คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6830/2551
#497039
เปิดฉบับเต็ม

การกู้ยืมเงินกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และตามมาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป" จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกเดือน ซึ่งจะครบกำหนดชำระดอกเบี้ยเดือนแรกในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 การที่จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จึงเป็นการผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยได้ทันทีตามสัญญาข้อ 6 โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนได้ ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไป โดยไม่จำต้องรอจนครบกำหนดชำระเงินคืนตามสัญญา อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 10 ปี ในวันที่ 10 มิถุนายน 2549 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550 เกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 90,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 90,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 เมษายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 90,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ 9 ของเดือน และต้องชำระต้นเงินคืนในวันที่ 9 พฤษภาคม 2540 ตามหนังสือสัญญากู้เงิน หลังจากทำสัญญาจำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงิน กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง และจะต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2540 เมื่อจำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550 เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า การกู้ยืมเงินกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และตามมาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป" จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกเดือน ซึ่งจะครบกำหนดชำระดอกเบี้ยเดือนแรกในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 การที่จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จึงเป็นการผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยได้ทันทีตามสัญญาข้อ 6 โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไป โดยไม่จำต้องรอจนครบกำหนดชำระเงินคืนตามสัญญา อายุความจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 10 ปี ในวันที่ 10 มิถุนายน 2549 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550 เกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวละม้าย วุฒิพงศ์
จำเลย — นายเจริญ อุ่นเสียม
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6829/2551
#496673
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินโจทก์และทำสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ดังกล่าว โดยมีข้อสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองว่า หากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดจนครบ จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินดังกล่าว เป็นการร่วมรับรู้ถึงหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นและได้ให้สัตยาบันในหนี้ดังกล่าว หนี้นั้นจึงเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4) จำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นสามีรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย

ป.พ.พ. มาตรา 728 บัญญัติเพียงว่า ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดไว้ในคำบอกกล่าวนั้น มิได้บัญญัติบังคับว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือด้วยการมอบอำนาจให้ทนายความบอกกล่าวบังคับจำนองจึงไม่จำต้องทำเป็นหนังสือตามมาตรา 798 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2535 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 400,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี และยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นแต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด กำหนดชำระดอกเบี้ย 6 เดือนต่อครั้ง และจะชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 2 ตุลาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อให้ความยินยอมและให้สัตยาบันในการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 อันเป็นหน้าที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วม จำเลยทั้งสองจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 240 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 400,000 บาท ยินยอมให้ดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่โจทก์ประกาศกำหนด โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ยึดและอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นเงิน 464.41 บาท และดอกเบี้ย 152,535.59 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราต่างๆ แต่ละช่วงเวลาโดยอาศัยข้อสัญญา ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของโจทก์ นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 224,785.24 บาท รวมกับต้นเงิน 399,535.59 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 624,320.83 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 624,320.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี หรือดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่โจทก์ประกาศขึ้นลง แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยจากต้นเงิน 399,535.59 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง และไม่เคยได้รับเงิน 400,000 บาท ไปจากโจทก์ ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ยืม ผู้จำนองในสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นลายมือชื่อปลอมที่พนักงานของโจทก์และบุคคลอื่นได้ร่วมกันปลอมขึ้นทั้งฉบับ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำหนังสือยินยอมในฐานะคู่สมรสกับจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาจำนอง และสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง ลายมือชื่อผู้ยินยอมในสัญญากู้เงินไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 แต่เป็นเอกสารที่พนักงานของโจทก์และบุคคลอื่นร่วมกันปลอมขึ้นทั้งฉบับ จำเลยทั้งสองไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเพราะจำเลยทั้งสองไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ตามหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนอง การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 624,320.83 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 399,535.59 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะดอกเบี้ยต้องไม่เกินอัตราสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกหนี้ที่ผิดนัด หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 240 ตำบลสระประดู่ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงตกเป็นโมฆะทั้งหมดนั้น เป็นข้อที่จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองกับโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ และโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบหรือไม่...

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อแรกมีว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงิน สัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองกับโจทก์หรือไม่และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีนายประสานทรัพย์และนางสาวถนอมศรีเป็นพยานเบิกความประกอบสัญญากู้เงิน หนังสือให้ความยินยอม สัญญาจำนอง และสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง ตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.7 ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินโจทก์เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2535 และจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 240 ตำบลสระประดู่ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประกันหนี้เงินกู้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ขอต่ออายุสัญญากู้เงิน 2 ครั้ง ตามบันทึกขอต่ออายุสัญญาเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 จำเลยที่ 1 ชำระเงินกู้และดอกเบี้ย เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นเงิน 464.41 บาทและดอกเบี้ย 152,535.95 บาท ตามบัตรบัญชีเงินกู้เอกสารหมาย จ.12 ส่วนจำเลยทั้งสองมีตัวจำเลยทั้งสองเป็นพยานเบิกความว่าจำเลยทั้งสองเคยลงชื่อในแบบพิมพ์สัญญากู้เงินที่ยังไม่ได้กรอกข้อความให้นางไพรัตน์นำไปดำเนินการขอกู้เงิน 2 ครั้ง เมื่อปี 2532 และปี 2535 เนื่องจากนางไพรัตน์ประสงค์จะได้เงินใช้และจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปซื้อรถใหม่ แต่นางไพรัตน์ไม่ได้ไปดำเนินการเพราะนางไพรัตน์ไม่จำเป็นต้องใช้เงินและจำเลยที่ 1 ก็ไม่ประสงค์จะซื้อรถใหม่ จำเลยทั้งสองไม่เคยรับเงิน 400,000 บาท จากโจทก์ เห็นว่า นายประสานพยานโจทก์มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าสินเชื่อ มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและเร่งรัดหนี้สินในคดีนี้ จึงรู้เห็นเกี่ยวกับความเป็นมาของหนี้สินรายนี้ ส่วนนางสาวถนอมศรีเป็นพยานในสัญญากู้เงินด้วย จึงเป็นผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวกับการทำสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มาด้วยตัวเองโดยตรง คำเบิกความของนายประสานและนางสาวถนอมศรีมีหนังสือสัญญากู้เงิน บันทึกขอต่ออายุสัญญากู้เงินสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองคงมีแต่คำเบิกความของตัวจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองไม่ยืนยันว่าลายมือชื่อผู้กู้และผู้ให้ความยินยอมจะเป็นลายมือชื่อจำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยไม่มีพยานหลักฐานใดๆ มาสนับสนุนให้เห็นได้ว่าลายมือชื่อผู้กู้และผู้ให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอมดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่น่าเชื่อถือ แม้จำเลยที่ 1 จะมีสำเนาบันทึกและสำเนารายงานการเดินทางตามเอกสารหมาย ล.19 เป็นพยานว่า ในวันที่ 2 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ที่การไฟฟ้ารังสิต จึงไม่มีทางที่จะไปทำสัญญากู้เงินกับโจทก์ได้ โดยมีนายณรงค์เป็นพยานสนับสนุนก็ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 และนายณรงค์ไม่สมเหตุผลและขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จำเลยเบิกความว่าในปี 2541 จำเลยที่ 1 ได้นำเงิน 152,535.59 บาท ไปชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญากู้เงินโจทก์จริงดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 ต้องนำเงินจำนวน 152,535.59 บาท ไปชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่นำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ เป็นการกระทำอันปราศจากข้อสงสัย แสดงให้เห็นเป็นปริยายว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินโจทก์ 400,000 บาท และทำสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ดังกล่าว โดยมีข้อสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองว่า หากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดจนครบถ้วนดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบดัวยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินดังกล่าว เป็นการร่วมรับรู้ถึงหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นและได้ให้สัตยาบันในหนี้ดังกล่าว หนี้นั้นจึงเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) จำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาย่อมต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นสามีรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย

ปัญหาประการต่อไปมีว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองย้ายภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 27/93 หมู่ที่ 7 ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2536 การที่โจทก์ส่งคำบอกกล่าวบังคับจำนองไปที่บ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ จึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรจากฐานข้อมูลการทะเบียน สำนักงานทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เอกสารท้ายคำแถลงของโจทก์ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545 ระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 ได้ย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 27/93 หมู่ที่ 7 ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2544 หาใช่วันที่ 13 ธันวาคม 2536 ดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างไม่ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองกับโจทก์ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยทำสัญญาจำนองกับโจทก์สองครั้งตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย ล.4 และ ล.10 โดยระบุที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ว่า อยู่ที่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ และตามหนังสือให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจำนองของจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย ล.9 ก็ระบุที่อยู่ของจำเลยที่ 2 ว่าอยู่ที่บ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เช่นเดียวกันแสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาจะใช้บ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 2 อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยที่ 1 ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 27/93 หมู่ที่ 7 ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยไม่แจ้งแก่โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว แสดงว่าจำเลยทั้งสองยังคงมีเจตนาจะใช้บ้านเลขที่ 29 เป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองต่อไป การที่โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังบ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์จึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้ว

ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มิได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายจตุพลทนายโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองเป็นหนังสือ การบอกกล่าวบังคับจำนองของนายจตุพลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การแต่งตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย" แต่มาตรา 728 บัญญัติเพียงว่า "เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดไว้ในคำบอกกล่าวนั้น..." หาได้บัญญัติบังคับว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือด้วยไม่ การมอบอำนาจให้ทนายความบอกกล่าวบังคับจำนองจึงไม่จำต้องมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา การที่โจทก์มอบหมายให้นายจตุพลทนายโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนอง และนายจตุพลได้มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 จึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้และไม่ไถ่ถอนจำนองตามกำหนด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 ม. 798 ม. 1490
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิศิริ ธูปมงคล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6823/2551
#497871
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำสืบถึงการชำระหนี้เงินกู้คืนโจทก์ว่า จำเลยมอบบัตรเอทีเอ็มของธนาคาร ก. ให้โจทก์ไปถอนเงินจากบัญชีของจำเลยทุกเดือน และโจทก์ยอมรับว่าได้รับบัตรเอทีเอ็มดังกล่าวไว้ถอนเงินจากบัญชีของจำเลย จึงถือได้ว่าเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องห้ามที่จำเลยจะนำสืบพยานบุคคลให้ศาลเห็นถึงวิธีการชำระหนี้ว่าได้ปฏิบัติต่อกันเช่นใด ไม่อยู่ในบทบังคับเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 กันยายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยกู้เงินโจทก์ จำนวน 70,000 บาท และได้ชำระคืนโจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยมอบบัตรเอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้แก่โจทก์เพื่อนำไปใช้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลย บัญชีเลขที่ 013 - 1 -188XX - X ทุกสิ้นเดือน ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท เมื่อโจทก์นำบัตรเอทีเอ็มที่จำเลยมอบให้ไปเบิกถอนเงินชำระหนี้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายครบหมดแล้ว โจทก์เสนอให้จำเลยกู้เงินใหม่จำนวนเท่าเดิมและให้ใช้สัญญาเดิม เพียงแต่แก้ปี พ.ศ. เท่านั้น แต่โจทก์ไม่ได้มอบเงินให้ จำเลยจึงขอรับสัญญากู้เงินคืน แต่โจทก์ไม่คืนให้และกลับนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 6 กันยายน 2541 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2544) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินจำนวน 98,105.47 บาท และนับแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2541 จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ จำนวน 70,000 บาท ตามสัญญากู้และจำเลยได้มอบบัตรเอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนศรีอยุธยา ให้โจทก์ไว้ใช้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า เมื่อจำเลยรับว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงและต่อสู้ว่าได้มีการชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว ข้อที่จำเลยนำสืบเป็นวิธีการชำระหนี้ให้โจทก์ดังกล่าว เป็นการสืบพยานที่ขัดต่อกฎหมาย ห้ามมิให้ศาลรับฟังหรือไม่ เห็นว่า จำเลยนำสืบถึงการชำระหนี้เงินกู้คืนโจทก์ โดยมีข้อตกลงกันว่า จำเลยมอบบัตรเอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้โจทก์ไปถอนเงินจากบัญชีของจำเลยทุกเดือน และโจทก์ยอมรับว่าได้รับบัตรเอทีเอ็มดังกล่าวไว้ถอนเงินจากบัญชีของจำเลย จึงถือได้ว่า เจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องห้ามที่จำเลยจะนำสืบพยานบุคคลให้ศาลเห็นถึงวิธีการชำระหนี้โจทก์ว่าได้ปฏิบัติต่อกันเช่นใด ไม่อยู่ในบทบังคับเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว ดังนั้น ข้อที่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานมาดังกล่าวจึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้นำสืบ และศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานของจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า เมื่อจำเลยนำสืบฟังได้ว่า โจทก์รับบัตรเอทีเอ็มดังกล่าวไปใช้ถอนเงินในบัญชีของจำเลยเพื่อหักชำระหนี้เงินกู้ยืมแล้ว โจทก์ได้รับเงินชำระหนี้ไปครบถ้วนแล้วหรือไม่ ในข้อนี้ จำเลยนำสืบว่าเงินกู้โจทก์จำนวน 70,000 บาท ได้ตกลงชำระคืนโจทก์โดยมอบบัตรเอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้โจทก์เพื่อนำไปใช้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยบัญชีเลขที่ 013 - 1 - 188XX - X ทุกสิ้นเดือน ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท และโจทก์เริ่มใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินตั้งแต่เดือนตุลาคม 2541 ถึงเดือนสิงหาคม 2542 รวมเป็นยอดเงินทั้งสิ้น 88,400 บาท เห็นว่า สัญญากู้ที่โจทก์กับจำเลยทำกันนั้น ลงวันที่เริ่มกู้ยืมกันในเดือนกันยายน 2541 และในสัญญา ข้อที่ 2 ตกลงกันให้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยภายในวันที่ 30 ของทุกเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงสอดคล้องรับกับที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์นำบัตรเอทีเอ็มไปใช้ถอนเงินในบัญชีของจำเลยปรากฏหลักฐานการถอนเงินเดือนแรกในเดือนตุลาคม 2541 หลังจากทำสัญญากู้เงินแล้ว และต่อมามีรายการถอนเงินในบัญชีของจำเลยทุกเดือนต่อเนื่องตลอดมาจนถึงเดือนสิงหาคม 2542 รวมเป็นยอดเงินทั้งสิ้น 88,400 บาท ครบตามจำนวนหนี้ที่กู้ยืมโจทก์ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบ จึงมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ส่วนที่โจทก์โต้แย้งอ้างว่าใช้บัตรเอทีเอ็มไปถอนเงินได้เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ใช้ถอนเงินไม่ได้อีก เพราะบัตรถูกยึดไปก็เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนให้รับฟังได้ตามนั้น ทั้งยังขัดต่อเหตุผลตามข้อตกลงที่จำเลยจะต้องชำระเงินให้โจทก์ทุกเดือน หากโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้เพราะบัตรเอทีเอ็มถูกยึดคืนไป โจทก์ก็ควรที่จะติดตามทวงถามจำเลยตั้งแต่แรกที่ผิดนัดชำระหนี้แล้ว คงไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปจนครบกำหนดตามสัญญากู้แล้วนำมาฟ้องบังคับคดีเช่นนี้ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมามีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ชอบด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคหนึ่ง ม. 653 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิริ ขาวสำอางค์
พันจ่าอากาศเอกสัณทศักดิ์ หรือ
จำเลย — พันจ่าอากาศเอกอำนวย ภู่เสือ
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง กุลบุปผา
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6813/2551
#499593
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นลดค่าเสียหายลงนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเพิ่มขึ้นและชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น ฎีกาในส่วนดอกเบี้ยโจทก์เพิ่งยกเป็นประเด็นขึ้นว่าในชั้นฎีกาจึงไม่ใช่ข้อที่ว่ากันมาในชั้นอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นข้อนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 1,973,725.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 15,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 265,813 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 1331 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 5,783,327.04 บาท จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 21 ซึ่งถึงกำหนดชำระวันที่ 9 กันยายน 2541 เป็นต้นมา ต่อมาโจทก์มอบอำนาจให้นายเสมา พนักงานของโจทก์ไปรับรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อคืนจากจำเลยที่ 1 โดยทำบันทึกการรับรถยนต์คืน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า นายเสมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ว่า ได้รับรถยนต์ซึ่งอยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดๆ อีก เห็นว่า นายเสมาเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ที่ไปรับมอบรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อมาจากโจทก์คืนไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายเสมาเป็นตัวแทนของโจทก์ไปเจรจาตกลงเรื่องค่าเสียหายกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด บันทึกข้อตกลงทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2542 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนให้โจทก์เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 ตามใบรับมอบสินค้า นาน 5 เดือนเศษ ทำให้มีข้อพิรุธน่าสงสัย เมื่อหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ได้ให้อำนาจแก่นายเสมาไปเจรจาตกลงเรื่องค่าเสียหายกับจำเลยที่ 1 นายเสมาทำบันทึกตกลงเรื่องค่าเสียหายโดยปราศจากอำนาจบันทึกข้อตกลงจึงไม่ผูกพันโจทก์แต่อย่างใดจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดค่าเสียหายต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสามมีว่า ค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ออกให้ผู้อื่นเช่าควรมีจำนวนเท่าใด จำเลยทั้งสามฎีกาในส่วนค่าขาดราคาว่า รถยนต์เช่าซื้อในราคา 5,783,327.04 บาท โจทก์ใช้เงินลงทุนเพียง 5,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ 20 งวด เป็นเงิน 2,400,000 บาทเศษ แต่โจทก์อ้างว่าขายรถยนต์ให้บุคคลภายนอกในราคา 2,060,000 บาท นั้นเป็นไปไม่ได้ โจทก์ขายรถยนต์ได้ในราคาสูงกว่าที่กล่าวอ้าง เมื่อนำเงินที่ได้จากการขายรถยนต์มารวมกับค่าเช่าซึ้อที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ 2,409,719 บาท โจทก์จะได้รับเงินสูงกว่าราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ 5,783,327.04 บาท โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ส่วนโจทก์ฎีกาว่า แม้ค่าเช่าซื้อรถยนต์จะรวมต้นเงินและดอกเบี้ยล่วงหน้าตามระยะเวลาค่างวดเช่าซื้อมิใช่ราคารถยนต์อย่างเดียว แต่โจทก์มีค่าใช้จ่ายอื่นเป็นค่าดอกเบี้ยที่ยืมเงินมาเพื่อซื้อรถยนต์และค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดราคาเป็นเงิน 214,365 บาท และค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 91,448 บาท นั้น ต่ำกว่าความเป็นจริง เห็นว่า จำเลยทั้งสามมีเพียงนายวิฑูรย์ พนักงานของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใดๆ โดยไม่มีหลักฐานใดมาประกอบจึงเป็นแต่คำกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังแต่เมื่อพิจารณาจากราคารถยนต์ที่ให้เช่าซื้อประกอบกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อและราคารถยนต์ที่ขายได้ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าขาดราคาให้โจทก์จำนวน 500,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดประโยชน์ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เดือนละ 120,485,98 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 1 ครอบครองรถยนต์ของโจทก์หลังจากเลิกสัญญาเช่าซื้อกันแล้วเป็นเวลา 5 เดือน 17 วัน จึงส่งมอบรถยนต์คืน สมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์จำนวน 111,333 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น โจทก์เพิ่งยกประเด็นข้อนี้ขึ้นว่าในชั้นฎีกา จึงไม่ใช่ข้อที่ว่ากันมาในชั้นอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 247 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 611,333 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทมาบตาพุดสตาร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6789/2551
#499466
เปิดฉบับเต็ม

การมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษ คำว่า มีไว้ในครอบครองนั้น พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มิได้บัญญัติให้มีความหมายพิเศษจึงต้องถือว่ามีความหมายทั่วไปว่า คือการมีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแล โดยรู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลาง แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ก็ถือได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.25 กรัม ไว้ในครอบครองจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสาม (2) ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุด้วย แต่เมื่อกฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิด โดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษหรือเป็นการทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น กฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุในมาตรา 4 ดังกล่าวจึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าเป็นการบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่หลอดพลาสติกซึ่งเป็นเพียงวัตถุห่อหุ้มโดยไม่ได้มีการกระทำใดแก่สภาพของเมทแอมเฟตามีนนั้นจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตามบทกฎหมายดังกล่าว เหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยอื่นที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2721/2547 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่าจำเลยที่ 3 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความอย่างเดียวกันว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันแบ่งบรรจุ รวมบรรจุเมทแอมเฟตามีนอันเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 111 เม็ด น้ำหนัก 9.78 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.25 กรัม ซึ่งมีหน่วยการใช้เกินกว่า 15 หน่วยการใช้ และน้ำหนักสารบริสุทธิ์เกินกว่า 1.5 กรัมขึ้นไป โดยการผลิตดังกล่าวได้กระทำเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและจำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลวยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15 วรรคสาม, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตลอดชีวิต ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (1) คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้มาบวกโทษจำเลยที่ 3 ตามที่โจทก์ขออีกไม่ได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย โจทก์และจำเลยที่ 3 ต่างไม่ฎีกาจึงฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ฎีกาโต้แย้งกันจึงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนบรรจุในหลอดพลาสติกหลอดละ 10 เม็ด 4 หลอด หลอดพลาสติกหลอดละ 1 เม็ด 63 หลอด เมทแอมเฟตามีนที่ยังไม่บรรจุหลอดพลาสติกอีก 8 เม็ด ไฟแช็ก 1 อัน มีดคัทเตอร์ 1 เล่ม และหลอดพลาสติกเปล่า 16 หลอด เป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ในคดีอื่นจึงอายัดตัวมาดำเนินคดีนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 111 เม็ด น้ำหนัก 9.78 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.25 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่หลอดพลาสติก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีแมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีดาบตำรวจกฤศน์วัตและจ่าสิบตำรวจประยงค์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า ก่อนเข้าจับกุมได้แอบดูที่รอยแตกของฝาบ้านที่เกิดเหตุ เห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั่งอยู่ในห้องจำเลยที่ 2 กำลังเอาเมทแอมเฟตามีนใส่หลอดพลาสติก จำเลยที่ 1 ใช้ไฟแช็กลนปิดหัวท้ายหลอดพลาสติกซึ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีน ขณะนั้นนางสาวสราญจิต ซึ่งพักอยู่ที่บ้านเกิดเหตุขี่รถจักรยานยนต์กลับมาจึงขอให้เคาะประตูห้องเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 2 เดินมาเปิดประตูห้อง พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจึงเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมของกลางซึ่งวางอยู่ที่พื้นห้อง และโจทก์มีนางสาวสราญจิตซึ่งเป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 1 และเป็นพี่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความสนับสนุนพยานผู้จับกุมทั้งสองว่า เมื่อขี่รถจักรยานยนต์กลับมาถึงบ้านที่เกิดเหตุเห็นเจ้าพนักงานตำรวจแอบมองที่ช่องรอยแตกของฝาบ้าน และเจ้าพนักงานตำรวจใช้ให้เคาะประตูห้อง ขณะเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เห็นเมทแอมเฟตามีนกองอยู่ที่พื้นห้อง เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 ทั้งสองปากเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่ และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 ส่วนนางสาวสราญจิตก็เป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษทั้งในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกันจึงมีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปในห้องที่เกิดเหตุเพื่อช่วยจำเลยที่ 2 เปลี่ยนหน้ากากและเสียงกริ่งเรียกโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มิได้เกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น จำเลยที่ 2 เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ขณะเกิดเหตุประตูห้องที่เกิดเหตุปิดล็อกอยู่และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เปิดประตูห้องที่เกิดเหตุเมื่อนางสาวสราญจิตเคาะเรียก เห็นว่าหากจำเลยที่ 1 เข้าไปในห้องที่เกิดเหตุเพียงเพื่อช่วยจำเลยที่ 2 เปลี่ยนหน้ากากและเสียงกริ่งเรียกโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ไม่มีเหตุผลประการใดที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องปิดล็อกประตูห้องที่เกิดเหตุไว้ การครอบครองเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่มีโทษสูงซึ่งผู้กระทำผิดย่อมกระทำอย่างลับๆ เพื่อปกปิดไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ถ้าจำเลยที่ 1 มิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดก็ไม่มีเหตุให้ผู้กระทำผิดยอมให้จำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นอยู่ในห้องที่เกิดเหตุด้วย พยานจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ที่ยืนยันว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนอยู่ในห้องที่เกิดเหตุ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การครอบครองเมทแอมเฟตามีนต้องมีเจตนายึดถือเพื่อตน เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 3 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองนั้น เห็นว่า การครอบครองโดยมีเจตนายึดถือเพื่อตนตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง เป็นเรื่องการได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่การมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษนั้นเป็นเรื่องความรับผิดทางอาญา คำว่ามีไว้ในครอบครองนั้นพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติให้มีความหมายพิเศษ จึงต้องถือว่ามีความหมายทั่วไปว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนคือการมีเมทแอมเฟตามีนนั้นอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 รู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษเท่านั้น สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 1 ร่วมแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลาง แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ก็ถือได้แล้วว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.25 กรัม ไว้ในครอบครอง ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่หลอดพลาสติกเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงโทษฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งมาตรา 65 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดผลิตนำเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 15 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาทแล้วเห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดโทษในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามความร้ายแรงของอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยการผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ว่าด้วยการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพเปลี่ยนรูป หรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะเกิดอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงเพราะเป็นการเพิ่มความรุนแรงของยาเสพติดให้โทษ หรือเป็นการทำให้ยาเสพติดให้โทษนั้นแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้นกฎหมายจึงต้องกำหนดโทษสูง เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายเป็นเช่นนี้ คำว่า การแบ่งบรรจุหรือการรวมบรรจุในมาตรา 4 ดังกล่าวจึงต้องหมายถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรงทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูปหรือสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าเป็นการบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่หลอดพลาสติกซึ่งเป็นเพียงวัตถุห่อหุ้มโดยไม่ได้มีการกระทำใดแก่สภาพของเมทแอมเฟตามีนนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตามบทกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น และเหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), มาตรา 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 300,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 12 ปี และปรับคนละ 450,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 8 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท ให้นำโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 280/2545 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 3 เดือน และปรับ 300,000 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับคนละไม่เกิน 1 ปี ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยทั้งสามในความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 65 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายอนุศักดิ์หรือบอย อาจดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6786/2551
#413186
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกันยังเป็นที่สงสัยฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดฐานร่วมกันรับของโจร จึงเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีใหม่ และจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9452/2545 ของศาลชั้นต้น ต่อมาศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9452/2545 ว่าจำเลยที่ 3 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสามไป หรือจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อรับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งอะลูมิเนียมกลม 3 ขด ของกลางไว้จากคนร้าย โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ เหตุเกิดที่ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ, 357 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 115,754 บาท

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 83 (ที่ถูก มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83) จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายร่วมกันลักหลอดต่อสายไม่รับแรงดึงขนาดต่าง ๆ เป็นเงินทั้งสิ้น 127,004 บาท ของบริษัทเทด้า จำกัด ผู้เสียหายไป โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ ต่อมาร้อยตำรวจโทบุญส่งเจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธรอำเภอพุทธมณฑลยึดลวดอะลูมิเนียม 3 ขด ราคา 11,250 บาท ของผู้เสียหายได้จากนายวิทยาผู้รับซื้อของเก่า โดยจำเลยที่ 3 ร่วมกันจำหน่ายขดลวดอะลูมิเนียม ของกลางให้นายวิทยาโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่สุดแล้ว...

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ เห็นว่า คดีเกี่ยวกับความผิดฐานรับของโจทก์นั้น ข้อสำคัญโจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ช่วยจำหน่าย โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด จะอาศัยเพียงพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผลัดเปลี่ยนกันไปกับนายสุรศักดิ์ในขณะที่นายสุรศักดิ์นำขดลวดอะลูมิเนียมไปจำหน่ายให้แก่นายวิทยาแล้วคาดคะเนเอาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ช่วยนายสุรศักดิ์จำหน่ายขดลวดอะลูมิเนียมของกลางโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดไม่ได้ แม้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเมื่อแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพก็ตาม แต่คำรับดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า และเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่าร่วมกันรับของโจรจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันรับของโจร โดยอ้างว่าที่รับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์เพราะเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายและขู่เข็ญว่าหากไม่รับสารภาพจะทำร้ายร่างกายอีก คำให้การรับสารภาพดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ พยานหลักฐานของโจทก์ยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ช่วยจำหน่ายขดลวดอะลูมิเนียมของกลางโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกันยังเป็นที่สงสัยฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดฐานร่วมกันรับของโจร จึงเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสามความผิดฐานรับของโจรเสียด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายเบิก บือสันเที๊ยะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — ม.ล.นารีธรรม ศรีธวัช
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6770/2551
#495870
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยก่อสร้างเขื่อนเรียงหินล่วงล้ำเข้าไปในทะเลภายในน่านน้ำไทยตั้งแต่ปี 2546 เจ้าท่ามีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนเขื่อนเรียงหินออกจากทะเลให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 30 วัน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 118 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 เมื่อครบกำหนดจำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง การกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวและเป็นความผิดต่อเนื่องจนถึงวันฟ้อง จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนมกราคม 2547 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 7 เมษายน 2547 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยก่อสร้างเขื่อนเรียงหินรุกล้ำลงไปในทะเล หาดบ้านบางน้ำจืดอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันหรือทะเลภายในน่านน้ำไทย มีเนื้อที่ 132 ตารางเมตร โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117, 118

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 (ที่ถูก 117 วรรคหนึ่ง), 118 ปรับ 66,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับ 44,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิงแวดล้อมวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า บ้านจำเลยปลูกอยู่บริเวณหาดบ้านบางน้ำจืด ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยได้ก่อสร้างเขื่อนเรียงหินลักษณะเป็นรูปตัวยูคว่ำล้อมบ้านจำเลยเพื่อเป็นเครื่องกำบังคลื่นในหน้ามรสุม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนายสมเกียรติ เจ้าหน้าที่บริหารงานขนส่งทางน้ำที่ 4 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพยานเบิกความได้ความว่า พยานมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยรับผิดชอบในเขตพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 พยานได้รับหนังสือร้องเรียนตามเอกสาร จ.1 ว่าจำเลยปลูกสร้างเขื่อนกั้นน้ำล่วงล้ำลงไปในทะเลจึงได้ไปตรวจสอบพบว่ามีการปลูกสร้างเขื่อนเรียงหินกั้นน้ำล่วงล้ำเข้าไปในทะเลเป็นความกว้าง 24 เมตร ยาว 26 เมตร รวมเนื้อที่ 624 ตารางเมตร ลักษณะเขื่อนเป็นรูปตัวยูคว่ำกำบังบ้านไว้ บริเวณดังกล่าวตามปกติมีน้ำท่วมถึงซึ่งเป็นเนื้อที่ทะเล สอบถามชาวบ้านแล้วทราบว่าเขื่อนดังกล่าวเป็นของจำเลย บริเวณเขื่อนระบุวันก่อสร้างไว้ช่วงปลายปี 2546 พยานจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ วันที่ 10 มิถุนายน 2547 สำนักงานการขนส่งทางน้ำที่ 4 สาขาสุราษฎร์ธานีมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ. 2 แจ้งให้จำเลยรื้อถอนเขื่อนเรียงหินดังกล่าว นายชุมพล เป็นผู้รับหนังสือไว้แทนแต่จำเลยไม่ได้ดำเนินการรื้อถอน พยานจึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบและแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย พันตำรวจโทธวัชชัย พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุปรากฎว่ามีเขื่อนเรียงหินถาวรอยู่บริเวณด้านหลังบ้านจำเลย ซึ่งอยู่ติดทะเลส่วนหน้าบ้านจำเลยเป็นถนนสาธารณะพยานได้ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและถ่ายรูปไว้ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.7 ภาพถ่ายหมาย จ.6 เห็นว่า ได้ความจากนายสมเกียรติพยานโจทก์ว่า บริเวณบ้านที่จำเลยปลูกอยู่นั้นปกติมีน้ำทะเลท่วมถึงซึ่งเป็นพื้นที่ทะเล พันตำรวจโทธวัชชัยซึ่งเป็นผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุก็ยืนยันว่า หลังบ้านจำเลยอยู่ติดทะเลและได้แจ้งให้จำเลยไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อทำการตรวจสอบรังวัดที่เกิดเหตุปรากฏว่าได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวไม่มีเอกสารสิทธิ์จึงไม่สามารถตรวจสอบได้ จำเลยเบิกความว่า บริเวณที่ดินของจำเลยไม่จำต้องออกเอกสารสิทธิ์เนื่องจากเป็นที่หัวสวนซึ่งเจือสมกับพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอยู่ไม่มีเอกสารสิทธิ์และจากคำเบิกความของนายสมเกียรติและพันตำรวจโทธวัชชัยประกอบบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุกับแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตและภาพถ่ายตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.7 เมื่อฟังประกอบกันแล้วเห็นได้ชัดว่าที่ดินของจำเลยดังกล่าวเป็นที่ดินที่อยู่ติดทะเลและเป็นบริเวณที่มีน้ำทะเลท่วมถึง บริเวณดังกล่าวจึงถือว่าเป็นทะเลภายในน่านน้ำไทยหรือชายหาดของทะเล เมื่อปรากฎว่าปี 2546 จำเลยได้ทำการก่อสร้างเขื่อนเรียงหินล้อมบ้านจำเลยไว้เป็นรูปตัวยูคว่ำดังกล่าวจึงเป็นการปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำเข้าไปในทะเลภายในน่านน้ำไทยหรือชายหาดของทะเล จำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าแนวเขื่อนดังกล่าวมีมาแต่เดิมตั้งแต่บิดาจำเลยปลูกบ้าน ที่ดินของจำเลยไม่มีเอกสารสิทธิ์เพราะเป็นที่หัวสวนและบริเวณที่ทำเขื่อนเรียงหินไม่ปรากฎแนวเขตของกรมเจ้าท่าเป็นทำนองว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า แม้จะได้รับความตามที่จำเลยกล่าวอ้างก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิก่อสร้างเขื่อนเรียงหินล่วงล้ำลงไปในทะเลหรือชายหาดของทะเลได้แต่อย่างใด ส่วนข้อที่จำเลยกล่าวอ้างมาในคำแก้ฎีกาว่า คดีขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า จำเลยก่อสร้างเขื่อนเรียงหินล่วงล้ำเข้าไปในทะเลภายในน่านน้ำไทยตั้งแต่ปี 2546 เจ้าท่ามีคำสั่งเป็นหนังสือตามเอกสารหมาย จ.2 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2547 ให้จำเลยรื้อถอนเขื่อนเรียงหินออกจากทะเลให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 30 วัน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 118 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 เมื่อครบกำหนดจำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง การกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวและเป็นความผิดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม. 117 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นางถัด ศรีสุขใส
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สบโชค สุขารมณ์
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6757/2551
#498027
เปิดฉบับเต็ม

เดิมเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5638 ขุดลำรางพิพาทผ่านที่ดินเพื่อนำน้ำจากคลองสาธารณประโยชน์มาใช้ในที่ดินมาประมาณ 40 ปี ต่อมาที่ดินตกเป็นของโจทก์กับจำเลยและบุคคลอื่นอีกหลายคนเป็นเจ้าของรวมกัน กับได้แบ่งแยกที่ดินเป็นของเจ้าของแต่ละคนลำรางจึงถูกแบ่งออกเป็นส่วนตามที่ดินที่ถูกแบ่งแยก เมื่อเจ้าของรวมในที่ดินมิได้มีข้อตกลงหรือจดทะเบียนให้ลำรางดังกล่าวเป็นลำรางที่ตกอยู่ในภาระจำยอมขณะมีการแบ่งแยกโฉนด จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ลำรางส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะถมดินกลบลำรางพิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336

เมื่อลำรางพิพาทมิได้ตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์การที่โจทก์ขอให้จำเลยเปิดลำรางพิพาทย่อมเป็นประโยชน์แก่โจทก์ฝ่ายเดียวโดยจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินลำรางพิพาทเป็นฝ่ายเสียประโยชน์จากการใช้ที่ดินของตน การที่จำเลยถมดินกลบลำรางพิพาทจึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยเปิดลำรางตามฟ้อง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์จัดการเปิดลำรางโดยจำเลยเสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินของจำเลยสำหรับลำรางดังกล่าว กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถทำนาข้าวและนาผักบุ้งปีละ 60,000 บาท จนกว่าจำเลยจะเปิดลำรางตามฟ้อง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดลำรางพิพาทตามรูปแผนที่ท้ายฟ้อง โดยจำเลยเสียค่าใช้จ่ายเอง หากไม่ดำเนินการให้โจทก์จัดหาบุคคลอื่นดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมด และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 ธันวาคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ว่า หากจำเลยไม่เปิดลำรางพิพาทให้โจทก์จัดหาบุคคลอื่นเป็นผู้ขุดลำรางพิพาทโดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 4,150 บาท ให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 5638 ตำบลบางคูรัด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ประมาณ 193 ไร่ 2 งาน 75 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 มีโจทก์กับจำเลยและบุคคลอื่นอีกหลายคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2540 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินแปลงดังกล่าว ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2959/2538 ของศาลชั้นต้น วันที่ 22 สิงหาคม 2543 เจ้าพนักงานที่ดินได้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมโดยออกโฉนดที่ดินเลขที่ 133926 เลขที่ดิน 9294 ให้แก่โจทก์ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 และออกโฉนดที่ดินเลขที่ 133927 เลขที่ดิน 9295 ให้แก่โจทก์กับพวกรวม 4 คน ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 5638 มีลำรางที่ขุดขึ้นเพื่อส่งน้ำจากคลองสาธารณประโยชน์จากทางด้านทิศเหนือมาทางทิศใต้ โจทก์กับจำเลยและผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวสามารถใช้ประโยชน์จากน้ำในลำรางที่ผ่านที่ดินที่ตนครอบครองอยู่หลังจากแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ 2 แปลง ทำให้ลำรางส่งน้ำบางส่วนอยู่ในที่ดินของจำเลยและบางส่วนอยู่ในที่ดินของโจทก์ โดยน้ำจากคลองสาธารณประโยชน์จะต้องผ่านลำรางในที่ดินของจำเลยก่อนจึงจะมาถึงลำรางในที่ดินของโจทก์วันที่ 17 สิงหาคม 2542 จำเลยได้ถมดินกลบลำรางส่งน้ำในที่ดินของจำเลย ซึ่งเป็นลำรางพิพาทระยะทางยาวประมาณ 45 เมตร ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 (เอกสารหมาย จ.5) ทำให้น้ำจากคลองสาธารณประโยชน์ไม่สามารถไหลผ่านเข้าไปถึงลำรางในที่ดินของโจทก์ได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยมีสิทธิถมดินกลบลำรางพิพาทหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ นางบุญยังและนายวันเพ็ญเป็นพยานเบิกความได้ความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5638 ตามเอกสารหมาย จ.1 เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมได้ขุดลำรางตัดผ่านเพื่อนำน้ำจากคลองสาธารณประโยชน์มาใช้ตามแผนที่สังเขปที่ดินโฉนดเลขที่ 5638 เอกสารหมาย จ.2 ลำรางส่งน้ำนี้มีมานานประมาณ 40 ปีแล้ว โจทก์กับจำเลยและบุคคลอื่นอีกหลายคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ใช้น้ำจากลำรางดังกล่าวโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านต่อมานายชมได้ฟ้องเจ้าของรวมให้แบ่งแยกเขตที่ดิน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามสำนวนคดีเอกสารหมาย จ.8 วันที่ 17 สิงหาคม 2542 จำเลยได้ถมดินกลบลำรางพิพาทในที่ดินของจำเลยทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้น้ำจากลำรางเพื่อทำนา ปลูกผักบุ้ง และเลี้ยงปลาได้ ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยนายสำรวมและนางวรรณาซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 5638 ด้วย เป็นพยานเบิกความได้ความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5638 เดิมมีผู้ครอบครองเป็นเจ้าของประมาณสิบกว่าคนซึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน ต่อมามีการฟ้องร้องแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ ศาลตัดสินให้แบ่งที่ดินตามสัดส่วนที่ครอบครอง หลังจากแบ่งแยกกันแล้ว ที่ดินทิศเหนือเป็นของนางบุญยัง ที่ดินของจำเลยอยู่ตรงกลางและทิศใต้เป็นที่ดินของโจทก์น้ำจากคลองนายบาง (คลองสาธารณประโยชน์) ต้นทางของลำรางอยู่ในที่ดินของนางบุญยัง ลงมายังที่ดินของจำเลยจึงมาสู่ที่ดินของโจทก์ นางบุญยังไม่ยอมให้จำเลยใช้น้ำ จำเลยจึงต้องขุดลำรางขึ้นมาใหม่ตามภาพถ่ายหมาย ล.2 ลำรางที่ขุดขึ้นใหม่อ้อมไปถึงที่ดินของโจทก์หากสูบน้ำมาจากคลองนายบางโจทก์ก็สามารถใช้น้ำได้ด้วย จำเลยถมดินกลบลำรางเดิมโดยต้องการให้ที่ดินของจำเลยเป็นผืนเดียวกันเพราะเดิมรถเกี่ยวข้าวต้องข้ามลำรางเดิมทำให้ไปมาไม่สะดวก จำเลยไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ เห็นว่า ลำรางที่ผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 5638 เดิมเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวได้ขุดขึ้นเมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว เพื่อนำน้ำจากคลองสาธารณประโยชน์มาใช้ในที่ดิน ดังนั้น ลำรางดังกล่าวจึงเป็นลำรางส่วนบุคคลมิใช่ลำรางสาธารณประโยชน์ ต่อมาที่ดินได้ตกมาเป็นของโจทก์กับจำเลยและบุคคลอื่นอีกหลายคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกัน เมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 2 ลำรางจึงถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วนตามที่ดินที่ถูกแบ่งแยก เมื่อเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 5638 มิได้มีข้อตกลงหรือจดทะเบียนให้ลำรางดังกล่าวเป็นลำรางที่ตกอยู่ในภาระจำยอมในขณะที่มีการแบ่งแยกโฉนด ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ลำรางส่วนที่อยู่ในที่ดินของตนเมื่อเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำจากลำรางพิพาทเพราะได้ขุดลำรางขึ้นใหม่แล้ว ทั้งลำรางพิพาทยังทำให้ที่ดินของจำเลยถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน ทำให้รถไถนาผ่านไปมาไม่สะดวก จำเลยย่อมมีสิทธิที่ถมดินกลบลำรางพิพาทได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า โจทก์สามารถใช้น้ำจากลำรางที่จำเลยขุดขึ้นใหม่ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า จำเลยเคยเสนอให้โจทก์ซื้อที่ดินของจำเลยที่ลำรางใหม่ผ่าน โจทก์ไม่มีเงินจึงไม่ตกลง เห็นได้ว่า เมื่อลำรางพิพาทมิได้ตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ การที่โจทก์ขอให้จำเลยเปิดลำรางพิพาทย่อมเป็นประโยชน์แก่โจทก์ฝ่ายเดียวโดยจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินลำรางพิพาทเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ในการใช้ที่ดินของตน จำเลยเคยเสนอให้โจทก์ซื้อที่ดินของจำเลยที่ลำรางใหม่ผ่านแต่โจทก์กลับไม่ตกลงซึ่งหากโจทก์เห็นว่าจำเลยเรียกค่าทดแทนเกินสมควรโจทก์ย่อมใช้สิทธิดำเนินการแก่จำเลยตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1352 ได้ แต่โจทก์กลับอ้างเพียงว่าไม่มีเงิน ดังนั้น การที่จำเลยถมดินกลบลำรางพิพาท จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่โจทก์อันจะถือว่าเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1336 ม. 1387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญธรรม เพ็ชร์ล้วน
จำเลย — นายอนันต์ พรมเอี่ยม
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6754/2551
#412550
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 83/10 (1) บัญญัติให้กรมศุลกากรโจทก์ที่ 1 เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่นำเข้าเพื่อกรมสรรพากรโจทก์ที่ 2 และมาตรา 4 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินได้ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง แต่งตั้งให้ข้าราชการในสังกัดโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานประเมินในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออก ตามประกาศลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 ส. ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม

กะปิที่จำเลยที่ 1 นำเข้าไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า จึงไม่ใช่กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่คำนวณจำนวนอากรผิด สิทธิเรียกร้องเงินอากรขาเข้าของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้มีอายุความ 2 ปี ในกรณีคำนวณจำนวนเงินอากรผิด แต่มีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากรจำนวน 26,799,055 บาท พร้อมเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละใบขนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินอากรขาเข้า อากรพิเศษ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงิน 23,260,510 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้ชำระเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,384 บาท ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 5801 0042 0699 ของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,384 บาท ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 5801 0042 0809 ของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,611 บาท ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 5801 0042 0956 และของต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,338 บาท ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ 5801 0082 1394 นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มดังกล่าวเมื่อรวมกับเงินเพิ่มที่คำนวณถึงวันฟ้องแล้ว มิให้เกินกว่าต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยทั้งสอง มีว่าเจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 มีอำนาจประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 83/10 (1) บัญญัติให้กรมศุลกากรโจทก์ที่ 1 เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่นำเข้าเพื่อกรมสรรพากรโจทก์ที่ 2 และมาตรา 4 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินได้ ทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งได้ความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศแต่งตั้งให้ข้าราชการในสังกัดโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานประเมินในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกตามประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 24) เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 เอกสารหมาย จ.28 เมื่อนายสมบัติ นายด่านศุลกากรสะเดา เป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ที่ 1 นายสมบัติจึงมีอำนาจประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้อง

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยทั้งสองมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใดๆ นั้น ให้มีอายุความสิบปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดให้มีอายุความสองปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก" กะปิที่จำเลยที่ 1 นำเข้าไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า จึงไม่ใช่กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่คำนวณจำนวนอากรผิด สิทธิเรียกร้องเงินอากรขาเข้าของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้มีอายุความ 2 ปี แต่มีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่นำของเข้า เมื่อนับจากวันที่จำเลยที่ 1 นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้า 752 ฉบับ จนถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปีฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินค่าภาษีอากรให้โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มชอบด้วยกฎหมาย และฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทั้งสองตามจำนวนที่ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยไว้ อุทธรณ์ทุกข้อของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 4 ม. 83/10 (1)
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีภูมิเทรดดิ้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6753/2551
#494320
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น... ก็เพื่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่รับโอนสิทธิเรียกร้องมาสามารถบังคับคดีในคดีแพ่งในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้เท่านั้น ส่วนการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย เมื่อโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้ว โจทก์ย่อมใช้สิทธิต่างๆ ที่เจ้าหนี้เดิมมีอยู่ได้ หาจำต้องยื่นคำร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก่อนแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยไม่ยื่นให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ได้รับโอนสินทรัพย์ในคดีนี้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และได้มีการทำสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ผู้โอน และบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้รับโอนแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวย่อมสมบูรณ์ และเมื่อโจทก์ได้รับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยในคดีนี้ด้วย ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่ง โจทก์จึงไม่อาจนำมูลหนี้ในคดีแพ่งนั้นมาฟ้องเป็นคดีล้มละลายได้ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 (เดิม) ซึ่งบัญญัติว่า ในการโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว...ได้ และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น ในการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็เพื่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่รับโอนสิทธิเรียกร้องมานั้นสามารถบังคับคดีในคดีแพ่งในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้เท่านั้น ส่วนการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย เมื่อโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้ว โจทก์ย่อมใช้สิทธิต่างๆ ที่เจ้าหนี้เดิมมีอยู่ได้ กรณีหาจำต้องยื่นคำร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก่อนดังที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยมาแต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น...

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
นางลาวัณย์หรือวิภารัตน์ กาญจนสรวง
จำเลย — หรือเอกพัชรวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายเลิศชาย สุวพงษ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6738/2551
#418109
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 237 บัญญัติว่า ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผู้ถูกจับจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับ โดยไม่ชักช้า และตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น บัญญัติว่า พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับนั้นไม่ได้ เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบว่าบุคคลนั้นกำลังพยายามกระทำความผิดหรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิด โดยมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี (4) เมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 237 การที่จำเลยเข้าหาพนักงานสอบสวนและมีการแจ้งข้อหาให้ทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ยังถือไม่ได้ว่า จำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับ หรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฎิเสธ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 จำเลยเข้าพบพนักงานสอบสวนและถูกแจ้งข้อหาในวันดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นวันที่จำเลยถูกควบคุมตัว โจทก์นำจำเลยมาฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 เกินกำหนดระยะเวลาที่ต้องขอผัดฟ้องและฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกคำพิพากษาศาสชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาในข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 วรรคแรก บัญญัติว่า "ในการสอบสวนคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ เมื่อมีการจับตัวผู้ต้องหาแล้ว ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ แต่มิให้นับเวลาเดินทางตามปกติที่นำตัวส่งผู้ต้องหาจากที่จับมายังที่ทำการของพนักงานสอบสวน จากที่ทำการของพนักงานสอบสวนและหรือจากที่ทำการพนักงานอัยการมาศาลเข้าในกำหนดสี่สิบแปดชั่วโมงนั้นด้วย" มาตรา 7 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่เกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลให้ทันภายในกำหนดเวลาดังกล่าวในวรรคแรก ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณียื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปอีกคราวละไม่เกินหกวัน ..." และมาตรา 9 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 7 เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมอัยการ" ซึ่งหมายความว่าพนักงานอัยการต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลแขวงภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ หากฟ้องไม่ทันกำหนดดังกล่าวต้องยื่นคำร้องต่อศาลขอผัดฟ้อง หรือขออนุญาตฟ้องจากอัยการสูงสุด ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น บัญญัติว่า "ในคดีอาญา การจับและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยผู้ถูกจับจะต้องได้รับการแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดแห่งการจับโดยไม่ชักช้า" และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติว่า "พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับนั้นไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังบัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลนั้นกำลังพยายามกระทำความผิด หรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิด โดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี (4) เมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด และแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว ..." ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 237 การที่จำเลยเข้าหาพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 และมีการแจ้งข้อหาให้ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่คดีนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาล และไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับ หรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 237
ป.วิ.อ. ม. 78 (เดิม) ม. 80 ม. 134 (เดิม)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงขอนแก่น
จำเลย — นางหนูกาบหรือแก้ว วงษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายสวัสดิ์วงศ์ กุลโมรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายรังสรรค์ กุลาเลิศ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6671/2551
#418865
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย ทายาทของ ส. ตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินของ ส. ว่า บุคคลใดได้รับยกให้ที่ดินแปลงใดก่อน ส. ถึงแก่ความตาย และทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนั้นก็ให้ตกเป็นของบุคคลนั้น จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ ส. ถึงแก่ความตายแต่ผู้เดียว กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามจะเรียกร้องเอาส่วนแบ่งให้ผิดไปจากที่ได้แบ่งปันกันไปแล้วอีกไม่ได้ แม้ภายหลังจำเลยไปยื่นขอจัดการมรดกก็ไม่ทำให้ที่ดินพิพาทกลับกลายเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกันระหว่างทายาท เพราะจำเลยประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาทเท่านั้น มิใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาทแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 นายบุญจันทร์ บิดาของโจทก์ที่ 3 และจำเลย เป็นบุตรของนายวันและนางสี ภายหลังนายวันและนางสีถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางสีตามคำสั่งศาล เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกยักยอกที่ดินโฉนดเลขที่ 26398 และ 26920 ตำบลคำเนียม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ รวม 2 แปลง อันเป็นทรัพย์มรดกที่จะตกทอดแก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 บุตร กับโจทก์ที่ 3 ในฐานะผู้รับมรดกแทนที่นายบุญจันทร์และทายาทไปเป็นของจำเลยเอง โดยจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยเพียงผู้เดียว มิได้จัดแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่ทายาทตามหน้าที่ของจำเลยตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายสงวนศักดิ์ บุตรของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบด้วยมาตรา 354 จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท พิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ของโจทก์ทั้งสามและจำเลยต่างก็เป็นญาติใกล้ชิดกัน อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า นายวันและนางสี อยู่กินเป็นสามีภริยามีบุตรด้วยกัน 6 คน คือนายบุญจันทร์ (บิดาของโจทก์ที่ 3) นายอ่อนสี โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 จำเลย และนางสาวสุปรียากรหรือทองแดง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2534 นางสีถึงแก่ความตาย ก่อนนางสีถึงแก่ความตาย นางสีมีที่ดิน 7 แปลง เป็นที่ดินมีเอกสารสิทธิจำนวน 2 แปลง คือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26398 เอกสารหมาย จ.3 เนื้อที่ 2 งาน 90 ตารางวา เป็นที่ปลูกบ้านอยู่อาศัย และที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 26920 เอกสารหมาย จ.4 เนื้อที่ 43 ไร่ 36 ตารางวา เป็นที่ดินทำนา กับที่ดินไม่มีเอกสารแสดงสิทธิอีก 5 แปลง โดยเป็นที่นา 3 แปลง และที่สวน 2 แปลง นางสีแบ่งที่ดินทั้ง 7 แปลง ให้บุตรทุกคน โดยที่ดินมีโฉนดทั้งสองแปลงซึ่งพิพาทกันในคดีนี้ยกให้จำเลยและนางสาวสุปรียากรคนละกึ่งหนึ่ง เนื่องจากจำเลยอยู่อาศัยกับนางสีและเป็นผู้เลี้ยงดูนางสี ส่วนนางสาวสุปรียากรเป็นบุตรสาวคนเล็ก สำหรับบุตรอีก 4 คน คือโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 นายบุญจันทร์และนายอ่อนสีต่างได้รับที่ดินที่ไม่มีเอกสารแสดงสิทธิคนละ 1 แปลง เมื่อได้รับการยกให้ต่างก็เข้าครอบครองและทำกินในที่ดิน ยกเว้นนางสาวสุปรียากรเนื่องจากไปบวชเป็นซิสเตอร์ในศาสนาคริสต์ และนายอ่อนสีขายที่ดินให้แก่จำเลย เมื่อนางสีถึงแก่ความตายจำเลยยังคงครอบครองทำกินและอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ประมาณ 8 ปี จำเลยประสงค์จะเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 จึงยื่นคำร้องขอจัดการมรดกต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2542 ปรากฏตามสำเนาคำร้องขอเอกสารหมาย จ.9 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2542 ปรากฏตามสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นเอกสารหมาย จ.5 จำเลยจัดการโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแล้วโอนให้แก่จำเลยในฐานะทายาทเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 และหากนางสาวสุปรียากรต้องการที่ดินก็จะดำเนินการโอนให้กึ่งหนึ่ง โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ขอแบ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1749/2543 ของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เป็นพยานเบิกความในคดีแพ่งดังกล่าวด้วย ปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เอกสารหมาย ล.1 ล.2 และ ล.7 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ทั้งสามมีพยานคือ โจทก์ทั้งสามเบิกความแต่เพียงว่า เมื่อนางสีตายมีที่ดินพิพาท 2 แปลง เป็นทรัพย์มรดก จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกแล้วไม่ได้แบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทของนางสีและโจทก์ที่ 3 ผู้รับมรดกแทนที่นายบุญจันทร์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของนางสี โดยมิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยกระทำผิดหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด แม้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 จะเบิกความในคดีแพ่งว่าไม่มีข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของนางสีก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความยืนยันว่า หลังจากนางสีถึงแก่ความตายมีการทำบุญหามารดา พี่น้องทุกคนตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินว่า บุคคลใดทำประโยชน์ที่ดินแปลงใดก็เป็นของบุคคลนั้นไป หลังจากนั้นจำเลยเป็นผู้ทำประโยชน์ไม่มีบุคคลใดมาเกี่ยวข้อง โดยจำเลยมีนางสาวสุปรียากรและนายอ่อนสีมาเบิกความสนับสนุน นายอ่อนสีเป็นทายาทคนหนึ่งของนางสี หากไม่มีการตกลงดังที่จำเลยกล่าวอ้างนายอ่อนสีย่อมได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง การที่นายอ่อนสีมาเบิกความว่ามีข้อตกลงแบ่งที่ดินจึงเป็นการเบิกความที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองย่อมมีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้จำเลยยังเบิกความว่า หากนางสาวสุปรียากรกลับมาและขอรับที่ดินพิพาทส่วนของตน จำเลยก็จะโอนให้ จึงเป็นข้อสนับสนุนว่ามีข้อตกลงดังกล่าว ทั้งข้อเท็จจริงฟังได้ว่าก่อนที่นางสีจะถึงแก่ความตาย นางสีมีที่ดิน 7 แปลง นางสีแบ่งที่ดินให้บุตรทุกคนโดยยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยและนางสาวสุปรียากรและจำเลยอยู่อาศัยกับนางสีเป็นผู้เลี้ยงดูนางสี ทั้งครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยบุตรคนอื่นของนางสีไม่เคยเข้ายุ่งเกี่ยว ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนให้เห็นว่า มีข้อตกลงดังที่จำเลยนำสืบจริง พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบจึงมีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เมื่อนางสีถึงแก่ความตาย ทายาทของนางสีตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินของนางสีว่าบุคคลใดได้รับยกให้ที่ดินแปลงใดก่อนนางสีถึงแก่ความตาย และทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนั้นก็ให้ตกเป็นของบุคคลนั้น และจำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตั้งแต่นางสีถึงแก่ความตายแต่ผู้เดียว ดังนี้กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท" โจทก์ทั้งสามจะเรียกร้องเอาส่วนแบ่งให้ผิดไปจากที่ได้แบ่งปันกันไปแล้วอีกหาได้ไม่ แม้ภายหลังจำเลยไปยื่นขอจัดการมรดกก็หาทำให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกลับกลายเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกันระหว่างทายาทไม่ เพราะจำเลยประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาทั้งสองแปลงเท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งสิ้นสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.พ.พ. ม. 1750
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคำมี พันธ์วิไล กับพวก
จำเลย — นางทองคำ พันธ์วิไล
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6668/2551
#554441
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกรีดกระโปรงนักเรียนของผู้เสียหาย แล้วใช้ลำตัวของจำเลยเบียดที่ลำตัวด้านหลังของผู้เสียหายพร้อมกับใช้อวัยวะเพศของจำเลยดันที่บริเวณก้นของผู้เสียหายขณะอยู่บนรถไฟฟ้าต่อหน้าผู้โดยสารจำนวนมาก ภายหลังจากนั้นจำเลยใช้มือชักอวัยวะเพศของจำเลยเข้าออกเพื่อสำเร็จความใคร่ของตนบนสถานีรถไฟฟ้า จำเลยกระทำการดังกล่าวก็เพื่อกระทำอนาจารผู้เสียหายและกระทำการลามกอันควรขายหน้าต่อธารกำนัล การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน โดยมีเจตนาเพื่อกระทำอนาจารผู้เสียหายและเป็นผลมาจากการกระทำอนาจาร ลักษณะของเจตนาในการกระทำผิดเป็นอันเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวมิใช่หลายกรรม แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกเป็นข้อ ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันและจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นหลายกรรมต่างกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 278, 281, 358, 388, 397 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 358, 388, 397 (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 281 ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีต่อหน้าธารกำนัล อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3367/2545 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และความปรากฏแก่ศาลชั้นต้นตามคำแถลงของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดและศาลรอการลงโทษไว้ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2364/2547 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ จึงให้บวกโทษจำคุก 30 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้ด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคหนึ่ง เป็นจำคุก 38 เดือน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่งลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับเป็นเงิน 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลอาญากรุงเทพใต้กำหนดไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2364/2547 โดยเคร่งครัด ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3367/2545 ของศาลประจวบคีรีขันธ์มาบวกกับโทษในคดีนี้ และไม่บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2364/2547 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ เข้ากับคดีนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกรีดกระโปรงนักเรียนของนางสาวชฎาทิพย์ ผู้เสียหาย แล้วใช้ลำตัวของจำเลยเบียดที่ลำตัวด้านหลังของผู้เสียหายพร้อมกับใช้อวัยวะเพศของจำเลยดันที่บริเวณก้นของผู้เสียหายขณะอยู่บนรถไฟฟ้าต่อหน้าผู้โดยสารจำนวนมาก ภายหลังจากนั้นจำเลยใช้มือชักอวัยวะเพศของจำเลยเข้าออกเพื่อสำเร็จความใคร่ของตนบนสถานีรถไฟฟ้า จำเลยกระทำการดังกล่าวก็เพื่อกระทำอนาจารผู้เสียหายและกระทำการลามกอันควรขายหน้าต่อธารกำนัล การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงในวาระเดียวกัน โดยมีเจตนาเพื่อกระทำอนาจารผู้เสียหายและเป็นผลมาจากการกระทำอนาจารผู้เสียหาย ลักษณะของเจตนาในการกระทำผิดเป็นอันเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวมิใช่หลายกรรม แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกเป็นข้อ ก. ข้อ ข. และข้อ ค. เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันและจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นหลายกรรมต่างกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า ไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามรายการประวัติของจำเลยเอกสารท้ายฎีกาที่จำเลยมิได้ยื่นคำแก้ฎีกาให้เห็นเป็นอย่างอื่น ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันหลายครั้งประกอบกับตามใบรับรองแพทย์เอกสารท้ายคำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลย แพทย์วินิจฉัยว่า จำเลยมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศและอาการซึมเศร้า การควบคุมตนเองไม่ดี ไม่มีอาการโรคจิต โดยจำเลยเข้ารับการบำบัดตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ แสดงว่าการบำบัดรักษาไม่เป็นผล หากปล่อยให้จำเลยใช้ชีวิตในสังคมโดยไม่ควบคุมตัวจำเลยไว้ระยะหนึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้อื่นและสังคมได้ ที่ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3367/2545 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นจำคุก 8 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 278 ม. 358 ม. 388 ม. 397
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปรินทร์หรือภฤศ สิทธิสาร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6659/2551
#497038
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือมอบอำนาจระบุว่า "...ธนาคาร ธ. โดย ท. กรรมการผู้จัดการใหญ่ได้มอบอำนาจให้ ก. เป็นผู้รับมอบอำนาจที่จะกระทำการแทนในนามธนาคาร ท. เฉพาะในกิจการตามที่กล่าวต่อไปนี้... (2) แจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญา ฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นโจทก์ โจทก์ร่วมหรือจำเลยในคดีอาญา ตลอดจนการถอนคำร้องทุกข์ และรับข้อเสนอให้ประนีประนอม ตกลงยินยอม หรือทำการอย่างอื่นเพื่อให้คดีเสร็จสิ้นไป... (6) ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใดๆ จนกว่าจะถึงที่สุดและให้มีอำนาจทำการในทางจำหน่ายสิทธิด้วย... ธนาคารฯ ขอรับผิดชอบในการกระทำของผู้รับมอบอำนาจอันเกี่ยวกับกิจการตามที่มอบหมายดังกล่าวทุกประการ..." ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ก. มีอำนาจทำการแทนโจทก์ได้หลายประการรวมทั้งได้ระบุให้มีอำนาจที่จะดำเนินการฟ้องคดีและดำเนินคดีอาญาต่อศาลไว้โดยชัดแจ้งโดยไม่จำกัดตัวบุคคลที่จะต้องถูกฟ้อง จึงเป็นการมอบอำนาจทั่วไป รวมถึงมอบอำนาจให้ยื่นฟ้องต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 801 (5) ด้วย ทั้งการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเช่นนี้ไม่จำต้องระบุบุคคลที่ต้องถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นจำเลยหรือผู้ใด ก. จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแทนโจทก์เป็นคดีนี้โดยไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องจำเลยอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2535 จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการส่วนสินเชื่ออุตสาหกรรม 1 ของโจทก์ ทำบันทึกขอเปลี่ยนแปลงวิธีการจดทะเบียนจำนองประกันหนี้สินเชื่อที่โจทก์อนุมัติให้แก่บริษัททิมเบอร์กรุ๊ฟ จำกัด จากจดทะเบียนขึ้นจำนองโฉนดที่ดินเลขที่ 149 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร จำนวน 40,000,000 บาท และจดทะเบียนจำนองหลักทรัพย์ใหม่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี รวม 22 โฉนด จำนวน 15,000,000 บาท เปลี่ยนเป็นจดทะเบียนจำนองลำดับ 2 โฉนดที่ดินเลขที่ 149 อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร จำนวน 55,000,000 บาท และจดทะเบียนจำนองเพิ่มหลักทรัพย์ที่ดิน 22 โฉนด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ทั้งนี้เพื่อประหยัดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน และโจทก์ได้อนุมัติตามที่จำเลยได้บันทึกเสนอดังกล่าว ต่อมาระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2535 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2535 เวลาใดไม่ปรากฏแน่ชัดจำเลยเติมข้อความ "เฉพาะส่วน" ลงในบันทึกดังกล่าวจำนวน 2 แห่ง เป็นจดทะเบียนขึ้นจำนองเฉพาะส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ 149 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 40,000,000 บาท และจดทะเบียนจำนองลำดับที่ 2 เฉพาะส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ 149 อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร จำนวน 55,000,000 บาท จากนั้นจำเลยนำบันทึกดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการสินเชื่อของโจทก์เพื่อไปจดทะเบียนจำนองเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการสินเชื่อของโจทก์หลงเชื่อว่าโจทก์อนุมัติให้จดทะเบียนจำนองโฉนดที่ดินเลขที่ 149 ดังกล่าวเฉพาะส่วนกรรมสิทธิ์ของนายไชยเทพ และนางประทินพร เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการสินเชื่อของโจทก์จึงจดทะเบียนจำนองลำดับ 2 เฉพาะส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 149 อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ทำให้โจทก์เสียหายได้รับหลักประกันลดลงเพราะการจำนองไม่ครอบคลุมที่ดินจำนองดังกล่าวทั้งแปลง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าตามหนังสือมอบอำนาจ ที่โจทก์มอบอำนาจให้นายเกื้อศักดิ์ ฟ้องคดีแทนมิได้ระบุชื่อจำเลยหรือผู้ที่จะต้องถูกฟ้องเป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวระบุว่า "...ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โดยนายทนง กรรมการผู้จัดการใหญ่ได้มอบอำนาจให้นายเกื้อศักดิ์ เป็นผู้รับมอบอำนาจที่จะกระทำการแทนในนามธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เฉพาะในกิจการตามที่จะกล่าวต่อไปนี้... (2) แจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญา ฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นโจทก์ โจทก์ร่วม หรือจำเลยในคดีอาญา ตลอดจนการถอนคำร้องทุกข์และรับข้อเสนอให้ประนีประนอม ตกลงยินยอม หรือทำการอย่างอื่นเพื่อให้คดีเสร็จสิ้นไป... (6) ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใดๆ จนกว่าจะถึงที่สุดและให้มีอำนาจทำการในทางจำหน่ายสิทธิด้วย... ธนาคาร ฯ ขอรับผิดชอบในการกระทำของผู้รับมอบอำนาจอันเกี่ยวกับกิจการตามที่มอบหมายดังกล่าวทุกประการ..." ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจะเห็นได้ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายเกื้อศักดิ์มีอำนาจทำการแทนโจทก์ได้หลายประการรวมทั้งได้ระบุให้มีอำนาจที่จะดำเนินการฟ้องคดีและดำเนินคดีอาญาต่อศาลไว้โดยชัดแจ้งโดยไม่จำกัดตัวบุคคลที่จะต้องถูกฟ้อง การมอบอำนาจดังกล่าวแม้เป็นการมอบอำนาจทั่วไป แต่มีการมอบอำนาจรวมถึงให้ยื่นฟ้องต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 (5) ด้วย ทั้งการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเช่นนี้ไม่จำต้องระบุบุคคลที่ต้องถูกฟ้องไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นจำเลยหรือผู้ใด นายเกื้อศักดิ์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแทนโจทก์เป็นคดีนี้โดยไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจากโจทก์ให้ฟ้องจำเลยอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 801 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวรัญวุฒิ วัฒนอนันต์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2551
#498021
เปิดฉบับเต็ม

หลักเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จำเลยกล่าวอ้างมานั้น เป็นหลักการพิจารณาเกี่ยวกับความรับผิดในทางแพ่งของสัญญาซื้อขายที่ได้มีการกระทำโดยสุจริต ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาความรับผิดในทางอาญาดังเช่นกรณีนี้ เนื่องจากทรัพย์สินของผู้เสียหายที่วางไว้ในร้านของผู้เสียหายเพื่อจำหน่ายแก่ผู้มาซื้อ กรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของผู้เสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเอาไปซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวิธีการนำไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของจำเลย โดยมีเจตนาที่จะไม่ชำระราคาทรัพย์สินนั้น จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตเพื่อได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 371 และริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 371 เป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธมีดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 90 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก ไม่ปรับบทมาตรา 30) ริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานจับกุมตัวจำเลยได้ในร้านค้าเซเว่นอีเลฟเว่น ปากซอยจอมทอง 11/1 แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร พร้อมยึดได้ทรัพย์ตามฟ้อง รวม 22 รายการ ราคารวม 1,015 บาท จากตัวจำเลย ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวเป็นของบริษัทซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด ผู้เสียหาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนางสาววันเพ็ญและนางสาวสนิทเบิกความทำนองเดียวกันว่าพยานโจทก์ทั้งสองเป็นพนักงานของร้านที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2544 เวลาประมาณ 2.30 นาฬิกา ขณะพยานโจทก์ทั้งสองทำงานอยู่ในร้าน โดยยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์เก็บเงิน จำเลยเดินเข้ามาในร้านแล้วเข้าไปหยิบฮอทดอก โดนัท และหมากฝรั่ง แล้วนำสินค้าดังกล่าวมาชำระเงินที่เคาน์เตอร์ จากนั้นจำเลยเดินดูสินค้าอื่น ๆ ภายในร้านต่อพยานโจทก์ทั้งสองเห็นจำเลยหยิบยางลบใส่ลงในกระเป๋ากางเกงด้านข้าง แล้วยังเดินวนเวียนดูสินค้าภายในร้านต่อไป นางสาวสนิทจึงโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจบางมดทราบ ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจมาที่ร้าน พยานโจทก์ทั้งสองบอกเจ้าพนักงานตำรวจให้ทำการตรวจค้นจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจึงให้จำเลยหยิบสินค้าที่ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อ กางเกง และกระเป๋ากางเกงของจำเลยออกมา ปรากฏว่าจำเลยซุกซ่อนสินค้าไว้ทั้งหมดรวม 22 ชิ้น พร้อมหยิบมีดปลายแหลม 1 เล่ม ซึ่งเหน็บอยู่ที่ขอบกางเกงด้านหลังออกมาด้วย เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลย และโจทก์ยังมีจ่าสิบตำรวจตรีพิทักษ์เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลบางมด เบิกความสนับสนุนว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่า มีเหตุลักทรัพย์เกิดขึ้นที่ร้านขายสินค้าเซเว่นอีเลฟเว่น ปากซอยจอมทอง 11/1 พยานจึงเดินทางไปยังร้านดังกล่าว พบจำเลยยืนอยู่หน้าร้านมีพนักงานหญิงของร้าน 2 คน ยืนคุมอยู่พนักงานทั้งสองของร้านได้ชี้ตัวจำเลยแล้วบอกว่าจำเลยพกมีด พยานจึงให้จำเลยเข้าไปในร้านแล้วบอกให้พนักงานทั้งสองทำการตรวจค้น แต่พนักงานดังกล่าวไม่กล้าตรวจค้น พยานจึงบอกให้จำเลยหยิบสิ่งของที่อยู่ในตัวออกมาแสดง จำเลยจึงหยิบเอาทรัพย์ตามบัญชีของกลาง ออกมาพร้อมอาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ลักทรัพย์ผู้อื่นในเวลากลางคืนและพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยให้การรับสารภาพ ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาดังกล่าวเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยซุกซ่อนทรัพย์ซึ่งเป็นสินค้าของร้านผู้เสียหายไว้ในเสื้อ กางเกง และกระเป๋ากางเกงของจำเลย ซึ่งจำเลยนำสืบแก้อ้างว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยนั่งดื่มสุรากับเพื่อนอยู่ที่อาคารคอนโดมิเนียมของจำเลย ต่อมาช่วงเวลาเย็นได้พากันมาดื่มที่ร้านข้างนอกจนถึงเวลาเที่ยงคืนเศษ หลังจากนั้นจำเลยเข้าไปในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่เกิดเหตุเพื่อจะซื้อสินค้า ในการเลือกซื้อสินค้านั้นจำเลยไม่ใช้ตะกร้าของทางร้าน แต่เนื่องจากสินค้าที่เลือกซื้อมีจำนวนหลายรายการ จึงนำไปห่อไว้ในเสื้อขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาในร้านและจะทำการจับกุมนั้น จำเลยยืนอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์เก็บเงินเตรียมที่จะชำระเงิน ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยมีเงินติดตัว 10,000 บาทเศษ และมีเครื่องประดับอาทิเช่น สร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนพลาย และแหวนทองคำ ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจทำการจับกุม จำเลยมีอาการมึนเมาสุราอยู่ เห็นว่า การตรวจค้นได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายที่วางขายในร้านจำนวนถึง 22 รายการ ไม่ใช่อยู่ในวิสัยที่ผู้มาซื้อสินค้าจะนำไปห่อไว้ในเสื้อผ้าที่สวมใส่ ที่จำเลยอ้างว่าก่อนมาที่ร้านของผู้เสียหาย จำเลยดื่มสุรามามากจนมีอาการมึนเมาไม่รู้สำนึกและขาดสติก็เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ เพราะการหยิบทรัพย์สินที่วางขายจำนวนมากและหลากหลายชนิดไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของจำเลยย่อมไม่ใช่อากัปกิริยาของคนขาดสติ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยมีเงินติดตัวอยู่ประมาณ 10,000 บาท พร้อมที่จะชำระค่าสินค้านั้น เห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ซุกซ่อนทรัพย์ซึ่งเป็นสินค้าที่วางขายไว้ในเสื้อผ้าในลักษณะกระจายหลายแห่งย่อมเป็นการปกปิดเพื่อไม่ให้ผู้อื่นเห็นทรัพย์ที่จำเลยเอาไปดังกล่าวและเป็นการกระทำที่ชี้ให้เห็นเจตนาว่าจำเลยประสงค์เอาทรัพย์ดังกล่าวไปโดยทุจริต และที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ เนื่องจากผู้เสียหายนำสินค้าซึ่งเป็นร้านเซเว่นอีเลฟเว่นนำสินค้ามาวางเพื่อจำหน่ายตามชั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของผู้เสียหาย แต่เมื่อจำเลยเลือกและหยิบสินค้าออกมาตามต้องการแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวย่อมโอนมาเป็นของจำเลยทันทีเพราะเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง เห็นว่า หลักเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จำเลยกล่าวอ้างมานั้น เป็นหลักการพิจารณาเกี่ยวกับความรับผิดในทางแพ่งของสัญญาซื้อขายที่ได้มีการกระทำโดยสุจริต ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาความรับผิดในทางอาญาดังเช่นกรณีนี้ เนื่องจากทรัพย์สินของผู้เสียหายที่วางไว้ในร้านของผู้เสียหายเพื่อจำหน่ายแก่ผู้มาซื้อ กรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเป็นของผู้เสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเอาไปซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวิธีการนำไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อผ้าของจำเลยโดยมีเจตนาที่จะไม่ชำระราคาทรัพย์สินนั้น จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตเพื่อได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 195 วรรคสอง ม. 460
ป.อ. ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวกัญตนาหรือกันตนา แซ่ลิ้ม
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6636/2551
#412146
เปิดฉบับเต็ม

ซองกระสุนปืนเป็นอาวุธปืนตามความหมายแห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (1) ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 1 แม้ซองกระสุนปืนของกลางสามารถใช้ร่วมกับอาวุธปืนของกลางที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ก็ตาม หากเป็นซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินกว่า 10 นัด แล้วก็เป็นซองกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 2 (12) จำเลยจึงมีความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง และซองกระสุนปืนของกลางเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด จึงให้ริบตาม ป.อ. มาตรา 32

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบซองกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืน (ซองกระสุนปืน) ที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ริบซองกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับบทความผิดฐานพาอาวุธปืน ฯ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ฐานมีอาวุธปืน ฯ จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน ฯ จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ยกฟ้องข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ไม่ริบซองกระสุนปืนของกลางและให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ซองกระสุนปืนของกลางเป็นชนิดบรรจุกระสุนได้ 13 นัด ซึ่งตามกฎกระทรวงฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ข้อ 1 (4) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2491 กำหนดให้ซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินกว่า 10 นัด เป็นอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตสำหรับให้ทำหรือสั่งหรือนำเข้าเพื่อการค้าหรือเพื่อใช้ส่วนตัว ซองกระสุนปืนของกลางจึงเป็นอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้มีและใช้ได้ตามกฎหมายและเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ส่วนจำเลยยื่นคำแก้ฎีกาว่า ซองกระสุนปืนของกลางออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ และสามารถใช้ร่วมกับอาวุธปืนของกลางได้ย่อมเป็นซองกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้เช่นกันนั้น เห็นว่า กฎกระทรวงฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 1 ระบุว่า ส่วนของอาวุธปืนซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็น "อาวุธปืน" ตามความในมาตรา 4 (1) คือ (4) เครื่องส่งกระสุน ซองกระสุน หรือส่วนประกอบสำคัญของสิ่งเหล่านี้ และข้อ 2 ระบุว่าห้ามมิให้ออกใบอนุญาตสำหรับให้ทำหรือสั่งหรือนำเข้าซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับอาวุธปืนดังต่อไปนี้เพื่อการค้าหรือเพื่อใช้ส่วนตัว คือ (12) ซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินกว่า 10 นัด ดังนั้น ซองกระสุนเป็นของกลางจึงเป็นอาวุธปืนตามความหมายของพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (1) แม้ซองกระสุนปืนของกลางสามารถใช้ร่วมกับอาวุธปืนของกลางที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ก็ตาม หากเป็นซองกระสุนที่สามารถบรรจุกระสุนได้เกินกว่า 10 นัด แล้วก็เป็นซองกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวงดังกล่าวข้อ 2 (12) ข้ออ้างตามคำแก้ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น จำเลยจึงมีความผิดฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง และซองกระสุนปืนของกลางเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดมีไว้เป็นความผิด จึงให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 (1) ม. 55 ม. 78
กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2491) ออกตามความใน พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายพิเชต ประทุมหวล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายกฤติ วีระศักดิ์อำไพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6635/2551
#499465
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 นั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่จำเลยเข้าหาพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2548 และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาลและไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับหรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2548 เวลากลางวัน จำเลยใช้มีดพร้าฟันนายบุญ ผู้เสียหาย ถูกที่บริเวณมือขวา เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2548 เจ้าพนักงานยึดมีดพร้าที่จำเลยใช้กระทำความผิดเป็นของกลาง และจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยแล้วปล่อยตัวไป โดยไม่มีการจับกุมหรือควบคุมตัวจำเลยหรือมีการประกันตัว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 295 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 บัญญัติว่า "พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา 66 (2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ (4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 117" ดังนั้น การจับบุคคลใดจะกระทำมิได้เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้การที่จำเลยเข้าหาพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2548 และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับเพราะยังไม่มีคำสั่งหรือหมายของศาลและไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่ถูกจับจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 7 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ที่โจทก์ต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยถูกจับ หรือต้องผัดฟ้อง หรือได้รับอนุญาตให้ฟ้องคดีจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 78 ม. 134
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงขอนแก่น
จำเลย — นายอุดม แสนอามาตร์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6624/2551
#412380
เปิดฉบับเต็ม

ไม้ที่โจทก์นำเข้าเป็นไม้แปรรูป การที่กรมศุลกากรกำหนดราคาไม้ที่โจทก์นำเข้าเพื่อเรียกเก็บอากรขาเข้าที่ราคา 10,000 บาท ถึง 11,000 บาทต่อลูกบาศก์เมตร โดยอาศัยราคาในท้องตลาดเป็นรายเฉลี่ยสำหรับไม้แปรรูปตามประกาศอธิบดีกรมศุลกากร ซึ่งออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 จึงเป็นการกำหนดราคาไม้แปรรูปที่โจทก์นำเข้าโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์นำไม้แปรรูปดังกล่าวไปขายภายหลังในราคาต่ำกว่าราคาดังกล่าว และพิสูจน์ไม่ได้ว่าราคาที่ต่ำกว่านั้นเป็นราคาตลาดในขณะที่ขาย จึงเป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ราคาไม้แปรรูปที่โจทก์ขาย จึงไม่อาจถือเป็นมูลค่าของฐานภาษีในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/3 (1) ได้ มูลค่าของฐานภาษีในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มต้องถือตามราคาตลาดของไม้แปรรูปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น คือวันที่มีการส่งมอบไม้แปรรูปให้แก่ผู้ซื้อตาม ป.รัษฎากร มาตรา 78 (1) ที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ราคาไม้แปรรูปของกรมศุลกากรดังกล่าวเป็นราคาตลาดในการกำหนดมูลค่าของฐานภาษีของไม้แปรรูปที่โจทก์ขายไปนั้นนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์ เพราะราคาต้นทุนซึ่งย่อมต่ำกว่าราคาที่ขาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับให้จำเลยทั้งสี่คืนเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระไว้เกินเป็นเงิน 5,379,779.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คำนวณจากต้นเงิน 5,379,779.15 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินนำราคาไม้แปรรูปที่กรมศุลกากรกำหนดเพื่อเรียกเก็บอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรจากโจทก์มาเป็นราคาตลาดในการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับไม้ที่โจทก์นำเข้าและขายไปนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม้ที่โจทก์นำเข้าและขายไปนั้นเป็นไม้ที่ยังมิได้แปรรูปและราคาไม้ที่โจทก์ขายนั้นเป็นราคาตลาดที่แท้จริง เห็นว่า ตามใบขนสินค้าขาเข้า ระบุไว้ชัดแจ้งว่าไม้ที่โจทก์นำเข้าเป็นไม้แปรรูป ที่โจทก์อ้างภาพถ่ายไม้ รวม 5 ภาพ เพื่อแสดงว่าไม้ที่โจทก์นำเข้ามิได้เป็นไม้แปรรูป เพราะเป็นเพียงไม้ตัดเป็นแผ่น ยังไม่สามารถใช้งานได้นั้น ภาพถ่ายดังกล่าวมิได้ระบุวันเดือนปีที่ถ่ายภาพและนายสมชายพยานโจทก์ก็เบิกความรับว่า ภาพถ่ายดังกล่าวไม่เคยส่งให้แก่เจ้าพนักงานประเมินและเจ้าพนักงานพิจารณาอุทธรณ์ ฉะนั้น ภาพถ่ายดังกล่าวจึงไม่อาจหักล้างใบขนสินค้าขาเข้าที่ระบุไว้ชัดแจ้งว่า ไม้ที่โจทก์นำเข้าเป็นไม้แปรรูป การที่กรมศุลกากรกำหนดประเภทไม้ที่โจทก์นำเข้าว่าเป็นไม้แปรรูปจึงเป็นการถูกต้อง เมื่อไม้ที่โจทก์นำเข้าเป็นไม้แปรรูป การที่กรมศุลกากรกำหนดราคาไม้ที่โจทก์นำเข้าเพื่อเรียกเก็บอากรขาเข้าที่ราคา 10,000 บาท ถึง 11,000 บาทต่อลูกบาศก์เมตร โดยอาศัยราคาในท้องตลาดเป็นรายเฉลี่ยสำหรับไม้แปรรูปตามประกาศอธิบดีกรมศุลกากร ซึ่งออกตามความใน มาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 จึงเป็นการกำหนดราคาไม้แปรรูปที่โจทก์นำเข้าโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์นำไม้แปรรูปดังกล่าวไปขายภายหลังในราคาต่ำกว่าราคาดังกล่าว และพิสูจน์ไม่ได้ว่าราคาที่ต่ำกว่านั้นเป็นราคาตลาดในขณะที่ขายจึงเป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ราคาไม้แปรรูปที่โจทก์ขายจึงไม่อาจถือเป็นมูลค่าของฐานภาษีในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/3 (1) ได้ มูลค่าของฐานภาษีในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มต้องถือตามราคาตลาดของไม้แปรรูปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น คือวันที่มีการส่งมอบไม้แปรรูปให้แก่ผู้ซื้อตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 (1) โจทก์นำสืบว่า ราคาไม้แปรรูปที่โจทก์ขายไปนั้นเป็นราคาตลาดเมื่อเปรียบเทียบกับราคาขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ แต่ราคาไม้แปรรูปขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ก็เป็นราคาไม้แปรรูปต่างชนิดและต่างเวลากับไม้แปรรูปที่โจทก์ขายไปนั้น จึงไม่อาจนำราคาดังกล่าวมาเป็นราคาตลาดของไม้แปรรูปที่โจทก์ขายไปได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ราคาไม้แปรรูปของกรมศุลกากรดังกล่าวมาแล้วเป็นราคาตลาดในการกำหนดมูลค่าของฐานภาษีของไม้แปรรูปที่โจทก์ขายไปนั้น นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์ เพราะเป็นราคาต้นทุนของไม้ที่โจทก์ขายไป ย่อมจะต่ำกว่าราคาที่โจทก์ขายไป ฉะนั้น การกำหนดราคาขายและประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นและอุทธรณ์มีเพียงชั้นละ 6,191,915.71 บาท ซึ่งจะต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นละ 154,797.50 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมา 90,405 บาท แก่โจทก์

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 9
ป.รัษฎากร ม. 78 (1) ม. 79/3 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคาร์โก้อันลิมิเตด แบงค์ค๊อก จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6606/2551
#497037
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในอาคารห้างสรรพสินค้า ต. อันเป็นสำนักงานของบริษัท ศ. ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเข้าไปในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุในเวลาที่ห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุยังเปิดทำการ และจำเลยอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุจนกระทั่งห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุปิดทำการ จึงมิใช่เป็นการเข้าไปในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่เป็นการซ่อนตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญเพราะโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยซ่อนตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุอันสมควร และจำเลยก็นำสืบต่อสู้ว่าจำเลยเข้าไปในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุในระหว่างที่ห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุเปิดทำการและอยู่ในห้างสรรพสินค้าจนกระทั่งปิดทำการ แสดงว่าจำเลยหลงต่อสู้แล้ว ทั้งมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยความผิดฐานซ่อนตัวในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุอันเป็นสำนักงานของผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงการที่จำเลยซ่อนตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุ จึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 365 (1) (ที่ถูก 365 (3) ประกอบมาตรา 364) จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญและจำเลยหลงต่อสู้หรือไม่ กับเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในอาคารห้างสรรพสินค้าตึกคอมศรีราชา อันเป็นสำนักงานของบริษัทศรีราชาเทพประทาน จำกัด ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเข้าไปในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุในเวลาที่ห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุยังเปิดทำการ และจำเลยอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุจนกระทั่งห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุปิดทำการ จึงมิใช่เป็นการเข้าไปในห้างสรรรพสินค้าที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุอันควร แต่เป็นการซ่อนตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญเพราะโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยซ่อนตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุโดยไม่มีเหตุอันสมควร และจำเลยก็นำสืบต่อสู้ว่าจำเลยเข้าไปในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุในระหว่างที่ห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุเปิดทำการและอยู่ในห้างสรรพสินค้าจนกระทั่งปิดทำการ แสดงว่าจำเลยหลงต่อสู้แล้ว ทั้งมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานซ่อนตัวในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุอันเป็นสำนักงานของผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควรเพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงการที่จำเลยซ่อนตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุจึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสี่"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 364
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายต่อศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6602/2551
#497857
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานรับของโจร จำเลยที่ 2 กระทำความผิดโดยรับไว้โดยประการใด ๆ และครอบครองใช้รถยนต์ ส่วนความผิดฐานใช้เอกสารราชการแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีปลอมนั้น จำเลยที่ 2 กระทำความผิดโดยนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีปลอมมาติดกับรถยนต์คันดังกล่าวแสดงต่อบุคคลทั่วไปที่พบเห็น การกระทำความผิดทั้งสองฐานความผิดนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะได้กระทำต่อรถยนต์คันเดียวกัน แต่การกระทำความผิดนั้นเป็นการกระทำคนละอย่างแตกต่างกันและต่างกรรมต่างวาระกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายในการรับของโจรและใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีอันเป็นเอกสารราชการปลอม ก็เป็นคนละอย่างต่างกันการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรและฐานใช้เอกสารราชการปลอมจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างกัน มิใช่ความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

แม้คดีนี้กับคดีก่อนทั้งสองคดีนั้น โจทก์ จำเลยที่ 2 จะเป็นคู่ความรายเดียวกันและคดีทั้งสองนั้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วก่อนฟ้องคดีนี้ แต่คดีก่อนทั้งสองและคดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องทั้งสามสำนวนว่า มีคนร้ายลักรถยนต์ต่างวันเวลาและต่างสถานที่กัน แม้รถยนต์ แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีจะยึดได้ในคราวจับกุมจำเลยที่ 2 คราวเดียวกันหรือวันเดียวกันก็ตาม แต่วันเวลาที่จำเลยที่ 2 รับของโจรเป็นคนละวันกันและรถยนต์ที่รับของโจรเป็นคนละคันกัน แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีก็เป็นคนละแผ่นกันและใช้กับรถยนต์คนละคันกัน แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีก็เป็นคนละแผ่นกันและใช้กับรถยนต์คนละคันกัน การกระทำความผิดในคดีก่อนทั้งสองกับการกระทำความผิดในคดีนี้จึงเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากกันและต่างวาระกัน แม้การกระทำความผิดจะเป็นความผิดฐานเดียวกันกับความผิดในคดีนี้ ก็ถือไม่ได้ว่าคดีนี้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องไปแล้วในคดีก่อนทั้งสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์ในคดีก่อนทั้งสองดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 93, 264, 265, 268, 335, 357, 336 ทวิ ริบของกลาง ลำดับที่ 2, 3, 5 และ 6 ตามบัญชีของกลางท้ายฟ้อง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 1644/2546, 5551/2546 และ 6236/2546 ของศาลชั้นต้นและนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 5551/2546 และ 6236/2546 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร และใช้เอกสารราชการปลอมและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265, 357 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารราชการปลอม จำคุกคนละ 3 ปี ฐานรับของโจร จำคุกคนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งในความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) รวมจำเลยที่ 1 จำคุก 7 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 9 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพภายหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน คำรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นประโยชน์แก่การวินิจฉัยคดี จึงไม่ลดโทษให้ นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 1644/2546, 5551/2546 และ 6236/2546 ของศาลชั้นต้นกับนักโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 5551/2546 และ 6236/2546 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีและใบคู่มือจดทะเบียนของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายลักรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ หมายเลขทะเบียน วณ - 7021 กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหาย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถ กองบัญชาการตำรวจนครบาล จับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ หมายเลขทะเบียน วณ - 7021 กรุงเทพมหานคร แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม หมายเลขทะเบียน กธ - 5459 นครราชสีมา จำนวน 1 แผ่น แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปี 2546 ปลอม จำนวน 1 แผ่น แผ่นป้ายประกันภัย จำนวน 1 แผ่น ใบคู่มือจดทะเบียนปลอมหมายเลขทะเบียน กธ - 5459 นครราชสีมา จำนวน 1 เล่ม คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานปลอมเอกสาร ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้อุทธรณ์ ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีนำเกียรติเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2545 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา พยานกับพวกสืบสวนพบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ หมายเลขทะเบียน ลพ - 6954 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถที่มีผู้แจ้งความหายไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลพระโขนง เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2545 จอดอยู่ด้านหลังโกมลอพาร์ตเมนต์ ซอยสุภาพงษ์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ พยานกับพวกประมาณ 15 คน จึงไม่ซุ่มดูอยู่ในบริเวณที่จอดรถยนต์ของโกมลอพาร์ตเมนต์ และบริเวณปากซอยฝั่งตรงข้ามกับโกมลอพาร์ตเมนต์ จนกระทั่งเวลาประมาณ 3 นาฬิกา ของวันที่ 10 สิงหาคม 2545 นายพิชอบขับรถยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่นซีวิค หมายเลขทะเบียน 1 ศ - 5472 กรุงเทพมหานคร เข้ามาจอดที่บริเวณที่จอดรถกระบะยี่ห้อโตโยต้าคันดังกล่าวโดยมีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ ติดแผ่นป้ายทะเบียน กธ - 5459 นครราชสีมา มาจอดต่อท้ายรถยนต์ที่นายพิชอบขับมาหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองลงจากรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ เดินเข้าไปสมทบกับนายพิชอบแล้วพากันเดินไปเปิดประตูด้านที่นั่งคนขับรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไทเกอร์พยานกับพวกแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอทำการจับกุม นายพิชอบกับจำเลยทั้งสองวิ่งหลบหนี พยานกับพวกจับกุมจำเลยทั้งสองได้ ส่วนนายพิชอบหลบหนีไปได้ พยานกับพวกยึดรถยนต์ทั้งสามคันและนำตัวจำเลยทั้งสองไปที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถ จำเลยทั้งสองรับว่าร่วมกันลักรถยนต์ทั้งหมดรวม 4 คัน คือ รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ หมายเลขทะเบียน ลพ - 6954 กรุงเทพมหานคร รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ หมายเลขทะเบียน วณ - 7021 กรุงเทพมหานคร ของผู้เสียหายคดีนี้ รถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นแกรนด์ดิส หมายเลขทะเบียน วก - 4618 กรุงเทพมหานคร และรถกระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราดา หมายเลขทะเบียน ลพ - 6358 กรุงเทพมหานคร ซึ่งติดแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม บท - 3114 นครราชสีมา พยานกับพวกนำจำเลยทั้งสองไปนำชี้ตรวจยึดรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นแกรนด์ดิส กับรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นสตราดาข้างต้นที่อาคารชุดนิรันดร์เรสซิเดนท์ และพยานยึดรถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไซโคลน ของนายพิชอบที่มัสยิดใกล้กับอาคารชุดนิรันดร์เรสซิเดนท์อีกด้วย พยานทำบันทึกการจับกุมและจัดทำบันทึกคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสอง เห็นว่า พยานเบิกความถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ต่อเนื่องเชื่อมโยงเป็นลำดับสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับเหตุการณ์ในสำเนาบันทึกการจับกุมและสำเนาบันทึกคำสารภาพของจำเลยทั้งสองคำเบิกความของพยานจึงมีน้ำหนักเชื่อถือได้ แม้พยานปากนี้จะมิใช่ประจักษ์พยานและเป็นพยานผู้จับกุมเพียงปากเดียวที่โจทก์นำมาสืบ มิได้นำเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมคนอื่น ๆ มาเบิกความเป็นพยานด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นดุลพินิจของโจทก์ว่าจำเป็นต้องนำพยานปากใดมาสืบหรือไม่ จึงไม่ถือว่าเป็นข้อพิรุธทำให้พยานปากนี้รับฟังไม่ได้ ที่พยานปากนี้ไม่เห็นว่าจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 คนใดเป็นคนขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ ของผู้เสียหาย แต่กลับเห็นพฤติการณ์ของนายพิชอบกับจำเลยทั้งสองเมื่อลงจากรถยนต์ทั้งสองคันแล้วนั้น ก็มิใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เพราะจำเลยทั้งสองนั่งอยู่ในรถยนต์และขับผ่านในระยะห่างประมาณ 100 เมตร ย่อมมองไม่ถนัดว่าผู้ใดเป็นคนขับ เมื่อจำเลยทั้งสองลงจากรถก็อาจจะมองเห็นไม่ถนัดว่าผู้ใดลงทางด้านคนขับเพราะมีรถยนต์คันอื่นจอดบังอยู่บ้าง แต่เห็นว่าจำเลยทั้งสองลงจากรถยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักมาแน่นอน นอกจากนี้บริเวณที่จอดรถมีแสงไฟฟ้าส่องสว่างและพยานกับพวกเข้าทำการจับกุมจึงย่อมมองเห็นเหตุการณ์ได้ถนัดชัดเจน จึงไม่มีเหตุผลใดว่าพยานกับพวกจะไม่ได้ไปซุ่มดูคอยจับกุมคนร้ายตามที่เบิกความ ก่อนมาเบิกความพยานย่อมรู้ว่ามาเบิกความในคดีใด พยานย่อมต้องนึกทบทวนและลำดับเหตุการณ์ไว้ก่อนมาเบิกความ ดังนั้น การที่พยานเบิกความถึงเหตุการณ์ต่างๆ เป็นลำดับขั้นตอนได้โดยละเอียดแม้เหตุการณ์จะผ่านมานานเป็นปีแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นพิรุธ พยานปากนี้แม้จะไม่ใช่ประจักษ์พยาน แต่ก็เป็นผู้สืบสวนและจับกุมจำเลยทั้งสองและรู้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองขณะครอบครองรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ ที่ถูกคนร้ายลักมา รวมทั้งพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองกับ นายพิชอบขณะมาพบกันในยามวิกาล และวิ่งหลบหนีการจับกุม ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ถึงการกระทำความผิดฐานรับของโจรได้อย่างแน่ชัด พยานปากนี้ย่อมฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดี การที่จำเลยทั้งสองนั่งมาด้วยกันในรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ ที่ถูกคนร้ายลักมา ย่อมชี้ชัดว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับไว้โดยประการใดๆ และร่วมกันครอบครองใช้รถยนต์คันดังกล่าวมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว การที่จำเลยที่ 2 รู้จักนายพิชอบซึ่งมีประวัติเป็นคนร้ายลักรถยนต์มาก่อน และวิ่งหลบหนีการจับกุมเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจแสดงตัวขอทำการจับกุมเช่นเดียวกับนายพิชอบ ย่อมบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 รู้ว่ารถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ คันที่จำเลยที่ 2 นั่งมานั้นเป็นรถที่ถูกคนร้ายลักมา และเจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมนายพิชอบกับจำเลยทั้งสอง ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องรู้เห็นกับนายพิชอบที่เป็นคนร้ายลักรถยนต์ หรือไม่ทราบว่ารถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ เป็นรถที่ถูกคนร้ายลักมาแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จำเลยที่ 2 จะต้องวิ่งหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจเช่นเดียวกับนายพิชอบและจำเลยที่ 1 นอกจากนี้หลังจากจับกุมจำเลยทั้งสองได้แล้ว เจ้าพนักงานตำรวจยังติดตามยึดได้รถกระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นแกรนด์ดิส และรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูชิ ร่านสตราดาที่นายพิชอบลักมาได้อีก หากจำเลยทั้งสองไม่ได้รับสารภาพกับพยานจริงแล้ว พยานและเจ้าพนักงานตำรวจจะไปติดตามยึดรถยนต์ทั้งสองคันนั้นได้อย่างไรในวันเดียวกันพยานหลักฐานโจทก์ตลอดจนพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้มั่นคงว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ที่จำเลยที่ 2 นำสืบและฎีกาว่าการจับกุมไม่ชอบเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกาย จำเลยที่ 2 ลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำรับสารภาพ ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 นั้น เป็นข้ออ้างและข้อนำสืบที่เลื่อนลอย แม้จำเลยที่ 2 จะมีภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ปรากฏรอยช้ำแดงตามเนื้อตัวมาแสดงแต่ก็ไม่แน่ชัดว่ารอยช้ำแดงที่ปรากฏเป็นรอยที่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายรอยช้ำแดงดังกล่าวอาจเป็นรอยที่ถูกผู้อื่นทำร้ายหรือจำเลยที่ 2 แกล้งทำร้ายตนเองเพื่อสร้างสถานการณ์ขึ้นแล้วถ่ายรูปไว้ใช้เป็นหลักฐานต่อสู้คดีก็เป็นได้ เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายและมีรอยช้ำแดงเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ทั้งๆ ที่ถูกจับกุมพร้อมกันและรับสารภาพเหมือนกัน ที่จำเลยที่ 2 นำสืบและฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นในการกระทำความผิดของนายพิชอบ จำเลยที่ 2 ถูกจับกุม เพราะจำเลยที่ 2 ซื้อรถยนต์ของนางคำนวณและมาพบนางคำนวณเพื่อเปลี่ยนสัญญาซื้อขายและรับเอกสารบางอย่าง ระหว่างเดินทางกลับถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม โดยจำเลยที่ 2 มีนางคำนวณ ซึ่งเป็นคนกลางเป็นพยานให้จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า นางคำนวณเป็นมารดาของนายพิชอบซึ่งมีประวัติเป็นคนร้ายลักรถยนต์และจำเลยที่ 2 รู้จักนายพิชอบ นางคำนวณจึงไม่ใช่พยานคนกลางที่แท้จริง และอาจมาเป็นพยานเบิกความตามที่จำเลยที่ 2 และนายพิชอบขอร้องให้มาเป็นพยาน ทั้งนางคำนวณก็มิได้เบิกความยืนยันว่าในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มาพบเพื่อขอเปลี่ยนสัญญาและรับเอกสารตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 จึงเลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนัก ไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานรับของโจร จำเลยที่ 2 กระทำความผิดโดยรับไว้โดยประการใด ๆ และครอบครองใช้รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ ส่วนความผิดฐานใช้เอกสารราชการแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีปลอมนั้น จำเลยที่ 2 กระทำความผิดโดยนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีปลอมมาติดกับรถยนต์คันดังกล่าวแสดงต่อบุคคลทั่วไปที่พบเห็นการกระทำความผิดทั้งสองฐานความผิดนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะได้กระทำต่อรถยนต์คันเดียวกัน แต่การกระทำความผิดนั้นเป็นการกระทำคนละอย่างแตกต่างกันและต่างกรรมต่างวาระกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายในการรับของโจร และใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีอันเป็นเอกสารราชการปลอมก็เป็นคนละอย่างกันต่างกัน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรและฐานใช้เอกสารราชการปลอมจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกันมิใช่ความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องวินิจฉัยอีกว่า คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานรับของโจรและฐานใช้เอกสารราชการปลอมเป็นคำฟ้องซ้ำกับคำฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 12324/2545 หมายเลขแดงที่ 5551/2546 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 11357/2545 หมายเลขแดงที่ 6236/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้กับคดีทั้งสองนั้น โจทก์ จำเลยที่ 2 จะเป็นคู่ความรายเดียวกัน และคดีทั้งสองนั้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้วก่อนฟ้องคดีนี้ แต่คดีก่อนทั้งสองและคดีนี้นั้น โจทก์บรรยายฟ้องทั้งสามสำนวนว่ามีคนร้ายลักรถยนต์ต่างวันเวลาและต่างสถานที่กัน แม้รถยนต์ แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีจะยึดได้ในคราวจับกุมจำเลยที่ 2 คราวเดียวกันหรือวันเดียวกันก็ตาม แต่วันเวลาที่จำเลยที่ 2 รับของโจรเป็นคนละวันกันและรถยนต์ที่รับของโจรเป็นคนละคันกัน แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีก็เป็นคนละแผ่นกันและใช้กับรถยนต์คนละคันกัน การกระทำความผิดในคดีก่อนทั้งสองกับการกระทำความผิดในคดีนี้จึงเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากกันและต่างวาระกัน แม้การกระทำความผิดจะเป็นความผิดฐานเดียวกันกับความผิดในคดีนี้ ก็ถือไม่ได้ว่าคดีนี้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้วในคดีก่อนทั้งสอง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (4) ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์ในคดีก่อนทั้งสองดังกล่าว

มีปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่าศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจรหนักเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานรับของโจรตามมาตรา 357 วรรคแรก มีระวางโทษให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เพียง 4 ปี และไม่ปรับ มิได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในอัตราโทษขั้นสูงสุด จากนั้นจึงเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 นั้น บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองกับนายพิชอบเป็นพวกมิจฉาชีพแก๊งลักรถยนต์ที่ก่อความเดือดร้อนให้แก่สุจริตชนและเป็นภัยต่อสังคมอย่างยิ่ง สมควรลงโทษสถานหนักที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้นเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 อยู่มากแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง เพราะเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี ฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 331/2544 ของศาลจังหวัดจันทบุรี ปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับซึ่งมีผลให้ล้างมลทินให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องคำพิพากษาดังกล่าว และได้พ้นโทษไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าจำเลยที่ 2 มิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานรับของโจร 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายสมศักดิ์หรือจันทร์หรือ
จำเลย — เชียงราย มูลคำดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ