คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9559/2552
#496763
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเอายาและเครื่องเวชภัณฑ์ใส่ไว้ในถุงพลาสติก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการไปเอาจากห้องคลังยาโดยตรงหรือในช่วงที่จำเลยเอาไปวางบนชั้นด้านหลังเคาน์เตอร์เภสัชกร ย่อมถือได้ว่าจำเลยเคลื่อนย้ายทรัพย์จากที่ตั้งตามปกติและเข้าถือเอาทรัพย์นั้นแล้ว ทั้งจำเลยยังถือถุงพลาสติกออกไปแม้จะยังไม่พ้นจากห้องจ่ายยาเพราะมีผู้พบเห็นเสียก่อนทำให้จำเลยเอาทรัพย์ไปไม่ได้ ก็ถือว่าความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้วหาใช่เป็นเพียงพยายามลักทรัพย์ไม่ การปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้และไม่ถือเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย นอกจากนี้จำเลยเป็นลูกจ้างประจำและทำงานอยู่ในโรงพยาบาลที่เกิดเหตุ ห้องจ่ายยาผู้ป่วยในเป็นสถานที่ทำงานของจำเลยและเหตุเกิดในช่วงเวลาที่จำเลยทำงาน จึงมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วจึงลักทรัพย์ในสถานที่ดังกล่าว การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ธรรมดามิใช่ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ และศาลมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความซึ่งเป็นบทที่เบากว่าได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่า มีการตรวจพบยาและเครื่องเวชภัณฑ์รวม 8 รายการ ราคา 25,779.64 บาท อยู่ในถุงพลาสติกที่จำเลยถือขณะกำลังจะเดินออกจากห้องจ่ายยาผู้ป่วยใน ข้อที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามส่อเป็นการหาตัวผู้มารับโทษเกี่ยวกับยาที่สูญหาย ไปนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยนี้ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอแก่การรับฟัง ส่วนการตรวจถุงพลาสติกที่ไม่ได้กระทำต่อหน้าจำเลยโดยนางสาวน้ำฝนให้เหตุผลว่า เนื่องจากเกรงว่าจะผิดใจกับจำเลย ก็เป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผลจึงเชื่อได้ว่ามีการตรวจพบยาและเครื่องเวชภัณฑ์รวม 8 รายการ อยู่ในถุงพลาสติกจริง จำเลยถือถุงดังกล่าวขณะกำลังจะเดินออกจากห้องจ่ายยาผู้ป่วยใน แต่เมื่อนางสาวน้ำฝนพบเห็นและห้ามไม่ให้จำเลยนำถุงดังกล่าวออกไป จำเลยก็เชื่อฟัง อันเป็นข้อที่แสดงว่าจำเลยทราบเป็นอย่างดีถึงเรื่องที่นายธงชัยมีคำสั่งห้ามนำถุงหรือสิ่งของที่มีลักษณะปกปิดออกจากห้องเนื่องจากก่อนหน้านี้มียาสูญหายไป ข้อเท็จจริงได้ความว่าภายในถุงพลาสติกมีกล่องใส่ยาเปล่าจำนวนหลายกล่องและกล่องใส่ยาซึ่งมียาบรรจุอยู่ที่ยังไม่ได้เปิดรวม 8 รายการตามฟ้อง และจำเลยยังเบิกความยอมรับว่า จำเลยเป็นคนเอายาออกวางไว้บนชั้นแล้วเอากล่องใส่ยาเปล่าใส่ไว้ในถุงพลาสติกเอง หากภายในถุงดังกล่าวมีแต่กล่องใส่ยาเปล่าและจำเลยจะนำไปขาย โดยไม่มียาและเครื่องเวชภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ใช้อยู่ในถุง จำเลยย่อมสามารถที่จะอธิบายและเปิดถุงดังกล่าวให้นางสาวน้ำฝนดูได้ แต่จำเลยกลับไม่กระทำเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ทั้งไม่มีบุคคลอื่นใดที่จะได้รับประโยชน์จากการที่มียาและเครื่องเวชภัณฑ์ติดไปกับถุงซึ่งจำเลยจะเอาไปขาย พฤติกรรมของจำเลยมีพิรุธ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยลักยาและเครื่องเวชภัณฑ์รวม 8 รายการ ของผู้เสียหายไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยเอายาและเครื่องเวชภัณฑ์ใส่ไว้ในถุงพลาสติกซึ่งไม่ว่าจะเป็นการไปเอาจากห้องคลังยาย่อยโดยตรง หรือในช่วงที่จำเลยเอาไปวางไว้บนชั้นด้านหลังเคาน์เตอร์เภสัชกร ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้เคลื่อนย้ายทรัพย์จากที่ตั้งตามปกติและเข้าถือเอาทรัพย์นั้นแล้ว ทั้งจำเลยยังได้เดินถือถุงดังกล่าวออกไปด้วย แม้จะยังไม่พ้นจากห้องจ่ายยาผู้ป่วยในเพราะนางสาวน้ำฝนพบเห็นเสียก่อน จำเลยจึงเอาทรัพย์ไปไม่ได้ก็เป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้วหาใช่เป็นเพียงพยายามลักทรัพย์ไม่ การปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้และไม่ถือเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย นอกจากนี้จำเลยเป็นลูกจ้างประจำและทำงานอยู่ในโรงพยาบาลที่เกิดเหตุห้องจ่ายยาผู้ป่วยในก็เป็นสถานที่ทำงานของจำเลยและเหตุเกิดในช่วงเวลาที่จำเลยทำงาน จึงมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วจึงลักทรัพย์ในสถานที่ดังกล่าว การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ธรรมดา มิใช่ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการและศาลมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความซึ่งเป็นบทที่เบากว่าได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 6 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 (8) ม. 335 วรรคแรก ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นางวาสนา วิหารพรหม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายวิรัช ไตรพิทยากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประมุข อธิคมกมลาศัย
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9529/2552
#507508
เปิดฉบับเต็ม

การเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้แน่นอนว่าเช่ากัน 3 ปี สัญญาเช่านี้ย่อมระงับไปเมื่อสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ มิพักต้องบอกกล่าวก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 564 การที่โจทก์ซึ่งเป็นส่วนราชการไม่อนุมัติให้ต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 1855 และ 1857 แก่จำเลยอีกต่อไป ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ดังนั้น การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่าไม่อนุมัติให้ต่อสัญญาเช่าแก่จำเลย จึงไม่ใช่คำสั่งทางปกครองและไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่ประการใด ส่วนกรณีหลังจากสัญญาเช่าครบกำหนด โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่า ยอมให้จำเลยเช่าเฉพาะอาคารพาณิชย์เลขที่ 1859 โดยให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดบางประการและให้มาทำสัญญาเช่านั้น ก็เป็นเพียงหนังสือแจ้งให้จำเลยไปทำสัญญาเช่าใหม่ เมื่อจำเลยไม่สนองรับเงื่อนไขที่โจทก์ให้มาทำสัญญาเช่าใหม่ จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในอาคารพาณิชย์เลขที่ 1859 อีกต่อไปเช่นกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารพาณิชย์พิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากอาคารพาณิชย์ที่เช่าและส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้ว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 97,164 บาท และชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกไป และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 97,164 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากอาคารพาณิชย์ที่เช่าและส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพซ่อมแซมดีแล้ว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 97,164 บาท และชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 2,000 บาท ต่อห้อง นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกไปจากอาคารพาณิชย์ของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 1855, 1857 และ 1859 กับโจทก์รวม 3 ห้อง มีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2547 ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2547 จำเลยยื่นคำร้องขอชำระค่าเช่าแต่โจทก์ไม่รับชำระวันรุ่งขึ้นจำเลยยื่นคำร้องขอต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวต่อโจทก์ โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 14 กันยายน 2547 แจ้งจำเลยว่าจะต่อสัญญาเช่าให้จำเลยเฉพาะอาคารพาณิชย์เลขที่ 1859 มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2547 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2548 โดยให้จำเลยมาชำระค่าเช่าอัตราเดือนละ 2,000 บาท ค่าตอบแทนการต่อสัญญาเช่า 10,000 บาท ค่าอากรแสตมป์ 24 บาท และทำสัญญาเช่าภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว ส่วนอาคารพาณิชย์เลขที่ 1855 และ 1857 โจทก์ไม่อนุมัติให้เช่าต่อและให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปภายใน 30 วัน ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2547 จำเลยมีหนังสือขอให้โจทก์ทบทวนการต่อสัญญาเช่าอ้างว่าโจทก์ยังปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย ปรากฏว่าในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 โจทก์มีหนังสือตอบจำเลยว่าโจทก์ไม่อนุมัติให้ต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 1855 และ 1587 ส่วนอาคารพาณิชย์เลขที่ 1859 นั้น จำเลยไม่มาชำระค่าเช่า ค่าตอบแทนการต่อสัญญาเช่าและค่าธรรมเนียมในการต่อสัญญาถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 1859 อีกต่อไป ดังนั้น โจทก์จึงไม่อนุมัติการต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 1859 ด้วย โดยขอให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบุคคลออกไปจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 1859 ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าว

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารพาณิชย์พิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ประพฤติผิดสัญญาเช่า โจทก์ใช้อำนาจที่รัฐมอบให้กลั่นแกล้งจำเลยในการบอกเลิกสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 1855 และ 1857 และไม่พิจารณาต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 1859 โดยไม่มีเหตุสมควร ไม่เป็นไปตามหลักวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยนั้น เห็นว่า การเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้แน่นอนว่าเช่ากัน 3 ปี นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2547 สัญญาเช่านี้ย่อมระงับไปเมื่อสิ้นกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ มิพักต้องบอกกล่าวก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 564 การที่โจทก์ซึ่งเป็นส่วนราชการไม่อนุมัติให้ต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 1855 และ 1857 แก่จำเลยอีกต่อไป ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ดังนั้น การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่าไม่อนุมัติให้ต่อสัญญาเช่าแก่จำเลย จึงไม่ใช่คำสั่งทางปกครองและไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่ประการใด ส่วนกรณีหลังจากสัญญาเช่าครบกำหนดโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบว่ายอมให้จำเลยเช่าเฉพาะอาคารพาณิชย์เลขที่ 1859 โดยให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดบางประการและให้มาทำสัญญาเช่านั้น ก็เป็นเพียงหนังสือแจ้งให้จำเลยไปทำสัญญาเช่าใหม่ เมื่อจำเลยไม่สนองรับเงื่อนไขที่โจทก์ให้มาทำสัญญาเช่าใหม่จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในอาคารพาณิชย์เลขที่ 1859 อีกต่อไปเช่นกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยจากออกจากอาคารพาณิชย์พิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 3 รายการ คือค่าตอบแทนการเช่าเป็นเงิน 30,000 บาท ค่าเสียหายที่จำเลยไม่ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2547 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 เป็นเงิน 4,260 บาท และค่าเสียหายนับแต่วันที่ 1 กันยายน 2547 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2548 (วันฟ้อง) เป็นเงิน 62,904 บาท รวมเป็นเงิน 97,164 บาท เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ให้ค่าตอบแทนการเช่า โจทก์ไม่อุทธรณ์ ค่าเสียหายในส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับค่าเสียหายที่จำเลยไม่ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงอีก 2 รายการ ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2547 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 เป็นเวลา 22 วัน นั้น โจทก์ขอคิดในอัตราเดือนละ 1,420 บาท ต่อห้องคำนวณแล้วเป็นเงิน 3,124 บาท แต่โจทก์มีคำขอให้ชำระ 4,260 บาท เกินไป 1,136 บาท และระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2547 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2548 เป็นเวลา 10 เดือน 15 วัน โจทก์ขอคิดในอัตราเท่ากับค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ต่อห้อง คำนวณแล้วเป็นเงิน 63,000 บาท แต่โจทก์มีคำขอให้ชำระ 62,904 บาท ขาดไป 96 บาท อันเป็นการคำนวณผิดพลาด ถือว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 3,124 บาท และ 62,904 บาท รวมเป็นเงินเพียง 66,028 บาท เท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าค่าเสียหายทั้ง 2 รายการดังกล่าวที่โจทก์ขอ เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้วแต่กลับพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 97,164 บาท จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 และคดีนี้ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ลงชื่อเป็นผู้แก้ฎีกา ผู้เรียงและพิมพ์ในคำแก้ฎีกาด้วยตนเอง จึงไม่มีเหตุที่จะกำหนดค่าทนายความให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 66,028 บาท แก่โจทก์แต่ไม่ต้องใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 564
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลเมืองพระประแดง
จำเลย — นางประสพ ทิศาปราโมทย์
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9524/2552
#507505
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งเจ็ดสัญญาพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่สำหรับหนี้ตามสัญญาใช้บัตรวีซ่ากรุงไทยและสินเชื่อธนวัฎบัตรเครดิต ศาลชั้นต้นเพียงแต่พิพากษายกฟ้องโดยเหตุที่โจทก์มิได้นำสืบจำนวนหนี้ที่แท้จริงในกรณีโจทก์คิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นว่าเป็นจำนวนเท่าใด ทำให้ศาลชั้นต้นไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ได้และในทำนองเดียวกันศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ก็โดยเหตุจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 เพียง 4 สัญญาในจำนวน 7 สัญญา แต่โจทก์นำสืบยอดหนี้รวมกันมาทั้งเจ็ดสัญญา ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจทราบจำนวนหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี 4 สัญญาที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นเหตุให้ไม่อาจพิพากษากำหนดจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดได้เช่นกัน แต่ศาลชั้นต้นก็มิได้ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชี้ชัดแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาใช้บัตรวีซ่ากรุงไทยและสินเชื่อธนวัฎบัตรเครดิตเช่นนี้แม้ศาลชั้นต้นในคดีนี้จะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีต่อโจทก์อันเป็นบุคคลสิทธิที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันก็ตามแต่สำหรับที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่โจทก์นั้น โจทก์ย่อมเป็นเจ้าหนี้จำนองและทรงทรัพย์สิทธิที่จะบังคับจำนองเพื่อเอาชำระหนี้ตามวงเงินจำนองที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองไว้ได้ เพราะไม่ปรากฏเหตุความระงับสิ้นไปแห่งสัญญาจำนองดังที่ ป.พ.พ. มาตรา 744 บัญญัติไว้ ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำพิพากษาที่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้โจทก์จำนวน 9,847,723.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 2266 ถึง 2269 ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง และโฉนดเลขที่ 25509 ตำบลนาท่ามเหนือ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 มาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้โจทก์จำนวน 19,836.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 6,534 บาท นับแต่วันที่ 27 เมษายน 2541 และวันที่ 28 เมษายน 2542 จากต้นเงิน 6,768.82 บาท นับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในมูลหนี้สัญญาค้ำประกันตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในมูลหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อธนวัฎบัตรเครดิต แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ในมูลหนี้ที่ยกฟ้องทั้งหมดภายในกำหนดอายุความ โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์ คดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาอ้างว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้เฉพาะจำเลยที่ 1 รับผิด จึงขอให้ตัดคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดเพราะเป็นการผิดหลง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการเดียวตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองในที่ดินของจำเลยที่ 2 หรือไม่เพียงใด เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้งเจ็ดสัญญา จำนวน 9,847,723.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่สำหรับหนี้ตามสัญญาใช้บัตรวีซ่ากรุงไทยและสินเชื่อธนวัฎบัตรเครดิต ศาลชั้นต้นเพียงแต่พิพากษายกฟ้องโดยเหตุที่โจทก์มิได้นำสืบจำนวนหนี้ที่แท้จริงในกรณีโจทก์คิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นว่าเป็นจำนวนเท่าใด ทำให้ศาลชั้นต้นไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ได้ และในทำนองเดียวกันศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เงินเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 ก็โดยเหตุจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 เพียง 4 สัญญาในจำนวน 7 สัญญา คือสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 ฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2535 ฉบับลงวันที่ 25 เมษายน 2537 และฉบับลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2539 แต่โจทก์นำสืบยอดหนี้รวมกันมาทั้งเจ็ดสัญญา ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจทราบจำนวนหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี 4 สัญญาที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน เป็นเหตุให้ไม่อาจพิพากษากำหนดจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดได้เช่นกัน แต่ศาลชั้นต้นก็มิได้ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงชี้ชัดแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาใช้บัตรวีซ่ากรุงไทย และสินเชื่อธนวัฎบัตรเครดิตเช่นนี้ แม้ศาลชั้นต้นในคดีนี้จะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีต่อโจทก์ อันเป็นบุคคลสิทธิที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันก็ตาม แต่สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 25509 ตำบลนาท่ามเหนือ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ซึ่งจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้ไว้แก่โจทก์นั้น โจทก์ย่อมเป็นเจ้าหนี้จำนองและทรงทรัพยสิทธิที่จะบังคับจำนองเพื่อเอาชำระหนี้ตามวงเงินจำนองที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองไว้ได้ เพราะไม่ปรากฏเหตุความระงับสิ้นไปแห่งสัญญาจำนองดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 บัญญัติไว้ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำพิพากษาที่ถูกต้องหาใช่เป็นคำพิพากษาผิดหลงไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 744
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายประจวบ เศรษฐวรพันธุ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9497/2552
#508686
เปิดฉบับเต็ม

แม้พินัยกรรมฉบับที่ 2 ของผู้ตาย มีข้อความเขียนระบุไว้ว่า "บุคคลที่ข้าพเจ้าไม่ได้ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมฉบับนี้ ข้าพเจ้าไม่ประสงค์ให้รับมรดกของข้าพเจ้าแต่อย่างใด" ก็ตาม แต่นอกจากที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวแล้วยังมีทรัพย์มรดกอื่น ๆ นอกพินัยกรรมอีกหลายรายการ อีกทั้งในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวก็ไม่มีข้อความใด ๆ ที่ระบุให้จำหน่ายทรัพย์มรดกอื่น ๆ ที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมเสียทั้งหมดและมิได้ระบุตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกไว้ให้ชัดเจนตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมซึ่งมีผู้ร้องรวมอยู่ด้วยเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าว ผู้ร้องจึงยังคงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายและมีสิทธิมายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

ตามประเด็นข้อกฎหมายที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกาว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 ที่ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของ ต. ผู้ตายนั้นหมายความว่าผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิที่จะจัดการมรดกของผู้ตายเฉพาะที่ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวเท่านั้น โดยผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีสิทิและหน้าที่ที่จะไปจัดการทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรมหรือที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวแต่อย่างใดใช่หรือไม่ เพียงใด เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อีกทั้งเป็นเรื่องนอกประเด็น เพราะประเด็นในคดีนี้มีเพียงว่าผู้คัดค้านที่ 2 เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกต่อไปหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าผู้คัดค้านที่ 2 จะจัดการทรัพย์มรดกที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวได้หรือไม่ จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แต่ข้ออ้างข้อเถียงของผู้ร้องในเรื่องนี้เกี่ยวข้องพาดพิงถึงการวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับก่อนในคดีเดียวกันนี้ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปในทางเสียหายต่อคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวขึ้นได้ จึงเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวในศาลล่าง ศาลฎีกาก็เห็นสมควรวินิจฉัยให้

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 ที่พิพากษาตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของ ต. ผู้ตายโดยกำหนดให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายนั้นมีความหมายว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกโดยคำสั่งศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1711 โดยมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรมและเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 มิได้จำกัดให้ผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะจัดการมรดกเฉพาะเท่าที่ระบุไว้ในพินัยกรรมเท่านั้น แต่ให้มีอำนาจในการจัดการมรดกโดยทั่วไป ซึ่งหมายความถึงทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตายเท่าที่มีอยู่ไม่ว่าจะระบุไว้ในพินัยกรรมหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้นการที่ผู้ร้องฎีกาโต้แย้งว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำพิพากษาศาลฎีกา 8045/2544 ไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรมหรือที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมแต่ประการใดนั้น เป็นการนำคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับมาแปลความเบี่ยงเบนกล่าวอ้างให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองเพื่อให้ได้เป็นผู้จัดการมรดกในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกอื่น ๆ ที่ผู้ตายมิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมอันเป็นการไม่ชอบ

ตามคำร้องของผู้ร้องในคดีนี้ว่า ผู้ร้องเพียงแต่ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น หาได้ขอให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกไม่ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะนำสืบและอุทธรณ์ฎีกาขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ศาลไม่อาจมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้เพราะเกินคำขอต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำสั่งตั้งร้อยตรีเล็ก ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายเติม ผู้ตาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้มีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินในพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2535 ไม่ได้เพิกถอนข้อกำหนดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินในพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2534 ดังนั้น พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2534 ยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ทรัพย์สินที่กำหนดไว้จึงต้องแบ่งปันแก่ทายาทตามพินัยกรรม ซึ่งไม่ใช่ผู้ร้อง เหตุที่ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกเพราะทรัพย์มรดกได้ระบุไว้ในพินัยกรรมที่ทุกฝ่ายทราบดีและอยู่ในระหว่างจัดการมรดก แต่ที่ไม่สามารถจัดการมรดกได้ภายในเวลาอันสมควร เนื่องจากข้อกำหนดในพินัยกรรมระบุให้ขายที่ดินเพื่อสร้างพระพุทธรูปแต่ยังไม่อาจขายที่ดินได้ ส่วนเงินค่าเวนคืนที่ดินที่จะได้รับจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยนั้นผู้ร้องแจ้งอายัดไว้ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่อาจรับเพื่อมาแบ่งปันแก่ทายาทได้ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 20334 (ที่ถูกน่าจะเป็น 20374) มีผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตายรวม 10 คน ซึ่งบางคนถึงแก่ความตายและอยู่ในระหว่างยื่นคำร้องขอจัดการมรดก ซึ่งผู้ถือกรรมสิทธิ์ทุกคนต้องร่วมกันรับเงินค่าเวนคืน ผู้คัดค้านที่ 2 จึงยังไม่อาจจัดการมรดกส่วนนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้ละเลยไม่จัดการมรดกตามหน้าที่และได้จัดการมรดกโดยสุจริต ไม่มีเจตนาปิดบังทรัพย์มรดกแต่อย่างใด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า นายเติม เจ้ามรดกมีบุตร 2 คน คือ ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ร้อง ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นน้องชายของนายเติม เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2539 นายเติมถึงแก่ความตาย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเติม แต่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ในระหว่างพิจารณาผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายเติมผู้ตาย หลังจากนั้นผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านที่ 2 แบ่งปันทรัพย์มรดกตามโฉนดที่ดินเลขที่ 5086, 3183, 1115, 20374 และเงินค่าเวนคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 5086 และ 1213 จากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย ร. 7 ถึง ร. 12 ให้แก่ผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรม แต่ผู้คัดค้านที่ 2 ยังไม่ดำเนินการให้ คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเป็นประการแรกว่า ผู้ร้องมิได้เป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายจึงมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายและไม่มีสิทธิมายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า แม้พินัยกรรมฉบับที่ 2 ของผู้ตายตามเอกสารหมาย ร.ค. 2 ฉบับที่ 1 ซึ่งทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ยอมรับความถูกต้องแท้จริงจะมีข้อความเขียนระบุไว้ว่า "บุคคลที่ข้าพเจ้าไม่ได้ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมฉบับนี้ ข้าพเจ้าไม่ประสงค์ให้รับมรดกของข้าพเจ้าแต่อย่างใด" ก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่านอกจากที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวแล้วยังมีทรัพย์มรดกอื่น ๆ นอกพินัยกรรมอีกหลายรายการ เช่น เงินสด บ้านและที่ดิน ตลอดจนสิทธิอื่น ๆ ของผู้ตายเป็นต้น นอกจากนั้นยังอาจมีทรัพย์สินอื่น ๆ ของผู้ตายที่ตกทอดเป็นมรดกอีก ทั้งในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวก็ไม่มีข้อความใด ๆ ที่ระบุให้จำหน่ายทรัพย์มรดกอื่น ๆ ที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมเสียทั้งหมดและมิได้ระบุตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกไว้ให้ชัดเจนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคสอง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.ค. 2 ฉบับที่ 1 ซึ่งมีผู้ร้องรวมอยู่ด้วยเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าว ผู้ร้องจึงยังคงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายและมีสิทธิมายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นการมิชอบ ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องต่อไปว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 ที่ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายเติมผู้ตายนั้นหมายความว่าผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิที่จะจัดการมรดกของผู้ตายเฉพาะที่ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวเท่านั้น โดยผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีสิทธิและหน้าที่ที่จะไปจัดการทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรมหรือที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวแต่อย่างใดใช่หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อกฎหมายตามประเด็นที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกามานี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ อีกทั้งเป็นเรื่องนอกประเด็น เพราะประเด็นในคดีนี้มีเพียงว่าผู้คัดค้านที่ 2 เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกต่อไปหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่าผู้คัดค้านที่ 2 จะจัดการทรัพย์มรดกที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวได้หรือไม่ จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตามศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้ออ้างข้อเถียงของผู้ร้องในเรื่องนี้เกี่ยวข้องพาดพิงถึงการวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับก่อนในคดีเดียวกันนี้ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปในทางเสียหายต่อคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวขึ้นได้ จึงนับว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้นแม้ผู้ร้องจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวในศาลล่าง ศาลฎีกาก็เห็นสมควรวินิจฉัยให้ไปเสียเลยทีเดียว พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 ที่พิพากษาตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายเติมผู้ตายโดยกำหนดให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายนั้น มีความหมายว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกโดยคำสั่งศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1711 โดยมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรมและเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 มิได้จำกัดให้ผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะจัดการมรดกเฉพาะเท่าที่ระบุไว้ในพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.ค. 2 ฉบับที่ 1 เท่านั้น แต่ให้มีอำนาจในการจัดการมรดกโดยทั่วไปซึ่งหมายความถึงทรัพย์มรดกทั้งหมดของผู้ตายเท่าที่มีอยู่ไม่ว่าจะระบุไว้ในพินัยกรรมหรือไม่ก็ตาม ฉะนั้นการที่ผู้ร้องฎีกาโต้แย้งว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8045/2544 ไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกนอกพินัยกรรมหรือที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมแต่ประการใดนั้น เป็นการนำคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับดังกล่าวมาแปลความเบี่ยงเบนกล่าวอ้างให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองเพื่อให้ได้เป็นผู้จัดการมรดกในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกอื่น ๆ ที่ผู้ตายมิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมอันเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยในประการต่อไปอีกว่า มีเหตุสมควรที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกนอกพินัยกรรมหรือที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมฉบับที่ 2 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2535 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องในคดีนี้ว่า ผู้ร้องเพียงแต่ขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 2 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเท่านั้น หาได้ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกไม่ ดังนั้นแม้ผู้ร้องจะนำสืบและอุทธรณ์ฎีกาขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่ศาลย่อมไม่อาจมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้เพราะเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1608 วรรคสอง ม. 1711 ม. 1719
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5) ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายปรีดา พุ่มแพร
ผู้คัดค้าน — นายไพบูลย์ พุ่มแพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9494/2552
#503396
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องในกรณีหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ย่อมเกิดขึ้นนับแต่นั้น อายุความฟ้องเรียกเงินจำนวนที่ค้างจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) ซึ่งมีกำหนดอายุความห้าปี และเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2539 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2544 จึงเกินห้าปี ฟ้องโจทก์ย่อมขาดอายุความ และศาลฎีกาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แต่เป็นลูกหนี้ร่วมกับ จ. เจ้ามรดกที่มีจำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมซึ่งให้การยกข้อต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1), 247

หนี้ตามสัญญากู้เงินซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ แต่จำนองเป็นทรัพย์สิทธิซึ่งจะระงับสิ้นไปก็แต่โดยกรณีต้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 744 ที่บัญญัติเหตุจำนองระงับไว้ใน (1) ถึง (6) โจทก์จึงมีสิทธิบังคับเอาชำระหนี้จำนองได้ แต่ไม่อาจบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีตามที่มาตรา 745 บัญญัติห้ามไว้เท่านั้น

โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองเท่านั้น และตามสัญญาจำนองกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 13.75 ต่อปี ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของคู่สัญญา จึงมิใช่เบี้ยปรับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อ้างมาในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2537 นายจิมฮวด และจำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากโจทก์ สาขาพระโขนง จำนวน 400,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี และยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ กำหนดผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 5,500 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 14 เมษายน 2537 งวดต่อไปทุกวันที่ 14 ของเดือนถัดไป และจะชำระหนี้ให้เสร็จภายใน 120 เดือน นับแต่วันทำสัญญา เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ นายจิมฮวดและจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท มีข้อตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ นายจิมฮวด และจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชดใช้แก่โจทก์จนครบ นายจิมฮวดและจำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนด โดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2539 เป็นเงิน 1,000 บาท วันดังกล่าว นายจิมฮวดและจำเลยที่ 2 ค้างชำระต้นเงิน 370,470.30 บาท ดอกเบี้ย 9,927.16 บาท รวมเป็นเงิน 380,397.46 บาท โจทก์ทราบว่านายจิมฮวดถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมของนายจิมฮวดได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ตั้งนางศุภวรรณ เป็นผู้จัดการมรดกศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางศุภวรรณเป็นผู้จัดการมรดกตามคำร้องขอโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนอง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองค้างชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 696,123.93 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 696,123.93 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปีของต้นเงิน 370,470.30 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางศุภวรรณ ผู้จัดการมรดกของนายจิมฮวด เข้าเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ทราบถึงการตายของนายจิมฮวดตั้งแต่ปี 2538 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกิน 1 ปี จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนายจิมฮวด จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมให้การว่า คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) และมาตรา 1754 วรรคสาม โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยร่วม จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยร่วม โจทก์มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยเพียง 5 ปี และดอกเบี้ยมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนชอบที่จะปรับลดลง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและกองมรดกของนายจิมฮวด ผู้ตายร่วมกันชำระต้นเงิน 370,470.30 บาท พร้อมดอกเบี้ย 9,927.16 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 370,470.30 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองและกองมรดกออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 1 และกองมรดกของนายจิมฮวดรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่ตน ให้จำเลยทั้งสองและกองมรดกของนายจิมฮวดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกับจำเลยร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจิมฮวด ผู้ตายชำระต้นเงิน 370,470.30 บาท พร้อมดอกเบี้ย 9,927.16 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 370,470.30 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ตัดคำว่ากองมรดกของนายจิมฮวดออกจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกแห่ง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกับจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ ทั้งนี้ ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต้องไม่เกินไปจากทรัพย์มรดกของนายจิมฮวด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า นายจิมฮวด และจำเลยที่ 2 ร่วมกันกู้เงินจำนวน 400,000 บาท จากโจทก์ สาขาพระโขนงกำหนดผ่อนชำระเงินกู้และดอกเบี้ยคืนเป็นรายงวด งวดละ 5,500 บาท ภายในวันที่ 14 ของแต่ละเดือนติดต่อกันรวม 120 งวด หากผิดนัดงวดในงวดหนึ่งยินยอมให้ถือว่าผิดนัดทุกงวด เริ่มงวดแรกวันที่ 14 เมษายน 2537 ตามสัญญากู้เงินลงวันที่ 14 มีนาคม 2537 เอกสารหมาย จ.9 กับนายจิมฮวดและจำเลยที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าว ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันลงวันที่ 14 มีนาคม 2537 เอกสารหมาย จ.11 จากนั้นมีการผ่อนชำระตามสัญญาจนถึงครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2539 คงเหลือยอดหนี้เงินต้น 370,470.30 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 9,927.16 บาท รวม 380,397.46 บาท ตามรายการเคลื่อนไหวภาระหนี้ของลูกค้าเอกสารหมาย จ.13 แต่นายจิมฮวดถึงแก่ความตายไปแล้วเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2538 โดยโจทก์เพิ่งทราบเมื่อต้นปี 2542 จำเลยที่ 1 เป็นมารดานายจิมฮวดจึงเป็นทายาทโดยธรรมของนายจิมฮวดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (2) จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยร่วมซึ่งเป็นน้องสาวของนายจิมฮวดเป็นผู้จัดการมรดก และศาลมีคำสั่งให้ตามคำร้องขอเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2539 ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 8 มีนาคม 2544 ไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 บอกกล่าวให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองตามเอกสารหมาย จ.2 แต่ไม่ได้รับชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฎีกาขึ้นมาหลายประเด็น ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกประเด็นฎีกาว่าคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ซึ่งมีกำหนดเวลา 5 ปี หรือไม่ ขึ้นวินิจฉัยเป็นประการแรก เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 18 มกราคม 2539 จึงต้องถือว่าลูกหนี้ผิดนัดชำระงวดที่เหลือทั้งหมดตลอดมา สิทธิเรียกร้องในกรณีหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ ย่อมเกิดขึ้นนับแต่นั้นอายุความฟ้องเรียกเงินจำนวนที่ค้างจึงต้องบังคับตามมาตรา 193/33 (2) ดังกล่าวซึ่งมีกำหนดอายุความห้าปี และเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2539 ปรากฏว่าโจทก์เพิ่งฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2544 จึงเกินห้าปี ฟ้องโจทก์ย่อมขาดอายุความตามบทบัญญัติมาตรา 193/33 (2) และศาลฎีกาเห็นควรให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แต่เป็นลูกหนี้ร่วมกับนายจิมฮวดด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) 247 และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นฎีกาเกี่ยวกับอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ต่อไป ฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมในประการต่อไปมีว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานคร ที่นายจิมฮวดและจำเลยที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ตามฟ้องไว้ต่อโจทก์และโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้หนี้ตามสัญญากู้เงินซึ่งเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ แต่จำนองเป็นทรัพย์สิทธิซึ่งจะระงับสิ้นไปก็แต่โดยกรณีต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ที่บัญญัติว่า เหตุจำนองระงับไว้ใน (1) ถึง (6) โจทก์จึงมีสิทธิบังคับเอาชำระหนี้จำนองได้ แต่ไม่อาจบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปี ตามที่มาตรา 745 บัญญัติห้ามไว้เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.2 ไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองจึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบตามมาตรา 728 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมในข้อที่ว่าโจทก์มิได้บอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรม จึงไม่ถือว่าเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบนั้น เป็นข้ออ้างที่รับฟังไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมของนายจิมฮวดอยู่แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับประเด็นฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ถือเป็นเบี้ยปรับ ชอบที่ศาลจะต้องปรับลดลงให้แก่ฝ่ายลูกหนี้นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองเท่านั้น และตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.11 กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้คืออัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของคู่สัญญา อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์มีสิทธิบังคับเอาชำระหนี้จำนองสำหรับเงินต้นที่ค้างชำระจำนวน 370,470.30 บาท กับดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญาจำนองอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ย้อนหลังวันฟ้องขึ้นไป 5 ปี คือนับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2539 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จำนอง 370,470.30 บาท พร้อมดอกเบี้ย 9,927.16 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 370,470.30 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อ้างมาในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายจิมฮวด จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกนายจิมฮวด ร่วมกันรับผิดชำระหนี้จำนองจำนวน 370,470.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 379 ม. 744 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 142 ม. 245
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
นางเง็กจิ้ง แซ่ลิ้ว ในฐานะทายาทโดยธรรม
จำเลย — ของนายจิมฮวด แซ่จิว กับพวก
นางศุภวรรณ ธรรมวชิราพร ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลยร่วม — ของนายจิมฮวด แซ่จิว
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9494/2552
#508683
เปิดฉบับเต็ม

จ. กับจำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินโจทก์ ตกลงผ่อนชำระเงินกู้และดอกเบี้ยคืนเป็นรายงวดหากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทุกงวด โจทก์ได้รับชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 18 มกราคม 2539 จึงต้องถือว่าลูกหนี้ผิดนัดชำระงวดที่เหลือทั้งหมด สิทธิเรียกร้องในกรณีหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ย่อมเกิดขึ้นนับแต่นั้น อายุความฟ้องเรียกเงินจำนวนที่ค้างจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) ซึ่งมีกำหนดอายุความห้าปีและเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 พฤษภาคม 2544 เกินห้าปีแล้ว ฟ้องโจทก์ย่อมขาดอายุความและศาลฎีกาเห็นควรให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แต่เป็นลูกหนี้ร่วมกับ จ. ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1), 247 และแม้หนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ แต่จำนองเป็นทรัพย์สิทธิซึ่งจะระงับสิ้นไปก็แต่โดยกรณีต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 (1) ถึง (6) เท่านั้น โจทก์จึงมีสิทธิบังคับเอาชำระหนี้จำนองได้แต่ไม่อาจบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินห้าปีตามมาตรา 745 ได้และเมื่อโจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์จำนองเท่านั้น และตามสัญญาจำนองกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แล้ว จึงเป็นไปตามข้อตกลงไปในสัญญาจำนองอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงไม่ใช่เบี้ยปรับที่ศาลจะปรับลดให้แก่ลูกหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า นายจิมฮวด และจำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากโจทก์ สาขาพระโขนง จำนวน 400,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี กำหนดผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ นายจิมฮวดและจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนงกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท นายจิมฮวดและจำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนด โดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2539เป็นเงิน 1,000 บาท วันดังกล่าวค้างชำระต้นเงิน 370,470.30 บาท ดอกเบี้ย 9,927.16 บาท รวมเป็นเงิน 380,397.46 บาท โจทก์ทราบว่านายจิมฮวดถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมของนายจิม โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนอง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 696,123.93 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 370,470.30 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางศุภวรรณ ผู้จัดการมรดกของนายจิมฮวด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ทราบถึงการตายของนายจิมฮวดตั้งแต่ปี 2538 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกิน 1 ปี จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม และจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับทรัพย์มรดกของนายจิมฮวด จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมให้การว่า คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) และมาตรา 1754 วรรคสาม โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยร่วม จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยร่วม โจทก์มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยเพียง 5 ปี และดอกเบี้ยมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนชอบที่จะปรับลดลง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและกองมรดกของนายจิมฮวด ผู้ตายร่วมกันชำระต้นเงิน 370,470.30 บาท พร้อมดอกเบี้ย 9,927.16 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 370,470.30 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองและกองมรดกออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 1 และกองมรดกของนายจิมฮวดรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่ตน ให้จำเลยทั้งสองและกองมรดกของนายจิมฮวดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกับจำเลยร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจิมฮวด ผู้ตายชำระต้นเงิน 370,470.30 บาท พร้อมดอกเบี้ย 9,927.16 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 370,470.30 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ตัดคำว่ากองมรดกของนายจิมฮวดออกจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกแห่ง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกับจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ ทั้งนี้ ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต้องไม่เกินไปจากทรัพย์มรดกของนายจิมฮวด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า นายจิมฮวด และจำเลยที่ 2 ร่วมกันกู้เงินจำนวน 400,000 บาท จากโจทก์ สาขาพระโขนง กำหนดผ่อนชำระเงินกู้และดอกเบี้ยคืนเป็นรายงวด งวดละ 5,500 บาท ภายในวันที่ 14 ของแต่ละเดือนติดต่อกันรวม 120 งวด หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยินยอมให้ถือว่าผิดนัดทุกงวด เริ่มงวดแรกวันที่ 14 เมษายน นายจิมฮวดและจำเลยที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าว จากนั้นมีการผ่อนชำระตามสัญญาจนถึงครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2539 คงเหลือยอดหนี้เงินต้น 370,470.30 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 9,927.16 บาท รวม 380,397.46 บาท นายจิมฮวดถึงแก่ความตายไปแล้วเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2538 โดยโจทก์เพิ่งทราบเมื่อต้นปี 2542 จำเลยที่ 1 เป็นมารดานายจิมฮวดและเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยร่วมซึ่งเป็นน้องสาวของนายจิมฮวดเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 บอกกล่าวให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมประการแรกว่า คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ซึ่งมีกำหนดเวลา 5 ปี หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 18 มกราคม 2539 จึงต้องถือว่าลูกหนี้ผิดนัดชำระงวดที่เหลือทั้งหมดตลอดมา สิทธิเรียกร้องในกรณีหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ย่อมเกิดขึ้นนับแต่นั้น อายุความฟ้องเรียกเงินจำนวนที่ค้างจึงต้องบังคับตามมาตรา 193/33 (2) ดังกล่าวซึ่งมีกำหนดอายุความห้าปี และเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2539 ปรากฏว่าโจทก์เพิ่งฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2544 จึงเกินห้าปี ฟ้องโจทก์ย่อมขาดอายุความตามบทบัญญัติมาตรา 193/33 (2) และศาลฎีกาเห็นควรให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แต่เป็นลูกหนี้ร่วมกับนายจิมฮวดด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1), 247 และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นฎีกาเกี่ยวกับอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ต่อไป ฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมในประการต่อไปมีว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ที่นายจิมฮวดและจำเลยที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ตามฟ้องไว้ต่อโจทก์และโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้หนี้ตามสัญญากู้เงินซึ่งเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ แต่จำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งจะระงับสิ้นไปก็แต่โดยกรณีต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ที่บัญญัติว่าเหตุจำนองระงับไว้ใน (1) ถึง (6) โจทก์จึงมีสิทธิบังคับเอาชำระหนี้จำนองได้ แต่ไม่อาจบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปี ตามที่มาตรา 745 บัญญัติห้ามไว้เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือไปยังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองจึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบตามมาตรา 728 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมในข้อที่ว่าโจทก์มิได้บอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรม จึงไม่ถือว่าเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบนั้น เป็นข้ออ้างที่รับฟังไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมของนายจิมฮวดอยู่แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับประเด็นฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมว่า อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ถือเป็นเบี้ยปรับ ชอบที่ศาลจะต้องปรับลดลงให้แก่ฝ่ายลูกหนี้นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองเท่านั้น กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้คืออัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของคู่สัญญา อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์มีสิทธิบังคับเอาชำระหนี้จำนองสำหรับเงินต้นที่ค้างชำระจำนวน 370,470.30 บาท กับดอกเบี้ยที่ระบุไว้ในสัญญาจำนองอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ย้อนหลังวันฟ้องขึ้นไป 5 ปี คือนับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2539 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จำนอง 370,470.30 บาท พร้อมดอกเบี้ย 9,927.16 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 370,470.30 บาท นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อ้างมาในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายจิมฮวด จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกนายจิมฮวด ร่วมกันรับผิดชำระหนี้จำนองจำนวน 370,470.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 190971 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (2) ม. 379 ม. 744 ม. 745
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
นางเง็กจิ้ง แซ่ลิ้ว ในฐานะทายาท
จำเลย — โดยธรรมของนายจิมฮวด แซ่จิว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9395 -ที่ 9492/2552
#475557
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาว่า การพิจารณาความดีความชอบในขณะใดๆ ให้องค์การค้าคุรุสภาพิจารณาโดยถือหลักเกณฑ์การพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรีหรือระเบียบของทางราชการที่กำหนดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจในขณะนั้นๆ ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 2 ได้พิจารณาความดีความชอบของโจทก์ในรอบปีบัญชี 2546 ถึงปี 2547 แล้วยังไม่ได้ปรับอัตราค่าจ้างขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างส่วนที่ยังไม่ได้ปรับขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีคำสั่งว่าเป็นกรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มิใช่การค้างจ่ายค่าจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง ดังนี้ เมื่อฝ่ายโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกลาว จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไปฏิบัติตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 12 และเมื่อจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ปรับอัตราค่าจ้างขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีฯ จึงยังไม่มีค่าจ้างที่ค้างจ่ายจากการปรับอัตราค่าจ้างขึ้นแก่ฝ่ายโจทก์ ตาม พ.รงบ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 70 คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 42/2548 ของจำเลยที่ 1 และคำสั่งที่ 73/2548 ของจำเลยที่ 3 เรื่องค่าจ้าง ลงวันที่ 23 กันยายน 2548 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ตามลำดับ

จำเลยทั้งสามให้การในทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงซึ่งยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า ตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2548 มาตรา 4 บัญญัติให้มีสภาพในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า "คุรุสภา" และให้สภานี้เป็นนิติบุคคล ต่อมาได้มีการจัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นในปี 2493 และมีระเบียบคุรสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2503 ให้จัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาเพื่อจัดหาผลประโยชน์ให้แก่คุรุสภาและอำนวยความสะดวกให้แก่การศึกษาตามระเบียบดังกล่าวกำหนดให้มีผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา เป็นผู้ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การค้าของคุรุสภา และให้มีรองผู้อำนวยการผู้ช่วยผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าส่วน หัวหน้าแผนก หัวหน้าหมวด หัวหน้าหน่วยงาน นักวิชาการ ช่าง และเจ้าหน้าที่ที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างองค์การค้าของคุรุสภา ซึ่งไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ในปี 2525 สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาและองค์การค้าของคุรุสภาเคยยื่นข้อเรียกร้องต่อกันและตั้งผู้แทนเข้าร่วมเจรจา ผลการเจรจาสามารถตกลงกันได้จึงจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.9 ข้อ 17 ระบุว่า "เรื่องการพิจารณาความดีความชอบประจำปีของเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯ นั้น พิจารณาความดีความชอบในขณะใดๆ ให้องค์การค้าฯ พิจารณาโดยถือหลักเกณฑ์การพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรี หรือระเบียบของทางราชการที่กำหนดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจในขณะนั้นๆ" ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 กำหนดให้มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา มีฐานะเป็นนิติบุคคลในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการขึ้น และมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการโอนบรรดากิจการ เงิน ทรัพย์สิน หนี้ สิทธิต่างๆ ของคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 ไปเป็นของคุรุสภาและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลาการทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 โดยให้โอนกิจการ เงิน ทรัพย์สิน และหนี้บางส่วนไปเป็นของคุรุสภาและโอนกิจการ เงิน ทรัพย์สิน และหนี้ ซึ่งรวมถึงองค์การค้าของคุรุสภาไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสิรมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ต่อมาคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ออกข้อบังคับคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ว่าด้วยการบริหารสำนักงาน พ.ศ.2547 ซึ่งตามข้อบังคับนี้ ข้อ 3 นิยามคำว่า "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากสำนักงาน แต่ไม่รวมถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของ สกสค. และหมวด 5 บทเฉพาะกาล ข้อ 31 (9) ระบุให้ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ (องค์การค้าของคุรุสภา) โอนไปเป็นขององค์การค้าของ สกสค. ข้อ 32 ระบุว่าบทบัญญัติของกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หนังสือสัญญา หรือสิ่งอื่นใดที่อ้างถึงองค์การค้าของคุรุสภาหรือศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ (องค์การค้าของคุรสภา) ก่อนการใช้ข้อบังคับนี้ให้ถือว่าอ้างถึงองค์การค้าของ สกสค. ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจในอัตราร้อยละ 3 และให้ได้รับค่าจ้างสูงกว่าอัตราที่ปรับเพิ่มร้อยละ 3 ตามอัตราค่าจ้างใหม่อีก 2 ขั้น เฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าผู้อำนวยการฝ่ายหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่าตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0504/16226 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 การพิจารณาความดีความชอบของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ในรอบปีบัญชี 2546 ถึงปี 2547 จำเลยที่ 2 โดยคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาได้พิจารณาแล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนกันยายน 2547 แล้ว แต่ยังไม่ได้ปรับอัตราค่าจ้างขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 กับลูกจ้างอื่นของจำเลยที่ 2 จึงได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 1 และพื้นที่ 3 เพื่อขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างส่วนที่ไม่ได้ปรับขึ้นตามอัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 3 ที่ 42/2548 และคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 1 ที่ 73/2548 ทำนองเดียวกันว่าเป็นกรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 18 มิใช่การค้างจ่ายค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างค้างจ่าย ในเดือนเมษายน 2546 สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาและองค์การค้าของคุรุสภาได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อกัน ทั้งสองฝ่ายได้แต่งตั้งผู้แทนของแต่ละฝ่ายเจรจาและตกลงกันได้ จึงได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามบันทึกข้อตกลงประจำปี 2547 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2547 ซึ่งระบุไว้ข้อ 1 ว่าเมื่อต้องโอนเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาไปอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือนายจ้างอื่นให้นับอายุงานต่อเนื่องรวมทั้งตำแหน่งหน้าที่ อัตราเงินเดือน สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนแล้วโดยไม่น้อยกว่าเดิม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ประการแรกว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 3 ที่ 42/2548 และคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 1 ที่ 73/2548 หรือไม่ โดยโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 อุทธรณ์ว่า ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.9 ข้อ 17 ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ได้รับประโยชน์จากสัญญาจ้างเป็นค่าจ้างตามที่จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ดังที่ได้ปฏิบัติมา พนักงานตรวจแรงงานจึงมีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างได้นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 และลูกจ้างอื่นของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อเรียกร้องค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานได้สอบสวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่างๆ แล้ว ปรากฏเหตุที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 เรียกร้องค่าจ้างมาจากการที่จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.9 ข้อ 17 ที่ไม่ปรับโครงสร้างค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 1504/16226 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 ดังที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.9 เป็นข้อตกลงระหว่างองค์การค้าของคุรุสภานายจ้างกับสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาเกี่ยวกับเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ และประโยชน์อื่นของลูกจ้างองค์การค้าของคุรุสภาเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 อ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 12 และเมื่อจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ปรับอัตราค่าจ้างขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีฯ จึงยังไม่มีค่าจ้างที่ค้างจ่ายจากการปรับอัตราค่าจ้างขึ้นแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึง 99 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนหรืออัตราค่าจ้างตามมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0514/16226 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าเป็นเรื่องที่องค์การค้าของคุรุสภาตกลงปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรีทุกครั้งที่มีมติให้ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจหรือไม่ และในทางปฏิบัติเท่าที่ผ่านมาองค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรีทุกครั้งที่มีมติให้ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้แก่ลูกจ้างขององค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ประเภทใดบ้าง โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ หรือมีเงื่อนไขอย่างอื่นอีกหรือไม่ อย่างไร อันจะถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายที่จำเลยที่ 2 ต้องปฏิบัติตามที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ฟ้องหรือไม่ เพื่อที่จะวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาท ข้อ 2 ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นไว้ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ในประเด็นนี้โดยวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องการพิจารณาความดีความชอบประจำปีและยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในประเด็นขอพิพาท ข้อ 2 โดยให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในปัญหาที่ว่า ในทางปฏิบัติเท่าที่ผ่านมาองค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรีทุกครั้งที่มีมติให้ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้แก่ลูกจ้างขององค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ประเภทใดบ้าง โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ หรือมีเงื่อนไขอย่างอื่นอีกหรือไม่ อย่างไร อันจะถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายที่จำเลยที่ 2 ต้องปฏิบัติตามที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ฟ้องหรือไม่ แล้วดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสามต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 70
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวัชศักดิ์ พ่วงจินดา กับพวก
จำเลย — นายอมรเทพ วัฒนาชีรานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9474/2552
#507502
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับกลุ่มคนผิวดำในขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษและมีการแบ่งหน้าที่กันทำโดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดำเนินการจัดส่งเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ทางพัสดุไปรษณีย์ไปต่างประเทศ อันเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยในความผิดข้อหานี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างจากจำเลยที่ 2 ดำเนินการส่งหม้อปรุงอาหารจำนวน 3 ใบ ทางพัสดุไปรษณีย์ไปต่างประเทศเป็นจำนวนเงินสูงถึง 5,000 บาท ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับว่า ทราบว่าในหม้อปรุงอาหารมีของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่แต่บ่ายเบี่ยงว่าไม่แน่ใจว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าหม้อปรุงอาหารที่จัดส่งมียาเสพติดให้โทษซุกซ่อนอยู่ การที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดส่งพัสดุดังกล่าวจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดแก่ผู้กระทำความผิดในการส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย เมื่อการส่งไม่บรรลุผลเพราะถูกจับกุมได้เสียก่อน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนการพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย

บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) เป็นกฎหมายพิเศษที่เป็นการเพิ่มโทษให้สูงขึ้นแก่ผู้กระทำความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดจะต้องรับโทษเท่ากับตัวการ อันเป็นกฎหมายที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด โจทก์จะต้องอ้างมาตรา 6 (1) ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วย เมื่อคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ย่อมถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ จึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 86 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66 , 67, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาญาจักรในอัตราโทษเท่ากับความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 06-5601xxx ให้คืนแก่เจ้าของ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ไปที่ห้างเทสโก้ โลตัส ถนนสุขุมวิท ซอย 50 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร จากนั้นจำเลยที่ 1 นำถุงพลาสติกสีแดงของห้างเซ็นทรัล จำนวน 2 ใบ ที่มีหม้อปรุงอาหารอยู่ในถุงรวม 3 ใบ ไปติดต่อส่งพัสุดไปรษณีย์ที่เคาน์เตอร์ร้านเมลบอกซ์ซึ่งตั้งอยู่ในห้างเทสโก้ โลตัส เพื่อจัดส่งหม้อปรุงอาหารดังกล่าวทางพัสดุไปรษณีย์ไปต่างประเทศโดยระบุชื่อ นางหทัย อยู่วอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้รับพัสดุ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจผู้สืบสวนติดตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ได้นำตัวจำเลยที่ 1 ไปขอรับหม้อปรุงอาหารจำนวน 3 ใบ คืนมาจากร้านเมลบอกซ์เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ในก้นหม้อทั้ง 3 ใบน้ำหนักรวม 1,343.580 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1,229.510 กรัม จึงจับกุมจำเลยที่ 1 ต่อมาวันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ และแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือไม่ ...เห็นว่า แม้โจทก์จะมีพันตำรวจโทนิธิธร เจ้าพนักงานตำรวจผู้สืบสวนติดตามพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 มาโดยตลอดเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนผิวดำในการนำเข้าและส่งยาเสพติดให้โทษออกนอกราชอาณาจักรปรากฏรายละเอียดการสืบสวนตามเอกสารหมาย จ.11 และ จ.16 โดยพยานเบิกความเพื่อเชื่อมโยงชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีการติดต่อกับนางสาวสายรุ้งซึ่งเดินทางไปต่างประเทศจากท่าอากาศยานเชียงใหม่เพื่อไปขนโคเคนจำนวน 10 กิโลกรัมจากประเทศบราซิลโดยจะกลับมาประเทศไทยที่ท่าอากาศยานภูเก็ตในวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 วันดังกล่าวจำเลยที่ 1 กับชายผิวดำไปรอรับนางสาวสายรุ้ง แต่นางสาวสายรุ้งไม่ได้เดินทางกลับมาพยานสืบทราบจากสถานทูตสเปนประจำประเทศไทยว่า นางสาวสายรุ้งถูกจับกุมที่ประเทศสเปน แต่ในเรื่องที่นางสาวสายรุ้งถูกจับกุมที่ประเทศสเปนดังกล่าว โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานจากสถานทูตสเปนประจำประเทศไทยมายืนยันให้เห็นชัดเจนว่านางสาวสายรุ้งถูกจับกุมจริงหรือไม่ ด้วยข้อหาความผิดฐานใดอันจะเป็นพยานหลักฐานยืนยันเชื่อมโยงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 กับนางสาวสายรุ้งร่วมอยู่ในขบวนการของกลุ่มคนผิวดำผู้ค้ายาเสพติดให้โทษจริงหรือไม่ อีกทั้งหลังเกิดเหตุคดีนี้แล้วประมาณ 1 สัปดาห์ จึงได้ไปตรวจค้นห้องพักของนายลารีซึ่งอ้างว่าเป็นชายผิวดำผู้หนึ่งที่ร่วมขบวนการอันถือว่าเป็นเวลาที่เนิ่นนานเกินสมควรจึงยังมีข้อพิรุธอยู่ พยานหลักฐานของโจทก์ในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักน้อยยังไม่อาจรับฟังได้แน่ชัดว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ที่ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษกับกลุ่มคนผิวดำจริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่าความเพียงว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 รับหม้อปรุงอาหาร 3 ใบมาจากจำเลยที่ 2 แล้วนำไปส่งพัสดุไปรษณีย์ที่ร้านเมลบอกซ์ มีผู้รับชื่อนางหทัย อยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบเงินค่าส่งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งหม้อปรุงอาหารทั้ง 3 ใบ ดังกล่าว หากไม่มีการเจาะรื้อก้นหม้อออกดูก็จะไม่อาจทราบได้ว่ามีการซุกซ่อนเฮโรอีนไว้ที่ใต้ก้นหม้อดังกล่าว พันตำรวจโทนิธิธรเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่าหลังจากเปิดหม้อออกมาแล้วพบว่ามีเฮโรอีนอยู่ จำเลยที่ 1 แสดงอาการตกใจพร้อมกับพูดขึ้นว่า "ของนี้ไอ้ดำชื่อลาดหญ้าเอามาให้" นอกจากนี้ยังได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลแหล่งที่พักอาศัยของจำเลยที่ 2 เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 มาดำเนินคดี ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดจนชั้นพิจารณาคดีของศาลจำเลยที่ 1 ยืนยันมาโดยตลอดว่า จำเลยที่ 1 ได้รับจ้างจำเลยที่ 2 ให้ส่งหม้อปรุงอาหารทั้ง 3 ใบ ดังกล่าวทางพัสดุไปรษีย์ได้เงินค่าจ้าง 5,000 บาท เห็นว่า หากจำเลยที่ 1 ร่วมอยู่กับกลุ่มคนผิวดำในขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษและมีการแบ่งหน้าที่กันทำโดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดำเนินการในการจัดส่งพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 น่าจะต้องตระเตรียมเงินค่าใช้จ่ายในการจัดส่งมาให้พร้อม รวมทั้งน่าจะต้องทราบถึงรายชื่อผู้รับของพัสดุที่ปลายทางด้วย แต่ข้อเท็จจริงจากพยานโจทก์กลับได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบเงินค่าส่งพัสดุไปรษณีย์และแจ้งชื่อผู้รับของที่ปลายทางแก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ยังคงยืนรอในบริเวณห้างเทสโก้ โลตัส ดังกล่าว เพื่อรับเอกสารเกี่ยวกับการส่งพัสดุอยู่ ดังนั้น จากเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้วจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริงหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยในความผิดข้อหานี้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 รับจ้างจากจำเลยที่ 2 ในการนำหม้อปรุงอาหารทั้ง 3 ใบดำเนินการส่งพัสดุไปรษณีย์ไปต่างประเทศ ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.35 โดยยอมรับว่า ทราบว่าในหม้อปรุงอาหารมีของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ แต่บ่ายเบี่ยงว่าไม่แน่ใจว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 จ้างให้จำเลยที่ 1 จัดส่งพัสดุไปรษณีย์ไปต่างประเทศเป็นจำนวนเงินสูงถึง 5,000 บาท ซึ่งนับได้ว่าเป็นเงินค่าจ้างจำนวนสูง ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าหม้อปรุงอาหารที่จัดส่งมียาเสพติดให้โทษซุกซ่อนอยู่ การที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดส่งพัสดุดังกล่าวจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดแก่ผู้กระทำความผิดในการส่งเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย เมื่อการส่งไม่บรรลุผลเพราะถูกจับกุมได้เสียก่อน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนการพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย มีปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงผู้สนับสนุนต้องรับโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตราดังกล่าวนี้ เป็นกฎหมายพิเศษที่เป็นการเพิ่มโทษให้สูงขึ้นแก่ผู้กระทำความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดจะต้องรับโทษเท่ากับตัวการ อันเป็นกฎหมายที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด โจทก์จะต้องอ้าง มาตรา 6 (1) ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วย เมื่อคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว จึงย่อมถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้สนับสนุนแก่ผู้กระทำความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายจึงต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย หาใช่ศาลต้องปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ด้วยไม่

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำมาสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำหม้อปรุงอาหารทั้ง 3 ใบ มาส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อดำเนินการส่งพัสดุไปรษณีย์ไปต่างประเทศ หม้อทั้ง 3 ใบ ดังกล่าวมีการซุกซ่อนเฮโรอีนไว้ที่ใต้ก้นหม้ออย่างแนบเนียน จำเลยที่ 2 เป็นผู้จ่ายเงินค่าส่งพัสดุและแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่าให้ระบุชื่อผู้รับคืนนางหทัย อยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา การที่จำเลยที่ 2 สามารถเป็นผู้ส่งพัสดุได้ด้วยตนเองเพราะทำได้ไม่ยากโดยได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มาที่ประเทศไทยซื้อรองเท้าและเครื่องแต่งกายสตรีจากประตูน้ำและตลาดโบ๊เบ๊เพื่อส่งไปขายต่างประเทศ อีกทั้งได้ความด้วยว่าจำเลยที่ 2 ยังมีนางดาริณี หญิงไทยที่พักอยู่ห้องเดียวกันกับจำเลยที่ 2 สามารถช่วยดำเนินการให้ได้ แต่จำเลยที่ 2 กลับว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดส่งให้และยังได้แจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่าให้ระบุชื่อใครก็ได้เป็นผู้ส่งโดยไม่ให้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่งซึ่งเป็นพิรุธ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าในหม้อปรุงอาหารทั้ง 3 ใบดังกล่าวมีเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 นั้นฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3), 65 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 86 และมาตรา 52 (1) ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการพยายามส่งเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ออกนอกราชอาญาจักรเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่ ม. 227 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสมฤทัย พรหมพันธ์ใจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
อาวุธ ปั้นปรีชา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9467/2552
#503393
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อน แต่ประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดทั้งสองคดีเป็นอย่างเดียวกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่คู่ความก็เป็นคนเดียวกัน เมื่อคดีหลังศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาวินิยฉัยชี้ขาดแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์คดีถึงที่สุดแล้ว กรณีต้องตกอยู่ภายใต้บังคับเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ศาลฎีกาจึงมิอาจหยิบยกพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบขึ้นมาวินิจฉัยคดีนี้เกี่ยวกับประเด็นที่คดีหลังได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 40 ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลท่าข้าม อำเภอบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อระหว่างวันที่ 22 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ได้จ้าง วาน ใช้ ให้จำเลยที่ 2 กับพวกอีก 4 คน เข้าไปปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีเอกสารสิทธิที่แสดงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 มิได้มอบหมายหรือจ้าง วาน ใช้ ให้จำเลยที่ 2 หรือบุคคลอื่นเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กับพวกบุกรุกที่ดินส่วนใด เนื้อที่เท่าใด ทั้งคำฟ้องโจทก์ไม่มีแผนที่สังเขปหรือแผนผังใดพอที่จะทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจข้อหาได้ ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 94/31 หมู่ที่ 5 (เดิมหมู่ที่ 15) ตำบลท่าข้าม (เดิมตำบลบางปะกง) อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นทรัพย์สินของกองมรดกนางประไพ มีจำเลยที่ 1 และนางสุวพร เป็นผู้จัดการมรดก ในปี 2537 จำเลยที่ 2 ได้รับมอบอำนาจจากกองมรดกของนางประไพเข้าไปดูแลที่ดินดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์เข้าไปยึดถือที่ดินส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นของตน จำเลยที่ 1 ไม่เคยใช้ จ้าง วาน ให้จำเลยที่ 2 เข้าไปทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อใด และได้มาอย่างไร ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นางศรีวรรณา ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดิน และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่เอกสารหมาย จ.2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาคดีในศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่า คดีแพ่งหมายแดงที่ 155/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกันกับคดีนี้ว่าสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นของใคร คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว คดีจึงต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ขอให้ศาลฎีกาจำหน่ายคดีของจำเลยทั้งสองออกจากสารบบความ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ปัญหาตามคำร้องของโจทก์เห็นสมควรนำไปรวมวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ปัญหาตามคำร้องของโจทก์ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ก่อนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 155/2541 ของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของนางประไพ เป็นประเด็นข้อพิพาทประเด็นเดียวกันคู่ความเดียวกัน เมื่อคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 155/2541 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว กรณีต้องตกอยู่ภายใต้บังคับเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตร 144 แม้ว่าโจทก์จะฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีก็ตาม ศาลฎีกาจึงมิอาจหยิบยกพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบขึ้นมาวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาได้อีก"

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชะม้อย เที่ยงแท้
จำเลย — นายพากเพียร วิริยะพันธุ์ฯ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9467/2552
#508682
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ก่อนคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือ ป. เป็นประเด็นข้อพิพาทประเด็นเดียวกัน คู่ความเดียวกัน เมื่อคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งของศาลชั้นต้นนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว กรณีต้องตกอยู่ภายใต้บังคับเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 แม้ว่าโจทก์จะฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้จ้าง วาน ใช้ ให้จำเลยที่ 2 กับพวกอีก 4 คน เข้าไปปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีเอกสารสิทธิที่แสดงว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 มิได้มอบหมายหรือจ้าง วาน ใช้ ให้จำเลยที่ 2 หรือบุคคลอื่นเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 94/31 หมู่ที่ 5 (เดิมหมู่ที่ 15) ตำบลท่าข้าม (เดิมตำบลบางปะกง) อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นทรัพย์สินของกองมรดกนางประไพ มีจำเลยที่ 1 และนางสุวพร เป็นผู้จัดการมรดก ในปี 2537 จำเลยที่ 2 ได้รับมอบอำนาจจากกองมรดกของนางประไพเข้าไปดูแลที่ดินดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์เข้าไปยึดถือที่ดินส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นของตน จำเลยที่ 1 ไม่เคยใช้ จ้าง วาน ให้จำเลยที่ 2 เข้าไปทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อใด และได้มาอย่างไร ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นางศรีวรรณา ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดิน และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่เอกสารหมาย จ.2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาคดีในศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่า คดีแพ่งหมายแดงที่ 155/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกันกับคดีนี้ว่าสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นของใคร คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว คดีจึงต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ขอให้ศาลฎีกาจำหน่ายคดีของจำเลยทั้งสองออกจากสารบบความ จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ปัญหาตามคำร้องของโจทก์เห็นสมควรนำไปรวมวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามคำร้องของโจทก์ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ก่อนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 155/2541 ของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของนางประไพ เป็นประเด็นข้อพิพาทประเด็นเดียวกันคู่ความเดียวกัน เมื่อคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 155/2541 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว กรณีต้องตกอยู่ภายใต้บังคับเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตร 144 แม้ว่าโจทก์จะฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีก็ตาม ศาลฎีกาจึงมิอาจหยิบยกพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบขึ้นมาวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาได้อีก"

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชะม้อย เที่ยงแท้
นายพากเพียร วิริยะพันธุ์
โดยนางศรีวรรณา วิริยะพันธุ์
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9452/2552
#508681
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกคำบังคับ โดยอาศัยสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า แม้ในเบื้องต้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยไปก่อน โดยไม่มีการสั่งให้จำเลยวางเงินเพื่อประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นได้เกษียณสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยให้วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน ซึ่งเป็นกรณีสืบเนื่องจากคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนคำบังคับหรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี อันเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตามบทกฎหมายข้างต้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนนั้นย่อมเป็นที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 2,901,125.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้ 1,595,795.12 บาท และต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัย 35,560.08 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน หากผิดนัดจำเลยยินยอมให้โจทก์บังคับคดีที่ดินโฉนดเลขที่ 40368 ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งในวันที่ 15 สิงหาคม 2547 โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 1,020,000 บาท แล้วโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2548 ผู้ร้องซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากโจทก์ หลังจากนั้นผู้ร้องยื่นคำขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 มีใจความว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกคำบังคับดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นและระงับการออกคำบังคับ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลและคำบังคับของศาลชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้จำเลยวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่21 พฤศจิกายน 2548 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ออกคำบังคับอันถือได้ว่าเป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับหรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องคำสั่งของศาลให้เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า แม้ในเบื้องต้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยไปก่อนโดยไม่มีการสั่งให้จำเลยวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นได้เกษียณสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยให้วางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทน จำนวน 50,000 บาท ซึ่งเป็นกรณีสืบเนื่องมาจากคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนคำบังคับหรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี อันเป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจในบทมาตราดังกล่าว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนนั้นย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิแก่จำเลยในการที่จะฎีกาต่อมาอีก

พิพากษายกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคหนึ่ง ม. 296 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายบรรดล ขำพรมราช
จำเลย — นางวรรณวิมลหรือพรพิมล ชุ่มเมืองปัก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วิรัช ชินวินิจกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9413/2552
#497420
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่าแต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี" นั้น มีความหมายว่า หากผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยมิได้มีเจตนาฆ่าแล้ว ผู้นั้นย่อมมีความผิดตามมาตรานี้ ซึ่งเป็นการบัญญัติให้ได้รับโทษหนักขึ้น แตกต่างจากความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น หรือความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ตลอดจนความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตาม ป.อ. มาตรา 295, 297 และ 391 ตามลำดับ อันแสดงให้เห็นถึงกฎหมายเจตนาให้ผู้กระทำต้องรับโทษตามผลของการกระทำนั้นแตกต่างกันไปตามความหนักเบาของผลที่เกิดขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้มีดดาบเป็นอาวุธไล่ฟันผู้ตายอันเป็นการทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายวิ่งหลบหนีกระโดดลงน้ำจนถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการทำร้ายผู้ตาย ซึ่งเมื่อมิใช่กระทำโดยมีเจตนาฆ่า แต่การกระทำนั้นเป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นความผิดสำเร็จตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก แล้ว หาใช่เป็นเพียงการพยายามกระทำความผิดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 371, 83, 91, 33 และริบมีดดาบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางอุทัย มารดาของนายวัชรพงศ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต (ที่ถูก ให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยมิได้มีเจตนาฆ่าเท่านั้น)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 290, 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จำคุก 4 ปี ฐานพาอาวุธปืน (ที่ถูก ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร) ปรับ 60 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 60 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และปรับ 40 บาท ริบมีดดาบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 (ที่ถูก มาตรา 290 วรรคแรก) จำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ยังไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จำคุก 6 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุก 4 ปี และเมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วรวมเป็นจำคุก 4 ปี และปรับ 40 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ... มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดสำเร็จหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ไม่ปรากฏร่องรอยบาดแผลตามร่างกายของผู้ตาย แสดงว่าคนร้ายไม่มีเจตนาทำร้ายก็ดีหรือหากเป็นการกระทำความผิด ก็เพียงขั้นพยายาม ไม่ใช่ความผิดสำเร็จก็ดีนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี" อันมีความหมายว่า หากผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยมิได้มีเจตนาฆ่าแล้ว ผู้นั้นย่อมมีความผิดตามมาตรานี้ ซึ่งเป็นการบัญญัติให้ได้รับโทษหนักขึ้นแตกต่างจากความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น หรือความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ตลอดจนความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 และ 391 ตามลำดับ อันแสดงให้เห็นถึงกฎหมายเจตนาให้ผู้กระทำต้องรับโทษตามผลของการกระทำนั้นแตกต่างกันไปตามความหนักเบาของผลที่เกิดขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 ใช้มีดดาบเป็นอาวุธไล่ฟันผู้ตายอันเป็นการทำร้ายผู้ตายแล้ว จนเป็นเหตุให้ผู้ตายวิ่งหลบหนีกระโดดลงน้ำจนถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการทำร้ายผู้ตายซึ่งเมื่อมิใช่โดยเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรกแล้ว หาใช่เป็นการพยายามกระทำความผิดไม่ ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบา และรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องอุกอาจ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย จำเลยที่ 2 ก่อเกิดเหตุขึ้นทั้ง ๆ ที่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ อย่างไรก็ดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามและลงโทษจำคุก 6 ปี ก่อนลดโทษนั้น หนักเกินไป สมควรแก้ไขให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ให้จำคุก 4 ปี ลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุก 2 ปี 8 เดือน เมื่อรวมโทษในความผิดฐานพาอาวุธแล้ว คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 40 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 290 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นางอุทัย จีนสำราญ
จำเลย — นายอานนท์หรือโฮม มงคลไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายพรเทพ ชาญกิจการยนต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9413/2552
#503291
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก เป็นบทบัญญัติให้รับโทษหนักขึ้นแตกต่างจากความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ตลอดจนความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 295, 297, และ 391 ตามลำดับอันแสดงให้เห็นถึงกฎหมายเจตนาให้ผู้กระทำต้องรับโทษตามผลของการกระทำนั้นแตกต่างกันไปตามความหนักเบาของผลที่เกิดขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้มีดดาบไล่ฟันผู้ตายอันเป็นการทำร้ายผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายวิ่งหลบหนีกระโดดลงน้ำจนถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการทำร้ายผู้ตายซึ่งเมื่อมิใช่โดยเจตนาฆ่าแต่เป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา 290 วรรคแรกแล้ว มิใช่เป็นการพยายามกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยทั้งสามกับพวกอีกสองคนที่หลบหนีร่วมกันพาอาวุธมีดยาวประมาณ 2 ฟุต จำนวน 1 เล่ม ไปที่บริเวณท่าข้ามเรือตลาดวิบูลย์ศรี ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ อันเป็นเมืองและทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายนายวัชรพงศ์ กับพวก โดยร่วมกันเตะ ชก รวมทั้งใช้มีดดาบฟันนายวัชรพงศ์โดยไม่มีเจตนาฆ่า นายวัชรพงศ์เกิดความกลัวที่ถูกไล่ฟันด้วยมีดดาบจนต้องกระโดดหนีลงแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นเหตุให้จมน้ำถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 371, 83, 91, 33 และริบมีดดาบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางอุทัย มารดาของนายวัชรพงศ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต (ที่ถูก ให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยมิได้มีเจตนาฆ่าเท่านั้น)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 290, 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จำคุก 4 ปี ฐานพาอาวุธปืน (ที่ถูก ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร) ปรับ 60 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 60 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และปรับ 40 บาท ริบมีดดาบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 (ที่ถูก มาตรา 290 วรรคแรก) จำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ยังไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย จำคุก 6 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุก 4 ปี และเมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วรวมเป็นจำคุก 4 ปี และปรับ 40 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบ และจำเลยที่ 2 ไม่นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายร่วมกันใช้มีดเป็นอาวุธไล่ทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายจมน้ำถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ใช้มีดเป็นอาวุธไล่ฟันผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายปริญญา และนายณรงค์หรือโต้ง เป็นพยานเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ที่ใช้มีดดาบฟันผู้ตาย ทำให้ผู้ตายต้องวิ่งหลบหนีกระโดดลงน้ำไป ปัญหาว่าคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักรับฟังได้หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นเพื่อนของผู้ตาย และร่วมอยู่ในเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ แม้ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน แต่บริเวณท่าเทียบเรืออันเป็นจุดเกิดเหตุนั้นมีหลอดไฟนีออนยาวติดตั้งอยู่ข้างละ 1 ดวง ตามภาพถ่ายหมาย จ.2 และแผนที่บริเวณที่เกิดเหตุที่โจทก์ร่วมทำขึ้นเอกสารหมาย จ.9 จึงพอมองเห็นกันได้ ภายหลังพบศพผู้ตายอีก 2 วันต่อมา พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง และเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจสอบภาพถ่ายนักเรียนของโรงเรียนเทคโนโลยีกรุงเทพพบภาพถ่ายของจำเลยที่ 1 ซึ่งพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนึ่งในกลุ่มนักเรียนที่มีเหตุทะเลาะวิวาทกับกลุ่มของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองจนติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 ได้และจากการจับกุมจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 พาไปจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ โดยพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ที่ใช้มีดดาบฟันผู้ตาย ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.12 บันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.17 และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.19 ทั้งนี้ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกชาตรี ผู้จับกุมจำเลยที่ 2 และพันตำรวจโทจำนงค์พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความยืนยัน โดยร้อยตำรวจเอกชาตรียังเบิกความด้วยว่า ขณะจับกุมจำเลยทั้งสามนั้น ยังยึดมีดดาบของกลางไม่ได้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้พาพยานกับพวกไปยึดมีดดาบของกลางภายหลังจับกุมแล้ว คำเบิกความของร้อยตำรวจเอกชาตรี และพ้นตำรวจโทจำนงค์ จึงสนับสนุนให้คำเบิกความของนายปริญญาและนายณรงค์มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น คำเบิกความของนายปริญญาและนายณรงค์จึงรับฟังได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายหลบหนีกระโดดลงน้ำจนถึงความตาย ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ท่าเทียบเรือบริเวณที่เกิดเหตุในขณะเกิดเหตุแออัดไปด้วยผู้คนที่ขึ้นและลงเรือโดยสารเมื่อทั้งสองฝ่ายทะเลาะวิวาทชกต่อยกัน จึงเป็นเหตุการณ์ชุลมุนโกลาหลไม่น่าที่นายปริญญาและนายณรงค์จะเห็นเหตุการณ์และจำคนร้ายและมีดดาบของกลางว่าเป็นอาวุธที่คนร้ายใช้ไล่ฟันผู้ตายก็ดี หรือฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุ ช่องทางสำหรับลงเรือถูกปิดจึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ตายซึ่งกำลังวิ่งหนีคนร้ายที่ใช้มีดดาบไล่ฟันจะวิ่งย้อนกลับไปหาคนร้ายที่กำลังวิ่งสวนขึ้นมา ผู้ตายควรที่จะต้องกระโดดข้ามไปยังสะพานซึ่งเป็นช่องทางขึ้นอีกฝั่งหนึ่งเสียมากกว่าอันจะเป็นการเสี่ยงอันตรายน้อยกว่าการวิ่งสวนไปพบคนร้ายที่กำลังวิ่งขึ้นมาหาผู้ตาย ซึ่งไม่น่าที่ผู้ตายจะรอดพ้นจากการถูกมีดดาบซึ่งมีความยาวถึง 2 ฟุต ฟันได้ แต่กลับไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใดก็ดีนั้น เห็นว่าแม้ข้ออ้างตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาจะเป็นเหตุผลของความเป็นไปได้ว่าผลที่เกิดขึ้นควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่ใช่เป็นข้อที่ต้องฟังเป็นยุติเด็ดขาดเช่นนั้นในทุกกรณีเสียทีเดียว เมื่อคำเบิกความของนายปริญญาและนายณรงค์ไม่มีข้อพิรุธสงสัย ไม่มีเหตุที่พยานทั้งสองจะต้องเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 คำเบิกความของพยานทั้งสองย่อมรับฟังได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า บันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.12 ก็ดี บันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.17 ก็ดี ที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.19 ก็ดี เป็นบันทึกที่ไม่ชอบ เพราะจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาและนำสืบว่าเจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อโดยไม่อ่านข้อความให้ฟัง และให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่าไม่มีข้อความใดๆ อันเป็นการต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจนั้น เห็นว่า บันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.12 บันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.17 และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.19 คงเป็นบันทึกคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 เพียงคนเดียว โดยที่บันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.12 และบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เอกสารหมาย จ.16 และ จ.18 เป็นบันทึกคำให้การปฏิเสธของจำเลยที่ 1 และที่ 3 แสดงว่าเจ้าพนักงานตำรวจบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้ถ้อยคำเช่นนั้น จึงไม่มีเหตุอันใดที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจงใจปรักปรำจำเลยที่ 2 เพียงคนเดียวโดยที่ไม่ปรากฏสาเหตุอีกทั้งเมื่อร้อยตำรวจเอกชาตรี และพันตำรวจโทจำนงค์ ซึ่งเป็นผู้จับกุมและผู้สอบปากคำจำเลยที่ 2 มาเบิกความเป็นพยาน จำเลยที่ 2 ก็หาได้ถามค้านพยานทั้งสองเพื่อให้อธิบายขยายความถึงเหตุแห่งการบันทึกคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ไว้แต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นมาในชั้นสืบพยานจำเลย จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ รับฟังหักล้างไม่ได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ แม้เป็นพยานบอกเล่าก็นำมารับฟังประกอบพยานอื่นของโจทก์ได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดสำเร็จหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ไม่ปรากฏร่องรอยบาดแผลตามร่างกายของผู้ตาย แสดงว่าคนร้ายไม่มีเจตนาทำร้ายก็ดี หรือหากเป็นการกระทำความผิด ก็เพียงขั้นพยายาม ไม่ใช่ความผิดสำเร็จก็ดีนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี" อันมีความหมายว่า หากผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย โดยมิได้มีเจตนาฆ่าแล้ว ผู้นั้นย่อมมีความผิดตามมาตรานี้ ซึ่งเป็นการบัญญัติให้ได้รับโทษหนักขึ้นแตกต่างจากความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น หรือความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ตลอดจนความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297, และ 391 ตามลำดับ อันแสดงให้เห็นถึงกฎหมายเจตนาให้ผู้กระทำต้องรับโทษตามผลของการกระทำนั้นแตกต่างกันไปตามความหนักเบาของผลที่เกิดขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 ใช้มีดดาบเป็นอาวุธไล่ฟันผู้ตายอันเป็นการทำร้ายผู้ตายแล้ว จนเป็นเหตุให้ผู้ตายวิ่งหลบหนีกระโดดลงน้ำจนถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการทำร้ายผู้ตาย ซึ่งเมื่อมิใช่โดยเจตนาฆ่าแต่เป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรกแล้ว หาใช่เป็นการพยายามกระทำความผิดไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 2 สถานเบา และรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องอุกอาจ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย จำเลยที่ 2 ก่อเกิดเหตุขึ้นทั้งๆ ที่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ อย่างไรก็ดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามและลงโทษจำคุก 6 ปี ก่อนลดโทษนั้นหนักเกินไป สมควรแก้ไขให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ให้จำคุก 4 ปี 8 เดือน เมื่อรวมโทษในความผิดฐานพาอาวุธแล้ว คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 40 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 81 ม. 291
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นางอุทัย จีนสำราญ
จำเลย — นายอานนท์หรือโฮม มงคลไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
พินิจ สายสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9388/2552
#504173
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งข้างต้น เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นที่สุดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยต่อมาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 467,599.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระคืนแก่โจทก์ โดยกำหนดชำระคืนรวม 12 งวด งวดละอย่างน้อย 5,000 บาท หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับจำนองที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1390 ตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดในวันที่ 1 มีนาคม 2548 ในราคา 440,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปในราคาต่ำกว่าราคาท้องตลาด โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ใช้ดุลพินิจและความละเอียดรอบคอบเท่าที่ควร ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และการกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการดำเนินการไปโดยไม่สุจริตหรือด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดและให้มีการขายทอดตลาดใหม่

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินแปลงพิพาทในราคาพอสมควรแล้ว ผู้ซื้อทรัพย์เข้าประมูลซื้อทรัพย์โดยสุจริตและเปิดเผยโดยไม่มีการคบคิดกันฉ้อฉลกับโจทก์หรือผู้แทนโจทก์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์แต่อย่างใด การที่จำเลยมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งข้างต้นเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นที่สุดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยต่อมา จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ผู้ซื้อทรัพย์ — ดาบตำรวจธีรวุฒิ พานิช
จำเลย — นายนิเวศน์ ชายทุ่ย
ชื่อองค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9384/2552
#496759
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มอบหมายให้ ส. นำเงินของโจทก์ไปประกันตัว ก. ต่อศาลชั้นต้น จำเลยรับเงินจาก ส. ไปดำเนินการ เมื่อคดีถึงที่สุดศาลชั้นต้นสั่งคืนเงินประกันโดยสั่งจ่ายเช็คธนาคาร อ. ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำเลยย่อมอยู่ในฐานะผู้ทรงในฐานเป็นผู้รับเงินที่พึงจะยื่นเช็คเพื่อให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คแก่ตนเท่านั้น เงินที่ธนาคารพึงใช้ให้แก่จำเลยตามเช็คจึงไม่ใช่เงินหรือทรัพย์สินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 โดยตรง หากจำเลยไม่ชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิจะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของจำเลย รวมทั้งเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่จำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 214 โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยเบิกถอนเงินจากธนาคารตามเช็คเพื่อมอบให้แก่โจทก์ รวมทั้งจะขอให้บังคับธนาคารซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีใช้เงินตามเช็คดังกล่าวแก่โจทก์ไม่ได้

คำฟ้องของโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยเบิกถอนเงินตามเช็คจำนวน 70,000 บาท ชำระแก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงิน แม้ไม่อาจบังคับให้จำเลยกระทำการตามฟ้อง ศาลก็พิพากษาให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยเบิกเงินตามเช็คธนาคารออมสิน สาขาตราด เลขที่ 3606919 จำนวนเงิน 70,000 บาท ของศาลชั้นต้น ให้แก่โจทก์หากจำเลยไม่มาให้สั่งธนาคารตามเช็คจ่ายเงินจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 1 กันยายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์มอบหมายให้นางสาวสิรานีนำเงิน 120,000 บาท ของโจทก์ไปประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ต่อศาลชั้นต้น ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 และหมายเลขดำที่ 391/2548 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และกระทำผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตามลำดับ จำเลยตกลงรับดำเนินการประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ต่อศาลชั้นต้นโดยได้รับเงิน 120,000 บาท จากนางสาวสิรานี และนางสาวกันยารัตน์ก็ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจากศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์จึงทราบว่า หลักประกันที่จำเลยใช้ในการประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 เป็นเงินสดเพียง 70,000 บาท ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 391/2548 ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ประกัน เมื่อคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดศาลชั้นต้นคืนหลักประกันให้แก่จำเลยโดยสั่งจ่ายเช็ค ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำนวน 70,000 บาท จำเลยได้มอบเช็คดังกล่าวแก่โจทก์ สำหรับเงินจำนวน 50,000 บาท ที่จำเลยเอาไปนั้น คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำเลยให้มาถอนเงินจากธนาคารตามเช็คจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เช็คที่ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายให้แก่จำเลยในฐานะนายประกันเป็นเช็คระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำเลยย่อมอยู่ในฐานะผู้ทรงในฐานเป็นผู้รับเงินที่พึงจะยื่นเช็คเพื่อให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คแก่ตนเท่านั้น เงินที่ธนาคารพึงใช้ให้แก่จำเลยตามเช็คจึงมิใช่เงินหรือทรัพย์สินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 โดยตรง เมื่อหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน หากจำเลยไม่ชำระ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิจะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ รวมทั้งเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 214 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยเบิกถอนเงินจากธนาคารตามเช็คเพื่อมอบให้แก่โจทก์ รวมทั้งจะขอให้บังคับธนาคารตามเช็คซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีใช้เงินตามเช็คที่ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินให้แก่โจทก์ก็ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยมาเบิกถอนเงินจำนวน 70,000 บาท ชำระแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงินอีกจำนวนหนึ่ง แม้โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยกระทำการตามฟ้องอันเป็นเพียงวิธีการบังคับชำระหนี้เป็นตัวเงิน แต่เมื่อมีหนี้เงินดังกล่าวซึ่งจำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย ทั้งโจทก์ได้ชำระค่าธรรมเนียมศาลทั้งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์สำหรับคำขอในส่วนนี้มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์โดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระอีกจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์เมื่อรวมกับที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 120,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 214 ม. 810 ม. 904 ม. 987
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 145 ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแดน วีรวงษ์
จำเลย — นายสมหมายหรือภูตะวัน เยาว์เหมือน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายนรินทร์ ทองชัย
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9384/2552
#503286
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยนำเงิน 70,000 บาท ของโจทก์ไปประกันตัว ก. ต่อศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เมื่อคดีถึงที่สุดศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 70,000 บาท ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินให้แก่จำเลยในฐานะนายประกัน จำเลยมอบเช็คให้โจทก์แต่ไม่ยอมมาเบิกเงินตามเช็คจากธนาคารคืนโจทก์ แต่จำเลยอยู่ในฐานะผู้ทรงที่พึงจะยื่นเช็คเพื่อให้ธนาคารใช้เงินแก่ตนเท่านั้น เงินที่ธนาคารพึงใช้ให้แก่จำเลยตามเช็คมิใช่เงินหรือทรัพย์สินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 โดยตรง เมื่อหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน หากจำเลยไม่ชำระ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิจะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้รวมทั้งเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่จำเลยตามมาตรา 214 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยเบิกถอนเงินจากธนาคารตามเช็คเพื่อมอบให้แก่โจทก์ รวมทั้งจะขอให้บังคับธนาคารตามเช็คซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีใช้เงินตามเช็คที่ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินให้แก่โจทก์ก็ไม่ได้

ตามคำฟ้องโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยมาเบิกถอนเงินตามเช็คจำนวน 70,000 บาท ชำระแก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงิน แม้โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยกระทำการตามฟ้องอันเป็นเพียงวิธีการบังคับชำระหนี้เป็นตัวเงิน แต่เมื่อมีหนี้เงินดังกล่าวซึ่งจำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์มอบหมายให้นางสาวสิรานี นำเงิน 120,000 บาท ของโจทก์ไปประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ ต่อศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 และหมายเลขดำที่ 391/2548 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และกระทำผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตามลำดับ จำเลยอ้างตนเองเป็นตัวแทนของนายจงศักดิ์ ทนายความของนางสาวกันยารัตน์ อาสาโจทก์ในการขอประกันนางสาวกันยารัตน์ นางสาวสิรานีได้มอบเงินจำนวน 120,000 บาท ให้แก่จำเลยไปดำเนินการแทนโจทก์ จำเลยได้เบียดบังเอาเงินดังกล่าวจำนวน 50,000 บาท ของโจทก์ไปโดยทุจริต เนื่องจากโจทก์ทราบภายหลังว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 ใช้หลักประกันเป็นเงินสดเพียง 70,000 บาท ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 391/2548 ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ประกันและเมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุด ศาลชั้นต้นได้สั่งจ่ายคืนเงินหลักประกันตามเช็คธนาคารออมสิน สาขาตราด เลขที่ 3606919 ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำนวน 70,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยได้มอบเช็คดังกล่าวให้โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมมาเบิกเงินตามเช็คจากธนาคารคืนโจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยหลายครั้งจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยเบิกเงินตามเช็คธนาคารออมสิน สาขาตราด เลขที่ 3606919 จำนวนเงิน 70,000 บาท ของศาลชั้นต้น ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่มาให้สั่งธนาคารตามเช็คจ่ายเงินจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 1 กันยายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์มอบหมายให้นางสาวสิรานี นำเงิน 120,000 บาท ของโจทก์ไปประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ ต่อศาลชั้นต้น ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 และหมายเลขดำที่ 391/2548 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และกระทำผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตามลำดับ จำเลยตกลงรับดำเนินการประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ต่อศาลชั้นต้น โดยได้รับเงิน 120,000 บาท จากนางสาวสิรานี และนางสาวกันยารัตน์ก็ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจากศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์จึงทราบว่า หลักประกันที่จำเลยใช้ในการประกันตัวนางสาวกันยารัตน์เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 เป็นเงินสดเพียง 70,000 บาท ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 391/2548 ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ประกัน เมื่อคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุด ศาลชั้นต้นคืนหลักประกันให้แก่จำเลยโดยสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินจำนวน 70,000 บาท จำเลยได้มอบเช็คดังกล่าวแก่โจทก์ สำหรับเงินจำนวน 50,000 บาท ที่จำเลยเอาไปนั้น คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำเลยให้มาถอนเงินจากธนาคารตามเช็คจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เช็คที่ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายให้แก่จำเลยในฐานะนายประกันเป็นเช็คระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำเลยย่อมอยู่ในฐานะผู้ทรงในฐานะเป็นผู้รับเงินที่พึงจะยื่นเช็คเพื่อให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คแก่ตนเท่านั้น เงินที่ธนาคารพึงใช้ให้แก่จำเลยตามเช็คจึงมิใช่เงินหรือทรัพย์สินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 โดยตรง เมื่อหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน หากจำเลยไม่ชำระ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิจะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ รวมทั้งเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 214 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยเบิกถอนเงินจากธนาคารตามเช็คเพื่อมอบให้แก่โจทก์ รวมทั้งจะขอให้บังคับธนาคารตามเช็คซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีใช้เงินที่ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินให้แก่โจทก์ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยมาเบิกถอนเงินจำนวน 70,000 บาท ชำระแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงินอีกจำนวนหนึ่ง แม้โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยกระทำการตามฟ้องอันเป็นเพียงวิธีการบังคับชำระหนี้เป็นตัวเงิน แต่เมื่อมีหนี้เงินดังกล่าวซึ่งจำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย ทั้งโจทก์ได้ชำระค่าธรรมเนียมศาลทั้งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์สำหรับคำขอในส่วนนี้มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์โดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินอีกจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์ เมื่อรวมกับที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 120,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 214 ม. 810 ม. 904 ม. 991
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแดน วีรวงษ์
จำเลย — นายสมหมายหรือภูตะวัน เยาว์เหมือน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9384/2552
#507499
เปิดฉบับเต็ม

เช็คที่ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายให้แก่จำเลยในฐานะนายประกันเป็นเช็คระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำเลยย่อมอยู่ในฐานะผู้ทรงในฐานเป็นผู้รับเงินที่พึ่งจะยื่นเช็คเพื่อให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คแก่ตนเท่านั้น เงินที่ธนาคารพึงใช้ให้แก่จำเลยตามเช็คจึงมิใช่เงินหรือทรัพย์สินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 โดยตรง เมื่อหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน หากจำเลยไม่ชำระก็เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิจะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ รวมทั้งเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่จำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 214 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยเบิกถอนเงินจากธนาคารตามเช็คเพื่อมอบให้แก่โจทก์ รวมทั้งขอให้บังคับธนาคารตามเช็คซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีใช้เงินตามเช็คที่ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินให้แก่โจทก์ก็ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์มอบหมายให้นางสาวสิรานี นำเงิน 120,000 บาท ของโจทก์ไปประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ ต่อศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 และหมายเลขดำที่ 391/2548 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และกระทำผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตามลำดับ จำเลยอ้างตนเองเป็นตัวแทนของนายจงศักดิ์ ทนายความของนางสาวกันยารัตน์ อาสาโจทก์ในการขอประกันนางสาวกันยารัตน์ นางสาวสิรานีได้มอบเงินจำนวน 120,000 บาท ให้แก่จำเลยไปดำเนินการแทนโจทก์ จำเลยได้เบียดบังเอาเงินดังกล่าวจำนวน 50,000 บาท ของโจทก์ไปโดยทุจริต เนื่องจากโจทก์ทราบภายหลังว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 ใช้หลักประกันเป็นเงินสดเพียง 70,000 บาท ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 391/2548 ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ประกันและเมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุด ศาลชั้นต้นได้สั่งจ่ายคืนเงินหลักประกันตามเช็คธนาคารออมสิน สาขาตราด เลขที่ 3606919 ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำนวน 70,000 บาท ให้แก่จำเลย จำเลยได้มอบเช็คดังกล่าวให้โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมมาเบิกเงินตามเช็คจากธนาคารคืนโจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยหลายครั้งจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยเบิกเงินตามเช็คธนาคารออมสิน สาขาตราด เลขที่ 3606919 จำนวนเงิน 70,000 บาท ของศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่มาให้สั่งธนาคารตามเช็คจ่ายเงินจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 1 กันยายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์มอบหมายให้นางสาวสิรานี นำเงิน 120,000 บาท ของโจทก์ไปประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ ต่อศาลชั้นต้น ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 และหมายเลขดำที่ 391/2548 ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และกระทำผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา ตามลำดับ จำเลยตกลงรับดำเนินการประกันตัวนางสาวกันยารัตน์ต่อศาลชั้นต้นโดยได้รับเงิน 120,000 บาท จากนางสาวสิรานี และนางสาวกันยารัตน์ก็ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจากศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์จึงทราบว่า หลักประกันที่จำเลยใช้ในการประกันตัวนางสาวกันยารัตน์เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 495/2548 เป็นเงินสดเพียง 70,000 บาท ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 391/2548 ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ประกัน เมื่อคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุด ศาลชั้นต้นคืนหลักประกันให้แก่จำเลยโดยสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินจำนวน 70,000 บาท จำเลยได้มอบเช็คดังกล่าวแก่โจทก์ สำหรับเงินจำนวน 50,000 บาท ที่จำเลยเอาไปนั้น คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำเลยให้มาถอนเงินจากธนาคารตามเช็คจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เช็คที่ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายให้แก่จำเลยในฐานะนายประกันเป็นเช็คระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงิน จำเลยย่อมอยู่ในฐานะผู้ทรงในฐานเป็นผู้รับเงินที่พึงจะยื่นเช็คเพื่อให้ธนาคารใช้เงินตามเช็คแก่ตนเท่านั้น เงินที่ธนาคารพึงใช้ให้แก่จำเลยตามเช็คจึงมิใช่เงินหรือทรัพย์สินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 โดยตรง เมื่อหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน หากจำเลยไม่ชำระ ก็เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิจะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ รวมทั้งเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 214 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยเบิกถอนเงินจากธนาคารตามเช็คเพื่อมอบให้แก่โจทก์ รวมทั้งจะขอให้บังคับธนาคารตามเช็คซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีใช้เงินที่ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินให้แก่โจทก์ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยมาเบิกถอนเงินจำนวน 70,000 บาท ชำระแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงินอีกจำนวนหนึ่ง แม้โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยกระทำการตามฟ้องอันเป็นเพียงวิธีการบังคับชำระหนี้เป็นตัวเงิน แต่เมื่อมีหนี้เงินดังกล่าวซึ่งจำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย ทั้งโจทก์ได้ชำระค่าธรรมเนียมศาลทั้งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์สำหรับคำขอในส่วนนี้มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์โดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินอีกจำนวน 70,000 บาท แก่โจทก์ เมื่อรวมกับที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 120,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 214 ม. 810
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแดน วีรวงษ์
จำเลย — นายสมหมายหรือภูตะวัน เยาว์เหมือน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9368/2552
#503273
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 รับราชการตำแหน่งหัวหน้าส่วนโยธา องค์การบริหารส่วนตำบลหัวลำ ช่วยราชการองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมงาน จำเลยที่ 2 เป็นกำนันตำบลซับจำปา และเป็นกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการตรวจการจ้าง จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ตรวจผลการปฏิบัติและตรวจรับงานตามสัญญาจ้าง โดยจำเลยทั้งสองทราบแต่แรกแล้วว่างานจ้างเหมาก่อสร้างถนนตามสัญญามีความยาว 1,350 เมตร การที่จำเลยที่ 1 ไม่ออกไปตรวจสอบการก่อสร้าง ทำให้เกิดความเสียหายเพราะหากจำเลยที่ 1 ไปตรวจย่อมทราบได้ว่าถนนที่ก่อสร้างเสร็จมีความยาวเพียงประมาณ 1,024 เมตร การที่จำเลยทั้งสองปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทำหลักฐานเท็จด้วยเจตนาพิเศษที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปาและเป็นการกระทำโดยสุจริต ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปาต้องจ่ายเงินค่าจ้างเกินไป และมีผู้ได้ประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเป็นค่าก่อสร้างที่เกินไปจากความจริง แม้ภายหลังจำเลยที่ 2 จะนำเงินค่ารับจ้างส่วนที่รับเกินไปมาคืน ก็เนื่องมาจากองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปาแจ้งเรียกเงินคืน จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

จำเลยที่ 2 มิได้เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ไม่อาจเป็นตัวการในการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่การที่จำเลยที่ 2 จัดทำบันทึกประจำวันและผลการปฏิบัติงานฉบับใหม่มาให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อย่อมลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำผิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี เป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานส่วนตำบลตำแหน่งหัวหน้าส่วนโยธา องค์การบริหารส่วนตำบลหัวลำ อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ช่วยราชการในตำแหน่งหัวหน้าส่วนโยธา องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริหารส่วนตำบลซับจำปาซึ่งเป็นผู้บริหารส่วนท้องถิ่น เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2543 องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา ทำสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด สุขศรีทอง ก่อสร้างถนนดินลงลูกรัง หมู่ที่ 1 ตำบลซับจำปา ขนาดผิวจราจรกว้าง 5 เมตร ฐานกว้าง 6 เมตร สูง 0.5 เมตร ยาว 1,350 เมตร ปริมาตรดินไม่น้อยกว่า 5,568 ลูกบาศก์เมตร (เผื่อทับแน่น 1.5) ลงลูกรังขนาดผิวจราจรกว้าง 4 เมตร ยาว 1,350 เมตร หนาเฉลี่ย 0.10 เมตร ปริมาตรลูกรังไม่น้อยกว่า 648 ลูกบาศก์เมตร (เผื่อทับแน่น 1.2) พร้อมเกลี่ยแต่งเรียบ วางท่อระบายน้ำ ศสส (มอก) ชั้น 3 จำนวน 3 จุด พร้อมป้าย ราคาจ้างเป็นเงิน 232,770 บาท กำหนดเริ่มทำงานภายในวันที่ 15 มีนาคม 2543 แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 เมษายน 2543 ในการก่อสร้างถนนดังกล่าว ประธานกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา อาศัยอำนาจตามความในข้อ 12 (2) ข้อ 14 และข้อ 22 วรรคหนึ่ง ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดหาพัสดุโดยแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการตรวจการจ้าง มีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ข้อ 48 กล่าวคือตรวจสอบรายงานการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างและเหตุการณ์แวดล้อมที่ผู้ควบคุมงานรายงานในกรณีมีข้อสงสัยให้ออกตรวจงานจ้าง ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ในสัญญา หรือที่ตกลงให้ทำงานจ้างนั้นๆ เมื่อตรวจเห็นว่าเป็นการถูกต้องครบถ้วน และให้ทำใบรับรองผลการปฏิบัติงานทั้งหมด โดยลงชื่อไว้เป็นหลักฐานอย่างน้อย 2 ฉบับ มอบให้แก่ผู้รับจ้าง 1 ฉบับและเจ้าหน้าที่พัสดุ 1 ฉบับ แล้วรายงานให้ประธานกรรมการบริหารทราบ ในกรณีเห็นว่าผลงานที่ส่งมอบไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาให้รายงานประธานกรรมการบริหารเพื่อทราบหรือสั่งการ และแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างมีหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2538 ข้อ 49 กล่าวคือ ตรวจสอบและควบคุมงาน ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ในสัญญา หรือที่ตกลงให้ทำงานจ้างนั้นๆ ทุกวันให้เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาทุกประการ สั่งแก้ไขเพิ่มเติมงานจ้าง เพื่อให้เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญา มีหน้าที่ทำเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารโดยจดบันทึกการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างและเหตุการณ์แวดล้อมเป็นรายวันพร้อมทั้งผลการปฏิบัติงานทั้งหมดอย่างน้อย 2 ฉบับ เพื่อรายงานให้คณะกรรมการตรวจการจ้างทราบทุกสัปดาห์ และในวันถึงกำหนดส่งมอบงานแต่ละงวดให้รายงานผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ จำเลยทั้งสองกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือเมื่อระหว่างวันที่ 8 มีนาคม 2543 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 7 เมษายน 2543 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมาย โดยจำเลยที่ 2 วางแผนแนะนำบอกข้อมูลให้จำเลยที่ 1 ทำบันทึกประจำวันและผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างทำงานก่อสร้างถนนดังกล่าว ฉบับลงวันที่ 17 มีนาคม 2543 ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2543 และฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2543 รวม 3 ฉบับว่าเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2543 ผู้รับจ้างดำเนินการขุดแต่งแนวคันดินฐานถนนในความยาว 250 เมตร วันที่ 17 มีนาคม 2543 ผู้รับจ้างดำเนินการขุดแต่งแนวคันดินฐานถนนในความยาว 500 เมตร วันที่ 20 มีนาคม 2543 ผู้รับจ้างดำเนินการขุดแต่งแนวคันดินฐานถนนในความยาว 250 เมตร วันที่ 21 มีนาคม 2543 ผู้รับจ้างดำเนินการขุดแต่งแนวคัดดินฐานถนนในความยาว 350 เมตร เสนอต่อจำเลยที่ 2 ประธานกรรมการตรวจการจ้างทราบ อันเป็นความเท็จเพราะความจริงจำเลยที่ 1 มิได้ออกไปตรวจและควบคุมงาน ณ สถานที่ที่ตกลงให้ผู้รับจ้างทำงาน และผู้ที่ทำงานก่อสร้างถนนนี้มิใช่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขศรีทอง แต่เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดทรัพย์บรรจง ของจำเลยที่ 2 และผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างก็ไม่ได้ผลตามที่ปรากฏในรายงานดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปาผู้หนึ่งผู้ใด ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันทำเอกสารใบตรวจรับงานจ้างเหมาก่อสร้างถนนดินลูกรัง หมู่ที่ 1 ตำบลซับจำปาว่าบัดนี้ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขศรีทอง ผู้รับจ้างได้ทำการก่อสร้างถนนดินลงลูกรัง หมู่ที่ 1 ตำบลซับจำปา รายนี้ถูกต้องตามสัญญาจ้างแล้ว ซึ่งเป็นความเท็จเพราะความจริงห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขศรีทอง มิได้เป็นผู้ก่อสร้างถนนสายดังกล่าว แต่เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดทรัพย์บรรจงของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อสร้างและการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จถูกต้องตามจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อสร้างและการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จถูกต้องตามสัญญา การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ และเป็นเจ้าพนักงานร่วมปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา ผู้หนึ่งผู้ใด ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เมื่อระหว่างวันที่ 8 มีนาคม 2543 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 7 เมษายน 2543 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมาย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลการก่อสร้างถนนดินลูกรังหมู่ที่ 1 ตำบลซับจำปา โดยเป็นประธานกรรมการตรวจการจ้างได้เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้นโดยเข้าเป็นผู้ทำการก่อสร้างถนนดินลงลูกรังแทนห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขศรีทอง อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา ประชาชนในท้องที่ตำบลซับจำปา ผู้หนึ่งผู้ใด ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157, 162, 83, 90, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวม 2 กระทง จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 เดือน และปรับคนละ 8,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน และปรับ 12,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 โจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านให้รับฟังเป็นอย่างอื่น จึงฟังยุติว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดดังกล่าว ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือไม่ ข้อเท็จจริงส่วนนี้รับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2543 องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปาทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขศรีทอง ก่อสร้างถนนดินลงลูกรังหมู่ที่ 1 ตำบลซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายโดยรับราชการในตำแหน่งหัวหน้าส่วนโยธาองค์การบริหารส่วนตำบลหัวลำ อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ช่วยราชการในตำแหน่งหัวหน้าส่วนโยธา องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา ได้รับแต่งตั้งจากประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปาให้เป็นคณะกรรมการจัดหาพัสดุ ทำหน้าที่ผู้ควบคุมงานจ้างเหมาก่อสร้างถนนดินลงลูกรัง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา เป็นผู้บริหารท้องถิ่นอันเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้รับแต่งตั้งจากประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปาให้เป็นคณะกรรมการจัดหาพัสดุทำหน้าที่ประธานกรรมการตรวจการจ้างงานจ้างเหมาก่อสร้างถนนดินลงลูกรังดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างถนนดังกล่าวเพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขอใช้ชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขศรีทอง เข้าประมูลการก่อสร้าง จำเลยที่ 1 จัดทำบันทึกประจำวัน และผลการปฏิบัติงานซึ่งเป็นความเท็จโดยการจัดทำของจำเลยที่ 2 ว่า ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2543 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2543 ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขศรีทอง เริ่มดำเนินการก่อสร้างถนนดินลงลูกรังจนแล้วเสร็จตามสัญญาเพื่อให้จำเลยที่ 2 ทราบ โดยความจริงแล้วจำเลยที่ 1 มิได้ออกไปตรวจการก่อสร้างถนนและเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำใบตรวจรับงานจ้างเหมาว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขศรีทอง ก่อสร้างถนนดินลงลูกรังเสร็จแล้วตามสัญญา ต่อมามีผู้ร้องเรียนว่าถนนที่ก่อสร้างมีความยาวไม่ถึง 1,350 เมตร ตามสัญญา องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าถนนที่ก่อสร้างมีความยาวประมาณ 1,024 เมตร องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าก่อสร้างในส่วนที่สร้างไม่ถึงความยาวตามสัญญาไปคืน จำเลยที่ 2 ก็นำเงินจำนวน 55,788 บาท ไปคืนให้องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา เห็นว่า จำเลยที่ 1 รับราชการตำแหน่งหัวหน้าส่วนโยธา องค์การบริหารส่วนตำบลหัวลำ ช่วยราชการองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมงาน จำเลยที่ 2 เป็นกำนันตำบลซับจำปา และเป็นกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการตรวจการจ้าง จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ตรวจผลการปฏิบัติและตรวจรับงานตามสัญญาจ้าง โดยจำเลยทั้งสองทราบแต่แรกแล้วว่างานจ้างเหมาก่อสร้างถนนตามสัญญามีความยาว 1,350 เมตร การที่จำเลยที่ 1 ไม่ออกไปตรวจสอบการก่อสร้างถนน เพราะรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อสร้างถนนมิใช่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขศรีทอง ที่เป็นผู้รับจ้าง ทำให้เกิดความเสียหายเพราะหากจำเลยที่ 1 ไปตรวจผลการปฏิบัติงาน ย่อมสามารถทราบได้ว่าถนนที่ก่อสร้างเสร็จมีความยาวเพียงประมาณ 1,024 เมตร ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อเข้าเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างถนนเสียเองย่อมทราบดีว่าได้ก่อสร้างถนนยาวเท่าใด และมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าก่อสร้างถนนตามเนื้องานที่ดำเนินการสร้างเท่านั้น จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าไม่ทราบว่าถนนที่ก่อสร้างมีความยาวไม่ถึงตามสัญญาหาได้ไม่ การที่จำเลยทั้งสองปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทำหลักฐานเท็จแสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาพิเศษมุ่งที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปาและเป็นการกระทำโดยทุจริตแล้ว ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปาต้องจ่ายเงินค่าจ้างเกินไปทั้งที่ก่อสร้างถนนยาวไม่ถึง 1,350 เมตร และมีผู้ได้ประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเป็นค่าก่อสร้างที่เกินไปจากความจริง แม้ภายหลังจำเลยที่ 2 จะนำเงินค่ารับจ้างส่วนที่รับเกินไปในการก่อสร้างถนนจำนวน 55,788 บาท มาคืน ก็เนื่องมาจากองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปาแจ้งเรียกเงินคืน เพราะมีการร้องเรียน หากไม่มีการร้องเรียนองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปาต้องได้รับความเสียหาย จ่ายค่าก่อสร้างถนนเกินไปกว่าผลงานที่ได้รับ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่สำหรับความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันทำบันทึกประจำวันและผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างทำงานก่อสร้างถนนนั้น จำเลยที่ 2 มิได้เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ในการนี้ด้วย จึงไม่อาจเป็นตัวการในการกระทำความผิดฐานนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง แต่การที่จำเลยที่ 2 จัดทำบันทึกประจำวันและผลการปฏิบัติงานฉบับใหม่มาให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อ ย่อมลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำผิดดังกล่าวได้ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน ในชั้นฎีกาเมื่อโจทก์ไม่ได้ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองดังเช่นในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตนเป็นพลเมืองดีตามศาลล่างทั้งสอง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86, มาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 152, มาตรา 157 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 1 กระทำความผิด 2 กระทง แต่ละกระทงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่ละกระทงจำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี ปรับ 8,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท จำเลยที่ 2 กระทำผิด 3 กระทง แต่ละกระทงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ได้ลงโทษตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2 กระทง แต่ละกระทงจำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน ปรับ 12,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายชนินทร์ สุระเวช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9350/2552
#507498
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องโดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดและโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองกับบริวารขนย้ายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ซื้อที่ดินตามฟ้องมาจากการขายทอดตลาด แต่การยึดทรัพย์และขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ได้ปฏิเสธข้อที่ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ดังนี้ จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้อง กรณีจึงไม่จำต้องสืบพยาน ส่วนเรื่องการยึดทรัพย์และขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีที่จำเลยทั้งสองต้องร้องขอเข้าไปในคดีที่มีการบังคับคดีนั้นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะให้ผู้มีส่วนได้เสียได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง คำให้การของจำเลยจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาท การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาคดีไปจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3465 ตำบลบางเตย อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาด จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารอาศัยอยู่บนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าว โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 13 หมู่ที่ 2 ตำบลบางเตย อำเภอบ้านสร้างจังหวัดปราจีนบุรี ออกจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้โดยให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกค่าใช้จ่าย และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินต่อไป หากจำเลยทั้งสองสร้างสิ่งอื่นใดขึ้นในภายหน้าให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนไปด้วย หากจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าคำให้การของจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินตามฟ้อง โจทก์จึงเป็นเจ้าของที่ดิน มีอำนาจฟ้องขับไล่ และที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า การขายทอดตลาดที่ดินตามฟ้องมิชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปยื่นคำร้องในคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296

จำเลยทั้งสองยื่นคำแถลงคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานและวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า การขายทอดตลาดกระทำโดยมิชอบนั้น จำเลยจะต้องนำไปว่ากล่าวกันในคดีเดิมมิใช่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 เมื่อโจทก์บอกกล่าวจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากที่ดินตามฟ้อง และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนได้โดยให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกค่าใช้จ่าย และห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนคำขอให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หากจำเลยทั้งสองจะก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นใดขึ้นมาอีกในภายหน้านั้น เห็นว่า เป็นคำขอในอนาคตซึ่งยังไม่เกิดขึ้น ศาลจึงไม่พิพากษาให้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน เว้นแต่ค่าทนายความในศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ 3,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษาคดีไปโดยวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้อง โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดและโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองกับบริวารขนย้ายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ซื้อที่ดินตามฟ้องมาจากการขายทอดตลาด แต่การยึดทรัพย์และขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ได้ปฏิเสธข้อที่ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ดังนี้ จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้อง กรณีจึงไม่จำต้องสืบพยาน ส่วนเรื่องการยึดทรัพย์และขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีที่จำเลยทั้งสองต้องร้องขอเข้าไปในคดีที่มีการบังคับคดีนั้นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง คำให้การของจำเลยจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาท การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษาคดีไปโดยวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายจึงชอบแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 1,500 บาทแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติ์ สีสม
จำเลย — นางอุบล ลือสนั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
สิริรัตน์ จันทรา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9339/2552
#496045
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ประกันขอลดและขอผ่อนชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ประกันอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ประกันจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 337, 80, 83, 90 และ 91 ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ชั่วคราว ศาลชั้นต้นตีราคา 300,000 บาท ต่อมาผู้ประกันผิดสัญญาประกันโดยไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นจึงสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกัน ครั้นวันที่ 4 พฤษภาคม 2549 ผู้ประกันยื่นคำร้องขอลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2551 ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ลดค่าปรับและผ่อนชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาลตามนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันเป็นเงิน 300,000 บาท ผู้ประกันขอลดค่าปรับและขอผ่อนชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ประกันจึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และไม่จำต้องสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับระหว่างฎีกาและขอผ่อนชำระค่าปรับของผู้ประกันอีก

พิพากษายกฎีกาและคำร้องขอทุเลาการบังคับของผู้ประกัน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพร ธีระพจน์โสภณ
ผู้ประกัน — นางสาวดวงเดือน โสภาเวช
จำเลย — นางอำนวย โสภาเวช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกมล คำเพ็ญ
ศาลอุทธรณ์ — นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา