คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4466/2554
#518443
เปิดฉบับเต็ม

เงื่อนไขข้อบังคับตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งกำหนดไว้สำหรับการคุ้มครองความรับผิดของผู้ขับขี่ว่า บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์ โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง ซึ่งหมายความว่านอกจากความรับผิดในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยทำละเมิดต่อผู้อื่นแล้ว จำเลยที่ 3 ยังยอมรับผิดในกรณีผู้เอาประกันภัยมิได้เป็นผู้ทำละเมิด แต่ผู้อื่นเป็นผู้ทำละเมิดโดยผู้นั้นได้ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้โดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัย เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้ โดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในการที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 112,110 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7,707 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 119,817 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 112,110 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปก่อนฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 56,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันกระทำละเมิด (วันที่ 6 กันยายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 2406 นครปฐม ซึ่งได้ประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวด้วยความประมาทเกี่ยวโดนสายเคเบิลโทรศัพท์พร้อมอุปกรณ์ที่พาดแขวนยึดติดกับเสาไฟฟ้า ซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวจึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเพียงพอที่จำเลยที่ 3 จะเข้าใจในคำฟ้องและต่อสู้คดีได้ ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยหรือไม่ เห็นว่า แม้บริษัทพันธุ์กาญจน์ จำกัด เป็นผู้เอาประกันรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 3 ตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่ตามคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ของนายสุทิน บริษัทพันธุ์กาญจน์ จำกัด และจำเลยที่ 2 เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 2 ได้นำจำเลยที่ 1 ไปพบเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้เปรียบเทียบปรับ ส่วนค่าเสียหายให้โจทก์ติดต่อกับจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว เห็นชัดว่าเป็นการที่จำเลยที่ 2 แสดงออกซึ่งความรับผิดต่อโจทก์ โดยยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ โดยให้โจทก์เรียกเอาจากจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว เสมือนหนึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวเอง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 และบริษัทพันธุ์กาญจน์ จำกัด มีผลประโยชน์ร่วมกันในการประกอบกิจการ โดยตกลงกันให้บริษัทพันธุ์กาญจน์ จำกัด เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว มิฉะนั้นแล้ว จำเลยที่ 3 คงไม่รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวจากบริษัทพันธุ์กาญจน์ จำกัด ซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวแต่อย่างใด ถือได้ว่า บริษัทพันธุ์กาญจน์ จำกัด ยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว กรณีจึงเข้าเงื่อนไขข้อบังคับตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว หมวด 2 ข้อ 2.6 ซึ่งกำหนดไว้สำหรับการคุ้มครองความรับผิดของผู้ขับขี่ว่า บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์ โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง ซึ่งหมายความว่านอกจากความรับผิดในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยทำละเมิดต่อผู้อื่นแล้ว จำเลยที่ 3 ยังยอมรับผิดในกรณีผู้เอาประกันภัยมิได้เป็นผู้ทำละเมิด แต่ผู้อื่นเป็นผู้ทำละเมิดโดยผู้นั้นได้ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้โดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัย เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยไว้ โดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในการที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 427 ม. 887 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
จำเลย — นายสุภาพ รัตน์พลที กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสุรวัฒน์ ภู่ภูมิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวกุสุมา คูหาวิไล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
มานัส เหลืองประเสริฐ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4464/2554
#515057
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การปฏิเสธว่า ไม่เคยกู้และรับเงินจากโจทก์ จำเลยไม่เคยมอบอำนาจให้ ว. ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องไว้แก่โจทก์ ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย แต่เป็นลายมือชื่อปลอม ภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่โจทก์ แต่คำเบิกความของพยานโจทก์มีพิรุธหลายประการ เพราะโจทก์ไม่มีสัญญากู้หรือหลักฐานการรับเงินของจำเลยมาแสดงต่อศาล นอกจากนี้โจทก์ไม่ยื่นบัญชีระบุพยานอ้าง ว. หรือผู้ลงชื่อเป็นพยาน 2 คน ในหนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นพยานรู้เห็นโดยตรงเป็นพยานสนับสนุนให้ได้ความตามข้ออ้างของตน ทั้งเมื่อศาลตรวจดูลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจเปรียบเทียบกับลายมือชื่อที่แท้จริงของจำเลยที่ลงไว้ในสารบบที่ดิน เห็นว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของจำเลย แต่เป็นลายมือชื่อปลอม เพราะคุณสมบัติของการเขียนรูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกับลายมือชื่อที่แท้จริงของจำเลย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมอบอำนาจให้ ว. นำที่ดินตามฟ้องไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้แก่โจทก์ หนังสือสัญญาจำนองจึงไม่ผูกพันจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 391,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดิน น. ส. 3 ก. เลขที่ 509 ตำบลคำแก้ว อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย ออกขายทอดตลาดใช้หนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายรอยพิมพ์ ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 391,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันฟ้องวันที่ 1 สิงหาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดิน น. ส. 3 ก. เลขที่ 509 ตำบลคำแก้ว อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย ออกขายทอดตลาดใช้หนี้แก่โจทก์จนครบ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 นางวัลภา นำหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล. 1 ซึ่งโจทก์กรอกข้อความว่า จำเลยมอบอำนาจให้นางวัลภา นำที่ดินตามฟ้องจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้แก่โจทก์ ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องไว้แก่โจทก์ โดยหนังสือสัญญาจำนองไม่มีข้อความระบุว่าให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม ตามเอกสารหมาย จ. 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกู้และรับเงิน 150,000 บาท จากโจทก์ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยกู้และรับเงินจากโจทก์ จำเลยไม่เคยมอบอำนาจให้นางวัลภาไปจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องไว้แก่โจทก์ ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย แต่เป็นลายมือชื่อปลอม ภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่โจทก์ โดยโจทก์มีตัวโจทก์และนายมนตรี เป็นพยานเบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 จำเลยกู้และรับเงิน 150,000 บาท จากโจทก์ที่บ้านโจทก์ ซึ่งอยู่ที่อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย กำหนดชำระหนี้คืนภายใน 1 ปี โดยจำเลยมอบอำนาจให้นางวัลภาไปจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องเป็นประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวตามหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ. 1 และ น. ส. 3 ก. ของที่ดินตามเอกสารหมาย จ. 2 กับยืนยันว่า จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจต่อหน้าโจทก์ เมื่อจดทะเบียนจำนองเสร็จจำเลยจึงรับเงินกู้ไปจากโจทก์ เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวมีพิรุธหลายประการ เพราะโจทก์ไม่มีสัญญากู้หรือหลักฐานการรับเงินของจำเลยมาแสดงต่อศาล แต่โจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านยืนยันว่า ในวันดังกล่าวมีการทำสัญญากู้และจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ต่อหน้าโจทก์ ครั้นทนายจำเลยถามต่อ โจทก์กลับเบิกความว่า จำไม่ได้ว่ามีสัญญากู้ที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้หรือไม่ ผิดวิสัยของผู้ให้กู้ทั่วไปที่จะต้องจดจำเรื่องดังกล่าวได้แม่นยำ เพราะให้เงินแก่ผู้ที่ตนไม่รู้จักกู้ไปถึง 150,000 บาท ส่วนเรื่องที่อ้างว่าจำเลยมอบอำนาจให้นางวัลภานำที่ดินตามฟ้องไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันและจำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจต่อหน้าโจทก์นั้นมีพิรุธเช่นกัน เพราะโจทก์เพิ่งอ้างเรื่องดังกล่าวเมื่อทนายจำเลยนำสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล. 1 ซึ่งโจทก์และจำเลยรับรองความถูกต้องให้โจทก์ดู โดยจำเลยเป็นฝ่ายอ้างสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล. 1 ประกอบคำซักค้าน เมื่อพิจารณาว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารสำคัญในคดีนี้ซึ่งโจทก์ควรจะอ้างเป็นพยาน แต่โจทก์ขอสารบบของที่ดินตามฟ้องมาแล้วกลับอ้างเพียงสำเนา น. ส. 3 ก. ของที่ดินตามฟ้องเป็นพยานประกอบคำเบิกความของตัวโจทก์เท่านั้น นอกจากนี้โจทก์ไม่ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างนางวัลภาหรือผู้ลงชื่อเป็นพยาน 2 คน ในหนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นพยานรู้เห็นโดยตรงเป็นพยานสนับสนุนให้ได้ความตามข้ออ้างของตน คงอ้างนายมนตรีเป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่าเห็นขณะจำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งก็ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ เพราะไม่ปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ว่านายมนตรีรู้เห็นเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจหรืออยู่ด้วยในวันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยมากู้และจำนองที่ดินตามฟ้องไว้แก่โจทก์ ยิ่งกว่านั้นเมื่อศาลฎีกาพิจารณาหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย ล. 1 ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมิได้ทำขึ้นที่บ้านโจทก์ในวันเดียวกับที่โจทก์อ้างว่าจำเลยมาขอกู้และจำนองที่ดินเป็นประกัน เพราะโจทก์เขียนระบุในหนังสือมอบอำนาจว่าเขียนที่บ้านจำเลยเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 และเมื่อตรวจดูลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจในเอกสารหมาย ล. 1 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อที่แท้จริงของจำเลยซึ่งลงชื่อไว้ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2533 ถึงปี 2521 ตามที่ปรากฏในสารบบที่ดินเอกสารหมาย จ. 5 ซึ่งมิได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว เห็นว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของจำเลย แต่เป็นลายมือชื่อปลอม เพราะคุณสมบัติของการเขียน รูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกับลายมือชื่อที่แท้จริงของจำเลย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมอบอำนาจให้นางวัลภานำที่ดินตามฟ้องไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้แก่โจทก์ หนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ. 1 จึงไม่ผูกพันจำเลย โจทก์จึงตกเป็นฝ่ายแพ้คดีโดยไม่จำต้องชั่งน้ำหนักของพยานจำเลยอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84/1 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอรุณี จิวาศักดิ์อภิมาศ
นายขันตี วันชัย โดยนายรอยพิมพ์ วันชัย
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4444/2554
#509624
เปิดฉบับเต็ม

การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ของศาลชั้นต้นต้องนำมาตรา 182 วรรคสอง มาใช้โดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 215 และ 209 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ส่งคำพิพากษาไปให้ศาลชั้นต้นอ่านแทนศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2550 ประกอบกับจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องหมายนัดโจทก์ จำเลย และ ป. มาฟังคำพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 แม้จะเกินกว่า 3 วัน และไม่ได้จดรายงานเหตุไว้นั้น ก็เป็นการชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 182 ประกอบมาตรา 225 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า การฟ้องคดีด้วยวาจาของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศาลขณะฟ้องคดีและไม่ได้อธิบายการกระทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้นั้น เห็นว่า จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสอง หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทำคำพิพากษาแล้วเสร็จในวันที่ 29 ธันวาคม 2549 แต่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 วันที่ 17 พฤษภาคม 2550 เป็นการนัดอ่านคำพิพากษาล่าช้าไปถึง 139 วัน ซึ่งเกินกว่า 3 วัน และศาลชั้นต้นไม่ได้จดรายงานเหตุไว้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในศาลโดยเปิดเผยในวันเสร็จการพิจารณาหรือภายในเวลาสามวันนับแต่เสร็จคดี ถ้ามีเหตุอันสมควร จะเลื่อนไปอ่านวันอื่นก็ได้ แต่ต้องจดรายงานเหตุนั้นไว้" มาตรา 215 บัญญัติว่า "นอกจากที่บัญญัติมาแล้ว ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาและว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้นมาบังคับในชั้นอุทธรณ์ด้วยโดยอนุโลม" และมาตรา 209 บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยมิชักช้าและจะอ่านคำพิพากษาที่ศาลอุทธรณ์หรือส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านก็ได้" ดังนี้ การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ของศาลชั้นต้นจึงต้องนำมาตรา 182 วรรคสอง มาใช้โดยอนุโลม เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ส่งคำพิพากษาไปให้ศาลชั้นต้นอ่านแทนศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2550 ประกอบกับจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องหมายนัดโจทก์ จำเลยและนายประกันมาฟังคำพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 แม้จะเกินกว่า 3 วัน และไม่ได้จดรายงานเหตุไว้นั้น ก็เป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 ประกอบมาตรา 225 แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 182 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายชูชาติ จุลโพธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายพิเชษฐ์ วังศาบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมชาย พันธุมะโอภาส
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4410/2554
#509364
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ในส่วนอาญา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะกำหนดโทษและเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องโดยระบุวรรคของ มาตรา 290 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และบทบัญญัติที่อ้างอิงประกอบภายในวงเล็บ ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

เมื่อคดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกใช้ไม้ ขวดสุรา และก้อนอิฐเป็นอาวุธทุบตีและร่วมกันชกต่อยทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามฟ้อง ตามป.วิ.อ. มาตรา 46 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 290

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางเพชร์แก้ว มารดานายนิกร ผู้ตายซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะให้แก่ผู้ร้องและเด็กชายวิธวัฒน์ บุตรของผู้ตาย รวมจำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 เมษายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ และขอให้ยกคำร้องในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 (ที่ถูก มาตรา 290 วรรคสอง ประกอบมาตรา 289 (4)), 83 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมาย มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 (ที่ถูกร่วมกัน) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 370,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้อง (ที่ถูก และคำร้อง) สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ในคดีส่วนอาญาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะกำหนดโทษและเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องโดยระบุวรรคของมาตรา 290 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และบทบัญญัติที่อ้างอิงประกอบภายในวงเล็บถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานโจทก์ยังมีเหตุระแวงสงสัย และไม่มีพยานโจทก์ปากใดชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 เข้าร่วมทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตาย พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในคดีส่วนอาญานั้น เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในคดีส่วนแพ่งว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" เมื่อคดีส่วนอาญาต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งดังที่วินิจฉัยไปแล้วข้างต้น ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกใช้ไม้ ขวดสุรา และก้อนอิฐเป็นอาวุธทุบตีและร่วมกันชกต่อยทำร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามฟ้องคดีส่วนแพ่งย่อมต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องนั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 290 วรรคสอง ม. 289 (4) ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
ผู้ร้อง — นางเพชร์แก้ว ดาวเมืองปลูก
จำเลย — นายอนุพล ดวงน่าน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายชัยฤกษ์ หิมพานต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4340/2554
#509363
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องได้ความว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าว กล่าวถึงการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 มาตรา 11 โดยชัดแจ้งแล้วการที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี ย่อมหมายถึงมาตรา 160 ตรี ที่เพิ่มเติมแล้วนั่นเอง แม้โจทก์ไม่ได้อ้าง พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 มาตรา 11 ก็เป็นเพียงโจทก์อ้างบทกฎหมายไม่ครบถ้วนชัดเจนเท่านั้น และถือว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี ซึ่งเพิ่มโดย พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 มาตรา 11 แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 22, 43, 152, 157, 160, 160 ตรี, 162 และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 22 (2), 43 (2) (4) (8), 152, 157, 160 วรรคสาม, 160 ตรี วรรคสี่ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 มาตรา 11 การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องได้ความว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้นางแก้ว รักชาติ ถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องดังกล่าวกล่าวถึงการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 มาตรา 11 โดยชัดแจ้งแล้ว การที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี ย่อมหมายความถึงมาตรา 160 ตรี ที่เพิ่มเติมแล้วนั่นเอง แม้โจทก์ไม่ได้อ้างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 มาตรา 11 ก็เป็นเพียงโจทก์อ้างบทกฎหมายไม่ครบถ้วนชัดเจนเท่านั้น และถือว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 มาตรา 11 แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 160 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายทวีศักดิ์ ดู่ยาหรือคู่ยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายอนุรักษ์ หมั่นธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4337/2554
#510254
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางเขนจับกุม ว. ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวนหนึ่งเป็นของกลาง จึงได้วางแผนให้ ว. โทรศัพท์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยและ ป. อีก จนจับกุมจำเลยและ ป. ได้ในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ กรณีจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขนซึ่งเป็นท้องที่ที่ ว. โทรศัพท์ล่อซื้อและสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับกุมจำเลยและ ป. พนักงานสอบสวนท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวน ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางเขนจึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (3) การสอบสวนจึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,500,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือนและปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรองเท้าแตะของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีประจักษ์พยานมาสืบ 2 ปาก คือร้อยตำรวจเอกจักรวิน และจ่าสิบตำรวจกิติวร ซึ่งเป็นผู้จับกุมตัวจำเลยและนายวังเปา เบิกความยืนยันว่า เมื่อถึงเวลานัดจำเลยเดินถือกล่องกระดาษ 1 กล่อง เข้าไปโทรศัพท์ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ สักครู่นายวังเปาก็เดินเข้าไปหาจำเลยตู้โทรศัพท์และช่วยกันยกกล่องกระดาษดังกล่าว พยานทั้งสองกับพวกจึงเข้าจับกุมจำเลยและนายวังเปา จากการตรวจค้นกล่องกระดาษพบรองเท้าแตะพื้นหนาประมาณ 1 นิ้ว จำนวน 22 ข้าง มีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ใต้พื้นรองเท้าจำนวน 20 ข้าง ข้างละ 5 ถุง ถุงละ 200 เม็ด นอกจากนี้ยังพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 1 เครื่อง ที่ตัวนายวังเปา และบัตรโดยสารรถประจำทางจำนวน 2 ฉบับ ที่จำเลยและนายวังเปาใช้เดินทางจากจังหวัดเชียงราย จึงยึดเป็นของกลาง ทั้งพยานโจทก์ดังกล่าวก็เบิกความได้สอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญและมีเหตุผลติดต่อเชื่อมโยงกันมาเป็นลำดับ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยถูกจับกุมโดยกะทันหันพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนถึง 20,000 เม็ด โดยเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ใต้พื้นรองเท้าจำนวน 20 ข้าง ข้างละ 5 ถุง ถุงละ 200 เม็ด เป็นหลักฐานยืนยันความผิดของจำเลย จำเลยยังไม่มีโอกาสหาข้อแก้ตัวได้ทันในขณะนั้น จึงต้องให้การรับสารภาพไปตามความสัตย์จริง นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้อีกว่า คดีนี้มีการวางแผนให้นายวิเชียร โทรศัพท์ไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายวังเปาจนกระทั่งมีการจับกุมนายวังเปาและจำเลยได้ เหตุที่มีการจับกุมครั้งนี้ก็เนื่องมาจากการสืบสวนขยายผลในคดีที่จับกุมนายวิเชียรได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด ซึ่งนายวิเชียรให้การซัดทอดว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายวังเปา จำเลยเดินทางออกจากจังหวัดเชียงรายโดยรถโดยสารของบริษัท บ.ข.ส. จำกัด เมื่อเวลา 16 นาฬิกา ส่วนนายวังเปาเดินทางออกจากจังหวัดเชียงรายโดยรถโดยสารของบริษัทสมบัติทัวร์ จำกัด เมื่อเวลา 17 นาฬิกา เป็นเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อมาถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิตกรุงเทพมหานครแล้ว ร้อยตำรวจเอกจักรวินและจ่าสิบตำรวจกิติวรยืนยันว่าเห็นจำเลยโทรศัพท์และนายวังเปาเดินไปพบจำเลยที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ทำให้จับกุมจำเลยและนายวังเปาได้พร้อมกัน ประกอบกับชั้นสอบสวนจำเลยก็ยังคงให้การรับสารภาพว่า นายวังเปาว่าจ้างให้จำเลยขนเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งให้ลูกค้าของนายวังเปาที่กรุงเทพมหานคร โดยได้ค่าจ้างจำนวน 6,000 บาท ตามบันทึกการจับกุม บันทึกรับสารภาพและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ที่จำเลยนำสืบอ้างว่า จำเลยนั่งรถโดยสารประจำทางจากจังหวัดเชียงรายเพื่อมาเยี่ยมบุตรสาว เมื่อมาถึงได้โทรศัพท์เพื่อนัดให้บุตรสาวมารับ ขณะที่นั่งรอบุตรสาวก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนั้น เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอยๆ ไม่ได้นำบุตรสาวมาเป็นพยานหรือมีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนันสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พฤติการณ์รับฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจะนำมาจำหน่ายให้แก่นายวิเชียรตามที่โจทก์นำสืบนั่นเอง จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งว่า จำเลยถูกจับในเขตสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางเขนไม่มีอำนาจสอบสวน การสอบสวนจึงไม่ชอบ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ดังได้วินิจฉัยแล้วว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คดีนี้ได้พบการกระทำความผิดของนายวิเชียรก่อน จึงมีการขยายผลสืบสวนและมีการวางแผนให้นายวิเชียรโทรศัพท์ไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายวังเปาอีก จนกระทั่งมีการจับกุมนายวังเปาและจำเลยได้ในเวลาต่อเนื่องกัน เหตุจับกุมครั้งนี้ก็เนื่องมาจากการสืบสวนขยายผลในคดีที่จับกุมนายวิเชียรได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด ซึ่งนายวิเชียรให้การซัดทอดว่าได้ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากนายวังเปา กรณีจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน ซึ่งเป็นท้องที่โทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อและสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อซึ่งเป็นท้องที่ที่จับกุมจำเลยกับพวกได้ พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางเขน จึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (3) การสอบสวนเป็นไปโดยชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย โดยกำหนดว่าหากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุให้กักขังเกิน 1 ปีหรือไม่ มีกำหนดเท่าใด และศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขในส่วนนี้ เช่นนี้ จะกักขังแทนค่าปรับเกินกำหนด 1 ปี ไม่ได้ ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 ม. 24 (1) ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมชาย แซ่เล่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางอารยา วิชิตชลชัย
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4335/2554
#584152
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงสั่งซื้อสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมนั้น เป็นการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนตามแผนการที่วางไว้ตั้งแต่ต้น โดยการหลอกลวงให้โจทก์ร่วมไว้วางใจเพื่อจะได้ฉ้อโกงสินค้าเป็นจำนวนมากโดยอาศัยวิธีการออกเช็คชำระค่าสินค้าแทนเงินสด โดยเจตนาที่จะไม่ใช้เงินตามเช็ค พฤติการณ์การกระทำดังกล่าวจึงเป็นเพียงอุบายของจำเลยกับพวกเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและส่งมอบสินค้าผ้าให้จำเลยกับพวก การออกเช็คชำระหนี้คราวแรกจึงเป็นการกระทำอันเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้การที่จำเลยออกเช็คตามฟ้องให้แก่โจทก์ร่วมจะกระทำขึ้นในวันที่ 25 กรกฎาคม 2543 ภายหลังจากจำเลยกับพวกได้รับสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมไประหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2543 และภายหลังออกเช็คคราวแรกให้โจทก์ร่วมแล้วก็ตาม แต่เป็นการออกเช็คแทนเช็คฉบับเดิมที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องและแทนที่การออกเช็คที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการหลอกลวงดังกล่าว การกระทำของจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 707/2545 ของศาลแขวงปทุมวัน และในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ในคดีนี้ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นกรรมเดียวกันก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 707/2545 ของศาลแขวงปทุมวัน โดยวินิจฉัยว่าเป็นการฟ้องซ้อนกับคดีนี้ หาได้วินิจฉัยการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 707/2545 ของศาลแขวงปทุมวัน ได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้จึงหาได้ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 707/2545 ของศาลแขวงปทุมวัน

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัด เบ๊กิ้มฮง ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 707/2545 ของศาลแขวงปทุมวัน จำเลยกับนายจิรายุพันธุ์ มีเจตนาฉ้อโกงโจทก์ร่วมมาตั้งแต่แรก และเป็นความผิดสำเร็จเมื่อได้รับสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วม ส่วนคดีนี้เมื่อจำเลยออกเช็คตามฟ้องเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าผ้าให้แก่โจทก์ร่วม และเช็คดังกล่าวธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ย่อมเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานฉ้อโกง จึงต้องลงโทษจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ในคดีนี้อีกข้อหาหนึ่ง ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยในความผิดทั้งสองคดีดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยกับนายจิรายุพันธุ์ได้ร่วมกันจัดตั้งร้านค้าชื่อถุงเงินดีไซน์โดยสมมุติขึ้นมิได้มีอยู่จริง แล้วนำชื่อร้านดังกล่าวไปใช้ซื้อสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมหลายครั้ง โดยได้ความจากนางปิติพร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมและนายพชร ผู้จัดการฝ่ายขายของโจทก์ร่วมว่า ในระยะแรกของการซื้อขายสินค้า จำเลยกับพวกจะชำระค่าสินค้าเป็นเงินสด ต่อมามีการชำระด้วยเช็คซึ่งเรียกเก็บเงินได้ นายจิรายุพันธุ์จึงขอเวลาชำระค่าสินค้านานขึ้นให้แก่ร้านถุงเงินดีไซน์ โจทก์ร่วมตกลงให้เวลาชำระค่าสินค้าดังกล่าว ครั้งสุดท้ายร้านถุงเงินดีไซน์สั่งซื้อสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมเป็นเงินประมาณ 1,450,000 บาท และจำเลยสั่งจ่ายเช็คหลายฉบับเพื่อชำระค่าสินค้าผ้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม แต่เช็คดังกล่าวธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินต่อมาจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คตามฟ้องแทนเช็คที่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่าย และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอีก หลังเกิดเหตุ โจทก์ร่วมไปตรวจสอบที่ตั้งของร้านถุงเงินดีไซน์ ปรากฏว่าเป็นบ้านเช่าซึ่งนายจิรายุพันธุ์เป็นผู้เช่า เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงสั่งซื้อสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมนั้น เป็นการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนตามแผนการที่วางไว้ตั้งแต่ต้น โดยการหลอกลวงให้โจทก์ร่วมไว้วางใจเพื่อจะได้ฉ้อโกงสินค้าเป็นจำนวนมากโดยอาศัยวิธีการออกเช็คชำระค่าสินค้าแทนเงินสด โดยเจตนาที่จะไม่ใช้เงินตามเช็ค พฤติการณ์การกระทำดังกล่าวจึงเป็นเพียงอุบายของจำเลยกับพวกเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและส่งมอบสินค้าผ้าให้จำเลยกับพวก การออกเช็คชำระหนี้คราวแรกจึงเป็นการกระทำอันเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แม้การที่จำเลยออกเช็คตามฟ้องให้แก่โจทก์ร่วมจะกระทำขึ้นในวันที่ 25 กรกฎาคม 2543 ภายหลังจากจำเลยกับพวกได้รับสินค้าผ้าจากโจทก์ร่วมไประหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2543 และภายหลังออกเช็คคราวแรกให้โจทก์ร่วมแล้วก็ตาม แต่เป็นการออกเช็คแทนเช็คฉบับเดิมที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องและแทนที่การออกเช็คที่เป็นส่วนหนึ่งของแผน การหลอกลวงดังกล่าว การกระทำของจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 707/2545 ของศาลแขวงปทุมวัน และในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ในคดีนี้ จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน อย่างไรก็ดี แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นกรรมเดียวกันก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 707/2545 ของศาลแขวงปทุมวัน โดยวินิจฉัยว่าเป็นการฟ้องซ้อนกับคดีนี้ หาได้วินิจฉัยการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ จึงถือไม่ได้ว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 707/2545 ของศาลแขวงปทุมวัน ได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้จึงหาได้ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้ระงับไปแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และโดยที่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้อง แต่ยังมิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลย และศาลอุทธรณ์ก็ยังมิได้พิจารณาพิพากษาในเนื้อหาแห่งคดี ทั้งเป็นคดีที่หากศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยแล้ว อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นเป็นการจำเป็น จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (3) ประกอบด้วยมาตรา 247 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ป.อ. ม. 90 ม. 341
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เบ๊กิ้มฮง
จำเลย — นายธงชัย ถุงเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นายสุรฤทธิ์ ธีระศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4330/2554
#508326
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การที่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยในข้อ 9 ระบุให้บรรดางานที่โจทก์ได้ทำขึ้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยโจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ไม่ได้ เพื่อเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้ค่างานแก่โจทก์ จึงเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หาใช่ว่าจะต้องบังคับตามข้อสัญญาโดยเด็ดขาดเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งงานแก่โจทก์เสมอไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 278,720 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้าง 50,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยจ้างโจทก์ทำเฟอร์นิเจอร์เพื่อนำมาติดตั้งในอาคารของจำเลย โดยสัญญาจ้างทำเฟอร์นิเจอร์ ข้อ 9 ระบุว่า "หากผู้ว่าจ้าง...เห็นว่า ผู้รับจ้างทำงานไม่เรียบร้อย ใช้ลูกจ้างฝีมือไม่ดีมาทำงาน หรือทำงานล่าช้า...ถ้าผู้ว่าจ้างได้ตักเตือนแล้วยังเพิกเฉย ไม่จัดการแก้ไข ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ ถ้าผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้ว... บรรดางานที่ผู้รับจ้างได้ทำขึ้น... ผู้รับจ้างยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้าง โดยผู้รับจ้างจะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆไม่ได้" โดยปกติเมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ การชดใช้คืนให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม โจทก์จึงย่อมมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งงานที่ได้กระทำให้แก่จำเลยไปแล้ว การที่สัญญาข้อ 9 ดังกล่าวระบุให้บรรดางานที่โจทก์ได้ทำขึ้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยโจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ไม่ได้ เพื่อเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้ค่างานแก่โจทก์ จึงเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หาใช่ว่าจะต้องบังคับตามข้อสัญญาโดยเด็ดขาดเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งงานแก่โจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยเสมอไปไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานตามจำนวนค่าจ้างไปเป็นเงิน 504,000 บาท จำเลยชำระแล้ว 300,000 บาท เมื่อคำนึงถึงค่าปรับรายวันที่จำเลยมิได้เรียกร้องประกอบกับความเสียหายอย่างอื่นที่จำเลยได้รับแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์อีกเพียง 50,000 บาท ซึ่งแม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นจะใช้ถ้อยคำว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินค่าจ้าง แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นเงินตามควรค่าแห่งงานที่กำหนดให้จำเลยใช้แก่โจทก์เพื่อการกลับคืนสู่ฐานะเดิมและศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจลดจำนวนลงแล้วนั่นเอง หากจำเลยเห็นว่าตนไม่ต้องรับผิดก็ชอบที่จะอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์ เพียงแต่มีคำขอมาในคำแก้อุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์เท่านั้น ซึ่งไม่อาจกระทำได้ ปัญหาว่าจำเลยจะต้องชำระเงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะต้องยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยตามคำแก้ อุทธรณ์ของจำเลยอีก ผลของสัญญาข้อ 9 ดังกล่าวก็มิได้เป็นไปดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคหนึ่ง ม. 391 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิระ พงศ์เจริญ
จำเลย — นางกมลวรรณ เหมสุวรรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสงขลา — นายสมเกียรติ เส็งประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4330/2554
#515056
เปิดฉบับเต็ม

โดยปกติเมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามสมควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม โจทก์ผู้รับจ้างจึงย่อมมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งงานที่ได้กระทำให้แก่จำเลยผู้ว่าจ้างไปแล้ว การที่สัญญาข้อ 9 ดังกล่าวระบุให้บรรดางานที่โจทก์ได้ทำขึ้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยโจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ไม่ได้เพื่อเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้ค่างานแก่โจทก์ จึงเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หาใช่ว่าจะต้องบังคับตามข้อสัญญาโดยเด็ดขาดเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งงานแก่โจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยเสมอไปไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานตามจำนวนค่าจ้างไปเป็นเงิน 504,000 บาท จำเลยชำระแล้ว 300,000 บาท เมื่อคำนึงถึงค่าปรับรายวันที่จำเลยมิได้เรียกร้องประกอบกับความเสียหายอย่างอื่นที่จำเลยได้รับแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์อีกเพียง 50,000 บาท ซึ่งแม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นจะใช้ถ้อยคำว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินค่าจ้าง แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นเงินตามควรค่าแห่งงานที่กำหนดให้จำเลยใช้แก่โจทก์เพื่อการกลับคืนสู่ฐานะเดิมและศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจลดจำนวนลงแล้วนั่นเอง หากจำเลยเห็นว่าตนไม่ต้องรับผิดก็ชอบที่จะอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์ เพียงแต่มีคำขอมาในคำแก้อุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์เท่านั้น ซึ่งไม่อาจกระทำได้ปัญหาว่าจำเลยจะต้องชำระเงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะต้องยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 278,720 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้าง 50,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ (ที่ถูก พิพากษาแก้เป็นว่า) ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2547 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ทำเฟอร์นิเจอร์ ตู้เสื้อผ้า เตียงนอน โต๊ะหัวเตียง ชั้นวางโทรทัศน์ และโต๊ะเครื่องแป้งพร้อมม้านั่งสำหรับโต๊ะเครื่องแป้งติดตั้งในห้องพัก 36 ห้อง ภายในอาคารเหมสุวรรณ์คอร์ทให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 เมษายน 2547 เป็นเงิน 748,800 บาท ในวันทำสัญญา โจทก์ได้รับเงินมัดจำค่าจ้างจากจำเลย 200,000 บาท และวันที่ 30 มีนาคม 2547 โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยเพิ่มอีก 100,000 บาท ต่อมาโจทก์นำเฟอร์นิเจอร์ ตู้เสื้อผ้า เตียงนอน โต๊ะหัวเตียง และชั้นวางโทรทัศน์ไปติดตั้งในห้องพักภายในอาคารดังกล่าว จำเลยบอกเลิกสัญญาและจ้างนายสุชาญ ช่างเฟอร์นิเจอร์มาแก้ไขงานเฟอร์นิเจอร์ที่โจทก์นำมาติดตั้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โจทก์นำสืบว่าโจทก์ส่งมอบงานตามข้อตกลงให้จำเลยครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์กับจำเลยตกลงแก้ไขรายการเฟอร์นิเจอร์บางส่วนและเปลี่ยนแปลงราคาค่าจ้างเหลือ 615,820 บาท จำเลยยังค้างชำระค่าจ้าง 278,720 บาท ตามหนังสือส่งมอบงานเอกสารหมาย จ.2 ส่วนจำเลยนำสืบว่า โจทก์ผิดสัญญา ใช้ช่างฝีมือไม่ดีทำเฟอร์นิเจอร์ วัสดุที่ใช้เป็นของเก่าไม่มีคุณภาพ อุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์แต่ละรายการไม่ครบถ้วน งานไม่สมบูรณ์ ไม่เรียบร้อย ไม่ทำตามแบบ งานล่าช้าและไม่แก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่อง จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาและจ้างนายสุชาญมาแก้ไขงาน จำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์แก้ไขรายการทำเฟอร์นิเจอร์ตามสัญญา เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้าน และนายวีรสิงห์ พยานโจทก์เบิกความว่า งานเฟอร์นิเจอร์ที่โจทก์ทำส่งมอบให้จำเลยมีบางรายการไม่เรียบร้อยเจือสมกับทางนำสืบของจำเลย ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์กับจำเลยตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทำเฟอร์นิเจอร์ตามสัญญาจ้างทำให้ค่าจ้างลดลงเหลือ 615,820 บาท ตามหนังสือส่งมอบงานเอกสารหมาย จ.2 นั้น จำเลยปฏิเสธว่าไม่เคยตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทำเฟอร์นิเจอร์ตามสัญญาจ้างแต่อย่างใด และเมื่อพิจารณาหนังสือส่งมอบงานเอกสารหมาย จ.2 แล้วปรากฏว่าโจทก์จัดทำขึ้นเองฝ่ายเดียวโดยจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว และในเอกสารดังกล่าวยังระบุด้วยว่าโจทก์ส่งมอบงานไม่ครบตามสัญญาจ้างโดยมีการหักเงินค่าจ้างนอกจากนี้พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยที่นำสืบมา ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยโดยให้เหตุผลต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียดชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาโจทก์ว่า จำเลยจะต้องชำระเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่เพียงใด นั้น เห็นว่า แม้สัญญาจ้างทำเฟอร์นิเจอร์เอกสารหมาย จ.1 ข้อ 9 ระบุว่า "หากผู้ว่าจ้าง...เห็นว่า ผู้รับจ้างทำงานไม่เรียบร้อย ใช้ลูกจ้างฝีมือไม่ดีมาทำงาน หรือทำงานล่าช้า...ถ้าผู้ว่าจ้างได้ตักเตือนแล้วยังเพิกเฉย ไม่จัดการแก้ไข ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ ถ้าผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้ว... บรรดางานที่ผู้รับจ้างได้ทำขึ้น... ผู้รับจ้างยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้าง โดยผู้รับจ้างจะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ไม่ได้" ก็ตาม แต่โดยปกติเมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม โจทก์จึงย่อมมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งงานที่ได้กระทำให้แก่จำเลยไปแล้ว การที่สัญญาข้อ 9 ดังกล่าวระบุให้บรรดางานที่โจทก์ได้ทำขึ้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยโจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ไม่ได้ เพื่อเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้ค่างานแก่โจทก์ จึงเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หาใช่ว่าจะต้องบังคับตามข้อสัญญาโดยเด็ดขาดเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งงานแก่โจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยเสมอไปไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานตามจำนวนค่าจ้างไปเป็นเงิน 504,000 บาท จำเลยชำระแล้ว 300,000 บาท เมื่อคำนึงถึงค่าปรับรายวันที่จำเลยมิได้เรียกร้องประกอบกับความเสียหายอย่างอื่นที่จำเลยได้รับแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์อีกเพียง 50,000 บาท ซึ่งแม้คำพิพากษาศาลชั้นต้นจะใช้ถ้อยคำว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินค่าจ้าง แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นเงินตามควรค่าแห่งงานที่กำหนดให้จำเลยใช้แก่โจทก์เพื่อการกลับคืนสู่ฐานะเดิมและศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจลดจำนวนลงแล้วนั่นเอง หากจำเลยเห็นว่าตนไม่ต้องรับผิดก็ชอบที่จะอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์ เพียงแต่มีคำขอมาในคำแก้อุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์เท่านั้น ซึ่งไม่อาจกระทำได้ ปัญหาว่าจำเลยจะต้องชำระเงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะต้องยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยอีก ผลของสัญญาข้อ 9 ดังกล่าวก็มิได้เป็นไปดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิระ พงศ์เจริญ
จำเลย — นางกมลวรรณ เหมสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4239/2554
#518396
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้จำเลยที่ 1 มีโอกาสฟื้นฟูกิจการหรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้กิจการของจำเลยที่ 1 กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติต่อไปได้ อันเป็นเรื่องที่ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 บัญญัติให้เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้โดยเฉพาะ หาได้มีผลต่อความรับผิดของจำเลยที่ 4 ผู้ค้ำประกันที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องในคดีนี้แต่อย่างใด ทั้งการที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เด็ดขาด ก็มีผลให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามามีอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดของจำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 59 (2) ที่ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 4 ด้วย

การโอนสิทธิเรียกร้องคดีนี้เป็นการโอนอันเนื่องมาจากการรวมกิจการของธนาคารพาณิชย์กับสถาบันการเงิน ระหว่างธนาคาร ส. โจทก์ กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. และบริษัทเงินทุน 12 บริษัท ตามที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมกันแถลงแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน โดยกำหนดให้โจทก์รับโอนกิจการจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ก. ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ดังนี้ กรณีจึงต้องด้วย พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 38 ตรี วรรคสอง ที่บัญญัติยกเว้นไว้ให้ไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่ง ป.พ.พ.

คำสั่งศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง การที่โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวใช้สิทธิขอรับชำระหนี้หรือได้รับชำระหนี้บางส่วนในระหว่างดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ หาได้ทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นความรับผิดไม่ คงมีผลทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ลดลงตามจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว ซึ่งมีผลทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 4 ลดลงตามจำนวนที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น

การฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยเป็นการฟ้องให้ผู้กู้ปฏิบัติตามสัญญา ทั้งนี้โดยไม่จำต้องบอกเลิกสัญญาก่อน ตามหนังสือขอให้ชำระหนี้นั้นมีเนื้อหาระบุไว้เพียงว่า จำเลยทั้งสี่เป็นหนี้อยู่จำนวนเท่าใดและขอให้จัดการชำระหนี้ทั้งหมด ไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการบอกเลิกสัญญา หนังสือดังกล่าวจึงเป็นเพียงแต่การทวงถามหรือเตือนให้ชำระหนี้เท่านั้น ไม่อาจแปลหรือถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญา ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่ตกลงในสัญญาและนำดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่า 1 ปี ทบเข้ากับต้นเงินแล้วคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นได้ตามข้อตกลงแม้ลูกหนี้ผิดนัดแล้วก็ตาม เมื่อโจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกิน 1 ปี มาทบรวมกับยอดเงินต้นแล้วดอกเบี้ยที่ทบนั้นก็กลายเป็นต้นเงินไม่เป็นดอกเบี้ยที่ค้างอีกต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 655 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับข้อห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 26,500,482.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของเงินต้น 26,500,482.90 บาท โดยคำนวณแบบทบต้นต่อไปทุกปีนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในคดีฟื้นฟูกิจการเต็มจำนวนหนี้แล้ว จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลงดการพิจารณาคดีและจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว ศาลชั้นต้นยกคำร้อง จำเลยที่ 4 โต้แย้งคำสั่งศาลดังกล่าวไว้แล้ว ทั้งต่อมามีพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 กันยายน 2544 ขอให้ศาลจำหน่ายคดีตามมาตรา 30 ของพระราชกำหนดดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 20,004,931.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.25 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 คิดดอกเบี้ยได้เท่าใดให้นำทบกับเงินต้นแล้วคิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของเงินที่ทบเข้ากันนั้นต่อไปจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542) หลังวันฟ้องให้คิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวแบบไม่ทบต้นต่อไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์รับโอนสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ต้องไม่เกิน เอ็ม.แอล.อาร์ ตามประกาศของโจทก์บวกร้อยละ 4.5 ต่อปี และไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดตามประกาศของโจทก์และที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อแรกที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ เพราะศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้น และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันเด็ดขาด จำเลยที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เช่นกัน ย่อมได้รับผลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (2) ชอบที่ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 4 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้กิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราวได้มีโอกาสฟื้นฟูกิจการหรือปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้กิจการของจำเลยที่ 1 กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติต่อไปได้ เป็นวิธีการที่จะทำให้สามารถรักษาองค์กรทางธุรกิจให้ดำเนินกิจการได้ต่อไป อันเป็นเรื่องที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 บัญญัติให้เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้โดยเฉพาะ จึงหาได้มีผลกระทบต่อความรับผิดของจำเลยที่ 4 ผู้ค้ำประกันที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องในคดีนี้แต่อย่างใด ทั้งการที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 เด็ดขาดก็มีผลให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามามีอำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามวิธีที่การที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งเป็นการเฉพาะแต่การจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (2) ที่ศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 4 ด้วย แม้โจทก์จะไม่คัดค้านคำร้องขอให้จำหน่ายคดีชั่วคราวของจำเลยที่ 4 ก็หาได้เป็นการผูกมัดศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 4 และถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยที่ 4 ดังที่จำเลยที่ 4 อ้างแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่จำหน่ายคดีจำเลยที่ 4 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า การโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้บอกกล่าวแจ้งการโอนแก่จำเลยทั้งสี่นั้น เห็นว่า การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นการโอนอันเนื่องจากการรวมกิจการของธนาคารพาณิชย์กับสถาบันการเงิน ระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) (โจทก์) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน 12 บริษัท ตามที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมกันแถลงแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน โดยกำหนดให้ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) โจทก์รับโอนกิจการจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ดังนั้น กรณีจึงต้องด้วยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 38 ตรี วรรคสอง ที่บัญญัติยกเว้นไว้ให้ไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การโอนสิทธิเรียกของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อต่อไปว่า เมื่อโจทก์ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นแล้ว จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะพ้นความรับผิดไม่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คำสั่งศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90 / 60 วรรคสอง จำเลยที่ 4 ยอมผูกพันตนต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ความรับผิดของจำเลยที่ 4 ย่อมเกิดมีขึ้นเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 4 ชำระหนี้ได้แต่เวลานั้น จำเลยที่ 4 ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดเมื่อหนี้ของจำเลยที่ 1 ระงับสิ้นไป ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680, 686 และ 698 การที่โจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือได้รับชำระหนี้บางส่วนในระหว่างดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ หาได้ทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดไม่ คงมีผลทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ลดลงตามจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว ซึ่งมีผลทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 4 ลดลงตามจำนวนที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น ทั้งคดีไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้วหรือไม่เพียงใด การที่ศาลล่างทั้งสองไม่พิพากษาให้นำจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับชำระมาหักจากมูลหนี้ตามฟ้องของโจทก์ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ทั้งหมดตามหนังสือขอให้ชำระหนี้เป็นการบอกเลิกสัญญาต่อกันมีผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นต่อไปหรือไม่นั้น เห็นว่า การฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยเป็นการฟ้องให้ผู้กู้ปฏิบัติตามสัญญา ทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องบอกเลิกสัญญาก่อน ตามหนังสือขอให้ชำระหนี้นั้นมีเนี้อหาระบุไว้เพียงว่าจำเลยทั้งสี่เป็นหนี้อยู่จำนวนเท่าใดและขอให้จัดการชำระหนี้ทั้งหมด ไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการบอกเลิกสัญญา หนังสือดังกล่าวจึงเป็นเพียงแต่การทวงถามหรือเตือนให้ชำระหนี้เท่านั้น ไม่อาจแปลหรือถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญา ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่ตกลงในสัญญาและนำดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยว่า 1 ปี ทบเข้ากับต้นเงินแล้วคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นได้ตามข้อตกลงแม้ลูกหนี้ผิดนัดแล้วก็ตาม เมื่อโจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่า 1 ปี มาทบรวมกับยอดเงินต้นแล้วดอกเบี้ยที่ทบนั้นก็กลายเป็นต้นเงินไม่เป็นดอกเบี้ยที่ค้างอีกต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับข้อห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ตามที่จำเลยที่ 4 ฎีกา และเมื่อคำฟ้องโจทก์ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้วปรากฏว่าหลังจากจำเลยได้รับเงินกู้ไปแล้วก็ไม่ชำระหนี้ตามจำนวนเงินและเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญา คงชำระหนี้เพียงบางส่วน และวันที่ 23 พฤศจิกายน 2540 เป็นวันที่หักทอนชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเท่านั้น ไม่ใช่เป็นวันที่โจทก์ถือว่าจำเลยที่ 1 เริ่มผิดสัญญาตามที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้างในฎีกา ข้ออ้างของจำเลยที่ 4 ที่ว่าดอกเบี้ยค้างชำระไม่น้อยกว่า 1 ปี ที่จะนำมาทบต้นได้ต้องเป็นดอกเบี้ยที่ค้างตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2540 อันเป็นวันทำการสุดท้ายของเดือนเป็นต้นไปจึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคสอง ม. 306 ม. 655 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/60 วรรคสอง
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 38 ตรี วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
บริษัทอุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายรัฐพลี ตั้งใจตรง
ศาลอุทธรณ์ — นายพิศาล อัยยะวรากูล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4207/2554
#513666
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความด้านหลังเช็คที่ระบุว่า "เช็คฉบับนี้ให้ไว้เพื่อประกันหนี้" ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยเขียนข้อความขึ้นเองฝ่ายเดียวโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงด้วย ทั้งเป็นข้อความที่ไม่มีบทบัญญัติใดใน ป.พ.พ. ลักษณะตั๋วเงินบัญญัติให้เขียนลงได้ในตั๋วเงิน การเขียนข้อความเช่นนี้ย่อมไม่มีผลใดๆ แก่ตั๋วเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 899 การที่พนักงานของโจทก์ไม่นำมาเป็นเหตุโต้แย้งย่อมไม่เป็นพิรุธ เพราะข้อความดังกล่าวไม่มีผลต่อความสมบูรณ์ของเช็คพิพาทแต่ประการใด โจทก์ไม่จำต้องทำตามข้อห้ามที่ด้านหลังเช็คพิพาท ประกอบกับไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจำเลยทั้งสองจะใช้หนี้โจทก์ด้วยวิธีใดอีก และจะใช้หนี้ให้เสร็จเมื่อใด ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่าจำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทโดยวัตถุประสงค์เพื่อประกันหนี้ฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 686/2547

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 686/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง การสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์ของจำเลยทั้งสองเป็นการสั่งจ่ายเพื่อค้ำประกันหนี้ มิใช่เพื่อชำระหนี้จริงหรือไม่ โจทก์มีนางอัญชลี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานบัญชีเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนที่เช็คพิพาทจะถึงกำหนดสั่งจ่ายเงินในวันที่ 10 มีนาคม 2546 พนักงานของจำเลยที่ 1 โทรศัพท์มาขอให้พยานนำเช็คพิพาทไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินในวันที่ 25 เมษายน 2546 แทนโดยอ้างว่าในวันที่เช็คพิพาทถึงกำหนดสั่งจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองยังไม่มีเงินในบัญชีพอจะชำระหนี้ตามเช็คได้ ซึ่งถ้าเป็นเช็คค้ำประกัน พนักงานของฝ่ายจำเลยก็ไม่ต้องขอให้นางอัญชลีเลื่อนการนำเช็คพิพาทไปขึ้นเงิน ดังนั้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ก่อนเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยที่ 2 ติดต่อไปยังฝ่ายโจทก์แจ้งว่าอย่าเพิ่งนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน แต่ให้นำเช็คดังกล่าวมาเปลี่ยนเช็คฉบับใหม่ แต่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการนั้นจึงขัดต่อเหตุผล อีกทั้งเมื่อพิจารณาจำนวนเงินที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทก็ตรงกับยอดหนี้ที่คงค้างอยู่จริง ซึ่งหักเอาเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ออกแล้ว ส่วนข้อความด้านหลังเช็คที่ระบุว่า "เช็คฉบับนี้ให้ไว้เพื่อประกันหนี้" และที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า โจทก์โดยพนักงานของโจทก์ย่อมเห็นข้อความดังกล่าวแต่ก็รับไว้โดยไม่โต้แย้งหรืออิดเอื้อนนั้น ก็ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยเขียนข้อความดังกล่าวขึ้นเองฝ่ายเดียวโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงด้วย ทั้งยังเป็นข้อความที่ไม่มีบทบัญญัติใดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะตั๋วเงินบัญญัติให้เขียนลงได้ในตั๋วเงิน การเขียนข้อความดังกล่าวเช่นนี้ย่อมไม่มีผลใดๆ แก่ตั๋วเงินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 899 การที่พนักงานของโจทก์ไม่นำมาเป็นเหตุโต้แย้ง ย่อมไม่เป็นพิรุธ เพราะข้อความดังกล่าวไม่มีผลต่อความสมบูรณ์ของเช็คพิพาทแต่ประการใด โจทก์จึงไม่จำต้องทำตามข้อห้ามที่ด้านหลังเช็คพิพาท ประกอบกับไม่ปรากฏรายละเอียดว่า จำเลยทั้งสองจะใช้หนี้โจทก์ด้วยวิธีใดอีก และจะใช้หนี้ให้เสร็จเมื่อใด ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างคำพิพากษาของศาลฎีกามาในฎีกาของจำเลยทั้งสองด้วยนั้นก็ปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทโดยวัตถุประสงค์เพื่อประกันหนี้จึงฟังไม่ขึ้นพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ โจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายชอบที่จะนำเช็คไปเรียกเก็บเงินได้ เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 686/2547 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์แล้วก็ปรากฏว่าคดีดังกล่าวโจทก์ร่วมได้ขอถอนคำร้องทุกข์จริง สิทธิในการดำเนินคดีอาญาระงับสิ้นไปแล้ว จึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 686/2547 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.พ.พ. ม. 899
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบีต้า อินเตอร์เทรด จำกัด
จำเลย — บริษัทแสงบูรพากาเม้นท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายสุทธิกรณ์ ลิบน้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4203/2554
#511605
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ประกันขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 โดยนำสมุดเงินฝากประจำของธนาคาร ก. มาเป็นหลักประกัน เมื่อผู้ประกันผิดสัญญาประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้มีหนังสือแจ้งธนาคาร ก. ถอนเงินฝากมาชำระค่าปรับ ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้บังคับเอาแก่ทรัพย์ที่เป็นหลักประกันแล้ว เพียงแต่อยู่ในขั้นตอนดำเนินการให้ธนาคารจัดส่งเงินตามสมุดเงินฝากประจำดังกล่าวมาชำระค่าปรับเท่านั้น แม้เจ้าพนักงานศาลมิได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลชั้นต้นก็เป็นความบกพร่องของเจ้าพนักงานศาลซึ่งเป็นเรื่องทางธุรการ กรณีไม่ต้องบังคับคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะต้องออกหมายบังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 อีก ดังนี้ แม้จะล่วงเลยระยะเวลามากว่า 10 ปี ก็ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่มีเหตุคืนหลักประกันให้ผู้ประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ระหว่างพิจารณาผู้ประกันยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 โดยวางสมุดเงินฝากประจำของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาธนบุรี เป็นหลักประกัน ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญาประกัน และให้มีหนังสือแจ้งธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาธนบุรี ให้ถอนเงินฝากมาชำระค่าปรับ

ผู้ประกันยื่นคำร้องว่า พนักงานอัยการไม่ดำเนินการบังคับคดีตามคำบังคับของศาลเป็นระยะเวลาล่วงเลยมานานเกินกว่า 10 ปีแล้ว จึงพ้นระยะเวลาบังคับคดีตามสัญญาประกัน ขอให้คืนหลักประกันแก่ผู้ประกัน และเพิกถอนคำสั่งอายัดหลักประกันด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่ขาดอายุความบังคับคดี ยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ประกันยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 โดยวางสมุดเงินฝากประจำของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาธนบุรี บัญชีเลขที่ 006 - 3 - 08178 - 7/01 มียอดเงินฝาก 120,000 บาท เป็นหลักประกัน ศาลชั้นต้นตีราคา 119,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2541 ผู้ประกันผิดสัญญาประกันโดยไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญาประกัน และให้มีหนังสือแจ้งธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาธนบุรี ให้ถอนเงินฝากมาชำระค่าปรับ แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้ดำเนินการมีหนังสือแจ้งให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาธนบุรี ส่งเงินในบัญชีเงินฝากของผู้ประกันมาชำระค่าปรับ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ประกันว่า มีเหตุคืนหลักประกันให้ผู้ประกันหรือไม่ เห็นว่า ผู้ประกันขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 โดยนำสมุดเงินฝากประจำของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาธนบุรี มาเป็นหลักประกัน เมื่อผู้ประกันผิดสัญญาประกัน ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้มีหนังสือแจ้งธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาธนบุรี ถอนเงินฝากมาชำระค่าปรับ ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้บังคับเอาแก่ทรัพย์ที่เป็นหลักประกันแล้ว เพียงแต่อยู่ในขั้นตอนดำเนินการให้ธนาคารจัดส่งเงินตามสมุดเงินฝากประจำดังกล่าวมาชำระค่าปรับเท่านั้น แม้เจ้าพนักงานศาลมิได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวก็เป็นความบกพร่องของเจ้าพนักงานศาลซึ่งเป็นเรื่องทางธุรการ กรณีไม่ต้องบังคับคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะต้องออกหมายบังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อีก ดังนี้ แม้จะล่วงเลยระยะเวลามากว่า 10 ปี ก็ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่มีเหตุคืนหลักประกันให้ตามที่ผู้ประกันฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ประกันฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแม็คโคร สตีลไปป์ จำกัด
ผู้ร้อง — นายจิรพงศ์ วรรณทนาพร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดับบลิว.ไอ.เฟอร์นิเจอร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นางสาวทิพชฎา วิรยศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4182/2554
#513384
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยครอบครองที่ดินของโจทก์โดยสำคัญผิดว่าที่ดินเป็นของจำเลย ต้องถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบุคคลอื่น และการได้กรรมสิทธิ์ที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 หาจำต้องเป็นการครอบครองโดยจำเลยต้องรู้ว่าที่ดินเป็นที่ดินของโจทก์ด้วยไม่ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์โดยการครอบครองแล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17146 จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 27254 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2544 เจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองปรากฏว่าที่ดินของจำเลยทั้งสองดังกล่าวซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางทิศเหนือ ไม่ได้ทับกันแต่การครอบครองของจำเลยทั้งสองได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองเนื้อที่ 16.6 ตารางวา เจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนไกล่เกลี่ยแล้วแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิด ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย กล่าวคือ มีผู้จะซื้อและนัดจดทะเบียนที่ดินของโจทก์ทั้งสองราคาตารางวาละ 10,000 บาท แต่ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกันได้เนื่องจากจำเลยทั้งสองรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับเงิน 3,090,000 บาท โจทก์ทั้งสองขอคิดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ที่ไม่ได้รับเงินดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นเงิน 19,312 บาท ต่อเดือน หรือโจทก์ทั้งสองอาจนำที่ดินให้เช่าได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท ต่อเดือน แต่ขอคิดเพียง 10,000 บาท ต่อเดือน นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2546 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารย้ายออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยส่งมอบที่ดินเนื้อที่ 16.6 ตารางวา คืนแก่โจทก์ทั้งสองและห้ามเข้าเกี่ยวข้องอีก ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 10,000 บาท นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2546 จนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบที่ดินคืน

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17146 ซึ่งเดิมเป็นของนายนิวัตร์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2534 นายนิวัตร์ให้โจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว และเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2542 นายนิวัตร์ขายที่ดินส่วนของตนให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยทั้งสองโฉนดเลขที่ 27254 โดยซื้อจากนางสาวสัยรัตน์ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2531 แล้วจำเลยทั้งสองได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินพิพาทเนื้อที่ 16.6 ตารางวาของโจทก์ทั้งสอง โดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองในที่ดินส่วนที่พิพาทโฉนดเลขที่ 17146 เนื้อที่ 16.6 ตารางวา ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสอง (ที่ถูกโจทก์ทั้งสอง) ยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินเฉพาะส่วนที่พิพาทออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอยู่ติดกันมีเพียงต้นมะพร้าวเป็นแนวแบ่งเขต แต่หาหลักหมุดไม่พบ โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแล้วเพิ่งรู้ว่าจำเลยทั้งสองครอบครองรุกล้ำแนวเขตที่ดินพิพาทเมื่อปลายปี 2544 จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารขนย้ายออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 17146 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ในส่วนที่รุกล้ำเนื้อที่ 16.6 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 1,500 บาท นับตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้ยกเสีย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17146 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เฉพาะส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทเนื้อที่ 16.6 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง คำขออื่นตามฟ้องแย้งให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุผลสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2551 จำเลยทั้งสองยื่นคำแก้ฎีกา และคำร้องขออนุญาตยื่นคำแก้ฎีกาอ้างเหตุว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้อาศัยอยู่ที่ภูมิลำเนาตามคำให้การและฟ้องแย้งเนื่องจากจำเลยที่ 2 รับราชการอยู่จังหวัดสุรินทร์ จำเลยทั้งสองจึงไปอยู่ประจำด้วยกันที่จังหวัดสุรินทร์โดยปิดบ้านไว้ไม่มีคนเฝ้า นานๆจะกลับสักครั้ง เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2541 ช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์จำเลยทั้งสองกลับบ้านและเพิ่งได้รับหมายนัดและสำเนาฎีกาในวันดังกล่าว มิได้จงใจไม่ยื่นคำแก้ฎีกาภายในกำหนด ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำร้องพร้อมสำเนาคำแก้ฎีกาแก่โจทก์ทั้งสองโดยวิธีปิดหมายแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นให้รวบรวมสำนวนส่งศาลฎีกาโดยไม่ได้สั่งคำร้องขออนุญาตยื่นคำแก้ฎีกาและคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสอง ดังนั้นศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยสั่งคำร้องและคำแก้ฎีกาดังกล่าวไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน เห็นว่า เจ้าพนักงานศาลส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาของโจทก์ทั้งสองไปยังภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นแห่งเดียวกับที่ใช้ในคำให้การและฟ้องแย้ง และที่ใช้ในชั้นอุทธรณ์โดยวิธีปิดหมาย จึงเป็นการส่งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว หากจำเลยทั้งสองย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่อื่น ย่อมต้องแจ้งต่อศาลเพื่อให้ส่งหมายยังภูมิลำเนาแห่งใหม่ แต่จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้แจ้ง แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีความประสงค์ให้ส่งหมายหรือเอกสารไปยังภูมิลำเนาตามคำให้การและฟ้องแย้ง ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าไปอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ไม่ทราบเรื่องการส่งหมายนัดและสำเนาฎีกาเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยทั้งสอง ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 จึงไม่รับคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองแต่ให้รับเป็นคำแถลงการณ์

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองและที่ดินของจำเลยทั้งสองอยู่ติดกัน ที่ดินพิพาทแนวเส้นสีแดงเนื้อที่ 16.6 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล.7 อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยติดต่อกันเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ ย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2531 จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 27254 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จากนางสาวสัยรัตน์ ในสภาพมีรั้วล้อมรอบและถมดินสูงกว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองแล้วจำเลยทั้งสองได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน โดยเข้าใจว่าเป็นของจำเลยทั้งสอง ด้วยการปลูกต้นมะพร้าวตามแนวรั้วที่รุกล้ำตามภาพถ่ายหมาย ล.3 และแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล.7 โดยไม่เคยรังวัดตรวจสอบแนวที่ดินเพราะเป็นการซื้อทั้งแปลง แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองดำเนินการรังวัดจึงทราบว่าแนวรั้วกับต้นมะพร้าวรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งสองเนื้อที่ 16.6 ตารางวา หากจำเลยทั้งสองรู้ว่าแนวรั้วรุกล้ำที่ดดินพิพาทจำเลยทั้งสองก็จะไม่ซื้อ จากข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวแสดงถึงเจตนาอันแท้จริงของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาจะครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งล้อมรั้วรวมเป็นแปลงเดียวกับที่ดินของจำเลยทั้งสองอย่างเป็นเจ้าของ เมื่อได้ครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แม้จำเลยทั้งสองจะครอบครองโดยสำคัญผิดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินของจำเลยทั้งสองเอง หากแต่ต้องถือว่าจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินของบุคคลอื่น ดังนี้ จำเลยทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หาจำต้องเป็นการครอบครองโดยจำเลยทั้งสองต้องรู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสองด้วยไม่ และโจทก์ทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชนี อรรถชิตสถาพร กับพวก
จำเลย — นางวงเดือน ยุทธเกรียงไกร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ไมตรี ศรีอรุณ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4162/2554
#509361
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาโดยทั่วไปเมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปก็ตาม แต่ในการริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 นั้นเป็นบทบัญญัติของกฎหมายพิเศษที่บัญญัติใช้เป็นการเฉพาะว่า คดีไม่ระงับแต่ต้องดำเนินคดีต่อไปภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ฉะนั้นเมื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนี้ถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินตามคำร้องย่อมตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดโดยผลของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 27, 28, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านมิได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามฟ้อง และทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ดังกล่าวไม่ใช่ของผู้คัดค้านและมิได้มาจากการเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินแก่เจ้าของที่แท้จริง

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้อง ให้คืนเงินสดจำนวน 64,000 บาท และสร้อยคอทองคำ 3 เส้น ที่ยึดไว้แก่เจ้าของ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ริบเงินจำนวน 64,000 บาท และสร้อยคอทองคำ 3 เส้น ของกลางตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29, 31

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีอาญาโดยทั่วไปจำเลย (ผู้คัดค้าน) ถึงแก่ความตาย สิทธิในการฟ้องคดีอาญาย่อมระงับไปก็ตาม แต่ในการริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้น เป็นบทบัญญัติของกฎหมายพิเศษ ที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า คดีไม่ระงับแต่ต้องดำเนินคดีต่อไปภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ฉะนั้น เมื่อจำเลย (ผู้คัดค้าน) ถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินตามคำร้องย่อมตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดโดยผลของกฎหมายและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านอีกต่อไปเพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 32 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
ผู้คัดค้าน — นายนอ แสนหาร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางชมพูนุช สาตรเวหา
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4143/2554
#554430
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้กระทำความผิดจะได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จะต้องประกอบด้วยเหตุสองประการ กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ และข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ลำพังเพียงให้ข้อมูลแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ธรรมดาที่มิได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์แต่มิใช่ข้อมูลที่สำคัญ ผู้ให้ข้อมูลหาได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวไม่ คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากจับกุมจำเลยได้แล้ว จำเลยได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ที่บ้านของจำเลยพร้อมกับพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนมาเป็นของกลางอีก 700 เม็ด กับจำเลยให้การต่อผู้จับกุมจำเลยและพนักงานสอบสวนถึงเส้นทางในการขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมกระทำผิดคนอื่นต่อไปด้วยนั้นก็ตาม แต่ของกลางดังกล่าวถูกซุกซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าในห้องนอนของจำเลยเอง ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจต้องติดตามไปตรวจค้นที่บ้านพักของจำเลยและตรวจพบของกลางได้โดยไม่ยาก ส่วนที่จำเลยให้การต่อผู้จับกุมจำเลยและพนักงานสอบสวนนั้น ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนมีการสืบสวนสอบสวนขยายผลในการจับกุมผู้กระทำความผิดอื่นมาดำเนินคดีโดยอาศัยข้อมูลของจำเลยแต่ประการใด ดังนี้ กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ได้

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 5/2554)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 2,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกจำเลย 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ในกรณีที่จำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการกักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดผู้ใดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้" ซึ่งศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ดังนั้น จึงต้องแปลความบทบัญญัติดังกล่าวโดยเคร่งครัด ซึ่งการที่ผู้กระทำความผิดจะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยเหตุสองประการ กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ และข้อมูลนั้นจะต้องเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ลำพังเพียงการให้ข้อมูลแต่ไม่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ธรรมดาที่มิได้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หรือเป็นประโยชน์แต่มิใช่ข้อมูลที่สำคัญ ผู้ให้ข้อมูลหาได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ข้อเท็จจริงความว่า หลังจากจับกุมจำเลยได้แล้ว จำเลยได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ที่บ้านของจำเลยพร้อมกับพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนมาเป็นของกลางอีก 700 เม็ด แม้จะมีจำนวนค่อนข้างมากซึ่งหากแพร่ระบาดออกไปย่อมเป็นอันตรายต่อสังคมก็ตาม แต่ของกลางถูกซุกซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าในห้องนอนของจำเลยเอง ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจต้องติดตามไปตรวจค้นที่บ้านพักของจำเลยและตรวจพบของกลางได้โดยไม่ยาก การให้ข้อมูลของจำเลยจึงมิใช่เป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การต่อพันตำรวจโทบุญยิ่ง ผู้จับกุมจำเลย และร้อยตำรวจโทดำรง พนักงานสอบสวนถึงเส้นทางในการขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมกระทำผิดคนอื่นต่อไปด้วยนั้น ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนมีการสืบสวนสอบสวนขยายผลในการจับกุมผู้กระทำความผิดอื่นมาดำเนินคดีโดยอาศัยข้อมูลของจำเลยแต่ประการใด กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายไชยยศ บุญศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายธิติพันธ์ ฉายบาง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4135/2554
#559074
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดและได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาททางทะเบียนโดยชอบแล้ว แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองและบริวารขัดขวางโต้แย้ง โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ส. และครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าบ้านพิพาทจากทายาทของ ส. ซึ่งเป็นการอาศัยสิทธิของ ส. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเดิมนั่นเอง ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทโดยชอบย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ในฐานะบริวารของ ส. ได้

ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) บัญญัติว่า ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้... (2) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ซึ่งหมายความว่า ในการพิจารณาคดีของศาลทุกชั้นศาล หากผู้พิพากษาคนเดียวจะมีคำสั่งใดซึ่งมิใช่เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีแล้ว ก็ย่อมมีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบ แม้คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นจะต้องมีองค์คณะผู้พิพากษาสองคน แต่ในการพิจารณาของศาลในวันที่ 20 มกราคม 2548 เป็นการสั่งเลื่อนการสืบพยานและระบุรายละเอียดการส่งเอกสารไปสืบพยานประเด็นจำเลยที่ 1 ยังศาลชั้นต้นอื่น ซึ่งล้วนเป็นการที่ศาลชั้นต้นได้ออกคำสั่งที่มิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี คำสั่งและการพิจารณาของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 20 มกราคม 2548 จึงชอบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 64/214 หมู่บ้านกฤษดานคร 12 โซน 2 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 45381 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 25,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 64/214 หมู่บ้าน กฤษดานคร 12 โซน 2 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 45381 ตำบลฉิมพลี (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 20,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 225,000 บาท และเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 45381 ตำบลฉิมพลี (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 64/214 ที่พิพาทเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสุรัสวดี ต่อมาธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฟ้องนางสุรัสวดีเป็นจำเลย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2542 ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินและบ้านพิพาทออกขายทอดตลาดใช้หนี้ตามคำพิพากษา โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทได้เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2545 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาโดยถูกต้องแล้วเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2546 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2544 นางสุรัสวดีถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก และครอบครองที่ดินและบ้านพิพาท ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าบ้านพิพาทจากพันตรีชัยยุทธทายาทอีกคนหนึ่งของนางสุรัสวดี โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นบุคคลผู้ซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี ทั้งได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาททางทะเบียนโดยชอบแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินและบ้านพิพาท แต่เมื่อโจทก์ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้เนื่องจากจำเลยทั้งสองและบริวารขัดขวางโต้แย้งการใช้สิทธิของโจทก์ โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้ฟ้องเจ้าพนักงานบังคับคดีและธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อขอเพิกถอนการประเมินราคาและการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพิพาท ทั้งจำเลยที่ 1 ได้สละการครอบครองทรัพย์พิพาทให้แก่พันตรีชัยยุทธ (ยศขณะฟ้อง) ทายาทของนางสุรัสวดีอีกผู้หนึ่งแล้วนั้น ปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เองยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองบ้านพิพาทอยู่จนถึงเดือนพฤษภาคม 2547 และขณะโจทก์ไปขับไล่จำเลยที่ 2 ออกจากบ้านพิพาท จำเลยที่ 1 ได้เข้าแสดงตัวขัดขวางการขับไล่และไปเจรจากับโจทก์ที่สถานีตำรวจ แม้จำเลยที่ 1 อ้างต่อมาว่า ทายาทของนางสุรัสวดีได้มอบการครอบครองบ้านพิพาทให้แก่พันตรีชัยยุทธแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังคงเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุรัสวดี ซึ่งเป็นการอาศัยสิทธิของนางสุรัสวดีลูกหนี้ตามคำพิพากษาเจ้าของเดิมนั่นเอง ทั้งจำเลยทั้งสองยังไม่ยินยอมให้โจทก์เข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินและบ้านพิพาท แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกไปแล้วก็ตาม โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยทั้งสองอยู่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทโดยชอบย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ในฐานะบริวารของนางสุรัสวดีได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้ขับไล่จำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า การพิจารณาคดีของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นตั้งแต่การสืบพยานโจทก์จนถึงวันที่จำเลยที่ 1 สืบพยานมีเพียงผู้พิพากษาคนเดียวนั่งพิจารณาซึ่งไม่ครบองค์คณะ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 นั้น ศาลได้ตรวจสำนวนของศาลชั้นต้นโดยตลอดแล้ว เห็นว่า การพิจารณาคดีในชั้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองนั้น ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะได้นั่งพิจารณาครบองค์คณะตลอดมา ยกเว้นในรายงานพิจารณาลงวันที่ 20 มกราคม 2548 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 1 ซึ่งนางนิรมล ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนลงชื่อในรายงานการพิจารณาเพียงคนเดียว โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันนัดพิจารณาดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องลงวันที่เดียวกันขอเลื่อนการพิจารณาคดีเพราะเหตุว่าจำเลยที่ 1 ติดราชการกะทันหัน ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องของจำเลยที่ 1 ว่า สำเนาให้โจทก์สั่งในรายงานฯ และจึงขึ้นนั่งพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 1 พร้อมกับทนายโจทก์ แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกัน และจดรายงานกระบวนพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในคดีเพื่อส่งไปสืบพยานประเด็นจำเลยที่ 1 ที่ศาลจังหวัดขอนแก่นตามที่คู่ความตกลงกันก่อนหน้านี้แล้ว เห็นว่า ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) บัญญัติว่า ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้... (2) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ซึ่งหมายความว่า ในการพิจารณาคดีของศาลทุกชั้นศาล หากผู้พิพากษาคนเดียวจะมีคำสั่งใดซึ่งมิใช่เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีแล้ว ก็ย่อมมีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบ แม้คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นจะต้องมีองค์คณะผู้พิพากษาสองคน แต่ในการพิจารณาของศาลในวันที่ 20 มกราคม 2548 เป็นการสั่งเลื่อนการสืบพยานตามคำร้องของจำเลยที่ 1 เองและระบุรายละเอียดการส่งเอกสารไปสืบพยานประเด็นจำเลยที่ 1 ยังศาลชั้นต้นอื่น ซึ่งล้วนเป็นการที่ศาลชั้นต้นได้ออกคำสั่งที่มิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี คำสั่งและการพิจารณาของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 20 มกราคม 2548 จึงชอบตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคหนึ่ง ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 55
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 24 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกษม เกียรติสูงส่ง
จำเลย — นายจรูญพงศ์หรือจรูญพงษ์ อินทจาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางนิรมล อิ่มวิทยา
ศาลอุทธรณ์ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4105/2554
#514205
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นแบบขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 โจทก์ยังไม่มีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ส. ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (1) แต่ต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ส. ซึ่งเป็นผู้ประกันตน และในขณะนั้นก่อนมี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2551 มาตรา 6 ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายจึงยังคงมีผลนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด อันเป็นเวลาก่อนการพิจารณาวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ สิทธิของโจทก์ที่ขอจะรับบำเหน็จชราภาพกรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายในฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนจึงสมบูรณ์ก่อนคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้ว โจทก์ในฐานะทายาทจึงมีสิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพกรณี ส. ผู้ประกันตนจึงแก่ความตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอศาลเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ 977-978/2548 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยที่ปฏิเสธการจ่ายบำเหน็จชราภาพและให้โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้แก้ไขคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ 977-978/2548 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะส่วนที่ปฏิเสธการจ่ายบำเหน็จชราภาพแก่โจทก์และนางสาวนันตพร ให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพของนายสานิตรแก่โจทก์และนางสาวนันตพรในฐานะทายาทชั้นบุตรชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่ากรณีที่ผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้ประโยชน์ทดแทน บุตรที่จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์และนางสาวนันตพรมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนในขณะถึงแก่ความตาย แม้ต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางจะมีคำสั่งให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนก็เป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ยื่นคำร้องขอรับประโยชน์ทดแทน โจทก์และนางสาวนันตพรจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา วรรคหนึ่ง และวรรคสองได้บัญญัติถึงทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพไว้โดยเฉพาะ โดยหากเป็นบุตรของผู้ประกันตนก็จะต้องมีฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 และมาตรา 1557 บัญญัติให้เด็กเกิดจากมารดาที่มิได้สมรสกันจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก็จะมีผลนับแต่วันสมรส หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก็จะมีผลนับแต่วันจดทะเบียน หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายก็จะนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนี้ แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นแบบขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 โจทก์จะยังไม่มีฐานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสานิตหรือสานิตย์ หรือสานิตรที่จะเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 จัตวา วรรคสอง (1) แต่ต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์และนางสาวนันตพร เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสานิตหรือสานิตย์หรือสานิตร ซึ่งเป็นผู้ประกันตนและในขณะนั้นก่อนมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2551 มาตรา 6 ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายจึงยังคงมีผลนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด คือนับแต่ระยะเวลาอุทธรณ์ได้สิ้นสุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 อันเป็นเวลาก่อนการพิจารณาวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ เมื่อคณะกรรมการอุทธรณ์เป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของนายจ้าง ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใด ที่ไม่พอใจคำสั่งของเลขาธิการหรือของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 อันเป็นกระบวนพิจารณาชั้นเจ้าพนักงานที่ยังไม่เป็นที่สุด สิทธิของโจทก์ที่จะขอรับบำเหน็จชราภาพกรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายในฐานะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกันตนจึงสมบูรณ์ก่อนคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้ว ซึ่งคณะกรรมการอุทธรณ์จะต้องพิจารณาแก้ไขคำสั่งสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 โดยให้โจทก์แก้ในฐานะทายาทมีสิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพกรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายต่อไป ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการอุทธรณ์ปฏิเสธสิทธิของโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ 977-978/2548 ของคณะกรรมการอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่ปฏิเสธการจ่ายบำเหน็จชราภาพแก่โจทก์และนางสาวนันตพรจึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 77 จัตวา
ป.พ.พ. ม. 1547 ม. 1557
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2551 ม. 6
ชื่อคู่ความ
นายสานิตร โกศลวรรธนะ
โจทก์ — โดยนางสาวพจนีย์ โกศลวรรธนะ ในฐานะทายาท
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4095/2554
#517461
เปิดฉบับเต็ม

ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2551 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วและมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จึงสอบถามจำเลยเรื่องทนายความ เป็นการสอบถามในชั้นพิจารณา มิใช่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง กรณีจึงไม่อาจนำ ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง ประกอบมาตรา 171 มาใช้บังคับได้ และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 40 ก็ไม่ได้กำหนดรายละเอียดของสิทธิในกระบวนการยุติธรรม หากแต่กำหนดหลักการอันเป็นสาระสำคัญไว้เท่านั้น กรณีจึงต้องบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง ศาลชั้นต้นเพิ่งอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังกับสอบคำให้การจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2551 ดังนี้ ถือว่าในวันที่ 3 มีนาคม 2551 ศาลชั้นต้นยังไม่ได้เริ่มพิจารณาคดี เมื่อต่อมาในวันที่ 20 มีนาคม 2551 ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง สอบคำให้การจำเลย และสอบจำเลยเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความและให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นได้บันทึกคำให้การของจำเลยไว้แล้ว จึงเป็นกรณีที่ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่แล้ว เมื่อจำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความย่อมไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลย กระบวนการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสองแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงแรก จำคุก 2 เดือน กระทงที่สอง จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายแก่โจทก์บ้างแล้ว จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า กระทงแรก จำคุก 1 เดือน กระทงที่สอง จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง 1 เดือน 15 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เพราะมูลหนี้ตามฟ้องเป็นมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม มิค มีเดีย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวด้วยกับนิติบุคคล โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่ง ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่า เช็คพิพาทจำเลยกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม มิค มีเดีย ร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คอย่างไร ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม มิค มีเดีย เป็นจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คอย่างไร โจทก์ได้รับมอบเช็คจากจำเลยและห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม มิค มีเดีย มาอย่างไร จำเลยร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม มิค มีเดีย ถอนเงินจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้อย่างไร เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าผลิตป้ายโฆษณา และอุปกรณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับผลิตป้ายโฆษณาให้แก่โจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย ซึ่งในการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า มูลหนี้ตามฟ้องเป็นมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม มิค มีเดีย หรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้วเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ทั้งเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่านายสมชาย หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ในฐานะส่วนตัวได้รับความเสียหายโดยเป็นผู้ทรงเช็คด้วย นายสมชายจึงมิได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง และไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย การที่นายสมชายเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ไม่ใช่เป็นการดำเนินคดีในฐานะเป็นผู้เสียหายโดยตรง นายสมชายไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง เมื่อโจทก์และนายสมชายไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว การที่นายสมชายเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็มิใช่เป็นการเบิกความในฐานะผู้จัดการแทนนิติบุคคล ถือไม่ได้ว่านายสมชายเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจดำเนินคดีนี้ การที่ศาลชั้นต้นรับฟ้อง ไต่สวนมูลฟ้อง และดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้นายสมชายมิได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการเดียวว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่ตั้งทนายความให้จำเลย เมื่อจำเลยแถลงว่าไม่มีทนายความ และต้องการทนายความ ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2551 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อจำเลยแถลงว่าไม่มีทนายความและต้องการทนายความ ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคสอง ประกอบมาตรา 171 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 40 (3)(4) (5) (7) นั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2551 เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วและมีคำสั่งว่า คดีโจทก์มีมูลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จึงสอบถามจำเลยเรื่องทนายความ การสอบเรื่องทนายความของศาลชั้นต้นจึงเป็นการสอบถามในชั้นพิจารณา มิใช่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง กรณีจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคสอง ประกอบมาตรา 171 มาใช้บังคับได้ดังที่จำเลยฎีกา และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 40 ก็ไม่ได้กำหนดรายละเอียดของสิทธิในกระบวนการยุติธรรม หากแต่กำหนดหลักการอันเป็นสาระสำคัญไว้เท่านั้น กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" อันเป็นการกำหนดรายละเอียดของสิทธิไว้ชัดแจ้งแล้ว เมื่อตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2551 ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยหรือสอบคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นเพิ่งอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังกับสอบคำให้การจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2551 ดังนี้ถือว่าในวันที่ 3 มีนาคม 2551 ศาลชั้นต้นยังไม่ได้เริ่มพิจารณาคดี เมื่อต่อมาในวันที่ 20 มีนาคม 2551 ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง สอบคำให้การจำเลย และสอบจำเลยเรื่องทนายความแล้วจำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความและให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลได้บันทึกคำให้การของจำเลยไว้แล้ว จึงเป็นกรณีที่ก่อนเริ่มพิจารณาศาลชั้นต้นได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่แล้ว และเมื่อจำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความย่อมไม่มีกรณีที่ศาลชั้นต้นต้องตั้งทนายความให้จำเลย กระบวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134/1 วรรคสอง ม. 171 ม. 173 วรรคสอง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 40 (3) ม. 40 (4) ม. 40 (5) ม. 40 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดีไซน์ ซิลค์ กราฟิค
จำเลย — นางวรินธร ปะณะมณฑา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายนพพร กล่ำทวี
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3996/2554
#515055
เปิดฉบับเต็ม

ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้ง 3 แปลง เดิมเป็นทางเกวียนมาก่อน บิดาโจทก์และโจทก์รวมทั้งชาวบ้านใช้ทางพิพาทเข้าออกไปมาจากหมู่บ้านไปทุ่งนาก่อนที่จะมีคลองชลประทาน จนกระทั่งปี 2523 ได้ขุดทางเกวียนเป็นคลองส่งน้ำจากคลองชลประทานแล้วใช้ที่ดินที่ขุดทางเกวียนถมเป็นทางพิพาท แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของ บ. บิดาโจทก์ว่า ที่ดินที่ บ. ไปทำนาคือที่ดินที่เช่าจาก ศ. เจ้าของเดิมก่อนขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้ง 3 แปลง บ. กับชาวบ้านใช้ทางพิพาทเดิมไปทำนาเพียงให้วัวควายเทียมเกวียนลากข้าวผ่านเป็นประจำ ไม่ปรากฏว่ามีการใช้ทางพิพาทออกไปสู่ทางสาธารณะใด การใช้ทางพิพาทเป็นทางวัวควายเดินผ่านที่ดินไปทำนาเป็นการใช้ทางพิพาทโดยวิสาสะตามประเพณีของชาวบ้านซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันเดินผ่านที่ดินของบุคคลอื่นไปเท่านั้น แม้มีการขุดทางเกวียนเป็นคูน้ำแล้วนำดินมาถมเป็นทางพิพาทเมื่อปี 2523 ก็ปรากฏว่าบิดา ศ. ให้ บ. เป็นผู้ดูแลเข้าทำประโยชน์ในที่ดินทั้ง 3 แปลง ลักษณะดังกล่าวเป็นการใช้ทางพิพาทโดยบิดา ศ. และ ศ. เป็นผู้ให้ความยินยอมและหลังจาก ศ. ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9259 และ 3365 ให้แก่จำเลยเมื่อปี 2532 และปี 2535 บ. ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 33383 ที่ บ. เบิกความว่าซื้อจาก ศ. ให้แก่จำเลย จำเลยยกร่องคันดินทำเป็นสวนส้มและทำประตูและรั้วปิดกั้นทางเข้าออกทางพิพาท โจทก์ได้รับมอบกุญแจจากจำเลยเพื่อใช้ปิดเปิดประตูรั้วเข้าออกทางพิพาทเป็นการแสดงว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางผ่านโดยวิสาสะหรือโดยได้รับอนุญาตจากจำเลย พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นภาระจำยอม แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทนานเพียงใด ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ หรือเป็นทางสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยรื้อถอนประตูรั้วเหล็กที่ปิดกั้นทางพิพาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 1,500 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 49388 ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9259 ตำบลดอนกำยาน อำเภอเมืองสุพรรณบุรี (ท่าพี่เลี้ยง) จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 3365 ตำบลดอนกำยาน อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 33383 ตำบลดอนโพธิ์ทอง (ดอนกำยาน) อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ทางพิพาทปรากฏตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ. 8 ติดต่อกับถนนสายดอนกุ่มทิพย์ - วังน้ำเย็น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้ง 3 แปลง เดิมเป็นทางเกวียนมาก่อน บิดาโจทก์และโจทก์รวมทั้งชาวบ้านใช้ทางพิพาทเข้าออกไปมาจากหมู่บ้านไปทุ่งนาก่อนที่จะมีคลองชลประทาน จนกระทั่งปี 2523 ได้ขุดทางเกวียนเป็นคลองส่งน้ำจากคลองชลประทานแล้วใช้ดินที่ขุดทางเกวียนถมเป็นทางพิพาท แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของนายบัวคลี่ พยานโจทก์ซึ่งเป็นบิดาโจทก์ว่า ที่ดินที่นายบัวคลี่ไปทำนาคือที่ดินที่เช่าจากนายศุภชัย เจ้าของเดิมก่อนขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้ง 3 แปลง นายบัวคลี่กับชาวบ้านใช้ทางพิพาทเดิมไปทำนาเพียงให้วัวควายเทียมเกวียนลากข้าวผ่านเป็นประจำ ไม่ปรากฏว่ามีการใช้ทางพิพาทออกไปสู่ทางสาธารณะใด ทั้งนายบัวคลี่เบิกความว่า ถนนสายดอนกุ่มทิพย์ - วังน้ำเย็น เพิ่งสร้างได้ประมาณ 3 ปี การใช้ทางพิพาทเป็นทางวัวควายเดินผ่านที่ดินไปทำนาเป็นการใช้ทางพิพาทโดยวิสาสะตามประเพณีของชาวบ้านซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันเดินผ่านที่ดินของบุคคลอื่นไปเท่านั้น แม้มีการขุดทางเกวียนเป็นคูน้ำแล้วนำดินมาถมเป็นทางพิพาทเมื่อปี 2523 ก็ปรากฏว่าบิดานายศุภชัยให้นายบัวคลี่เป็นผู้ดูแลเข้าทำประโยชน์ในที่ดินทั้ง 3 แปลง ลักษณะดังกล่าวเป็นการใช้ทางพิพาทโดยบิดานายศุภชัยและนายศุภชัยเป็นผู้ให้ความยินยอม และหลังจากนายศุภชัยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9259 และ 3365 ให้แก่จำเลยเมื่อปี 2532 และปี 2535 นายบัวคลี่ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 33383 ที่นายบัวคลี่เบิกความว่าซื้อจากนายศุภชัยให้แก่จำเลย จำเลยยกร่องคันดินทำเป็นสวนส้ม และทำประตูและรั้วปิดกั้นทางเข้าออกทางพิพาทตามภาพถ่ายหมาย จ. 14 และ ล. 2 ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์ได้รับมอบกุญแจจากจำเลยเพื่อใช้ปิดเปิดประตูรั้วเข้าออกทางพิพาท เป็นการแสดงว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางผ่านโดยวิสาสะหรือโดยได้รับอนุญาตจากจำเลย พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นภาระจำยอม แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทนานเพียงใด ทางพิพาทก็ไม่ตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายศุภชัยและนายบัวคลี่พยานโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ขายที่ดินให้แก่จำเลยไม่ปรากฏว่าทั้งนายศุภชัยและนายบัวคลี่ได้อุทิศที่ดินที่เป็นทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะก่อนขายให้แก่จำเลย ทั้งการที่โจทก์รับกุญแจจากจำเลยเพื่อใช้ปิดเปิดประตูรั้วเข้าออกทางพิพาทย่อมเป็นการแสดงว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางสาธารณะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนันต์ เกตุคง
จำเลย — นางฮัวเกีย กุลประสิทธิชัย
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3964/2554
#515054
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการใดอันเป็นการแสดงว่าร่วมรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีจำเลยที่ 1 ยังใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายอีก ถือเป็นการกระทำโดยลำพังของจำเลยที่ 1 ในการใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในทันทีทันใด ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดูต้นทางในขณะที่จำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายและได้ขับรถจักรยานยนต์หลบหนี้ไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหายเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่นและยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง

ป.อ. มาตรา 340 ตรี มุ่งหมายที่จะลงโทษให้หนักขึ้นเฉพาะผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนเท่านั้น มิใช่ว่าผู้ที่ร่วมปล้นทรัพย์จะต้องระวางโทษหนักขึ้นทุกคน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้มีหรือใช้อาวุธปืนด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 289, 340, 340 ตรี, 371, 376 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) ประกอบมาตรา 80 มาตรา 340 วรรคสี่, 340 ตรี ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 371, 376 ทุกฐานความผิดประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่นกับฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงและใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดและฐานร่วมกันยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิตเพียงสถานเดียว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพบางฐานความผิดในชั้นสอบสวนและทางนำสืบ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ริบอาวุธปืนกระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่นและฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) ประกอบมาตรา 80 และ 83 มาตรา 376 ประกอบมาตรา 83 และไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 คงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงและใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี และ 80 จำคุกคนละ 15 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กึ่งหนึ่งและหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ตามลำดับ คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 3 จำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 15 เดือน จำเลยที่ 3 จำคุก 10 ปี 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 1 ก่อนรวมโทษเมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 เป็นรายกระทง กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้วลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควรจำคุก 3 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น จำคุก 25 ปี รวมทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอทองคำของนายพรชัย ผู้เสียหาย และใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกที่แขนขวาของผู้เสียหาย 1 นัด อีกนัดหนึ่งผู้เสียหายก้มหลบข้างรถเข็น กระสุนปืนถูกขวดใส่น้ำหวานบนรถเข็นแตก โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ดูต้นทาง ส่วนสร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองคำของผู้เสียหายขาดและตกที่พื้นถนน สำหรับความผิดของจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร และฐานร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงและใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด และความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง และฐานพยายามปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืน คู่ความไม่ฎีกาจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพยามฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายและนางวีณาเป็นพยานเบิกความว่า ขณะที่ผู้เสียหายกำลังเข็นรถขายน้ำแข็งใสเข้าบ้าน จำเลยที่ 1 เข้ามาด้านหลังผู้เสียหายแล้วกระชากเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายซึ่งสวมที่คอ และใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนถูกที่ต้นแขนขวา ผู้เสียหายวิ่งหนีรอบรถเข็น จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายอีก 1 นัด ผู้เสียหายก้มลงหลบทัน กระสุนปืนถูกขวดใส่น้ำหวานที่วางอยู่บนรถเข็นแตกเสียหาย นางวีณาตะโกนว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจมา จำเลยที่ 1 จึงหลบหนีไป เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการใดอันเป็นการแสดงว่าร่วมรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายแล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายวิ่งหนีจำเลยที่ 1 ยังใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายอีก เป็นการกระทำโดยลำพังของจำเลยที่ 1 ในการใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในทันทีทันใดนั้นเอง เพียงแต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดูต้นทาง ขณะที่จำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายและขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหายเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี มุ่งหมายที่จะลงโทษให้หนักขึ้นเฉพาะผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนเท่านั้น มิใช่ว่าผู้ที่ร่วมปล้นทรัพย์จะต้องระวางโทษหนักขึ้นทุกคน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 มีและใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้มีหรือใช้อาวุธปืนด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนตามมาตรา 340 ตรี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 289 (6) ม. 340 ตรี ม. 376
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — พลทหารธำรงค์หรือบ๊ก โมทิม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ไมตรี ศรีอรุณ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ