คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8719/2554
#514199
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องตั้งเรื่องเป็นละเมิด แต่ตามทางบรรยายฟ้องเป็นกรณีโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตและเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดและ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ดังนี้ไม่ใช่ฟ้องเรื่องละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 หากแต่เป็นการฟ้องโดยอาศัยข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดและพ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษที่มีวัตถุประสงค์คุ้มครองประโยชน์และความปลอดภัยของการอยู่ร่วมกันในอาคารชุดเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนส่วนที่ดัดแปลงต่อเติมโดยฝ่าฝืนข้อบังคับและบทกฎหมายดังกล่าวได้เสมอตราบเท่าที่การก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมอาคารของจำเลยยังคงอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อและปรับปรุงแก้ไขห้องชุดเลขที่ 140/97 ของจำเลยกลับคืนสู่สภาพเดิมภายในระยะที่ศาลกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามขอให้โจทก์หรือบุคคลภายนอกเป็นผู้รื้อและปรับปรุงแก้ไขห้องชุดให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยจำเลยเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยรื้อและปรับปรุงแก้ไขห้องชุดเลขที่ 140/97 ของจำเลยให้กลับสู่สภาพเดิมภายใน 1 เดือน หากไม่ปฏิบัติให้โจทก์ดำเนินการรื้อและปรับปรุงแก้ไขห้องชุดดังกล่าวให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลและจัดการอาคารชุดสาธรเฮ้าส์ให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของอาคารชุดจำเลยเป็นเจ้าของห้องชุดเลขที่ 140/97 ชั้นที่ 20 อาคารเลขที่ 1 อาคารชุดสาธรเฮ้าส์ ในปี 2541 จำเลยต่อเติมดัดแปลงขยายห้องชุดของจำเลยโดยเลื่อนแนวกระจกที่ทำเป็นผนังกั้นห้องชุดด้านนอกออกไปจนสุดขอบระเบียงห้องชุด มีลักษณะตามภาพถ่าย

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า การต่อเติมโดยขยายห้องชุดของจำเลยเป็นไปโดยชอบและสามารถกระทำได้หรือไม่ เห็นว่า ห้องชุดของจำเลยอยู่ในอาคารชุดสาธรเฮ้าส์ ซึ่งเป็นอาคารชุดที่จัดสร้างขึ้นตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ดังนั้น การใช้ประโยชน์ การอยู่อาศัยในอาคารชุด และหรือการดำเนินการของทั้งโจทก์และจำเลยอันเกี่ยวกับอาคารชุดจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งอาคารชุดสาธรเฮ้าส์ยังมีข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดที่ออกมาโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อใช้บังคับแก่เจ้าของร่วมทุกคนอีกด้วย สำหรับการต่อเติมห้องชุดของจำเลยนั้นตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 48 (เดิม) บัญญัติว่า การอนุญาตให้เจ้าของร่วมคนใดคนหนึ่งทำการต่อเติมที่มีผลต่อทรัพย์ส่วนกลางหรือลักษณะภายนอกอาคาร ต้องได้รับมติโดยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด ส่วนในข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดได้กำหนดไว้ในหมวดที่ 8 เรื่องการใช้ทรัพย์ส่วนบุคคล ในข้อ 19. (8) ว่า เจ้าของร่วมต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อทรัพย์ส่วนกลางหรือลักษณะนอกอาคาร การที่กฎหมายอาคารชุดได้บัญญัติให้การใช้กรรมสิทธิ์ห้องชุดมีลักษณะเป็นการจำกัดการใช้แดนกรรมสิทธิ์ของบรรดาเจ้าของร่วมในอาคารชุดให้น้อยลงซึ่งแตกต่างจากหลักกรรมสิทธิ์โดยทั่วไปเช่นนี้ ก็เป็นเพราะการเป็นเจ้าของและพักอาศัยในอาคารชุดนั้น เป็นการอยู่ร่วมกันของผู้เป็นเจ้าของร่วมอาคารชุดซึ่งมีเป็นจำนวนมาก เจ้าของร่วมจึงจำต้องระมัดระวังการใช้สิทธิของตนซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อสิทธิเจ้าของร่วมคนอื่นหรือผลประโยชน์ของส่วนรวมและการอยู่ร่วมกันในอาคารชุด เจ้าของร่วมจำต้องสละประโยชน์ส่วนตัวหรือความเห็นส่วนตนซึ่งเคยมีอยู่ตามปกติในบางประการ ทั้งยังต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับซึ่งออกมาเพื่อการอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขอย่างเคร่งครัดอีกด้วย การที่จำเลยซื้อห้องชุดในอาคารชุดเป็นความสมัครใจของจำเลยเองที่จะต้องรับรู้ข้อจำกัดและต้องปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าว แต่สำหรับการต่อเติมของจำเลยนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นการเปลี่ยนลักษณะการใช้สอยระเบียงของอาคารชุดตามที่ได้ออกแบบมาและได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ก่อสร้างแล้ว เพราะระเบียง คือ ส่วนของห้องชุดที่ยื่นออกไปนอกฝา ส่วนที่เป็นระเบียงนี้เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า เป็นการออกแบบเพื่อความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับอาคารชุดนั้น และผู้ออกแบบประสงค์ให้ใช้ประโยชน์แบบพื้นที่นอกอาคาร ไม่ได้ประสงค์ให้ใช้แบบพื้นที่ภายในอาคาร จึงไม่ใช่ส่วนของห้องชุดที่จะมาใช้ประโยชน์แบบเดียวกับส่วนของห้องชุดที่อยู่ภายในหรือจะดัดแปลงต่อเติมโดยพลการได้ และเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจะเห็นว่ามีห้องชุดของเจ้าของร่วมอื่นซึ่งมีระเบียงอยู่ในแนวเดียวกันกับระเบียงห้องชุดของจำเลย ไม่มีห้องชุดใดขยายแนวกระจกออกมาจนชิดขอบระเบียงเช่นจำเลย การต่อเติมของจำเลยเป็นขยายพื้นที่ใช้สอยของตนเองมากกว่าเพื่อความปลอดภัยดังที่จำเลยอ้าง และเห็นได้ชัดเจนว่ามีผลกระทบและเปลี่ยนรูปลักษณะของอาคารชุดภายนอกอาคารซึ่งจำเลยจะต้องขอมติต่อเจ้าของร่วมและได้รับอนุญาตเป็นคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดแล้วจึงจะกระทำได้ ที่จำเลยอ้างว่า การต่อเติมของจำเลยถือว่าได้รับอนุญาตจากโจทก์โดยปริยายเพราะโจทก์ไม่ทักท้วงและคณะกรรมการโจทก์ที่ประชุมกัน มีมติอนุโลมให้ห้องชุดที่ตกแต่งไปแล้วนั้น แม้จะเป็นความจริงตามที่จำเลยอ้างก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติของกฎหมาย เพราะโจทก์หรือคณะกรรมการโจทก์ไม่มีอำนาจอนุมัติแทนเจ้าของร่วมได้ และที่จำเลยฎีกาว่า การต่อเติมของจำเลยไม่ได้เพิ่มน้ำหนักให้โครงสร้างอาคารเพราะจำเลยเพียงแต่ขยายแนวกระจกเดิมออกไปเท่านั้น แต่ตามเอกสารระบุว่าระเบียงส่วนที่จำเลยขยายออกไปนั้นมีพื้นที่ 2.94 ตารางเมตร นับว่าเป็นพื้นที่มิใช่น้อย สามารถนำไปใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่เฉพาะหรือเป็นอีกห้องหนึ่งได้ ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายปรากฏว่าจำเลยนำโต๊ะและเครื่องใช้ไฟฟ้าไปวางไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในส่วนที่ต่อเติมทั้งสองด้านของส่วนที่ต่อเติม อันมีลักษณะเป็นการเพิ่มการใช้ประโยชน์อีกส่วนหนึ่งของห้องชุด ซึ่งนอกจากจะแสดงว่าทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดิมซึ่งเคยใช้เป็นเพียงระเบียงแล้ว ยังทำให้เห็นว่าเป็นการต่อเติมเพื่อประโยชน์ของจำเลยเองโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นแบบอย่างที่ทำให้เจ้าของร่วมรายอื่นอาจนำมาอ้างและทำการต่อเติมได้ทุกห้องชุด ซึ่งอาจมีเจ้าของร่วมบางคนนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้โดยไม่มีข้อจำกัด การต่อเติมในลักษณะที่นำมาใช้ประโยชน์แบบพื้นที่ภายในอาคารย่อมต้องมีอุปกรณ์เครื่องตกแต่งหรือเครื่องใช้มากกว่าการใช้พื้นที่ในลักษณะของระเบียง ดังนั้น แม้ในขณะทำการต่อเติมจะไม่มีผลให้โครงสร้างรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น แต่ผลที่ติดตามมาภายหลังต่อเติมแล้วย่อมทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ การต่อเติมห้องชุดของจำเลยจึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย แต่เพื่อมิให้คดีล่าช้าต่อไปอีก ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน ซึ่งจำเลยอ้างว่า คดีโจทก์ขาดอายุความละเมิดนั้น เห็นว่า คดีนี้ แม้โจทก์จะตั้งเรื่องเป็นละเมิด แต่ตามทางบรรยายฟ้องเป็นกรณีโจทก์ฟ้อง กล่าวอ้างว่า จำเลยก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดและพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ดังนี้ไม่ใช่ฟ้องเรื่องละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 หากแต่เป็นการฟ้องโดยอาศัยข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดและพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษที่มีวัตถุประสงค์คุ้มครองประโยชน์และความปลอดภัยของการอยู่ร่วมกันในอาคารชุดเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนส่วนที่ดัดแปลงต่อเติมโดยฝ่าฝืนข้อบังคับและบทกฎหมายดังกล่าวได้เสมอตราบเท่าที่การก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมอาคารของจำเลยยังคงอยู่ เช่นนี้คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ให้จำเลยรื้อและปรับปรุงแก้ไขห้องชุดเลขที่ 140/97 ของจำเลยให้กลับสู่สภาพเดิมภายใน 1 เดือน หากไม่ปฏิบัติให้โจทก์ดำเนินการรื้อและปรับปรุงแก้ไขห้องชุดดังกล่าวให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ เพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับแต่มิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นก็เป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอในส่วนที่ให้จำเลยดำเนินการรื้อและปรับปรุงแก้ไขห้องชุดเลขที่ 140/97 ของจำเลยให้กลับคืนสู่สภาพเดิมภายใน 1 เดือน หากไม่ปฏิบัติให้โจทก์ดำเนินการรื้อและปรับปรุงแก้ไขห้องชุดดังกล่าวให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 48 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดสาธรเฮ้าส์
จำเลย — นายนคร ปฐมวัฒน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวัจน์ สาสน์พิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายนพพร โพธิรังสิยากร
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8718/2554
#520445
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520 เป็นกฎหมายพิเศษที่มีเจตนารมณ์ที่จะควบคุมดูแลการขุดเจาะน้ำบาดาลและการระบายน้ำลงบ่อบาดาล ทั้งนี้ เพื่อป้องกันรักษาแหล่งน้ำบาดาลซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติไม่ให้ขาดแคลนหรือเสียหาย อีกทั้งป้องกันการทรุดตัวของแผ่นดินและการก่อให้เกิดมลพิษแก่น้ำบาดาลอันเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินหรือสุขภาพของประชาชน อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แม้ขณะที่จำเลยขุดเจาะน้ำบาดาลในที่ดินของจำเลย บริเวณพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรียังไม่ได้ถูกประกาศให้เป็นเขตน้ำบาดาล แต่เมื่อต่อมากระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2537) กำหนดเขตน้ำบาดาลเพิ่มเติมโดยให้ท้องที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นเขตน้ำบาดาล และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2538 ดังนั้น นับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2538 เป็นต้นไป การประกอบกิจการน้ำบาดาลโดยการขุดเจาะน้ำบาดาลหรือใช้น้ำบาดาลจากบ่อน้ำบาดาลทั้งสิบสองบ่อในที่ดินจำเลยที่อยู่ในเขตน้ำบาดาลตามฟ้องจะต้องอยู่ภายใต้ความควบคุมของโจทก์ และจำเลยจะต้องขอรับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตามมาตรา 17 และมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520 และจำเลยจะต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามที่ระบุไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520 จึงไม่ได้มีผลย้อนหลังบังคับแก่การขุดเจาะน้ำบาดาลและการใช้น้ำบาดาลของจำเลยก่อนวันที่ 18 มกราคม 2538

ในการเรียกเก็บค่าใช้น้ำบาดาลจากบ่อน้ำบาดาลที่ได้รับอนุญาตนั้นโจทก์เรียกเก็บตามกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) และกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2540) โดยหากผู้รับใบอนุญาตไม่ได้ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำบาดาลก็เป็นกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) ข้อ 2 (2) และกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2540) ข้อ 3 (2) ที่ไม่อาจคำนวณปริมาณน้ำบาดาลที่ผู้ได้รับใบอนุญาตใช้ได้ ซึ่งตามกฎกระทรวงทั้งสองฉบับกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามปริมาณน้ำบาดาลสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตโดยไม่คำนึงว่าจะมีการใช้น้ำบาดาลจริงหรือไม่ เพียงใด เพราะเป็นกรณีที่ไม่สามารถคำนวณการใช้น้ำบาดาลได้ เนื่องจากผู้รับใบอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลไม่ได้ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำ ซึ่งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการใช้น้ำบาดาลจากบ่อของผู้ได้รับใบอนุญาตในที่ดินของผู้รับใบอนุญาตนั้นอยู่ในความรู้เห็นของผู้ได้รับใบอนุญาตเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นการยากที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะสามารถตรวจสอบปริมาณน้ำที่ผู้ได้รับใบอนุญาตใช้จริง กฎกระทรวงจึงกำหนดเป็นภาระของผู้ได้รับใบอนุญาตที่จะต้องชำระค่าน้ำบาดาลในปริมาณสูงสุดตามใบอนุญาต โจทก์ไม่มีหน้าที่ภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยได้ใช้น้ำบาดาลจริงหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 1,392,870 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงิน 680,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 3,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการจัดสรรที่ดินเพื่อการเกษตรและทำสนามกอล์ฟ มีนายเกรียงศักดิ์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนจำเลย ปี 2533 จำเลยปลูกต้นมะขามลงในพื้นที่สวนเกษตร เนื้อที่ประมาณ 900 ไร่ และขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลจำนวน 12 บ่อ เพื่อนำมาใช้รดต้นมะขามในสวนเกษตร จำเลยจัดทำสวนเกษตรแล้วเสร็จในปี 2537 เมื่อปี 2536 จำเลยเริ่มก่อสร้างสนามกอล์ฟบนเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ สร้างเสร็จปี 2537 และขุดอ่างเก็บน้ำเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ ไว้ใช้รดสนามหญ้าในสนามกอล์ฟ จำเลยก่อสร้างท่อสูบน้ำยาว 8 กิโลเมตร เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำแควน้อยมาเก็บไว้ใช้ในอ่างเก็บน้ำโดยก่อสร้างท่อสูบน้ำแล้วเสร็จในปี 2538 หลังจากจำเลยได้ดำเนินการจัดสร้างสนามกอล์ฟและสวนเกษตรแล้วได้มีการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 กำหนดให้ผู้ใช้น้ำบาดาลยื่นคำขออนุญาตใช้น้ำบาดาลต่อทรัพยากรธรณีจังหวัด ซึ่งจำเลยได้ไปยื่นขออนุญาตและได้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลจำนวน 12 บ่อแล้ว บ่อที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำไม่เกินวันละ 80 ลูกบาศก์เมตร บ่อที่ 2 ไม่เกินวันละ 120 ลูกบาศก์เมตร บ่อที่ 3 ไม่เกินวันละ 30 ลูกบาศก์เมตร บ่อที่ 4 ไม่เกินวันละ 120 ลูกบาศก์เมตร บ่อที่ 5 ไม่เกินวันละ 140 ลูกบาศก์เมตร บ่อที่ 6 ไม่เกินวันละ 140 ลูกบาศก์เมตร บ่อที่ 7 ไม่เกินวันละ 120 ลูกบาศก์เมตร บ่อที่ 8 ไม่เกินวันละ 140 ลูกบาศก์เมตร บ่อที่ 9 ไม่เกินวันละ 140 ลูกบาศก์เมตร บ่อที่ 10 ไม่เกินวันละ 40 ลูกบาศก์เมตร บ่อที่ 11 ไม่เกินวันละ 40 ลูกบาศก์เมตร บ่อที่ 12 ไม่เกินวันละ 40 ลูกบาศก์เมตร ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำขอยกเลิกการใช้น้ำบาดาล บ่อที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 12 รวมเป็นระยะเวลาการใช้น้ำ 68 วัน คงเหลือบ่อน้ำบาดาลบ่อที่ 2 และที่ 4 ที่จำเลยไม่ได้ยกเลิก รวมเป็นระยะเวลาการใช้น้ำบ่อที่ 2 และที่ 4 จนถึงวันฟ้อง 1,167 วัน ผู้ได้รับอนุญาตต้องชำระค่าน้ำบาดาลแบ่งเป็น 4 งวด ดังนี้ งวดที่ 1 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม งวดที่ 2 ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน งวดที่ 3 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน งวดที่ 4 ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม โดยต้องชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มใช้น้ำงวดถัดไป หากไม่ชำระภายในกำหนดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 ต้องชำระลูกบาศก์เมตรละ 5 บาท และตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2540 ต้องชำระลูกบาศก์เมตรละ 7 บาท และหากผู้ได้รับอนุญาตไม่ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำให้ชำระค่าน้ำในปริมาณน้ำสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาล แต่หากเป็นการใช้เพื่อการอุปโภค บริโภคหรือเพื่อการเกษตรในท้องที่ที่ไม่มีน้ำประปาใช้ให้ได้รับการยกเว้นการเรียกเก็บค่าน้ำบาดาลตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) และฉบับที่ 7 (พ.ศ.2540) ในการใช้น้ำบาดาลแต่ละบ่อนั้นจำเลยไม่ติดตั้งมาตรวัดปริมาณน้ำที่ใช้และไม่เคยชำระค่าน้ำเลย

ที่จำเลยฎีกาประการแรกว่า จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องติดตั้งมาตรวัดปริมาณน้ำและไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าน้ำบาดาลให้โจทก์เพราะ ณ วันที่จำเลยขุดน้ำบาดาลบริเวณพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรียังไม่ได้ถูกประกาศให้เป็นเขตน้ำบาดาล โจทก์เพิ่งมีประกาศเพิ่มเขตน้ำบาดาลเพิ่มเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2537 ให้มีผลเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2538 การที่โจทก์มีประกาศจึงเป็นกรณีประกาศใช้กฎหมายย้อนหลังเพื่อบังคับให้จำเลยปฏิบัติตาม เห็นว่า ตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 ได้ระบุเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ว่า "เนื่องจากในปัจจุบันนี้ มีการเจาะน้ำบาดาลและการใช้น้ำบาดาลกันอย่างกว้างขวาง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่ยังไม่มีการควบคุมให้เป็นไปโดยถูกต้องตามหลักวิชาการ จนปรากฏว่าแหล่งน้ำบาดาลบางแห่งขาดแคลนหรือเสียหายซึ่งถ้าปล่อยให้มีสภาพเช่นนี้อยู่ต่อไป อาจเกิดความเสียหายต่อทรัพยากรของชาติ หรือทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษหรือเป็นอันตรายแก่ทรัพย์สินหรือสุขภาพของประชาชน สมควรมีมาตรการป้องกันอันเหมาะสม เพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น" ดังนั้น พระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 จึงเป็นกฎหมายพิเศษที่มีเจตนารมณ์ที่จะควบคุมดูแลการขุดเจาะน้ำบาดาลและการระบายน้ำลงบ่อบาดาล ทั้งนี้ เพื่อป้องกันรักษาแหล่งน้ำบาดาลซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติไม่ให้ขาดแคลนหรือเสียหาย อีกทั้งป้องกันการทรุดตัวของแผ่นดินและการก่อให้เกิดมลพิษแก่น้ำบาดาลอันเป็นอันตรายแก่สิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินหรือสุขภาพของประชาชน อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้กำหนดเขตท้องที่ใดเป็นเขตน้ำบาดาลโดยได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการน้ำบาดาลโดยคณะกรรมการน้ำบาดาลย่อมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเขตพื้นที่ดังกล่าวต้องมีการควบคุมการขุดเจาะน้ำบาดาลและการระบายน้ำลงบ่อบาดาล แม้ขณะที่จำเลยขุดเจาะน้ำบาดาลในที่ดินของจำเลยบริเวณพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรียังไม่ได้ถูกประกาศให้เป็นเขตน้ำบาดาล แต่เมื่อต่อมากระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2537) กำหนดเขตน้ำบาดาลเพิ่มโดยให้ท้องที่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นเขตน้ำบาดาลเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2537 โดยให้มีผลบังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศราชกิจจานุเบกษา โดยได้ประกาศราชกิจจานุเบกษาวันที่ 20 กันยายน 2537 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2538 ดังนั้น นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2538 เป็นต้นไป การประกอบกิจการน้ำบาดาลโดยการขุดเจาะน้ำบาดาลหรือใช้น้ำบาดาลจากบ่อน้ำบาดาลทั้งสิบสองบ่อในที่ดินของจำเลยที่อยู่ในเขตน้ำบาดาลตามฟ้องจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของโจทก์ และจำเลยจะต้องขอรับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ตามมาตรา 17 และมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 และจำเลยจะต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามที่ระบุไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) ดังนั้น พระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 จึงไม่ได้มีผลย้อนหลังบังคับแก่การขุดเจาะน้ำบาดาล และการใช้น้ำบาดาลของจำเลยในที่ดินของจำเลยก่อนวันที่ 18 มกราคม 2538 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาต่อมาว่า จำเลยไม่ได้ใช้น้ำบาดาลแล้ว เนื่องจากต้นมะขามหวานในสวนเกษตรมีอายุกว่า 3 ปี ยืนต้นได้ดีโดยไม่ต้องอาศัยการรดน้ำ อีกทั้งจำเลยได้สร้างท่อส่งน้ำเสร็จในปี 2538 และได้นำน้ำจากแม่น้ำแควน้อยมาเก็บที่อ่างเก็บน้ำ เมื่อโจทก์มีประกาศกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) เก็บค่าใช้น้ำบาดาล จำเลยจึงยกเลิกบ่อน้ำบาดาลทั้งหมด โจทก์ยังคงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยได้ลักลอบการใช้น้ำบาดาล เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ได้ว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตลักลอบใช้น้ำบาดาลแล้ว จึงต้องฟังยุติว่าบ่อน้ำบาดาลทั้งสิบสองบ่อ จำเลยได้ยกเลิกทั้งหมดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 ที่จะจัดเก็บค่าใช้น้ำจากจำเลยได้ เห็นว่า ในการเรียกเก็บค่าใช้น้ำบาดาลจากบ่อน้ำบาดาลที่ได้รับใบอนุญาต โจทก์เรียกเก็บตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2540) ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ.2520 อันเป็นการจัดเก็บตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยหากผู้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลไม่ได้ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำบาดาลก็เป็นกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) ข้อ 2 (2) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2540) ข้อ 3 (2) ที่ไม่อาจคำนวณปริมาณน้ำบาดาลที่ผู้ได้รับใบอนุญาตใช้ได้ ซึ่งตามกฎกระทรวงทั้งสองฉบับกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามปริมาณน้ำบาดาลสูงสุดที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตโดยไม่คำนึงว่าจะมีการใช้น้ำบาดาลจริงหรือไม่ เพียงใด เพราะเป็นกรณีที่ไม่สามารถคำนวณการใช้น้ำบาดาลได้เนื่องจากผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลไม่ได้ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำ ซึ่งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการใช้น้ำบาดาลจากบ่อน้ำบาดาลของผู้ได้รับใบอนุญาตในที่ดินของผู้รับใบอนุญาตนั้นอยู่ในความรู้เห็นของผู้ได้รับใบอนุญาตเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นการยากที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะสามารถตรวจสอบปริมาณน้ำที่ผู้ได้รับใบอนุญาตใช้จริงได้ ดังนั้น กฎกระทรวงจึงกำหนดเป็นภาระของผู้ได้รับอนุญาตที่จะต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาลในปริมาณสูงสุดตามใบอนุญาต เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยได้ไปยื่นขออนุญาตและได้รับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลจำนวน 12 บ่อ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำขอยกเลิกการใช้น้ำบาดาล บ่อที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 12 ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 รวมเป็นระยะเวลาการใช้น้ำถึง 68 วัน คงเหลือบ่อที่ 2 และที่ 4 ที่จำเลยไม่ได้ยกเลิกรวมเป็นระยะเวลาการใช้บ่อที่ 2 และที่ 4 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 3 สิงหาคม 2541) เป็นเวลา 1,167 วัน จึงเป็นกรณีที่จำเลยมีบ่อน้ำบาดาลที่ได้รับใบอนุญาตที่ไม่ได้ติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำบาดาลซึ่งเข้าเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) ข้อ 2 (2) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2540) ข้อ 3 (2) จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าน้ำบาดาลสำหรับบ่อที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 12 ให้แก่โจทก์ในช่วงระยะเวลานับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่ได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยได้ยื่นคำขอยกเลิกการใช้และชำระค่าน้ำบาดาลสำหรับบ่อที่ 2 และที่ 4 ในช่วงระยะเวลานับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่ได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลจนถึงวันฟ้อง โดยโจทก์ไม่มีหน้าที่ภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยได้ใช้น้ำบาดาลจริงหรือไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,392,870 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 สิงหาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาของโจทก์และจำเลยเป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ.2520 ม. 17 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทรัพยากรธรณีหรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาล
จำเลย — บริษัทแกรนด์การเด้นแอนด์กอล์ฟคลับ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายอนุสรณ์ สมทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสมยศ ใจสำราญ
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8717/2554
#514252
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้ร้องแสดงเหตุอย่างชัดแจ้งว่าคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการไม่อยู่ในขอบเขตแห่งสัญญาหรือเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการอย่างไร และขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว เป็นคำร้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นแล้ว จึงไม่เคลือบคลุม

ผู้ร้องนำสืบแต่เพียงลอยๆ ว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขัดต่อธรรมเนียมการก่อสร้าง จึงขัดต่อบทบัญญัติ มาตรา 34 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 โดยไม่นำสืบว่าธรรมเนียมการก่อสร้างนั้น

ปฏิบัติกันอย่างไร ข้ออ้างของผู้ร้องตามคำแก้อุทธรณ์จึงฟังไม่ขึ้น

สัญญาว่าจ้างข้อที่ 3 ข้อที่ 18 และข้อที่ 20 มีข้อตกลงกล่าวโดยสรุปว่า การขอขยายระยะเวลาทำงานหรือระยะเวลาก่อสร้าง ผู้ร้องจะต้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบเพื่อขออนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรหรือทำเป็นหนังสือ ฉะนั้นที่อนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า แม้งานบางส่วนมีอุปสรรคเกี่ยวกับการรอแบบและวัสดุที่แก้ไข แต่มีงานหลายอย่างที่ไม่มีปัญหาแต่ผู้ร้องกลับทำไม่แล้วเสร็จ และผู้ร้องไม่ทำหนังสือขอขยายเวลาทำการตามสัญญาข้อที่ 20 ถือว่าผู้ร้องสละสิทธิการขอขยายเวลาและถือว่าผู้ร้องผิดสัญญา การบอกเลิกสัญญาของผู้คัดค้านจึงชอบนั้น เป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยหลักและเงื่อนไขตามสัญญาว่าจ้างงานภูมิสถาปัตย์แล้ว จึงอยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ

การที่ผู้ร้องอ้างเหตุทำนองว่าความล่าช้าของงานเกิดจากความผิดของผู้คัดค้านที่มีส่วนร่วมด้วยหรือผู้คัดค้านทราบเหตุแห่งการล่าช้าทุกครั้งเมื่อไม่มีการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรโดยไม่มีเหตุผล ผู้ร้องมีสิทธิขอขยายระยะเวลาทำงานออกไปได้นั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งการที่อนุญาโตตุลาการจะหยิบยกพยานหลักฐานใดขึ้นวินิจฉัยภายในขอบเขตของกฎหมายและสัญญาที่พิพาทกันย่อมเป็นสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบ

การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าผู้ร้องปฏิบัติผิดสัญญาและผิดนัดชำระหนี้ ผู้ร้องจึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามสัญญาข้อที่ 21 แต่เห็นว่าค่าปรับที่ตกลงเป็นค่าเสียหายกรณีปฏิบัติผิดสัญญามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งสูงเกินส่วนจึงปรับลดให้นั้น เป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาและเป็นไปตามกฎหมายแล้ว ไม่ใช่การวินิจฉัยนอกเหนือสัญญาและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จึงไม่ใช่คำชี้ขาดข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ และไม่เป็นกรณีที่ว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง (1) (ง), (2) (ข) อันจะเป็นเหตุให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอศาลได้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเพื่อให้มีการแก้ไขให้ถูกต้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแพ่งมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดข้อพิพาทของอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม หมายเลขดำที่ 44/2547 หมายเลขแดงที่ 35/2548 ให้วินิจฉัยชี้ขาดและกำหนดค่าธรรมเนียมใหม่ตามประเด็นพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการแรกว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำร้องของผู้ร้องแสดงเหตุอย่างชัดแจ้งว่าคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการไม่อยู่ในขอบเขตแห่งสัญญาหรือเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการอย่างไรและขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว เป็นคำร้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นแล้ว จึงไม่เคลือบคลุม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการต่อมาว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ อันจะทำให้ผู้ร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงคงได้ความว่า เหตุแห่งการขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ คือ การที่อนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากได้วินิจฉัยว่าผู้ร้องผิดสัญญาว่าจ้าง การบอกเลิกสัญญาของผู้คัดค้านจึงชอบแล้ว ปัญหาจึงมีว่า การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องผิดสัญญาว่าจ้างและผู้คัดค้านบอกเลิกสัญญาว่าจ้างชอบแล้วนั้นเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า สัญญาว่าจ้างข้อ 3 ระบุให้ผู้รับจ้างคือผู้ร้องทำงานที่รับจ้างให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน เว้นแต่จะได้มีการตกลงกันเป็นหนังสือแก้ไขเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการก่อสร้างอันเนื่องมาจากการแก้รูปแบบการก่อสร้าง หรือกรณีผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงแบบมีผลกระทบต่อระยะเวลาการก่อสร้างหรือจากกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ความผิดของผู้รับจ้าง ซึ่งหมายถึงเป็นกรณีที่มีเหตุแห่งการล่าช้าไม่อาจทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนด จึงกำหนดเงื่อนไขของการแก้ไขเปลี่ยนแปลงขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปได้ โดยมีสัญญาว่าจ้าง ข้อ 20 กำหนดรายละเอียดของความล่าช้าไว้ซึ่งข้อหนึ่งก็คือ ความล่าช้าอันเกิดขึ้นเพราะผู้ว่าจ้างหรือผู้แทนผู้ว่าจ้างมีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงเนื้องาน หรือรูปแบบการก่อสร้าง จะโดยการเพิ่มหรือลดงานก็ตาม หรือเปลี่ยนแปลงวิธีการก่อสร้าง และเหตุดังกล่าวนั้นเป็นเหตุที่ทำให้ผู้รับจ้างต้องใช้เวลาในการทำงานเพิ่มขึ้นจริงๆ และตามสัญญาว่าจ้างข้อนี้ยังกำหนดวิธีปฏิบัติเพื่อขอขยายระยะเวลาก่อสร้างเมื่อมีเหตุแห่งความล่าช้าดังกล่าวเกิดขึ้นว่า ผู้รับจ้างจะต้องร้องขอขยายระยะเวลาต่อผู้ว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ผู้รับจ้างได้ทราบจำนวนระยะเวลาของความล่าช้านั้นแล้ว เมื่อผู้ว่าจ้างได้ตรวจสอบเป็นที่ถูกต้องแท้จริงแล้วว่ามีกรณีความล่าช้าเพราะเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และชอบด้วยเหตุผลเป็นระยะเวลาเท่าใดก็ตาม ผู้ว่าจ้างจะพิจารณาอนุมัติขยายเวลาให้เท่ากับระยะเวลาดังกล่าวเท่านั้น นอกจากนั้น ตามสัญญาว่าจ้าง ข้อ 18 ยังกำหนดกรณีขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมหรือลดงานจากสัญญา ซึ่งจะมีผลกระทบต่อจำนวนเงินค่าจ้างหรือระยะเวลาการทำงาน ผู้รับจ้างจะต้องแจ้งรายละเอียดระยะเวลาและจำนวนเงินที่ต้องเปลี่ยนแปลงให้ผู้ว่าจ้างทราบเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน เช่นกัน กล่าวโดยสรุปคือ การขอขยายระยะเวลาทำงานหรือระยะเวลาก่อสร้างผู้ร้องจะต้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบเพื่อขออนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรหรือทำเป็นหนังสือ ฉะนั้น เมื่ออนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า แม้งานบางส่วนมีอุปสรรคและปัญหาเกี่ยวกับการรอแบบและวัสดุที่แก้ไข แต่ผู้ร้องก็ยังสามารถที่จะทำงานอื่นๆ ที่ไม่มีปัญหาไปให้แล้วเสร็จก่อน และปรากฏว่างานหลายอย่างที่ไม่มีปัญหา ผู้ร้องกลับทำไม่แล้วเสร็จ ทั้งๆ ที่มีการปรับแผนงานครั้งแรกไปแล้ว ประกอบกับผู้ร้องซึ่งมีหน้าที่จะต้องทำหนังสือแจ้งข้อมูลเหตุแห่งความล่าช้านั้นให้ผู้คัดค้านตรวจสอบและขอขยายเวลาออกไป แต่ผู้ร้องไม่ได้ทำหนังสือขอขยายเวลาทำการตามสัญญา ข้อ 20 ถือว่าผู้ร้องสละสิทธิการขอขยายเวลา และถือว่าผู้ร้องผิดสัญญา การบอกเลิกสัญญาของผู้คัดค้านจึงชอบ ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยหลักและเงื่อนไขตามสัญญาว่าจ้างงานภูมิสถาปัตย์ (Landscape) แล้วหาใช่การวินิจฉัยนอกเหนือสัญญาไม่ ที่ผู้ร้องอ้างตามคำแก้อุทธรณ์ว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขัดต่อธรรมเนียมปฏิบัติของการก่อสร้างจึงขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 34 วรรค 4 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2548 นั้น เห็นว่า ผู้ร้องนำสืบแต่เพียงลอยๆ ว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการขัดต่อธรรมเนียมการก่อสร้าง โดยไม่นำสืบว่าธรรมเนียมการก่อสร้างนั้นปฏิบัติกันเช่นไร ดังนั้น ข้ออ้างของผู้ร้องตามคำแก้อุทธรณ์ดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น ที่ผู้ร้องอ้างเหตุตามคำแก้อุทธรณ์ทำนองว่าความล่าช้าของงานเกิดจากความผิดของผู้คัดค้านที่มีส่วนร่วมด้วยก็ดี หรือผู้คัดค้านทราบดีถึงเหตุแห่งความล่าช้าแล้วทุกครั้ง เมื่อไม่มีการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรโดยไม่มีเหตุผล ผู้ร้องมีสิทธิขยายระยะเวลาทำงานออกไปได้ก็ดีนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการรับฟังพยานหลักฐานของคู่พิพาททั้งสองฝ่าย ซึ่งการที่อนุญาโตตุลาการจะหยิบยกพยานหลักฐานใดขึ้นวินิจฉัยภายในขอบเขตของกฎหมายและสัญญาที่พิพาทกันย่อมเป็นสิทธิที่กระทำได้โดยชอบ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างตามคำแก้อุทธรณ์ว่าคณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากกำหนดให้ผู้ร้องชำระค่าเสียหายและค่าปรับเป็นการไม่ชอบ เป็นการวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงของสัญญาพิพาทและขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าผู้ร้องปฏิบัติผิดสัญญาและผิดนัดชำระหนี้ ผู้ร้องจึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามสัญญาข้อที่ 21 แต่เห็นว่าค่าปรับที่ตกลงตามสัญญาเป็นค่าเสียหายกรณีปฏิบัติผิดสัญญามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ซึ่งสูงเกินส่วนจึงปรับลดให้นั้น เป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทที่เกี่ยวกับสัญญาและเป็นไปตามกฎหมายแล้วหาใช่การวินิจฉัยนอกเหนือสัญญาและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ ดังนั้น คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงมิใช่คำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ หรือเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ และไม่เป็นกรณีที่ว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง (1) (ง), (2) (ข) อันจะเป็นเหตุให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ หมายเลขดำที่ 44/2547 หมายเลขแดงที่ 35/2548 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 34 วรรคสี่ ม. 40 วรรคสอง (1) (ง) ม. 40 (2) (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทไนซ์ แอนด์ กรีน การ์เดนนิ่ง จำกัด
ผู้คัดค้าน — นางสาววาสนา รุ่งแสงทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายบรรหาร มูลทวี
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8716/2554
#518397
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ได้บัญญัติให้การใช้กรรมสิทธิ์ห้องชุดมีลักษณะเป็นการจำกัดการใช้แดนกรรมสิทธิ์ของบรรดาเจ้าของร่วมในอาคารชุดให้น้อยลงซึ่งแตกต่างจากหลักกรรมสิทธิ์โดยทั่วไป การที่จำเลยซื้อห้องชุดในอาคารชุด เป็นการสมัครใจของจำเลยเองที่จะต้องรับรู้ข้อจำกัดและต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของโจทก์

ระเบียงเป็นส่วนของห้องชุดที่ยื่นออกไปนอกฝาและเป็นส่วนที่มีการเปิดโล่ง เป็นการออกแบบเพื่อความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์สำหรับอาคารชุดนั้น และผู้ออกแบบประสงค์ให้ใช้ประโยชน์แบบพื้นที่นอกอาคาร ไม่ใช่ส่วนของห้องชุดที่จะมาใช้ประโยชน์แบบเดียวกับส่วนของห้องชุดที่อยู่ภายในหรือจะดำเนินการดัดแปลงต่อเติมโดยพลการได้ เว้นแต่จะปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด การต่อเติมของจำเลยต้องขอมติต่อเจ้าของร่วมและได้รับอนุญาตเป็นคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมดแล้วจึงจะกระทำได้ การต่อเติมห้องชุดของจำเลยจึงมีผลกระทบต่อลักษณะภายนอกและโครงสร้างของอาคารจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืนข้อบังคับของโจทก์

โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องว่า หากจำเลยไม่รื้อถอนผนังห้องชุด ขอถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย กรณีเป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีซึ่งโจทก์ชอบที่จะขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่อาจมีคำพิพากษาตามคำขอส่วนนี้ของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนผนังห้องชุดที่จำเลยนำไปติดตั้งไว้บนขอบระเบียงห้องชุด เลขที่ 1349/145 มิฉะนั้นให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลและจัดการอาคารชุดสายชลแมนชั่นให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของอาคารชุด จำเลยเป็นเจ้าของห้องชุดเลขที่ 1349/145 (11 แอล) ของอาคารชุดสายชลแมนชั่น ในปี 2543 จำเลยต่อเติมดัดแปลงขยายห้องชุดของจำเลยโดยเลื่อนขอบเฟรมอะลูมิเนียมพร้อมกระจกที่ทำเป็นผนังกั้นห้องชุดด้านนอกออกไปจนชิดขอบระเบียงห้องชุดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ มีลักษณะการต่อเติมดัดแปลง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การต่อเติมโดยขยายห้องชุดของจำเลยเป็นไปโดยชอบและสามารถกระทำได้หรือไม่ เห็นว่า ห้องชุดของจำเลยอยู่ในอาคารชุดสายชลแมนชั่น ซึ่งเป็นอาคารชุดที่จัดสร้างขึ้นตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 การใช้ประโยชน์และการอยู่อาศัยในอาคารชุด หรือการดำเนินการของทั้งโจทก์และจำเลยอันเกี่ยวกับอาคารชุดจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งอาคารชุดสายชลแมนชั่นยังมีข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดที่ออกมาโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อใช้บังคับแก่เจ้าของร่วมทุกคนอีกด้วย สำหรับการต่อเติมห้องชุดของจำเลย ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 48 (เดิม) บัญญัติว่า การอนุญาตให้เจ้าของร่วมคนใดคนหนึ่งทำการก่อสร้างต่อเติมที่มีผลต่อทรัพย์ส่วนกลางหรือลักษณะภายนอกอาคารชุด ต้องได้รับมติจากคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด ส่วนในข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด ได้กำหนดไว้ในหมวดที่ 7 เรื่อง การใช้ทรัพย์ส่วนบุคคล ในข้อ 26.12 ว่า การดัดแปลง แก้ไข ต่อเติมหรือต่อเติมตกแต่ง จะต้องขออนุญาต และผู้จัดการจะอนุญาตได้ต่อเมื่อเห็นว่าไม่กระทบโครงสร้างระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ หรือไม่ยื่นล้ำพื้นที่ห้องชุดหรือแนวอาคารชุด การที่พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ได้บัญญัติให้การใช้กรรมสิทธิ์ห้องชุดมีลักษณะเป็นการจำกัดการใช้แดนกรรมสิทธิ์ของบรรดาเจ้าของร่วมในอาคารชุดให้น้อยลงซึ่งแตกต่างจากหลักกรรมสิทธิ์โดยทั่วไปเช่นนี้ ก็เป็นเพราะการเป็นเจ้าของและพักอาศัยในอาคารชุด เป็นการอยู่ร่วมกันของผู้เป็นเจ้าของร่วมอาคารชุดซึ่งมีเป็นจำนวนมาก เจ้าของร่วมจึงจำต้องระมัดระวังการใช้สิทธิของตนซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อสิทธิเจ้าของร่วมคนอื่นหรือผลประโยชน์ของส่วนรวม และการอยู่ร่วมกันในอาคารชุดเจ้าของร่วมจะต้องสละประโยชน์ส่วนตัวหรือความเห็นส่วนตนซึ่งเคยมีอยู่ตามปกติในบางประการ และยังต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับซึ่งออกมาเพื่อการอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขอย่างเคร่งครัดอีกด้วย การที่จำเลยซื้อห้องชุดในอาคารชุด เป็นการสมัครใจของจำเลยเองที่จะต้องรับรู้ข้อจำกัดและต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ แต่สำหรับการต่อเติมของจำเลยที่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์จำเลยที่รับกัน เห็นได้ชัดว่า เป็นการเปลี่ยนลักษณะการใช้สอยระเบียงของอาคารชุดตามที่ได้ออกแบบมาและได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ก่อสร้างแล้วตามแผนผังห้องชุดเพราะระเบียง คือ ส่วนของห้องชุดที่ยื่นออกไปนอกฝาและเป็นส่วนที่มีการเปิดโล่ง ซึ่งย่อมเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าเหตุผลสำคัญประการหนึ่งของการจัดให้มีระเบียงคือ เป็นการออกแบบเพื่อความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับอาคารชุด และผู้ออกแบบประสงค์ให้ใช้ประโยชน์แบบพื้นที่นอกอาคาร ไม่ได้ประสงค์ให้ใช้แบบพื้นที่ภายในอาคาร ทั้งได้ความจากนายพินิจ ตำแหน่งนักวิชาการที่ดิน 6 ว. มาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า ส่วนที่เป็นระเบียงมีราคาประเมินเพียงครึ่งหนึ่งของราคาห้องชุด จึงไม่ใช่ส่วนของห้องชุดที่จะมาใช้ประโยชน์แบบเดียวกับส่วนของห้องชุดที่อยู่ภายในหรือจะดำเนินการดัดแปลงต่อเติมโดยพลการได้ เว้นแต่จะปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด และเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจะเห็นว่ามีห้องชุดของเจ้าของร่วมอื่นซึ่งมีระเบียงอยู่ในแบบเดียวกันกับระเบียงห้องชุดของจำเลย ส่วนใหญ่จะไม่มีห้องชุดใดขยายแนวกระจกออกมาจนชิดระเบียงเช่นจำเลย การต่อเติมของจำเลยจึงเป็นการขยายพื้นที่ใช้สอยของตนเองมากกว่าเพื่อความปลอดภัยหรือเป็นเพราะภริยาจำเลยกลัวความสูงดังที่จำเลยอ้าง ทั้งเห็นได้ชัดเจนว่ามีผลกระทบและเปลี่ยนรูปลักษณะของอาคารชุดภายนอกอาคาร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ จำเลยจะต้องขอมติต่อเจ้าของร่วมและได้รับอนุญาตเป็นคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมดแล้วจึงจะกระทำได้ ที่จำเลยอ้างว่า มีเจ้าของห้องชุดอื่นหลายห้องที่ดัดแปลงต่อเติมห้องชุดลักษณะเดียวกับจำเลย แต่โจทก์ไม่ดำเนินการฟ้องร้องเหมือนเช่นจำเลย เป็นการเลือกปฏิบัตินั้น เห็นว่า จำเลยจะอ้างการกระทำของจำเลยที่ผิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับให้เป็นการกระทำที่ชอบเพราะมีผู้อื่นกระทำความผิดเช่นเดียวกับจำเลยด้วยย่อมไม่ได้ และการที่โจทก์ไม่ดำเนินการแก่ผู้กระทำความผิดรายอื่นก็ไม่ถือว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริต แต่เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบในการกระทำของโจทก์เอง และที่จำเลยอ้างว่า การต่อเติมของจำเลยไม่ได้เพิ่มน้ำหนักให้โครงสร้างอาคารเพราะจำเลยเพียงแต่ขยายแนวกระจกเดิมออกไปเท่านั้น พื้นที่ส่วนที่จำเลยต่อเติมไม่มีการระบุจำนวนพื้นที่ไว้ว่าเป็นเท่าใด แต่จำเลยขยายออกไปจนชิดขอบระเบียง เท่ากับนำพื้นที่ระเบียงมาใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่ใช้สอยภายในทั้งหมด อันมีลักษณะเป็นการเพิ่มการใช้ประโยชน์อีกส่วนหนึ่งของห้องชุด ซึ่งเป็นกรณีปกติที่พื้นที่ภายในอาคารย่อมต้องมีอุปกรณ์เครื่องตกแต่งและเครื่องใช้มากกว่าพื้นที่ที่เป็นระเบียง ย่อมทำให้โครงสร้างอาคารชุดรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น ทั้งการกระทำของจำเลยยังเป็นแบบอย่างให้เจ้าของร่วมรายอื่นนำมาอ้างและทำการต่อเติมได้ทุกห้องชุด ซึ่งอาจมีเจ้าของร่วมบางคนนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้โดยไม่มีข้อจำกัด อันจะมีผลเป็นอันตรายต่อโครงสร้างอาคารชุดในภายหน้าอีกด้วย การต่อเติมห้องชุดของจำเลยมีผลกระทบต่อลักษณะภายนอกและโครงสร้างของอาคารจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืนข้อบังคับของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มา ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องในข้อ 2 หากจำเลยไม่รื้อถอนผนังห้องชุด ขอถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายนั้น กรณีเป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีซึ่งโจทก์ชอบที่จะขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่อาจมีคำพิพากษาตามคำขอส่วนนี้ของโจทก์ได้

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนและปรับปรุงผนังที่ติดตั้งตามฟ้องให้กลับคืนสู่ตำแหน่งและสภาพเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 48 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดสายชลแมนชั่น
จำเลย — นายวิมัล ประกาซ คานธี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสมชาย อุดมศรีสำราญ
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8714/2554
#514250
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องก่อสร้างทางขึ้นที่จอดรถอาคารพิพาทมีความสูง 2.03 เมตร แม้จะไม่ได้ระยะความสูงตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง อาคารจอดรถยนต์ พ.ศ.2521 ที่กำหนดให้ระยะดิ่งระหว่างพื้นดินถึงส่วนต่ำสุดของคานหรือเพดานหรือสิ่งอื่นที่ติดกับคานหรือเพดานต้องไม่น้อยกว่า 2.10 เมตร แต่ได้รับยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2528) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ทางขึ้นที่จอดรถที่ผู้ร้องก่อสร้างจึงถูกต้องตามกฎหมาย การที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทโดยไม่หยิบยกกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2528) ดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัย แล้วชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้าน ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะหากอนุญาโตตุลาการนำข้อกฎหมายมาประกอบการวินิจฉัยด้วย ก็จะปรากฏให้เห็นได้ว่าการก่อสร้างของผู้ร้องมิได้เป็นความผิดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้ร้องไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้าน คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นกรณีที่ผู้ร้องอุทธรณ์ในทำนองว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) ปัญหานี้แม้ผู้ร้องไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นพิพาทในชั้นการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องก็สามารถยกขึ้นอ้างเป็นประเด็นพิพาทในชั้นศาลได้ ผู้ร้องจึงไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับทางขึ้นที่จอดรถและที่ให้ผู้ร้องชำระค่าเสียหาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 บัญญัติว่า ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่

(1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

(2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ฯลฯ

คดีนี้ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องก่อสร้างทางขึ้นที่จอดรถอาคารพิพาทมีความสูง 2.03 เมตร แม้จะไม่ได้ระยะความสูงตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง อาคารจอดรถยนต์ พ.ศ.2521 ที่กำหนดให้ระยะดิ่งระหว่างพื้นดินถึงส่วนต่ำสุดของคานหรือเพดานหรือสิ่งอื่นที่ติดกับคานหรือเพดานต้องไม่น้อยกว่า 2.10 เมตร แต่ได้รับยกเว้นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ทางขึ้นที่จอดรถที่ผู้ร้องก่อสร้างจึงถูกต้องตามกฎหมาย การที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทโดยไม่หยิบยกกฎกระทรวงฉบับที่ 12 (พ.ศ.2528) ดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัย แล้วชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้าน ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะหากอนุญาโตตุลาการนำข้อกฎหมายมาประกอบการวินิจฉัยด้วย ก็จะปรากฏให้เห็นได้ว่าการก่อสร้างของผู้ร้องมิได้เป็นความผิดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ผู้คัดค้านก็ไม่จำต้องรื้อถอนอาคารจอดรถยนต์ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานและไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้คัดค้าน ซึ่งผู้ร้องไม่จำต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้าน คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นกรณีที่ผู้ร้องอุทธรณ์ในทำนองว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการพ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) ปัญหานี้แม้ผู้ร้องจะไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นพิพาทในชั้นการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องก็สามารถยกขึ้นอ้างเป็นประเด็นพิพาทในชั้นศาลได้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1)

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า การก่อสร้างทางขึ้นที่จอดรถของผู้ร้องถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง อาคารจอดรถยนต์ พ.ศ.2521 ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2479 ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2479 แต่ในบทเฉพาะกาลแห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 79 ได้บัญญัติให้บรรดากฎกระทรวง เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติจังหวัด กฎ ข้อบังคับ ประกาศหรือคำสั่งซึ่งได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2479 ให้คงใช้บังคับได้ต่อไป ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ มีผลให้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับ มิได้ถูกยกเลิกไปด้วย ซึ่งข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครดังกล่าวข้อ 13 บัญญัติว่า "ระยะดิ่งระหว่างพื้นดินถึงส่วนต่ำสุดของคานหรือเพดานหรือสิ่งอื่นที่ติดกับคานหรือเพดานต้องไม่น้อยกว่า 2.10 เมตร" อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะที่ใช้บังคับแก่อาคารจอดรถยนต์ทุกอาคารในกรุงเทพมหานคร โดยมีเจตนารมณ์เพื่อความปลอดภัยของสาธารณชนที่มาใช้อาคารจอดรถยนต์ การที่ผู้ร้องก่อสร้างทางขึ้นที่จอดรถโดยมีระยะดิ่ง 2.03 เมตร ซึ่งมีระยะน้อยกว่าที่บัญญัติไว้ในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องมิอาจอ้างกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2528) ข้างต้น ข้อ (2) (ก) ที่บัญญัติยกเว้นให้สัดส่วนโครงสร้างของอาคารผิดไปจากแบบแปลนหรือรายการประกอบแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตไม่เกินร้อยละห้าให้สามารถกระทำได้นั้น อันเป็นบทกฎหมายทั่วไปมาเป็นข้อยกเว้นกฎหมายเฉพาะดังกล่าวได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด วรพงษ์วิศวกรรม
จำเลย — บริษัทแกรนด์ซิทตี้ แมนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธนาทิพย์ ปิยะพงศ์พิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8711/2554
#521453
เปิดฉบับเต็ม

หลักเกณฑ์การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดนั้นกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการทั่วไปโดยไม่มีข้อยกเว้น จึงย่อมนำมาใช้บังคับแก่กรณีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดอันเนื่องมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลด้วย มิใช่ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่เจ้าของห้องชุดเป็นผู้ขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด หนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายแม้เจ้าของร่วมผู้เป็นเจ้าของห้องชุดมีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 กฎหมายมิได้ห้ามบุคคลอื่นชำระหนี้ดังกล่าวแทนเจ้าของห้องชุด ทั้งโดยสภาพห้องชุดเป็นอาคารที่ใช้สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของคนจำนวนมาก บทกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดเป็นข้อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้อยู่อาศัยเพื่อประโยชน์แก่การอยู่อาศัยร่วมกันโดยปกติสุข เจ้าของร่วมจึงต้องมีส่วนรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับตามบทกฎหมายและข้อบังคับเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของร่วมเดิม และต้องถือว่าค่าปรับอันเกิดจากการผิดนัดชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่โจทก์ต้องรับผิดชอบด้วย

ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 คิดค่าปรับอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ค้างชำระนั้นมีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำเลยที่ 1 กำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อเจ้าของร่วมไม่ชำระให้ถูกต้องสมควร เป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ทั้งเป็นเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของคู่ความ เห็นสมควรกำหนดให้อัตราร้อยละ 12 ต่อปี

หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดได้ชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 แล้ว หนี้เป็นอันระงับสิ้นไป แต่โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตอบแทนเช่นกัน เพราะโจทก์ประสงค์จะนำหนังสือนี้ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนโอนห้องชุดมาเป็นของตนตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 การที่จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้จึงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะโอนห้องชุดได้ จึงเป็นการกระทำนิติกรรมฝ่ายเดียวของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 149 ดังนั้น ในการบังคับชำระหนี้หากสภาพหนี้ไม่เปิดช่องศาลชอบที่จะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ตาม ป.พ.พ. 213 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันออกหนังสือรับรองว่าห้องชุดดังกล่าวไม่มีหนี้ที่เกิดจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสามรับเอาเงิน 21,600 บาท ที่โจทก์วางทรัพย์ไว้ต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี และในปีต่อ ๆ ไปที่โจทก์นำค่าใช้จ่ายส่วนกลางไปวางทรัพย์เพิ่มเติมจนกว่าจำเลยทั้งสามจะร่วมกันหรือแทนกันออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

ก่อนสืบพยาน โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแถลงร่วมกันว่า โจทก์ขอสละคำขออื่นนอกจากที่ปรากฏตามคำฟ้องข้างต้นและยอมชำระเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่ามาตรน้ำประปา ค่าน้ำประปาและค่าโทรศัพท์ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 แต่เรื่องค่าปรับนั้น ขอให้ศาลพิจารณากำหนดตามที่เห็นสมควร ส่วนจำเลยที่ 1 ขอสละข้อต่อสู้อื่นตามคำให้การคงเหลือไว้เพียงที่ปรากฏตามคำให้การข้างต้นเช่นกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง 21,600 บาท ค่ามาตรน้ำประปา 450 บาท ค่าน้ำประปา 51 บาท ค่าโทรศัพท์ 2,295.93 บาท และค่าใช้จ่ายส่วนกลางปีละ 5,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 รับเงินที่โจทก์วางไว้ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีหักออกก่อน แล้วให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองว่าห้องชุดดังกล่าวไม่มีหนี้ที่เกิดจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางค้างชำระ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ออกหนังสือรับรองให้ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ออกหนังสือรับรองให้แก่โจทก์ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์จะต้องชำระค่าปรับในค่าใช้จ่ายส่วนกลางซึ่งเจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง (เดิม) บัญญัติให้เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากบริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ และวรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง ซึ่งสอดคล้องกับข้อบังคับจำเลยที่ 1 ข้อที่ 15 และ 16 นอกจากนั้นมาตรา 29 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติว่าในกรณีที่ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดให้ผู้ขอนำหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 จากผู้จัดการของนิติบุคคลอาคารชุดที่เกี่ยวข้องมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยและให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้เมื่อมีการชำระหนี้นั้นครบถ้วนแล้ว เห็นว่า หลักเกณฑ์การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดนั้นกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการทั่วไปโดยไม่มีข้อยกเว้น จึงย่อมนำมาใช้บังคับแก่กรณีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดอันเนื่องมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลด้วย มิใช่ใช้บังคับเฉพาะกรณีที่เจ้าของห้องชุดเป็นผู้ขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด หนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายแม้เจ้าของร่วมผู้เป็นเจ้าของห้องชุดมีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระตามมาตรา 18 แต่กฎหมายมิได้ห้ามบุคคลอื่นชำระหนี้ดังกล่าวแทนเจ้าของห้องชุด ที่โจทก์อ้างในคำแก้ฎีกาว่า ในการขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้กำหนดเงื่อนไขให้โจทก์หรือผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางพร้อมค่าปรับที่ค้างต่อจำเลยที่ 1 ก็รับฟังไม่ได้ เพราะโจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์ไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางและค่าปรับให้จำเลยที่ 1 โจทก์จึงต้องนำสืบให้เห็นด้วยว่าในการขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้มีข้อกำหนดเงื่อนไขเช่นว่านั้นไว้ ถ้านำสืบได้อาจทำให้การขายทอดตลาดไม่ชอบ แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์กลับแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 3 มีนาคม 2548 ทั้งโดยสภาพของอาคารชุดเป็นอาคารที่ใช้สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของคนจำนวนมาก บทกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดเป็นข้อกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้อยู่อาศัยเพื่อประโยชน์แก่การอยู่อาศัยร่วมกันโดยปกติสุข เจ้าของร่วมจึงต้องมีส่วนรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับตามบทกฎหมายและข้อบังคับเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของร่วมเดิม และต้องถือว่าค่าปรับอันเกิดจากการผิดนัดชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่โจทก์ต้องรับผิดชอบด้วย โจทก์จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าของห้องชุดคนเดิมต้องชำระหนี้ที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อจำเลยที่ 1 หรือเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีบุริมสิทธิ์ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการขายทอดตลาดห้องชุด เพื่อปัดความรับผิดหาได้ไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น คู่ความคงโต้แย้งเฉพาะเรื่องจำนวนค่าปรับหรือเบี้ยปรับของเงินดังกล่าวว่าเป็นเงินเท่าใด โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ต้องเสียค่าปรับในค่าใช้จ่ายทั้งหมดดังกล่าวนับแต่วันที่ค้างชำระจนกว่าชำระเสร็จ ซึ่งเมื่อคิดค่าปรับถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2546 เป็นเงินค่าปรับ 248,931.88 บาท แต่โจทก์อ้างว่าค่าปรับสูงเกินส่วนไปมาก เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 3 มีนาคม 2548 คู่ความตกลงกันในเรื่องค่าปรับหรือเบี้ยปรับว่าให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าปรับได้เอง โดยโจทก์ส่งสำเนาคำพิพากษาในคดีอื่นเป็นตัวอย่างในการกำหนดเบี้ยปรับ ส่วนจำเลยที่ 1 ส่งข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบการพิจารณา เกี่ยวกับปัญหานี้ ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 17 เจ้าของร่วมต้องชำระค่าใช้จ่ายภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายการแจ้งจากผู้จัดการนิติบุคคล ในกรณีที่ชำระหลังจากที่กำหนด เจ้าของห้องชุดจะต้องชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ จะเห็นว่า ข้อบังคับให้จำเลยที่ 1 คิดค่าปรับอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ค้างชำระเท่านั้น ไม่ได้ให้เอาค่าปรับแต่ละเดือนทบเข้ากับต้นเงินแล้วคิดค่าปรับในจำนวนที่ทบกันดังกล่าวด้วย ค่าปรับตามที่กำหนดไว้ดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนความเสียหายซึ่งจำเลยที่ 1 กำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อเจ้าของร่วมไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ทั้งเป็นเบี้ยปรับสูงเกินส่วนซึ่งศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของคู่ความ เห็นสมควรกำหนดให้อัตราร้อยละ 12 ต่อปี ได้ความตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยโจทก์ไม่โต้แย้งว่า เจ้าของร่วมต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางปีละ 5,400 บาท ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองให้โจทก์รับผิดในค่าใช้จ่ายส่วนกลาง 21,600 บาท แสดงว่าเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระ 4 ปี แต่โจทก์นำเงินดังกล่าวไปวางไว้ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2546 ตามสำเนาคำร้องขอวางทรัพย์เอกสารท้ายฟ้อง จึงเป็นการวางค่าใช้จ่ายส่วนกลางประจำปี 2543 ถึง 2546 ในทางพิจารณาไม่ได้ความว่าเจ้าของห้องชุดพิพาทมีการผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางแต่ละปีเมื่อใด ต้องฟังเป็นคุณแก่โจทก์ว่าเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางปี 2543 ผิดนัดในปีถัดไปคือวันที่ 1 มกราคม 2544 ส่วนเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางปี 2544 และปี 2545 ผิดนัดวันที่ 1 มกราคม 2545 และวันที่ 1 มกราคม 2546 ตามลำดับ โดยโจทก์ต้องเสียค่าปรับอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในยอดค่าใช้จ่ายส่วนกลางแต่ละปี นับถึงวันที่ 17 กันยายน 2546 ส่วนค่าใช้จ่ายส่วนกลางปี 2546 เมื่อกรณีไม่อาจหยั่งทราบว่าหนี้ถึงกำหนดเมื่อใด การที่โจทก์วางค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีในปีเดียวกัน จึงถือว่าไม่ผิดนัด สำหรับค่ามาตรน้ำประปา ค่าน้ำประปาและค่าโทรศัพท์นั้นไม่ปรากฏว่ามีการผิดนัดเมื่อใด เห็นควรให้คิดค่าปรับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จนกว่าชำระเสร็จ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หากโจทก์ชำระหนี้ที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนกลางครบทุกรายการแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ ศาลจะให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ ข้อนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 213 วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้ เห็นว่า หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เจ้าของห้องชุดพิพาทคนเดิมค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดได้ชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 แล้ว หนี้เป็นอันระงับสิ้นไป แต่โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตอบแทนเช่นกัน เพราะโจทก์ประสงค์จะนำหนังสือนี้ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนโอนห้องชุดมาเป็นของตนตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 การที่จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้จึงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะโอนห้องชุดได้ จึงเป็นการกระทำนิติกรรมฝ่ายเดียวของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 ดังนั้น ในการบังคับชำระหนี้หากสภาพหนี้ไม่เปิดช่อง ศาลชอบที่จะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าปรับในค่าใช้จ่ายส่วนกลางประจำปี 2543 จากต้นเงินจำนวน 5,400 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2546 ในค่าใช้จ่ายส่วนกลางประจำปี 2544 จากต้นเงินจำนวน 5,400 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2546 และในค่าใช้จ่ายส่วนกลางประจำปี 2545 จากต้นเงินจำนวน 5,400 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2546 โดยคิดค่าปรับจากต้นเงินแต่ละยอดดังกล่าวในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี และให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นรายปี ปีละ 5,400 บาท นับแต่ปี 2547 เป็นต้นไป กับให้โจทก์ชำระค่าปรับสำหรับค่ามาตรน้ำประปา ค่าน้ำประปา และค่าโทรศัพท์จากต้นเงินรวม 2,796.93 บาท ในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 ธันวาคม 2546) จนกว่าชำระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เสร็จ โดยให้นำเงินที่โจทก์ได้วางทรัพย์ไว้ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี หักชำระก่อน เมื่อโจทก์ชำระเงินดังกล่าวครบทุกจำนวนแล้ว ให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้มอบให้โจทก์ไป หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 213 ม. 379 ม. 383
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกรียงศักดิ์ ชิ้นเจริญชัย
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดมาเจสติกทาวน์เวอร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอุทัย พิศวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบัณฑิต รชตะนันท์
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
ณรงค์พล ทองจีน
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8706/2554
#513629
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งห้าเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จำนองมาจากนาย ก. สืบเนื่องมาจากการรับมรดก จึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของนาย ก. กล่าวคือต้องรับผิดตามสัญญาจำนองแทนนาย ก. หาใช่เป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองแต่อย่างใด กรณีของจำเลยทั้งห้าจึงมิต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 735 ที่โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจะต้องมีจดหมายบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งห้าชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งห้าให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ

จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมให้กึ่งหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่า นายโกมินทร์ได้รับเงินกู้ไปตามสัญญาเพิ่มวงเงินจำนองทั้งสี่ครั้งหรือไม่ โดยจำเลยทั้งห้าฎีกาว่า โจทก์ได้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ทบเข้ากับต้นเงินกู้ในการขึ้นวงเงินจำนองแต่ละครั้งโดยนายโกมินทร์ไม่ได้รับเงินไปจากโจทก์แต่อย่างใด ซึ่งศาลฎีกาได้พิเคราะห์ลายมือชื่อของโจทก์ในรายการคำนวณดอกเบี้ยเปรียบเทียบกับลายมือชื่อโจทก์ในเอกสารที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ แล้วเห็นว่ามีลักษณะการเขียนคล้ายกัน ประกอบกับโจทก์มิได้มาปฏิเสธลายมือชื่อดังกล่าว จึงเชื่อว่าโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อดังกล่าวไว้ พยานหลักฐานจำเลยทั้งห้าจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านายโกมินทร์กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 1,500,000 บาท ส่วนการขึ้นวงเงินจำนองแต่ละครั้งเป็นการนำเอาดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดมารวมคำนวณเพิ่มวงเงิน ส่วนของดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ

มีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งห้าฎีกาว่า จำเลยทั้งห้าเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินมาจากนายโกมินทร์ โจทก์จึงต้องมีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยทั้งห้าล่วงหน้า 1 เดือนนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งห้าเป็นบุตรของนายโกมินทร์ จำเลยทั้งห้ารับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินจากนายโกมินทร์สืบเนื่องมาจากการรับมรดกจึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของนายโกมินทร์กล่าวคือต้องรับผิดตามสัญญาจำนองแทนนายโกมินทร์ หาใช่เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์จำนองแต่อย่างใด กรณีของจำเลยทั้งห้าจึงมิต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 735 ที่โจทก์ในฐานะผู้จำนองจะต้องมีจดหมายบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน แต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 ให้จำเลยทั้งห้าชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ ซึ่งจำเลยทั้งห้าได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2544 จึงต้องชำระหนี้ภายในวันที่ 9 มิถุนายน 2544 จำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันดังกล่าวจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 735 ม. 728
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำปี ธนะชาญชัย
จำเลย — นางกฤษณา เพ่งสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายวงการ ช่วยพนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8700/2554
#511595
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งแรกวันที่ 24 มีนาคม 2552 โดยผ่านทัณฑสถานหญิงกลาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2552 โดยไม่ได้มีคำสั่งให้แจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ทราบ ต่อมาผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาล มีหนังสือลงวันที่ 8 เมษายน 2552 ถึงผู้อำนวยการสำนักทัณฑสถานหญิงกลาง ให้แจ้งคำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ทราบ แต่ข้อเท็จจริงในสำนวนไม่ปรากฏว่ามีหนังสือของผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลางแจ้งให้ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลทราบว่าได้แจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 2 ทราบตั้งแต่เมื่อใด เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ได้ กรณีดังกล่าวถือว่ามีเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552

วันที่ 24 มีนาคม 2552 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องผ่านทัณฑสถานหญิงกลางขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มีกำหนด 30 วัน ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2552 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ยังมีระยะเวลาทำคำฟ้องอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่มีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2552 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ต้องขังอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลางไม่สามารถมาฟังคำสั่งได้จึงไม่ทราบคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 มีความประสงค์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2552 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายหลังกฎหมายกำหนด กรณีไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2552 โดยผ่านทัณฑสถานหญิงกลาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2552 โดยไม่ได้มีคำสั่งให้แจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ทราบ ต่อมาผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอาญา มีหนังสือลงวันที่ 8 เมษายน 2552 ถึงผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง ให้แจ้งคำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ทราบ แต่ข้อเท็จจริงในสำนวนไม่ปรากฏว่ามีหนังสือของผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลางแจ้งให้ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอาญาทราบว่าได้แจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 2 ทราบตั้งแต่เมื่อใด เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ได้ กรณีถือว่ามีเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมชายหรือโหน่ง นิลพาทย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายจิตรกร พัฒนาศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
ชีพ จุลมนต์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8698/2554
#513649
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เพื่อใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 นั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาจึงเป็นเรื่องเฉพาะของตัวโจทก์เท่านั้น ไม่มีผลถึงโจทก์ร่วมแต่อย่างใด

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่า คดีมีเอกสารมากมายและมีความซับซ้อน ทนายความโจทก์ร่วมต้องใช้ระยะเวลาเพื่อรวบรวมถ้อยคำสำนวนและพยานเอกสารต่าง ๆ จากโจทก์ร่วม และติดต่อพนักงานอัยการเพื่อรวบรวมถ้อยคำสำนวนให้ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ร่วม ถือเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์ร่วมที่ไม่รวบรวมเอกสารเพื่อทำฎีกายื่นต่อศาลแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่จะอนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2552 ครั้นวันที่ 15 ธันวาคม 2552 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกามีกำหนด 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาไว้ เพิ่งยื่นคำร้องครั้งนี้เป็นครั้งแรก เป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาโดยไม่มีเหตุสุดวิสัย ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้โจทก์ร่วมหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่าสิทธิในการดำเนินคดีของโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นอันเดียวกันและไม่สามารถแบ่งแยกกันได้การฟ้องคดีของโจทก์ถือว่าฟ้องแทนโจทก์ร่วม การใช้สิทธิของโจทก์จึงถือว่าเป็นการทำแทนโจทก์ร่วม การขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาจึงเป็นการใช้สิทธิของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยแท้ที่ถูกใช้โดยพนักงานอัยการเป็นสิทธิที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมิใช่เป็นสิทธิของโจทก์แต่ละคน เมื่อโจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครบกำหนดวันที่ 15 ธันวาคม 2552 จึงถือว่าเป็นการกระทำแทนโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมสามารถที่จะรับเอาประโยชน์จากการกระทำนั้นได้เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (14) ให้ความหมายของคำว่า "โจทก์" ว่า หมายความถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาลหรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน และโจทก์ร่วมเข้ามาดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ก็ตาม แต่สิทธิในการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพื่อใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 นั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2552 จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของโจทก์เท่านั้น ไม่มีผลถึงโจทก์ร่วมแต่อย่างใด การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาเมื่อสิ้นระยะเวลาฎีกาสำหรับโจทก์ร่วมแล้ว ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้เฉพาะเมื่อมีเหตุสุดวิสัย ซึ่งเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่า คดีมีเอกสารมากมายและมีความซับซ้อน ทนายความโจทก์ร่วมต้องใช้ระยะเวลาเพื่อรวบรวมถ้อยคำสำนวนและพยานเอกสารต่าง ๆ จากโจทก์ร่วม และติดต่อพนักงานอัยการเพื่อรวบรวมถ้อยคำสำนวนให้ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ร่วม ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวถือเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์ร่วมที่ไม่รวบรวมเอกสารเพื่อทำฎีกายื่นต่อศาลแต่เนิ่น ๆ กรณีจึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่จะอนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (14) ม. 15 ม. 30 ม. 216
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — บริษัทสุเทพพรอพเพอร์ตี้ จำกัด
จำเลย — นายทรงศักดิ์ วัฒนพูน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายสุรศักดิ์ สีตะวัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมนึก พานิช
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8686/2554
#513628
เปิดฉบับเต็ม

ทางพิพาทอยู่บนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประชาชนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์มีเพียงสิทธิครอบครอง ดังนั้น ผู้ครอบครองจึงไม่อาจนำที่ดินออกขาย แต่เมื่อพิเคราะห์สัญญาซื้อขายที่ดินเพื่อทำทางพิพาท ก็พอจะแปลเจตนาของคู่สัญญาได้ว่า เป็นการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนในการอนุญาตให้ใช้ทางพิพาท โดยได้รับค่าตอบแทน 2,000 บาท สัญญาดังกล่าวจึงเป็นบุคคลสิทธิผูกพันให้คู่สัญญาต้องปฏิบัติตาม โจทก์เป็นบุตรของ อ. ผู้ซื้อ ส่วนจำเลยเป็นบุตรของ ผ. ซึ่งเป็นผู้ทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าว ขณะ ห. รับเงินค่าตอบแทนการใช้ทางพิพาท ผ. ยังเป็นผู้ครอบครองอยู่ ปัจจุบันโจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของ อ. และ ผ. ในที่ดินในเขตปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรม จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงที่อนุญาตให้ใช้ทางพิพาทตามที่สัญญาไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิปิดกั้นไม่ให้โจทก์ใช้ทางพิพาท ส่วนโจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิจะขอให้ศาลพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์กว้างประมาณ 4 เมตร เป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็น ให้จำเลยรื้อรั้วที่ปิดกั้นทางดังกล่าวออกสู่ทางสาธารณประโยชน์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยเพื่อออกสู่ทางสาธารณประโยชน์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายสุพล ซึ่งรับราชการอยู่ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ ในตำแหน่งนายช่างสำรวจแล้ว พยานเบิกความรับรองว่า แผนที่ที่ดินทั้งแปลงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมซึ่งแต่เดิมเป็นเขตป่าสงวน ในแผนที่ไม่ปรากฏทางออกสู่ทางสาธารณะเนื่องจากขณะทำการรังวัดเจ้าของที่ไม่ยืนยัน จึงไม่ระบุเส้นทางออกดังกล่าวไว้ในแผนที่ จึงรับฟังสอดคล้องกับพยานโจทก์ปากนายญาที่เบิกความว่า ที่ดินของพยานไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเช่นกันจำต้องเดินผ่านที่ดินแปลงอื่น ดังนั้น จึงรับฟังได้ว่า ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ย่อมมีความจำเป็นต้องใช้ทางเพื่อเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ เมื่อทางการไม่จัดทำทางเข้าออกให้ปรากฏในแผนที่อย่างชัดเจนจึงทำให้ผู้อาศัยในที่ดินที่ได้รับอนุญาตดังกล่าวย่อมต้องขวนขวายหาทางเข้าออกเอง โดยยอมเสียค่าตอบแทนในการใช้ทางผ่านที่ดินของบุคคลอื่น ดังนั้น ตามคำเบิกความของโจทก์ประกอบกับหนังสือสัญญาซื้อขายและตามคำเบิกความของนายบุญมีพยานจำเลยรับฟังได้ว่า นางอ่อนตาและนายบุญเถิง ได้ตกลงทำหนังสือซื้อขายที่ดินทำทางกับนายหล่อและนายหลำหรือหำซึ่งเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนจำเลย โดยยอมจ่ายค่าตอบแทน 2,000 บาท ในการเปิดทางกว้างประมาณ 8 ศอก เห็นว่า แม้ที่ดินทุกแปลงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดเป็นของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ประชาชนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์มีเพียงสิทธิครอบครอง ดังนั้น ผู้ครอบครองจึงไม่อาจนำที่ดินออกขายก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์สัญญาซื้อขาย ก็พอจะแปลเจตนาของคู่สัญญาได้ว่า เป็นการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนในการอนุญาตให้ใช้ทางเดินผ่านที่ดินตามที่ระบุในสัญญาเท่านั้น ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน กล่าวคือ นายหล่อหรือนายหลำหรือหำยินยอมให้มารดาโจทก์เดินผ่านที่ดินจากจุดเอถึงจุดบี โดยรับค่าตอบแทน 2,000 บาท สัญญาดังกล่าวจึงเป็นบุคคลสิทธิผูกพันให้คู่สัญญาต้องปฏิบัติตาม ทั้งตามคำเบิกความของโจทก์และจำเลยต่างรับกันว่า โจทก์เป็นบุตรของนางอ่อนตา ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนายผึ้งซึ่งเป็นผู้ทำประโยชน์ที่ดินแปลงของจำเลยมาก่อน ทั้งนายบุญมี น้องเขยของจำเลยก็ยอมรับว่า ขณะรับเงินค่าตอบแทนการใช้ทาง นายผึ้งบิดาจำเลยยังเป็นผู้ครอบครองอยู่ ปัจจุบันโจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของนางอ่อนตาและนายผึ้งในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามที่นำสืบ จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงที่อนุญาตให้ใช้ทาง ตามที่สัญญาไว้ต่อไป จำเลยไม่มีสิทธิที่จะทำการปิดกั้นไม่ให้โจทก์ใช้ทางพิพาท ส่วนโจทก์ซึ่งมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมก็ไม่มีสิทธิที่จะขอให้ศาลพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นตามฟ้อง ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาทจากจุดเอถึงจุดบีขนาดกว้าง 8 ศอก ผ่านที่ดินของจำเลย กับให้จำเลยรื้อรั้วที่ปิดกั้นทางพิพาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1387
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 36 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรำไพ อินขามป้อม
จำเลย — นางทองสุข ฦาชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายปรัชญา ปานปั้น
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิทยา พร้อมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8680/2554
#521456
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองกำหนดจำนวนเนื้อที่ดินที่ตกลงซื้อกันไว้ด้วย แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองว่า ให้ถือเอาจำนวนเนื้อที่ดินเป็นสาระสำคัญ จึงมิใช่การซื้อขายเหมาแปลง เมื่อจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินน้อยกว่าที่ตกลงซื้อขายกัน และโจทก์ทั้งสามเลือกรับที่ดินที่จำเลยทั้งสองส่งมอบ โจทก์ทั้งสามจึงต้องชำระราคาค่าที่ดินตามส่วนของที่ดินที่ได้รับมอบเท่านั้น สำหรับเงินค่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสามชำระแก่จำเลยทั้งสองเกินส่วนไป แม้จะถือว่าเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และจำต้องคืนแก่โจทก์ทั้งสามฐานลาภมิควรได้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสามรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน ฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,093,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,196,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5199 ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 15,000,000 บาท ต่อมาทางราชการกรมโยธาธิการเวนคืนที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเพื่อสร้างถนนเป็นเนื้อที่ดิน 1 ไร่ 3 งาน 86.8 ตารางวา หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องให้สำนักงานที่ดินรังวัดที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงทราบว่าจำเลยทั้งสองขายที่ดินให้โจทก์ทั้งสามโดยมีเนื้อที่ดินขาดหายไปจำนวน 119.6 ตารางวา โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินค่าที่ดินที่โจทก์ทั้งสามชำระราคาที่ดินแก่จำเลยทั้งสองเกินไปจากที่ตกลงกันตามสัญญาคืนเป็นคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสอง เป็นการซื้อขายโดยกำหนดจำนวนเนื้อที่ดิน 3 ไร่ 3 งาน แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองว่า การซื้อขายที่ดินถือเอาจำนวนเนื้อที่ดินเป็นสาระสำคัญ จึงมิใช่การเหมาแปลงตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ เมื่อจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินน้อยไปกว่าที่ตกลงซื้อขายกันไว้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ดินทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียหรือจะรับเอาไว้ และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก" ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามเลือกรับที่ดินที่จำเลยทั้งสองส่งมอบน้อยไปกว่าที่ตกลงกันไว้ โจทก์ทั้งสามจึงชำระราคาที่ดินได้ตามส่วนของราคาที่ดิน เมื่อโจทก์ทั้งสามชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองเกินส่วนไปและโจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินค่าที่ดินส่วนที่โจทก์ทั้งสามชำระเกินไปคืน แม้จำเลยทั้งสองไม่อาจอ้างกฎหมายที่จะรับเงินที่ได้รับเกินไปได้โดยชอบและจำต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสามฐานลาภมิควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 406 ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามรู้ว่าเนื้อที่ดินที่โจทก์ทั้งสามซื้อจากจำเลยทั้งสองขาดหายไป 119.6 ตารางวา ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2546 โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกเงินคืนเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์ทั้งสามรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกทรัพย์คืน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการยกข้อกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 419 ม. 466
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปราโมทย์ ชพานนท์ กับพวก
จำเลย — นายประเทือง เปาชม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายสมนึก สืบวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8646/2554
#514217
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยจำหน่ายโดยการขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 7,500 บาท จำเลยลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดยังไม่ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ เนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ก่อน เป็นการบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาในความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 26 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.531 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วจำเลยแบ่งจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวรวม 3 ครั้ง คือ จำหน่ายให้แก่สายลับ 3 เม็ด จำหน่ายให้แก่ ว. 3 เม็ด และจำหน่ายให้แก่สายลับ 20 เม็ด แต่ในครั้งหลังที่จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับเนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ก่อน การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 26 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นความผิดสำเร็จแต่แรกแล้ว 1 กรรม เมื่อจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวออกจำหน่ายรวม 3 ครั้ง ก็เป็นความผิดต่างกรรมอีก 3 กรรม แม้จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ 1 ครั้ง และพยายามจำหน่ายให้แก่สายลับซึ่งอาจเป็นบุคคลเดียวกัน แต่การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยในแต่ละครั้งเป็นการกระทำต่างวาระกันและมีเจตนาต่างกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกกระทงหนึ่ง และความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีโทษทั้งจำคุกและปรับ การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยเพียงอย่างเดียวเป็นการไม่ชอบ โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ทำนองขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นในความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว 5 ปี เป็นลงโทษจำคุก 6 ปี จึงเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 212

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวกับฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ละกรรมเรียงกระทงความผิดไป 3 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง รวม 3 กระทง และมาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 จำนวน 1 กระทง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 21 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 10 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้จำหน่ายโดยการขายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 20 เม็ด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่าย ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 7,500 บาท จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด ยังไม่ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ เนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวได้ก่อน ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายแล้วว่าจำเลยลงมือกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ แต่กระทำไปไม่ตลอดโดยยังไม่ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับเพราะเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ก่อน อันเป็นการบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 26 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.531 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วจำเลยแบ่งจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวรวม 3 ครั้ง คือจำหน่ายให้แก่สายลับ 3 เม็ด จำหน่ายให้แก่นายวินิตย์ 3 เม็ด และจำหน่ายให้แก่สายลับ 20 เม็ด แต่ในครั้งหลังนี้จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับเนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ก่อน การกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 26 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่แรกแล้ว 1 กรรม ต่อมาเมื่อจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวออกจำหน่ายรวม 3 ครั้ง ก็เป็นความผิดต่างกรรมอีก 3 กรรม แม้จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ 1 ครั้ง และพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับซึ่งอาจเป็นบุคคลคนเดียวกันดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยในแต่ละครั้งเป็นการกระทำต่างวาระกันและมีเจตนาต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยรวม 4 กรรม นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดทั้งสี่ข้อหาตรงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงแต่ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง โดยกำหนดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ใน ครอบครองเพื่อจำหน่ายและแก้ไขโทษในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตามแม้จำเลยฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายหากศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยหนักเกินไปก็ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 7 ปี นั้น เห็นว่าหนักเกินไป ศาลฎีกาสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 2 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อีกสองกระทง แล้ว เป็นจำคุก 8 ปี 12 เดือน และปรับ 200,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 212
ป.อ. ม. 80 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 67 ม. 100/1 ม. 102
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายจรินทร์หรือปุ รัตนสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายหัสนัย น้อมสุวรรณศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกมล คำเพ็ญ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สิริรัตน์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8604/2554
#513600
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" เมื่อผู้คัดค้านยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาของผู้คัดค้านไว้วินิจฉัย การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของผู้คัดค้านว่า รวม และสั่งรับฎีกาผู้คัดค้าน โดยไม่ส่งคำร้องของผู้คัดค้านให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจะรับฎีกาผู้คัดค้านหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ พร้อมซิมการ์ดหมายเลข 08 3752 1223 และรถกระบะหมายเลขทะเบียน บธ 6620 สุพรรณบุรี ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้คืนรถกระบะของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ พร้อมซิมการ์ด หมายเลข 08 3752 1223 และรถกระบะหมายเลขทะเบียน บธ 6620 สุพรรณบุรี ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" เมื่อผู้คัดค้านยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาของผู้คัดค้านไว้วินิจฉัย การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของผู้คัดค้านว่า รวม และสั่งรับฎีกาผู้คัดค้าน โดยไม่ส่งคำร้องของผู้คัดค้านให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจะรับฎีกาผู้คัดค้านหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา

พิพากษายกฎีกาของผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้คัดค้าน — นางบังอร ศรีสังข์งาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายสุกิจ เกศณรายณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8550/2554
#519995
เปิดฉบับเต็ม

เหตุละเมิดคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้แขวงการทางนครราชสีมาที่ 2 มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหาย แขวงการทางนครราชสีมาที่ 2 จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหาย เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2537 ถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 และฉบับวันที่ 5 มิถุนายน ถึงจำเลยที่ 1 แสดงว่าอย่างช้าที่สุดในวันที่ 5 มิถุนายน 2538 โจทก์ได้รู้แล้วว่าผู้ที่จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือจำเลยทั้งสาม แม้โจทก์จะอ้างว่าต้องรับผิดชอบคดีที่เกิดขึ้นทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้มีงานคั่งค้างเป็นเหตุให้รายงานอธิบดีโจทก์ทราบล่าช้า แต่การใช้เวลาดำเนินการเนิ่นนานไปจนผิดปกติเช่นนี้ โจทก์ควรมีพยานหลักฐานมาแสดงให้ปรากฏว่ามีการดำเนินการอย่างไรบ้างและไปติดขัดอยู่ที่ใด และไม่ปรากฏว่าโจทก์เร่งรัดไปยังแขวงการทางนครราชสีมาที่ 2 เพิ่มเติมหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดทั้งที่รู้แล้วว่าผู้ที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือจำเลยทั้งสามแต่กลับเพิ่งจะมีบันทึกข้อความรายงานถึงอธิบดีโจทก์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 และอธิบดีโจทก์ลงนามรับทราบในวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 ภายหลังวันเกิดเหตุเกือบ 10 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลานานเกินสมควรกว่าขั้นตอนการปฏิบัติราชการตามปกติ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์เพิ่งจะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 เชื่อว่าโจทก์ได้รู้หรือควรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547 เกิน 1 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 51,675.08 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 29,703 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องและคำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย และพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ราวกันอันตรายและเสาของโจทก์บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 67 ถึง 68 ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 ตอนกบินทร์บุรี - นครราชสีมา ถูกชนเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 ได้รับความเสียหาย เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 8 (นครราชสีมา) มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาสาเหตุและตัวผู้ต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายในทางแพ่ง ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2537 คณะกรรมการดังกล่าวลงความเห็นว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 81 - 5212 นครราชสีมา พ่วงรถหมายเลขทะเบียน 81 - 6313 นครราชสีมา เจ้าของและผู้ขับรถบรรทุกพ่วงต้องรับผิดในทางแพ่งต่อโจทก์ ต่อมากองนิติการของโจทก์แจ้งให้แขวงการทางนครราชสีมาที่ 2 มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหาย และวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 กองนิติการมีบันทึกข้อความรายงานถึงอธิบดีโจทก์ทราบถึงตัวผู้ที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนและขอให้ลงนามในใบแต่งทนายความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม อธิบดีโจทก์ลงนามรับทราบในวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 กองนิติการโจทก์มีหนังสือแจ้งให้แขวงการทางนครราชสีมาที่ 2 มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหาย แขวงการทางนครราชสีมาที่ 2 จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหาย โดยหนังสือฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2537 ถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฉบับลงวันที่ 5 มิถุนายน 2538 ถึงจำเลยที่ 1 แสดงว่าอย่างช้าที่สุดในวันที่ 5 มิถุนายน 2538 กองนิติการได้รู้แล้วว่าผู้ที่จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือจำเลยทั้งสาม แม้ว่ากองนิติการต้องรับผิดชอบคดีที่เกิดขึ้นทั่วประเทศประมาณ 10,000 เรื่อง ต่อปี มีนิติกรรับผิดชอบเพียง 10 คน ทำให้มีงานคั่งค้างเป็นเหตุให้รายงานอธิบดีโจทก์ทราบล่าช้า แต่การใช้เวลาดำเนินการเนิ่นนานไปจนผิดปกติเช่นนี้ โจทก์ควรมีพยานหลักฐานมาแสดงให้ปรากฏว่ามีการดำเนินการอย่างไรบ้างและไปติดขัดอยู่ที่ใดที่โจทก์ฎีกาว่า หลังจากมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายแล้ว แขวงการทางนครราชสีมาที่ 2 ยังตรวจสอบหาตัวผู้จะต้องรับผิดอยู่ พบว่าเป็นบริษัทประกันภัยจึงได้แจ้งให้ชดใช้ค่าเสียหายแต่ได้รับการปฏิเสธ เห็นว่าแขวงการทางนครราชสีมาที่ 2 ได้รับหนังสือปฏิเสธความรับผิดชอบจากบริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2538 จนกระทั่งวันที่ 22 ธันวาคม 2543 แขวงการทางนครราชสีมาที่ 2 จึงได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานประกันภัยจังหวัดนครราชสีมา ระยะเวลาดังกล่าวห่างกันถึง 5 ปีเศษ โดยสำนักงานประกันภัยจังหวัดนครราชสีมา เห็นว่าการปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีคดีขาดอายุความ สามารถรับฟังได้ ไม่ปรากฏว่ากองนิติการเร่งรัดไปยังแขวงการทางนครราชสีมาที่ 2 เพิ่มเติม หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดทั้งที่รู้แล้วว่าผู้ที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือจำเลยทั้งสามแต่กลับเพิ่งจะมีบันทึกข้อความรายงานถึงอธิบดีโจทก์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 และอธิบดีโจทก์ลงนามรับทราบในวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 ภายหลังวันเกิดเหตุเกือบ 10 ปีซึ่งเป็นระยะเวลานานเกินสมควรกว่าขั้นตอนการปฏิบัติราชการตามปกติ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์เพิ่งจะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 เชื่อว่าโจทก์ได้รู้หรือควรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก่อนวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547 เกิน 1 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นายพนม พงษ์สุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายนิวัฒน์ ปิ่นสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเพรา โพอุทัย
ชื่อองค์คณะ
ชีพ จุลมนต์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8542/2554
#514276
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั่งรถคันเดียวกันมาที่ร้านอาหาร แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เจรจาตกลงขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ดาบตำรวจ ก. ต่อมาสิบตำรวจโท ป. พาจำเลยที่ 3 ไปตรวจนับเงินค่าเมทแอมเฟตามีน วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มาที่จุดนัดหมาย จำเลยที่ 1 ตรวจนับเงิน จำเลยที่ 2 พาสิบตำรวจโท ป. ไปรับเมทแอมเฟตามีนที่สถานีบริการน้ำมันคิวเอท ส่วนจำเลยที่ 4 นำเมทแอมเฟตามีนมามอบให้จำเลยที่ 2 ที่สถานีบริการน้ำมันคิวเอทและจำเลยที่ 2 ส่งมอบต่อให้สายลับในทันที พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังได้ว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันรู้เห็นเป็นใจและแบ่งหน้าที่กันทำมาตั้งแต่ต้น

ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนซึ่งเจ้าพนักงานไม่ได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ทราบก่อนและไม่ได้แจ้งว่าจะไม่ให้การก็ได้เป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84, 134/1 และ 134/4 นั้น เห็นว่า มาตรา 84, 134/1 และ 134/4 ได้มีการแก้ไขโดยพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป โดยไม่มีผลบังคับย้อนหลัง จึงไม่กระทบต่อกระบวนพิจารณาความอาญาที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4 ได้กระทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับ คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบของกลาง บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ที่รอการลงโทษเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม), 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 4 ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั่งรถมาที่ร้านอาหารและเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับดาบตำรวจเกษม นัดส่งมอบวันที่ 28 สิงหาคม 2545 ส่วนเวลาและสถานที่จะนัดกันใหม่ ก่อนจะกลับจำเลยที่ 3 ขอตรวจนับเงิน สิบตำรวจโทปิติได้เดินแยกออกมากับจำเลยที่ 3 เปิดกระโปรงท้ายรถคันที่ดาบตำรวจเกษมขับมาแล้วให้จำเลยที่ 3 ตรวจนับเงิน ต่อมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ร้อยตำรวจโทกฤษดาได้รับแจ้งจากสายลับว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 พร้อมส่งมอบเมทแอมเฟตามีนโดยนัดหมายให้ดาบตำรวจเกษมและสิบตำรวจโทปิตินำเงินไปให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ลานจอดรถหน้าห้างสรรพสินค้าโรบินสัน เซ็นทรัลแอร์พอร์ต ร้อยตำรวจโทกฤษดาจึงวางแผนเพื่อล่อซื้อจับกุม โดยวางกำลังตำรวจเป็น 2 ชุด ชุดที่ 1 มอบหมายให้ดาบตำรวจเกษมใช้รถเก๋งนำเงินล่อซื้อ 1,944,000 บาท ใส่ไว้กระโปรงท้ายรถ ไปพบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพื่อตรวจนับส่วนชุดที่ 2 ให้สิบตำรวจโทปิติขับรถกระบะเพื่อไปรับเมทแอมเฟตามีน หากเป็นเมทแอมเฟตามีนจริงให้ส่งสัญญาณโดยใช้มือลูบศีรษะ ดาบตำรวจเกษมจึงได้ขับรถยนต์ไปที่ลานจอดรถยนต์ของห้างสรรพสินค้าตามที่นัดหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขับรถมาจอดบริเวณใกล้กับรถของดาบตำรวจเกษม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งมาด้วย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้ามาพูดคุยกับดาบตำรวจเกษม จำเลยที่ 1 บอกว่าเตรียมเมทแอมเฟตามีนไว้พร้อมแล้ว แต่ยังไม่ตรวจนับเงินและจำเลยที่ 1 บอกรอเวลาให้มืดก่อน โดยจำเลยที่ 1 นัดดาบตำรวจเกษมให้ไปพบกันเวลา 18.30 นาฬิกา บริเวณหน้าโรงพยาบาลเชียงใหม่ราม 2 เมื่อถึงเวลานัดหมายดาบตำรวจเกษมและสิบตำรวจโทปิติก็ไปตามที่นัดหมาย โดยจอดรถที่บริเวณริมถนนเชียงใหม่พร้าว ตรงข้ามกับโรงพยาบาลเชียงใหม่ราม 2 ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ขับรถคันเดิมมาจอดไว้ที่หน้ารถของดาบตำรวจเกษม แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ลงจากรถมาพูดคุยกับดาบตำรวจเกษมและสิบตำรวจโทปิติ จำเลยที่ 1 ขอตรวจนับเงินก่อน ดาบตำรวจเกษมจึงพาจำเลยที่ 1 ไปตรวจนับเงินที่กระโปรงท้ายรถ เมื่อนับเงินเสร็จดาบตำรวจเกษมเก็บเงินไว้ที่เดิม จำเลยที่ 1 แจ้งว่าจะให้จำเลยที่ 2 พาสิบตำรวจโทปิติไปรับเมทแอมเฟตามีนที่บริเวณปั๊มน้ำมันคิวเอท อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นสิบตำรวจโทปิติได้ขับรถกระบะพาจำเลยที่ 2 ไปที่ปั๊มน้ำมันดังกล่าว ส่วนดาบตำรวจเกษมอยู่กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 ขับรถพาดาบตำรวจเกษมซึ่งหิ้วกระเป๋าเงินอยู่ไปที่ร้านอาหารเซ็นต์หลุยส์ สิบตำรวจโทปิติจอดรถรออยู่ประมาณ 10 นาที มีรถกระบะสีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน บจ 8822 เชียงใหม่ ขับมาจอดข้างรถ จำเลยที่ 2 พูดว่าอ้ายน้อยมาแล้ว จากนั้นจำเลยที่ 2 เดินลงจากรถไปเปิดประตูรถกระบะหยิบถุงดำขนาดใหญ่ 1 ถุง แล้วนำมาวางไว้ในรถคันที่สิบตำรวจโทปิติขับมา แล้วจำเลยที่ 2 บอกว่าออกรถไปได้เลย ร้อยตำรวจโทปิติยังไม่ยอมออกรถ แต่จะขอตรวจนับเมทแอมเฟตามีนก่อน เมื่อเปิดถุงดำออกมาดูพบว่าข้างในห่อด้วยถุงสีแดงอีกชั้นหนึ่ง ภายในถุงพบเมทแอมเฟตามีนหลายมัดแกะออกมาดูหนึ่งมัด พบซองสีฟ้าเข้ม 10 ซองในซองบรรจุเมทแอมเฟตามีนสีส้มมีสีเขียวปนเล็กน้อย พยานเชื่อว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนจึงใช้มือลูบศีรษะเป็นสัญญาณให้เข้าทำการจับกุม ต่อมาร้อยตำรวจเอกกฤษดากับพวกจึงเข้าจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 4 และโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจอีกชุดหนึ่งจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชั้นจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสี่ว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม เห็นว่า ในการติดต่อเจรจาซื้อขายได้ความว่า จำเลยที่ 3 ก็มาพร้อมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกครั้ง และอยู่ในเหตุการณ์ขณะเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนด้วยโดยเฉพาะการพบกันครั้งแรกที่ร้านอาหารเรือนแพ 2 จำเลยที่ 3 ได้ขอตรวจดูเงินที่จะใช้ซื้อเมทแอมเฟตามีนซึ่งอยู่ที่กระโปรงท้ายรถที่สิบตำรวจโทปิติขับมาด้วย จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิดหาใช่เป็นแค่ผู้สนับสนุน ดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ทราบก่อนและไม่ได้แจ้งว่าจะไม่ให้การก็ได้ เป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 มาตรา 134/1 และมาตรา 134/4 นั้น เห็นว่า มาตรา 84 มาตรา 134/1 และมาตรา 134/4 ได้มีการแก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 ซึ่งมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือนับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทบัญญัติให้มีผลบังคับย้อนหลัง จึงไม่กระทบต่อ กระบวนวิธีพิจารณาความอาญาที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้น บทบัญญัติในมาตรา 84 วรรคท้าย ที่แก้ไขใหม่ มาตรา 134/1 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ และมาตรา 134/4 วรรคหนึ่งที่แก้ไขใหม่ จึงหมายถึงคำให้การของผู้ถูกจับกุม และการสอบคำให้การผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนที่กระทำในภายหลังจากที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วเท่านั้น แต่คำรับสารภาพของจำเลยที่ 4 ในชั้นจับกุมจำเลยให้ถ้อยคำเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 และการสอบคำให้การจำเลยที่ 4 ในชั้นสอบสวนได้กระทำเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ดังนั้น คำรับสารภาพในชั้นจับกุม และคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐาน ฎีกาของจำเลยที่ 4 จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 84 ม. 134/1 ม. 134/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวพัชรี กำเนิดนที กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายบุญชัย กริชชาญชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8534 -ที่ 8535/2554
#554431
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมเชื่อว่าบุตรชายของโจทก์ร่วมถูกผู้หญิงทำไสยศาสตร์เป็นเหตุให้ไม่กลับบ้านและมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป โจทก์ร่วมจึงให้จำเลยที่ 2 ทำพิธีแก้ไสยศาสตร์ตามคำแนะนำของจำเลยที่ 1 แต่ไม่เป็นผลสำเร็จเท่านั้น หาได้ฟังข้อเท็จจริงใด ๆ ต่อไปว่าในขณะที่แนะนำให้โจทก์ร่วมทำพิธีไสยศาสตร์ จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จหรือเหตุที่โจทก์ร่วมเชื่อเช่นนั้นเกิดจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองและพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญในคดีที่จะต้องประกอบการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย และมีผลโดยตรงในการวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเช่นกัน การที่ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้พิเคราะห์ข้อเท็จจริงในสำนวนให้ครบถ้วนแล้วด่วนวินิจฉัยว่าการที่จำเลยทั้งสองพูดชักชวนโจทก์ร่วมให้ทำพิธีไสยศาสตร์แล้วจะทำให้บุตรชายกลับบ้าน ที่ดินโจทก์ร่วมจะขายได้และคนในครอบครัวจะไม่เจ็บป่วย เป็นคำยืนยันเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน การเข้าทำพิธีของโจทก์ร่วมจึงไม่ได้เป็นผลจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษายกฟ้องไป จึงเป็นการไม่ชอบ ถือเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเป็นไปตามลำดับชั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกโจทก์ร่วมทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ร่วม และเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 450,000.25 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายเสริม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมทั้งสองสำนวนฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ช่วยกันพูดจาหว่านล้อมชักจูงให้โจทก์ร่วมเข้าทำพิธีไสยศาสตร์เป็นการแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จเพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมจึงมีความผิดฐานฉ้อโกงแล้วนั้น เห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องกระทำโดยการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม และการแสดงข้อความเท็จนั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงในอดีตหรือปัจจุบัน หากเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์ในอนาคตหรือให้คำมั่นแล้วก็ไม่อาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงได้ แต่อย่างไรก็ตามถ้าการกล่าวถึงเหตุการณ์ในอนาคตหรือการให้คำมั่นนั้นเป็นการยืนยันหรือแสดงภาวะแห่งจิตของผู้ที่หลอกลวงว่าเป็นเท็จในขณะที่กล่าวการกระทำนั้นก็ถือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงในปัจจุบันอันเป็นความเท็จรวมอยู่ด้วยและเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องได้ คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมเชื่อว่านายศุภกิจ บุตรชายของโจทก์ร่วมถูกผู้หญิงทำไสยศาสตร์เป็นเหตุให้ไม่กลับบ้านและมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป โจทก์ร่วมจึงให้จำเลยที่ 2 ทำพิธีไสยศาสตร์ตามคำแนะนำของจำเลยที่ 1 แต่ไม่เป็นผลสำเร็จเท่านั้น หาได้ฟังข้อเท็จจริงใด ๆ ต่อไปว่า ในขณะที่แนะนำให้โจทก์ร่วมทำพิธีไสยศาสตร์นั้น จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จหรือเหตุที่โจทก์ร่วมเชื่อเช่นนั้นเกิดจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองและพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญในคดีที่จะต้องประกอบการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย และมีผลโดยตรงในการวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเช่นกัน การที่ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้พิเคราะห์ข้อเท็จจริงในสำนวนให้ครบถ้วน แล้วด่วนวินิจฉัยว่าการที่จำเลยทั้งสองพูดชักชวนให้โจทก์ร่วมทำพิธีไสยศาสตร์แล้วจะทำให้นายศุภกิจกลับบ้าน ที่ดินของโจทก์ร่วมจะขายได้และคนในครอบครัวจะไม่เจ็บป่วย เป็นคำยืนยันเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน การเข้าทำพิธีของโจทก์ร่วมจึงไม่ได้เป็นผลจากการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองแล้วพิพากษายกฟ้องไป จึงเป็นการไม่ชอบ ถือเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาและเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่เพื่อให้การพิพากษาเป็นไปตามลำดับชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมอีกต่อไป เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
โจทก์ร่วม — นายเสริม เฮงภู่เจริญ
จำเลย — นางสมทรงหรือแอ๊ด ยี่เทพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาวมาลีรัตน์ เอื้อเพิ่มเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8529/2554
#520003
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกเนื่องจากจำเลยรับเงินค่าที่ดินส่วนเกินที่โจทก์ขายที่ดินไว้ในครอบครองแล้วเบียดบังไปเป็นของตนโดยทุจริต สิทธิเรียกร้องทางแพ่งจึงต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญา จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดในคดีอาญา โจทก์ย่อมนำคดีส่วนแพ่งมาฟ้องรวมกับคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะพิจารณายกฟ้องในคดีส่วนอาญา ก็ไม่ทำให้ฟ้องในส่วนแพ่งที่สมบูรณ์แล้วเสียไป

การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้รับประทับฟ้อง ย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นการสั่งให้รับฟ้องคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งด้วย หากจำเลยจะต่อสู้คดีส่วนแพ่ง จำเลยจะต้องให้การต่อสู้ตามที่ ป.วิ.พ. ได้บัญญัติไว้พร้อมกับคำให้การต่อสู้คดีส่วนอาญาด้วยกัน โดยคำให้การคดีส่วนแพ่งนั้นจำเลยจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง แต่คำให้การของจำเลยให้การต่อสู้คำฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งรวมกันมาว่า จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสิ้นเท่านั้น คำให้การส่วนแพ่งจึงเป็นเพียงการปฏิเสธลอย ๆ หาได้โต้แย้งข้อเท็จจริงฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งซึ่งจำเลยจะต้องให้การมาโดยแจ้งชัดด้วยว่า คดีในส่วนแพ่งเป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งของศาลชั้นต้น เพราะเหตุใด เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีในส่วนแพ่งเป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นหรือไม่ ถือว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยใช้เงินจำนวน 54,250 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธคดีส่วนอาญา แต่คดีส่วนแพ่งมิได้ให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องข้อหายักยอก แต่ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 54,250 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดในคดีอาญานั้น หมายถึงว่า การกระทำผิดอาญานั้นก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งติดตามมาด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 จึงได้บัญญัติว่า "การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้..." คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกสืบเนื่องมาจากจำเลยได้รับเงินค่าที่ดินส่วนเกินที่โจทก์ขายที่ดินได้จำนวน 54,250 บาท ไว้ในครอบครอง แล้วเบียดบังไปเป็นของตนโดยทุจริต สิทธิเรียกร้องทางแพ่งจึงต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญา จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดในคดีอาญา โจทก์ย่อมนำคดีส่วนแพ่งมาฟ้องรวมกับคดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนอาญา ก็ไม่ทำให้ฟ้องในส่วนแพ่งที่สมบูรณ์แล้วเสียไป

คดีนี้เป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้รับประทับฟ้องแล้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่าเป็นการสั่งให้รับฟ้องคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 บัญญัติว่า "...การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" ดังนี้ หากจำเลยจะต่อสู้คดีส่วนแพ่ง จำเลยจะต้องให้การต่อสู้ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้บัญญัติไว้พร้อมกับคำให้การต่อสู้คดีส่วนอาญาด้วยกัน โดยคำให้การในคดีส่วนแพ่งนั้นจำเลยจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แต่คำให้การของจำเลยได้ให้การต่อสู้คำฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งรวมกันมาว่า จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ทั้งสิ้นเท่านั้น จึงเห็นได้ว่า คำให้การของจำเลยในคดีส่วนแพ่งจำเลยคงเพียงให้การปฏิเสธลอยๆ หาได้โต้แย้งข้อเท็จจริงฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งซึ่งจำเลยจะต้องให้การมาโดยแจ้งชัดด้วยว่า คดีในส่วนแพ่งเป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 232/2550 ของศาลชั้นต้น เพราะเหตุใด เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีในส่วนแพ่งเป็นฟ้องซ้อนและฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 232/2550 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ถือว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้ และเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วกรณีจึงไม่จำต้องสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลยอีก

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 225 ม. 249
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนันต์ ปิงพยอม
จำเลย — นางอำนวย วิชัยรักษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายไพฑูรย์ อุ้ยมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพิชัย นิลทองคำ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
ชีพ จุลมนต์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8511/2554
#521555
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลงพิมพ์ข้อความโดยอาศัยข้อเท็จจริงในคดีหมายเลขดำที่ พ.2/2543 ของศาลล้มละลายกลาง และคดีหมายเลขดำที่ 2450/2546 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ อันเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริง ทั้งข้อมูลดังกล่าวยังเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นศาลที่ดำเนินไปโดยเปิดเผย แม้ในการลงพิมพ์ข้อความของจำเลยจะเป็นการกล่าวสรุปโดยมิได้อ้างว่าเป็นเรื่องของการกล่าวอ้างของคู่ความฝ่ายตรงข้ามกับโจทก์ในชั้นพิจารณาของศาล แต่ก็มิได้เกินเลยไปจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่ และความผิดปกติต่าง ๆ ก็ล้วนเป็นเรื่องที่วิญญูชนทั่วไปสามารถรับรู้ได้ แม้จะยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าความจริงเป็นเช่นใดแน่ก็ตาม ประกอบกับเนื้อหาในการลงพิมพ์ข้อความของจำเลยโดยรวมมิได้กล่าวถึงการกระทำของโจทก์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการกล่าวในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ความล้มเหลวของบรรษัทภิบาลในเอเชียหลังวิกฤตการณ์ด้านการเงินปี 2540 โดยกล่าวถึงการแก้ปัญหาของประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศอินโดนีเซียและประเทศสิงคโปร์ด้วย ส่วนที่มีการกล่าวถึงบริษัท อ. เนื่องจากเป็นบริษัทได้รับผลกระทบที่เป็นผลร้ายมากที่สุดและมีข้อพิพาทรุนแรงที่สุดในเรื่องล้มละลาย ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตการณ์การเงินจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ อันเป็นเรื่องประชาชนควรรู้ จึงไม่พอถือว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาร้าย หากแต่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ตาม ป.อ. มาตรา 329 (3) จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326, 328 และ 332 และพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 48 ให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลนี้เต็มหน้าด้วยตัวอักษรขนาดปกติของการเสนอข่าวทั่วไปในหนังสือพิมพ์รายวันดิอีโคโนมิสต์ (The Economist) ของจำเลย หนังสือพิมพ์รายวันบางกอกโพสต์ เดอะเนชั่นบิสซิเนสเดย์ วอลสตรีตเจอร์นอล ไฟแนเชียลไทม์ วอชิงตันโพสต์ กรุงเทพธุรกิจ ผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ สยามรัฐ มติชน เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกัน โดยค่าใช้จ่ายของจำเลย ให้ยึดและทำลายหนังสือดิอีโคโนมิสต์ (The Economist) ของจำเลยที่พิมพ์โฆษณาข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้องทุกฉบับ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 ลงโทษปรับ 80,000 บาท ให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ดิอีโคโนมิสต์ (The Economist) ของจำเลยเป็นระยะเวลา 7 ครั้ง ติดต่อกัน โดยค่าใช้จ่ายของจำเลย ให้ยึดและทำลายหนังสือพิมพ์ดิอีโคโนมิสต์ (The Economist) ของจำเลยที่พิมพ์โฆษณาข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้องทุกฉบับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ลงโทษปรับ 80,000 บาท ให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในหนังสือพิมพ์รายวันดิอีโคโนมิสต์ (The Economist) ของจำเลยเป็นระยะเวลา 7 ครั้ง ติดต่อกัน โดยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามฎีกาของจำเลยว่า ข้อความที่จำเลยลงพิมพ์ว่า โจทก์ถูกกล่าวหาว่าพยายามทำให้บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน โดยการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จในสมุดบัญชีโดยมีการเพิ่มราคาทรัพย์สินมากกว่าความเป็นจริง และเขาได้ยักย้ายเงินออกทางประตูหลังโดยการจ่ายเงินค่าเช่า 90 ปี ล่วงหน้าเป็นค่าเช่าอาคารซึ่งเป็นของครอบครัวของเขา... (...He allegedly tried to make TPI look solvent by fiddling the books to inflate the value of its assets. And he Slipped money out the back door by paying 90 years' rent in advance on a building that happened to be owned by his family...) เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยการโฆษณาหรือไม่ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การลงพิมพ์ข้อความของจำเลยดังกล่าวเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม จำเลยในฐานะที่เป็นหนังสือพิมพ์ชอบที่จะกระทำได้ จึงไม่ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ นั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่า จำเลยลงพิมพ์ข้อความโดยอาศัยข้อเท็จจริงในคดีหมายเลขดำที่ พ.2/2543 ของศาลล้มละลายกลาง ที่ปรากฏว่า หลังจากเจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) โดยโจทก์คัดค้านอ้างว่า บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) มีฐานะทางการเงินดี ไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวและตีราคาทรัพย์สินตามหลักบัญชีแล้ว ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ให้เหตุผลว่า งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตไม่แสดงความคิดเห็น เท่ากับผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้แสดงตนว่าจะไม่รับผิดชอบต่อความถูกต้องเกี่ยวกับมูลค่าทรัพย์สินในงบการเงินดังกล่าว อันมีผลเท่ากับเป็นงบการเงินที่ฝ่ายบริหารลูกหนี้จัดทำขึ้นและรับผิดชอบในความถูกต้องแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนที่เกี่ยวกับค่าเช่าล่วงหน้า 90 ปี ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2546 บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นฟ้องโจทก์ นายประทีป และนายประมวล ว่า โจทก์กับพวกในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการให้บริษัทดังกล่าวเข้าทำสัญญาเช่าอาคารจากบริษัทพรชัยวิสาหกิจ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์กับพวกและให้บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินค่าเช่ามัดจำล่วงหน้าสำหรับระยะเวลาการเช่า 90 ปี เป็นเงิน 268,000,000 บาท โดยโจทก์กับพวกเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทพรชัยวิสาหกิจ จำกัด ด้วย การกระทำของโจทก์กับพวกเป็นการจงใจให้ประโยชน์ในเชิงทรัพย์สินและผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจแก่บริษัทพรชัยวิสาหกิจ จำกัด เป็นเหตุให้บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์กับพวกร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนในส่วนของเงินมัดจำค่าเช่าล่วงหน้าจำนวน 268,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด ผู้บริหารแผน ตามสำเนาคำฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ 2450/2546 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังมาดังกล่าว ทำให้เห็นได้ว่าเรื่องราวตามที่จำเลยลงพิมพ์ข้อความเกี่ยวกับโจทก์มีมูลที่มาจากการดำเนินคดีทั้งในคดีหมายเลขดำที่ พ.2/2543 ของศาลล้มละลายกลางกับคดีหมายเลขดำที่ 2450/2546 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ อันเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงมิใช่เป็นการกล่าวโดยปราศจากมูลเหตุที่จะอ้างได้แต่อย่างใด ทั้งข้อมูลดังกล่าวยังเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นศาลที่ดำเนินไปโดยเปิดเผย จำเลยย่อมนำมากล่าวอ้างได้แม้ในการลงพิมพ์ข้อความของจำเลยจะเป็นการกล่าวสรุปโดยมิได้อ้างว่าเป็นเรื่องของการกล่าวอ้างของคู่ความฝ่ายตรงข้ามกับโจทก์ในชั้นพิจารณาของศาล แต่ก็มิได้เกินเลยไปจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่ และข้อที่ศาลล้มละลายกลางพบเห็นความผิดปกติตัวเลขของบัญชีที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตไม่แสดงความเห็นก็ดี หรือการที่บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) โดยโจทก์กับพวกในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจได้ดำเนินการให้บริษัทเข้าทำสัญญาเช่าอาคารจากบริษัทพรชัยวิสาหกิจ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์กับพวกและจ่ายเงินค่าเช่ามัดจำล่วงหน้าสำหรับระยะเวลาการเช่า 90 ปี เป็นเงินถึง 268,000,000 บาท ก็ดี ล้วนเป็นเรื่องของความผิดปกติที่วิญญูชนทั่วไปสามารถรับรู้ได้ แม้จะยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าความจริงเป็นเช่นใดแน่ก็ตาม ประกอบกับเนื้อหาในการลงพิมพ์ข้อความของจำเลยโดยรวมมิได้กล่าวถึงการกระทำของโจทก์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการกล่าวในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ความล้มเหลวของบรรษัทภิบาลในเอเชียหลังวิกฤตการณ์ด้านการเงินเมื่อปี 2540 โดยมีการกล่าวถึงการแก้ปัญหาของประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศอินโดนีเซียและประเทศสิงคโปร์ด้วย ส่วนที่มีการกล่าวถึงบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) เนื่องจากเป็นบริษัทได้รับผลกระทบที่เป็นผลร้ายมากที่สุดและมีข้อพิพาทรุนแรงที่สุดในเรื่องล้มละลายซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตการณ์การเงินจนไม่สามารถชำระหนี้ดอกเบี้ยจำนวน 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้ อันเป็นเรื่องประชาชนควรต้องรับรู้ จึงไม่พอถือว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาร้าย หากแต่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 329 (3)
ป.วิ.อ. ม. 222
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
จำเลย — บริษัทดิอีโคโนมิสต์ นิวส์เปเปอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางมนทกานติ ช้างหัวหน้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปริญญา ดีผดุง
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8481/2554
#513595
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้าม ก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม

แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้อง แต่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงและได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากบิดาตลอดมา โดยจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการครอบครองที่ดินโดยชอบ กรณีเช่นนี้หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดิน ก็ชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีสิทธิหรืออำนาจเข้าไปรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยพลการการที่จำเลยได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินแล้วทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย จึงอาจมีมูลเป็นความผิดตามฟ้องได้ เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 ที่จะรับไว้ไต่สวนมูลฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 362, 365 (2) และ 358

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว ตามคำฟ้องเป็นเรื่องโต้แย้งกรรมสิทธิ์กันในทางแพ่งและที่ดินมีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ จึงไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม ฟ้องของโจทก์ได้ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เห็นได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบด้วยมาตรา 362 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ดังนั้น ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นบทเบา แม้จะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อคดีได้มาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า คดีจำต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนมีคำสั่งหรือคำพิพากษาหรือไม่ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 พิจารณาแล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินตามฟ้องทั้งสองแปลงบิดาโจทก์เป็นผู้ซื้อโดยใส่ชื่อจำเลยซึ่งเป็นน้องชายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนตั้งแต่ปี 2512 และ 2521 แล้วบิดาโจทก์ครอบครองทำกินในที่ดินตลอดมาจนถึงปี 2533 ได้ยกที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องจากบิดาจนถึงปัจจุบัน เมื่อปี 2549 บิดาโจทก์และโจทก์ประสงค์ให้จำเลยเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินตามฟ้องเป็นชื่อโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยและยังฟ้องขับไล่บิดาโจทก์ออกจากที่ดินแปลงอื่นที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของแทนบิดาโจทก์อีกด้วย ต่อมาในวันเกิดเหตุจำเลยกับพวกรวม 4 คน บุกรุกเข้ามาในที่ดินดังกล่าวแล้วจำเลยใช้ให้พวก 3 คน ใช้จอบขุดยกผิวดินให้สูงขึ้น ขุดหลุมนำต้นไม้เข้ามาปลูกในที่ดินตามฟ้อง อันเป็นการรบกวนโต้แย้งสิทธิการครอบครองของโจทก์ และทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวหน้าดินและที่ดินอันเป็นการทำให้เสียทรัพย์ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องทั้งสองแปลง แต่เมื่อโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงและได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากบิดาตลอดมา โดยจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการครอบครองที่ดินโดยชอบ กรณีเช่นนี้หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดิน ก็ชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีสิทธิหรืออำนาจเข้าไปรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยพลการ ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยมิได้ดำเนินการตามกฎหมายโต้แย้งสิทธิใดๆ ในที่ดินตามฟ้อง แต่กลับไปฟ้องขับไล่บิดาโจทก์ออกจากที่ดินแปลงอื่น แล้วในวันเกิดเหตุจำเลยได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินตามฟ้องและทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย อันเป็นการบรรยายฟ้องโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์อ้างจึงอาจมีมูลเป็นความผิดตามฟ้องได้ ซึ่งพิจารณาจากฟ้องเพียงลำพังยังไม่อาจทราบได้ว่ามีมูลความจริงดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ คดีจำต้องฟังพยานหลักฐานจากการไต่สวนมูลฟ้องก่อน ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องโดยไม่มีการไต่สวนมูลฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 358 ม. 362 ม. 365 (2)
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 193 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศศิวิมล วุฒิปัญญารัตนกุล
จำเลย — นายธงชัย วุฒิปัญญารัตนกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายชาตรี เหลืองเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8472/2554
#514212
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 และคดีของจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลฎีกาพิพากษาหลังจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ใช้บังคับแล้ว และได้ปรับบทลงโทษและกำหนดโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แล้ว กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (เดิม) 66 วรรคหนึ่ง (เดิมและใหม่) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง เดิม ในส่วนเงื่อนไขอันเป็นองค์ประกอบความผิด และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่) (ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545) ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยที่ 1 เสียใหม่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ดังนี้ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของจำเลยที่ 1 มีเพียงว่า ศาลจะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ได้หรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่จำเลยที่ 1 ฎีกาดังกล่าวข้างต้นยุติไปในคดีหลักตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า " ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิด...กำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ...เมื่อผู้กระทำความผิดร้องขอ ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ... " บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ศาลจะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วได้ต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และคดีถึงที่สุดก่อนวันที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังใช้บังคับ เมื่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 และคดีของจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 โดยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลฎีกาพิพากษาหลังจากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ใช้บังคับแล้ว และได้ปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยที่ 1ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แล้ว กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ
จำเลย — นายพิเชษฐ์ ล่าบู กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสุกุมล รุ่งพรทวีวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมสุข ธีระกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ เดียวอิศเรศ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา