คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5442/2551
#412136
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 50,000 บาท ต่อมาจึงได้ทำหลักฐานการกู้ยืมเงินมอบให้โจทก์ไว้ หลักฐานการกู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ปรากฏข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ย การที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ทุกเดือนจึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสารต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 ฟังไม่ได้ว่าจำเลยตกลงให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันทำสัญญาไม่ได้ อย่างไรก็ตามการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยตามหลักฐานการกู้ยืมเงินดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องและจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ต้องถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ครบถ้วน

กรณีข้อตกลงที่ขัดต่อข้อความตาม ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสอง และตกเป็นโมฆะตามวรรคสามนั้นต้องเป็นเรื่องที่ผู้ให้กู้ยอมรับของอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงินตรา แต่ข้อตกลงตามหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นเรื่องที่จำเลยตกลงให้บุตรจำเลยนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ จึงหาใช่ข้อตกลงที่ขัดต่อมาตรา 656 วรรคสองไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 68,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ธันวาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 50,000 บาท ต่อมาจึงได้ทำหลักฐานการกู้ยืมเงินมอบให้โจทก์ไว้ หลักฐานการกู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ปรากฏข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ย การที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ทุกเดือน จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ฟังไม่ได้ว่าจำเลยตกลงให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันทำสัญญาไม่ได้อย่างไรก็ตามการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยตามหลักฐานการกู้ยืมเงินดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องและจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ต้องถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันฟ้อง โจทก์ชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ได้นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ครบถ้วน ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้รับเงินจากโจทก์และทำหลักฐานการกู้ยืมเงิน เพื่อความสบายใจของโจทก์ ไม่มีเจตนาผูกพันกันเป็นการแสดงเจตนาลวงและเป็นนิติกรรมอำพรางตกเป็นโมฆะฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หลักฐานการกู้ยืมเงิน มีข้อตกลงว่า "ถ้าจำเลยเป็นอะไรไปในวันข้างหน้า ขอให้บุตรของจำเลยหักเงินสงเคราะห์ชีวิต แบบร่มไทร ของธนาคารออมสิน จ่ายให้แก่โจทก์ด้วย" อันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสองและวรรคสาม การกู้ยืมเงินตามหลักฐานการกู้ยืมเงินดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า กรณีข้อตกลงที่ขัดต่อข้อความตาม มาตรา 656 วรรคสองและตกเป็นโมฆะตามวรรคสามนั้นเป็นเรื่องที่ผู้ให้กู้ยอมรับของอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงินตรา แต่ข้อตกลงตามหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นเรื่องที่จำเลยตกลงให้บุตรจำเลยนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จึงหาใช่ข้อตกลงที่ขัดต่อมาตรา 656 วรรคสองไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 656 วรรคสอง ม. 656 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอำภา ทิพย์ชัยเมธาหรือเพิ่มพูน
จำเลย — นางเบญจมาศ อรรถประจง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายประทีป ชูคลี่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5440/2551
#495728
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลชั้นต้นพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าว ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ว่า รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ และมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย จึงให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้ว แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้อง หาเป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใดไม่ คำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือถือว่าโจทก์พ้นจากการเป็นผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 ครบหรือไม่ หากโจทก์พ้นจากการเป็นผู้ค้ำประกันด้วยผลจากมูลเหตุของจำเลยคนใดให้จำเลยคนนั้นชำระค่าป่วยการ ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ จำนวน 10,000 บาท

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 690/2549 และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแล้ว คดีอยู่ระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความเดียวกัน และมูลคดีอย่างเดียวกันแม้จะอ้างเหตุต่างกัน กรณียังไม่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นที่โจทก์จะเสนอคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ทั้งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลชั้นต้นพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่ คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ว่า "โจทก์อุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์" และมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ว่า "พิเคราะห์แล้วตามอุทธรณ์ของโจทก์ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย จึงให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย" ถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้ว แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในชั้นตรวจคำฟ้อง หาเป็นข้อยกเว้นให้ไม่ต้องส่งสำเนาคำฟ้องอทุธรณ์และสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใดไม่ คำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงไม่ชอบ"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ส่งอุทธรณ์ของโจทก์ต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ แล้วมีคำสั่งใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวัสดิ์ บุญช่วยรอด
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5438/2551
#495726
เปิดฉบับเต็ม

การได้สิทธิภาระจำยอมโดยอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิมาใช้บังคับโดยอนุโลมด้วย ซึ่งได้แก่มาตรา 1382 กล่าวคือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ต้องได้ใช้สอยอสังหาริมทรัพย์อื่นโดยความสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมในอสังหาริมทรัพย์นั้นติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จึงจะได้ภาระจำยอมเหนืออสังหาริมทรัพย์นั้น คดีนี้ได้ความว่า ทางพิพาทเกิดขึ้นจาก ท. บิดาจำเลยอนุญาตให้ ม. บิดาโจทก์ใช้เป็นทางออกไปสู่ทางสาธารณประโยชน์ การที่โจทก์และบุคคลในครอบครัวของโจทก์ใช้สิทธิเดินผ่านทางพิพาท จึงเป็นการอาศัยสิทธิของ ท. ทั้งปรากฏต่อมาว่าในปี 2535 ที่มารดาโจทก์เสียชีวิต โจทก์ได้ให้ ส. นำรถตักดินมาทำทางพิพาท จำเลยก็ห้ามไม่ให้ ส. ทำทาง แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังหวงกันมิให้โจทก์หรือบุคคลอื่นใช้ทางพิพาทโดยพลการ จึงถือได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิและการอนุญาตให้ใช้จากฝ่ายจำเลย แม้จะใช้ทางพิพาทตลอดมาเกิน 10 ปี ก็ไม่ถือเป็นการใช้โดยความสงบ และโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอม ทางพิพาทจึงไม่ตกอยู่ในภาระจำยอมโดยอายุความแก่ที่ดินโจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องโจทก์พร้อมกับฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ถอนการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของจำเลย ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยจนกว่าจะถอนการคัดค้าน กับให้โจทก์และบริวารขนย้ายลูกรังออกไปจากที่ดินพิพาทห้ามรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยต่อไปด้วย แต่ต่อมาปรากฏว่าทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินตามที่จำเลยยื่นคำขอให้แก่จำเลยแล้ว อันทำให้ฟ้องแย้งของจำเลยที่มีคำขอบังคับให้โจทก์ถอนการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของจำเลยและขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการคัคค้านดังกล่าวต้องตกไปโดยปริยาย ส่วนคำขออื่นตามฟ้องแย้งก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยยังติดใจที่จะเรียกร้องเอาจากโจทก์ต่อไปเพราะเมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ประเด็นเดียวว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ โดยไม่มีประเด็นตามคำขอในฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านย่อมถือว่าจำเลยสละประเด็นแล้ว จึงไม่มีประเด็นในส่วนฟ้องแย้งของจำเลย ศาลชั้นต้นจึงต้องพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยด้วย ที่ศาลชั้นต้นฟังว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางภาระจำยอมแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้ยกฟ้องแย้งของจำเลยด้วยนั้นไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1669 ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีสิ่งปลูกสร้างคือบ้านพักอาศัยของโจทก์ เลขที่ 47 หมู่ที่ 5 ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1666 ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง และน.ส.3 ก. เลขที่ 1668 ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ที่ดินของโจทก์และจำเลยอยู่ติดกันโดยที่ดินของโจทก์มีเขตที่ดินทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ติดที่ดินของจำเลยแปลง น.ส.3 ก. เลขที่ 1666 และด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดที่ดินของจำเลยแปลง น.ส.3 ก. เลขที่ 1668 บริเวณด้านทิศใต้ของที่ดินจำเลยทั้งสองแปลงติดถนนลาดยางซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์สายช่น - ทะเล ที่ดินของโจทก์จึงอยู่ถัดเข้าหลังที่ดินของจำเลยนับจากทางสาธารณประโยชน์ ที่ดินของจำเลยแปลง น.ส.3 ก. เลขที่ 1668 มีทางลูกรังจากหน้าบ้านโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยแปลงดังกล่าวไปสู่ทางสาธารณประโยชน์ซึ่งบิดามารดาโจทก์และโจทก์กับพวกได้ใช้ทางลูกรังดังกล่าวเป็นทางสัญจรผ่านที่ดินของจำเลยไปสู่ทางสาธารณประโยชน์สายช่น - ทะเล มาเป็นเวลากว่า 40 ปี เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2539 จำเลยนำช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง ทำการรังวัดที่ดินทั้งสองแปลงเพื่อออกโฉนดที่ดินรวมเป็นที่ดิน 1 แปลง โดยมิได้เว้นทางซึ่งเป็นภาระจำยอมให้แก่โจทก์ และรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกเป็นแนวยาวประมาณ 27 ตารางวา โจทก์ทำหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดระยอง เจ้าพนักงานที่ดินสอบสวนแล้วแจ้งให้โจทก์ดำเนินการฟ้องคดีภายใน 60 วัน ขอให้บังคับจำเลยนำรังวัดที่ดินทั้งสองแปลงโดยเว้นทางภาระจำยอม และให้เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินจำเลยทั้งสองแปลงใหม่เพื่อกำหนดแนวเขตที่ดินบริเวณที่ติดต่อกับโจทก์ให้ถูกต้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้กระทำการดังกล่าวเอง โดยจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดและให้จำเลยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม หากจำเลยไม่กระทำการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ทางพิพาทเกิดขึ้นจากการถือวิสาสะของโจทก์และบริวารซึ่งใช้เป็นทางในการจัดงานศพมารดาโจทก์ตั้งแต่ปี 2535 ถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 10 ปี และโจทก์ไม่มีสิทธิผ่านที่ดินของจำเลยแปลง น.ส.3 ก. เลขที่ 1668 ออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่า บ้านเลขที่ 47 ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง มีทางสาธารณประโยชน์เข้าออกแล้ว แต่โจทก์กลับใช้สิทธิไม่สุจริต ทำการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่ได้รับโฉนดที่ดินตามกำหนดเวลานัดหมาย จึงขอคิดค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ถอนการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินตามคำขอของจำเลยฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์เพื่อถอนการคัดค้าน ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะถอนการคัดค้านให้แก่จำเลย ให้โจทก์และบริวารขนย้ายลูกรังออกไปจากที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1668 ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ห้ามโจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า บิดามารดาโจทก์และโจทก์กับพวกใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยแปลง น.ส.3 ก. เลขที่ 1668 เป็นทางสัญจรไปมาจากบ้านสู่ทางสาธารณประโยชน์เป็นเวลากว่า 40 ปี มีการปรับปรุงซ่อมบำรุงตลอดมาเป็นการใช้อย่างปรปักษ์โดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันหาได้ใช้อย่างวิสาสะไม่ จำเลยเพิ่งยกที่ดินทางด้านทิศเหนือซึ่งไม่มีสภาพเป็นทางมาก่อนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์เมื่อประมาณปี 2539 หลังจากมีข้อพิพาทกับโจทก์แล้ว การขอออกโฉนดในที่ดินทั้งสองแปลงของจำเลยเป็นโฉนดเดียวโดยไม่มีเส้นทางพิพาทเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต การคัดค้านของโจทก์กระทำโดยถูกต้องแล้ว จำเลยไม่ได้เสียหาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันและไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1669 ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง จำเลยเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1666 และ น.ส.3 ก. เลขที่ 1668 ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ติดที่ดินของจำเลยแปลง น.ส.3 ก. เลขที่ 1666 และด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดที่ดินของจำเลยแปลง น.ส.3 ก. เลขที่ 1668 ที่ดินของจำเลยทั้งสองแปลงด้านทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์สายช่น - ทะเล เดิมที่ดินของโจทก์เป็นของนายหมอ บิดาโจทก์ ซึ่งได้ปลูกบ้านเลขที่ 47 หมู่ที่ 5 อยู่อาศัยทางด้านทิศตะวันตก ต่อมาเมื่อนายหมอเสียชีวิต โจทก์รื้อบ้านหลังเดิมมาปลูกเป็นหลังใหม่ห่างจากหลังเดิมประมาณ 15 เมตร หน้าบ้านหลังใหม่ติดกับทางพิพาทในที่ดินของจำเลยในปี 2539 จำเลยอุทิศที่ดินด้านทิศเหนือของที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1668 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2539 จำเลยขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน น.ส.3 ก. ทั้งสองแปลงรวมเป็นโฉนดเดียว โจทก์ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของจำเลยอ้างว่าจำเลยนำรังวัดคร่อมทางพิพาทที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ ต่อมาภายหลังฟ้องคดีนี้ เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งโจทก์ว่าที่ดินของจำเลยบริเวณที่โจทก์คัดค้านไม่เป็นทางสาธารณประโยชน์และได้ออกโฉนดเลขที่ 92141 ตำบลตะพง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ให้แก่จำเลยแล้ว

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางพิพาทตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การได้สิทธิภาระจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิมาใช้บังคับโดยอนุโลมด้วย ซึ่งได้แก่มาตรา 1382 กล่าวคือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ต้องได้ใช้สอยอสังหาริมทรัพย์อื่นโดยความสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอมในอสังหาริมทรัพย์นั้นติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จึงจะได้ภาระจำยอมเหนืออสังหาริมทรัพย์นั้น คดีนี้ได้ความจากตัวโจทก์เบิกความว่าทางพิพาทเกิดขึ้นจากการตกลงกันด้วยวาจาระหว่างนายทุย บิดาจำเลยกับนายหมอ บิดาโจทก์ และนายแทนซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านว่าให้นายหมอและประชาชนทั่วไปใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินไปทำนาและไปวัดเพียงเส้นทางเดียวจากเดิมที่มีเส้นทางอื่นอยู่อีกก็จะปิดไม่ให้ใช้ แต่การตกลงดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือไว้ นางสาวสำเนา และนายสง่า พี่สาวและพี่ชายของโจทก์เบิกความว่า เดิมในที่ดินของจำเลยจะมีทางคนเดินและทางเกวียน 4 เส้นทาง ภายหลังมีเรื่องพิพาทระหว่างนายทุยกับนายหมอเรื่องต้นตะเคียนว่าอยู่ในที่ดินของใคร จึงได้มีการตกลงกันต่อหน้านายแทน ผู้ใหญ่บ้านโดยยกต้นตะเคียนให้แก่วัด เส้นทางเดินทั้งสี่เส้นให้ยุบเหลือเส้นทางพิพาทเพียงเส้นทางเดียวเป็นทางออกไปสู่ทางสาธารณประโยชน์ และนายแทน ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเกิดเหตุเบิกความว่า ในขณะนั้นพยานต้องการต้นตะเคียนไปถวายวัด จึงไปสอบถามนายหมอกับนายทุยว่าต้นตะเคียนเป็นของใคร บุคคลทั้งสองยินยอมให้นำต้นตะเคียนไปถวายวัดและมีการพูดกันเรื่องทางพิพาทว่า อยู่ในที่ดินของใคร บุคคลทั้งสองตกลงกันได้โดยยอมรับว่าทางพิพาทอยู่ในที่ดินของนายทุย แต่นายหมอบอกว่าไม่มีทางเข้าบ้านจึงใช้เส้นทางพิพาทนายทุยก็ยอมให้ใช้เส้นทางดังกล่าวโดยไม่มีกำหนดเวลา จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่ปากดังกล่าวจึงได้ความสอดคล้องต้องกันว่า ทางพิพาทเกิดขึ้นจากนายทุยบิดาจำเลยอนุญาตให้นายหมอบิดาโจทก์ใช้เป็นทางออกไปสู่ทางสาธารณประโยชน์ การที่โจทก์และบุคคลในครอบครัวของโจทก์ใช้สิทธิเดินผ่านทางพิพาท จึงเป็นการอาศัยสิทธิของนายทุย ทั้งปรากฏต่อมาว่าในปี 2535 ที่มารดาโจทก์เสียชีวิต โจทก์ได้ให้นายสมร ซึ่งมีอาชีพขายวัสดุก่อสร้างนำรถตักดินมาทำทางพิพาท จำเลยก็ห้ามปรามไม่ให้นายสมรทำทางนายสมรจึงหยุดทำโดยจำเลยมีนายสมรมาเบิกความยืนยันแสดงให้เห็นว่า จำเลยยังหวงกันมิให้โจทก์หรือบุคคลอื่นใช้ทางพิพาทโดยพลการจึงถือได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิและการอนุญาตให้ใช้จากฝ่ายจำเลย แม้จะใช้ทางพิพาทตลอดมาเกิน 10 ปี ก็ไม่ถือเป็นการใช้โดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาจะให้ได้สิทธิภาระจำยอม ทางพิพาทจึงไม่ตกอยู่ในภาระจำยอมโดยอายุความแก่ที่ดินของโจทก์ ดังนี้แม้จะรับฟังว่าการตกลงระหว่างนายทุยกับนายหมอดังกล่าวข้างต้นเป็นการระงับข้อพิพาทต่างๆ ในเรื่องที่ดินทำนองเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม ก็ยังไม่อาจรับฟังได้ว่า การใช้ทางพิพาทของโจทก์เป็นการใช้โดยสงบเปิดเผยเป็นปรปักษ์ต่อจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ตามศาลชั้นต้นนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องโจทก์พร้อมกับฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ถอนการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของจำเลย ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยจนกว่าจะถอนการคัดค้าน กับให้โจทก์และบริวารขนย้ายลูกรังออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยต่อไปด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่าทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินตามที่จำเลยยื่นคำขอให้แก่จำเลยแล้วและโจทก์ก็ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2543 อันทำให้ฟ้องแย้งของจำเลยที่มีคำขอบังคับให้โจทก์ถอนการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของจำเลยและขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการคัดค้านดังกล่าวต้องตกไปโดยปริยาย ส่วนคำขออื่นตามฟ้องแย้งก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยยังติดใจที่จะเรียกร้องเอาจากโจทก์ต่อไป ดังจะเห็นได้จากการที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทในวันชี้สองสถานไว้ประเด็นเดียวว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ โดยไม่มีประเด็นตามคำขอในฟ้องแย้งของจำเลย และจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านย่อมถือว่าจำเลยสละประเด็นแล้ว จึงไม่มีประเด็นในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยศาลชั้นต้นจึงต้องพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยด้วย ที่ศาลชั้นต้นฟังว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางภาระจำยอมแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยมิได้ยกฟ้องแย้งของจำเลยด้วยนั้นไม่ถูกต้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มิได้แก้ไข ศาลฎีกาจึงเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์
จำเลย — นางพยง ทองธรรมชาติ
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5433/2551
#412034
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยทั้งสองในการเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจำนวน 22 คัน ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าว โดยโจทก์จะเป็นผู้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทจำนวน 14,683,970 บาท โดยบริษัทจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกทั้งหมดให้แก่โจทก์ และไม่ติดใจจะเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ อีกต่อไป ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ โดยลูกหนี้เก่าคือจำเลยทั้งสองให้ความยินยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 350 ดังนั้น หนี้เดิมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจึงเป็นอันระงับไปตามมาตรา 349 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน 29,388,479.30 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 26,770,975 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติ จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจำนวน 22 คัน จากบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด โดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยทั้งสองทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ตกลงให้โจทก์รับผิดชอบชำระหนี้ จำนวน 22,770,975 บาท แทนจำเลยทั้งสองให้แก่บริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด และต่อมาโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด โดยโจทก์ตกลงชำระหนี้ให้แก่บริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด เป็นเงิน 14,683,970 บาท และบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ต่อไป

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้หรือไม่เพียงใด โจทก์มีนายสมโชค และนายอุทิศ เบิกความว่า โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจำนวน 22 คัน ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเช่าซื้อจากบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์จึงไปตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด โดยตกลงจะชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 14,683,970 บาท และบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด ตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกทั้ง 22 คัน ให้แก่โจทก์ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยทั้งสองในการเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจำนวน 22 คัน ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าว โดยโจทก์จะเป็นผู้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด จำนวน 14,683,970 บาท โดยบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด จะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกทั้งหมดให้แก่โจทก์ และไม่ติดใจจะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ อีกต่อไป ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ โดยลูกหนี้เก่าคือจำเลยทั้งสองให้ความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 ดังนั้น หนี้เดิมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจึงเป็นอันระงับไปตามมาตรา 349 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด อีกต่อไป และการที่โจทก์ได้รับรถยนต์บรรทุกทั้งหมดไปไว้ในการครอบครอง โดยบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด ตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้ตกลงซื้อรถยนต์บรรทุกจากบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด แล้ว ที่โจทก์อ้างว่ารถยนต์บรรทุกทั้งหมดเป็นซากรถที่ใช้งานไม่ได้แล้ว เห็นว่า เป็นความพอใจของโจทก์เองในการทำสัญญา ข้อ 4 ที่ยอมรับมอบกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไขว่ารถยนต์จะอยู่ในสภาพใด ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจปฏิเสธเรื่องสภาพของรถยนต์บรรทุกที่รับคืนมา และที่โจทก์เรียกค่าติดตามรถยนต์คืนจากจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 4,000,000 บาท นั้น เห็นว่า นายสมโชค ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความว่า บริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด เป็นผู้คืนซากรถยนต์บรรทุกทั้ง 22 คัน ให้แก่โจทก์ ดังนั้นผู้ติดตามรถยนต์บรรทุกทั้งหมดคือบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด มิใช่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 วรรคหนึ่ง ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจตน์สุวรรณก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายธานิศ เกศวพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
อิศเรศ ชัยรัตน์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5432/2551
#498566
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยรูปลักษณะและมีการใช้จนเป็นที่แพร่หลายทั่วไปแล้ว จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ด้วย แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยโดยแยกพิจารณาตัวอักษรโรมันกับรูปทรงกลมทึบออกจากกัน และวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ทั้งไม่วินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้หรือไม่ เท่ากับว่าโจทก์ได้โต้แย้งแล้วว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงยังไม่เป็นที่สุด และโจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลได้

โดยหลักทั่วไปเครื่องหมายการค้าจะต้องมีหน้าที่สำคัญ เช่น บอกแหล่งที่มาของสินค้า บอกความแตกต่างของสินค้า และประกันคุณภาพสินค้า เป็นต้น หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การพิจารณาให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวแก่บุคคลใดในลักษณะของเครื่องหมายการค้าเช่นนี้จะต้องไม่เป็นอุปสรรคหรือขัดขวางบุคคลอื่นในการใช้อักษร ภาพ หรือสิ่งสามัญใดๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่สังคมสามารถใช้ประโยชน์เป็นเครื่องหมายการค้าได้เช่นกัน หลักการดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลในการไม่ยอมรับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ อันเป็นข้อจำกัดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 6 และมาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าร่วมกันดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 464976, 464977 และ 465822 ต่อไป

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1308/2545, ที่ 1309/2545 และที่ 1310/2545 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 464976, 464977 และ 465822 ต่อไป ให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 3,000 บาท

จำเลยทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตัวอักษรและรูป จำนวน 3 คำขอ ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนโดยอ้างว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวนั้นไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โดยให้เหตุผลทำนองเดียวกัน คำว่า "BDF" เป็นอักษรย่อมาจากชื่อของบริษัทโจทก์ว่า "Beiersdorf AG"

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดประการแรกมีว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในคดีนี้เป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยรูปลักษณะและมีการใช้จนเป็นที่แพร่หลายทั่วไปแล้ว จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้ด้วย แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยโดยแยกพิจารณาตัวอักษรโรมันกับรูปทรงกลมทึบออกจากกัน และวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ทั้งไม่ได้วินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้หรือไม่ เท่ากับว่าโจทก์ไม่โต้แย้งแล้วว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงยังไม่เป็นที่สุด และโจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ สำหรับข้ออ้างของจำเลยทั้งสิบเอ็ดเรื่องการพิจารณาลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้สำหรับเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้วนั้น ข้อความที่ปรากฏในคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ไม่อาจตีความเป็นไปตามที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์ว่าได้มีการวินิจฉัยโดยคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในประเด็นที่โจทก์โต้แย้งแล้ว ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ด ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดประการต่อไปว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์ในลักษณะยืนยันตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่า อักษรโรมัน "BDF" เป็นอักษรโรมันธรรมดาที่มิได้ประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษ นับว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ส่วนรูปทรงกลมทึบ 4 วง ยังไม่นับว่าเป็นเครื่องหมายอันมีลักษณะทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น นับว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง เห็นว่า โดยหลักทั่วไปเครื่องหมายการค้าจะต้องมีหน้าที่สำคัญๆ เช่น บอกแหล่งที่มาของสินค้า บอกความแตกต่างของสินค้า และประกันคุณภาพของสินค้า เป็นต้น หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การพิจารณาให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวแก่บุคคลดในลักษณะของเครื่องหมายการค้าเช่นนี้ จะต้องไม่เป็นอุปสรรคหรือขัดขวางบุคคลอื่นในการใช้อักษร ภาพ หรือสิ่งสามัญใดๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่สังคมสามารถใช้ประโยชน์เป็นเครื่องหมายการค้าได้เช่นกัน หลักการดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลในการไม่ยอมรับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเป็นข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 และมาตรา 7 สำหรับคดีนี้เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนของโจทก์ คือ ตัวอักษรและรูป โดยตัวอักษร "BDF" เป็นอักษรย่อมาจากชื่อของโจทก์ว่า "Beiersdorf AG" ซึ่งอักษรโรมัน 3 ตัว คือ "B" "D" และ "F" นี้ แม้จะเป็นอักษรโรมันลักษณะตัวพิมพ์ใหญ่ทั่วไป ไม่ใช่ตัวอักษรโรมันที่มีลักษณะประดิษฐ์เป็นพิเศษก็ตาม แต่การเรียงอักษรโรมันดังกล่าวมีที่มาจากชื่อของโจทก์ จึงสามารถสื่อถึงโจทก์ได้ ทั้งไม่น่าจะมีการเรียงตัวอักษรโรมันในลักษณะเช่นนี้เป็นการทั่วไปในสังคม เมื่อพิจารณาต่อไปถึงรูปทรงกลมทึบ 4 วง แม้รูปทรงกลมนี้จะไม่มีลักษณะประดิษฐ์พิเศษในตัวเอง แต่เมื่อพิจารณาโดยรวมตามลักษณะที่นำมาเรียงต่อกันหลังจากอักษรโรมันที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนของโจทก์มีลักษณะพิเศษแตกต่างไป ถือว่าไม่เหมือนกับสิ่งสามัญที่มีอยู่มาก่อนอีกต่อไปและไม่ใช่กรณีที่เป็นอุปสรรคหรือขัดขวางบุคคลอื่นในการที่จะใช้อักษร ภาพ หรือสิ่งสามัญใดๆ ซึ่งควรจะเป็นสิ่งที่สังคมสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้แต่อย่างใด เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตามกฎหมาย ทั้งการพิจารณาเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่สมควรแยกพิจารณาตัวอักษร กับรูปทรงกลมทึบออกจากกันตามที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสิบเอ็ดอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 วรรคหนึ่ง ม. 7 วรรคสอง (3) ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ไบเออร์สดอร์ฟ เอยี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5423/2551
#494331
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 แต่ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2550 บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้วโดย พ.ร.บ.ทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 25 และมาตรา 29 โดยมาตรา 61 ทั้ง พ.ร.บ.ทางหลวงฉบับเดิมและฉบับที่มีการแก้ไขใหม่ยังบัญญัติเป็นบทความผิดห้ามการใช้ยานพาหนะบนทางหลวง โดยที่ยานพาหนะนั้นมีน้ำหนัก น้ำหนักบรรทุก หรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าผู้อำนวยการทางหลวงได้ประกาศกำหนดเช่นเดียวกัน ส่วนบทกำหนดโทษตามมาตรา 73 บัญญัติเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 30 เป็นมาตรา 73/2 ดังนั้นการกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ เพียงแต่มาตรา 73/2 กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษซึ่งหนักกว่าโทษตามมาตรา 73 ของกฎหมายเดิม การที่โจทก์ยังคงขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 และมาตรา 73 เป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติกฎหมายผิดพลาดไปเท่านั้น แม้โจทก์จะไม่อ้างบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2550 เวลากลางวัน จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70 - 1155 นครราชสีมา ซึ่งเป็นยานพาหนะที่มี 3 เพลา 6 ล้อ ยาง 10 เส้น และรถกึ่งพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 3741 นครราชสีมา ซึ่งมี 2 เพลา 4 ล้อ ยาง 8 เส้น บรรทุกกากมันสดมีน้ำหนักรถยนต์รวมน้ำหนักบรรทุก 55,170 กิโลกรัม เกินกว่าที่ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดินประกาศกำหนด 8,170 กิโลกรัม เเล่นบนทางหลวงแผ่นดินสาย 224 โชคชัย - ราชสีมา อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่งโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับและไม่คุมความประพฤติจำเลย แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังมีกำหนดห 1 เดือน แทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า แม้จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกกากมันสดมีน้ำหนักรถยนต์รวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ 8,170 กิโลกรัม แต่หลังจากถูกจับกุมจำเลยก็ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด อันแสดงว่าจำเลยยังรู้สำนึกในความผิดแห่งตน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือนหรือสอดส่องดูแล ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดทำนองนี้อีกเห็นสมควรวางโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

อนึ่ง ปรากฏตามคำขอท้ายฟ้องว่าโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 แต่ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2550 บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้วโดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 25 และมาตรา 29 โดยมาตรา 61 ทั้งพระราชบัญญัติทางหลวงฉบับเดิมและฉบับที่มีการแก้ไขใหม่ยังบัญญัติเป็นบทความผิดห้ามการใช้ยานพาหนะบนทางหลวง โดยที่ยานพาหนะนั้นมีน้ำหนักน้ำหนักบรรทุก หรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าผู้อำนวยการทางหลวงได้ประกาศกำหนดเช่นเดียวกัน ส่วนบทกำหนดโทษตามมาตรา 73 บัญญัติเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 มาตรา 30 เป็นมาตรา 73/2 ดังนั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่เพียงแต่มาตรา 73/2 กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหนักกว่าโทษตามมาตรา 73 ของกฎหมายเดิม ที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ การที่โจทก์ยังคงขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 และมาตรา 73 เป็นเพียงการอ้างบทบัญญัติกฎหมายผิดพลาดไปเท่านั้น แม้โจทก์จะไม่อ้างบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วตามคำขอท้ายฟ้องจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นมาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 73/2 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทน แต่ให้วางโทษปรับจำเลย 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษปรับจำเลย 3,000 บาท แต่โทษจำคุก ให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 61 ม. 73
พ.ร.บ.ทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ม. 25 ม. 30 ม. 61 ม. 73/2
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีศาลแขวง
โจทก์ — นครราชสีมา
จำเลย — นายประกอบ มูลกระโทก
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5403/2551
#497317
เปิดฉบับเต็ม

การนำคำที่มีความหมายมารวมกับตัวอักษรบางตัว เช่น การนำอักษรโรมันคำว่า Jobs ซึ่งแปลว่า "งาน" มารวมกับอักษรโรมัน DB ยังไม่มีลักษณะถึงขนาดที่จะเป็นคำประดิษฐ์อันควรได้รับความคุ้มครองด้วยการจดทะเบียน ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (3) และเมื่อโจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าว เครื่องหมายบริการคำว่า "JobsDB" ของโจทก์จึงเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนโดยตรงขัดต่อ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามกฎหมาย ส่วนในเรื่องชื่อเต็มของนิติบุคคลนั้น กฎหมายมีวัตถุประสงค์ที่จะไม่ให้มีการผูกขาดการใช้คำสั้นๆ ที่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนิติบุคคลหรือชื่อย่อของนิติบุคคลในการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ อันจะทำให้บุคคลอื่นที่สุจริตเสียโอกาสในการใช้คำเดียวกันนั้น และเมื่อพิจารณาถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับนิติบุคคลจะเห็นได้ว่า คำว่า "บริษัท" และ "จำกัด" ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลแต่อย่างใด คำว่า "JobsDB" จึงเป็นชื่อเต็มของโจกท์นั่นเอง ไม่ใช่ชื่อนิติบุคคลที่มีคำแสดงฐานะของนิติบุคคลประกอบด้วย ดังนั้น เครื่องหมายบริการคำว่า "JobsDB" ของโจทก์ไม่มีลักษณะพิเศษใดๆ จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 (1) เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายบริการ JobsDB ตามคำขอเลขที่ 490921 มีลักษณะบ่อเฉพาะ ชอบที่จะได้รับการจดทะเบียน ให้เพิกถอนคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 74/2547 และให้จำเลยดำเนินการเพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า JobsDB ใช้กับบริการจำพวก 35 ตามคำขอเลขที่ 490921 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนโจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยืนตามนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยให้เหตุผลทำนองเดียวกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า เครื่องหมายบริการคำว่า JobsDB มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายบริการคำว่า JobsDB ของโจทก์เป็นเพียงการนำอักษรโรมันคำว่า Jobs ซึ่งแปลว่า "งาน" มารวมกับอักษรโรมัน DB แม้คำว่า JobsDB จะไม่ปรากฏความหมายในพจนานุกรม แต่ก็เป็นเพียงการนำอักษรมาเรียงติดกันเพื่อให้แตกต่างไปจากคำเดิมเล็กน้อย ขณะที่สำเนียงเรียกขานยังคงอ่านออกเสียง "จอบส์" เหมือนเดิมอย่างชัดเจน โดยอ่านคำนี้ได้ว่า "จอบส์ดีบี" ไม่ต่างกับการเขียนคำว่า Jobs แยกออกจากอักษร DB โจทก์เองก็ไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องเสียงเรียกขานดังกล่าว ดังนั้น ลำพังการนำคำที่มีความหมายมารวมกับตัวอักษรบางตัวในลักษณะเช่นนี้ยังไม่มีลักษณะถึงขนาดที่จะเป็นคำประดิษฐ์อันควรที่จะได้รับความคุ้มครองด้วยการจดทะเบียน ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (3) โดยเฉพาะเมื่อนำไปเปรียบเทียบชั่งน้ำหนักกับการที่จะให้สิทธิในการใช้คำว่า Jobs แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว และเมื่อโจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวกับการบริการประเภทที่ 35 เครื่องหมายบริการคำว่า JobsDB ของโจทก์จึงเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนโดยตรง ขัดต่อพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามกฎหมาย ที่โจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า เครื่องหมายบริการคำว่า JobsDB มีลักษณะพิเศษ ไม่มีความหมายก็ดี ไม่เป็นไปตามหลักไวยากรณ์ก็ดี ไม่อาจหักล้างเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นได้

โจทก์อุทธรณ์ในประเด็นนี้ต่อไปในทำนองว่า เครื่องหมายบริการคำว่า JobsDB นี้นำมาจากบางส่วนของชื่อนิติบุคคลของโจทก์ มีลักษณะพิเศษ ซึ่งไม่จำต้องมีรูปแบบใหม่ทั้งไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรง จึงถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะและไม่ต้องห้ามที่จะจดทะเบียน ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (1) เห็นว่า ในเรื่องชื่อเต็มของนิติบุคคลนั้น กฎหมายมีวัตถุประสงค์ที่จะไม่ให้มีการผูกขาดการใช้คำสั้นๆ ที่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคล หรือชื่อย่อของนิติบุคคลในการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ อันจะทำให้บุคคลอื่นที่สุจริตเสียโอกาสในการใช้คำเดียวกันนั้นสำหรับชื่อของนิติบุคคลนี้ กฎหมายที่เกี่ยวกับนิติบุคคล เช่น พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 5 และมาตรา 6 ระบุเป็นความผิดสำหรับการที่ไม่ใช้คำว่า "บริษัท" นำหน้าชื่อนิติบุคคล และต่อท้ายด้วยคำว่า "จำกัด" กับการใช้ชื่อนิติบุคคลประกอบกับคำดังกล่าวโดยที่ไม่ได้เป็นบริษัทจำกัด แสดงให้เห็นว่า คำว่า "บริษัท" และ "จำกัด" ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลแต่อย่างใด คดีนี้โจทก์มีชื่อว่า Jobs DB Inc. ออกเสียงเป็นภาษาไทยว่า "จอบส์ดีบีอิงค์" โดยโจทก์ยอมรับว่า Inc. มีคำแปลว่า "บริษัทจำกัด" และเป็นคำแสดงฐานะนิติบุคคล คำว่า "Jobs DB" จึงเป็นชื่อเต็มของโจทก์นั่นเอง ไม่ใช่ชื่อนิติบุคคลที่มีคำแสดงฐานะของนิติบุคคลประกอบด้วยถึงจะเป็นชื่อเต็มตามที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อเครื่องหมายบริการคำว่า JobsDB ของโจทก์ไม่มีลักษณะพิเศษใดๆ คงเป็นเพียงอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็กผสมกัน โดยน่าเชื่อว่าเป็นการใช้ลักษณะของตัวอักษร (Font) ลักษณะเดียวกันทั้งตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก จึงเป็นคำที่ประกอบด้วยตัวอักษรโรมันธรรมดาไม่มีการแสดงโดยลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากอักษรโรมันทั่วๆ ไปอันถึงขนาดที่ควรจะได้รับความคุ้มครองด้วยการจดทะเบียน ประกอบกับเป็นเครื่องหมายที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนโดยตรง เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 (1) เช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า เครื่องหมายบริการคำว่า JobsDB ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการเผยแพร่ หรือโฆษณาจนแพร่หลายแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้นำสืบถึงการเผยแพร่ หรือโฆษณาเครื่องหมายบริการของโจทก์ทางสื่อต่างๆ จนเป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย แต่เอกสารเหล่านี้บางส่วนเป็นเรื่องของการดำเนินกิจกรรมของโจทก์ และลงข่าวซ้ำซ้อนต่อเนื่องกันในสื่อหนังสือพิมพ์ สำหรับสถิติเกี่ยวกับข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตของโจทก์ในช่วงปี 2548 นั้นยังต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังเพราะสถิติข้อมูลดังกล่าวอาจไม่ได้แปลความหมายหรือสื่อถึงจำนวนบุคคลที่เกี่ยวข้องดังที่โจทก์กล่าวอ้างก็เป็นได้ ทั้งยังไม่อาจรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าสาธารณชนในประเทศไทยได้รับรู้ถึงการเผยแพร่ หรือโฆษณาเครื่องหมายบริการของโจทก์ด้วยการสื่อสารวิธีนี้แล้วประการสำคัญคือหลักฐานต่างๆ ที่โจทก์นำสืบมานี้จะเป็นเพียงการเผยแพร่ หรือโฆษณาในช่วงปี 2542 และปี 2543 เกือบทั้งสิ้น โดยการโฆษณาทางโทรทัศน์นั้นก็จะเป็นการโฆษณาในบางช่วงเวลา จึงยังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการเผยแพร่ หรือโฆษณาเครื่องหมายบริการของโจทก์ แม้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า พยานจำเลยจะเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านประกอบเอกสารหลักเกณฑ์การตรวจสอบและคัดค้านเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2539 ว่า "ระยะเวลานานพอสมควร" นั้นคือไม่น้อยกว่า 2 ปี และตามหลักฐานที่โจทก์ยื่นมาปรากฏว่า โจทก์ให้บริการจัดหางานทางอินเทอร์เน็ตนับจนถึงวันยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเกินเวลา 2 ปีก็ตาม แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ตอบทนายจำเลยถามติงด้วยว่า การใช้เป็นที่แพร่หลายจะต้องเป็นที่รับรู้ของสาธารณชนด้วยการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อโทรทัศน์ก็จะต้องมีความต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร ดังนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาข้างต้นยังมีน้ำหนักน้อยและไม่พอรับฟังว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์คำว่า JobsDB มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการเผยแพร่หรือโฆษณามานานจนแพร่หลายแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 80 วรรคสอง ม. 7 วรรคสอง (1) ม. 7 (2) ม. 7 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จอบส์ ดีบี อิงค์.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5402/2551
#498577
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายบริการของโจทก์ประกอบด้วยคำ 2 คำ หรือ SOUTH AFRICAN กับ AIRWAYS ซึ่งคำแรกนั้น แม้จะไม่ใช่ชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยตรง แต่ก็เป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวกับประเทศแอฟริกาใต้ จึงเป็นคำสามัญที่เกี่ยวข้องกับประเทศแอฟริกาใต้ ส่วนคำว่า AIRWAYS นั้น ความหมายตามพจนานุกรม หมายถึง เส้นทางการบิน แต่ความหมายอันเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปอีกประการหนึ่งนั้น หมายถึง สายการบิน คำว่า AIRWAYS ถือว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรง ดังนี้ เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ นอกจากนี้คำว่า AIRWAYS ย่อมสื่อให้เห็นถึงการบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางทางอากาศรวมถึงการให้บริการติดตั้ง ดูแลและซ่อมบำรุงอากาศยานด้วย และยังรวมถึงบริการอื่นๆ ในรายการบริการจำพวกที่ 37 และ 39 ซึ่งเป็นบริการปลีกย่อยที่เกี่ยวข้องกับบริการหลักของโจทก์ แม้จะแยกพิจารณาเป็นรายรายการ เครื่องหมายบริการของโจทก์ก็ยังคงเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรงเช่นเดิม

แม้เครื่องหมายบริการของโจทก์จะมีความหมายเกี่ยวข้องโดยตรงกับเจ้าของเครื่องหมายที่เป็น "สายการบินแห่งประเทศแอฟริกาใต้" แต่เครื่องหมายบริการของโจทก์ก็มีความหมายเกี่ยวเนื่องกับการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางทางอากาศอันเป็นการเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติการบริการของโจทก์โดยตรง อีกทั้ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการด้วยเหตุผลว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นการใช้ชื่อที่เป็นธรรมเนียมปกติทางการค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นรัฐ ถือหุ้นโดยรัฐหรือได้รับความเห็นชอบจากรัฐนั้นๆ ให้ใช้ชื่อดังกล่าวแต่อย่างใด ในทางกลับกันกฎหมายไม่ประสงค์ที่จะให้นำคำหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับรัฐต่างประเทศเช่นนั้นไปใช้ในการจดทะเบียน อนึ่งการที่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษหลายประเทศรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์นั้น เป็นเรื่องหลักเกณฑ์และความเห็นของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับประเทศนั้นๆ ในการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายต่าง ๆ ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ แต่อย่างใด กรณีจึงเป็นอันรับฟังได้ว่า เครื่องหมายบริการคำว่า "SOUTH AFRICAN AIRWAYS" ของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า "SOUTH AFRICAN AIRWAYS" ซึ่งเป็นเครื่องหมายบริการที่มีชื่อเสียงแพร่หลายจากการใช้การให้บริการรวมทั้งการโฆษณาและประชาสัมพันธ์มาเป็นเวลานาน และได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองสิทธิแล้วในประเทศต่าง ๆ โดยในประเทศไทยเองก็มีการใช้การให้บริการจนเป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างแพร่หลาย โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 485445 และเลขที่ 485446 เพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 37 และ 39 ตามลำดับ แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียน เนื่องจากเห็นว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของบริการโดยตรง โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ถูกต้องกับไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเครื่องหมายบริการของโจทก์ไม่ได้เป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยเล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของบริการโดยตรงแต่อย่างใด เครื่องหมายบริการดังกล่าวนี้โจทก์ได้นำมาจากส่วนหนึ่งของชื่อโจทก์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามของสายการบินชั้นนำแห่งหนึ่งของโลก และโจทก์ได้โฆษณาประชาสัมพันธ์การบริการภายใต้เครื่องหมายบริการของโจทก์ผ่านสื่อต่าง ๆ จนทำให้เป็นที่รู้จักอย่างดีในหมู่สาธารณชนผู้บริโภค จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอยู่ในตัว มิได้อยู่ในความหมายตามพจนานุกรมเดิมอีกต่อไป หากแต่เป็นคำที่ใช้อยู่ในความหมายที่สอง (Secondary meaning) จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอย่างสมบูรณ์ อันพึงรับจดทะเบียนได้ ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายบริการคำว่า "SOUTH AFRICAN AIRWAYS" ของโจทก์เป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะชอบที่จะได้รับการจดทะเบียน ขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "SOUTH AFRICAN AIRWAYS" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 485445 และเลขที่ 485446 เพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 37 และ 39 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเนื่องจากเครื่องหมายบริการของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เพราะเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของบริการโดยตรง ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3. และ จ.4 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งยืนตามคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปรากฏตามเอกสารหมาย จ.14 และ จ.15 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า เครื่องหมายบริการคำว่า "SOUTH AFRICAN AIRWAYS" ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าวประกอบด้วยคำ 2 คำ หรือ SOUTH AFRICAN กับ AIRWAYS ซึ่งคำแรกนั้นแม้จะไม่ใช่ชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยตรง แต่ก็เป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวกับประเทศแอฟริกาใต้ หรือประชาชนของประเทศแอฟริกาใต้ จึงเป็นคำสามัญที่เกี่ยวข้องกับประเทศแอฟริกาใต้ ส่วนคำว่า AIRWAYS นั้น ความหมายตามพจนานุกรมหมายถึง เส้นทางทางการบิน แต่ความหมายอันเป็นที่ทราบโดยทั่วไปอีกประการหนึ่งนั้นหมายถึง สายการบินซึ่งโจทก์ก็ยอมรับในความหมายนี้ ดังเช่น ที่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่า ผู้ประกอบการหลายรายนำคำว่า Airways หรือ Airline ไปใช้เป็นชื่อสายการบิน คำว่า AIRWAYS ถือว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรง ดังนี้ เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ...คดีนี้โจทก์ฟ้อง นำสืบพยานหลักฐาน และอุทธรณ์มาในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ให้บริการขนส่งทางอากาศยานและให้บริการติดตั้ง ดูแลและซ่อมบำรุงอากาศยาน ซึ่งถือว่าเป็นบริการหลักของโจทก์ คำว่า AIRWAYS ย่อมจะสื่อให้เห็นถึงบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางทางอากาศอันรวมถึงการให้บริการดูแลและซ่อมบำรุงอากาศยานด้วย และยังรวมถึงบริการอื่น ๆ ในรายการการบริการจำพวกที่ 37 และ 39 ซึ่งเป็นบริการปลีกย่อยที่เกี่ยวข้องกับบริการหลักของโจทก์นั่นเอง แม้จะแยกพิจารณาเป็นรายการเครื่องหมายบริการของโจทก์ยังคงเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรงเช่นเดิม ส่วนอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์ที่ว่า การใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์ เป็นการได้รับการรับรองและยอมรับจากรัฐบาลของประเทศแอฟริกาใต้ ถือว่าเป็นการบริการเกี่ยวกับการบินแห่งชาติของประเทศแอฟริกาใต้ จึงมีความหมายสื่อถึงโจทก์ที่เป็น "สายการบินแห่งประเทศแอฟริกาใต้" หาได้สื่อถึงบริการต่าง ๆ ของโจทก์ในจำพวกที่ 37 และ 39 นั้น เห็นว่า แม้ว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์จะมีความหมายเกี่ยวข้องโดยตรงกับเจ้าของเครื่องหมาย ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่เครื่องหมายบริการของโจทก์ก็มีความหมายเกี่ยวเนื่องกับการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางทางอากาศอันเป็นการเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรงดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น เครื่องหมายบริการของโจทก์ จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์อุทธรณ์ในประเด็นนี้ต่อไปว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นการใช้ชื่อที่เป็นธรรมเนียมปกติทางการค้าโดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นรัฐ ถือหุ้นโดยรัฐหรือได้รับความเห็นชอบจากรัฐนั้น ๆ ให้ใช้ชื่อดังกล่าว เห็นว่า พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการด้วยเหตุผลดังกล่าวแต่อย่างใด ในทางกลับกันกฎหมายไม่ประสงค์ที่จะให้นำคำหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับรัฐต่างประเทศเช่นนั้นไปใช้ในการจดทะเบียน เช่น การที่ถือว่าชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) หรือธงชาติหรือเครื่องหมายประจำชาติ ชื่อ หรือชื่อย่อของรัฐต่างประเทศ เป็นเครื่องหมายที่ไม่รับจดทะเบียนตามมาตรา 8 (6) เป็นต้น ซึ่งในกรณีหลังนี้มีข้อยกเว้นไว้ในกรณีที่ได้รับอนุญาตจากผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ของรัฐต่างประเทศนั้น แม้คดีนี้โจทก์จะกล่าวอ้างในทำนองว่ามีการได้รับความเห็นชอบจากรัฐต่างประเทศ แต่ไม่มีพยานหลักฐานใดมายืนยันว่ามีการได้รับความเห็นชอบจากรัฐต่างประเทศดังกล่าวจริง จึงยังไม่อาจรับฟังได้ และทำให้อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ไม่พอรับฟังได้เช่นกัน อนึ่ง การที่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษหลายประเทศรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์นั้น เป็นเรื่องของกฎหมายหลักเกณฑ์และความเห็นของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของประเทศนั้น ๆ ในการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายต่าง ๆ ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้กรณีจึงเป็นอันรับฟังว่า เครื่องหมายบริการคำว่า "SOUTH AFRICAN AIRWAYS" ของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า เครื่องหมายบริการคำว่า "SOUTH AFRICAN AIRWAYS" ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาจนแพร่หลายแล้วหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้โจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า เครื่องหมายบริการดังกล่าวมีการใช้มาอย่างแพร่หลายเป็นเวลานานแล้ว โดยคำดังกล่าวมีการเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2477 และเริ่มบริการในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2535 ผู้ใช้บริการของโจทก์สามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านเว็บไซต์และใช้ตารางการบินตามเอกสารหมาย จ.24 จ.25 จ.28 และ จ.29 การโฆษณาประชาสัมพันธ์ปรากฏในสื่อประเภทต่าง ๆ เช่น ในเอกสารหมาย จ.31 ถึง จ.59 สาธารณชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้บริการการบิน บริการขนส่งสินค้า และบริการซ่อมบำรุงรักษาต่างรู้จักและเข้าใจดีว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์แตกต่างจากบริการอื่น เห็นว่า เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่โจทก์นำสืบเพื่อแสดงให้เห็นว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์มีการโฆษณาจนเป็นที่แพร่หลายแล้วตามเอกสารหมาย จ.31 ถึง จ.59 ปรากฏว่าเครื่องหมายที่เผยแพร่ในสื่อเหล่านั้น มีลักษณะแตกต่างจากเครื่องหมายบริการคำว่า "SOUTH AFRICAN AIRWAYS" ของโจทก์ที่ขอจดทะเบียน พยานหลักฐานต่างๆ ของโจทก์ทั้งในชั้นขอจดทะเบียนและในชั้นศาลจึงยังไม่อาจรับฟังได้แน่ชัดว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายบริการที่มีการโฆษณาหรือเผยแพร่จนเป็นที่แพร่หลายแล้ว ข้อที่โจทก์กล่าวอ้างในทำนองว่า การโฆษณาเครื่องหมายบริการของโจทก์ควบคู่กับรูปประดิษฐ์เป็นเหตุผลด้านการประชาสัมพันธ์ เป็นการสร้างความน่าสนใจให้กับโฆษณาของโจทก์กับโจทก์มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์เครื่องหมายบริการดังกล่าวโดยไม่มีรูปประดิษฐ์ประกอบอยู่ด้วยนั้นไม่อาจรับฟังได้ เมื่อโจทก์ไม่อาจนำสืบให้รับฟังได้ว่า เครื่องหมายบริการคำว่า "SOUTH AFRICAN AIRWAYS" ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการจำหน่าย โฆษณาหรือเผยแพร่จนเป็นที่แพร่หลายแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เซ้าธ์ แอฟริกา แอร์เวย์ส (โพรไพรเทรี่) ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พลรัตน์ ประทุมทาน
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5391/2551
#414851
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติในคดีส่วนอาญามีแต่เพียงว่า โจทก์และจำเลยต่างกระทำโดยประมาท แต่ผู้ใดประมาทมากกว่ากันไม่ปรากฏ ดังนั้นในการดำเนินคดีแพ่งทั้งโจทก์และจำเลยย่อมสามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าใครประมาทมากกว่ากัน และควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เพียงใด

การที่โจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ โจทก์จะต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายจำเลยประมาณมากกว่าและโจทก์เสียหายจากการประมาทมากกว่านั้นอย่างไร เพียงใด ที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยประมาทมากกว่า และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความร้ายแรงแห่งละเมิดที่โจทก์จำเลยต่างก่อขึ้นและค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินรวม 29,500 บาท จึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจที่มีอยู่โดยชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว

ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียง 29,500 บาท ซึ่งไม่เกินห้าหมื่นบาท เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์เพื่อให้ได้รับค่าเสียหายมากขึ้น ทุนทรัพย์จำนวนดังกล่าวจึงเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ที่ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่า ตามพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยมีความประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กค-600 ปทุมธานี โดยประมาทเลี้ยวขวาอย่างรวดเร็วหน้าสถานสงเคราะห์บ้านกึงวิถี ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยไม่ดูให้ปลอดภัยและไม่ให้สัญญาณใดเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 3 ฮ-4315 ของโจทก์ ชนกับรถยนต์ที่จำเลยขับ โจทก์ได้รับบาดเจ็บกระดูกสะบ้าด้านขวาและกระดูกหน้าแข้งขวาหักต้องรักษาโดยการผ่าตัด เสียค่ารักษาพยาบาล 6,654 บาท รถจักรยานยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเป็นเงิน 13,634 บาท โจทก์ซึ่งมีอาชีพรับจ้างก่อสร้างขาดรายได้ระหว่างรักษาตัวเป็นเงิน 90,000 บาท และขอเรียกค่าเสียหายจากการได้รับบาดเจ็บและขาไม่ปกติ 100,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 210,288 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 210,288 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 3ฮ-4315 เหตุเกิดจากความประมาทของโจทก์ฝ่ายเดียวที่เห็นอยู่ว่าจำเลยกำลังบังคับรถยนต์เลี้ยวขวาแต่ยังขับรถยานยนต์เบียดแซงขึ้นมาโดยไม่ให้สัญญาณใดๆ ทำให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลย ค่าซ่อมรถที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความจริง โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ อีกทั้งจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหายให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าต่างถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นว่าขับรถด้วยความประมาท โจทก์และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษทั้งโจทก์และจำเลยแล้ว คู่ความแถลงขอสืบพยานเฉพาะประเด็นค่าเสียหายเพียงประการเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 29,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 จำเลยขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กค-600 ปทุมธานี เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 3ฮ-4315 ที่โจทก์ขับ บนถนนเข้าการเคหะรังสิต คลองหก ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องทั้งจำเลยและโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น ทั้งจำเลยและโจทก์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นปรับจำเลย 2,500 บาท และปรับโจทก์ 500 บาท รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.1 คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2739/2545 ของศาลชั้นต้นตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.1 ที่วินิจฉัยว่าทั้งจำเลยและโจทก์ซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีดังกล่าวต่างให้การรับสารภาพว่าได้กระทำโดยประมาท ศาลพิพากษาลงโทษปรับทั้งจำเลยและโจทก์โดยคดีไม่มีการสืบพยาน ย่อมไม่อาจจะถือได้ว่าใครเป็นฝ่ายประมาทมากกว่ากัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทมากกว่าและกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ 29,500 บาท จึงไม่ชอบ พิเคราะห์แล้ว อุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายว่าเมื่อศาลในคดีส่วนอาญาได้วินิจฉัยแล้วว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างกระทำโดยประมาท โดยมิได้วินิจฉัยว่าใครประมาทมากกว่ากัน ศาลในคดีส่วนแพ่งย่อมต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเช่นนั้น ไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทมากกว่าแล้วกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จะบัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดั่งที่จำเลยอ้าง แต่ในกรณีคดีนี้ ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติในคดีส่วนอาญาคงมีแต่เพียงว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างกระทำโดยประมาท แต่ผู้ใดประมาทมากกว่ากันไม่ปรากฏ ดังนั้นในการดำเนินคดีแพ่งทั้งโจทก์และจำเลยย่อมสามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าใครประมาทมากกว่ากัน และควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เพียงใด เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ และบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งในกรณีต่างฝ่ายต่างประมาททำให้เกิดเป็นมูลหนี้ละเมิดขึ้นนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 วางหลักไว้ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 223 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร และมาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ดังนั้นการที่จะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ย่อมเป็นความจำเป็นของโจทก์ที่ต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายจำเลยประมาทมากกว่าและโจทก์เสียหายจากการประมาทมากกว่านั้นอย่างไร เพียงใด ที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยประมาทมากกว่า และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความร้ายแรงแห่งละเมิดที่โจทก์จำเลยต่างก่อขึ้นและค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินรวม 29,500 บาท เป็นการดำเนินการตามอำนาจที่มีอยู่โดยชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อกฎหมายว่าศาลชั้นต้นเป็นศาลในคดีส่วนแพ่งมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์จำเลยใครเป็นฝ่ายประมาทมากกว่ากันไม่ขัดต่อคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบแล้วแต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยต่อไปว่า ตามพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยมีความประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นเป็นการก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ซึ่งได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียง 29,500 บาท ซึ่งไม่เกินห้าหมื่นบาท เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์เพื่อให้ได้รับค่าเสียหายมากขึ้นทุนทรัพย์จำนวนดังกล่าวจึงเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ที่ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยประเด็นข้อนี้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนที่วินิจฉัยข้อเท็จจริง ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 600 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบันลือศักดิ์ อาจจรูญ
จำเลย — นายสมาน เกิดมงคล
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5391/2551
#495724
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ปรากฏว่า ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติในคดีส่วนอาญามีแต่เพียงว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างกระทำโดยประมาท แต่ผู้ใดประมาทมากกว่ากันไม่ปรากฏ ดังนั้น ในการดำเนินคดีแพ่งทั้งโจทก์และจำเลยย่อมสามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าใครประมาทมากกว่ากัน และควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่ง หรือไม่ เพียงใด เพราะคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง และบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งในกรณีต่างฝ่ายต่างประมาททำให้เกิดเป็นมูลหนี้ละเมิดขึ้นนี้ ป.พ.พ. มาตรา 442 ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 223 วรรคหนึ่ง มีข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร และมาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลวินิจฉัยเรื่องค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ดังนั้น การที่จะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้จำเป็นที่โจทก์ต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายจำเลยประมาทมากกว่าและโจทก์เสียหายจากการประมาทมากกว่านั้นอย่างไร เพียงใด ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลในคดีส่วนแพ่งมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์จำเลยใครเป็นฝ่ายประมาทมากกว่ากัน ไม่ขัดต่อคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยประมาทมากกว่า และเปรียบเทียบความร้ายแรงแห่งละเมิดที่โจทก์จำเลยต่างก่อขึ้นแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินรวม 29,500 บาท เป็นการดำเนินการตามอำนาจที่มีอยู่โดยชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กค - 600 ปทุมธานี โดยประมาทเลี้ยวขวาอย่างรวดเร็วหน้าสถานสงเคราะห์บ้านกึ่งวิถี ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยไม่ดูให้ปลอดภัยและไม่ให้สัญญาณใด เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 3 ฮ - 4315 ของโจทก์ ชนกับรถยนต์ที่จำเลยขับ โจทก์ได้รับบาดเจ็บกระดูกสะบ้าด้านขวาและกระดูกหน้าแข้งขวาหักต้องรักษาโดยการผ่าตัด เสียค่ารักษาพยาบาล 6,654 บาท รถจักรยานยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเป็นเงิน 13,634 บาท โจทก์ซึ่งมีอาชีพรับจ้างก่อสร้างขาดรายได้ระหว่างรักษาตัวเป็นเงิน 90,000 บาท และขอเรียกค่าเสียหายจากการได้รับบาดเจ็บและขาไม่ปกติ 100,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 210,288 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 210,288 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 3 ฮ - 4315 เหตุเกิดจากความประมาทของโจทก์ฝ่ายเดียวที่เห็นอยู่ว่าจำเลยกำลังบังคับรถยนต์เลี้ยวขวาแต่ยังขับรถจักรยานยนต์เบียดแซงขึ้นมาโดยไม่ให้สัญญาณใดๆ ทำให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของจำเลย ค่าซ่อมรถที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความจริง โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ อีกทั้งจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหายให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าต่างถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นว่าขับรถด้วยความประมาท โจทก์และจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษทั้งโจทก์และจำเลยแล้ว คู่ความแถลงขอสืบพยานเฉพาะประเด็นค่าเสียหายเพียงประการเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 29,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2545) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 จำเลยขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กค - 600 ปทุมธานีเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 3 ฮ - 4315 ที่โจทก์ขับ บนถนนเข้าการเคหะรังสิต คลองหก ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องทั้งจำเลยและโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นทั้งจำเลยและโจทก์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นปรับจำเลย 2,500 บาท และปรับโจทก์ 500 บาท คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2739/2545 ของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าทั้งจำเลยและโจทก์ซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีดังกล่าวต่างให้การรับสารภาพว่าได้กระทำโดยประมาท ศาลพิพากษาลงโทษปรับทั้งจำเลยและโจทก์โดยคดีไม่มีการสืบพยาน ย่อมไม่อาจถือได้ว่าใครเป็นฝ่ายประมาทมากกว่ากัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทมากกว่าและกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ 29,500 บาท จึงไม่ชอบ พิเคราะห์แล้วอุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายว่า เมื่อศาลในคดีส่วนอาญาได้วินิจฉัยแล้วว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างกระทำโดยประมาทโดยมิได้วินิจฉัยว่าใครประมาทมากกว่ากัน ศาลในคดีส่วนแพ่งย่อมต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเช่นนั้น ไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยประมาทมากกว่าแล้วกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จะบัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดั่งที่จำเลยอ้าง แต่ในกรณีคดีนี้ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติในคดีส่วนอาญาคงมีแต่เพียงว่า ทั้งโจทก์และจำเลยต่างกระทำโดยประมาท แต่ผู้ใดประมาทมากกว่ากันไม่ปรากฏ ดังนั้น ในการดำเนินคดีแพ่งทั้งโจทก์และจำเลยย่อมสามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าใครประมาทมากกว่ากัน และควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เพียงใด เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ และบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งในกรณีต่างฝ่ายต่างประมาททำให้เกิดเป็นมูลหนี้ละเมิดขึ้นนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 วางหลักไว้ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 223 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร และมาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ดังนั้น การที่จะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ ย่อมเป็นความจำเป็นของโจทก์ที่ต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายจำเลยประมาทมากกว่าและโจทก์เสียหายจากการประมาทมากกว่านั้นอย่างไร เพียงใด ที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยประมาทมากกว่า และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความร้ายแรงแห่งละเมิดที่โจทก์จำเลยต่างก่อขึ้นและค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินรวม 29,500 บาท เป็นการดำเนินการตามอำนาจที่มีอยู่โดยชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อกฎหมายว่าศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลในคดีส่วนแพ่งมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์จำเลยใครเป็นฝ่ายประมาทมากกว่ากันไม่ขัดต่อคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยต่อไปว่า ตามพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยมีความประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น เป็นการก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ซึ่งได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพราะศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียง 29,500 บาท ซึ่งไม่เกินห้าหมื่นบาท เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์เพื่อให้ได้รับค่าเสียหายมากขึ้น ทุนทรัพย์จำนวนดังกล่าวจึงเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ที่ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนที่วินิจฉัยข้อเท็จจริงให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 600 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 438 ม. 442
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบันลือศักดิ์ อาจจรูญ
จำเลย — นายสมาน เกิดมงคล
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
วรพจน์ วิไลชนม์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5387/2551
#474576
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง เมื่อปรากฏว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยเพียงแต่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลเท่านั้น แต่มิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยครบถ้วน คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยแต่งทนายความเพื่อช่วยในการพิจารณามาโดยตลอดรวมทั้งในการยื่นอุทธรณ์และการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง จึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าตนไม่ทราบข้อที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวได้ การที่จำเลยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลนับเป็นความบกพร่องของฝ่ายจำเลยเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 36,949.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันที่ 6 มีนาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคแรก จึงไม่รับอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดถือว่าทิ้งอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาล แต่มิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาสั่งต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งว่า จำเลยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้น อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา (ที่ถูกต้องทำเป็นฎีกาคำสั่ง)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง เมื่อปรากฏว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยเพียงแต่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน แต่มิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยครบถ้วน คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนั้นจำเลยก็ได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาล ส่วนเงินชำระตามคำพิพากษานั้นเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าให้นำมาชำระเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแล้วจำเลยมิได้จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า จำเลยแต่งทนายความเพื่อช่วยในการพิจารณามาโดยตลอด รวมทั้งการยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง จึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าตนไม่ทราบข้อที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายได้ การที่จำเลยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล นับเป็นความบกพร่องของฝ่ายจำเลยเอง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นายบุญส่ง มีประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5386/2551
#412028
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 352/2542 ให้จำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับพวกชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับพวกไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ระหว่างการบังคับคดีจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับพวกได้ชำระหนี้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 352/2542 ของศาลชั้นต้นจนเป็นที่พอใจแก่โจทก์แล้ว โจทก์ก็ย่อมไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่ถูกจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 และคดีนี้โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้แม้จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่เพียงผู้เดียว ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28577 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 352/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ในคดีนี้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับพวกเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับพวกชำระหนี้ให้แก่โจทก์จำนวน 9,250,987.32 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย แต่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับพวกไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ระหว่างการบังคับคดีจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับพวกได้เจรจากับโจทก์เกี่ยวกับหนี้สินที่ค้างชำระอยู่ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 352/2542 ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับพวกได้ชำระหนี้จำนวน 3,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงจนเป็นที่พอใจแก่โจทก์ และโจทก์ก็ไม่ติดใจเรียกร้องหนี้ใดๆ จากจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับพวกอีก ปรากฏตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 352/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยที่ 2 แนบมาท้ายคำแถลงการณ์ในชั้นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 16 กันยายน 2547 เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับพวกได้ชำระหนี้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 352/2542 ของศาลชั้นต้นจนเป็นที่พอใจแก่โจทก์แล้ว โจทก์ก็ย่อมไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่ถูกจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้ออื่นอีกต่อไป และเนื่องจากคดีนี้ โจทก์ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่เพียงผู้เดียว ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายบุญโชค มุจนานันท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายกฤษณะสินธุ์ ยิ้มแย้ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิบูลย์ แสงชมภู
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5384/2551
#494269
เปิดฉบับเต็ม

หนี้จากการใช้บัตรเครดิตไม่ว่าจะเป็นหนี้จากการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ หรือหนี้จากการถอนเงินสด ล้วนเป็นหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตด้วยกัน จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) ไม่อาจแยกบังคับนับอายุความแตกต่างกันได้

การรับสภาพหนี้โดยการชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น จำเลยจะต้องเป็นผู้กระทำหรือยินยอมให้กระทำ ดังนั้น การที่โจทก์หักทอนบัญชีเงินฝากของจำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตอันเป็นการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ โดยมิได้มีข้อตกลงกันไว้ขณะทำสัญญา ดังนี้ แม้จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านจะถือว่าจำเลยยินยอมในการกระทำของโจทก์ดังกล่าวด้วยหาได้ไม่ กรณีไม่ถือว่าจำเลยชำระหนี้บางส่วนอันเป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งจะมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 391,231.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 180,818 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์และได้ใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าและบริการรวมทั้งถอนเงินสดรวมเป็นเงินจำนวน 160,000 บาท และโจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าและบริการแทนจำเลยไป หลังจากนั้นโจทก์แจ้งยอดใช้จ่ายให้จำเลยทราบ จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มกราคม 2539 โจทก์หักทอนบัญชีถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยมีหนี้ค้างชำระจำนวน 182,941.05 บาท โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาตามหนังสือและใบตอบรับในประเทศ แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ ที่โจทก์ฎีกาว่า หนี้ตามสัญญาบัตรเครดิตที่โจทก์นำมาฟ้องรวมถึงหนี้ที่จำเลยใช้บัตรเครดิตถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติหรือสำนักงานสาขาของโจทก์จำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 160,000 บาท และยังมีค่าธรรมเนียมถอนเงินสดจำนวน 6,840 บาท ด้วย ซึ่งการใช้บัตรเครดิตถอนเงินสดดังกล่าวมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายไปให้บุคคลอื่นก่อนแล้วจึงเรียกเก็บจากจำเลย แต่เป็นกรณีที่จำเลยถอนเงินสดของโจทก์ออกไปใช้อันมีลักษณะเช่นเดียวกับการเบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์และจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้โจทก์ หนี้ในส่วนของการถอนเงินสดจึงไม่อยู่ในบังคับของอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) และเมื่อไม่มีกำหนดอายุความไว้จึงใช้อายุความทั่วไปมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้นั้น เห็นว่า สำหรับบัตรเครดิตไม่ว่าจะเป็นหนี้อันเกิดจากการถอนเงินสดหรือหนี้จากการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ย่อมเป็นหนี้อันเกิดจากสัญญาใช้บัตรเครดิตเดียวกัน จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) ไม่อาจจะแยกบังคับนับอายุความแตกต่างกันได้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5319/2544 ระหว่างธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางจุฑามาศจำเลย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า การที่โจทก์ใช้สิทธิหักทอนบัญชีเงินฝากของจำเลยมาชำระหนี้บัตรเครดิตโดยมิได้มีข้อตกลงกันไว้เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามมาตรา 341 แม้จำเลยมิได้ให้ความยินยอมแต่เมื่อโจทก์ได้หักทอนบัญชีแล้วโจทก์ก็ได้ส่งใบแจ้งยอดใช้จ่ายให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านย่อมถือได้ว่าจำเลยยินยอมในการที่โจทก์หักทอนบัญชีเงินฝากของจำเลยมาชำระหนี้บัตรเครดิตจึงถือได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์อันเป็นการรับสารภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้บางส่วนทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และเริ่มนับอายุความขึ้นใหม่ตั้งแต่วันที่อายุความสะดุดหยุดลง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า การรับสภาพหนี้โดยการชำระหนี้บางส่วนที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้น จำเลยจะต้องเป็นผู้กระทำหรือยินยอมให้กระทำจึงจะถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้ ดังนั้น การที่โจทก์หักทอนบัญชีเงินฝากของจำเลยชำระหนี้บัตรเครดิตโดยพลการ แม้จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านจะถือว่าจำเลยยินยอมในการกระทำของโจทก์ดังกล่าวด้วยนั้นหาได้ไม่ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นการชำระหนี้บางส่วนของจำเลยที่จะถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/34 (7) ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ร้อยเอกอาลักษณ์ อนุมาศ
ชื่อองค์คณะ
สุธี เทพสิทธา
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5383/2551
#412126
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี งดสืบพยานจำเลยทั้งสอง และนัดฟังคำพิพากษา เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว แต่การที่จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) แล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งให้งดสืบพยานของศาลชั้นต้นได้ แต่อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับคำสั่งให้งดสืบพยานของศาลชั้นต้นนั้น มิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดแจ้งอย่างใด เพียงแต่กล่าวอ้างถึงอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2543 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 2,096,205.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,928.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยข้างต้นให้เปลี่ยนไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1509 ตำบลหินกอง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีและถือว่าจำเลยทั้งสองไม่ติดใจสืบพยาน ก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,096,205.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,928.73 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1509 ตำบลหินกอง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่าคำสั่งงดสืบพยานจำเลยของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองเลื่อนคดีในวันนัดสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2543 โดยให้ถือว่าจำเลยทั้งสองไม่ติดใจสืบพยาน คดีเสร็จการพิจารณาและนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 28 ธันวาคม 2543 การนัดสืบพยานจำเลยเป็นกระบวนการในชั้นพิจารณาที่มิได้เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดี คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยทั้งสองของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว แต่การที่จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) แล้ว จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งให้งดสืบพยานของศาลชั้นต้นได้ ต่อมาหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับคำสั่งให้งดสืบพยานของศาลชั้นต้นนั้นมิได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดแจ้งแต่อย่างใดเพียงแต่กล่าวอ้างถึงอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2543 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่าให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวชมจันทร์ สุนทรนภาลักษณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพริษฐ์ ปิยะนราธร
ศาลอุทธรณ์ — นายโสภณ โรจน์อนนท์
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชวลิต ตุลยสิงห์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5367/2551
#412345
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทราบว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้โอนที่ดินให้ ท. โจทก์ย่อมมีสิทธิเลือกที่จะฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยกับ ท. หรือฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาก็ได้ การที่โจทก์เลือกใช้สิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบ เมื่อจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้ ท. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลได้รับชำระหนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2539 เวลากลางวันจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 24013 ถึง 24016, 24020 ถึง 24022 และ 24024 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง รวม 8 โฉนด ให้แก่นายแทน โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน โดยจำเลยรู้ว่าขณะนั้นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3480/2538 ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2538 แล้ว และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยในขณะนั้นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ต่อมาศาลจังหวัดเชียงใหม่ มีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์โดยชำระเงิน 305,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความจำนวน 3,500 บาท ด้วย คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ชั้นบังคับคดีโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยจึงทราบว่า จำเลยโอนที่ดินจำนวน 8 แปลง ให้นายแทนไปแล้ว โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพราะประสงค์จะดำเนินคดีเอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2538 โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2539 จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทรวม 8 แปลง ให้นายแทน บุตรชายเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 24013 ถึง 24016, 24020 ถึง 24022 และ 24024 ตำบลห้างฉัตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ต่อมาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2540 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 305,625 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นอกจากได้ความจากโจทก์และนายพงษ์เทพ ทนายความของโจทก์ว่า ภายหลังจากที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 305,625 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1271/2540 แล้ว โจทก์ดำเนินการส่งคำบังคับให้แก่จำเลย เมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบังคับแล้ว จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ นายพงษ์เทพทนายความของโจทก์ได้สืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์มาชำระหนี้ให้โจทก์ จึงทราบว่าจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลง ให้นายแทนบุตรของจำเลยไปโดยเสน่หาแล้ว ทั้งยังได้ความจากจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าหลังจากโอนที่ดินพิพาท 8 แปลง แล้ว จำเลยไม่มีที่ดินเป็นของตนอีกแสดงว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่โจทก์สามารถยึดนำมาชำระหนี้ได้อีกแล้ว ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาว่า หากจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ จำเลยก็น่าจะโอนที่ดินทั้ง 8 แปลง ดังกล่าวให้บุคคลอื่นหรือขายให้บุคคลภายนอกแทนที่จะโอนให้บุคคลภายในครอบครัวและน่าจะโอนในระยะเวลากระชั้นชิดกับที่โจทก์ฟ้องคดีมิใช่ปล่อยเวลานานนับปีนั้น เห็นว่า เป็นเพียงความเข้าใจของจำเลยเองไม่สามารถนำมาฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยอ้างต่อไปว่า เมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยโอนที่ดินให้บุตร โจทก์ก็ไม่ได้ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยกับนายแทนแต่กลับมาฟ้องเป็นคดีนี้เพื่อบีบบังคับจำเลยนั้น เห็นว่า เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเลือกฟ้องจำเลยตามที่มีกฎหมายบัญญัติให้กระทำได้ การที่โจทก์เลือกใช้สิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยชอบ หาใช้เป็นข้อพิรุธแต่อย่างใดไม่ เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทรวม 8 แปลง ให้นายแทนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้โจทก์ซึ่งได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลได้รับชำระหนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น....."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำรวย ระมิงค์วงศ์
จำเลย — นางณัฐสิตางศ์ สุวรรณรัตนโอสถ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5350/2551
#498574
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้เงินกู้ในชั้นพิจารณาก็ปรากฏตามสัญญาจำนองว่าเป็นการจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน แต่ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์คงปรากฏแต่เพียงว่าขอให้ยึดทรัพย์จำนอง ที่ดินและ "สร้าง" ออกขายทอดตลาดเมื่อทรัพย์จำนองได้แก่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ย่อมยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 67333 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ โดยไม่ระบุให้ยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดด้วย จึงเป็นกรณีคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยเนื่องมาจากการพิมพ์คำขอท้ายฟ้องผิดพลาดและมิได้มีการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว จึงมีเหตุสมควรที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1546/2548 หมายเลขแดงที่ 141/2549 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 303,596.58 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 278,974.36 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 67333 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาที่พิมพ์ตกไปในส่วนที่ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดว่ารวมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินจำนองด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุถึงสิ่งปลูกสร้าง คำพิพากษาชอบแล้ว ไม่แก้ไขให้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุที่จะแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการยึดทรัพย์จำนองที่ไม่ระบุให้ยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้และบังคับจำนองโดยคำฟ้องในส่วนของการจำนองเพื่อประกันการกู้ยืมได้บรรยายไว้ว่า เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ที่จำเลยทั้งสองมีต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 67333 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแปลงดังกล่าวที่มีอยู่แล้วในวันทำสัญญาหรือที่จะมีขึ้นต่อไปภายหน้าแก่โจทก์ไว้เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมรับผิดชำระเงินส่วนที่ขาดจนครบถ้วนและตามหนังสือสัญญาจำนองก็ระบุว่า จำเลยทั้งสองได้นำที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองแก่โจทก์ อีกทั้งในคำขอท้ายฟ้องโจทก์ก็ได้มีคำขอให้ยึดทรัพย์ที่จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาด โดยในคำขอท้ายฟ้องหลังข้อความ "จังหวัดเพชรบูรณ์" มีคำว่า "สร้าง" ปรากฏอยู่ น่าเชื่อว่าเกิดจากความพลั้งเผลอในการพิมพ์ข้อความว่า "พร้อมสิ่งปลูกสร้าง" ขาดตกผิดพลาดไปบางส่วน จึงเป็นเหตุให้ปรากฏเพียงคำว่า "สร้าง" ในคำขอท้ายฟ้องแทนซึ่งเมื่อทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองนำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ ได้แก่ โฉนดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน และจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดที่ 67333 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบโดยไม่ระบุให้ยึดสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดด้วยจึงเป็นกรณีคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยเนื่องมาจากการพิมพ์คำขอท้ายฟ้องผิดพลาดและมิได้มีการอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวจึงมีเหตุสมควรที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ 1546/2548 หมายเลขแดงที่ 141/2549 ส่วนที่ว่า "หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 67333 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้" เป็นว่า "หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 67333 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์" นอกจากนี้ให้เป็นไปตามข้อความเดิมค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสุกันต์ ทองนวด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5349/2551
#418543
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสอง (1) กำหนดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้นำเงินมาวางเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องก่อนวันสืบพยาน จึงอยู่ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาคำร้องจนกระทั่งโจทก์แถลงขอให้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของโจทก์หลังจากสืบพยานผู้ร้องแล้วจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องเข้ามาใหม่

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีกรณีร้องขัดทรัพย์เพราะเหตุที่ผู้ร้องไม่นำเงินมาวางต่อศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 132 (2) โดยเฉพาะ มิใช่เป็นการไม่รับคำร้องขัดทรัพย์ไว้เสียทีเดียวไม่เหมือนอย่างกรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องหรือมีการถอนคำฟ้องตามมาตรา 151 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งเรื่องค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่เสียไว้ในเวลายื่นคำฟ้อง กรณีตามมาตรา 288 วรรคสอง (1) จึงเป็นการจำหน่ายคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลกำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร มิใช่เป็นการบังคับให้ศาลต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลจึงคืนค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนางสาวแววตาเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่ยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง มิใช่ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนางสาวแเววตาขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินที่ยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนางสาวแววตาจริง มิใช่ของผู้ร้อง อีกทั้งที่ดินมีราคาแท้จริงคือ 13,662,000 บาท ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคา มิใช่ 2,616,000 บาท ตามที่ผู้ร้องอ้าง ขอให้ยกคำร้อง กับยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องประวิงคดีและประวิงการบังคับคดีของโจทก์ให้ชักช้าเพราะที่ดินที่นำยึดเป็นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และนางสาวแววตาผู้ร้องอายุยังน้อย ไม่มีรายได้ที่แน่นอนและไม่มีทรัพย์อื่น เป็นที่เชื่อได้ว่าหากผู้ร้องแพ้คดีจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินหรือหาประกัน

ศาลชั้นต้นได้กำหนดราคาที่ดินใหม่เป็นเงิน 4,500,000 บาท และมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินเป็นประกันต่อศาลจำนวน 450,000 บาท โดยกำหนดให้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมและนำเงินมาวางเป็นประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ครบกำหนดแล้วผู้ร้องแถลงว่าไม่สามารถหาเงินมาวางได้ทัน ขอเลื่อนคดีไปก่อน ศาลชั้นต้นอนุญาต จากนั้นผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเป็นคนยากจน ไม่สามารถหาเงิน 450,000 บาท มาวางศาลได้ ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในเงินจำนวนนี้ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวน ครั้นถึงวันนัด ผู้ร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตและสั่งให้ผู้ร้องนำเงิน 450,000 บาท มาวางเป็นประกันให้ครบถ้วนในนัดหน้า เมื่อถึงวันนัด ผู้ร้องแถลงว่าไม่สามารถหาเงินมาวางเป็นประกันตามคำสั่งได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องในประการแรกว่า โจทก์ยื่นคำร้องว่าผู้ร้องประวิงการบังคับคดีให้ชักช้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสอง (1) ในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไม่ว่าในเวลาใด ๆ ก่อนวันกำหนดชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องก่อนวันสืบพยาน จึงอยู่ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมิได้พิจารณาคำร้องจนกระทั่งโจทก์แถลงขอให้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของโจทก์หลังจากสืบพยานผู้ร้องแล้วจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องเข้ามาใหม่แต่อย่างใด ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ผู้ร้องฎีกาประการต่อมาว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องวางเงินประกันถึง 450,000 บาทนั้น สูงเกินไป เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสาม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับฎีกาของผู้ร้องประการสุดท้ายว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยมิได้สั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมไม่ชอบ เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีกรณีร้องขัดทรัพย์เพราะเหตุที่ผู้ร้องไม่นำเงินมาวางต่อศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 132 (2) โดยเฉพาะ มิใช่เป็นการไม่รับคำร้องขัดทรัพย์ไว้เสียทีเดียว ไม่เหมือนอย่างกรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องหรือมีการถอนคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งเรื่องค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่เสียไว้ในเวลายื่นคำฟ้อง กรณีนี้เป็นการจำหน่ายคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลกำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร มิใช่เป็นการบังคับให้ศาลต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาล ที่ศาลล่างทั้งสองไม่สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นให้แก่ผู้ร้องจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 ม. 151 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุษณีย์ ลีสุรวณิช
ผู้ร้อง — นายประเกษคาน คาลเคน
จำเลย — นางสาวฉัตติมาหรือกาญกนก คาลเคน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5348/2551
#497316
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้หามีอำนาจต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินไม่ ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดีตามมาตรา 22 และ 24 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ การร้องขอให้ถอนการบังคับคดีเป็นการต่อสู้คดีใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างหนึ่งอันเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ถอนการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้ ค้ำประกันและจำนองแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กันโดยโจทก์ยอมสละการบังคับคดีและให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้แต่ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้โจทก์กลับดำเนินการบังคับคดีต่อ ขอให้ถอนการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง เพราะเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2547 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์ไม่เคยสละการบังคับคดีและแปลงหนี้ใหม่ให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องเพื่อประวิงการบังคับคดีให้ชักช้า ขอให้จำเลยที่ 1 วางเงินหรือหาประกันต่อศาลและยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง นัดแรกและนัดที่สอง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต นัดที่สามวันที่ 31 สิงหาคม 2548 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องเพื่อประวิงการบังคับคดีไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีพยานมาสืบ จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

วันที่ 1 กันยายน 2548 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาประวิงการบังคับคดี แต่จำเลยที่ 1 ได้ขอประนอมหนี้กับโจทก์ไว้และอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติของผู้บริหารของโจทก์ ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้ยกคำร้องและไต่สวนคำร้องขอถอนการบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 มีอำนาจร้องขอให้ถอนการบังคับคดีหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ถอนการบังคับคดีฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2548 จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2547 ศาลฎีกาเห็นว่า ตามบทบัญญัติในมาตรา 22 และ 24 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ได้กล่าวไว้ชัดแจ้งว่า เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้หามีอำนาจต่อสู้คดีใดๆ หรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินไม่ ไม่ว่าในชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี การร้องขอให้ถอนการบังคับคดีเป็นการต่อสู้คดีใดๆ หรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างหนึ่งอันเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องดังกล่าว แม้จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นก็ไม่จำต้องไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษายืนด้วยเหตุผลว่าจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 295 (2)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวรพันธุ์ อุทัยพัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5347/2551
#498565
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 325-2-14xxx-x เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือแจ้งอายัดไปยัดไปยังธนาคาร ก. ตามที่โจทก์แถลงขอและธนาคาร ก. ได้รับหนังสือแจ้งอายัดแล้ว กรณีจึงต้องถือว่าได้มีการอายัดไว้โดยชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 311 แล้ว เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดเนื่องจากบัญชีออมทรัพย์เลขที่ดังกล่าวมิใช่เป็นบัญชีของจำเลย โจทก์ผู้ขอให้อายัดจึงมีหน้าที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอายัดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ข้อ 4 ท้าย ป.วิ.พ. การที่ปรากฏในภายหลังว่าบัญชีออมทรัพย์ที่ขออายัดนั้นไม่ใช่ของจำเลย และธนาคารมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบภายหลังที่ได้รับหนังสืออายัดแล้ว โจทก์จะยกมาเป็นข้ออ้างให้พ้นความรับผิดในค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่ กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำร้องของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,622,257.54 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,800,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤษภาคม 2537) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยไม่ชำระโจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งอายัดเงินฝากของจำเลยไปยังธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง (ศูนย์การค้าปู่เจ้าสมิงพราย) ต่อมาธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง (ศูนย์การค้าปู่เจ้าสมิงพราย) มีหนังสือแจ้งมายังเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า จำเลยมิใช่ลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง (ศูนย์การค้าปู่เจ้าสมิงพราย) และเลขที่บัญชีไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงถอนการอายัดและแจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการอายัดจำนวน 46,992.51 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องถือได้ว่ามีการอายัดไว้โดยชอบแล้วเมื่อถอนการอายัดจึงต้องเสียค่าธรรมเนียมตามตาราง 5 ข้อ 4 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ปรากฏว่าเงินฝากที่อายัดนั้นเป็นคนละบัญชีกัน โจทก์จะยกมาเป็นข้ออ้างให้พ้นความรับผิดในค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่ จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียนในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาโจทก์ได้แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดไปยังธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง (ศูนย์การค้าปู่เจ้าสมิงพราย) เพื่ออายัดเงินในบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 325-2-14xxx-x เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือแจ้งอายัดไปตามที่โจทก์แถลงขอ ต่อมาธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง (ศูนย์การค้าปู่เจ้าสมิงพราย) มีหนังสือแจ้งมายังพนักงานบังคับคดีว่า จำเลยมิใช่ลูกค้าที่สาขาดังกล่าว และเลขบัญชีที่แจ้งไปก็ไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงถอนการอายัดและแจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการอายัดดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการอายัดจำนวน 46,992.51 บาท หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เป็นลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง (ศูนย์การค้าปู่เจ้าสมิงพราย) การแจ้งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีผลเป็นการอายัดตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการอายัด เห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 325-2-14xxx-x เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือแจ้งอายัดไปยังธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง (ศูนย์การค้าปู่เจ้าสมิงพราย) ตามที่โจทก์แถลงขอและธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาดังกล่าวได้รับหนังสือแจ้งอายัดแล้ว กรณีจึงต้องถือว่าได้มีการอายัดไว้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311แล้ว เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดเนื่องจากบัญชีออมทรัพย์เลขที่ดังกล่าวมิใช่เป็นบัญชีของจำเลยโจทก์ผู้ขอให้อายัดจึงมีหน้าที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอายัดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ข้อ 4 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ปรากฏในภายหลังว่าบัญชีออมทรัพย์ที่ขออายัดนั้นไม่ใช่ของจำเลย และธนาคารมีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบภายหลังที่ได้รับหนังสืออายัดแล้ว โจทก์จะยกมาเป็นข้ออ้างให้พ้นความรับผิดในค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำร้องของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์นั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 311 ตารางท้าย 5 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชิงชัย รอดชนะ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5338/2551
#420021
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) และผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 (5) (ข) และนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนตามมาตรา 52 วรรคสอง เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระราคาเต็มจำนวนตามราคาขายทอดตลาดโดยยังมิได้หักภาษี ณ ที่จ่าย เท่ากับผู้ซื้อทรัพย์ได้มอบเงินส่วนที่เป็นภาษีเงินได้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปด้วย ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิขอรับเงินส่วนที่เป็นภาษีเงินได้คืนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อนำส่งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายต่อไป

ทรัพย์ที่ขายทอดตลาดมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ จำเลยย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีเงินได้จากการขายทรัพย์ดังกล่าว แม้เงินดังกล่าวจะต้องถูกนำไปชำระหนี้ก็เป็นผลให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้อันเป็นประโยชน์แก่จำเลย จึงถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีโดยการให้ผู้ซื้อทรัพย์หัก ณ ที่จ่ายและนำส่งต่อไป

การคืนเงินค่าภาษีมีคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 169/2546 กำหนดให้ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิขอรับคืนภาษีเงินได้ซึ่งต้องจ่ายไปในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยจะต้องไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหนังสือโอนกรรมสิทธิ์ไปดำเนินการ ซึ่งในการขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีได้โฆษณาคำสั่งดังกล่าวข้างต้นลงในประกาศขายทอดตลาดด้วย จึงถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการถูกต้องตามเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,116,994.90 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,915,070.28 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความจำนวน 35,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ได้ทันที ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดของจำเลยที่ 1 เลขที่ 333/263-333/265 ชั้นที่ 14 อาคารเลขที่ 333 อาคารชุดรัชอาภา ทาวเวอร์ ตำบลลาดยาว (บางซื้อฝั่งใต้) อำเภอจตุจักร (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด โดยมีนายพิพัฒน์เป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 2,020,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินครั้งที่ 1 สิ้นสุดวันที่ 8 พฤศจิกายน 2546 โดยหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนภาษีเงินได้ที่ผู้ซื้อทรัพย์ชำระแทนจำเลยในการรับโอนทรัพย์สินแก่ผู้ซื้อทรัพย์จำนวน 80,287 บาท โจทก์คัดค้านการจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีสิทธินำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปชำระคืนให้แก่ผู้ประมูลซื้อทรัพย์ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 153 (2), มาตรา 318 และมาตรา 319 ไม่ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีในการหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดจ่ายคืนเป็นค่าภาษีเงินได้แก่ผู้ซื้อทรัพย์แต่อย่างใด ขอศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 ใหม่ โดยระงับการหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองคืนให้แก่ผู้ประมูลซื้อทรัพย์เป็นค่าภาษีเงินได้ต่อไป

เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการคัดค้านบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ว่า การจ่ายคืนภาษีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายคืนเงินภาษีให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่าย ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2546 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) และผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (5) (ข) และนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 52 วรรคสอง เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระราคาเต็มจำนวนตามราคาขายทอดตลาดโดยยังมิได้หักภาษี ณ ที่จ่ายเท่ากับผู้ซื้อทรัพย์ได้มอบเงินส่วนที่เป็นภาษีเงินได้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปด้วย ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิขอรับเงินส่วนที่เป็นภาษีเงินได้คืนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อนำส่งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายต่อไป ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดต้องถูกนำไปชำระหนี้ ไม่มีเงินเหลือคืนให้จำเลย จำเลยจึงมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีนั้น เห็นว่า เมื่อทรัพย์ที่ขายทอดตลาดมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ จำเลยย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีเงินได้จากการขายทรัพย์ดังกล่าว แม้เงินดังกล่าวจะต้องถูกนำไปชำระหนี้ก็เป็นผลให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้อันเป็นประโยชน์แก่จำเลย จึงถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีโดยการให้ผู้ซื้อทรัพย์หัก ณ ที่จ่ายและนำส่งต่อไป และที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปอีกว่า หลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จำหน่ายทรัพย์สินเสร็จและได้หักค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีไว้แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องทำบัญชีส่วนเฉลี่ยแสดงจำนวนเงินที่จ่ายให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้บุริมสิทธิแต่ละคนจากเงินรายได้จำนวนสุทธิที่พอแก่การที่จะจ่ายให้ตามสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เหล่านั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดให้จ่ายเงินแก่ผู้ซื้อทรัพย์ เห็นว่า ในเรื่องการคืนเงินค่าภาษีนี้มีคำสั่งกรมบังคับคดีที่ 169/2546 กำหนดให้ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิขอรับคืนภาษีเงินได้ซึ่งต้องจ่ายไปในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยจะต้องไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหนังสือโอนกรรมสิทธิ์ไปดำเนินการ ซึ่งในการขายทอดตลาดรายนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้โฆษณาคำสั่งดังกล่าวข้างต้นลงในประกาศขายทอดตลาดตลาดด้วยปรากฏตามหนังสือรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 28 มิถุนายน 2547 จึงถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการถูกต้องตามเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาด ดังนั้นที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้จัดทำบัญชีโดยให้คืนภาษีแก่ผู้ซื้อทรัพย์ปรากฏตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2546 เพื่อให้ผู้ซื้อทรัพย์นำส่งแก่เจ้าพนักงานผู้จัดเก็บต่อไปนั้นย่อมเป็นการชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 48 ม. 50 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเกรียงไกร เรืองวณิชย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา