คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13596/2553
#555697
เปิดฉบับเต็ม

แม้ถนนที่เกิดเหตุเป็นถนนสายหลักและเป็นที่เปิดเผย แต่ตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุปรากฏว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนพหลโยธินขาขึ้น มีการสร้างสะพานคอนกรีตข้ามคลองอนุศาสนนันทน์และยังไม่แล้วเสร็จ รถยนต์ยังแล่นสัญจรผ่านสะพานไม่ได้ ส่วนถนนพหลโยธินขาล่องสร้างสะพานเสร็จเรียบร้อยและมีการเปิดการจราจรสวนกันที่บริเวณสะพานข้ามคลองดังกล่าว ทั้งบริเวณเกาะกลางถนนที่จำเลยทั้งสองนำผู้เสียหายที่ 4 มากระทำอนาจาร มีการปลูกหญ้าเต็มเกาะกลางถนน แสดงว่าขณะเกิดเหตุบริเวณถนนที่เกิดเหตุยังไม่เปิดให้บุคคลใดขับรถผ่าน ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่ามีผู้ขับรถสัญจรไปมาบนถนนที่เกิดเหตุที่จะให้การกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 4 ของจำเลยทั้งสองได้เกิดต่อหน้าบุคคลผู้สัญจรไปมาทั่วไป การกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 4 จึงไม่ได้เกิดต่อหน้าต่อตาผู้คนจำนวนมากหรือที่มีผู้ชุมนุม ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 278, 281, 288, 295, 371, 376, 392 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีและพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ทำร้ายร่างกาย ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ และทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 281, 295, 371, 376, 392, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ จำคุกคนละ 1 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ จำคุกคนละ 10 วัน รวมจำคุกคนละ 1 ปี 11 เดือน 10 วัน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 11 เดือน 20 วัน และให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายอีกฐานหนึ่ง จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 17 เดือน 20 วัน ริบอาวุธปืนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 จำคุกคนละ 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ และฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลังหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ เป็นจำคุกคนละ 1 ปี 8 เดือน 10 วัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 10 เดือน 5 วัน ให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืน พาอาวุธปืน พยายามฆ่าผู้อื่น ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ และทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ในชั้นนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 4 ซึ่งอายุกว่าสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่า ผู้เสียหายที่ 4 ไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยทั้งสองและขอถอนคำร้องทุกข์แล้ว ตามบันทึกคำให้การเพิ่มเติมปรากฏว่าศาลชั้นต้นฟังว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 4 ของจำเลยทั้งสองได้กระทำต่อหน้าธารกำนัล ซึ่งมิใช่เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ผู้เสียหายที่ 4 ไม่ติดใจเอาความและถอนคำร้องทุกข์จำเลยทั้งสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 4 มิใช่กระทำต่อหน้าธารกำนัล จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 เมื่อผู้เสียหายที่ 4 ไม่ติดใจดำเนินคดีและถอนคำร้องทุกข์จำเลยทั้งสองแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และเป็นเหตุในลักษณะคดีย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 โจทก์ฎีกาว่า แม้เหตุเกิดเวลากลางคืนและโจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นมานำสืบในชั้นศาลก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 4 หลายครั้งโดยเปิดเผยบริเวณข้ามถนนและเกาะกลางถนนพหลโยธินซึ่งเป็นถนนสายหลัก บุคคลที่ขับรถผ่านไปมาสามารถมองเห็นได้ ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเกิดต่อหน้าธารกำนัลแล้ว จึงมิใช่ความผิดอันยอมความได้ เห็นว่า แม้ถนนพหลโยธินเป็นถนนสายหลักและเป็นที่เปิดเผย แต่ตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุซึ่งโจทก์อ้างส่งศาลกลับปรากฏว่า ขณะเกิดเหตุบริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนพหลโยธินขาขึ้น มีการสร้างสะพานคอนกรีตข้ามคลองอนุศาสนนันทน์และยังไม่แล้วเสร็จ รถยนต์ยังแล่นสัญจรผ่านสะพานไม่ได้ ส่วนถนนพหลโยธินขาล่องสร้างสะพานเสร็จเรียบร้อยและมีการเปิดการจราจรสวนกับที่บริเวณสะพานข้ามคลองดังกล่าวทั้งบริเวณเกาะกลางถนนที่จำเลยทั้งสองนำผู้เสียหายที่ 4 มากระทำอนาจาร มีการปลูกหญ้าเต็มเกาะกลางถนน แสดงว่าขณะเกิดเหตุบริเวณถนนที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนพหลโยธินขาขึ้นยังไม่เปิดให้บุคคลใดขับรถผ่าน ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่ามีผู้ขับรถสัญจรไปมาบนถนนที่เกิดเหตุที่จะให้การกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 4 ของจำเลยทั้งสองได้เกิดต่อหน้าบุคคลผู้สัญจรไปมาทั่วไป ทั้งไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นใดนอกจากจำเลยทั้งสองและผู้เสียหายที่ 4 อยู่ในที่เกิดเหตุดังที่ผู้เสียหายที่ 4 เบิกความยืนยัน การกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 4 ของจำเลยทั้งสองจึงมิได้เกิดต่อหน้าต่อตาผู้คนจำนวนมากหรือที่มีผู้ชุมนุม ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล เมื่อมิได้เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 4 รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 เมื่อผู้เสียหายที่ 4 ถอนคำร้องทุกข์ในความผิดดังกล่าวแล้ว สิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดดังกล่าวของโจทก์ย่อมเป็นอันระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่จำหน่ายคดีจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 281
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายสาธิตหรือเจม มาเทศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายชูตระกูล ศรีศักดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางรัชนี สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13537/2553
#510270
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจหน้าที่ทำการสืบสวนคดีอาญา เมื่อสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานจนทราบรายละเอียดแห่งความผิดแล้วว่าโจทก์อยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเถื่อน จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจกล่าวโทษได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (8) 17, 18, 125 และ 127 และเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาและเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121,130 และ 131 ซึ่งลักษณะความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงินที่กล่าวหา บัญชีเงินฝากของโจทก์ย่อมเป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างหนึ่งที่อาจพิสูจน์ให้เห็นความผิดตามที่กล่าวหาได้ จำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจยึดหรืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้ตรวจสอบเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคสาม และ 132 อันเป็นการดำเนินการทางอาญาในความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงินตามอำนาจหน้าที่ของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ

การดำเนินคดีส่วนแพ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการธุรกรรม โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายในขณะนั้นไว้เป็นขั้นตอนตั้งแต่มาตรการยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินไปจนถึงการให้อำนาจตรวจสอบ สืบสวนสอบสวนและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร โดยค้าน้ำมันเถื่อนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (7) อันเป็นความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับการ กองตำรวจน้ำมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจจับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนย่อมมีอำนาจสืบสวนและรายงานข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมมีอำนาจหน้าที่โดยตรง เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่ามีพยานหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าธุรกรรมใดของโจทก์เกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมย่อมมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราวได้ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 36

เมื่อจำเลยที่ 3 ได้ทำการสืบสวน กล่าวโทษและรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมของโจทก์มีพยานหลักฐานอ้างจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแสดงลำดับการดำเนินการมาสนับสนุนได้ชัดเจนถึงเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงและโจทก์มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทั้งทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่อาจชี้ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้หรือควรรู้ว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นเป็นความเท็จหรือโจทก์มิได้กระทำความผิดหรือเป็นการแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้นหรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือโดยทุจริตดังที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 157, 172, 173 และ 174

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 4, 32, 34, 35, 36 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91, 137, 157, 172, 173, 174 ให้จำเลยทั้งสามมีคำสั่งเพิกถอนการยึดและอายัด และการห้ามทำธุรกรรมสำหรับเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามคืนสมุดบัญชีเงินฝาก ทรัพย์สิน สิ่งของและเอกสารที่ยึดไว้แก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ ทางไต่สวนของโจทก์ปรากฏตามคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี และสำเนาหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเพียงว่า เมื่อสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีส่งข้อมูลการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิด จำเลยที่ 3 ซึ่งได้รับมอบหมายได้สืบสวนจนทราบว่ากลุ่มผู้ค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ของประเทศมี 3 กลุ่ม โดยมีกลุ่มของโจทก์กับพวกรวมอยู่ด้วย จำเลยที่ 3 ได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งโจทก์ และรายงานผลการสืบสวนต่อจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรม มีคำสั่งให้ยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์กับพวกไว้ชั่วคราวเป็นเวลา 10 วันทำการ ขณะเดียวกันผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ ในการนี้คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนโดยจำเลยที่ 3 ได้สั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ 3 บัญชี โดยไม่เรียกโจทก์ไปชี้แจงหรือแจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ นับถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเวลา 9 เดือน เห็นว่า การดำเนินการของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ล้วนอยู่ในขอบอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กล่าวคือ การที่จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจหน้าที่ทำการสืบสวนคดีอาญา เมื่อสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานจนทราบรายละเอียดแห่งความผิดแล้วว่าโจทก์อยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเถื่อน จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจกล่าวโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (8), 17, 18, 125 และ 127 และเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบในกรณีนี้ จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาและเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121, 130 และ 131 ซึ่งโดยลักษณะของความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงิน บัญชีเงินฝากของโจทก์ย่อมเป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างหนึ่งที่อาจพิสูจน์ให้เห็นความผิดตามที่กล่าวหาได้ จำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจยึดหรืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้ตรวจสอบเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม และ 132 อันเป็นการดำเนินการทางอาญาในความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงินตามอำนาจหน้าที่ของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ สำหรับการดำเนินคดีส่วนแพ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการธุรกรรม โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายในขณะนั้นไว้เป็นขั้นตอนตั้งแต่มาตรการยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินไปจนถึงการให้อำนาจตรวจสอบ สืบสวนสอบสวนและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรโดยค้าน้ำมันเถื่อน ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (7) อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินด้วย จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับการกองตำรวจน้ำ มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจจับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน ย่อมมีอำนาจสืบสวนและรายงานข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมมีอำนาจหน้าที่โดยตรง เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่ามีพยานหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าธุรกรรมใดของโจทก์เกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมย่อมมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราวได้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 36 และเมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำเลยที่ 3 ได้ทำการสืบสวน กล่าวโทษและรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมกรณีของโจทก์นี้มีพยานหลักฐานอ้างจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแสดงถึงลำดับการดำเนินการมาสนับสนุนได้ชัดเจนถึงเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงและโจทก์มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทั้งทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่อาจชี้ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้หรือควรรู้ว่าข้อมูลที่ได้รับมาเป็นความเท็จหรือโจทก์มิได้กระทำความผิด หรือเป็นการแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้นหรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือโดยทุจริตดังที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 157, 172, 173 และ 174

ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้เป็นเวลานาน โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ แต่ถอนการยึดและอายัดแก่ผู้อื่นโดยเร็วทำนองว่ามีการเรียกรับสินบน เมื่อโจทก์กับพวกไม่ยอมจ่ายจึงไม่ได้รับการถอนอายัดเงินในบัญชีเงินฝาก และไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่อย่างไร เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ในเรื่องนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงว่า หลังจากมีการยึดทรัพย์สินและอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดรวมทั้งโจทก์แล้ว คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ประชุมพิจารณาคืนทรัพย์สินของบุคคลในกลุ่มของโจทก์ที่ยึดและอายัดไว้ถึง 18 รายการ และโจทก์เพิ่งกล่าวอ้างในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เรียกรับสินบนโดยไม่บรรยายถึงเหตุแห่งความไม่สุจริตไว้ในคำฟ้อง และในทางไต่สวนของโจทก์ไม่นำสืบหรือเสนอพยานหลักฐานใดให้ปรากฏพอที่จะรับฟังได้ ดังที่โจทก์อ้างในฎีกา ดังนั้น การที่คงอายัดเงินในบัญชีเงินฝาก 3 บัญชีตามฟ้องไว้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือโดยทุจริต สำหรับข้อที่โจทก์อ้างว่า มีการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นระยะเวลานานเกือบ 1 ปี นับถึงวันฟ้อง โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา เมื่อโจทก์ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัด จำเลยที่ 3 ก็เพิกเฉย เห็นว่า ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามที่กล่าวหาโจทก์ จำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบจึงมีอำนาจอายัดไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม เมื่อคดีอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนยังไม่ถึงที่สุด การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เช่นกัน ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าเงินที่อายัดเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ อย่างไร ก็ปรากฏตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารว่า นอกจากจำเลยที่ 3 กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์ร่วมกับพวกลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนแล้วยังได้มอบเอกสารหลักฐานข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของโจทก์กับพวกแก่พนักงานสอบสวนด้วย ซึ่งหากโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดก็สามารถใช้สิทธิต่อสู้คดีตามที่ถูกกล่าวหาได้อยู่แล้ว พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ในการสั่งยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์ และพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ในการสืบสวนสอบสวน กล่าวโทษ รายงานผลการสืบสวน และสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ตามฟ้องจึงไม่มีมูลความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 157 ม. 172 ม. 173 ม. 174
ป.วิ.อ. ม. 2 (8) ม. 17 ม. 18 ม. 85 วรรคสาม ม. 121 ม. 125 ม. 127 ม. 130 ม. 131 ม. 132
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (7) ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเดือนเพ็ญ เดชวิไลศรี
จำเลย — พันตำรวจเอกพีรพันธุ์ เปรมภูติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิต รัตนะผล
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13536/2553
#510268
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจหน้าที่ทำการสืบสวนคดีอาญา เมื่อสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานจนทราบรายละเอียดแห่งความผิดแล้วว่าโจทก์อยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเถื่อน จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจกล่าวโทษได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (8), 17, 18, 125 และ 127 และเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบจำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้เพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาและเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121, 130 และ 131 ซึ่งลักษณะความผิดที่กล่าวหาดังกล่าวบัญชีเงินฝากของโจทก์ย่อมเป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างหนึ่งที่อาจพิสูจน์ให้เห็นความผิดตามที่กล่าวหาได้ จำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจยึดหรืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้ตรวจสอบเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคสาม และ 132 อันเป็นการดำเนินการทางอาญาในความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงินตามอำนาจหน้าที่ของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ

การดำเนินคดีส่วนแพ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการธุรกรรม โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายในขณะนั้นไว้เป็นขั้นตอนตั้งแต่มาตรการยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินไปจนถึงการให้อำนาจตรวจสอบ สืบสวนสอบสวนและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรโดยค้าน้ำมันเถื่อนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (7) อันเป็นความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับการ กองตำรวจน้ำมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจจับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนย่อมมีอำนาจสืบสวนและรายงานข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการและเป็นประธานกรรมการธุรกรรม เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่ามีพยานหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าธุรกรรมใดของโจทก์เกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมย่อมมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราวได้ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 36

เมื่อจำเลยที่ 3 ได้ทำการสืบสวน กล่าวโทษและรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมของโจทก์มีพยานหลักฐานอ้างจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแสดงลำดับการดำเนินการมาสนับสนุนได้ชัดเจนถึงเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงและโจทก์มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทั้งทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่อาจชี้ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้หรือควรรู้ว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นเป็นความเท็จหรือโจทก์มิได้กระทำความผิดหรือเป็นการแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้นหรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือโดยทุจริตดังที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 157, 172, 173 และ 174

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 4, 32, 34, 35, 36 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91, 137, 157, 172, 173, 174 ให้จำเลยทั้งสามมีคำสั่งเพิกถอนการยึดและอายัดหรือการห้ามทำธุรกรรมสำหรับเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามคืนสมุดบัญชีเงินฝาก ทรัพย์สิน และเอกสารที่ยึดไว้แก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ ทางไต่สวนของโจทก์ปรากฏตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง คำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม และสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารเพียงว่า เมื่อสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีส่งข้อมูลการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิด จำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มผู้ค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ของประเทศมี 3 กลุ่ม โดยมีกลุ่มของโจทก์กับพวกรวมอยู่ด้วย จำเลยที่ 3 ได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งโจทก์ และได้รายงานผลการสืบสวนต่อจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรม มีคำสั่งให้ยับยั้งการกระทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์กับพวกไว้ชั่วคราวเป็นเวลา 10 วันทำการ ขณะเดียวกันผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นรองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนทำหน้าที่พนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบให้มีอำนาจสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าว โดยในการนี้จำเลยที่ 3 ได้สั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ 5 บัญชี รวมเป็นเงินประมาณ 21 ล้านบาท เห็นว่า การดำเนินการของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ล้วนอยู่ในขอบอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กล่าวคือ การที่จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจหน้าที่ทำการสืบสวนคดีอาญา เมื่อสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานจนทราบรายละเอียดแห่งความผิดแล้วโจทก์อยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเถื่อน จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจกล่าวโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (8), 17, 18, 125 และ 127 และเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบในกรณีนี้ จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาและเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121, 130 และ 131 ซึ่งโดยลักษณะของความผิดที่กล่าวหา บัญชีเงินฝากของโจทก์ย่อมเป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างหนึ่งที่อาจพิสูจน์ให้เห็นความผิดตามที่กล่าวหาได้ จำเลยที่ 3 มีอำนาจยึดหรืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้ตรวจสอบเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม และ 132 อันเป็นการดำเนินการทางอาญาในความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงินตามอำนาจหน้าที่ของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ สำหรับการดำเนินคดีส่วนแพ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการธุรกรรม โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายในขณะนั้นไว้เป็นขั้นตอนตั้งแต่มาตรการยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินไปจนถึงการให้อำนาจตรวจสอบ สืบสวนสอบสวนและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรโดยค้าน้ำมันเถื่อนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินด้วย จำเลยที่ 3 เป็นผู้บังคับการกองตำรวจน้ำ มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจจับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน ย่อมมีอำนาจสืบสวนและรายงานข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการและเป็นประธานกรรมการธุรกรรม เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่ามีพยานหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าธุรกรรมใดของโจทก์เกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมย่อมมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราวได้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 36 และเมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำเลยที่ 3 ทำการสืบสวน กล่าวโทษและรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมกรณีของโจทก์มีพยานหลักฐานอ้างจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแสดงลำดับการดำเนินการมาสนับสนุนได้ชัดเจนถึงเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงและโจทก์มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทั้งทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่อาจชี้ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้ว่าข้อมูลที่ได้รับมาเป็นความเท็จหรือโจทก์มิได้กระทำความผิด หรือเป็นการแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้นหรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือโดยทุจริตดังที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 157, 172, 173 และ 174

ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้เป็นเวลานาน โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ แต่ถอนการยึดและอายัดแก่ผู้อื่นโดยเร็วเป็นการเลือกปฏิบัติ และไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ อย่างไร เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ทางไต่สวนของโจทก์ปรากฏตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงว่า หลังจากมีการยึดทรัพย์สินและอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดรวมทั้งโจทก์แล้ว คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ประชุมร่วมกับทนายความฝ่ายโจทก์ในการพิจารณาคืนทรัพย์สินที่ยึดและอายัดไว้รวม 18 รายการ ในจำนวนนี้เป็นการถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์กับสามีถึง 9 รายการ การยึดและอายัดกระทำในฐานะคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบซึ่งมีจำนวนถึง 31 คน หากเป็นการเลือกปฏิบัติและกระทำเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือโดยทุจริต ไม่น่าจะต้องสั่งถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องรายอื่นกับทรัพย์สินและเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์กับสามีจำนวน 9 รายการ ดังนั้น การที่คงอายัดบัญชีเงินฝาก 5 บัญชี ตามฟ้องไว้เพียงรายการเดียว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ สำหรับข้อที่โจทก์อ้างว่า มีการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลานานเกือบ 10 เดือน โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา เมื่อโจทก์ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัด จำเลยที่ 3 ก็เพิกเฉย เห็นว่า ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามที่กล่าวหาโจทก์ จำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนาจอายัดไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม เมื่อคดีอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนยังไม่ถึงที่สุด การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เช่นกัน ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าเงินที่อายัดเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ อย่างไร ก็ปรากฏตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารว่า นอกจากจำเลยที่ 3 กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์ร่วมกับพวกลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนแล้วยังได้มอบเอกสารหลักฐานข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของโจทก์กับพวกแก่พนักงานสอบสวนด้วย ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์ในรูปของเงินเบี้ยเลี้ยงจ่ายแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ก็ปรากฏจากคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 3 เพียงว่า สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยสนับสนุนเงินค่าใช้จ่ายในการป้องกันและปราบปรามการค้าน้ำมันเถื่อนแก่เจ้าพนักงานตำรวจศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินดังกล่าวอย่างไร ในทางตรงกันข้ามโจทก์กลับยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้โจทก์เคยให้เงินแก่จำเลยที่ 3 เพื่อเป็นค่าเลี้ยงรับรองในโอกาสที่จำเลยที่ 3 ย้ายมารับตำแหน่งใหม่อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้ค้าน้ำมันจนนำไปสู่การที่จำเลยที่ 3 ได้แจ้งความดำเนินคดีแก่โจทก์ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ในการสั่งยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์ และพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ในการสืบสวนสอบสวน กล่าวโทษ รายงานผลการสืบสวนและสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ตามฟ้องจึงไม่มีมูลความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 157 ม. 172 ม. 173 ม. 174
ป.วิ.อ. ม. 2 (8) ม. 17 ม. 18 ม. 85 วรรคสาม ม. 121 ม. 125 ม. 127 ม. 130 ม. 131 ม. 132
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 (7) ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรเพ็ญ เดชวิไลศรี
จำเลย — พันตำรวจเอกพีรพันธุ์ เปรมภูติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายอนันต์ ลิขิตธนสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13535/2553
#513974
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยนั้น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22)ฯ มาตรา 4 และมาตรา 39 ซึ่งได้บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา 7/1 และมาตรา 134/4 ที่บัญญัติให้มีการแจ้งสิทธิดังกล่าวแก่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหายังได้ออกใช้บังคับ ประกอบกับ ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 7/1 และ มาตรา 134/4 มาใช้บังคับแก่คดีที่มีการจับกุมและสอบสวนเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปที่ว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงสิทธิต่างๆ โดยละเอียดดังกล่าวจึงชอบแล้ว

โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่ามีการสอบสวนแล้ว ทั้งจำเลยก็มิได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบเพราะเหตุผลอื่นๆ เพียงแต่อ้างว่าการตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบ จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้วนอกจากนี้การตรวจค้นและการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกัน แม้การตรวจค้นจับกุมและไม่ชอบด้วยกฎหมายก็หามีผลทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่

ร้อยตำรวจเอก ป. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและทำการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายได้ นอกจากนี้ยังมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (16) (17) และมาตรา 17 ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย ดังนั้น ร้อยตำรวจเอก ป. จึงมีอำนาจจับกุม ควบคุมตัวจำเลย ตลอดจนการจัดทำเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในอำนาจหน้าที่ได้ หาใช่จะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจหรือไม่ขึ้นอยู่กับการลงบันทึกประจำวันว่าออกปฏิบัติหน้าที่ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 138 คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน คืนธนบัตรของกลางให้แก่เจ้าของ ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน จำนวน 19 เม็ด ธนบัตรรวม 160 บาท ไว้เป็นของกลางตามบัญชีของกลางคดีอาญา กล่าวหาว่าจำเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน และส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางไปตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 น้ำหนักรวม 1.71 กรัม คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลย ประการแรกว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมไม่ได้แจ้งสิทธิการเป็นผู้ต้องหาให้จำเลยทราบนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยนั้น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 มาตรา 4 และมาตรา 39 ซึ่งได้บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา 7/1 และมาตรา 134/4 ที่บัญญัติให้มีการแจ้งสิทธิดังกล่าวแก่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหายังมิได้ออกใช้บังคับประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 7/1 และมาตรา 134/4 มาใช้บังคับแก่คดีที่มีการจับกุมและสอบสวนเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปที่ว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงสิทธิต่าง ๆ โดยละเอียดดังกล่าวจึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าการตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้นเป็นการค้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจับกุมการสอบสวนจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าคดีนี้มีการสอบสวนแล้ว ทั้งจำเลยก็มิได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบเพราะเหตุผลอื่นๆ เพียงแต่อ้างว่าการตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบ จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้ว นอกจากนี้การตรวจค้นและการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกัน แม้การตรวจค้นจับกุมจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็หามีผลทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ สำหรับฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายที่ว่า ร้อยตำรวจเอกปริญญา ไม่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่าได้ร่วมกันออกปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การจับกุม การควบคุมตัวจำเลย ตลอดจนการจัดทำเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องย่อมไม่ชอบนั้น เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกปริญญา ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และทำการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายได้ นอกจากนี้ยังมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (16) (17) และมาตรา 17 ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย ดังนั้น ร้อยตำรวจเอกปริญญาจึงมีอำนาจจับกุม ควบคุมตัวจำเลย ตลอดจนการจัดทำเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในอำนาจหน้าที่ได้ หาใช่จะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจหรือไม่ขึ้นอยู่กับการลงบันทึกประจำวันว่าออกปฏิบัติหน้าที่ตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (16) ม. 2 (17) ม. 7/1 ม. 92 ม. 120 ม. 134/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายธวัชชัย จานเก่า
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
บุญมี ฐิตะศิริ
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13516/2553
#503255
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นมีใจความว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ แต่จำเลยขอแถลงข้อเท็จจริงต่อศาลเป็นเรื่องจริงของคดีนี้ คือ จำเลยประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป วันเกิดเหตุจำเลยรับจ้าง ฮ. นำแผ่นวีซีดีมาส่งที่บริเวณคลองถม โดย ฮ. บอกจำเลยว่าเป็นแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ทั่วๆ ไป ซึ่งออกฉายในโรงภาพยนตร์มาแล้วเหมือนกับที่เคยจ้างจำเลยมาส่งในครั้งก่อน จำเลยไม่ทราบได้ว่าเป็นแผ่นวีซีดีลามก จำเลยถูก ฮ. หลอกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ส่วนข้อความต่อจากนั้นจำเลยขอให้ศาลชั้นต้นลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการตามคำให้การที่ยื่นต่อศาล โจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ดังนี้ คำให้การของจำเลยดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยรับว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ซึ่งเป็นความผิดตามฟ้องเท่านั้น จำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าแผ่นวีซีดีของกลางเป็นวัตถุหรือสิ่งลามก เท่ากับจำเลยอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำความผิด คำให้การของจำเลยจึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นคำให้การรับสารภาพว่า จำเลยกระทำผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน คดีจึงลงโทษจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 287 ริบแผ่นวีซีดี ปกวีซีดี และรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภว - 4578 กรุงเทพมหานคร ของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 287 (1) ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 6 เดือน พฤติการณ์ของจำเลยเป็นผู้ค้าวีซีดีลามกอนาจารรายใหญ่ มีแผ่นวีซีดีลามกและภาพปกวีซีดีจำนวนมาก โดยมีแผ่นวีซีดีลามก 5,200 แผ่น และภาพปกวีซีดีอีก 5,000 แผ่น สามารถแพร่กระจายมอมเมาสังคมได้อย่างกว้างขวาง และเป็นสาเหตุก่อให้เกิดอาชญากรรมทางเพศตามมา เพื่อหวังผลไม่ให้ผู้ค้ารายอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างจึงไม่สมควรรอการลงโทษ และให้ริบของกลางทั้งหมด คือแผ่นวีซีดีลามก ภาพปกวีซีดีลามกและริบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ภว - 4578 กรุงเทพมหานคร ที่ใช้บรรทุกแผ่นวีซีดีลามกในการกระทำความผิด

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยที่ยื่นต่อศาลชั้นต้น รับฟังเป็นคำให้การรับสารภาพว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้องเพื่อลงโทษจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ยื่นต่อศาลมีใจความว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ แต่จำเลยขอแถลงข้อเท็จจริงต่อศาลเป็นเรื่องจริงของคดีนี้ คือ จำเลยประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป วันเกิดเหตุจำเลยรับจ้างเฮียเหลานำแผ่นวีซีดีมาส่งที่บริเวณคลองถม โดยเฮียเหลาบอกจำเลยว่าเป็นแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ทั่วๆ ไป ซึ่งออกฉายในโรงภาพยนตร์มาแล้วหมือนกับที่เคยจ้างจำเลยมาส่งในครั้งก่อน จำเลยไม่อาจทราบได้ว่าเป็นแผ่นวีซีดีลามก จำเลยถูกเฮียเหลาหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ส่วนข้อความต่อจากนั้นจำเลยขอให้ศาลชั้นต้นลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณา จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ปรากฏตามคำให้การจำเลยที่ยื่นต่อศาลโจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์อ่านคำให้การจำเลยโดยรวมทั้งฉบับแล้ว เห็นว่า คำให้การของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยรับว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ ซึ่งเป็นความผิดตามฟ้องเท่านั้น จำเลยถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าแผ่นวีซีดีของกลางเป็นวัตถุหรือสิ่งของลามก เท่ากับจำเลยอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำความผิด คำให้การของจำเลยฟังไม่ได้ว่าเป็นคำให้การรับสารภาพว่า จำเลยกระทำผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน จึงลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ศาลชั้นต้นจดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาด้วยว่า "จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการตามคำให้การที่ยื่นต่อศาล" โจทก์เห็นว่าข้อต่อสู้ของจำเลยเรื่องที่อ้างว่าไม่มีเจตนาในการกระทำความผิด จำเลยได้สละข้อความดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความในรายงานกระบวนพิจารณาไม่ปรากฏข้อความใดเลยที่ระบุว่าจำเลยสละข้อความที่ว่าจำเลยไม่ทราบได้ว่าเป็นแผ่นวีซีดีลามก จำเลยถูกเฮียเหลาหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด แต่ข้อความในรายงานกระบวนพิจารณาที่ว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามคำให้การที่ยื่นต่อศาลนั้น กลับย้ำเน้นให้เห็นว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยมีรายละเอียดปรากฏอยู่ในคำให้การที่ยื่นต่อศาลไว้ ซึ่งอ่านโดยรวมแล้วได้ความว่าจำเลยอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำความผิด ดังนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 185
ป.อ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางพรชนก นิ่มไพศาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายสุชาติ พันชี
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา หงส์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13509/2553
#507004
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า หนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นเอกสารปลอมอันถือได้ว่าจำเลยทั้งสามคัดค้านการนำเอกสารมาสืบโดยเหตุที่ว่าต้นฉบับปลอมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 วรรคสอง แต่โจทก์นำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยานและอ้างส่งสำเนาต่อศาลแทนต้นฉบับเอกสาร ซึ่งก่อนจะส่งสำเนาโจทก์ให้โอกาสจำเลยทั้งสามตรวจดูแล้ว จำเลยทั้งสามมิได้คัดค้านว่าสำเนาเอกสารไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ ประกอบกับต้นฉบับเอกสารโจทก์ต้องใช้เป็นประจำ การที่ศาลชั้นต้นรับสำเนาเอกสารไว้แทนต้นฉบับ เท่ากับอนุญาตให้รับคืนต้นฉบับเอกสารและส่งสำเนาเอกสารไว้แทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 ทวิ จึงรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 3,602,193.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,157,880 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,602,193.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,157,880 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของโจทก์เมื่อปี 2540 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ยืมของจำเลยที่ 1 ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสั่งปิดกิจการ ตกอยู่ใต้การกำกับดูแลขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ต่อมาองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินนำสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ออกขายทอดตลาด และโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเพื่อเรียกเงินกู้ยืมไปจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เป็นคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงรับฟังเป็นพยานว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนจริง เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า หนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมอันถือได้ว่าจำเลยทั้งสามคัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าต้นฉบับนั้นปลอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคสอง แล้ว แต่โจทก์ก็ได้นำต้นฉบับเอกสารนั้นมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยาน ส่วนสำเนาพยานเอกสารดังกล่าว โจทก์อ้างส่งต่อศาลแทนตัวฉบับเอกสารที่ยื่นต่อศาลในระหว่างนายอรรถพล พยานโจทก์เบิกความถึงการมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ซึ่งก่อนจะส่งสำเนาโจทก์ให้โอกาสจำเลยทั้งสามตรวจดูแล้ว และจำเลยทั้งสามมิได้คัดค้านว่าสำเนาเอกสารไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ ประกอบกับได้ความจากนายอรรถพลว่า เนื่องจากโจทก์รับซื้อสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) สินทรัพย์ดังกล่าวมีลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) อยู่จำนวนมากที่โจทก์จะต้องฟ้องร้อง โจทก์ย่อมจำเป็นต้องใช้ต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงไปใช้เป็นพยานหลักฐาน จึงถือได้ว่าต้นฉบับเอกสารโจทก์ต้องใช้เป็นประจำ การที่ศาลชั้นต้นรับสำเนาเอกสารไว้แทนต้นฉบับ เท่ากับศาลชั้นต้นอนุญาตให้รับคืนต้นฉบับเอกสารและให้โจทก์ยื่นส่งสำเนาเอกสารไว้แทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ทวิ ดังนี้ศาลย่อมรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานหลักฐานได้ และเห็นว่าหนังสือมอบอำนาจระบุให้มีอำนาจฟ้องคดี ไม่ได้ระบุบุคคลที่จะถูกฟ้องไว้ ทั้งไม่ได้จำกัดเวลาการฟ้อง จึงเป็นการมอบอำนาจทั่วไป รวมถึงมอบอำนาจให้ยื่นฟ้องต่อศาล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 (5) ผู้รับมอบสามารถกระทำฟ้องได้มากกว่าครั้งเดียวโดยโจทก์สามารถใช้หนังสือมอบอำนาจฟ้องลูกหนี้ของโจทก์ได้ทุกคดีโดยไม่จำกัดจำนวนคดีและตัวบุคคล และหนังสือมอบอำนาจเช่นนี้ไม่จำต้องระบุตัวบุคคลผู้จะถูกฟ้องไว้ตามที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ จึงฟังว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ที่จำเลยต่อสู้ว่าลายมือชื่อผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม ผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจก็ไม่มีตัวตน เห็นว่า โจทก์มีนายอรรถพลเบิกความถึงการมอบอำนาจประกอบหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจ กับหนังสือรับรองของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด และของบริษัทรีเทลรีคอฟเวอรี่ แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งจำเลยทั้งสามไม่นำสืบหักล้างว่าไม่ถูกต้องความจริง ได้ความว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด โดยนางวิวรรณและนายสุริพล กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนมอบอำนาจให้บริษัทรีเทลรีคอฟเวอรี่ แมเนจเม้นท์ จำกัด ฟ้องคดีแทนรวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วง และบริษัทรีเทลรีคอฟเวอรี่ แมเนจเม้น จำกัด โดยนายวัชรินทร์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนมอบอำนาจช่วงแก่นายวิชิต และนายวิชิตมอบอำนาจช่วงต่อแก่นายเสริมศักดิ์หรือนายพงพันธ์ และนายพงพันธ์ได้ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ เห็นว่า เฉพาะนางวิวรรณ นายสุริพลและนายวัชรินทร์ล้วนมีชื่ออยู่ในหนังสือรับรองซึ่งเป็นหนังสือที่เจ้าพนักงานทำขึ้นใช้ในราชการ มีการตรวจสอบบุคคลผู้มีรายชื่อเป็นกรรมการกันมาแล้ว แสดงว่ามีตัวตนอยู่จริง จึงน่าเชื่อตามพยานเอกสารที่โจทก์นำมาสืบ แสดงว่าได้มีการมอบอำนาจกันดังที่นายอรรถพลเบิกความ แม้นายอรรถพลจะมิรู้เห็นขณะทำพยานเอกสารแต่ก็มีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานจำเลยที่มีแต่คำเบิกความของพยานจำเลยลอย ๆ และเห็นว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการแทนโจทก์ซึ่งเป็นกองทุนรวม จึงมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง ย่อมมีอำนาจฟ้อง สรุปแล้วคดีฟังได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดียังมีประเด็นข้อพิพาทอีกหลายประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย เพื่อให้การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเป็นไปตามลำดับชั้นศาล สมควรให้ย้อนสำนวนไปศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นพิพาทดังกล่าว เมื่อผลของคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเช่นนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนนี้เกิน 200 บาท แก่จำเลยทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 125 วรรคสอง ม. 127 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
จำเลย — นายพิสิทธิ์ เกรียงวัฒนศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอรรถพร เพชรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13491/2553
#504735
เปิดฉบับเต็ม

การทำนากุ้งไม่ใช่การประกอบอาชีพกสิกรรมตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (12) วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยปรับบทและแก้ไขโทษให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 จำคุก 12 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลย การลักทรัพย์สำเร็จเสร็จสิ้นและเด็ดขาดไปแล้ว ไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งเคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกา วินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวมาแล้วและยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยเดิม ฎีกาของจำเลยไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าท่อพีวีซีจำนวน 5 ท่อ เป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้ทำนากุ้ง ซึ่งเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรมและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 335 (1) (12) วรรคสอง เห็นว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต พ.ศ.2542 คำว่า "กสิกรรม" หมายความถึงการทำไร่ ไถนา การทำนากุ้ง ไม่ใช่การประกอบอาชีพกสิกรรมตามความหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าว และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยปรับบทและแก้ไขโทษให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 (12) ม. 335 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสมพรหรือบีเด็น เล็กดำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายมานิตย์ ตันติวัชรพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชิต ทัศนานุกูลกิจ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
อาวุธ ปั้นปรีชา
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13485/2553
#510264
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์แม้จะระบุข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแล้วบังคับให้บอกที่ซ่อนทรัพย์และเมื่อได้ทรัพย์จำนวนน้อยก็ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอีก เป็นเพียงการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อให้ครบองค์ประกอบในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามคำขอท้ายฟ้องอันเป็นความผิดกรรมเดียวเท่านั้น เมื่อลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายแล้วจะลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นอีกกรรมหนึ่งไม่ได้ เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรม ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 340, 340 ตรี ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินและใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 960 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์

ชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83, 339 วรรคสาม จำคุกจำเลยที่ 1 6 ปี 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 960 บาท แก่ผู้เสียหาย

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ข้อหาชิงทรัพย์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกและยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 960 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกอีก 1 คน ที่หลบหนี ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย มีบาดแผลยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ที่บริเวณศีรษะ ตาซ้ายซ้ำบวม และฟันหัก 2 ซี่ ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์เงินจำนวน 460 บาท และกุญแจรถจักรยานยนต์พร้อมกุญแจบ้านจำนวน 5 ชุด ราคา 500 บาท ของนายทวีศักดิ์ ผู้เสียหาย ด้วยหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เมื่อถูกจำเลยที่ 1 กับพวกกลุ้มรุมทำร้าย โดยจำเลยที่ 1 ใช้ขวดสุราฟาดศีรษะของผู้เสียหาย และจำเลยที่ 1 กับพวกยังชกต่อยและเตะผู้เสียหาย ผู้เสียหายพูดขอมิให้ทำร้าย จำเลยที่ 1 พูดให้ผู้เสียหายให้เงินที่มีอยู่แก่จำเลยที่ 1 และชกต่อยผู้เสียหายจนกระทั่งผู้เสียหายต้องยอมรับว่ามีเงินอยู่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่มา และมอบกุญแจรถให้จำเลยที่ 1 นำไปเปิดเบาะแล้วเอาเงินจำนวน 460 บาท ที่ผู้เสียหายเก็บไว้ในกระเป๋าเงินซึ่งวางอยู่ใต้เบาะไป จากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกยังร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนหมดสติ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่ผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุกับจำเลยที่ 1 และพวกมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ควรระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษหนักขึ้นจากความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายเบิกความให้ข้อเท็จจริงเป็นลำดับขั้นตอนตั้งแต่ก่อนเริ่มเกิดเหตุโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งคือพันตำรวจโทบัณฑิต พนักงานสอบสวนคดีนี้ เบิกความให้ข้อเท็จจริงว่าพันตำรวจโทบัณฑิตได้รับแจ้งเหตุคดีนี้จากญาติของผู้เสียหายเมื่อเวลาประมาณ 2 นาฬิกา คืนเดียวกัน พันตำรวจโทบัณฑิตประสานงานกับจ่าสิบตำรวจเทียนชัยเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวน เพื่อสืบสวนหาตัวคนร้าย ปรากฏว่า จ่าสิบตำรวจเทียนชัยสืบสวนจนได้ความจากนายสุวัจชัยหรือเอก ซึ่งนั่งร่วมวงดื่มสุรากับจำเลยที่ 1 กับพวก ในคืนเกิดเหตุนั้นว่า จำเลยที่ 1 กับพวกน่าจะเป็นกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุคดีนี้ จ่าสิบตำรวจเทียนชัยเดินทางไปบ้านของจำเลยที่ 1 ไม่พบจำเลยที่ 1 แต่ได้ยึดเสื้อยืดเปื้อนโลหิตที่จำเลยที่ 1 สวมใส่ในคืนเกิดเหตุมาส่งมอบให้พันตำรวจโทบัณฑิตเป็นของกลางตามภาพถ่าย และบัญชีของกลางคดีอาญากับคำให้การชั้นสอบสวนของจ่าสิบตำรวจเทียนชัย คำเบิกความของพันตำรวจโทบัณฑิตจึงสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักรับฟังยิ่งขึ้น พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดื่มสุราจนเป็นเหตุให้ขาดความยับยั้งชั่งใจและเกิดความคึกคะนองจึงก่อเหตุตามฟ้องขึ้น หาใช่เพียงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้นไม่ พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งนำสืบปฏิเสธในความผิดฐานชิงทรัพย์ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ส่วนที่ยื่นคำแก้ฎีกาว่า เมื่อคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยยกฟ้องในความผิดฐานชิงทรัพย์ จึงต้องยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาเดียวกันนี้ด้วยเพราะเป็นเหตุลักษณะคดีนั้น หามีน้ำหนักรับฟังไม่ เพราะศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยข้อเท็จจริงเฉพาะตัวจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น จึงมิใช่เป็นเหตุในลักษณะคดีซึ่งจะมีผลมาถึงจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานชิงทรัพย์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์แม้จะระบุข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแล้วบังคับให้บอกที่ซ่อนทรัพย์และเมื่อได้ทรัพย์จำนวนน้อยก็ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอีก เป็นเพียงการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อให้ครบองค์ประกอบในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามคำขอท้ายฟ้องอันเป็นความผิดกรรมเดียวเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นความผิด 2 กรรมคือ ร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายกรรมหนึ่ง และความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายอีกกรรมหนึ่งมานั้น จึงไม่ถูกต้อง เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรม จะลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายมิได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีลงโทษจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม จำคุก 6 ปี 8 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 960 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่
ป.อ. ม. 295 ม. 339 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นายเชี่ยวชาญ ขวดชัยภูมิ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นางสาวสุพรรณี ผิวนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13464/2553
#504739
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยพยายามแย่งเอาเงินจากผู้เสียหายไปซึ่งหน้า จำเลยมีความผิดฐานพยายามวิ่งราวทรัพย์ แต่โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาปล้นทรัพย์ โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่าฉกฉวยซึ่งหน้า แสดงว่าไม่ประสงค์ให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ แต่ความผิดฐานนี้รวมความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดที่รวมอยู่ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องมาด้วยแล้ว ดังนั้น ศาลสามารถลงโทษจำเลยฐานพยายามลักทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 340, 340 ตรี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก, 80 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามชิงทรัพย์ไม่เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจหรือไม่ คำเบิกความของประจักษ์พยานและคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายรับฟังได้ จำเลยพูดขอเงินผู้เสียหายเพื่อไปซื้อสุรา แต่นางถวิลเบิกความ นายแดงเป็นคนแย่งเงินในมือผู้เสียหาย จำเลยยืนดูอยู่ นายมานะเบิกความ หลังจากที่จำเลยขอเงินผู้เสียหายแล้วไม่ให้ จำเลยตบตีผู้เสียหายจนล้มลง คำเบิกความของประจักษ์พยานขัดแย้งกันอยู่ว่าจำเลยแย่งเงินไปจากผู้เสียหายแล้วตบตีผู้เสียหายหรือไม่ ส่วนผู้เสียหายแม้จะไม่ได้มาเบิกความในศาล แต่โจทก์มีคำให้การในชั้นสอบสวน เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับประจักษ์พยานแล้วทำให้เห็นได้ว่าจำเลยเป็นคนเอ่ยปากขอเงินผู้เสียหายไปซื้อสุรา เมื่อผู้เสียหายไม่ให้เงิน จำเลยใช้มือชิงกระเป๋าเงินที่ผู้เสียหายถืออยู่มีเงินภายใน 700 บาท ผู้เสียหายแย่งกระเป๋าเงินคืน คำพยานในส่วนนี้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนเอากระเป๋าเงินไปจากผู้เสียหาย แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแต่อย่างใด เพราะผู้เสียหายให้การในชั้นสอบสวนนายแดงเป็นคนใช้มือชกถูกที่หัวคิ้วซ้าย และเท้าเตะบริเวณคอ และขึ้นเข่าบริเวณท้องผู้เสียหายโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริมให้นายแดงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแต่อย่างใด การทำร้ายร่างกายจึงเกิดขึ้นจากการกระทำของนายแดงเอง และมิใช่เป็นการทำร้ายร่างกายเพื่อที่จะเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหายแต่อย่างใด โดยจะเห็นได้ว่าหลังจากที่นายแดงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแล้วก็มิได้แย่งกระเป๋าเงินคืนจากผู้เสียหายมาไว้ในครอบครอง คงปล่อยให้เรื่องเลิกรากันไป สำหรับบาดแผลที่ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายพบว่าไม่พบบาดแผลใดๆ หากการที่นายแดงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเพื่อที่จะแย่งกระเป๋าเงินคืนจากผู้เสียหาย นายแดงสามารถกระทำได้ แต่ก็ไม่มีการกระทำอีกต่อไป ดังนั้น การที่นายแดงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจึงเชื่อได้ว่าเป็นผลจากการที่ผู้เสียหายด่าว่าจำเลยมากกว่าซึ่งเป็นการกระทำตามลำพังของนายแดงเอง ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลย เพราะในเรื่องนี้ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยกับนายแดงมีพฤติการณ์ที่จะร่วมกันชิงทรัพย์เอาจากผู้เสียหาย เนื่องจากจำเลยกับนายแดงไม่ทราบมาก่อนว่าผู้เสียหายจะเดินผ่านมาบริเวณนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทันทีทันควัน จำเลยกับนายแดงจึงมิได้มีเจตนาร่วมกันจะมาชิงทรัพย์ของผู้เสียหายแต่อย่างใด ในส่วนของจำเลยลำพังแต่เพียงจำเลยขอเงินผู้เสียหายมาซื้อสุราสักขวดเพียงเท่านี้จำเลยยังไม่มีความผิดอาญาใดๆ แต่หลังจากที่ผู้เสียหายไม่ให้เงินจำเลย จำเลยพยายามแย่งเอาเงินจากผู้เสียหายไปซึ่งหน้า การกระทำในตอนหลังนี้จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามแย่งเอาทรัพย์ไปจากผู้เสียหายอันเป็นความผิดฐานพยายามวิ่งราวทรัพย์ ซึ่งจากพยานหลักฐานไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายแต่อย่างใด เพราะผู้ใช้กำลังประทุษร้ายคือนายแดงมิใช่จำเลย จำเลยจึงมีความผิดเพียงฐานพยายามวิ่งราวทรัพย์เท่านั้น แต่โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาปล้นทรัพย์โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่าฉกฉวยซึ่งหน้าแสดงว่าไม่ประสงค์ให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ แต่ความผิดฐานนี้รวมความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดที่รวมอยู่ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องมาด้วยแล้ว ดังนั้น ศาลสามารถลงโทษจำเลยฐานพยายามลักทรัพย์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่าถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 80 ฐานพยายามลักทรัพย์ จำคุก 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ป.อ. ม. 336 ม. 340
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายอุดม สืบสกุลวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายมารุต เป้าประยูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภาติยะ ดวงมณี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13417/2553
#503257
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อบังคับกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินรางวัลของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร พ.ศ.2544 ข้อ 5 กำหนดว่า "เงินค่าปรับที่ส่วนราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับ ให้หักไว้จ่ายเป็นเงินรางวัล เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจรในอัตราร้อยละ 95 ก่อนนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน" ก็ตาม แต่ข้อบังคับดังกล่าวเป็นการกำหนดวิธีปฏิบัติของส่วนราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับการหักเงินค่าปรับจ่ายเป็นเงินรางวัลเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจรก่อนนำส่งคลังเท่านั้น ไม่ใช่ข้อบังคับที่กำหนดให้ศาลจ่ายเงินรางวัลค่าปรับแก่ผู้จับกุม โจทก์จึงไม่มีอำนาจยื่นคำขอให้ศาลจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้จับกุมตามข้อบังคับดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี, 162 จ่ายเงินรางวัลร้อยละ 95 ของค่าปรับให้แก่ผู้จับกุมตามกฎหมาย และพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี (ที่ถูก มาตรา 160 ตรีวรรคหนึ่ง), 162 ปรับ 7,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง(ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78) คงปรับ 3,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน ยกคำขอให้จ่ายเงินรางวัลค่าปรับแก่ผู้จับกุม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำขอให้จ่ายเงินรางวัลค่าปรับแก่ผู้จับกุมชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ขอให้จ่ายเงินรางวัลค่าปรับแก่ผู้จับกุมโดยอ้างข้อบังคับกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินรางวัลของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร พ.ศ. 2544 ข้อ 5 ซึ่งกำหนดว่า "เงินค่าปรับที่ส่วนราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับ ให้หักไว้จ่ายเป็นเงินรางวัลเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร ในอัตราร้อยละ 95 ก่อนนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน" เห็นว่า ข้อบังคับดังกล่าวเป็นการกำหนดวิธีปฏิบัติของส่วนราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับการหักเงินค่าปรับจ่ายเป็นเงินรางวัลเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจรก่อนนำส่งคลังเท่านั้น ไม่ใช่ข้อบังคับที่กำหนดให้ศาลจ่ายเงินรางวัลค่าปรับแก่ผู้จับกุม โจทก์จึงไม่มีอำนาจยื่นคำขอให้ศาลจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้จับกุมตามข้อบังคับดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 160 ตรี ม. 162
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายกฤษดา ปาเป้าอ้าย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายอาทิตย์ เกียรติศิริโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
ชีพ จุลมนต์
กำพล ภู่สุดแสวง
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13412/2553
#513973
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และการที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งในความผิดฐานฉ้อโกงที่โจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือให้เงินแก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย ประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา 43 และ พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2528 มิได้บัญญัติให้อำนาจพนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิยื่นคำขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือใช้เงินในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ จึงต้องยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 450/2551 และ 451/251 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 220,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายสมศักดิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก อนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฉ้อโกง)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้เงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 450/2551 และ 451/2551 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากทั้งสองคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และการที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งในความผิดฐานฉ้อโกงที่โจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มิได้บัญญัติให้อำนาจพนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิยื่นคำขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือใช้เงินในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ จึงต้องยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี คือต้องการให้ความคุ้มครองแก่คนหางานซึ่งส่วนมากเป็นคนจนไม่ให้ถูกหลอกว่าจะได้ไปทำงานในต่างประเทศโดยต้องเสียเงินเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมาก อันจะส่งผลให้ได้รับความเดือดร้อนทั้งในส่วนตัวและครอบครัว การกระทำความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปทำงานในต่างประเทศได้จึงเป็นการกระทำความผิดร้ายแรง สมควรลงโทษผู้กระทำความผิดให้เด็ดขาดจะได้เข็ดหลาบไม่กล้ากระทำความผิดก่อความเดือดร้อนแก่สังคมอีก คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แต่ก็เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่งชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ร่วมในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียจากสารบบความ ยกคำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 43
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — นายสมศักดิ์ กล้าหาญ
จำเลย — นางธัญภา สุขประเสร็ฐ หรือสินสายรัมย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
วรพจน์ วิไลชนม์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13379/2553
#504737
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 254,155.78 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกินหนึ่งปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษปรับสถานเดียวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพียงแต่กำหนดวิธีการเพื่อการบังคับคดีในกรณีที่จำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับเท่านั้น จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ว่า ไม่สมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 3 สถานเดียว แต่ขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มาตรา 4, 34, 45 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบสุราของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต และจ่ายเงินสินบนแก่ผู้นำจับและเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีใหม่และจำหน่ายคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มาตรา 34 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ สุราที่จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งไม่ได้เสียภาษีและไม่ได้ปิดแสตมป์สุราเป็นจำนวนเดียวกันการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 508,311.56 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 254,155.78 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบสุราของกลางเป็นของกรมสรรพสามิต จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย ส่วนที่ให้จ่ายรางวัลแก่ผู้นำจับนั้นปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเองโดยไม่มีการจับ จึงยกคำขอดังกล่าว

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกินหนึ่งปี (ที่ถูก ต้องระบุด้วยว่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 254,155.78 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกินหนึ่งปี เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ยังคงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพียงแต่กำหนดวิธีการเพื่อการบังคับคดีในกรณีที่จำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับเท่านั้น จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ว่า ไม่สมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 3 สถานเดียวแต่ขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษโดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤตินั้นเป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามบทกฎหมายข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคแรก
ป.อ. ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายโสภณ เกื้อสกุล ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกำพล รุ่งรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13227/2553
#510263
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์บรรยายว่า ในการฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 7 ร่วมกับพวกกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คำว่าไตร่ตรองไว้ก่อนมีความหมายสมบูรณ์อยู่ในตัวแล้วว่าเป็นเรื่องที่มีการเตรียมการมาล่วงหน้ามิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดโดยไม่ตั้งใจมาก่อน อีกทั้งคำขอท้ายฟ้องโจทก์ก็อ้าง ป.อ. มาตรา 289 มาด้วย แม้โจทก์จะมิได้บรรยายว่าไตร่ตรองไว้ก่อนอย่างไร ฟ้องโจทก์ก็เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายชรินทร์ กินกระโทก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวุฒิพงศ์ เถาวัฒนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13225/2553
#508323
เปิดฉบับเต็ม

การที่ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 (เดิม) บัญญัติให้เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากบริการส่วนรวม และที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด กับต้องร่วมกันออกค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษา และการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 นั้น ก็เพื่อจะได้นำเงินดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วม ซึ่งเจ้าของร่วมผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลางย่อมรวมถึงบริษัท ว. ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการอาคารชุดและเจ้าของห้องชุดพิพาทในขณะจดทะเบียนอาคารชุดและยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่นด้วย การที่จำเลยออกข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดยกเว้นให้เจ้าของโครงการอาคารชุดซึ่งมีห้องชุดไว้เพื่อขาย ไม่ต้องเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตามข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด จึงเป็นการออกข้อบังคับที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ข้อบังคับในส่วนดังกล่าวใช้บังคับไม่ได้ บริษัท ว. ต้องรับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางในห้องชุดเลขที่ 26/1-26/13, 26/21, 26/31, 26/59, 26/63, 26/64, 26/67, 26/74, 26/75, 26/87, 26/95, 26/99, 26/101 - 26/103, 26/113, 26/115, 26/121, 26/123, 26/131, 26/132, 26/134, 26/143, 26/145 - 26/148, 26/156, 26/158, 26/159, 26/162, 26/163, 26/169, 26/170 - 26/172, 26/175, 26/188, 26/190, 26/193, 26/197 และ 26/212 - 26/220 รวม 62 ห้อง ของอาคารชุด ซี. เอ็น. พี. คอนโดมิเนียม ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 5/2536 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี โดยแจ้งว่าห้องชุดดังกล่าวไม่มีภาระค้างค่าใช้จ่าย และให้จำเลยรับชำระเงินค่าใช้จ่ายจากโจทก์เป็นเงิน 1,776,211.78 บาท หากไม่ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งว่าห้องชุดดังกล่าวไม่มีภาระค้างค่าใช้จ่ายและให้โจทก์ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยออกหนังสือรับรองค่าใช้จ่ายอันเกิดจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางในห้องชุดพิพาทจำนวน 62 ห้อง ของอาคารชุด ซี. เอ็น. พี. คอนโดมิเนียม ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 5/2536 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี โดยแจ้งว่าห้องชุดดังกล่าวข้างต้นไม่มีภาระค้างค่าใช้จ่าย และให้จำเลยรับชำระค่าใช้จ่ายจากโจทก์เป็นเงิน 1,776,211.78 บาท หากจำเลยไม่ดำเนินการออกหนังสือรับรองค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวทั้ง 62 ห้อง ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาปากเกร็ด และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยข้อ 46 ที่กำหนดให้การถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดซึ่งไว้เพื่อขายไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนกลางนั้นขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ข้อบังคับดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่า การที่พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 (เดิม) บัญญัติให้เจ้าของร่วมซึ่งตามนัยแห่งมาตรา 4 หมายความว่า เจ้าของห้องชุดในอาคารชุดแต่ละอาคารชุดต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากบริการส่วนรวม และที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด กับต้องร่วมกันออกค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษา และการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 นั้น ก็เพื่อจะได้นำเงินดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วม ซึ่งเจ้าของร่วมผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลางย่อมรวมถึงบริษัทว. สกุณี จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการอาคารชุดและเป็นเจ้าของห้องชุดพิพาทในขณะจดทะเบียนอาคารชุดและยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่นด้วย บริษัทว.สกุณี จำกัด จึงมีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามที่กฎหมายกำหนดไว้ การที่จำเลยออกข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด ข้อ 46 ว่า "...เว้นแต่เจ้าของโครงการอาคารชุดซึ่งมีห้องชุดไว้เพื่อขาย ไม่ต้องเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตามข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุด" นั้น จึงเป็นการออกข้อบังคับที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ข้อบังคับข้อ 46 ในส่วนดังกล่าวจึงใช้บังคับไม่ได้ เมื่อข้อบังคับในส่วนดังกล่าวใช้บังคับไม่ได้แล้ว ก็ย่อมมีผลทำให้บริษัทว.สกุณี จำกัด ต้องรับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ถือเป็นหนี้บุริมสิทธิที่มีเหนือสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของนำมาไว้ในห้องชุดของตนและเหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุด เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางดังกล่าวแก่จำเลยให้ครบถ้วน จำเลยจึงชอบที่จะปฏิเสธไม่ออกหนังสือรับรองรายการหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางให้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อตามข้อเท็จจริงในสำนวนยังไม่ได้ความชัดถึงจำนวนหนี้ที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลย จึงไม่อาจกำหนดให้โจทก์รับผิดชำระเพื่อให้จำเลยออกหนังสือรับรองรายการหนี้ดังกล่าวได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ซี.เอ็น.พี.คอนโดมิเนียม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางมนทกานติ ช้างหัวหน้า
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13199/2553
#518393
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มพร้อมทั้งดอกเบี้ย เป็นเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนที่ดินส่วนที่เหลือที่มีราคาลดลง สิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ยืนต้น ค่าเสียหายเนื่องจากต้องรื้อถอนสาธารณูปโภคและขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ได้ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มในรายการและจำนวนเงินเดียวกันกับคดีก่อนพร้อมด้วยดอกเบี้ยจึงเป็นเรื่องเดียวกันกับฟ้องโจทก์ในคดีก่อน เมื่อปรากฏว่าคดีก่อนซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องนั้น จำเลยทั้งสองในคดีก่อนได้ยื่นอุทธรณ์และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ฟ้องโจทก์คดีนี้ที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มพร้อมด้วยดอกเบี้ยจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

แม้คดีซึ่งโจทก์ฟ้องเป็นคดีก่อนโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดพร้อมด้วยดอกเบี้ย ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าเสียหายเป็นส่วนตัวก็ตาม แต่ฟ้องโจทก์คดีนี้ที่ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดก็มีมูลเหตุมาจากการที่โจทก์อ้างว่าคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์ในอัตราที่เป็นธรรมและในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นเดียวกันว่าเงินค่าทดแทนซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้แก่โจทก์เป็นอัตราที่เป็นธรรมแล้วหรือไม่ ซึ่งถึงแม้โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ให้รับผิดเป็นส่วนตัวแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 แต่ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ก็เป็นเรื่องเดียวกันกับคดีก่อนเพราะมีประเด็นเกี่ยวข้องกันโดยตรง จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 25 กำหนดให้ผู้ที่ไม่พอใจในจำนวนเงิน ค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนด มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ และให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งพิจารณาเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรี และให้รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ แต่ตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี หรือในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนดดังกล่าว มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว แล้วแต่กรณี การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ไม่ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์และรัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ไม่เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ จึงไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องเงินค่าทดแทนเพิ่มโดยการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้รับความกระทบกระเทือนหรือล่าช้าไปกว่าระยะเวลาหกสิบวันตามที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย และไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 577,124,404.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 514,032,229.39 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 38,446,794.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 514,032,229.39 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 761,963.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ทั้งนี้ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 59,620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีก่อนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นคดีหมายเลขดำที่ ปค.210/2541 ของศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มพร้อมทั้งดอกเบี้ย เป็นเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนที่ดินส่วนที่เหลือที่มีราคาลดลง สิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ยืนต้น ค่าเสียหายเนื่องจากต้องรื้อถอนสาธารณูปโภคและขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืน ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ได้ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มในรายการและจำนวนเงินเดียวกันกับคดีก่อนพร้อมด้วยดอกเบี้ยจึงเป็นเรื่องเดียวกับฟ้องโจทก์ในคดีก่อน เมื่อปรากฏว่าคดีก่อนซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องนั้น จำเลยทั้งสองในคดีก่อนได้ยื่นอุทธรณ์และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ฟ้องโจทก์คดีนี้ที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มพร้อมด้วยดอกเบี้ยจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์เงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 โดยชอบแล้วหรือไม่ รวมทั้งในปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และของโจทก์ว่าโจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มหรือไม่อีก

แม้คดีหมายเลขดำที่ ปค.210/2541 ซึ่งโจทก์ฟ้องเป็นคดีก่อน โจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดพร้อมด้วยดอกเบี้ย ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าเสียหายเป็นส่วนตัวก็ตาม แต่ฟ้องโจทก์คดีนี้ที่ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดก็มีมูลเหตุมาจากการที่โจทก์อ้างว่าคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ไม่ได้กำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์ในอัตราที่เป็นธรรมและในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นเดียวกันว่าเงินค่าทดแทนซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้แก่โจทก์เป็นอัตราที่เป็นธรรมแล้วหรือไม่ ซึ่งถึงแม้โจทก์จะขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ให้รับผิดเป็นส่วนตัวแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 แต่ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ก็เป็นเรื่องเดียวกันเพราะมีประเด็นเกี่ยวข้องกันโดยตรงกับฟ้องโจทก์ในคดีก่อนจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่อีก

พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 25 กำหนดให้ผู้ที่ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนด มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ และให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งพิจารณาเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรี และให้รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ แต่ตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี หรือในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนดดังกล่าว มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว แต่กรณีจึงเห็นได้ว่า เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีแล้ว แม้กฎหมายกำหนดให้รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ แต่ก็อาจมีกรณีที่รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ โดยกฎหมายกำหนดให้โจทก์สามารถฟ้องคดีต่อศาลได้โดยไม่จำต้องรอผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรี ซึ่งก็อาจจะเป็นที่พอใจของโจทก์หรือไม่ก็ได้ ดังนั้นการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ไม่ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์และรัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ไม่เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ จึงไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องเงินค่าทดแทนเพิ่มโดยการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้รับความกระทบกระเทือนหรือล่าช้าไปกว่าระยะเวลาหกสิบวันตามที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายและไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 25 ม. 26 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวพร ทองธิว
จำเลย — องค์การรถไฟฟ้ามหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศุภวัฒน์ รมยานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
รัตน กองแก้ว
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13180/2553
#508320
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถาน ศาลได้สอบถามข้อเท็จจริงจากโจทก์จำเลยแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้และนัดฟังคำพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อนที่จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) และมิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา 24 เพราะศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 988/2547 ของศาลชั้นต้น และจำเลยก็อ้างว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเช่นกันข้อโต้เถียงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดี ต้องไปว่ากล่าวกันในคดีเดิม จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่ได้ความจากการสอบถามโจทก์จำเลย มิได้วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายที่พิพาทกันในคดี ดังนั้น เมื่อนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลา 14 วัน โจทก์ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ แต่มิได้โต้แย้ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยต่อสัญญาเช่าอาคารพิพาทให้โจทก์ตลอดไปมีกำหนดคราวละ 10 ปีโดยไปจดทะเบียนการเช่าต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยดำเนินการซ่อมแซมอาคารพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ หากไม่สามารถซ่อมแซมได้ ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์หลังใหม่และให้โจทก์มีสิทธิเช่าต่อไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

วันชี้สองสถาน คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยเคยฟ้องขับไล่โจทก์ให้ออกจากอาคารพิพาทเลขที่ 16 และ 18 ต่อศาลชั้นต้น ต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยมีข้อตกลงว่า โจทก์จะยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทภายในวันที่ 1 กันยายน 2547 แต่เมื่อครบกำหนด โจทก์ไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาทและจำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ สำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำแถลงของคู่ความทั้งสองฝ่ายเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงสั่งงดชี้สองสถาน นัดฟังคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดชี้สองสถาน ศาลได้สอบถามข้อเท็จจริงจากโจทก์จำเลยแล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้และนัดฟังคำพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อนที่จะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 (2) และมิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม มาตรา 24 เพราะศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่988/2547 ของศาลชั้นต้น และจำเลยก็อ้างว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเช่นกัน ข้อโต้เถียงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดีต้องไปว่ากล่าวกันในคดีเดิม จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่ได้ความจากการสอบถามโจทก์จำเลย มิได้วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายที่พิพาทกันในคดีดังนั้น เมื่อนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลา 14 วัน โจทก์ย่อมมีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้นได้ แต่มิได้โต้แย้งโจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าคำสั่งงดชี้สองสถานหรืองดสืบพยานเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์มิได้โต้แย้งไว้ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 226 (2) ม. 227 ม. 228
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพัชมณ ธีรศศิกุล
จำเลย — เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายชุมพล ชีวินไกรสร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
ศุภชัย สมเจริญ
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13148 -ที่ 13151/2553
#554900
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ค่าเบี้ยประกันที่ฟ้องให้จำเลยชำระแก่โจทก์เป็นจำนวนเดียวกันกับมูลหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.24/2543 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลฟังว่าจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์ ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคแรก คำพิพากษาต้องผูกพันโจทก์ว่าจำเลยมิได้เป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์ เมื่อโจทก์นำมูลหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยซึ่งจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ย่อมหยิบยกมาตรา 145 วรรคแรก ขึ้นมาวินิจฉัยว่า โจทก์ผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ล.24/2543 ของศาลชั้นต้น และไม่อาจนำมูลหนี้เดิมมาฟ้องเป็นคดีนี้อีกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสี่สำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 927,557.93 บาท 506,654.90 บาท 1,487,456.45 บาท และ 1,132,238.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 661,967.14 บาท 365,201.76 บาท 1,382,359.28 บาท และ 827,278.32 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมแต่ละสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์รวมสี่สำนวนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคแรก ขึ้นวินิจฉัยว่า คำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ล.24/2543 ของศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยผูกพันโจทก์และจำเลย โจทก์ไม่อาจนำมูลดีเดียวกันมาฟ้องอีกได้นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.24/2543 ของศาลชั้นต้นศาลพิพากษายกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์ว่า มีเพียงผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความว่าการตรวจสอบเอกสารจากเจ้าหน้าที่การเงินพบว่าจำเลยเก็บเงินจากลูกค้าแล้ว มิได้นำมาส่งมอบโจทก์ แต่โจทก์ไม่มีเอกสารมาแสดงเลย คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังยุติว่า มูลหนี้ค่าเบี้ยประกันที่ฟ้องให้จำเลยชำระแก่โจทก์เป็นจำนวนเดียวกันกับมูลหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.24/2543 ของศาลชั้นต้นที่ศาลฟังว่าจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคแรก คำพิพากษาต้องผูกพันโจทก์ว่าจำเลยมิได้เป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์ เมื่อโจทก์นำมูลหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยซึ่งจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ย่อมหยิบยก มาตรา 145 วรรคแรก ขึ้นมาวินิจฉัยว่า โจทก์ผูกพันตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ล.24/2543 ของศาลชั้นต้น และไม่อาจนำมูลหนี้เดิมมาฟ้องเป็นคดีนี้อีกได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ทั้งสี่สำนวนฎีกาแต่เพียงขอให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์ มิได้ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี จึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียงสำนวนละ 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดี แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เกิน 800 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายชัยพร บัวสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายเชาวลิต ชูรัศมี
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
สิทธิชัย พรหมศร
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13124/2553
#506191
เปิดฉบับเต็ม

การขอคุ้มครองชั่วคราวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) จะต้องเป็นการห้ามมิให้กระทำซ้ำซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หากกรณีไม่ใช่เรื่องดังกล่าว จะต้องเป็นการห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว

คำร้องของโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 พยายามจะให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการขอจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อกระทรวงมหาดไทย หากดำเนินการจนกรรมสิทธิ์ตกเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์จะได้รับความเสียหายยากที่จะดำเนินการให้ที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ แม้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองแต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทก่อนจำเลยที่ 1 คำร้องของโจทก์ไม่เข้าเหตุดังกล่าวข้างต้น เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้พยายามโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นแต่อย่างใด จึงไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะขอคุ้มครองชั่วคราวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 กับบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 76,274,100 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องจำนวน 2,350,800 บาท รวมเป็นเงิน 78,624,900 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 76,274,100 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 พยายามที่จะให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการขอจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อกระทรวงมหาดไทย หากจำเลยที่ 1 ดำเนินการจนที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์จะได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก โดยหากศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ย่อมเป็นการยากที่จะดำเนินการให้ที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์อีก ทำให้โจทก์เสียสิทธิในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย แม้หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทก่อนจำเลยที่ 1 จึงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไต่สวนคำร้อง และมีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ดำเนินการต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจนกว่าศาลจะพิพากษาคดีถึงที่สุด

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีเหตุตามกฎหมายที่จะสั่งใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามฟ้องหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 พยายามดำเนินการให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยไม่รอคำพิพากษาอันถึงที่สุดก่อน หากจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และภายหลังมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงมีเหตุที่จะขอคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) นั้น เห็นว่า โจทก์เพียงแต่คาดการณ์เอาเท่านั้นว่าจำเลยที่ 1 อาจจะได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทั้งการขอคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) นั้น จะต้องเป็นการห้ามมิให้กระทำซ้ำซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หากกรณีไม่ใช่เรื่องดังกล่าวแล้ว จะต้องเป็นการห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอนขาย ยักย้าย หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว แต่กรณีตามคำร้องและฎีกาของโจทก์นี้ ไม่เข้าเหตุดังกล่าวข้างต้น เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้พยายามโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นแต่อย่างใด จึงไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะขอคุ้มครองชั่วคราวได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2660/2538 ที่โจทก์ยกขึ้นอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาปรับใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกคำร้องของโจทก์นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแก่น แซ่อ่อง
จำเลย — การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13122/2553
#506188
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลมีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยฝ่ายที่สาม เพราะเหตุจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามา เพราะเมื่อหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยมีสิทธิไล่เบี้ยต่อจำเลยร่วมได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ในคดีนี้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยร่วมได้ ดังนั้นจำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายตามราคารถยนต์ของโจทก์ 995,000 บาท รวมดอกเบี้ยนับแต่วันได้รับหนังสือทวงถามถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,021,169 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 995,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทวิคตอรี่การ์ด จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกคำร้องขอเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมและขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 9,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิ์โจทก์ที่จะฟ้องใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์นิสสัน เซฟิโร่ หมายเลขทะเบียน กจ 3888 นครราชสีมา และเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2543 โจทก์ขับรถยนต์คันดังกล่าวเข้าไปจอดที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลยสาขานครราชสีมา เพื่อซื้อสินค้า โดยได้รับบัตรผ่านจากพนักงานรักษาความปลอดภัยโดยนำไปจอดที่ชั้นใต้ดิน และเมื่อโจทก์ซื้อสินค้าเสร็จกลับมาที่รถยนต์ไม่พบรถยนต์ของโจทก์จึงไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครราชสีมา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยและจำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายรถยนต์แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยในบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลยเป็นลูกจ้างของจำเลยซึ่งกระทำในทางการที่จ้าง และทำให้รถยนต์ของโจทก์ถูกคนร้ายโจรกรรมไป แม้โจทก์มิได้กล่าวว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วมและจำเลยได้ว่าจ้างจำเลยร่วมดูแลรักษาความปลอดภัยภายในห้างสรรพสินค้าและบริเวณที่จอดรถยนต์ของจำเลยซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานฟังได้ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นผู้ทำละเมิดเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม ซึ่งโจทก์และบุคคลภายนอกไม่อาจทราบได้ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยจะเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม และการที่จำเลยยินยอมให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยร่วมเชิดตัวเองออกแสดงตนเป็นพนักงานหรือตัวแทนเชิดของจำเลยดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้มาใช้บริการแทนจำเลยซึ่งเป็นตัวการ จำเลยจึงต้องร่วมรับผิดด้วย เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องให้จำเลยร่วมรับผิดในการที่พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นลูกจ้างกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อทางนำสืบฟังได้เป็นยุติว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ตรวจบัตรจอดรถยนต์เข้าออกภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยเป็นพนักงานลูกจ้างของจำเลยร่วมมิใช่ลูกจ้างของจำเลย และตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ก็มิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นตัวแทนหรือเป็นตัวแทนเชิดที่จำเลยซึ่งเป็นตัวการยินยอมให้พนักงานรักษาความปลอดภัยเชิดตัวเองในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลย จำเลยจึงหาต้องรับผิดในฐานะเป็นนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ไม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมซึ่งเป็นฝ่ายที่สามมีสิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม โดยจำเลยว่าจ้างจำเลยร่วมเข้ามารักษาความปลอดภัยและดูแลการจราจรและทรัพย์สินภายในห้างสรรพสินค้าของจำเลยและทรัพย์สินของลูกค้าของจำเลยภายในห้างดังกล่าว จำเลยและจำเลยร่วมจึงต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า การที่ศาลมีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยฝ่ายที่สาม เพราะเหตุจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามา เพราะเมื่อหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยมีสิทธิไล่เบี้ยต่อจำเลยร่วมได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ในคดีนี้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยร่วมได้ ดังนั้นจำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกันดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ก
ป.พ.พ. ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ โรจน์กนก
จำเลย — บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — บริษัทวิคตอรี่ การ์ด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายธนศร สังวรเวชชภัณฑ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายธัชพันธ์ ประพุทธนิติธาร
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
ศุภชัย สมเจริญ
กรองเกรียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13119/2553
#511624
เปิดฉบับเต็ม

ใบแต่งทนายความมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้นาย จ. เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ในคดีเรื่องนี้ และให้มีอำนาจคัดสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 นาย จ. จึงย่อมมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นซึ่งรวมถึงการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาฎีกาแทนจำเลยที่ 1 เพื่อรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ได้ การยื่นคำร้องดังกล่าวยังไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่เป็นการใช้สิทธิฎีกาซึ่งนาย จ. ไม่มีอำนาจ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 9,873,882.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 5,516,939.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 55,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,359,589.27 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยโจทก์ยื่นคำแก้ฎีกาคัดค้านฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 30 มกราคม 2550 ซึ่งจำเลยที่ 1 แต่งตั้งนายจงรักษ์ เป็นทนายความนั้น จำเลยที่ 1 ระบุเพียงแต่ให้มีอำนาจคัดสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้ระบุให้มีอำนาจฎีกา นายจงรักษ์จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาฎีกา เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ทนายความซึ่งคู่ความได้ตั้งแต่งนั้นมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนคู่ความได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคู่ความนั้น.....แต่ถ้า...ใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกา...ทนายความไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นว่านี้ได้ โดยมิได้รับอำนาจจากตัวความโดยชัดแจ้ง อำนาจโดยชัดแจ้งเช่นว่านี้ให้ระบุไว้ในใบแต่งทนายสำหรับคดีเรื่องนั้น...." เมื่อพิจารณาใบแต่งทนายความฉบับดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าใบแต่งทนายความมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้นายจงรักษ์เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ในคดีเรื่องนี้ และให้มีอำนาจคัดสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 นายจงรักษ์จึงย่อมมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นซึ่งรวมถึงการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาฎีกาแทนจำเลยที่ 1 เพื่อรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ได้ การยื่นคำร้องดังกล่าวยังไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่เป็นการใช้สิทธิฎีกาซึ่งนายจงรักษ์ไม่มีอำนาจเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้งดังที่บัญญัติไว้ในบทมาตราดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาตามคำร้องของนายจงรักษ์ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2550 จึงชอบแล้ว ซึ่งต่อมานายสวัสดิ์ ทนายความจำเลยที่ 1 คนใหม่ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาฎีกาอีกครั้งหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 9 เมษายน 2550 จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาโดยทนายความผู้มีอำนาจเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2550 เป็นการยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ฉะนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 5,190,939.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 10 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ยกคำร้องของโจทก์ ค่าคำร้องให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไบโอฟีด (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงงานอาหารสัตว์ตระกูลคำ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายอนุรัตน์ ฤกษ์วิชานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — สมชาย พันธุมะโอภาส
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา