คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9171/2553
#503261
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ฐานทำให้เสียทรัพย์ ฐานร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 บุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ทำให้เสียทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสาม และมีเจตนาเพียงทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทอีกกระทงหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากแยกจากกันได้จากความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 289, 358, 364, 365, 371 ริบของกลาง

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยที่ 6 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 289 (4), 358, 362, 365, (1) (2) (3), 371 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ให้จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 4 อายุ 19 ปี รู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกประกอบมาตรา 52 (2)) กึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ คงจำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องโทษประหารชีวิตแล้วและจำเลยที่ 6 ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เพียงสถานเดียว และให้จำคุกจำเลยที่ 6 ตลอดชีวิต เพียงสถานเดียว ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 5 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296, 290 วรรคสอง, 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก มาตรา 91) ฐานร่วมกันพาอาวุธไปโดยไม่มีเหตุสมควร ไม่กำหนดโทษ ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและใช้กำลังประทุษร้าย ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 คนละ 10 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 6 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามฟ้องฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ฐานทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน สามารถแยกการกระทำความผิดแต่ละฐานได้อย่างชัดเจน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า นอกจากจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จะร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธแล้วร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย และผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ยังได้บุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธแล้วร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ 1 หลายรายการ ทั้งยังทำให้เสียหายซึ่งรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 และรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งของผู้เสียหายที่ 3 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทอีกกระทงหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากแยกจากกันได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำแก้ฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มิได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดเวลา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ยังมีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ และทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83 อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 6 ในความผิดฐานนี้ มีกำหนด 3 เดือน เมื่อรวมทุกกระทงความผิดแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 10 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 5 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 290 วรรคสอง ม. 296 ม. 364 ม. 365 ม. 358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายสุเทพหรือบอย อินญาวิเลิศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายกิตติศักดิ์ อเนกธีรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9161/2553
#511080
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งศาลชั้นต้นอ่านให้จำเลยฟังตาม พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตาม ป.อ. พ.ศ.2522 มาตรา 13 แล้ว จำเลยไม่คัดค้าน เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามรายงานนั้นว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ภายในระยะเวลา 2 ปี ในข้อหาความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราจึงเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมความประพฤติดังกล่าว เมื่อภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนจำเลยมากระทำความผิดคดีนี้อีก ก็ต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ก็ตาม กรณีนี้มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอและไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วยเสมอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก มาตรา 297 (8)) จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติว่า "เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังแล้วแต่กรณี" เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งศาลชั้นต้นอ่านให้จำเลยฟังตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 แล้ว จำเลยไม่คัดค้าน เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงตามรายงานนั้นว่า ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2551 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ภายในระยะเวลา 2 ปี ในข้อหาความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา จึงเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติดังกล่าว เมื่อภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน จำเลยมากระทำความผิดคดีนี้อีก ก็ต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ก็ตาม ที่ศาลล่างทั้งสองมิได้นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย กรณีนี้มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วยเสมอ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุก 3 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 601/2551 ของศาลจังหวัดบัวใหญ่ บวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ รวมลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสมโภช จะริบรัมย์
ชื่อองค์คณะ
ไชยยงค์ คงจันทร์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9157/2553
#503251
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจตั้งจุดตรวจและเรียกจำเลยที่ขับรถเพื่อจะผ่านจุดตรวจให้หยุดรถเพื่อตรวจการที่จำเลยไม่ยอมหยุดรถและขับผ่านจุดตรวจสกัดหลบหนีไป เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการหลบหนี เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องไม่ได้ความว่าจำเลยกระทำอื่นใดนอกเหนือไปจากนี้ การกระทำของจำเลยจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่

จำเลยใช้รถยนต์เก๋งเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดฐานลักลอบนำบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าอากร รถยนต์เก๋งจึงเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการขนของที่มิได้เสียค่าภาษีซึ่งต้องริบตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 32

การที่จำเลยนำบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรตามกฎหมาย และมีบุหรี่จำนวนเดียวกันนั้นโดยมิได้ปิดอากรแสตมป์ยาสูบในวันเวลาเดียวกัน เป็นการกระทำที่มีเจตนาในผลของการกระทำอย่างเดียวกัน คือหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรและปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมายแม้จะผิดต่อกฎหมายหลายบท ก็เป็นการกระทำกรรมเดียว

คดีที่ไม่มีผู้นำจับต้องจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิดร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 4, 24, 44, 50 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 138 ริบของกลาง และจ่ายรางวัลให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 138 วรรคแรก) พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 24 (ที่ถูก มาตรา 24 วรรคหนึ่ง), 50 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักลอบนำบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีอากร ปรับ 115,896 บาท ฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ จำคุก 4 เดือน และปรับ 1,000 บาท ฐานมีบุหรี่ต่างประเทศโดยมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ปรับ 119,448 บาท รวมจำคุก 4 เดือน และปรับ 236,344 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 118,172 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 1 ปี ริบบุหรี่ต่างประเทศของกลาง ไม่ริบรถยนต์เก๋ง แผ่นรองกระสุนปืน 3 แผ่น กับหัวกระสุนปืน 2 หัว ของกลาง โดยให้คืนรถยนต์เก๋งแก่เจ้าของ จ่ายรางวัลอัตราร้อยละยี่สิบห้าแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับ ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, 8

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 คงลงโทษจำเลยฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลดโทษแล้ว รวมปรับ 117, 672 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาว่า จำเลยมีความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า ดาบตำรวจมารีน กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรศรีสาคร ตั้งจุดตรวจสกัด และเรียกให้จำเลยที่ขับรถเพื่อจะผ่านจุดตรวจสกัดดังกล่าวหยุดรถเพื่อตรวจ แต่จำเลยไม่ยอมหยุดรถและขับรถวิ่งผ่านจุดตรวจสกัดของดาบตำรวจมารีนกับพวกหลบหนีไป ดังนี้ การที่จำเลยไม่ยอมหยุดให้ตรวจค้นและขับรถผ่านจุดตรวจสกัดหลบหนีไปเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการจะหลบหนี เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องไม่ได้ความว่าจำเลยกระทำอื่นใดนอกเหนือไปจากนี้ การกระทำของจำเลยจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่

ประการต่อไปมีว่า รถยนต์เก๋งของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดฐานลักลอบนำบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีอากรอันพึงริบหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ต่อเนื่องจากความผิดฐานลักลอบนำบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีอากร และบรรยายฟ้องตอนท้ายว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์เก๋งที่จำเลยใช้เป็นยานพาหนะ ในการกระทำความผิด ย่อมเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าจำเลยใช้รถยนต์เก๋งเป็นยานพาหนะ ในการกระทำความผิดฐานลักลอบนำบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีอากร และฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ เมื่อฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักลอบนำบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีอากร รถยนต์เก๋งจึงเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการขนของที่มิได้เสียค่าภาษีหรือที่ต้องจำกัดหรือต้องห้าม ซึ่งต้องริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 32

อนึ่ง จำเลยลักลอบนำบุหรี่ต่างประเทศที่ยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรและโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษี และในวันเวลาเดียวกันนั้นจำเลยมีบุหรี่จำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบตามพระราชบัญญัติยาสูบ ดังนี้ การที่จำเลยนำบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรตามกฎหมายและมีบุหรี่จำนวนเดียวกันนั้นโดยมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบในวันเวลาเดียวกันเป็นการกระทำที่จำเลยมีเจตนาในผลของการกระทำเป็นอย่างเดียวกัน คือการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรและปิดแสตมป์ยาสูบตามกฎหมาย แม้การกระทำของจำเลยจะผิดต่อกฎหมายหลายบทก็เป็นการกระทำโดยเจตนาเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว และที่ศาลล่างทั้งสองจ่ายรางวัลอัตราร้อยละยี่สิบห้า แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับก็เป็นการไม่ถูกต้องเช่นกัน เนื่องจากคดีนี้ไม่มีผู้นำจับซึ่งพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 วรรคสอง ให้จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้ทำผิดร้อยละยี่สิบของราคาของกลางหรือค่าปรับ

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานลักลอบนำบุหรี่ต่างประเทศเข้ามา ในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีอากรและฐานมีบุหรี่ต่างประเทศโดยมิได้ ปิดแสตมป์ยาสูบ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 115,896 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 57,948 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์เก๋งของกลาง คืนแผ่นรองกระสุนปืน 3 แผ่น กับหัวกระสุนปืน 2 หัว ของกลางแก่เจ้าของ จ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับร้อยละยี่สิบของราคาบุหรี่ต่างประเทศของกลางที่ศาลสั่งริบตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7 และ 8 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 138
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27 ม. 32
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายอิสมาน ปะดอ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางสาวกัญญา นะรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9141/2553
#503267
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ ป. ไปดำเนินการออกโฉนดที่ดินแทนผู้เสียหายการที่จำเลยยึดหน่วงโฉนดที่ดินของผู้เสียหายไว้ สืบเนื่องมาจาก ป. กู้ยืมเงินจากจำเลยเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการออกโฉนดให้แก่ผู้เสียหาย โดย ป. จะได้รับค่าจ้างเป็นการตอบแทนหลังจากได้รับโฉนดที่ดินแล้ว และ ป. นำโฉนดที่ดินให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกัน อีกทั้ง ป. มิได้เป็นญาติหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอันใดกับผู้เสียหายในการที่จะดำเนินการรังวัดออกโฉนดให้ผู้เสียหายโดยไม่คิดค่าตอบแทน และผู้เสียหายก็ยอมรับว่า ป. แจ้งว่านำโฉนดที่ดินไปให้ไว้กับจำเลย หากผู้เสียหายชำระเงินจำนวน 700,000 บาท จะนำโฉนดที่ดินมาคืนให้ และจำเลยยังได้โทรศัพท์มาหาผู้เสียหายให้ผู้เสียหายชำระเงินคืนให้ พฤติการณ์มีเหตุอันสมควรทำให้จำเลยเข้าใจว่า ป. มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากผู้เสียหาย เมื่อ ป. ตกลงให้จำเลยรับเงินจากผู้เสียหายแทนโดยมอบโฉนดที่ดินแก่ผู้เสียหายจนกว่าผู้เสียหายจะชำระค่าใช้จ่ายในการออกโฉนดที่ดินให้ก่อนนั้น จำเลยจึงขาดเจตนากระทำความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 188

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 83 จำคุก 2 ปี และปรับ 9,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี กับให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือน ต่อครั้ง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยผู้เสียหายคงมีนิติสัมพันธ์กับนางปัณฑารีย์ เนื่องจากผู้เสียหายมอบอำนาจให้นางปัณฑารีย์ไปดำเนินการออกโฉนดที่ดินแทนผู้เสียหายตามที่โจทก์ฎีกา แต่การที่จำเลยยึดหน่วงโฉนดที่ดินทั้ง 3 ฉบับ ของผู้เสียหายไว้ สืบเนื่องมาจากนางปัณฑารีย์กู้ยืมเงินจากจำเลย โดยจำเลยเบิกความว่านางปัณฑารีย์กู้ยืมจากจำเลยเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้เสียหาย โดยจะได้รับเงินค่าจ้างเป็นการตอบแทนหลังจากได้รับโฉนดที่ดินแล้ว มีการทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างนางปัณฑารีย์และจำเลยลงวันที่ 19 มีนาคม 2541 โดยนางปัณฑารีย์นำโฉนดที่ดินทั้ง 3 ฉบับ ให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันตามสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความว่านางปัณฑารีย์มิได้เป็นญาติหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอันใดกับผู้เสียหายในการที่จะดำเนินการรังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้เสียหายโดยไม่คิดค่าตอบแทน ดังนั้น แม้ผู้เสียหายจะเบิกความว่าไม่เคยตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินกับนางปัณฑารีย์ แต่ผู้เสียหายก็เบิกความด้วยว่านางปัณฑารีย์แจ้งว่านำโฉนดที่ดินทั้ง 3 ฉบับ ไปให้ไว้กับจำเลย หากผู้เสียหายชำระเงินจำนวน 700,000 บาท จะนำโฉนดที่ดินมาคืนให้ และจำเลยยังได้โทรศัพท์มาหาผู้เสียหายให้ผู้เสียหายชำระเงิน ตามพฤติการณ์ดังกล่าวมีเหตุอันสมควรที่ทำให้จำเลยเข้าใจว่านางปัณฑารีย์มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจากผู้เสียหายในการไปขอออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้เสียหาย เมื่อนางปัณฑารีย์ตกลงให้จำเลยเป็นผู้รับเงินจากผู้เสียหายแทนโดยมอบโฉนดที่ดินทั้ง 3 ฉบับ ให้จำเลยยึดถือไว้ การที่จำเลยไม่คืนโฉนดที่ดินทั้ง 3 ฉบับ ให้แก่ผู้เสียหายจนกว่าผู้เสียหายจะชำระค่าใช้จ่ายในการออกโฉนดที่ดินทั้ง 3 ฉบับให้ก่อนนั้น จึงเป็นเรื่องที่จำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นางสุนีพร พิมลลักขณากุลหรือพิมลรัตนกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสมยศ ไขประพาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9139/2553
#510967
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ตามขอซึ่งน้อยกว่าสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน แม้ตามกฎหมายแรงงานในส่วนที่เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลแรงงานกลางจะต้องพิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย แต่ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลแรงงานพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับก็ได้" เมื่อปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องว่า โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน แต่โจทก์ไม่ได้ขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่จะได้รับเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ตามขอจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นกรณีที่ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยตามสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 180 วัน เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันไม่ใช่กรณีเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ

ส่วนกรณีการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเหตุดังกล่าวเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ ดังนั้น การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการแผนกปล่อยปละละเลยไม่วางระเบียบการตรวจสอบให้ดีปล่อยให้มีการปลอมเอกสารและลายมือชื่อในการดำเนินการเสียภาษีนำเข้าตู้สินค้าในนามจำเลยไม่ถูกต้องจนทำให้เกิดความผิดพลาดในแผนกอาจเกิดความเสียหายแก่จำเลย เป็นการกระทำที่ผิดพลาดอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตจึงมีเหตุให้นายจ้างไม่ไว้วางใจให้ลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไป เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควร จึงมิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหาย 5,081,425.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าชดเชย 124,209 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายจากการนำเข้าตู้สินค้าและเสียภาษีอย่างผิดวิธีเป็นเงิน 139,000 บาท ค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงทางการค้าทำให้จำเลยขาดรายได้จากการค้าเป็นเงิน 3,000,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าชดเชยจำนวน 124,209 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2547) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการเป็นตัวแทนในการนำเข้าและส่งออกสินค้าต่างประเทศ กรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.15 โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2544 ตำแหน่งสุดท้ายคือ ผู้จัดการแผนกซ่อมและบำรุงตู้คอนเทนเนอร์ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 41,403 บาท กำหนดจ่ายทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2547 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไป โดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โจทก์เป็นผู้บริหารคนไทยสูงสุดในแผนกซ่อมและบำรุงตู้คอนเทนเนอร์ มีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการและพนักงานในแผนกทั้งหมด อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้บริหารซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น คือผู้จัดการใหญ่ฝ่ายคอนเทนเนอร์เดิมคือนายมูราโอกะ เมื่อนายมูราโอกะย้ายกลับไปประเทศญี่ปุ่นในปลายปี 2546 มีนายโอชิมาทำหน้าที่แทนนายมูราโอกะ ผู้บริหารเหนือขึ้นไปคือนายอาราชิมาผู้อำนวยการ เดิมแผนกตู้คอนเทนเนอร์รับทำการตรวจสภาพซ่อมและบำรุงรักษาตู้คอนเทนเนอร์ ต่อมาปี 2545 โจทก์เสนอให้มีการซื้อและขายตู้คอนเทนเนอร์เก่าที่ยังสามารถใช้ได้ภายในประเทศเพื่อเป็นการหารายได้เพิ่มให้แก่แผนกและได้รับความเห็นชอบจากนายมูราโอกะให้ดำเนินการ ดังนั้น เมื่อจะทำการซื้อขายตู้คอนเทนเนอร์ โจทก์จะให้นางรัชนกพนักงานประสานงานด้านเอกสารทำการสำรวจตู้ที่ยังสามารถใช้งานได้แล้วรายงานให้โจทก์ทราบ จากนั้นโจทก์จะแจ้งให้นายมูราโอกะติดต่อซื้อตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัทเอ็น วาย เค ลาย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของจำเลยตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ที่ได้บรรทุกสินค้าเข้ามาในประเทศไทยโดยติดต่อผ่านตัวแทนซึ่งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ โดยจดหมายอีเล็กทรอนิกส์หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่าอีเมล์ เมื่อตกลงซื้อขายกันแล้ว ตัวแทนในประเทศสิงคโปร์จะแจ้งมายังบริษัทเอ็น วาย เค ชิปปิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนบริษัทแม่ในประเทศไทยให้ทราบ เพื่อส่งเอกสารการซื้อขายให้จำเลยดำเนินการเสียภาษีผ่านพิธีการทางศุลกากรเอง โดยส่งเอกสารต่างๆ มาที่แผนกของโจทก์ ซึ่งจำเลยมีแผนกนำเข้าทางเรือทำหน้าที่พิธีการทางศุลกากรนำสินค้าเข้าโดยจำเลยมอบอำนาจให้นายไพโรจน์ ผู้จัดการใหญ่ของแผนกดังกล่าวเป็นผู้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทในใบขนสินค้าและเอกสารต่าง ๆ ในการทำพิธีการทางศุลกากร โดยกรมศุลกากรได้ออกบัตรประจำตัวผู้รับมอบอำนาจให้นายไพโรจน์ไว้ เมื่อผ่านการดำเนินการของนายไพโรจน์แล้ว นายไพโรจน์จะมอบให้พนักงานคนใดคนหนึ่งในแผนกไปดำเนินการต่อกรมศุลกากรรวมทั้งนายสมบูรณ์ด้วยคนหนึ่ง ซึ่งกรมศุลกากรได้ออกบัตรผ่านพิธีการทางศุลกากรให้นายสมบูรณ์ไว้ เดิมเมื่อตกลงซื้อขายกันแล้ว บริษัท เอ็น วาย เค ชิปปิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด จะส่งเอกสารต่าง ๆ มาที่นางรัชนก จากนั้นนางรัชนกจะส่งเอกสารเหล่านั้นไปให้แผนกนำเข้าทางเรือทำพิธีการทางศุลกากรเนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์มี 2 ชนิด คือชนิดแห้งและชนิดเย็น ซึ่งแต่ละตู้จะมีหมายเลขกำกับไว้ ตู้ที่ขึ้นด้วยหมายเลข 7 จะเป็นตู้ชนิดเย็น การเสียภาษีในการทำพิธีการทางศุลกากรจะต้องชำระทั้งค่าภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าอากรขาเข้า ส่วนตู้อีกชนิดหนึ่งคือตู้แห้งหมายเลขที่กำกับไว้จะขึ้นต้นด้วยเลขอื่นทั้งหมด เว้นแต่หมายเลข 7 จะต้องชำระเฉพาะค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น เมื่อชำระค่าภาษีแล้วก็จะต้องนำเอกสารผ่านจุดตรวจปล่อยเพื่อตรวจความถูกต้อง เมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้วเจ้าหน้าที่ก็บันทึกการตรวจปล่อย หลังจากทำพิธีการทางศุลกากรดังกล่าวแล้วแผนกนำเข้าทางเรือจะส่งเอกสารที่ผ่านพิธีการและใบปะหน้าเรียกเก็บเงินค่าดำเนินการและค่าภาษีมาที่นางรัชนก นางรัชนกจะถ่ายสำเนาเอกสารที่ผ่านพิธีการดังกล่าวเพื่อส่งไปให้บริษัทเอ็น วาย เค ชิปปิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อยืนยันว่าการซื้อขายได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรถูกต้องแล้ว จากนั้นบริษัทดังกล่าวก็จะให้จำเลยรับตู้สินค้าไปเพื่อขายให้ลูกค้าต่อไป ในขณะเดียวกันนางรัชนกก็จะส่งเอกสารที่แผนกนำเข้าทางเรือทำพิธีการทางศุลกากรนั้นไปให้นางลักขณา ผู้รับผิดชอบการเงินของแผนก เพื่อรวบรวมเอกสารเสนอนายมูราโอกะหรือนายโอชิมาแล้วแต่ช่วงเวลาการทำหน้าที่เพื่อลงลายมือชื่ออนุมัติการจ่ายเงิน เมื่อมีการลงลายมือชื่ออนุมัติแล้ว นางลักขณาก็จะส่งเอกสารทั้งหมดไปให้แผนกบัญชีและการเงินของบริษัทตัดจ่ายการชำระเงินโดยวิธีภายใน แผนกของโจทก์ได้ให้แผนกนำเข้าทางเรือทำพิธีการทางศุลกากรหลายครั้ง ต่อมาตั้งแต่ประมาณปลายปี 2546 แผนกโจทก์ได้ปรึกษากันว่าในการให้แผนกนำเข้าทางเรือทำพิธีการทางศุลกากรจะเสียค่าภาษีสูงขึ้น ประกอบกับก่อนหน้านั้นนายประพันธ์ เคยเป็นพนักงานของจำเลยในแผนกตู้คอนเทนเนอร์นี้ แต่ในปี 2543 หรือ 2544 พนักงานผู้ใต้บังคับบัญชาของนายประพันธ์ถูกกล่าวหาว่าทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยจึงได้ตั้งกรรมการสอบสวนนายประพันธ์และพนักงานผู้นั้น นายประพันธ์จึงขอลาออกไป และในปี 2546 นายประพันธ์ก็เคยติดต่อขอซื้อตู้คอนเทนเนอร์จากแผนกของโจทก์แต่ได้ขอนำไปทำพิธีการทางศุลกากรเอง มีการตรวจสอบแล้วปรากฏว่าการดำเนินการของนายประพันธ์เสียภาษีถูกกว่าแผนกของโจทก์จึงตกลงให้นายประพันธ์เป็นผู้ทำพิธีการทางศุลกากรตั้งแต่ต้นปี 2547 เป็นต้นมารวม 4 ครั้ง จำนวน 15 ตู้ โดยตกลงเหมาจ่ายค่าดำเนินการและค่าภาษีทั้งหมด ตู้ชนิดแห้งตู้สั้นราคาตู้ละ 6,000 บาท ตู้ยาวราคาตู้ละ 8,500 บาท และตู้ชนิดเย็นราคาตู้ละ 16,000 บาท ขั้นตอนการดำเนินการก็เช่นเดียวกับที่ให้แผนกนำเข้าทางเรือดำเนินการทั้งหมด เมื่อนางรัชนกได้รับเอกสารจากบริษัทเอ็น วาย เค ชิปปิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด แล้ว แทนที่จะส่งไปให้แผนกนำเข้าทางเรือดำเนินการพิธีการทางศุลกากร ก็จะส่งมอบเอกสารทั้งหมดไปให้นายประพันธ์ดำเนินการแทน ปรากฏว่านายประพันธ์ได้มอบให้นายฉัตรชัย ไปดำเนินการ เมื่อนายฉัตรช้ยดำเนินการแล้วก็จะส่งเอกสารให้นายประพันธ์ นายประพันธ์จะนำเอกสารที่ผ่านพิธีการทางศุลกากรแล้วนั้นมามอบให้นางรัชนกเพื่อถ่ายสำเนาส่งไปให้บริษัทเอ็น วาย เค ชิปปิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตรวจให้จำเลยรับตู้ไปขายต่อไปและนางรัชนกส่งเอกสารที่ผ่านพิธีการนั้นไปให้นางลักขณา แต่เนื่องจากนายประพันธ์ไม่ได้ทำเอกสารใบปะหน้าเพื่อขอเบิกเงินมา นางลักขณาจึงขออนุญาตจ่ายเป็นเงินสดโดยใช้แบบฟอร์มการจ่ายเงินสดของบริษัทให้ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่ออนุมัติจ่ายตามลำดับ เริ่มจากนายธเนศ ผู้ช่วยผู้จัดการแผนก โจทก์ นายโอชิมา และนายอาราชิมาตามลำดับ และนายประพันธ์ทำเอกสารลงลายมือชื่อรับเงินไว้ แล้วนางลักขณารวบรวมเอกสารส่งไปให้แผนกการเงินและบัญชีของบริษัท สำหรับเงินที่นายประพันธ์รับไปนั้นนายประพันธ์จะเก็บค่าตอบแทนในการดำเนินการส่วนของตนไว้เป็นเงินตู้ละ 2,000 บาท ที่เหลือมอบให้นายฉัตรชัยไป เอกสารที่นายประพันธ์ให้นายฉัตรชัยดำเนินการพิธีการทางศุลกากรทั้ง 15 ตู้ โดยบริษัทเอ็น วาย เค ชิปปิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 15 ตู้ ให้จำเลยรับไปหมดแล้ว และจำเลยได้ขายไปให้แก่บุคคลภายนอกแล้วเป็นส่วนมาก ต่อมาประมาณเดือนพฤษภาคม 2547 ความจึงปรากฏข้อเท็จจริงที่ฟังได้จากการรายงานของนายไพโรจน์ต่อนายรังสรรค์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและธุรการว่า ที่มอบให้นายประพันธ์ไปดำเนินการพิธีการทางศุลกากรแก่ตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 15 ตู้ นั้นเป็นไปโดยไม่ชอบ โดยมีการปลอมลายมือชื่อของนายไพโรจน์และตราประทับในใบขนส่ง มีการระบุอ้างว่านายสมบูรณ์เป็นผู้ไปดำเนินการต่อกรมศุลกากร และการเสียภาษีสำหรับตู้ชนิดเย็นก็เสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่มีการเสียค่าอากรขาเข้าอีกทั้งการดำเนินการทั้ง 15 ตู้ ไม่มีเอกสารแสดงการตรวจปล่อยของเจ้าหน้าที่ จำเลยจึงแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายประพันธ์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง และจำเลยได้มอบให้นายรังสรรค์เป็นกรรมการสอบสวนโจทก์ นายรังสรรค์ได้ทำการสอบสวนนางลักขณา โจทก์ นายธเนศ และนายประพันธ์ไว้ ระหว่างสอบสวนนายฉัตรชัยได้ยอมรับว่าตราประทับในใบขนสินค้าในเอกสารหมาย ล.10 ถึง ล.13 เป็นตราประทับปลอมและได้ส่งตรายางดังกล่าวให้จำเลยไว้ ต่อมาจำเลยได้ไปทำเรื่องดำเนินการพิธีการทางศุลกากรสำหรับตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 15 ตู้ ที่ให้นายประพันธ์ไปดำเนินการนั้นให้ถูกต้องใหม่ทั้งหมด ผลการสอบสวนจำเลยเห็นว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่และปฏิบัติงานด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเสียหายอย่างร้ายแรง และเป็นการกระทำที่ไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จึงมีหนังสือลงวันที่ 29 มิถุนายน 2547 เลิกจ้างโจทก์โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไป การที่โจทก์มอบให้นายประพันธ์ไปดำเนินการทำพิธีการทางศุลกากรแทนแผนกนำเข้าทางเรือของจำเลยนั้น ได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาโดยชอบแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีส่วนร่วมรู้เห็นให้นายประพันธ์หรือนายฉัตรชัยไปดำเนินการ โจทก์ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายและโจทก์ไม่ได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน แต่โจทก์ขอคิดเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน จึงกำหนดให้เท่าที่โจทก์ขอ โจทก์เป็นผู้จัดการแผนกได้รับเงินเดือนสูง มีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการและพนักงานในแผนกทั้งหมด แต่ปล่อยปละละเลยไม่วางระเบียบการตรวจสอบให้ดี จนทำให้เกิดความผิดพลาดในแผนกจนอาจเกิดความเสียหายแก่จำเลย เป็นการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ย่อมทำให้ไม่เป็นที่ไว้วางใจแก่จำเลยต่อไป จึงเป็นเหตุสมควรที่จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้ทันที โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยได้รับตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 15 ตู้ ที่นายประพันธ์ไปดำเนินการพิธีการทางศุลกากรครบถ้วนจนจำเลยได้ขายไปเป็นส่วนมากซึ่งจำเลยย่อมได้กำไรจากการขาย และไม่มีผู้ใดกล่าวอ้างอันจะทำให้จำเลยได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงในทางการค้า การที่จำเลยไปดำเนินการพิธีการทางศุลกากรสำหรับตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 15 ตู้ ให้ถูกต้องใหม่ ทั้ง ๆ ที่ตู้คอนเทนเนอร์ส่วนมากจำเลยได้ขายไปแล้วเป็นการสมัครใจกระทำเพื่อป้องกันชื่อเสียงของจำเลยเอง โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยตามที่จำเลยฟ้องแย้ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ตามขอซึ่งน้อยกว่าสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้โจทก์จะฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน แต่กฎหมายแรงงานในส่วนที่เกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลแรงงานกลางจะต้องพิพากษาให้โจทก์ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ศาลแรงงานพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่า หรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับก็ได้" บทบัญญัติดังกล่าวให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิเศษที่จะพิพากษาเกินคำขอได้ เพราะคดีแรงงานเป็นคดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ลูกจ้างมีความรู้น้อย บางครั้งก็ดำเนินคดีด้วยตนเอง แต่ต้องเป็นกรณีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ เมื่อปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายคำฟ้องว่า โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 124,209 บาท โจทก์เป็นพนักงานจำเลยระดับผู้จัดการแผนกซ่อมและบำรุงตู้คอนเทนเนอร์ เป็นผู้บริหารคนไทยสูงสุดในแผนก เป็นผู้มีความรู้ โจทก์ย่อมรู้ถึงสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามสิทธิ หลังจากจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง โจทก์แต่งตั้งทนายความและทนายความโจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งโจทก์ก็ไม่ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องทั้งที่มีทนายความและสามารถดำเนินการได้ ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 124,209 บาท ตามขอพร้อมดอกเบี้ยจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นกรณีที่ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยตามสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 180 วัน เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันไม่ใช่กรณีเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาในประเด็นนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การเลิกจ้างเป็นธรรมต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งการที่จะพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 นั้น จะต้องพิจารณาถึงสาเหตุแห่งการเลิกจ้างอันแท้จริงของนายจ้างว่า มีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ และเหตุดังกล่าวเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการแผนกปล่อยปละละเลยไม่วางระเบียบการตรวจสอบให้ดีปล่อยให้มีการปลอมเอกสารและลายมือชื่อในการดำเนินการเสียภาษีนำเข้าตู้สินค้าในนามจำเลยไม่ถูกต้อง จนทำให้เกิดความผิดพลาดในแผนกอาจเกิดความเสียหายแก่จำเลย เป็นการกระทำที่ผิดพลาดอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จึงมีเหตุให้นายจ้างไม่ไว้วางใจให้ลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไปเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควร มิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์เป็นผู้จัดการแผนกได้รับเงินเดือนสูง มีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการและพนักงานในแผนกทั้งหมดแต่ปล่อยปละละเลยไม่วางระเบียบการตรวจสอบให้ดี จนทำให้เกิดความผิดพลาดในแผนกอาจเกิดความเสียหายแก่จำเลย เป็นการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ย่อมทำให้ไม่เป็นที่ไว้วางใจแก่จำเลยต่อไป จึงเป็นเหตุสมควรให้จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้ทันที โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตตามระเบียบประเพณีปฏิบัติตลอดมา จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้บริหารคนไทยสูงสุดตำแหน่งผู้จัดการแผนกซ่อมบำรุงมีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการและพนักงานในแผนกทั้งหมดไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่ทำให้นายประพันธ์ไปดำเนินการเสียภาษีนำเข้าตู้สินค้าในนามจำเลย มีการหลบเลี่ยงการเสียภาษีและปลอมลายมือชื่อนายไพโรจน์ผู้รับมอบอำนาจของจำเลยในการเสียภาษีและตราประทับ ทำให้จำเลยเสียภาษีไม่ถูกต้องต่ำกว่าความเป็นจริงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนจำเลยต้องเสียภาษีผ่านพิธีการทางศุลกากรอย่างถูกต้องใหม่ ต้องเสียภาษีอีกเป็นเงิน 139,000 บาท และทำให้จำเลยเสียชื่อเสียงในการค้า ขาดรายได้จากการค้าขายกับนายประพันธ์ เป็นเงิน 3,000,000 บาท เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงแล้ว โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลย และจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ นั้น เป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 52 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิทธิชัย ผู้สัมฤทธิ์เลิศ
จำเลย — บริษัทเอ็น วาย เค โลจิสติกส์
(ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ดิเรก อิงคนินันท์
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9138/2553
#508233
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรมเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำหรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่นรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง" และมาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี (5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" การที่จำเลยสั่งซื้อเสาเข็มจากโจทก์และให้โจทก์บริการตอกเสาเข็มเพื่อก่อสร้างศูนย์การค้าที่จำเลยจะใช้ทำการค้าขายเอกงและบางส่วนให้ผู้อื่นเช่าทำการค้านั้นโจทก์ผู้ประกอบการค้าชอบที่จะเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบซึ่งปกติมีอายุความสองปีซึ่งแม้เสาเข็มที่จำเลยสั่งให้โจทก์ตอกลงในดินที่จำเลยจะสร้างศูนย์การค้านั้น จำเลยมิได้นำเสาเข็มดังกล่าวไปขายต่ออีกทอดหนึ่งก็ตาม แต่การที่จำเลยจ้างโจทก์ตอกเสาเข็มเพื่อประกอบเป็นอาคารศูนย์การค้าที่จำเลยมิได้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียวคงใช้เพื่อประกอบกิจการของฝ่ายจำเลย ด้วยการนำพื้นที่บางส่วนให้ผู้อื่นเช่าทำการค้าจึงถือได้ว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเองต้องด้วยข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความห้าปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,163,077.80 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,016,898.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,016,898.70 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป้นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าโจทก์จำเลยตกลงซื้อขายเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงพร้อมบริการตอกรวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 4,048,880 บาท โดยผู้ซื้อจะจ่ายเงินค่าเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงให้เป็นงวดงานเมื่อจำนวนเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงที่ตอกแล้วเสร็จสมบูรณ์ครบทุก 100 ต้น โจทก์ได้ตอกเสาเข็มตามสัญญาให้แก่จำเลยครบจำนวน 440 ต้น และจำเลยได้ชำระเงินค่าเสาเข็มแก่โจทก์รวม 300 ต้น ส่วนอีกจำเลย 140 ต้น จำเลยมิได้ชำระเพราะเหตุโจทก์ตอกเสาเข็มในงวดที่ 4 หนีศูนย์ไปมากกว่าตามที่กำหนดในสัญญา คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยซื้อเสาเข็มพร้อมบริการตอกจากโจทก์ ซึ่งเสาเข็มที่จำเลยสั่งซื้อเป็นเพียงฐานรากเพื่อจะก่อสร้างอาคารเท่านั้น และจะใช้อาคารไปประกอบธุรกิจการค้าอีกทอดหนึ่ง จึงมิใช่กรณีเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้โดยตรง สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์จำเลยจึงมีอายุความ 2 ปี เห็นว่า นายวิสัน กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยได้สั่งซื้อเสาเข็มจากโจทก์จำนวน 440 ต้น ในราคาต้นละ 8,600 บาท โดยให้โจทก์บริการตอกเสาเข็มให้ด้วยโจทก์ได้ตอกเสาเข็มให้แก่จำเลยเสร็จเรียบร้อบแล้ว จำเลยชำระเงินค่างวดงานให้โจทก์เพียง 3 งวด เป็นเงิน 2,963,640.30 บาท และนายเข็มพร กรรมการจำเลยเบิกความว่าจำเลยจ้างให้โจทก์ตอกเสาเข็มโดยประสงค์จะก่อสร้างศูนย์การค้าชื่อว่าเวล มาร์เก็ต เพลส และพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ศูนย์การค้าที่จำเลยก่อสร้างนั้นมีทั้งส่วนที่จำเลยจะใช้ทำการค้าขายเป็นของตนเองและส่วนที่จำเลยจะให้ผู้อื่นเช่าทำการค้าขาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 2 ปี (1) ผู้ประกอบการค้า... เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ... เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง และตามมาตรา 193/33 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี (5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 19/34 (1) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ดังนั้น การที่โจทก์ผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบค่าการงานที่ได้ทำซึ่งปกติต้องมีอายุความ 2 ปี เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง และการที่โจทก์ตอกเสาเข็มให้แก่จำเลยเพื่อสร้างศูนย์การค้า เวล มาร์เก็ต เพลส เพื่อการที่จำเลยจะใช้ทำการค้าขายเป็นของตนเองรวมทั้งส่วนที่จำเลยจะ เอาให้ผู้อื่นเช่าทำการค้าขายด้วยจึงถือได้ว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้ (จำเลย) นั้นเอง แม้เสาเข็มที่จำเลยสั่งโจทก์ตอกลงในที่ดินที่จำเลยจะสร้างศูนย์การค้า จำเลยมิได้นำเสาเข็มดังกล่าวไปทำการขายต่ออีกทอดหนึ่งก็ตาม แต่การที่จำเลยจ้างโจทก์ตอกเสาเข็มเพื่อประกอบเป็นอาคารศูนย์การค้าแม้จะถือเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร และจำเลยมิได้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว คงใช้เพื่อประกอบกิจการของฝ่ายจำเลยด้วย จึงเป็นการทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้ย่อมมีอายุความ 5 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสองมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระราคาค่าเสาเข็มแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นายเข็มพร กรรมการจำเลยเบิกความว่า โจทก์ได้ตอกเสาเข็มให้แก่จำเลยครบทั้ง 440 ต้นแล้ว และมีการชำระเงินให้โจทก์ไปแล้ว 3 งวด คงค้างเงินอยู่ในงวดที่ 4 และงวดที่ 5 เพราะเสาเข็มงวดที่ 4 โจทก์ตอกเสาเข็มหนีศูนย์ไปมากกว่าที่กำหนดในสัญญา จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์รับว่าเป็นความจริงแต่โจทก์ไม่แก้ไข แต่บอกให้จำเลยจแก้ไขเอาเอง จำเลยดำเนินการแก้ไขแล้วโดยวิศวกรได้คำนวณความเสียหายไว้เป็นเงิน 537,986 บาท ตามเอกสารหมาย จ.8 เห็นว่า ปัญหาความเสียหายอันเกิดจากเสาเข็มหนีศูนย์จำนวน 537,986 บาท ที่ได้รับการประเมินโดยบริษัทโอเวอร์ออล โปรเจ็คส์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาควบคุมดูแลงานให้แก่จำเลยนั้น จำเลยมิได้นำวิศวกรผู้ประเมินความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาเสาเข็มหนีศูนย์มาเบิกความ คงมีแต่เอกสารหมาย จ.8 ที่บริษัทโอเวอร์ออล โปรเจคส์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ทำขึ้น ทั้งไม่มีรายละเอียดในการประเมินค่าใช้จ่ายให้ชัดแจ้งจึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ข้อ 4 รับว่า ที่จำเลยอ้างว่าเสาเข็มที่โจทก์ตอกมีปัญหาเสาเข็มหนีศูนย์ในงานงวดที่ 4 และโจทก์ยอมตกลงหักลดหนี้ให้แก่จำเลยครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 268,993 บาท แล้ว จำเลยยังคงค้างค่าเสาเข็มในงวดที่ 4 และงวดที่ 5 เป็นเงิน 1,084,447.70 บาท และเงินประกันผลงานร้อยละ 5 ตามสัญญาที่จำเลยหักไว้ตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 5 จำนวน 202,444 บาท รวมเป็นเงิน 1,286,871.70 บาท แต่โจทก์เรียกร้องเพียงจำนวน 1,285,891.70 บาท เมื่อหักลดหนี้ในส่วนค่าเสาเข็มหนีศูนย์จำนวน 268,993 บาท จำเลยคงค้างชำระเงินแก่โจทก์ 1,016,898.70 บาท ซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.9 และจำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2540 โดยในหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือฉบับนี้ ซึ่งครบกำหนดวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันครบกำหนดบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินธุโปรดักส์ จำกัด
บริษัทเวล บิสซิเนส
จำเลย — ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9138/2553
#555629
เปิดฉบับเต็ม

กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยได้สั่งซื้อเสาเข็มจากโจทก์จำนวน 440 ต้น ในราคาต้นละ 8,600 บาท โดยให้โจทก์บริการตอกเสาเข็มให้ด้วย โจทก์ได้ดำเนินการตอกเสาเข็มให้แก่จำเลยเพื่อก่อสร้างอาคารศูนย์การค้า เวล มาร์เก็ต เพลส เสร็จเรียบร้อยแล้ว ศูนย์การค้าที่จำเลยก่อสร้างนั้นมีทั้งส่วนที่จำเลยจะใช้ทำการค้าขายเป็นของตนเองและส่วนที่จำเลยจะให้ผู้อื่นเช่าทำการค้าขาย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 2 ปี (1) ผู้ประกอบการค้า... เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ... เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง และตามมาตรา 193/33 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี (5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1)... ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ดังนั้น การที่โจทก์ผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำซึ่งปกติต้องมีอายุความ 2 ปี เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง และการที่โจทก์ตอกเสาเข็มให้แก่จำเลยเพื่อสร้างศูนย์การค้า เวล มาร์เก็ต เพลส เพื่อการที่จำเลยจะใช้ทำการค้าขายเป็นของตนเองรวมทั้งส่วนที่จำเลยจะเอาให้ผู้อื่นเช่าทำการค้าขายด้วย จึงถือได้ว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้ (จำเลย) นั้นเอง แม้เสาเข็มที่จำเลยสั่งโจทก์ตอกลงในที่ดินที่จำเลยก่อสร้างศูนย์การค้า จำเลยมิได้นำเสาเข็มดังกล่าวไปทำการขายต่ออีกทอดหนึ่งก็ตาม แต่การที่จำเลยจ้างโจทก์ตอกเสาเข็มเพื่อประกอบเป็นอาคารศูนย์การค้าแม้จะถือเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร และจำเลยมิได้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว คงใช้เพื่อประกอบกิจการของฝ่ายจำเลยด้วย จึงเป็นการทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้ย่อมมีอายุความ 5 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,163,077.80 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,016,898.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,016,898.70 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าโจทก์จำเลยตกลงซื้อขายเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงพร้อมบริการตอกรวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 4,048,880 บาท โดยผู้ซื้อจะจ่ายเงินค่าเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงให้เป็นงวดงานเมื่อจำนวนเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงที่ตอกแล้วเสร็จสมบูรณ์ครบทุก 100 ต้น โจทก์ได้ตอกเสาเข็มตามสัญญาให้แก่จำเลยครบจำนวน 440 ต้น และจำเลยได้ชำระเงินค่าเสาเข็มแก่โจทก์รวม 300 ต้น ส่วนอีกจำเลย 140 ต้น จำเลยมิได้ชำระเพราะเหตุโจทก์ตอกเสาเข็มในงวดที่ 4 หนีศูนย์ไปมากกว่าตามที่กำหนดในสัญญา คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยซื้อเสาเข็มพร้อมบริการตอกจากโจทก์ ซึ่งเสาเข็มที่จำเลยสั่งซื้อเป็นเพียงฐานรากเพื่อจะก่อสร้างอาคารเท่านั้น และจะใช้อาคารไปประกอบธุรกิจการค้าอีกทอดหนึ่ง จึงมิใช่กรณีเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้โดยตรง สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์จำเลยจึงมีอายุความ 2 ปี เห็นว่า นายวิสัน กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยได้สั่งซื้อเสาเข็มจากโจทก์จำนวน 440 ต้น ในราคาต้นละ 8,600 บาท โดยให้โจทก์บริการตอกเสาเข็มให้ด้วยโจทก์ได้ตอกเสาเข็มให้แก่จำเลยเสร็จเรียบร้อยแล้ว จำเลยชำระเงินค่างวดงานให้โจทก์เพียง 3 งวด เป็นเงิน 2,963,640.30 บาท และนายเข็มพร กรรมการจำเลยเบิกความว่าจำเลยจ้างให้โจทก์ตอกเสาเข็มโดยประสงค์จะก่อสร้างศูนย์การค้าชื่อว่าเวล มาร์เก็ต เพลส และพยานเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ศูนย์การค้าที่จำเลยก่อสร้างนั้นมีทั้งส่วนที่จำเลยจะใช้ทำการค้าขายเป็นของตนเองและส่วนที่จำเลยจะให้ผู้อื่นเช่าทำการค้าขาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 2 ปี (1) ผู้ประกอบการค้า... เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ... เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง และตามมาตรา 193/33 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี (5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ดังนั้น การที่โจทก์ผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบค่าการงานที่ได้ทำซึ่งปกติต้องมีอายุความ 2 ปี เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง และการที่โจทก์ตอกเสาเข็มให้แก่จำเลยเพื่อสร้างศูนย์การค้า เวล มาร์เก็ต เพลส เพื่อการที่จำเลยจะใช้ทำการค้าขายเป็นของตนเองรวมทั้งส่วนที่จำเลยจะเอาให้ผู้อื่นเช่าทำการค้าขายด้วยจึงถือได้ว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้ (จำเลย) นั้นเอง แม้เสาเข็มที่จำเลยสั่งโจทก์ตอกลงในที่ดินที่จำเลยจะสร้างศูนย์การค้า จำเลยมิได้นำเสาเข็มดังกล่าวไปทำการขายต่ออีกทอดหนึ่งก็ตาม แต่การที่จำเลยจ้างโจทก์ตอกเสาเข็มเพื่อประกอบเป็นอาคารศูนย์การค้าแม้จะถือเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร และจำเลยมิได้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว คงใช้เพื่อประกอบกิจการของฝ่ายจำเลยด้วย จึงเป็นการทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้ย่อมมีอายุความ 5 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสองมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระราคาค่าเสาเข็มแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นายเข็มพร กรรมการจำเลยเบิกความว่า โจทก์ได้ตอกเสาเข็มให้แก่จำเลยครบทั้ง 440 ต้นแล้ว และมีการชำระเงินให้โจทก์ไปแล้ว 3 งวด คงค้างเงินอยู่ในงวดที่ 4 และงวดที่ 5 เพราะเสาเข็มงวดที่ 4 โจทก์ตอกเสาเข็มหนีศูนย์ไปมากกว่าที่กำหนดในสัญญา จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์รับว่าเป็นความจริงแต่โจทก์ไม่แก้ไข แต่บอกให้จำเลยแก้ไขเอาเอง จำเลยดำเนินการแก้ไขแล้วโดยวิศวกรได้คำนวณความเสียหายไว้เป็นเงิน 537,986 บาท เห็นว่า ปัญหาความเสียหายอันเกิดจากเสาเข็มหนีศูนย์จำนวน 537,986 บาท ที่ได้รับการประเมินโดยบริษัทโอเวอร์ออล โปรเจ็คส์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาควบคุมดูแลงานให้แก่จำเลยนั้น จำเลยมิได้นำวิศวกรผู้ประเมินความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาเสาเข็มหนีศูนย์มาเบิกความ คงมีแต่เอกสารหมาย จ.8 ที่บริษัทโอเวอร์ออล โปรเจคส์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ทำขึ้น ทั้งไม่มีรายละเอียดในการประเมินค่าใช้จ่ายให้ชัดแจ้งจึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ข้อ 4 รับว่า ที่จำเลยอ้างว่าเสาเข็มที่โจทก์ตอกมีปัญหาเสาเข็มหนีศูนย์ในงานงวดที่ 4 และโจทก์ยอมตกลงหักลดหนี้ให้แก่จำเลยครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 268,993 บาท แล้ว จำเลยยังคงค้างค่าเสาเข็มในงวดที่ 4 และงวดที่ 5 เป็นเงิน 1,084,447.70 บาท และเงินประกันผลงานร้อยละ 5 ตามสัญญาที่จำเลยหักไว้ตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 5 จำนวน 202,444 บาท รวมเป็นเงิน 1,286,891.70 บาท แต่โจทก์เรียกร้องเพียงจำนวน 1,285,891.70 บาท เมื่อหักลดหนี้ในส่วนค่าเสาเข็มหนีศูนย์จำนวน 268,993 บาท จำเลยคงค้างชำระเงินแก่โจทก์ 1,016,898.70 บาท ซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2540 และจำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2540 โดยในหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือฉบับนี้ ซึ่งครบกำหนดวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันครบกำหนดบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 15,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินธุโปรดักส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเวล บิสซิเนส ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายประดิษฐ์ สิงหทัศน์
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ นิชโรจน์
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
กรองเกียรติ คมสัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9092/2553
#513543
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกับพวกฟอกเงินตามฟ้อง ศาลก็พิพากษาลงโทษจำเลยได้ กรณีไม่จำต้องอาศัยความผิดมูลฐานเป็นเงื่อนไขว่าจะต้องมีการดำเนินคดีอาญาในความผิดมูลฐานหรือมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดมูลฐานเสียก่อน จึงจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานได้ ทั้งในการพิพากษาคดีอาญาก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาคดีอื่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 เวลากลางวัน นายวิสูตร ซึ่งหลบหนีนำเงินจำนวน 1,000,000 บาท อันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ที่จำเลยและนายวิสูตรกับพวกอีก 2 คน ซึ่งหลบหนี และนายธวัชชัย ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนกฎหมาย โอนเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโพนพิสัย ของจำเลย โดยจำเลยรับโอนเงินจำนวนดังกล่าวจากนายวิสูตร อันเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำผิดดังกล่าว เพื่อซุกซ่อนปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และมิให้ผู้ใดพบเห็นและทราบถึงลักษณะที่แท้จริง ตลอดทั้งการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 , 5 , 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอีกเรื่องหนึ่งดังล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (ที่ถูก มาตรา 5 (1)) ,60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุก 6 ปี นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 519/2548 ของศาลจังหวัดหนองคาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่าในวัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายวิสูตร นำเงินจำนวน 1,000,000 บาท ฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์โอนไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโพนพิสัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกับนายวิสูตรร่วมกันกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่นั้น ผู้กระทำต้องปกปิดเป็นความลับวางแผนการติดต่อซื้อขายรับส่งยาเสพติดและชำระเงินกันอย่างละเอียด ทั้งหลีกเลี่ยงการยึดถือยาเสพติดและเงินที่ได้มาจากการขายไว้เอง จึงยากแก่การหาพยานหลักฐานที่ชัดเจนมั่นคงมานำสืบเอาผิดกับคนร้ายได้ จำเป็นต้องอาศัยเหตุผลจากพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีและพิรุธในการกระทำของผู้นั้น แม้ไม่มีการดำเนินคดีแก่นายวิสูตรในข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษโดยตรงและความผิดฐานฟอกเงินของนายวิสูตรยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา แต่ข้อเท็จจริงซึ่งเจ้าพนักงานสืบสวนได้ความมาตามคำเบิกความของพันตำรวจโทอธิวัฒน์และคำให้การในชั้นสอบสวนของนายรุ่งธรรมซึ่งเป็นพยานบอกเล่ามีสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมซึ่งทำให้น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำนางสาวรัตนา นายสุวิทย์ และนายนิยม ซึ่งเป็นพี่น้องและบิดาของนายวิสูตรได้ความตรงกันว่า นายวิสูตรไม่ได้ประกอบอาชีพอื่นใด นอกจากเปิดอู่พ่นสี ล้างรถตามบันทึกคำให้การ ซึ่งไม่น่าจะทำให้มีรายได้มากนัก ทั้งนายวิสูตรไม่ใช่คนมีฐานะดีมาก่อน แต่เจ้าพนักงานยึดทรัพย์สินของนายวิสูตรได้มากมาย ทั้งเงินสด เงินฝากธนาคาร ที่ดิน รถยนต์และทรัพย์สินอื่น ๆ ตามบัญชีของกลางคดีอาญา เห็นได้ชัดว่ามีมากเกินฐานะและความสามารถในการหามาได้หากประกอบอาชีพสุจริต ขณะเจ้าพนักงานเข้าตรวจยึดทรัพย์สินของนายธวัชชัยและของนายวิสูตร นายวิสูตรก็ไม่อยู่เพื่อแสดงหลักฐานพิสูจน์ถึงที่มาของทรัพย์สินของตน กลับหลบหนีไปอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของนางสายทองภริยา เพียงพอให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่านายวิสูตรเกี่ยวข้องและมีรายได้จำนวนมาก จากการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในละแวกจังหวัดสมุทรปราการ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าก่อนการโอนเงินรายนี้ 2 เดือน เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านของนายวิสูตรที่จังหวัดเพชรบูรณ์และยึดทรัพย์สินหลายรายการ รวมทั้งเงินสดจำนวนมากถึง 1,350,000 บาท แม้ในเวลาต่อมานางสายทองจะได้เงินจำนวนดังกล่าวคืนไป แต่เชื่อว่าเป็นเหตุให้นายวิสูตรต้องรีบยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินให้พ้นจากการตรวจยึด สอดคล้องกับเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 นางสาวรัตนาน้องของนายวิสูตรนำเงินจำนวน 500,000 บาท ฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสายลวดเพื่อโอนไปเข้าบัญชีของจำเลยในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาโพนพิสัย จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าเงินจำนวน 1,000,000 บาท ที่นายวิสูตรโอนให้แก่จำเลยเป็นเงินที่นายวิสูตรได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าเลิกร้างกับนายวิสูตรแล้วฟังไม่ขึ้นเพราะขัดแย้งกับที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวนดังที่วินิจฉัยมา จำเลยซึ่งยังเป็นภริยาของนายวิสูตร อยู่กินด้วยกันมานานถึงสิบกว่าปีและมีบุตรด้วยกันสองคน ย่อมต้องทราบดีว่านายวิสูตรได้เงินจำนวนดังกล่าวมาอย่างไร ประกอบกับที่ฟังได้ว่า หลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน จำเลยก็ถอนเงินจำนวน 1,500,000 บาท ออกจากบัญชีเงินฝากดังกล่าว ล้วนเป็นพิรุธที่ทำให้รับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยทราบดีว่าเงินที่รับโอนจากนายวิสูตรเป็นเงินที่นายวิสูตรได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยกล่าวในฎีกาว่า คดีความผิดมูลฐานไม่มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยหรือนายวิสูตรในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษก็ดี ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3227/2548 ของศาลชั้นต้นที่นายวิสูตรถูกฟ้องในความผิดฐานฟอกเงินจำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแล้วก็ดีนั้น เห็นว่า เมื่อรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกับพวกฟอกเงินตามฟ้อง ศาลก็พิพากษาลงโทษจำเลยได้ กรณีไม่จำต้องอาศัยความผิดมูลฐานเป็นเงื่อนไขว่าจะต้องมีการดำเนินคดีอาญาในความผิดมูลฐานหรือมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดมูลฐานเสียก่อน จึงจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานได้ ทั้งในการพิพากษาคดีอาญาก็ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาคดีอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (1) ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นางสาวชลาลัย บูชากุล
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9089/2553
#503218
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และวรรคสอง บัญญัติให้พนักงานอัยการแจ้งให้เลขาธิการทราบว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์พอที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนตกเป็นของแผ่นดินได้ ส่วนมาตรา 49 วรรคสาม บัญญัติว่าเมื่อเลขาธิการดำเนินการตามวรรคสองแล้ว ให้ส่งเรื่องเพิ่มเติมให้พนักงานอัยการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง หากพนักงานอัยการยังเห็นว่าไม่มีเหตุผลพอที่จะยื่นคำร้องต่อศาล ให้พนักงานอัยการรีบแจ้งให้เลขาธิการทราบเพื่อส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินวินิจฉัยชี้ขาด เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเป็นประการใด ให้พนักงานอัยการและเลขาธิการปฏิบัติตาม ประกอบกับเหตุผลในการประกาศใช้พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คือ "เนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบอาชญากรรมซึ่งกระทำความผิดกฎหมายบางประเภทได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นมากระทำการในรูปแบบต่างๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปอีก ทำให้ยากแก่การปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายเหล่านั้นและโดยที่กฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถปราบปรามการฟอกเงินหรือดำเนินการกับเงินหรือทรัพย์สินนั้นได้เท่าที่ควร ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมดังกล่าว สมควรกำหนดมาตรการต่างๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้" แสดงให้เห็นว่าเพียงแต่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินก็มีอำนาจส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินแล้ว และหากพนักงานอัยการเห็นว่าเรื่องดังกล่าวสมบูรณ์พอ พนักงานอัยการก็มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินได้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้บัญญัติว่า ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจะต้องเป็นทรัพย์สินในคดีที่มีคำพิพากษาว่ามีผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษเท่านั้น เพียงแต่หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้นไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ แต่หากมีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นเหตุที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องต่อศาล และพนักงานอัยการย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง 23 รายการ มูลค่ารวม 1,123,356.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากของทรัพย์สินรายการที่ 20 และ 21 ที่เกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองคัดค้านขอให้คืนทรัพย์สินทั้งหมดแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง

ระหว่างไต่สวน ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย เด็กหญิงณัฐกานต์ทายาทโดยผู้คัดค้านที่ 2 ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 23 รายการ พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากของทรัพย์สินรายการที่ 20 และ 21 เว้นแต่บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่ 186 - 1 - 06639 - 3 ซึ่งไม่มีเงินในบัญชี ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้คัดค้านทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 23 รายการ ตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า การดำเนินการของคณะกรรมการธุรกรรมเป็นไปตามขั้นตอนและตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่มุ่งเน้นถึงตัวทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ไม่ได้มุ่งเน้นถึงผู้กระทำความผิด ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้ เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และวรรคสอง บัญญัติให้พนักงานอัยการแจ้งให้เลขาธิการทราบว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์พอที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนตกเป็นของแผ่นดินได้ ส่วนมาตรา 49 วรรคสาม บัญญัติว่าเมื่อเลขาธิการดำเนินการตามวรรคสองแล้ว ให้ส่งเรื่องเพิ่มเติมให้พนักงานอัยการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง หากพนักงานอัยการยังเห็นว่าไม่มีเหตุผลพอที่จะยื่นคำร้องต่อศาล ให้พนักงานอัยการรีบแจ้งให้เลขาธิการทราบเพื่อส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินวินิจฉัยชี้ขาด เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเป็นประการใด ให้พนักงานอัยการและเลขาธิการปฏิบัติตาม ประกอบกับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คือ "เนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบอาชญากรรมซึ่งกระทำความผิดกฎหมายบางประเภทได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นมากระทำการในรูปแบบต่างๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปอีก ทำให้ยากแก่การปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมายเหล่านั้นและโดยที่กฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถปราบปรามการฟอกเงินหรือดำเนินการกับเงินหรือทรัพย์สินนั้นได้เท่าที่ควร ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมดังกล่าว สมควรกำหนดมาตรการต่างๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้" แสดงให้เห็นว่าเพียงแต่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินก็มีอำนาจส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินั้นตกเป็นของแผ่นดินแล้ว และหากพนักงานอัยการเห็นว่าเรื่องดังกล่าวสมบูรณ์พอ พนักงานอัยการก็มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินได้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไม่ได้บัญญัติว่า ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจะต้องเป็นทรัพย์สินในคดีที่มีคำพิพากษาว่ามีผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษเท่านั้น เพียงแต่หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้นไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ แต่หากมีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นเหตุที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องต่อศาล และพนักงานอัยการย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินได้ เมื่อปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจภูธรภาค 7 และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไปค้นบ้านของผู้คัดค้านที่ 1 ตามหมายค้นของศาล เนื่องจากสืบทราบว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมขบวนการผลิตและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) และยึดทรัพย์สินได้ 23 รายการ ซึ่งเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจสอบแล้ว เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีอาชีพประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันและซื้อขายรถยนต์มือสองมีรายได้สูงกว่าปกติ ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นภริยาของผู้คัดค้านที่ 1 แต่ไม่ได้ประกอบอาชีพใด ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นบุตรของนายสมศักดิ์ ซึ่งมีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) อันเป็นความผิดมูลฐาน อีกทั้งนายอุดม และนางสำลี ลุงและป้าของผู้คัดค้านที่ 1 ก็ถูกจับกุมดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดหลายหน และนางสาวอัญชลี น้องสาวของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ประกันตัวนายอุดม คณะกรรมการธุรกรรมตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เห็นว่า ทรัพย์สินทั้ง 23 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือรับโอนมาโดยไม่สุจริต และผู้ร้องเห็นว่า มีเหตุเพียงพอที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน จึงยื่นคำร้องเป็นคดีนี้การดำเนินการของคณะกรรมการธุรกรรมจึงชอบตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 แล้ว ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 23 รายการ ตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาคณะคดีปกครอง ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้ฟังขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คืนค่าธรรมเนียมใช้แทนแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพรชัย จันทร์ปลูก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรนันท์ ประถมปัทมะ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9071/2553
#507409
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำเด็กชาย ศ. ซึ่งมีอายุ 12 ปี และให้ชี้ภาพถ่ายซึ่งกระทำเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2542 นั้น ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ และมาตรา 133 ตรี ซึ่งเพิ่มเติมโดยมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 20)ฯ และต่อมาเฉพาะมาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง กับมาตรา 133 ตรี แก้ไขโดยมาตรา 5 และ 6 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 26)ฯ ยังมิได้ใช้บังคับ ดังนี้การถามปากคำเด็กชาย ศ. และชี้ภาพถ่ายคนร้าย เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2542 ของพนักงานสอบสวนโดยมิได้จัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำจึงเป็นไปโดยชอบ ส่วนการชี้ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ก็เป็นเพียงการชี้ภาพถ่ายในลักษณะของการสอบสวนเพิ่มเติม มิใช่เป็นการชี้ตัวผู้ต้องหาแต่อย่างใด และแม้พนักงานสอบสวนมิได้จัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง ทั้งไม่เข้าเหตุจำเป็นเร่งด่วนตาม 133 ทวิ วรรคท้าย ก็ตาม คงมีผลเพียงทำให้คำให้การและการชี้ภาพถ่ายในชั้นสอบสวนของเด็กชาย ศ. เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้เท่านั้น หาเป็นเหตุให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดไม่ จึงถือได้ว่ามีการสอบสวนโดยชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ให้ประหารชีวิต และริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 20 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายประวิทย์ ผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนขนาด 11 มม. ยิงจนถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ พนักงานสอบสวนยึดได้ปลอกกระสุนปืนขนาด 11 มม. จำนวน 4 ปลอก และรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน สระบุรี น-2762 ซึ่งไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเป็นของกลางตามบัญชีของกลาง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานโจทก์มีนางผ่องศรี เบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานขายผลไม้อยู่ที่ตลาดนัดตรงข้ามที่เกิดเหตุ เวลา 20 นาฬิกาเศษ พยานเก็บของใส่รถกระบะได้ยินเสียงปืนดังปังจากฝั่งตรงข้ามถนนจึงหันไปดู เห็นคนร้ายซึ่งถืออาวุธปืนอยู่ในมือยิงผู้ตายและยิงซ้ำอีก 1 นัด ผู้ตายล้มลง คนร้ายเดินข้ามถนนมายังรถจักรยานยนต์ที่พวกติดเครื่องรออยู่ พยานร้องว่า มีคนถูกยิง คนร้ายหันมาดูและหันปากกระบอกปืนมาที่พยาน พยานวิ่งหลบไปทางท้ายรถของพยาน คนร้ายไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์หลบหนีไป พยานเคยไปชี้ภาพถ่ายของคนร้าย ณ ที่ว่าการอำเภอสามพรานโดยมีนายอำเภอร่วมอยู่ด้วย โดยพนักงานสอบสวนนำภาพถ่าย 4 ภาพ มาให้พยานดู พยานชี้ภาพถ่ายว่าเป็นภาพถ่ายของคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจให้พยานชี้ตัวคนร้ายและภาพถ่ายซึ่งคนร้ายที่พยานชี้ภาพถ่ายและชี้ตัวว่าเป็นคนร้ายคือจำเลย กับมีเด็กชายศรัญญู เบิกความว่า คืนเกิดเหตุพยานออกจากบ้านไปใช้โทรศัพท์ที่หน้าโรงงานบุญช่วย แล้วเดินไปรับประทานอาหารที่ร้านหน้าบ้านของผู้ตาย ระหว่างที่รออาหารได้ยินเสียงปืนดังขึ้นที่ข้างถนนห่างจากพยานประมาณ 3 เมตร พยานเห็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 3 นัด แล้วคนร้ายเดินข้ามถนนไปขึ้นรถจักรยานยนต์ซึ่งพวกรออยู่หลบหนีไป พยานเคยไปให้ปากคำและเจ้าพนักงานตำรวจให้พยานดูภาพถ่ายหลายภาพ พยานชี้ภาพถ่ายว่า เป็นภาพถ่ายของคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยซึ่งอยู่ในห้องพิจารณาคือคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เห็นว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่ชุมชนซึ่งมีทั้งร้านค้าและเต็นท์ขายอาหารอยู่ที่หน้าบ้านของผู้ตาย ฝั่งตรงข้ามถนนก็มีเต็นท์ตลาดนัด บริเวณดังกล่าวย่อมมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าเพียงพอแก่การมองเห็นได้ชัด นางผ่องศรีกับเด็กชายศรัญญูเป็นประจักษ์พยานเบิกความสอดคล้องต้องกัน และข้อเท็จจริงที่ได้ความจากคำของพยานทั้งสองก็ตรงกับพฤติการณ์ในการก่อเหตุของคนร้ายจึงเชื่อได้ว่าพยานทั้งสองเห็นเหตุการณ์และคนร้าย ส่วนที่พันตำรวจโทวัฒนาเบิกความว่า พยานสอบพยานที่อยู่ในเหตุการณ์คือนายประเสริฐ นายสมนึก และนายธรรมรัตน์ ไว้เป็นพยานตามบันทึกคำให้การ ก็หาได้มีความหมายถือเป็นข้อที่แสดงว่ามีเพียงพยานดังกล่าวเท่านั้นที่อยู่ในเหตุการณ์ดังจำเลยฎีกาไม่ เพราะในวันเกิดเหตุย่อมจะมีความฉุกละหุกอยู่บ้างพอสมควร การที่พันตำรวจโทวัฒนาจะไปสอบถามหรือค้นหาพยานในช่วงดังกล่าวจึงอาจทำได้ไม่ทั่วถึง ดังนี้ การสอบปากคำของนางผ่องศรีกับเด็กชายศรัญญูซึ่งได้กระทำหลังวันเกิดเหตุ จึงมิได้เป็นข้อพิรุธหรือมีข้อน่าสงสัยว่าจะมีการปั้นแต่งพยานไม่ ทั้งไม่มีเหตุผลใดที่นางผ่องศรีกับเด็กชายศรัญญูจะต้องไปให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความต่อศาลเพื่อปรักปรำกลั่นแกล้งจำเลย การที่นางผ่องศรีชี้ภาพถ่ายของคนร้าย ณ ที่ว่าการอำเภอสามพราน โจทก์ยังมีนายตรี นายอำเภอสามพรานเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 พนักงานสอบสวนขอนำนางผ่องศรีมาชี้ภาพของคนร้ายในห้องทำงานของพยานเนื่องจากห้องของพยานมีข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมกับส่วนกลาง นางผ่องศรีชี้ยืนยันภาพของจำเลยว่าเป็นคนร้ายและเมื่อขยายภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น นางผ่องศรียังคงชี้ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย อันเป็นการกระทำอย่างเปิดเผยต่อหน้าพนักงานฝ่ายปกครองและได้กระทำก่อนการจับกุมจำเลย จึงมิใช่เป็นเพราะพยานได้เห็นภาพของจำเลยจากภาพข่าวในสิ่งพิมพ์หรือโทรทัศน์มาก่อน ส่วนเด็กชายศรัญญูก็ได้ความว่าพนักงานสอบสวนสอบปากคำไว้ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2542 หลังเกิดเหตุเพียง 4 วัน ตามบันทึกคำให้การ โดยพยานให้การว่า เห็นเหตุการณ์และคนร้าย กับชี้ภาพถ่ายของจำเลยว่าเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ครั้นจับกุมจำเลยได้นางผ่องศรีชี้ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายตามบันทึกและภาพถ่าย ในชั้นพิจารณาพยานทั้งสองยังคงเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ที่เด็กชายศรัญญูให้การในชั้นสอบสวนกับเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าคนร้ายมีสิวเต็มใบหน้าแต่จำเลยนำสืบว่าช่วงเกิดเหตุจำเลยไม่มีสิวนั้น สิวเป็นเพียงส่วนประกอบที่มิได้มีความสำคัญมากไปกว่ารูปของใบหน้า ประกอบกับเด็กชายศรัญญูยังคงเบิกความตอบโจทก์ถามติงถึงข้อเท็จจริงส่วนนี้ว่า พยานเห็นใบหน้าของจำเลยได้อย่างชัดเจนเนื่องจากไม่มีสิ่งใดบัง และที่จำเลยนำสืบโดยมีนายวสันต์ บิดาของเด็กชายศรัญญูเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า ทนายจำเลยสอบถามเด็กชายศรัญญูว่าจำเลยเป็นคนร้ายหรือไม่ เด็กชายศรัญญูบอกว่าไม่ใช่กับยืนยันว่าคนร้ายผมหยิก ก็ได้ความจากคำของเด็กชายศรัญญูเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า บิดาของพยานเป็นคนตอบคำถามของทนายจำเลย ไม่ใช่พยาน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ยิงผู้ตาย จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง พยานอ้างฐานที่อยู่ของจำเลยที่ว่าช่วงเกิดเหตุจำเลยอยู่ที่บ้านที่ตำบลบ้านมา อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีการตั้งวงดื่มสุรากับพวกและทำอาหารรับประทานกัน ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาว่า ในการสอบปากคำเด็กชายศรัญญูตามบันทึกคำให้การและชี้ภาพถ่ายไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ และมาตรา 133 ตรี เนื่องจากมิได้แยกกระทำเป็นสัดส่วนในที่เหมาะสมไม่มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการอยู่ด้วย การสอบสวนจึงไม่ชอบและรับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น แม้ปัญหานี้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 เห็นว่า ขณะที่พนักงานสอบสวนถามปากคำเด็กชายศรัญญูซึ่งมีอายุ 12 ปี และให้ชี้ภาพถ่ายซึ่งกระทำเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2542 นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ และมาตรา 133 ตรี ซึ่งเพิ่มเติมโดยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 และต่อมาเฉพาะมาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง กับมาตรา 133 ตรี แก้ไข โดยมาตรา 5 และ 6 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2550 ยังมิได้ใช้บังคับ ดังนี้การถามปากคำเด็กชายศรัญญู และชี้ภาพถ่ายคนร้ายเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2542 ของพนักงานสอบสวนโดยมิได้จัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำจึงเป็นไปโดยชอบ ส่วนการชี้ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ก็เป็นเพียงการชี้ภาพถ่ายในลักษณะของการสอบสวนเพิ่มเติม มิใช่เป็นการชี้ตัวผู้ต้องหาแต่อย่างใด และแม้พนักงานสอบสวนมิได้จัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง ทั้งไม่เข้าเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามมาตรา 133 ทวิ วรรคท้าย ก็ตาม ก็มีผลเพียงทำให้คำให้การและการชี้ภาพถ่ายในชั้นสอบสวนของเด็กชายศรัญญูเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้เท่านั้น หาเป็นเหตุให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดไม่ จึงถือได้ว่ามีการสอบสวนโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา มาตรา 120 กับเมื่อในชั้นพิจารณาเด็กชายศรัญญูเข้าเบิกความต่อศาลโดยผ่านนักจิตวิทยาซึ่งชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 72 ตรี แล้วนั้น ศาลย่อมรับฟังคำเบิกความของเด็กชายศรัญญูเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 133 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายสุริยะ เฉื่อยฉ่ำ
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9050/2553
#504704
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221

การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามแนวคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า การกระทำตามฟ้องมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีคำร้องดังกล่าวพอแปลได้ว่า จำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2553)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 และพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลยเป็นเวลา 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติ ที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามแนวคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า การกระทำตามฟ้องมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีคำร้องดังกล่าวพอแปลได้ว่า จำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาและ รับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ ม. 157/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายนิรุตน์ วิถีไพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นางสาวกานต์พิชชา บำรุงศักดิ์สันติ
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงกลด บุญชูกุศล
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
สนอง เล่าศรีวรกต
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9050/2553
#510174
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และตามพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อันเป็นการปฏิบัติตามแนวคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า การกระทำตามฟ้องมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีคำร้องดังกล่าวพอแปลได้ว่า จำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงพิจารณาว่าจะรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2551 เวลากลางวัน จำเลย ซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถลากจูง ชนิดที่ 3 พจ.00008/50 จากนายทะเบียนสำนักงานขนส่งจังหวัดพิจิตร ได้เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวนครึ่งเม็ด โดยวิธีเผาด้วยความร้อนแล้วสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย แล้วจำเลยได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถ โดยการขับรถยนต์บรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 80 - 6387 พิจิตร พ่วงรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 81 - 1105 พิจิตร แล่นไปตามถนนสายพิจิตร - กำแพงเพชร ในขณะที่มีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 และพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลยเป็นเวลา 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติ ที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามแนวคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า การกระทำตามฟ้องมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีคำร้องดังกล่าวพอแปลได้ว่า จำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาและ รับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 5 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวักพิจิตร
จำเลย — นายนิรุตน์ วิถีไพร
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
สนอง เล่าศรีวรกต
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9050/2553
#513540
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเองดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221

การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามแนวคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า การกระทำตามฟ้องมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีคำร้องดังกล่าวพอแปลได้ว่าจำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 และพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถของจำเลยเป็นเวลา 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และ "กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอยู่ด้วย คดีนี้จึงเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 5 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ก็บัญญัติให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั่นเอง ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว หากจำเลยจะฎีกาจะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แต่อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามแนวคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยว่า การกระทำตามฟ้องมิใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม กรณีคำร้องดังกล่าวพอแปลได้ว่า จำเลยประสงค์ที่จะขอให้ศาลฎีกาพิจารณารับฎีกาในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกา เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาและรับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 221
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ ม. 157/1
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 5 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายนิรุตน์ วิถีไพร
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
สนอง เล่าศรีวรกต
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9026/2553
#510964
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของ จ. ตามคำสั่งศาล เมื่อ จ. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ การที่จำเลยนำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์และยื่นคำฟ้องบังคับห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลย โจทก์ย่อมเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยแล้ว เพราะอาจต้องเสียที่ดินพิพาทไปจากการกระทำดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเอกสารสิทธิปลอมภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวที่จำเลยถ่ายสำเนามา จึงเป็นเอกสารสิทธิปลอมด้วย เมื่อจำเลยนำภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินไปใช้อ้างเป็นเอกสารแนบท้ายคำร้องและคำฟ้องโดยรู้อยู่แล้วว่าหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเอกสารปลอมการกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้เอกสารสิทธิปลอมแล้ว

จำเลยนำภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ และนำภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวไปยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นเพื่อบังคับห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยต่างวันเวลากัน การกระทำของจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่เดือนอะไรไม่ปรากฏชัด ปี 2547 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน จำเลยปลอมหนังสือสัญญาการซื้อขายที่ดินอันเป็นเอกสารสิทธิ โดยนำแบบฟอร์มหนังสือสัญญาการซื้อขายมากรอกข้อความ ทำให้ปรากฏความหมายว่า นางจีนได้ขายที่ดินให้แก่จำเลยและนางเรียง เป็นเงิน 1,100 บาท ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2526 แล้วปลอมลายมือชื่อนางจีนลงในเอกสารสิทธิดังกล่าวอันเป็นความเท็จ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารสิทธิดังกล่าวเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางจีน โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกและเป็นผู้จัดการมรดกของนางจีน ผู้อื่น และประชาชน ต่อมาระหว่างวันที่ 12 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 เวลากลางวันจำเลยใช้หนังสือสัญญาการซื้อขายที่ดินที่จำเลยปลอมขึ้นฉบับดังกล่าวถ่ายเอกสารแล้วยื่นต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1095/2547 ขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินตามหนังสือสัญญาการซื้อขายดังกล่าว โดยอ้างหนังสือสัญญาการซื้อขายไว้ท้ายคำร้อง อันเป็นการแสดงพยานหลักฐานในข้อสำคัญอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ผู้รับมรดกของนางจีน เจ้าพนักงานศาลจังหวัดนครราชสีมา ผู้อื่น และประชาชน ครั้นวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางวันจำเลยนำหนังสือสัญญาการซื้อขายที่ดินที่จำเลยทำปลอมขึ้นฉบับดังกล่าวถ่ายเอกสารแล้วยื่นต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2843/2547 โดยอ้างไว้ในเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่เป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลย ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ผู้รับมรดกของนางจีน เจ้าพนักงานศาลจังหวัดนครราชสีมา ผู้อื่น และประชาชน เมื่อระหว่างวันที่ 7 มกราคม 2549 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 8 มกราคม 2549 เวลากลางวันทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 1828 เลขที่ 88 ตำบลกำปัง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา โดยนำดินเข้าไปถมในที่ดินของโจทก์ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข เหตุเกิดที่ตำบลอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดนครราชสีมา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และตำบลกำปัง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180, 264, 265, 268, 362, 364, 365, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 362 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นความผิด 2 กระทง แต่เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารดังกล่าว จึงลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ฐานบุกรุก จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมจำคุก 1 ปี ความผิดฐานบุกรุก จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 3 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายกฎหมายอาญา มาตรา 265 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า นางจีนพี่สาวโจทก์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1828 ตำบลกำปัง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี 2535 นางจีนถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นทายาทของนางจีน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางจีน ต่อมามีผู้ปลอมหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.1 ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิเมื่อระหว่างวันที่ 12 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1095/2547 ขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์โดยอ้างภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.1 เป็นเอกสารท้ายคำร้อง และเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ในฐานะทายาทของนางจีนต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2843/2547 หมายเลขแดงที่ 2787/2547 ขอให้ห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเป็นชื่อจำเลย โดยอ้างภาพถ่ายหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.1 เป็นเอกสารท้ายคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและไม่รับคำฟ้อง โดยจำเลยรู้ว่าหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.1 เป็นเอกสารสิทธิปลอม ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2549 จำเลยบุกรุกเข้าไปถมดินในที่ดินพิพาท ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้บรรยายว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันเดือนปีใดที่แน่ชัดนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านในคดีขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นการโต้แย้งสิทธิในทางแพ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิดำเนินคดีอาญาเพราะยังมีการโต้แย้งเรื่องที่ดินพิพาทกัน โจทก์มิได้เป็นผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาของนางจีนผู้ตาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนนางจีนนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของนางจีนตามคำสั่งศาล เมื่อนางจีนถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นมรดกทอดแก่โจทก์ การที่จำเลยนำหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.1 ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ และยื่นคำฟ้องบังคับห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลย ดังนี้ โจทก์ย่อมเป็นผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลยแล้ว เพราะโจทก์อาจต้องเสียที่ดินพิพาทไปจากการกระทำดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในประการที่สองว่า จำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยไม่ได้ใช้ต้นฉบับหนังสือสัญญาการซื้อขายยื่นต่อศาลหรือสืบพยานประกอบเอกสารดังกล่าวในการพิจารณาคดีของศาล จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น เห็นว่า "เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.1 เป็นเอกสารสิทธิปลอมภาพถ่ายหนังสือสัญญาการซื้อขายดังกล่าวที่จำเลยถ่ายสำเนามาจากหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.1 จึงเป็นเอกสารสิทธิปลอมด้วย เมื่อจำเลยนำภาพถ่ายหนังสือสัญญาการซื้อขายไปใช้อ้างเป็นเอกสารแนบท้ายคำร้องและคำฟ้องโดยรู้อยู่แล้วว่าหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.8 หรือ ล.1 เป็นเอกสารสิทธิปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้เอกสารสิทธิปลอมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุกขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ซึ่งความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 366 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ร้องทุกข์ไว้ โจทก์จึงต้องฟ้องคดีภายในกำหนดสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยผู้กระทำผิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2549 แต่มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2549 เกินกว่าสามเดือน ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานบุกรุกจึงขาดอายุความโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยนำภายถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ และนำภาพถ่ายหนังสือสัญญาซื้อขายดังกล่าวไปยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นเพื่อบังคับห้ามมิให้โจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อในโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยต่างวันเวลากัน การกระทำของจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเพียงกรรมเดียวนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่ไม่อาจกำหนดโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่งอีก เพราะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยให้วางโทษตามมาตรา 265 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 91 ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 362
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลด กลิ่นกำปัง
จำเลย — นายพรม โอนสันเทียะ
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำสั่งศาลฎีกาที่ 9024/2553
#555014
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารราชการ 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบ จำคุก 1 เดือน ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน จำคุก 2 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้โดยปรับบทลงโทษให้ถูกต้องตามฟ้องที่จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะความผิดฐานปลอมเอกสารราชการกระทงหนึ่ง โดยความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานกับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงบทเดียว จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน จึงเป็นการแก้ไขทั้งบทลงโทษและโทษ เป็นการแก้ไขมาก แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้เพิ่มเติมโทษ จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้โทษจำเลยฐานปลอมเอกสารราชการอีกกระทงหนึ่งเป็นการแก้เฉพาะโทษ เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบ ไม่ได้แก้ไข เท่ากับพิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 137, 264, 265 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12, 62 ริบใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลสามฉบับของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 264, 265 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารราชการรวมสองกระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ผ่านช่องทางที่กำหนด จำคุก 1 เดือน ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานจำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 2 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดเกี่ยวกับเอกสารจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 265, 265 ประกอบมาตรา 268 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 137, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและผู้ใช้เอกสารราชการปลอมตามฟ้องข้อ ก. เอง จึงให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารราชการปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมดังกล่าว เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารราชการตามมาตรา 265 กระทงหนึ่ง และฐานใช้เอกสารราชการปลอมอีกกระทงหนึ่ง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมสองกระทง เป็นจำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารราชการ 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบ จำคุก 1 เดือน ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน จำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 2 ปี 2 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้โดยปรับบทลงโทษให้ถูกต้องตามฟ้องที่จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะความผิดฐานปลอมเอกสารราชการกระทงหนึ่งเป็นว่า ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน กับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมอันเป็นกฎหมายที่มีบทหนักที่สุดเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน จึงเป็นการแก้ไขทั้งบทลงโทษและโทษ เป็นการแก้ไขมาก แต่ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำคุกจำเลยในกระทงนี้ไม่เกิน 2 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้เพิ่มเติมโทษจำเลย จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดกระทงนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้โทษจำเลยฐานปลอมเอกสารราชการอีกกระทงหนึ่งเป็นการแก้เฉพาะโทษ เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบ ไม่ได้แก้ไข เท่ากับพิพากษายืน และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิด 2 กระทงนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยฎีกาขอให้รอการโทษจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งขั้นตอนในการขออนุญาตฎีกาตามบทบัญญัติในมาตรานี้ มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กล่าวคือ จำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งตามคำร้องจำเลยระบุชื่อขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาได้ การที่ ส. ผู้พิพากษาซึ่งมิได้พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา กลับเป็นผู้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเสียเอง จึงเป็นการไม่ชอบ ไม่มีผลทำให้ฎีกาของจำเลยขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลยไปให้ผู้พิพากษาที่จำเลยระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลย หากมีการอนุญาตหรือไม่อนุญาตประการใด ก็ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 265
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — ท้าวเป้า สีสมแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นายรพี แพ่งสภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9009/2553
#503247
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีพยานปากใดเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้มอบใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราวให้แก่ ก. และมอบใบอนุญาตขับรถยนต์ให้แก่ จ. ข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยเป็นผู้นำใบอนุญาตขับรถดังกล่าวที่ทำปลอมขึ้นไปใส่ไว้ในตะกร้าบนเคาน์เตอร์หน้าที่ทำการแผนกทะเบียนยานพาหนะเท่านั้น การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้มอบใบอนุญาตขับรถดังกล่าวให้แก่ ก. และ จ. จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลฎีกามีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (3) (ก) ประกอบมาตรา 247 และ ป.วิ.อ. มาตรา 15

การที่จำเลยเพียงแต่นำใบอนุญาตขับรถที่ทำปลอมขึ้นใส่ไว้ในตะกร้า เพื่อให้ ก. และ จ. มารับไป โดยจำเลยยังมิได้อ้างและใช้เอกสารดังกล่าวแก่ผู้ใด จึงไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม (ที่ถูกเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม) ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม (ที่ถูกฐานใช้เอกสารราชการปลอม) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี ข้อหาใช้เอกสารราชการปลอมให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นพิจารณาคดีอาญาของศาล หากจำเลยให้การปฏิเสธเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นศาลจึงจะลงโทษจำเลยได้ แต่จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งหมดดังกล่าว ไม่มีพยานปากใดเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้มอบใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราวให้แก่นายกริชและมอบใบอนุญาตขับรถยนต์ให้แก่นายจำรัส โดยเฉพาะนายกริชและนายจำรัสซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถปลอมมาและเคยถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่าปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมแต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้วนั้น นายกริชเบิกความยืนยันว่า นายกริชจำไม่ได้ว่าไปรับใบอนุญาตขับรถจากเจ้าพนักงานตำรวจคนใด ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหานายกริชก็ให้การไว้แต่เพียงว่าได้รับใบอนุญาตขับรถจากเจ้าหน้าที่โดยมิได้ระบุว่าได้รับจากจำเลย พยานหลักฐานที่ระบุว่า จำเลยเป็นผู้มอบใบอนุญาตขับรถจึงมีเพียงคำให้การในชั้นสอบสวนของนายจำรัสเท่านั้น แต่คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่าไม่มีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ทั้งยังขัดกับคำเบิกความของดาบตำรวจชวลิต ดาบตำรวจวินัย ร้อยตำรวจเอกแสวง และนายกริชเองที่เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านในทำนองเดียวกันว่า ใบอนุญาตขับรถใส่ไว้ในตะกร้าวางไว้บนเคาน์เตอร์หน้าที่ทำการแผนกทะเบียนยานพาหนะ กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ เจ้าของใบอนุญาตขับรถจะไปตรวจดูที่ตะกร้าดังกล่าว หากเห็นใบอนุญาตขับรถของตนเองก็สามารถหยิบเอาไปได้หรือผู้ใดจะไปรับแทนก็ได้ คำให้การชั้นสอบสวนของนายจำรัสจึงไม่อาจรับฟังได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยเป็นผู้นำใบอนุญาตขับรถไปใส่ไว้ในตะกร้าเท่านั้น การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้มอบใบอนุญาตขับรถให้แก่นายกริชและนายจำรัสจึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลฎีกามีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ก) ประกอบมาตรา 247 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่จำเลยเพียงแต่นำใบอนุญาตขับรถไปใส่ไว้ในตะกร้า โดยจำเลยยังมิได้อ้างและใช้เอกสารดังกล่าวแก่ผู้ใดจำเลยไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 268 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 243 (3) (ก) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสมบัติ วันทา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายธนพงศ์ อุชชิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9009/2553
#510172
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับราชการอยู่ที่แผนกทะเบียนยานพาหนะมีหน้าที่รับค่าภาษีและต่ออายุทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ประจำปี ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการรับทำใบอนุญาตขับรถ จำเลยเป็นผู้ปลอมใบอนุญาตขับรถอันเป็นเอกสารราชการ การที่จำเลยนำใบอนุญาตขับรถปลอมไปใส่ไว้ในตะกร้าวางไว้บนเคาน์เตอร์หน้าที่ทำการแผนกทะเบียนยานพาหนะ โดยเจ้าของใบอนุญาตขับรถจะไปตรวจดูที่ตะกร้าดังกล่าว หากเห็นใบอนุญาตขับรถของตนก็สามารถหยิบเอาไปได้หรือผู้ใดจะไปรับแทนก็ได้ไม่มีการทำหลักฐานการรับไว้ จำเลยยังมิได้อ้างและใช้เอกสารดังกล่าวแก่ผู้ใด จำเลยไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2529 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราว ฉบับเลขที่ 29002971 อันเป็นเอกสารราชการของกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ที่มอบให้แก่นายมานพ โดยจำเลยกับพวกได้ร่วมกันแก้ไขชื่อ นามสกุล ที่อยู่ รูปถ่ายเป็นนายกริช เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ที่ทำปลอมขึ้นเป็นเอกสารทางราชการที่แท้จริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่แผนกทะเบียนยานพาหนะจังหวัดอุตรดิตถ์ กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ กรมตำรวจ ผู้อื่นหรือประชาชน ระหว่างวันที่ดังกล่าว จำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้อ้างเอกสารใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ที่ทำปลอมขึ้นโดยมอบให้แก่นายกริชเพื่อแสดงว่าจำเลยกับพวกได้ร่วมกันยื่นขออนุญาตต่อทางราชการให้แก่นายกริชเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ โดยจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่าใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ที่ใช้อ้างแสดงเป็นเอกสารที่ทำปลอมขึ้น ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายกริช แผนกทะเบียนยานพาหนะจังหวัดอุตรดิตถ์ กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้อื่นหรือประชาชนได้ เมื่อระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2530 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลฉบับที่ 30002437 อันเป็นเอกสารราชการของกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ที่มอบให้แก่นายประสงค์โดยจำเลยกับพวกร่วมกันแก้ไขชื่อ นามสกุล ที่อยู่ รูปถ่ายของนายประสงค์เป็นของนายจำรัสเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นเอกสารราชการที่แท้จริง ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่แผนกยานพาหนะจังหวัดอุตรดิตถ์ กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ กรมตำรวจ ผู้อื่นหรือประชาชน และในวันเวลาดังกล่าว จำเลยกับพวกร่วมกันใช้แสดงใบอนุญาตขับรถยนต์ที่ทำปลอมขึ้นโดยมอบให้แก่นายจำรัสเพื่อแสดงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันยื่นขอใบอนุญาตต่อทางราชการให้นายจำรัสเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ โดยจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่าใบอนุญาตขับรถยนต์เป็นเอกสารราชการที่ทำปลอมขึ้น ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายจำรัส แผนกทะเบียนยานพาหนะจังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้อื่นหรือประชาชน เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลลับแลและตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เกี่ยวพันกัน พนักงานสอบสวนยึดใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลและใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราวดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม (ที่ถูกเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม) ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม (ที่ถูกฐานใช้เอกสารราชการปลอม) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปีข้อหาใช้เอกสารราชการปลอมให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีการับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ การขอมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ หรือใบอนุญาตขับรถยนต์กับการขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถทั้งสองชนิดดังกล่าว เป็นอำนาจหน้าที่ของแผนกทะเบียนยานพาหนะ กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้พิจารณาดำเนินการ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังที่กล่าวในฟ้อง จำเลยรับราชการอยู่ที่แผนกทะเบียนยานพาหนะ สถานีตำรวจภูธรอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ มีหน้าที่เพียงรับค่าภาษีและต่ออายุทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ประจำปีเท่านั้น ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการรับทำใบอนุญาตขับรถและต่ออายุใบอนุญาตขับรถทุกชนิด ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราวเอกสารหมาย จ.2 มีชื่อและภาพถ่ายของนายกริช และใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลเอกสารหมาย จ.5 มีชื่อและภาพถ่ายของนายจำรัสเป็นผู้ได้รับอนุญาต แต่ตามต้นขั้วที่เก็บรักษาไว้ที่แผนกทะเบียนยานพาหนะกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ มีชื่อและภาพถ่ายของนายมานพ และนายประสงค์เป็นผู้รับอนุญาตตามลำดับ จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารใบอนุญาตขับรถทั้งสองฉบับอันเป็นเอกสารราชการ โดยการนำใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราวเอกสารหมาย จ.2 ไปทำการแก้ไขชื่อ นามสกุล ที่อยู่และภาพถ่ายจากนายมานพเป็นนายกริช และนำใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล เอกสารหมาย จ.5 ไปทำการแก้ไขชื่อ นามสกุล ที่อยู่ และภาพถ่ายจากนายประสงค์เป็นนายจำรัสสำหรับข้อหาความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 จำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265 ด้วยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้มอบใบอนุญาตขับรถทั้งสองฉบับให้แก่นายกริช และนายจำรัสตามลำดับ ถือได้ว่าเป็นการใช้เอกสารราชการปลอมแล้วนั้น โจทก์มีพยานมาเบิกความรวม 8 ปาก คือ ดาบตำรวจชวลิตดาบตำรวจวินัย ร้อยตำรวจเอกแสวงพันตำรวจเอกยงยุทธ นายกริช นายประสงค์ นายจำรัส และร้อยตำรวจเอกวิบูลย์ โดยดาบตำรวจชวลิต ดาบตำรวจวินัย ร้อยตำรวจเอกแสวง และนายกริช เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านในทำนองเดียวกันว่า หลังจากที่มีการจัดทำหรือต่ออายุใบอนุญาตขับรถเรียบร้อยแล้ว จะมีการนำใบอนุญาตขับรถใส่ไว้ในตะกร้าวางไว้บนเคาน์เตอร์หน้าที่ทำการแผนกทะเบียนยานพาหนะ กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ เจ้าของใบอนุญาตขับรถจะไปตรวจดูที่ตะกร้าดังกล่าว หากเห็นใบอนุญาตขับรถของตนเองก็สามารถหยิบเอาไปได้หรือผู้ใดจะไปรับแทนก็ได้ ไม่มีการทำหลักฐานการรับไว้ ในวันหนึ่ง ๆ มีผู้ไปติดต่อที่แผนกทะเบียนยานพาหนะ 100 คนเศษ ส่วนพันตำรวจเอกยงยุทธเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้ไปรับใบอนุญาตขับรถต้องนำใบเสร็จรับเงินไปแสดงและขอรับใบอนุญาตขับรถจากเจ้าพนักงานตำรวจคนใดก็ได้ระหว่างดาบตำรวจชวลิตกับดาบตำรวจวินัย ส่วนนายประสงค์เบิกความถึงใบอนุญาตขับรถที่ตนเองไปขอทำแต่เพียงว่า นายประสงค์ไปขอทำใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์กับจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอลับแล ครั้นในวันที่ไปรับใบอนุญาตขับรถกลับได้รับเป็นใบอนุญาตขับรถยนต์จากจำเลย นายประสงค์จึงคืนใบอนุญาตขับรถยนต์ดังกล่าวให้แก่จำเลยไปและต่อมาอีกหลายวันจึงได้รับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราว นายประสงค์ไม่ทราบเรื่องการปลอมใบอนุญาตขับรถ นายจำรัสเบิกความว่า นายจำรัสไปขอทำใบอนุญาตขับรถยนต์กับจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอลับแล หลังจากนั้นประมาณ 10 วัน พยานไปรับใบอนุญาตขับรถยนต์ที่แผนกทะเบียนยานพาหนะ กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยไปรับกับเจ้าพนักงานตำรวจคนใดจำไม่ได้แล้วแต่ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.10 ที่นายจำรัสถูกพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายจำรัสให้การว่า นายจำรัสได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์จากจำเลย ส่วนร้อยตำรวจเอกวิบูลย์เป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ มิได้รู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาคดีอาญาของศาล หากจำเลยให้การปฏิเสธเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น ศาลจึงจะลงโทษจำเลยได้แต่จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งหมดดังกล่าว ไม่มีพยานปากใดเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้มอบใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราวเอกสารหมาย จ.2 ให้แก่นายกริชและมอบใบอนุญาตขับรถยนต์เอกสารหมาย จ.5 ให้แก่นายจำรัส โดยเฉพาะนายกริชและนายจำรัสซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถปลอมมา และเคยถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่าปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้วนั้น นายกริชเบิกความยืนยันว่า นายกริชจำไม่ได้ว่าไปรับใบอนุญาตขับรถจากเจ้าพนักงานตำรวจคนใด ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.8 ที่นายกริชถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่าปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม นายกริชก็ให้การไว้แต่เพียงว่าได้รับใบอนุญาตขับรถจากเจ้าหน้าที่โดยมิได้ระบุว่าได้รับจากจำเลย พยานหลักฐานที่ระบุว่า จำเลยเป็นผู้มอบใบอนุญาตขับรถจึงมีเพียงคำให้การในชั้นสอบสวนของนายจำรัสตามเอกสารหมาย จ.10 เท่านั้น แต่คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า ไม่มีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ทั้งยังขัดกับคำเบิกความของดาบตำรวจชวลิต ดาบตำรวจวินัย ร้อยตำรวจเอกแสวง และนายกริชเองที่เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านในทำนองเดียวกันว่า ใบอนุญาตขับรถใส่ไว้ในตะกร้าวางไว้บนเคาน์เตอร์หน้าที่ทำการแผนกทะเบียนยานพาหนะ กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ เจ้าของใบอนุญาตขับรถจะไปตรวจดูที่ตะกร้าดังกล่าว หากเห็นใบอนุญาตขับรถของตนเองก็สามารถหยิบเอาไปได้ หรือผู้ใดจะไปรับแทนก็ได้ คำให้การชั้นสอบสวนของนายจำรัสจึงไม่อาจรับฟังได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยเป็นผู้นำใบอนุญาตขับรถไปใส่ไว้ในตะกร้าเท่านั้น การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้มอบใบอนุญาตขับรถให้แก่นายกริชและนายจำรัส จึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลฎีกามีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ก) ประกอบมาตรา 247 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่จำเลยเพียงแต่นำใบอนุญาตขับรถไปใส่ไว้ในตะกร้า โดยจำเลยยังมิได้อ้างและใช้เอกสารดังกล่าวแก่ผู้ใด จำเลยไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — จ่าสิบตำรวจสมบัติ วันทา
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
อร่าม แย้มสอาด
สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8973/2553
#506180
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าพิพาททางทะเลจากท่าเรือที่ประเทศสิงคโปร์มาท่าเรือแหลมฉบัง และดำเนินการขนถ่ายตู้สินค้ามาที่ลานพักสินค้าลาดกระบังเพื่อรอส่งมอบให้ผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 3 จึงมีฐานะเป็นผู้ขนส่งอื่นตามนิยามในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534

ตู้ที่ใช้บรรจุสินค้าพิพาทมีรูรั่วและมิได้ถูกจัดเก็บในสถานที่หรือสภาพที่จะปลอดภัยต่อสินค้าที่บรรจุอยู่ภายใน จึงเป็นเหตุให้มีน้ำซึมไหลผ่านรูรั่วด้านบนลงไปในตู้สินค้า ทำให้สินค้าพิพาทเปียกน้ำเสียหายก่อนที่ผู้รับตราส่งจะได้รับมอบสินค้า ดังนั้น เมื่อเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าเกิดขึ้นในระหว่างสินค้าพิพาทอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง

เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ส่งของได้แจ้งราคาสินค้าที่ขนส่งให้ผู้ขนส่งทราบและผู้ขนส่งยอมรับโดยแสดงราคาสินค้านั้นไว้ในใบตราส่ง ความรับผิดของผู้ขนส่งในความเสียหายของสินค้าพิพาทต้องถูกจำกัดไว้เพียง 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละ 30 บาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้าพิพาท แล้วแต่ว่าเงินจำนวนใดจะมากกว่ากันตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 สินค้าที่เสียหายเป็นแผ่นฉนวนทองแดงบรรจุอยู่ในหีบห่อ 12 หีบห่อ หีบห่อละ 50 ชิ้น วางซ้อนกันและห่อหุ้มด้วยกระดาษสีน้ำตาลและพลาสติกใสรัดด้วยสายรัดพลาสติกวางอยู่บนพัลเล็ตโดยห่อหุ้มรวมกันเป็นห่อเดียว ไม่สามารถเห็นสินค้าแต่ละชิ้นจากภายนอกได้ การขนส่งห่อดังกล่าวสามารถขนส่งไปได้โดยลำพัง ประกอบกับตามใบตราส่งก็ไม่ได้ระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ให้เข้าใจได้ชัดเจน กรณีย่อมถือว่าสินค้าพิพาทดังกล่าว 1 หีบห่อ เป็นหนึ่งหน่วยการขนส่ง ไม่ใช่ 1 พัลเล็ต เป็นหนึ่งหน่วยการขนส่งหรือแต่ละชิ้นที่อยู่ในหีบห่อเป็น 1 หน่วยการขนส่ง ความรับผิดของผู้ขนส่งย่อมจำกัดไว้เพียง 10,000 บาท ต่อ 1 กล่อง

เนื่องจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความเสียหายของสินค้าพิพาทถือเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงสมควรให้คำพิพากษามีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 284,653.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 274,124.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 230,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องต้องไม่เกิน 10,529.06 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า บริษัทเคซีอี เทคโนโลยี่ จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศไทยซื้อสินค้าจากบริษัทอิโซล่า เอเชีย แปซิฟิค (สิงคโปร์) จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสำหรับความเสียหายหรือสูญเสียแก่สินค้าดังกล่าวในระหว่างการขนส่งไว้ต่อโจทก์ในวงเงินทุนประกันภัย 17,189,341.13 บาท ผู้ขายได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าจากประเทศสิงคโปร์มาส่งให้ผู้รับตราส่งที่ลานพักสินค้าลาดกระบัง โดยผู้ขายบรรจุสินค้าในตู้สินค้ารวม 2 ตู้ จำเลยที่ 1 รับมอบตู้สินค้าแล้วออกใบตราส่งเป็นหลักฐาน จากนั้นนำตู้สินค้าบรรทุกลงเรือยันตระภูมิ เมื่อเรือยันตระภูมิมาถึงท่าเรือแหลมฉบังวันที่ 15 สิงหาคม 2546 มีการขนถ่ายตู้สินค้าต่อไปที่ลานพักตู้สินค้าลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ตัวแทนของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตู้สินค้าแล้วนำไปเปิดที่สถานที่ของตน ปรากฏว่าสินค้าบางส่วนได้รับความเสียหายเนื่องจากเปียกน้ำ จึงได้แจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์มอบหมายให้บริษัทพี แอนด์ เอ แอ็ดจัสเม้นท์ จำกัด ไปสำรวจความเสียหายของสินค้าและตู้สินค้าและได้ส่งตัวอย่างสินค้าที่เสียหายไปตรวจพบว่าความเสียหายน่าจะเกิดจากน้ำจืด โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไปแล้วเป็นเงิน 274,124.38 บาท เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการแรกมีว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งอื่นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าพิพาททางทะเลโดยเรือยันตระภูมิจากท่าเรือที่ประเทศสิงคโปร์มาท่าเรือแหลมฉบัง และดำเนินการขนถ่ายตู้สินค้ามาที่ลานพักสินค้าลาดกระบังเพื่อรอส่งมอบให้ผู้รับตราส่ง จำเลยที่ 3 จึงมีฐานะเป็นผู้ขนส่งอื่น ตามนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปมีว่า ความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นในระหว่างสินค้าพิพาทอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 หรือไม่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักให้รับฟังว่า ตู้ที่ใช้บรรจุสินค้าพิพาทมีรูรั่วและตู้สินค้ามิได้ถูกจัดเก็บในสถานที่หรือสภาพที่จะปลอดภัยต่อสินค้าที่บรรจุอยู่ภายในจึงเป็นเหตุให้มีน้ำซึมไหลผ่านรูรั่วด้านบนลงไปในตู้สินค้าทำให้สินค้าพิพาทเปียกน้ำเสียหายก่อนที่ผู้รับตราส่งจะได้รับมอบสินค้า ฟังได้ว่าเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าเกิดขึ้นในระหว่างสินค้าพิพาทอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

ปัญหาว่าจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายของสินค้าพิพาทเพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ส่งของได้แจ้งราคาสินค้าที่ขนส่งให้ผู้ขนส่งทราบและผู้ขนส่งยอมรับโดยแสดงราคาสินค้านั้นไว้ในใบตราส่ง ความรับผิดของผู้ขนส่งในความเสียหายของสินค้าพิพาทต้องถูกจำกัดไว้เพียง 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละ 30 บาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้าพิพาท แล้วแต่ว่าเงินจำนวนใดจะมากกว่ากัน ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 สินค้าที่เสียหายเป็นแผ่นฉนวนทองแดงขนาด 1080 x 1240 มิลลิเมตร บรรจุอยู่ในหีบห่อ 12 หีบห่อ หีบห่อละ 50 ชิ้น วางซ้อนกันและห่อหุ้มด้วยกระดาษสีน้ำตาลและพลาสติกใสรัดด้วยสายรัดพลาสติกวางอยู่บนพัลเล็ต ลักษณะการห่อหุ้มแผ่นฉนวนทองแดงทั้ง 12 หีบห่อ เป็นห่อเดียวกันโดยไม่สามารถเห็นสินค้าแต่ละชิ้นจากภายนอกได้ ทั้งการขนส่งห่อดังกล่าวสามารถขนส่งไปได้โดยลำพัง ประกอบกับตามใบตราส่งก็ไม่ได้ระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ให้เข้าใจได้ชัดเจน กรณีย่อมถือว่าสินค้าพิพาทดังกล่าว 1 หีบห่อ เป็นหนึ่งหน่วยการขนส่ง ไม่ใช่ 1 พัลเล็ต เป็นหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือแต่ละชิ้นที่อยู่ในหีบห่อเป็น 1 หน่วยการขนส่ง ความรับผิดของผู้ขนส่งย่อมจำกัดไว้เพียง 10,000 บาท ต่อ 1 กล่อง เมื่อรวม 12 กล่อง แล้ว ความรับผิดของผู้ขนส่งย่อมจำกัดไว้เพียง 120,000 บาท

เนื่องจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความเสียหายของสินค้าพิพาทถือเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงสมควรให้คำพิพากษามีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 58
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีอยุธยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทแอดดิคอน โลจิสติคส์
จำเลย — แมเนจเม้นท์ (เอส) พีทีอี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิวัฒน์ วงศกิตติรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8972/2553
#503206
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อชำระค่าสินค้ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากต่างประเทศ เมื่อสินค้าถึงท่าเรือกรุงเทพ โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ธนาคารในต่างประเทศไปแล้ว และรับมอบใบตราส่งสำหรับสินค้าและรายการบรรจุสินค้าไว้จากธนาคารในต่างประเทศ ดังนี้ การที่โจทก์อยู่ในฐานะผู้รับตราส่งสินค้ารถยนต์ก็เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ชำระเงินค่าสินค้ารถยนต์แทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน สินค้ารถยนต์ตามใบตราส่งจึงเป็นการประกันหนี้ตามคำขอให้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้และไม่มาติดต่อขอรับเอกสารเพื่อไปขอออกสินค้า และต่อมาโจทก์นำสินค้ารถยนต์ดังกล่าวออกขายเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ต้องนำเงินที่ได้จากการขายรถยนต์ไปชำระหนี้ตามคำขอเลตเตอร์ออฟเครดิตอันเป็นมูลเหตุให้มีการส่งมอบรถยนต์มาทางเรือเดินทะเลนั้น ไม่มีสิทธิที่จะนำเงินที่ได้จากการขายสินค้าไปหักกับหนี้รายอื่นหรือหักกับหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 5,160,331.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 2,925,085.36 บาท นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งเจ็ดจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระขอให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 6944, 6945 และ 6946 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 7 และทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์นำเงินที่ขายรถยนต์ VOLK CARAVELLE คันหมายเลขตัวถัง WV2ZZZ70ZVH073650 จำนวน 1,400,000 บาท และรถยนต์ VOLK CARAVELLE คันหมายเลขตัวถัง WV2ZZZ70ZVH074238 จำนวน 1,400,000 บาท ไปหักกับหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ และหนี้ตามคำขอให้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1 ฉบับอื่น ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์อยู่ในฐานะผู้รับตราส่งสินค้ารถยนต์ VOLK CARAVELLE ทั้งสองคันตามใบตราส่งก็เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามคำขอให้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ชำระเงินค่าสินค้ารถยนต์ VOLK CARAVELLE คันหมายเลขตัวถัง WV2ZZZ70ZVH073650 และ คันหมายเลข WV2ZZZ70ZVH074238 ที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน สินค้ารถยนต์ทั้งสองคันตามใบตราส่งดังกล่าวจึงเป็นการประกันหนี้ตามคำขอให้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะนำเงินที่ได้จากการขายรถยนต์ทั้งสองคันไปหักกับหนี้รายอื่น แต่ต้องนำเงินที่ได้จากการขายรถยนต์ทั้งสองคันไปชำระหนี้ตามคำขอให้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตอันเป็นมูลเหตุให้มีการส่งรถยนต์แต่ละคันมาทางเรือเดินทะเลนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธินำเงินที่ได้จากการขายรถยนต์ดังกล่าวไปหักจากหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์และหนี้ตามคำขอให้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1 ฉบับอื่นได้นั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ 96/0994 จำนวน 25,200 ปอนด์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มกราคม 2540 เป็นต้นมาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินจำนวน 1,141,106.18 บาท ไปหักชำระหนี้ที่คำนวณได้ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2541 โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินถัวเฉลี่ยราคาขายตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ 3 สิงหาคม 2541 หากไม่มีประกาศในวันดังกล่าว ก็ให้ใช้ประกาศฉบับก่อนหน้านั้น ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ 97/0044 จำนวน 25,200 ปอนด์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2540 เป็นต้นมา จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินจำนวน 1,144,566.54 บาท ไปหักชำระหนี้ที่คำนวณได้ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2541 โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินถัวเฉลี่ยราคาขายตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ 3 สิงหาคม 2541 หากไม่มีประกาศในวันดังกล่าวก็ให้ใช้ประกาศฉบับก่อนหน้านั้น หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนอง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 6944, เลขที่ 6945 และเลขที่ 6946 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่น ๆ ของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเบ็นซ์เซนเตอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางจรูญลัขณ์ อินทจาร รัตนราช
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8971/2553
#504719
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง เป็นการห้ามเด็ดขาดไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดหรืออายัดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์ไว้ก่อนแล้ว แต่ให้ใช้วิธีขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์นั้นแทน ที่โจทก์อ้างว่าเป็นการขออายัดเฉพาะเงินเดือนส่วนที่ยังไม่ถูกอายัดก็ได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินเดือนของจำเลยทั้งสองไว้โดยคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งการดำรงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 286 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง กับอายัดเงินโบนัสและเงินตอบแทนกรณีออกจากงานไว้แล้ว หากจะอายัดเงินเดือนส่วนที่เหลือจากที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นอายัดไว้ จำเลยทั้งสองก็จะเดือดร้อนไม่มีเงินเหลือเพื่อดำรงชีพ ทั้งโจทก์ก็ไม่แสดงให้ปรากฏว่าเงินที่เหลือจากการถูกอายัดคดีอื่นมีเพียงใด จึงไม่มีสิทธิขอให้อายัดเงินเดือนของจำเลยทั้งสองเพิ่มเติม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 90,000 บาท โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงบังคับคดี โดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยทั้งสอง แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งว่าจำเลยทั้งสองถูกอายัดเงินเดือนไว้ในคดีอื่นแล้ว ไม่อาจอายัดซ้ำได้ โจทก์จึงยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องประกอบรายงานข้อเท็จจริงของกองอายัดทรัพย์สิน กรมบังคับคดีแล้ว เห็นว่า การขออายัดของโจทก์เป็นการอายัดซ้ำ และมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก แต่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเช่นว่านี้มีอำนาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ตนเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" จากบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการห้ามเด็ดขาด ไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดหรืออายัดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์ไว้ก่อนแล้ว แต่ให้ใช้วิธีขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์นั้นแทน ดังนั้น หากโจทก์เห็นว่าโจทก์ไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยทั้งสอง ก็ชอบที่จะร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองถูกยึดหรืออายัดได้ แต่จะขออายัดซ้ำไม่ได้ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นการอายัดเฉพาะเงินเดือนส่วนที่ยังไม่ถูกอายัดจากเจ้าหนี้รายอื่นนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (3) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน นอกจากที่กล่าวไว้ใน (2) ที่นายจ้างจ่ายให้แก่บุคคลเหล่านั้น หรือคู่สมรส หรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้นเป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท หรือตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร และในวรรคสองบัญญัติไว้ด้วยว่า การกำหนดจำนวนเงินตาม (1) และ (3) ให้ศาลกำหนดให้ไม่น้อยกว่าอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสุดของข้าราชการพลเรือนในขณะนั้น และไม่เกินอัตราเงินเดือนขั้นสูงสุดของข้าราชการพลเรือน ในขณะนั้น โดยคำนึงถึงฐานะในทางครอบครัวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและจำนวนบุพการีและผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะของลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วย ซึ่งตามรายงานของกรมบังคับคดีลงวันที่ 29 กันยายน 2546 ก็ระบุว่า เนื่องจากมีคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 271/2546 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2546 เรื่อง การอายัดทรัพย์สินกำหนดให้การอายัดเงินเดือน ค่าจ้าง หรือรายได้อื่นๆ ในลักษณะเดียวกันให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดโดยคำนึงถึงพฤติการณ์แห่งการดำรงชีพของลูกหนี้ประกอบและห้ามมิให้อายัดซ้ำ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 290 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แสดงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินเดือนของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยคำนึงถึงบทบัญญัติแห่งมาตรา 286 ดังกล่าวแล้วว่าจำนวนเงินที่อายัดเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการดำรงชีพของลูกหนี้แล้ว หากจะอายัดเงินส่วนที่เหลือจากที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นอายัดไว้อีก ลูกหนี้ก็จะเดือดร้อนหมดเนื้อหมดตัวไม่มีเงินเหลือเพื่อจะดำรงชีพอยู่ได้ ย่อมจะเป็นการขัดต่อบทบัญญัติ มาตรา 286 และทำให้บทบัญญัติดังกล่าวไม่อาจเกิดผลได้ แม้ศาลชั้นต้นจะเพียงแต่สอบถามคู่ความแล้วสั่งงดไต่สวนโดยไม่มีข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองมีเงินเดือนส่วนที่เหลือจากอายัดเกิน 10,000 บาท หรือไม่ แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินโบนัสและเงินตอบแทนกรณีออกจากงานไว้แล้ว ส่วนเงินเดือนก็มีเจ้าหนี้อื่นอายัดไว้อีก แสดงว่าเงินเดือนเหลือจากการอายัดมีจำนวนไม่มากเกินฐานะของลูกหนี้ในการดำรงชีพตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้พิจารณาแล้ว ทั้งโจทก์ก็ไม่แสดงให้ปรากฏว่าเงินเหลือจากการถูกอายัดคดีอื่นมีเพียงใด และเจ้าพนักงานบังคับคดีเคยอายัดให้เจ้าหนี้รายอื่นดังฎีกาอย่างไร คำสั่งศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286 วรรคหนึ่ง (3) ม. 286 วรรคสอง ม. 290 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์เทพ จันทบุรี
จำเลย — นายสายชล เปรมศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายอรรถการ ฟูเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา