คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5597/2551
#494340
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 บัญญัติให้การให้บริการในราชอาณาจักรโดยผู้ประกอบการอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคำว่า "บริการ" ตามมาตรา 77/1 (10) หมายความว่าการกระทำใดๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่การขายสินค้า แต่ถ้าการให้บริการนั้นเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรก็ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ณ) การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรตาม ป.รัษฎากร มิได้ให้ความหมายไว้ จึงต้องถือตาม ป.พ.พ. มาตรา 608 และมาตรา 610 การให้บริการขนส่งจึงหมายถึงการรับขนของหรือคนโดยสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อบำเหน็จคือค่าระวางพาหนะเป็นทางค้าปกติของผู้ขนส่ง หากบำเหน็จที่ได้รับมิใช่ค่าระวางพาหนะ การให้บริการนั้นก็ไม่ถือเป็นการให้บริการขนส่ง คดีนี้บำเหน็จที่โจทก์ได้รับจากลูกค้าเป็นค่าตอบแทนการที่โจทก์ส่งพนักงานไปส่งเอกสารให้ลูกค้าตามที่ลูกค้าสั่ง เป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับเป็นรายเดือนจำนวนแน่นอนตามที่ตกลงในสัญญาจ้างบริการและมิได้คำนึงถึงระยะทาง ความยากง่าย และระยะเวลาขนส่งในแต่ละคราวเป็นสำคัญ ค่าบำเหน็จที่โจทก์ได้รับจึงไม่เป็นค่าระวางพาหนะ การให้บริการของโจทก์จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการให้บริการขนส่ง และไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (ณ)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับส่งเอกสาร โดยรับจ้างบริษัทต่างๆ เป็นแบบประจำเดือนเป็นการรับส่งเอกสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งด้วยรถจักรยานยนต์ตามคำสั่งของผู้ว่าจ้าง โดยผู้ว่าจ้างจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือนตามที่ตกลงกัน ทั้งนี้ไม่รวมค่าล่วงเวลา กำหนดชำระภายใน 7 วัน หลังจากวางใบเรียกเก็บเงิน โจทก์จะส่งพนักงานของโจทก์ไปประจำที่สำนักงานของผู้ว่าจ้างเพื่อรับส่งเอกสารตามเวลาที่กำหนดที่ระบุในสัญญาจ้างบริการ ในกรณีที่พนักงานของโจทก์ไม่มาปฏิบัติงาน โจทก์จะส่งพนักงานคนอื่นไปทดแทน หากไม่สามารถจัดหาพนักงานอื่นทดแทนได้ก็ยินยอมให้ผู้ว่าจ้างหักค่าบริการในอัตราที่ตกลงกัน การรับส่งเอกสารผู้ว่าจ้างเป็นผู้กำหนดว่าไปรับส่งเอกสารที่ใดเท่านั้น ส่วนการกำหนดเส้นทางขนส่ง พนักงานของโจทก์เป็นผู้กำหนดเองมิใช่ผู้ว่าจ้างเป็นผู้กำหนด พนักงานของโจทก์จะรับเงินเดือนจากโจทก์และในขณะปฏิบัติงานจะใส่เสื้อชุดทำงานของโจทก์ โจทก์จะรับผิดต่อความเสียหายตามอัตราที่กำหนดหากพนักงานของโจทก์ปฏิบัติงานที่ว่าจ้างด้วยความประมาทเลินเล่อการประกอบกิจการรับส่งเอกสารของโจทก์เป็นการขนส่งในราชอาณาจักร จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ณ) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่เข้าลักษณะการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มและเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2543 ถึง ธันวาคม 2544 ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5,021,305.40 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,656,170.94 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการให้บริการรับส่งเอกสารและบริการทางธุรกิจอื่นๆ โจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2541 เสียภาษีโดยนำรายได้ค่าบริการทั้งหมดไปยื่นแบบ ภ.พ.30 คำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษีในอัตราร้อยละ 7 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) จำนวน 608,732.99 บาท สำนักงานสรรพากรพื้นที่ 2 ผู้รับผิดชอบจึงออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 และจากการตรวจสอบสัญญาว่าจ้างของโจทก์พบว่าโจทก์ให้บริการรับส่งเอกสารโดยจัดส่งพนักงานพร้อมยานพาหนะ (รถจักรยานยนต์) รวมน้ำมันเชื้อเพลิงไปประจำ ณ สำนักงานของผู้ว่าจ้าง โดยผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้มอบหมายงานให้ปฏิบัติและส่งงานตามเวลาทำการของผู้ว่าจ้างโดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือนไม่รวมค่าล่วงเวลา ทั้งนี้เป้าหมายเพื่อผลสำเร็จของงานตามกำหนดระยะเวลาในสัญญา โจทก์ต้องจัดให้มีพนักงานปฏิบัติงานในทางการที่จ้างและต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายอันเกิดจากการปฏิบัติงานด้วยความประมาทเลินเล่อของพนักงานโจทก์ จากลักษณะงานดังกล่าวเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จากผลการตรวจสอบโจทก์จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2543 เป็นเงินค่าภาษี 1,508,891.89 บาท เบี้ยปรับ 3,099,136.80 บาท เงินเพิ่ม 757,069.71 บาท รวมเป็นเงิน 5,365,098.42 บาท และสำหรับเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2544 เป็นเงินค่าภาษี 1,773,510.27 บาท เบี้ยปรับ 3,676,813.34 บาท เงินเพิ่ม 594,077.34 บาท รวมเป็นเงิน 6,044,400.99 บาท เจ้าพนักงานของจำเลยออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่ได้ตรวจสอบสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2543 ถึงเดือนธันวาคม 2544 รวม 24 ฉบับ ซึ่งโจทก์ได้รับแล้ว โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ววินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว แต่ให้งดเบี้ยปรับทั้งหมด และเห็นว่ากรณีของโจทก์เป็นการยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไปในแต่ละเดือน เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่ได้รับเป็นจำนวนเกินร้อยละ 25 ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 และอธิบดีกรมสรรพากรได้อนุมัติให้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนมกราคม 2543 ถึงเมษายน 2544 ตามมาตรา 88/6 วรรคท้าย แห่งประมวลรัษฎากร และการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนพฤษภาคม 2544 ถึงธันวาคม 2544 ยังอยู่ภายในกำหนดเวลา เจ้าพนักงานจึงมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่ยื่นขาดนี้ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/6 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การให้บริการของโจทก์เป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรหรือไม่ เห็นว่าประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 การให้บริการในราชอาณาจักรโดยผู้ประกอบการอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม คำว่า "บริการ" นั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (10) ให้หมายความว่าการกระทำใดๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่การขายสินค้า แต่ถ้าการให้บริการนั้นเป็นการให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรก็ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ณ) การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรตามประมวลรัษฎากรมิได้ให้ความหมายไว้ แต่เมื่อการให้บริการขนส่งเป็นการให้บริการตามสัญญาขนส่งจึงต้องถือความหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะ 8 รับขน ซึ่งเป็นเอกเทศสัญญาโดยมาตรา 608 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า "อันว่าผู้ขนส่งภายในความหมายแห่งกฎหมายลักษณะนี้คือบุคคลผู้รับขนส่งของหรือคนโดยสารเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของตน" และมาตรา 610 บัญญัติว่า "อันบุคคลผู้ทำความตกลงกับผู้ขนส่งเพื่อให้ขนของส่งไปนั้น เรียกว่าผู้ส่ง หรือผู้ตราส่ง บุคคลผู้ซึ่งเขาส่งของไปถึงนั้น เรียกว่าผู้รับตราส่ง บำเหน็จอันจะต้องจ่ายให้เพื่อการขนส่งของนั้นเรียกว่าค่าระวางพาหนะ" การให้บริการขนส่งจึงหมายถึงการรับขนของหรือคนโดยสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อบำเหน็จคือค่าระวางพาหนะเป็นทางค้าปกติของผู้ขนส่ง ฉะนั้น หากบำเหน็จที่ได้รับมิใช่ค่าระวางพาหนะแล้ว การให้บริการนั้นก็ไม่ถือเป็นการให้บริการขนส่ง ทั้งเมื่อพิจารณาความในมาตรา 613 (3) ที่กำหนดให้ใบตราส่งต้องระบุจำนวน ค่าระวางพาหนะด้วย ยิ่งแสดงให้เห็นว่าบำเหน็จที่ได้รับจะต้องเป็นค่าระวางพาหนะการให้บริการนั้นจึงจะถือเป็นการให้บริการขนส่ง คดีนี้บำเหน็จที่โจทก์ได้รับจากลูกค้าเป็นค่าตอบแทนการที่โจทก์ส่งพนักงานไปส่งเอกสารให้ลูกค้าตามที่ลูกค้าสั่ง เป็นค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับเป็นรายเดือนจำนวนแน่นอนตามที่ตกลงในสัญญาจ้างบริการโดยมิได้คำนึงถึงระยะทาง ความยากง่ายและระยะเวลาขนส่งในแต่ละคราวเป็นสำคัญ ค่าบำเหน็จที่โจทก์ได้รับจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นค่าระวางพาหนะ การให้บริการของโจทก์ในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นการให้บริการขนส่ง ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ณ) แม้จะเป็นการให้บริการในราชอาณาจักรก็ตาม การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (10) ม. 77/2 ม. 81 (1) (ณ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกลเด้น มายด์ เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5596/2551
#412049
เปิดฉบับเต็ม

ลูกหนี้การค้าของโจทก์เป็นเงินได้พึงประเมินนับตั้งแต่โจทก์คำนวณรับรู้รายได้โดยต้องใช้เกณฑ์สิทธิตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่ง ป.รัษฎากร แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หากโจทก์เห็นว่าไม่อาจได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ดังกล่าวอย่างแน่นอนเพราะลูกหนี้รายนี้ต้องล้มละลาย โจทก์ต้องดำเนินการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของมาตรา 65 ทวิ (9) แห่ง ป.รัษฎากร และกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2534 เมื่อโจทก์ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าวจึงต้องถือว่าลูกหนี้รายนี้ยังคงเป็นลูกหนี้ของโจทก์ทั้งจำนวน และโดยที่เป็นหนี้เงินตราต่างประเทศ โจทก์ต้องคำนวณค่าหรือราคาของลูกหนี้เป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยคำนวณไว้ตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) แห่ง ป.รัษฎากร เมื่อคำนวณแล้วโจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราจึงต้องปรับปรุงรายการดังกล่าวเป็นรายได้ของโจทก์

โจทก์คำนวณราคาขายผิดพลาดสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งกรณีนี้ต้องแก้ไขทางบัญชีโดยบันทึกลดหนี้ แต่โจทก์กลับจำหน่ายลูกหนี้ออกจากบัญชีทั้งจำนวนโดยบันทึกผลต่างของราคาที่ผิดพลาดเป็นรายจ่ายผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องทางบัญชี การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นำเงินที่โจทก์ได้รับชำระมาคำนวณเป็นอัตราเงินไทยแล้วเห็นว่าโจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา จึงนำเงินกำไรดังกล่าวมาบวกกลับในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจึงถูกต้องตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสอง

ราคาตลาดของสินค้าอาจไม่มีราคาตายตัวหรือราคาเดียว การขายสินค้าแต่ละครั้งในราคาสูงต่ำผิดกันก็อาจอยู่ในกรอบของราคาตลาดได้ แม้โจทก์จะขายสินค้าถุงมือยางให้ผู้ซื้อแต่ละรายในราคาไม่เท่ากัน แต่การกำหนดราคาขายต่อหน่วยก็ต่างกันที่เลขทศนิยมหลักที่ 3 เงื่อนไขการชำระเงินและปริมาณสินค้าที่ซื้อขายก็แตกต่างกัน ทั้งราคาขายสินค้าต่อหน่วยเป็นเงินมาร์กเยอรมันและเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อคำนวณเป็นเงินไทยแล้วมีราคาไม่เท่ากันก็หาใช่กรณีโจทก์ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพราะค่าของเงินแต่ละประเทศที่โจทก์ได้รับมาแต่ละวันคำนวณราคาเป็นเงินไทยตามราคาตลาดในวันที่ได้รับมานั้นมีอัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างกันตามค่าของเงินนั้น ๆ นอกจากนี้การที่บริษัท R ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าของโจทก์รายหนึ่งถือหุ้นในบริษัทโจทก์ ย่อมทำให้บริษัททั้งสองมีความผูกพันกันอยู่อันเป็นเหตุสมควรที่โจทก์จะขายสินค้าให้แก่บริษัทดังกล่าวในราคาต่ำกว่าราคาที่ขายให้แก่ผู้ซื้อรายอื่น การกระทำของโจทก์ในส่วนนี้ยังไม่อาจถือว่าเป็นการปฏิบัติเกินกว่าปกติที่พึงปฏิบัติต่อกันในทางการค้าและกระทบถึงผลประโยชน์ของโจทก์เกินกว่าปกติ เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินราคาสินค้าถุงมือยางของโจทก์ดังกล่าวตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาปลดภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคลตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสียทั้งสิ้น และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า กรณีลูกหนี้ จำนวน 161,750 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งโจทก์ตั้งเป็นหนี้สงสัยจะสูญทั้งจำนวน และมิได้คำนวณผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวดบัญชี เจ้าพนักงานประเมินจึงถือว่าเป็นลูกหนี้ของโจทก์ ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี เมื่อคำนวณค่าหรือราคาลูกหนี้เป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยคำนวณไว้ โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 2,250,621.85 บาท จึงปรับปรุงรายการดังกล่าวเป็นรายได้ของโจทก์ เป็นการถูกต้องแลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ยังมิได้จำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามกฎกระทรวงฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2534 จึงต้องถือว่ายังคงเป็นลูกหนี้ของโจทก์ทั้งจำนวน โจทก์ต้องคำนวณค่าหรือราคาของลูกหนี้เป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยคำนวณไว้ ทั้งนี้ตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อคำนวณแล้วโจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นเงิน 2,250,621.85 บาท แต่โจทก์มิได้ปรับปรุงรายการดังกล่าวเป็นรายได้ของโจทก์ การที่เจ้าพนักงานประเมินบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นรายได้ของโจทก์ย่อมถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ลูกหนี้การค้ารายนี้ไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามคำนิยามของมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรเพราะไม่ใช่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคำนวณเป็นเงินได้ เนื่องจากลูกหนี้การค้าของโจทก์รายนี้ต้องล้มละลาย ไม่มีทางชำระหนี้ให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ลูกหนี้การค้าของโจทก์เป็นเงินได้พึงประเมินนับตั้งแต่โจทก์คำนวณรับรู้รายได้โดยต้องใช้เกณฑ์สิทธิตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หากโจทก์เห็นว่าไม่อาจได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ดังกล่าวอย่างแน่นอนก็ต้องดำเนินการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของมาตรา 65 ทวิ (9) แห่งประมวลรัษฎากรและกฎกระทรวงฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2534 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า การขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ 280,500 มาร์กเยอรมัน ต่อมาโจทก์ได้รับชำระหนี้ 253,000 มาร์กเยอรมัน โจทก์ลงบัญชีโดยตัดหนี้ออกจากบัญชีทั้งจำนวน โดยอ้างว่าเกิดจากการที่โจทก์คำนวณราคาขายผิดพลาดสูงกว่าความเป็นจริง โจทก์จึงแก้ปัญหาด้วยการบันทึกผลต่างนี้เป็นผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แจ้งการประเมินและมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์นำมาบวกกลับในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กรณีตามที่กล่าวมาเกิดจากการที่โจทก์คำนวณราคาขายผิดพลาดสูงกว่าความเป็นจริง แต่กรณีคำนวณราคาขายผิดพลาดสูงกว่าความเป็นจริงโจทก์ต้องแก้ไขทางบัญชีโดยบันทึกลดหนี้ แต่โจทก์หาได้บันทึกบัญชีดังกล่าวให้ถูกต้องไม่ โดยโจทก์ได้บันทึกบัญชีในวันที่ได้รับชำระหนี้จำหน่ายลูกหนี้ออกจากบัญชีทั้งจำนวนโดยบันทึกลูกหนี้ค้างชำระจำนวน 27,500 มาร์กเยอรมัน (280,500 - 253,000) หักเป็นรายจ่ายผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราจำนวน 539,290.08 บาท เป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องทางบัญชี การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้นำเงินที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จำนวน 253,000 มาร์กเยอรมันในวันได้รับชำระหนี้คำนวณเป็นอัตราเงินไทยแล้ว โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราจำนวน 114,682.25 บาท เป็นการถูกต้องตามหลักการบัญชีและมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์ไม่บันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นรายได้ไว้ การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้นำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราจำนวนดังกล่าวมาบวกกลับในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจึงถูกต้องตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสองแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์ขายสินค้าให้บริษัท Roesner - Mautby Meditrade GMBH จำกัด ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าหลายรายตามสภาพของสินค้าและราคาตลาดโดยทั่วไปตามราคาที่ควรจะได้ โดยมีใบแจ้งราคาสินค้า (Invoice) ระบุราคาขายทุกครั้ง การที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดให้เอาราคาสินค้าที่โจทก์ขายให้ลูกค้ารายอื่นซึ่งมีราคาสูงกว่าเป็นราคาเดียวมาคำนวณเป็นราคาขายถุงมือของโจทก์ทั้งหมดย่อมไม่ถูกต้อง เพราะราคาตลาดของสินค้าอาจไม่มีราคาตายตัวหรือราคาเดียว การขายสินค้าแต่ละครั้งในราคาสูงต่ำผิดกันก็อาจอยู่ในกรอบของราคาตลาดได้ ปรากฏว่าโจทก์ขายสินค้าถุงมือให้แก่บริษัท Roesner - Mautby Meditrade GMBH จำกัด จำนวน 1,100,000 หน่วย คิดราคาหน่วยละ 0.045 มาร์กเยอรมัน หลังจากนั้น 2 วัน โจทก์ขายสินค้าถุงมือยางให้แก่บริษัท Pual Hartmann จำกัด จำนวน 2,200,000 หน่วย ราคาหน่วยละ 0.041 มาร์กเยอรมัน และในการขายครั้งอื่น ๆ การกำหนดราคาขายต่อหน่วยก็ต่างกันที่เลขทศนิยมหลักที่ 3 เงื่อนไขการชำระเงินต่างกัน ปริมาณสินค้าที่ซื้อก็แตกต่างกัน รายงานการขายของโจทก์ดังกล่าวเป็นหลักฐานแสดงว่าโจทก์ขายสินค้าถุงมือยางในราคาต่าง ๆ กันตามสภาพของสินค้าและภาวะขึ้นลงของการตลาด ทั้งการขายสินค้าของโจทก์ต่อหน่วยเป็นเงินมาร์กเยอรมันและเป็นเงินดอลล่าร์สหรัฐเมื่อคำนวณเป็นเงินไทยแล้วมีราคาไม่เท่ากันก็หาใช่กรณีโจทก์ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพราะค่าของเงินแต่ละประเทศที่โจทก์ได้รับมาแต่ละวันคำนวณราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่ได้รับมานั้นมีอัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างกันตามค่าของเงินนั้น ๆ ด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางนำพฤติการณ์ที่บริษัท Roesner - Mautby Meditrade GMBH จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์ร้อยละ 39 ของเงินทุนจดทะเบียน มาวินิจฉัยว่าเป็นกรณีที่โจทก์กับบริษัทดังกล่าวมีความสัมพันธ์กัน อาจเป็นการขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควรนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การที่บริษัท Roesner - Mautby Meditrade GMBH จำกัด ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ย่อมทำให้บริษัททั้งสองมีความผูกพันกันอยู่อันเป็นเหตุสมควรที่โจทก์จะขายสินค้าให้แก่บริษัทดังกล่าวในราคาต่ำกว่าที่ขายให้แก่ผู้ซื้อรายอื่น การกระทำของโจทก์ในส่วนนี้ยังไม่อาจถือว่าเป็นการปฏิบัติเกินกว่าปกติที่พึงปฏิบัติต่อกันในทางการค้าและกระทบถึงผลประโยชน์ของโจทก์เกินกว่าปกติ เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินราคาสินค้าถุงมือยางของโจทก์ดังกล่าวตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ทวิ (4) ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 12901110/2/100133 ลงวันที่ 23 เมษายน 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.12 สข.2/421/2546 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2546 เฉพาะที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากกรณีอ้างว่าโจทก์แสดงยอดขายสินค้าต่ำกว่าราคาตลาดจำนวน 8,014,010.52 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ข้อหาเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายที่ 12901110/2/100134 ลงวันที่ 23 เมษายน 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.12 สข.2/420/2546 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2546 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในข้อหานี้จากจำนวนทุนทรัพย์ 21,364.60 บาท ให้โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ม. 65 ทวิ (4) ม. 65 ทวิ (5) (ก) ม. 65 ทวิ (9)
กฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ.2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไฮแคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5594/2551
#498572
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าว่าคล้ายกันหรือไม่นี้ จะต้องพิจารณาจากเครื่องหมายการค้าทั้งเครื่องหมาย มิได้พิจารณาเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น และยังต้องพิจารณาในส่วนของเสียงเรียกขาน ตลอดจนจำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนด้วยเพราะต้องคำนึงถึงกลุ่มผู้บริโภคสินค้านั้นๆ เป็นสำคัญว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะช่วยให้กลุ่มผู้บริโภคสามารถแยกแยะเจ้าของสินค้าหรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับเจ้าของสินค้านั้นได้หรือไม่

สำหรับคดีนี้ หากกลุ่มผู้บริโภคไม่ได้พิจารณาเครื่องหมายการค้าโดยละเอียดหรือไม่ได้นำเครื่องหมายการค้านั้นมาพิจารณาเปรียบเทียบพร้อมกัน หรือใช้แต่เสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าในการเลือกสินค้า โดยไม่ได้สังเกตลักษณะของเครื่องหมายการค้าโดยตรงแล้ว อาจเกิดความสับสนในการเลือกสินค้าหรือแยกแยะเจ้าของสินค้าได้ ถือว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เพราะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1002/2546 และมีคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 403362 ของโจทก์

จำเลยทั้งสิบให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "แครี่" ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 31 รายการสินค้าแกลบบดใช้ผสมอาหารสำหรับสัตว์ แต่มีผู้คัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ อ้างว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วคือเครื่องหมายการค้าคำว่า "คาร์รี่" และ "KARRY" ใช้กับสินค้าจำพวกที่ 32 รายการสินค้าอาหารสัตว์ เมล็ดพืช ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เพราะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าว่าคล้ายกันหรือไม่นี้ จะต้องพิจารณาจากเครื่องหมายการค้าทั้งเครื่องหมาย มิได้พิจารณาเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น และยังต้องพิจารณาในส่วนของเสียงเรียกขาน ตลอดจนจำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนด้วย เพราะต้องคำนึงถึงกลุ่มผู้บริโภคสินค้านั้นๆ เป็นสำคัญว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะช่วยให้กลุ่มผู้บริโภคสามารถแยกแยะเจ้าของสินค้า หรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับเจ้าของสินค้านั้นได้หรือไม่ สำหรับคดีนี้ เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเป็นอักษรไทยว่า "แครี่" ส่วนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นอักษรไทยคำว่า "คาร์รี่" และอักษรโรมันคำว่า "KARRY" จึงเห็นถึงความคล้ายกันว่าในส่วนของอักษรไทยนั้น จะมีลักษณะที่เป็นคำสะกดเลียนเสียงมาจากภาษาอังกฤษทำนองเดียวกัน และในพยางค์แรกมีพยัญชนะ "ค" เหมือนกัน แต่ตางกันในรูปสระ กล่าวคือ เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปเป็นสระ "แอ" ในขณะที่เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้แล้วมีรูปเป็นสระ "อา" โดยมีตัว "ร์" ประกอบและมีพยางค์หลังเหมือนกันคือ "รี่" ส่วนภาษาอังกฤษที่มีการเลียนเสียงมาเป็นภาษาไทยนั้นเป็นคำว่า "CARRY" และ "KARRY" จะเห็นได้ว่ามีความคล้ายกันมากโดยแตกต่างกันเพียงอักษรโรมันตัวแรกระหว่าง "C" กับ "K" เท่านั้น ซึ่งสามารถออกเสียงในลักษณะเดียวกันได้ ดังนั้น เมื่อพิจารณาในส่วนของเสียงเรียกขานจะเห็นได้ว่าคล้ายกันมากเช่นเดียวกัน ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งในส่วนนี้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของผู้คัดค้านมีเสียงใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากภาษาอังกฤษซึ่งโจทก์เลียนเสียงมาเป็นเครื่องหมายการค้าอักษรไทยนั้นอาจออกเสียงว่า "แครี่" หรือ "คาร์รี่" ได้เช่นเดียวกัน สำหรับจำพวกและรายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนนั้นก็ปรากฏว่าเป็นจำพวกและรายการสินค้าที่เหมือนหรือมีส่วนสัมพันธ์กัน โดยโจทก์ขอจะจดทะเบียนใช้กับสินค้าจำพวกที่ 31 รายการสินค้าแกลบบดใช้ผสมอาหารสำหรับสัตว์ ส่วนของผู้คัดค้านใช้กับสินค้าจำพวกที่ 31 รายการสินค้าอาหารสัตว์ เมล็ดพืช ทำให้กลุ่มผู้บริโภคสินค้าเป็นกลุ่มเดียวกัน หากกลุ่มผู้บริโภคไม่ได้พิจารณาเครื่องหมายการค้าโดยละเอียดหรือไม่ได้นำเครื่องหมายการค้านั้นมาพิจารณาเปรียบเทียบพร้อมกัน หรือใช้แต่เสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าในการเลือกสินค้า โดยไม่ได้สังเกตลักษณะของเครื่องหมายการค้าโดยตรงแล้ว อาจเกิดความสับสนในการเลือกสินค้าหรือแยกแยะเจ้าของสินค้าได้ ถือว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เพราะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนั้นจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้ามาอย่างแพร่หลายเป็นเวลานานนั้น คงปรากฏจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของโจทก์เพียงว่า โจทก์ใช้ชื่อและตราเครื่องหมายการค้า "แครี่" กับสินค้าของโจทก์มาตั้งแต่ปี 2528 และได้รับการวิเคราะห์จากบริษัทผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวิเคราะห์ จึงทำให้สินค้าของโจทก์ขายดี มีตัวแทนผลิตและจัดจำหน่ายหลายบริษัทเท่านั้น นอกจากนั้นโจทก์ได้นำพยานบุคคลซึ่งเคยซื้อสินค้าจากโจทก์ตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปัจจุบันอีกเพียงปากเดียวมาเบิกความ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวยังไม่อาจรับฟังได้ว่าสินค้าของโจทก์มีปริมาณการจำหน่ายจำนวนมากหรือมีการโฆษณาเป็นที่แพร่หลายตามหลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปของกระทรวงพาณิชย์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นๆ ของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 8 (10) ม. 13 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสำราญ ทองศิริ
จำเลย — นายสุรพล เชาว์วิศิษฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5591/2551
#497858
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาจะจำหน่ายหนังสือ เพราะขณะนั้นยังไม่มีการจัดตั้งจำเลยที่ 1 แต่พฤติการณ์ต่อมาแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนั้นได้รับและถือเอาประโยชน์จากการที่จำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญากับโจทก์ โดยการจัดจำหน่ายหนังสือนวนิยาย 6 เรื่องต่อไป ถือว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทราบและถูกผูกพันตามข้อตกลงสัญญาดังกล่าว

การที่หนังสือนวนิยาย 11 เรื่องยังคงมีวางจำหน่ายหลังจากระยะเวลาที่มีการอนุญาตให้ใช้สิทธิผ่านพ้นไปแล้วเป็นเวลานาน ไม่อาจใช้เป็นข้อสันนิษฐานรับฟังให้เป็นโทษแก่จำเลยที่ 1 ได้ และการที่ราคาหนังสือนวนิยายแตกต่างกันอาจเป็นเพราะสาเหตุอื่น เช่น มีการจัดพิมพ์หนังสือนวนิยายนั้นมาเป็นเวลานานโดยกรรมวิธีแบบเก่าจึงไม่สามารถจำหน่ายในราคาที่แข่งขันกับหนังสือนวนิยายฉบับที่พิพม์ใหม่ได้ยังไม่อาจรับฟังได้ว่า หนังสือนวนิยายของกลางเป็นงานที่ลักลอบพิมพ์ใหม่หรือทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ลำพังการที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือนวนิยายดังกล่าววางจำหน่ายย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์นวนิยายของโจทก์จำนวน 6 เรื่อง ต่อมาจำเลยทั้งหกให้จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ว่ากระทำละเมิดลิขสิทธิ์จริง แต่ขอจำหน่ายหนังสือนวนิยายทั้ง 6 เรื่อง ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งหกให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี โดยชำระค่าตอบแทนให้โจทก์จำนวน 120,000 บาท ต่อมาโจทก์สืบทราบว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันจำหน่ายหนังสือนวนิยายที่ละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์จำนวน 15 เรื่อง รวม 36 เล่ม ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดหนังสือดังกล่าวไว้เป็นของกลาง นอกจากนี้ โจทก์ยังทราบว่าจำเลยทั้งหกได้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือของโจทก์ตลอดมา อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และเป็นการกระทำผิดข้อตกลงฉบับลงวันที่ 18 เมษายน 2533 ซึ่งจำเลยทั้งหกทำไว้กับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งหกให้การว่า จำเลยทั้งหกไม่ได้มอบหมายหรือยอมรับให้จำเลยที่ 2 ไปทำบันทึกข้อตกลงตามฟ้องกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวก่อนที่จะจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งหกไม่ผูกพันต้องรับผิดตามบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ จำเลยทั้งหกไม่ได้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือนวนิยายทั้ง 15 เรื่อง อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์บังคับข่มขู่ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าลิขสิทธิ์หนังสือนวนิยายดังกล่าวเพิ่ม โดยโจทก์ขยายเวลาอนุญาตให้จำเลยที่ 2 จำหน่ายออกไปอีก 2 ปี ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้จำหน่ายหนังสือหมดภายใน 2 ปี โดยไม่พิมพ์หนังสือดังกล่าวเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นนักประพันธ์ ใช้นามปากกาว่า "ทมยันตี" "โรสลาเรน" "กนกเรขา" และ "ลักษณวดี" ได้ประพันธ์นวนิยายหลายเรื่องรวมทั้งเรื่องคู่กรรม สายรุ้ง ล่า ทิพย์ สายสัมพันธ์ และดาวเรือง เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2533 จำเลยที่ 2 ได้จ่ายเงินจำนวน 120,000 บาท ให้แก่โจทก์ และสัญญาว่าจะจำหน่ายหนังสือนวนิยาย 6 เรื่อง ดังกล่าวทั้งหมดในครอบครองให้หมดในระยะเวลา 2 ปี ต่อมาวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 มีการยึดหนังสือนวนิยายอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ได้จำนวน 15 เรื่อง รวม 36 เล่ม จากจำเลยที่ 1 คือเรื่องคู่กรรม สายรุ้ง ล่า ทิพย์ ดาวเรือง จิตา ฌาน แผลหัวใจ มงกุฎหนาม มายา ยอดอนงค์ พ่อม่ายทีเด็ด ไอ้คุณผี สายใจ และทางรัก ซึ่งมีนวนิยายที่ตกลงกันรวมอยู่ด้วย โจทก์เคยอนุญาตให้บุคคลอื่นรวมทั้งจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิในงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวของโจทก์

คดีนี้โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างอุทธรณ์ จึงเห็นควรรวมพิจารณาไปพร้อมกัน โดยเห็นควรวินิจฉัยในประเด็นแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์นวนิยายจำนวน 5 เรื่อง คือ สายสัมพันธ์ สายรุ้ง ล่า ทิพย์ และดาวเรือง ตามที่ตกลงตามสัญญาจะจำหน่ายหนังสือหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ในทำนองว่า นวนิยายดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์จากโจทก์ถูกต้อง หากแต่จำเลยที่ 2 ถูกข่มขู่และขณะนั้นตรวจหาเอกสารไม่พบ จำเลยที่ 2 จึงยอมทำสัญญาให้แก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นภายหลังจากที่มีการทำสัญญาแล้ว จึงไม่เกี่ยวข้องด้วย โดยในประเด็นนี้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความประกอบสัญญายืนยันว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับว่า ได้ละเมิดลิขสิทธิ์นวนิยาย 6 เรื่อง ของโจทก์จริง ยอมชำระเงินจำนวน 120,000 บาท ให้แก่โจทก์ และรับว่าจะจำหน่ายหนังสือนวนิยายดังกล่าวทั้งหมดในครอบครองให้หมดในระยะเวลา 2 ปี ขณะนั้นโจทก์อยู่กับแม่บ้านเป็นผู้หญิงอีก 1 คน จำเลยที่ 2 ทำเอกสารด้วยความสมัครใจ ไม่ได้มีการข่มขู่กันแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากการตกลงเกือบ 10 ปี ยังมีการตรวจพบหนังสือนวนิยายอีก 5 เรื่อง ดังกล่าวอีก เท่ากับว่าจำเลยที่ 2 ผิดข้อตกลงและละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 รู้และร่วมกระทำการดังกล่าวด้วย ส่วนฝ่ายจำเลยอ้างสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในนวนิยาย 5 เรื่องและอ้างว่าขณะนั้นหาไม่พบ จึงยอมทำสัญญาจะจำหน่ายหนังสือ เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 หาเอกสารไม่พบในขณะนั้นจริงก็สามารถกล่าวอ้างและขอทำการตรวจสอบจากเอกสารที่อยู่กับโจทก์ได้ ทั้งตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่ามีการบังคับข่มขู่เช่นใด จำเลยที่ 2 คงเบิกความในทำนองว่า เกรงว่าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวดำเนินคดีเท่านั้น จึงไม่น่าจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 เกรงกลัวจนยอมทำสัญญาซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในอุทธรณ์ทำนองว่า เอกสารมีการทำมาเป็นเวลานานแล้วกับมีการย้ายบ้านทำให้เอกสารสูญหายหรือเก็บไม่เป็นที่นั้น แต่จำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับธุรกิจการพิมพ์และจำหน่ายหนังสือมาเป็นเวลานาน สมควรทราบว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่มีความสำคัญเพียงใด หากยังต้องใช้ในการพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแล้วควรจะต้องเก็บรักษาเป็นอย่างดี จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 จะหาเอกสารไม่พบจนต้องทำสัญญาให้แก่โจทก์ และต้องเสียเงินเพิ่มถึง 120,000 บาท เพียงเพราะความกลัวหรือถูกข่มขู่ว่าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวดำเนินคดีตามที่อ้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาโดยยอมรับว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือนวนิยายของโจทก์และจะจำหน่ายหนังสือนวนิยายจำนวน 6 เรื่องให้หมดในระยะเวลา 2 ปี โดยสมัครใจ ถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 2 จำหน่ายหนังสือนวนิยาย 6 เรื่องนี้ภายในกำหนด 2 ปี เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 รับว่าหนังสือนวนิยาย 5 เรื่องดังกล่าวยังจำหน่ายไม่หมดและยังวางจำหน่ายอยู่ภายหลังจากระยะเวลา 2 ปี ตามที่ตกลงกันแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในนวนิยาย 5 เรื่อง ของโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น แม้จะได้จัดตั้งขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญากับโจทก์แล้วก็ตาม แต่ได้จัดตั้งขึ้นหลังจากทำสัญญาดังกล่าวเพียง 1 ปีและอยู่ในช่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาดังกล่าว เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของนายเกษมผู้ประกอบกิจการร้านและสำนักพิมพ์ศิลปาบรรณาคาร ต่อมามีการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดบูรพาสาส์นและจดทะเบียนเลิกห้าง แล้วจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 1 แทน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ แม้จะไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญา เพราะขณะนั้นยังไม่มีการจัดตั้งจำเลยที่ 1 แต่พฤติการณ์ต่อมาแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนั้นได้รับและถือเอาประโยชน์จากการที่จำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญากับโจทก์ โดยการจัดจำหน่ายหนังสือนิยาย 6 เรื่องดังกล่าวต่อไป ถือว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทราบและถูกผูกพันตามข้อตกลงในการจำหน่ายนวนิยาย 6 เรื่อง ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 2 ปีด้วย หาใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 ขายหนังสือนวนิยาย 6 เรื่อง ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ตามข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการละเมิดลิขสิทธิ์นวนิยาย 5 เรื่อง ดังกล่าวต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยดังกล่าวมีความสัมพันธ์เป็นญาติกับจำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาเดียวกับจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นผู้เริ่มจัดตั้ง กรรมการ และผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 มีการยอมรับรู้ในเรื่องที่มาของนวนิยาย โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 เป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัดบูรพาสาส์น จึงต้องทราบเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ในนวนิยายของโจทก์ เห็นว่า การเป็นญาติกันก็ดี การเป็นผู้เริ่มจัดตั้ง กรรมการ และผู้ถือหุ้นก็ดี ยังไม่เพียงพอให้ฟังได้ว่า บุคคลดังกล่าวจะต้องรับทราบข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยทั้งหมด เพราะการดำเนินการใด ๆ ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลย่อมแยกต่างหากจากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ได้ นอกจากนี้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสืบแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 รู้เห็นเกี่ยวข้องหรือร่วมละเมิดสิทธิ์ของโจทก์ในนวนิยาย 5 เรื่อง ดังกล่าวในลักษณะใด คดีจึงยังไม่พอฟังว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในนวนิยาย 5 เรื่อง ดังกล่าวต่อโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในนวนิยายอีก 11 เรื่อง คือเรื่องคู่กรรม จิตา ฌาน แผลหัวใจ มงกุฎหนาม มายา ยอดอนงค์ พ่อม่ายทีเด็ด ไอ้คุณผี สายใจ และทางรัก หรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งหกทราบเรื่องดี เพราะราคาจำหน่ายหนังสือนวนิยายดังกล่าวแตกต่างจากราคาจำหน่ายหนังสือนวนิยายซึ่งมีลิขสิทธิ์ถูกต้องเป็นจำนวนมาก การซื้อหรือรับฝากหนังสือนวนิยายอีก 11 เรื่อง นี้มาจำหน่ายจึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องและทางนำสืบพยานของโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งหกกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ในนวนิยายเหล่านี้ด้วยการพิมพ์หรือทำซ้ำแต่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยการวางจำหน่ายนวนิยายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า หนังสือนวนิยายของกลางนี้เป็นหนังสือนวนิยายที่ได้พิมพ์หรือทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ ซึ่งโจทก์กล่าวอ้างว่า นิยายเหล่านี้เคยอนุญาตให้บริษัทรวมสาส์น (1997) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดบำรุงสาส์น พิมพ์และจำหน่ายได้ภายในระยะเวลาของสัญญาแต่ผ่านพ้นมาเป็นเวลานานแล้ว บริษัทรวมสาส์น (1997) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดบำรุงสาส์น ซึ่งมีนายปิติเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและหุ้นส่วนผู้จัดการได้ลักลอบพิมพ์และจำหน่ายหลังจากที่สัญญาหมดอายุไปแล้ว ส่วนจำเลยทั้งหกมีนายปิติมาเบิกความในทำนองว่า บริษัทรวมสาส์น (1997) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดบำรุงสาส์นจัดพิมพ์หนังสือนวนิยายถูกต้องตามสัญญา แต่จำหน่ายไม่หมด เพราะเมื่อพ้นระยะเวลาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์แล้ว โจทก์อนุญาตให้สำนักพิมพ์อื่นจัดพิมพ์หนังสือนวนิยายดังกล่าวด้วยซึ่งมีรูปเล่มและการตลาดดีกว่า เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาเป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของพยานโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งหกยืนยันว่าหนังสือนวนิยายของกลางเป็นหนังสือนวนิยายที่บริษัทรวมสาส์น (1997) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดบำรุงสาส์นจัดพิมพ์โดยมีลิขสิทธิ์ถูกต้องแต่ยังจำหน่ายไม่หมด พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักพอรับฟังว่า บริษัทรวมสาส์น (1997) จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดบำรุงสาส์นลักลอบพิมพ์หนังสือนวนิยายขึ้นอีกโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และการที่หนังสือนิยายดังกล่าวยังคงมีวางจำหน่ายหลังจากระยะเวลาที่มีการอนุญาตให้ใช้สิทธิผ่านพ้นไปแล้วเป็นเวลานาน ก็ไม่อาจใช้เป็นข้อสันนิษฐานรับฟังให้เป็นโทษแก่จำเลยที่ 1 ได้ ส่วนข้อที่โจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า จำเลยทั้งหกทราบดีว่าหนังสือนวนิยายดังกล่าวเป็นงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้นก็ยังไม่อาจรับฟังแน่ชัดว่า การที่ราคาหนังสือนวนิยายแตกต่างกันมากเป็นเพราะหนังสือนวนิยายที่จำเลยที่ 1 วางจำหน่ายเป็นงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ และจำเลยทั้งหกมีเหตุอันควรรู้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ เพราะการที่ราคาหนังสือนวนิยายแตกต่างกันอาจเป็นเพราะสาเหตุอื่น เช่น มีการจัดพิมพ์หนังสือนวนิยายนั้นมาเป็นเวลานานโดยกรรมวิธีแบบเก่าจึงไม่สามารถจำหน่ายในราคาที่แข่งขันกับหนังสือนวนิยายฉบับที่พิมพ์ใหม่ได้ตามที่จำเลยทั้งหกนำสืบก็เป็นได้ พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมานั้นจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า หนังสือนวนิยายของกลางเป็นงานที่ลักลอบพิมพ์ใหม่หรือทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ลำพังการที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือนวนิยายดังกล่าววางจำหน่ายย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ดังนั้น จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในนวนิยายอีก 11 เรื่อง ดังกล่าวแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้อนุญาตให้บุคคลภายนอกใช้สิทธิในการพิมพ์และจำหน่ายหนังสือนวนิยาย 5 เรื่อง ดังกล่าวด้วย ทั้งข้อที่ว่าโจทก์สูญเสียรายได้จากการที่มีผู้ซื้อหนังสือนวนิยายที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากโจทก์ยังเป็นเพียงการคาดคะเนของโจทก์เท่านั้น เนื่องจากโจทก์ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนยอดจำหน่ายที่ขาดหรือลดไปเพราะเหตุนี้มาแสดงต่อศาล ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เป็นหนังสือจำนวน 22 เล่ม และกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท นับว่าสมควรแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 800
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 27
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิมล ศิริไพบูลย์
จำเลย — บริษัทบูรพาสาส์น (1991) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5588/2551
#497661
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องนอกจากโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจงใจบุกรุก แผ้วถางและขุดบ่อเลี้ยงปลาในที่ดินของโจทก์แล้ว โจทก์ยังบรรยายฟ้องอีกว่า หรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองกระทำไปด้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่ตรวจสอบที่ดินที่จำเลยทั้งสองบุกรุกว่าเป็นที่ดินของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ซึ่งการกระทำด้วยความประมาทจะเป็นความผิดทางอาญาก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้การกระทำโดยประมาทเช่นนั้นเป็นความผิด แต่การกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้ไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ หรือ ป.ที่ดินหรือกฎหมายอื่นใดที่มีโทษทางอาญา ฟ้องโจทก์เช่นนี้จึงเป็นคำฟ้องที่กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์เท่านั้น ไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดอาญาจึงไม่อาจใช้อายุความในทางอาญาที่ยาวกว่ามาบังคับได้ แต่ต้องใช้อายุความละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปแผ้วถาง ก่นสร้าง แล้วเข้าครอบครองทำประโยชน์ในป่าชายเลนโดยไม่มีสิทธิเรื่อยมาเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการทำละเมิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่โจทก์ตรวจพบเรื่อยมา จึงมีลักษณะเป็นการกระทำต่อเนื่องดังที่โจทก์ได้นำสืบให้เห็นประจักษ์แล้ว ฉะนั้นตราบใดที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมออกไป การละเมิดก็ยังคงมีอยู่ซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตลอดเวลาจนกว่าจำเลยทั้งสองจะหยุดการทำละเมิด เมื่อก่อนฟ้อง 1 ปี จำเลยทั้งสองยังไม่หยุดการทำละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหาย 1 ปี ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่โจทก์ฟ้องคดีจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ได้ ค่าเสียหายจากการทำละเมิดของจำเลยทั้งสองย้อนหลังไป 1 ปี ตั้งแต่วันฟ้อง จึงไม่ขาดอายุความ สำหรับค่าเสียหายในส่วนที่เกิน 1 ปี แล้วเท่านั้นที่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,003,734.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2539 ถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 234,889.20 บาท และดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากบริเวณที่บุกรุก

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากบริเวณที่จำเลยทั้งสองบุกรุก จำนวนเนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 93 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปแสดงจุดเกิดเหตุ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหาย 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยบุกรุกเข้าไปในที่ดินอันเป็นป่าชายเลนของโจทก์รวมเนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 93 ตารางวา และแผ้วถางและขุดบ่อเลี้ยงปลาในที่ดินดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คิดเป็นค่าเสียหายรวม 1,003,734.22 บาท โจทก์รู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวจำเลยทั้งสองว่าเป็นผู้จะพึงต้องใช้ค่าเสียหายเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในส่วนค่าเสียหายว่าเมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยพ้นกำหนดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายทั้งหมดซึ่งคิดค่าเสียหายตั้งแต่วันที่จำเลยทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 ปี ขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหาย ส่วนที่ย้อนหลังจากวันฟ้องไป ไม่เกิน 1 ปี ไม่ขาดอายุความ เฉพาะส่วนที่เกิน 1 ปี เท่านั้น ขาดอายุความ จึงพิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหาย 1 ปี เป็นเงิน 250,000 บาท ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองต่างฎีกา เห็นควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ก่อน

โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และอายุความทางอาญามีกำหนดเวลา 10 ปี ซึ่งยาวกว่าอายุความทางแพ่งฐานละเมิด จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี มาบังคับ ที่ศาลล่างทั้งสองนำอายุความ 1 ปี มาบังคับแก่สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องนอกจากโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันจงใจบุกรุก แผ้วถาง และขุดบ่อเลี้ยงปลาในที่ดินของโจทก์แล้ว โจทก์ยังบรรยายฟ้องอีกว่า หรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองกระทำไปด้วยความประมาทเลินเล่อ ไม่ตรวจสอบที่ดินที่จำเลยทั้งสองบุกรุกว่าเป็นที่ดินของจำเลยทั้งสองหรือไม่ซึ่งการกระทำด้วยความประมาทจะเป็นความผิดทางอาญาก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้การกระทำโดยประมาทเช่นนั้นเป็นความผิด แต่การกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 หรือประมวลกฎหมายที่ดิน หรือกฎหมายอื่นใดที่มีโทษทางอาญา ฟ้องโจทก์เช่นนี้จึงเป็นคำฟ้องที่กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์เท่านั้น ไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดอาญา จึงไม่อาจใช้อายุความในทางอาญาที่ยาวกว่ามาบังคับได้ แต่ต้องใช้อายุความละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ที่ศาลล่างทั้งสองนำอายุความทางแพ่งฐานละเมิดซึ่งมีกำหนด 1 ปี มาบังคับใช้แก่สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ไม่เกิน 1 ปี ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นอันขาดอายุความด้วยหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2539 เจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจพบว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยการจงใจบุกรุก ก่นสร้าง แผ้วถางป่าชายเลน 2 แห่งตามฟ้องหรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อโดยไม่ตรวจสอบที่ดินที่บุกรุกว่าเป็นของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และรายงานต่อผู้รักษาการแทนอธิบดีของโจทก์เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 แต่โจทก์มาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2543 จึงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันทำละเมิด สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ย่อมขาดอายุความโดยสิ้นเชิง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันฟ้อง โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายหนึ่งปีย้อนหลังไปตั้งแต่วันฟ้องเป็นการไม่ชอบ เพราะโจทก์ไม่ได้ทำสืบให้ประจักษ์ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดอย่างต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันฟ้องแต่อย่างใดนั้น ปรากฏว่า โจทก์มีนายนรินทร์เจ้าพนักงานสำนักงานป่าไม้จังหวัดภูเก็ต นายวิฑูรย์นักวิชาการป่าไม้ 7 ร้อยตำรวจเอกไพรัตน์เจ้าพนักงานตำรวจประจำกองตำรวจป่าไม้ นายฉัตรชัยเจ้าพนักงานป่าไม้ 5 เป็นพยานโจทก์เบิกความรับฟังได้ว่า พยานร่วมกันตรวจสอบพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งของจำเลยที่ 1 และพื้นที่ข้างเคียงแล้ว พบว่ามีการบุกรุกกินเนื้อที่ของป่าชายเลน 2 จุด จุดแรกขุดเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งบางส่วน ทำทางเดิน บ้านพักชั่วคราว จุดที่ 2 บุกรุกแผ้วถาง กั้นคันดิน และถูกใช้เป็นที่เลี้ยงปลาโดยมีกระชังเลี้ยงปลา อีกทั้งจำเลยทั้งสองยังได้สร้างประตูรั้วและล็อกกุญแจทั้งติดป้ายหวงห้ามไม่ให้บุคคลอื่นใดเข้าไปในป่าชายเลนที่จำเลยทั้งสองได้บุกรุกเข้าไปครอบครอง พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวเห็นได้ว่า การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปแผ้วถาง ก่นสร้าง แล้วเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินป่าชายเลนโดยไม่มีสิทธิเรื่อยมาเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการทำละเมิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่โจทก์ตรวจพบเรื่อยมา จึงมีลักษณะเป็นการกระทำต่อเนื่องดังที่โจทก์ได้นำสืบให้เห็นประจักษ์แล้ว ฉะนั้นตราบใดที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมออกไป การละเมิดก็ยังคงมีอยู่ซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตลอดเวลาจนกว่าจำเลยทั้งสองจะหยุดการทำละเมิด เมื่อก่อนฟ้อง 1 ปี จำเลยทั้งสองยังไม่หยุดการทำละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกค่าเสียหาย 1 ปี ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่โจทก์ฟ้องคดีจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ได้ ค่าเสียหายจากการทำละเมิดของจำเลยทั้งสองย้อนหลังไป 1 ปี ตั้งแต่วันฟ้อง จึงไม่ขาดอายุความสำหรับค่าเสียหายในส่วนที่เกิน 1 ปี แล้วเท่านั้นที่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 1 ปี ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่โจทก์ฟ้องคดีเป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้นเป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมป่าไม้
จำเลย — นายบำรุง สำเภารัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5587/2551
#491379
เปิดฉบับเต็ม

การผลิตปลากระป๋อง การสั่งปลาและการรับมอบปลาจากโจทก์ จำเลยรับว่าเกิดในที่ทำการของจำเลย แต่อ้างว่าเป็นการกระทำโดยส่วนตัวของ พ. และ ร. การที่จำเลยยินยอมให้ พ. และ ร. ใช้สถานที่ของจำเลยประกอบการผลิตปลากระป๋อง โดยเครื่องมือการผลิตเครื่องมือสื่อสารติดต่อกับโจทก์ทั้งเครื่องโทรศัพท์และเครื่องโทรสาร รวมทั้งแบบฟอร์มใบสำคัญจ่ายซึ่งเป็นหลักฐานแสดงการยอมรับว่าเป็นหนี้ของจำเลย ประกอบกับวัตถุประสงค์ของจำเลยตามที่จดทะเบียนระบุว่า จำเลยประกอบกิจการค้าอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าใจโดยสุจริตว่า พ. และ ร. กระทำการในนามของจำเลยหรืออีกนัยหนึ่งจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการดังกล่าวเอง เป็นการที่จำเลยเชิด พ. และ ร. ออกเป็นตัวแทนหรือยินยอมให้ พ. และ ร. เชิดตัวเองเป็นตัวแทน จำเลยจึงต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำของ พ. และ ร. ในฐานะตัวการ ต้องชำระค่าปลาให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 821

แม้ฟ้องจะมิได้กล่าวเกี่ยวกับการเป็นตัวการตัวแทน โจทก์ก็นำสืบเรื่องนี้ได้เพราะเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงในรายละเอียด เนื่องจากในการติดต่อทำสัญญาซื้อขายกันอาจทำได้โดยตนเองหรือมีตัวแทนไปติดต่อทำสัญญาซื้อขายแทนกันก็ได้ และศาลวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ได้ ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

โจทก์ประกอบธุรกิจขายปลา ทำสัญญาขายปลาให้จำเลยนำไปใช้ผลิตปลากระป๋องออกจำหน่ายอันเป็นการประกอบธุรกิจของจำเลย จึงเข้าข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) การฟ้องเรียกค่าปลาจากจำเลยจึงต้องใช้อายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อปลาชนิดต่างๆ จากโจทก์เพื่อนำไปผลิตปลากระป๋อง ตกลงชำระค่าปลาภายใน 15 วันนับแต่ได้รับปลา โจทก์ส่งปลาให้จำเลย ปรากฏว่าจำเลยค้างชำระค่าปลาโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 476,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 465,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยสั่งซื้อปลาจากโจทก์ และชำระค่าปลาแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 465,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ตุลาคม 2543) ไม่เกิน 11,625 บาท ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการขายปลามีแพปลาอยู่ที่จังหวัดปัตตานี จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการ 4 คน คือนางสาววรรณา นางสาวเพ็ญนภา นายสหเทพ และนางรักจิตร เป็นกรรมการโดยนางสาววรรณาหรือนางสาวเพ็ญนภา คนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท กระทำการแทนบริษัท เมื่อปี 2541 นางรักจิตรและนายไพศาลซึ่งเป็นสามีภริยาได้ร่วมกันติดต่อซื้อขายปลากับโจทก์และมีหนี้ค่าปลาค้างชำระโจทก์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยซื้อปลาชนิดต่างๆ จากโจทก์ไปหลายครั้งตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2541 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2543 โดยจำเลยผ่อนชำระค่าปลาเรื่อยมาและเมื่อคิดบัญชีกันแล้ว จำเลยยังค้างชำระค่าปล่า ขอให้จำเลยชำระแก่โจทก์เป็นการบรรยายถึงสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับแล้ว ส่วนมีการซื้อปลาชนิดใดจำนวนราคาเท่าใดจำนวนราคาเท่าใดและเมื่อใด เป็นเพียงรายละเอียดที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อมาว่า จำเลยซื้อปลาและค้างชำระคำปลาแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2541 นายไพศาล และนางรักจิตรมาติดต่อขอซื้อปลาจากโจทก์อ้างว่าเป็นพนักงานจัดซื้อวัตถุดิบของจำเลยเพื่อนำไปผลิตเป็นปลากระป๋อง โจทก์จึงไปตรวจสอบยังที่ทำการของจำเลยซึ่งอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าจำเลยประกอบกิจการค้าผลิตปลากระป๋องจริง จึงตกลงขายปลาให้และจากนั้นโจทก์กับจำเลยได้ซื้อขายปลากันอีกหลายครั้งโดยในการซื้อขายเมื่อจำเลยต้องการปลาชนิดใดเท่าใด จำเลยจะโทรศัพท์สั่งให้โจทก์นำปลามาส่งยังที่ทำการของจำเลย และเมื่อจำเลยได้รับปลาแล้วจำเลยจะออกใบสำคัญจ่ายและส่งสำเนาใบสำคัญจ่ายไปให้โจทก์ทางโทรสาร ส่วนการชำระค่าปลา จำเลยจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารให้โจทก์ ดังปรากฏตามสำเนาใบฝากเงิน บัญชีกระแสรายวันและใบสำคัญจ่าย เห็นว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิตปลากระป๋อง การสั่งปลาและการรับมอบปลาจากโจทก์ จำเลยนำสืบรับว่าเกิดในที่ทำการของจำเลย แต่อ้างว่าเป็นการกระทำโดยส่วนตัวเองของนายไพศาลและนางรักจิตร การที่จำเลยยินยอมให้นายไพศาลและนางรักจิตรใช้สถานที่ของจำเลยประกอบการผลิตปลากระป๋องโดยเครื่องมือการผลิต เครื่องมือสื่อสารติดต่อกับโจทก์ทั้งเครื่องโทรศัพท์และเครื่องโทรสาร รวมทั้งแบบฟอร์มใบสำคัญจ่ายซึ่งเป็นหลักฐานแสดงการยอมรับว่าเป็นหนี้ของจำเลย ประกอบกับวัตถุประสงค์ของจำเลยตามที่จดทะเบียนไว้ข้อ 9 ระบุว่า จำเลยประกอบกิจการค้าอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าใจโดยสุจริตว่านายไพศาลและนางรักจิตรกระทำการในนามของจำเลยหรืออีกนัยหนึ่งจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการดังกล่าวเอง เป็นการที่จำเลยเชิดนายไพศาลและนางรักจิตรออกเป็นตัวแทนหรือยินยอมให้นายไพศาลหรือนางรักจิตรเชิดตัวเองเป็นตัวแทน จำเลยจึงต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำของนายไพศาลและนางรักจิตรในฐานะเป็นตัวการ ต้องชำระค่าปลาให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ซึ่งค่าปลาที่จะต้องชำระ นายไพศาลได้เบิกความรับว่า ค้างชำระแก่โจทก์เท่าจำนวนตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจึงต้องชำระค่าปลาตามฟ้องให้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลฟังว่า นายไพศาลและนางรักจิตรเป็นตัวแทนเชิดของจำเลย เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง นอกประเด็น เห็นว่า แม้ฟ้องจะมิได้กล่าวเกี่ยวกับการเป็นตัวการตัวแทน โจทก์ก็นำสืบเรื่องนี้ได้เพราะเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงในรายละเอียด เนื่องจากในการติดต่อทำสัญญาซื้อขายกันอาจทำได้โดยตนเองหรือมีตัวแทนไปติดต่อทำสัญญาซื้อขายแทนกันก็ได้ และศาลวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ได้ไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องประเด็น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ประกอบธุรกิจขายปลา ทำสัญญาขายปลาให้จำเลยนำไปใช้ผลิตปลากระป๋องออกจำหน่ายอันเป็นการประกอบธุรกิจของจำเลยจึงเข้ายกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) การฟ้องเรียกค่าปลาจากจำเลยจึงต้องใช้อายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ยังไม่ขาดอายุความชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิรินันท์ เก่าเงิน
จำเลย — บริษัทเกษมมารีนฟู้ด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5574/2551
#485279
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่าง ส. กับจำเลยจะเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีฐานะเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้และลูกหนี้ กล่าวคือจำเลยมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจาก ส. ซึ่งเป็นลูกหนี้ในการที่จะต้องโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ในขณะเดียวกันจำเลยก็มีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ ส. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ส. ได้ชำระหนี้ในส่วนของตนให้แก่จำเลยเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนที่ ส. จะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่าง ส. กับโจทก์จึงเป็นการโอนเฉพาะสิทธิเรียกร้องในฐานะเป็นเจ้าหนี้เพียงอย่างเดียว การโอนในลักษณะดังกล่าวนี้เมื่อได้ทำเป็นหนังสือและได้บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยแล้ว ก็ย่อมสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคแรก จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 6,300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นางนิรมลทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2539 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26461 ตำบลคลองราชาเทวะ (ราชาเทวะ) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับนายสวัสดิ์ในราคา 135,000,000 บาท โดยวางมัดจำ 12,000,000 บาท และจะชำระเงินจำนวน 108,000,000 บาท ภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2539 ส่วนที่เหลือจำนวน 15,000,000 บาท จำเลยจะผ่อนชำระเป็นรายงวด งวดละ 1,000,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มกราคม 2540 งวดต่อไปทุกวันที่ 25 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 นายสวัสดิ์โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ตั้งเป็นประเด็นไว้ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้เป็นลูกหนี้นายสวัสดิ์ก็ดี สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ก็ดี หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระโจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องก็ดี หรือที่ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้รับการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องก็ดี ล้วนเป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง มีผลผูกพันจำเลยให้ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างนายสวัสดิ์กับจำเลยจะเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีฐานะเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ กล่าวคือจำเลยมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะได้รับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากนายสวัสดิ์ซึ่งเป็นลูกหนี้ในการที่จะต้องโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ในขณะเดียวกันจำเลยก็มีฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายสวัสดิ์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้ค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่านายสวัสดิ์ได้ชำระหนี้ในส่วนของตนให้แก่จำเลยเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนที่นายสวัสดิ์จะโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างนายสวัสดิ์กับโจทก์จึงเป็นการโอนเฉพาะสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้เพียงอย่างเดียว การโอนในลักษณะดังกล่าวนี้เมื่อได้ทำเป็นหนังสือและได้บอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยแล้ว ก็ย่อมสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคแรก จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้จำนวน 6,300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์จำนวน 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติ โอวรางค์
นายวิรัช อัศว์ศิวะกุล โดยนางนิรมล
จำเลย — อัศว์ศิวะกุล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5569/2551
#498571
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและส่งมอบทาวน์เฮ้าส์พิพาทคืนให้โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าออกไปจากทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ เป็นคดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง การวินิจฉัยข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247

โจทก์มอบอำนาจให้ ข. ทำสัญญาจะซื้อจะขายทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น พร้อมที่ดินกับจำเลยในราคา 1,900,000 บาท จำเลยได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาจำนวน 100,000 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็น 6 งวด โดยจำเลยได้เข้าอยู่อาศัยในบ้านดังกล่าวและจำเลยชำระเงินให้โจทก์เป็นเวลา 5 งวด เมื่อทาวน์เฮ้าส์ที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยมีความชำรุดบกพร่องหลายแห่ง จำเลยจึงมีสิทธิให้โจทก์แก้ไขความชำรุดบกพร่องและยึดหน่วงยังไม่ต้องชำระราคาค่าซื้อในงวดสุดท้ายได้ การที่จำเลยยังไม่ชำระราคาค่าซื้องวดสุดท้าย เพราะโจทก์ยังมิได้แก้ไขความชำรุดบกพร่องจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 472 และมาตรา 488

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวาร และส่งมอบบ้านคืนให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกไปจากบ้านของโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากทาวน์เฮ้าส์พิพาทของโจทก์ คำขออื่นให้ยก สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 6,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารและส่งมอบทาวน์เฮ้าส์คืนให้โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกไปจากทาวน์เฮ้าส์ของโจทก์ ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงมาว่า ทาวน์เฮ้าส์ที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยมีความชำรุดบกพร่องหลายแห่งจริง เมื่อโจทก์ฎีกาแก่เพียงว่า "...แม้บ้านจะมีการชำรุดบกพร่องตามที่จำเลยนำสืบก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยเข้าอยู่ในบ้านพิพาทได้มีการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนรอยแตกร้าวชำรุดบกพร่องที่จำเลยอ้างนั้นเกิดขึ้นภายหลังแม้จะเกิดจากการก่อสร้างไม่ดีก็ตาม แต่ไม่ถึงขนาดจะถือว่าโจทก์ผิดสัญญา หากโจทก์ต้องรับผิดในเรื่องชำรุดบกพร่องดังกล่าว จำเลยคงมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์รับผิดต่างหากแต่ไม่ถึงกับมีสิทธิบอกเลิกสัญญา..." ส่วนจำเลยก็มิได้ฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกเลิกสัญญา คงแก้ฎีกาเฉพาะขอให้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์เท่านั้น ปัญหาจึงมีแต่เพียงว่า จำเลยมีสิทธิให้โจทก์แก้ไขความชำรุดบกพร่องและหน่วงเหนี่ยวยังไม่ต้องชำระราคาค่าซื้อในงวดสุดท้ายได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใด อันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด" และมาตรา 488 บัญญัติว่า "ถ้าผู้ซื้อพบเห็นความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินที่ตนได้รับซื้อ ผู้ซื้อชอบที่จะยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน เว้นแต่ผู้ขายจะหาประกันที่สมควรให้ก็ได้" ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยยังไม่ชำระราคาค่าซื้องวดสุดท้าย เพราะโจทก์ยังมิได้ได้แก้ไขความชำรุดบกพร่อง ถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาแล้วพิพากษากลับยกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่งคดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์อัตราค่าทนายความต้องกำหนดตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ซึ่งตามตาราง 6 ระบุว่า คดีไม่มีทุนทรัพย์ อัตราค่าทนายความขั้นต่ำไม่ว่าในศาลใด 50 บาท ส่วนอัตราขั้นสูงในศาลชั้นต้น 3,000 บาท และในศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา 1,500 บาท ดังนั้น อัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 4,500 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความรวมกันเป็นเงิน 6,000 บาท จึงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์รวม 4,500 บาท แทนจำเลย และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 472 ม. 488
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 238 ม. 246 ม. 247 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงษ์พัฒน์ สุจิตรมาลี
จำเลย — นางสาวอารายา เจริญเกษมวิทย์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5564/2551
#412391
เปิดฉบับเต็ม

การอ้างสำเนาแทนต้นฉบับเอกสารนั้น ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างสำเนาเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนไม่คัดค้านการอ้างเอกสารดังกล่าวเสียก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ คู่ความฝ่ายนั้นก็ต้องห้ามมิให้คัดค้านการมีอยู่และความแท้จริงของเอกสารนั้น หรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์อ้างหนังสือแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 เอกสารหมาย จ.20 เป็นพยานโดยส่งสำเนาให้จำเลยก่อนวันสืบพยานแล้ว แต่จำเลยมิได้คัดค้านว่าไม่มีต้นฉบับ หรือสำเนาเอกสารนั้นไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับก่อนวันสืบพยาน และหลังจากที่ ศ. พยานโจทก์เบิกความอ้างถึงสำเนาหนังสือแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลากว่าสองปี จำเลยก็มิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านการอ้างเอกสารดังกล่าวต่อศาล โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุผลอันสมควรประการใดที่ไม่อาจยกข้อคัดค้านนั้นได้ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงตามสำเนาเอกสารหมาย จ.20 ประกอบคำเบิกความของพยานบุคคลว่า คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีหนังสือแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้ทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภคต่อศาลแล้ว จำเลยจึงไม่อาจคัดค้านการรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวได้อีก กรณีฟังได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องโดยชอบ

จำเลยเป็นผู้ลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาจัดสรรขายให้แก่ประชาชนโดยคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง ซึ่งก็ต้องใช้เงินลงทุนสูงด้วย จึงต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุมในเรื่องการเงิน การตลาด รวมทั้งการคาดการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถรับความเสี่ยงได้สูง แม้จะเกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจและนโยบายการแก้ปัญหาของรัฐบาลจะมีผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจทั่วไป รวมทั้งของจำเลยด้วยก็ตาม แต่ก็มิใช่ภาวะที่จำเลยไม่อาจคาดการณ์ได้ หรือไม่อาจแก้ไขได้ ดังนั้น การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านไม่เสร็จจึงไม่อาจฟังได้ว่าเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงเป็นผู้ผิดสัญญา ผู้บริโภคชอบที่จะบอกเลิกสัญญาได้

สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยกับ ส. เป็นสัญญาต่างตอบแทน โดย ส. มีหน้าที่ชำระราคาตามงวด ส่วนจำเลยมีหน้าที่ก่อสร้างบ้านให้เสร็จและส่งมอบแก่ ส. ได้ภายในกำหนดเวลาที่ประมาณการไว้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ส. ได้ชำระเงินค่างวดแก่จำเลยมาโดยตลอดถึง 17 งวด คงค้างชำระเพียง 3 งวดสุดท้าย แต่จำเลยกลับก่อสร้างบ้านเพียงบางส่วนแล้วหยุดก่อสร้างเป็นเวลานาน จึงถือว่าจำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างบ้านให้เสร็จเรียบร้อยตามที่คู่สัญญาพึงคาดหมายจากกันได้ ทำให้มีเหตุที่ ส. จะหยุดชำระค่างวด โดยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย

การที่จำเลยเป็นเจ้าของโครงการจัดสรรที่ดินและปลูกสร้างบ้านเพื่อขายแก่ผู้ซื้อ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปลูกสร้างบ้านให้เสร็จสมบูรณ์ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง และเหมาะสมแก่การอยู่อาศัย การกำจัดปลวกจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการเพื่อให้บ้านแข็งแรงทนทานยิ่งขึ้น แม้ในตอนแรกจำเลยกับผู้บริโภคจะไม่ได้กำหนดเรื่องการกำจัดปลวกไว้ในสัญญา แต่ทั้งสองฝ่ายก็สามารถตกลงเพิ่มเติมกันในภายหลังได้ โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือ และเห็นว่าเมื่อมีการตกลงกันเช่นว่านี้แล้ว การกำจัดปลวกย่อมเป็นการบริการอย่างหนึ่งซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยผู้ก่อสร้างบ้านขายโดยตรง เพราะการฉีดยากำจัดปลวกจะต้องสัมพันธ์กับการก่อสร้าง จำเลยจึงต้องส่งมอบบ้านที่มีการกำจัดปลวกเรียบร้อยแก่ผู้บริโภค เมื่อจำเลยไม่ส่งมอบบ้านให้ ก็ต้องรับผิดต่อผู้บริโภคตามข้อตกลงเพิ่มเติมนั้น และจำเลยยังอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมดูแลของคณะกรรมการคุ้มครองบริโภคตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกคืนเงินค่ากำจัดปลวกหรือเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้แทนผู้บริโภคได้

ตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2532 มาตรา 39 บัญญัติว่า การดำเนินคดีในศาลแทนผู้บริโภคของเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคนั้นให้ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง และข้อเท็จจริงปรากฏว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล จึงมีผลให้พนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินคดีได้เองโดยตรงในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค หาใช่เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะเป็นทนายแผ่นดินในคดีนี้ไม่ จึงไม่ชอบที่ศาลจะสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าทนายความแก่ฝ่ายที่ชนะคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่รับไปจากผู้บริโภคทั้ง 13 ราย คือ คืนเงินแก่นายสุเทพ และนางสาววันเพ็ญ ผู้บริโภครายที่ 1 เป็นเงิน 208,413.237 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนเงินแก่นางสาวรุ่งแสง ผู้บริโภครายที่ 2 เป็นเงิน 203,755.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนเงินแก่ร้อยโทสิทธิศักดิ์ ผู้บริโภครายที่ 3 เป็นเงิน 211,778.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนเงินแก่นางสาวผ่องศรี ผู้บริโภครายที่ 4 เป็นเงิน 204,246.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนเงินแก่นายวัฒนชัย และนางสาวนงคราญ ผู้บริโภครายที่ 5 เป็นเงิน 207,650.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนเงินแก่นายสุรพล ผู้บริโภครายที่ 6 เป็นเงิน 181,814.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนเงินแก่นายสมญา ผู้บริโภครายที่ 7 เป็นเงิน 175,778.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 172,800 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนเงินแก่นางสาวสุธาทิพย์ ผู้บริโภครายที่ 8 เป็นเงิน 166,540.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 172,800 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนเงินแก่นางจิรสา ผู้บริโภครายที่ 9 เป็นเงิน 202,821.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนเงินแก่สิบเอกหญิงจารุวรรณ ผู้บริโภครายที่ 10 เป็นเงิน 207,097.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนเงินแก่นางหทัยรัตน์ ผู้บริโภครายที่ 11 เป็นเงิน 183,126.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คืนเงินแก่นายเอกวิทย์ และนางสาวสายหยุด ผู้บริโภครายที่ 12 เป็นเงิน 288,604.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และคืนเงินแก่นายวิธาน ผู้บริโภครายที่ 13 เป็นเงิน 138,548.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 172,800 บาท (ที่ถูกน่าจะเป็น 111,400 บาท) นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 170,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 170,800 บาท นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวรุ่งแสง ผู้บริโภครายที่ 2 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2543) ต้องไม่เกิน 32,955.04 บาท ตามที่ขอมา คืนเงิน 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 170,000 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ร้อยโทสิทธิศักดิ์ ผู้บริโภครายที่ 3 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 41,778.08 บาท ตามที่ขอมา คืนเงิน 140,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายสมญา ผู้บริโภครายที่ 7 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 35,578.15 บาท ตามที่ขอมา คืนเงิน 166,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 166,800 บาท นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางจิรสา ผู้บริโภครายที่ 9 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 36,021.95 บาท ตามที่ขอมา ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เป็นเงิน 20,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การอ้างสำเนาแทนต้นฉบับเอกสารนั้น ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างสำเนาเอกสารมาเป็นพยานหลักฐานยันตนไม่คัดค้านการอ้างเอกสารดังกล่าวเสียก่อนการสืบพยานเอกสารนั้นเสร็จ คู่ความฝ่ายนั้นก็ต้องห้ามมิให้คัดค้านการมีอยู่และความแท้จริงของเอกสารนั้น หรือความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์อ้างหนังสือแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เอกสารหมาย จ. 20 เป็นพยานโดยส่งสำเนาให้จำเลยก่อนวันสืบพยานแล้ว แต่จำเลยมิได้คัดค้านว่าไม่มีต้นฉบับ หรือสำเนาเอกสารนั้นไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับก่อนวันสืบพยาน และหลังจากที่นางสาวศิริลักษณ์ พยานโจทก์เบิกความอ้างถึงสำเนาหนังสือแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค ตามเอกสารหมาย จ. 20 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 แล้ว นับถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2546 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลากว่าสองปี จำเลยก็มิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตคัดค้านการอ้างเอกสารดังกล่าวต่อศาล โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุผลอันสมควรประการใดที่ไม่อาจยกข้อคัดค้านนั้นได้ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงตามสำเนาเอกสารหมาย จ. 20 ประกอบคำเบิกความของพยานบุคคลว่า คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีหนังสือแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้ทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภคต่อศาลแล้ว จำเลยจึงไม่อาจคัดค้านการรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวได้อีก กรณีฟังได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องโดยชอบ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาจัดสรรขายให้แก่ประชาชน โดยคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง ซึ่งก็ต้องใช้เงินลงทุนสูงด้วย จึงต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุมในเรื่องการเงิน การตลาด รวมทั้งการคาดการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถรับความเสี่ยงได้สูง แม้จะเกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจและนโยบายการแก้ปัญหาของรัฐบาลจะมีผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจทั่วไป รวมทั้งของจำเลยด้วยก็ตาม แต่ก็มิใช่ภาวะที่จำเลยไม่อาจคาดการณ์ได้หรือไม่อาจแก้ไขได้ ดังนั้น การที่จำเลยปลูกสร้างบ้านไม่เสร็จ จึงไม่อาจฟังได้ว่าเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย จำเลยจึงเป็นผู้ผิดสัญญา ผู้บริโภคชอบที่จะบอกเลิกสัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า นายสมญาไม่ผ่อนชำระเงินค่าบ้านตรงตามงวดในสัญญา จึงตกเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งจำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่นายสมญาก่อนที่จะไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นายสมญาจึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบบ้านที่ปลูกสร้างได้ และเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเองนั้น เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างจำเลยกับนายสมญาเป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยนายสมญามีหน้าที่ชำระราคาตามงวด ส่วนจำเลยมีหน้าที่ก่อสร้างบ้านให้เสร็จและส่งมอบแก่นายสมญาได้ภายในกำหนดเวลาที่ประมาณการไว้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายสมญาได้ชำระเงินค่างวดแก่จำเลยมาโดยตลอดถึง 17 งวด คงค้างชำระเพียง 3 งวดสุดท้าย แต่จำเลยกลับก่อสร้างบ้านเพียงบางส่วนแล้วหยุดก่อสร้างเป็นเวลานาน จึงถือว่าจำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างบ้านให้เสร็จเรียบร้อยตามที่คู่สัญญาพึงคาดหมายจากกันได้ ทำให้มีเหตุที่นายสมญาจะหยุดชำระค่างวด โดยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย การที่จำเลยบอกเลิกสัญญาแก่นายสมญาจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า โจทก์ไม่อาจดำเนินคดีแทนผู้บริโภคในการเรียกให้จำเลยคืนเงินค่ากำจัดปลวกแก่นางสาวรุ่งแสง และนางจิรสา เนื่องจากจำเลยเป็นเพียงตัวแทนรับชำระเงินไว้แทนผู้ให้บริการกำจัดปลวกเท่านั้น จำเลยไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ให้บริการตามความหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของโครงการจัดสรรที่ดินและปลูกสร้างบ้านเพื่อขายแก่ผู้ซื้อ จำเลยมีหน้าที่ต้องปลูกสร้างบ้านให้เสร็จสมบูรณ์ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง และเหมาะสมแก่การอยู่อาศัย การกำจัดปลวกจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการเพื่อให้บ้านแข็งแรงทนทานยิ่งขึ้น แม้ในตอนแรกจำเลยกับผู้บริโภคจะไม่ได้กำหนดเรื่องการกำจัดปลวกไว้ในสัญญา แต่ทั้งสองฝ่ายก็สามารถตกลงเพิ่มเติมกันในภายหลังได้ โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือ และเห็นว่าเมื่อมีการตกลงกันเช่นว่านี้แล้ว การกำจัดปลวกย่อมเป็นการบริการอย่างหนึ่งซึ่งเป็นหน้าที่ของจำเลยผู้ก่อสร้างบ้านขายโดยตรง เพราะการฉีดยาเพื่อกำจัดปลวกจะต้องสัมพันธ์กับการก่อสร้างบ้าน ส่วนจำเลยจะว่าจ้างผู้ใดให้มาดำเนินการย่อมเป็นเรื่องของจำเลย ตามทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าผู้บริโภคได้ติดต่อหรือพบกับผู้กำจัดปลวกเลย โดยปล่อยให้เป็นเรื่องของจำเลยที่จะจัดการให้เรียบร้อยพร้อมไปกับการก่อสร้างบ้าน เห็นได้ว่าคู่สัญญามีเจตนาที่จะให้การกำจัดปลวกเป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างบ้าน จำเลยจึงต้องส่งมอบบ้านที่มีการกำจัดปลวกเรียบร้อยแก่ผู้บริโภค เมื่อจำเลยไม่ส่งมอบบ้านให้ ก็ต้องรับผิดต่อผู้บริโภคตามข้อตกลงเพิ่มเติมนั้น และจำเลยยังอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมดูแลของคณะกรรมการคุ้มครองบริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกคืนเงินค่ากำจัดปลวกหรือเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้แทนผู้บริโภคได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์เป็นเงิน 20,000 บาท ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2532 มาตรา 39 บัญญัติว่า การดำเนินคดีในศาลแทนผู้บริโภคของเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคนั้นให้ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง และข้อเท็จจริงปรากฏว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล ดังปรากฏตามสำเนาคำสั่งเอกสาร จ. 20 และได้แจ้งคำสั่งไปยังกระทรวงยุติธรรมแล้ว ตามเอกสารหมาย จ. 21 จึงมีผลให้พนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินคดีได้เองโดยตรงในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคหาใช่เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะเป็นทนายแผ่นดินในคดีนี้ไม่ ดังจะเห็นได้ว่าไม่มีการแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความเช่นคดีอื่น ๆ เมื่อพนักงานอัยการมิได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทนายความ จึงไม่ชอบที่ศาลจะสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าทนายความแก่ฝ่ายที่ชนะคดี คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 20,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8
ป.วิ.พ. ม. 125
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
จำเลย — บริษัทโชคผาสุข จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเรวัตร สกุลคล้อย
ศาลอุทธรณ์ — นายไสลเกษ วัตนพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
ชาลี ทัพภวิมล
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5558/2551
#498621
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ (มาตรา 30 บัญญัติไว้แต่เพียงว่าให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินโดยมิได้บัญญัติรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมเช่นที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่จะจ่ายเงินค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินและทรัพย์สินอื่น ดังนั้น การที่จะพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามความเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 ก็ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทำนองเดียวกันที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5)

พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 30 ทวิ วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิอื่นได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายเงิน วางหรือฝากเงินค่าทดแทนนั้น" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 13 กันยายน 2542 แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ระบุให้ไปรับวันใด แต่ได้ความว่าจำเลยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2542 วันดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นวันที่จำเลยวางหรือฝากเงินค่าทดแทนโจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนส่วนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2542 เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่จำเลยก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าผ่านที่ดินโจทก์เพิ่มอีก 241,708.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคารออมสินของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ 1 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 42,890.62 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์ควรได้รับค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่จำเลยกำหนดขึ้นอีกหรือไม่ เพียงใดโจทก์ฎีกาโดยสรุปว่าโจทก์ซื้อที่ดินแปลงนี้มาเมื่อปี 2533 ในราคา 300,000 บาท เพื่อใช้ปลูกสร้างอาคารบ้านพักตากอากาศ เมื่อที่ดินถูกสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านและปักเสาไฟฟ้าแรงสูงลงในที่ดิน 1 ต้น ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ตามที่ต้องการและจำเลยกำหนดให้ที่ดินของโจทก์เป็นประเภทที่นา เงินค่าทดแทนที่จำเลยกำหนดให้แก่โจทก์จึงไม่เป็นธรรม ทั้งที่ที่ดินของโจทก์อยู่ติดลำห้วยฮ่องฮอซึ่งมีโครงการพัฒนาลำห้วยฮ่องฮอตั้งแต่ปี 2536 เพื่อทำเป็นแหล่งเก็บน้ำและแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดซึ่งทำให้ที่ดินของโจทก์มีราคาสูงขึ้น ที่ดินของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์คือที่ดินของนางปรัชดาซื้อมาเมื่อปี 2538 ในราคาไร่ละ 200,000 บาท นำไปจำนองต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขานครพนมเมื่อปี 2539 ในราคาจำนองเฉลี่ยไร่ละ 150,000 บาท การที่คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนกำหนดราคาที่ดินของโจทก์เพียงไร่ละ 150,000 บาท จึงไม่เป็นธรรมเพราะไม่นำราคาที่ดินข้างเคียงมาพิจารณาประกอบในการกำหนดค่าทดแทน เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้แต่เพียงว่าให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน โดยมิได้บัญญัติรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะให้นำมาใช้คำนึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมเช่นที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่จะจ่ายเงินค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินและทรัพย์สินอื่น ดังนั้น การที่จะพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ก็ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทำนองเดียวกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) คือ วันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน อันเป็นวันเริ่มต้นของการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนมีผลใช้บังคับ เมื่อเทียบกันกับกรณีในคดีนี้ วันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตดินสายส่งไฟฟ้าคือวันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ซึ่งจำเลยได้ประกาศเรื่อง กำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ตัดตอนจากสายส่ง 230 กิโลโวลต์ สกลนคร 2 เสาไฟฟ้าข้ามแม่น้ำโขงบนฝั่งประเทศไทยที่จังหวัดนครพนม วงจรที่ 1 ไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยนครพนม ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2541 ดังนั้น วันที่จะพิจารณาถึงราคาอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ในแนวเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้านี้คือวันที่ 4 สิงหาคม 2541...

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราเท่าใด เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี อันเป็นอัตราคงที่นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ทวิ วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินหรือผู้ทรงสิทธิผู้อื่นได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายเงิน วางหรือฝากเงินค่าทดแทนนั้น" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 13 กันยายน 2542 แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ระบุให้ไปรับเงินในวันใด แต่ได้ความว่าจำเลยโอนเงินค่าทดแทนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2542 วันดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นวันที่จำเลยวางหรือฝากเงินค่าทดแทน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนส่วนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2542 เป็นต้นไป ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินเพิ่มแก่โจทก์จำนวน 42,890.62 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 30
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 วรรคหนึ่ง (1) ม. 21 (2) ม. 21 (3) ม. 21 (4) ม. 21 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหนูบางหรือกฤตยา แท่งทอง
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
รัตน กองแก้ว
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5543/2551
#498579
เปิดฉบับเต็ม

ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 นั้น ต้องเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกซึ่งเป็นไปตามลำดับชั้นที่กำหนดไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1629 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ผู้ตายไม่มีผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 และบิดามารดาของผู้ตายซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 2 ได้ถึงแก่กรรมไปก่อนผู้ตายแล้วก็ตามแต่เมื่อปรากฏว่าขณะผู้ตายถึงแก่กรรม ย. ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3 ซึ่งเป็นลำดับที่สูงกว่าผู้ร้องยังมีชีวิตอยู่ ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงย่อมตกได้แก่ ย. เมื่อทรัพย์มรดกของผู้ตายตกได้แก่ ย. ดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องก็ไม่อยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกที่จะร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันกับนายโอ่ง พรหมศาสตรซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2541 โดยมิได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ใดหรือแต่งตั้งให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเท่าที่ทราบคือที่ดิน 1 แปลง ผู้ร้องซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายได้ไปติดต่อขอรับมรดกที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น (อำเภอพล) แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าจะต้องมีคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกก่อนแล้วจึงจะดำเนินการให้ได้ ผู้ร้องจึงมาร้องขอเป็นคดีนี้

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนแล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกรายนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงจากสำนวนได้ความว่า ผู้ตายเป็นบุตรของนายสุด ที่เกิดจากนางหลง ผู้ตายมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก 1 คน คือนายยนต์ ส่วนผู้ร้องเป็นบุตรของนายสุดที่เกิดจากนางยัน นายสุดบิดาผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อปี 2526 ส่วนนางหลงมารดาผู้ตายถึงแก่กรรมไปแล้ว แต่ไม่ปรากฏชัดว่าถึงแก่กรรมเมื่อใด สำหรับนายยนต์พี่ชายผู้ตายนั้นถึงแก่กรรมเมื่อปี 2542 เห็นว่า ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 นั้นต้องเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกซึ่งเป็นไปตามลำดับชั้นที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคหนึ่ง ดังนั้นแม้จะได้ความว่าผู้ตายไม่มีผู้สืบสันดานซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 และบิดามารดาของผู้ตายซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 2 ได้ถึงแก่กรรมไปก่อนผู้ตายแล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าขณะผู้ตายถึงแก่กรรม นายยนต์ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 3 ซึ่งเป็นลำดับที่สูงกว่าผู้ร้องยังมีชีวิตอยู่ ทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงย่อมตกได้แก่นายยนต์เมื่อทรัพย์มรดกของผู้ตายตกได้แก่นายยนต์ดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องก็ไม่อยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกที่จะร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย กรณีไม่จำต้องพิจารณาว่าขณะที่นายยนต์ถึงแก่กรรมนั้น นายยนต์มีสถานภาพเป็นโสด และไม่มีทายาทอื่นใดที่จะรับมรดกแทนที่ดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1629 วรรคหนึ่ง ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายประสาทพร พรหมศาสตร์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5540/2551
#420239
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิของผู้ร้องที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากในธนาคาร เป็นคนละส่วนกับสิทธิในการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในที่ดินที่ผู้ร้องได้รับตามพินัยกรรม การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกในบัญชีเงินฝากดังกล่าว จึงเป็นการยื่นคำร้องขอใหม่เข้ามาในคดีเดิม มิใช่เป็นคำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้น ผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำร้องขอเป็นคดีใหม่ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอในคดีเดิมจึงเป็นการมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นน้องสาวของนางสาวจำลองหรือนางจำลอง ผู้ตาย เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 158 ตำบลหนองระเวียง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2549 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า หลังจากที่ผู้ร้องได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้ร้องทราบว่าเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพิมาย บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 356-202085-3 ซึ่งตกทอดแก่นายบุญธรรมหรือพระบุญธรรมบิดาของผู้ตายและผู้ร้อง 1 ส่วนใน 5 ส่วน ซึ่งนายบุญธรรมหรือพระบุญธรรมเก็บสมุดบัญชีเงินฝากไว้ และนายบุญธรรมหรือพระบุญธรรมยกเงินฝากส่วนของตนให้แก่ผู้ร้องขอเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2549 ผู้ร้องขอประสงค์จะดำเนินการเกี่ยวกับเงินฝากในบัญชีดังกล่าวเพื่อจัดสรรให้แก่ทายาท แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เพราะศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 158 ตำบลหนองระเวียง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมาเท่านั้น จะต้องมีคำสั่งศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกในส่วนเงินฝากเสียก่อน จึงจะดำเนินการให้ได้ ผู้ร้องมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก และมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางจำลองหรือนางสาวจำลองในเงินฝาก บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 356-202085-3 เพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมิใช่ทายาทโดยธรรมซึ่งจะมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิเข้าไปจัดการเงินมรดกของผู้ตาย ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 158 ตำบลหนองระเวียง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะผู้รับพินัยกรรมที่ดินดังกล่าว แต่ตามคำร้องขอของผู้ร้อง ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2549 ผู้ร้องอ้างว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องทราบว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพิมาย บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 356-202085-3 ซึ่งตกทอดแก่นายบุญธรรมหรือพระบุญธรรมบิดาของผู้ตาย 1 ส่วนใน 5 ส่วน แล้วนายบุญธรรมหรือพระบุญธรรมได้ยกเงินฝากส่วนของตนให้แก่ผู้ร้องเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2549 ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในบัญชีเงินฝากดังกล่าวในฐานะเจ้าของรวม และผู้ร้องขัดข้องในการจัดการเกี่ยวกับบัญชีดังกล่าว สิทธิของผู้ร้องที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับสิทธิในการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกในที่ดินที่ผู้ร้องได้รับตามพินัยกรรม การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอลงวันที่ 3 ตุลาคม 2549 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอใหม่เข้ามาในคดีเดิม คำร้องดังกล่าวหาใช่เป็นคำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นไม่ ผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำร้องขอเป็นคดีใหม่ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอในคดีเดิมจึงเป็นการมิชอบ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 7
ชื่อคู่ความ
นางนิรันด์ สดโคกกรวด
ผู้ร้อง — หรือนางสาวนิรันต์ บานสันเทียะ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5531/2551
#497659
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยรู้ว่า ย. กับพวกรวม 14 คน ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้เข้าพักอาศัยซ่อนเร้น และช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม ต่อมาจำเลยรับคนต่างด้าวดังกล่าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานเป็นกรรมกรที่โครงการก่อสร้างหมู่บ้าน พ. ซึ่งเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด โดยโจทก์หาได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยช่วยคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายด้วยการรับคนต่างด้าวนั้นให้เข้าทำงานเป็นกรรมกรที่โครงการก่อสร้างหมู่บ้าน พ. เพียงประการเดียวเท่านั้นไม่ แต่ตามฟ้องกลับแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ช่วยด้วยประการอื่น ๆ อีก เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุมนอกจากการรับเข้าทำงาน ตามฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงแยกเจตนาของจำเลยในการกระทำความผิดได้อย่างชัดเจน การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ฉบับใหม่ประกาศใช้บังคับแทนฉบับเดิม (พ.ศ.2521) ซึ่งบทความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานนั้นได้บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ส่วนบทกำหนดโทษสำหรับความผิดฐานดังกล่าวได้บัญญัติไว้ในมาตรา 54 โดยมาตรา 54 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 27 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทและถ้าคนต่างด้าวนั้นไม่มีใบอนุญาต ผู้กระทำต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน" เห็นได้ว่าอัตราโทษตามกฎหมายใหม่ดังกล่าวมีเพียงโทษปรับเท่านั้น มิได้มีโทษถึงจำคุกดั่งที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 เช่นนี้ กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังเกี่ยวกับโทษจำคุกจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แต่โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2548 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ จำเลยรู้อยู่แล้วว่านายยอด ไม่มีชื่อสกุล กับพวกรวม 14 คน ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม ต่อมาจำเลยรับคนต่างด้าวดังกล่าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานเป็นกรรมกรที่โครงการก่อสร้างหมู่บ้านพูนสุข ซึ่งเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 22, 39

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 22, 39 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 6 เดือน ฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมและฐานรับคนต่างด้าวเข้าทำงาน เป็นความผิดกรรมเดียวไม่ใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยรู้ว่านายยอด ไม่มีชื่อสกุลกับพวกรวม 14 คน ซึ่งเป็นคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น และช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม ต่อมาจำเลยรับคนต่างด้าวดังกล่าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานเป็นกรรมกรที่โครงการก่อสร้างหมู่บ้านพูนสุข ซึ่งเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด โดยโจทก์หาได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยช่วยคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายด้วยการรับคนต่างด้าวนั้นให้เข้าทำงานเป็นกรรมกรที่โครงการก่อสร้างหมู่บ้านพูนสุขเพียงประการเดียวเท่านั้นไม่ แต่ตามฟ้องกลับแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ช่วยด้วยประการอื่น ๆ อีกเพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุมนอกจากการรับเข้าทำงานตามฟ้องของโจทก์ดังกล่าว จึงแยกเจตนาของจำเลยในการกระทำความผิดได้อย่างชัดเจน การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีการอการลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า แม้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยให้เหมาะสมกับความผิดนั้นได้ คนต่างด้าวที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้มีเพียง 14 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่มากนัก ประกอบกับจำเลยรับคนต่างด้าวดังกล่าวเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเพื่อทำงานเป็นกรรมการก่อสร้างเท่านั้น ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนัก ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดอาญาและได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยสักครั้งหนึ่ง เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าที่จะจำคุกไปเสียเลยทีเดียว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อให้จำเลยหลาบจำและป้องกันมิให้จำเลยกระทำความผิดอีก สมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ฉบับใหม่ประกาศใช้บังคับแทนฉบับเดิม (พ.ศ.2521) ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 แล้ว ซึ่งบทความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงานนั้นได้บัญญัติไว้ในมาตรา 27 ส่วนบทกำหนดโทษสำหรับความผิดฐานดังกล่าวได้บัญญัติไว้ในมาตรา 54 โดยมาตรา 54 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 27 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และถ้าคนต่างด้าวนั้นไม่มีใบอนุญาต ผู้กระทำต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน" เห็นได้ว่าอัตราโทษตามกฎหมายใหม่ดังกล่าวมีเพียงโทษปรับเท่านั้น มิได้มีโทษถึงจำคุกดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 เช่นนี้ กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังเกี่ยวกับโทษจำคุกจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แต่โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 โดยมิได้ระบุวรรคมาด้วยก็ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27 (ที่แก้ไขใหม่), 54 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานให้คนต่างด้าวเข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้พ้นจากการจับกุม ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท ฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน ลงโทษปรับ 50,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ม. 39
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม. 27 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายศักดิ์อนันต์ ยศบุญ
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
มนตรี ยอดปัญญา
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5522 -ที่ 5523/2551
#497325
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 3 ได้ใช้คำนิยามคำว่า ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเท่านั้น จึงมิได้อยู่ในความหมายของความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 3 ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน และศาลฎีกาเห็นสมควรให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกและผู้ร้องในสำนวนหลังว่าโจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกและผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนหลังว่าจำเลย และเรียกนางสาวนาแก่อุย ผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนหลังว่าผู้คัดค้านที่ 2

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นธนบัตรจำนวน1,167,390 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 ชุด และรถยนต์กระบะ ซึ่งโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ริบไว้แล้ว ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ด้วยมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินของจำเลยเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงมีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลย และมีหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินของนางสาวนาแก่อุยเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของจำเลย จึงมีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินของนางสาวนาแก่อุยด้วย จากการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน อาชีพ รายได้ของจำเลยพบว่าจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวนาแก่อุย มีทรัพย์สินจำนวน 24 รายการ ซึ่งคณะอนุกรรมการประจำคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าว ขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31

จำเลยและนางสาวนาแก่อุยผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 (ที่ถูก 72 วรรคหนึ่ง) เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นเวลานานพอสมควร เป็นภัยต่อสังคม สมควรลงโทษสถานหนัก ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 20 ปี ฐานมีอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนฯ จำเลยนำสืบรับว่ามีไว้ในครอบครองจริง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 20 ปี 6 เดือน ริบของกลาง ส่วนทรัพย์สินตามคำร้องหรือตามเอกสารหมาย ป.จ.9 รวม 24 รายการให้ริบตกได้แก่กองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31

จำเลยและผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนฯ ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกไว้ 6 เดือน เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ยกคำขอที่ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คืนแท่นปั๊ม 4 อัน น้ำกรดอะมิโน 2 ขวด น้ำเกลือ 1 ขวด สายน้ำเกลือ 4 ชุด กุญแจตู้นิรภัย 2 ลูก โฟนลิ้งค์ 1 เครื่อง เครื่องคิดเลข 1 เครื่อง สมุดบันทึก 2 เล่ม และกระเป๋า 1 ใบ ที่จำเลยไม่ได้ใช้ในการกระทำความผิดนี้แก่เจ้าของ ให้ยกคำร้องขอให้ริบทรัพย์ และคืนทรัพย์สินของกลางตามเอกสารหมาย ป.จ.9 แก่จำเลยและผู้คัดค้านที่ 2 นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 7 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ พยานโจทก์มีพันตำรวจโทสมชายผู้จับจำเลยเบิกความว่า ก่อนจับจำเลย เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2540 สืบทราบและสายลับมาแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่และลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านเกิดเหตุ ได้ให้จ่าสิบตำรวจบุญคล่องเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของจำเลยในวันเกิดเหตุ จ่าสิบตำรวจบุญคล่องแจ้งทางวิทยุสื่อสารให้ทราบว่า จำเลยขับรถยนต์กระบะกลับเข้าบ้าน ต่อมาเวลาประมาณ 7 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้าน พันตำรวจโทสมชายแจ้งให้จ่าสิบตำรวจบุญคล่องทราบว่าหากจำเลยกลับเข้าบ้านอีกให้รายงานให้ทราบจนกระทั่งเวลา 12.30 นาฬิกา จ่าสิบตำรวจบุญคล่องใช้วิทยุสื่อสารแจ้งว่าจำเลยกลับเข้าบ้านแล้ว พันตำรวจโทสมชายกับพวกจึงไปบ้านจำเลย พบจำเลยกับชายอีก 2 คน ขอตรวจค้น พบของกลางประมาณ 20 รายการในการตรวจค้นครั้งนี้ได้ใช้สุนัขตำรวจดมกลิ่นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7 เม็ด อยู่ใต้เสื่อน้ำมันในห้องนอนจำเลย จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาตามเอกสารหมาย ป.จ.14 เห็นว่า ในวันที่เจ้าพนักงานตำรวจจับจำลยไม่ปรากฏว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ใด ส่วนเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 7 เม็ด มีน้ำหนัก 0.61 กรัม มิได้คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เท่าใด แม้จำเลยจะให้การรรับสารภาพในชั้นสอบสวนในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ก็ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาของโจทก์ขอให้ริบทรัพย์สินตามคำร้องเอกสารหมาย ป.จ.9 รวม 24 รายการ ให้ตกได้แก่กองทุนป้องกันและปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2543 มาตรา 29, 31 เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 ได้ใช้คำนิยามคำว่า ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หมายความว่าการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเท่านั้น จึงมิได้อยู่ในความหมายของความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 3 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ยกคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายชนะชัย หรือจ่าอือ รักษาป่าไพร
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ จังหวัดชลบุรี
ผู้คัดค้าน — นายชนะชัย หรือจ่าอือ รักษาป่าไพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5514/2551
#498576
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสอย่างไร อีกทั้งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ซึ่งแนบมาท้ายคำฟ้องและถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บถึงทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันแต่อย่างใดดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้าย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษได้เพียงตาม ป.อ. มาตรา 295 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 69 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมชั้นสอบสวน และชั้นศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) และให้คืนมีดพร้าของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยไปทวงเงินค่าหมูจำนวน 125 บาท จากนางทองนุ้ยเป็นไฝ ผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ให้จึงเกิดโต้เถียงกัน ผู้เสียหายหยิบมีดพร้าของกลาง จำเลยเข้าแย่งมีดพร้าจากผู้เสียหาย ต่อมาปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลที่บริเวณหน้าอก แขน และขา รายละเอียดบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายบุญมีหรือศรี และนางฉลวยพรือพิน เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่าหลังจากผู้เสียหายกับจำเลยโต้เถียงกันแล้ว ผู้เสียหายหยิบมีดพร้าของกลางขึ้นมาจำเลยเข้าไปชกผู้เสียหายและแย่งมีดพร้าดังกล่าวไปจากผู้เสียหาย หลังจากนั้นได้ใช้มีดพร้าฟันไปที่ผู้เสียหายถูกที่บริเวณหน้าอก แขน และขา เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันและพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นญาติของจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย นอกจากนี้ยังได้ความจากร้อยตำรวจเอกณรงค์ พนักงานสอบสวน พยานโจทก์ว่า ในชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยว่าพยายามฆ่าผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพว่า จำเลยใช้มีดพร้าของกลางฟันผู้เสียหายหลายครั้ง ตามบันทึกคำให้การ ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลหลายแห่ง โดยเฉพาะบาดแผลฉีกขาดรุ่งริ่งที่แขนซ้ายลึกถึงกล้ามเนื้อยาว 25 เซนติเมตร ซึ่งก็สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยขว้างมีดพร้าของกลางใส่ผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวนั้น ขัดต่อร่องรอยบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยใช้มีดพร้าของกลางฟันผู้เสียหาย และได้ความว่าเมื่อจำเลยแย่งมีดพร้าของกลางจากผู้เสียหายแล้ว ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยจึงไม่มีภัยอันจะเป็นการละเมิดต่อกฎหมายการที่จำเลยใช้มีดพร้าของกลางฟันผู้เสียหาย จึงไม่เป็นการป้องกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว และตามพฤติการณ์แห่งคดียังไม่มีเหตุอันควรรอการลงโทษจำคุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรวยสาหัสอย่างไร อีกทั้งตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งแนบมาท้ายคำฟ้องและถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บถึงทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้าย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษได้เพียงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ลงโทษจำคุก 8 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายนัดหรืออนู อ่อนขวัญเพ็ชร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิยชวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5485/2551
#498570
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยกับพวกร่วมกันไปที่บ้านผู้เสียหาย จำเลยใช้อาวุธปืนจี้ผู้เสียหายบังคับให้ผู้เสียหายไปกับจำเลยและพวกจนผู้เสียหายกลัวและยอมทำตาม การกระทำของจำเลยและพวกเป็นความผิดสำเร็จตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคสอง แล้ว การที่จำเลยกับพวกนำตัวผู้เสียหายไปจนถึงบ้านร้างแล้วจำเลยสอบถามผู้เสียหายแต่ได้คำตอบไม่เป็นที่พอใจ จำเลยจึงทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเกิดขึ้นใหม่แยกต่างหากจากความผิดข้างต้น ถึงแม้จำเลยจะอ้างว่ามีวัตถุประสงค์เดียวคือทวงหนี้จากผู้เสียหายก็ตาม แต่จำเลยมีเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างกันและแยกออกจากกันได้จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 272/2547 แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 309, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 371, 391 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรสาม, 72 ทวิ วรรสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ จำคุก 2 ปี ฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ปรับ 1,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยในความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรยแก่กายหรือจิตใจ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี 14 เดือน ปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยร่วมกับพวกไปที่บ้านผู้เสียหาย จำเลยใช้อาวุธปืนจี้ผู้เสียหายบังคับให้ผู้เสียหายขึ้นรถยนต์ไปกับจำเลยกับพวก เมื่อไปถึงบ้านร้างจำเลยให้ผู้เสียหายลงจากรถยนต์จำเลยเตะและตบหน้าผู้เสียหายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยกับพวกร่วมกันไปที่บ้านผู้เสียหาย จำเลยใช้อาวุธปืนจี้ผู้เสียหายบังคับให้ผู้เสียหายไปกับจำเลยและพวกจนผู้เสียหายกลัวและยอมทำตาม การกระทำของจำเลยและพวกเป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสองแล้ว การที่จำเลยกับพวกนำตัวผู้เสียหายไปจนถึงบ้านร้างแล้วจำเลยสอบถามผู้เสียหายแต่ได้คำตอบไม่เป็นที่พอใจ จำเลยจึงทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเกิดขึ้นใหม่แยกต่างหากจากความผิดข้างต้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีเจตนาเดียวคือต้องการทวงเงินจากผู้เสียหายนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะอ้างว่ามีวัตถุประสงค์เดียวคือทวงหนี้จากผู้เสียหายแต่จำเลยมีเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างกันและแยกออกจากกันได้จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 295 ม. 309 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายชูโชค แจ่มสุข
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5456/2551
#420237
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นจดคำให้การจำเลยว่า ขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้องข้อหารับของโจร แม้คำให้การดังกล่าวจะเป็นแบบพิมพ์ซึ่งมีข้อความเดิมว่าข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง และมีการเติมคำว่า "รับของโจร" ด้วยลายมือ โดยไม่มีผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่ก็สามารถสื่อความหมายได้ว่าจำเลยขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้องข้อหารับของโจร โดยโจทก์ได้ลงชื่อไว้ในคำให้การของจำเลยและตามรายงานกระบวนพิจารณาในแบบพิมพ์เดียวกันก็ระบุไว้ว่าศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามที่ศาลบันทึกไว้ ย่อมชัดเจนว่าจำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหารับของโจร และต้องถือว่าโจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยให้การปฏิเสธในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 หากโจทก์เห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ศาลจดไว้ไม่ชัดแจ้ง ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานต่อไป เมื่อโจทก์จำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยาน และโจทก์จำเลยได้ลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว เท่ากับโจทก์ไม่ติดใจที่จะสืบพยานในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จึงลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดนี้ไม่ได้ คงลงโทษจำเลยได้เพียงข้อหารับของโจรเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2549 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติลาว เชื้อชาติลาว มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ที่ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดมุกดาหาร โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้อง และไม่ได้เดินทางเข้ามาตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองเขตท่า สถานี หรือท้องที่และกำหนดเวลาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาทั้งไม่มีเหตุได้รับการยกเว้นโทษตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดมุกดาหาร และเมื่อระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2549 เวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 1 กันยายน 2549 ต่อเนื่องกัน จำเลยซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว สัญชาติลาว อยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลและอำเภอใดไม่ปรากฏชัด จังหวัดมุกดาหาร และที่แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน และเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2549 เวลากลางวัน มีคนร้ายลักเอาเช็คธนาคารทหารไทย สาขาถนนเพชรเกษมบางแค เลขที่ 8785864 ถึงเลขที่ 8785900 รวม 35 ฉบับ ราคา 555 บาท ของนายประภาสผู้เสียหายไปและในวันเดียวกัน จำเลยรับของโจร โดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใด ซึ่งเช็คธนาคารทหารไทย สาขาถนนเพชรเกษม-บางแค เลขที่ 8785864 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2549 สั่งจ่ายเงิน 30,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ แล้วได้นำเอาเช็คฉบับดังกล่าวไปขึ้นเงินที่ธนาคารทหารไทย สาขาถนนเพชรเกษม-บางแค เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549 เวลากลางคืนและกลางวันต่อเนื่องกัน เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยรับของโจร โดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใด ซึ่งเช็คธนาคารทหารไทย สาขาถนนเพชรเกษม-บางแค เลขที่ 8785865 ลงวันที่ 1 กันยายน 2549 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ แล้วได้นำเอาเช็คฉบับดังกล่าวไปขึ้นเงินที่ธนาคารทหารไทย สาขาถนนเพชรเกษม-บางแค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12, 18, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา 357, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 58, 62 วรรคหนึ่ง, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 4 เดือน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 4 เดือน ฐานรับของโจรจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ข้อหาตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และฐานรับของโจร โดยขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12, 18, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 91 ซึ่งข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าตามคำให้การของจำเลยเป็นการรับสารภาพว่ากระทำความผิดเฉพาะข้อหารับของโจรตามฟ้องเพียงข้อหาเดียว จึงพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ไม่ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวมีลักษณะเป็นแบบพิมพ์ซึ่งมีข้อความเดิมว่าข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง แต่มีการเติมคำว่า "รับของโจร" ด้วยลายมือ โดยไม่มีผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ ต้องฟังว่าจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น จึงต้องพิพากษาลงโทษจำเลยตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้องนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นจดคำให้การจำเลยว่า ข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้องข้อหารับของโจร แม้คำให้การดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นแบบพิมพ์ซึ่งมีข้อความเดิมว่าข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง และมีการเติมคำว่า "รับของโจร" ด้วยลายมือ โดยไม่มีผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ตามคำให้การของจำเลยก็สามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจนว่าจำเลยขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้องข้อหารับของโจร โดยโจทก์ได้ลงชื่อไว้ในคำให้การของจำเลย และตามรายงานกระบวนพิจารณาในแบบพิมพ์เดียวกันก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามที่ศาลบันทึกไว้ คำให้การฉบับนี้ย่อมชัดเจนว่าจำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาความผิดฐานรับของโจร และต้องถือว่าโจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยให้การปฏิเสธในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 หากโจทก์เห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ศาลจดไว้ไม่ชัดแจ้ง โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานต่อไปเพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำผิดของจำเลย เมื่อโจทก์จำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยาน และโจทก์จำเลยได้ลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว เท่ากับโจทก์ไม่ติดใจที่จะสืบพยานในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จึงฟังลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดนี้ไม่ได้คงฟังลงโทษจำเลยได้เพียงข้อหาความผิดฐานรับของโจรเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นความผิดฐานรับของโจรเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2549 กรรมหนึ่ง กับกระทำความผิดฐานรับของโจรเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549 อีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นฟ้องในการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระแยกออกจากกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และคดีไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องสืบพยานโจทก์อีก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นความผิดฐานรับของโจร 2 กรรม ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรแต่เพียงกรรมเดียวนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเป็น 2 กรรม ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขในเรื่องโทษให้ผิดไปจากที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายน้อย
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5456/2551
#497324
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ และฐานรับของโจรซึ่งข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ และรับของโจร แต่ศาลชั้นต้นจดคำให้การจำเลยว่า ข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้องข้อหารับของโจร แม้คำให้การดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นแบบพิมพ์ซึ่งมีข้อความเดิมว่า ข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง และมีการเติมคำว่า "รับของโจร" ด้วยลายมือ โดยไม่มีผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่ตามคำให้การของจำเลยก็สามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจนว่าจำเลยขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้องข้อหารับของโจร โดยโจทก์ได้ลงชื่อไว้ในคำให้การของจำเลย และตามรายงานกระบวนพิจารณาในแบบพิมพ์เดียวกันก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามที่ศาลบันทึกไว้ คำให้การฉบับนี้ย่อมชัดเจนว่าจำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาความผิดฐานรับของโจร และต้องถือว่าโจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยให้การปฏิเสธในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ หากโจทก์เห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ศาลจดไว้ไม่ชัดแจ้ง โจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานต่อไป เพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำผิดของจำเลย เมื่อโจทก์จำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยาน และโจทก์จำเลยได้ลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว เท่ากับโจทก์ไม่ติดใจที่จะสืบพยานในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ จึงฟังลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดนี้ไม่ได้ คงฟังลงโทษจำเลยได้เพียงข้อหาความผิดฐานรับของโจรเท่านั้น

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นความผิดฐานรับของโจร เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2549 กรรมหนึ่ง กับกระทำความผิดฐานรับของโจรเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549 อีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นฟ้องในการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระแยกออกจากกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และคดีไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องสืบพยานโจทก์อีก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นความผิดฐานรับของโจร 2 กรรม ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรแต่เพียงกรรมเดียวนั้นจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎ หมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเป็น 2 กรรม ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขในเรื่องโทษให้ผิดไปจากที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว สัญชาติลาว เชื้อชาติลาว เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และบุคคลต่างด้าว สัญชาติลาว อยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีคนร้ายลักเอาเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) 35 ฉบับ ราคา 555 บาท ของผู้เสียหายไปและในวันเดียวกัน จำเลยรับของโจร ซึ่งเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) 1 ฉบับ ซึ่งเป็นทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป แล้วได้นำเอาเช็คฉบับดังกล่าวไปขึ้นเงินและจำเลยรับของโจรเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) 1 ฉบับ ซึ่งเป็นทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป แล้วได้นำเอาเช็คฉบับดังกล่าวไปขึ้นเงิน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12, 18, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 58, 62 วรรคหนึ่ง, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานรับของโจร จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ข้อหาตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และฐานรับของโจร โดยขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12, 18, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 91 ซึ่งข้อหาความผิดตามฟ้องมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การและจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยกระทำความผิดดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าตามคำให้การของจำเลยเป็นการรับสารภาพว่ากระทำความผิดเฉพาะข้อหารับของโจรตามฟ้องเพียงข้อหาเดียว จึงพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ไม่ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวมีลักษณะเป็นแบบพิมพ์ซึ่งมีข้อความเดิมว่าข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง แต่มีการเติมคำว่า "รับของโจร" ด้วยลายมือ โดยไม่มีผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ ต้องฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง ดังนั้น จึงต้องพิพากษาลงโทษจำเลยตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้องนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นจดคำให้การจำเลยว่า ข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้องข้อหารับของโจร แม้คำให้การดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นแบบพิมพ์ซึ่งมีข้อความเดิมว่าข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง และมีการเติมคำว่า "รับของโจร" ด้วยลายมือ โดยไม่มีผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ตามคำให้การของจำเลยก็สามารถสื่อความหมายได้อย่างชัดเจนว่าจำเลยขอให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้องข้อหารับของโจร โดยโจทก์ได้ลงชื่อไว้ในคำให้การของจำเลย และตามรายงานกระบวนพิจารณาในแบบพิมพ์เดียวกันก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามที่ศาลบันทึกไว้ คำให้การฉบับนี้ย่อมชัดเจนว่าจำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาความผิดฐานรับของโจร และต้องถือว่าโจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยให้การปฏิเสธในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 หากโจทก์เห็นว่าคำให้การของจำเลยที่ศาลจดไว้ไม่ชัดแจ้งโจทก์ก็ชอบที่จะคัดค้านหรือแถลงขอสืบพยานต่อไป เพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำผิดของจำเลย เมื่อโจทก์จำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยาน และโจทก์จำเลยได้ลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้วเท่ากับโจทก์ไม่ติดใจที่จะสืบพยานในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จึงฟังลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดนี้ไม่ได้ คงฟังลงโทษจำเลยได้เพียงข้อหาความผิดฐานรับของโจรเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นความผิดฐานรับของโจรเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2549 กรรมหนึ่งกับกระทำความผิดฐานรับของโจรเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549 อีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นฟ้องในการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระแยกออกจากกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และคดีไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องสืบพยานโจทก์อีก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นความผิดฐานรับของโจร 2 กรรม ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรแต่เพียงกรรมเดียวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเป็น 2 กรรม ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขในเรื่องโทษให้ผิดไปจากที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายน้อย
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5444/2551
#418550
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 นั้น เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมคือลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมเป็นจำเลยจะฟ้องเพียงคนใดคนหนึ่งไม่ได้เพราะมิฉะนั้นแล้วคำพิพากษาของศาลก็ไม่มีผลผูกพันลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอก

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมที่ทำกับ อ. ลูกหนี้ของโจทก์และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินกับจำเลยที่ 1 เป็นจำเลย มิได้ฟ้อง อ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย แม้ อ. ผู้ทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จะถึงแก่ความตายไปแล้วโจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องทายาทหรือผู้จัดการมรดกของ อ. เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อน อ. ถึงแก่ความตายได้พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรและเป็นผู้ดูแลรักษา อ. ตลอดมา จึงเป็นไปไม่ได้ที่ อ. จะทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะขัดต่อเหตุผล ถือว่านิติกรรมดังกล่าวทำขึ้นเพื่อฉ้อฉลโจทก์ ทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น เป็นเพียงการบรรยายข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า อ. กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันทำนิติกรรมเพื่อฉ้อฉลโจทก์เท่านั้น มิใช่การบรรยายฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ อ. เมื่อโจทก์มิได้ฟ้อง อ. หรือทายาทของ อ. โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนางอุดมพรต่อมานางอุดมพรถึงแก่ความตายและโจทก์ตรวจสอบพบว่านางอุดมพรทำนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27905 พร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 ในราคา 200,000 บาท และ ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบดีว่าการทำนิติกรรมขายและจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นการฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่สามารถบังคับคดีจากทรัพย์ดังกล่าวได้ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทระหว่างนางอุดมพรกับจำเลยที่ 1 และเพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางอุดมพรและเพิ่งทราบว่านางอุดมพรเป็นหนี้โจทก์เมื่อมีหมายคดีนี้ นางอุดมพรเป็นหนี้บุคคลภายนอกแต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้จึงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ได้ขอกู้เงินจำเลยที่ 2 โดยจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันแล้วนำเงินไปชำระหนี้บุคคลภายนอก ชำระค่าที่ดินแก่นางอดมพร นำไปใช้จ่ายภายในบ้าน และจ่ายค่ารักษาพยาบาลนางอุดมพร ซึ่งป่วยเป็นหอบหืดมานาน 30 ปี นิติกรรมซื้อขายและจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าวทำด้วยความสุจริต มีค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยชอบแล้ว โจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งล่วงพ้นระยะเวลาที่อาจใช้สิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนแล้ว แต่โจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบเหตุจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักนางอุดมพรเพิ่งทราบเมื่อจำเลยที่ 2 มาขอกู้เงินจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปชำระค่าที่ดินแก่นางอุดมพรโดยนำที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมาจำนองเป็นประกัน จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานมีเงินเดือนประจำและที่ดินพร้อมบ้านพิพาทอยู่ในเกณฑ์และระเบียบที่จะขอสินเชื่อเงินกู้ได้ จึงอนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมกับจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นประกัน นิติกรรมดังกล่าวทำขึ้นโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าโจทก์กับนางอุดมพรมีหนี้สินต่อกันอย่างไร โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาท และการใช้สิทธิของโจทก์ไม่สุจริตเนื่องจากโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ปี 2542 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนางอุดมพรซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว ก่อนถึงแก่ความตายนางอุดมพรได้ทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2543 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทกับจำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 นั้น เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมคือลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมเป็นจำเลยในคดี จะฟ้องเพียงคนใดคนหนึ่งไม่ได้เพราะมิฉะนั้นแล้วคำพิพากษาของศาลก็ไม่มีผลผูกพันลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอกดังกล่าว เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมที่ทำกับนางอุดมพรลูกหนี้ของโจทก์และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทกับจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยเท่านั้น มิได้ฟ้องลูกหนี้ของโจทก์เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย แม้ลูกหนี้ของโจทก์คือนางอุดมพรผู้ทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จะถึงแก่ความตายไปแล้วโจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องทายาทหรือผู้จัดการมรดกของนางอุดมพรเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนนางอุดมพรถึงแก่ความตายได้พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรและเป็นผู้ดูแลรักษานางอุดมพรตลอดมา จึงเป็นไปไม่ได้ที่นางอุดมพรจะทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะขัดต่อเหตุผล ถือว่านิติกรรมดังกล่าวทำขึ้นเพื่อฉ้อฉลโจทก์ ทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น เป็นเพียงการบรรยายข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่านางอุดมพรกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันทำนิติกรรมเพื่อฉ้อฉลโจทก์เท่านั้น หาใช่การบรรยายฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอุดมพรดังที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องลูกหนี้หรือทายาทของลูกหนี้เข้ามาในคดีโจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมบัติ ราชู
จำเลย — นางสาวอรชา กรรเจียกพงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5444/2551
#498568
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 นั้น เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรม คือ ลูกหนี้กับผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมเป็นจำเลยในคดี จะฟ้องเพียงคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้วคำพิพากษาของศาลย่อมไม่ผูกพันลูกหนี้หรือผู้ได้รับลาภงอก

อ. เป็นลูกหนี้ของโจทก์ แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของ อ. และเป็นผู้ได้รับลาภงอกจากการกระทำนิติกรรมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับจำนองที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 มิได้ฟ้อง อ. ด้วย แม้จะปรากฏว่า อ. ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องทายาทหรือผู้จัดการมรดกของ อ. ได้ การที่โจทก์บรรยายฟ้องมาว่า ก่อน อ. ถึงแก่กรรมได้พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลรักษา อ. มาโดยตลอด จึงเป็นไปไม่ได้ที่ อ. จะขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะขัดต่อเหตุผล ถือว่านิติกรรมดังกล่าวทำเพื่อฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้นเป็นเพียงการบรรยายฟ้องเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า อ. กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันทำนิติกรรมเพื่อฉ้อฉลโจทก์เท่านั้น หาใช่การบรรยายฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ อ. ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนางอุดมพร ต่อมานางอุดมพรถึงแก่ความตายและโจทก์ตรวจสอบพบว่านางอุดมพรทำพินัยกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 27905 พร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 ในราคา 200,000 บาท และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบดีว่าการทำนิติกรรมขายและจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นการฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่สามารถบังคับคดีจากทรัพย์ดังกล่าวได้ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทระหว่างนางอุดมพรกับจำเลยที่ 1 และเพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางอุดมพรและเพิ่งทราบว่านางอุดมพรเป็นหนี้โจทก์เมื่อมีหมายคดีนี้ นางอุดมพรเป็นหนี้บุคคลภายนอก แต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้จึงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ได้ขอกู้เงินจำเลยที่ 2 โดยจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันแล้วนำเงินไปชำระหนี้บุคคลภายนอกชำระค่าที่ดินแก่นางอุดมพร นำไปใช้จ่ายภายในบ้านและจ่ายค่ารักษาพยาบาลนางอุดมพร ซึ่งป่วยเป็นหอบหืดมานาน 30 ปี นิติกรรมซื้อขายและจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าวทำด้วยความสุจริต มีค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยชอบแล้ว โจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งล่วงพ้นระยะเวลาที่อาจใช้สิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนแล้ว แต่โจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบเหตุจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักนางอุดมพร เพิ่งทราบเมื่อจำเลยที่ 2 มาขอกู้เงินจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปชำระค่าที่ดินแก่นางอุดมพรโดยนำที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมาจำนองเป็นประกัน จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานมีเงินเดือนประจำและที่ดินพร้อมบ้านพิพาทอยู่ในเกณฑ์และระเบียบที่จะขอสินเชื่อเงินกู้ได้ จึงอนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมกับจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นประกัน นิติกรรมดังกล่าวทำขึ้นโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าโจทก์กับนางอุดมพรมีหนี้สินต่อกันอย่างไร โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาท และการใช้สิทธิของโจทก์ไม่สุจริตเนื่องจากโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ปี 2542 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนางอุดมพร ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว ก่อนถึงแก่ความตายนางอุดมพรได้ทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2543 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทกับจำเลยที่ 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 นั้น เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมคือ ลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมเป็นจำเลยในคดี จะฟ้องเพียงคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้วคำพิพากษาของศาลก็ไม่มีผลผูกพันลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอกดังกล่าว เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกจากนิติกรรมที่ทำกับนางอุดมพรลูกหนี้ของโจทก์และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ทำนิติกรรมจำนองที่ดินพร้อมบ้านพิพาทกับจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยเท่านั้น มิได้ฟ้องลูกหนี้ของโจทก์เข้ามาเป็นคู่ความในคดีด้วย แม้ลูกหนี้ของโจทก์คือนางอุดมพรผู้ทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จะถึงแก่ความตายไปแล้วโจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องทายาทหรือผู้จัดการมรดกของนางอุดมพรเข้ามาเป็นคู่ความในคดีที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนนางอุดมพรถึงแก่ความตายได้พักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรและเป็นผู้ดูแลรักษานางอุดมพรตลอดมา จึงเป็นไปไม่ได้ที่นางอุดมพรจะทำนิติกรรมขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะขัดต่อเหตุผล ถือว่านิติกรรมดังกล่าวทำขึ้นเพื่อฉ้อฉลโจทก์ ทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น เป็นเพียงการบรรยายข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ที่ว่านางอุดมพรกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันทำนิติกรรมเพื่อฉ้อฉลโจทก์เท่านั้น หาใช่การบรรยายฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางอุดมพรดังที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องลูกหนี้หรือทายาทของลูกหนี้เข้ามาในคดี โจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมบัติ ราชู
จำเลย — นางสาวอรชา กรรเจียกพงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ