียงข้อความหรือลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏอยู่ในสัญญาเท่านั้น แต่ต้องตีความให้เป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตามหลักการตีความสัญญาในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 กรณีนี้จึงต้องพิจารณาจากเอกสารหลักฐานอื่น ๆ ประกอบการตีความสัญญาประกันภัยทางทะเลตามกรมธรรม์ประกันภัยด้วย สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยนี้ในส่วนตาราง (Schedule) ด้านหน้าของเอกสารเกี่ยวกับเนื้อหาของการประกันภัยระบุอ้างถึงใบกำกับสินค้าเลขที่ อี 145 (Invoice No. E145) ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2549 ซึ่งตรงกับใบกำกับสินค้าตามสำเนาใบกำกับสินค้าได้ระบุถึงรายละเอียดของสินค้าที่เอาประกันภัย ชื่อผู้ส่งสินค้าหรือผู้ส่งของว่าคือบริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ผู้เอาประกันภัยและชื่อผู้รับตราส่งคือบริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด กับระบุว่ามีการขนส่งสินค้านั้นจากท่าเรือศรีราชาในประเทศไทยไปยังปลายทางที่ประเทศสาธารณรัฐอิตาลี เมื่อกลับมาพิจารณาข้อความตามตารางในด้านหน้าของกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล ก็ปรากฏว่ามีการระบุถึงการใช้สิทธิเรียกร้อง (หากมี) หรือการชำระค่าสินไหมทดแทนว่าให้ทำที่ประเทศสาธารณรัฐอิตาลี และยังระบุอีกว่าในการใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยนี้ในกรณีที่เกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่สินค้าที่ขนส่งซึ่งเป็นวัตถุที่เอาประกันภัยจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการแจ้งเหตุในทันทีเพื่อให้มีการสำรวจความเสียหายที่เกิดแก่สินค้าและมีรายงานการสำรวจความเสียหายจากหรือที่ได้รับการอนุมัติจากบริษัทกัสทัลดีอินเตอร์เนชันแนลเอส.อาร์.แอล. ซึ่งอยู่ที่เมืองเจนัว ประเทศสาธารณรัฐอิตาลี และเมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัย ประกอบกับใบตราส่งซึ่งถือเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลและเอกสารสิทธิในสินค้าที่ขนส่งแล้วปรากฏว่าใบตราส่งได้ระบุถึงรายละเอียดของสินค้าที่ขนส่งและระบุชื่อบริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด เป็นผู้ส่งของ กับบริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด เป็นผู้รับตราส่ง ตรงกับที่ระบุในใบกำกับสินค้า การประกันภัยในการขนส่งสินค้าครั้งนี้มีทุนประกันภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย จำนวน 874,500 ดอลลาร์สหรัฐ จากข้อเท็จจริงมีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์ผู้รับประกันภัยมีเจตนาตกลงให้การใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและการชำระค่าสินไหมทดแทนทำกันที่ประเทศสาธารณรัฐอิตาลี ซึ่งเป็นปลายทางในการขนส่งสินค้าที่เป็นวัตถุที่เอาประกันภัยเนื่องจากผู้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากผู้ขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลจากการที่สินค้าที่ขนส่งสูญหายหรือเสียหายเช่นผู้รับตราส่งมักจะพบการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเมื่อมีการเรียกและรับสินค้านั้นที่ปลายทางแล้ว ทั้งเมื่อพิจารณาทุนประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุไว้จำนวน 874,500 ดอลลาร์สหรัฐแล้วจะเห็นได้ว่ามีจำนวนสูงเกินกว่าร้อยละ 110 ของราคาสินค้าตามใบกำกับสินค้าที่ระบุเป็นราคาเทียบข้างเรือที่ท่าเรือต้นทาง (FAS) จำนวน 629,059.88 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจำนวนทุนประกันภัยเป็นจำนวนทุนประกันภัยตามปกติของการประกันภัยสินค้าในการขนส่ง จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำนวนทุนประกันภัยได้รวมค่าระวางการขนส่งสินค้าและหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไว้ด้วย ซึ่งอาจไม่ใช่เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระของบริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ผู้เอาประกันภัยด้วยหลักฐานเอกสารที่มีความเชื่อมโยงกันดังกล่าว ประกอบกับได้ความตามที่นางภรธนาหรือจุรีรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ "NON - MOTOR" แผนกประกันภัยทางทะเลและขนส่งบริษัทโจทก์มาเบิกความตอบคำถามติงใจความว่า การประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล ตามกรมธรรม์ประกันภัยมีระเบียบวิธีปฏิบัติในการชำระค่าสินไหมทดแทนว่าจะชำระแก่ผู้ได้รับความเสียหาย โดยความเสียหายตามลักษณะในคดีนี้จะชำระให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียตามสัญญาซื้อขายคือผู้รับตราส่ง ซึ่งได้แก่บริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้ซื้อสินค้าในประเทศสาธารณรัฐอิตาลี ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำพยานหลักฐานใดมาสืบหักล้างความถูกต้องแท้จริงของพยานเอกสารของโจทก์และไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าการประกันภัยกับการชำระค่าสินไหมทดแทนเพื่อการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าที่ขนส่งมีวิธีปฏิบัติอย่างอื่นมิได้เป็นไปตามที่โจทก์นำสืบมาแต่อย่างใดจำเลยโต้แย้งในคำให้การเพียงว่าไม่มีการสลักหลังโอนสิทธิตามกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าในการทำสัญญาประกันภัยได้เป็นที่ทราบและมีการตกลงระหว่างบริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ผู้เอาประกันภัยและโจทก์ผู้รับประกันภัยโดยปริยายแล้วว่าให้บริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้รับตราส่งในประเทศสาธารณรัฐอิตาลีเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยนั้น บริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเนื่องจากวินาศภัยตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งเป็นหลักฐานสัญญาประกันภัยทางทะเลนี้โดยไม่จำต้องมีการสลักหลังโอนสิทธิตามกรมธรรม์ประกันภัยตามที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ ทั้งกรณียังถือได้ว่าบริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสินค้าที่ขนส่งซึ่งเป็นวัตถุที่เอาประกันภัยในขณะเกิดวินาศภัยอันเป็นเงื่อนไขในการใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 11.1 ที่กำหนดไว้ว่า ในการใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยฉบับนี้ ผู้เอาประกันภัยต้องมีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัยในขณะเกิดวินาศภัย (In order to recover under this insurance the Assured must have an insurable interest in the subject - matter insured at the time of loss) ซึ่งผู้เอาประกันภัย (the Assured) ในความหมายของการใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยทางทะเลฉบับนี้ ย่อมหมายความรวมถึงผู้รับประโยชน์ตามสัญญาที่ไม่ได้เป็นผู้เอาประกันภัยด้วยตามเจตนาของโจทก์ผู้รับประกันภัยและบริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ผู้เอาประกันภัยที่ได้ตกลงกันโดยปริยายดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าโครงเหล็กสำหรับสร้างโรงงานไฟฟ้าและเป็นผู้ส่งสินค้าที่ขายให้แก่บริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ในประเทศสาธารณรัฐอิตาลี กับเป็นผู้เอาประกันภัยสำหรับความเสียหายและสูญหายของสินค้านั้นระหว่างการขนส่งไว้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเล โดยผู้ขายว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าจำนวน 4,158 ชิ้น บรรจุในหีบห่อจำนวน 14 หีบห่อ น้ำหนักรวมจำนวน 226,392 กิโลกรัม จำเลยที่ 1 ตกลงรับขนส่งสินค้าโดยใช้เรือเดินทะเลของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการและควบคุมดูแลการเดินเรือและใช้เรือเดินทะเลของจำเลยที่ 4 เป็นยานพาหนะในการขนส่งจากท่าเรือศรีราชา ประเทศไทย ไปยังท่าเรือออกัสตา ประเทศสาธารณรัฐอิตาลีเพื่อส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้ซื้อ จำเลยที่ 1 ได้รับชำระค่าระวางการขนส่งแล้วออกใบตราส่งในนามของจำเลยที่ 1 และในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้แก่ผู้ส่งไว้เป็นหลักฐานโดยระบุให้บริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้ซื้อเป็นผู้รับตราส่งตามใบตราส่งซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเล และใบตราส่งนี้ได้โอนไปยังบริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้รับตราส่งแล้วเมื่อขนส่งสินค้าถึงปลายทางมีการขนถ่ายสินค้านั้นขึ้นจากเรือเพื่อส่งมอบให้แก่บริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้รับตราส่ง ผู้รับตราส่งพบว่าสินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายจำนวน 3 หีบห่อ น้ำหนักรวมจำนวน 59,992 กิโลกรัม เช่นนี้ บริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้รับโอนใบตราส่งจึงเป็นผู้ทรงใบตราส่งดังกล่าวผู้มีสิทธิรับมอบสินค้าที่ขนส่ง บริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้รับประโยชน์โดยปริยายตามที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้นย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสินค้าที่ขนส่งซึ่งได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งอันถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสินค้าที่ขนส่งซึ่งได้เอาประกันภัยไว้ในขณะเกิดวินาศภัยอันเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยจากโจทก์โดยตรง โดยไม่จำต้องให้บริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ผู้เอาประกันภัยสลักหลังโอนสิทธิตามกรมธรรม์ให้ก่อน การที่โจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเลให้แก่บริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้ที่มีส่วนได้เสียในสินค้าที่ขนส่งซึ่งได้เอาประกันภัยไว้ในขณะเกิดวินาศภัย จึงเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปโดยชอบด้วยข้อ 11.1 ในกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเล ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญาประกันภัยทางทะเลระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยกับบริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ผู้เอาประกันภัยแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเข้ารับช่วงสิทธิจากบริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสินค้าที่เอาประกันภัยในขณะเกิดวินาศภัยมาเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจำนวน 20,340.15 ยูโร ที่ได้ชดใช้ให้แก่บริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ไปตามใบรับช่วงสิทธิและใบโอนเงิน เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2550 จากจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าที่ขนส่งซึ่งเอาประกันภัยไว้ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าเมื่อไม่ปรากฏว่าบริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ได้รับโอนสิทธิของผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเล โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อบุคคลภายนอกซึ่งได้ก่อวินาศภัยที่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าที่ขนส่งเป็นเพราะความผิดของบริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ผู้ส่งสินค้าซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยสินค้าที่ขนส่งไว้แก่โจทก์โดยบริษัทดังกล่าวบรรจุหีบห่อไม่มั่นคงแข็งแรงและไม่เหมาะสมแก่สภาพแห่งของที่ส่งหรือไม่ และจำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด ปัญหาดังกล่าวศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้นำสืบพยานหลักฐานในปัญหาดังกล่าวมาแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาเหล่านี้ไปโดยไม่ย้อนสำนวน ปัญหาว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการสูญหาย เสียหายแห่งสินค้าที่รับขนตามสัญญารับขนของทางทะเล ห้ามมิให้ฟ้องคดีต่อศาลเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 46 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นผู้เข้ารับช่วงสิทธิของบริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้รับตราส่ง จึงต้องฟ้องเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเลที่ได้ชดใช้ให้แก่ผู้รับตราส่งจากจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งให้แก่ผู้รับตราส่ง ในปัญหานี้โจทก์นำสืบว่า เรือเดินทะเล "CEC SVENDBORG" ที่รับขนสินค้าโครงเหล็กสำหรับสร้างโรงไฟฟ้าตามคำฟ้องเดินทางถึงปลายทาง ณ ท่าเรือออกัสตา ประเทศสาธารณรัฐอิตาลีและทำการส่งมอบสินค้านั้นให้แก่บริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้รับตราส่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2549 จำเลยที่ 1 มิได้นำสืบพยานหลักฐานโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งให้แก่ผู้รับตราส่งในวันที่ 11 กันยายน 2549 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550 จึงเป็นการฟ้องขอให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งให้แก่ผู้รับตราส่ง ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 46 สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ย่อมไม่ขาดอายุความดังที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ ส่วนปัญหาว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าที่ขนส่งเป็นเพราะความผิดของบริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ผู้ส่งสินค้าซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยสินค้าที่ขนส่งไว้แก่โจทก์โดยบริษัทดังกล่าวบรรจุหีบห่อไม่มั่นคงแข็งแรงและไม่เหมาะสมแก่สภาพแห่งของที่ส่งและจำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น โจทก์มีนายกันต์ ผู้จัดการโครงการบริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด มาเบิกความเป็นพยานต่อศาลว่า วิธีการบรรจุหีบห่อสินค้าโครงเหล็กสำหรับสร้างโรงไฟฟ้าได้ใช้วิธีการทำโครงเหล็กครอบสินค้านั้นไว้ทั้งหมดแล้วใช้แผ่นผ้าใบขึงทับโครงเหล็กดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง ตามแบบแปลนโครงเหล็กแสดงการบรรจุหีบห่อสินค้า บริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ขนส่งด้วยวิธีนี้มานานประมาณ 7 ถึง 8 ปี แล้ว โดยไม่มีปัญหาในการขนส่งโดยใช้วิธีการนี้ ซึ่งในปัญหานี้นางสาววิภาวดี พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ก่อนรับสินค้าขึ้นเรือหากทางเรือเห็นชัดเจนจากภายนอกว่าหีบห่อแตกหักเสียหาย ก็สามารถปฏิเสธไม่รับขนส่งสินค้าขึ้นเรือได้ และตามปกติสายการเดินเรือมีสิทธิขอตรวจสอบสภาพการบรรจุหีบห่อสินค้าได้หากเห็นว่าหีบห่อมีการบรรจุไม่เหมาะสมแก่การขนส่งหรือไม่แข็งแรงเพียงพอแก่การขนส่ง ใบตราส่งเป็นใบตราส่งที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่บริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ตามใบตราส่งไม่ปรากฏข้อความว่าสินค้าบรรจุหีบห่อไม่เหมาะสมหรือไม่แข็งแรงสำหรับการขนส่งทางทะเล จากคำเบิกความของนายกันต์พยานโจทก์และนางสาววิภาวดีพยานจำเลยที่ 1 เมื่อรับฟังประกอบกับรายงานการสำรวจความเสียหายของสินค้าที่ขนส่ง ซึ่งระบุสาเหตุของความเสียหายที่เกิดขึ้นว่าเป็นผลมาจากการที่เรือที่ขนส่งเผชิญกับสภาวะอากาศที่ย่ำแย่ในระหว่างการเดินทาง แต่ที่ยิ่งกว่านั้นเป็นเพราะการบรรทุกสินค้าที่ไม่เหมาะสมและการผูกมัดที่ไม่ดีซึ่งตรวจสอบพบขณะที่เรือมาถึง ณ ท่าเรือออกัสตา และข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ได้มีเอกสารโต้แย้งบริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ผู้ส่งสินค้าว่าหีบห่อสินค้าโครงเหล็กสำหรับสร้างโรงไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ได้รับขึ้นเรือนั้นไม่มั่นคงแข็งแรงและไม่เหมาะสมแก่สภาพแห่งสินค้าแต่อย่างใดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าที่ขนส่งเป็นเพราะความผิดของบริษัทยูโรเทคเอ็นจิเนียริงอินเตอร์เนชันแนล จำกัด ผู้ส่งสินค้าซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยสินค้าที่ขนส่งไว้แก่โจทก์โดยบริษัทดังกล่าวบรรจุหีบห่อไม่มั่นคงแข็งแรงและไม่เหมาะสมแก่สภาพแห่งของที่ส่ง เมื่อสินค้าที่ขนส่งบุบสลายหรือได้รับความเสียหายก่อนส่งมอบให้ผู้รับตราส่ง จึงรับฟังได้ว่าสินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่ง และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสินค้าที่ขนส่งนั้นมิได้บุบสลายหรือได้รับความเสียหายเพราะความผิดของผู้ส่ง จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นจึงต้องร่วมกันรับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าที่ขนส่งต่อผู้รับตราส่ง ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 39 และ 45 สำหรับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าที่ขนส่ง หีบห่อหมายเลข 1 หมายเลข 8 และหมายเลข 10 น้ำหนักจำนวน 59,992 กิโลกรัม นั้น โจทก์นำสืบว่า บริษัทกัสทัลดีอินเตอร์เนชันแนล เอส.อาร์.แอล. ผู้สำรวจภัยและบริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้รับตราส่งได้ร่วมกันตรวจสอบสินค้าที่ขนส่งแล้วเห็นว่า แม้สินค้าที่ขนส่งจะได้รับความเสียหายแต่ยังคงอยู่ในสภาพที่สามารถซ่อมแซมได้ จึงได้มอบหมายให้บริษัทนูวาเมตทัลคอสตรูซินี จำกัด มาซ่อมแซมโดยเสียค่าใช้จ่ายจำนวน 20,340.15 ยูโร ตามสำเนาใบแจ้งหนี้ รวมจำนวน 4 ฉบับ เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบพยานหลักฐานโต้แย้งจำนวนค่าเสียหาย ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่าสินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนดังกล่าว เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2550 เป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร ต่อ 47.23 บาท คิดเป็นเงินจำนวน 960,665.28 บาทตามสำเนาใบโอนเงินพร้อมคำแปลแล้ว จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ผู้รับช่วงสิทธิของบริษัทนูเตอร์อีริกเซน จำกัด ผู้รับตราส่ง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า กรมธรรม์ประกันภัยของโจทก์ไม่คุ้มครองสินค้าที่บรรจุอยู่บนดาดฟ้าเรือเว้นแต่จะบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์เห็นว่า ข้อที่จำเลยที่ 1 นำสืบดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ข้ออุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอันเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 960,665.28 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 11 กันยายน 2550 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
บริษัทนอร์ดานา โปรเจค แอนด์ ชาเตอริ่ง
จำเลย — (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8722/2554
#518422
เปิดฉบับเต็ม

การขนส่งสินค้าพิพาทมีการออกใบตราส่งให้แก่กันไว้ ระบุจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่ง และเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการส่งมอบและรับมอบสินค้า ได้มีการตกลงกันให้เวนคืนต้นฉบับใบตราส่งให้แก่โจทก์ผู้ขนส่งตั้งแต่ที่ต้นทางแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับตราส่งจึงอาจเรียกให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าได้เลยโดยไม่จำต้องรอให้มีใบตราส่งมาเวนคืนแก่โจทก์อีก ซึ่งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงนามและประทับตราสำคัญในสำเนาใบตราส่ง กับมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ออกใบปล่อยสินค้า และทำสัญญาลากตู้สินค้า โดยตกลงกับโจทก์ที่จะรับภาระค่าเสียเวลา หากรับมอบตู้สินค้าแล้วนำตู้สินค้าออกไปจากท่าเรือ หรือนำตู้สินค้าส่งคืนโจทก์ล่าช้า นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้มอบหมายให้บริษัท จ. ดำเนินพิธีการศุลกากรและรับเอาตู้สินค้าหมายเลข PONU 4770535 ออกจากท่าเรือไป พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการที่จำเลยที่ 1 ตกลงยอมรับเอาประโยชน์จากสัญญารับขนของทางทะเล ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าพิพาทจึงต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในใบตราส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 26 จำเลยที่ 1 จึงมีนิติสัมพันธ์ตามสัญญารับขนของทางทะเลกับโจทก์

การปฏิเสธไม่รับสินค้าของจำเลยที่ 1 จนกว่าโจทก์จะแสดงหลักฐานข้อมูลการควบคุมอุณหภูมิที่เป็นที่เชื่อถือได้เป็นการปฏิเสธโดยมีเหตุอันสมควร การที่จำเลยที่ 1 ได้พบความเสียหายดังกล่าวในระหว่างที่โจทก์แสดงเจตนาส่งมอบสินค้าและปฏิเสธยังไม่ยอมรับตู้สินค้าด้วยเหตุดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่า เป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ตามสัญญารับขนของทางทะเล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 487,184.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 466,205 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อเดือนธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อสินค้าองุ่นสดจากบริษัทคิวเด่า วู้ คิแอง จำกัด ผู้ขายที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในราคา C&F ตกลงชำระค่าสินค้าเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าโดยถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ผู้ขายว่าจ้างโจทก์ขนส่งสินค้าทางทะเลมาส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชำระค่าระวางล่วงหน้าไว้ตั้งแต่ต้นทางแล้ว มีเงื่อนไขการขนส่งแบบ CY/CY สินค้าถูกบรรจุอยู่ในตู้สินค้าแช่เย็น 2 ตู้ โดยมีการออกใบตราส่ง และเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการส่งมอบและรับมอบสินค้าที่ปลายทาง ผู้ส่งของได้เวนคืนต้นฉบับใบตราส่งให้แก่ผู้ขนส่งตั้งแต่ที่ต้นทางสินค้ามาถึงท่าเรือกรุงเทพในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ขอให้ออกใบปล่อยสินค้า โดยมีข้อความว่า "เนื่องด้วยบริษัทได้นำสินค้าองุ่นสดเข้ามาจำนวน 900 CASES โดยเรือ NANTA BHUM เข้ามา บริษัทมีความประสงค์ที่จะนำสินค้าออกจากท่าเรือ จึงทำจดหมายมาเพื่อขอรับ D/O เนื่องจากทางผู้ขายต่างประเทศได้ SURRENDERED OBL ไว้ที่ต้นทางแล้ว จึงเรียนมาเพื่อขอให้ท่านได้โปรดออก D/O ให้กับบริษัทด้วย" จากนั้นจำเลยที่ 1 ทำสัญญาลากตู้สินค้ากับโจทก์มีข้อตกลงว่า "ผู้นำเข้าซึ่งได้รับตู้คอนเทนเนอร์จากบริษัทเรือจะรับผิดชอบทุกกรณีในการลากตู้ไปยังโรงงานจนกระทั่งได้ทำการส่งคืนให้แก่บริษัทเรือในสภาพปกติ ค่าภาระต่าง ๆ และหรือค่าลากที่เกี่ยวข้องกับตู้คอนเทนเนอร์ไปยังโรงงานของพ่อค้าและส่งกลับไปยังสถานที่รับตู้คอนเทนเนอร์เป็นค่าภาระของพ่อค้าเช่นกัน พ่อค้ายินยอมที่จะจ่ายค่าเสียเวลาตู้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการออกของล่าช้า หรือนำตู้ส่งคืนล่าช้า" และมอบหมายให้บริษัทเจ. เอส. คัสทัมส์ เคลียรันซ์ จำกัด ดำเนินพิธีการศุลกากร ขณะที่บริษัทเจ. เอส. คัสทัมส์ เคลียรันซ์ จำกัด ดำเนินการเพื่อจะนำสินค้าออกจากท่าเรือกรุงเทพปรากฏว่าเมื่อเปิดตู้สินค้าตรวจสอบสินค้ากับเจ้าหน้าที่ศุลกากร สินค้าในตู้สินค้าหมายเลข PONU 4848192 เน่าเสียมีกลิ่นเหม็นออกมา ส่วนสินค้าในตู้สินค้าหมายเลข PONU 4770535 มีความเสียหายเล็กน้อย จำเลยที่ 1 จึงไม่ยอมลากตู้สินค้าหมายเลข PONU 4848192 ออกจากท่าเรือ คงลากเฉพาะตู้สินค้าหมายเลข PONU 4770535 ออกจากท่าเรือไปเพียงตู้เดียว อีก 2 วันต่อมา จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือถึงโจทก์ว่า "ด้วยห้างฯ ได้มีสินค้ามากับเรือ NANTA BHUM เที่ยววันที่ 14-01-47 B/L NO.PONLDLC 1504933 เบอร์ตู้ PONU 4770535 PONU 4848192 ทางห้างฯ ขอดราฟท์ดูเนื่องจากสินค้าองุ่นได้เปิดตู้พบว่าองุ่นเกิดความเสียหายบางส่วนทางห้างฯ จึงขอทราบรายละเอียดของความเย็นเพื่อจะไปปรับปรุงว่าเกิดขึ้นจากจุดไหนเป็นที่สินค้าหรือว่าความเย็น ทางห้างฯ จะไม่ลากสินค้าออกมาก่อนจนกว่าทางบริษัท P&O NEDLLOYD จะให้ข้อมูลดราฟท์ความเย็น จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาอนุมัติด้วยจักเป็นพระคุณยิ่ง" แต่โจทก์กลับไม่ได้ส่งข้อมูลแสดงการควบคุมอุณหภูมิของตู้สินค้าที่จำเลยที่ 1 เรียกว่าดราฟท์ความเย็นนั้นให้จำเลยที่ 1 คงทำเพียงแต่ออกหนังสือรับรองด้วยตนเองว่า "โดยหนังสือฉบับนี้ขอรับรองว่าระดับอุณหภูมิของอากาศในตู้บรรทุกสินค้า เลขที่ พี.โอ.เอ็น.ยู 4770535 และพี.โอ.เอ็น.ยู 4848192 ถูกรักษาไว้ในระดับที่ลบหนึ่งองศาเซลเซียสและอยู่ในความควบคุมดูแลในระบบเป็นอย่างดี" จำเลยที่ 1 จึงปล่อยให้ตู้สินค้าหมายเลข PONU 4848192 ค้างอยู่ที่ท่าเรือ ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกการซื้อสินค้ากับผู้ขายอ้างว่าผู้ขายส่งสินค้าไม่มีคุณภาพอันเป็นการผิดสัญญาขอปฏิเสธไม่รับสินค้าและยกเลิกการซื้อขายสินค้าในส่วนตู้สินค้าที่เสียหาย และขอให้นำสินค้ากลับคืนไป แต่ผู้ขายก็ไม่ได้มาขนสินค้าออกจากท่าเรือ จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งโจทก์อีกครั้งหนึ่งเรื่องขอแจงเหตุผลที่ไม่ลากตู้ PONU 4848192 ว่า "ด้วยทางห้างฯ ได้มีสินค้ามากับเรือ NANTA BHUM เที่ยววันที่ 14-01-2547 บีแอลเลขที่ PONLDLCO 1504933 เบอร์ตู้ PONU 4848192 ทางห้างฯ ไม่ทำการลากตู้จนกว่าทางบริษัทฯ ของท่านต้องนำหลักฐานการควบคุมอุณหภูมิของตู้ให้กับทางห้างฯ ดูเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญทางห้างฯ ตรวจสอบดูว่าดราฟท์อุณหภูมิผิดปกติหรือไม่ จะได้ตัดสินใจในการลากตู้ทางห้างฯ เคยทำหนังสือชี้แจงไปยังบริษัทฯ ท่านแล้ว ระหว่างที่ตู้สินค้าตกค้างอยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพได้เกิดค่าใช้จ่ายขึ้นหลายรายการ ได้แก่ 1) ค่าเสียเวลาตู้สินค้าระหว่างวันที่ 18 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 27 มกราคม 2547 รวม 10 วัน เป็นเงิน 19,200 บาท 2) ค่าเสียเวลาตู้สินค้าระหว่างวันที่ 28 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2547 รวม 113 วัน เป็นเงิน 348,605 บาท 3) ค่าไฟฟ้าระหว่างวันที่ 18 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2547 รวม 123 วัน เป็นเงิน 98,400 บาท ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2547 โจทก์ได้นำตู้สินค้าออกจากท่าเรือกรุงเทพ

มีปัญหาวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเสียก่อนว่า จำเลยที่ 1 มีนิติสัมพันธ์ตามสัญญารับขนของทางทะเลกับโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การขนส่งสินค้าพิพาทมีการออกใบตราส่งให้แก่กันไว้ตามเอกสารระบุจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่ง และเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการส่งมอบและรับมอบสินค้า ได้มีการตกลงกันให้เวนคืนต้นฉบับใบตราส่งให้แก่โจทก์ผู้ขนส่งตั้งแต่ที่ต้นทางแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับตราส่งจึงอาจเรียกให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าได้เลยโดยไม่จำต้องรอให้มีใบตราส่งมาเวนคืนแก่โจทก์อีก ซึ่งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงนามและประทับตราสำคัญในสำเนาใบตราส่งกับมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ออกใบปล่อยสินค้า และทำสัญญาลากตู้สินค้า โดยตกลงกับโจทก์ที่จะรับภาระค่าเสียเวลา หากรับมอบตู้สินค้าแล้วนำตู้สินค้าออกไปจากท่าเรือหรือนำตู้สินค้าส่งคืนโจทก์ล่าช้า นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้มอบหมายให้บริษัทเจ. เอส. คัสทัมส์ เคลียรันซ์ จำกัด ดำเนินพิธีการศุลกากรและรับเอาตู้สินค้าหมายเลข PONU 4770535 ออกจากท่าเรือไป พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการที่จำเลยที่ 1 ตกลงยอมรับเอาประโยชน์จากสัญญารับขนของทางทะเล ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าพิพาทจึงต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในใบตราส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 26 จำเลย 1 จึงมีนิติสัมพันธ์ตามสัญญารับขนของทางทะเลกับโจทก์ ที่จำเลยทั้งสามแก้อุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสามยังไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ยอมลากตู้สินค้าหมายเลข PONU 4848192 ออกจากท่าเรือกรุงเทพ เป็นการปฏิเสธโดยมีเหตุอันสมควรแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์แสดงเจตนาส่งมอบตู้สินค้าเพื่อให้จำเลยที่ 1 รับมอบตู้สินค้านั้นไปตามเงื่อนไขการขนส่งแบบ CY/CY แต่ในขณะผู้ขนส่งแสดงเจตนาส่งมอบนั้น หากปรากฏชัดเจนว่าสินค้าองุ่นในตู้สินค้าแบบมีเครื่องปรับอากาศควบคุมความเย็นเน่าเสียและมีความเป็นไปได้ว่าสินค้านั้นอาจได้รับความเสียหายเพราะการควบคุมอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมระหว่างการขนส่ง ซึ่งตามปกติตู้สินค้าในลักษณะเช่นนี้ย่อมต้องมีระบบควบคุมอุณหภูมิพร้อมทั้งสิ่งที่จะแสดงข้อมูลการควบคุมอุณหภูมิระหว่างการขนส่งให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบได้อยู่แล้ว จึงย่อมไม่เป็นการยากที่โจทก์ผู้ขนส่งจะแสดงข้อมูลที่มีความเป็นกลางให้ทราบในเบื้องต้นเสียก่อนว่าตนเองได้ควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อสินค้ามาถึงท่าเรือกรุงเทพและบริษัทเจ. เอส. คัสทัมส์ เคลียรันซ์ จำกัด ตัวแทนจำเลยที่ 1 กับเจ้าหน้าที่ศุลกากรเปิดตู้สินค้าแล้วพบว่าสินค้าในตู้สินค้าหมายเลข PONU 4848192 เน่าเสียมีกลิ่นเหม็นออกมาจึงลากเฉพาะตู้สินค้าหมายเลข PONU 4770535 ออกจากท่าเรือไปเพียงตู้เดียว และอีก 2 วันต่อมา จำเลยที่ 1 ก็ได้มีหนังสือถึงโจทก์ขอทราบรายละเอียดของความเย็นพร้อมกับยืนยันว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ลากสินค้าออกมาก่อนจนกว่าทางโจทก์จะให้ข้อมูล แต่โจทก์กลับไม่ได้ส่งข้อมูลแสดงการควบคุมอุณหภูมิของตู้สินค้าให้จำเลยที่ 1 ทราบ คงทำเพียงแต่ออกหนังสือรับรองด้วยตนเองว่า ระดับอุณหภูมิของอากาศในตู้สินค้าถูกรักษาไว้ในระดับที่ลบหนึ่งองศาเซลเซียสและอยู่ในความควบคุมดูแลในระบบเป็นอย่างดี จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ยังคงปล่อยให้ตู้สินค้าหมายเลข PONU 4848192 ค้างอยู่ที่ท่าเรือ และก็ปรากฏต่อมาว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้นิ่งนอนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยจำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกการซื้อสินค้ากับผู้ขายอ้างว่า ผู้ขายส่งสินค้าไม่มีคุณภาพอันเป็นการผิดสัญญา ขอปฏิเสธไม่รับสินค้าและยกเลิกการซื้อขายสินค้าในส่วนตู้สินค้าที่เสียหาย และขอให้นำสินค้ากลับคืนไป แต่เมื่อผู้ขายไม่ได้มาขนสินค้าออกจากท่าเรือ จำเลยที่ 1 ก็ยังได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 จะไม่ทำการลากตู้สินค้าจนกว่าทางโจทก์นำหลักฐานการควบคุมอุณหภูมิของตู้สินค้าให้กับทางจำเลยที่ 1 ดูเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญทางจำเลยที่ 1 ตรวจสอบดูว่าอุณหภูมิผิดปกติหรือไม่ จะได้ตัดสินใจในการลากตู้สินค้าออกไป แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ส่งหรือแสดงหลักฐานตารางการควบคุมอุณหภูมิเพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้แต่อย่างใด การปฏิเสธไม่รับสินค้าของจำเลยที่ 1 จนกว่าโจทก์จะแสดงหลักฐานข้อมูลการควบคุมอุณหภูมิที่เป็นที่เชื่อถือได้จึงเป็นการปฏิเสธโดยมีเหตุอันสมควร การที่จำเลยที่ 1 ได้พบความเสียหายดังกล่าวในระหว่างที่โจทก์แสดงเจตนาส่งมอบสินค้าและปฏิเสธยังไม่ยอมรับตู้สินค้าด้วยเหตุดังกล่าว จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ตามสัญญารับขนของทางทะเล ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 26 ม. 40 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพีแอนด์โอ เน็ดลอยด์ บี.วี.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยาม เอส ซี ที กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา