คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13118/2553
#510241
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงที่โจทก์ตกลงโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องโดยผู้ร้องได้ชำระมูลค่าเช่าซื้อเป็นการตอบแทน และมีการชำระบัญชีหนี้สินระหว่างกันเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งยังกำหนดให้โจทก์ดำเนินคดีและบังคับคดีกับลูกหนี้เช่าซื้อต่อไปในนามของผู้ร้อง และเมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้เช่าซื้อจะต้องชำระเงินให้แก่ผู้ร้องทั้งหมด แสดงว่าผู้ร้องแต่ผู้เดียวมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อให้ได้รับชำระหนี้และรับชำระหนี้เช่าซื้อ ดังนั้น บันทึกข้อตกลงดังกล่าวถือว่าเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 และโจทก์สามารถโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องได้ตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 27 โจทก์ไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 การโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ให้แก่ผู้ร้องตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จะบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองแทนโจทก์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 250,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวนเงิน 42,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแต่ไม่เกิน 4 เดือน กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งสองในคดีนี้แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์ถูกคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการถาวรและแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการแทนโจทก์ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2540 ดังนั้นประธานกรรมการของคณะกรรมการของโจทก์จึงมีอำนาจกระทำการและลงลายมือชื่อแทนโจทก์ได้ แม้จะเรียกโจทก์เป็นผู้ว่าจ้างและเรียกผู้ร้องว่าเป็นผู้รับจ้าง โดยอ้างถึงสัญญาว่าจ้างบริหารหนี้เช่าซื้อฉบับลงวันที่ 1 มีนาคม 2540 เกี่ยวกับการจัดเก็บหนี้เช่าซื้อ ก็เป็นการกล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ระหว่างกันที่มีมาก่อนเท่านั้น การตีความสัญญาต้องพิจารณาจากข้อความทั้งหมดมิใช่เพียงข้อความตอนใดตอนหนึ่ง ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ข้อความตามบันทึกข้อตกลงทั้งหมดแล้ว ปรากฏว่า โจทก์และผู้ร้องได้ตกลงกันทำสัญญาใหม่ โดยมีข้อสำคัญในข้อ 2. ว่าเป็นการตกลงกำหนดมูลค่าของหนี้เช่าซื้อทั้งหมดคิดถึงวันที่ 31 มกราคม 2541 เท่ากับจำนวน 633,305,098.96 บาท โดยให้ผู้ร้องชำระให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 และโจทก์ตกลงโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อที่มีภาระผูกพันคงเหลืออยู่ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องในวันทำสัญญา มีการชำระเงินมูลค่าของหนี้เช่าซื้อด้วยการหักชำระกับตั๋วสัญญาใช้เงินที่ระบุไว้ในข้อ 1. ตามข้อตกลง ข้อ 3. โดยโจทก์ตกลงโอนทะเบียนรถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันทำสัญญาตามบันทึกข้อ 4. และหนี้ที่โจทก์จะต้องชำระให้ผู้ร้องหลังจากชำระบัญชีแล้วนั้น ผู้ร้องได้ตกลงปลดหนี้ให้แก่โจทก์ตามข้อ 7. เช่นนี้จึงเป็นกรณีที่โจทก์ตกลงโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องโดยผู้ร้องได้ชำระมูลค่าเช่าซื้อเป็นการตอบแทนและมีการชำระบัญชีหนี้สินระหว่างกันเสร็จสิ้นแล้วทั้งข้อ 8. ยังกำหนดให้โจทก์ดำเนินคดีและบังคับคดีกับลูกหนี้เช่าซื้อต่อไปในนามของผู้ร้อง และเมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้เช่าซื้อจะต้องชำระเงินให้แก่ผู้ร้องทั้งหมดแสดงว่าผู้ร้องแต่ผู้เดียวมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อให้ได้รับชำระหนี้และรับชำระหนี้เช่าซื้อ ดังนั้น บันทึกข้อตกลงดังกล่าวถือว่าเป็นสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 และโจทก์สามารถโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ผู้ร้องได้ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 27 โจทก์ไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ให้แก่ผู้ร้องจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จะบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองแทนโจทก์ต่อไปได้ ข้อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ตามบันทึกข้อตกลงข้อ 2. กำหนดให้ผู้ร้องดำเนินการจัดเก็บหนี้เช่าซื้อทั้งหมดให้เสร็จสิ้นในวันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ 2544 นั้น เป็นการกล่าวอ้างข้อตกลงเดิมไม่เกี่ยวกับการโอนสิทธิเรียกร้องตามข้อตกลงใหม่ จึงไม่มีผลทำให้ผู้ร้องหมดหน้าที่และไม่อาจรับโอนสิทธิเรียกร้องที่ตกลงกันใหม่แต่อย่างใด ฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เป็นข้อปลีกย่อยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 ม. 306
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหาธนกิจ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัท ที.ซี.ซี. แคปปิตอล จำกัด
จำเลย — นายทัตพงษ์ ประมาพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัตร
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมชาย สินเกษม
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13113/2553
#511589
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และ ก. ถูกเวนคืนทางกรุงเทพมหานครจ่ายเงินค่าเวนคืนโดยจ่ายเช็คธนาคาร ก. ให้แก่โจทก์ที่ 1 และ ก. เช็คระบุผู้รับเงินไว้คือโจทก์ที่ 1 กับ ก. และขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือออก ธนาคารต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่สั่งจ่ายระบุชื่อ แม้ระหว่างชื่อของบุคคลทั้งสองมีเพียงเครื่องหมาย " , " คั่นไว้ก็ตาม ก็มีความหมายว่าธนาคารต้องจ่ายเงินให้แก่บุคคลทั้งสองมิใช่หมายถึงจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 เพียงคนเดียว อีกทั้งเช็คมีการขีดคร่อมระบุคำว่า "A/C PAYEE ONLY" ธนาคารต้องจ่ายเงินเข้าบัญชีของผู้รับเงินซึ่งมีชื่อในเช็คเท่านั้น การที่ธนาคารจำเลยที่ 1 นำเงินที่เรียกเก็บตามเช็คเข้าบัญชีของโจทก์ที่ 1 หรือ ม. ย่อมเป็นความเข้าใจของธนาคารจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียวว่าสามารถกระทำได้ ทั้งๆ ที่บัญชีมีชื่อไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในเช็ค อีกทั้งธนาคารจำเลยที่ 1 ยอมให้ ม. ผู้ไม่มีสิทธิรับเงินตามเช็คเบิกถอนเงินออกไปเพียงผู้เดียว ธนาคารจำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามการค้าปรกติของธนาคารย่อมไม่เป็นการกระทำที่สุจริตหรือปราศจากความประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด ธนาคารจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทของ ก. ฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2

แม้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กล่าวในคำฟ้องว่าด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีมูลหนี้จากการละเมิด อันจะต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายภายในอายุความ 1 ปีก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องทั้งหมดแล้วเห็นว่า เป็นการที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1000 เพื่อยกเว้นความรับผิดตามมูลหนี้ตั๋วเงิน มีอายุความ 10 ปี จะนำอายุความเรื่องละเมิด 1 ปี มาใช้บังคับไม่ได้ ฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 8,296,257.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,500,931.51 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 3 ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 6,500,931.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 8 มิถุนายน 2542) ให้ไม่เกิน 1,795,325.74 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมต่อศาลในนามของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีอย่างคนอนาถา โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท ให้ยกฟ้องในส่วนจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และนางกิมหลั่นได้ถูกเวนคืน ทางกรุงเทพมหานครจึงได้จ่ายเงินค่าเวนคืนโดยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอโศก - ดินแดง จำนวนเงิน 6,500,931.51 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 และนางกิมหลั่น ตามสำเนาเช็ค เช็คระบุชื่อผู้รับเงินไว้อย่างชัดเจน คือโจทก์ที่ 1 กับนางกิมหลั่น และขีดฆ่าคำว่า หรือผู้ถือซึ่งมีอยู่ในแบบพิมพ์ของเช็คนั้นออก แสดงว่า ธนาคารต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่ผู้สั่งจ่ายระบุชื่อคือโจทก์ที่ 1 และนางกิมหลั่นเป็นผู้รับเงินเท่านั้น แม้ระหว่างชื่อของบุคคลทั้งสองจะมีเพียงเครื่องหมาย " , " คั่นไว้ก็ตาม ซึ่งก็มีความหมายว่าธนาคารต้องจ่ายเงินให้แก่บุคคลทั้งสองมิใช่หมายถึงจะจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 เพียงคนเดียวก็ได้ อีกทั้งเช็คมีการขีดคร่อมระบุคำว่า "A/C PAYEE ONLY" ธนาคารต้องจ่ายเงินเข้าบัญชีของผู้รับเงินซึ่งมีชื่อระบุไว้ในเช็คเท่านั้น ซึ่งกรณีนี้ต้องเป็นบัญชีของโจทก์ที่ 1 และนางกิมหลั่น การที่ธนาคารจำเลยที่ 1 นำเงินที่เรียกเก็บตามเช็คดังกรณีเข้าบัญชีของโจทก์ที่ 1 หรือนางสาวมาลินี ย่อมเป็นความเข้าใจของธนาคารจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียวว่าสามารถกระทำได้ ทั้ง ๆ ที่บัญชีมีชื่อไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในเช็ค อีกทั้งธนาคารจำเลยที่ 1 ยังยอมให้นางสาวมาลินีซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิรับเงินตามเช็คเบิกถอนเงินออกไปแต่เพียงผู้เดียว ธนาคารจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามการค้าปรกติของธนาคาร ย่อมไม่เป็นการกระทำที่สุจริตหรือปราศจากความประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด ธนาคารจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทของนางกิมหลั่นในฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จะกล่าวในคำฟ้องว่า ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับความเสียหายซึ่งเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีมูลหนี้มาจากการละเมิด อันจะต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายภายในอายุความ 1 ปี ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องทั้งหมดแล้วเห็นว่า เป็นการที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1000 เพื่อยกเว้นความรับผิดตามมูลหนี้ตั๋วเงิน ซึ่งมีอายุความ 10 ปี จะนำอายุความเรื่องละเมิด 1 ปี มาใช้บังคับไม่ได้ ฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448 ม. 1000
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ ลียารักษ์ กับพวก
จำเลย — ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกำพล ษมาคุณากร
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวมณฑิรา จำนงค์
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13104/2553
#513972
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 จะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีฐานะเป็น พ.ร.บ.ฉบับหนึ่งที่มีการประกาศใช้แยกมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทยฯ การที่มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 กำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ สิ้นสุดลง หามีผลทำให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 สิ้นลงตามไปด้วยไม่ อีกทั้งประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ข้อ 4 ยังได้บัญญัติด้วยว่า "ศาลทั้งหลาย นอกจากศาลรัฐธรรมนูญคงมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมาย ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย" อันเป็นการรับรองให้กฎหมายทั้งปวงที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนการปฏิรูปการปกครอง ยังมีผลบังคับใช้ต่อไปอีกด้วย ดังนั้น เมื่อไม่มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับใดออกมาบัญญัติให้ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงยังมีผลใช้บังคับต่อไป

แม้ในระหว่างพิจารณาคดีได้มี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ออกมาใช้บังคับโดยให้ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 แต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ก็ยังคงบัญญัติให้การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง (1) ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 44, 90, 101 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 44 (1), 101 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 50,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี และปรับ 100,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อพิจารณาสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า การรอการลงโทษจะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขจำเลยให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีมากกว่าการลงโทษจำคุก โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง มีผลให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 ถูกยกเลิกไปด้วย เป็นผลให้สิทธินำคดีนี้มาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (5) หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 จะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีฐานะเป็นพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งที่มีการประกาศใช้แยกมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 การที่มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับดังกล่าวกำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง หามีผลทำให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 สิ้นลงตามไปด้วยไม่ อีกทั้งประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ข้อ 4 ยังได้บัญญัติด้วยว่า "ศาลทั้งหลาย นอกจากศาลรัฐธรรมนูญคงมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมาย ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย" อันเป็นการรับรองให้กฎหมายทั้งปวงที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนการปฏิรูปการปกครองยังมีผลบังคับใช้ต่อไปอีกด้วย ดังนั้น เมื่อไม่มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับใดออกมาบัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 พระราชบัญญัติดังกล่าวจึงยังมีผลใช้บังคับต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 ถูกยกเลิกไปด้วย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แม้ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 ออกมาใช้บังคับโดยให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 ก็ยังคงบัญญัติให้การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดตามมาตรา 53 วรรคหนึ่ง (1) ดังนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องของโจทก์โดยยังมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ตามที่จำเลยอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาใหม่ เห็นว่า โจทก์มีนางมลิและนางชินเบิกความเป็นพยานโจทก์ทำนองเดียวกันว่า ก่อนวันเลือกตั้งวันที่ 29 มกราคม 2544 จำเลยได้มาหาพยานที่บ้านแล้วให้เงินแก่พยานคนละ 100 บาท จากนั้นได้บอกว่าอย่าลืมเบอร์ 9 ซึ่งหมายถึงนายศักดิ์ชัย ต่อมามีคนมาบอกว่ามีเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการการเลือกตั้งจะมาสอบปากคำเรื่องการให้เงินดังกล่าว จึงเดินทางไปให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่โรงสี ซึ่งอยู่ที่อำเภอเดชอุดม นางมลิ ตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า เคยมีเรื่องทะเลาะกับจำเลยเมื่อ 4 ปี ก่อนมีการเลือกตั้ง ส่วนนางชินเบิกความรับว่าเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยตั้งแต่จัดตั้งพรรคจนถึงปัจจุบันและเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า นางมลิเป็นผู้สนับสนุนนายกิตติพงศ์ ใบสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายกิตติพงศ์ระบุว่าสังกัดพรรคไทยรักไทย นอกจากนี้ได้ความจากพันตำรวจโทพยุง พนักงานสอบสวนคดีนี้ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นางมลิและนางชินให้การต่อพยานว่ามีคนของพรรคไทยรักไทยมาสอบถามว่ามีใครรับเงินหรือไม่และจะสมัครใจไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่ และนอกจากนี้นางมลิได้ให้ถ้อยคำกับเจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งว่าเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่านางมลิเคยมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน และฟังได้ว่านางมลิและนางชินเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งดังกล่าวพรรคไทยรักไทยเป็นพรรคคู่แข่งกับพรรคที่นายศักดิ์ชัยสังกัดและที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุน คำเบิกความของนางมลิและนางชินจึงเป็นคำเบิกความจากพยานที่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกันมาก่อน และมีส่วนได้เสียในการสนับสนุนบุคคลเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าว จึงต้องรับฟังอย่างระมัดระวัง มิฉะนั้นอาจมีการกลั่นแกล้งกันได้ง่าย จะมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งและจัดการเลือกตั้งอันเป็นพื้นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นเช่นมีภาพถ่ายบันทึก ขณะที่มีการแจกจ่ายเงินหรือสิ่งของเพื่อจูงใจ หรือมีประจักษ์พยานหรือพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือและมีน้ำหนักที่น่ารับฟัง ลำพังแต่ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของพยานทั้งสองดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ยังมีเหตุอันควรสงสัยไม่เพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (5)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 53 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 44 (1)
ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายวิเชียร ประสงค์เสียง หรือประสงค์เลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สุเสารัจ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13063/2553
#511505
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว หากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยไม่ถูกต้องหรือจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนน้อยกว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 และมาตรา 198 แต่จำเลยมิได้ใช้สิทธิดังกล่าวกลับมายื่นคำร้องขอให้ศาลแก้ไขปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยใหม่ โดยเลี่ยงอ้างว่าเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนี้ หากศาลฟังตามที่จำเลยอ้างแล้ววินิจฉัยให้ใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไข คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 190 ที่บัญญัติห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้ว นอกจากแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 2,600 เม็ด น้ำหนัก 232.4 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 49.161 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 800 เม็ด น้ำหนัก 70.63 กรัม โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสอง วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 20 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีกำหนด 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 10 ปี และปรับ 200,000 บาท รวมจำคุก 35 ปี และปรับ 700,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี จำเลยไม่อุทธรณ์ คดีถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำร้องว่า เมทแอมเฟตามีน 800 เม็ดที่จำเลยจำหน่ายไม่ปรากฏน้ำหนักสารบริสุทธิ์ จึงต้องลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง และที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 2,600 เม็ด น้ำหนัก 232.4 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 49.161 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการฟ้องผิดโดยนำเมทแอมเฟตามีน 800 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายเข้ามารวมด้วย ซึ่งความผิดฐานจำหน่ายเป็นความผิดที่แยกออกจากความผิดฐานมีไว้ในครอบครองจึงไม่สามารถนำเมทแอมเฟตามีนไปรวมกันได้ ขอให้กำหนดโทษจำเลยใหม่ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะแก้ไขปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยใหม่หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว หากจำเลยเห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยไม่ถูกต้องหรือจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนน้อยกว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 และมาตรา 198 แต่จำเลยมิได้ใช้สิทธิดังกล่าวกลับมายื่นคำร้องขอให้ศาลแก้ไขปรับบทลงโทษและกำหนดโทษจำเลยใหม่ โดยเลี่ยงอ้างว่าเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนี้ หากศาลฟังตามที่จำเลยอ้างแล้ววินิจฉัยให้ใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ที่บัญญัติห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้ว นอกจากแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 190 ม. 193 ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายอนุชา ชิตเครือ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13060/2553
#511383
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนคดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ไม่ได้ ดังนั้น ที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสี่ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงเป็นการมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง, 295 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 215 วรรคสอง), 295 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 4 อายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ไม่เกินยี่สิบปี มีความรู้ผิดชอบชั่วดีแล้วจึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปโดยมีอาวุธ จำคุกคนละ 2 เดือน และฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุกคนละ 1 เดือน รวมจำคุกคนละ 3 เดือน จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังคนละ 1 เดือน 15 วัน แทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ไม่ได้ดังนั้น ที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสี่ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า สมควรรอการลงโทษให้จำเลยทั้งสี่หรือไม่ จึงเป็นการมิชอบศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสี่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219 ตรี ม. 221
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — คดีศาลแขวงลำปาง
จำเลย — นายกรวิทย์หรือต้น จินาวา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยยันต์ ศุขโชติ
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13056/2553
#511245
เปิดฉบับเต็ม

การขอขยายระยะเวลาฎีกาเป็นการขอขยายระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลมีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีมีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2552 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2552 ซึ่งเป็นการยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อสิ้นระยะเวลาฎีกาแล้ว ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้เฉพาะเมื่อมีเหตุสุดวิสัย ตามคำร้องดังกล่าวจำเลยอ้างเหตุว่าทนายจำเลยมิได้ร่วมรับฟังการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และทางศาลแจ้งให้ทนายจำเลยทราบภายหลัง ประกอบกับทนายจำเลยต้องการเวลาในการจัดทำข้อมูลเพื่อให้แพทย์ประจำเรือนจำจังหวัดราชบุรีตรวจสอบว่าจำเลยเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งตัวและเสื่อมสมรรถภาพทางเพศจริงหรือไม่ ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาภายในกำหนดฎีกาได้ คำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 ตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2552 จึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟัง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนั้น การที่จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งล่วงเลยกำหนดฎีกาดังกล่าวแล้วจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 12 กระทง เป็นจำคุก 48 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า การขอขยายระยะเวลาฎีกาเป็นการขอขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลมีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2552 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2552 ซึ่งเป็นการยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อสิ้นระยะเวลาฎีกาแล้ว ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้เฉพาะเมื่อมีเหตุสุดวิสัย ตามคำร้องดังกล่าวจำเลยอ้างเหตุว่าทนายจำเลยมิได้เข้าร่วมรับฟังการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และทางศษลแจ้งให้ทนายจำเลยทราบภายหลังประกอบกับทนายจำเลยต้องการเวลาในการจัดทำข้อมูลเพื่อให้แพทย์ประจำเรือนจำจังหวัดราชบุรีตรวจสอบว่าจำเลยเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งตัวและเสื่อมสมรรถภาพทางเพศจริงหรือไม่ ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาฎีกาได้ คำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2552 จึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟัง ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนั้น การที่จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งล่วงเลยกำหนดยื่นฎีกาดังกล่าวแล้ว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาแก่จำเลยและยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายม้วน สามบุญศรี
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13045/2553
#504696
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม ส่วนความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพรากเด็ก ฯ ด้วย ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ต่อมาจำเลยขอถอนอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตแล้ว ย่อมมีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นฐานกระทำชำเราเด็กหญิง ฯ เด็ดขาดเฉพาะจำเลย ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพรากเด็ก ฯ ตามอุทธรณ์ของโจทก์ด้วย จำเลยมีสิทธิฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะในความผิดฐานพรากเด็ก ฯ ได้เท่านั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยยื่นฎีกาโดยขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยสถานเบาหรือลดโทษแก่จำเลย ซึ่งหมายถึงขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจกำหนดโทษให้จำเลยเสียใหม่ทั้งสองฐานความผิด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิง ฯ ซึ่งเด็ดขาดไปแล้ว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนในความผิดฐานพรากเด็ก ฯ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา มีผลทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานนี้เป็นอันถึงที่สุดไปด้วย ศาลฎีกาย่อมไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 12 ปี ความผิดฐานอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาตและให้จำหน่ายอุทธรณ์ของจำเลยออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกของความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปีเป็นจำคุก 27 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ก่อนว่า ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาหรือฐานความผิดพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารและฐานความผิดกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมรวมข้อหาละ 3 กระทง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นยินยอมโดยให้จำคุกในอัตราขั้นต่ำสุดของความผิดนี้กระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี ส่วนความผิดฐานอื่นให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารด้วย ส่วนจำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง แต่ต่อมาจำเลยขอถอนอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตแล้ว ซึ่งย่อมมีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นยินยอมเป็นอันเด็ดขาดเฉพาะจำเลย ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามอุทธรณ์ของโจทก์ด้วย โดยให้ลงโทษจำคุกในอัตราขั้นต่ำสุดของความผิดนี้กระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกของศาลชั้นต้นในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเป็นจำคุก 27 ปี จำเลยย่อมมีสิทธิฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารได้เท่านั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยยื่นฎีกาโดยขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยสถานเบาหรือลดโทษจำเลย ซึ่งย่อมมีความหมายถึงขอให้ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจกำหนดโทษให้จำเลยเสียใหม่ทั้งสองฐานความผิด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม ซึ่งเด็ดขาดเฉพาะจำเลยไปแล้วจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาโดยให้เหตุผลว่าจำเลยไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในข้อหาดังกล่าวจึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น เมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาในฐานความผิดดังกล่าวย่อมมีผลทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารเป็นอันถึงที่สุดไปแล้วด้วย ศาลฎีกาย่อมไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้เช่นกัน

พิพากษายกฎีกาจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 ม. 317
ป.วิ.อ. ม. 202 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนพพร ชัยนันตา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมภพ พูลเพียร
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13041/2553
#511645
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยชักชวนนางสาว ว. ไปพักอาศัยที่บ้านพักครูประจำโรงเรียน ผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาไม่ยินยอม แต่นางสาว ว. ไม่เชื่อฟังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าและจำเลยมารับไป หลังจากนั้นหลายเดือน นางสาว ว. ไม่ได้กลับมาบ้านและไม่ได้ส่งข่าวมาที่บ้านเลย ผู้เสียหายจึงไม่ทราบว่านางสาว ว. อยู่ที่ใด แสดงว่านางสาว ว. เต็มใจออกจากบ้านผู้เสียหายไปพักอาศัยอยู่ที่อื่นตั้งแต่ก่อนวันเกิดเหตุตามฟ้อง และบิดามารดามิได้ใส่ใจติดตาม นางสาว ว. จึงไม่อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดาแล้ว การที่จำเลยหลอกพานางสาว ว. ไปกระทำชำเราในเวลาต่อมา จึงไม่เป็นการพรากนางสาว ว. ไปเสียจากบิดามารดา ไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 318

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1495/2547 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ให้จำคุก 5 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1495/2547 ของศาลอาญาธนบุรีนั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าคดีอาญาดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ อย่างไร จึงไม่นับโทษต่อให้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า นางสาววีนา ผู้เยาว์เป็นบุตรของนายบุญยืน และนางสงวนวงศ์ ผู้เสียหาย เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2528 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 17 ปีเศษ ส่วนจำเลยรับราชการเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนวัดอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อนางสาววีนาเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปี 2545 จำเลยชักชวน และช่วยเหลือนางสาววีนาให้ได้เข้าทำงานเป็นครูช่วยสอนนักเรียนอนุบาลที่โรงเรียนวัดอ้อมใหญ่ โดยตอนแรกยังพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายในตำบลหอมเกร็ด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนางสาววีนาพยานโจทก์ได้ความว่า เมื่อนางสาววีนาเข้าทำงานที่โรงเรียนวัดอ้อมใหญ่ในปี 2545 แล้วประมาณ 7 ถึง 8 เดือนก็ลาออก โดยอ้างว่าถูกจำเลยลวนลาม แต่ต่อมาประมาณ 3 เดือน จำเลยชวนกลับเข้าทำงานใหม่เป็นครูรับจ้างช่วยสอนค่าจ้างวันละ 200 บาท นางสาววีนาก็กลับเข้าทำงานต่อมาจำเลยชักชวนไปพักอาศัยที่บ้านพักครูประจำโรงเรียน แต่บ้านพักครูเต็ม จำเลยจึงชวนไปพักอาศัยที่บ้านใหม่อพาร์ตเมนต์โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้และนางสาววีนาเบิกความอีกว่า ต่อมาต้นเดือนมีนาคม 2546 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา อันเป็นวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่พยานสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนจำเลยมาบอกให้พยานไปบริจาคหนังสือตามโรงเรียนอื่น ๆ กับจำเลย โดยใช้รถยนต์ตู้เป็นพาหนะไปและไปด้วยกันเพียง 2 คน แต่จำเลยขับรถพาเข้าไปที่โรงแรมฟอลโลอินทร์ในเมืองนครปฐมแล้วข่มขืนกระทำชำเรานางสาววีนา และหลังจากนั้นจำเลยยังหลอกพานางสาววีนาไปกระทำชำเราอีก 4 ครั้ง โดยนางสาววีนาไม่ยินยอม และผู้เสียหายก็เบิกความว่าตอนที่จำเลยชักชวนนางสาววีนาไปพักอาศัยที่บ้านพักครูประจำโรงเรียน ผู้เสียหายไม่ยินยอม แต่นางสาววีนาไม่เชื่อฟังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า และจำเลย ก็มารับนางสาววีนาไปอยู่ที่บ้านพักครูและยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หลังจากนางสาววีนาออกจากบ้านไปแล้วหลายเดือน นางสาววีนาไม่ได้กลับมาบ้านและไม่ได้ส่งข่าวมาที่บ้านเลย จึงไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด พฤติการณ์ตามคำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงว่านางสาววีนาเต็มใจออกจากบ้านผู้เสียหายไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านใหม่อพาร์ตเมนต์ตั้งแต่ก่อนวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องและบิดามารดาก็มิได้เอาใจใส่ติดตาม ดังนี้ตั้งแต่วันที่นางสาววีนาไปอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ดังกล่าวตลอดมาจนถึงวันเกิดเหตุนั้นนางสาววีนาไม่ได้อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดาแล้ว ดังนี้แม้หากจะฟังว่าจำเลยหลอกพานางสาววีนาไปกระทำชำเราตามที่นางสาววีนากล่าวอ้างก็ตาม การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นการพรากนางสาววีนาไปเสียจากบิดามารดา จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยหลอกพานางสาววีนาไปข่มขืนกระทำชำเราที่โรงแรมหรือไม่และฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 318
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายบัณฑิต เสาวคนธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายกฤติ วีระศักดิ์อำไพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประมุข อธิคมกมลาศัย
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12934/2553
#508356
เปิดฉบับเต็ม

การสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (6) ประกอบด้วยมาตรา 18 เมื่อเหตุเกิดในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรตำบลกลางใหญ่ จังหวัดอุดรธานี ร. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางจึงไม่มีอำนาจสอบสวน ทั้งถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำการแทนพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 128 บัญญัติไว้ การที่ ร. สอบสวนโจทก์ร่วมและ อ. จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรตำบลกลางใหญ่ พ. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลกลางใหญ่ ได้สอบสวนโจทก์ร่วมและ อ. อีกครั้งหนึ่ง แม้ อ. จะให้การยืนยันตามคำให้การที่ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางทุกประการก็ตาม แต่ อ. ก็ได้ให้การเกี่ยวกับรายละเอียดการกระทำความผิดของจำเลยไว้ด้วย ถือได้ว่ามีการสอบสวนโจทก์ร่วมและ อ. โดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแล้ว ส่วนที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางได้สอบสวนโจทก์ร่วมเพิ่มเติมตามใบต่อคำให้การนั้น คงมีผลเพียงทำให้คำให้การดังกล่าวไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เท่านั้น หาเป็นเหตุให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดไม่ เมื่อการสอบสวนของ พ. พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเป็นการสอบสวนชอบแล้ว การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 18 และมาตรา 120 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายและโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน" ซึ่งการสอบสวนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 120 ต้องสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (6) ประกอบด้วยมาตรา 18 เมื่อเหตุคดีนี้เกิดในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรตำบลกลางใหญ่ จังหวัดอุดรธานี ร้อยตำรวจโทรัฐชัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางจึงไม่มีอำนาจสอบสวน เพราะคดีเกิดนอกเขตอำนาจของตน และไม่มีเหตุอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสอง ที่จะทำให้ตนมีอำนาจสอบสวนได้ ทั้งถือไม่ได้ว่าเป็นการทำการแทนพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 128 บัญญัติไว้ การที่ร้อยตำรวจโทรัฐชัยสอบสวนโจทก์ร่วมและนางอัญชลี ตามบันทึกคำให้การ จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพันตำรวจเอกวิเลข ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร ตำบลกลางใหญ่ ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอกพรมมี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลกลางใหญ่ได้สอบสวนโจทก์ร่วมและนางอัญชลีอีกครั้งหนึ่ง แม้การสอบสวนดังกล่าวนางอัญชลีจะให้การว่าขอยืนยันตามคำให้การที่ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางทุกประการก็ตาม แต่นางอัญชลีก็ได้ให้การเกี่ยวกับรายละเอียดการกระทำความผิดของจำเลยไว้ด้วย ถือได้ว่ามีการสอบสวนโจทก์ร่วมและนางอัญชลีโดยพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแล้ว ส่วนที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางได้สอบสวนโจทก์ร่วมเพิ่มเติมนั้น คงมีผลเพียงทำให้คำให้การดังกล่าวไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เท่านั้น หาเป็นเหตุให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดไม่ เมื่อการสอบสวนของร้อยตำรวจเอกพรมมี พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเป็นการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 และมาตรา 120 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุดรธานี
โจทก์ร่วม — นางสาวณัฐนิชหรือแพร โชติสรยุทธ์
จำเลย — นายปัญญา ขวัญยืน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นายอรรคเดช ชัยจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางศรีวิไล ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ สุเสารัจ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12910/2553
#510236
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คผู้ถือ จึงโอนกันได้ด้วยการส่งมอบ จำเลยที่ 2 สลักหลักเช็คพิพาทและส่งมอบแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืม จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900, 914 ประกอบมาตรา 989 ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังส่งมอบต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900, 921, 940 ประกอบมาตรา 989 ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงแยกจากกันตามฐานะแห่งตน ลายมือชื่อจำเลยที่ 2 จะปลอมหรือไม่เป็นเรื่องความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ไม่มีผลทำให้จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายหลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ ป.พ.พ. มาตรา 1006

จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินโดยสั่งจ่ายเช็คให้แก่จำเลยที่ 2 ไว้หมุนเวียนแล้วมีผู้นำเช็คไปกรอกข้อความโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 เอง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์รู้ถึงข้อเท็จจริงนี้ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามเนื้อความที่ลงในเช็คต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คโดยสุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,137,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545) รวมแล้วต้องไม่เกิน 137,500 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือจึงโอนกันได้ด้วยการส่งมอบแก่กัน โจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 2 มอบเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืม ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะพ้นจากความรับผิดในฐานะผู้สั่งจ่ายได้ต่อเมื่อการโอนเช็คพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการคบคิดกันฉ้อฉล จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์เบิกความรับว่า ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 เป็นใคร มีภูมิลำเนาแห่งใด ประกอบอาชีพใด และโจทก์ไม่มีหลักฐานการกู้ยืม พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่นำสืบถึงพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 2 จึงฟังได้แล้วว่า จำเลยที่ 2 กับโจทก์ไม่ได้กู้ยืมเงินกันจริง เห็นว่า สัญญากู้ยืมเงินสมบูรณ์เมื่อผู้ให้กู้ส่งมอบเงินให้แก่ผู้กู้ ส่วนหลักฐานการกู้ยืมเป็นเรื่องที่กฎหมายบังคับให้มีในกรณี ฟ้องร้องบังคับคดี ไม่ได้หมายความว่าเมื่อไม่มีหลักฐานการกู้ยืมแล้วแสดงว่าไม่มีการตกลงกู้ยืมเงินกัน ส่วนที่โจทก์เบิกความว่าไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 เป็นใคร มีภูมิลำเนาแห่งใดและประกอบอาชีพใด เป็นเพียงการตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ก็ได้เบิกความตอบคำถามค้านต่อไปอีกว่า จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจร่วมกับบุตรชายโจทก์ และรู้จักจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 4 ถึง 5 ปี เห็นว่าเป็นคนที่น่าเชื่อถือได้ จากข้อเท็จจริงตามคำเบิกความนี้แสดงว่า โจทก์รู้จักจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุให้สงสัยในคำเบิกความของโจทก์ ส่วนพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า มีคนร้ายลักเช็คพิพาทไปและได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 เมื่อปี 2542 แต่เช็คพิพาทสั่งจ่ายวันที่ 25 พฤศจิกายน 2544 เป็นเวลาหลังจากที่แจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 แล้วประมาณ 2 ปี เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่นำสืบไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่ส่อให้เห็นว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่มีการกู้ยืมเงินกันจริงอันจะเป็นข้ออ้างว่าเป็นการคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 มีภาระในการพิสูจน์ตามที่ให้การต่อสู้แต่ไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ จึงต้องฟังว่าโจทก์ได้รับเช็คพิพาทจากจำเลยที่ 2 เนื่องจากการชำระหนี้เงินกู้ยืม ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ปลอมหรือไม่ย่อมเป็นสาระสำคัญที่แสดงว่าโจทก์ได้รับเช็คพิพาทมาโดยชอบหรือไม่ การกรอกข้อความในเช็คพิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 เช็คพิพาทจึงเป็นเอกสารปลอมทำให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้สั่งจ่ายซึ่งเป็นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900, 914 ประกอบมาตรา 989 และให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้สลักหลังเช็คผู้ถือซึ่งเป็นความรับผิดตามมาตรา 900, 921, 940 ประกอบมาตรา 989 ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์จึงแยกต่างหากจากกันตามฐานะแห่งตน ดังนั้น ลายมือชื่อจำเลยที่ 2 จะปลอมหรือไม่เป็นเรื่องความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ ไม่มีผลทำให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งจ่ายหลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ด้วยเหตุนี้ ทั้งนี้ตามมาตรา 1006 ส่วนที่ว่า เช็คพิพาทเป็นเอกสารปลอมเพราะการกรอกข้อความในเช็คนั้นไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 เห็นว่า หากเป็นดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ก็ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 เอง เมื่อทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าโจทก์รู้ถึงข้อเท็จจริงที่อ้างนี้ด้วยโจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยสุจริต จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าเช็คพิพาทเป็นเอกสารปลอมเพราะเหตุเช่นนี้เพื่อให้ตนพ้นความรับผิดต่อโจทก์หาได้ไม่ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเนื้อความในเช็คพิพาท ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นับแต่เช็คพิพาทขาดจากการยึดถือครอบครองของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ทรงตั๋วเงินฟ้องผู้สั่งจ่ายเมื่อพ้นกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันตั๋วเงินถึงกำหนด มิใช่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ตั๋วเงินขาดจากความครอบครองของเจ้าของตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 914 ม. 940 ม. 989 ม. 1006
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพนิดา อิ่มอำไพ
จำเลย — นายสุทธิ ผลสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกำพล รุ่งรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12888 -ที่ 12893/2553
#555007
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ลูกจ้างเพียงแต่ลงลายมือชื่อเพื่อรับทราบประกาศของโจทก์นายจ้างซึ่งห้ามมิให้พนักงานทั่วไปลาออกจากงานแล้วไปประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ หรือเข้าทำงานกับบุคคลใดอันมีสภาพการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ภายในระยะเวลา 2 เดือน โดยไม่มีข้อความส่วนใดในประกาศฉบับดังกล่าวที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว การลงลายมือชื่อลักษณะนี้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาให้ความยินยอมของลูกจ้าง เมื่อนายจ้างออกประกาศแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง จึงไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ต้องปฏิบัติตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานภาค 1 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 262/2550 ของศาลแรงงานกลางภาค 1 โดยให้เรียกโจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยเรียงตามลำดับสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ คดีคงขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะหกสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ชำระเงินจำนวน 88,942 บาท 92,988 บาท 68,432 บาท 60,788 บาท 68,446 บาท และ 84,672 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ทำงานให้กับบริษัทสุขภัณฑ์ไฮโดร (ประเทศไทย) จำกัด และห้ามจำเลยที่ 5 ทำงานให้กับบริษัทโคห์เลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ประกอบธุรกิจผลิตเครื่องสุขภัณฑ์ กรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นลูกจ้างของโจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานสร้างแม่พิมพ์ พนักงานฝ่ายผลิต และพนักงานหล่อแบบ โจทก์ประกาศเรื่องสัญญาจ้างแรงงานและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ห้ามมิให้พนักงานทั่วไปลาออกจากงานแล้วไปประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัทโจทก์หรือเข้าทำงานกับบุคคลหรือนิติบุคคลใดอันมีสภาพการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ภายในระยะเวลา 2 เดือน หากฝ่าฝืนต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2 เท่า ของอัตราค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยระยะเวลาที่ผิดสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ลาออกจากบริษัทโจทก์แล้วสมัครเข้าทำงานกับบริษัทสุขภัณฑ์ไฮโดร (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทโคห์เลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ประกาศ เรื่อง สัญญาจ้างแรงงานข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ให้ต้องปฏิบัติหรือไม่ เห็นว่า ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวของนายจ้าง ซึ่งจะส่งผลผูกพันให้ลูกจ้างคนใดคนหนึ่งหรือทั้งหมดต้องยึดถือปฏิบัติในลักษณะเดียวกับสัญญาจ้างแรงงานก็ต่อเมื่อ ฝ่ายลูกจ้างกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการแสดงเจตนายอมรับเงื่อนไขในประกาศดังกล่าวด้วยความสมัครใจ การที่ลูกจ้างเพียงแต่ลงลายมือชื่อเพื่อรับทราบประกาศ โดยไม่มีข้อความส่วนใดในประกาศฉบับดังกล่าวที่แสดงให้เห็นว่า ลูกจ้างยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ จึงถือไม่ได้ว่าการลงลายมือชื่อของลูกจ้างในลักษณะนี้เป็นการแสดงเจตนาให้ความยินยอม เมื่อนายจ้างออกประกาศแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง กรณีจึงไม่มีผลให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ลูกจ้าง ต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 จะลาออกจากบริษัทโจทก์แล้วไปสมัครเข้าทำงานกับบริษัทสุขภัณฑ์ไฮโดร (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทโคห์เลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ที่ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสตาร์ ซานิทารีแวร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายศยาม ทัพพพันธุ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12873/2553
#517394
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองและ ฉ. เป็นทหารเกณฑ์อยู่ในกองร้อย กองบังคับการ กรมทหารช่างที่ 21 ค่ายภาณุรังษี โดยจำเลยทั้งสามพักอยู่ชั้นที่ 2 ของอาคารกองร้อย ส่วนที่เป็นเรือนนอนของทหารใหม่ ซึ่งอยู่ติดกับห้องคลังอาวุธ ฉ. เป็นทหารเก่าพักอยู่เรือนนอนชั้นล่าง ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าเวรอยู่หน้าห้องคลังอาวุธ ฉ. ซึ่งอยู่ในระหว่างได้รับอนุญาตให้ลาหยุดไปเยี่ยมบ้าน ได้กลับเข้ามาในอาคารกองร้อย พบจำเลยที่ 3 จึงขอให้จำเลยที่ 3 ยกเก้าอี้เหล็กมาวางด้านข้างห้องคลังอาวุธ แล้วให้ ฉ. เหยียบบ่าจำเลยที่ 3 เพื่อเปิดฝ้าเพดานของเรือนนอนด้านที่ติดกับผนังห้องคลังอาวุธออก แล้วปีนเข้าไปในห้องคลังอาวุธ ใช้คีมตัดเหล็กตัดตาข่ายเหล็กที่สร้างครอบกรงเหล็กที่เก็บรักษาอาวุธปืน แล้วลักอาวุธปืนพกออโตเมติก 4 กระบอก ซองบรรจุกระสุนปืน 2 ซอง ของกรมทหารช่างที่ 21 กระทรวงกลาโหม ผู้เสียหาย หลังจากนั้น ฉ. ปีนขึ้นฝ้าเพดานออกมาตามทางเดิมและกระโดดลงมาโดยมีจำเลยที่ 3 คอยรับ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เห็น ฉ. เข้าไปในเรือนนอนชั้นบนเป็นเวลานานและเห็นจำเลยที่ 3 ยกเก้าอี้เข้าไปด้วย อีกทั้งได้ยินเสียงดังผิดปกติ แต่ไม่ได้เข้าไปตรวจดู และเมื่อ ฉ. ออกจากเรือนนอนพร้อมอาวุธปืน 4 กระบอก จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอดูอาวุธปืน โดยจำเลยที่ 1 ขออาวุธปืนจาก ฉ. จำนวน 1 กระบอก พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบว่า ฉ. เข้าไปลักอาวุธปืนในห้องคลังอาวุธ แต่ไม่ห้ามปราม ส่วนจำเลยที่ 3 ก็ให้ความช่วยเหลือโดยให้ ฉ. ปีนขึ้นไปบนเพดานเพื่อเข้าไปลักอาวุธปืน จึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามรู้เห็นเป็นใจและให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ ฉ. ในขณะกระทำความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 335, 336 ทวิ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 จำคุกคนละ 8 เดือน คำให้การของจำเลยทั้งสามในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามมาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามและพลทหารเฉลิมชาติ เป็นทหารเกณฑ์อยู่ในกองร้อย กองบังคับการ กรมทหารช่างที่ 21 ค่ายภาณุรังษี โดยจำเลยทั้งสามพักอยู่ชั้นที่ 2 ของอาคารกองร้อย ส่วนที่เป็นเรือนนอน ซึ่งอยู่ติดกับห้องคลังอาวุธ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2547 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าเวรอยู่หน้าห้องคลังอาวุธ ส่วนพลทหารเฉลิมชาติซึ่งอยู่ในระหว่างที่ได้รับอนุญาตให้ลาหยุดไปเยี่ยมบ้าน ได้กลับเข้าไปในอาคารกองร้อย เปิดฝ้าเพดานของเรือนนอนด้านที่ติดกับผนังห้องคลังอาวุธออก แล้วปีนเข้าไปในห้องคลังอาวุธ จากนั้นใช้คีมตัดตาข่ายเหล็กที่สร้างครอบกรงเหล็กซึ่งเป็นที่เก็บรักษาอาวุธปืน แล้วลักเอาอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 11 มม. จำนวน 4 กระบอก และซองบรรจุกระสุนปืนขนาดเดียวกัน จำนวน 2 ซอง รวมราคา 29,268 บาท ของกรมทหารช่างที่ 21 กระทรวงกลาโหม ผู้เสียหายไป โดยใช้รถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดและการพาทรัพย์ไป เจ้าพนักงานตำรวจจับพลทหารเฉลิมชาติพร้อมทรัพย์ที่ลักไปทั้งหมด กับคีมตัดเหล็ก 1 อัน และรถจักรยานยนต์ 1 คัน ที่ใช้ในการกระทำความผิดได้เป็นของกลาง ต่อมากรมทหารช่างที่ 21 ส่งตัวจำเลยทั้งสามให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้พลทหารเฉลิมชาติ กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์ไม่มีพยานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามได้สนับสนุนพลทหารเฉลิมชาติเข้าลักทรัพย์อย่างไรบ้างก็ตาม แต่โจทก์มีพันตำรวจโทบุญมี พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า พยานแจ้งข้อหาแก่พลทหารเฉลิมชาติเช่นเดียวกับในชั้นจับกุม พลทหารเฉลิมชาติให้การรับสารภาพ พยานได้บันทึกคำให้การของพลทหารเฉลิมชาติไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งพลทหารเฉลิมชาติให้การโดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับหรือขู่เข็ญใด ๆ พร้อมทั้งนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ส่วนจำเลยทั้งสามพยานก็แจ้งข้อหาเช่นเดียวกับพลทหารเฉลิมชาติ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหา ซึ่งพันตำรวจโทบุญมี เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักพลทหารเฉลิมชาติและจำเลยทั้งสามมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความหรือสร้างหลักฐานโดยบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพลทหารเฉลิมชาติ เป็นเท็จเพื่อปรักปรำใส่ร้ายพลทหารเฉลิมชาติหรือจำเลยทั้งสามแต่อย่างใด เชื่อว่าพลทหารเฉลิมชาติให้การอย่างไร พันตำรวจโทบุญมีก็บันทึกไปเช่นนั้น เมื่อพิเคราะห์คำให้การของพลทหารเฉลิมชาติแล้วระบุว่า วันเกิดเหตุพลทหารเฉลิมชาติเข้าไปที่กองร้อย กองบังคับการ กรมทหารช่างที่ 21 พบจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเข้าเวรรักษาการณ์คลังอาวุธ พลทหารเฉลิมชาติบอกกับจำเลยที่ 1 ว่าจะเข้าไปลักอาวุธปืนภายในห้องคลังอาวุธ ต่อมาพลทหารเฉลิมชาติพบจำเลยที่ 3 ซึ่งกลับมาจากงานลอยกระทง พลทหารเฉลิมชาติจึงบอกจำเลยที่ 3 ถึงการลักอาวุธปืนในห้องคลังอาวุธ และขอให้จำเลยที่ 3 ยกเก้าอี้เหล็กมาวางด้านข้างห้องคลังอาวุธ และให้พลทหารเฉลิมชาติขึ้นเหยียบบ่าจำเลยที่ 3 เพื่อเปิดฝ้าเพดาน แล้วปีนขึ้นไปที่เพดานห้องคลังอาวุธ แล้วเปิดฝ้าเพดานลงตรงกลางห้องคลังอาวุธ จากนั้นใช้คีมตัดเหล็กตัดตาข่าย จำนวน 2 ชั้น ออกเอามือล้วงหยิบอาวุธปืนจำนวน 4 กระบอก มาพกไว้ที่เอว และหยิบแมกกาซีนอีก 2 อัน บริเวณตู้อะไหล่ อาวุธปืนมาใส่กระเป๋า จากนั้นก็ปีนขึ้นฝ้าเพดานออกมาทางเดิมที่เข้าไป โดยกระโดดลงมีจำเลยที่ 3 คอยรับ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คอยดูต้นทางตลอดเวลา เมื่อได้อาวุธปืนแล้วเดินออกมาหาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองขอดูอาวุธปืน จำเลยที่ 1 ขออาวุธปืนจากพลทหารเฉลิมชาติ จำนวน 1 กระบอก แต่พลทหารเฉลิมชาติไม่ให้ ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยทั้งสามว่า วันเกิดเหตุพลทหารเฉลิมชาติเข้ามาพูดคุยกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วเข้าไปพูดคุยกับจำเลยที่ 3 ซึ่งกลับมาจากงานลอยกระทงเห็นจำเลยที่ 3 เดินออกมาที่บริเวณหน้าห้องคลังอาวุธและยกเก้าอี้เข้าไปในเรือนนอน หลังจากนั้นประมาณ 30 นาที ได้ยินเสียงคนกระโดดลงจากที่สูง และเห็นพลทหารเฉลิมชาติเดินออกมาจากเรือนนอน ถืออาวุธปืนออกมารวม 4 กระบอก จำเลยที่ 1 พูดขออาวุธปืนจากพลทหารเฉลิมชาติจำนวน 1 กระบอก พลทหารเฉลิมชาติไม่ให้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งบันทึกคำให้การของพลทหารเฉลิมชาติ นั้น ทำขึ้นหลังวันเกิดเหตุเพียงวันเดียว มีรายละเอียดต่อเนื่องกันเป็นขั้นเป็นตอนสมเหตุผล โดยยังไม่มีเวลาที่จะคิดปรุงแต่งเรื่องให้แตกต่างไปจากความเป็นจริงได้ อีกทั้งไม่ปรากฏว่า พลทหารเฉลิมชาติมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามมาก่อน ทั้งข้อเท็จจริงตามคำให้การในชั้นสอบสวนของพลทหารเฉลิมชาติดังกล่าว ก็ไม่ได้ก่อประโยชน์ให้แก่พลทหารเฉลิมชาติในอันที่จะเป็นเหตุให้ตนเองพ้นผิดแต่อย่างใด น่าเชื่อว่าพลทหารเฉลิมชาติให้การไว้ตามความจริง อีกทั้งจำเลยทั้งสามก็ไม่ได้โต้แย้งว่าบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสามฝ่าฝืนความจริงหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างใด จึงรับฟังได้ว่ามีข้อเท็จจริงตามที่พลทหารเฉลิมชาติและจำเลยทั้งสามให้การไว้ และได้ความจากคำเบิกความของสิบโทชิษณุพงศ์ว่า อาคารกองร้อยที่เกิดเหตุมี 2 ชั้น ชั้นบนเป็นคลังเก็บอาวุธและโรงนอนของทหารใหม่ ส่วนชั้นล่างเป็นห้องนอนของพลทหารเก่า ขณะเกิดเหตุพลทหารเฉลิมชาติเป็นทหารเก่าจะนอนที่โรงนอนชั้นล่าง เมื่อพิจารณาว่าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่อยู่เวรหน้าห้องคลังเก็บอาวุธเมื่อเห็นพลทหารเฉลิมชาติเข้าไปในเรือนนอนชั้นบนเป็นเวลานานและเห็นจำเลยที่ 3 ยกเก้าอี้เข้าไปในเรือนนอน อีกทั้งยังได้ยินเสียงผิดปกติ น่าที่จะเข้าไปตรวจดู และเมื่อพลทหารเฉลิมชาติออกจากเรือนนอนและมีอาวุธปืนออกมาถึง 4 กระบอก ยังได้ความว่า จำเลยที่ 1 ขออาวุธปืนจากพลทหารเฉลิมชาติ 1 กระบอกอีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบว่า พลทหารเฉลิมชาติเข้าไปลักอาวุธปืนในห้องคลังอาวุธแต่ไม่ห้ามปราม ส่วนจำเลยที่ 3 ก็ให้ความช่วยเหลือ โดยให้พลทหารเฉลิมชาติปีนขึ้นไปบนเพดาน จึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามรู้เห็นเป็นใจและให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่พลทหารเฉลิมชาติในขณะกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 335 (1) ม. 335 (3) ม. 335 (8) ม. 335 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — สิบตรีรังสรรค์ เดชฉกรรจ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายมนัส ซอศรีสาคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธีรยุทธ ศุภะกลิน
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12862/2553
#506197
เปิดฉบับเต็ม

ในความผิดฐานฉ้อโกง คำเบิกความของ ท. ซึ่งเป็นพยานโจทก์ปากหนึ่งที่เบิกความว่า จำเลยมีพฤติการณ์พูดและกระทำการหลอกลวง ท. ทั้งในเรื่องการติดต่อซื้อที่ดินและการล่อลวงพา ท. ไปเล่นการพนันกับพวกของจำเลย กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยหลอกลวง ท. โดยตรงมิใช่พยานหลักฐานที่แสดงถึงลักษณะ วิธี หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลย คำเบิกความของ ท. จึงเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งอื่นของจำเลย ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 210, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 250,000 บาท และคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองคำจำนวน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง กับให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 546/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก, 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นซ่องโจร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน จำนวน 250,000 บาท และคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำและพระเลี่ยมทองคำ จำนวน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง ให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3458/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายทั้งสองถูกคนร้ายหลายคนร่วมกันหลอกลวงว่าจะซื้อที่ดินของผู้เสียหายทั้งสอง โดยนัดกันให้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินที่สำนักงานที่ดินในอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วคนร้ายหลอกลวงให้ผู้เสียหายทั้งสองร่วมเล่นการพนัน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองสูญเสียทรัพย์สินไปรวมเป็นเงิน 300,000 บาท มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดฐานเป็นซ่องโจร โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าจำเลยกับพวกได้ร่วมปรึกษาวางแผนการสมคบกันเพื่อฉ้อโกงทรัพย์ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร ส่วนความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้าน จำเลยเพียงแต่แนะนำว่านายธวัชเป็นนายหน้าต้องการซื้อที่ดินในจังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างที่ผู้เสียหายที่ 1 พูดคุยกับนายธวัชเรื่องซื้อขายที่ดิน จำเลยมิได้ร่วมวงสนทนาด้วย โดยจำเลยยืนอยู่ห่างๆ หลังจากนั้นจำเลยก็มิได้รู้เห็นและเกี่ยวข้องกับการนัดโอนที่ดินแต่อย่างใด เห็นได้ว่าจำเลยมิได้พูดหลอกลวงให้ผู้เสียหายที่ 1 ขายที่ดินให้แก่นายธวัชกับพวก ผู้เสียหายที่ 1 พบกับจำเลยเพียงครั้งเดียวในวันดังกล่าว ในวันที่ผู้เสียหายทั้งสองร่วมเล่นการพนันกับนายธวัชกับพวก จำเลยก็มิได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวน มีข้อเท็จจริงในสาระสำคัญตรงกับคำเบิกความในชั้นพิจารณา ส่วนที่โจทก์ส่งคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสาววาสนาเป็นพยานเนื่องจากนางสาววาสนาเสียชีวิตก่อนที่จะมาเบิกความเป็นพยานโดยนางสาววาสนาให้การว่า จำเลยกับพวกเป็นผู้ติดต่อจองห้องคาราโอเกะที่ร้านของนางสาววาสนาซึ่งเป็นห้องที่ผู้เสียหายทั้งสองร่วมเล่นการพนันกับนายธวัชกับพวก เห็นว่า นางสาววาสนาให้การครั้งแรก คนร้ายทั้งหมดมี 4 คน แต่นางสาววาสนามิได้ให้การว่าจำเลยเป็นคนร้ายด้วย นางสาววาสนาเพิ่งมาให้การเพิ่มเติมโดยระบุรูปพรรณของจำเลยและชี้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้จองห้องที่ใช้เล่นการพนันอันเป็นเวลาหลังจากจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมแล้ว และเป็นเวลาหลังจากให้การครั้งแรกถึง 6 เดือนเศษ นอกจากนี้นางสาววาสนาให้การสับสนในเรื่องคนร้ายที่จองห้องโดยให้การครั้งแรกทำนองว่า หลังจากจองห้องแล้ว ชายทั้งสองคนที่มาติดต่อจองห้องได้กลับเข้ามาในร้านอีก แต่ให้การเพิ่มเติมว่า หลังจากจำเลยกับพวกติดต่อจองห้องแล้ว จำเลยก็ไม่ได้เข้ามาในร้านอีก กรณีมีเหตุเคลือบแคลงสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้จองห้องตามที่นางสาววาสนาให้การหรือไม่ ส่วนที่นางทองม้วน พยานโจทก์เบิกความว่าจำเลยมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยร่วมกับนายธวัชหลอกลวงนางทองม้วนเป็นเหตุให้นางทองม้วนสูญเสียทรัพย์สินเช่นเดียวกับผู้เสียหายทั้งสอง เห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ เป็นคนละส่วนกันจึงมิใช่เป็นหลักฐานยืนยันว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ด้วย และเมื่อตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยเพียงแต่มาซื้อกะทิและพริกแกงที่ร้านของผู้เสียหายที่ 1 พร้อมกับนายธวัช และแนะนำว่านายธวัชเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดินเท่านั้น แต่ตามคำเบิกความของนางทองม้วน จำเลยมีพฤติการณ์พูดและกระทำการหลอกลวงนางทองม้วนโดยตรงทั้งในเรื่องการติดต่อซื้อที่ดินของนางทองม้วนและการล่อลวงพานางทองม้วนไปเล่นการพนันกับพวกของจำเลย กรณีจึงมิใช่พยานหลักฐานที่แสดงถึงลักษณะ วิธี หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลย คำเบิกความของนางทองม้วนจึงเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งอื่นของจำเลย ซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายสมัย พลหนองหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายคทาวุธ ตั้งมานะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปกรณ์ มหรรณพ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สิริรัตน์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12852/2553
#510251
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งโจทก์ร่วมอ้างว่ามีสิทธิครอบครองไม่มีเอกสารสิทธิใดๆ และอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ร่วม มีสภาพเป็นป่าพรุ มีต้นไม้ขึ้นตามธรรมชาติ มีร่องน้ำไหลผ่านออกสู่ทะเลได้ แม้ที่เกิดเหตุมิได้จดทะเบียนเป็นที่สาธารณะหรือออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่ที่เกิดเหตุอาจเป็นที่สาธารณะได้หากเป็นทรัพย์สินที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1304 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านเชื่อโดยสุจริตว่าที่เกิดเหตุเป็นที่สาธารณะอันเป็นทรัพย์สินของส่วนรวม จึงใช้ให้จำเลยที่ 2 กับพวกเข้าไปปลูกต้นมะพร้าวในที่เกิดเหตุโดยมีเจตนาป้องกันมิให้โจทก์ร่วมบุกรุกเข้าถือครองที่เกิดเหตุ มิได้มีผลประโยชน์แอบแฝง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงขาดเจตนายังไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 358, 362, 365

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสิวเทียด พฤกษ์อุดม ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา ปฏิบัติหน้าที่อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 8 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินที่เกิดเหตุมีเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิอยู่ทางทิศตะวันออกของที่ดินแม้ที่เกิดเหตุมิได้จดทะเบียนเป็นที่สาธารณะหรือออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงก็ตาม แต่ที่เกิดเหตุอาจเป็นที่สาธารณะได้หากเป็นทรัพย์สินตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 นอกจากนี้ที่เกิดเหตุยังมิได้มีการพิสูจน์สิทธิทางศาลหรือจากหน่วยงานของทางราชการที่เกี่ยวข้องว่าเป็นที่สาธารณะหรือเป็นทรัพย์ที่โจทก์ร่วมมีสิทธิครอบครองเช่นนี้ ข้อสันนิษฐานของจำเลยที่ 1 ว่าที่เกิดเหตุเป็นที่สาธารณะใช้ระบายน้ำออกสู่ทะเลจึงมีเหตุผลมารองรับ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้ให้จำเลยที่ 2 กับพวกปลูกต้นมะพร้าวในที่เกิดเหตุโดยมีเจตนาป้องกันมิให้โจทก์ร่วมบุกรุกเข้าถือครองที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 1 เชื่อว่าโดยสุจริตเป็นที่สาธารณะอันเป็นทรัพย์สินของส่วนรวมโดยมิได้มีเจตนายึดถือครอบครองที่เกิดเหตุเป็นของตนและมิได้เข้าไปในที่เกิดเหตุเพื่อรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยมีผลประโยชน์แอบแฝง สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบได้ความแต่เพียงว่าในวันที่ 29 กันยายน 2542 นายสุเทพ พฤกษ์อุดม ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมและนางนงลักษ์ ลิ่มสกุล บุตรโจทก์ร่วมเห็นจำเลยที่ 3 อยู่ในที่เกิดเหตุเท่านั้น จำเลยที่ 3 นำสืบว่าเหตุที่ตนเข้าไปในที่เกิดเหตุเพราะเห็นจำเลยที่ 1 พูดโต้เถียงกับโจทก์ร่วมเรื่องคลองสาธารณะ จำเลยที่ 3 จึงตามไปดูเหตุการณ์ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานบุกรุก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 362 ม. 365
ป.พ.พ. ม. 1304
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดตะกั่วป่า
โจทก์ร่วม — นางสิวเทียด พฤกษ์อุดม
จำเลย — นายวโรตน์หรือสุเจน โฮ่สกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายประสิทธิ์ ขวัญแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเขมภณ ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สิริรัตน์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12820/2553
#508336
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 เปิดบริษัทนำเข้าและส่งออกเสื้อผ้ากีฬาและใช้อุปกรณ์ เครื่องมือและพนักงานของจำเลยที่ 3 บางส่วนทำงานส่วนตัวของโจทก์ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยที่ 3 จึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 119 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าคอมมิชชั่น 12,561,455.41 บาท ค่าจ้างค้างชำระ 103,247 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 33,876 บาท ค่าชดเชย 309,740 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 304,870 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การว่า จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดใด ๆ ต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนเงินค่าคอมมิชชั่นที่เบิกไปเกินให้แก่จำเลยที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาโจทก์แถลงขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าชดเชย 309,740 บาท ค่าคอมมิชชั่นค้างชำระ 37,706.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน ถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2546 คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 และยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 เปิดบริษัทนำเข้าและส่งออกเสื้อผ้ากีฬา และโจทก์ได้ใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ และพนักงานของจำเลยที่ 3 บางส่วนทำงานส่วนตัวของโจทก์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 3 ตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 3 อีกตำแหน่งหนึ่ง มีหน้าที่ในการระดมหารายได้ให้แก่จำเลยที่ 3 จึงต้องปฏิบัติงานให้แก่นายจ้างในระหว่างทำงานให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตเพื่อหวังจะให้เกิดผลคุ้มค่าจ้างที่นายจ้างให้เป็นการตอบแทน การที่โจทก์ไปเปิดบริษัทนำเข้าและส่งออกเสื้อผ้ากีฬาแม้ลักษณะกิจการของโจทก์จะไม่เหมือนกับกิจการของจำเลยที่ 3 และไม่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับงานของจำเลยที่ 3 ที่โจทก์ทำอยู่เป็นประจำก็ตาม แต่การที่โจทก์เปิดบริษัทประกอบกิจการดังกล่าวก็ย่อมทำให้โจทก์ไม่สามารถทำงานให้แก่จำเลยที่ 3ได้เต็มที่ดังเดิม นอกจากนี้การที่โจทก์ใช้อุปกรณ์ เครื่องมือและพนักงานของจำเลยที่ 3 บางส่วนทำงานส่วนตัวของโจทก์โดยปราศจากสิทธิอันชอบ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการเบียดบังเวลาและทรัพย์สินของนายจ้างโดยมิชอบด้วยหน้าที่ เพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างย่อมได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ เมื่อจำเลยที่ 3 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย 309,740 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอ็ดเวิร์ด แอนด์ดริว อีวานส์
จำเลย — บริษัทไรท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12795/2553
#538049
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในฟ้องข้อ (ก) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเบียดบังเอาเงินของผู้เสียหายไป ต่างวันต่างเวลากัน รวม 262 ครั้ง และฟ้องข้อ (ข) โจทก์บรรยายรวมกันมาว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน และบรรยายฟ้องต่อไปว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารบันทึกการขายสินค้าประจำวัน (กระดาษเจอร์นอล) ของผู้เสียหาย จำนวน 262 แผ่น ต่างวันต่างเวลากัน จำนวน 262 ครั้ง ก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลากระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่ในข้อ (ก) และข้อ (ข) ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 13 สิงหาคม 2547 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยง โดยมิได้ระบุว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันยักยอกและเอาไปเสียซึ่งเอกสารในแต่ละครั้ง วันเวลาใดให้ชัดแจ้ง ส่วนวันเวลาที่โจทก์อ้างตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องนั้น เป็นเพียงวันเวลาที่แสดงว่าโจทก์ร่วมตรวจพบการทุจริตของพนักงานเก็บเงินในบริษัทโจทก์ร่วมเมื่อใด จะถือเอาวันเวลาตามเอกสารดังกล่าวมาประกอบกันเพื่อให้เข้าใจเอาเองว่ามีการกระทำผิดข้อหาร่วมกันยักยอกในแต่ละครั้งเกิดขึ้นตามวันเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 188, 352 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 2,371,528บาท ที่ร่วมกันยักยอกไปและยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยทั้งสี่ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท 1992 มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 188 ประกอบมาตรา 83, 91 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ (ที่ถูกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย ทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสาร จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 2,371,528 บาท แก่ผู้เสียหาย

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันซึ่งศาลต้องลงโทษจำเลยทั้งสี่ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่ในข้อ (ก) และข้อ (ข) แต่ละกระทงแยกเป็นข้อย่อยมาให้ชัดเจน เพื่อชี้ให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องดังกล่าวแต่ละกระทงแยกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แม้ในฟ้องข้อ (ก) โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเบียดบังเอาเงินของผู้เสียหายไป ต่างวันต่างเวลากัน รวม 262 ครั้ง และฟ้องข้อ (ข) โจทก์บรรยายรวมกันมาว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน และบรรยายฟ้องต่อไปว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารบันทึกการขายสินค้าประจำวัน (กระดาษเจอร์นอล) ของผู้เสียหาย จำนวน 262 แผ่น ต่างวันต่างเวลากัน จำนวน 262 ครั้ง ก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลากระทำความผิดของจำเลยทั้งสี่ในข้อ (ก) และข้อ (ข) ว่าเมื่อระหว่างวันที่ 13 สิงหาคม 2547 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2548เวลากลางคืนหลังเที่ยง โดยมิได้ระบุว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันยักยอกและเอาไปเสียซึ่งเอกสารในแต่ละครั้ง วันเวลาใดให้ชัดแจ้ง ส่วนวันเวลาที่โจทก์อ้างตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องนั้น เป็นเพียงวันเวลาที่แสดงว่าโจทก์ร่วมตรวจพบการทุจริตของพนักงานเก็บเงินในบริษัทโจทก์ร่วมเมื่อใด จะถือเอาวันเวลาตามเอกสารดังกล่าวมาประกอบกันเพื่อให้เข้าใจเอาเองว่ามีการทำผิดข้อหาร่วมกันยักยอกในแต่ละครั้งเกิดขึ้นตามวันเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ แสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ให้ศาลลงโทษสำหรับความผิดที่จำเลยทั้งสี่กระทำต่อผู้เสียหายในแต่ละข้อหาเพียงกระทงเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งสี่ในแต่ละข้อหาเป็นความผิดกรรมเดียวชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
โจทก์ร่วม — บริษัท 1992 มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
จำเลย — นายปรเมษฐ์หรือประเมษฐ์ คำรังษี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายบัณฑิต ถึงลาภ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน
ชื่อองค์คณะ
ณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12793 -ที่ 12794/2553
#555841
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อคนไข้นอกไปพบแพทย์ผู้ตรวจ แพทย์จะออกใบสั่งตรวจและใบสั่งยาให้คนไข้นำไปยื่นที่แผนกการเงินเพื่อชำระเงินค่าตรวจรักษาและค่ายา เงินที่คนไข้นอกจ่ายให้โรงพยาบาลย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโรงพยาบาล การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินของโรงพยาบาลเอาเงินนั้นไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการกระทำความผิดในทางอาญาต่อโรงพยาบาล โรงพยาบาลย่อมเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

การที่จำเลยซึ่งมีหน้าที่รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากคนไข้แทนผู้เสียหายแล้วส่งต่อให้เจ้าหน้าที่เก็บรักษาเงินของผู้เสียหายในแต่ละวัน เป็นเพียงการยึดถือเงินของผู้เสียหายไว้ชั่วระยะเวลาทำการเท่านั้น ผู้เสียหายหาได้มอบเงินให้อยู่ในความครอบครองของจำเลย เมื่อจำเลยเอาเงินไปเป็นของตนโดยไม่มีสิทธิอันเป็นการทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง และการที่จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายในวันเวลาที่ต่างกัน จำเลยย่อมกระทำไปในแต่ละครั้งโดยอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดคนละเจตนาแยกต่างหากจากกันตามโอกาสที่มีให้กระทำ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลพิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 334, 335 ให้จำเลยคืนเงิน 678,850 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 298 กระทง วางโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี เป็นจำคุก 298 ปี แต่เนื่องจากอัตราโทษสำหรับความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี กรณีตกอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 20 ปี จำเลยคืนเงินจำนวน 678,850 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 263 กรรม คำขอให้ชดใช้เงินให้ยกเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าเงินที่คนไข้นอกชำระยังเป็นกรรมสิทธิ์ของคนไข้ โรงพยาบาลแม่และเด็ก กรมอนามัย (โรงพยาบาล) จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อคนไข้นอกไปพบแพทย์ผู้ตรวจ แพทย์จะออกใบสั่งตรวจและใบสั่งยาให้คนไข้นำไปยื่นที่แผนกการเงินเพื่อชำระเงินค่าตรวจรักษาและค่ายา ฉะนั้นเงินที่คนไข้นอกได้จ่ายให้โรงพยาบาลไป ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโรงพยาบาล การที่จำเลยเอาเงินนั้นไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการกระทำความผิดในทางอาญาต่อโรงพยาบาล โรงพยาบาลย่อมเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่รับเงินค่ารักษาพยาบาลไว้จากคนไข้แทนผู้เสียหายแล้วส่งต่อให้เจ้าหน้าที่เก็บรักษาเงินของผู้เสียหายเมื่อเวลา 15 นาฬิกาในแต่ละวัน เป็นเพียงการยึดถือเงินของผู้เสียหายไว้ชั่วระยะเวลาทำการเท่านั้น ผู้เสียหายหาได้มอบเงินนั้นให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยด้วยไม่ เมื่อจำเลยเอาเงินนั้นไปเป็นของตนโดยไม่มีสิทธิอันเป็นการทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์นายจ้างมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายประการสุดท้ายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายในวันเวลาที่ต่างกัน จำเลยย่อมกระทำไปในแต่ละครั้ง โดยอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดคนละเจตนาแยกต่างหากจากกันตามโอกาสที่มีให้กระทำ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.อ. ม. 91 ม. 335 (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นางรัตนา เนตรแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายพะโณมล ไพรภิมุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12779/2553
#513969
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะวินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานตำรวจสามารถตรวจค้นอู่ซ่อมรถยนต์ของจำเลยที่ 1 และจับจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องมีหมายค้นและหมายจับนั้น จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า มีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำความผิดได้อยู่ในสถานที่ตรวจค้นและมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน และมีเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่มีหมายจับของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 และมาตรา 92 (4) หรือไม่ จึงเป็นการฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนโดยคำนวณจากราคารถยนต์ 370,000 บาท หักราคาของกลางที่ได้คืนจำนวน 192,710 บาท คิดเป็นราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 177,290 บาท นั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานรับของโจร ความรับผิดทางแพ่งของจำเลยที่ 1 จะต้องมีอยู่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดทางอาญาฐานรับของโจรเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับของกลางที่จำเลยที่ 1 รับของโจรไว้คืนไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้คืนหรือใช้ราคาในส่วนนี้เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 43 ไม่ได้ให้อำนาจไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 177,290 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวพัชรี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 177,290 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาอื่นให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นและจับจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้แสดงหมายค้นและหมายจับก่อนเป็นการสอบสวนที่กระทำต่อจำเลยที่ 1 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่จะวินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานตำรวจสามารถตรวจค้นอู่ซ่อมรถยนต์ของจำเลยที่ 1 และจับจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องมีหมายค้น และหมายจับนั้น จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า มีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำความผิดได้อยู่ในสถานที่ตรวจค้นและมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน และมีเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับจำเลยที่ 1 ได้ โดยไม่มีหมายจับของศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 และมาตรา 92 (4) หรือไม่ จึงเป็นการฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนโดยคำนวณจากราคารถยนต์ 370,000 บาท หักราคาของกลางที่ได้คืนจำนวน 192,710 บาท ตามใบต่อคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมเอกสารหมาย จ.16 คิดเป็นราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 177,290 บาท นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานรับของโจร ความรับผิดทางแพ่งของจำเลยที่ 1 จะต้องมีอยู่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดทางอาญาฐานรับของโจรเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับของกลางที่จำเลยที่ 1 รับของโจรไว้คืนไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจขอให้คืนหรือใช้ราคาในส่วนนี้เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ไม่ได้ให้อำนาจไว้ เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมจะต้องไปว่ากล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่ ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนตามคำขอของโจทก์ได้อีก แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 และพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 177,290 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 78 ม. 92 (4) ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นางสาวพัชรี หนูทอง
จำเลย — นายสนั่น ไกรแคว้น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12775/2553
#508361
เปิดฉบับเต็ม

นายพิทักษ์กับพวกไปหาจำเลยที่บ้านร่วมดื่มสุราแล้วชวนไปเที่ยวงานวัดด้วยกันประมาณ 12 คน โดยนั่งตอนท้ายรถยนต์กระบะและอาวุธปืนของกลางอยู่ที่นายพิทักษ์เพียงผู้เดียว จนกระทั่งวันและเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นพบอาวุธปืนของกลางบนพื้นถนนข้างรถยนต์กระบะดังกล่าว

พฤติการณ์ที่จำเลยรับอาวุธปืนของกลางจากนายพิทักษ์ แล้วส่งต่อให้เพื่อนไปโยนทิ้งทันที เป็นการที่จำเลยรับอาวุธปืนของกลางมาอยู่ที่จำเลยเพียงช่วงระยะเวลาอันสั้นเพื่อส่งต่อไปทันทีเท่านั้น ยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับนายพิทักษ์มีและพาอาวุธปืนของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 91, 32 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างฎีกา

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงได้ความว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของนายพิทักษ์หรือมด นายพิทักษ์นำไปฝากนายนพพรหรือฮอล ไว้ก่อนเกิดเหตุ ครั้นวันที่ 21 มกราคม 2547 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายกฤษฎาหรือกอลฟ์ ชวนจำเลยไปเอาอาวุธปืนของกลางจากนายนพพร จากนั้นพากันไปพบนายพิทักษ์โดยนายนพพรเป็นผู้พาและมอบอาวุธปืนของกลางแก่นายพิทักษ์ แล้วร่วมกันตามหาผู้ที่มีเรื่องกับนายพิทักษ์ เมื่อไม่พบต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา นายพิทักษ์กับพวกไปหาจำเลยที่บ้านร่วมดื่มสุราแล้วชวนกันไปเที่ยวงานวัดรวมประมาณ 12 คน โดยนั่งตอนท้ายรถยนต์กระบะและอาวุธปืนของกลางอยู่ที่นายพิทักษ์เพียงผู้เดียว จนกระทั่งวันและเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นพบอาวุธปืนของกลางบนพื้นถนนข้างรถยนต์กระบะคันดังกล่าว เห็นว่าพฤติการณ์ที่จำเลยกับพวกร่วมกันตามหาผู้ที่มีเรื่องกับนายพิทักษ์นั้นได้ขาดตอนลงแล้ว เมื่อตามหาไม่พบและต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน สำหรับการกระทำตามที่โจทก์ฟ้องนั้นข้อเท็จจริงได้ความว่า นายพิทักษ์กับพวกไปหาจำเลยที่บ้านร่วมดื่มสุราแล้วชวนกันไปเที่ยวงานวัดเท่านั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าได้มีการไปตามหาผู้ที่มีเรื่องกับนายพิทักษ์แต่อย่างใด ส่วนพฤติการณ์ที่จำเลยรับอาวุธปืนของกลางของเพื่อนเพื่อส่งต่อไปโยนทิ้งตามฎีกาของโจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยรับอาวุธปืนของกลางมาอยู่ที่จำเลยเพียงช่วงระยะเวลาอันสั้นเพื่อส่งต่อไปทันทีเท่านั้น ยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับนายพิทักษ์มีและพาอาวุธปืนของกลาง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสอง ม. 72 ทวิ วรรคสอง ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายนพพล หรือ เร่ ดอนมนุษย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป ดุลพินิจธรรมา
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12705/2553
#508329
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้น ศาลต้องไต่สวนก่อนมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 ซึ่งในวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความเกี่ยวกับคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ คู่ความแถลงรับว่าได้มีการทำสัญญาพิพาท และโจทก์รับด้วยว่าฝ่ายจำเลยได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการแล้ว และศาลชั้นต้นบันทึกข้อเท็จจริงดังกล่าวในรายงานกระบวนพิจารณา อันถือได้ว่าเป็นการไต่สวนแล้ว ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีได้

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 24 บัญญัติว่า คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจวินิจฉัยความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ และเพื่อวัตถุประสงค์นี้ให้ถือว่าข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลักเป็นข้อสัญญาแยกต่างหากจากสัญญาหลัก ดังนั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าสัญญาพิพาทตกเป็นโมฆะ และส่งผลต่อความเป็นโมฆะถึงข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ใช้ในการระงับข้อพิพาทซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการจึงอยู่ในอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการที่จะทำการวินิจฉัย การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้จำหน่ายคดีตามพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินให้แก่จำเลยทั้งหกและค่าควบคุมงานช่วงการขยายเวลาก่อสร้างให้แก่ที่ปรึกษาไปเป็นเงิน 17,045,889,431.40 บาท และ 121,343,887.19 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยทั้งหกต้องร่วมกันและแทนกันคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งหกยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ เพื่อให้โจทก์และจำเลยทั้งหกไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำสั่งงดการไต่สวนและจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งหกขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้น ศาลต้องไต่สวนก่อนมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 ซึ่งในวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความเกี่ยวกับคำร้องของจำเลยทั้งหกที่ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ คู่ความแถลงรับว่าได้มีการทำสัญญาพิพาท และโจทก์รับด้วยว่าฝ่ายจำเลยได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการแล้ว และศาลชั้นต้นบันทึกข้อเท็จจริงดังกล่าวในรายงานกระบวนพิจารณา อันถือได้ว่าเป็นการไต่สวนแล้ว ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานและมีคำสั่งจำหน่ายคดีจึงชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม หรือต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ โจทก์ฎีกาว่า สัญญาพิพาทตกเป็นโมฆะและเสียเปล่ามาแต่ต้น และย่อมส่งผลต่อความเป็นโมฆะเสียเปล่าไปยังข้อสัญญาอื่นรวมทั้งข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ใช้ในการระงับข้อพิพาททางแพ่งด้วย คดีจึงไม่ต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ เห็นว่า สำหรับการระงับข้อพิพาท ในสัญญาพิพาทข้อ 67.1 ถึง 67.3 ระบุว่า ถ้ามีข้อพิพาทไม่ว่าชนิดใดก็ตาม เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณีที่เกี่ยวข้องกับ หรือสืบเนื่องจากสัญญา หรือทำงานตามสัญญา ไม่ว่าระหว่างการทำงานหรือภายหลังจากที่ทำงานแล้วเสร็จ และไม่ว่าก่อนหรือหลังการบอกเลิกสัญญาหรือยุติสัญญาด้วยวิธีอื่น ซึ่งรวมถึงข้อพิพาทอื่น ๆ ข้อพิพาทนั้นจะต้องเสนอไปยังวิศวกรที่ปรึกษา โดยคำตัดสินดังกล่าวสามารถถูกทบทวน โดยการยุติปัญหาด้วยการประนีประนอม หรือโดยอนุญาโตตุลาการ เมื่อโจทก์อ้างมาในคำฟ้องว่าสัญญาพิพาทเป็นโมฆะเนื่องจากโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในตัวคู่สัญญาซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม และต้องการให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยที่ได้ไปจากโจทก์คืน จึงเป็นกรณีที่มีข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีเกี่ยวข้องกับสัญญาพิพาทดังกล่าว ซึ่งต้องมีการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการตามที่ระบุไว้ในสัญญาพิพาท ส่วนที่โจทก์อ้างว่าสัญญาพิพาทตกเป็นโมฆะ และย่อมส่งผลต่อความเป็นโมฆะถึงข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ใช้ในการระงับข้อพิพาททางแพ่งด้วยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 24 บัญญัติว่า คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจวินิจฉัยความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ และเพื่อวัตถุประสงค์นี้ให้ถือว่าข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลักเป็นข้อสัญญาแยกต่างหากจากสัญญาหลัก ดังนั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าสัญญาพิพาทตกเป็นโมฆะ และส่งผลต่อความเป็นโมฆะถึงข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ใช้ในการระงับข้อพิพาทซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการจึงอยู่ในอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการที่จะทำการวินิจฉัย การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้จำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมควบคุมมลพิษ
จำเลย — บริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา