คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5338/2551
#498540
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อทรัพย์ที่ขายทอดตลาดมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ จำเลยก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีเงินได้จากการขายทรัพย์ แม้เงินดังกล่าวจะต้องถูกนำไปชำระหนี้ก็เป็นผลให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้อันเป็นประโยชน์แก่จำเลย จึงถึอได้ว่าจำเลยเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีโดยการให้ผู้ซื้อทรัพย์หัก ณ ที่จ่าย เนื่องจากเงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (8) ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินย่อมมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 50 (5) (ข) และนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 52 วรรคสอง การที่ผู้ซื้อทรัพย์ชำระราคาเต็มจำนวนตามราคาขายทอดตลาดโดยยังมิได้หักภาษี ณ ที่จ่าย ก็เท่ากับผู้ซื้อทรัพย์ได้มอบเงินส่วนที่เป็นภาษีเงินได้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปด้วย ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิขอรับเงินส่วนที่เป็นภาษีเงินได้คืนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 169/2546 เพื่อนำส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,116,994.90 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,915,070.28 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 10 สิงหาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความจำนวน 35,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ได้ทันที ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดของจำเลยที่ 1 เลขที่ 333/263 - 333/265 ชั้นที่ 14 อาคารเลขที่ 333 อาคารชุดรัชอาภา ทาวเวอร์ ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งใต้) อำเภอจตุจัตร (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด โดยมีนายพิพัฒน์ เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 2,020,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 สิ้นสุดวันที่ 8 พฤศจิกายน 2546 โดยหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนภาษีเงินได้ที่ผู้ซื้อทรัพย์ชำระแทนจำเลยในการรับโอนทรัพย์สินแก่ผู้ซื้อทรัพย์จำนวน 80,287 บาท โจทก์คัดค้านการจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีสิทธินำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปชำระคืนให้แก่ผู้ประมูลซื้อทรัพย์ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 (2) มาตรา 318 และมาตรา 319 ไม่ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีในการหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดจ่ายคืนเป็นค่าภาษีเงินได้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและไม่ใช่คู่ความในคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์แต่อย่างใด ขอศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 ใหม่ โดยระงับการหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองคืนให้แก่ผู้ประมูลซื้อทรัพย์เป็นค่าภาษีเงินได้ต่อไป

เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการคัดค้านบัญชีแสดงรายรับ - จ่ายเงิน ว่า การจ่ายคืนภาษีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายคืนเงินภาษีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ตามบัญชีแสดงรายการรับจ่ายครั้งที่ 1 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2546 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) และผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (5) (ข) และนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 52 วรรคสอง เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระราคาเต็มจำนวนตามราคาขายทอดตลาดโดยยังมิได้หักภาษี ณ ที่จ่าย เท่ากับผู้ซื้อทรัพย์ได้มอบเงินส่วนที่เป็นภาษีเงินได้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปด้วย ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิขอรับเงินส่วนที่เป็นภาษีเงินได้คืนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อนำส่งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายต่อไป ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดต้องถูกนำไปชำระหนี้ ไม่มีเงินเหลือคืนให้จำเลย จำเลยจึงมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีนั้น เห็นว่า เมื่อทรัพย์ที่ขายทอดตลาดมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ จำเลยย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีเงินได้จากการขายทรัพย์ดังกล่าว แม้เงินดังกล่าวจะต้องถูกนำไปชำระหนี้ก็เป็นผลให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้อันเป็นประโยชน์แก่จำเลย จึงถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีโดยการให้ผู้ซื้อทรัพย์หัก ณ ที่จ่ายและนำส่งต่อไป และที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปอีกว่า หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จำหน่ายทรัพย์สินเสร็จและได้หักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีไว้แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องทำบัญชีส่วนเฉลี่ยแสดงจำนวนเงินที่จ่ายให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้บุริมสิทธิแต่ละคนจากเงินรายได้จำนวนสุทธิที่พอแก่การที่จะจ่ายให้ตามสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เหล่านั้นไม่มีกฎหมายกำหนดให้จ่ายเงินแก่ผู้ซื้อทรัพย์ เห็นว่า ในเรื่องการคืนเงินค่าภาษีนี้มีคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 169/2546 กำหนดให้ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิขอรับคืนภาษีเงินได้ซึ่งต้องจ่ายไปในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยจะต้องไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหนังสือโอนกรรมสิทธิไปดำเนินการซึ่งในการขายทอดตลาดรายนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้โฆษณาคำสั่งดังกล่าวข้างต้นลงในประกาศขายทอดตลาดด้วยปรากฏตามหนังสือรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 28 มิถุนายน 2547 จึงถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการถูกต้องตามเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาด ดังนั้น ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้จัดทำบัญชีโดยให้คืนภาษีแก่ผู้ซื้อทรัพย์ปรากฏตามบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2546 เพื่อให้ผู้ซื้อทรัพย์นำส่งแก่เจ้าพนักงานผู้จัดเก็บต่อไปนั้นย่อมเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (8) ม. 50 (5) (ข) ม. 52 วรรคสอง
คำสั่งกรมบังคับคดี ที่ 169/2546 เรื่อง การหักภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาดทรัยพ์สิน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเกรียงไกร เรืองวณิชย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5336/2551
#497856
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 เจ้าพนักงานศาลได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ให้โจทก์แก้คดีภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับหมาย ณ บ้านของโจทก์โดยวิธีปิดหมายตามคำสั่งศาลโดยชอบแล้ว โจทก์ต้องยื่นคำให้การแก้คดีภายในวันที่ 17 ตุลาคม 2544 แต่โจทก์มิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ดังกล่าวถือว่าโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 197 และผู้ร้องต้องมีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้โจทก์ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด โดยนับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2544 ครบกำหนดสิบห้าวันคือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 เมื่อผู้ร้องไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเครื่องไฟฟ้าและเครื่องใช้สำนักงาน โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ทรัพย์ดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง ไม่ใช่ของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธินำยึด ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นคำให้การและผู้ร้องไม่ได้ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องเสียจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยผู้ร้องฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการไต่สวนคำร้องในวันที่ 10 ตุลาคม 2544 ที่ผิดระเบียบทั้งหมดและนัดไต่สวนคำร้องใหม่วันที่ 27 ธันวาคม 2544 เวลา 9 นาฬิกา ให้ผู้ร้องนำส่งหมายนัดให้โจทก์ จำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมาย สำหรับหมายนัดที่ส่งให้โจทก์นั้น นอกจากส่งไปตามภูมิลำเนาที่เคยส่งเดิมแล้ว ให้ส่งไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ที่บ้านเลขที่ 1/215 ซอยหมู่บ้านสุภาวรรณ ถนนเทพารักษ์ ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ อีกแห่งหนึ่งด้วย การดำเนินกระบวนพิจารณาจึงต้องเริ่มต้นใหม่เพื่อให้โจทก์แก้คดีอีกครั้ง ซึ่งการส่งหมายนัดดังกล่าวปรากฏตามรายงานการเดินหมายของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 ว่า ได้ส่งหมายนัดให้โจทก์ ณ ภูมิลำเนาที่เคยส่งเดิมบ้านเลขที่ 12/25 หมู่ที่ 12 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 โดยวิธีปิดหมายซึ่งครบกำหนดยื่นคำให้การในวันที่ 12 ธันวาคม 2544 และปรากฏตามรายงานการเดินหมายของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 ว่าได้ส่งหมายนัดให้โจทก์ ณ บ้านเลขที่ 1/215 ซอยหมู่บ้านสุภาวรรณ ถนนเทพรักษ์ ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 โดยวิธีปิดหมาย ซึ่งครบกำหนดยื่นคำให้การในวันที่ 15 ธันวาคม 2544 ดังนี้ จะเห็นได้ว่าทั้งสองกรณีก็ยังอยู่ในระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ร้องมีคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องเสียจากสารบบความจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามรายงานการเดินหมายลงวันที่ 18 กันยายน 2544 ของศาลชั้นต้นได้ความว่า เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 เจ้าพนักงานศาลได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ให้โจทก์แก้คดีภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับหมาย ณ บ้านเลขที่ 12/25 หมู่ที่ 12 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ของโจทก์โดยวิธีปิดหมายตามคำสั่งศาลโดยชอบแล้ว โจทก์ต้องยื่นคำให้การแก้คดีภายในวันที่ 17 ตุลาคม 2544 แต่โจทก์มิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 และผู้ร้องต้องมีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้โจทก์ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด โดยนับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2544 ครบกำหนดสิบห้าวันคือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 เมื่อผู้ร้องไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องเสียจากสารบบความตามมาตรา 198 วรรคสอง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีหาใช่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีโดยที่ยังอยู่ในระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ร้องมีคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีไม่ เพราะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการไต่สวนคำร้องในวันที่ 10 ตุลาคม 2544 ที่ผิดระเบียบทั้งหมดนั้นหมายความเฉพาะกระบวนพิจารณาที่ศาลได้ทำการไต่สวนคำร้องในวันดังกล่าวเท่านั้นจึงไม่กระทบถึงกระบวนพิจารณาที่ศาลได้กระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนหน้านั้นแต่อย่างใด ส่วนที่ศาลชั้นต้นให้ส่งหมายนัดแก่โจทก์ทั้งสองแห่งนั้นก็เพื่อแจ้งวันนัดไต่สวนคำร้องใหม่ให้โจทก์ทราบนั่นเอง หาใช่กระบวนพิจารณาต้องเริ่มต้นใหม่โดยให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้คดีใหม่อีกครั้งหนึ่งดังที่ผู้ร้องฎีกาไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ผู้ร้องฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องใหม่ เป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลมาในชั้นฎีกาทุนทรัพย์ 88,100 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินแก่ผู้ร้อง"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 197 ม. 198 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันทร์เพ็ญ เชี่ยวชาญ
ผู้ร้อง — บริษัทบี. พี. การ์เด้น จำกัด
จำเลย — นายบุญเกิด บุญธรรมติระวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5317/2551
#498563
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย ดังนี้ นอกจากจำเลยจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว จำเลยต้องให้การโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏด้วย การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องผิดสัญญากู้และสัญญาจำนอง และจำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเกินกว่า 10 ปี โดยมิได้แสดงให้ชัดแจ้งว่าคดีขาดอายุความเรื่องอะไร เพราะเหตุใด และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว คำให้การของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 2,248,743.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปีของต้นเงิน 760,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระเบี้ยประกันภัยจำนวน 828.18 บาท ทุก 3 ปี เริ่มชำระตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จหรือวันที่ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองเกินกว่า 10 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 762,692.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของเงินต้น 760,000 บาท โดยให้ชำระดอกเบี้ยเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไป หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 80038 ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปรากร (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายเผือดผู้ตายที่ตกทอดแก่คน คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเผือด ผู้ตาย เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 3637 จำเลยที่ 1 และนายเผือดกู้เงินโจทก์จำนวน 760,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยจำเลยที่ 1 และนายเผือดจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 80038 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกันในวงเงิน 760,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 และนายเผือดยินยอมชำระหนี้ส่วนที่ขาดอยู่จนครบถ้วน นับแต่จำเลยที่ 1 และนายเผือดทำสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 และนายเผืดดไม่เคยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์เฉพาะประเด็นในเรื่องอายุความ โดยโจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องนี้ว่า จำเลยที่ 2 ให้การเพียงว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วเนื่องจากโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี โดยมิได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธว่าเป็นการขาดอายุความด้วยเรื่องใด เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย ดังนั้น นอกจากจำเลยที่ 2 จะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว จำเลยที่ 2 ต้องให้การโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏด้วย คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรื่องผิดสัญญากู้และสัญญาจำนอง จำเลยที่ 2 ให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองเกินกว่า 10 ปี โดยมิได้แสดงให้ชัดแจ้งว่าคดีขาดอายุความเรื่องอะไร เพราะเหตุใด และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตั้งแต่เมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้ตามสัญญากู้ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 760,000 บาท กับดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 1,486,050.84 บาท และค่าเบี้ยประกันภัย 2,692.18 บาท รวมเป็นเงิน 2,248,743.02 บาท ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมรับผิดชำระเงินจำนวนวนดังกล่าวแก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,248,743.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 760,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่ให้แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสาวบุญเรือน พร้อมพิณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5313/2551
#413187
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญากู้ระบุว่า ผู้กู้จะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญา โดยผู้กู้ต้องชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ทุกๆ เดือน ติดต่อกันภายในวันที่สิ้นสุดของเดือน ถ้าผู้กู้ผิดนัดข้อหนึ่งข้อใด หรือส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งสัญญานี้ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้เรียกหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันที แต่ตามสัญญาข้อต่อไประบุว่า เมื่อสัญญานี้ครบกำหนดหากผู้ให้กู้หรือผู้กู้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้บอกเลิกสัญญานี้ให้ถือว่าสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละ 1 ปี ตลอดไป โดยมีเงื่อนไขและข้อตกลงเดิมทุกประการจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้บอกเลิกสัญญา และหากผู้ให้กู้บอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ตาม ผู้กู้จะต้องชำระหนี้ทั้งหมดในทันที แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญามิได้มีเจตนาที่จะให้สัญญาสิ้นสุดลงในทันทีที่ครบกำหนดในแต่ละปี แต่ถือเอาการบอกเลิกสัญญาของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ การที่ผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตามกำหนดตามสัญญา คงมีผลทำให้ผู้ให้กู้มีสิทธิที่จะถือว่าผู้กู้ผิดนัดทั้งหมด และเรียกหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันทีตามสัญญาเท่านั้น แต่ตราบใดที่ผู้ให้กู้ยังมิได้บอกเลิกสัญญาและเรียกให้ผู้กู้ชำระหนี้ทั้งหมด สัญญากู้ก็ยังมีผลต่อไป คู่สัญญาต้องผูกพันกันตามสัญญาดังกล่าว

โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 27 มกราคม 2538 ให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ภายใน 7 วัน เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2538 จึงมีผลให้สัญญาเลิกกันในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 จำเลยที่ 1 ต้องชำระต้นเงินแก่โจทก์ในวันดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินแก่โจทก์ได้นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนด 10 ปี ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2546 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์สำหรับต้นเงินจึงไม่ขาดอายุความ

ป.พ.พ. มาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้มีกำหนดอายุความ 5 ปี (1) ดอกเบี้ยค้างชำระ" จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2534 จำนวน 28.99 บาท โจทก์นำไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน คงมีดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 212.91 บาท ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต้นเงินจำนวน 19,361.41 บาท จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไป แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตลอดมา โจทก์สามารถบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ได้นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไป ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 นับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้อง ดังนั้น ฟ้องโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยที่มีกำหนดเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปย่อมขาดอายุความแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระดอกเบี้ยค้างชำระเพียง 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 59,556.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,361.41 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นปัญหาในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์สำหรับต้นเงินขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญากู้ระบุถึงสิทธิในการเลิกสัญญาว่า สัญญาจะเลิกกันเมื่อคู่สัญญาบอกเลิกสัญญา ตราบใดที่คู่สัญญายังมิได้บอกเลิกสัญญา สิทธิเรียกร้องก็ยังไม่เริ่มนับ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 27 มกราคม 2538 ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินที่ค้างชำระภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ สิทธิเรียกร้องจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า แม้ว่าตามสัญญากู้จะระบุว่า ผู้กู้จะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญา โดยผู้กู้ต้องชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ทุก ๆ เดือนติดต่อกันภายในวันที่สิ้นสุดของเดือน และสัญญาระบุว่า ถ้าผู้กู้ผิดนัดข้อหนึ่งข้อใด หรือส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งสัญญานี้ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้เรียกหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันที แต่ตามสัญญาข้อต่อไประบุว่า เมื่อสัญญานี้ครบกำหนดหากผู้ให้กู้หรือผู้กู้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้บอกเลิกสัญญานี้ให้ถือว่าสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละ 1 ปี ตลอดไป โดยมีเงื่อนไขและข้อตกลงเดิมทุกประการจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้บอกเลิกสัญญา และหากผู้ให้กู้บอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ตาม ผู้กู้จะต้องชำระหนี้ทั้งหมดในทันที แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญามิได้มีเจตนาที่จะให้สัญญาสิ้นสุดลงในทันทีที่ครบกำหนดในแต่ละปี แต่ถือเอาการบอกเลิกสัญญาของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ การที่ผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตามกำหนดตามสัญญา คงมีผลทำให้ผู้ให้กู้มีสิทธิที่จะถือว่าผู้กู้ผิดนัดทั้งหมด และเรียกหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันทีตามสัญญาเท่านั้น แต่ตราบใดที่ผู้ให้กู้ยังมิได้บอกเลิกสัญญาและเรียกให้ผู้กู้ชำระหนี้ทั้งหมดสัญญากู้ก็ยังมีผลต่อไป คู่สัญญาต้องผูกพันกันตามสัญญาดังกล่าว

ประเด็นปัญหาในข้อที่สองว่า เมื่อสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏครบกำหนดแต่ละปี โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างก็มิได้มีการบอกเลิกสัญญาต่อกัน ถือว่าสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละ 1 ปี ตลอดไป โดยมีเงื่อนไขและข้อตกลงคงเดิมทุกประการจนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้บอกเลิกสัญญาตามสัญญา กรณีจึงยังไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินทั้งหมดคืน อายุความฟ้องเรียกต้นเงินจึงยังไม่เริ่มนับ ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายในวันที่ 30 เมษายน 2534 แล้วไม่ชำระหนี้อีก และหน่วยงานของจำเลยที่ 1 ก็มิได้นำเงินเดือนของจำเลยที่ 1 เข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 อีก จึงมีเหตุที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาได้ตามสัญญาข้อ 4 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 27 มกราคม 2538 ให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ภายใน 7 วัน เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2538 จึงมีผลให้สัญญาเลิกกันในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 จำเลยที่ 1 ต้องชำระต้นเงินแก่โจทก์ในวันดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินแก่โจทก์ได้นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนด 10 ปี ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2546 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์สำหรับต้นเงินจึงไม่ขาดอายุความ

ประเด็นปัญหาข้อต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี (1) ดอกเบี้ยค้างชำระ" จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2534 จำนวน 28.99 บาท โจทก์นำไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน คงมีดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 212.91 บาท ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต้นเงินจำนวน 19,361.41 บาท จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไป แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตลอดมา โจทก์สามารถบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ได้นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไป ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 นับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้อง ดังนั้น ฟ้องโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยที่มีกำหนดเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปย่อมขาดอายุความแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระดอกเบี้ยค้างชำระเพียง 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไป

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 19,361.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — จ่าสิบตำรวจไตรภพ พรหมมา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายสกุณ สวนปาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5313/2551
#497855
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญากู้เงินระบุว่า เมื่อสัญญาครบกำหนดหากผู้ให้กู้หรือผู้กู้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้บอกเลิกสัญญานี้ให้ถือว่าสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละ 1 ปี ตลอดไป แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญามิได้มีเจตนาที่จะให้สัญญาสิ้นสุดลงในทันทีที่สัญญาครบกำหนดในแต่ละปี แต่ถือเอาการบอกเลิกสัญญาของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ การที่ผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตามกำหนดตามสัญญา คงมีผลทำให้ผู้ให้กู้มีสิทธิที่จะถือว่าผู้กู้ผิดนัดทั้งหมด และเรียกหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันทีตามสัญญาเท่านั้น แต่ตราบใดที่ผู้ให้กู้ยังมิได้บอกเลิกสัญญาและเรียกให้ผู้กู้ชำระหนี้ทั้งหมด สัญญากู้ยังมีผลต่อไป เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ภายใน 7 วัน ถือเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 มีผลให้สัญญาเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 และเริ่มนับอายุความเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว

จำเลยที่ 1 มีดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นมาตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 นับตั้งแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้อง ดังนั้น ฟ้องโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยที่มีกำหนดเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปย่อมขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระดอกเบี้ยค้างชำระเพียง 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 59,556.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,361.41 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 โดยศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของโจทก์ สาขาพิษณุโลก ได้เปิดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์เลขที่ 601-1-44869-0 เพื่อรับเงินเดือนจากหน่วยงานของจำเลยที่ 1 ในการถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าว จำเลยที่ 1 สามารถถอนเงินโดยใช้ใบถอนเงินฝาก หรือใช้บัตรซึ่งเรียกว่าบัตรกรุงไทย เอ.ที.เอ็ม ถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2532 จำเลยที่ 1 ขอใช้บริการสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏโดยทำสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏกับโจทก์วงเงิน 21,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ภายในวันที่สิ้นสุดของเดือน กำหนดชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญาและมีข้อตกลงว่าหากหน่วยงานของจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินเดือนเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 เมื่อใดและไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาและเรียกให้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันทีตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้ใบถอนเงินถอนเงินด้วยตนเอง และใช้บัตรกรุงไทย เอ.ที.เอ็ม ถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติและเป็นหนี้โจทก์จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2534 จำนวน 28.99 บาท โจทก์นำไปหักชำระดอกเบี้ยแล้ว มีหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 212.91 บาท และมีหนี้ต้นเงินในวันดังกล่าวจำนวน 19,361.41 บาท ตามรายการบัญชีของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.7 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้อีก และหน่วยงานของจำเลยที่ 1 มิได้นำเงินเดือนของจำเลยที่ 1 เข้าบัญชีดังกล่าวอีก โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 27 มกราคม 2538 ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน ตามหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.11 และ จ.13 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2538 ตามใบตอบรับเอกสารหมาย จ.12 ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2541 ตามใบตอบรับเอกสารหมาย จ.14 แต่มิได้ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์คิดดอกเบี้ยตามสำเนาประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ เอกสารหมาย จ.9 และ จ.10

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์สำหรับต้นเงินขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 8 ระบุถึงสิทธิในการเลิกสัญญาว่า สัญญาจะเลิกกันเมื่อคู่สัญญาบอกเลิกสัญญา ตราบใดที่คู่สัญญายังมิได้บอกเลิกสัญญา สิทธิเรียกร้องก็ยังไม่เริ่มนับ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 27 มกราคม 2538 ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินที่ค้างชำระภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ สิทธิเรียกร้องจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า แม้ว่าตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 1 จะระบุว่า ผู้กู้จะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญา โดยผู้กู้ต้องชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ทุก ๆ เดือนติดต่อกันภายในวันที่สิ้นสุดของเดือน และสัญญาข้อ 7 ระบุว่า ถ้าผู้กู้ผิดนัดข้อหนึ่งข้อใด หรือส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งสัญญานี้ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้เรียกหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันทีดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาก็ตาม แต่ตามสัญญาข้อ 8 ระบุว่า เมื่อสัญญานี้ครบกำหนดหากผู้ให้กู้หรือผู้กู้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้บอกเลิกสัญญานี้ให้ถือว่าสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละ 1 ปี ตลอดไป โดยมีเงื่อนไขและข้อตกลงเดิมทุกประการจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้บอกเลิกสัญญา และหากผู้ให้กู้บอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ตาม ผู้กู้จะต้องชำระหนี้ทั้งหมดในทันที แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญามิได้มีเจตนาที่จะให้สัญญาสิ้นสุดลงในทันทีที่ครบกำหนดในแต่ละปี แต่ถือเอาการบอกเลิกสัญญาของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ การที่ผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตามกำหนดตามสัญญา ข้อ 1 คงมีผลทำให้ผู้ให้กู้มีสิทธิที่จะถือว่าผู้กู้ผิดนัดทั้งหมด และเรียกหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันทีตามสัญญาข้อ 7 เท่านั้น แต่ตราบใดที่ผู้ให้กู้ยังมิได้บอกเลิกสัญญาและเรียกให้ผู้กู้ชำระหนี้ทั้งหมดสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏก็ยังมีผลต่อไป คู่สัญญาต้องผูกพันกันตามสัญญาดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏครบกำหนดแต่ละปี โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างก็มิได้มีการบอกเลิกสัญญาต่อกัน ถือว่าสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละ 1 ปี ตลอดไป โดยมีเงื่อนไขและข้อตกลงคงเดิมทุกประการจนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้บอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 8 กรณีจึงยังไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องบอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินทั้งหมดคืน อายุความฟ้องเรียกต้นเงินจึงยังไม่เริ่มนับ ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายในวันที่ 30 เมษายน 2534 แล้วไม่ชำระหนี้อีก และหน่วยงานของจำเลยที่ 1 ก็มิได้นำเงินเดือนของจำเลยที่ 1 เข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 อีก จึงมีเหตุที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาได้ตามสัญญาข้อ 4 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 27 มกราคม 2538 ให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ภายใน 7 วัน เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวของโจทก์เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2538 จึงมีผลให้สัญญาเลิกกันในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 จำเลยที่ 1 ต้องชำระต้นเงินแก่โจทก์ในวันดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินแก่โจทก์ได้นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนด 10 ปี ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ยื่นฟ้องคดี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2546 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์สำหรับต้นเงินจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าหนี้สำหรับต้นเงินขาดอายุความแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี (1) ดอกเบี้ยค้างชำระ" ข้อเท็จจริงได้ความจากรายการบัญชีของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.7 ว่า จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2534 จำนวน 28.99 บาท โจทก์นำไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน คงมีดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 212.91 บาท ในวันดังกล่าว จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต้นเงินจำนวน 19,361.41 บาท จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไป แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตลอดมา โจทก์สามารถบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ได้นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไป ตามคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 นับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้อง ดังนั้น ฟ้องโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยที่มีกำหนดเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปย่อมขาดอายุความแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระดอกเบี้ยค้างชำระเพียง 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ในส่วนดอกเบี้ยขาดอายุความทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 19,361.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (1) ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — จ่าสิบตำรวจไตรภพ พรหมมา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5309/2551
#417698
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อรถพิพาทไปจากจำเลย ชำระราคาบางส่วนและรับมอบรถพิพาทไปครอบครองใช้ประโยชน์แล้ว มีข้อตกลงให้โจทก์ต้องชำระราคาบางส่วนที่เหลือให้หมดภายในกำหนด 2 ปี จำเลยจึงจะโอนทะเบียนรถพิพาทให้เป็นชื่อโจทก์ ตราบใดที่โจทก์ยังชำระเงินส่วนที่เหลือให้จำเลยไม่ครบภายในกำหนด 2 ปี จำเลยก็จะไม่โอนทะเบียนรถให้เป็นชื่อโจทก์ เป็นการเอาเงื่อนไขการชำระหนี้เป็นการหน่วงนิติกรรมการซื้อขายไว้มิให้เป็นผลจนกว่าโจทก์จะชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้จำเลยครบถ้วนแล้วกรรมสิทธิ์ในรถพิพาทจึงยังไม่โอนไปยังโจทก์ทันทีที่ตกลงซื้อขายรถพิพาทกัน ข้อตกลงซื้อขายรถพิพาทไม่ใช่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถพิพาท ให้จำเลยทั้งสองนำสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถพิพาท ไปจดทะเบียนเป็นชื่อโจทก์ แล้วส่งมอบสมุดคู่มือให้โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้กรมการขนส่งทางบกออกสมุดคู่มือให้ใหม่ในชื่อโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ตกลงจะซื้อรถพิพาทจากจำเลย โจทก์วางมัดจำไว้ 150,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระภายใน 2 ปี ไม่ได้ตกลงว่าจะนำสมุดคู่มือจดทะเบียนไปจดใส่ชื่อโจทก์ทันที จำเลยส่งมอบรถพิพาทให้โจทก์ในวันดังกล่าว โจทก์ยังไม่ได้ชำระราคาส่วนที่เหลือให้จำเลยต่อมาจำเลยบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายแก่โจทก์ ริบมัดจำและให้โจทก์ส่งมอบรถพิพาทคืนจำเลย หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา โจทก์เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ส่งมอบรถพิพาทคืนจำเลยทั้งสองในสภาพเรียบร้อย หากไม่สามารถส่งคืนได้ ให้ใช้ราคา 550,000 บาท พร้อมค่าขาดประโยชน์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (น่าจะเป็นวันฟ้องแย้ง) จนกว่าจะส่งมอบ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ไม่ใช่สัญญาจะซื้อจะขาย ในวันทำสัญญาซื้อขายโจทก์ค้างชำระราคาเพียง 250,000 บาท เมื่อเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา โจทก์จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ส่งมอบรถพิพาทคืนแก่จำเลยที่ 1 ในสภาพเรียบร้อย หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 250,000 บาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2538 โจทก์ซื้อรถพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยชำระราคาบางส่วนเป็นเช็คจำนวน 150,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เบิกเงินตามเช็คไปแล้ว ส่วนที่เหลือกำหนดชำระภายใน 2 ปี จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถพิพาทให้โจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์โดยตกลงว่า เมื่อโจทก์ชำระราคาส่วนที่เหลือครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 จะโอนทะเบียนรถพิพาทให้เป็นชื่อโจทก์ แต่โจทก์ยังไม่ได้ชำระส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาซื้อขายรถพิพาทเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์ซื้อรถพิพาทไปจากจำเลยที่ 1 ชำระราคาบางส่วนและรับมอบรถพิพาทไปครอบครองใช้ประโยชน์แล้ว โดยมีข้อตกลงโจทก์ต้องชำระราคาส่วนที่เหลือให้หมดภายในกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 1 จึงจะโอนทะเบียนรถพิพาทให้เป็นชื่อโจทก์ เห็นว่า นิติกรรมซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เห็นได้ชัดว่า จำเลยที่ 1 เพียงมอบรถพิพาทให้โจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์เท่านั้น ตราบใดที่โจทก์ยังชำระเงินส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 1 ไม่ครบภายในกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 1 ก็จะไม่โอนทะเบียนรถให้เป็นชื่อโจทก์ โดยเอาเงื่อนไขการชำระหนี้ให้ครบถ้วนเป็นการหน่วงนิติกรรมการซื้อขายไว้มิให้เป็นผลจนกว่าโจทก์จะชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในรถพิพาทจึงยังไม่โอนไปยังโจทก์ทันทีที่ตกลงซื้อขายรถพิพาทกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อตกลงซื้อรถพิพาท ไม่ใช่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาซื้อขายรถพิพาทแก่โจทก์ชอบแล้วหรือไม่ ได้ความจากจำเลยที่ 2 กรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 เบิกความยืนยันว่า เมื่อโจทก์ไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 1 ตามสัญญา ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 1 จึงได้ให้นายชัยฤทธิ์ทนายความของจำเลยทั้งสอง มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ส่งมอบรถพิพาทคืนพร้อมชำระค่าเสียหาย และค่าขาดประโยชน์ให้จำเลยที่ 1 ตามหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้แสดงเจตนาบอกเลิกสัญญากับโจทก์โดยชอบแล้วโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องคืนรถพิพาทให้จำเลยที่ 1 หากคืนไม่ได้ โจทก์ก็ต้องชดใช้ราคาแทนให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ศาลอุทธรณ์กำหนดจำนวนเงินให้โจทก์ใช้ราคาแทนในกรณีที่คืนรถพิพาทให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ และจำนวนเงินค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 มานั้น เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 458 ม. 459
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทฤทธี ฤกษ์บางพลัด
จำเลย — บริษัทศูนย์รวมรถยนต์มักกะสัน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5299/2551
#498537
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การเล่นแชร์ฯ มาตรา 6 (3) ประกอบกฎกระทรวง (พ.ศ.2534) ที่ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าสามแสนบาท เป็นการห้ามนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เท่านั้น ส่วนสมาชิกผู้เข้าเล่นแชร์ด้วยกันหาได้มีบทบัญญัติห้ามเล่นแชร์แต่อย่างใดไม่ ทั้งมาตรา 7 ยังระบุว่าบทบัญญัติมาตรา 6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์อีกด้วย การเล่นแชร์เป็นสัญญาประเภทหนึ่งอันเกิดจากการตกลงระหว่างสมาชิกผู้เล่นซึ่งมีผลผูกพันและบังคับกันได้ตามกฎหมาย

เมื่อ ด. นายวงแชร์ถึงแก่ความตาย มีผู้ที่ยังไม่ได้ประมูลแชร์ 3 ราย คือ โจทก์ ท. และ ส. ดังนั้นบุคคลทั้งสามเท่าที่ได้รับผลกระทบจากการที่ไม่มีผู้จัดให้มีการประมูลแชร์และผู้ที่จะเสนอคำประมูลแชร์ได้ก็มีเพียงสามคนนี้เท่านั้น ผู้เล่นแชร์คนอื่นๆ ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อไม่มีผู้จัดให้มีการประมูลแชร์ การที่โจทก์ ท. และ ส. ตกลงกันใช้วิธีจับสลากอันดับก่อนหลังแทนการให้ดอกเบี้ย นับเป็นวิธีการที่ทำให้การเล่นแชร์วงนี้สามารถดำเนินต่อไปได้จนจบโดยผู้เล่นแชร์ได้รับเงินจนครบทุกคน และผู้เล่นแชร์คนอื่นๆ ไม่ได้รับความเสียหายหรือผลกระทบแต่อย่างใดดังนั้น ความรับผิดของผู้เล่นแชร์คนอื่นๆ จึงยังคงต้องมีอยู่อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ตกลงร่วมเล่นแชร์กับนายดำริห์ ซึ่งเป็นนายวงแชร์ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 กับบุคคลอื่น 8 คน รวมเป็น 14 คน ระหว่างการเล่นแชร์นายดำริห์ถึงแก่กรรม ผู้ร่วมเล่นแชร์ตกลงให้วงแชร์ล้มเลิก โจทก์ยังไม่ได้ประมูลแชร์จึงนำเช็คของนายดำริห์ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ซึ่งนำมาแลกเงินค่าแชร์ที่ประมูลได้รวม 6 ฉบับ ไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายดำริห์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 กับจำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 8 ในฐานะผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็ค และจำเลยที่ 4 ที่ 5 ในฐานะผู้ร่วมเล่นแชร์ต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าแชร์ตามจำนวนเงินในเช็คต่อโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินต้น นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินต้น พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 7 จำเลยที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 และจำเลยที่ 6 ต่างร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินต้น พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ให้การในทำนองเดียวกันว่านายดำริห์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่เคยตกลงร่วมเล่นแชร์กับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมเล่นแชร์วงเดียวกับโจทก์ และโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ประมูลแชร์ได้ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าแชร์และไม่มีสิทธินำเช็คของจำเลยที่ 3 ไปเรียกเก็บเงิน สัญญาเล่นแชร์ตามฟ้องมีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดมากกว่า 300,000 บาท เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่สามารถบังคับได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 8 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 8 จำเลยที่ 8 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 8 ไม่เคยตกลงร่วมเล่นแชร์กับโจทก์ เช็คของจำเลยที่ 8 ไม่มีมูลหนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 9 ให้การว่า จำเลยที่ 9 ไม่เคยตกลงร่วมเล่นแชร์กับโจทก์ จำเลยที่ 9 ลงลายมือชื่อในเช็คในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 8 จำเลยที่ 9 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 11,720,416.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,500,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ตุลาคม 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวจำนวน 509,583.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวจำนวน 2,038,333.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 4 และที่ 7 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวจำนวน 2,038,333.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวจำนวน 2,038,333.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวจำนวน 2,038,333.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 35,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 ให้รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน

จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ถึงที่ 9 และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 9 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 9 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และจำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าเมื่อปี 2537 โจทก์ร่วมเล่นแชร์กับบุคคลอื่นโดยมีนายดำริห์ สามีของจำเลยที่ 1 เป็นนายวง มีข้อตกลงว่านายวงเก็บเงินจากลูกวงทุกคน หุ้นละ 3,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 39,000,000 บาท ไปก่อน โดยไม่มีการประมูล และนายวงจะออกเช็คสั่งจ่ายเงินฉบับละ 3,000,000 บาท โดยไม่ลงวันที่ในเช็คมอบให้แก่ลูกวงทุกคนงวดถัดไปทุกวันที่ 14 ของเดือน นายวงจะจัดให้ลูกวงทำการประมูลแชร์ จำนวนหุ้นละ 2,000,000 บาท ผู้ที่เสนอให้ดอกเบี้ยสูงสุดเป็นผู้ประมูลได้ นายวงมีหน้าที่เก็บรวบรวมเงินค่าแชร์จากลูกวงและมีหน้าที่ชำระค่าแชร์ให้แก่ผู้ที่ประมูลได้จนครบถ้วนตามจำนวนหุ้น ลูกวงที่ประมูลแชร์ได้จะต้องออกเช็คสั่งจ่ายเงินฉบับละ 2,000,000 บาท โดยไม่ลงวันที่ในเช็ค ตามจำนวนของลูกวงที่ยังมิได้ประมูลแชร์แล้วมอบเช็คไว้แก่นายวง เพื่อให้นายวงสลักหลังเช็คเป็นการค้ำประกันและนำเช็คนั้นมอบให้แก่ลูกวงที่ยังมิได้ประมูลแชร์ ลูกวงที่ยังมิได้ประมูลแชร์จะจ่ายเงินตามจำนวนหุ้น หุ้นละ 2,000,000 บาท หักจำนวนดอกเบี้ยแชร์ที่ผู้ประมูลได้เสนอ โดยนายวงนำไปให้แก่ลูกวงที่ประมูลแชร์ได้ สำหรับเช็คของนายวงและผู้ประมูลแชร์ได้นั้น ลูกวงมีสิทธิกรอกวันที่ลงในเช็คนำไปเรียกเก็บเงินได้เมื่อลูกวงคนนั้นประมูลแชร์ได้ในภายหลังหรือเมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้ว ทั้งนี้ ให้ลงเป็นวันที่ 18 ของเดือน โจทก์ได้ส่งเงินค่าแชร์ไปแล้วจำนวน 11 งวด ในการนี้โจทก์ได้รับเช็คของนายดำริห์และผู้ประมูลแชร์ได้ยึดถือไว้รวม 11 ฉบับ ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2538 นายดำริห์ถึงแก่กรรม โจทก์ นายทรงชัย และนายสุวิทย์ ผู้ที่ยังมิได้ประมูลแชร์รวม 3 คน จึงตกลงจับสลากหาผู้ที่จะนำเช็คไปเรียกเก็บเงินก่อนหลังกัน ปรากฏว่าโจทก์จับสลากได้เป็นอันดับที่สอง โจทก์จึงลงวันที่ในเช็คทั้ง 11 ฉบับ เป็นวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 แล้วนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน 6 ฉบับ ฉบับแรกเป็นเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสวนมะลิ จำนวนเงิน 3,000,000 บาท มีนายดำริห์ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายฉบับที่สองเป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรางน้ำ จำนวนเงิน 2,000,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายและนายดำริห์ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็ค ฉบับที่สามเป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว 67 จำนวนเงิน 2,000,000 บาท มีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายและนายดำริห์ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็ค ฉบับที่สี่เป็นเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสวนมะลิ จำนวนเงิน 2,000,000 บาท มีจำเลยที่ 7 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย และมีนายดำริห์ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็ค ฉบับที่ห้าเป็นเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาราชวงศ์ จำนวนเงิน 2,000,000 บาท มีจำเลยที่ 8 โดยนายดำริห์และจำเลยที่ 9 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ร่วมกันลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัท ฉบับที่หกเป็นเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสวนมะลิ จำนวนเงิน 2,000,000 บาท มีจำเลยที่ 6 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายและนายดำริห์ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็ค โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งเก้าแล้ว จำเลยที่ 2 นำเงินชำระหนี้แก่โจทก์เพียง 1,500,000 บาท ส่วนจำเลยอื่นเพิกเฉยไม่ชำระ

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า การเล่นแชร์วงนี้ฝ่าฝืนต่อกฎหมายทำให้ตกเป็นโมฆะโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบกฎกระทรวง (พ.ศ.2534) ที่ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าสามแสนบาท เป็นการห้ามนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เท่านั้น ส่วนสมาชิกผู้เข้าเล่นแชร์ด้วยกันหาได้มีบทบัญญัติห้ามเล่นแชร์แต่อย่างใดไม่ ทั้งมาตรา 7 ยังระบุว่าบทบัญญัติมาตรา 6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์อีกด้วยการเล่นแชร์เป็นสัญญาประเภทหนึ่ง อันเกิดจากการตกลงกันระหว่างสมาชิกผู้เล่นซึ่งมีผลผูกพันและบังคับกันได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมเล่นแชร์ด้วยหรือไม่ โจทก์เบิกความประกอบรายชื่อผู้ร่วมเล่นแชร์ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมเล่นแชร์ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 4 และที่ 5 ก็นำสืบทำนองเดียวกันว่า นายดำริห์นายวงแชร์เป็นอาของจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 มีศักดิ์เป็นพี่เขยของนายดำริห์ นายดำริห์ขอชื่อของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไปเป็นสมาชิกวงแชร์โดยนายดำริห์เป็นผู้ดำเนินการต่างๆ แทน ทั้งการรับเงินและจ่ายเงิน อันเป็นการเจือสมพยานโจทก์กรณีฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 รู้แล้วยอมให้นายดำริห์กระทำการเป็นตัวแทนเชิดของตน จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงต้องรับผิดในฐานะตัวการ และการกระทำของนายดำริห์ในการเล่นแชร์ได้ลุล่วงไปตั้งแต่นายดำริห์ประมูลแชร์ในนามของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 5 เกิดขึ้นตั้งแต่เวลานั้นแล้ว แม้ภายหลังต่อมานายดำริห์จะถึงแก่ความตาย ก็ไม่กระทบถึงความรับผิดของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ดังที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ฎีกาว่าโจทก์ไม่ใช่เป็นผู้ประมูลแชร์ได้และไม่ใช่ผู้เล่นแชร์คนสุดท้ายจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนั้น เห็นว่า เมื่อนายดำริห์นายวงแชร์ถึงแก่ความตาย มีผู้ที่ยังไม่ได้ประมูลแชร์ 3 ราย คือ โจทก์นายทรงชัย และนายสุวิทย์ ดังนั้นบุคคลทั้งสามเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากการที่ไม่มีผู้จัดให้มีการประมูลแชร์และผู้ที่จะเสนอคำประมูลแชร์ได้ก็มีเพียงสามคนนี้เท่านั้นผู้เล่นแชร์คนอื่นๆ ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อไม่มีผู้จัดให้มีการประมูลแชร์ การที่โจทก์ นายทรงชัย และนายสุวิทย์ตกลงกันใช้วิธีจับสลากอันดับก่อนหลังแทนการให้ดอกเบี้ย นับเป็นวิธีการที่ทำให้การเล่นแชร์วงนี้สามารถดำเนินต่อไปได้จนจบโดยผู้เล่นแชร์ได้รับเงินจนครบทุกคน และผู้เล่นแชร์คนอื่นๆ ไม่ได้รับความเสียหายหรือผลกระทบแต่อย่างใด ดังนั้น ความรับผิดของผู้เล่นแชร์คนอื่นๆ รวมทั้งนายดำริห์ จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 จึงยังคงต้องมีอยู่ต่อไป โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับคดีได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 151
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมนึก ไชยกุล
นางพรพรรณ ก่อนันทเกียรติ ในฐานะ ผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนายดำริห์ ก่อนันทเกียรติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5298/2551
#412039
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ คำว่า มูลคดีเกิดขึ้น หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์อนุมัติวงเงินสินเชื่อบุคคลให้แก่จำเลย ณ ที่ทำการของโจทก์ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงปทุมวัน ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเห็นได้ว่าเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเกิดขึ้น ณ ที่ทำการของโจทก์ซึ่งเป็นสถานที่อนุมัติสินเชื่อบุคคลให้แก่จำเลย อันอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงปทุมวัน ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลแขวงปทุมวันได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว การที่โจทก์ใช้โทรศัพท์แจ้งเรื่องการอนุมัติสินเชื่อบุคคลให้แก่จำเลยเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกค้าเท่านั้น หาทำให้มูลคดีที่เกิดขึ้น ณ ที่ทำการของโจทก์เปลี่ยนแปลงไปไม่

โจทก์เป็นบริษัทจำกัดไม่ใช่สถาบันการเงินตามกฎหมาย ขณะทำสัญญายังไม่มีประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน ดังนั้น การเรียกดอกเบี้ยเงินกู้จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี แม้โจทก์จะคิดผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาเป็นค่าบริการครั้งแรก และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินต่างหากจากดอกเบี้ยปกติที่เรียกเก็บโดยใช้ชื่อเรียกแตกต่างออกไป แต่ผลประโยชน์ดังกล่าวก็เป็นค่าตอบแทนที่จำเลยต้องใช้ให้แก่โจทก์จากการได้กู้ยืมเงิน ดังนั้น เงินที่โจทก์คิดเป็นค่าบริการครั้งแรกและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินดังกล่าวจึงเป็นดอกเบี้ยของสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์ได้รับผลประโยชน์คิดเป็นดอกเบี้ยทั้งหมดตามสัญญาได้แก่ ค่าบริการครั้งแรก ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินและดอกเบี้ยที่เรียกเก็บรายเดือน อันเป็นการคำนวณจากต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งหมดที่คำนวณไว้ล่วงหน้าเป็นเวลา 2 ปี โดยจำเลยต้องผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เท่ากันทุกเดือนโดยที่จำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระมิได้ลดลงตามสัดส่วนของต้นเงินที่ลดลง จึงเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat rate) เมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยตามอัตราปกติ (Effective rate) ซึ่งเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ข้อตกลงที่เกี่ยวกับผลประโยชน์จากการกู้ยืมในสัญญาในส่วนที่ถือเป็นดอกเบี้ยทั้งหมดจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจากจำเลย และต้องหักเงินค่าบริการครั้งแรกที่โจทก์เรียกเก็บไปแล้วออกจากต้นเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2550)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 97,109.58 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 94,890.41 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลแขวงปทุมวัน เพราะมูลคดีเกิดที่ภูมิลำเนาของจำเลยซึ่งเป็นสถานที่ที่คำสนองการให้สินเชื่อของโจทก์ไปถึงจำเลย อันอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครเหนือหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ในศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ในการเสนอคำฟ้องนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่" คำว่า "มูลคดีเกิดขึ้น หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์อนุมัติวงเงินสินเชื่อบุคคลให้แก่จำเลย ณ ที่ทำการของโจทก์เลขที่ 87/1 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงปทุมวัน ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้หนี้ให้แก่โจทก์ จึงเห็นได้ว่าเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเกิดขึ้น ณ ที่ทำการของโจทก์ซึ่งเป็นสถานที่อนุมัติสินเชื่อบุคคลให้แก่จำเลย อันอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงปทุมวัน ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลแขวงปทุมวันได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์อนุมัติสินเชื่อบุคคลอันเป็นคำสนองกระทำโดยโจทก์ใช้โทรศัพท์แจ้งไปยังภูมิลำเนาของจำเลย ภูมิลำเนาของจำเลยจึงถือเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้อนุมัติสินเชื่อบุคคลให้แก่จำเลย ณ ที่ทำการของโจทก์แล้ว จำเลยก็สามารถรับเงินได้ การที่โจทก์ใช้โทรศัพท์แจ้งเรื่องการอนุมัติสินเชื่อบุคคลให้แก่จำเลยเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกค้าเท่านั้น หาทำให้มูลคดีที่เกิดขึ้น ณ ที่ทำการของโจทก์เปลี่ยนแปลงไปไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปมีว่า สัญญาให้สินเชื่อส่วนบุคคลมีข้อกำหนดและเงื่อนไขไม่เป็นธรรม อันเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์ไม่ใช่สถาบันการเงินตามกฎหมาย ขณะทำสัญญายังไม่มีประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน ดังนั้น การเรียกดอกเบี้ยเงินกู้จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี แม้โจทก์จะคิดผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาเป็นค่าบริการครั้งแรก และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินต่างหากจากดอกเบี้ยปกติที่เรียกเก็บโดยใช้ชื่อเรียกแตกต่างออกไป แต่ผลประโยชน์ดังกล่าวก็เป็นค่าตอบแทนที่จำเลยต้องใช้ให้แก่โจทก์จากการได้กู้ยืมเงิน ดังนั้น เงินที่โจทก์คิดเป็นค่าบริการครั้งแรกและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินดังกล่าวจึงเป็นดอกเบี้ยของสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์ได้รับผลประโยชน์คิดเป็นดอกเบี้ยทั้งหมดตามสัญญาได้แก่ ค่าบริการครั้งแรก ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินและดอกเบี้ยที่เรียกเก็บรายเดือนรวมเป็นเงิน 22,446 บาท หรือเท่ากับอัตราร้อยละ 14.96 ต่อปี อันเป็นการคำนวณจากต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งหมดที่คำนวณไว้ล่วงหน้าเป็นเวลา 2 ปี โดยจำเลยต้องผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่โจทก์เท่ากันทุกเดือนโดยที่จำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระมิได้ลดลงตามสัดส่วนของต้นเงินที่ลดลง อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14.96 ต่อปี ดังกล่าวจึงเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat rate) เมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยตามอัตราปกติ (Effective rate) จะเป็นอัตราร้อยละ 26.83 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ข้อตกลงที่เกี่ยวกับผลประโยชน์จากการกู้ยืมในสัญญาในส่วนที่ถือเป็นดอกเบี้ยทั้งหมดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจากจำเลย และต้องหักเงินค่าบริการครั้งแรกที่โจทก์เรียกเก็บไปแล้วออกจากต้นเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 94,890.41 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันผิดนัดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระเงินคืนแก่โจทก์ในต้นเงินกู้เท่าจำนวนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยคือจำนวน 71,250 บาท เมื่อรวมกับเงินค่าปรับฐานผิดสัญญา จำนวน 1,200 บาท แล้ว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 72,450 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 71,250 บาท นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 72,450 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 71,250 บาท นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอี แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายวิธิพงศ์ จรรย์โกมล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายอรรถกร สมบัติชัย
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5293/2551
#583693
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระหรือวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับการยื่นอุทธรณ์ 2 จำนวน คือ ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ และเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 229 เพื่อเป็นประกันว่าหากในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้อุทธรณ์รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความที่ชนะคดีแล้ว ผู้ชนะคดีจะมีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมจากเงินที่ผู้อุทธรณ์วางไว้ได้ โดยผู้ชนะคดีไม่ต้องดำเนินการบังคับคดี เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนี้มิใช่ค่าธรรมเนียมศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วเชื่อว่ามีความสามารถพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ได้ จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระ จึงถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์อย่างคนอนาถา แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งยกเว้นให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาล ก็ไม่ใช่กรณีที่จะถือว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่และวรรคห้า เนื่องจากเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมศาล แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระย่อมมีผลเท่ากับว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาเสียทีเดียว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลโดยไม่ได้รับการยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 157 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเว้นให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาล จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อคดีปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกคำสั่งศาลชั้นต้นส่วนที่ไม่ชอบนั้นเสียได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) หาเป็นการสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอุทธรณ์ไม่ คำสั่งศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229
ป.วิ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 156 วรรคสี่ ม. 156 วรรคห้า ม. 157 ม. 243 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
บริษัทพรีซีสชั่น เมคแคนิคอล จำกัด
จำเลย — หรือบริษัทฟรีซีสชั่น เมคแคนิคอล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายเชาวลิต ชูรัศมี
ศาลอุทธรณ์ — นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิต ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5290/2551
#494232
เปิดฉบับเต็ม

การถอนคำฟ้องภายหลังจำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การแล้ว ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง (1) บัญญัติให้โจทก์เป็นผู้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ดังนี้ แม้โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่มีต่อจำเลยทั้งสามในคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ไปแล้วในระหว่างดำเนินคดีนี้ดังที่จำเลยที่ 3 อ้างก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ โจทก์ยังคงมีสถานะเป็นคู่ความในคดีเช่นเดิมและมีอำนาจดำเนินคดีเพื่อขอให้รับรอง คุ้มครอง บังคับตามสิทธิของตน โจทก์จึงมีอำนาจถอนฟ้องคดีนี้ได้

การที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งนอกจากพิจารณาถึงความสุจริตในการดำเนินคดีของโจทก์แล้วยังต้องคำนึงถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันในเชิงคดีด้วย การที่โจทก์ขอถอนฟ้องเพราะโจทก์ได้โอนหนี้สินในคดีนี้ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. แล้ว ย่อมมีเหตุผลและเป็นสิทธิของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริตเพื่อมุ่งเอาเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 37,028,876.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 25,607,403.34 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและรับเงินจากโจทก์ ทั้งไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหรือสัญญาจำนองให้ไว้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ ที่จะต้องชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างสืบพยานโจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ปรากฏว่าผู้ร้องมิได้นำส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทั้งสามตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าผู้ร้องทิ้งคำร้อง ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 3 เสร็จสิ้น และนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ 29 พฤษภาคม 2545

ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเป็นวันก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสามโดยให้เหตุผลว่า ทนายโจทก์คนเดิมปฏิบัติงานบกพร่อง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ไล่ทนายโจทก์คนเดิมออกแล้ว ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ได้โอนหนี้สินคดีนี้ไปให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โจทก์จึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า หนี้ตามฟ้องในคดีนี้ได้โอนไปเป็นของบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้และไม่มีอำนาจขอถอนฟ้อง ทั้งโจทก์เห็นว่าพยานจำเลยสามารถหักล้างพยานโจทก์ได้ การขอถอนฟ้องเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสามใหม่จะทำให้จำเลยทั้งสามเสียเปรียบ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องชอบหรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาสรุปความได้ว่าโจทก์ได้โอนหนี้คดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัดไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิใด ๆ ในหนี้สินตามฟ้องอีกต่อไป โจทก์ไม่มีอำนาจถอนฟ้องนั้น เห็นว่า การถอนคำฟ้องภายหลังจำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง (1) บัญญัติให้โจทก์เป็นผู้ยื่นคำขอ โดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน ดังนี้ แม้โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดที่มีต่อจำเลยทั้งสามในคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ไปแล้วในระหว่างดำเนินคดีนี้ดังที่จำเลยที่ 3 อ้างก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ โจทก์ยังคงมีสถานะเป็นคู่ความในคดีเช่นเดิมและมีอำนาจดำเนินคดีเพื่อขอให้รับรอง คุ้มครอง บังคับตามสิทธิของตน โจทก์จึงมีอำนาจถอนฟ้องคดีนี้ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ขอถอนฟ้องเพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องในการดำเนินคดีของโจทก์แล้วนำคดีมาฟ้องใหม่อีก ทำให้จำเลยที่ 3 เสียเปรียบนั้น เห็นว่า การที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งนอกจากพิจารณาถึงความสุจริตในการดำเนินคดีของโจทก์แล้วยังต้องคำนึงถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันในเชิงคดีด้วย การที่โจทก์ขอถอนฟ้องเพราะโจทก์ได้โอนหนี้สินในคดีนี้ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด แล้ว ย่อมมีเหตุผลและเป็นสิทธิของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริตเพื่อมุ่งเอาเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใด ส่วนเหตุที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นอ้างมาดังกล่าว เป็นเพียงความคิดเห็นหรือความเข้าใจของจำเลยที่ 3 เอง ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทดีเคเฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5289/2551
#418502
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของอธิบดีกรมบังคับคดีที่ให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าที่ดินที่ผู้ร้องประมูลซื้อมาได้จากการขายทอดตลาด มิใช่คำสั่งศาลที่ให้ขยายระยะเวลายื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดล่วงพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ทราบเรื่องที่จะขอให้เพิกถอนตามมาตรา 296 วรรคสาม จึงต้องยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1822 ถึง 1842 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดโดยติดจำนองเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวได้ในราคา 4,830,000 บาท และชำระเงินค่าที่ดินบางส่วนจำนวน 265,650 บาท ค่าที่ดินส่วนที่เหลือขอหักส่วนได้ใช้แทน ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งผู้ร้องให้ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือโดยไม่ยอมให้ผู้ร้องหักส่วนได้ใช้แทน วันที่ 11 ธันวาคม 2544 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อนุมัติให้ขยายเวลาวางเงิน ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2544 รองอธิบดีกรมบังคับคดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีมีคำสั่งอนุมัติขยายเวลาวางเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดให้ผู้ร้องไปอีก 30 วัน นับแต่วันดังกล่าว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า การประกาศขายทอดตลาดที่ดินโดยติดจำนองแต่ไม่ระบุข้อความว่า ผู้ซื้อทรัพย์จากการติดจำนองจะต้องรับภาระจำนองติดไปด้วยโดยต้องไปไถ่ถอนจำนองจากผู้รับจำนอง ย่อมไม่ชอบ ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่น เป็นผู้รับจำนองและเป็นผู้ซื้อทรัพย์ดังกล่าวได้โดยเข้าใจว่าเมื่อผู้ร้องชำระเงินค่าที่ดินบางส่วนแล้วจำนวนเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือขอหักส่วนได้ใช้แทนได้การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยอมให้ผู้ร้องหักส่วนได้ใช้แทนและยืนยันให้ผู้ร้องชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือทำให้ผู้ร้องเสียหาย ผู้ร้องทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลเหตุดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2544 ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว

ระหว่างไต่สวนคำร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทนโจทก์ซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นผู้ขอให้ขายทอดตลาดที่ดินโดยติดจำนอง ประกาศขายทอดตลาดที่ดินโดยติดจำนองของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบแล้ว เพราะมีการระบุถึงต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระอันผู้ซื้อทรัพย์ได้จะต้องรับผิดซึ่งผู้ร้องย่อมทราบดีอยู่แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีทำรายงานและทำสัญญาซื้อขายให้ผู้ร้องหักส่วนได้ใช้แทนนั้นเป็นการทำโดยผิดหลง จึงไม่มีผล ทั้งผู้ร้องทราบเรื่องที่จะขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในวันที่ 11 ธันวาคม 2544 แล้ว แต่มายื่นคำร้องในวันที่ 27 ธันวาคม 2544 จึงล่วงพ้นระยะเวลา 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดเกินกำหนดระยะเวลา 15 วัน ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน หากผู้ร้องประสงค์จะซื้อทรัพย์ดังกล่าวต่อไปให้ขยายเวลาวางเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยที่ 2 ซึ่งผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองโดยติดจำนองและผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 4,830,000 บาท แต่ในชั้นวางเงินและทำสัญญาซื้อขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำสัญญาซื้อขายโดยผิดหลงไป คือรับวางเงินบางส่วนและทำสัญญาซื้อขายโดยให้ผู้ซื้อหักส่วนได้ใช้แทนและรับวางเงินเพียงร้อยละ 5.5 เป็นเงินจำนวน 265,650 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตรวจสอบพบว่ากรณีดังกล่าวไม่ถูกต้องเนื่องจากเป็นการขายทอดตลาดโดยการจำนองติดไปด้วยซึ่งไม่อาจให้ผู้ซื้อหักส่วนได้ใช้แทนได้ จึงแจ้งผู้ร้องให้วางเงินให้ครบถ้วน วันที่ 11 ธันวาคม 2544 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ วันที่ 12 ธันวาคม 2544 รองอธิบดีกรมบังคับคดีปฏิบัติราชการแทนอธิบดีมีคำสั่งอนุมัติขยายเวลาวางเงินให้ผู้ร้องอีก 30 วัน ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2544 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าไม่เห็นด้วยกับเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ยอมให้ผู้ร้องหักส่วนได้ใช้แทน เพราะเป็นความผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ระบุให้ชัดเจนไว้ในประกาศขายทอดตลาดนั้น กรณีดังกล่าวย่อมถือได้ว่าผู้ร้องทราบตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2544 แล้วว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์โดยไม่ถูกต้องเพราะในประกาศขายทอดตลาดแบบติดจำนองนั้นมิได้มีคำเตือนโดยชัดเจนว่าผู้ซื้อทรัพย์นั้นต้องรับภาระจำนองติดไปด้วย มิใช่ผู้ร้องเพิ่งทราบเรื่องในวันที่ 12 ธันวาคม 2544 ดังที่อ้างในคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด เมื่อผู้ร้องทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2544 แต่ปรากฏว่าผู้ร้องเพิ่งมายื่นคำร้องคัดค้านการบังคับคดีต่อศาล โดยขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544 จึงล่วงพ้นกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่วันทราบการฝ่าฝืนนั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า วันที่ 12 ธันวาคม 2544 รองอธิบดีกรมบังคับคดีมีคำสั่งขยายระยะเวลาวางเงินอีก 30 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในวันที่ 27 ธันวาคม 2544 เป็นการยื่นคำร้องภายใน 15 วัน นับแต่วันที่รองอธิบดีกรมบังคับคดีมีคำสั่ง จึงเป็นการยื่นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า ระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม นั้น เป็นอำนาจของศาลที่จะมีคำสั่งให้ขยาย แต่จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เมื่อคำสั่งที่ผู้ร้องอ้างนั้นเป็นคำสั่งของรองอธิบดีกรมบังคับคดีเกี่ยวกับการขยายระยะเวลาวางเงินค่าที่ดิน มิใช่คำสั่งศาลที่ให้ขยายระยะเวลายื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดี ผู้ร้องจึงไม่อาจนำมาอ้างเพื่อยื่นคำร้องเกินกำหนดได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขยายเวลาวางเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ผู้ร้องยื่นฎีกาจึงมิได้ใช้สิทธิวางเงินภายในเวลาที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเพื่อให้โอกาสผู้ร้องที่อาจประสงค์จะซื้อทรัพย์ดังกล่าวต่อไป จึงเห็นสมควรกำหนดเวลาวางเงินค่าที่ดินใหม่"

พิพากษายืน หากผู้ร้องประสงค์จะซื้อทรัพย์ดังกล่าวต่อไป ให้ขยายเวลาวางเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบ่อไร่แลนด์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5286/2551
#418363
เปิดฉบับเต็ม

ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 38 (3) ไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมการผู้จัดการของนิติบุคคลนั้น หรือเป็นผู้แทนของนิติบุคคลนั้นโดยตรง ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจหรือรับมอบหมายจากนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของร่วมย่อมมีสิทธิได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดได้ ดังนั้น บริษัทที่เป็นเจ้าของร่วมอาคารชุดย่อมมีสิทธิได้รับเลือกให้เป็นกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุดและมีอำนาจมอบอำนาจหรือมอบหมายให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการหรือผู้แทนของบริษัทเข้าเป็นกรรมการควบคุมการจัดการของนิติบุคคลอาคารชุดแทนบริษัทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า นิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มีบริษัทควอลิตี้ เอสเตท แมเนจเมนท์ จำกัด เป็นผู้จัดการ ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุดเอสวี ซิตี้ ตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ ข้อที่ 31 ระบุว่า "ในการประชุมใหญ่สามัญครั้งแรก ภายหลังจากที่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุด ประกอบด้วยกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่าหกคนและไม่เกินเก้าคน และในการประชุมใหญ่สามัญทุก ๆ ปี กรรมการจำนวนหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดจะต้องพ้นจากตำแหน่ง นอกจากคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ในช่วงสองปีแรกนับจากที่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดให้เลือกกรรมการที่จะพ้นจากตำแหน่งโดยวิธีจับสลาก สำหรับในปีต่อ ๆ ไปให้กรรมการดำรงตำแหน่งนานที่สุดเป็นผู้พ้นจากตำแหน่งก่อน" นิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ จึงได้จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดจำนวน 9 คน และมีการเลือกกรรมการหมุนเวียนทดแทนกรรมการเดิมทุก ๆ ปี ปีละ 3 คน ตลอดมา ซึ่งตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 38 บัญญัติว่า "บุคคลต่อไปนี้มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ (1) เจ้าของร่วม หรือคู่สมรสของเจ้าของร่วม (2) ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ในกรณีที่เจ้าของร่วมเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ แล้วแต่กรณี (3) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลในกรณีที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของร่วม" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่านิติบุคคลไม่สามารถเป็นกรรมการควบคุมการจัดการอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ได้ แต่นิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่และมีมติแต่งตั้งนิติบุคคลเป็นกรรมการควบคุมการจัดการอาคารชุดซึ่งขัดต่อกฎหมายดังกล่าวรวมสามครั้งกล่าวคือ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2545 ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 7/2545 วาระที่ 5 การพิจารณาเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่เพื่อทดแทนกรรมการที่หมดวาระ 3 ตำแหน่ง นิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ได้จัดให้เจ้าของร่วมที่เข้าประชุมใช้สิทธิเลือกตั้งและได้ประกาศให้ผู้ได้รับเลือกตั้ง คือ บริษัทสหวิริยาซิตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมอบหมายให้นางมัณฑณาเป็นกรรมการแทน และบริษัทไทม์ส เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ซึ่งมอบหมายให้นายณัฐดนัยเป็นกรรมการแทน โดยนางมัณฑณาและนายณัฐดนัยมิได้เป็นผู้จัดการหรือผู้แทนหรือผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัททั้งสอง ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 8/2546 วาระที่ 6 ได้ประกาศให้บริษัทมูวิโอล่า จำกัด ซึ่งมอบหมายให้นางนฤมลเป็นกรรมการแทน และบริษัทสไปซี่ จำกัด ซึ่งมอบหมายให้นางมัณฑณาเป็นกรรมการแทน โดยนางนฤมลและนางมัณฑณามิได้เป็นผู้จัดการหรือผู้แทนของบริษัททั้งสอง และครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2547 ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 9/2547 วาระที่ 5 ได้ประกาศให้ บริษัทเจ เจ แลนด์ เดเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัทไวส์ พาวเวอร์ แลนด์ จำกัด เป็นกรรมการ โดยเฉพาะในครั้งที่สามนี้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ได้คะแนนลำดับที่ 4 และที่ 5 จึงไม่ได้รับเลือกตั้ง การที่นิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ มีมติแต่งตั้งให้บริษัทดังกล่าวเป็นกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดทั้งสามครั้ง จึงเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมครั้งที่ 7/2545 ครั้งที่ 8/2546 และครั้งที่ 9/2547 ของนิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 38 (3) ระบุถ้อยคำเพียงว่า "ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลในกรณีที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของร่วม" เป็นบุคคลที่มีสิทธิได้รับเลือกตั้งให้เป็นกรรมการ โดยไม่มีข้อกำหนดหรือข้อห้ามหรือมีกฎหมายบังคับมิให้นิติบุคคลมีสิทธิได้รับเลือกตั้งให้เป็นกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุด การประชุมใหญ่เพื่อคัดเลือกกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุดจึงสามารถเลือกตั้งนิติบุคคลให้เป็นกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดได้ และหลังจากที่ได้รับการเลือกตั้งแล้วนิติบุคคลก็สามารถมอบอำนาจหรือมอบหมายให้ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นดำเนินการแทนนิติบุคคล โดยมีสิทธิแต่งตั้งให้เป็นกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุดแทนนิติบุคคลได้ไม่ได้ต้องห้ามตามที่ผู้ร้องทั้งสองกล่าวอ้างถ้อยคำว่า "ผู้จัดการ" หรือ "ผู้แทนอื่นของนิติบุคคล" พระราชบัญญัติอาคารชุดมิได้ให้คำนิยามไว้ต้องนำบทบัญญัติลักษณะหุ้นส่วนและบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาเทียบเคียง ซึ่งกฎหมายมิได้บังคับว่าผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลจะต้องเป็นกรรมการของบริษัทเท่านั้นจึงจะเป็นผู้จัดการได้ แต่อาจจะเป็นบุคคลหนึ่งบุคคลใดก็ได้ตามที่บริษัทได้แต่งตั้ง การแต่งตั้งบริษัทสหวิริยาซิตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัทไทม์ส เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด บริษัทมูวิโอล่า จำกัด บริษัท สไปซี่ จำกัด บริษัทเจเจ แลนด์ เดเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัทไวส์ พาวเวอร์ แลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของห้องชุด จึงเป็นเจ้าของร่วมที่มีสิทธิได้รับเลือกตั้งให้เป็นกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุด และมีสิทธิที่จะมอบอำนาจหรือมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของบริษัททำให้บุคคลที่ได้รับมอบอำนาจหรือได้รับมอบหมายมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุดได้ ดังนั้น บริษัทดังกล่าวจึงสามารถมอบหมายให้นางมัณฑณาและนายณัฐดนัยเป็นกรรมการตามมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2545 และนางนฤมลและนางมัณฑณาเป็นกรรมการตามมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2546 และครั้งที่ 9/2547 มติที่ประชุมใหญ่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว และการร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2545 และครั้งที่ 8/2546 เกินกำหนดระยะเวลา 1 เดือนแล้ว ผู้ร้องทั้งสองไม่มีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ ขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดชี้สองสถานศาลชั้นต้นเห็นว่าประเด็นข้อพิพาทเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่ายแล้ววินิจฉัยว่า มติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุดที่แต่งตั้งนิติบุคคลให้เป็นกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ แล้ว พิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุดเอสวี ซิตี้ นิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อแต่งตั้งกรรมการควบคุมการจัดการอาคารชุดและมอบหมายให้นิติบุคคลเป็นกรรมการดังนี้ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2545 การประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 7/2545 แต่งตั้งให้บริษัทสหวิริยา ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมอบหมายให้นางมัณฑณาเป็นกรรมการแทน และบริษัทไทม์ส เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ซึ่งมอบหมายให้นายณัฐดนัยเป็นกรรมการแทน ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 การประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 8/2546 แต่งตั้งให้บริษัทมูวิโอล่า จำกัด ซึ่งมอบหมายให้นางนฤมลเป็นกรรมการแทน และบริษัทสไปซี่ จำกัด มอบหมาย ให้นางมัณฑณาเป็นกรรมการแทน และครั้งที่สามเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2547 การประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 9/2547 แต่งตั้งให้บริษัทเจเจ แลนด์ เดเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัทไวส์ พาวเวอร์ แลนด์ จำกัด เป็นกรรมการ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองว่า มติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ทั้งสามครั้งดังกล่าวที่แต่งตั้งนิติบุคคลให้เป็นกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 38 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุพิพาทบัญญัติว่า "บุคคลดังต่อไปนี้มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ

1. เจ้าของร่วม หรือคู่สมรสของเจ้าของร่วม

2. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ในกรณีที่เจ้าของร่วมเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ แล้วแต่กรณี

3. ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลในกรณีที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของร่วม"

เมื่อพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า มีการแยกบุคคลที่มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดไว้โดยใน (1) และ (2) เป็นการให้สิทธิบุคคลธรรมดา ส่วนใน (3) แสดงให้เห็นว่านิติบุคคลที่เป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุดมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการได้ หาได้จำกัดเฉพาะบุคคลธรรมดาไม่ ดังนั้น การแสดงออกของนิติบุคคลย่อมกระทำได้โดยผ่านผู้แทนหรือตัวแทน หรือผู้รับมอบอำนาจจากนิติบุคคลและการกระทำดังกล่าวมีผลผูกพันนิติบุคคลให้ต้องรับผิดด้วย แม้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 38 (3) กำหนดบุคคลที่จะเป็นกรรมการในกรณีที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของร่วมไว้ว่า "ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคล" ก็ตาม แต่เมื่อพระราชบัญญัติอาคารชุดฉบับดังกล่าวซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุพิพาท มิได้ให้คำจำกัดความหรือนิยามความหมายของคำว่า "ผู้จัดการ" หรือ "ผู้แทนอื่นของนิติบุคคล" ไว้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะหุ้นส่วนบริษัทซึ่งเป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งมาเทียบเคียง โดยในบริษัทจำกัด "ผู้จัดการ" หมายถึงผู้ที่ดำเนินการจัดการเรื่องให้แก่บริษัท กฎหมายมิได้บังคับว่าต้องเป็นกรรมการของบริษัทเท่านั้น จึงจะสามารถเป็นผู้จัดการได้ อาจเป็นบุคคลใดก็ได้ที่บริษัทเห็นสมควรแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการ ส่วนกรณีผู้แทนอื่นของนิติบุคคลหาได้มีบทกฎหมายใดบังคับว่าต้องเป็นผู้มีอำนาจดำเนินการ อาจเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนของนิติบุคคลก็ได้ ดังนั้น ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลจึงไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมการผู้จัดการของนิติบุคคลนั้น หรือเป็นผู้แทนของนิติบุคคลนั้นโดยตรง ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจหรือรับมอบหมายจากนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของร่วมย่อมมีสิทธิได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดได้ เมื่อบริษัทสหวิริยา ซิตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัทไทม์ส เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด บริษัทมูวิโอล่า จำกัด บริษัทสไปซี่ จำกัด บริษัทเจเจ แลนด์ เดเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัทไวส์ พาวเวอร์ แลนด์ จำกัด ล้วนแต่เป็นนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของร่วมอาคารชุด ย่อมมีสิทธิได้รับเลือกให้เป็นกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุดและมีอำนาจมอบอำนาจหรือมอบหมายให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการหรือผู้แทนของบริษัทเข้าเป็นกรรมการควบคุมการจัดการของนิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ แทนบริษัทได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ามติที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ ทั้งสามครั้งชอบด้วยกฎหมายและพิพากษาให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 38
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายอานุภาพ ธีรณีศรานนท์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นิติบุคคลอาคารชุด เอสวี ซิตี้
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5286/2551
#497315
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาคารชุดฯ มาตรา 38 บัญญัติว่า "บุคคลดังต่อไปนี้มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ (1) เจ้าของร่วม หรือคู่สมรสของเจ้าของร่วม (2) ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ในกรณีที่เจ้าของร่วมเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ แล้วแต่กรณี (3) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลในกรณีที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของร่วม" เมื่อพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีการแยกบุคคลที่มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดไว้ โดยใน (1) และ (2) เป็นการให้สิทธิบุคคลธรรมดา ส่วนใน (3) แสดงให้เห็นว่านิติบุคคลที่เป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุดมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการได้ หาได้จำกัดเฉพาะบุคคลธรรมดาไม่ ดังนั้น การแสดงออกของนิติบุคคลย่อมกระทำได้โดยผ่านผู้แทนหรือตัวแทน หรือผู้รับมอบอำนาจจากนิติบุคคล และการกระทำดังกล่าวมีผลผูกพันนิติบุคคลให้ต้องรับผิดด้วย แม้ตาม พ.ร.บ.อาคารชุดฯ มาตรา 38 (3) กำหนดบุคคลที่จะเป็นกรรมการในกรณีที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของร่วมไว้ว่า "ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคล" ก็ตาม แต่เมื่อ พ.ร.บ.อาคารชุดฉบับดังกล่าวซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุพิพาท มิได้ให้คำจำกัดความหรือนิยามความหมายของคำว่า "ผู้จัดการ" หรือ "ผู้แทนอื่นของนิติบุคคล" ไว้ จึงต้องนำ ป.พ.พ.ลักษณะหุ้นส่วนบริษัทซึ่งเป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งมาเทียบเคียงโดยในบริษัทจำกัด "ผู้จัดการ" หมายถึงผู้ที่ดำเนินการจัดการเรื่องให้แก่บริษัท กฎหมายมิได้บังคับว่าต้องเป็นกรรมการของบริษัทเท่านั้นจึงจะสามารถเป็นผู้จัดการได้ อาจเป็นบุคคลใดก็ได้ที่บริษัทเห็นสมควรแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการ ส่วนกรณีผู้แทนอื่นของนิติบุคคลหาได้มีบทกฎหมายใดบังคับว่าต้องเป็นผู้มีอำนาจดำเนินการ อาจเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนของนิติบุคคลก็ได้ ดังนั้น ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลจึงไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมการผู้จัดการของนิติบุคคลนั้น หรือเป็นผู้แทนของนิติบุคคลนั้นโดยตรง ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจหรือรับมอบหมายจากนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของร่วมย่อมมีสิทธิได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดได้ เมื่อบริษัท ส. บริษัท ท. บริษัท ม. บริษัท ป. บริษัท จ. และบริษัท ว. ล้วนแต่เป็นนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของร่วมอาคารชุด ย่อมมีสิทธิได้รับเลือกให้เป็นกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุดและมีอำนาจมอบอำนาจหรือมอบหมายให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการหรือผู้แทนบริษัทเข้าเป็นกรรมการควบคุมการจัดการของนิติบุคคลอาคารชุด อ. แทนบริษัทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมครั้งที่ 7/2545 ครั้งที่ 8/2546 และครั้งที่ 9/2547 ของนิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าประเด็นข้อพิพาทเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานทั้งสองฝ่ายแล้ววินิจฉัยว่า มติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุดที่แต่งตั้งนิติบุคคลให้เป็นกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ แล้วพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุดเอสวี ซิตี้ นิติบุคคล อาคารชุดเอสวี ซิตี้ จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อแต่งตั้งกรรมการควบคุมการจัดการอาคารชุดและมอบหมายให้นิติบุคคลเป็นกรรมการดังนี้ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2545 การประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 7/2545 แต่งตั้งให้บริษัทสหวิริยาซิตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมอบหมายให้นางมัณฑณาเป็นกรรมการแทนและบริษัทไทม์ส เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ซึ่งมอบหมายให้นาย

ณัฐดนัยเป็นกรรมการแทน ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 การประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 8/2546 แต่งตั้งให้บริษัทมูวิโอล่า จำกัด ซึ่งมอบหมายให้นางนฤมลเป็นกรรมการแทน และบริษัทสไปซี่ จำกัด มอบหมายให้นางมัณฑณา เป็นกรรมการแทนและครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2547 การประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 9/2547 แต่งตั้งให้บริษัทเจเจ แลนด์ เดเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัท ไวส์ พาวเวอร์ แลนด์ จำกัด เป็นกรรมการ

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองว่า มติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ทั้งสามครั้งดังกล่าวที่แต่งตั้งนิติบุคคลให้เป็นกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 38 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุพิพาท บัญญัติว่า "บุคคลดังต่อไปนี้มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ

(1) เจ้าของร่วม หรือคู่สมรสของเจ้าของร่วม

(2) ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ในกรณีที่เจ้าของร่วมเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ แล้วแต่กรณี

(3) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลในกรณีที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของร่วม"

เมื่อพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า มีการแยกบุคคลที่มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดไว้ โดยใน (1) และ (2) เป็นการให้สิทธิบุคคลธรรมดา ส่วนใน (3) แสดงให้เห็นว่านิติบุคคลที่เป็นเจ้าของร่วมในอาคารชุดมีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการได้ หาได้จำกัดเฉพาะบุคคลธรรมดาไม่ ดังนั้น การแสดงออกของนิติบุคคลย่อมกระทำได้โดยผ่านผู้แทนหรือตัวแทน หรือผู้รับมอบอำนาจจากนิติบุคคลและการกระทำดังกล่าวมีผลผูกพันนิติบุคคลให้ต้องรับผิดด้วย แม้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 38 (3) กำหนดบุคคลที่จะเป็นกรรมการในกรณีที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของร่วมไว้ว่า "ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคล" ก็ตาม แต่เมื่อพระราชบัญญัติอาคารชุดฉบับดังกล่าวซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุพิพาทมิได้ให้คำจำกัดความหรือนิยามความหมายของคำว่า "ผู้จัดการ" หรือ "ผู้แทนอื่นของนิติบุคคล" ไว้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะหุ้นส่วนบริษัทซึ่งเป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งมาเทียบเคียง โดยในบริษัทจำกัด "ผู้จัดการ" หมายถึงผู้ที่ดำเนินการจัดการเรื่องให้แก่บริษัท กฎหมายมิได้บังคับว่าต้องเป็นกรรมการของบริษัทเท่านั้น จึงจะสามารถเป็นผู้จัดการได้ อาจเป็นบุคคลใดก็ได้ที่บริษัทเห็นสมควรแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการ ส่วนกรณีผู้แทนอื่นของนิติบุคคลหาได้มีบทกฎหมายใดบังคับว่าต้องเป็นผู้มีอำนาจดำเนินการ อาจเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนของนิติบุคคลก็ได้ ดังนั้น ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลจึงไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมการผู้จัดการของนิติบุคคลนั้น หรือเป็นผู้แทนของนิติบุคคลนั้นโดยตรง ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ หรือรับมอบหมายจากนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของร่วมย่อมมีสิทธิได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดได้ เมื่อบริษัทสหวิริยา ซิตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัทไทม์ส เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด บริษัทมูวิโอล่า จำกัด บริษัทสไปซี่ จำกัด บริษัทเจเจ แลนด์ เดเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัทไวส์ พาวเวอร์ แลนด์ จำกัด ล้วนแต่เป็นนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของร่วมอาคารชุด ย่อมมีสิทธิได้รับเลือกให้เป็นกรรมการของนิติบุคคลอาคารชุดและมีอำนาจมอบอำนาจหรือมอบหมายให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการหรือผู้แทนของบริษัทเข้าเป็นกรรมการควบคุมการจัดการของนิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ แทนบริษัทได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ามติที่ประชุมใหญ่ของเจ้าของร่วมนิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้ ทั้งสามครั้งชอบด้วยกฎหมายและพิพากษาให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 70 ม. 1164
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 38
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายอานุภาพ ธีรณิศรานนท์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นิติบุคคลอาคารชุดเอสวี ซิตี้
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5279/2551
#497314
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่า จำเลยที่ 4 มิได้มีภูมิลำเนาที่แท้จริงอยู่ตามฟ้อง ไม่เคยทราบว่าถูกฟ้อง ไม่เคยแต่งตั้งทนายความเข้ามาในคดีและไม่เคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เท่ากับจำเลยที่ 4 อ้างว่าการส่งหมายและกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ดังนั้น หากศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดและข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นดำเนินมาจนกระทั่งศาลชั้นต้นพิพากษาคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยหลงผิด จำเลยที่ 4 ชอบที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลชั้นต้นจึงต้องรับคำร้องของจำเลยที่ 4 ไว้ไต่สวนแล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินจำนวน 1,189,481.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,024,380.47 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งห้ายอมผ่อนชำระให้แก่โจทก์ ณ สำนักงานของโจทก์เป็นรายเดือนภายในวันสิ้นสุดของทุกๆ เดือนติดต่อกันไปไม่น้อยกว่าเดือนละ 16,000 บาท โดยเริ่มผ่อนชำระตั้งแต่เดือนตุลาคม 2545 เป็นต้นไป และจะชำระหนี้ทั้งหมดให้เป็นการเสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน นับแต่วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งห้ายอมชำระค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความจำนวน 6,000 บาท ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2545 โดยนำไปชำระ ณ สำนักงานของโจทก์หากจำเลยทั้งห้าผิดนัดไม่ชำระหนี้ข้อใดข้อหนึ่งหรือเดือนใดเดือนหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด จำเลยทั้งห้ายอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจกท์จนครบถ้วน

ต่อมาจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 4 มิได้มีภูมิลำเนาที่แท้จริงอยู่ตามฟ้อง ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 4 ไปพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อประกอบอาชีพ จำเลยที่ 4 ไม่เคยทราบว่าถูกฟ้อง แต่ปรากฏว่า มีชื่อจำเลยที่ 4 เป็นผู้แต่งทนายความและยื่นคำให้การต่อสู้คดี ความจริงจำเลยที่ 4 ไม่เคยแต่งตั้งทนายความเข้ามาในคดีและไม่เคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีการพิจารณาไปฝ่ายเดียว จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่าจำเลยที่ 4 มีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยอ้างว่า จำเลยที่ 4 มิได้มีภูมิลำเนาที่แท้จริงอยู่ตามฟ้องในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 4 ไปพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานครเพื่อประกอบอาชีพ จำเลยที่ 4 ไม่เคยทราบว่าถูกฟ้อง แต่ปรากฏว่ามีชื่อจำเลยที่ 4 เป็นผู้แต่งทนายความและยื่นคำให้การต่อสู้คดี จำเลยที่ 4 ไม่เคยแต่งตั้งทนายความเข้ามาในคดีและไม่เคยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การต่อสู้คดี ตามคำร้องดังกล่าวเท่ากับจำเลยที่ 4 กล่าวอ้างว่า การส่งหมายให้แก่จำเลยที่ 4 และกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกระทำโดยมิชอบและถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ดังนั้น หากศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดและได้ความตามคำร้องว่า ขณะถูกฟ้องจำเลยที่ 4 ไปพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานครและจำเลยที่ 4 ไม่ได้แต่งตั้งทนายความเข้ามาในคดี กระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นดำเนินมาในส่วนของจำเลยที่ 4 ย่อมไม่ชอบแต่ต้นกระบวนพิจารณาต่อ ๆ มาจนกระทั่งศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นก็ย่อมไม่ชอบไปด้วย เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยหลงผิด จำเลยที่ 4 จึงชอบที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการพิจารณาที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการไปนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะรับคำร้องของจำเลยที่ 4 ไว้พิจารณาและทำการไต่สวนสั่งการไปตามรูปคดี การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 4 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของจำเลยที่ 4 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 และดำเนินการไต่สวนแล้วมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 วรรคหนึ่ง ม. 27 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดธนานนท์ซัพพลาย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5275/2551
#412546
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจะอ้างเรื่องเอกสารปลอมขึ้นเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธ แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุชี้ชัดว่าเป็นการปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือในส่วนหนึ่งส่วนใด หรือเป็นการปลอมโดยการกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษซึ่งมีลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้จำเลยทั้งสองอ้างว่าเอกสารเกิดขึ้นเพราะกลฉ้อฉลของโจทก์กับพวก โดยจำเลยทั้งสองมิได้รู้เห็นยินยอมให้กระทำได้ นิติกรรมจึงตกเป็นโมฆะ ก็เป็นการให้การทำนองยอมรับว่าจำเลยทั้งสองเข้าทำนิติกรรมกับโจทก์จริง แต่ทำไปเพราะถูกโจทก์ทำกลฉ้อฉลซึ่งเป็นคนละกรณีกับการกล่าวอ้างว่าเอกสารเป็นเอกสารปลอม คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง และไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง และมาตรา 172 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นที่จำเลยทั้งสองจะนำพยานเข้าสืบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,821,260.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ และหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยทำนิติกรรมตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง ขณะจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ถึง 6 เอกสารดังกล่าวยังไม่มีการกรอกข้อความในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ อีกทั้งลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวก็ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยทั้งสอง เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ถึง 6 จึงเป็นเอกสารปลอมที่เกิดจากกลฉ้อฉลของโจทก์กับพวก โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง และขอให้มีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 11070 ตำบลเชียงรากใหญ่ (บ้านท้องคุ้ง) อำเภอสามโคก (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี แก่จำเลยทั้งสองตามฟ้องแย้ง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองทำนิติกรรมและได้รับเงินไปจากโจทก์แล้วตามฟ้อง นิติกรรมดังกล่าวมิได้เกิดจากกลฉ้อฉลของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 2,821,260.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มิถุนายน 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11070 ตำบลเชียงรากใหญ่ (บ้านท้องคุ้ง) อำเภอสามโคก (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึด ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้ยกเสีย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแล้ว คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยทำสัญญากู้ยืม สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองกับโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง สัญญากู้เงิน บันทึกข้อตกลง หนังสือสัญญาจำนองที่ดินพร้อมหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และสัญญาค้ำประกันเงินกู้หรือเบิกเงินเกินบัญชี เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ถึง 6 ตามลำดับ เป็นเอกสารปลอม ขณะจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อ เอกสารดังกล่าวยังไม่ได้กรอกข้อความในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ อีกทั้งลายมือในเอกสารเหล่านั้นก็ไม่ใช่ลายมือของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นเอกสารปลอม ตามคำให้การและฟ้องแย้งดังกล่าวแม้จำเลยทั้งสองจะอ้างเรื่องเอกสารปลอมขึ้นเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธ แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุชี้ชัดว่าเอกสารที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นเอกสารปลอมนั้นเป็นการปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือในส่วนหนึ่งส่วนใด หรือเป็นการปลอมโดยการกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษซึ่งมีลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้การที่จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งต่อไปว่า เอกสารดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะกลฉ้อฉลของโจทก์กับพวก โดยจำเลยทั้งสองมิได้รู้เห็นยินยอมให้กระทำได้ นิติกรรมจึงตกเป็นโมฆะนั้น ก็เป็นการให้การในทำนองยอมรับว่าจำเลยทั้งสองเข้าทำนิติกรรมกับโจทก์จริง แต่ทำไปเพราะถูกโจทก์ทำกลฉ้อฉลซึ่งเป็นคนละกรณีกับการกล่าวอ้างว่าเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ถึง 6 เป็นเอกสารปลอม คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง และไม่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง และมาตรา 172 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นที่จำเลยทั้งสองจะนำพยานเข้าสืบ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 2,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยทั้งสองได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11070 เป็นประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น และเมื่อได้วินิจฉัยมาดังกล่าวแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยในประเด็นอื่น ๆ อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้ง แต่ยังไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้ง เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งในศาลชั้นต้น และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางบุญสม อาจธนูหรือแววมณี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจำนงค์ ไกลพาล
ศาลอุทธรณ์ — นายปิ่น ศรีเมือง
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5273/2551
#494227
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารการรับชำระเงิน เป็นสำเนาที่ถ่ายมาจากต้นฉบับที่เก็บไว้ที่สาขาของโจทก์ อันแสดงให้เห็นว่าต้นฉบับเอกสารยังมีอยู่ที่สาขาของโจทก์ เมื่อจำเลยแถลงว่าเอกสารดังกล่าวที่โจทก์อ้างส่งเป็นสำเนาที่ถ่ายมาจากสำเนาอีกครั้งหนึ่ง ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ดังนี้ โจทก์จะต้องนำต้นฉบับเอกสารมาอ้าง การที่โจทก์อ้างส่งสำเนาเอกสาร โดยที่ยังสามารถนำต้นฉบับเอกสารมาอ้างได้ เช่นนี้ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามที่ปรากฏในเอกสารการรับชำระเงินดังกล่าว กรณียังไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ที่จะรับฟังสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงิน 161,560.36 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 26.25 ต่อปี ในต้นเงิน 104,930.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 113,334.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระให้โจทก์แล้วเสร็จ แต่ให้หักเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2540 จำนวน 5,400 บาท วันที่ 6 มกราคม 2541 จำนวน 5,600 บาท วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 6,000 บาท วันที่ 15 พฤษภาคม 2541 จำนวน 6,000 บาท วันที่ 7 กรกฎาคม 2541 จำนวน 5,800 บาท วันที่ 4 สิงหาคม 2541 จำนวน 5,000 บาท วันที่ 13 สิงหาคม 2541 จำนวน 1,500 บาท วันที่ 5 ตุลาคม 2541 จำนวน 6,300 บาท และวันที่ 29 มกราคม 2542 จำนวน 2,000 บาท การหักให้หักดอกเบี้ยที่ค้างชำระก่อน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยรับผิดเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์อ้างว่าหลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยยังชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถึง 6 ครั้ง ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ถึงวันที่ 29 มกราคม 2542 เป็นเงินรวม 26,600 บาท ตามเอกสารการรับชำระเงิน แต่เอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสาร ซึ่งพยานโจทก์ปากนางลัดดาวัลย์เบิกความว่าเป็นสำเนาที่ถ่ายมาจากต้นฉบับ พยานเป็นผู้ติดต่อให้สาขาของโจทก์ส่งเอกสารดังกล่าวมาให้ อันแสดงให้เห็นว่าต้นฉบับเอกสารการรับชำระเงินยังมีอยู่มีสาขาของโจทก์ เมื่อทนายจำเลยแถลงว่าเอกสารที่โจทก์อ้างส่งเป็นสำเนาที่ถ่ายมาจากสำเนาอีกครั้งหนึ่ง ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 ดังนี้ โจทก์จะต้องนำต้นฉบับเอกสารมาอ้าง การที่โจทก์อ้างส่งสำเนาเอกสาร โดยที่ยังสามารถนำต้นฉบับเอกสารมาอ้างได้ เช่นนี้จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 93 (2) กรณีจึงไม่มีเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลงถึงวันที่ 29 มกราคม 2542 ดังโจทก์ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2540 โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้วันที่ 30 พฤศจิกายน 2540 อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 แต่หลังจากนี้ตามใบแจ้งยอดบัญชี ปรากฏว่าวันที่ 15 ธันวาคม 2540 วันที่ 6 มกราคม 2541 และวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 5,400 บาท 5,600 บาท และ 6,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งจำเลยนำสืบเพียงว่า หลังจากวันที่ 19 มีนาคม 2541 ที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยไม่เคยนำเงินไปชำระให้แก่โจทก์ดังนี้ จึงถือว่าจำเลยยอมรับว่าชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นวันสิ้นสุดที่มีเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลง โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 25 เมษายน 2543 จึงพ้นกำหนดเวลา 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวบรรจบ สุทธิประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สุธี เทพสิทธา
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5268/2551
#418080
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติมาตรา 22 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้ไม่มีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี การร้องคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สินเป็นการต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างหนึ่งอันเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยจึงไม่มีอำนาจร้องคัดค้านการขายทอดตลาด แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ขอเข้าดำเนินคดีแทนจำเลย จำเลยก็จะดำเนินคดีเองต่อไปไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจกท์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 55116 ตำบลท่าวัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้างไปในราคา 8,650,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 10 มิถุนายน 2547 อ้างว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยไม่ชอบและขายได้ราคาต่ำ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

บริษัทเอสที แอสเซท จำกัด ผู้ซื้อทรัพย์ ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 370/2545 ระหว่าง บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด โจทก์ บริษัท ณ นคร สุขภัณฑ์เซ็นเตอร์ จำกัด ที่ 1 กับพวก จำเลย จำเลยจึงไม่มีอำนาจร้องคัดค้านการขายทอดตลาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 24 ขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดไต่สวน ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสอบถามผู้รับมอบอำนาจจำเลยและทนายจำเลยได้ความว่าจำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคำคัดค้านของผู้ซื้อทรัพย์จริง และยังไม่พ้นจากภาวะการเป็นบุคคลล้มละลาย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีอำนาจร้องคัดค้านการขายทอดตลาดหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า ก่อนที่จำเลยจะยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาด จำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2545 ศาลฎีกาเห็นว่า ตามบทบัญญัติในมาตรา 22 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ได้กล่าวไว้ชัดแจ้งว่าเมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้หามีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินไม่ ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี การร้องคัดค้านการขายทอดตลาดทรัพย์สินเป็นการต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างหนึ่งอันเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยจึงไม่มีอำนาจร้องคัดค้านการขายทอดตลาดเพราะกฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ขอเข้าดำเนินคดีแทนจำเลย จำเลยก็จะดำเนินคดีเองต่อไปไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรแยลเอเซียบริคแอนด์ไทล์ จำกัด
ผู้ซื้อทรัพย์ — บริษัท เอสที แอสเซท จำกัด
จำเลย — บริษัท ณ นครสุขภัณฑ์เซ็นเตอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5261/2551
#418365
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 281/2546 ของศาลชั้นต้น โดยบรรยายฟ้องว่า ประมาณปี 2522 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1859 หมู่ 8 ตำบลสุขเดือนห้า อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์แล้ว แต่ยังมิได้โอนทางทะเบียน ต่อมาประมาณปี 2523 โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวแทนโจทก์ในการโอนแต่ทางราชการไม่ได้สร้างโรงเรียนบนที่ดินพิพาทตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ โจทก์จึงขอคืนที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ ซึ่งเป็นผู้ดูแลที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 4 ในคดีนี้แจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากหลักฐานปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ยกให้ โจทก์จึงขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการเพิกถอนการให้ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ซึ่งเป็นการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์แล้วนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องมาวินิจฉัย อันเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) ซึ่งมีผลเป็นการพิจารณาคดีแล้ว การที่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้โดยบรรยายฟ้องอย่างเดียวกันกับคดีก่อน จึงเป็นฟ้องที่มีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องหรือประเด็นที่วินิจฉัยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 281/2546 ของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1859 หมู่ที่ 8 ตำบลสุขเดือนห้า อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน ซึ่งเปลี่ยนเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ชน 00166/40 รูปถ่ายทางอากาศหมายเลข 4939 แผ่น 170 ตั้งอยู่ที่บ้านหนองมะสังข์ ตำบลสุขเดือนห้า อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 2 งาน 18 ตารางวา คืนโจทก์ ให้จำเลยที่ 4 โอนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินให้จำเลยที่ 3 หรือจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 หรือจำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนให้โจทก์ หรือให้จำเลยที่ 4 โอนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนให้โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 281/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 281/2546 ของศาลชั้นต้น โดยบรรยายฟ้องว่าประมาณปี 2522 โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1859 หมู่ที่ 8 ตำบลสุขเดือนห้า อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์แล้ว แต่ยังมิได้โอนทางทะเบียน ต่อมาประมาณปี 2523 โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวแทนโจทก์ในการโอน ต่อมาที่ดินแปลงดังกล่าวได้โอนเป็นของกระทรวงการคลังพร้อมทั้งออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ชน. 00166/40 แต่ทางราชการไม่ได้สร้างโรงเรียนบนที่ดินพิพาทตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ โจทก์จึงขอคืนที่ดินแปลงดังกล่าวจากจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ดูแลที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 4 ในคดีนี้แจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากหลักฐานปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ยกให้โจทก์จึงขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการเพิกถอนการให้แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ซึ่งเป็นการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์แล้วนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องมาวินิจฉัยเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) ซึ่งมีผลเป็นการพิจารณาคดีแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้โดยบรรยายฟ้องอย่างเดียวกันกับคดีก่อน จึงเป็นฟ้องที่มีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องหรือประเด็นที่วินิจฉัยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 281/2546 ของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายผล เชี่ยวชาญ
จำเลย — นายปลด สดคมขำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายชาญศักดิ์ สมประโยชน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญสิริ
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259/2551
#418079
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์ของโจทก์ไม่มีบัตรติดรถยนต์ผ่านเข้าออกอาคารชุดติดหน้ากระจกรถยนต์ตามระเบียบของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 พนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องดำเนินการแลกบัตรหรือให้แจ้งชื่อ ที่อยู่ของผู้ขับรถยนต์ที่จะผ่านเข้าออกอาคารชุด คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 4 ทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยบริเวณป้อมยามของทางเข้าออกอาคารชุดเห็นแล้วว่ารถยนต์ของโจทก์ไม่มีบัตรติดรถยนต์ผ่านเข้าออกอาคารชุด มิได้เรียกให้หยุดรถเพื่อแลกบัตรหรือให้ผู้ขับรถยนต์แจ้งชื่อ ที่อยู่ตามระเบียบ กลับปล่อยให้รถยนต์ของโจทก์แล่นผ่านออกไปอันเป็นเหตุให้รถยนต์สูญหาย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่องของจำเลยที่ 4 เป็นการประมาทเลินเล่อกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของห้องชุดในอาคารชุดเซ็นทรัล ซิตี้ นอธ-เซาท และเป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 อ-1867 กรุงเทพมหานคร ขณะเกิดเหตุมีราคา 800,000 บาท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นผู้จัดการจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรักษาความปลอดภัยและรับจ้างจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีหน้าที่จัดพนักงานรักษาความปลอดภัยมาดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดจนควบคุมดูแลการนำรถยนต์เข้าจอดในอาคารชุดดังกล่าว เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2540 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ถึงเช้าวันที่ 7 เมษายน 2540 มีคนร้ายเข้าไปลักรถยนต์ของโจทก์คันดังกล่าว ซึ่งจอดอยู่ในอาคารชุดดังกล่าวไปโดยคนร้ายได้ขับรถผ่านป้อมยามทางเข้าออกของอาคารซึ่งมีจำเลยที่ 4 ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ แต่จำเลยที่ 4 เห็นบุคคลภายนอกขับรถยนต์ของโจทก์แล้วมิได้เรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบผู้ขับหรือสอบถามเหตุผลในการเข้าออกจากอาคารชุดดังกล่าวตามหน้าที่ เป็นเหตุให้คนร้ายสามารถลักรถยนต์ของโจทก์ไปได้ การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นลูกจ้างและกระทำไปในทางการที่จ้างส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดในฐานะผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 800,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 60,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสี่มีหน้าที่ดูแลทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดเซ็นทรัล ซิตี้ นอธ-เซาท เท่านั้น ไม่มีหน้าที่ดูแลรักษารถยนต์ของโจทก์ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัว จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ผู้ว่าจ้างคือจำเลยที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 3 เป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดซึ่งผู้รับจ้างหรือลูกจ้างของผู้รับจ้างกระทำไปนอกจากนี้จำเลยที่ 4 ไม่มีหน้าที่เรียกผู้ขับรถยนต์ที่เข้าออกอาคารชุดดังกล่าวให้หยุดเพื่อตรวจสอบ โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๙ อ-1867 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์ของโจทก์ไม่ได้สูญหาย ทั้งมีราคาไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางสุมลรัตน์ภริยาโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 อ-1867 กรุงเทพมหานคร และห้องชุดในอาคารชุดเซ็นทรัล ซิตี้ นอธ-เซาท เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2540 เวลา 20.30 นาฬิกา จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยบริเวณทางรถแล่นผ่านเข้าออกอาคารชุดดังกล่าวเห็นรถยนต์ของโจทก์แล่นออกจากที่จอดรถอาคารชุดดังกล่าว มีคนนั่งมาด้านหน้าข้างคนขับอีก 1 คน แต่เห็นหน้าไม่ชัดเจนและเห็นว่าเป็นรถยนต์ของผู้ที่พักในอาคารชุด จึงมิได้เรียกหยุดตรวจรถยนต์คันดังกล่าวหยุดรับชายอีกสองคนบริเวณสวนหย่อมแล้วแล่นออกไป วันรุ่งขึ้นนายภานุวัฒน์บุตรโจทก์ทราบว่ารถยนต์คันดังกล่าวหายไปจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาประการแรกโดยอ้างข้อตกลงยกเว้นความรับผิดที่ทำขึ้นกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอกภัยเอกสารหมาย ล.1 มาปฏิเสธว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การแต่เพียงว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยเฉพาะทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินส่วนตัวของผู้พักอาศัยในอาคาร จำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้ให้การว่า ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะมีข้อตกลงยกเว้นความรับผิดที่ทำไว้กับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยเอกสารหมาย ล.1 ดังนั้นที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างในฎีกาว่า ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เนื่องจากมีข้อตกลงยกเว้นความรับผิดตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยเอกสารหมาย ล.1 จึงนอกเหนือจากคำให้การและเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ปัญหาข้อต่อไปว่า รถยนต์ของโจทก์มีบัตรติดรถยนต์ผ่านเข้าออกอาคารชุดติดหน้ากระจกรถยนต์หรือไม่ โจทก์มีนายภานุวัฒน์บุตรโจทก์เบิกความว่า โจทก์มีรถยนต์ 2 คัน และนำบัตรติดรถยนต์ไปติดไว้ที่รถยนต์อีกคัน นายภานุวัฒน์ขับรถยนต์ของโจทก์คันที่สูญหายเข้าออกอาคารชุดไม่ต้องแลกบัตร เนื่องจากพนักงานรักษาความปลอดภัยจำนายภานุวัฒน์ได้ว่าพักอาศัยอยู่ในอาคารชุดแม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีนายทวีวัฒน์กรรมการจำเลยที่ 3 และนายนครกรรมการจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความว่ารถยนต์ของโจทก์มีบัตรติดรถยนต์ติดหน้ากระจก แต่เป็นเพียงการคาดคะเนเอาว่ารถยนต์ที่แล่นผ่านเข้าออก หากไม่มีบัตรติดรถยนต์ พนักงานรักษาความปลอดภัยจะลงบันทึกไว้ สำหรับรถยนต์ของโจทก์ไม่มีการบันทึก คำเบิกความของพยานทั้งสองปากมิได้รู้เห็นโดยตรงว่ารถยนต์ของโจทก์มีบัตรติดรถยนต์ผ่านเข้าออกอาคารชุดติดหน้ากระจกรถยนต์หรือไม่ ทั้งที่มีจำเลยที่ 4 และนายทองแดงพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นประจักษ์พยานขณะเกิดเหตุโดยตรงแต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กลับไม่นำมาเบิกความเป็นพยาน ประกอบกับจำเลยที่ 4 ได้ให้การไว้ว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา จำเลยที่ 4 เห็นรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าแล่นมาที่ป้อมยามทางเข้าออกอาคารชุดจำได้ว่าเป็นรถยนต์ของผู้ที่พักอาศัยในอาคารชุด จึงอนุญาตให้ผ่านออกไป การที่จำเลยที่ 4 ให้การดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 4 ไม่เห็นว่ารถยนต์ของโจทก์มีบัตรติดรถยนต์ผ่านเข้าออก เพียงแต่จำได้ว่าเป็นรถยนต์ของผู้ที่พักอาศัยเท่านั้น เป็นการสอดคล้องกับคำเบิกความของนายภานุวัฒน์ทำให้พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ารถยนต์ของโจทก์ไม่มีบัตรติดรถยนต์ผ่านเข้าออกอาคารชุดติดหน้ากระจกรถยนต์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 4 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อรถยนต์ของโจทก์ไม่มีบัตรติดรถยนต์ผ่านเข้าออกอาคารชุดติดหน้ากระจกรถยนต์ตามระเบียบการผ่านเข้าออกของจำเลยที่ 1 พนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องดำเนินการแลกบัตรหรือให้แจ้งชื่อ ที่อยู่ของผู้ขับรถยนต์ที่จะผ่านเข้าออกอาคารชุดตามคู่มือระเบียบและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.6 หน้า 83 แต่คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 4 ทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยบริเวณป้อมยามของทางเข้าออกอาคารชุดเห็นแล้วว่ารถยนต์ของโจทก์ไม่มีบัตรติดรถยนต์ผ่านเข้าออกอาคารชุด มิได้เรียกให้หยุดรถเพื่อแลกบัตรหรือให้ผู้ขับรถยนต์แจ้งชื่อ ที่อยู่ตามระเบียบดังกล่าว กลับปล่อยให้รถยนต์ที่เป็นของโจทก์แล่นผ่านออกไปอันเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์สูญหาย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่โดยบกพร่องของจำเลยที่ 4 เป็นประมาทเลินเล่อกระทำละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโสภัณฑ์ วิชชาบุญศิริฯ
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดเซ็นทรัล ซิตี้ นอธ-เซาท กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2551
#412402
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยใช้ใบสั่งซื้อ แต่โจทก์ก็ต้องใช้แม่พิมพ์ของจำเลยในการผลิตสินค้า หาใช่โจทก์ผลิตสินค้าเพื่อขายให้จำเลยโดยตรงไม่ จึงเป็นการจ้างทำของไม่ใช่ซื้อขาย

โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินค้าที่โจทก์ผลิตแล้วส่วนหนึ่ง กับค่าเสียหายในส่วนสินค้าที่ยังไม่ได้ผลิตอีกส่วนหนึ่ง แต่สินค้าในส่วนแรกจำเลยยังไม่ได้รับมอบไปจากโจทก์ จำเลยจึงยังไม่มีหน้าที่ต้องชำระสินจ้าง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 602 ในส่วนนี้จึงถือเป็นการเรียกค่าเสียหายเท่ากับราคาสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงเป็นการเรียกค่าเสียหายซึ่งไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

แม้จำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร แต่จำเลยทำใบสั่งซื้ออันเป็นคำเสนอให้โจทก์ผลิตสินค้าไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ที่จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อโจทก์ผลิตสินค้าตามคำเสนอเท่ากับโจทก์สนองรับโดยปริยาย สัญญาจ้างทำของจึงเกิดขึ้น ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ดังกล่าวอันเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดสมุทรปราการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,259,954.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 551,571 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กันยายน 2543) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ จำเลยได้สั่งให้โจทก์ผลิตอุปกรณ์หม้อน้ำและฝาครอบสุขภัณฑ์อย่างละ 10,000 ชุด ตามใบสั่งซื้อ โจทก์ผลิตสินค้าดังกล่าวตามแม่พิมพ์สุขภัณฑ์ของจำเลย และได้ผลิตอุปกรณ์หม้อน้ำส่งมอบให้จำเลยครบถ้วนแล้ว สำหรับฝาครอบสุขภัณฑ์โจทก์ผลิตและส่งมอบให้จำเลยไปแล้ว 6,531 ชุด คงค้างอยู่ 3,469 ชุด แยกเป็นส่วนที่ผลิตเสร็จแล้ว 1,058 ชุด และที่พร้อมผลิตอีก 2,411 ชุด

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อมาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะสั่งสินค้าจากโจทก์โดยใช้ใบสั่งซื้อ แต่โจทก์ก็ต้องใช้แม่พิมพ์ของจำเลยในการผลิตสินค้าหาใช่โจทก์ผลิตสินค้าเพื่อขายให้จำเลยโดยตรงไม่ จึงเป็นการจ้างทำของไม่ใช่ซื้อขาย คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินค้าที่โจทก์ผลิตเสร็จแล้วส่วนหนึ่งคือฝาครอบสุขภัณฑ์ 1,058 ชุด กับค่าเสียหายในส่วนสินค้าที่ยังไม่ได้ผลิตอีกส่วนหนึ่ง แต่สินค้าในส่วนแรก จำเลยก็ไม่ได้รับมอบจากโจทก์ จำเลยจึงยังไม่มีหน้าที่ต้องชำระสินจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 602 ในส่วนนี้จึงถือเป็นการเรียกค่าเสียหายเท่ากับราคาสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงเป็นการเรียกค่าเสียหาย ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 นับจากวันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้คือวันที่โจทก์ผลิตสินค้าเสร็จคือวันที่ 8, 10 และ 12 มกราคม 2541 จนถึงวันฟ้องคดีนี้ในวันที่ 22 กันยายน 2543 ยังไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อสุดท้ายว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น คือศาลจังหวัดสมุทรปราการหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร แต่จำเลยทำใบสั่งซื้ออันเป็นคำเสนอให้โจทก์ผลิตสินค้าไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ที่จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อโจทก์ผลิตสินค้าตามคำเสนอเท่ากับโจทก์สนองรับโดยปริยาย สัญญาจ้างทำของจึงเกิดขึ้น ณ ภูมิลำเนาของโจทก์อันเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น คือศาลจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ย่อมฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) สำหรับฎีกาของจำเลยในข้ออื่น ไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจกท์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 453 ม. 587
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็น. แอล. ซานิทารี ฟิตติ้งส์ จำกัด
จำเลย — บริษัท สตาร์ ซานิทารีแวร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายไตรรัตน์ เกื้อสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเกรียงศักดิ์ คงผล
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา