คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12705/2553
#518387
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความเกี่ยวกับคำร้องของจำเลยทั้งหกที่ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ คู่ความแถลงรับว่าได้มีการทำสัญญาพิพาท และโจทก์รับด้วยว่าฝ่ายจำเลยได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการแล้ว ศาลชั้นต้นได้บันทึกข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา อันถือได้ว่าเป็นการไต่สวนตามพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 แล้ว ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีได้

ข้อตกลงระงับข้อพิพาทในสัญญาพิพาทระบุว่า ถ้ามีข้อพิพาทไม่ว่าชนิดใดก็ตามเกิดขึ้นระหว่างคู่กรณีที่เกี่ยวกับหรือสืบเนื่องจากสัญญาหรือทำงานตามสัญญา ไม่ว่าระหว่างการทำงานหรือภายหลังจากที่ทำงานแล้วเสร็จและไม่ว่าก่อนหรือหลังการบอกเลิกสัญญาหรือยุติสัญญาด้วยวิธีอื่นซึ่งรวมถึงข้อพกพาทอื่นๆ ข้อพิพาทนั้นจะต้องเสนอไปยังวิศวกรที่ปรึกษาโดยคำตัดสินดังกล่าวสามารถถูกทบทวนโดยการยุติปัญหาด้วยการประนีประนอมหรือโดยอนุญาโตตุลาการ เมื่อคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าสัญญาพิพาทเป็นโมฆะเนื่องจากโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในตัวคู่สัญญาซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมและต้องการให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยที่ได้ไปจากโจทก์คืน จึงเป็นกรณีที่มีข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีเกี่ยวข้องกับสัญญาพิพาทดังกล่าวซึ่งต้องมีการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 24 บัญญัติว่า คณะอนุญาโตตุลการมีอำนาจวินิจฉัยความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ และเพื่อวัตถุประสงค์นี้ให้ถือว่าข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลักเป็นข้อสัญญาแยกต่างหากจากสัญญาหลัก เมื่อโจทก์อ้างว่าสัญญาพิพาทตกเป็นโมฆะและส่งผลต่อความเป็นโมฆะถึงข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ใช้ในอนุญาโตตุลาการจึงอยู่ในอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการที่จะทำการวินิจฉัย คู่สัญญาจึงต้องไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 โจทก์ทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยทั้งหก และบริษัทนอร์ธเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ออกแบบรวมก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียโครงการบำบัดน้ำเสีย จังหวัดสมุทรปราการ ในการเข้าทำสัญญาดังกล่าวโจทก์พิจารณาถึงความสำคัญของบริษัทนอร์ธเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่จะเป็นผู้ปฏิบัติการและบำรุงรักษาระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าว โจทก์เข้าใจว่าบริษัทนอร์ธเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ร่วมเป็นกิจการร่วมค้ากับจำเลยทั้งหกและร่วมทำสัญญาดังกล่าวกับโจทก์ด้วย ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบและเสนอแนะการบริหารสัญญาโครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าบริษัทนอร์ธเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ไม่ได้รู้เห็นหรือเห็นชอบในการที่เข้าทำสัญญากับโจทก์ จำเลยทั้งหกรู้อยู่แล้ว แต่กลับไม่ได้แจ้งถึงเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ซึ่งสาระสำคัญในตัวบุคคลและเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทน จำเลยทั้งหกขอกล่าวอ้างว่า สัญญาเลขที่ 75/2540 ระหว่างโจทก์กับกิจการร่วมค้าระหว่างจำเลยทั้งหก และบริษัทนอร์ธเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นโมฆะแล้ว เมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินให้แก่จำเลยทั้งหกและค่าควบคุมงานช่วงการขยายเวลาก่อสร้างให้แก่ที่ปรึกษาไปเป็นเงิน 17,045,889,431.40 บาท และ 121,343,887.19 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยทั้งหกต้องร่วมกันและแทนกันคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์มิได้สำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมอันเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญา แต่สำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลนั้นซึ่งมิใช่สาระสำคัญที่โจทก์จะอ้างว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ และความสำคัญผิดดังกล่าวเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ ประกอบกับเมื่อโจทก์ทราบว่าบริษัทนอร์ธเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถอนตัวจากกิจการร่วมค้าไปแล้ว โจทก์ยังให้จำเลยทั้งหกดำเนินงานตามโครงการต่อไป และอนุมัติให้บริษัทสมุทรปราการ โอเปอเรทติ้ง จำกัด เข้าเป็นคู่สัญญาแทน ถือว่าโจทก์และจำเลยทั้งหกตกลงกันใหม่ให้จำเลยทั้งหกและบริษัทสมุทรปราการ โอเปอเรทติ้ง จำกัด ดำเนินงานตามโครงการต่อไป ซึ่งโจทก์ตรวจรับงานและชำระเงินค่าจ้างตลอดมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิกล่าวอ้างความเป็นโมฆะในข้อตกลงใหม่นี้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งหกยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ เพื่อให้โจทก์และจำเลยทั้งหกไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำสั่งงดการไต่สวนและจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งหกขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้น ศาลต้องไต่สวนก่อนมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ซึ่งในวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความเกี่ยวกับคำร้องของจำเลยทั้งหกที่ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ คู่ความแถลงรับว่าได้มีการทำสัญญาพิพาท และโจทก์รับด้วยว่าฝ่ายจำเลยได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการแล้ว และศาลชั้นต้นบันทึกข้อเท็จจริงดังกล่าวในรายงานกระบวนพิจารณา อันถือได้ว่าเป็นการไต่สวนแล้ว ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานและมีคำสั่งจำหน่ายคดีจึงชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรมหรือต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ โจทก์ฎีกาว่า สัญญาพิพาทตกเป็นโมฆะและเสียเปล่ามาแต่ต้น และย่อมส่งผลต่อความเป็นโมฆะเสียเปล่าไปยังข้อสัญญาอื่นรวมทั้งข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ใช้ในการระงับข้อพิพาททางแพ่งด้วย คดีจึงไม่ต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ เห็นว่า สำหรับการระงับข้อพิพาท ในสัญญาพิพาทข้อ 67.1 ถึง 67.3 ระบุว่า ถ้ามีข้อพิพาทไม่ว่าชนิดใดก็ตามเกิดขึ้นระหว่างคู่กรณีที่เกี่ยวข้องกับหรือสืบเนื่องจากสัญญา หรือทำงานตามสัญญา ไม่ว่าระหว่างการทำงานหรือภายหลังจากที่ทำงานแล้วเสร็จ และไม่ว่าก่อนหรือหลังการบอกเลิกสัญญาหรือยุติสัญญาด้วยวิธีอื่น ซึ่งรวมถึงข้อพิพาทอื่นๆ ข้อพิพาทนั้นจะต้องเสนอไปยังวิศวกรที่ปรึกษา โดยคำตัดสินดังกล่าวสามารถถูกทบทวน โดยการยุติปัญหาด้วยการประนีประนอมหรือโดยอนุญาโตตุลาการ เมื่อโจทก์อ้างมาในคำฟ้องว่าสัญญาพิพาทเป็นโมฆะเนื่องจากโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในตัวคู่สัญญาซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม และต้องการให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยที่ได้ไปจากโจทก์คืน จึงเป็นกรณีที่มีข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีเกี่ยวข้องกับสัญญาพิพาทดังกล่าว ซึ่งต้องมีการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการตามที่ระบุไว้ในสัญญาพิพาท ส่วนที่โจทก์อ้างว่าสัญญาพิพาทตกเป็นโมฆะ และย่อมส่งผลต่อความเป็นโมฆะถึงข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ใช้ในการระงับข้อพิพาททางแพ่งด้วยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 24 บัญญัติว่า คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจวินิจฉัยความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการ และเพื่อวัตถุประสงค์นี้ให้ถือว่าข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลักเป็นข้อสัญญาแยกต่างหากจากสัญญาหลัก ดังนั้น เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าสัญญาพิพาทตกเป็นโมฆะ และส่งผลต่อความเป็นโมฆะถึงข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ใช้ในการระงับข้อพิพาทซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาอนุญาโตตุลาการจึงอยู่ในอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการที่จะทำการวินิจฉัย การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้จำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมควบคุมมลพิษ
จำเลย — บริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นวลน้อย ผลทวี
พันวะสา บัวทอง
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12696/2553
#508374
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัตว่า "เมื่อความปรากฏแก่ศาลเองหรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลัง ... บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง ..." จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติมาตราดังกล่าวมิได้มีข้อบังคับว่าโทษในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้กับโทษในคดีหลังจะต้องเป็นโทษจากคำพิพากษาของศาลเดียวกัน แม้โทษในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้จะเป็นโทษตามคำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง บทบัญญัติมาตราดังกล่าวก็มิได้มีข้อห้ามมิให้นำโทษที่ศาลรอการลงโทษไว้มาบวกกับโทษในคดีหลัง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้มาบวกกับโทษจำคุกในคดีหลังนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 และให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 5072/2545 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 91 ด้วย) ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 12 เดือน รวมสองกระทงจำคุก 1 ปี 16 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นจำคุก 1 ปี 19 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นนำโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษมาบวกกับโทษจำคุกในคดีนี้ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การนำโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษมาบวกกับโทษจำคุกในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะศาลที่พิพากษาเป็นคนละศาลกัน ทั้งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางกับศาลอาญามีจุดมุ่งหมายในการลงโทษแตกต่างกัน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติว่า "เมื่อความปรากฏแก่ศาลเองหรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลัง...บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง..." จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติมาตราดังกล่าวมิได้มีข้อบังคับว่าโทษในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้กับโทษในคดีหลังจะต้องเป็นโทษจากคำพิพากษาของศาลเดียวกัน แม้โทษในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้จะเป็นโทษตามคำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง บทบัญญัติมาตราดังกล่าวก็มิได้มีข้อห้ามมิให้นำโทษที่ศาลรอการลงโทษไว้มาบวกกับโทษในคดีหลัง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นนำโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้มาบวกกับโทษจำคุกในคดีหลังนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 14 เดือน 20 วัน และเมื่อบวกโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 5072/2545 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 17 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 57 ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายนฤปเวศน์หรือเวศ หาญสุนทร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายณัฐวัฒน์ ใบบัว
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12685/2553
#555002
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์นายจ้างฟ้องขอให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งของจำเลยพนักงานตรวจแรงงาน ที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ จ. ลูกจ้างโดยศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เลิกจ้าง จ. มีผลสมบูรณ์แล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับ จ. จึงสิ้นสุดลงและมีผลตามกฎหมายนับตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิกจ้างนั้นได้อีก แม้ว่าในภายหลังโจทก์จะพบเรื่องที่อ้างว่า จ. กระทำผิดระเบียบวินัยร้ายแรงกรณีละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงาน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร การทะเลาะวิวาท และการรับสินบน โจทก์จะยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกครั้งหาได้ไม่ เพราะความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างระหว่างโจทก์กับ จ. ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว

แม้ จ. ยื่นคำร้องต่อจำเลยเรียกร้องเฉพาะค่าชดเชย และให้การว่าไม่ติดใจเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีกก็ตาม แต่สิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของลูกจ้างเป็นสิทธิที่มีกฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นการสละสิทธิ และสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหาได้ระงับสิ้นไปไม่ เพราะมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งคู่สัญญาตกลงระงับข้อพิพาทให้แก่กันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เมื่อสิทธิดังกล่าวคงมีอยู่ตามกฎหมาย ลูกจ้างจะใช้สิทธิเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิดังกล่าวของลูกจ้างในการยื่นคำร้องเพื่อให้ดำเนินการได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยสอบสวนตามคำร้องของลูกจ้างแล้วปรากฏว่า ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง จึงเป็นคำสั่งตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม คำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 37/2549 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2549 ของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกว่า การที่โจทก์นายจ้างเลิกจ้างนายจำลอง ลูกจ้าง มีผลสมบูรณ์ตั้งแต่เมื่อใด ในปัญหานี้ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 นายสกล ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของโจทก์กล่าวหาว่านายจำลองเล่นการพนัน เมื่อนายจำลองปฏิเสธนายสกลก็อ้างเหตุว่านายจำลองขับรถโฟล์คลิฟต์เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งให้ไปเขียนใบลาออกนายจำลองออกจากที่ทำงานไปหาพนักงานตรวจแรงงาน ต่อมาโจทก์ไม่ยอมให้นายจำลองเข้าไปทำงานในสถานประกอบกิจการโดยสั่งพนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าประตูไว้และจ่ายค่าจ้างให้แก่นายจำลองถึงวันที่ 31 มกราคม 2549 แสดงว่าโจทก์มีเจตนาจะไม่ให้นายจำลองทำงานต่อไป พฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า นายสกลมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่กำกับดูแลในการบริหารงานภายในฝ่ายและปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อให้ทำงานตามนโยบายเท่านั้นไม่ใช่นายจ้างที่จะมีอำนาจเลิกจ้างลูกจ้างของโจทก์ได้ การที่นายสกลได้เรียกนายจำลองมาพบในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 และแจ้งด้วยวาจาว่ามีความผิดเล่นการพนันในเวลาและสถานที่ทำงาน กับขับรถโฟล์คลิฟต์เกิดอุบัติเหตุ หรือว่ากล่าวตักเตือนตามอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา และแจ้งให้นายจำลองเขียนใบลาออก ไม่ใช่การกระทำของนายจ้างหรือตัวแทนนายจ้าง ดังนั้น โจทก์จึงยังไม่ได้เลิกจ้างนายจำลองในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 แต่การเลิกจ้างสมบูรณ์เมื่อได้สอบสวนความผิดโดยมีผลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 ตามหนังสือเลิกจ้าง เห็นว่า ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 2 อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อต่อไปมีว่า คดีนี้โจทก์นายจ้างเลิกจ้างนายจำลอง ลูกจ้าง ด้วยวาจามิได้ทำเป็นหนังสือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม (เดิม) โจทก์จึงไม่ต้องห้ามที่จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลัง เพื่อต่อสู้เป็นข้อยกเว้นเกี่ยวกับเรื่องการจ่ายค่าชดเชย เห็นว่า คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยแล้วว่า โจทก์นายจ้างเลิกจ้างนายจำลองลูกจ้างมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับนายจำลองจึงสิ้นสุดและมีผลตามกฎหมายนั้นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไปแล้ว โดยโจทก์นายจ้างไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิกจ้างนั้นได้อีกแม้ว่าในภายหลังโจทก์นายจ้างจะพบเรื่องที่อ้างว่านายจำลองลูกจ้างกระทำผิดระเบียบวินัยร้ายแรง กรณีเรื่องขาดงานเกิน 3 วัน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร การทะเลาะวิวาทกันและการรับสินบน โจทก์นายจ้างจะยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกครั้งหาได้ไม่เพราะความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างระหว่างโจทก์กับนายจำลองได้สิ้นสุดลงไปแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อสุดท้ายมีว่า คำสั่งที่ 37/2549 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2549 ของจำเลย ที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้าแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า สิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของลูกจ้างเป็นสิทธิที่มีกฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง แม้นายจำลองลูกจ้างจะไม่ได้ระบุเรียกร้องในคำร้อง และให้การว่าไม่ติดใจเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำให้การก็ตาม กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นการสละสิทธิ และสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นหาได้ระงับสิ้นไปไม่ เพราะมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งคู่สัญญาตกลงระงับข้อพิพาทให้แก่กันระหว่างโจทก์นายจ้างกับนายจำลองลูกจ้าง เมื่อสิทธิดังกล่าวคงมีอยู่ตามกฎหมายนายจำลองลูกจ้างจะใช้สิทธิเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความตามที่กฎหมายกำหนดนอกจากนี้ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิดังกล่าวของลูกจ้างในการยื่นคำร้องเพื่อให้ดำเนินการได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนตามคำร้องของนายจำลองลูกจ้างแล้วปรากฏว่ามีสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมายการที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์นายจ้างจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นายจำลองลูกจ้าง จึงเป็นคำสั่งตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม คำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม (เดิม) ม. 124 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยแหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด
จำเลย — นายไพรวัลย์ เลิศศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางเศรณี ศิริมังคละ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ดิเรก อิงคนินันท์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12662/2553
#513964
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่างพิพากษายกฟ้องโจทก์ แม้เหตุที่ยกฟ้องจะต่างกันโดยศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์อาศัยข้อเท็จจริง ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกฟ้องโดยข้อกฎหมายก็ตาม ก็ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 โจทก์ฎีกาโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้อนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้ามตามกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของโจทก์มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ไทยรัฐ และมติชน ติดต่อกัน 3 วัน โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต่างพิพากษายกฟ้องโจทก์ แม้เหตุที่ยกฟ้องจะต่างกันโดยศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์อาศัยข้อเท็จจริง ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกฟ้องโดยข้อกฎหมายก็ตาม ก็ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 โจทก์ฎีกาโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้อนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ฎีกาของโจทก์จึงต้องห้ามตามกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของโจทก์มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพนิดา ปัญญวัฒนกิจ
จำเลย — นายเสรี จุลศักดิ์ศรีสกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12659/2553
#513963
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์หลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสองจึงมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยทั้งสองไปปล่อยกู้ให้ด้วยการเรียกดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปีอันเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์รับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนาร้ายมุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมายแม้การกระทำที่ผิดกฎหมายนั้นไม่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นเพียงการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองเพื่อฉ้อโกงโจทก์หรือไม่ก็ตาม ถือว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และ 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองไปก็เพื่อประสงค์ให้จำเลยทั้งสองนำไปปล่อยกู้ผ่านจำเลยทั้งสองโดยเรียกดอกเบี้ยจากผู้ที่กู้เงินผ่านจำเลยทั้งสองในอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่าอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ตามที่กฎหมายกำหนดก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่าจะนำเงินของโจทก์ไปปล่อยกู้ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดทั้งที่ความจริงจำเลยทั้งสองประสงค์จะนำเงินดังกล่าวของโจทก์ไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสองโดยไม่มีเจตนานำไปปล่อยกู้ให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาด เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องสูญเสียเงินดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่ได้มีเจตนาจะนำเงินของโจทก์ไปปล่อยกู้จริง การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจากผู้กู้จึงไม่ได้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจึงไม่เกิดขึ้น จึงไม่อาจนำเหตุดังกล่าวมารับฟังเป็นโทษแก่โจทก์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีในความผิดฐานฉ้อโกงเพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มาเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ข้อที่โจทก์อ้างว่าโจทก์หลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสองจึงมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยทั้งสองไปปล่อยกู้ให้ด้วยการเรียกดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปีอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพุทธศักราช 2475 แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์รับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนาร้ายมุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ผิดกฎหมาย แม้การกระทำที่ผิดกฎหมายนั้นไม่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นเพียงการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองเพื่อฉ้อโกงโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาหรือไม่ก็ตาม ถือว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำรวม ปาลวัฒน์วิไชย
จำเลย — นางวัชรินภรณ์ เสาวลักษณ์จินดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12639/2553
#513962
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่าโจทก์รับโอนที่ดินมาจาก ห. โดยไม่สุจริต โดยไม่ปรากฏว่าไม่สุจริตอย่างไร และทางนำสืบของจำเลยก็ไม่ปรากฏเรื่องนี้ ถือว่าคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทนี้

จำเลยให้การว่าจำเลยคัดค้านการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ เนื่องจากเป็นที่ดินของจำเลย เป็นคำให้การที่ยืนยันว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตาม น.ส.3 ของจำเลย จึงไม่มีประเด็นเรื่องจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทหรือไม่ แม้จำเลยจะให้การด้วยว่า จำเลยกับมารดาร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นระยะเวลากว่า 40 ปีแล้วก็ตาม เพราะจะขัดกับคำให้การที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมาตั้งแต่แรกแล้ว เพราะการครอบครองปรปักษ์จะต้องกระทำต่ออสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น

โจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาท จำเลยยื่นคำคัดค้านว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของจำเลย โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินพิพาทของโจทก์ เท่ากับขอให้จำเลยรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์นั่นเอง ซึ่งจำเลยก็ให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย เมื่อคดีฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 3015 ตำบลบางไทรป่า อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3015 ตำบลบางไทรป่า อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม ภายในกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 เฉพาะเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา เป็นของโจทก์ ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินที่พิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า ที่ดินพิพาทคือที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3015 ตำบลบางไทรป่า อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยโจทก์ซื้อมาจากนางแหยม ป้าของโจทก์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2543 ซึ่งเป็นใบแทนของสำเนาโฉนดที่ดิน จำเลยมีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 23 ตำบลบางไทรป่า อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 70 ตารางวา โดยได้รับการยกให้มาจากนางอำไพ มารดาของจำเลย เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2541 ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.3 นางอำไพได้ที่ดินแปลงนี้มาจากการที่นางเล็ก มารดาของโจทก์ขายฝากแก่นางอำไพเมื่อปี 2507 แล้วไม่ได้ไถ่ถอนคืนภายในกำหนด นางเล็กเป็นน้องสาวของนางแหยม วันที่ 25 มิถุนายน 2541 จำเลยยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินตาม น.ส.3 เอกสารหมาย จ.3 เพื่อขอออกโฉนดที่ดิน นางแหยมยื่นคำคัดค้านว่า น.ส.3 ดังกล่าว จำเลยขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาทของตน เจ้าพนักงานที่ดินไกล่เกลี่ยแล้วไม่อาจตกลงกันได้ ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ล.4 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทจำเลยยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดิน น.ส.3 เอกสารหมาย จ.3 ของจำเลย โจทก์จำเลยตกลงกันไม่ได้ โจทก์ขอยกเลิกการรังวัดสอบเขตที่ดินแล้วฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยต่างนำชี้แนวเขตที่ดินต่อเจ้าพนักงานตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 โดยที่ดินพิพาทอยู่ในกรอบเส้นสีแดง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลย โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 โจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาท จำเลยยื่นคำคัดค้าน ทำให้โจทก์ดำเนินการไม่ได้ ขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้าน จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทจริงแต่โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว เพราะโจทก์รับโอนที่ดินมาจากนางแหยมโดยไม่สุจริต โดยไม่ปรากฏว่าไม่สุจริตอย่างไร ตามทางนำสืบของจำเลยก็ไม่ปรากฏเรื่องนี้ จึงต้องถือว่าไม่มีประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ จำเลยให้การต่อมาว่า จำเลยคัดค้านการขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์เนื่องจากเป็นที่ดินของจำเลย ถือได้ว่าเป็นคำให้การที่ยืนยันว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินตาม น.ส.3 ของจำเลย ตามเอกสารหมาย จ.3 กรณีจึงไม่มีประเด็นเรื่องจำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทหรือไม่ แม้ในคำให้การจำเลยจะบรรยายไว้ด้วยว่า จำเลยและมารดาร่วมกันครอบครองที่ดินตาม น.ส.3 เอกสารหมาย จ.3 ซึ่งรวมที่ดินพิพาทด้วย ต่อเนื่องกันมาโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นระยะเวลากว่า 40 ปีแล้ว เพราะจะขัดกับคำให้การที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยมาตั้งแต่แรกแล้ว เพราะการครอบครองปรปักษ์จะต้องกระทำต่ออสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทแต่เพียงว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรืออยู่ในเขตที่ดินของจำเลยตาม น.ส.3 เอกสารหมาย จ.3 ประเด็นนี้โจทก์นำสืบโดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า ที่ดินของจำเลยตาม น.ส.3 เอกสารหมาย จ.3 มีที่มาจากที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) ตามเอกสารหมาย จ.16 ซึ่งระบุว่าเนื้อที่ดินขณะนั้นมี 8 ไร่ 1 งาน 70 ตารางวา และทิศตะวันออกของที่ดินจดที่ดินของนางแหยม ทางนำสืบของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่านางแหยมมีที่ดินแปลงอื่น ส.ค.1 ตามเอกสารหมาย จ.16 นี้สำรวจไว้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2498 ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนเป็น น.ส.3 ตามเอกสารหมาย จ.3 ในวันที่ 23 มิถุนายน 2507 เนื้อที่ดินจึงเปลี่ยนเป็น 10 ไร่ 1 งาน 70 ตารางวา ต่างกับที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งออกไว้ตั้งแต่รัตนโกสินทร์ศก 128 หรือ พ.ศ. 2452 คงมีเนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อจำเลยยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อออกโฉนดตามเนื้อที่ใน น.ส.3 เอกสารหมาย จ.3 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2541 นางแหยมซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินพิพาทในขณะนั้นไปยื่นคำคัดค้านโต้แย้งว่า การขอออกโฉนดที่ดินของจำเลยทับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของนางแหยม จำเลยก็มิได้ฟ้องร้องหรือดำเนินการอย่างไรกับนางแหยม จนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 ที่โจทก์ขอรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทจำเลยจึงค่อยโต้แย้ง กรณีจึงเชื่อได้ว่าที่ดินส่วนที่เกินมาจากที่ดิน ส.ค.1 ตามเอกสารหมาย จ.16 ในที่ดิน น.ส.3 ตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นส่วนที่นางเล็กได้แจ้งการครอบครองทับที่ดินพิพาทของนางแหยมในขณะนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยรายละเอียดส่วนนี้ไว้ชัดเจนและชอบด้วยเหตุผลแล้ว และที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดินพิพาทของโจทก์ ก็เพราะจำเลยไปยื่นคำคัดค้านโดยอ้างว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงอยู่ในเขตที่ดิน น.ส.3 ของจำเลย ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.10 จนทำให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดให้ตามที่โจทก์ต้องการไม่ได้ คำขอของโจทก์จึงเท่ากับขอให้จำเลยรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์นั่นเอง ซึ่งจำเลยก็ให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า เป็นคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ และเมื่อฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (1) จึงเป็นคำพิพากษาที่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขี้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 142 (1) ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมคิด ชัยรัตน์
จำเลย — นายพรชัย ดาวเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12603/2553
#510475
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 343 โดยไม่ได้อ้าง ป.อ. มาตรา 341 แต่ความผิดฐานดังกล่าวก็เป็นการกระทำที่มีองค์ประกอบมาจากความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรกได้ ไม่เป็นการเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, 91, 83 และให้จำเลยคืนเงิน 141,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง กับการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน ฯ มาตรา 91 ตรี อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ความผิดฐานร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี คำรับของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสามนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยกับพวกชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายทั้งสามจนเป็นที่พอใจและได้ทำบันทึก มีใจความว่าผู้เสียหายทั้งสามไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งหรืออาญาแก่จำเลยกับพวกอีกต่อไป ต้องถือว่าสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายของผู้เสียหายทั้งสามย่อมระงับไปตามบันทึกดังกล่าว ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง และฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และยังคงลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานหรือส่งคนหางานไปต่างประเทศและไม่ได้หลอกลวงโดยประกาศหรือโฆษณาหรือบรรยายแก่ประชาชนทั่วไปนั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นคนหางานให้ไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียหรือไม่ จึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยกล่าวอ้าง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 เพียงมาตราเดียวโดยไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ก็ตาม แต่ความผิดฐานดังกล่าวก็เป็นการกระทำที่มีองค์ประกอบมาจากความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสามและประชาชนทั่วไป จึงเท่ากับเป็นการอ้างถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 โดยปริยายแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343วรรคแรกได้ ไม่เป็นการเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ป.อ. ม. 343 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นายวสันต์ บริบูรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นางมาณพิกา มุลพรม อาภาศิริผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางศรีวิไล ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12600/2553
#513960
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาเพื่อจะส่งมอบให้แก่สายลับ แต่ยังไม่ทันได้ส่งมอบก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ถือได้ว่าจำเลยลงมือกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากถูกจับกุมเสียก่อน การกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ยังเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วย ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่ให้การปฏิเสธข้อหาพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 102 จำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 ปี และปรับ 300,000 บาท คำรับของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจโทอภิชัย และดาบตำรวจกฤชวัฏ เบิกความในทำนองเดียวกันได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุพันตำรวจโทอภิชัยให้สายลับโทรศัพท์สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย ต่อมาถึงเวลานัดหมายพยานทั้งสองกับพวกเดินทางไปยังจุดนัดหมาย สายลับชี้ให้ทราบว่ารถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำเงินซึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นรถของจำเลยเมื่อพยานทั้งสองเข้าไปจับกุมและขอตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และยังพบหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของสายลับที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามจริง การที่จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาเพื่อจะส่งมอบให้แก่สายลับแต่ยังไม่ทันได้ส่งมอบก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ถือได้ว่าจำเลยลงมือกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากถูกจับกุมเสียก่อน แม้คดีนี้จะไม่มีการใช้ธนบัตรล่อซื้อและมิได้นำสายลับมาเบิกความยืนยัน แต่พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาก็รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า การกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้วยังเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วย แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงจำนวนเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ค้นพบที่ตัวจำเลยมีจำนวน 201 เม็ด ซึ่งแตกต่างจากจำนวนที่พันตำรวจโทอภิชัยให้สายลับโทรศัพท์สั่งซื้อจากจำเลยจำนวน 200 เม็ดเพียง 1 เม็ด ถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก ประกอบกับลักษณะการบรรจุในขณะที่ค้นพบนั้นเมทแอมเฟตามีนทั้ง 201 เม็ด ถูกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใบเดียวกัน และถูกพันด้วยเทปกาวสีดำใส่ไว้ในซองบุหรี่ นอกจากนี้ยังได้ความจากพันตำรวจโทอภิชัยและดาบตำรวจกฤชวัฏ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตามประสบการณ์การส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจะซื้อขายกันเป็นถุง ส่วนใหญ่เป็นถุงสีฟ้าและถุงละประมาณ 200 เม็ดอาจจะมีขาดบ้างเกินบ้างบางถุง ทั้งเมทแอมเฟตามีนเป็นของผิดกฎหมาย จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาแกะบรรจุภัณฑ์ที่มีลักษณะแน่นหนาเพื่อนับและแยกเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200 เม็ด ส่งมอบให้แก่สายลับที่บริเวณข้างถนนราชพฤกษ์ที่เกิดเหตุ แต่มีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยมีเจตนาจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวมาส่งมอบให้แก่สายลับ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายให้แก่สายลับนั้นเป็นจำนวนเดียวกันซึ่งไม่ตรงกับคำฟ้องของโจทก์ ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะฟ้องว่าจำเลยพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200 เม็ด ก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดคนละกรรมกัน จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 และ 225 และสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้มิได้มีการสอบสวนในความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่ชอบ เห็นว่า คดีนี้แม้ในชั้นจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจะแจ้งข้อหาจำเลยเพียงว่า มียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ในชั้นสอบสวนร้อยตำรวจตรีณฐกร พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำเลยเพิ่มเติมว่า พยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ดังปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาแล้ว แสดงว่า มีการสอบสวนในความผิดฐานดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาอื่นของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระและไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสะอาดหรือจ้อนหรือสอาด คงเนียม
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12543/2553
#509408
เปิดฉบับเต็ม

ฝ่ายผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์พานาย ฉ. ไปยิงผู้เสียหาย หากไม่มีรถจักรยานยนต์ของกลาง การกระทำความผิดในคดีนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น การที่จำเลยกับพวกกระทำความผิดในคดีนี้สำเร็จหรือไม่ จึงอาศัยการใช้รถจักรยานยนต์เป็นสำคัญ รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิด จึงต้องริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 295, 371 ริบอาวุธปืนและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 จำคุก 2 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบอาวุธปืนของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางคืนให้แก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ปัญหาที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของโจทก์มีว่ารถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กมข สระบุรี 264 ที่จำเลยใช้ขับในขณะเกิดเหตุ เป็นทรัพย์ที่ต้องริบหรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เนื่องมาจากฝ่ายผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์พานายเฉลิมชัยไปยิงผู้เสียหาย หากไม่มีรถจักรยานยนต์ของกลาง การกระทำความผิดในคดีนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น การที่จำเลยกับพวกกระทำความผิดในคดีนี้สำเร็จหรือไม่ จึงอาศัยการใช้รถจักรยานยนต์เป็นสำคัญ รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิด จึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายวัชราหรือออด จิ๋วศรีสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสุรางค์ เจียรณ์มงคล ชนินทรลีลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางพนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12534/2553
#514303
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับ พ. มีเจตนาที่จะกระทำความผิดทางอาญาโดยร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงสั่งซื้อและชำระเงินจำนวน 7,000 บาท ให้แก่ จ. ผู้ขาย แต่ จ. ยังไม่สามารถส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้เพราะยังไม่มี จึงผัดว่าจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้ในภายหลัง โดย จ. จะนำแมทแอมเฟตมีนตามีนไปซุกซ่อนไว้ที่มาตรวัดน้ำประปาหน้าบ้านเช่าที่จำเลยกับ พ. เคยไปรับแมทแอมเฟตามีนกันมาก่อน จำเลยจึงลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว และการที่ จ. ได้นำเมทแอมเฟตามีนที่สั่งซื้อไว้ไปซุกซ่อนที่มาตรวัดน้ำประปาหน้าบ้านเช่าและโทรศัพท์มาแจ้งแก่จำเลยกับ พ. ให้จำเลยกับ พ. ไปเอาได้ เจ้าพนักงานตำรวจจึงนำจำเลยกับ พ. ไปยังสถานที่ดังกล่าวและยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 60 เม็ด ที่ซุกซ่อนไว้เป็นของกลาง ถือว่าการส่งมอบแมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยกับ พ. มีผลสมบูรณ์เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่ จ. แจ้งให้จำเลยกับ พ. ทราบว่าได้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปซุกซ่อนที่มาตรวัดน้ำประปานั้นแล้ว แม้ขณะที่ จ. แจ้งให้ทราบนั้น จำเลยกับ พ. ถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวอยู่ ก็ไม่มีผลทำให้จำเลยกับ พ. ไม่สามารถครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางได้แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 บวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 265/2546 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ รวมจำคุก 4 ปี 30 เดือน และปรับ 266,666 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2546 ร้อยตำรวจเอกจิตติพงษ์ กับจ่าสิบตำรวจอำนาจ และพวกร่วมกันวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายเจตนพันธ์ และสามารถจับกุมนายเจตนพันธ์ได้ นายเจตนพันธ์พาไปจับกุมจำเลยซึ่งอยู่ที่ห้องพักในเสริมพรอพาร์ตเมนต์ พบจำเลยกับนางสาวขวัญหทัย อยู่ในห้อง ตรวจค้นพบอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีน จึงควบคุมตัวไปสอบสวน จำเลยและนายเจตนพันธ์ให้การทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2546 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา จำเลยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายโจ จำนวน 16 เม็ด แต่ยังไม่ได้ชำระเงิน จำเลยจำหน่ายให้นางสาวจิติมา 13 เม็ด ในราคา 1,850 บาท เวลา 11 นาฬิกา จำเลยรวบรวมเงินได้ 7,000 บาท แล้วมอบให้นายเจตนพันธ์ติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายโจ นายเจตนพันธ์มอบเงิน 7,000 บาท ให้นายโจแล้ว แต่นายโจยังไม่มีเมทแอมเฟตามีนจึงบอกว่าจะนัดส่งเมทแอมเฟตามีนให้ในภายหลัง จนกระทั่งเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ของวันที่ 12 พฤษภาคม 2546 ขณะที่จำเลยและนายเจตนพันธ์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวอยู่ นายโจโทรศัพท์มาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยและบอกว่าได้นำเมทแอมเฟตามีนไปซ่อนไว้ที่มาตรวัดน้ำที่บริเวณบันไดหน้าบ้านเช่าในเขตตลาดบ้านคลองที่จำเลยกับนายเจตนพันธ์เคยไปรับเมทแอมเฟตามีนมาก่อน ร้อยตำรวจเอกจิตติพงษ์กับพวกจึงนำนายเจตนพันธ์กับจำเลยไปที่บ้านเช่าดังกล่าวและพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 60 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.938 กรัม ซ่อนอยู่ที่หลุมใกล้มาตรวัดน้ำ ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาจำเลยกับนายเจตนพันธ์ว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งสองให้การรับสารภาพ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยกับนายเจตนพันธ์ว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การปฏิเสธ นายเจตนพันธ์ให้การรับสารภาพ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยกับนายเจตนพันธ์มีเจตนาที่จะกระทำความผิดทางอาญาโดยร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงสั่งซื้อและชำระเงินจำนวน 7,000 บาท ให้แก่นายโจผู้ขาย แต่นายโจยังไม่สามารถส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้เพราะยังไม่มี จึงผัดว่าจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้ในภายหลัง ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่า นายโจจะนำเมทแอมเฟตามีนไปซุกซ่อนไว้ที่มาตรวัดน้ำประปาหน้าบ้านเช่าที่จำเลยกับนายเจตนพันธ์เคยไปรับเมทแอมเฟตามีนกันมาก่อน ดังนี้ เห็นได้ว่า จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว และการที่นายโจได้นำเมทแอมเฟตามีนที่สั่งซื้อไว้ไปซุกซ่อนที่มาตรวัดน้ำประปาหน้าบ้านเช่าและได้โทรศัพท์มาแจ้งแก่จำเลยกับนายเจตนพันธ์ให้จำเลยกับนายเจตนพันธ์ไปเอาได้ เจ้าพนักงานตำรวจจึงนำจำเลยกับนายเจตนพันธ์ไปยังสถานที่ดังกล่าวและยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 60 เม็ด ที่ซุกซ่อนไว้เป็นของกลาง ถือว่า การส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยกับนายเจตนพันธ์มีผลสมบูรณ์เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่นายโจแจ้งให้จำเลยกับนายเจตนพันธ์ทราบว่าได้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปซุกซ่อนไว้ที่มาตรวัดน้ำประปานั้นแล้ว แม้ขณะที่นายโจแจ้งให้ทราบนั้น จำเลยกับพวกถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวอยู่ ก็ไม่มีผลทำให้จำเลยกับพวกไม่สามารถครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางได้แต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจบังคับให้โทรศัพท์นัดหมายนายโจให้มาส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงข้อนี้จำเลยมิได้นำสืบต่อสู้คดีไว้ ทั้งมิได้ยกขึ้นถามค้านพยานโจทก์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 60 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.938 กรัม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 16 เดือน และปรับ 266,666 บาท บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 265/2546 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ รวมจำคุก 2 ปี 22 เดือน และปรับ 266,666 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินหนึ่งปี แต่ไม่เกินสองปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายอัครเดช แสงทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายเจริญชัย ตรีวัฒนาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอรพงษ์ ศิริการตันนท์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12525/2553
#503228
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์และได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 แต่จำเลยไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โดยจำเลยได้ขายสิทธิและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ บ. ทำให้จำเลยขาดจากการเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์และหมดสิทธิในที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อ บ. ขายสิทธิและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่บิดาโจทก์ บิดาโจทก์ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จนเมื่อบิดาโจทก์ถึงแก่กรรม โจทก์ซึ่งเป็นทายาทจึงเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การบรรยายฟ้องดังกล่าวเท่ากับเป็นการยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยไม่มีคุณสมบัติที่จะมีสิทธิไปออกโฉนดที่ดินพิพาทได้ แม้ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 และมาตรา 12 ได้กำหนดให้ทางราชการออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ให้แก่สมาชิกนิคมที่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งสมาชิกสามารถนำหนังสือดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดิน แต่ภายในห้าปีนับแต่วันได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากตกทอดทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณี แต่เมื่อที่ดินพิพาทยังไม่มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐซึ่งราษฎรสามารถมีสิทธิครอบครองได้ และไม่มีกฎหมายห้ามโอนสิทธิครอบครองระหว่างราษฎรด้วยกันเพียงแต่ราษฎรไม่สามารถยกการครอบครองขึ้นอ้างต่อรัฐได้เท่านั้น แต่สามารถใช้ยันกันระหว่างราษฎรด้วยกันได้ โจทก์จึงสามารถมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทได้ เมื่อจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาทจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ ให้จำเลยถอนคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาท หากจำเลยไม่ถอนคำขอออกโฉนดที่ดินให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยถึงแก่ความตาย นางสาวเฉลิมขวัญทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 สมาชิกนิคมที่ได้รับการคัดเลือกและอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมนั้นจะต้องเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแล้วและได้เป็นสมาชิกนิคมมาเป็นเวลาเกินกว่าห้าปี ทั้งได้ชำระเงินช่วยทุนที่รัฐบาลได้ลงไปและชำระหนี้เกี่ยวกับกิจการของนิคมให้แก่ทางราชการเรียบร้อยแล้ว จึงจะมีสิทธิได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ และสมาชิกนิคมที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ดังกล่าวสามารถนำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ไปขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ โดยสมาชิกนิคมสหกรณ์ต้องได้รับความเห็นชอบจากสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ด้วยตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น สมาชิกนิคมที่ได้รับคัดเลือกจะมีสิทธิได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์เพื่อนำไปขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต้องเป็นสมาชิกนิคมที่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินด้วย เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2530 จำเลยได้ขายสิทธิครอบครองและส่งมอบการครองครองที่ดินพิพาทให้แก่นายบัญชาแล้วจำเลยไปจากที่ดินของนิคม ทำให้จำเลยขาดจากการเป็นสมาชิกนิคมและหมดสิทธิในที่ดินพิพาท เท่ากับโจทก์ยืนยันว่าจำเลยไม่มีคุณสมบัติที่จะมีสิทธิไปขอออกโฉนดที่ดินพิพาทนั่นเอง เพราะจำเลยไม่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและยังขาดจากการเป็นสมาชิกนิคมอีกด้วย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยทำนองว่าแม้จำเลยไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยยังเป็นสมาชิกนิคมอยู่จำเลยมีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินพิพาทได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยซึ่งได้รับการจัดสรรที่ดินพิพาทให้ไม่ได้เข้าทำประโยชน์แต่จำเลยกลับนำสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทไปขายและส่งมอบการครอบครองให้แก่นายบัญชา และต่อมานายบัญชาได้ขายสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองให้แก่นายวิโรจน์บิดาของโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์ทองผาภูมิ บิดาของโจทก์และบริวารได้ครอบครองและเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นไม้และปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท เมื่อบิดาของโจทก์ถึงแก่กรรมโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมได้รับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านเท่ากับโจทก์ยืนยันว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทนั่นเอง แม้ว่าตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 จะมีบทบัญญัติว่า ภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้นอกจากตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณี แต่เมื่อที่ดินพิพาทยังไม่ได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินของรัฐซึ่งราษฎรสามารถมีสิทธิครอบครองได้และไม่มีกฎหมายห้ามโอนสิทธิครอบครองระหว่างราษฎรด้วยกัน เพียงแต่ราษฎรนั้นไม่สามารถยกการครอบครองขึ้นอ้างต่อรัฐได้เท่านั้น แต่สามารถใช้ยันกันระหว่างราษฎรด้วยกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า ที่ดินพิพาทจะต้องให้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์จนพ้นห้าปีแล้วจึงจะสามารถโอนกันได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย โจทก์สามารถมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทได้ เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและจำเลยซึ่งไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทไปขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทจนกระทั่งเจ้าพนักงานที่ดินต้องทำการไกล่เกลี่ยและไม่สามารถตกลงกันได้จึงแจ้งให้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 60 ก็เพื่อให้ศาลพิจารณาพิพากษาว่าผู้ใดมีสิทธิดีกว่ากัน การที่จำเลยไปขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ส่งสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 11 ม. 12 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวยอดธิดา ประชากิจ
จ่าสิบตรีอภิชาตหรือนายอภิชาต ถาวรพยัคฆ์ โดย
จำเลย — นางสาวเฉลิมขวัญ ถาวรพยัคฆ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทองผาภูมิ — นายไพศาล ไพบูลย์วัฒนกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
วรพจน์ วิไลชนม์
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12518/2553
#509366
เปิดฉบับเต็ม

แม้ชื่อสัญญาระบุว่าเป็นสัญญาร่วมหุ้นซื้อที่ดิน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนเสมอไป เพราะการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนนั้นจะต้องมีการกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการนั้น แต่ตามสัญญาพิพาทมีเนื้อหาสาระเพียงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมลงทุนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 637 ในราคา 2,656,000 บาท วางมัดจำไว้ 1,000,000 บาท เป็นเงินของจำเลย 500,000 บาท และเงินของโจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท โดยตกลงกันให้ผู้ถือหุ้นแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามอัตราส่วนของจำนวนเงินที่ลงหุ้นวางมัดจำไว้เท่านั้น อันเป็นสัญญารูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่เป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนแต่อย่างใด

สัญญาร่วมหุ้นซื้อที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง ไม่ใช่สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนแต่เป็นสัญญารูปแบบหนึ่งซึ่ง ป.พ.พ. หรือกฎหมายอื่นไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินลงหุ้นคืนโจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 908,562 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 660,772.50 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,183,562 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 860,772.50 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 592, 593 และ 9736 ตำบลปลายบาง (ศีศะคู) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ให้แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมทั้งไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสามแปลง โดยบรรยายส่วนให้โจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์รวมคนละหนึ่งในสี่ส่วนของที่ดิน หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากพ้นวิสัยจะดำเนินการได้ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 10,299,375 บาท โดยคิดจากราคาที่ดินไร่ละ 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางบังอร ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 660,772.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2535 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 247,789.68 บาท ตามที่ขอ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 860,772.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2535 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 322,789.68 บาท ตามที่ขอ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 592, 593 และ 9736 ตำบลปลายบาง (ศีศะคู) อำเภอบางกรวย (บางใหญ่) จังหวัดนนทบุรี ให้แก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินดังกล่าวคนละหนึ่งในสี่ส่วน หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่บังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า แม้ชื่อสัญญาระบุว่าเป็นสัญญาร่วมหุ้นซื้อที่ดิน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนเสมอไป เพราะการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนนั้นจะต้องมีการกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการนั้น มีเนื้อหาสาระเพียงว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยร่วมลงทุนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 637 ในราคา 2,656,000 บาท วางมัดจำไว้ 1,000,000 บาท เป็นเงินของจำเลย 500,000 บาท และเงินโจทก์ทั้งสองคนละ 250,000 บาท กับร่วมลงทุนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 592, 593 และ 9736 โดยตกลงกันให้ผู้ถือหุ้นแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามอัตราส่วนของจำนวนเงินที่ลงหุ้นวางมัดจำไว้เท่านั้น อันเป็นสัญญารูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่เป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนแต่อย่างใด สำหรับเงินที่โจทก์ทั้งสองออกไปคนละ 250,000 บาท ปรากฏว่าจำเลยได้จ่ายเป็นค่ามัดจำให้แก่พันจ่าอากาศเอกสนั่นตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำแล้ว แม้ต่อมาพันจ่าอากาศเอกสนั่นผิดสัญญายังไม่โอนที่ดินให้แก่จำเลย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าพันจ่าอากาศเอกสนั่นได้คืนเงินมัดจำให้แก่จำเลยแล้ว จึงไม่มีเงินมัดจำอยู่กับจำเลยอันจะต้องคืนให้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีไม่ต้องด้วยเรื่องผู้เป็นหุ้นส่วนเรียกเอาส่วนของตนคืนจากผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

สัญญาร่วมหุ้นซื้อที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับไม่ใช่สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนแต่เป็นสัญญารูปแบบหนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โดยให้เริ่มนับแต่ขณะที่โจทก์ทั้งสองอาจบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1012
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนันทวัน จันทรกูล กับพวก
นายถ่าย เนียมแตง โดยนางบังอร เนียมแตง
จำเลย — หรือสิงห์อยู่ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายทรงพล อยู่สำราญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12506/2553
#559116
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยกรณีความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ว่า จำเลยร่วมตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 ผู้เอาประกันภัยสำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลใด ๆ นั้น มีลักษณะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยร่วมตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 เมื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินเกิดแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น การที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 กระทำด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าพิพาทตกลงจากรถยกสินค้า และสินค้าพิพาทได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าว จำเลยร่วมย่อมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 เพื่อความวินาศภัยอันเกิดแก่สินค้าพิพาทตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว

ส่วนข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลใดๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 1.2.1 หมายถึง ทรัพย์สินที่เสียหายเป็นทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของ หรือทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัยนำมาใช้ปฏิบัติงานของผู้เอาประกันภัย ข้อ 1.2.2 หมายถึง ทรัพย์สินที่ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัยนำมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อผู้เอาประกันภัยในระหว่างทางการที่จ้าง หาใช่ว่าเมื่อสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายจากการขนถ่ายโดยลูกจ้างของจำเลยที่ 3 จะเป็นกรณีที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยเพราะสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายขณะอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 3 หรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ไม่ ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้างของลูกจ้างที่กระทำละเมิดในทางการที่จ้างให้รับผิดต่อโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิมาจากผู้ถูกทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 3 ขอให้เรียกจำเลยร่วมในฐานะที่เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนความรับผิดของจำเลยที่ 3 เข้ามาเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยหากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องเข้ามาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในลักษณะลูกหนี้ร่วม โดยโจทก์สามารถบังคับชำระหนี้ละเมิดได้ทั้งจากจำเลยที่ 3 และจำเลยร่วม และหากจำเลยที่ 3 ถูกบังคับชำระหนี้ไปก่อน ก็ต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 217,368.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 8 เดือนเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 8 เดือน เป็นเงิน 10,868.43 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 217,368.72 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต และให้เรียกบริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 217,368.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทเอซ ไอเอ็นเอ โอเวอร์ซีส์ อินชัวรันซ์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดของประเทศออสเตรเลีย ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย โจทก์ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศไทย โจทก์รับประกันภัยสินค้าเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ 13 เครื่อง ซึ่งบริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เอาประกันภัยสั่งซื้อจากประเทศอังกฤษ ต่อมาตัวแทนของผู้ขายในประเทศอังกฤษว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าพิพาททางเครื่องบินจากประเทศอังกฤษมาประเทศไทย จำเลยที่ 1 ส่งสินค้าพิพาทให้จำเลยที่ 2 เก็บรักษาไว้ในฐานะนายคลังสินค้าเพื่อส่งมอบให้บริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด และจำเลยที่ 2 มอบสินค้าพิพาทให้จำเลยที่ 3 เก็บรักษาไว้อีกทอดหนึ่ง ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 ระหว่างที่จำเลยที่ 3 ยกขนสินค้าพิพาทเพื่อจะส่งมอบให้บริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 กระทำด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าพิพาทตกลงมาจากรถยกสินค้าและได้รับความเสียหาย 1 เครื่อง จำเลยที่ 2 รายงานความเสียหายดังกล่าว โจทก์จ้างผู้เชี่ยวชาญทำการสำรวจความเสียหาย ปรากฏว่ามีความเสียหายมากจนไม่สามารถซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิมได้ หลังจากหักค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบและหักราคาขายซากสินค้าแล้ว เหลือค่าเสียหายที่โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องรับผิดเป็นเงิน 217,368.72 บาท ตามหนังสือเรียกร้องของบริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 โจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทเอ็นซีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยร่วมมีวัตถุประสงค์และประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยความเสียหายของสินค้าในกิจการบริการขนถ่ายสินค้าได้รับประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายของจำเลยที่ 3 ตามกรมธรรมม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยการให้บริการขนถ่ายสินค้านั้น จำเลยที่ 3 ใช้ลูกจ้างในการประกอบกิจการ

คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า เหตุแห่งความเสียหายที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ยกขนสินค้าพิพาทด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าพิพาทตกลงมาจากรถยกสินค้าและได้รับความเสียหาย 1 เครื่อง อยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกหรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมมีวัตถุประสงค์และประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัยในความเสียหายของสินค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของกิจการให้บริการขนถ่ายสินค้า ส่วนจำเลยที่ 3 มีวัตถุประสงค์และประกอบธุรกิจให้บริการรับขนถ่ายสินค้า การที่จำเลยที่ 3 ยอมเสียเบี้ยประกันภัยก็เพื่อคุ้มครองความรับผิดของตนต่อความเสียหายของสินค้าของลูกค้าหรือบุคคลภายนอกที่เกิดจากการให้บริการขนถ่ายสินค้าโดยพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ตามกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกได้ระบุถึงลักษณะกิจการหรือธุรกิจที่เอาประกันภัยไว้ว่า ให้บริการเครื่องจักร (Forklift & Rapid Lift) สถานที่ประกอบการและอาณาเขตการคุ้มครอง คือ ภายในการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย โดยคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายซึ่งเกิดขึ้นภายในสถานที่ประกอบการหรือเกิดขึ้นจากการใช้สถานที่ประกอบการ กับระบุหมายเหตุไว้ว่า "คุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายจากการปฏิบัติงานของเครื่องจักร" และระบุเงื่อนไขความรับผิดของจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยว่า "...บริษัท (จำเลยร่วม) จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยสำหรับ

1. จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดตามกฎหมายที่จะชดใช้เป็นค่าเสียหายสำหรับ

1.1 การเสียชีวิตหรือความบาดเจ็บ...

1.2 ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลใดๆ นอกจาก

1.2.1 ทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของหรือครอบครอง หรืออยู่ในความดูแล หรือควบคุมหรือกำลังใช้หรือกำลังปฏิบัติงานโดยผู้เอาประกันภัย

1.2.2 ทรัพย์สินที่ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัยดูแล ควบคุม กำลังใช้ หรือกำลังปฏิบัติงาน เพื่อผู้เอาประกันภัยในระหว่างทางการที่จ้าง ความรับผิดตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นต้องเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุอันเกี่ยวกับกิจการหรือธุรกิจของผู้เอาประกันภัยภายใต้ขอบเขตของการเสี่ยงภัยที่เอาประกันภัยไว้..." เห็นว่า ข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยกรณีความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ว่า จำเลยร่วมตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 ผู้เอาประกันภัยสำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลใดๆ นั้น มีลักษณะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยร่วมตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 เมื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินเกิดแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น การที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 กระทำด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าพิพาทตกลงจากรถยกสินค้า และสินค้าพิพาทได้รับความเสียหาย ซึ่งจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าว จำเลยร่วมย่อมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 เพื่อความวินาศภัยอันเกิดแก่สินค้าพิพาทตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว

ส่วนข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลใดๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 1.2.1 หมายถึง ทรัพย์สินที่เสียหายเป็นทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของ หรือทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัยนำมาใช้ปฏิบัติงานของผู้เอาประกันภัย ข้อ 1.2.2 หมายถึง ทรัพย์สินที่ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัยนำมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อผู้เอาประกันภัยในระหว่างทางการที่จ้าง หาใช่ว่าเมื่อสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายจากการขนถ่ายโดยลูกจ้างของจำเลยที่ 3 จะเป็นกรณีที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย เพราะสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายขณะอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 3 หรือลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ไม่ ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยร่วมนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย แต่ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นั้น ก็ไม่ถูกต้อง เพราะคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้างของลูกจ้างที่กระทำละเมิดในทางการที่จ้างให้รับผิดต่อโจทก์ผู้รับช่วงสิทธิมาจากผู้ถูกทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 3 ขอให้เรียกจำเลยร่วมในฐานะที่เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนความรับผิดของจำเลยที่ 3 เข้ามาเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยหากจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนั้น จำเลยร่วมจึงต้องเข้ามาร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในลักษณะลูกหนี้ร่วม โดยโจทก์สามารถบังคับชำระหนี้ละเมิดได้ทั้งจากจำเลยที่ 3 และจำเลยร่วม และหากจำเลยที่ 3 ถูกบังคับชำระหนี้ไปก่อน ก็ต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายต่อไป กรณีไม่อาจยกฟ้องจำเลยที่ 3 ตามคำขอของจำเลยที่ 3 ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมและจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 217,368.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวเป็นเวลา 8 เดือน แต่ไม่เกิน 10,868.43 บาท กับดอกเบี้ยในต้นเงินและอัตราดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วม และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอซ อินชัวรันซ์ จำกัด
โดย บริษัทเอซ ไอเอ็นเอ โอเวอร์ซีส์
โจทก์ — อินชัวรันซ์ จำกัด ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทอีวา แอร์เวย์ส คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12497/2553
#513958
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินโดยการครอบครอง มิใช่ได้มาโดยนิติกรรมจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามคำฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าต้นฉบับเอกสารดังกล่าวสูญหายและสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับใหม่แทนแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งงดชี้สองสถานและงดสืบพยาน พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินที่โจทก์ครอบครองและพักอาศัยปลูกบ้านเลขที่ 128 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 23 หมู่ที่ 2 ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตามคดีหมายเลขแดงที่ 568/2546 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ได้ที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครอง ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง โจทก์ยื่นคำขอรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองเพื่อออกโฉนด จำเลยไม่ยอมส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินโดยการครอบครอง มิใช่ได้มาโดยนิติกรรม จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการประทำประโยชน์ดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามคำฟ้องได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวหรือนางพาด พูลเปรม
จำเลย — นายสมบัติ กิตติวินิชนันท์
ชื่อองค์คณะ
ณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12476/2553
#509379
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1373 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง" โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จากข้อสันนิษฐานเบื้องต้นจึงต้องฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แม้จำเลยที่ 1 จะมีคำสั่งของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแสดงว่า จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ก็ตาม แต่ภาระการพิสูจน์ก็ตกแก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ต้องพิสูจน์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี เมื่อจำเลยที่ 1 มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานที่นำมาสืบยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาโดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดีกว่าจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันไปจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสามได้ก่อให้เกิดขึ้นในที่ดินโฉนดเลขที่ 8065 และ 8066 ตำบลหลักสอง อำเภอภาษีเจริญ (หนองแขม) จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) และให้เพิกถอนนิติกรรมการยกให้ตามหนังสือการยกให้ฉบับลงวันที่ 5 ตุลาคม 2542 ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ยกให้กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้รับการยกให้ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนถอนชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลง และใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามเดิม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากสภาพไม่เปิดช่องให้บังคับได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์เป็นเงิน 1,600,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จสิ้น และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะโอนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านเลขที่ 257 หมู่ที่ 10 แขวงหลักสอง เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินกับบ้านดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8065 และ 8066 เลขที่ดิน 198 และ 197 หน้าสำรวจ 3326 และ 3327 ตำบลหลักสอง อำเภอภาษีเจริญ (หนองแขม) จังหวัดธนบุรี(กรุงเทพมหานคร) โดยให้ถอนชื่อจำเลยทั้งสามออกจากโฉนดที่ดินดังกล่าว และให้คงชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม และหากสภาพไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 1,120,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 มกราคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 257 หมู่ที่ 10 แขวงหลักสอง เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร และที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้วส่งมอบบ้านและที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทและออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ 1 หรือไม่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าโจทก์มีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยที่ 1 แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นเช่นนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง" โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จากข้อสันนิษฐานเบื้องต้นจึงต้องฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แม้จำเลยที่ 1 จะมีคำสั่งของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแสดงว่า จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ก็ตาม แต่ภาระการพิสูจน์ก็ตกแก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ต้องพิสูจน์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี แต่ตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความเพียงลอย ๆ ว่า นายดำรงค์สามีจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาจากโจทก์เมื่อปี 2507 ในราคา 5,000 บาท โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จากนั้นได้ครอบครองทำประโยชน์โดยนำออกให้เช่าและได้ชำระภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว โดยไม่มีข้อเท็จจริงใดมาสนับสนุนให้เชื่อได้ว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทกันจริงตามอ้าง ส่วนพยานปากอื่น ๆ ที่จำเลยที่ 1 นำมาสืบก็ล้วนแต่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือรับรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังปี 2507 หาได้มีพยานปากใดที่รู้เห็นในการซื้อขายที่ดินพิพาทไม่ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า เป็นผู้เก็บค่าเช่า เสียภาษีบำรุงท้องที่ และดูแลบ้านที่ปลูกในที่ดินพิพาทตลอดมานั้น ก็หาใช่เป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ยึดถือที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อตนเอง ทั้งโจทก์เองก็นำสืบโต้แย้งว่า สาเหตุที่ให้จำเลยที่ 1 และนายดำรงเป็นผู้เก็บค่าเช่าเพราะต้องการจะช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่บุคคลทั้งสองเนื่องจากทั้งสองมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรหลายคน ส่วนในเรื่องการเสียภาษีบำรุงท้องที่ โจทก์นำสืบยืนยันว่า ในปี 2522 โจทก์เป็นผู้แจ้งเสียภาษีด้วยตนเองโดยมีเอกสารมาสนับสนุน ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนัก นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า หากนายดำรงค์ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาจากโจทก์จริง นายดำรงค์หรือจำเลยที่ 1 ก็น่าจะดำเนินการเพื่อให้มีการโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของนายดำรงค์หรือของจำเลยที่ 1 โดยเร็ว โดยเฉพาะเมื่อปรากฏว่าเมื่อปี 2523 จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์โอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้ตน แต่โจทก์ปฏิเสธที่จะโอน จำเลยที่ 1 ก็น่าจะกระตือรือร้นเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิของตน ไม่น่าจะปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาอีก 16 ปี แล้วจึงมาร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ส่วนฝ่ายโจทก์นั้นนอกจากตัวโจทก์จะเบิกความยืนยันว่า โจทก์ไม่ได้ขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่นายดำรงค์แล้ว โจทก์ยังมีนายปราโมทย์ และนางสาวทัศนีย์ ซึ่งรู้เห็นและทราบความเป็นมาของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุน ซึ่งพยานทั้งสองปากแม้จะเป็นน้องโจทก์ แต่ก็มีศักดิ์เป็นอาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งนับว่าเป็นญาติที่ใกล้ชิด จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความเข้าข้างโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 มีภาระการพิสูจน์ แต่พยานหลักฐานที่นำมาสืบยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาโดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดีกว่าจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพูนสุข มโนมัยอุดม
จำเลย — นางจินตนา สินธุโสภณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวศิณีนาถ เกียรติกังวาฬไกล
ศาลอุทธรณ์ — นายธวัช เศรษฐมงคล
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12473/2553
#508321
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้ยกปัญหาข้อเท็จจริงว่า ป. ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ และ ป. กับโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ขึ้นกล่าวแก้เป็นประเด็น ปัญหาทั้งสองข้อดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสิบในส่วนนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น (เฉพาะจำเลยที่ 1) และในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสิบจึงยกขึ้นกล่าวแก้เป็นประเด็นในคำแก้ฎีกาในชั้นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่ ป. โดยมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ ป. โดยมิได้กลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินอีก แสดงว่าจำเลยที่ 1 สละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 วรรคหนึ่ง แล้ว แม้ ป. จะได้ซื้อที่ดินและยึดถือทำประโยชน์เพื่อตนในระยะเวลาห้ามโอน ป. ไม่ได้สิทธิครอบครองเนื่องจากถูกจำกัดสิทธิโดยบทบัญญัติแห่ง ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ แต่เมื่อ ป. และโจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับ ป. ได้ร่วมกันครอบครองที่ดินตลอดมาจนเลยเวลาห้ามโอนแล้ว ก็ยังครอบครองที่ดินอยู่ จึงถือได้ว่า ป. และโจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทไม่อาจนำที่ดินพิพาทไปแบ่งแยกโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จึงไม่มีสิทธิเข้าไปในที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ 9 ไม่อาจนำที่ดินพิพาทบางส่วนไปจดทะเบียนจำนอง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสองที่วินิจฉัยว่า ป. และโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 (ประเด็นนี้วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่)

สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะต้องห้ามตามกฎหมายที่มิให้โอนที่ดินพิพาท การที่ ป. ได้สิทธิครอบครองในที่ดินเป็นการได้ตามผลของกฎหมาย จึงหาอาจเรียกให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ ป. ได้ไม่

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 11/2553)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการไม่ได้เข้าทำประโยชน์ปีละ 60,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้กลับเข้าครอบครองที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสิบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 2741 ให้แก่นายเปี้ยน และนายเปี้ยนกับโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่ทางราชการห้ามโอนภายใน 10 ปี การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายเปี้ยนกับจำเลยที่ 1 กระทำภายในกำหนดเวลาห้ามโอนจึงเป็นโมฆะ การครอบครองที่ดินพิพาทของนายเปี้ยนกับโจทก์จึงเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า นายเปี้ยนกับโจทก์ได้แสดงเจตนาเปลี่ยนการครอบครอง นายเปี้ยนกับโจทก์จึงไม่ได้สิทธิในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้ยกปัญหาข้อเท็จจริงว่า นายเปี้ยนได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ และนายเปี้ยนกับโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ขึ้นกล่าวแก้เป็นประเด็น ปัญหาทั้งสองข้อดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสิบในส่วนนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น (เฉพาะจำเลยที่ 1) และในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสิบจึงยกขึ้นกล่าวแก้เป็นประเด็นในคำแก้ฎีกาในชั้นฎีกาไม่ได้ด้วย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นายเปี้ยนกับโจทก์ได้สิทธิในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่ทางราชการออกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2519 โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ก่อนพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายเปี้ยน แล้วนายเปี้ยนเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับนายเปี้ยน โจทก์กับนายเปี้ยนก็ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้แก่นายเปี้ยนในขณะที่ยังอยู่ในระยะเวลาห้ามโอนที่ดิน ตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ให้นายเปี้ยนกับโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวตลอดมา โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกจนเลยกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดห้ามโอนที่ดิน นายเปี้ยนกับโจทก์ก็ยังครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาโดยตลอด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่นายเปี้ยนโดยมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายเปี้ยน โดยมิได้กลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินอีก แสดงว่าจำเลยที่ 1 สละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 วรรคหนึ่ง แล้ว แม้นายเปี้ยนจะได้ซื้อที่ดินและยึดถือทำประโยชน์เพื่อตนในระยะเวลาห้ามโอน นายเปี้ยนไม่ได้สิทธิครอบครองเนื่องจากถูกจำกัดสิทธิโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ แต่เมื่อนายเปี้ยนและโจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับนายเปี้ยนได้ร่วมกันครอบครองที่ดินตลอดมาจนเลยเวลาห้ามโอนแล้ว ก็ยังครอบครองที่ดินอยู่ จึงถือได้ว่านายเปี้ยนและโจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ไม่อาจนำที่ดินพิพาทไปแบ่งแยกโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ได้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จึงไม่มีสิทธิเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และจำเลยที่ 9 ไม่อาจนำที่ดินพิพาทบางส่วนไปจดทะเบียนจำนอง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า นายเปี้ยนและโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องนายเปี้ยนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยทั้งสิบและบริวารเกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินพิพาทตามแผนที่วิวาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ให้จำเลยทั้งสิบใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินปีละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่วิวาท ให้จำเลยที่ 9 ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 57 ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี หากไม่ไถ่ถอนให้โจทก์ไถ่ถอนได้เองโดยให้จำเลยที่ 9 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ให้จำเลยทั้งสิบใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยให้คิดค่าขึ้นศาลเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1377 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
นางลำเพย ดีเสมอ ในฐานะส่วนตัวและ
โจทก์ — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเปี้ยน ขุมทอง
จำเลย — นายสุชิน น้ำจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางสาวมยุรี ชีพพานิชไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
นายนพพร โพธิรังสิยากร
นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
นายสุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12473/2553
#513910
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่ ป. และมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โดยมิได้กลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินอีก แสดงว่าจำเลยที่ 1 สละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 วรรคหนึ่ง แล้ว แม้ ป. จะได้ซื้อที่ดินและยึดถือทำประโยชน์เพื่อตนในระยะเวลาห้ามโอน ป. ไม่ได้สิทธิครอบครองเนื่องจากถูกจำกัดสิทธิโดยบทบัญญัติแห่ง ป. ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ แต่เมื่อ ป. และโจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาได้ร่วมกันครอบครองที่ดินตลอดมาจนเลยเวลาห้ามโอนแล้ว ก็ยังครอบครองที่ดินอยู่ จึงถือได้ว่า ป. และโจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทและไม่อาจนำที่ดินพิพาทไปแบ่งแยกโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ได้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จึงไม่มีสิทธิเข้าไปในที่ดินของโจทก์และจำเลยที่ 9 ไม่อาจนำที่ดินพิพาทบางส่วนไปจดทะเบียนจำนอง

สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะต้องห้ามตามกฎหมายที่มิให้โอนที่ดินพิพาท การที่ ป. ได้สิทธิครอบครองในที่ดินเป็นการได้ตามผลของกฎหมายจึงหาอาจเรียกให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ ป. ได้ไม่

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 11/2553)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2741 ตำบลบ่อกรุ (ปัจจุบันตำบลหนองกระทุ่ม) อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 20 ไร่ ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเป็นของนายเปี้ยน ให้จำเลยทั้งสิบออกจากที่ดินดังกล่าว และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เฉพาะส่วนที่เป็นที่ดินของนายเปี้ยน โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 จดทะเบียนโอนที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวคืนแก่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 9 ไถ่ถอนจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของนายเปี้ยน และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินคืนแก่นายเปี้ยน หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการไม่ได้เข้าทำประโยชน์ปีละ 60,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้กลับเข้าครอบครองที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสิบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสิบแก้ฎีกาว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่านายเปี้ยนซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และนายเปี้ยนกับโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทตามฟ้องนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 2741 ให้แก่นายเปี้ยน และนายเปี้ยนกับโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่ทางราชการห้ามโอนภายใน 10 ปี การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายเปี้ยนกับจำเลยที่ 1 กระทำภายในกำหนดเวลาห้ามโอนจึงเป็นโมฆะ การครอบครองที่ดินพิพาทของนายเปี้ยนกับโจทก์จึงเป็นการครอบครองแทนจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า นายเปี้ยนกับโจทก์ได้แสดงเจตนาเปลี่ยนการครอบครอง นายเปี้ยนกับโจทก์จึงไม่ได้สิทธิในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้ยกปัญหาข้อเท็จจริงว่า นายเปี้ยนได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ และนายเปี้ยนกับโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ขึ้นกล่าวแก้เป็นประเด็น ปัญหาทั้งสองข้อดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสิบในส่วนนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น (เฉพาะจำเลยที่ 1) และในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสิบจึงยกขึ้นกล่าวแก้เป็นประเด็นในคำแก้ฎีกาในชั้นฎีกาไม่ได้ด้วย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นายเปี้ยนกับโจทก์ได้สิทธิในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ทางราชการออกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2519 โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ก่อนพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายเปี้ยน แล้วนายเปี้ยนเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับนายเปี้ยน โจทก์กับนายเปี้ยนก็ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่นายเปี้ยนในขณะที่ยังอยู่ในระยะเวลาห้ามโอนที่ดิน ตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ให้นายเปี้ยนกับโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวตลอดมา โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกจนเลยกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดห้ามโอนที่ดิน นายเปี้ยนกับโจทก์ก็ยังครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาโดยตลอด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่นายเปี้ยนโดยมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายเปี้ยน โดยมิได้กลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินอีก แสดงว่าจำเลยที่ 1 สละเจตนาครอบครองไม่ยึดถือที่ดินพิพาทอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 วรรคหนึ่ง แล้ว แม้นายเปี้ยนจะได้ซื้อที่ดินและยึดถือทำประโยชน์เพื่อตนในระยะเวลาห้ามโอน นายเปี้ยนไม่ได้สิทธิครอบครองเนื่องจากถูกจำกัดสิทธิโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ แต่เมื่อนายเปี้ยนและโจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับนายเปี้ยนได้ร่วมกันครอบครองที่ดินตลอดมาจนเลยเวลาห้ามโอนแล้ว ก็ยังครอบครองที่ดินอยู่ จึงถือได้ว่านายเปี้ยนและโจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 นับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ไม่อาจนำที่ดินพิพาทไปแบ่งแยกโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ได้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จึงไม่มีสิทธิเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และจำเลยที่ 9 ไม่อาจนำที่ดินพิพาทบางส่วนไปจดทะเบียนจำนอง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า นายเปี้ยนและโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า นายฟองเป็นผู้ไถต้นอ้อยของโจทก์เสียหาย แล้วเบิกความลอย ๆ ว่า ทราบว่าไม่ใช่นายฟองคนเดียว แต่จำเลยที่ 1 และบุตรของนายฟองร่วมไถต้นอ้อยของโจทก์ ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสิบมีส่วนทำละเมิดทำให้ต้นอ้อยของโจทก์เสียหายหรือไม่ จึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ได้ ส่วนการที่จำเลยทั้งสิบเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ทำประโยชน์ในที่ดินไม่ได้ ซึ่งโจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในที่ดินปีละ 60,000 บาท นั้น ปรากฏเพียงว่าโจทก์ได้สืบถึงความเสียหายในส่วนนี้ไว้ แต่ฟ้องว่าจะขายอ้อยได้ แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงจำนวนที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 20 ไร่ ปลูกอ้อยขายได้ไร่ละ 4,000 บาท จึงสมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ปีละ 40,000 บาท จนกว่าจำเลยทั้งสิบจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ ส่วนคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้แก่นายเปี้ยนนั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆะเพราะต้องห้ามตามกฎหมายที่มิให้โอนที่ดินพิพาท การที่นายเปี้ยนได้สิทธิครอบครองในที่ดินเป็นการได้ตามผลของกฎหมาย จึงหาอาจเรียกให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่นายเปี้ยนได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องนายเปี้ยน เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ห้ามจำเลยทั้งสิบและบริวารเกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินพิพาทตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล. 1 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ให้จำเลยทั้งสิบใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินปีละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล. 1 ให้จำเลยที่ 9 ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 57 ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี หากไม่ไถ่ถอนให้โจทก์ไถ่ถอนได้เองโดยให้จำเลยที่ 9 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ให้จำเลยทั้งสิบใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยให้คิดค่าขึ้นศาลเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 วรรคสอง ม. 1367 ม. 1377 วรรคหนึ่ง
ป.ที่ดิน ม. 58 ทวิ
ชื่อคู่ความ
นางลำเพย ดีเสมอในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
โจทก์ — ผู้จัดการมรดกของนายเปี้ยน ขุมทอง
จำเลย — นายสุชิน น้ำจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12454/2553
#511584
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลแขวงพระนครใต้และยกคำสั่งศาลแขวงพระนครใต้ที่ให้รับคำฟ้องของโจทก์ แม้โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้ขณะคดีก่อนยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาฎีกา แต่เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ฎีกา ถือไม่ได้ว่าคดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่ต้องห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ก่อนครบกำหนดระยะเวลาฎีกาในคดีก่อน ไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องรอให้ครบกำหนดระยะเวลาฎีกาในคดีก่อนจึงจะฟ้องคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน

เมื่อผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกามีเพียงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์และฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้มูลหนี้บัตรเครดิตซิตี้แบงก์วีซ่า 204,061.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 110,170.77 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามบัตรเครดิตซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ด 126,857.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 69,732.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์สามในสี่ส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรก ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว (1) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่น คดีหมายเลขแดงที่ 2805/2545 ของศาลแขวงพระนครใต้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลแขวงพระนครใต้และยกคำสั่งศาลแขวงพระนครใต้ที่ให้รับคำฟ้องของโจทก์ แม้โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้ขณะคดีก่อนยังอยู่ในกำหนดระยะเวลาฎีกา แต่เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ฎีกา ถือไม่ได้ว่าคดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่ต้องห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าวก่อนครบกำหนดระยะเวลาฎีกาในคดีก่อน ไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องรอให้ครบกำหนดระยะเวลาฎีกาในคดีก่อนจึงจะฟ้องคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองประการอื่นต่อไป อนึ่ง เมื่อผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกามีเพียงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์และฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่โจทก์และจำเลยทั้งสอง

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์และชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนที่เกิน 200 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 (1) ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นายเชาวน์ เทวอักษร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางกฤษณี เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12442/2553
#506186
เปิดฉบับเต็ม

แม้มีข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขในการชำระเงินกู้คืนทุกเดือนตามคำสั่งหรือกำหนดชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เดือนละ 148,000 บาท ระยะเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 และงวดต่อๆ ไปทุกวันที่ 23 ของเดือน จนกว่าเงินต้นและดอกเบี้ยจะได้มีการชำระครบถ้วนแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เมื่อผู้ให้กู้เดิมและจำเลยที่ 1 เลือกผูกพันตามข้อตกลงในการชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนโดยวิธีชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกเดือนรวมระยะเวลา 5 ปี นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กู้เดิมหรือโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องกับจำเลยที่ 1 จึงต้องบังคับตามข้อตกลงที่คู่สัญญาเลือกปฏิบัติผูกนิติสัมพันธ์กันนั้น เมื่อข้อตกลงชำระหนี้เงินกู้คืนที่ตกลงผูกนิติสัมพันธ์กันนั้นเป็นการชำระหนี้เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 17,527,383.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,556,864.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงิน 9,556.864.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 กรกฎาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยค้างชำระในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว เมื่อนับตั้งแต่วันฟ้องย้อนหลังไปไม่เกิน 5 ปี แต่ต้องไม่เกิน 7,970,518.37 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงิน 3,920,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะมีข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขในการชำระเงินกู้คืนทุกเดือนตามคำสั่งหรือกำหนดชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เดือนละ 148,000 บาท ระยะเวลา 5 ปี เริ่มชำระคืนงวดแรกวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 และงวดต่อๆ ไปทุกวันที่ 23 ของเดือนจนกว่าเงินต้นและดอกเบี้ยจะได้มีการชำระครบถ้วนแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เมื่อผู้ให้กู้เดิมและจำเลยที่ 1 เลือกผูกพันตามข้อตกลงในการชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนโดยวิธีชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกเดือนรวมระยะเวลา 5 ปี นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กู้เดิมหรือโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องกับจำเลยที่ 1 จึงต้องบังคับตามข้อตกลงที่คู่สัญญาเลือกปฏิบัติผูกนิติสัมพันธ์กันนั้น เมื่อข้อตกลงชำระหนี้เงินกู้คืนที่ตกลงผูกนิติสัมพันธ์กันนั้นเป็นการชำระหนี้เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) หาใช่มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับที่ 1 ขาดอายุความ 5 ปี มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 วรรค(2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธันว์ ออสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายเจริญ ดวงสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12442/2553
#511244
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะมีข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขในการชำระเงินกู้คืนทุกเดือนตามคำสั่งหรือกำหนดชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เดือนละ 148,000 บาท ระยะเวลา 5 ปี เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 และงวดต่อๆ ไปทุกวันที่ 23 ของเดือนจนกว่าเงินต้นและดอกเบี้ยจะได้มีการชำระครบถ้วนแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เมื่อผู้ให้กู้เดิมและจำเลยที่ 1 เลือกผูกพันตามข้อตกลงในการชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนโดยวิธีชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกเดือนรวมระยะเวลา 5 ปี นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กู้เดิมหรือโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องกับจำเลยที่ 1 จึงต้องบังคับตามข้อตกลงที่คู่สัญญาเลือกปฏิบัติผูกนิติสัมพันธ์กันนั้น เมื่อข้อตกลงชำระหนี้เงินกู้คืนที่ตกลงผูกนิติสัมพันธ์กันนั้นเป็นการชำระหนี้เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 17,527,383.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 9,556,864.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงิน 9,556.864.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 กรกฎาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยค้างชำระในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว เมื่อนับตั้งแต่วันฟ้องย้อนหลังไปไม่เกิน 5 ปี แต่ต้องไม่เกิน 7,970,518.37 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงิน 3,920,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามฎีกาของโจทก์เฉพาะหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับที่ 1 ว่า หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับที่ 1 ขาดอายุความ 5 ปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับที่ 1 กำหนดคืนทุกเดือนตามคำสั่งหรือกำหนดชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เดือนละ 148,000 บาท ระยะเวลา 5 ปี เริ่มชำระคืนงวดแรกวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 และงวดต่อๆ ไป ทุกวันที่ 23 ของเดือนจนกว่าเงินต้นและดอกเบี้ยจะได้มีการชำระครบถ้วนแล้ว ซึ่งหมายความว่ากำหนดชำระหนี้คืนตามที่ผู้ให้กู้เดิมหรือโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันว่า สามารถผ่อนชำระคืนเป็นงวดๆ ก็ได้ หรือไม่สามารถชำระคืนตามงวดได้หรือชำระมาแล้วบางส่วนแล้ว อาจเปลี่ยนเงื่อนไขการผ่อนชำระโดยไม่กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนได้ตามประเพณีปฏิบัติทั่วไปของสถาบันการเงิน เมื่อข้อกำหนดในการชำระหนี้ไม่เป็นที่แน่นอนโดยการชำระหนี้เงินคืนอาจกำหนดได้ตามคำสั่งหรือผ่อนคืนเป็นงวดๆ ก็ได้ จึงไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ ต้องมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เห็นว่า แม้จะมีข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขในการชำระเงินกู้คืนทุกเดือนตามคำสั่งหรือกำหนดชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เดือนละ 148,000 บาท ระยะเวลา 5 ปี เริ่มชำระคืนงวดแรกวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2539 และงวดต่อๆ ไปทุกวันที่ 23 ของเดือนจนกว่าเงินต้นและดอกเบี้ยจะได้มีการชำระครบถ้วนแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เมื่อผู้ให้กู้เดิมและจำเลยที่ 1 เลือกผูกพันตามข้อตกลงในการชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนโดยวิธีชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยทุกเดือนรวมระยะเวลา 5 ปี นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กู้เดิมหรือโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องกับจำเลยที่ 1 จึงต้องบังคับตามข้อตกลงที่คู่สัญญาเลือกปฏิบัติผูกนิติสัมพันธ์กันนั้น เมื่อข้อตกลงชำระหนี้เงินกู้คืนที่ตกลงผูกนิติสัมพันธ์กันนั้นเป็นการชำระหนี้เพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) หาใช่มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับที่ 1 ขาดอายุความ 5 ปี มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธันว์ ออสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ