คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7191/2551
#494134
เปิดฉบับเต็ม

การเป็นโจทก์ฟ้องคดี แม้จะถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แต่หากการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและมีความมุ่งหมายหรือเจตนาที่จะให้จำเลยได้รับความเสียหาย ก็ย่อมเป็นการละเมิด

การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง หากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามขอก็เป็นเพียงการย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 โจทก์ที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาผิดสัญญาหุ้นส่วนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4539/2546 ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 316,814.75 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ที่ 1 ได้ไปขอรับเช็คที่จำเลยต้องสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้จำนวน 316,814.75 บาท ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยกลับปฏิเสธไม่ยอมสั่งจ่ายเช็คจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อน และต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546 จำเลยได้นำเงินจำนวน 285,133.28 บาท ซึ่งหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วมาวางต่อศาล โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ที่ 1 จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลย แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 ในฐานะตัวแทนของโจทก์ที่ 1 และเจ้าพนักงานบังคับคดีไปถึงสถานที่ที่จะทำการยึดทรัพย์ จำเลยได้ขอเจรจากับโจทก์ที่ 2 โดยจำเลยตกลงที่จะชำระเงินจำนวน 221,185 บาท ซึ่งเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับชำระเงินจำนวน 221,185 บาท แล้วได้ขอถอนการบังคับคดี ครั้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2548 จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วยการยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองในข้อหาละเมิด ติดตามทรัพย์คืนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7450/2548 โดยอ้างว่าการที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4539/2546 หมายเลขแดงที่ 9597/2546 เป็นการละเมิดต่อจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งการที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีดังกล่าวทั้งที่จำเลยทราบเป็นอย่างดีว่าจำเลยเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและจงใจทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองจำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7450//2548 เนื่องจากโจทก์ทั้งสองได้ดำนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การใช้สิทธิฟ้องคดีของจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต และชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์จำเลย จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสอง ยังไม่ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิจากจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยเห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อันจะทำให้มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยในข้อหาละเมิดต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยอ้างว่าการที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 เป็นการละเมิดต่อจำเลยนั้น แม้จะถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ก็ตาม แต่หากการใช้สิทธิทางศาลที่มีความมุ่งหมายหรือเจตนาที่จะให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ก็ย่อมเป็นการละเมิด คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยในข้อหาละเมิด เรียกทรัพย์คืนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยฝ่าฝืนกฎหมายนั้นเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและจงใจให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องก็ย่อมให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์ที่ 1 ยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธินั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์ที่ 1 จะขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่หากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามขอก็เป็นเพียงการย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนี้จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ที่ 1"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของโจทก์ที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิไล วนัสบดีกุล กับพวก
จำเลย — บริษัท อาร์ แอนด์ ดี คลีนิก จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7191/2551
#497874
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยในข้อหาละเมิดต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยอ้างว่าการที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 เป็นการละเมิดต่อจำเลยนั้น แม้จะถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ก็ตาม แต่หากการใช้สิทธิทางศาลที่มีความมุ่งหมายหรือเจตนาที่จะให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายก็ย่อมเป็นการละเมิด คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยในข้อหาละเมิด เรียกทรัพย์คืนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยฝ่าฝืนกฎหมายนั้นเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและจงใจให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องก็ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้ได้

คดีนี้แม้โจทก์ที่ 1 จะขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่หากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามขอ ก็เป็นการย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนี้จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาผิดสัญญาหุ้นส่วนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4539/2546 ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 316,814.75 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ต่อมาโจทก์ที่ 1 ได้ไปขอรับเช็คที่จำเลยต้องสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยกลับปฏิเสธไม่ยอมสั่งจ่ายเช็คจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยอ้างว่าจำเลยต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อน และต่อมาจำเลยได้นำเงินจำนวน 285,133.28 บาท ซึ่งหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วมาวางต่อศาล โจทก์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโจทก์ที่ 1 จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลย แต่เมื่อโจทก์ที่ 2 ในฐานะตัวแทนของโจทก์ที่ 1 และเจ้าพนักงานบังคับคดีไปถึงสถานที่ที่จะทำการยึดทรัพย์ จำเลยได้ขอเจรจากับโจทก์ที่ 2 โดยจำเลยตกลงที่จะชำระเงินจำนวน 221,185 บาท ซึ่งเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับชำระเงินจำนวน 221,185 บาท แล้วได้ขอถอนการบังคับคดี และต่อมาจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วยการยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองในข้อหาละเมิด ติดตามทรัพย์คืนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7450/2548 โดยอ้างว่าการที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4539/2546 หมายเลขแดงที่ 9597/2546 เป็นการละเมิดต่อจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซึ่งการที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีดังกล่าวทั้งที่จำเลยทราบเป็นอย่างดีว่าจำเลยเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและจงใจทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองจำนวน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7450/2548 เนื่องจากโจทก์ทั้งสองได้ดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การใช้สิทธิฟ้องคดีของจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย หาใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์จำเลย จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสอง ยังไม่ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิจากจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่าการที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยเห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อันจะทำให้มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยในข้อหาละเมิดต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยอ้างว่าการที่โจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 เป็นการละเมิดต่อจำเลยนั้น แม้จะถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ก็ตาม แต่หากการใช้สิทธิทางศาลที่มีความมุ่งหมายหรือเจตนาที่จะให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ก็ย่อมเป็นการละเมิด คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9597/2546 การที่จำเลยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยในข้อหาละเมิด เรียกทรัพย์คืนต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยฝ่าฝืนกฎหมายนั้นเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและจงใจให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้องก็ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายได้ กรณีถือได้ว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์ที่ 1 ยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธินั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์ที่ 1 จะขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่หากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามขอก็เป็นเพียงการย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนี้จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ที่ 1"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของโจทก์ที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ตาราง 1 (2) ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิไล วนัสบดีกุล กับพวก
จำเลย — บริษัทอาร์ แอนด์ ดี คลีนิค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7190/2551
#412132
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษา ณ ต่างประเทศ หากจำเลยเห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์อนุญาตให้จำเลยรับราชการที่หน่วยงานอื่นเพื่อชดใช้ทุนแก่โจทก์จนครบถ้วนแล้ว จำเลยก็ชอบที่จะยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นต่อสู้ให้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในขณะฟ้อง เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่อาจยกข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งโจทก์ยังโต้แย้งอยู่ขึ้นอ้างในชั้นบังคับคดีเพื่อไม่ต้องรับผิดตามคำพิพากษา กรณียังถือไม่ได้ว่าไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องบังคับต่อไป ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 (1) โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญารับทุนไปศึกษาต่อชั้นปริญญาโท ณ ต่างประเทศ ที่ทำไว้แก่โจทก์โดยขอลาออกจากราชการในขณะที่ยังชดใช้ทุนไม่ครบและไม่นำเงินมาชำระเพื่อชดใช้ทุนตามสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 383,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 340,623 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 361911.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 340,623 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ระงับการบังคับคดีไว้ก่อน

โจทก์แถลงคัดค้านว่า ข้ออ้างของจำเลยเกิดขึ้นก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้แต่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ และการที่จำเลยไปรับราชการในหน่วยงานอื่นก็ไม่ถือเป็นการชดใช้ทุนแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ถอนการบังคับคดีแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์บังคับคดีแก่จำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษา ณ ต่างประเทศ โดยกล่าวอ้างว่าจำเลยซึ่งได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อต่างประเทศและกลับมารับราชการกับโจทก์แล้วได้ขอลาออกจากราชการในขณะที่ยังชดใช้ทุนไม่ครบและไม่นำเงินมาชำระเพื่อชดใช้ทุนตามสัญญา จึงให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินที่ได้รับในระหว่างการศึกษาพร้อมเบี้ยปรับ หากจำเลยเห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่ถูกต้องเนื่องจากภายหลังจำเลยขอลาออกจากราชการแล้ว จำเลยได้ขอกลับมารับราชการกับโจทก์เพื่อชดใช้ทุนต่อไปอีกแต่โจทก์ไม่มีอัตรารองรับจะบรรจุและแต่งตั้งได้ โจทก์จึงอนุญาตให้จำเลยไปรับราชการที่หน่วยงานอื่นเพื่อชดใช้ทุนและจำเลยได้รับราชการที่หน่วยงานอื่นเพื่อชดใช้ทุนแก่โจทก์จนครบถ้วนแล้ว จำเลยก็ชอบที่จะยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นต่อสู้ให้เป็นประเด็นไว้ในคำให้การเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในขณะฟ้องเมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์คดีถึงที่สุดแล้วจำเลยไม่อาจยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นบังคับคดีเพื่อไม่ต้องรับผิดตามคำพิพากษา แต่ชอบที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่หากการขาดนัดของจำเลยมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร ดังนั้น จำเลยจะยกข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งโจทก์ยังโต้แย้งอยู่ว่าไม่ถือว่าเป็นการชดใช้ทุนขึ้นอ้างเพื่อเป็นเหตุมิให้ถูกบังคับคดีหาได้ไม่ กรณีนี้ยังถือไม่ได้ว่าไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องบังคับคดีต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (1) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 295 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
จำเลย — นายเรวัติ ไวเปียหรือปริยาจารย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวบุษยา รอดยินดี
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7188/2551
#499848
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสั่งซื้อสินค้าและได้รับสินค้าจากโจทก์แล้ว ถือได้ว่า การซื้อขายสินค้ารายนี้โจทก์ผู้ขายได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยผู้ซื้อแล้ว โจทก์ไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือและมีลายมือชื่อของจำเลยมาแสดง การซื้อขายชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม จำเลยต้องชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอันเป็นการประกอบธุรกิจของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้า จึงเป็นกรณีที่โจทก์ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินค้าจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อนำมาใช้ในการประกอบธุรกิจของจำเลยอีกต่อหนึ่ง เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง จึงอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี มิใช่อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1) เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 326,959.38 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 252,505 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงิน 326,959.38 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 252,505 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กรกฎาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลตกเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์และจะต้องชำระค่าสินค้าตามฟ้องให้โจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายพรเทพ นายพีรศักดิ์ และนายชูเกียรติ เบิกความประกอบกันว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ในนามร้าน เอส. พี.ซัพพลาย หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 252,505 บาท ตามรายการสั่งซื้อ โจทก์ให้บริษัทบางกอกลำปางขนส่ง จำกัด เป็นผู้ส่งสินค้าให้จำเลยที่จังหวัดลำปางหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าให้โจทก์นายพรเทพได้ติดตามทวงถามจำเลยหลายครั้งจำเลยรับว่าเป็นหนี้ค่าสินค้าจริงแต่ไม่มีเงินชำระ ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่าจำเลยไม่เคยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยใช้ชื่อร้าน เอส.พี.ซัพพลาย และจำเลยไม่เคยรับสินค้าจากโจทก์ เห็นว่า นายพีรศักดิ์พยานโจทก์ซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัทบางกอกลำปางขนส่ง จำกัด มีหน้าที่ตรวจสอบสินค้าที่นำส่งเบิกความยืนยันว่าทางบริษัทบางกอกลำปางขนส่ง จำกัด ได้จัดส่งสินค้าให้แก่ ร้าน เอส.พี.ซัพพลาย เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่มีหลักฐานการเซ็นต์รับสินค้ามาแสดงเพราะทางบริษัทฯ ทำลายเอกสารดังกล่าวแล้วเนื่องจากเกิน 1 ปี นับแต่วันส่งสินค้า นายพีรศักดิ์พยานโจทก์ปากนี้เป็นคนกลางไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในผลแห่งคดี คำเบิกความของนายพีรศักดิ์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จำเลยเบิกความอ้างว่า ร้าน เอส.พี.ซัพพลาย เป็นของภริยาจำเลยแต่จำเลยยอมรับว่า จำเลยเคยไปติดต่อขายสินค้าของร้าน เอส.พี.ซัพพลายให้แก่การไฟฟ้าอำเภอแม่เมาะ แสดงให้เห็นว่าจำเลยกับภริยาร่วมกันดำเนินกิจการค้าของร้าน เอส.พี.ซัพพลาย ตามรายการซื้อสินค้า ในเดือนมีนาคม พฤษภาคมและ กรกฎาคม 2541 ปรากฏว่ามีโทรสารจากร้าน เอส.พี.ซัพพลาย สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งซื้อพร้อมประทับตราชื่อร้าน เอส.พี.ซัพพลายกำกับ จำเลยก็มิได้โต้แย้งถึงความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งจำเลยเบิกความยอมรับว่า จำเลยเป็นคนสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ตามใบสั่งซื้อสินค้าฉบับลงวันที่ 21 เมษายน 2541 จริง แต่จำเลยเบิกความบ่ายเบี่ยงว่า จำเลยไม่ได้รับสินค้าตามใบสั่งซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์โดยไม่มีเหตุผลมาอ้างอิง พยานหลักฐานโจทก์สอดคล้องต้องกันมีน้ำหนักในการรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าและได้รับสินค้าจากโจทก์แล้วถือได้ว่าการซื้อสินค้ารายนี้โจทก์ผู้ขายได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยผู้ซื้อแล้ว โจทก์ไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือและมีลายมือชื่อของจำเลยมาแสดง การซื้อขายชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม จำเลยจึงต้องชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าสินค้าคดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 195/34 (1) เห็นว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอันเป็นการประกอบธุรกิจของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าจึงเป็นกรณีที่โจทก์ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินค้าจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อนำมาใช้ในการประกอบธุรกิจของจำเลยอีกต่อหนึ่ง เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั่นเอง จึงอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์จึงมีอายุความ 5 ปี มิใช่อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1) เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1) ม. 456 วรรคสอง ม. 456 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยโพลิเมอร์ ซัพพลาย จำกัด
จำเลย — นายประสงค์ รวยถาวรกิจ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7160/2551
#497034
เปิดฉบับเต็ม

การชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินมีผลทำให้หนี้เป็นอันระงับ ส่วนการแทงเพิกถอนลงในเอกสารอันเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นเรื่องของการนำสืบการใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง เป็นคนละกรณีกัน การไม่มีการแทงเพิกถอนลงในเอกสารอันเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินไม่อาจถือได้ว่ายังไม่มีการชำระหนี้ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2545 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 64,743 บาท โดยแปลงหนี้มาจากการที่โจทก์ได้ใช้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดน่านแทนจำเลย โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 67,576 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 64,743 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญากู้เงินตามฟ้องแปลงหนี้มาจากสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2538 ซึ่งจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่เคยใช้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดน่านแทนจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 64,743 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายควม 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า วันที่ 3 สิงหาคม 2545 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ 64,743 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า มูลหนี้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 สืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ได้ชำระหนี้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดน่านแทนจำเลย หลังจากทำสัญญากู้เงินแล้วจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่ได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ก่อนที่จะมีการทำสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.1 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์อีกฉบับหนึ่งตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 หรือ ล.1 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 77/2546 ของศาลชั้นต้นซึ่งสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2538 โดยระบุจำนวนเงินกู้ 138,400 บาท เหตุที่มีการทำสัญญากู้เงินฉบับนี้เนื่องจากโจทก์กู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดน่านเพื่อนำไปให้จำเลย ต่อมาวันที่ 3 สิงหาคม 2545 จำเลยได้ตรวจสอบยอดหนี้กับโจทก์และทำสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่โจทก์ไว้ ซึ่งคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่เบิกความว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2538 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 138,400 บาท หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยได้ทยอยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และต่อมาได้มีการตรวจสอบยอดหนี้ปรากฏว่าจำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์อยู่ จำเลยจึงทำสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.1 ให้โจทก์ไว้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า หนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2538 ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 หรือ ล.1 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 77/2546 ของศาลชั้นต้น กับหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 3 สิงหาคม 2545 ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ในคดีนี้ เป็นหนี้รายเดียวกัน และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 77/2546 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2538 ว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากมีการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับนี้แล้ว และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว มิให้โต้เถียงเป็นอย่างอื่น คดีจึงรับฟังได้ว่าหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 3 สิงหาคม 2545 ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ได้มีการชำระเรียบร้อยแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธินำสัญญากู้เงินฉบับนี้มาฟ้องให้จำเลยผิดอีก ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.1 ยังไม่ได้ถูกแทงเพิกถอนจึงถือไม่ได้ว่าได้มีการชำระหนี้แก่โจทก์แล้วนั้น เห็นว่า เมื่อหนี้ตามสัญญากู้เงินตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ได้มีการชำระแล้วดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นก็ย่อมมีผลทำให้หนี้รายนี้เป็นอันระงับลง ส่วนการแทงเพิกถอนลงในเอกสารอันเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นเรื่องของการนำสืบการใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน และกฎหมายก็มิได้บัญญัติว่าหากไม่มีการแทงเพิกถอนลงในเอกสารอันเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินแล้วก็ให้ถือว่ายังไม่มีการชำระหนี้ดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมปอน สุริยพรหม
จำเลย — นางสมคิด วิชายะ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7154/2551
#499795
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์แต่เป็นเรื่องโจทก์นำเงินมาร่วมลงทุนแต่การค้าขาดทุนจึงขอคืน และให้จำเลยทำสัญญากู้ให้โจทก์ ต่อมาจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์แล้วโดยโอนสิทธิการเช่าห้องเช่าของการรถไฟแห่งประเทศไทยให้โจทก์ใช้หนี้แทน และมีข้อตกลงว่า หากขายได้ราคาเกินกว่าจำนวนเงินที่โจทก์นำมาลงทุน โจทก์ต้องนำเงินส่วนที่เกินคืนจำเลย โจทก์ขายได้แต่ไม่ยอมคืนเงินส่วนที่เหลือจึงขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือคืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่อพยานหลักฐานจำเลยฟังไม่ได้ว่า จำเลยโอนสิทธิการเช่าห้องเช่าของการรถไฟแห่งประเทศไทยให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นคนละเรื่องคนละประเด็น หาได้มีความเกี่ยวพันกับมูลหนี้เดิมตามฟ้องแต่ประการใดไม่ หากเป็นความจริงตามที่จำเลยว่าก็ชอบที่จำเลยจะนำคดีไปฟ้องเป็นอีกกรณีหนึ่งต่างหาก มิใช่มากล่าวอ้างแล้วตั้งเป็นข้อเรียกร้องรวมในคดีนี้ จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ปัญหาฟ้องแย้งเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2541 จำเลยทำสัญญากู้เงิน 100,000 บาท จากโจทก์ กำหนดชำระคืนภายในสามเดือนนับแต่วันทำสัญญาครั้นครบกำหนดจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2542 และ 26 พฤษภาคม 2542 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 100,000 บาท กำหนดชำระคืนภายในสามเดือนนับแต่วันทำสัญญาแต่ละฉบับ ครั้นครบกำหนดจำเลยไม่ชำระเงินต้นแก่โจทก์ หลังจากวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินที่กู้ไปทั้งสามครั้งแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์เสียหายขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละฉบับนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ยรวม 14,857 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 314,857 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินจากโจทก์ตามฟ้องแต่เป็นเรื่องที่โจทก์นำเงินจำนวน 100,000 บาท มาร่วมลงทุนประกอบการค้าขายบริเวณย่านพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แต่การค้าขาดทุน โจทก์ขอเงินที่ร่วมลงทุนคืนและข่มขู่จำเลยว่าหากไม่คืนเงินหรือทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ โจทก์จะร้องเรียนต้นสังกัดที่จำเลยรับราชการอยู่ จำเลยเกรงว่าจะกระทบต่อหน้าที่การงานจึงยอมทำสัญญากู้เงินฉบับวันที่ 26 กันยายน 2541 ให้โจทก์ สำหรับสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2542 และ 26 พฤษภาคม 2542 เป็นสัญญาที่โจทก์บังคับข่มขู่ให้จำเลยทำขึ้นใหม่เพื่อเปลี่ยนใช้แทนสัญญาเงินกู้ฉบับแรก ตามสัญญากู้เงินฉบับแรกกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยอย่างไรก็ตาม จำเลยได้ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์นำมาลงทุนคืนโจทก์เรียบร้อยแล้ว โดยจำเลยยอมโอนสิทธิการเช่าของการรถไฟแห่งประเทศไทยในห้องเช่าหมายเลขชั่วคราวเลขที่ เอส 26 ถนนกำแพงเพชร 2 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์เพื่อนำไปขายให้บุคคลอื่นนำเงินชำระคืนโจทก์ โดยมีข้อตกลงว่าหากโจทก์นำไปขายได้ราคาเกินกว่าจำนวนเงินที่โจทก์นำมาลงทุน โจทก์ต้องนำเงินส่วนที่เกินคืนจำเลย โจทก์สามารถนำสิทธิการเช่าห้องเช่าดังกล่าวไปขายได้เงิน 370,000 บาท เมื่อหักส่วนของโจทก์แล้ว โจทก์จะต้องคืนเงินที่เหลือ 270,000 บาท แก่จำเลย แต่โจทก์ไม่คืนให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงิน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยโอนสิทธิการเช่าห้องชั่วคราวหมายเลข เอส 26 ของการรถไฟแห่งประเทศไทยให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินร่วมลงทุนจำนวน 400,000 บาท ที่โจทก์ร่วมลงทุนกับจำเลย หลังจากลงทุนไปแล้วโจทก์ติดตามทวงถามเงินปันผลกำไรจากจำเลย แต่จำเลยบ่ายเบี่ยง และในที่สุดจำเลยตกลงประนีประนอมกับโจทก์ โดยโอนสิทธิการเช่าห้องเช่าดังกล่าวเพื่อตีใช้หนี้คืนเงินที่ลงทุนแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีหน้าที่คืนเงินแก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 100,000 บาท นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2541 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2542 และให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 270,000 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 27 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความต่างให้เป็นพับแก่กัน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในชั้นฎีกาว่า จำเลยกู้ยืมเงิน 100,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 26 มีนาคม 2541 ตามหนังสือสัญญากู้เงิน เอกสารหมาย จ.1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ตามฟ้องหรือไม่ ในประเด็นนี้โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากจำเลยกู้เงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 แล้ว วันที่ 26 มีนาคม 2542 จำเลยทำสัญญากู้เงินอีก 100,000 บาท จากโจทก์ ตกลงชำระคืนภายในวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 จำเลยทำสัญญากู้เงินอีก 100,000 บาท จากโจทก์ ตกลงชำระคืนภายในวันที่ 26 สิงหาคม 2542 ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระหนี้เงินดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนจำเลยนำสืบว่าจำเลยกู้เงินเพียง 100,000 บาท จากโจทก์ ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 โดยมอบเช็คเอกสารหมาย ล.4 ไว้เป็นประกัน ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระตามสัญญากู้ดังกล่าว โจทก์ได้ให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 มอบให้โจทก์แทนโดยใช้เช็คฉบับเดิมเป็นประกัน ครั้นวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 ก่อนครบกำหนดชำระตามสัญญากู้เงินฉบับที่สอง โจทก์ให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 มอบให้แก่โจทก์แทนสัญญากู้ฉบับที่ 2 โดยใช้เช็คฉบับเดิมเป็นประกัน แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ได้ชำระหนี้คืน จำเลยเคยขอหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 คืน แต่โจทก์อ้างว่าอยู่ที่พี่สาวโจทก์และผัดผ่อนไม่คืนแก่จำเลย เห็นว่า จำนวนเงินที่สั่งจ่ายตามเช็คเอกสารหมาย ล.4 มีจำนวนเพียง 111,250 บาท ซึ่งต่ำกว่าเงินต้นและดอกเบี้ยในสัญญากู้แต่ละสัญญาหากสัญญากู้ฉบับแรกยังไม่มีการชำระหนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะยอมให้จำเลยกู้เงินอีกโดยยอมให้ใช้เช็คฉบับเดิมเป็นหลักประกัน ทั้งเมื่อพิจารณาวันที่ทำสัญญากู้เอกสารหมาย จ.2 ตรงกับวันครบกำหนดชำระตามหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 และวันที่ทำสัญญากู้ฉบับที่ 3 หนี้เงินกู้เดิมตามหนังสือสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ยังไม่มีการชำระหนี้ ทั้งเช็คเอกสารหมาย ล.4 มีการลงวันที่สั่งจ่ายครั้งแรกวันที่ 31 ธันวาคม 2541 และมีการขีดฆ่าและแก้ไขวันที่สั่งจ่ายจากวันที่ดังกล่าวเป็นวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้เงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งมีการนำเช็คไปเรียกเก็บแล้ว แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินด้วยเหตุผลว่าบัญชีปิดแล้วจึงเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะยอมให้กู้เงินรายใหม่โดยรับเช็คฉบับเดิมไว้เป็นประกันอีก ประกอบกับโจทก์มีนางราตรี มาเบิกความเป็นพยานยืนยันสนับสนุนเพียงปากเดียวว่า มีการส่งมอบเงินกู้จำนวน 100,000 บาท ในวันทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เท่านั้น ส่วนการกู้เงินตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 คงมีตัวโจทก์เบิกความกล่าวอ้างลอยๆ เพียงปากเดียวว่ามีการส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลย พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ รับฟังได้ว่าจำเลยกู้เงินโจทก์เพียง 100,000 บาท ไม่ใช่ 300,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา มีปัญหาว่า มีการชำระเงินกู้จำนวนนี้โดยจำเลยโอนสิทธิการเช่าห้องของการรถไฟแห่งประเทศไทย ห้องเลขที่ เอส 26 ตามที่จำเลยอ้างหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า มีการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวในวันที่ 1 สิงหาคม 2542 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่ 26 สิงหาคม 2542 ที่ครบกำหนดชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เวนคืนเอกสาร ขีดฆ่าเอกสาร หรือจดแจ้งความข้อระงับหนี้ไว้ในเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 และจำเลยไม่มีหลักฐานใบเสร็จการชำระหนี้มาแสดงยืนยันว่ามีการชำระหนี้ดังกล่าว ซึ่งโจทก์นำสืบต่อสู้ว่าเป็นการโอนตีใช้หนี้เงินกู้รายอื่น และตามหนังสือร้องเรียนเอกสารหมาย ล.6 ที่โจทก์รับว่าเป็นผู้ทำขึ้นเพื่อร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของจำเลยเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยก็ระบุยอดหนี้เงินยืมที่จำเลยค้างชำระไว้ 270,000 บาท จึงเป็นคนละจำนวนกัน พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยโอนสิทธิการเช่าห้องเช่าของการรถไฟแห่งประเทศไทย ห้องเลขที่ เอส 26 เพื่อชำระหนี้เงินกู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 ตามที่โจทก์ฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นหาได้มีความเกี่ยวพันกับมูลหนี้เดิมตามฟ้องแต่ประการใดไม่ หากเป็นความจริงตามที่จำเลยว่าก็ชอบที่จำเลยจะนำคดีไปฟ้องเป็นอีกกรณีหนึ่งต่างหาก มิใช่มากล่าวอ้างแล้วตั้งเป็นข้อเรียกร้องรวมมาในคดีนี้ จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ปัญหาฟ้องแย้งเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่นั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกฟ้องแย้งของจำเลย ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยในเงินกู้ 100,000 บาท ที่ค้างชำระแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 จ.2 และ จ.3 ข้อ 2 ระบุว่า ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้ในอัตราร้อยละ 19.5, 19.5 และ 16.5 ต่อปี ตามลำดับซึ่งเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 654 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ ผลเท่ากับไม่มีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยแต่เนื่องจากเป็นหนี้เงินซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี และตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2 กำหนดให้ผู้กู้ยอมชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ภายใน 3 เดือน นับแต่วันทำสัญญาคือ วันที่ 26 สิงหาคม 2542 ซึ่งเป็นการกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้มิได้ชำระหนี้แก่โจทก์ตามกำหนดจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในยอดเงินค้างชำระ 100,000 บาท นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 มกราคม 2543 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไป และโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งในประเด็นนี้ ประเด็นนี้จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิลาวัลย์ อินทร์เจริญ
จำเลย — นายสุชาติหรือพันโทสุชาติ เว่บ้านแพ้ว
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7153/2551
#412041
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของจึงตกอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติ ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 7 โจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญา (ถอนจากการเป็นทนายความ) ได้ตราบใดที่การที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จ เพียงแต่โจทก์จะต้องเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 605 แต่ข้อสัญญาจ้างว่าความที่กำหนดห้ามโจทก์บอกเลิกสัญญามิได้ห้ามเด็ดขาดเพียงแต่หากเลิกสัญญา โจทก์จะต้องชำระค่าทนายความ (ค่าจ้าง) ที่ค้างอยู่ทั้งหมดทันทีเท่านั้น ข้อสัญญานี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ส่วนข้อสัญญาให้โจทก์ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดชำระค่าจ้างที่ค้างอยู่ทั้งหมดนั้น ก็เป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงมีผลใช้บังคับได้เช่นกัน ผู้ว่าจ้างจะชำระค่าจ้างเต็มตามสัญญาก็ต่อเมื่อผู้รับจ้างทำการที่จ้างแล้วเสร็จ เมื่อจำเลยที่ 1 ยังทำการที่จ้างไม่แล้วเสร็จจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน การที่ตกลงให้โจทก์ผู้ว่าจ้างรับผิดเต็มจำนวน จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าสัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกัน และบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าจ้างว่าความที่โจทก์ชำระล่วงหน้า 200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตรร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินดังกล่าวเป็นค่าป่วยการและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ออก 20,000 บาท หรือตามที่ศาลเห็นสมควร

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ 400,000 บาท โจทก์จึงยินยอมชำระเงินค่าจ้างว่าความให้จำเลยที่ 1 ตามสัดส่วนของผลงานในอัตราร้อยละ 5 ของเงินค่าจ้างที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างว่าความเป็นเงิน 22,500 บาท เมื่อหักกับเงินค่าจ้างว่าความที่โจทก์ชำระให้จำเลยที่ 1 ล่วงหน้าแล้วจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินแก่โจทก์ 177,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 ชำระเสร็จแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 18 มีนาคม 2541 โจทก์ทำสัญญาจ้างว่าความกับจำเลยที่ 1 ตกลงให้จำเลยที่ 1 บอกกล่าวทวงถามและฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจากสัญญาร่วมลงทุนค้ารถยนต์ระหว่างโจทก์กับนายขจรเดชและนางสุรางค์ โดยตกลงค่าสินจ้างว่าความในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาตลอดจนการบังคับคดีเป็นเงิน 450,000 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดแรกชำระในวันยื่นฟ้อง 200,000 บาท งวดที่ 2 ชำระในวันคดีถึงที่สุด 250,000 บาท วันที่ 1 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 ทำคำฟ้องยื่นฟ้องนายขจรเดชและนางสุรางค์ต่อศาลแพ่งและในวันดังกล่าวโจทก์ได้ชำระค่าสินจ้างแก่จำเลยที่ 1 แล้ว 200,000 บาท ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2542 ระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นทนายความของโจทก์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นทนายความของโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามสัญญาจ้างว่าความ ข้อ 4 กำหนดว่า ผู้ว่าจ้าง (โจทก์) จะไม่ถอนทนายความ หากมีการถอนทนายความในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ผู้ว่าจ้างยอมให้ถือว่าทนายความได้ดำเนินคดีถึงที่สุดแล้ว และยอมชำระค่าทนายความที่ค้างอยู่ทั้งหมดทันที เมื่อโจทก์ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างว่าความ ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 โจทก์จึงต้องจ่ายค่าจ้างว่าความส่วนที่เหลือ 250,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของจึงตกอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 7 โจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญา (ถอนจากการเป็นทนายความ) ได้ตราบใดที่การที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จ เพียงแต่โจทก์จะต้องเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605 แต่ข้อสัญญาจ้างว่าความที่กำหนดห้ามโจทก์บอกเลิกสัญญามิได้ห้ามเด็ดขาดเพียงแต่หากเลิกสัญญา โจทก์จะต้องชำระค่าทนายความ (ค่าจ้าง) ที่ค้างอยู่ทั้งหมดทันทีเท่านั้น ข้อสัญญานี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ส่วนข้อสัญญาให้โจทก์ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดชำระค่าจ้างที่ค้างอยู่ทั้งหมดนั้น ก็เป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงมีผลใช้บังคับได้เช่นกัน ดังได้วินิจฉัยมาแล้วว่า สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างจะชำระค่าจ้างเต็มตามสัญญาก็ต่อเมื่อผู้รับจ้างทำการที่จ้างแล้วเสร็จ เมื่อจำเลยที่ 1 ยังทำการที่จ้างไม่แล้วเสร็จจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน การที่ตกลงให้โจทก์ผู้ว่าจ้างรับผิดเต็มจำนวน จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 605
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแก่นทอง สุวรรณมาลิก
จำเลย — นายวีระชาต พงศ์สวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายคนึง คงบริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสัณธาน ขันธมณี
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7153/2551
#499216
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของจึงอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. โจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญา (ถอนจากการเป็นทนายความ) ได้ตราบใดที่การที่จ้างยังทำไม่ได้แล้วเสร็จ เพียงแต่โจทก์จะต้องเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 605 แต่ข้อสัญญาจ้างว่าความที่กำหนดห้ามโจทก์บอกเลิกสัญญามิได้ห้ามเด็ดขาดเพียงแต่หากเลิกสัญญา โจทก์จะต้องชำระค่าทนายความ (ค่าจ้าง) ที่ค้างอยู่ทั้งหมดทันทีเท่านั้น ข้อสัญญานี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ส่วนข้อสัญญาให้โจทก์ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดชำระค่าจ้างที่ค้างอยู่ทั้งหมดนั้น ก็เป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงมีผลใช้บังคับได้เช่นกัน ดังนั้น เมื่อสัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างจะชำระค่าจ้างเต็มตามสัญญาก็ต่อเมื่อผู้รับจ้างทำการที่จ้างแล้วเสร็จ เมื่อจำเลยยังทำการที่จ้างไม่แล้วเสร็จจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน การที่ตกลงให้โจทก์ผู้ว่าจ้างรับผิดเต็มจำนวน จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าสัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกัน และบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าจ้างว่าความที่โจทก์ชำระล่วงหน้า 200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินดังกล่าวเป็นค่าป่วยการและค่าใช้จ่ายต่างๆ ออก 20,000 บาท หรือตามที่ศาลเห็นสมควร

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าวันที่ 18 มีนาคม 2541 โจทก์ทำสัญญาจ้างว่าความกับจำเลยที่ 1 ตกลงให้จำเลยที่ 1 บอกกล่าวทวงถามและฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจากสัญญาร่วมลงทุนค้ารถยนต์ระหว่างโจทก์กับนายขจรเดชและนางสุรางค์ โดยตกลงค่าสินจ้างว่าความในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ตลอดจนการบังคับคดีเป็นเงิน 450,000 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดแรก ชำระในวันยื่นฟ้อง 200,000 บาท งวดที่ 2 ชำระในวันคดีถึงที่สุด 250,000 บาท วันที่ 1 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 ทำคำฟ้องยื่นฟ้องนายขจรเดชและนางสุรางค์ต่อศาลแพ่งและในวันดังกล่าวโจทก์ได้ชำระค่าสินจ้างแก่จำเลยที่ 1 แล้ว 200,000 บาท ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2542 ระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุดโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นทนายความของโจทก์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นทนายความของโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามสัญญาจ้างว่าความ ข้อ 4 กำหนดว่า ผู้ว่าจ้าง (โจทก์) จะไม่ถอนทนายความ หากมีการถอนทนายความในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ผู้ว่าจ้างยอมให้ถือว่าทนายความได้ดำเนินคดีถึงที่สุดแล้ว และยอมชำระค่าทนายความที่ค้างอยู่ทั้งหมดทันที เมื่อโจทก์ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างว่าความย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 โจทก์จึงต้องจ่ายค่าจ้างว่าความส่วนที่เหลือ 250,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของจึงตกอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 7 โจทก์ในฐานะผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญา (ถอนจากการเป็นทนายความได้ตราบใดที่การจ้างยังทำไม่แล้วเสร็จ เพียงแต่โจทก์จะต้องเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 605 แต่ข้อสัญญาจ้างว่าความที่กำหนดห้ามโจทก์บอกเลิกสัญญามิให้ห้ามเด็ดขาดเพียงแต่หากเลิกสัญญา โจทก์จะต้องชำระค่าทนายความ (ค่าจ้าง) ที่ค้างอยู่ทั้งหมดทันทีเท่านั้น ข้อสัญญานี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ส่วนข้อสัญญาให้โจทก์ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดชำระค่าจ้างที่ค้างอยู่ทั้งหมดนั้น ก็เป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงมีผลใช้บังคับได้เช่นกัน แต่ยังได้วินิจฉัยมาแล้วว่า สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของผู้ว่าจ้างจะชำระค่าจ้างเต็มตามสัญญาก็ต่อเมื่อผู้รับจ้างทำการที่จ้างแล้วเสร็จ เมื่อจำเลยที่ 1 ยังทำการที่จ้างไม่แล้วเสร็จจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน การที่ตกลงให้โจทก์ผู้ว่าจ้างรับผิดเต็มจำนวน จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 587 ม. 605
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแก่นทอง สุวรรณมาลิก
จำเลย — นายวีระชาต พงศ์สวัสดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7112/2551
#418564
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้จดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทรัพย์มรดก ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่า ๆ กัน ต่อมาจำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขอให้เพิกถอนการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาคดีหลังจึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความในคดีว่าการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นไปโดยชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 การที่จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องในคดีเดิมขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง ให้เหลือเฉพาะที่ดินแปลงเดิม แล้วให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดอีกเช่นนี้จึงเป็นการรื้อร้องกันอีกในประเด็นที่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามมาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 75 เนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา เป็นทรัพย์มรดกของนายกาสีให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินมรดกดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่ากัน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายกาสีตกทอดแก่โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่า ๆ กัน ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสี่คนละส่วนภายใน 20 วัน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2540 นายอำเภอมัญจาคีรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้จดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็น 7 ส่วน โดยโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามได้รับคนละส่วนเท่า ๆ กัน ถือว่าการแบ่งมรดกตามคำพิพากษากระทำโดยถูกต้องและเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามมีฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 มีการเปลี่ยนแปลงหลักฐานในที่ดินพิพาทจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 75 เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4044 และนายอำเภอมัญจาคีรีได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็น 2 แปลง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 เนื้อที่จำนวน 13 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยทั้งสามและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 เนื้อที่จำนวน 18 ไร่ 44 ตารางวา จดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ทั้งสี่เป็นการกระทำเกินคำพิพากษา จำเลยทั้งสามได้คัดค้านก่อนแล้วเนื่องจากการแบ่งดังกล่าวทำให้มูลค่าของส่วนแบ่งแต่ละคนไม่เท่ากันโดยจำเลยทั้งสามได้รับส่วนแบ่งมีมูลค่าของแต่ละคนน้อยกว่ามูลค่าของโจทก์ทั้งสี่แต่ละคน ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง ให้เหลือเฉพาะที่ดินแปลงเดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 เนื้อที่จำนวน 31 ไร่ 2 งาน 78 ตารางวา แล้วมีคำสั่งให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่า ๆ กัน หรือหากไม่เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยก ให้มีคำสั่งนำที่ดินทั้ง 2 แปลง ขายทอดตลาดนำเงินแบ่งให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่า ๆ กัน

โจทก์ทั้งสี่คัดค้านว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วโจทก์ทั้งสี่แบ่งปันการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 75 เป็นส่วนสัดกับจำเลยทั้งสามโดยจำเลยทั้งสามไม่คัดค้านและโจทก์ทั้งสี่ครอบครองทำประโยชน์โดยสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของตลดอมาจนถึงปัจจุบัน การรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทนั้น จำเลยทั้งสามทราบแต่ไม่คัดค้าน จนกระทั่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 ให้แก่โจทก์ทั้งสี่เป็นการรังวัดแบ่งแยกที่ดินเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้เป็นไปโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสามไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเพราะเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2540 จำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์ทั้งสี่ และนายอำเภอมัญจาคีรี ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3807/2541 ของศาลชั้นต้นคดีถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมเป็นไปโดยถูกต้องและเสร็จสิ้นแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 คำร้องของจำเลยทั้งสามเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3807/2541 ของศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 148 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ได้ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้แบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 75 ตำบลกุดเค้า อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายกาสีให้แก่โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่า ๆ กัน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายกาสีตกทอดแก่โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่า ๆ กัน ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสี่คนละส่วนภายใน 20 วัน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หลังจากนั้นวันที่ 3 มกราคม 2540 นายอำเภอมัญจาคีรีได้จดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็น 7 ส่วน โดยให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามได้รับคนละส่วนเท่า ๆ กันในฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทจึงได้มีการเปลี่ยนเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาทจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 75 เป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 และนายอำเภอมัญจาคีรีได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็น 2 แปลง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 เนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา โอนให้แก่จำเลยทั้งสาม และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 เนื้อที่ 18 ไร่ 44 ตารางวา โอนให้แก่โจทก์ทั้งสี่เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2540 จำเลยทั้งสามได้ฟ้องโจทก์ทั้งสี่และนายอำเภอมัญจาคีรีขอให้เพิกถอนการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045

ตำบลกุดเค้า อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3807/2541 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกา โดยศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิม (คดีนี้) โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสาม (จำเลยทั้งสามในคดีนี้) ได้โต้แย้งคัดค้านว่าการรังวัดแบ่งแยกที่ดินไม่ถูกต้อง จึงต้องถือว่าการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมเป็นไปโดยถูกต้องและเสร็จสิ้นแล้วโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความในคดีเดิมจะกลับมาฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสามไม่ตกลงยินยอมด้วยในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหาได้ไม่ ให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2544 เอกสารหมาย ค.1 หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามจึงได้มายื่นคำร้องในคดีนี้ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง ให้เหลือเฉพาะที่ดินแปลงเดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 เนื้อที่ 31 ไร่ 2 งาน 78 ตารางวา แล้วให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่า ๆ กัน หากไม่เพิกถอนก็ให้นำที่ดินทั้ง 2 แปลง รวมกันขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่า ๆ กัน

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าคำพิพากษาในคดีก่อน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2544) ตามเอกสารหมาย ค.1 มีผลผูกพันจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 หรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนจำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขอให้เพิกถอนการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนจึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสาม ซึ่งเป็นคู่ความในคดีว่าการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 เป็นไปโดยชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ดังนี้จำเลยทั้งสามจะมาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นในคดีนี้ว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้ยินยอมให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม การแบ่งแยกกรรมสิทิ์รวมออกเป็นที่ดิน 2 แปลง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 เป็นไปโดยไม่ชอบอีกหาได้ไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่าการที่จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง ให้เหลือเฉพาะที่ดินแปลงเดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 แล้วให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดหรือหากไม่เพิกถอนก็ให้นำที่ดิน 2 แปลงขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่า ๆ กัน เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามได้นำคดีไปฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 ตำบลกุดเค้า อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3807/2541 ของศาลชั้นต้นคดีดังกล่าวศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิม (คดีนี้) จึงเป็นไปโดยถูกต้องและเสร็จสิ้นแล้ว ให้ยกฟ้อง การที่จำเลยทั้งสามมายื่นคำร้องในคดีนี้ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง ให้เหลือเฉพาะที่ดินแปลงเดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 แล้วให้นำที่ดินออกขายทอดตลาด... ฯลฯ อีกเช่นนี้จึงเป็นการรื้อร้องกันอีกในประเด็นที่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ศาลชอบที่จะยกคำร้องของจำเลยทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมพร ผงสา กับพวก
จำเลย — นางบัวไล ผงสา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ประทีป ปิติสันต์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7112/2551
#499214
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ทั้งสี่แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) ออกเป็น 2 แปลง คือแปลงเดิมเลขที่ 4044 และแปลงใหม่เลขที่ 4045 ตามคำพิพากษาของศาล จำเลยทั้งสามจึงฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขอให้เพิกถอนการแบ่งแยกดังกล่าว เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนจึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสาม ซึ่งเป็นคู่ความในคดีว่าการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 เป็นไปโดยชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 จำเลยทั้งสามจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นในคดีนี้ว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้ยินยอมให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวม การแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมออกเป็นที่ดิน 2 แปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 และเลขที่ 4045 เป็นไปโดยไม่ชอบอีกหาได้ไม่

การที่จำเลยทั้งสามมายื่นคำร้องในคดีนี้ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง ให้เหลือเฉพาะที่ดินแปลงเดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 แล้วให้นำที่ดินออกขายทอดตลาด อีกเช่นนี้จึงเป็นการรื้อร้องกันอีกในประเด็นที่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ) เลขที่ 75 ตำบลกุดเค้า อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่26 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา เป็นทรัพย์มรดกของนายกาสี ผงสา ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินมรดกดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่ากัน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายกาสีตกทอดแก่โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่าๆ กัน ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสี่คนละส่วนภายใน 20 ววัน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2540 นายอำเภอมัญจาคีรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้จดทะเบียนแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็น 7 ส่วน โดยโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามได้รับคนละส่วนเท่าๆ กัน ถือว่าการแบ่งมรดกตามคำพิพากษากระทำโดยถูกต้องและเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามมีฐานะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 มีการเปลี่ยนแปลงหลักฐานในที่ดินพิพาทจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ) เลขที่ 75 เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4044 และนายอำเภอมัญจาคีรีได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็น 2 แปลง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 เนื้อที่จำนวน 13 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยทั้งสามและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 เนื้อที่จำนวน 18 ไร่ 44 ตารางวา จดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ทั้งสี่เป็นการกระทำเกินคำพิพากษา จำเลยทั้งสามได้คัดค้านก่อนแล้วเนื่องจากการแบ่งดังกล่าวทำให้มูลค่าของส่วนแบ่งแต่ละคนไม่เท่ากันโดยจำเลยทั้งสามได้รับส่วนแบ่งมีมูลค่าของแต่ละคนน้อยกว่ามูลค่าของโจทก์ทั้งสี่แต่ละคน ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง ให้เหลือเฉพาะที่ดินแปลงเดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 เนื้อที่จำนวน 31 ไร่ 2 งาน 78 ตารางวา แล้วมีคำสั่งให้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่าๆ กัน หรือหากไม่เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยก ให้มีคำสั่งนำที่ดินทั้ง 2 แปลง ขายทอดตลาดนำเงินแบ่งให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละส่วนเท่าๆ กัน

โจทก์ทั้งสี่คัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ทั้งสี่แบ่งปันการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 75 เป็นส่วนสัดกับจำเลยทั้งสามโดยจำเลยทั้งสามไม่คัดค้านและโจทก์ทั้งสี่ครอบครองทำประโยชน์โดยสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบัน การรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทนั้น จำเลยทั้งสามทราบแต่ไม่คัดค้าน จนกระทั่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 ให้แก่โจทก์ทั้งสี่เป็นการรังวัดแบ่งแยกที่ดินเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้เป็นไปโดยถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสามไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเพราะจำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์ทั้งสี่และนายอำเภอมัญจาคีรี ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3807/2541 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดในชั้นฎีกา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมเป็นไปโดยถูกต้องและเสร็จสิ้นแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 คำร้องของจำเลยทั้งสามเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3807/2541 ของศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 148 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าคำพิพากษาในคดีก่อน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2544) มีผลผูกพันจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 หรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนจำเลยจำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขอให้เพิกถอนการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนจึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสาม ซึ่งเป็นคู่ความในคดีว่าการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 เป็นไปโดยชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ดังนี้จำเลยทั้งสามจะมาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นในคดีนี้ว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้ยินยอมให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม การแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมออกเป็นที่ดิน 2 แปลง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 เป็นไปโดยไม่ชอบอีกหาได้ไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า การที่จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง ให้เหลือเฉพาะที่ดินแปลงเดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 แล้วให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดหรือหากไม่เพิกถอนก็ให้นำที่ดิน 2 แปลงขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสามคนละเท่าๆ กัน เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามได้นำคดีไปฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4045 ตำบลกุดเค้า อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3807/2541 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า การที่เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิม (คดีนี้) จึงเป็นไปโดยถูกต้องและเสร็จสิ้นแล้ว ให้ยกฟ้อง การที่จำเลยทั้งสามมายื่นคำร้องในคดีนี้ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลง ให้เหลือเฉพาะที่ดินแปลงเดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4044 แล้วให้นำที่ดินออกขายทอดตลาด...ฯลฯ อีกเช่นนี้จึงเป็นการื้อร้องกันอีกในประเด็นที่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ศาลชอบที่จะยกคำร้องของจำเลยทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมพร ผงสา กับพวก
จำเลย — นางบัวไล ผงสา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ประทีป ปิติสันต์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7108/2551
#499668
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า บิดาและมารดามีหน้าที่ร่วมกันในการให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์อันมีลักษณะทำนองเป็นลูกหนี้ร่วมกัน หาใช่เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียวไม่ ซึ่งในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันนั้นย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่าๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 296 การกำหนดความรับผิดเป็นอย่างอื่นตามกฎหมายดังกล่าวอาจกำหนดโดยนิติกรรมสัญญาหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ถึงแม้โจทก์และจำเลยจะแยกกันอยู่และโจทก์นำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่ด้วยกับโจทก์ก็ตาม เมื่อมิได้ตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเพื่อแบ่งส่วนตามความรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 296 จำเลยจึงต้องร่วมรับผิดชำระค่าค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มีทรัพย์สินมากกว่าและโจทก์นำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่ด้วยเพื่อปฏิเสธที่จะไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหาได้ไม่ แม้จำเลยจะได้ออกค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ดังที่จำเลยอ้างก็เป็นเรื่องให้การศึกษาซึ่งเป็นคนละส่วนกับค่าอุปการะเลี้ยงดู จำเลยก็จะนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหาได้ไม่ ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูเห็นสมควรเป็นจำนวนเพียงใดนั้น ศาลมีอำนาจกำหนดโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 ทั้งศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกในภายหลังได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39

ทุนทรัพย์ที่จะนำมาคำนวณในการชำระค่าขึ้นศาลแต่ละชั้นศาลตามตาราง 1 (1) ท้าย ป.วิ.พ. ต้องเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในแต่ละชั้นศาล ส่วนทุนทรัพย์หรือจำนวนเงินที่จะต้องชำระหลังจากวันฟ้องในศาลชั้นต้นเป็นหนี้ในอนาคตไม่ถือเป็นทุนทรัพย์ที่จะนำมาคิดคำนวณเพื่อชำระค่าขึ้นศาล เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์คนละ 8,000 บาท ต่อเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้เป็นการพิพากษาให้ชำระหนี้ในอนาคตจึงไม่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาที่จะนำมาคิดคำนวณเป็นค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ การที่จำเลยอุทธรณ์และฎีกาว่าไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นระยะเวลาในอนาคตที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้น ก็ไม่ต้องด้วยตาราง 1 (4) ท้าย ป.วิ.พ. เพราะกรณีตามตาราง 1 (4) เป็นกรณีที่ขอให้ชำระ ดังนั้น อุทธรณ์และฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (2) (ก) คือ 200 บาท เท่านั้น แต่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาเกินมา เห็นสมควรคืนค่าขึ้นส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลย ให้จำเลยชำระเงิน จำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองอยู่กับโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรทั้งสองจะเรียนจบชั้นอุดมศึกษา และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์ คนละ 8,000 บาท ต่อเดือนนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2545) จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์กับจำเลยได้จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2529 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กหญิง ป. และเด็กชาย ว. ระหว่างอยู่กินด้วยกันโจทก์และจำเลยมีปัญหาขัดแย้งและทัศนคติไม่ตรงกัน เคยมีปากเสียงและทะเลาะกัน ระหว่างปี 2539 ถึงปี 2542 โจทก์ได้ออกจากบ้านพักอาศัยไปอยู่ที่อื่นตามลำพัง ต่อมาปี 2545 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่ที่อื่นอีกครั้งโดยพาบุตรทั้งสองไปด้วย และคดีเป็นยุติว่าไม่มีเหตุหย่าตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยไม่จำต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าบิดาและมารดามีหน้าที่ร่วมกันในการให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์อันมีลักษณะทำนองเป็นลูกหนี้ร่วมกันหาใช่เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียวไม่ ซึ่งในระหว่างลูกหนี้ร่วมกันนั้นย่อมจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 296 การกำหนดความรับผิดเป็นอย่างอื่นตามกฎหมายดังกล่าวอาจกำหนดโดยนิติกรรม สัญญาหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ถึงแม้โจทก์และจำเลยจะแยกกันอยู่และโจทก์นำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่ด้วยกับโจทก์ก็ตาม เมื่อมิได้ตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่ฝ่ายเดียว โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเพื่อแบ่งส่วนความรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 296 จำเลยจึงต้องร่วมรับผิดชำระค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง จำเลยจะอ้างว่าโจทก์มีทรัพย์สินมากกว่าและโจทก์นำบุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่ด้วยเพื่อปฏิเสธที่จะไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหาได้ไม่ แม้จำเลยจะได้ออกค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียนดังที่จำเลยอ้างก็เป็นเรื่องให้การศึกษาซึ่งเป็นคนละส่วนกับค่าอุปการะเลี้ยงดู จำเลยก็จะนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหาได้ไม่ ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูเห็นสมควรเป็นจำนวนเพียงใดนั้น ศาลมีอำนาจกำหนดโดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 ทั้งศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกในภายหลังได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอายุ 14 ปี และ 10 ปี อยู่ระหว่างการศึกษาเล่าเรียนย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ และระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บุตรผู้เยาว์ทั้งสองอายุ 19 ปีเศษ และ 16 ปีเศษ โดยบุตรผู้เยาว์คนโตกำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย โจทก์และจำเลยต่างมีรายได้ประจำโดยโจทก์เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยได้รับเงินเดือน เดือนละประมาณ 37,000 บาท ส่วนจำเลยมีเงินเดือน เดือนละประมาณ 60,000 บาท ประกอบกับระหว่างที่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองไปอยู่อาศัยกับโจทก์นั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยจะชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้แก่โจทก์เลย ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละเดือนละ 8,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฏตามฎีกาของจำเลยว่า บุตรผู้เยาว์คนเล็กคือ นาย ว. ได้กลับมาอยู่อาศัยกับจำเลยแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2550 โดยมีหนังสือของ นาย ว. ยืนยันว่าได้มาอยู่กับจำเลยแล้ว ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับในคำแก้ฎีกาโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน จึงถือว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนไปตามมาตรา 1598/39 สมควรที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู นาย ว. แก่โจทก์ นับแต่เดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่งทุนทรัพย์ที่จะนำมาคำนวณในการชำระค่าขึ้นศาลแต่ละชั้นศาลตามตาราง 1 (1) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต้องเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในแต่ละชั้นศาล ส่วนทุนทรัพย์หรือจำนวนเงินที่จะต้องชำระหลังจากวันฟ้องในศาลชั้นต้นเป็นหนี้ในอนาคตไม่ถือเป็นทุนทรัพย์ที่จะนำมาคิดคำนวณเพื่อชำระค่าขึ้นศาล คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์คนละ 8,000 บาท ต่อเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้ เป็นการพิพากษาให้ชำระหนี้ในอนาคตจึงไม่มีจำนวนทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาที่จะนำมาคิดคำนวณเป็นค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ การที่จำเลยอุทธรณ์และฎีกาว่าไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นระยะเวลาในอนาคตตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้น ก็ไม่ต้องด้วยตาราง 1 (4) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพราะกรณีตามตาราง 1 (4) เป็นกรณีที่ขอให้ชำระ ดังนั้น อุทธรณ์และฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องชำระค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (2) (ก) คือ 200 บาท เท่านั้น แต่จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกามาจำนวน 22,560 บาท และ 35,100 บาท ตามลำดับ จึงเกินมา เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดู นาย ว. บุตรผู้เยาว์คนเล็กนับแต่เดือนมีนาคม 2550 จำเลยไม่ต้องชำระ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาจำนวน 22,360 บาท และ 34,900 บาท ตามลำดับแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 296 ม. 1564 ม. 1598/38 ม. 1598/39
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ด.
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7096/2551
#499666
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ออก พ.ร.บ. เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษ...ฯ เวนคืนที่ดินของโจทก์นั้น พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน...ฯ ได้หมดอายุบังคับใช้ไปแล้วโดยไม่มีการออก พ.ร.ฎ. ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ สืบติดต่อเนื่องมา กรณีต้องถือว่าเป็นการใช้บังคับ พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษ...ฯ โดยไม่มีการออก พ.ร.ฎ. ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ เข้ากรณีตามมาตรา 23 ซึ่งบทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองสรุปรวมกันได้ว่า ในกรณีที่มีการใช้บังคับ พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ตามมาตรา 15 โดยมิได้มีการออก พ.ร.ฎ.ตามมาตรา 6 และ พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับนั้นมิได้กำหนดเรื่องเงินค่าทดแทนไว้เป็นอย่างอื่น ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งกำหนดเงินค่าทดแทนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 21 โดยอนุโลม ปรากฏว่า พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างทางพิเศษ...ฯ มิได้กำหนดเรื่องเงินค่าทดแทนไว้เป็นอย่างอื่นจึงต้องนำหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 23 มาใช้โดยอนุโลม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 131886 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 งาน 5 ตารางวา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงมหาดไทยจัดตั้งขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 พ.ศ.2515 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนมีหน้าที่ควบคุมดูแลบริหารงานของจำเลยที่ 1 ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายบางซื่อ - หัวลำโพง - พระโขนง และสายลาดพร้าว - สาทร ในท้องที่เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2540 กำหนดให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนทั้งแปลง คณะกรรมการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ตารางวาละ 120,000 บาท รวมเป็นเงิน 24,600,000 บาท โจทก์ได้รับเงินแล้วแต่ไม่พอใจจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินอีกตารางวาละ 80,000 บาท แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณา ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับถนนเทียมร่วมมิตรซึ่งสร้างเป็นคอมกรีตเสริมเหล็กหลายช่องทาง โจทก์ปรับปรุงถมดินระดับเดียวกับถนนให้บุคคลเช่าทำบาร์ อยู่ในย่านธุรกิจที่เจริญแล้ว มีราคาซื้อขายในท้องตลาดไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 200,000 บาท จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินของบุคคลอื่นที่ถูกเวนคืนบริเวณเดียวกันอัตราตารางวาละ 160,000 บาท จึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในอัตราตารางวาละ 200,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นอีกตารางวาละ 80,000 บาท รวมเป็นเงินเพิ่มขึ้น 16,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคาร นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นวันแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินจนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 1,558,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 17,958,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปีของต้นเงิน 16,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว ให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยสูงสุดต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 131886 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 2 งาน 5 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ต้องเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายบางซื่อ - หัวลำโพง - พระโขนง และสายลาดพร้าว - สาทร ในท้องที่เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2540 คณะกรรมการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 120,000 บาท รวมเป็นเงิน 24,600,000 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวนดังกล่าวไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว แต่เห็นว่าไม่เป็นธรรมโจทก์จึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มเป็นอัตราตารางวาละ 200,000 บาท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำวินิจฉัยไม่เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ แต่ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังวินิจฉัยไม่เสร็จ โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินอีกตารางวาละ 80,000 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่ฝ่ายจำเลยกำหนดให้แก่โจทก์ตารางวาละ 120,000 บาท เป็นอัตราที่ต่ำเกินไปไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ จึงเพิ่มให้อีกตารางละ 20,000 บาท เป็นเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 140,000 บาท และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นแรกว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์กำหนดไว้ตารางวาละ 20,000 บาท ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามถ้อยคำสำนวนได้ความยุติว่า ขณะที่ออกพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษสายบางซื่อ - หัวลำโพง - พระโขนง และสายลาดพร้าว - สาทร ในท้องที่เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2540 เวนคืนที่ดินของโจทก์นั้น พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตดุสิต เขตพญาไท เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตสัมพันธ์วงศ์ เขตปทุมวัน เขตบางรัก เขตสาทร เขตคลองเตย เขตพระโขนง เขตห้วยขวาง และเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2535 ได้หมดอายุบังคับใช้ไปแล้วโดยไม่มีการออกพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 สืบติดต่อเนื่องมา กรณีต้องถือว่าเป็นการใช้บังคับพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษ... พ.ศ.2540 โดยไม่มีการออกพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 เข้ากรณีตามมาตรา 23 ซึ่งบทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองสรุปรวมกันได้ว่า ในกรณีที่มีการใช้บังคับพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 15 โดยมิได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 6 และพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับนั้นมิได้กำหนดเรื่องเงินค่าทดแทนไว้เป็นอย่างอื่น ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งกำหนดเงินค่าทดแทนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 21 โดยอนุโลม ปรากฏว่าพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางพิเศษ... พ.ศ.2540 มิได้กำหนดเรื่องเงินค่าทดแทนไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น เมื่อนำหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 21 มาใช้โดยอนุโลม... ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพิ่มเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 140,000 บาทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจต พลอยเจริญ
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ชาลี ทัพภวิมล
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7051/2551
#412634
เปิดฉบับเต็ม

อาวุธปืนที่จำเลยทำกับอาวุธปืนและวัตถุต่างๆ ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีสภาพและลักษณะของการกระทำโดยอาศัยเจตนาที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ ดังนี้ แม้จำเลยจะกระทำผิดทั้งสองฐานในเวลาเดียวกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสองกรรมต่างกัน มิใช่กรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .357 (แม็กนั่ม) หมายเลขทะเบียน กท 339828

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม, 72 ทวิวรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานมีอาวุธปืน มีทะเบียนของผู้อื่น และมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียน เครื่องกระสุนปืน และส่วนของอาวุธปืน ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ คงจำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 9 เดือน ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .357 (แม็กนั่ม) หมายเลขทะเบียน กท 339828 ของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่มีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ซึ่งเป็นปืนมีทะเบียนของผู้อื่น 1 กระบอก อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ซึ่งเป็นปืนไม่มีทะเบียน 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนและส่วนของอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานทำและมีอาวุธปืนแก๊ป 2 กระบอก โดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า แม้ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว จะเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7 และมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 72 ด้วยกันก็ตาม แต่ความผิดต่อพระราชบัญญัติปืนฯ มาตรา 7 ได้บัญญัติลักษณะการกระทำความผิดไว้หลายประการ คือ ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้า ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ทั้งปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำและมีอาวุธปืนแก๊ป 2 กระบอก กับฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และส่วนของอาวุธปืนประเภทอื่นซึ่งมิใช่อาวุธปืนแก๊ปที่จำเลยทำขึ้นเอง ดังนั้น อาวุธปืนที่จำเลยทำกับอาวุธปืนและวัตถุต่าง ๆ ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวจึงเป็นคนละประเภทกัน กรณีจึงมีสภาพและลักษณะของการกระทำโดยอาศัยเจตนาที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ ดังนี้ แม้จำเลยจะกระทำความผิดทั้งสองฐานในวันเวลาเดียวกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสองกรรมต่างกันมิใช่กรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานทำอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 2 ปี 15 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นายสัก ดวงมาลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายสุวัฒชัย สิงห์คำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7030/2551
#412558
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 เป็นกฎหมายมุ่งคุ้มครองและควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม แม้ให้สิทธิโจทก์ทั้งสองเป็นผู้กล่าวหาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมว่าประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมโดยนำเรื่องยื่นต่อจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 32 แต่ตามมาตรา 39 ก็ให้อำนาจคณะกรรมการจำเลยที่ 1 ที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเพียงว่า ยกข้อกล่าวหา ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกิน 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำต่อผู้ถูกกล่าวหาที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองโดยตรงแต่ประการใด การที่จำเลยที่ 28 ถึงที่ 33 สรุปผลการแสวงหาข้อเท็จจริงว่า คดีไม่มีมูล และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 27 พิจารณารายงานและความเห็นดังกล่าวแล้วมีมติว่า คดีไม่มีมูลให้ยกข้อกล่าวหา จึงไม่เป็นการกระทำต่อโจทก์ทั้งสองโดยตรงและไม่ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเป็นพิเศษเนื่องจากการกระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4) และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามสิบสามในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามสิบสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 157 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 32, 33, 34, 35 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ได้มีคำอธิบายความหมายของผู้เสียหายไว้ว่า หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 ซึ่งข้อกล่าวหาตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามสิบสามในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นบทบัญญัติที่ต้องการเอาโทษแก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน โดยปกติเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย เอกชนคนหนึ่งคนใดย่อมไม่เป็นผู้เสียหาย ยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าวข้อความในตอนแรก คำว่าเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น หมายความรวมถึง เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือเอกชนผู้หนึ่งผู้ใดด้วย ดังนั้น หากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยมิชอบ เป็นการกระทำต่อโจทก์ทั้งสองโดยตรง และเป็นการทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเป็นพิเศษแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมเป็นผู้เสียหายได้ โดยที่พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 เป็นกฎหมายมุ่งคุ้มครองและควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม แม้ให้สิทธิโจทก์ทั้งสองเป็นผู้กล่าวหาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมว่าประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมโดยนำเรื่องยื่นต่อจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 32 แต่ตามมาตรา 39 ก็ให้อำนาจคณะกรรมการจำเลยที่ 1 ที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเพียงว่า ยกข้อกล่าวหา ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกิน 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำต่อผู้ถูกกล่าวหาที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองโดยตรงแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 28 ถึงที่ 33 สรุปผลการแสวงหาข้อเท็จจริงว่า คดีไม่มีมูล และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 27 พิจารณารายงานและความเห็นดังกล่าวแล้วมีมติว่า คดีไม่มีมูลให้ยกข้อกล่าวหา จึงไม่เป็นการกระทำต่อโจทก์ทั้งสองโดยตรงและไม่ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเป็นพิเศษเนื่องจากการกระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามสิบสามในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ม. 32 ม. 39
ชื่อคู่ความ
เด็กชายกฤตบุญ ล้อเสริมวัฒนา
โดยนางดลพร ล้อเสริมวัฒนา
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — แพทยสภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายถวิล อินทรักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7030/2551
#499660
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ได้มีคำอธิบายความหมายของผู้เสียหายไว้ว่าหมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 ซึ่งข้อกล่าวหาตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามสิบสามในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 เป็นบทบัญญัติที่ต้องการเอาโทษแก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เป็นความผิดอาญาแผ่นดินโดยปกติเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย เอกชนคนหนึ่งคนใดย่อมไม่เป็นผู้เสียหาย ยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าวข้อความในตอนแรก คำว่าเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้นหมายความรวมถึง เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือเอกชนผู้หนึ่งผู้ใดด้วย ดังนั้น หากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยมิชอบ เป็นการกระทำต่อโจทก์ทั้งสองโดยตรง และเป็นการทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเป็นพิเศษแล้วโจทก์ทั้งสองย่อมเป็นผู้เสียหายได้ โดยที่ พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมฯ เป็นกฎหมายมุ่งคุ้มครองและควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม แม้ให้สิทธิโจทก์ทั้งสองเป็นผู้กล่าวหาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมว่าประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมโดยนำเรื่องยื่นต่อจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 32 แต่ตามมาตรา 39 ก็ให้อำนาจคณะกรรมการจำเลยที่ 1 ที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเพียงว่า ยกข้อกล่าวหา ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกิน 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำต่อผู้ถูกกล่าวหาที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองโดยตรงแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 28 ถึงที่ 33 สรุปผลการแสวงหาข้อเท็จจริงว่า คดีไม่มีมูล และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 27 พิจารณารายงานและความเห็นดังกล่าวแล้วมีมติว่า คดีไม่มีมูลให้ยกข้อกล่าวหาจึงไม่เป็นการกระทำต่อโจทก์ทั้งสองโดยตรงและไม่ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเป็นพิเศษเนื่องจากการกระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามสิบสามในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามสิบสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 32, 33, 34, 35

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2537 โจทก์ที่ 2 กล่าวหาแพทย์หญิงยรรยงค์ ว่าเป็นแพทย์รักษาโรคที่ไม่มีมาตรฐานและความรู้ไม่ถึงขั้นที่จะรักษาคนไข้ให้ปลอดภัย นายแพทย์สันติไม่มีจรรยาบรรณต่อวิชาชีพ เปลี่ยนแปลงแก้ไขเวชระเบียนให้เป็นเท็จ ส่อเจตนาทุจริต และนายแพทย์สุรพงษ์แถลงข่าวบิดเบือนความจริง บ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของโรงพยาบาลพญาไท 1 ต่อจำเลยที่ 1 เนื่องจากเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2534 โจทก์ที่ 2 ไปคลอดโจทก์ที่ 1 ที่โรงพยาบาลพญาไท 1 โดยมีแพทย์หญิงยรรยงค์เป็นสูติแพทย์ นายแพทย์สันติเป็นกุมารแพทย์และนายแพทย์สุรพงษ์เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลดังกล่าว การคลอดและการรักษาในระยะแรกไม่ได้มาตรฐานทำให้โจทก์ที่ 1 มีหนองเป็นแอ่งที่สะโพกซ้ายและกระดูกติดเชื้อ การเจริญเติบโตของขาข้างซ้ายช้ากว่าขาข้างขวา ขอให้สอบสวนและให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวโจทก์ที่ 2 วันที่ 26 ตุลาคม 2538 คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ชุดที่สี่ ประกอบด้วยจำเลยที่ 28 ถึงที่ 33 สรุปผลการแสวงหาข้อเท็จจริงว่า คดีไม่มีมูล วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 คณะกรรมการจำเลยที่ 1 ประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 27 พิจารณารายงานและความเห็นดังกล่าวแล้วมีมติว่าคดีไม่มีมูล ให้ยกข้อกล่าวหา โจทก์ทั้งสองเห็นว่า จำเลยทั้งสามสิบสามปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตเพื่อช่วยเหลือแพทย์ที่เป็นสมาชิกจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจำเป็นต้องฟ้องเป็นคดีนี้ ซึ่งโจทก์ทั้งสองฎีกามาหลายปัญหาด้วยกัน และศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาเรื่องผู้เสียหายขึ้นวินิจฉัยก่อน จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองได้รับการรักษาจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ถูกต้องตามหลักวิชาจนได้รับความเสียหาย ย่อมมีสิทธิที่จะกล่าวหาบุคคลดังกล่าวต่อจำเลยที่ 1 เพื่อขอความเป็นธรรมและให้ลงโทษแพทย์ผู้เกี่ยวข้องแต่จำเลยทั้งสามสิบสามใช้ดุลพินิจยกข้อกล่าวหาของโจทก์ทั้งสองโดยมิชอบเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรมและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ได้มีคำอธิบายความหมายของผู้เสียหายไว้ว่า หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ใน มาตรา 4, 5 และ 6 ซึ่งข้อกล่าวหาตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามสิบสามในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นบทบัญญัติที่ต้องการเอาโทษแก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน โดยปกติเป็นความผิดต่อรัฐรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย เอกชนคนหนึ่งคนใดย่อมไม่เป็นผู้เสียหาย ยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าวข้อความในตอนแรก คำว่าเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้นหมายความรวมถึง เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือเอกชนผู้หนึ่งผู้ใดด้วย ดังนั้น หากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยมิชอบ เป็นการกระทำต่อโจทก์ทั้งสองโดยตรง และเป็นการทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเป็นพิเศษแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมเป็นผู้เสียหายได้ โดยที่พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 เป็นกฎหมายมุ่งคุ้มครองและควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม แม้ให้สิทธิโจทก์ทั้งสองเป็นผู้กล่าวหาผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมว่าประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม โดยนำเรื่องยื่นต่อจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 32 แต่ตามมาตรา 39 ก็ให้อำนาจคณะกรรมการจำเลยที่ 1 ที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเพียงว่า ยกข้อกล่าวหา ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกิน 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำต่อผู้ถูกกล่าวหาที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองโดยตรงแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 28 ถึงที่ 33 สรุปผลการแสวงหาข้อเท็จจริงว่า คดีไม่มีมูล และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 27 พิจารณารายงานและความเห็นดังกล่าวแล้วมีมติว่า คดีไม่มีมูลให้ยกข้อกล่าวหาจึงไม่เป็นการกระทำต่อโจทก์ทั้งสองโดยตรงและไม่ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเป็นพิเศษเนื่องจากการกระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสามสิบสามในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ม. 32 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชายกฤตบุญ ล้อเสริมวัฒนา
โดยนางดลพร ล้อเสริมวัฒนา
ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — แพทยสภา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7028/2551
#494131
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 326 และมาตรา 328 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 และทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดดังกล่าวเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความในส่วนนี้จึงไม่ชอบ

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป และไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 บัญญัติให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ต้องรับผิดเป็นตัวการในความผิดอันเกี่ยวด้วยหนังสือพิมพ์อีก ฉะนั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเดิมเป็นความผิดเพราะมีฐานะเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์จึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังมีความผิดฐานนี้เป็นความผิดต่อแผ่นดิน โจทก์ไม่อาจขอถอนฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้ จึงต้องกำหนดโทษเสียใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 326, 328, 83, 90, 91, 50 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 48 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันลงพิมพ์โฆษณาคำพิพากษาของศาลทั้งหมดครึ่งหน้าในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ แนวหน้า มติชน ข่าวสด เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา และสั่งห้ามจำเลยทั้งสามประกอบอาชีพเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษตามคำพิพากษา และนับโทษต่อจากคดีที่ระบุไว้ท้ายคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 136, 326 ประกอบมาตรา 328 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ประกอบ มาตรา 328 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 50,000 บาท คดีไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับการทำงานของจำเลยในบางกรณีก็เป็นประโยชน์แก่สังคม จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับตัวและระมัดระวังในการลงข่าวเขียนข่าวต่อไป โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ และหากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสามโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อเป็นใจความพอเข้าใจได้ในหนังสือข่าวสดของจำเลยที่1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และหนังสือพิมพ์มติชนติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม สำหรับคำขอให้นับโทษต่อนั้น เมื่อศาลลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีโทษที่จะนับต่อ และคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องว่า "เนื่องด้วยโจทก์และบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) บริษัทข่าวสด จำเลย ตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว โจทก์จึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกต่อไป ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อนึ่ง โจทก์และบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) บริษัทข่าวสด จำกัด และจำเลยที่โจทก์ถอนฟ้องคดีนี้ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งใด ๆ ต่อกันอีกต่อไป" ส่วนจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอถอนคำฟ้องอุทธรณ์ว่า "เนื่องจากโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันได้แล้ว โจทก์จึงได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง โดยจำเลยทั้งสามไม่คัดค้าน นอกจากนี้ จำเลยทั้งสามยังมีความประสงค์ขอถอนฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามอีกด้วย"

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องอุทธรณ์และอนุญาตให้จำเลยทั้งสามถอนอุทธรณ์ได้ จำหน่ายคดี"

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องอุทธรณ์โดยมิได้อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในความผิดที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดอันเป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์มีสิทธิถอนฟ้องได้ก่อนคดีถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 และทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดดังกล่าวเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์มิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความในส่วนนี้จึงไม่ชอบ

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป และไม่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 บัญญัติให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ต้องรับผิดเป็นตัวการในความผิดอันเกี่ยวด้วยหนังสือพิมพ์อีก ฉะนั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเดิมเป็นความผิดเพราะมีฐานะเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์จึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ซึ่งเป็นบทเบาและความผิดฐานนี้เป็นความผิดต่อแผ่นดิน โจทก์ไม่อาจขอถอนฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้ จึงต้องกำหนดโทษเสียใหม่ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์พอแปลได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ที่จะถอนฟ้องอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 136 ปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ต้องโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในส่วนของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ประกอบมาตรา 328 และอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องอุทธรณ์ในส่วนของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำสั่งศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 90 ม. 326
ป.วิ.อ. ม. 35
พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ม. 48
พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจโทเสรี เตมียเวส
จำเลย — บริษัทข่าวสด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธนัท วิรบุตร์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7022/2551
#497033
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองมาจากการขายทอดตลาดของศาลในคดีที่บริษัท ธ. ฟ้องเรียกเงินกู้จาก พ. โจทก์ผู้ทรงสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์นั้นได้ แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นผู้จำนอง ฐานะของจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันมีสิทธิไถ่ถอนจำนอง ซึ่งหากโจทก์ไม่ยอมรับโจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาล เพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นตามมาตรา 738 และมาตรา 739 และถ้าจำเลยมิได้ใช้สิทธิเสนอไถ่ถอนจำนองดังกล่าว หากโจทก์จะบังคับจำนองก็ต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่จำเลยจึงจะบังคับจำนองได้ตามมาตรา 735 มิใช่ว่าโจทก์จะอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาติดตามบังคับคดีแก่ทรัพย์สินนั้นได้ทันที การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ แต่จำเลยมิได้เป็นคู่ความในดคีดังกล่าวและประเด็นแห่งคดีเป็นคนละอย่างกัน กรณีมิใช่เรื่องสืบสิทธิที่จะถือว่าเป็นเรื่องที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2534 นางเพ็ญนภาได้ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 3,680,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี ตกลงชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 52,600 บาท ทุกวันสิ้นเดือน เริ่มตั้งแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่กู้เป็นต้นไป โดยชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 20 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้เงิน หากผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระงวดหนึ่งงวดใด ยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้โดยไม่จำต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบล่วงหน้า แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายให้โจทก์เรียกเก็บได้ และยอมให้โจทก์ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดคืนได้ทันที และหากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระครบหนึ่งปีทบรวมเข้ากับต้นเงินได้ และเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่มีต่อโจทก์ ผู้กู้ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 86370, 86371 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จดทะเบียนจำนองแก่โจทก์ในวงเงิน 3,680,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ19 ต่อปี โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้กู้ยอมรับผิดชำระเงินส่วนที่ขาดจนครบถ้วน นอกจากนั้นผู้กู้ยังสัญญาจะทำประกันภัยทรัพย์ที่จำนองโดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์และผู้กู้เป็นผู้ออกเงินค่าเบี้ยประกันภัยตลอดไปจนกว่าจะชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากผู้กู้ไม่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยและโจทก์ได้ชำระแทน ผู้กู้ยอมชำระเงินคืนให้โจทก์หรือยอมให้โจทก์ทบเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวมเข้ากับต้นเงินกู้ และยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราเดียวกับสัญญากู้ตลอดไปจนกว่าจะชำระหนี้เงินกู้เสร็จสิ้น นับแต่ผู้กู้กู้เงินไปจากโจทก์ได้ค้างชำระหนี้ติดต่อกันหลายงวด โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2535 จำนวน 157,800 บาท โจทก์ได้ฟ้องผู้กู้ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 9571/2537 คดีดังกล่าวถึงที่สุด โดยโจทก์และผู้กู้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ผู้กู้ผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ นับถึงวันฟ้องคดีนี้มีหนี้ที่ผู้กู้จะต้องชำระแก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน 3,750,041.63 บาท ดอกเบี้ยจำนวน 10,387,447.66 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 31,951 บาท รวมเป็นเงิน 14,169,440.29 บาท ระหว่างที่ผู้กู้กู้เงินและนำทรัพย์สินมาจำนองแก่โจทก์ ทรัพย์จำนองดังกล่าวได้ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 4394/2536 ของศาลแพ่ง ระหว่างบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทุน จำกัด โจทก์ นางเพ็ญนภา กับพวก จำเลย และมีการขายทอดตลาดโดยจำเลยในคดีนี้เป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าวได้โดยติดจำนอง จำเลยจึงเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งมีภาระจำนองอยู่แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จำนวน 14,169,440.29 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,750,041.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนองตามฟ้องโดยติดจำนองจริง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองตามฟ้องของโจทก์ การคำนวณยอดหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้อง โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยย้อนหลังขึ้นไปเพียงห้าปีเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2534 นางเพ็ญนภาได้ทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์และจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 86370, 86371 ตำบลบางไผ่ (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันไว้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องผู้กู้ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 9571/2537 คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยโจทก์และผู้กู้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ผู้กู้ผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ หลังจากที่ผู้กู้กู้เงินและนำทรัพย์สินมาจำนอง ทรัพย์จำนองดังกล่าวถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 4394/2536 ของศาลแพ่ง ระหว่าง บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทุน จำกัด โจทก์ นางเพ็ญนภา กับพวก จำเลย โดยจำเลยในคดีนี้เป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าวได้โดยติดจำนอง จำเลยจึงเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งมีภาระจำนองอยู่แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยเพิกเฉย ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่า การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำนองเป็นประเด็นเดียวกับคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องผู้กู้และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 9571/2537 จำเลยคดีนี้เป็นผู้ซื้อทรัพย์พิพาทโดยติดจำนองจากการขายทอดตลาดในคดีที่นางเพ็ญนภาผู้จำนองรายเดิมตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยจึงเป็นผู้สืบสิทธิจากนางเพ็ญนภา ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้อีก จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 9571/2537 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองมาจากขายทอดตลาดในคดีหมายเลขแดงที่ 4394/2536 ของศาลชั้นต้น โจทก์ผู้ทรงสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์นั้นได้ แต่หาได้ทำให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นผู้จำนองแต่อย่างใดไม่ ฐานะของจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 12 หมวด 5 กล่าวคือ จำเลยมีสิทธิไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับใช้เงินเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น ซึ่งหากโจทก์ไม่ยอมรับโจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำเสนอ เพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติในมาตรา 738 และมาตรา 739 และถ้าจำเลยมิได้ใช้สิทธิเสนอไถ่ถอนจำนองดังกล่าว หากโจทก์จะบังคับจำนอง ก็ต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่จำเลยล่วงหน้าหนึ่งเดือนก่อนแล้วจึงจะบังคับจำนองได้ ตามมาตรา 735 ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะ 12 หมวด 4 มิใช่ว่าเมื่อจำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองมาแล้วโจทก์จะอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 9571/2537 ติดตามบังคับคดีแก่ทรัพย์สินนั้นได้ทันที เมื่อปรากฎว่าจำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวและประเด็นแห่งคดีก็เป็นคนละอย่างกัน กรณีหาใช่เรื่องสืบสิทธิที่จะถือว่าเป็นเรื่องที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันไม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 9571/2537 ของศาลชั้นต้น ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายปัด ยะกัน
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7022/2551
#497873
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองมาจากการขายทอดตลาดในคดีหมายเลขแดงที่ 4394/2536 ของศาลชั้นต้น โจทก์ผู้ทรงสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์นั้นได้ แต่หาได้ทำให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นผู้จำนองแต่อย่างใดไม่ ฐานะของจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ลักษณะ 12 หมวด 5 กล่าวคือ จำเลยมีสิทธิไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับใช้เงินเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้นซึ่งหากโจทก์ไม่ยอมรับ โจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำเสนอเพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติในมาตรา 738 และ 739 และถ้าจำเลยมิได้ใช้สิทธิเสนอไถ่ถอนจำนองดังกล่าว หากโจทก์จะบังคับจำนอง ก็ต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่จำเลยล่วงหน้าหนึ่งเดือนก่อนแล้วจึงจะบังคับจำนองได้ตามมาตรา 735 ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะ 12 หมวด 4 มิใช่ว่าเมื่อจำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองมาแล้วโจทก์จะอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 9571/2537 ติดตามบังคับคดีแก่ทรัพย์สินนั้นได้ทันที เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวและประเด็นแห่งคดีก็เป็นคนละอย่างกัน กรณีหาใช่เรื่องสืบสิทธิที่จะถือว่าเป็นเรื่องที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จำนวน 14,169,440.29 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,750,041.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2534 นางเพ็ญนภาได้ทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์และจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 86370, 86371 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันไว้แก่โจทก์ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องผู้กู้ต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 9571/2537 คดีดังกล่าวถึงที่สุด โดยโจทก์และผู้กู้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้ผู้กู้ผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ หลังจากที่ผู้กู้กู้เงินและนำทรัพย์สินมาจำนอง ทรัพย์จำนองดังกล่าวถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 4394/2536 ของศาลแพ่งระหว่าง บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทุน จำกัด โจทก์ นางเพ็ญนภากับพวกจำเลย โดยจำเลยในคดีนี้เป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีดังกล่าวได้โดยติดจำนอง จำเลยจึงเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งมีภาระจำนองอยู่แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง แต่จำเลยเพิกเฉย ซึ่งศาลชั้นต้น เห็นว่า การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำนองเป็นประเด็นเดียวกับคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องผู้กู้และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 9571/2537 จำเลยคดีนี้เป็นผู้ซื้อทรัพย์พิพาทโดยติดจำนองจากการขายทอดตลาดในคดีที่นางเพ็ญนภา ผู้จำนองรายเดิมตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยจึงเป็นผู้สืบสิทธิจากนางเพ็ญนภา ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้อีก จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 9571/2537 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองมาจากการขายทอดตลาดในคดีหมายเลขแดงที่ 4394/2536 ของศาลชั้นต้น โจทก์ผู้ทรงสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์นั้นได้ แต่หาได้ทำให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะเป็นผู้จำนองแต่อย่างใดไม่ ฐานะของจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองอันมีสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะ 12 หมวด 5 กล่าวคือ จำเลยมีสิทธิไถ่ถอนจำนองโดยเสนอรับใช้เงินเป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้น ซึ่งหากโจทก์ไม่ยอมรับ โจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันมีคำเสนอ เพื่อให้ศาลพิพากษาสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติในมาตรา 738 และมาตรา 739 และถ้าจำเลยมิได้ใช้สิทธิเสนอไถ่ถอนจำนองดังกล่าว หากโจทก์จะบังคับจำนองก็ต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่จำเลยล่วงหน้าหนึ่งเดือนก่อนแล้วจึงจะบังคับจำนองได้ตามมาตรา 735 ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะ 12 หมวด 4 มิใช่ว่าเมื่อจำเลยซื้อทรัพย์สินซึ่งติดจำนองมาแล้วโจทก์จะอาศัยสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 9571/2537 ติดตามบังคับคดีแก่ทรัพย์สินนั้นได้ทันที เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวและประเด็นแห่งคดีก็เป็นคนละอย่างกันกรณีหาใช่เรื่องสืบสิทธิที่จะถือว่าเป็นเรื่องที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันไม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 9571/2537 ของศาลชั้นต้น ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายปัด ยะกัน
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7019/2551
#412369
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกำหนดเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินพิพาท ย่อมทำให้สิทธิต่าง ๆ ที่เกิดจากกรรมสิทธิ์ในที่ดินถูกจำกัดตัดรอน ผู้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งถูกเขตเดินสายไฟฟ้าพาดผ่านไม่ว่าจะเป็น ส.เจ้าของที่ดินเดิมในขณะที่จำเลยดำเนินการสำรวจ หรือจะเป็นโจทก์ซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทมาภายหลังก็ถูกจำกัดตัดรอนสิทธิเหมือนกัน เมื่อ ส.ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่รวมถึงการถูกตัดรอนสิทธิในการใช้ที่ดินดังกล่าวด้วย และเมื่อโจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่จำเลยกำหนดให้ ไม่ว่าโจทก์จะรับหรือไม่รับเงินที่จำเลยฝากไว้กับธนาคารออมสิน โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่จำเลยฝากเงินไว้กับธนาคารออมสินตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มาตรา 30 ทวิ ประกอบมาตรา 30 วรรคสาม ทั้งกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติขั้นตอนให้โจทก์มีหน้าที่ต้องโต้แย้งหรืออุทธรณ์คำสั่งของจำเลยก่อนฟ้องคดีในกรณีที่โจทก์ไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่จำเลยกำหนดต่อคณะกรรมการจ่ายค่าทดแทนของจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยเรียกค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มได้ ประกอบกับจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งจำนวนเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้นั้นว่ามากเกินไปหรือไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรมแก่สังคมอย่างไร จำเลยจึงต้องใช้เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นตามจำนวนที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้

จำเลยประกาศกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 พร้อมทั้งปิดประกาศกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ และที่ทำการตำบลก่อนวันสำรวจไม่น้อยกว่า 30 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ว่า ส.จะทราบหรือไม่ก็ตาม โดยผลแห่งกฎหมายต้องถือว่าได้มีการประกาศให้ทราบทั่วกันแล้ว ที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในบังคับมิให้ผู้ใดสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใดในเขตเดินสายไฟฟ้าตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มาตรา 32 วรรคหนึ่ง ส่วนปัญหาว่า จำเลยได้มีหนังสือแจ้งแก่ ส.เจ้าของทรัพย์สินที่ถูกสายไฟฟ้าพาดผ่านทราบเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินที่ถูกเขตเดินสายไฟฟ้าอันจะเป็นละเมิดหรือไม่นั้นก็ไม่เกี่ยวกับโจทก์ เพราะในขณะนั้นโจทก์ยังมิใช่เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์เพิ่งรับโอนที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2540 และเริ่มถมดินปลูกสร้างบ้านพิพาทวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ภายหลังจากที่จำเลยมีหนังสือแจ้ง ส.นาน 1 ปี ถึง 2 ปี ทั้งเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยได้ลงประกาศกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษา และปิดประกาศดังกล่าว ณ ที่ว่าการอำเภอกับที่ทำการตำบลมาแล้ว 3 ปี ถึง 4 ปี ซึ่งหากแม้การกระทำของจำเลยจะเป็นละเมิด ก็คงเป็นละเมิดต่อ ส.ได้เท่านั้น ไม่อาจเป็นละเมิดต่อโจทก์ได้ โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องจำเลยในมูลละเมิด อีกทั้งการปลูกสร้างบ้านของโจทก์ในที่ดินพิพาทในเขตเดินสายไฟฟ้าภายหลังการประกาศฯ ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มาตรา 32 วรรคหนึ่ง โดยแจ้งชัดจำเลยจึงมีอำนาจรื้อถอนได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 32 วรรคสอง

แม้ พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มาตรา 32 วรรคสอง จะบัญญัติให้จำเลยมีอำนาจรื้อถอนโรงเรือนหรือสิ่งอื่นที่สร้างขึ้นหรือทำขึ้นตามควรแก่กรณีโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นมาตรการทางกฎหมายที่ให้อำนาจแก่จำเลยไว้เป็นพิเศษเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาเขตเดินสายส่งไฟฟ้าให้มีความปลอดภัยโดยไม่ต้องนำคดีมาสู่ศาล อย่างไรก็ตามกรณีโจทก์กับจำเลยยังมีข้อพิพาทกันอยู่ การที่จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์รื้อถอนบ้านออกไปก็เพื่อให้ศาลรับรองอำนาจดังกล่าวของจำเลยและให้จำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลเพื่อยุติข้อโต้แย้งของโจทก์ ซึ่งไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามไว้ จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องแย้งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 752,980.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 719,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนบ้านเลขที่ 24/4 ออกไปจากเขตเดินสายไฟฟ้าของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยให้ตกเป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 263,340 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2543 ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยดังกล่าวต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองศาล เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยข้อแรกตามที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกำหนดเขตเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินพิพาท ย่อมทำให้สิทธิต่าง ๆ ที่เกิดจากกรรมสิทธิ์ในที่ดินถูกจำกัดตัดรอน ผู้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งถูกเขตเดินสายไฟฟ้าพาดผ่านไม่ว่าจะเป็นนายเสรีเจ้าของที่ดินเดิมในขณะที่จำเลยดำเนินการสำรวจ หรือจะเป็นโจทก์ซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทมาภายหลังก็ถูกจำกัดตัดรอนสิทธิเหมือนกัน เมื่อนายเสรีขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่รวมถึงการถูกตัดรอนสิทธิในการใช้ที่ดินดังกล่าวด้วย และเมื่อโจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่จำเลยกำหนดให้ ไม่ว่าโจทก์จะรับหรือไม่รับเงินที่จำเลยฝากไว้กับธนาคารออมสิน โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่จำเลยฝากเงินไว้กับธนาคารออมสินตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ทวิ ประกอบมาตรา 30 วรรคสาม อีกทั้งกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติขั้นตอนให้โจทก์มีหน้าที่ต้องโต้แย้งหรืออุทธรณ์คำสั่งของจำเลยก่อนฟ้องคดีในกรณีที่โจทก์ไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่จำเลยกำหนดต่อคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนของจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยเรียกเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มได้ ประกอบกับจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งจำนวนเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้นั้นว่ามากเกินไปหรือไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรมแก่สังคมอย่างไร จำเลยจึงต้องใช้เงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นตามจำนวนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไว้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 24/4 จากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกาศเรื่องกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยราชบุรี 3 ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อย ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 111 ตอนพิเศษ 53 ง เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2537 พร้อมทั้งปิดประกาศกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ และที่ทำการตำบลก่อนวันสำรวจไม่น้อยกว่า 30 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ว่านายเสรีจะทราบหรือไม่ก็ตามโดยผลแห่งกฎหมายต้องถือว่าได้มีการประกาศให้ทราบทั่วกันแล้ว ที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในบังคับมิให้ผู้ใดสร้างโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใดในเขตเดินสายไฟฟ้าตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง ส่วนปัญหาว่า จำเลยได้มีหนังสือแจ้งแก่นายเสรีเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกสายไฟฟ้าพาดผ่านทราบเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินที่ถูกเขตเดินสายไฟฟ้าฉบับลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 อันจะเป็นละเมิดหรือไม่นั้นก็ไม่เกี่ยวกับโจทก์ เพราะในขณะนั้นโจทก์ยังมิใช่เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์เพิ่งรับโอนที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2540 และเริ่มถมดินปลูกสร้างบ้านพิพาทวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ภายหลังจากที่จำเลยมีหนังสือแจ้งนายเสรีตามเอกสารหมาย ล.7 นาน 1 ปี ถึง 2 ปี ทั้งเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยได้ลงประกาศกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษา และปิดประกาศดังกล่าว ณ ที่ว่าการอำเภอกับที่ทำการตำบลมาแล้ว 3 ปี ถึง 4 ปี ซึ่งหากแม้การกระทำของจำเลยจะเป็นละเมิด ก็คงเป็นละเมิดต่อนายเสรีได้เท่านั้น ไม่อาจเป็นละเมิดต่อโจทก์ได้ โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องจำเลยในมูลละเมิดอีกทั้งการปลูกสร้างบ้านของโจทก์ในที่ดินพิพาทในเขตเดินสายไฟฟ้าภายหลังการประกาศฯดังกล่าวเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง โดยแจ้งชัด จำเลยจึงมีอำนาจรื้อถอนได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนตามมาตรา 32 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 24/4 จากจำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์รื้อถอนบ้านเลขที่ 24/4 ของโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติให้จำเลยมีอำนาจรื้อถอนโรงเรือนหรือสิ่งอื่นที่สร้างขึ้นหรือทำขึ้นตามควรแก่กรณีโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นมาตรการทางกฎหมายที่ให้อำนาจแก่จำเลยไว้เป็นพิเศษเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาเขตเดินสายส่งไฟฟ้าให้มีความปลอดภัยโดยไม่ต้องนำคดีมาสู่ศาล อย่างไรก็ตามกรณีโจทก์กับจำเลยยังมีข้อพิพาทโต้แย้งกันอยู่ การที่จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์รื้อถอนบ้านดังกล่าวก็เพื่อให้ศาลรับรองอำนาจดังกล่าวของจำเลยและให้จำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลเพื่อยุติข้อโต้แย้งของโจทก์ ซึ่งไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามไว้ ดังนั้น จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์รื้อถอนโรงเรือนดังกล่าวออกไปจากเขตเดินสายส่งไฟฟ้าได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์รื้อถอนบ้านเลขที่ 24/4 ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี ออกไปจากเขตเดินสายไฟฟ้าของจำเลย โดยจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 30 วรรคสาม ม. 30 ทวิ ม. 32 วรรคหนึ่ง ม. 32 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัตน์ชนก สุดใจ
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายวราวุธ ถาวรศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชาลี ทัพภวิมล
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7017/2551
#498032
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures) ชื่อบริษัทในเครือเป็นชื่อทางการค้า และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการไว้ในต่างประเทศ ก่อนที่จำเลยที่ 1 เริ่มใช้ชื่อนิติบุคคลของตน และจำเลยที่ 2 ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งโจทก์ดำเนินธุรกิจการค้าครอบคลุมไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย โจทก์จึงมีสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" ในประเทศไทยดีกว่าจำเลยที่ 1 และเมื่อจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับโจทก์ ทั้งยังมีการใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล" ในการดำเนินธุรกิจ การที่จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อนิติบุคคลว่า "บริษัทยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด" จึงทำให้โจทก์เสื่อมเสียประโยชน์ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "UPT Universal Pictures (Thailand) Co., Ltd." ซึ่งมีคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures) รวมอยู่ด้วย ย่อมจะทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดเข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องทางการค้ากับโจทก์ โจทก์ในฐานะที่ใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการในคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" มาก่อน ย่อมจะมีสิทธิห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้คำดังกล่าวเป็นชื่อนิติบุคคลได้ แม้ปัจจุบันนี้โจทก์จะไม่ได้จดทะเบียนสาขาชื่อเดียวกันในประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะไม่มีการประกอบธุรกิจการค้าในประเทศไทย อันจะทำให้เป็นการไม่มีการแข่งขันกับกิจการของโจทก์สำหรับการพิจารณาว่าสาธารณชนเกิดความสับสนหลงผิดหรือไม่ นั้น ศาลย่อมพิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในสำนวน รวมทั้งคำเบิกความของพยานบุคคลและวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องรับฟังเฉพาะความรู้สึกหรือความเข้าใจของพยานบุคคลที่นำเข้าสืบเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 โดยห้ามใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมันคำว่า "Universal Pictures" กับชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 เพียงแต่ให้สิทธิโจทก์ร้องขอต่อศาลสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อนิติบุคคลคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมันคำว่า "Universal Pictures" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้ให้สิทธิแก่โจทก์ในการบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และไม่อาจกระทำได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5) เป็นเหตุให้ไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ยุติการใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมันคำว่า "Universal Pictures" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เท่านั้น

อนึ่งโจทก์แก้อุทธรณ์โดยขอให้แก้ไขคำพิพากษาที่ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกับขอให้จำเลยที่ 2 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวและให้เหตุผลไว้โดยชัดแจ้งแล้ว หากโจทก์ไม่เห็นด้วยหรือเห็นว่าเป็นคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้องและต้องการขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขในประเด็นดังกล่าว โจทก์ต้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มิใช่เพียงตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ ทั้งกรณีหาใช่เป็นเรื่องที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามที่โจทก์กล่าวอ้างด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "Universal" และ "Universal Pictures" ดีกว่าจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนชื่อนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทหรือจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "UPT Universal Pictures (Thailand) Co., Ltd." คำขอเลขที่ 481081 ออกจากทะเบียนกรมทรัพย์สินทางปัญญา ห้ามจำเลยทั้งสองใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล", "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมันคำว่า "Universal", "Universal Pictures" กับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการและสินค้าหรือบริการหรือวัสดุอื่นใดในการประกอบธุรกิจของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 จะเพิกถอนชื่อหรือจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 และยุติการกระทำละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 481081

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในคำว่า "Universal Pictures" ดีกว่าจำเลยทั้งสองให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 โดยห้ามใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมันคำว่า "Universal Pictures" กับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการและสินค้าหรือบริการหรือวัสดุอื่นใดในการประกอบธุรกิจของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองละเมิดสิทธิของโจทก์หรือไม่ เมื่อคดีนี้มีข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" เป็นชื่อบริษัทในเครือ เป็นชื่อทางการค้า และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการไว้ในต่างประเทศ ส่วนจำเลยที่ 1 เริ่มใช้ชื่อนิติบุคคลของตน และจำเลยที่ 2 ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" มาก่อนจำเลยทั้งสอง ซึ่งโจทก์ดำเนินธุรกิจการค้าครอบคลุมไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย โจทก์จึงมีสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" ในประเทศไทยดีกว่าจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับโจทก์ ทั้งยังมีการใช้ชื่อว่า "ยูนิเวอร์แซล" ในการดำเนินธุรกิจ ย่อมจะเห็นได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อนิติบุคคลว่า "บริษัทยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด" ทำให้โจทก์เสื่อมเสียประโยชน์และหากยังคงปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ความเสียหายก็จะคงมีอยู่ต่อไป สำหรับการที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "UPT Universal Pictures (Thailand) Co., Ltd." ซึ่งมีคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" รวมอยู่ด้วยย่อมจะทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องทางการค้ากับโจทก์ ดังจะเห็นได้จากวัตถุพยานทั้งจำเลยที่ 2 ได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เคยเห็นคำว่า "ยูนิเวอร์แซล" จากภาพยนตร์ที่ดู ซึ่งเป็นรูปลูกโลก และคำว่า "ยูนิเวอร์แซล" ประกอบกัน นอกจากนี้จำเลยทั้งสองได้อุทธรณ์ในทำนองว่า แม้จะเคยเห็นโจทก์ใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" ในต่างประเทศ แล้วจำเลยทั้งสองนำมาใช้ก็มีสิทธิทำได้ ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่ามีบุคคลอื่นใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" เกี่ยวกับภาพยนตร์อยู่แล้วอันเป็นเจตนาไม่สุจริตในการแสวงหาประโยชน์จากชื่อเสียงเกียรติคุณจากคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" ของโจทก์ ซึ่งโจทก์ในฐานะที่ใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการในคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (Universal Pictures)" มาก่อน ย่อมจะมีสิทธิห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้คำดังกล่าวเป็นชื่อนิติบุคคลได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18 แม้ปัจจุบันนี้โจทก์จะไม่ได้จดทะเบียนสาขาชื่อเดียวกันในประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะไม่มีการประกอบธุรกิจการค้าในประเทศไทย อันจะทำให้เป็นการไม่มีการแข่งขันกับกิจการของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โต้แย้ง หรือจะทำให้โจทก์ไม่ได้รับความคุ้มครองในชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการ ตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่า พยานโจทก์ไม่อาจยืนยันได้ว่าสาธารณชนสับสนหลงผิดนั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าสาธารณชนเกิดความสับสนหลงผิดหรือไม่นั้นศาลย่อมพิจารณาจากพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในสำนวนรวมทั้งคำเบิกความของพยานบุคคลและวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องรับฟังเฉพาะความรู้สึกหรือความเข้าใจของพยานบุคคลที่นำเข้าสืบเท่านั้นตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ส่วนข้อที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ด้วยว่า คำดังกล่าวเป็นคำสามัญทั่วไป โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะหวงกันไว้ใช้แต่ผู้เดียวนั้น เห็นว่า แม้คำว่า "Universal" และคำว่า "Pictures" จะเป็นคำสามัญทั่วไป แต่เมื่อโจทก์นำมาใช้ประกอบกันเป็นชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะห้ามมิให้บุคคลใดที่มีเจตนาไม่สุจริตนำคำทั้งสองคำนี้ไปใช้เป็นชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า หรือเครื่องหมายบริการเช่นเดียวกับโจทก์ จนทำให้สาธารณชนไม่สามารถแยกแยะความเป็นนิติบุคคล เจ้าของสินค้าหรือบริการออกจากกัน และอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดได้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 โดยห้ามใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมันคำว่า "Universal Pictures" กับชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่ายังไม่ถูกต้อง เพราะบทบัญญัติมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพียงให้สิทธิโจทก์ร้องขอต่อศาลสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อนิติบุคคลคำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" และอักษรโรมัน คำว่า "Universal Pictures" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้ให้สิทธิแก่โจทก์ในการบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และไม่อาจกระทำได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5) เป็นเหตุให้ไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงบังคับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ยุติการใช้คำว่า "ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส" อักษรโรมัน คำว่า "Universal Pictures" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า โจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจัดตั้งโดยใช้ชื่อนิติบุคคลดังกล่าวได้และไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน นั้น ยังหาใช่ข้อพิสูจน์ยืนยันว่าชื่อนิติบุคคลดังกล่าวจะไม่ซ้ำกับบุคคลอื่น และจะไม่ก่อความเสียหายให้แก่บุคคลอื่นแต่อย่างใดไม่ เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 มีคำที่เป็นชื่อทางการค้าเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์ โดยการใช้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ในการประกอบธุรกิจที่มีลักษณะเช่นเดียวกับโจทก์เป็นไปโดยไม่สุจริตทั้งเป็นเหตุทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดเข้าใจไปได้ว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องทางธุรกิจกับโจทก์ ย่อมจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดในค่าเสียหายต่อโจทก์ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในทำนองที่ว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ให้การในประเด็นดังกล่าวไว้แต่อย่างใด เมื่อจำเลยทั้งสองนำมากล่าวอ้างในชั้นนี้จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ฯ มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่โจทก์แก้อุทธรณ์โดยขอให้แก้ไขคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กับขอให้จำเลยที่ 2 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว และได้ให้เหตุผลไว้โดยชัดแจ้งแล้ว หากโจทก์ไม่เห็นด้วยหรือเห็นว่าเป็นคำพิพากษาที่ไม่ถูกต้อง และต้องการขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในประเด็นดังกล่าวแล้ว โจทก์ต้องยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หาใช่เพียงตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์เช่นนี้ไม่ ทั้งกรณีนี้หาใช่เป็นเรื่องที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งตามที่โจทก์กล่าวอ้างด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ยุติการใช้คำว่า ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และอักษรโรมันคำว่า Universal Pictures เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 246
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2542 ม. 44 ม. 46
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ยูนิเวอร์แซล ซิตี้ สทิวดิโอล์ อิงค์
จำเลย — บริษัทยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ