คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7011/2551
#496971
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมโดยจำเลยจะหาหลักประกันมาให้โจทก์ร่วมด้วย ตกลงกันว่าหากจำเลยหาหลักประกันมาให้ได้โจทก์ร่วมจะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย เมื่อจำเลยนำที่ดินมาจำนองแก่โจทก์ร่วมเพื่อเป็นประกันหนี้แล้ว เท่ากับจำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลง จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยได้ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเกี่ยวกับความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่จำเลยได้กระทำขึ้นย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยคืนเงินที่ยักยอกไปย่อมตกไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของบริษัทเอสแอนด์ซันส์เทรดดิ้ง จำกัด ผู้เสียหาย มีหน้าที่ขายสินค้าของผู้เสียหายและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าเพื่อส่งให้ผู้เสียหาย เมื่อระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวัน ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันตลอดมา จำเลยเก็บเงินค่าสินค้าของผู้เสียหายจากลูกค้าในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นเงิน 854,696.45 บาท ไว้ในครอบครอง แล้วจำเลยได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวของผู้เสียหายไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ไม่ส่งมอบเข้าบัญชีของผู้เสียหายโดยเจตนาทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 854,696.45 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัทเอส แอนด์ซันส์เทรดดิ้ง จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 9 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 854,696.45 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และให้ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้จำเลยใช้เงินแก่ผู้เสียหายด้วย

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม มีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าเพื่อส่งมอบให้โจทก์ร่วม ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าของโจทก์ร่วมหลายราย และลูกค้าดังกล่าวแต่ละรายได้สั่งจ่างเช็คชำระค่าสินค้ารวมเป็นเงิน 854,696.45 บาท จำเลยได้นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารแล้ว แต่จำเลยไม่นำเงินจำนวนดังกล่าวส่งมอบให้โจทก์ร่วม ต่อมาโจทก์ร่วมทราบการกระทำของจำเลยจึงเรียกจำเลยมาเจรจาและในวันที่ 27 มกราคม 2541 จำเลยได้นำที่ดินของนายกำจร และนางสัมฤทธิ์ ญาติของจำเลยมาจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ร่วมตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาในวันที่ 10 มีนาคม 2541 โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้นายวิบูลย์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยฐานยักยอกทรัพย์ดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นคดีนี้ได้ระงับไปเพราะมีการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้นายสมศักดิ์ซึ่งเป็นกรรมการของโจทก์ร่วม พยานของโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อจำเลยยอมรับว่ายักยอกเงินไปจึงให้จำเลยทำสัญญารับสภาพหนี้ไว้ และพยานบอกให้จำเลยหาหลักประกันโดยนำที่ดินมาจำนอง ซึ่งหากไม่หาหลักประกันมาให้โจทก์ร่วมก็จะแจ้งความดำเนินคดี วันรุ่งขึ้นจำเลยก็หาหลักประกันมาจำนองให้ได้ โดยจำเลยนำที่ดินของญาติจำเลย และญาติจำเลยได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำนองที่ดินมามอบให้พยานตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2541 ทั้งนายวิบูลย์ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์ร่วม พยานโจทก์และโจทก์ร่วมก็เบิกความได้ความทำนองเดียวกับนายสมศักดิ์ว่า พยานไปด้วยในวันจำนองเพื่อให้โอกาสแก่จำเลยหาเงินมาชำระให้โจทก์ร่วม หากวันที่ 26 มกราคม 2541 จำเลยไม่หาหลักประกันมา โจทก์ร่วมก็จะแจ้งความดำเนินคดี ดังนั้นเท่ากับโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันว่าหากจำเลยหาหลักประกันมาให้โจทก์ร่วมได้ โจทก์ร่วมก็จะไม่แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ส่วนที่ร้อยตำรวจโทสุพจน์พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่า พยานได้รับคำบอกเล่าจากโจทก์ร่วมว่า จำเลยตกลงยินยอมชำระค่าเสียหายให้โจทก์ร่วม และขอเวลาไปหาเงินมาชำระให้โจทก์ร่วม หลังจากนั้นจำเลยได้หลบหน้าโจทก์ร่วมจึงมาแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทำนองว่ามีข้อตกลงจะชำระค่าเสียหายและจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงดังกล่าวนั้น เห็นว่า พยานปากนี้เป็นเพียงพยานบอกเล่า ทั้งพยานปากนี้ได้เบิกความต่อไปว่า โจทก์ร่วมไม่ได้แจ้งให้พยานทราบว่านายกำจรได้นำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วม ดังนี้ พยานโจทก์ปากนี้จึงไม่ได้รู้เห็นการตกลงยอมความระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยดังกล่าวข้างต้น ทั้งการตกลงยอมความกันดังกล่าวต้องพิจารณาข้อตกลงของนายสมศักดิ์กับจำเลยเป็นสำคัญเพราะนายสมศักดิ์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วม และตามคำเบิกความของนายสมศักดิ์ในขั้นตอนนี้ก็ไม่ปรากฎว่าโจทก์ร่วมและจำเลยได้ตกลงให้มีเงื่อนไขในการยอมความว่าจำเลยต้องชำระเงินที่ยักยอกก่อนหรือต้องนำที่ดินของจำเลยมาจดทะเบียนจำนองแทนที่ดินของญาติแล้วโจทก์ร่วมจะไม่แจ้งความดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยแต่อย่างใด ส่วนที่นายสมศักดิ์เบิกความว่า ต่อมาญาติของจำเลยได้ติดต่อว่าจะให้จำเลยนำที่ดินของจำเลยที่จังหวัดลำพูนมาจำนองแทนและที่จำเลยให้การไว้ตามเอกสารหมาย จ.12 ว่าต่อมาจำเลยตั้งใจว่าจะนำโฉนดอีกแปลงหนึ่งมาขอเปลี่ยนจำนองกับโจทก์ร่วม เนื่องจากโฉนดฉบับแรกไม่ใช่ของจำเลยนั้น ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังการตกลงยอมความกันดังกล่าวแล้ว กรณีนี้จึงมิใช่เงื่อนไขของการยอมความกันดังโจทก์ร่วมฎีกา ประกอบกับในข้อนี้จำเลยได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยกับนายสมศักด์ตกลงกันว่าถ้าจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินของนายกำจรให้แล้ว โจทก์ร่วมจะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย จากนั้นจำเลยก็นำนายกำจรและนางสัมฤทธิ์ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินให้โจทก์ร่วม และที่จำเลยรีบขวนขวายหาหลักประกันมาจำนองแก่โจทก์ร่วมตามที่โจทก์ร่วมเสนอ ก็น่าจะเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตามที่โจทก์ร่วมตกลง ดังนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว โจทก์ร่วมยังให้จำเลยหาหลักประกันมาให้โจทก์ร่วมด้วย โดยโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันว่าหากจำเลยหาหลักประกันมาให้ได้โจทก์ร่วมก็จะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยโดยไม่มีเงื่อนไขอื่นดังโจทก์ร่วมฎีกาอีก เมื่อจำเลยนำที่ดินมาจำนองแก่โจทก์ร่วมเพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าวแล้ว เท่ากับจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลง จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยได้ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่จำเลยได้กระทำขึ้นย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยคืนเงินที่ยักยอกไปย่อมตกไปด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไปเพียงใดอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทเอสแอนด์ซันส์เทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — นางเกศราวรรณ สุริยะจักร์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7005 -ที่ 7007/2551
#493426
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ฐานข่มขืนกระทำชำเราและฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามต่อผู้เสียหายต่างคนกัน ความผิดฐานดังกล่าวมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้ความผิดบางฐานจำเลยได้กระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนในคราวเดียวกันการกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

การนับโทษต่อจากโทษในคดีอื่นได้ไม่เกิน 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมและถูกฟ้องเป็นคดีเดียวกัน หรือในกรณีที่จำเลยถูกฟ้องหลายคดี แต่ละคดีเป็นคดีที่เกี่ยวพันกันและศาลได้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน ซึ่งคดีที่เกี่ยวพันกันนั้นโจทก์ควรจะฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกันหรือควรจะมีการรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน แต่โจทก์กลับแยกฟ้องเป็นหลายคดีและไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน แต่สำหรับคดีทั้งสามสำนวนนี้จำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนกัน คดีแต่ละสำนวนไม่เกี่ยวพันกันและไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ แม้จะรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันก็เป็นเพราะจำเลยเป็นบุคคลเดียวกันและพยานหลักฐานชุดเดียวกันอันเป็นการสะดวกในการพิจารณาพิพากษาคดีเท่านั้น ดังนั้น ศาลย่อมนับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกันอันทำให้จำเลยต้องโทษจำคุกทุกคดีเกิน 50 ปี ได้ หาอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (3) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง วันที่ 30 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง และระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางวัน จำเลยพรากนางสาว ร. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจาก พ. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นยายผู้ปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อการอนาจารโดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปด้วย แล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยจำนวน 1 ครั้ง โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ ให้ผู้เสียหายที่ 1 เกิดความกลัวและใช้กำลังประทุษร้ายดึงตัวและบังคับผู้เสียหายที่ 1 ไม่ให้หนีและขัดขืน โดยผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 318

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 16 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 17 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน วันที่ 20 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง วันที่ 25 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง และระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรได้พรากเด็กหญิง พ. ผู้เสียหายที่ 1 อายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจาก ส. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นยายผู้ปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อการอนาจาร แล้วจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมิใช่ภริยาของตนและมีอายุ 12 ปี 4 เดือนเศษ จำนวน 1 ครั้ง โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรได้พรากผู้เสียหายที่ 1 อายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นยายผู้ปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อการอนาจาร ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

สำนวนที่สามโจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 4 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางวัน และระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรได้พรากเด็กหญิง ส. ผู้เสียหายที่ 1 อายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจาก ว. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาและผู้ปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อการอนาจาร แล้วจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย จำนวน 2 ครั้ง และ 1 ครั้ง ตามลำดับ โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 และนับโทษจำเลยทั้งสามสำนวนติดต่อกัน

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สำนวนแรกจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 (ที่ถูก มาตรา 276 วรรคแรก), 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 16 ปี รวมจำคุก 28 ปี

สำนวนที่สอง จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 30 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 35 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 20 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 23 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 43 ปี 4 เดือน

สำนวนที่สาม จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี รวมจำคุก 18 ปี นับโทษจำเลยทั้งสามสำนวนติดต่อกัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ลงโทษแต่ละสำนวนจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง โจทก์ไม่ได้นำเด็กหญิง ภ. มาเบิกความเป็นพยาน และคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยรับฟังลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ฐานข่มขืนกระทำชำเราและฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามต่อผู้เสียหายต่างคนกัน ความผิดฐานดังกล่าวมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้ความผิดบางฐานจำเลยได้กระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) หรือไม่ เห็นว่า การนับโทษต่อจากโทษในคดีอื่นได้ไม่เกิน 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นั้น ต้องเป็นกรณีที่จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมและถูกฟ้องเป็นคดีเดียวกัน หรือในกรณีที่จำเลยถูกฟ้องหลายคดี แต่ละคดีเป็นคดีที่เกี่ยวพันกันและศาลได้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน ซึ่งคดีที่เกี่ยวพันกันนั้นโจทก์ควรจะฟ้องจำเลยเป็นคดีเดียวกัน หรือควรจะมีการรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน แต่โจทก์กลับแยกฟ้องเป็นหลายคดี และไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน แต่สำหรับคดีทั้งสามสำนวนนี้จำเลยกระทำความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนกัน คดีแต่ละสำนวนไม่เกี่ยวพันกันและไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ แม้จะรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันก็เป็นเพราะจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันและพยานหลักฐานชุดเดียวกันอันเป็นสะดวกในการพิจารณาพิพากษาคดีเท่านั้น ดังนั้นศาลย่อมนับโทษจำคุกจำเลยติดต่อกันอันทำให้จำเลยต้องโทษจำคุกทุกคดีเกิน 50 ปีได้ หาอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายโชคอนันต์ หรือโชค พานพฤกษา
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6996/2551
#412058
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในส่วนของคำขอท้ายฟ้อง โดยขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 300 ด้วย แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 34 (4), 157 โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาและคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น โดยอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ตามคำร้องแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี กรณีจึงทำให้คดีเสร็จสำนวนไปจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เช่นนี้ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196

โจทก์ได้บรรยายรายละเอียดในคำฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 แล้ว ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมข้อความว่า ป.อ. มาตรา 300 ที่คำขอท้ายฟ้องนั้น จึงเป็นเพียงการเพิ่มเติมฐานความผิดเท่านั้นและจำเลยย่อมทราบข้อหาตามคำฟ้องดีอยู่แล้วจึงไม่ต้องมีการแจ้งข้อหาหรือสอบสวนเพิ่มเติมในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 อีก และไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย กรณีจึงมีเหตุอันสมควรในการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ทั้งได้ความด้วยว่าจำเลยให้การปฏิเสธลอยๆ โดยมิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธไว้ ต่อมาภายหลังจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยหลงต่อสู้ เมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าวเป็นเพียงการเพิ่มเติมฐานความผิดและจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ทั้งโจทก์ยื่นคำร้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีจึงเข้าหลักเกณฑ์ที่จะแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้นชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 163, 164 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในส่วนของคำขอท้ายฟ้อง โดยขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ด้วย จำเลยแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า เป็นการขอเพิ่มเติมโทษจำเลยจึงมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ตามคำร้อง และให้ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยก่อนและพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ก่อนว่า ฎีกาของจำเลยต้องห้ามมิให้ฎีกาเพราะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 บัญญัติว่า "คำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวน ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญและมีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย" ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในส่วนของคำขอท้ายฟ้อง โดยขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ด้วย แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาและคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น โดยอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ตามคำร้องแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี กรณีจึงทำให้คดีเสร็จสำนวนไปจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เช่นนี้ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยย่อมฎีกาได้ คำแก้ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำร้องของโจทก์มิได้อ้างเหตุอันควรในการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ทำให้จำเลยเสียเปรียบและหลงต่อสู้ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการสอบสวนและแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อมีเหตุอันควร โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น..." และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 บัญญัติว่า "คำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องนั้น ถ้าจะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ห้ามมิให้ศาลอนุญาต แต่การแก้ฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งต้องแถลงในฟ้องก็ดี การเพิ่มเติมฐานความผิดหรือรายละเอียดซึ่งมิได้กล่าวไว้ก็ดี ไม่ว่าจะทำเช่นนี้ในระยะใดระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้น มิให้ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ เว้นแต่จำเลยได้หลงต่อสู้ในข้อที่ผิดหรือที่มิได้กล่าวไว้นั้น" ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถยนต์กระบะโดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายขณะที่ผู้เสียหายขับรถจะเลี้ยวเข้าที่ทำการไปรษณีย์บางจาก จนทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นการบรรยายรายละเอียดครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 แล้ว ดังนี้ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมข้อความว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ที่คำขอท้ายฟ้องนั้น จึงเป็นเพียงการเพิ่มเติมฐานความผิดเท่านั้นและจำเลยย่อมทราบข้อหาตามคำฟ้องดีอยู่แล้ว จึงไม่จำต้องมีการแจ้งข้อหาหรือสอบสวนเพิ่มเติมในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อีก และไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย กรณีจึงมีเหตุอันควรในการขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ทั้งได้ความด้วยว่าจำเลยให้การปฏิเสธลอยๆ โดยมิได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธไว้ ต่อมาภายหลังจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยหลงต่อสู้ เมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าวเป็นเพียงการเพิ่มเติมฐานความผิดและจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ ทั้งโจทก์ยื่นคำร้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น กรณีจึงเข้าหลักเกณฑ์ที่จะแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163, 164 แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 163 ม. 164 ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายประวิทย์ สุขทองแท้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางสาววันวิสาข์ สิรันทวิเนติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6988/2551
#496970
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องถึงข้ออ้างที่มาแห่งคำขอให้จำเลยคืนเงินประกันแก่โจทก์ว่าโจทก์ใช้สิทธิขอเลิกสัญญาตามข้อตกลงในสัญญาเช่า ข้อ 4 อันเป็นการขอเลิกสัญญาโดยข้อสัญญา มิใช่อาศัยสิทธิขอเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 548 และ 551 การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดง การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ามีข้อตกลงว่าเมื่อเลิกสัญญาเช่า จำเลยต้องคืนเงินประกันหรือมัดจำให้โจทก์เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2542 และวันที่ 1 สิงหาคม 2542 โจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาเช่าคลังสินค้ากับจำเลยจำนวน 2 ยูนิต หมายเลข 7/2 และหมายเลข 10/1 เลขที่ 53 หมู่ 8 ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร สัญญาเช่าคลังสินค้ายูนิตหมายเลข 7/2 ระยะเวลาการเช่า 3 ปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 ค่าเช่าเดือนละ 21,000 บาท ค่ายามและค่าส่วนกลางเดือนละ 14,000 บาท รวมเป็นเงินที่ต้องชำระเดือนละ 35,000 บาท โจทก์ทั้งสองได้วางเงินประกันการเช่า เป็นเงินค่าเช่าล่วงหน้า 2 เดือน เป็นเงินจำนวน 70,000 บาท เงินประกันค่าใช้ไฟฟ้าจำนวน 10,000 บาท เงินประกันค่าใช้โทรศัพท์จำนวน 20,000 บาท รวมเป็นเงินประกันการเช่าจำนวน 100,000 บาท สัญญาเช่าคลังสินค้ายูนิตหมายเลข 10/1 ระยะเวลาการเช่า 3 ปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2542 ค่าเช่าเดือนละ 16,800 บาท ค่ายามและค่าส่วนกลางเดือนละ 11,200 บาท รวมเป็นเงินที่ต้องชำระเดือนละ 28,000 บาท โจทก์ทั้งสองได้วางเงินประกันการเช่า เป็นค่าเช่าล่วงหน้า 2 เดือน เป็นเงินจำนวน 56,000 บาท เงินประกันค่าใช้ไฟฟ้าจำนวน 10,000 บาท รวมเป็นเงินประกันการเช่าจำนวน 66,000 บาท รวมเงินประกันการเช่าที่โจทก์ทั้งสองจ่ายให้จำเลยเป็นเงินจำนวน 166,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ที่จะเช่าคลังสินค้ากับจำเลยอีกต่อไป จึงได้มีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาเช่าคลังสินค้าไปยังจำเลย มีผลให้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยสิ้นสุดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดโจทก์ทั้งสองได้ทวงถามให้จำเลยส่งมอบเงินประกันการเช่าคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองแต่จำเลยเพิกเฉย คำนวณดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 166,000 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันฟ้องได้ 10,375 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 176,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 166,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้รับเงินประกันตามเช็คจากโจทก์ทั้งสองตามฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องส่งคืนเงินตามเช็คที่โจทก์ทั้งสองฟ้องตามสัญญาเช่าทั้งสองฉบับ ข้อ 4 วรรคสอง กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้เช่าขอเลิกเช่าก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า ผู้เช่ารับว่าไม่เรียกร้องเงินค่ามัดจำการเช่า ค่ามัดจำอื่นๆ คืนจากผู้ให้เช่าซึ่งจำเลยถือเป็นข้อกำหนดที่เป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาเช่า และถือเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งในการสูญเสียโอกาสหาลูกค้ามาเช่าคลังสินค้าชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนกว่าจำเลยจะหาลูกค้าได้ จำเลยจึงมีข้อกำหนดดังกล่าวไว้ มิใช่ว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ไม่มีคลังสินค้าให้โจทก์ทั้งสองเช่าใช้ประโยชน์แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองเลือกไปเช่าคลังสินค้าแห่งอื่น โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่ามัดจำตามฟ้องคืนจากจำเลย เพราะโจทก์ทั้งสองตกลงสละสิทธิเรียกร้องค่ามัดจำการเช่าและค่ามัดจำอื่นๆ แล้วจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2542 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว เพราะไม่ได้ฟ้องภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2542 อันเป็นวันที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่ามีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาเช่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 176,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 166,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองทำสัญญาเช่าคลังสินค้าจากจำเลยจำนวน 2 ยูนิต กำหนดเวลาเช่า 3 ปี ยูนิตหมายเลข 7/2 นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 ค่าเช่ารวมค่ายามและค่าส่วนกลางเดือนละ 35,000 บาท และวางเงินประกันค่าเช่ารวมค่ายามและค่าส่วนกลางล่วงหน้า 70,000 บาท เงินประกันค่าใช้ไฟฟ้า 10,000 บาท เงินประกันค่าใช้โทรศัพท์ 10,000 บาท รวมเงินประกัน 100,000 บาท ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.3 ยูนิตหมายเลข 10/1 นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2542 ค่าเช่ารวมค่ายามและค่าส่วนกลาง เดือนละ 28,000 บาท และวางเงินประกันค่าเช่ารวมค่ายามและค่าส่วนกลางล่วงหน้า 56,000 บาท เงินประกันค่าใช้ไฟฟ้า 10,000 บาท รวมเงินประกัน 66,000 บาท ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2542 โจทก์ทั้งสองบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย และขอให้จำเลยคืนเงินประกันทั้งหมดจำนวน 166,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองแต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิเลิกสัญญาเช่าเนื่องจากทรัพย์ที่เช่าชำรุดบกพร่องจากเหตุเพลิงไหม้และทรัพย์ที่เช่าไม่อยู่ในสภาพเหมาะสมแก่การใช้เพื่อประโยชน์ที่เช่ามา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 548 และ 551 เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น เห็นว่าโจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องถึงข้ออ้างที่มาแห่งคำขอให้จำเลยคืนเงินประกันแก่โจทก์ทั้งสองว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิขอเลิกสัญญาตามข้อตกลงในสัญญาเช่า ข้อ 4 อันเป็นการขอเลิกสัญญาโดยข้อสัญญา มิใช่อาศัยสิทธิขอเลิกสัญญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังที่ศาลอุทธร์วินิจฉัย ดังนี้การที่ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นและศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยที่คัดค้านข้อวินิจฉัยการเลิกสัญญาโดยบทบัญญัติของกฎหมายของศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่าจำเลยต้องรับผิดคืนเงินประกันหรือเงินมัดจำแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่เพียงใด เห็นว่า โจทก์ทั้งสองขอเลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนดเวลาเช่าตามที่ตกลงกันไว้โดยอาศัยข้อสัญญาเช่า ข้อ 4 วรรคสอง ซึ่งข้อสัญญาดังกล่าวระบุเงื่อนไขให้มีผลเป็นการเลิกสัญญาว่า โจทก์ทั้งสองต้องแจ้งเป็นหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้า 60 วัน และเมื่อมีผลให้สัญญาเช่าเลิกแล้ว โจทก์ทั้งสองต้องยอมให้จำเลยเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าในทันที กับโจทก์ทั้งสองจะไม่เรียกร้องเงินประกันหรือมัดจำคืนจากจำเลย ซึ่งข้อที่ว่าเมื่อครบกำหนด 60 วัน มีผลให้สัญญาเช่าเลิกต่อกัน โจทก์ทั้งสองยินยอมให้จำเลยเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่าก็ได้ความว่า เมื่อครบ 60 วัน โจทก์ทั้งสองได้ส่งคืนทรัพย์ที่เช่าแก่จำเลยตามบันทึกส่งคืนโกดังที่เช่าเอกสารหมาย ล.3 ส่วนข้อตกลงที่โจทก์ทั้งสองจะไม่เรียกร้องเงินประกันหรือเงินมัดจำคืนจากจำเลย โดยโจทก์ที่ 2 อ้างตนเป็นพยานโจทก์ทั้งสองว่าได้มีข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยว่า เมื่อเลิกสัญญาเช่าต้องคืนเงินประกันหรือมัดจำแก่โจทก์ทั้งสองนั้นเห็นว่า สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์เป็นกรณีที่กฎหมายบังคับว่าต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งสองนำสืบพยานบุคคลดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) และเมื่อข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งแล้ว จึงมิใช่กรณีเป็นการนำสืบตีความหมายดังที่โจทก์ทั้งสองอ้างในคำแก้ฎีกาเมื่อคดีฟังว่าตามสัญญาเช่ามีข้อตกลงว่าโจทก์ทั้งสองจะไม่เรียกเงินประกันหรือมัดจำคืน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องเงินคืนจากจำเลย"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิวเทค อินเตอร์เนชั่นแนล กับพวก
จำเลย — บริษัทรามอินทราแฟคทอรี่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6985/2551
#497041
เปิดฉบับเต็ม

การแสดงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญตาม ป.วิ.พ. มาตรา 130 นั้น อาจแสดงความเห็นด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ แล้วแต่ศาลจะต้องการหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดเรียกร้อง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดเรียกร้องให้ศาลเรียกผู้เชี่ยวชาญมาศาลเพื่ออธิบายด้วยวาจา ศาลย่อมรับฟังความเห็นเป็นหนังสือของผู้เชี่ยวชาญเป็นพยานหลักฐานประกอบคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 165,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 226,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 165,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 165,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 15 พฤษภาคม 2545) ต้องไม่เกิน 61,875 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 165,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงิน แล้วยังไม่ได้นำต้นเงินและดอกเบี้ยไปชำระแก่โจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ พยานโจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวทองล้วน น้องสาวโจทก์เบิกความได้ความตรงกันว่าสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันทำที่บ้านของจำเลยทั้งสอง ขณะทำสัญญามีจำเลยทั้งสองกับโจทก์และน้องสาวของโจทก์อยู่ด้วยกัน 4 คน จำเลยที่ 1 เป็นคนเขียนสัญญากู้ยืมเงินแล้วลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้ให้กู้ มีนางสาวทองล้วนและจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 เป็นคนเขียนสัญญาค้ำประกัน หลังจากเขียนแล้วก็เรียกจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดามาลงลายมือชื่อ แต่เมื่อพิเคราะห์สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าลายมือชื่อที่โจทก์อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 2 ชื่อลงไว้ในช่องพยานของสัญญากู้ยืมเงินและในช่องผู้ค้ำประกันของสัญญาค้ำประกัน มีสีน้ำหมึกเป็นสีน้ำเงินที่จางและเส้นน้ำหมึกที่เล็กกว่าสีน้ำหมึกและเส้นน้ำหมึกของลายมือชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางทองล้วนรวมทั้งข้อความอื่นในสัญญา บ่งชี้ให้เห็นชัดว่าเป็นการใช้ปากกาคนละด้ามกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีน้ำหมึกของลายมือชื่อจำเลยที่ 2 กับนายสนั่น สามีของจำเลยที่ 1 ในสัญญาทั้งสองฉบับเป็นสีเดียวกันและข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า ขณะทำสัญญาสามีของจำเลยที่ 1 และสามีของจำเลยที่ 2 ไม่อยู่บ้าน เพราะออกไปทำงานนอกบ้านแสดงว่าในสัญญาทั้งสองฉบับที่มีชื่อนายสนั่นและนายดำ เป็นพยานนั้นเป็นการมาลงลายมือชื่อกันในภายหลัง จึงน่าเชื่อว่าได้มีการนำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันมาลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในภายหลังเช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 อยู่ด้วยในขณะทำสัญญากู้ยืมเงินและได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันในวันเดียวกันหลังจากที่จำเลยที่ 1 เขียนสัญญาเสร็จ จึงมีพิรุธไม่น่ารับฟังประกอบกับจำเลยที่ 2 ก็นำสืบปฏิเสธว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ทั้งในชั้นพิจารณาก็ได้ขอส่งเอกสารดังกล่าวพร้อมตัวอย่างลายมือชื่อที่เขียนขึ้นต่อหน้าศาลไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบยังกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจากการตรวจพิสูจน์ผู้เชี่ยวชาญก็ลงความเห็นว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันตามรายงานการตรวจพิสูจน์พร้อมภาพแสดงประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ ซึ่งศาลฎีกาได้นำมาพิจารณาดูแล้วก็เห็นด้วยกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่าลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ฎีกาว่า การตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญไม่มีการนำลายมือชื่อที่เขียนโดยปกติในระยะเวลาใกล้เคียงกับวันทำสัญญาส่งไปตรวจพิสูจน์ จำเลยที่ 2 อาจลงตัวอย่างลายมือชื่อให้ผิดเพี้ยนแปลกไปจากเดิมที่เคยลงลายมือชื่อไว้ได้ และผู้เชี่ยวชาญก็มิได้รู้เห็นการทำสัญญาค้ำประกัน เป็นเพียงพยานผู้ให้ความเห็นตามหลักวิชาการต่อศาล มิใช่การวินิจฉัยชี้ขาดคดีแทนศาล ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้นำผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความให้โจทก์ได้มีโอกาสถามค้าน จึงไม่อาจรับฟังได้มากไปกว่าพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ของโจทก์นั้น เห็นว่า ในการส่งตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลย ที่ 2 ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบนั้นได้ให้จำเลยที่ 2 ลงตัวอย่างลายมือชื่อไว้ถึง 6 หน้ากระดาษ ซึ่งย่อมเป็นการยากที่จำเลยที่ 2 จะลงลายมือชื่อให้ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงได้เหมือนกันโดยตลอดทุกแผ่น ทั้งในคดีนี้ศาลฎีกาก็มิได้ถือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในการตรวจพิสูจน์มาตัดสินเป็นข้อแพ้ชนะเสียทีเดียว แต่ได้นำเอาความคิดเห็นตามหลักวิชาการของผู้เชี่ยวชาญมารับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่น ทั้งยังได้นำตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 กับลายมือชื่อของผู้ค้ำประกันที่ลงไว้ในสัญญาค้ำประกันมาตรวจเปรียบเทียบดูด้วยตาเปล่า ซึ่งก็เห็นได้ว่ามีลักษณะแตกต่างกันอีกด้วย ส่วนการแสดงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 130 ก็บัญญัติให้ผู้เชี่ยวชาญอาจแสดงความเห็นด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ แล้วแต่ศาลจะต้องการหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดเรียกร้องดังนี้เมื่อไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดเรียกร้องให้ศาลเรียกผู้เชี่ยวชาญมาศาลเพื่ออธิบายด้วยวาจา ศาลย่อมรับฟังความเห็นเป็นหนังสือของผู้เชี่ยวชาญเป็นพยานหลักฐานประกอบคดีได้ มิใช่เรื่องที่ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องแต่อย่างใด เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันตามฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำสัญญาค้ำประกันมาเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 130
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาลี่ แหยมนาค
จำเลย — นางบังอร วงษ์สง่า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6977/2551
#499594
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีภริยากัน ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่สามีจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ลงชื่อเป็นพยานในสัญญา โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าที่ดินและส่งมอบโฉนดที่ดินและสามีจำเลยที่ 2 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว เพียงแต่ยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนแก่กัน เนื่องจากที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี นับแต่วันออกโฉนด แม้โจทก์จะอ้างว่าสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาททำขึ้นภายในกำหนดเวลาห้ามโอน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็เป็นคนละส่วนกับการที่โจทก์ลงชื่อเป็นพยานในสัญญาซึ่งถือได้ว่า โจทก์รู้เห็นยินยอมและให้สัตยาบันการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 เข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์ยินยอมในการขายที่ดินตั้งแต่แรกแล้ว โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง และไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน ระหว่างอยู่กินด้วยกันมีสินสมรสคือที่ดินโฉนดเลขที่ 25783 ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 จำเลยที่ 1 นำที่ดินดังกล่าวไปทำนิติกรรมขายแก่จำเลยที่ 2 ในราคา 100,000 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าราคาประเมินโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโดยไม่สุจริต เนื่องจากจำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์ไม่ให้ความยินยอมและจำเลยที่ 2 ไม่ได้เสียค่าตอบแทน ต่อมาจำเลยที่ 2 โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 โดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสาม 1,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 25783 ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 1 งาน 85 ตารางวา เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์เพียงลำพัง โดยที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดของทางราชการห้ามโอนภายใน 10 ปี นับแต่วันออกโฉนดปี 2530 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้หรือไม่ เห็นว่า ฝ่ายจำเลยมีจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 กับสิบตำรวจตรีไกรศรสามีของจำเลยที่ 2 มาเบิกความยืนยันว่า ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2531 จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่สิบตำรวจตรีไกรศร ในราคา 20,000 บาท มีโจทก์เองลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ด้วย แต่ยังไม่สามารถโอนแก่กันได้เพราะอยู่ในระหว่างห้ามโอนภายใน 10 ปี โดยมีหนังสือสัญญาการซื้อขายดังกล่าวมาแสดง กับทั้งยังมีนายคำมูลและนายศรีเนียม มาเบิกความรับรองด้วยว่า นายคำมูลและนายศรีเนียมเป็นพยานรู้เห็นและต่างลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาการซื้อขายดังกล่าวไว้จริง โจทก์เพียงนำสืบโต้เถียงว่า โจทก์ไม่เคยขายที่ดินแก่ผู้ใดแต่โจทก์กลับเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามยอมรับว่า สามีของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินต่อจากโจทก์ จึงเจือสมด้วยข้อนำสืบของฝ่ายจำเลยตามคำเบิกความของสิบตำรวจตรีไกรศรที่ว่า ได้ชำระค่าที่ดินแก่โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท ในวันทำสัญญา โจทก์และจำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดิน และสิบตำรวจตรีไกรศรสามีของจำเลยที่ 2 เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ตัดฟันต้นมะม่วงที่โจทก์ปลูกออกไปทั้งหมดแล้วจ้างรถไถมาปรับที่ปลูกไม้สักในที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งแต่ปี 2531 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทแก่สิบตำรวจตรีไกรศรสามีของจำเลยที่ 2 แล้วตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2531 แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนแก่กัน เพราะอยู่ในข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ซึ่งเป็นอุปสรรคในขณะนั้นดังเห็นได้จากสัญญาข้อ 3 ที่ว่า ถ้าผู้ขาย (จำเลยที่ 1) ผิดสัญญาตามที่ตกลงกัน ผู้ขายยินยอมคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อ (สิบตำรวจตรีไกรศร) พร้อมดอกเบี้ย และยินยอมให้ยึดถือโฉนดดังกล่าวเป็นประกันด้วย ดังนั้น การทำนิติกรรมโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามเจตจำนงของสิบตำรวจตรีไกรศรเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 จึงสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินให้แก่สิบตำรวจตรีไกรศร โดยโจทก์ลงชื่อเป็นพยานในสัญญาและโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าที่ดินไปแล้ว แม้โจทก์จะอ้างว่าสัญญาดังกล่าวทำขึ้นภายในกำหนดเวลาห้ามโอน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แต่ก็เป็นคนละส่วนกับการที่โจทก์ลงชื่อเป็นพยานในสัญญาซึ่งถือได้ว่าโจทก์รู้เห็นยินยอมและให้สัตยาบันการทำสัญญาการซื้อขายในปี 2531 อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 เข้าใจโดยสุจริต เมื่อมีการจดทะเบียนโอนในครั้งหลังว่าโจทก์เคยยินยอมในการขายมาตั้งแต่แรกแล้วประกอบกับขณะเวลานั้นโจทก์เองก็ประสบอุบัติเหตุรถชนไม่ค่อยสบาย กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำไปโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ย่อมได้รับยกเว้นให้โจทก์ไม่อาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนในกรณีนี้เสียแล้ว โจทก์ก็ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย โดยไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 กระทำโดยสุจริตหรือไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิษณุ เป็งคำ
จำเลย — นางนันตา เป็งคำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
เกษม วีรวงศ์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6962/2551
#418561
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์ภายหลังจากที่สัญญาเช่าครบกำหนด โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าต่อไปและบอกกล่าวให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไป เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลละเมิด มิใช่เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าทรัพย์ โจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่ได้โดยไม่จำต้องใช้หนังสือสัญญาเช่าที่ดินเป็นพยานหลักฐานในคดี แม้สัญญาเช่ามิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 21 เนื้อที่ 1 งาน 16.50 ตารางวา โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินดังกล่าวบริเวณมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเนื้อที่ประมาณ 40 ตารางวา มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2545 อัตราค่าเช่าเดือนละ 200 บาท เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าที่ดินต่อไป จึงบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 21 ตำบลปากตะโก อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 กันยายน 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยให้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าที่โจทก์นำมาฟ้องเกิดจากการฉ้อฉล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นการฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาข้อนี้โดยเห็นว่าเป็นข้อกฎหมายนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ศาลชั้นต้นรับมาแต่เพียงว่า สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.2 มิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์ภายหลังจากที่สัญญาเช่าครบกำหนด โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าที่ดินกล่าวต่อไปและบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลละเมิด หาใช่เป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าทรัพย์ไม่ โจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่ได้โดยไม่จำต้องใช้หนังสือสัญญาเช่าที่ดินเป็นพยานหลักฐานในคดี แม้สัญญาเช่ามิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 537
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมมิตร กิตติญาโณ
จำเลย — นางลัดดา แขวงเมฆ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6961/2551
#496822
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารจำเลยหักบัญชีสะสมทรัพย์ของโจทก์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตที่โจทก์ค้างชำระ เป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงตามคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิต มิใช่เป็นการหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 โดยไม่มีข้อตกลงระหว่างกัน จำเลยจึงมีสิทธิที่จะหักบัญชีสะสมทรัพย์ของโจทก์ได้ แม้หนี้บัตรเครดิตจะขาดอายุความแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ข้อความในคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิตที่ให้นำหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความไปก่อนที่จำเลยจะมีสิทธิหักกลบลบหนี้แล้วนั้นมาหักบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นข้อสัญญาที่มุ่งจะขยายอายุความ อันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายเป็นข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 นั้น เป็นข้อตกลงที่เกี่ยวกับประโยชน์ระหว่างคู่สัญญาเท่านั้นไม่มีผลกระทบต่อบุคคลภายนอกและไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นสถาบันการเงิน ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โดยรับฝากเงินจากบุคคลทั่วไป โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลย ได้เปิดบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์กับจำเลยที่สาขาย่อยเทสโกโลตัส นครพนม เลขที่ 666-0-03586-3 และใช้บัญชีเงินฝากดังกล่าวร่วมกับบัตรเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติ (บัตรเอทีเอ็ม) เมื่อวันที่19 ธันวาคม 2549 จำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อเบียดบังเอาเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์เลขที่บัญชี 666-0-03586-3 ไปเป็นของจำเลย ด้วยการหักยอดเงินฝากของโจทก์จำนวน 53,323.73 บาท ออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ทำให้โจทก์ไม่สามารถถอนเงินจากบัญชีเงินฝากได้ ทำให้โจทก์ก็ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องรับผิดคืนเงินจำนวน 53,323.73 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2549 คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 289 วัน เป็นดอกเบี้ยจำนวน 3,167.44 บาท และจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 150,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 206,491.17 บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 206,491.17 บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 206,491.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 203,323.73 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามข้อตกลงเป็นการกระทำโดยมีสิทธิ จึงไม่เป็นการละเมิดจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิหักบัญชีสะสมทรัพย์เลขที่ 666-0-03586-3 เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เปิดบัญชีสะสมทรัพย์เลขที่ 666-0-03586-3 หลังจากมูลหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้วจำเลยไม่มีสิทธินำหนี้บัตรเครดิตไปหักกลบลบหนี้กับเงินฝากในบัญชีดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยหักบัญชีสะสมทรัพย์เลขที่ 666-0-03586-3 ของโจทก์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตที่โจทก์ค้างชำระ เป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงตามคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิตเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 8 วรรคสาม ซึ่งมีข้อความระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "ในกรณีที่ผู้ถือบัตรค้างชำระเงินตามกล่าวในวรรคสอง ธนาคารมีสิทธิยกเลิกบัตรได้ทันที โดยมิต้องบอกกล่าวให้ผู้ถือบัตรทราบล่วงหน้าและผู้ถือบัตรยินยอมให้ธนาคารนำภาระหนี้บัตรเครดิตที่คงค้างไปหักบัญชีเงินฝากของผู้ถือบัตรทุกประเภทที่มีอยู่กับธนาคารได้ตามที่ธนาคารเห็นสมควร โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตรอีก..." หาใช่เป็นการหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 โดยไม่มีข้อตกลงระหว่างกันไม่ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะหักบัญชีสะสมทรัพย์ของโจทก์ได้แม้หนี้บัตรเครดิตจะขาดอายุความแล้วก็ตาม การกระทำของจำเลยหาเป็นละเมิดต่อโจทก์ไม่ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าข้อความในคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิตเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 8 วรรคสาม ที่ให้นำหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความไปก่อนที่จำเลยจะมีสิทธิหักกลบลบหนี้แล้วนั้นมาหักบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นข้อสัญญาที่มุ่งจะขยายอายุความ อันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายเป็นข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 นั้น เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่เกี่ยวกับประโยชน์ระหว่างคู่สัญญาเท่านั้นไม่มีผลกระทบต่อบุคคลภายนอกและไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่ใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธราธร จินดากุล
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6961/2551
#499662
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่เมื่อจำเลยรับสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้วไม่ค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

จำเลยหักบัญชีสะสมทรัพย์ของโจทก์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตที่โจทก์ค้างชำระ เป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงตามคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิตที่ระบุว่า "ในกรณีผู้ถือบัตรค้างชำระเงิน... ผู้ถือบัตรยินยอมให้ธนาคารนำภาระหนี้บัตรเครดิตที่คงค้างไปหักบัญชีเงินฝากของผู้ถือบัตรทุกประเภทที่มีอยู่กับธนาคารได้ตามที่ธนาคารเห็นสมควรโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตรอีก..." หาใช่เป็นการหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 โดยไม่มีข้อตกลงระหว่างกันไม่ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะหักบัญชีสะสมทรัพย์ของโจทก์ได้ แม้หนี้บัตรเครดิตจะขาดอายุความแล้วก็ตามนอกจากนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวยังเป็นข้อตกลงที่เกี่ยวกับประโยชน์ระหว่างคู่สัญญาไม่มีผลกระทบต่อบุคคลภายนอกและไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนจึงไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 206,491.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 203,323.73 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์แล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิหักบัญชีสะสมทรัพย์เลขที่ 666-0-03xxx-x เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เปิดบัญชีสะสมทรัพย์เลขที่ 666-0-03xxx-x หลังจากมูลหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธินำหนี้บัตรเครดิตไปหักกลบลบหนี้กับเงินฝากในบัญชีดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยหักบัญชีสะสมทรัพย์เลขที่ 666-0-03xxx-x ของโจทก์เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิตที่โจทก์ค้างชำระ เป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงตามคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิต ข้อ 8 วรรคสาม ซึ่งมีข้อความระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "ในกรณีที่ผู้ถือบัตรค้างชำระเงินตามกล่าวในวรรคสอง ธนาคารมีสิทธิยกเลิกบัตรได้ทันที โดยมิต้องบอกกล่าวให้ผู้ถือบัตรทราบล่วงหน้าและผู้ถือบัตรยินยอมให้ธนาคารนำภาระหนี้บัตรเครดิตที่คงค้างไปหักบัญชีเงินฝากของผู้ถือบัตรทุกประเภทที่มีอยู่กับธนาคารได้ตามที่ธนาคารเห็นสมควร โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตรอีก..." หาใช่เป็นการหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 โดยไม่มีข้อตกลงระหว่างกันไม่ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะหักบัญชีสะสมทรัพย์ของโจทก์ได้แม้หนี้บัตรเครดิตจะขาดอายุความแล้วก็ตาม การกระทำของจำเลยหาเป็นละเมิดต่อโจทก์ไม่ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อความในคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิต ข้อ 8 วรรคสาม ที่ให้นำหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความไปก่อนที่จำเลยจะมีสิทธิหักกลบลบหนี้แล้วนั้นมาหักบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นข้อสัญญาที่มุ่งจะขยายอายุความ อันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายเป็นข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 นั้น เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่เกี่ยวกับประโยชน์ระหว่างคู่สัญญาเท่านั้นไม่มีผลกระทบต่อบุคคลภายนอกและไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงไม่ใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเมื่อจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 344
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธราธร จินดากุล
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6959/2551
#413182
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การตอนแรกว่าชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่กลับให้การตอนหลังว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ไม่เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเอง เนื่องจากการที่ลูกหนี้ปฏิเสธความรับผิดโดยเถียงว่าหนี้ขาดอายุความนั้นหาได้มีข้อจำกัดว่าลูกหนี้จะยกขึ้นต่อสู้ได้เฉพาะในกรณีที่ยังมิได้มีการชำระหนี้เท่านั้นไม่ การที่จำเลยให้การตัดฟ้องโจทก์ในตอนหลังว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ จึงไม่อาจแปลความหมายได้ว่า จำเลยยังมิได้ชำระหนี้ คำให้การของจำเลยจึงมิได้ขัดแย้งกันเอง

จำเลยให้การโดยระบุเพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ เพราะมีการซื้อขายสินค้ากันเมื่อปี 2537 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อปี 2548 นั้น เป็นการต่อสู้เรื่องอายุความในกรณีผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกเอาค่าสินค้าตามที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์นั่นเอง ทั้งนี้โดยจำเลยไม่จำต้องอ้างมาตราในกฎหมายมาในคำให้การ เพราะเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับบทกฎหมายเอง คำให้การของจำเลยจึงชัดแจ้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 182,050 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบ หรือไม่ เนื่องจากจำเลยให้การตอนแรกว่าได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่กลับให้การตอนหลังว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ซึ่งนัยสำคัญว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ จึงเป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่ก่อให้เกิดประเด็นในเรื่องอายุความนั้น เห็นว่า การที่ลูกหนี้ปฏิเสธความรับผิดโดยเถียงว่าหนี้ขาดอายุความ หาได้มีข้อจำกัดว่าลูกหนี้จะยกขึ้นต่อสู้ได้แต่เฉพาะในกรณีที่ยังมิได้มีการชำระหนี้เท่านั้นไม่ การที่จำเลยให้การตัดฟ้องโจทก์ในตอนหลังว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ จึงไม่อาจแปลความหมายได้ว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ คำให้การของจำเลยจึงมิได้ขัดแย้งกันเองแต่จำเลยให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความลอยๆ จึงไม่ชัดแจ้งว่าเป็นการต่อสู้อายุความในกรณีใดและเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใดนั้น ดังนั้น แม้จำเลยให้การโดยระบุเพียงวา คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะมีการซื้อขายสินค้ากันเมื่อปี 2537 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อปี 2548 ก็เห็นได้ว่าจำเลยต่อสู้อายุความในกรณีที่ผู้ประกอบการค้าฟ้องเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบตามที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์นั่นเอง ทั้งนี้ โดยจำเลยไม่จำต้องอ้างมาตราในกฎหมายมาในคำให้การเพราะเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับบทกฎหมายเอง คำให้การของจำเลยจึงชัดแจ้งและทำให้คดีมีประเด็นในเรื่องอายุความดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นยกอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ขึ้นปรับแก่คดีและวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ จึงชอบแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมจันทร์ ม่วงอ่ำ
จำเลย — นายวงษา อรชุน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายวัชระ จิรัฐิติเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6958/2551
#496821
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับปรุงเพิ่มไปชำระแก่จำเลย เป็นเรื่องที่จำเลยใช้สิทธิตามปกติอันพึงกระทำได้ แม้ในตอนท้ายของหนังสือจะมีข้อความขอให้โจทก์นำเงินค่ากระแสไฟฟ้าไปชำระ มิฉะนั้นจำเลยจะดำเนินการตามระเบียบ ถ้าโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องโจทก์จะไม่ปฏิบัติตามก็ได้ การที่จำเลยดำเนินคดีแก่โจทก์ก็ยังไม่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์ต้องชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยหรือไม่ ฉะนั้น ลำพังหนังสือของจำเลยที่แจ้งไปยังโจทก์จึงไม่เป็นการทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนที่โจทก์มีคำขอบังคับห้ามจำเลยงดจ่ายกระแสไฟฟ้าแก่โจทก์ ซึ่งหมายถึงการระงับหรืองดกระทำการดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นต้นไปนั้น เป็นเรื่องการกระทำในอนาคตซึ่งยังมิได้มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ดำเนินกิจการโรงแรมชื่อ กรีนเวิลด์ ฮ้อทสปริงรีสอดร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ โดยขออนุญาตใช้ไฟฟ้าจากจำเลยสาขาทองผาภูมิ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 เจ้าหน้าที่ของจำเลยมาตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้าหมายเลข 823-001100 ของโจทก์ แล้วแจ้งว่ามีการตัดสายไฟคอนโทรลที่เข้ามิเตอร์ไฟฟ้า ความจริงแล้วเจ้าหน้าที่ของโจทก์ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับมิเตอร์ไฟฟ้าดังกล่าวเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำมิเตอร์ไฟฟ้าดังกล่าวไปตรวจสอบ วันที่ 8 สิงหาคม 2546 จำเลยมีหนังสือที่ มท.5343.3/ทภ.1232 เรื่องขอให้ชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับปรุงเพิ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 เป็นเงิน 1,822,146.81 บาท ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ มิฉะนั้นจะงดจ่ายกระแสไฟฟ้าการแจ้งดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยระเบียบปฏิบัติของจำเลย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในฐานะผู้ใช้บริการ ขอให้พิพากษายกเลิกหนังสือที่ มท.5343.3/ทภ1232 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2546 และห้ามจำเลยงดจ่ายกระแสไฟฟ้าแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประกอบกิจการโรงแรมได้ขออนุญาตใช้กระแสไฟฟ้าของจำเลย โดยมีหมายเลขผู้ใช้ไฟคือ 823-001100 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้มาตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้าหมายเลขดังกล่าวผลปรากฏว่าสายคอนโทรลสีแดงชำรุดมีลักษณะถูกของมีคมจากภายนอกมาทำให้ขาด หลังตรวจสอบได้ตีตราตะกั่วหมายเลข 1083 ที่ฝาครอบที่ต่อสายจำนวน 2 ดวงตรา และฝาครอบตู้มิเตอร์จำนวน 2 ดวงตราตามบันทึกการตรวจสอบมิเตอร์เอกสารหมาย จ.3 ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2546 จำเลยมีหนังสือขอเรียกเก็บค่าละเมิดสิทธิจากโจทก์เป็นเงิน 68,725 บาท โจทก์ปฏิเสธไม่ได้กระทำการละเมิดสิทธิมิเตอร์ไฟฟ้าดังกล่าว และได้วางเงินเพื่อเป็นประกันการงดจ่ายกระแสไฟฟ้าตามเอกสารหมาย จ.4 วันที่ 8 สิงหาคม 2546 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่า จากการที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้เข้าตรวจสอบมิเตอร์ของโจทก์เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2545 พบว่ามีการหักลวดทองแดงในสายคอนโทรลเคเบิลเส้นสีขาว ขาว-ดำ สีส้มและสีเขียวให้ออกจากกันทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าเข้า อันเป็นสาเหตุทำให้ค่ามิเตอร์ไฟฟ้าไม่แสดงหน่วยขึ้นขณะใช้โหลดไฟฟ้าจึงขอโจทก์ชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับปรุงเพิ่มย้อนหลังตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 เป็นเงิน 1,822,146.81 บาท ภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ มิฉะนั้นจะดำเนินการตามระเบียบต่อไปตามเอกสารหมาย จ.5

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วนั้น ในเรื่องนี้ตามสำเนาหนังสือที่ มท.5343.3/ทภ.1232 เอกสารหมาย จ.5 ที่ฝ่ายจำเลยแจ้งไปยังโจทก์มีใจความสำคัญว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้เข้าตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้าที่โจทก์ขออนุญาตใช้แล้ว พบว่าค่ามิเตอร์ไฟฟ้าไม่แสดงหน่วยขึ้นขณะใช้โหลดไฟฟ้า ทำให้มิเตอร์ไฟฟ้าไม่แสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าจึงเห็นควรปรับปรุงค่าไฟฟ้าเพิ่มย้อนหลังตามเปอร์เซ็นต์คลาดเคลื่อนเป็นเงินเรียกเก็บเพิ่มทั้งสิ้น 1,822,146.81 บาท ขอให้โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือนี้ หากพ้นกำหนดจำเลยจำเป็นต้องดำเนินการตามระเบียบ เห็นว่า การที่ฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับปรุงเพิ่มไปชำระแก่ฝ่ายจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยใช้สิทธิตามปกติอันพึงกระทำได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำการอย่างใดอันเป็นการกระทบต่อสิทธิของโจทก์ แม้ในตอนท้ายของหนังสือเอกสารหมาย จ.5 จะมีข้อความขอให้โจทก์นำเงินค่ากระแสไฟฟ้าไปชำระ มิฉะนั้นจำเลยจะดำเนินการตามระเบียบก็ตาม ถ้าโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องโจทก์จะไม่ปฏิบัติตามก็ได้ แม้ต่อมาหากปรากฏว่าจำเลยดำเนินคดีแก่โจทก์ก็ยังไม่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์ต้องชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยหรือไม่เพราะศาลอาจมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาเป็นอย่างอื่นได้ ฉะนั้นลำพังหนังสือของจำเลยที่แจ้งไปยังโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นการกระทำของจำเลยที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษายกเลิกหนังสือที่ มท.5343.3/ทภ.1232 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2546 ได้ ส่วนที่โจทก์มีคำขอบังคับห้ามจำเลยงดจ่ายกระแสไฟฟ้าแก่โจทก์ ซึ่งหมายถึงการระงับหรืองดกระทำการดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นต้นไปนั้น เป็นเรื่องการกระทำในอนาคตซึ่งยังมิได้มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ จึงเป็นคำขอบังคับที่ไม่อาจพิพากษาบังคับจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องของโจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจ.พี.แอ็สโซซิเอท จำกัด
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6958/2551
#499212
เปิดฉบับเต็ม

การที่ฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับปรุงเพิ่มไปชำระแก่ฝ่ายจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยใช้สิทธิตามปกติอันพึงกระทำได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำการอย่างใดอันเป็นการกระทบต่อสิทธิของโจทก์ แม้ในตอนท้ายของหนังสือจะมีข้อความขอให้โจทก์นำเงินค่ากระแสไฟฟ้าไปชำระ มิฉะนั้นจำเลยจะดำเนินการตามระเบียบก็ตาม ถ้าโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องโจทก์จะไม่ปฏิบัติตามก็ได้ แม้ต่อมาหากปรากฏว่าจำเลยดำเนินคดีแก่โจทก์ก็ยังไม่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์ต้องชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยหรือไม่ เพราะศาลอาจมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาเป็นอย่างอื่นได้ ฉะนั้น ลำพังหนังสือของจำเลยที่แจ้งไปยังโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นการกระทำของจำเลยที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษายกเลิกหนังสือดังกล่าวได้ ส่วนที่โจทก์มีคำขอบังคับห้ามจำเลยงดจ่ายกระแสไฟฟ้าแก่โจทก์ซึ่งหมายถึงการระงับหรืองดกระทำการดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นต้นไปนั้น เป็นเรื่องการกระทำในอนาคตซึ่งยังมิได้มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์จึงเป็นคำขอบังคับที่ไม่อาจพิพากษาบังคับจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษายกเลิกหนังสือที่ มท.5343.3/ทภ.1232 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2546 และห้ามจำเลยงดจ่ายกระแสไฟฟ้าแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วนั้นในเรื่องนี้ตามสำเนาหนังสือที่ มท.5343.3/ทภ.1232 ที่ฝ่ายจำเลยแจ้งไปยังโจทก์มีใจความสำคัญว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้เข้าตรวจสอบมิเตอร์ไฟฟ้าที่โจทก์ขออนุญาตใช้แล้ว พบว่าค่ามิเตอร์ไฟฟ้าไม่แสดงหน่วยขึ้นขณะใช้โหลดไฟฟ้า ทำให้มิเตอร์ไฟฟ้าไม่แสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้า จึงเห็นสมควรปรับปรุงค่าไฟฟ้าเพิ่มย้อนหลังตามเปอร์เซ็นต์คลาดเคลื่อนเป็นเงินเรียกเก็บเพิ่มทั้งสิ้น 1,822,146.81 บาท ขอให้โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือนี้ หากพ้นกำหนดจำเลยจำเป็นต้องดำเนินการตามระเบียบ เห็นว่า การที่ฝ่ายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับปรุงเพิ่มไปชำระแก่ฝ่ายจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยใช้สิทธิตามปกติอันพึงกระทำได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำการอย่างใดอันเป็นการกระทบต่อสิทธิของโจทก์ แม้ในตอนท้ายของหนังสือจะมีข้อความขอให้โจทก์นำเงินค่ากระแสไฟฟ้าไปชำระ มิฉะนั้นจำเลยจะดำเนินการตามระเบียบก็ตาม ถ้าโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องโจทก์จะไม่ปฏิบัติตามก็ได้ แม้ต่อมาหากปรากฏว่าจำเลยดำเนินคดีแก่โจทก์ก็ยังไม่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์ต้องชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าให้แก่จำเลยหรือไม่ เพราะศาลอาจมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาเป็นอย่างอื่นได้ ฉะนั้น ลำพังหนังสือของจำเลยที่แจ้งไปยังโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นการกระทำของจำเลยที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษายกเลิกหนังสือที่ มท.5343.3/ทภ.1232 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2546 ได้ ส่วนที่โจทก์คำขอบังคับห้ามจำเลยงดจ่ายกระแสไฟฟ้าแก่โจทก์ ซึ่งหมายถึงการระงับหรืองดกระทำการดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นต้นไปนั้น เป็นเรื่องการกระทำในอาคตซึ่งยังมิได้มีการโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ จึงเป็นคำขอบังคับที่ไม่อาจพิพากษาบังคับจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องของโจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษยืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ.พี.แอ็สโซซิเอท จำกัด
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6950/2551
#496820
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารผู้ค้ำประกันได้ชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันให้กรมศุลกากรโจทก์ทำให้หนี้ค่าอากรและเงินเพิ่มระงับลงบางส่วน แม้ธนาคารจะรับช่วงสิทธิของโจทก์ตาม ป.พ.พ.มาตรา 693 วรรคสอง ประกอบมาตรา 229 (3) แต่เมื่อเงินที่ธนาคารชำระยังไม่คุ้มค่าอากรและเงินเพิ่มที่จำเลยต้องชำระ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าอากรและเงินเพิ่มส่วนที่ขาดจากจำเลยในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นได้

โจทก์เรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันล่าช้า แต่เมื่อ พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พุทธศักราช 2482 มาตรา 19 ตรี มิได้กำหนดอายุความการใช้สิทธิเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันการไม่ชำระค่าอากรและเงินเพิ่มของผู้นำเข้าตามมาตรา 19 ทวิ จึงมึอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล โดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายอื่น จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ระหว่างวันที่ 8 ตุลาคม 2537 ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2540 จำเลยสั่งและนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า (วัตถุดิบ) ประเภทแถบพลาสติก แป้งสาลี ถ้วยโฟม และฝาถ้วยทำจากพลาสติก จำนวนทั้งสิ้น 47 ใบขน เพื่อผลิตส่งออกโดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อใช้สิทธิขอคืนอากรพร้อมทั้งได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางแทนการชำระค่าอากรต่อโจทก์ หลังจากจำเลยได้รับสินค้าไปแล้ว เมื่อครบกำหนด 1 ปีนับแต่วันนำเข้า จำเลยนำสินค้ามาผลิตและส่งออกไปยังต่างประเทศเพียงบางส่วน สินค้าที่เหลือจึงเป็นสินค้าที่มิได้ผลิตและส่งออกภายใน 1 ปีนับแต่วันนำเข้า เป็นการปฏิบัติผิดเงื่อนไข จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าอากรและเงินเพิ่มตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบและให้นำเงินมาชำระ แต่จำเลยเพิกเฉย จึงแจ้งให้ธนาคารผู้ค้ำประกันรับผิดชำระเงินแทน ธนาคารผู้ค้ำประกันได้จัดการชำระเงินแล้วและพนักงานเจ้าหน้าที่โจทก์นำไปหักชำระค่าภาษีอากรได้บางส่วน คงเหลือหนี้ค่าอากรและเงินเพิ่มคิดคำนวณถึงวันฟ้องที่จำเลยต้องรับผิดชำระทั้งสิ้น 880,128.09 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ค่าอากรและเงินเพิ่มดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 880,128.09 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าเลขที่ 0111 0069 0262 ที่จำเลยค้างชำระจำนวน 49,606 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ค้ำประกันได้ชำระค่าอากรและเงินเพิ่มแก่โจทก์แทนจำเลยครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยมิได้นำเข้าสินค้าและวัตถุดิบตามใบขนสินค้าทั้ง 47 ฉบับพร้อมกัน และสินค้าบางรายการได้ประสบอุบัติเหตุเพลิงไหม้ ทำให้ไม่สามารถผลิตเพื่อส่งออกภายในระยะเวลาที่กำหนด กรณีเป็นเหตุสุดวิสัย ราคาที่สำแดงในใบขนสินค้าบางรายการมีราคาต่ำกว่าราคาที่แท้จริง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าอากรเพิ่มจากจำเลย โจทก์ตรวจปล่อยสินค้าล่าช้าทำให้จำเลยไม่อาจกำหนดการผลิตเพื่อส่งออกได้ กับทั้งปล่อยปละละเลยไม่เรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระค่าอากรตามหนังสือค้ำประกัน และไม่เคยแจ้งให้จำเลยไปชำระค่าอากรและเงินเพิ่มส่วนที่ขาด จำเลยไม่จำต้องชำระค่าอากรและเงินเพิ่มแก่โจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าอากรจำนวน 49,606 บาท และเงินเพิ่ม 787,860.47 บาทแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามมาตรา 112 จัตวาแห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าเลขที่ 0111 0069 0262 ที่จำเลยค้างชำระจำนวน 49,606 บาท นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อระหว่างวันที่ 8 ตุลาคม 2537 ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2540 จำเลยได้นำสินค้าวัตถุดิบประเภท แถบพลาสติก แป้งสาลี ถ้วยโฟม และฝาถ้วยทำจากพลาสติกเข้ามาในราชอาณาจักรตามใบขนสินค้าขาเข้าเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 16 ถึง 62 และแสดงความจำนงต่อโจทก์ว่า ของที่นำเข้าจะใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นำของเข้ามาในราชอาณาจักรตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 โจทก์อนุญาตโดยให้จำเลยวางหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด แทนการชำระค่าอากร ต่อมาจำเลยไม่สามารถส่งออกสินค้าที่ผลิตด้วยของที่นำเข้าไปยังเมืองต่างประเทศภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นำของซึ่งใช้ในการผลิตเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์จึงเรียกเก็บค่าอากรและเงินเพิ่มสำหรับของที่จำเลยนำเข้าดังกล่าวจากธนาคารผู้ค้ำประกันตามจำนวนที่ระบุในหนังสือค้ำประกัน แต่ยังไม่คุ้มค่าอากรและเงินเพิ่มที่จำเลยต้องชำระ

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยมีว่า การที่โจทก์เรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าอากรและเงินเพิ่มส่วนที่ขาดจากจำเลยได้หรือไม่เห็นว่า แม้ธนาคารผู้ค้ำประกันจะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 229 (3) แต่เมื่อเงินที่ชำระมาแล้วยังไม่คุ้มค่าอากรและเงินเพิ่มที่จำเลยต้องชำระ โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องเรียกค่าอากรและเงินเพิ่มส่วนที่ขาดจากจำเลยในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นได้

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยมีว่า การที่โจทก์เรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันล่าช้าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันล่าช้า แต่เมื่อพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พุทธศักราช 2482 มาตรา 19 ตรี มิได้กำหนดอายุความการใช้สิทธิเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันการไม่ชำระค่าอากรและเงินเพิ่มของผู้นำเข้าตาม มาตรา 19 ทวิ การใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 เมื่อโจทก์เรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยไม่ส่งออกเมื่อครบ 1 ปีนับแต่วันนำเข้าจึงไม่อาจถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยมีว่า การที่จำเลยไม่ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พุทธศักราช 2482 มาตรา 19 ทวิ และมาตรา19 ตรี ผู้นำเข้ามีสิทธิได้รับคืนเงินอากรขาเข้าสำหรับของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรและผลิตหรือผสมหรือประกอบแล้วส่งออกไปภายใน 1 ปีนับแต่วันนำเข้า และถ้าเป็นกรณีมีการค้ำประกันแทนการชำระอากรขาเข้าก็จะมีการคืนประกันโดยถือเสมือนว่าเป็นการคืนเงินอากร เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าของที่จำเลยนำเข้ามาในราชอาณาจักรมิได้ผลิตหรือผสมหรือประกอบแล้วส่งออกไปภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้าจำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินอากรและต้องรับผิดชำระค่าอากรและเงินเพิ่มส่วนที่ขาด ข้ออ้างที่ว่าจำเลยไม่อาจผลิต ผสม หรือประกอบและส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า เนื่องจากมีการนำเข้าวัตถุดิบไม่ถูกต้องหลายรายการ หรือต้องรอการนำเข้าจากต่างประเทศ หรือวัตถุดิบเสียหายระหว่างการขนส่ง หรือวัตถุดิบถูกเพลิงไหม้นั้น จำเลยมิได้นำสืบแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า วัตถุดิบที่นำเข้ารายการใดบ้างที่นำเข้าไม่ถูกต้อง หรือต้องรอการนำเข้าจากต่างประเทศหรือเสียหายระหว่างการขนส่ง หรือถูกเพลิงไหม้ ฉะนั้น ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ชำระค่าอากรและเงินเพิ่มส่วนที่ขาด

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของจำเลยมีว่า เงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ต้องคำนวณจากจำนวนเงิน 49,606 บาท หรือไม่ ปัญหานี้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การจำเลย จึงไม่เป็นประเด็นที่จะวินิจฉัย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/31 ม. 680 ม. 193
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม. 19 ทวิ ม. 19 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทไทยซันวาฟูดอินดัสเตรียล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6942/2551
#493417
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด มิได้บรรยายว่าจำนวนเม็ดของเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นหน่วยการใช้ด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีปริมาณสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปและเมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนัก 1.39 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.316 กรัม เท่านั้น ไม่เข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสาม (2)

บ้านที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นและจับกุมจำเลยนั้นเป็นบ้านของจำเลยไม่มีเลขที่ปลูกติดอยู่กับบ้านเลขที่ 297 ของ ฉ. บิดาจำเลย ซึ่งเป็นบ้านที่ตามที่ระบุไว้ในหมายค้น ย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นบ้านเลขที่เดียวกัน การตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 15 เม็ด น้ำหนัก 1.39 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.316 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง, 100/1 ลงโทษจำคุก 4 ปี ส่วนโทษปรับนั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงฐานะของจำเลยแล้ว คงให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางลงโทษจำคุก 4 ปี ส่วนโทษปรับนั้นเมื่อพิเคราะห์ถึงฐานะของจำเลยแล้ว คงให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบแมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยดำเนินคดีในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและยึดเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด เป็นของกลาง ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ...ที่จำเลยฎีกาว่าการตรวจค้นและจับกุมจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบที่ศาลฎีกาจะยกฟ้องโจทก์เสียนั้น เห็นว่า ในข้อนี้จำเลยนำสืบว่า บ้านที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นและจับกุมจำเลยนั้นเป็นบ้านของจำเลยไม่มีเลขที่ปลูกติดอยู่กับบ้านเลขที่ 297 หมู่ที่ 1 ตำบลสนามคลี อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ของนายเฉลียงบิดาจำเลย ซึ่งเป็นบ้านตามที่ระบุไว้ในหมายค้นย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นบ้านเลขที่เดียวกัน การตรวจค้นของเจ้าพนักงานตำรวจจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 15 เม็ด เป็นของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า คดีต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ว่าการที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองดังกล่าวเป็นการมีไว้เพื่อจำหน่ายนั้นหาชอบไม่ เพราะตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และใช้บังคับขณะกระทำความผิดบัญญัติมีความว่าการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำพวกแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนหากมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปหรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 3) ได้ให้บทนิยามคำว่า หน่วยการใช้หมายความว่า เม็ด ซอง ขวด หรือหน่วยอย่างอื่นที่ทำขึ้นซึ่งโดยปกติสำหรับการใช้เสพหนึ่งครั้ง ตามบทนิยามดังกล่าวคำว่า หน่วยการใช้ ย่อมหมายถึงปริมาณยาเสพติดให้โทษในรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันไปหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างทำขึ้นโดยปกติสำหรับการใช้เสพหนึ่งครั้ง ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด มิได้บรรยายว่าจำนวนเม็ดของเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นหน่วยการใช้ด้วยจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 15 เม็ด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีปริมาณสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไปและเมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนัก 1.39 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.316 กรัม เท่านั้น กรณีจึงไม่เข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ว่า เป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาทั้งหมดก็ยังไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าการที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองนั้นเป็นการมีไว้เพื่อจำหน่าย คดีคงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นเท่านั้น ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 92
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นาย ส.
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6930/2551
#496818
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานทายาทโดยชอบธรรมของ ถ. ผู้ตายซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้เป็นทายาทโดยชอบธรรมของผู้ตาย แต่ในชั้นพิจารณาปรากฏว่า ทนายโจทก์นำพยานเข้าสืบ 1 ปาก แล้วแถลงขอเลื่อนการพิจารณาไปสืบพยานโจทก์เกี่ยวกับการรับโอนสิทธิเรียกร้อง การมอบอำนาจให้ฟ้องคดี รวมถึงการบอกกล่าวไปยังจำเลยซึ่งเป็นทายาทของผู้ตาย ทนายจำเลยแถลงยอมรับว่า โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว คำแถลงของทนายจำเลยย่อมหมายความถึงยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์แถลงว่าจะขอเลื่อนไปสืบพยานในประเด็นที่ว่า โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายแล้ว ไม่อาจแปลว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยเท่านั้น โดยไม่ยอมรับเกี่ยวกับความเป็นทายาทของผู้ตายของจำเลยด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องความเป็นทายาทของผู้ตายแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำรับของจำเลย โจทก์จึงไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวอีกต่อไป ตามป.วิ.พ. มาตรา 84 (1)

ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยมิใช่ทายาทของผู้ตาย แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและคดีมีประเด็นอื่นจำต้องให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยความรับผิดระหว่างโจทก์จำเลยต่อไปตามรูปคดี จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาในประเด็นข้ออื่นดังกล่าวต่อไปตามรูปคดี ตามป.วิ.พ. มาตรา 243 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วง บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ได้มอบอำนาจช่วงให้ นางสาวปองขวัญฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เดิมบริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เป็นลูกหนี้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 30,000,000 บาท และลูกหนี้ตามสัญญากู้เงินรวม 5 ครั้ง จำนวน 842,000,000 บาท 200,000,000 บาท 326,000,000 บาท 123,194,550 บาท และ 92,490,000 บาท และลูกหนี้ตามสัญญากู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินวงเงิน 30,000,000 บาท โดยมีนายถนอมเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาบริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผิดนัดไม่ชำระหนี้ดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาแล้วจึงได้ทวงถามให้ชำระหนี้ และเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2544 นายถนอมถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นทายาทโดยชอบธรรมมีสิทธิได้รับมรดกและจำเลยมีนางบุศรีย์เป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,224,202,434.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 811,938,989.11 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่ระบุว่าจำเลยเป็นทายาทฐานะใด เป็นฟ้องเคลือบคลุม ลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้เป็นลายมือชื่อปลอม ลายมือชื่อของผู้โอนและผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมายังโจทก์เป็นลายมือชื่อปลอมโจทก์จึงไม่ได้รับโอนสิทธิเรียกรัองมาโดยชอบ บริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ไม่ได้เป็นหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นายถนอมไม่ได้ค้ำประกันหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยไม่ได้เป็นทายาทโดยชอบธรรมของนายถนอมและไม่ได้รับมรดกจากนายถนอม ทั้งโดยกฎหมายไม่ต้องรับผิดเกินทรัพย์มรดกที่ได้รับ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นับแต่นายถนอมตาย บริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว หนี้ตามฟ้องจึงระงับ สัญญาค้ำประกันย่อมเป็นอันระงับเพราะหนี้เดิมระงับแล้วผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้อง เจ้าหนี้เดิมและโจทก์ผ่อนเวลาให้บริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้น โจทก์สามารถบังคับเอาแก่บริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้ไม่เป็นการยาก จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยชอบธรรมของนายถนอม ผู้ค้ำประกัน ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยความรับผิดระหว่างโจทก์จำเลยต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยมีเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์นำเอกสารท้ายคำฟ้องและท้ายคำแถลงขอให้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยมารับฟังว่าจำเลยเป็นทายาทของนายถนอมผู้ค้ำประกันนั้นชอบด้วยการรับฟังพยานหลักฐานหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะทายาทโดยชอบธรรมของนายถนอม ผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามฟ้อง แม้จำเลยให้การปฎิเสธว่าจำเลยไม่ได้เป็นทายาทโดยชอบธรรมของผู้ตาย แต่ในชั้นพิจารณาปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2545 ว่า ทนายโจทก์นำพยานเข้าสืบเสร็จ 1 ปาก แล้วแถลงขอเลื่อนการพิจารณาไปสืบพยานโจทก์เกี่ยวกับการรับโอนสิทธิเรียกร้อง การมอบอำนาจให้ฟ้องคดี รวมถึงการบอกกล่าวไปยังจำเลยซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามฟ้อง ศาลชั้นต้นได้สอบทนายจำเลยแล้ว ทนายจำเลยแถลงยอมรับว่า โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว คำแถลงของทนายจำเลยดังกล่าว ย่อมหมายความถึงยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์แถลงว่าจะขอเลื่อนไปสืบพยานในประเด็นที่ว่า โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายแล้ว ไม่อาจแปลว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยเท่านั้น โดยไม่ยอมรับเกี่ยวกับความเป็นทายาทของผู้ตายของจำเลยด้วย มิฉะนั้นทนายจำเลยชอบที่จะแถลงต่อศาลว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ขอเลื่อนไปสืบพยานนั้นว่า จะยอมรับข้อเท็จจริงใดไม่ยอมรับข้อเท็จจริงใดให้ปรากฏโดยชัดแจ้ง คำแถลงยอมรับข้อเท็จจริงของจำเลยจึงฟังได้ว่า จำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องความเป็นทายาทของผู้ตายแล้วข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำรับของจำเลยดังกล่าว โจทก์จึงไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (1) การที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยเป็นทายาทของผู้ตายโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยมิใช่ทายาทของผู้ตาย แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและคดีมีประเด็นอื่นจำต้องให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยความรับผิดระหว่างโจทก์จำเลยต่อไปตามรูปคดี กรณีเช่นนี้ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาในประเด็นข้ออื่นดังกล่าวต่อไปตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย จำกัด
จำเลย — เด็กชายกิตติกร อังคณะวัฒนาฯ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6925/2551
#412033
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องอ้างว่าซื้อรถยนต์คันพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 โดยตกลงจะผ่อนชำระค่าเช่าซื้อที่เหลือให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อจนครบถ้วน แต่ปรากฏว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้ซื้อในหนังสือสัญญาซื้อรถยนต์ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้แจ้งให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อทราบและดำเนินการเปลี่ยนให้ผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อแทน ทั้งใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีและหนังสือยืนยันการชำระเงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อหาใช่ผู้ร้องชำระไม่ จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาเช่าซื้อนำรถยนต์คันพิพาทมาขายแก่ผู้ร้อง และผู้ร้องชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนดังที่กล่าวอ้าง ดังนั้น รถยนต์คันพิพาทยังไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งระงับการทำนิติกรรมทางทะเบียนของรถยนต์คันพิพาท ไม่ถือว่าผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิในทรัพย์ที่มีการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 135,192.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 3,024 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ดำเนินการบังคับคดีและแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงนายทะเบียนขนส่งกรุงเทพมหานคร ขอให้ระงับการทำนิติกรรมเกี่ยวกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร เป็นการชั่วคราวเพื่อจะได้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวมาขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามทำนิติกรรมเกี่ยวกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่สั่งระงับการทำนิติกรรมทางทะเบียนเกี่ยวกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และผู้ร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 135,192.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงนายทะเบียนขนส่งกรุงเทพมหานครความว่า หากจำเลยที่ 2 ซึ่งมีชื่อทางทะเบียนเป็นผู้ครอบครองเปลี่ยนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร ขอให้ระงับการทำนิติกรรมทางทะเบียนของรถยนต์คันดังกล่าว ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องหรือไม่ ผู้ร้องมีเพียงนายกฤตพัฒน์ผู้รับมอบอำนาจมาเบิกความว่า จำเลยที่ 2 นำรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเช่าซื้อมาจากบริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) มาขายให้แก่ผู้ร้องในราคา 250,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ร้องต้องชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 40,000 บาท ส่วนเงินค่าเช่าซื้อที่เหลืออีก 210,000 บาท ผู้ร้องต้องชำระเงินให้แก่บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) และผู้ลงลายมือชื่อผู้ซื้อเป็นพนักงานของผู้ร้องตามหนังสือสัญญาซื้อรถยนต์ ผู้ร้องได้รับส่วนลดเงินค่าเช่าซื้อที่เหลือจากบริษัท จีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) จึงชำระเงินให้เพียง 191,707.71 บาท ตามใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) ได้มอบสมุดคู่มือจดทะเบียน หลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนและหนังสือยืนยันการชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ร้อง ตามแบบคำขอโอนและรับโอน กับหนังสือยืนยันการชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน เห็นว่า ผู้ที่ลงลายมือชื่อเป็นผู้ซื้อในหนังสือสัญญาซื้อรถยนต์ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้อง นอกจากนี้ผู้ร้องก็ไม่ได้มีหนังสือแจ้งไปยังบริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อให้ทราบว่าผู้ร้องรับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 2 มาเพื่อให้บริษัทดังกล่าวรับทราบไว้และดำเนินการเปลี่ยนให้ผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อแทนจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด อีกทั้งตามใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี และหนังสือยืนยันการชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามสัญญาก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อ หาใช่ผู้ร้องเป็นผู้ชำระไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาเช่าซื้อนำรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกอายัดมาขายให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องได้ชำระเงินค่าเช่าซื้อที่เหลือให้แก่บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ลีส จำกัด (มหาชน) จนครบถ้วนแล้วดังผู้ร้องกล่าวอ้าง ดังนั้น รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร ยังไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้นายทะเบียนขนส่งกรุงเทพมหานครระงับการทำนิติกรรมทางทะเบียนของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 3742 กรุงเทพมหานคร ไม่ถือว่าผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิในทรัพย์ที่มีการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควร ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องที่ว่าคำร้องของผู้ร้องมิใช่การร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 แต่อย่างใด เนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 ม. 280
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสุพรรณพัฒนทุน จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทจารุวัฒน์มอเตอร์ จำกัด
จำเลย — นายวีรวัฒน์ นามวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางสาวอรนุช อาชาทองสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย จันทร์วิรัช
ชื่อองค์คณะ
สุธี เทพสิทธา
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6923/2551
#499211
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษาฯ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ว่า "ให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีควมผิดนั้นๆ" นั้น หมายความว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ. นี้ ต้องเป็นผู้ที่ได้กระทำความผิดก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 โดยได้รับโทษและพ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับ แต่สำหรับคดีก่อนทั้งสามคดีของจำเลย แม้จะได้กระทำผิดก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ก็ตาม แต่ศาลก็ให้รอการลงโทษไว้ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับโทษและพ้นโทษไปแล้ว กรณีของจำเลยไม่เข้าหลักเกณฑ์อันเป็นองค์ประกอบที่จะได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อจำเลยได้มากระทำผิดในคดีนี้ภายในกำหนดเวลาที่ศาลให้รอการลงโทษไว้ จึงต้องนำโทษในคดีก่อนทั้งสามคดีมาบวกกับโทษในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 58

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2553 เวลากลางวัน จำเลยมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.09 กรัม โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว เป็นของกลาง ซึ่งของกลางหมดไปในการพิสูจน์ ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกรวม 3 คดี มีกำหนดคดีละ 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งสามคดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคดีละ 2 ปี ปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3738/2542 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2543 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และคดีหมายเลขแดงที่ 2696/2543 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2543 ของศาลอาญาตามลำดับ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 67 บวกโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3738/2542 ของศาลชั้นต้น หมายเลขแดงที่ 49/2543 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และหมายเลขแดงที่ 2696/2543 ของศาลอาญา ที่ศาลรอการลงโทษไว้เข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) (ที่ถูก 67 (ที่แก้ไขใหม่)) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามพระมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3738/2542 ของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 49/2543 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และหมายเลขแดงที่ 2696/2543 ของศาลอาญา คดีละ 6 เดือน เป็นจำคุก 24 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ศาลล่างทั้งสองนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3738/2542 ของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 49/2543 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และหมายเลขแดงที่ 2696/2543 ของศาลอาญา มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปได้ว่า โทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนทั้งสามคดี จำเลยได้รับการล้างมลทินแล้วตามพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ไปแล้ว จึงไม่อาจนำมาบอกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ได้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ว่า "ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ" นั้น หมายความว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นผู้ที่ได้กระทำความผิดก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 โดยได้รับโทษและพ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ แต่สำหรับคดีก่อนทั้งสามคดีของจำเลยนั้นแม้จะได้กระทำผิดก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ก็ตาม แต่ศาลก็ให้รอการลงโทษไว้ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับโทษและพ้นโทษไปแล้ว กรณีของจำเลยไม่เข้าหลักเกณฑ์อันเป็นองค์ประกอบที่จะได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ ดังนั้น เมื่อจำเลยได้มากระทำผิดในคดีนี้ภายในกำหนดเวลาที่ศาลให้รอการลงโทษไว้ จึงต้องนำโทษในคดีก่อนทั้งสามคดีมาบวกกับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ที่ศาลล่างทั้งสองนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3738/2542 ของศาลชั้นต้น หมายเลขแดงที่ 49/2543 ของศาลจังหวัดนนทบุรี และหมายเลขแดงที่ 2696/2543 ของศาลอาญา มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมดีหรือวีระศักดิ์ คำทอง
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2551
#419917
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยปลอมใบนำฝากเงินและใบเสร็จรับเงินของธนาคาร ก็โดยเจตนาเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยนำเงินและเช็คที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ร่วม เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพื่อปกปิดการกระทำของจำเลยที่ได้ยักยอกเงินที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมและที่จำเลยเบิกตามเช็คของโจทก์ร่วมไปบางส่วนหรือทั้งหมด แม้การปลอมเอกสารดังกล่าวจะกระทำภายหลังที่จำเลยยักยอกเงินไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับที่จำเลยยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไป โดยจำเลยมีเจตนาที่จะใช้เอกสารที่ทำขึ้นเป็นหลักฐานเพื่อยักยอกเงินของโจทก์ร่วมนั้นเอง ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานยักยอก จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268, 341, 352 ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 810,746.92 บาท และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 18,500 บาท แก่ผู้เสียหายและนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 440/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341, 342 วรรคแรก การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 31 กระทง เป็นจำคุก 186 เดือน ฐานยักยอกลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 32 กระทง เป็นจำคุก 192 เดือน รวมจำคุก 384 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 192 เดือน ริบใบนำฝากเงินและใบเสร็จรับเงินของกลาง ให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้เงินจำนวน 810,746.92 บาท ที่ยักยอกไป และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาเครื่องปรับอากาศยี่ห้อลักซูรีขนาด 18,000 บีทียู ราคา 18,500 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) และให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3928/2546 ของศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมสถานหนัก

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมและยักยอก ซึ่งเป็นกรรมเดียวกัน 30 กระทง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกกระทงละ 6 เดือน ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมที่มิได้เป็นกรรมเดียวกับฐานยักยอก 1 กระทง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ฐานยักยอกจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 198 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 99 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมยักยอกเงินทั้งหมดหรือบางส่วนที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมหรือที่จำเลยเบิกตามเช็คซึ่งโจทก์ร่วมมอบหมายให้จำเลยนำเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ร่วม แล้วจำเลยปลอมใบนำฝากเงินกับใบเสร็จรับเงินของธนาคารและนำไปใช้อ้างแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจำเลยนำเงินและเช็คที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมเรียบร้อยแล้ว ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยปลอมใบนำฝากเงินและใบเสร็จรับเงินของธนาคาร ก็โดยเจตนาเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยนำเงินและเช็คที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ร่วมเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เพื่อปกปิดการกระทำของจำเลยที่ได้ยักยอกเงินที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมและที่จำเลยเบิกตามเช็คของโจทก์ร่วมไปบางส่วนหรือทั้งหมด แม้การปลอมเอกสารดังกล่าวจะกระทำภายหลังที่จำเลยยักยอกเงินไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับที่จำเลยยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไป โดยจำเลยมีเจตนาที่จะใช้เอกสารที่ทำขึ้นเป็นหลักฐานเพื่อยักยอกเงินของโจทก์ร่วมนั่นเอง ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานยักยอก จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 265 ม. 268 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่ทรัพย์สมบูรณ์
จำเลย — นางจันทิมาหรือจันทิวา ด้ายมูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสหวิทย์ ธรรมสานุกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุภกิจ กิตสัมบันท์
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
ไพโรจน์ วายุภาพ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6852/2551
#499659
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์จำเลย โจทก์ได้แถลงยืนยันภูมิลำเนาของจำเลยว่า ปัจจุบันจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 1213/39 ซอยลาดพร้าว 94 (ปัญจมิตร) แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม. ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรที่แนบท้ายคำแถลงขอให้ปิดหมาย และขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่จำเลย ณ บ้านหลังดังกล่าว หากไม่มีผู้รับโดยชอบก็ขอให้มีคำสั่งให้ปิดหมายไว้ ณ ภูมิลำเนาดังกล่าว ซึ่งสามารถส่งหมายนัดให้แก่จำเลยได้ หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่อื่น ดังนั้น ต้องถือว่าจำเลยยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 1213/39 ซอยลาดพร้าว 94 (ปัญจมิตร) แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม. ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรที่แนบท้ายคำแถลงขอให้ปิดหมาย และขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่จำเลย ณ บ้านหลังดังกล่าว หากไม่มีผู้รับโดยชอบก็ขอให้มีคำสั่งให้ปิดหมายไว้ ณ ภูมิลำเนา ดังกล่าว ซึ่งสามารถส่งหมายนัดให้แก่จำเลยได้ หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่อื่น ดังนั้น ต้องถือว่าจำเลยยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 1213/39 ซอยลาดพร้าว 94 (ปัญจมิตร) แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม. เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์ โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาดังกล่าว หากไม่มีผู้รับโดยชอบก็ขอให้ปิดหมายไว้ ณ บ้านหลังดังกล่าวด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งอนุญาตให้ปิดหมายดังที่ได้ประทับข้อความไว้ในหมายนัด แต่เจ้าพนักงานเดินหมายได้นำหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไปส่งให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 65/71-72 ถนนแฮปปี้แลนด์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. ไม่ตรงตามคำสั่งศาล จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 74 (2) กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยและหลังจากนั้นต่อมาถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่มีผลให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในเหตุที่โจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 แล้วสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยใหม่ให้ถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แล้วสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง การที่ศาลอุทธรณ์ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยใหม่ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2538 ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,293,326.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 2,659,424.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนรวมกันไม่ต่ำกว่าเดือนละ 66,550 บาท ภายในวันที่ 28 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 233810 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมโจทก์จึงยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2547

ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา และได้วางค่าใช้จ่ายในวันดังกล่าวจำนวน 2,500 บาท อันเป็นการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการให้โดยอ้างว่าโจทก์ขอให้บังคับคดีเมื่อพ้นระยะเวลาการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์ของจำเลยต่อไป

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ดำเนินการตั้งเรื่องเพื่อยึดทรัพย์ของจำเลยที่กรมบังคับคดีในวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 แต่ยังไม่ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลย ไม่ถือว่าเป็นการยึดทรัพย์ของจำเลยตามกฎหมาย โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2548 พ้นกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีให้งดการยึดจึงชอบแล้ว การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินของจำเลยเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า โจทก์ขอบังคับคดีเกินกำหนดระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน หากไม่แถลงให้ถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์

วันที่ 5 มิถุนายน 2549 เจ้าพนักงานศาลรายงานว่าส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไมได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รอผู้อุทธรณ์แถลง" ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2549 เจ้าพนักงานศาลรายงานว่าโจทก์มิได้ดำเนินการแต่อย่างใดศาลชั้นต้นจึงรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้แถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ทนายโจทก์มอบฉันทะให้นางสาวนุชนาถ เสมียนทนายนำอุทธรณ์ของโจทก์ไปยื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2549 ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ สำเนาให้จำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดีให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน 7 วันหากส่งไม่ได้ให้แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงถือว่าทิ้งอุทธรณ์โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยแล้ว แต่ส่งหมายให้แก่จำเลยไม่ได้เนื่องจากจำเลยย้ายที่อยู่ไปแล้ว เจ้าพนักงานเดินหมายรายงานศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "รอผู้อุทธรณ์แถลง" ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2549 เจ้าหน้าที่รายงานศาลชั้นต้นว่าผู้อุทธรณ์มิได้ยื่นคำแถลงภายในเวลาที่ศาลกำหนดศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา และศาลอุทธรณ์เห็นว่าการที่โจทก์ไม่แถลงภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์หรือไม่เห็นว่าเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลย โจทก์ได้แถลงยืนยันภูมิลำเนาของจำเลยว่า ปัจจุบันจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 1213/39 ซอยลาดพร้าว 94 (ปัญจมิตร) แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ที่แนบท้ายคำแถลงขอให้ปิดหมาย ฉบับลงวันที่ 6 มกราคม 2548 และขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายนัดและสำนวนคำร้องให้แก่จำเลย ณ บ้านหลังดังกล่าวหากไม่มีผู้รับโดยชอบก็ขอให้มีคำสั่งให้เปิดหมายไว้ ณ บ้านหลังดังกล่าวด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ณ ภูมิเนาดังกล่าวซึ่งสามารถส่งหมายนัดให้แก่จำเลยได้ หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่อื่น ดังนั้น ต้องถือว่าจำเลยยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 1213/39 ซอยลาดพร้าว 94 (ปัญจมิตร) แขวงวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์ โจทก์ได้ยื่นคำแถลง ลงวันที่ 18 เมษายน 2549 ขอให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาดังกล่าว หากไม่มีผู้รับโดยชอบก็ขอให้ปิดหมายไว้ ณ บ้านหลังดังกล่าวด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งอนุญาตให้ปิดหมายดังที่ได้ประทับข้อความไว้ในหมายนัดแต่เจ้าพนักงานเดินหมายได้นำหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ไปส่งให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 65/71-72 ถนนแฮปปี้แลนด์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ไม่ตรงตามคำสั่งศาล จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 (2) กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยและหลังจากนั้นต่อมาถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ไม่มีผลให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในเหตุที่โจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 แล้วสั่งให้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยใหม่ให้ถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวแล้วสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง การที่ศาลอุทธรณ์ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งให้ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์แล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปได้"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยใหม่ให้ถูกต้องแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 74 (2) ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสาวพัชรินทร์ พันธวงศ์หรือ นางพัชรินทร์ วิกิตเศรษฐ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6830/2551
#418559
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์จำนวน 90,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยจะชำระดอกเบี้ยทุก ๆ วันที่ 9 ของทุกเดือน กำหนดชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2540 นับแต่จำเลยได้กู้เงินไปจากโจทก์ จำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยค้างดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเวลา 10 ปีเศษ แต่โจทก์ขอคิดเพียง 5 ปี คิดเป็นเงิน 67,500 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 157,500 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 120,000 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 90,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากตามสัญญากู้เงิน ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เดือนละครั้ง จำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยเดือนแรกในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและไม่ชำระต้นเงินคืน จึงถือว่าจำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์แล้ว และตามสัญญากู้เงิน ข้อ 6 ระบุว่า หากจำเลยผิดนัดข้อหนึ่งข้อใด โจทก์เรียกเงินต้นและดอกเบี้ยจากจำเลยได้ถือได้ว่าระยะเวลาซึ่งโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกได้นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2539 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550 เป็นเวลาเกินสิบปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 90,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 เมษายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 90,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ 9 ของเดือน และต้องชำระต้นเงินคืนในวันที่ 9 พฤษภาคม 2540 ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 หลังจากทำสัญญาจำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้ง และจะต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2540 เมื่อจำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550 เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า การกู้ยืมเงินกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 193/30 และตามมาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป" จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสาร จ.1 ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกเดือน ซึ่งจะครบกำหนดชำระดอกเบี้ยเดือนแรกในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 การที่จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จึงเป็นการผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยได้ทันทีตามสัญญาข้อ 6 โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไป โดยไม่จำต้องรอจนครบกำหนดชำระเงินคืนตามสัญญาอายุความจึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 10 ปีวันที่ 10 มิถุนายน 2549 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2550 เกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวละม้าย วุฒิพงศ์
จำเลย — นายเจริญ อุ่นเสียม
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา