คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2551
#412556
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 1 มีต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์และที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารที่สถานีรถไฟเชียงใหม่และลูกหนี้ที่ 1 ผิดสัญญาเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดเช่นนี้ มูลแห่งหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องรับผิดจึงเกิดก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด และเมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชั้นต้นมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 101 และเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อปรากฏว่าก่อนขอหักกลบลบหนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ใช้หนี้ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 จึงสามารถนำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาหักกับหนี้เงินฝากตามสัญญาฝากทรัพย์ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ฟ้องลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสอง ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย ศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2542 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องลูกหนี้ที่ 2 ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 เป็นบุคคลล้มละลายตามลำดับ ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทั้งสิ้น 4 ราย คือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้รายที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าหนี้รายที่ 2 และโจทก์เป็นเจ้าหนี้รายที่ 3 และที่ 4 ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 ได้ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้จากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งโจทก์เห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 จึงยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านที่ 1 ให้ทำการสอบสวนและมีคำขอต่อศาลเพื่อบังคับให้ผู้คัดค้านที่ 2 นำส่งเงินในบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยไปยังผู้คัดค้านที่ 1 ภายในเวลาที่เห็นสมควร ผู้คัดค้านที่ 1 สอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 และมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 นำส่งเงินฝากในบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 ที่มีอยู่กับผู้คัดค้านที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากประจำตามที่ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตกลงกับลูกหนี้ที่ 1 คิดคำนวณจนถึงวันที่นำส่งเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยจนครบถ้วนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันลูกหนี้ที่ 1 ต่อการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์และที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ และลูกหนี้ที่ 1 ผิดสัญญาเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องรับผิดชำระเงินแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2542 ต่อมาหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาดแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันแทนลูกหนี้ที่ 1 ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย และขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 โดยวิธีหักกลบลบหนี้กับบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 ที่มีอยู่กับผู้คัดค้านที่ 2 ในขณะที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิหักกลบลบหนี้จากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 1 มีต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์และที่ดินเพื่อปลูกสร้างอาคารที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ และลูกหนี้ที่ 1 ผิดสัญญาเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เช่นนี้ มูลแห่งหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องรับผิดจึงเกิดก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 เด็ดขาด และเมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชั้นต้นมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 101 และเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อปรากฏว่าก่อนขอหักกลบลบหนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ใช้หนี้ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 จึงสามารถนำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาหักกับหนี้เงินฝากตามสัญญาฝากทรัพย์ระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ ที่ศาลแพ่งมีคำสั่งมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 101
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจที จำกัด
ผู้คัดค้านที่ 1 — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้านที่ 2 — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทวีระนอร์ธเทอน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทรงกลด บุญชูกุศล
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5126/2551
#433622
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตามที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสาม (2) ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ตาม แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด ถึงแม้โจทก์จะอ้างบทมาตราที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคำขอท้ายฟ้องมาด้วย ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษจำเลยได้เพียงฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 67 เท่านั้น

การที่ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำความผิดนั้น และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดนั้นด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โทรศัพท์เคลื่อนที่และธนบัตรที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนหน้านี้จึงมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในคดีนี้ ตามมาตรา 102 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ทั้งมิใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่ได้กระทำในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 (2) จึงไม่อาจริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 750 เม็ด น้ำหนัก 54.320 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.973 กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสองเสพเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จำนวนและน้ำหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 2 เครื่อง ที่จำเลยทั้งสองใช้ติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและเงินจำนวน 23,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนหน้านี้เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสอง, 91, 100/1, 102 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกคนละ 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท รวมจำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับแต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 67 (ที่ถูกเป็นความผิดตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) แต่ให้ลงโทษตามมาตรา 67) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปรับคนละ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 2 เครื่องและธนบัตรของกลางแต่ให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบเพื่อจำหน่าย หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ก. ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 750 เม็ด น้ำหนัก 54.320 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.973 กรัม ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.973 กรัม ซึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด ถึงแม้โจทก์จะอ้างบทมาตราที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคำขอท้ายฟ้องมาด้วย ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คงลงโทษจำเลยทั้งสองได้เพียงฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67 เท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่และธนบัตรของกลางนั้นเป็นการชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลจะสั่งริบทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำความผิดนั้น และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดนั้นด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 2 เครื่อง และธนบัตรที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนหน้านี้ จึงมิใช่เครื่องมือเครื่องใช้ หรือวัตถุซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในคดีนี้ตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ทั้งมิใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่ได้กระทำในคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 (2) จึงยังไม่อาจริบได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 2 เครื่อง และธนบัตรของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 ม. 67 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายอรุณหรือโน้ต หรือโน๊ต กาญจนไพบูลย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พินิจ สายสอาด
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5111/2551
#412142
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 3(1) และ (2) ให้ยกเลิก พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 และ พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2544 โดยความผิดฐานคนต่างด้าวทำงานโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ตามกฎหมายเดิม มาตรา 33 และตามกฎหมายใหม่ มาตรา 51 มีระวางโทษเท่ากัน ที่ศาลล่างทั้งสองใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยที่ 4 นั้นชอบแล้ว ส่วนในความผิดฐานรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงาน ตามกฎหมายเดิม มาตรา 39 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่กำหนดโทษตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลัง มาตรา 54 มีระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 100,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคนโดยไม่มีระวางโทษจำคุก ในส่วนของโทษจำคุก กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่า แต่ในส่วนของโทษปรับ กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมีบางส่วนเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใด ตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกา แต่เมื่อคดีมีเหตุที่จำเลยที่ 2 ไม่ควรต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 48, 50, 53 ทวิ, 53 ตรี, 73, 73 ทวิ, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2522 (ที่ถูก พ.ศ.2521) มาตรา 5, 6, 22, 33, 39 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางและจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 (ที่ถูก มาตรา 48 วรรคหนึ่ง), 53 ทวิ, 57 ตรี (ที่ถูก 53 ตรี), 73 (ที่ถูก 73 วรรคหนึ่ง วรรคสอง), 73 ตรี (ที่ถูก 73 ทวิ), 74, 74 ทวิ (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) และพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2522 (ที่ถูก พ.ศ.2521) มาตรา 22, 33, 39 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 9 เดือน ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 9 เดือน ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 9 เดือน ฐานร่วมกันมีสิ่งประดิษฐ์ที่ทำจากไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงาน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน และฐานคนต่างด้าวทำงานที่ห้ามโดยเด็ดขาด จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 33 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 37 เดือน จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 16 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 18 เดือน 15 วัน ริบของกลางทั้งหมด ส่วนคำขอให้จ่ายสินบนนำจับเนื่องจากศาลไม่ได้ลงโทษปรับ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 14 เดือน ส่วนโทษของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุก นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูครอบครัว แต่จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรม โดยร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้ แปรรูปไม้หวงห้าม มีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครอง ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ และมีสิ่งประดิษฐ์ที่ทำด้วยไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองเพื่อการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 กับพวกนอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้มีการตัดไม้ทำลายป่าแล้ว ยังเป็นผลให้มีการลักลอบตัดต้นไม้เป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นภัยต่อทรัพยากรป่าไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ ประกอบกับของกลางที่ยึดได้มีไม้แปรรูปซึ่งเป็นไม้หวงห้ามหลายชนิด รวมจำนวน 174 แผ่น ปริมาตร 1.6 ลูกบาศก์เมตร และมีสิ่งประดิษฐ์ที่ทำด้วยไม้หวงห้ามอีกจำนวนหนึ่ง พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 3 (1) และ (2) ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 และพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2544 โดยความผิดฐานคนต่างด้าวทำงานโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ตามกฎหมายเดิม มาตรา 33 และตามกฎหมายใหม่ มาตรา 51 มีระวางโทษเท่ากัน ที่ศาลล่างทั้งสองใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยที่ 4 นั้นชอบแล้ว ส่วนในความผิดฐานรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงาน ตามกฎหมายเดิม มาตรา 39 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่กำหนดโทษตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลัง มาตรา 54 มีระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคนโดยไม่มีระวางโทษจำคุก ในส่วนของโทษจำคุกกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่า แต่ในส่วนของโทษปรับ กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมีบางส่วนเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าว แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกา แต่เมื่อคดีมีเหตุที่จำเลยที่ 2 ไม่ควรต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ศาลฎีกามีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานรับคนต่างด้าวซึ่งไม่มีใบอนุญาตทำงาน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มาตรา 22, 39 และพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 ลงโทษปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 เดือน 15 วัน และปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนโทษของจำเลยอื่นนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ม. 22 ม. 39
พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 ม. 27 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นายวิโรจน์ พิทักษ์เทพสมบัติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายมนตรี นักเป่า
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวุฒิชัย ไวยภาษ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
สบโชค สุขารมณ์
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5087/2551
#413188
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้มีดปลายแหลมแทงและฟันผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลฉีกขาดที่แขนขวาท่อนล่างยาว 5 เซนติเมตร เอ็นฉีกขาดและเส้นประสาทขาด บาดแผลถูกแทงบริเวณหน้าอกด้านซ้ายกว้าง 1.5 เซนติเมตร ลึก 2 เซนติเมตร นิ้วก้อยซ้ายและนิ้วนางซ้ายขยับไม่ได้ ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ แสดงให้เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บมากจนนิ้วก้อยซ้ายและนิ้วนางซ้ายขยับไม่ได้ ผู้เสียหายที่ 1 รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 5 วัน และรักษาตัวที่บ้านประมาณ 2 เดือน แผลจึงหายเป็นปกติ ระหว่างที่รักษาตัวไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ จึงรับฟังได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน อันเป็นอันตรายสาหัส

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานพยายามฆ่าแต่ทางพิจารณาได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกทำร้ายเนื่องจากการชุลมุนต่อสู้ ถือว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญจึงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้นั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกอันเป็นการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสเนื่องจากการชุลมุนดังกล่าวหรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังมาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 288, 295, 297 และริบมีดปลายแหลมของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 19 ปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ส่วนจำเลยที่ 3 ขณะกระทำความผิด อายุ 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 500 บาท หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้มีดปลายแหลมแทงและฟันผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลฉีกขาดที่แขนขวาท่อนล่างยาว 5 เซนติเมตร เอ็นฉีกขาดและเส้นประสาทขาด บาดแผลถูกแทงบริเวณหน้าอกด้านซ้าย กว้าง 1.5 เซนติเมตร ลึก 2 เซนติเมตร นิ้วก้อยซ้ายและนิ้วนางซ้ายขยับไม่ได้ ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์แสดงให้เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บมากจนนิ้วก้อยซ้ายและนิ้วนางซ้ายขยับไม่ได้ ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ผู้เสียหายที่ 1 รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 4 วัน และรักษาตัวที่บ้านประมาณ 2 เดือน แผลจึงหายเป็นปกติ ระหว่างที่รักษาตัวไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ จึงรับฟังได้แล้วว่าผู้เสียหายที่ 1 ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน อันเป็นอันตรายสาหัส ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาข้อต่อไปว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานพยายามฆ่า แต่ทางพิจารณาได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกทำร้ายเนื่องจากการชุลมุนต่อสู้ ถือว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญจึงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกอันเป็นการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสเนื่องจากการชุลมุนดังกล่าวหรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังมาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295 ม. 297 (8) ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 222
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายไพสินธ์หรือวิหรือหีด วิสัยเวช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายวราวุธ พลอยเจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประเวศ สุธรรมชัย
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5080/2551
#412144
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายชกจำเลยที่บริเวณใบหน้า 1 ครั้ง แต่จำเลยเองเป็นผู้รบเร้าและยินยอมให้ผู้เสียหายทำร้ายจำเลยเพื่อประสงค์จะยุติเรื่องบาดหมางที่มีต่อกัน และได้ความจากผู้เสียหายว่าชกจำเลยเพียงเบาๆ จึงยังถือไม่ได้ว่า ผู้เสียหายข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 92, 80, 33 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 13 ปี 4 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน 20 วัน รีบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดของกลางแทงนายภานุวัตรผู้เสียหาย 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้เสียหาย และนายโชคชัยซึ่งเป็นพี่เขยจะไปร่วมงานศพ แต่ระหว่างทาง จำเลยเรียกให้ผู้เสียหายหยุดพูดคุยเพื่อขอให้ผู้เสียหายคืนดีเนื่องจากก่อนเกิดเหตุประมาณ 5 ถึง 6 วัน จำเลยเคยเตะผู้เสียหายที่ต้นคอเพราะโมโหที่จำเลยขอยืมเงิน แต่ผู้เสียหายไม่ให้ จำเลยพูดรบเร้าให้ผู้เสียหายชกจำเลยคืน ผู้เสียหายจึงชกจำเลยไป 1 ครั้ง บริเวณใบหน้า ซึ่งไม่แรงนัก แล้วจำเลยเดินทางกลับบ้าน หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ภายในงานศพ จำเลยเดินเข้าไปหาผู้เสียหายพร้อมกับพูดว่า "เราดีกันแล้ว" และใช้อาวุธมีดของกลางแทงที่บริเวณหน้าอกของผู้เสียหายจนหงายหลังล้มลง โดยอาวุธมีดของกลางยังคงปักอยู่ที่หน้าอกของผู้เสียหาย แล้วจำเลยวิ่งหนีไป เห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน แต่ผู้เสียหายก็เบิกความถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนจนภายหลังเกิดเหตุเป็นลำดับขั้นตอนโดยปราศจากข้อพิรุธสงสัยว่าจะกลั้นแกล้งหรือปรักปรำจำเลย ส่วนในชั้นพิจารณา นายโชคชัยซึ่งโจทก์อ้างเป็นพยานจะเบิกความว่า วันเกิดเหตุ ขณะพยานและผู้เสียหายจะไปที่งานศพ ได้เดินสวนกับจำเลย ผู้เสียหายและจำเลยมีปากเสียงกัน ผู้เสียหายชกจำเลย แล้วจำเลยเดินกลับเข้าไปในงานศพ พยานและผู้เสียหายเดินตามไปและเข้าไปนั่งในเต็นท์ พยานไม่เห็นขณะที่จำเลยแทงผู้เสียหาย เห็นแต่ขณะจำเลยวิ่งออกจากเต็นท์ แต่ในชั้นสอบสวนนายโชคชัยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า วันและเวลาเกิดเหตุ พยานและผู้เสียหายจะไปร่วมงานศพ ได้สวนทางกับจำเลย จำเลยขอให้ผู้เสียหายตบหน้าเพื่อให้หายโกรธกัน จำเลยขอร้องผู้เสียหายหลายครั้ง ผู้เสียหายจึงตบหน้าจำเลยเบาๆ 1 ครั้ง จากนั้นต่างฝ่ายต่างพูดว่า หายโกรธเคืองต่อกัน แล้วแยกทางกัน พยานกับผู้เสียหายเดินเข้าไปในงานศพ ต่อมาจำเลยย้อนกลับมาที่งานศพและพูดขอให้พยานเป็นพยานว่า จำเลยกับผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันอีกต่อไป และในทันใดนั้นจำเลยใช้อาวุธมีดแทงที่บริเวณหน้าอกของผู้เสียหาย 1 ครั้ง แล้วหลบไป ตามบันทึกคำให้การของพยานดังกล่าว นายโชคชัยให้การหลังเกิดเหตุไม่นาน เชื่อว่ายังไม่ทันคิดช่วยเหลือปรักปรำจำเลย และไม่ปราฏว่านายโชคชัยได้ให้การโดยมีเหตุจูงใจหรือถูกบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด ที่นายโชคชัยมาเบิกความในชั้นพิจารณาตามที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็คงเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยงไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นจากความผิด แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของนายโชคชัยเป็นพยานบอกเล่า แต่เชื่อได้ว่าคำให้การของพยานดังกล่าวเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาซึ่งน่าเชื่อว่าคำให้การของพยานดังกล่าวจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของนายโชคชัยประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ซึ่งแม้จะรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายได้ชกจำเลยที่บริเวณใบหน้า 1 ครั้ง แต่จำเลยเองก็เป็นผู้รบเร้าและยินยอมให้ผู้เสียหายทำร้ายจำเลยเพื่อประสงค์จะยุติเรื่องบาดหมางที่มีต่อกัน และได้ความจากผู้เสียหายว่าๆ ได้ชกจำเลยเพียงเบาๆ เท่านั้น จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าว ยังถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายได้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลย 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ยกคำขอให้เพิ่มโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายนฤนาทหรือนฤนารถ ชูแสงศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายชมเชษฐ์ จรัสกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกรองเกียรติ คมสัน
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5019/2551
#411413
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมมิได้มีผลเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดผู้หนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากความปรากฏต่อผู้ร้องว่ามีการกระทำใดอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งเกิดขึ้นไม่ว่าจะโดยผู้ร้องเห็นเองหรือมีการยื่นคำร้องคัดค้านต่อผู้ร้องก็ตาม ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมย่อมมีอำนาจดำเนินการให้มีการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 236 (5) และตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน สอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2550 ได้ การถอนคำร้องเรื่องคัดค้านของผู้คัดค้านการเลือกตั้งจึงมิใช่เงื่อนไขเด็ดขาดให้ผู้ร้องต้องใช้ดุลพินิจอนุญาตเสมอไป การที่ผู้ร้องไม่อนุญาตให้ ว. ถอนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งและยังคงดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมและดำเนินการจัด หรือจัดให้มีการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ ว. แต่อย่างใด และไม่ใช่กรณีขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2550 ข้อ 59 เป็นเพียงการกำหนดขั้นตอนเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้มีการพิจารณากลั่นกรองตามลำดับชั้นว่าสำนวนการสืบสวนสอบสวนมีความสมบูรณ์ครบถ้วนหรือไม่ หากยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วนก็อาจสั่งให้มีการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม หากสมบูรณ์ครบถ้วนแล้วก็เสนอสำนวนการสืบสวนสอบสวนพร้อมทำความเห็นให้ผู้ร้องได้พิจารณาต่อไป แม้ไม่มีการเสนอสำนวนการสืบสวนสอบสวนพร้อมความเห็นของผู้เกี่ยวข้องตามลำดับชั้น ก็ไม่มีผลทำให้สำนวนการสืบสวนสอบสวนที่คณะกรรมการสืบสวนดำเนินมาทั้งหมดต้องเสียไป หรือทำให้ข้อเท็จจริงในสำนวนการสืบสวนสอบสวนเปลี่ยนแปลงไป และไม่มีผลกระทบต่อการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องคัดค้านการเลือกตั้งซึ่งเป็นอำนาจของผู้ร้องแต่อย่างใด ในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องดังกล่าวผู้ร้องจะรับฟังพยานหลักฐานในส่วนไหนอย่างไรเป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานซึ่งเป็นอำนาจของผู้ร้อง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ร้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนหรือฝ่าฝืนต่อพยานหลักฐานในสำนวน จึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ไม่ถูกต้องหรือไม่เที่ยงธรรมแต่อย่างใด

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 มาตรา 8 วรรคสอง บังคับให้กรรมการการเลือกตั้งที่เข้าร่วมประชุมต้องลงคะแนนเสียงเพื่อมีมติทุกคน จะงดออกเสียงหรือไม่ยอมลงมติหาได้ไม่ และในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งกฎหมายมิได้บังคับว่าหากมีการเสนอสำนวนการสืบสวนสอบสวนให้ผู้ร้องพิจารณาแล้ว กรรมการการเลือกตั้งจะต้องลงความเห็นหรือมีมติแต่เพียงว่าต้องยกคำร้องหรือให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น จะลงมติหรือมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ดังนั้น หากกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสำนวนการสืบสวนสอบสวนที่เสนอมาให้พิจารณายังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน จำเป็นต้องสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมในบางเรื่องบางประเด็นกรรมการการเลือกตั้งก็ย่อมลงความเห็นให้มีการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมได้ มติของผู้ร้องครั้งที่ 2/2551 จึงไม่ขัดต่อกฎหมาย

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 มาตรา 53 บัญญัติห้ามมิให้กระทำการต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้เนื่องจากเป็นการกระทำที่ส่งผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และบุคคลที่กฎหมายห้ามมีทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ที่มิใช่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบทบัญญัติดังกล่าวมิได้หมายความแต่เพียงว่าผู้นั้นได้กระทำการอันฝ่าฝืนที่กฎหมายกำหนดในขณะที่ตนเองมีฐานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้วเท่านั้น แม้ในขณะที่กระทำการดังกล่าวผู้ร้องยังมิได้มีการประกาศสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือมีการประกาศสมัครรับเลือกตั้งแล้ว แต่ผู้นั้นยังมิได้สมัครรับเลือกตั้งก็ตาม หากการที่กระทำไปได้กระทำภายหลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและต่อมาผู้นั้นได้สมัครรับเลือกตั้งก็ถือได้ว่าการที่กระทำไปก่อนหน้านี้ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมในที่สุดแล้วก็เป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้งนั่นเอง นอกจากนี้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ห้ามเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่านั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนก็ถูกห้ามด้วย เพราะการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตามหากเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครผู้ใดผู้หนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแล้วก็ย่อมมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเช่นเดียวกัน ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาก่อนที่จะมีการประกาศสมัครรับเลือกตั้งก็ตาม แต่ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 ก็ได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน กลุ่มจังหวัดที่ 1 พรรค พ. การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 จึงถือว่าเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้งอันต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

เมื่อปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาแล้ว แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะมิได้รู้เห็นเป็นใจหรือสนับสนุนให้ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการดังกล่าวก็ตาม แต่การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าวย่อมเป็นการเอื้อเพื่อประโยชน์ให้แก่พรรค พ. และผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรค พ. โดยตรงอันมีผลทำให้การเลือกตั้งในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และแม้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับที่ 1 มากกว่าผู้สมัครพรรคการเมืองคู่แข่งถึง 13,469 คะแนนก็ตาม แต่เมื่อการเลือกตั้งในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเสียแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ก็ไม่อาจถือเอาคะแนนเสียงที่ได้รับมาเป็นข้ออ้างเพื่อมิให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 1 และสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงรายเขตเลือกตั้งที่ 3 ใหม่จำนวน 1 คน แทนผู้คัดค้านที่ 2

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดตรวจพยานหลักฐานผู้คัดค้านที่ 2 แถลงสละข้อต่อสู้ประเด็นเรื่องคำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามทางไต่สวนและที่คู่ความแถลงรับกันฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2550 ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2550 โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2550 กลุ่มกำนันในเขตอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย รวม 10 คน ได้เดินทางจากจังหวัดเชียงรายไปกรุงเทพมหานคร โดยสารการบินไทยแอร์เอเชีย เอฟดี 3255 ซึ่งเที่ยวบินดังกล่าวมีนายบรรจง นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลจันจว้า และดาบตำรวจมานิตย์ร่วมเดินทางไปด้วย เมื่อไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ นายบรรจงและกลุ่มกำนันโดยสารรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน อว 39 กรุงเทพมหานคร ไปยังที่ทำการพรรคพลังประชาชน ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพมหานคร โดยมีพันตำรวจเอกประภาส ดาบตำรวจสุเทพและนางกัญชรสซึ่งรออยู่ที่สนามบินใช้รถยนต์อีกคันหนึ่งรับดาบตำรวจมานิตย์ติดตามกลุ่มกำนันดังกล่าวไปด้วย จากนั้นนายบรรจงและกลุ่มกำนันโดยสารรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน ออ 1660 กรุงเทพมหานคร ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากที่ทำการพรรคพลังประชาชนไปที่โรงแรมเอส ซี ปาร์ค กรุงเทพมหานคร นายบรรจงและกลุ่มกำนันได้พบและพูดคุยกับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนที่โรงแรมดังกล่าวและพักที่โรงแรม 1 คืน วันรุ่งขึ้นกลุ่มกำนันโดยสารรถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน ออ 1660 กรุงเทพมหานคร ไปสนามบินดอนเมืองและโดยสารเครื่องบินของสายการบินนกแอร์ เที่ยวบินที่ดีดี 8714 กลับจังหวัดเชียงรายต่อมาเมื่อผู้ร้องประกาศรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ผู้คัดค้านที่ 1 สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนกลุ่มจังหวัดที่ 1 ในนามพรรคพลังประชาชน ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้คัดค้านที่ 1 สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงรายในนามพรรคพลังประชาชนเขตเลือกตั้งที่ 3 แต่ก่อนถึงวันเลือกตั้งนายวิจิตรผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 3 พรรคชาติไทย ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งต่อผู้ร้องเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ว่าการที่กลุ่มกำนันในอำเภอแม่จันเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารพรรคพลังประชาชนที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2550 ดังกล่าวน่าเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องมีการให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่กลุ่มกำนันดังกล่าวเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครพรรคการเมืองอื่นซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งอันน่าจะเป็นผลให้การเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านทั้งสองมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ปรากฏว่าผู้คัดค้านทั้งสองได้รับเลือกตั้ง ต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2551 นายวิจิตรยื่นคำร้องขอถอนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง แต่ผู้ร้องไม่อนุญาต วันที่ 18 มกราคม 2551 ผู้ร้องประกาศผลการเลือกตั้งให้ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้ทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำร้องคัดค้านของนายวิจิตรแล้วเสนอความเห็นต่อผู้ร้องว่าผู้คัดค้านทั้งสองกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 53 (1) และมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งสอง และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 3 ใหม่ ผู้ร้องมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 และการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเหตุให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เห็นควรเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 1 และให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามมาตรา 53 ประกอบมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 3 ใหม่ จำนวน 1 คน แทนผู้คัดค้านที่ 2

พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า การที่ผู้ร้องไม่อนุญาตให้นายวิจิตรถอนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่งมีสิทธิยื่นคัดค้านต่อคณะกรรมการเลือกตั้งว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนวิธีการยื่นคำคัดค้านการเลือกตั้งและการพิจารณานั้นมาตรา 114 วรรคท้าย บัญญัติให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2550 ซึ่งระเบียบดังกล่าวได้วางข้อกำหนดเกี่ยวกับการถอนเรื่องคัดค้านการเลือกตั้งไว้ใน ข้อ 42 วรรคหนึ่งว่า ผู้คัดค้านจะถอนเรื่องคัดค้านเสียเวลาใดก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือเลขาธิการจะมีความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ และข้อ 42 วรรคสอง กำหนดไว้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือเลขาธิการจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ถอนเรื่องคัดค้านก็ได้ หากอนุญาตให้ถอนให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือเลขาธิการยุติการดำเนินการแล้วรายงานให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาพร้อมสำนวน ส่วนข้อ 42 วรรคสาม กำหนดไว้ว่าในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นด้วยกับการถอนเรื่องคัดค้านให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือเลขาธิการสั่งจำหน่ายเรื่องคัดค้านนั้นและแจ้งผู้คัดค้านทราบ หากคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าควรดำเนินการต่อไปให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือเลขาธิการปฏิบัติไปตามนั้น จะเห็นได้ว่าแม้ระเบียบดังกล่าวมิได้ห้ามผู้คัดค้านการเลือกตั้งขอถอนคำร้องคัดค้านก็ตาม แต่การพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ถอนคำร้องคัดค้านในเบื้องต้นให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือเลขาธิการแล้วรายงานให้ผู้ร้องเพื่อพิจารณา ส่วนการจะอนุญาตให้ผู้คัดค้านการเลือกตั้งถอนคำร้องคัดค้านหรือไม่ย่อมเป็นดุลพินิจของผู้ร้อง ซึ่งการให้อำนาจผู้ร้องใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ถอนหรือไม่ให้ถอนคำร้องคัดค้านหาใช่เรื่องการจำกัดสิทธิบุคคลดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างไม่ ทั้งนี้เพราะการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมมิได้มีผลเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดผู้หนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากความปรากฏต่อผู้ร้องว่ามีการกระทำใดอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งเกิดขึ้นไม่ว่าจะโดยผู้ร้องเห็นเองหรือมีการยื่นคำร้องคัดค้านต่อผู้ร้องก็ตาม ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 235 ย่อมมีอำนาจดำเนินการให้มีการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 236 (5) และตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2550 ได้ การถอนคำร้องเรื่องคัดค้านของผู้คัดค้านการเลือกตั้งจึงมิใช่เป็นเงื่อนไขเด็ดขาดให้ผู้ร้องต้องใช้ดุลพินิจอนุญาตเสมอไป การที่ผู้ร้องไม่อนุญาตให้นายวิจิตรถอนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งและยังคงดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไปว่ามีการกระทำตามคำร้องดังกล่าวหรือไม่แล้ววินิจฉัยชี้ขาดหรือมีมติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมและดำเนินการจัด หรือจัดให้มีการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของนายวิจิตรแต่อย่างใด และกรณีหาได้มีปัญหาว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช พ.ศ.2550 ดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างไม่ ทั้งในทางปฏิบัติที่ผ่านมาผู้ร้องก็เคยไม่อนุญาตให้ถอนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งมาแล้ว มิใช่เพิ่งมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งเฉพาะกรณีของนายวิจิตร การที่ผู้ร้องไม่อนุญาตให้นายวิจิตรถอนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งจึงไม่เป็นการเลือกปฏิบัติดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้าง ส่วนการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งของนายวิจิตรจะทำให้นายวิจิตรต้องรับผิดในทางกฎหมายต่อผู้คัดค้านทั้งสองหรือไม่อย่างไรเป็นเรื่องระหว่างนายวิจิตรกับผู้คัดค้านทั้งสองที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก หาใช่เรื่องที่ผู้ร้องจะต้องนำมาพิจารณาในชั้นนี้ไม่ การที่ผู้ร้องไม่อนุญาตให้นายวิจิตรถอนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งจึงชอบแล้ว คำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า กระบวนการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องคัดค้านการเลือกตั้งของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้การสืบสวนสอบสวนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสันติบาลซึ่งผู้ร้องมีเพียงมติแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสืบสวนสอบสวนโดยยังมิได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการสืบสวนตามมติดังกล่าวดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองกล่าวอ้างจะชอบด้วยระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2550 หรือไม่ก็ตาม เมื่อปรากฏว่าต่อมาผู้ร้องได้มีมติและคำสั่ง กกต. ที่ 8/2551 และ 25/2551 ตามลำดับ แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนชุดใหม่โดยมีนายสุวิทย์เป็นประธานกรรมการเพื่อทำการสืบสวนสอบสวนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งดังกล่าว และในการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนชุดใหม่นี้ได้เรียกพยานที่เคยให้การหรือให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสันติบาลมาสอบโดยให้พยานแต่ละคนอ่านบันทึกถ้อยคำของตนตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสันติบาลได้ทำการสอบปากคำและบันทึกไว้ ปรากฏว่าพยานบางปากยังคงยืนยันที่จะให้การเช่นเดิม บางปากมีการสอบคำให้การเพิ่มเติม และบางปากขอให้การใหม่พร้อมกับทำบันทึกถ้อยคำมามอบให้แทนการให้ถ้อยคำด้วยวาจา ซึ่งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนก็ได้ทำบันทึกถ้อยคำเพิ่มเติมและให้พยานลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน กรณีดังกล่าวถือได้ว่าคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้ทำการสืบสวนสอบสวนตามระเบียบแล้วหาจำต้องสอบปากคำพยานและทำบันทึกถ้อยคำของพยานใหม่ทั้งหมดดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างไม่ สำหรับระยะเวลาในการสืบสวนสอบสวนเนื่องจากระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2550 ข้อ 45 ได้กำหนดกรอบเวลาให้คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนต้องทำการสืบสวนสอบสวนและสรุปสำนวนให้แล้วเสร็จภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้สั่งรับเป็นเรื่องคัดค้าน หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดก็ให้ขอขยายระยะเวลาทำการสืบสวนออกไปได้โดยแสดงเหตุผลความจำเป็น ข้อเท็จจริงได้ความว่าคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้ทำการสืบสวนสอบสวนโดยมีการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้คัดค้านทั้งสองทราบ ผู้คัดค้านทั้งสองได้มาให้ปากคำต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนและทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตลอดจนนำเสนอพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาโดยไม่ปรากฏว่าไม่ให้โอกาสผู้คัดค้านทั้งสองในการนำเสนอพยานหลักฐานแต่ประการใดคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้ทำการสอบพยานฝ่ายนายวิจิตร 19 ปาก พยานฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสอง 24 ปาก อีกทั้งให้โอกาสผู้คัดค้านที่ 1 ได้ตรวจสอบแผ่นซีดีที่นายวิจิตรผู้คัดค้านการเลือกตั้งอ้างส่งประกอบการคัดค้านการเลือกตั้งอีกด้วย และคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้ขอขยายระยะเวลาในการสืบสวนสอบสวนถึง 2 ครั้ง เนื่องจากไม่สามารถสรุปสำนวนให้แล้วเสร็จภายใน 10 วัน กรณีเห็นได้ว่าคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้ให้โอกาสผู้คัดค้านทั้งสองได้แก้ข้อกล่าวหาและเสนอพยานหลักฐานเพื่อแก้ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่แล้ว มิได้ทำการสืบสวนสอบสวนอย่างรีบเร่งโดยไม่สุจริตและผิดปกติวิสัยแต่อย่างใด กระบวนการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนชุดดังกล่าวจึงชอบแล้ว ส่วนข้อที่ผู้คัดค้าน ทั้งสองอ้างว่า การที่ผู้ร้องออกคำสั่ง กกต. ที่ 25/2551 ได้คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนรายงานผลการสืบสวนสอบสวนต่อผู้ร้องโดยตรง ไม่ให้มีการทำความเห็นประกอบสำนวนการสืบสวนสอบสวนตามขั้นตอนนั้นตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2550 ข้อ 59 ได้วางข้อกำหนดไว้ว่า

"เมื่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จแล้วให้ทำรายงานการสืบสวนสอบสวนตามแบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด โดยสรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานพร้อมทั้งความเห็นประกอบสำนวนการสืบสวนสอบสวนเสนอต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือเลขาธิการ แล้วแต่กรณี

เมื่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้รับสำนวนการสืบสวนสอบสวนตามวรรคหนึ่งแล้วให้มีความเห็นท้ายรายงานการสืบสวนสอบสวน แล้วเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเพื่อพิจารณาโดยเร็ว

เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้รับสำนวนการสืบสวนสอบสวนจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ให้พิจารณาและจัดทำความเห็นโดยระบุข้อเท็จจริงและเหตุผลประกอบ แล้วเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งตามแบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดโดยเร็ว

ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอาจสั่งให้คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมก็ได้

ภายใต้บังคับข้อ 71 เมื่อเลขาธิการได้รับสำนวนการสืบสวนสอบสวนจากคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนตามวรรคหนึ่ง หรือได้รับสำนวนการสืบสวนสอบสวนตามวรรคสาม ให้เลขาธิการจัดทำความเห็นโดยระบุข้อเท็จจริงและเหตุผลประกอบ แล้วเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยเร็ว ในกรณีที่เลขาธิการเห็นสมควรอาจทำการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมหรือแจ้งข้อกล่าวหา หรือขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทำการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมหรือแจ้งข้อกล่าวหาก็ได้"

เห็นว่า ระเบียบข้อดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขั้นตอนในการเสนอสำนวนการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้มีการพิจารณากลั่นกรองตามลำดับชั้นว่าสำนวนการสืบสวนสอบสวนที่คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนทำมานั้นมีความสมบูรณ์ครบถ้วนหรือไม่ หากยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วนก็อาจสั่งให้มีการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม หากสมบูรณ์ครบถ้วนแล้วก็เสนอสำนวนการสืบสวนสอบสวนพร้อมทำความเห็นให้ผู้ร้องได้พิจารณาวินิจฉัยในขั้นตอนสุดท้ายต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ร้องในการพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาด ดังนั้น แม้จะไม่มีการเสนอสำนวนการสืบสวนสอบสวนพร้อมความเห็นของผู้เกี่ยวข้องตามลำดับชั้นตามที่ระเบียบกำหนดไว้ดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างก็ไม่มีผลทำให้สำนวนการสืบสวนสอบสวนที่คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนดำเนินมาทั้งหมดต้องเสียไปหรือทำให้ข้อเท็จจริงในสำนวนการสืบสวนสอบสวนเปลี่ยนแปลงไป และไม่มีผลกระทบต่อการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องคัดค้านการเลือกตั้งซึ่งเป็นอำนาจของผู้ร้องแต่อย่างใด ส่วนในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องดังกล่าวผู้ร้องจะรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนการสืบสวนสอบสวนในส่วนไหนอย่างไรเป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานซึ่งเป็นอำนาจของผู้ร้อง เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ร้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนหรือฝ่าฝืนต่อพยานหลักฐานในสำนวนจึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ไม่ถูกต้องหรือไม่เที่ยงธรรมแต่อย่างใด กระบวนการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาดของผู้ร้องชอบแล้ว คำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า มติคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งที่ 32/2551 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสองอ้างว่า มติดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 เนื่องจากกรรมการการเลือกตั้ง 1 คน งดออกเสียง ผู้ร้องจึงนำมาเป็นเหตุยื่นคำร้องคดีนี้ไม่ได้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "การลงมติในการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ใช้คะแนนเสียงข้างมาก ...โดยประธานในที่ประชุมและกรรมการการเลือกตั้งที่มาประชุมต้องลงคะแนนเสียงเพื่อมีมติ..." บทกฎหมายดังกล่าวบังคับให้กรรมการการเลือกตั้งที่เข้าร่วมประชุมต้องลงคะแนนเสียงเพื่อมีมติทุกคน จะงดออกเสียงหรือไม่ยอมลงมติหาได้ไม่ และในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งกฎหมายก็มิได้บังคับว่าหากมีการเสนอสำนวนการสืบสวนสอบสวนให้ผู้ร้องพิจารณาแล้วกรรมการการเลือกตั้งจะต้องลงความเห็นหรือมีมติแต่เพียงว่าต้องยกคำร้องหรือให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น จะลงมติหรือมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ดังนั้น หากกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าสำนวนการสืบสวนสอบสวนที่เสนอมาให้พิจารณายังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน จำเป็นต้องสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมในบางเรื่องบางประเด็นกรรมการการเลือกตั้งก็ย่อมลงความเห็นให้มีการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมได้ ซึ่งการลงความเห็นดังกล่าวถือว่าเป็นการลงมติอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะการลงมติหมายถึงการลงความเห็นร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายไว้ ในการประชุมของผู้ร้องเพื่อลงมติครั้งที่ 32/2551 ว่าผู้คัดค้านทั้งสองกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามที่มีการร้องคัดค้านหรือไม่นั้น ได้ความว่ามีกรรมการการเลือกตั้งเข้าร่วมประชุมครบ 5 คน คือนายอภิชาต นายประพันธ์ นายสุเมธ นางสดศรี และนายสมชัย กรรมการดังกล่าวพิจารณาความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานต่าง ๆ ในสำนวนการสืบสวนสอบสวนแล้วปรากฏว่านายอภิชาต นายประพันธ์ และนายสุเมธ มีความเห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 และการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเหตุให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เห็นควรเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 1 และให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามมาตรา 53 ประกอบมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 กับให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงรายเขตเลือกตั้งที่ 3 ใหม่จำนวน 1 คน แทนผู้คัดค้านที่ 2 นายสมชัยมีความเห็นว่าการกระทำของ ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 แต่ให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ส่วนนางสดศรีมีความเห็นโดยทำเครื่องหมายในแบบพิมพ์มติคณะกรรมการการเลือกตั้งในช่อง สืบสวนสอบสวน / ไต่สวนเพิ่มเติมตามระเบียบฯ และบันทึกต่อท้ายข้อความดังกล่าวว่าให้สอบสวนเพิ่มเติมโดยให้รวมพิจารณากับเรื่องคัดค้านการเลือกตั้งกรณีพลเอกสมเจตน์ร้องคัดค้าน และให้นำเรื่องเอกสารลับมารวมพิจารณาด้วย เห็นว่า การที่นางสดศรีมีความเห็นเช่นนี้ถือว่าได้ลงมติในเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งมีผลเท่ากับว่าผู้คัดค้านที่ 1 มิได้กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามที่ถูกกล่าวหาและการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดเชียงรายมิได้เป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม มิใช่นางสดศรีงดออกเสียงหรือไม่ให้ความเห็นแต่อย่างใด มติของผู้ร้องครั้งที่ 32/2551 จึงมิได้ขัดต่อกฎหมาย คำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามเอกสารหมาย ค.9 จะปรากฏว่านายชัยวัฒน์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคการเมืองคู่แข่งกับพรรคพลังประชาชนก็ตาม แต่นายชัยวัฒน์ก็โต้แย้งปฏิเสธว่าตนมิได้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และยืนยันว่าตนเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน ส่วนคำเบิกความของนายชัยวัฒน์เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวแม้จะแตกต่างจากกำนันคนอื่นๆ ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง คำเบิกความของนายชัยวัฒน์จะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือหรือไม่เพียงใดขึ้นอยู่กับความมีเหตุมีผลของคำเบิกความซึ่งศาลต้องพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์อื่นทั้งปวงในคดี การรับฟังพยานหลักฐานหาใช่ขึ้นอยู่กับจำนวนพยานหลักฐานว่าฝ่ายใดมีมากน้อยกว่ากันไม่ สำหรับเรื่องที่กลุ่มกำนันคนอื่นๆ อ้างว่าเดินทางไปพบกับผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำชักชวนของนายชัยวัฒน์โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 1 ช่วยติดตามทวงหนี้จากนายชูชาติ มิได้มีจุดมุ่งหมายที่จะพูดคุยเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่กลุ่มกำนันอ้างก็น่าจะมีการชักชวนนายอุดม กำนันตำบลท่าข้าวเปลือกซึ่งอยู่ในอำเภอแม่จันให้ร่วมเดินทางไปติดตามทวงหนี้ในครั้งนี้ด้วย เพราะนายชูชาติก็ค้างชำระหนี้นายอุดมเกี่ยวกับค่าขุดลอกคูคลองเช่นเดียวกับกำนันคนอื่น ๆ การที่นายอุดมไม่ได้ถูกชักชวนไปพบผู้คัดค้านที่ 1 จึงอาจเป็นเพราะนายอุดมเป็นพี่ชายสิบตำรวจตรีชมชาติผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จังหวัดเชียงราย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ดังที่นายอุดมให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนนอกจากนี้ยังได้ความด้วยว่านายชูชาติค้างชำระหนี้กลุ่มกำนันมาตั้งแต่ปี 2548 แต่ไม่ปรากฏว่ามีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วนประการใดที่กลุ่มกำนันทั้ง 10 ตำบลในอำเภอแม่จันจึงต้องรีบเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ที่กรุงเทพมหานครเพียงเพื่อให้ช่วยติดตามทวงถามหนี้ให้ในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยิ่งกว่านั้นภาพและเสียงที่ปรากฏตามแผ่นซีดีหมาย ร.8 ก็ปรากฏว่ากลุ่มกำนันรวม 8 คน ยกเว้นนายชดและนายดวงแสงซึ่งมิได้ไปให้การในครั้งนั้นต่างให้การต่อพันตำรวจเอกสุวรรณด้วยความสมัครใจว่านายบรรจงนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลจันจว้า อำเภอแม่จันเป็นผู้ติดต่อประสานงานให้กลุ่มกำนันไปพบผู้คัดค้านที่ 1 และเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ และยอมรับว่านายบรรจงนำเงินมาให้กำนันคนละ 20,000 บาท โดยบอกว่าให้เอาไปเที่ยวกัน สอดคล้องกับที่นายชัยวัฒน์เบิกความอีกทั้งนายบรรจงก็ยอมรับว่าในวันเกิดเหตุได้เดินทางไปที่โรงแรมเอส ซี ปาร์ค ซึ่งเป็นสถานที่ที่กลุ่มกำนันได้พบกับผู้คัดค้านที่ 1 จริง เพียงแต่อ้างว่าตนเองไม่ได้พบกับผู้คัดค้านที่ 1 และไม่มีส่วนรู้เห็นในการที่กลุ่มกำนันเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 โดยในวันดังกล่าวตนเองพบกับกลุ่มกำนันที่สนามบินจังหวัดเชียงรายโดยบังเอิญเนื่องจากตนจะเดินทางจากจังหวัดเชียงรายไปปรึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับสารพิษตกค้างในอำเภอแม่จันกับผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กรุงเทพมหานคร และเมื่อทราบว่ากลุ่มกำนันจะเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ที่กรุงเทพมหานครจึงได้เดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 กับกลุ่มกำนันด้วย แม้นายบรรจงจะมีหลักฐานมาแสดงว่าในวันที่ 28 ตุลาคม 2550 นายบรรจงเดินทางไปปรึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อมแต่ก็มิใช่ข้อที่ยืนยันว่านายบรรจงจะมิได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการเดินทางของกลุ่มกำนันดังกล่าว เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่านายบรรจงได้เดินทางจากจังหวัดเชียงรายโดยสายการบินเที่ยวเดียวกับกลุ่มกำนัน เมื่อไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิก็เดินทางไปที่ทำการพรรคพลังประชาชนและโรงแรมเอส ซี ปาร์ค พร้อมกับกลุ่มกำนันและนอนพักที่โรงแรมดังกล่าวเช่นเดียวกับกลุ่มกำนัน เช้าวันรุ่งขึ้นก็เดินทางไปสนามบินดอนเมืองตลอดจนโดยสารเครื่องบินกลับจังหวัดเชียงรายเที่ยวเดียวกับกลุ่มกำนัน พฤติการณ์ของนายบรรจงที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเดินทางของกลุ่มกำนันดังกล่าวไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่น่าเชื่อว่านายบรรจงจะไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ประกอบกับได้ความจากผู้คัดค้านที่ 1 ว่า หลังเกิดเหตุรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อปี 2549 ผู้คัดค้านที่ 1 ได้เดินทางไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปีดังกล่าวและกลับมาประเทศไทยเมื่อปลายเดือนกันยายน 2550 เนื่องจากได้รับคำเชิญชวนให้มาทำงานการเมืองในนามพรรคพลังประชาชน และระหว่างอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาคัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคพลังประชาชนในเขตจังหวัดเชียงราย จึงต้องมีการตระเตรียมการเลือกตั้งซึ่งต้องได้รับความช่วยเหลือจากคนในพื้นที่ การที่กลุ่มกำนันในอำเภอแม่จันรวม 10 คน ยกเว้นนายอุดมซึ่งเป็นพี่ชายสิบตำรวจตรีชมชาติสมาชิกพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารพรรคพลังประชาชนที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 ตุลาคม 2550 อันเป็นเวลาภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2550 ใช้บังคับแล้วและเป็นช่วงเวลาที่ผู้คัดค้านที่ 1 เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อมาทำงานการเมืองในนามพรรคพลังประชาชนจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่ากลุ่มกำนันไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ตามคำเชื้อเชิญของผู้คัดค้านที่ 1 โดยมีจุดประสงค์เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดเชียงราย โดยขอให้กลุ่มกำนันซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกบ้านช่วยเหลือพรรคพลังประชาชนซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้บริหารพรรค และช่วยเหลือสมาชิกพรรคพลังประชาชนที่จะสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดเชียงราย ซึ่งรวมถึงผู้คัดค้านที่ 2 ด้วย และการที่กลุ่มกำนันเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนในครั้งนี้เชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องมีการให้เงินแก่กลุ่มกำนันเป็นการตอบแทน พฤติการณ์แห่งคดีดังที่ได้วินิจฉัยมาดังกล่าวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้ให้เงินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่กลุ่มกำนันในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแก่พรรคพลังประชาชนและผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย สังกัดพรรคพลังประชาชน ตามคำร้องของผู้ร้องและแม้จะไม่ปรากฏหลักฐานว่าหลังจากกลุ่มกำนันได้พบกับผู้คัดค้านที่ 1 แล้ว กลุ่มกำนันได้ไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง หรือมีพฤติการณ์ช่วยเหลือในการหาเสียง หรือลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชาชนก็ตาม แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกกลุ่มกำนันในพื้นที่อำเภอแม่จันถึง 10 ตำบล ไปพบเพื่อพูดคุยเรื่องการเลือกตั้งที่กรุงเทพมหานครนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมเล็งเห็นแล้วว่ากลุ่มกำนันซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นผู้นำหมู่บ้านที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกบ้านสามารถใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่พรรคพลังประชาชนและสมาชิกพรรคที่จะสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้โดยการไปชักจูงให้ลูกบ้านช่วยเหลือสนับสนุนพรรคพลังประชาชน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันที่ 28 ตุลาคม 2550 จึงเชื่อได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หาใช่เป็นการจัดฉากสร้างสถานการณ์เพื่อกลั่นแกล้งผู้คัดค้านที่ 1 และพรรคพลังประชาชนดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างไม่ ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าวไม่ต้องด้วยมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 เนื่องจากขณะที่มีการกระทำดังกล่าวผู้คัดค้านที่ 1 ยังไม่มีฐานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เห็นว่า มาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

(1) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด

อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด..."

บทบัญญัติดังกล่าวแม้อยู่ในส่วนที่ 6 ซึ่งว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับวิธีการหาเสียงเลือกตั้งซึ่งกฎหมายห้ามมิให้การทำการต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เนื่องจากเป็นการกระทำที่ส่งผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และบุคคลที่กฎหมายห้ามมีทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ที่มิใช่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบทบัญญัติดังกล่าวมิได้หมายความแต่เพียงว่าผู้นั้นได้กระทำการอันฝ่าฝืนที่กฎหมายกำหนดในขณะที่ตนเองมีฐานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้วเท่านั้น แม้ในขณะที่กระทำการดังกล่าวผู้ร้องยังมิได้มีการประกาศสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือมีการประกาศสมัครรับเลือกตั้งแล้วแต่ผู้นั้นยังมิได้สมัครรับเลือกตั้งก็ตาม หากการที่กระทำไปได้กระทำภายหลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วและต่อมาผู้นั้นได้สมัครรับเลือกตั้งก็ถือได้ว่าการที่กระทำไปก่อนหน้านี้ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมในที่สุดแล้วก็เป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้งนั่นเอง นอกจากนี้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ห้ามเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่านั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนก็ถูกห้ามด้วยเพราะการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตามหากเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครผู้ใดผู้หนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแล้วก็ย่อมมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเช่นเดียวกัน ดังนั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาก่อนที่จะมีการประกาศสมัครรับเลือกตั้งก็ตาม แต่ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 ก็ได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน กลุ่มจังหวัดที่ 1 พรรคพลังประชาชน การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 จึงถือว่าเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้งอันต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า การเลือกตั้งในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะที่กลุ่มกำนันไปพบผู้คัดค้านที่ 1 นั้น ผู้คัดค้านที่ 2 จะยังมิได้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งก็ตาม แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกให้กลุ่มกำนันไปพบและขอให้กลุ่มกำนันช่วยเหลือผู้คัดค้านที่ 2 ดังกล่าวเป็นการแจ้งให้กลุ่มกำนันทราบล่วงหน้าว่าผู้คัดค้านที่ 2 จะสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการขอความช่วยเหลือดังกล่าวย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นการขอให้กลุ่มกำนันช่วยเหลือสนับสนุนเมื่อผู้คัดค้านที่ 2 สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั่นเอง เมื่อปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาแล้วแม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะมิได้รู้เห็นเป็นใจหรือสนับสนุนให้ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการดังกล่าวก็ตาม แต่การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าวย่อมเป็นการเอื้อเพื่อประโยชน์ให้แก่พรรคพลังประชาชนและผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรคพลังประชาชนโดยตรงอันมีผลทำให้การเลือกตั้งในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และแม้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสมาผู้แทนราษฎรโดยได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับที่ 1 มากกว่าผู้สมัครพรรคการเมืองคู่แข่งถึง 13,469 คะแนนก็ตาม แต่เมื่อการเลือกตั้งในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเสียแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ก็ไม่อาจถือเอาคะแนนเสียงที่ได้รับมาเป็นข้ออ้างเพื่อมิให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ คำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 ในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 และการกระทำดังกล่าวมีผลทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดเชียงรายมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามคำร้องของผู้ร้องดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น กรณีจึงต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 1 และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 3 จำนวน 1 คน ใหม่แทนผู้คัดค้านที่ 2 ตามบทบัญญัติมาตรา 111 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธผู้คัดค้านที่ 1 มีกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่ง และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 3 ใหม่ จำนวน 1 คน แทนนางสาวละอองผู้คัดค้านที่ 2 .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 236 (5)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ม. 8 วรรคสอง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 53
ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน สอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2550
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ผู้คัดค้าน — นายยงยุทธ ติยะไพรัช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5013/2551
#414844
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาฎีกาลับหลังจำเลยเป็นการไม่ชอบ เพราะการส่งหมายแจ้งวันนัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องโดยยังไม่ได้ทำการไต่สวนและสำเนาคำร้องให้แก่โจทก์ ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ก็ชอบที่จะเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาได้ อันจะมีผลทำให้คดียังไม่ถึงที่สุดและโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยไม่คัดค้าน ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลย เมื่อคดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2547 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ทนายจำเลยฟัง โดยถือว่าได้อ่านให้จำเลยฟังด้วยแล้ว ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผิดระเบียบ และมีคำสั่งให้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ถึงแม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยย้ายออกจากภูมิลำเนาตามฟ้องไปอยู่บ้านเลขที่ 397 หมู่ 5 ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย ตั้งแต่เดือนเมษายน 2547 แล้วแต่ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารท้ายคำร้องระบุว่า จำเลยเพิ่งย้ายเข้าไปในบ้านเลขที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 ทั้งในการส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยก็ส่งไปยังภูมิลำเนาตามฟ้อง และจำเลยยื่นคำให้การแก้ฎีกา แสดงว่าจำเลยย่อมทราบเป็นอย่างดีว่าจะต้องมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อศาลมีหมายเรียกไป หากจำเลยย้ายภูมิลำเนาจำเลยก็ต้องแจ้งให้ศาลทราบ แต่จำเลยก็ไม่เคยแจ้งให้ศาลทราบถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาแต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยยังแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งที่จะถือเอาภูมิลำเนาตามคำฟ้องเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการดำเนินคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 แม้จะได้ความว่าขณะปิดหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาจำเลยย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าจำเลยยังมีภูมิลำเนาเฉพาะการอยู่สถานที่เดิม และได้ทราบนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาโดยชอบแล้ว การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจึงไม่ผิดระเบียบ ไม่มีเหตุผลให้เพิกถอน ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 อ้างว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยเป็นการไม่ชอบ เพราะการส่งหมายแจ้งวันนัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษา ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องโดยยังไม่ได้ทำการไต่สวนและสำเนาคำร้องให้แก่โจทก์ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ก็ชอบที่จะเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาได้ อันจะมีผลทำให้คดียังไม่ถึงที่สุดและปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยไม่คัดค้าน ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยแต่อย่างใด คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)"

จึงให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 35
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแม่จันคอนกรีต (999) จำกัด
จำเลย — นายมนุรักษ์ ขัดสุรินทร์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4991/2551
#419516
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซื้อที่ดินจาก น. ซึ่งแบ่งขายที่ดินให้แก่โจทก์ โดย น. ตกลงกับโจทก์ให้โจทก์มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินของ น. เป็นการได้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมอันเป็นทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์ยังไม่จดทะเบียนการได้มาจึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรก แม้การได้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมของโจทก์จะไม่บริบูรณ์ หากโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี โจทก์ก็มีสิทธิได้ภาระจำยอมโดยอายุความตามมาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382

การย้ายทางภาระจำยอมเป็นสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของภาระทรัพย์โดยจำเลยเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 แต่จำเลยจะต้องแสดงได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่จำเลยและต้องไม่ทำให้ความสะดวกของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสามทรัพย์ลดน้อยลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนายนิเซ็งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 เมื่อปี 2525 นายนิเซ็งแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 14608 แล้วขายให้แก่โจทก์ โดยยินยอมเปิดทางเดินในที่ดินของตนกว้าง 2 เมตร ยาว 25 เมตร เป็นทางสาธารณะเพื่อให้โจทก์และบริวารเดินผ่านไปสู่ถนนสาธารณะ (ถนนนาเกลือ) โจทก์และบริวารใช้ทางดังกล่าวเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ (ถนนนาเกลือ) โดยความสงบ และโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมเป็นเวลากว่า 19 ปี ทางดังกล่าวจึงตกเป็นทางจำเป็น ทางภาระจำยอม และทางสาธารณะ เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2539 (ที่ถูกปี 2535) นายนิเซ็งขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 ให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2544 จำเลยได้สร้างกำแพงคอนกรีตปิดกั้นทางพิพาท ทำให้โจทก์และบริวารไม่สามารถผ่านไปมาได้ ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 14608 ของโจทก์ ให้จำเลยรื้อกำแพงคอนกรีตเฉพาะที่ปิดกั้นทางพิพาท หากไม่ยอมรื้อให้โจทก์เป็นผู้รื้อโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและให้จำเลยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและ/หรือทางภาระจำยอม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 และที่ดินโฉนดเลขที่ 14608 เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ส่วนที่ดินซอยไม่มีชื่อคือที่ดินโฉนดเลขที่ 9360 ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ไม่ใช่ที่ดินที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนจากที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินของโจทก์ จำเลยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาจากนายนิเซ็งในราคา 300,000 บาท โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 14608 จากนายนิเซ็ง นายนิเซ็งไม่ได้ยินยอมเปิดทางเดินในที่ดินของตนเป็นทางสาธารณะ โจทก์และบริวารใช้ทางเดินในที่ดินพิพาทผ่านไปสู่ถนนสาธารณะโดยอาศัยสิทธิของนายนิเซ็ง จึงไม่ได้ภาระจำยอมโดยอายุความ ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 จะออกไปสู่ถนนสาธารณะ (ถนนนาเกลือ) ได้จะต้องผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 9360 ดังนั้นทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางที่จะออกสู่ถนนสาธารณะได้โดยตรง แต่โจทก์สามารถเดินผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 ของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะได้โดยตรงอยู่แล้ว โดยเดินผ่านไปตามเส้นทางทางทิศตะวันออกของบ้านโจทก์ตามเส้นสีแดงในแผนที่เอกสารท้ายคำให้การและฟ้องแย้งหมายเลข 2 ทางดังกล่าวกว้าง 0.83 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็นตามเส้นทางในคำฟ้องของโจทก์ และหากศาลฟังว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นที่โจทก์ขอให้เปิดทางเดินกว้าง 2 เมตร ยาว 25 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 โดยขอใช้ทางเดินผ่านกลางที่ดินของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์เต็มเนื้อที่ โจทก์จะใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยได้พอสมควรแก่ความจำเป็นของโจทก์ผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งต้องคำนึงถึงที่ดินของจำเลยให้เสียหายน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ โจทก์ขอเปิดทางกว้าง 2 เมตร เป็นการเกินความจำเป็น สมควรเปิดทางเดินให้โจทก์เพียง 1.20 เมตร ก็เพียงพอแล้ว และจะต้องใช้ทางที่ติดกำแพงตามเส้นสีเขียวในแผนที่ท้ายคำให้การและฟ้องแย้ง อนึ่ง หากโจทก์จะใช้ทางเดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 9360 เป็นทางจำเป็น โจทก์ก็จะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่จำเลยเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้นเท่ากับราคาที่ดินที่จำเลยซื้อจากนายนิเซ็งเมื่อปี 2535 ในราคา 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง และหากศาลพิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ขอให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เดิมที่ดินซอยไม่มีชื่อเป็นที่ดินของนางสาวอำไพทำสัญญาแบ่งขายให้แก่นายนิเซ็งในราคา 5,000 บาท โดยมีเจตนาเพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 โจทก์ใช้ที่ดินดังกล่าวเพื่อเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมตลอดมาเกินกว่า 10 ปี จึงได้สิทธิภาระจำยอมในทางพิพาทโดยอายุความ โจทก์จึงไม่ต้องใช้ค่าทดแทน หากต้องใช้ค่าทดแทนก็ไม่เกิน 5,000 บาท

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ฟ้องแย้งแก่จำเลย และค่าขึ้นศาลส่วนที่โจทก์ชำระเพิ่มตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2545 แก่โจทก์ทั้งหมด และพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 1680 ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ตรงบริเวณที่ดินตามแนวที่ระบายด้วยสีแดงในแผนที่ที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.4 มีขนาดความกว้าง 1.20 เมตร ตามที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.8 ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14608 ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ให้จำเลยจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตเฉพาะตรงที่ปิดกั้นทางพิพาทออก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เดิมนายนิเซ็งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2525 นายนิเซ็งแบ่งขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์บางส่วนเป็นเนื้อที่ ตารางวา โดยแบ่งแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 14608 ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาแบ่งขายที่ดินเอกสารหมาย จ.2 และหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินโฉนดเลขที่ 14608 และใช้ทางซึ่งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 คือทางพิพาทที่ระบายด้วยสีแดงในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะมาเป็นเวลาประมาณ 20 ปี วันที่ 29 ธันวาคม 2535 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 มาจากนายนิเซ็ง ต่อมาเมื่อปี 2544 จำเลยก่อสร้างกำแพงคอนกรีตปิดกั้นไม่ยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ถนนสาธารณะอีกต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โจทก์ก็ไม่ได้ภาระจำยอมโดยอายุความ เพราะการที่นายนิเซ็งอนุญาตให้โจทก์ใช้ทางพิพาทตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 นั้น ถือว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายนิเซ็งเจ้าของเดิม ในปัญหานี้ตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 สัญญาข้อ 3 ระบุว่า นายนิเซ็งผู้ขายยอมให้ทางต่อเมื่อที่ดินส่วนอื่นได้ขายให้กับคนอื่น นายนิเซ็งได้ยินยอมจะให้ทางเดินกว้าง 2 เมตร ความยาวจนถึงถนนใหญ่ (ถนนนาเกลือ) ไม่ว่าในกรณีใด ๆ เห็นได้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเกิดจากการที่โจทก์ซื้อที่ดินจากนายนิเซ็งซึ่งแบ่งขายที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 ให้แก่โจทก์ นายนิเซ็งตกลงกับโจทก์ตามความในข้อ 3 ของหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 เพื่อประสงค์ให้โจทก์มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 ของนายนิเซ็ง อันมีลักษณะเป็นการได้ประโยชน์ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์อาศัยสิทธิของนายนิเซ็งแต่เพียงฝ่ายเดียว ข้อตกลงที่ให้โจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาทดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการได้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมอันเป็นทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์ยังไม่จดทะเบียนการได้มา จึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรก อย่างไรก็ตาม แม้การได้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมของโจทก์จะไม่บริบูรณ์ดังกล่าว หากปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี โจทก์ก็มีสิทธิได้ภาระจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 โจทก์เบิกความว่า หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินจากนายนิเซ็งแล้ว โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทออกสู่ถนนนาเกลือตลอดมาเป็นเวลาประมาณ 20 ปี โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน หลังจากจำเลยซื้อที่ดินจากนายนิเซ็งแล้ว โจทก์ก็ยังคงใช้ทางพิพาทตลอดมา โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน นายวิโรจน์สามีจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานพักอาศัยอยู่ห่างจากที่พิพาทประมาณ 300 เมตร โดยพักอาศัยที่บ้านดังกล่าวมานานประมาณ 30 ปี ขณะที่พยาน (ที่ถูกจำเลย) ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 นั้น เห็นโจทก์เดินผ่านทางพิพาท ดังนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผย ที่จำเลยฎีกาว่า พฤติการณ์ในการใช้ทางพิพาทของโจทก์ยังไม่ถือว่าเป็นการใช้ในลักษณะที่เป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของทางพิพาทนั้น เห็นว่า ตามภาพถ่ายหมาย จ.8 โจทก์ทำทางเดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 ของจำเลยออกจากหน้าบ้านโจทก์โดยใช้แผ่นซิเมนต์ปูเป็นทางเดินตลอดแนวของทางพิพาท เป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินโดยชัดแจ้ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว โจทก์จึงได้ภาระจำยอมโดยอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยว่า สมควรย้ายทางภาระจำยอมจากทางพิพาทที่ระบายด้วยสีแดงในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ไปอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 ของจำเลยคือบริเวณเส้นสีเขียวในแผนที่เอกสารหมาย ล.2 หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้แก่โจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยจะใช้สิทธิขอย้ายทางพิพาทอันเป็นทางภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 ได้หรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยหาจำต้องเสนอค่าทดแทนแก่โจทก์จึงจะมีสิทธิขอย้ายทางภาระจำยอมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไม่ สำหรับการเสียค่าใช้จ่ายในการย้ายทางภาระจำยอมนั้นเป็นภาระหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด แต่ข้อสำคัญจำเลยจะต้องแสดงได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่จำเลยและต้องไม่ทำให้ความสะดวกของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง เมื่อพิจารณาทางพิพาทอันเป็นทางภาระจำยอมตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4 แล้วจะเห็นได้ว่าที่ดินของจำเลยทางด้านทิศตะวันตกของทางพิพาทประโยชน์ใช้สอยจะลดน้อยลง เนื่องจากถูกทางพิพาทแบ่งพื้นที่ของที่ดินของจำเลยเป็นสองส่วนโดยที่ดินทางด้านทิศตะวันตกเป็นที่ดินส่วนน้อย แต่หากทางภาระจำยอมย้ายไปอยู่สุดทางทิศตะวันตกของที่ดินของจำเลย พื้นที่ส่วนที่เหลือของที่ดินของจำเลยจะเป็นผืนเดียวกัน จำเลยย่อมใช้สอยประโยชน์ได้มากกว่า และการย้ายทางภาระจำยอมดังกล่าวก็ไม่ทำให้ความสะดวกของโจทก์ลดลงแต่ประการใด จึงสมควรย้ายทางภาระจำยอมจากเดิมตามที่ระบายด้วยสีแดงในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ไปอยู่บริเวณเส้นสีเขียวตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ไปอยู่บริเวณเส้นสีเขียวตามแผนที่เอกสารหมาย ล.2 โดยจำเลยต้องเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายในการย้าย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ย้ายทางภาระจำยอมจากทางพิพาทที่ระบายด้วยสีแดงในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ไปอยู่สุดเขตที่ดินของจำเลยทางทิศตะวันตก ตามเส้นสีเขียวในแผนที่เอกสารหมาย ล.2 โดยมีความกว้างของทางตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และให้จำเลยเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายในการย้ายทางภาระจำยอมดังกล่าว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1392 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแบเฮ็ง มะ
จำเลย — นางอุทัยวรรณ ปาสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4991/2551
#497854
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญาซื้อขาย สัญญาข้อ 3 ระบุว่า น. ผู้ขายยอมให้ทางต่อเมื่อที่ดินส่วนอื่นได้ขายให้คนอื่น น. ได้ยินยอมจะให้ทางเดินกว้าง 2 เมตร ความยาวจนถึงถนนใหญ่ไม่ว่ากรณีใด ๆ เห็นได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวเกิดจากการที่โจทก์ซื้อที่ดินจาก น. ซึ่งแบ่งขายที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินให้แก่โจทก์ เพื่อประสงค์ให้โจทก์มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินของ น. อันมีลักษณะเป็นการได้ประโยชน์ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์อาศัยสิทธิของ น. แต่เพียงฝ่ายเดียว ข้อตกลงที่ให้โจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาทดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการได้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมอันเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์ยังไม่จดทะเบียนการได้มา จึงไม่บริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคแรก อย่างไรก็ตาม แม้การได้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมของโจทก์จะไม่บริบูรณ์ดังกล่าวหากปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี โจทก์ก็มีสิทธิได้ภาระจำยอมโดยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382

จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของภารยทรัพย์อันตกอยู่ในภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หาจำต้องเสนอค่าทดแทนแก่โจทก์จึงจะมีสิทธิขอย้ายทางภาระจำยอมไม่ ซึ่งการเสียค่าใช้จ่ายในการย้ายทางภาระจำยอมนั้นเป็นภาระหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด แต่ข้อสำคัญจำเลยจะต้องแสดงได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่จำเลยและต้องไม่ทำให้ความสะดวกของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง เมื่อพิจารณาทางพิพาทอันเป็นทางภาระจำยอมแล้วจะเห็นได้ว่าที่ดินของจำเลยทางด้านทิศตะวันตกของทางพิพาทประโยชน์ใช้สอยจะน้อยลงเนื่องจากถูกทางพิพาทแบ่งพื้นที่ของที่ดินของจำเลยเป็นสองส่วน โดยที่ดินทางด้านทิศตะวันตกเป็นที่ดินส่วนน้อย แต่หากทางภาระจำยอมย้ายไปอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินจำเลย พื้นที่ส่วนที่เหลือของที่ดินจำเลยจะเป็นผืนเดียวกัน จำเลยย่อมใช้สอยประโยชน์ได้มากกว่า และการย้ายทางภาระจำยอมดังกล่าวก็ไม่ทำให้ความสะดวกของโจทก์ลดลงแต่ประการใด จึงสมควรย้ายทางภาระจำยอมโดยจำเลยต้องเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายในการย้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 14608 ของโจทก์ ให้จำเลยรื้อกำแพงคอนกรีตเฉพาะที่ปิดกั้นทางพิพาท หากไม่ยอมรื้อให้โจทก์เป็นผู้รื้อโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและให้จำเลยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและ/หรือทางภาระจำยอม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและหากศาลพิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ขอให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ใช้ที่ดินพิพาทเพื่อเป็นทางเข้าออกสู้ทางสาธารณะโดยความสงบ และโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมตลอดมาเกินกว่า 10 ปี จึงได้สิทธิภาระจำยอมในทางพิพาทโดยอายุความ โจทก์จึงไม่ต้องใช้ค่าทดแทน หากต้องใช้ค่าทดแทนก็ไม่เกิน 5,000 บาท

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ฟ้องแย้งแก่จำเลยและค่าขึ้นศาลส่วนที่โจทก์ชำระเพิ่มตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2545 แก่โจทก์ทั้งหมดและพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 1680 อำเภออาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ตรงบริเวณที่ดินตามแนวที่ระบายด้วยสีแดงในแผนที่ที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.4 มีขนาดความกว้าง 1.20 เมตร ตามที่ปรากฏในภาพถ่ายหมาย จ.8 ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 14608 ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานีให้จำเลยจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตเฉพาะตรงที่ปิดกั้นทางพิพาทออก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่าเดิมนายนิเซ็ง เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ตามสำเนาโฉนดเลขที่ดินเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2525 นายนิเซ็งแบ่งขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์บางส่วนเป็นเนื้อที่ ตารางวา โดยแบ่งแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 14608 ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาแบ่งขายที่ดินเอกสารหมาย จ.2 และหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ได้ปลูกสร้างบ้านในที่ดินโฉนดเลขที่ 14608 และใช้ทางซึ่งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 คือทางพิพาทที่ระบายด้วยสีแดงในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะมาเป็นเวลาประมาณ 20 ปี วันที่ 29 ธันวาคม 2535 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 มาจากนายนิเซ็ง ต่อมาเมื่อปี 2544 จำเลยก่อสร้างกำแพงคอนกรีตปิดกั้นไม่ยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ถนนสาธารณะอีกต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โจทก์ก็ไม่ได้ภาระจำยอมโดยอายุความเพราะการที่นายนิเซ็งอนุญาตให้โจทก์ใช้ทางพิพาทตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 นั้นถือว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายนิเซ็งเจ้าของเดิม ในปัญหานี้ตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 สัญญาข้อ 3 ระบุว่า นายนิเซ็งผู้ขายยอมให้ทางต่อเมื่อที่ดินส่วนอื่นได้ขายให้กับคนอื่น นายนิเซ็งได้ยินยอมจะให้ทางเดินกว้าง 2 เมตร ความยาวจนถึงถนนใหญ่ (ถนนนาเกลือ) ไม่ว่าในกรณีใด ๆ เห็นได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวเกิดจากการที่โจทก์ซื้อที่ดินจากนายนิเซ็งซึ่งแบ่งขายที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 ให้แก่โจทก์ นายนิเซ็งตกลงกับโจทก์ตามความในข้อ 3 ของหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 เพื่อประสงค์ให้โจทก์มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 ของนายนิเซ็ง อันมีลักษณะเป็นการได้ประโยชน์ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์อาศัยสิทธิของนายนิเซ็งแต่เพียงฝ่ายเดียว ข้อตกลงที่ให้โจทก์มีสิทธิใช้ทางพิพาทดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการได้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมอันเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์ยังไม่จดทะเบียนการได้มา จึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรก อย่างไรก็ตามแม้การได้ภาระจำยอมโดยนิติกรรมของโจทก์จะไม่บริบูรณ์ดังกล่าวหากปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี โจทก์ก็มีสิทธิได้ภาระจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 โจทก์เบิกความว่า หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินจากนายนิเซ็งแล้ว โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทออกสู่ถนนนาเกลือตลอดมาเป็นเวลาประมาณ 20 ปี โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน หลังจากจำเลยซื้อที่ดินจากนายนิเซ็งแล้ว โจทก์ก็ยังคงใช้ทางพิพาทตลอดมาโดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านนายวิโรจน์ สามีจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานพักอาศัยอยู่ห่างจากที่ดินพิพาทประมาณ 300 เมตร โดยพักอาศัยที่บ้านดังกล่าวมานานประมาณ 30 ปี ขณะที่พยาน (ที่ถูกจำเลย) ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 นั้น เห็นโจทก์เดินผ่านทางพิพาท ดังนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผย ที่จำเลยฎีกาว่า พฤติการณ์ในการใช้ทางพิพาทของโจทก์ยังไม่ถือว่าเป็นการใช้ในลักษณะที่เป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของทางพิพาทนั้น เห็นว่า ตามภาพถ่ายหมาย จ.8 โจทก์ทำทางเดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 ของจำเลยออกจากหน้าบ้านโจทก์โดยใช้แผ่นซีเมนต์ปูเป็นทางเดินตลอดแนวของทางพิพาท เป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินโดยชัดแจ้ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว โจทก์จึงได้ภาระจำยอมโดยอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยว่า สมควรย้ายทางภาระจำยอมจากทางพิพาทที่ระบายด้วยสีแดงในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ไปอยู่ทางทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 1680 ของจำเลยคือบริเวณเส้นสีเขียวในแผนที่เอกสารหมาย ล.2 หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้แก่โจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยจะใช้สิทธิขอย้ายทางพิพาทอันเป็นทางภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 ได้หรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยหาจำต้องเสนอค่าทดแทนแก่โจทก์จึงจะมีสิทธิขอย้ายทางภาระจำยอมดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไม่ สำหรับการเสียค่าใช้จ่ายในการย้ายทางภาระจำยอมนั้นเป็นภาระหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด แต่ข้อสำคัญจำเลยจะต้องแสดงได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่จำเลยและต้องไม่ทำให้ความสะดวกของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง เมื่อพิจารณาทางพิพาทอันเป็นทางภาระจำยอมตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4 แล้วจะเห็นได้ว่าที่ดินของจำเลยทางด้านทิศตะวันตกของทางพิพาทประโยชน์ใช้สอยจะลดน้อยลง เนื่องจากถูกทางพิพาทแบ่งพื้นที่ของที่ดินของจำเลยเป็นสองส่วนโดยที่ดินทางด้านทิศตะวันตกเป็นที่ดินส่วนน้อย แต่หากทางภาระจำยอมย้ายไปอยู่สุดทางทิศตะวันตกของที่ดินของจำเลยพื้นที่ส่วนที่เหลือของที่ดินของจำเลยจะเป็นผืนเดียวกันจำเลยย่อมใช้สอยประโยชน์ได้มากกว่า และการย้ายทางภาระจำยอมดังกล่าวก็ไม่ทำให้ความสะดวกของโจทก์ลดลงแต่ประการใด จึงสมควรย้ายทางภาระจำยอมจากเดิมตามที่ระบายด้วยสีแดงในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ไปอยู่บริเวณเส้นสีเขียวตามแผนที่เอกสารหมาย ล.2 โดยจำเลยต้องเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายในการย้าย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ย้ายทางภาระจำยอมจากทางพิพาทที่ระบายด้วยสีแดงในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ไปอยู่สุดเขตที่ดินของจำเลยทางทิศตะวันตกตามเส้นสีเขียวในแผนที่เอกสารหมาย ล.2 โดยมีความกว้างของทางตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และให้จำเลยเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายในการย้ายทางภาระจำยอมดังกล่าว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1382 ม. 1392 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแบเฮ็ง มะ
จำเลย — นางอุทัยวรรณ ปาสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4968/2551
#419410
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสำคัญผิดว่าผู้ตายกับพวกจะเข้ามาลักผลไม้ในไร่และผู้ตายเดินเข้ามาจะทำร้ายจำเลย แต่ผู้ตายไม่ได้มีอาวุธหรือพูดข่มขู่หรือมีกิริยาอาการว่าจะทำร้ายจำเลยโดยวิธีใดอันจะทำให้จำเลยได้รับอันตรายร้ายแรง หากจำเลยเพียงแต่ยิงขู่ก็น่าจะเป็นการเพียงพอที่จะทำให้ผู้ตายเกรงกลัวและหลบหนีไปได้เพราะผู้ตายมิใช่คนร้าย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงผู้ตายที่บริเวณหน้าท้อง 1 นัด จนผู้ตายล้มลงแล้วจำเลยยังใส่กระสุนปืนลูกซองเข้าไปใหม่แล้วยิงผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีก 1 นัด จนถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยป้องกันอันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตาม ป.อ. มาตรา 69 และความสำคัญผิดของจำเลยเกิดขึ้นโดยความประมาท เนื่องจากมิได้ใช้ความระมัดระวังพิจารณาให้รอบคอบว่าผู้ตายกับพวกเป็นคนร้ายจริงไม่ จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 โดยผลของมาตรา 62 วรรคสองด้วย ซึ่งแม้จะแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่เป็นการต่างกันระหว่างการกระทำความผิดโดยเจตนากับประมาท ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองยาว ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก มีเครื่องหมายระเบียบของเจ้าพนักงานประทับไว้ กับกระสุนปืนลูกซองขนาด 12 จำนวน 4 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายนันผู้ตาย จำนวน 2 นัด โดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณท้องด้านขวาและหน้าผากเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 91, 33, 32 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบ (ปลอกกระสุนปืน) ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 6 เดือน คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 4 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงนายนันผู้ตาย 2 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณท้องด้านขวาและหน้าผาก เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์มีนายวิชัยหรือซ้งเจ้าของไร่ที่เกิดเหตุเป็นพยานเบิกความว่า คืนเกิดเหตุ ขณะที่พยานนอนอยู่ที่ห้องโถงในบ้านพักซึ่งตั้งอยู่ในไร่ที่เกิดเหตุ มีคนมาเคาะประตูหลังบ้านและพูดว่า "ช่วยเปิดประตูให้หน่อย" พยานไปเปิดประตูไม้แต่ไม่ได้เปิดประตูลูกกรงเหล็ก โดยขณะนั้นพยานได้เปิดไฟนีออนยาวอยู่บนตัวบ้าน พยานเห็นชายคนหนึ่งถืออาวุธปืนลูกซองยาวมาบอกว่า "ผมยิงคนตาย จะเอาปืนมาฝาก" พยานถามว่า "ยิงที่ไหน" ชายดังกล่าวตอบว่ายิงที่กระท่อมซึ่งอยู่ปลายไร่ของพยาน ระหว่างนั้นมีหญิงคนหนึ่งมายืนร้องให้ที่หน้าบ้านและบอกพยานว่า "เถ้าแก่นายนัน (ผู้ตาย) ถูกยิงตายแล้ว" เมื่อมีคนมาเรียกพยาน ชายคนดังกล่าวก็หลบหนีไป พยานเปิดประตูลูกกรงเหล็กออกไป พบอาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอก ของชายดังกล่าววางอยู่ พร้อมกับกระสุนปืนลูกซอง 2 นัด และปลอกกระสุนปืนลูกซอง 1 ปลอก ส่วนหญิงที่มาเรียกพยานคือนางวันดีหรือบัว คนงานในไร่ เมื่อพยานไปดูที่ท้ายไร่เห็นผู้ตายถูกยิงถึงแก่ความตายนอนตะแคงอยู่ข้างกระท่อมท้ายไร่หลังเกิดเหตุไม่ถึง 1 สัปดาห์ เจ้าพนักงานตำรวจนำภาพถ่ายหมาย จ.2 ให้พยานดู พยานจำได้ว่าเป็นภาพถ่ายของชายที่นำอาวุธปืนลูกซองยาวไปฝากพยานในคืนเกิดเหตุ โดยเจ้าพนักงานตำรวจบอกว่าชายดังกล่าวชื่อนายจีรศักดิ์ซึ่งก็คือจำเลยคดีนี้ (พยานชี้จำเลยในห้องพิจารณา) เห็นว่า นายวิชัยพยานโจทก์ไม่เคยรู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะเบิกความให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยโดยปราศจากมูลความจริง ขณะที่พยานเห็นจำเลยไปยืนอยู่ที่หน้าประตูหลังบ้านของพยาน ก็ได้ความจากคำเบิกความของพยานปากนี้ว่า พยานเห็นจำเลยในระยะใกล้เพียง 1 เมตร โดยบริเวณดังกล่าวมีแสงไฟฟ้าจากหลอดนีออนยาวส่องสว่าง แม้พยานจะเห็นจำเลยโดยมองผ่านประตูลูกกรงเหล็กซึ่งติดมุ้งลวด ก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการที่พยานจะมองเห็นจำเลยได้ ประกอบกับจำเลยเป็นคนแปลกหน้าที่ไปเคาะประตูเรียกพยานในยามวิกาล และจะขอฝากอาวุธปืนลูกซองยาวไว้ พยานย่อมจะต้องสนใจจ้องมองว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของพยานว่า พยานได้พูดคุยกับจำเลยเป็นเวลานานประมาณ 2 ถึง 3 นาทีด้วย พยานย่อมมีโอกาสที่จะจดจำหน้าจำเลยได้อย่างแม่นยำ แม้พยานจะเบิกความว่าจำไม่ได้ว่าจำเลยแต่งกายอย่างไร ก็ไม่ใช่ข้อสำคัญเพราะขณะนั้นพยานอาจไม่ทันได้สังเกตการแต่งกายของจำเลยก็ได้ จึงหาเป็นข้อพิรุธของพยานดังที่จำเลยฎีกาไม่ สำหรับอาวุธปืนลูกซองยาวที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยนำไปฝากนายวิชัยไว้นั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายอุทัยน้องจำเลยพยานโจทก์ว่า เป็นอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนที่พยานซื้อมาจากนางหนูเพียรเมื่อปี 2541 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.14 และโจทก์นำสืบว่าชั้นสอบสวนนายอุทัยได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งนายอุทัยได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ โดยนายอุทัยให้การเกี่ยวกับอาวุธปืนลูกซองยาวดังกล่าวไว้ว่า ก่อนเกิดเหตุ พยานได้ปรึกษากับจำเลยว่าหากไม่มีคนเฝ้าไร่ที่เกิดเหตุที่พยานเช่าจากนายวิชัย พยานเกรงว่าจะมีคนมาลักผลไม้ เนื่องจากเก็บเกี่ยวได้แล้ว ต่อมาเวลาประมาณ 22 นาฬิกา พยานกับจำเลยไปที่ไร่ที่เกิดเหตุและพยานได้ให้จำเลยเผ้าไร่โดยพยานมอบอาวุธปืนลูกซองยาวของกลางให้จำเลยไว้ด้วย ส่วนพยานกลับไปบ้านซึ่งอยู่อีกตำบลหนึ่ง ครั้นเวลาเที่ยงคืนเศษ นางรัตนาเจ้าของไร่ได้โทรศัพท์แจ้งแก่พยานว่า คนงานของพยานเอาอาวุธปืนลูกซองยาวยิงคนในไร่ พยานจึงไปยังไร่ที่เกิดเหตุแต่ไม่พบจำเลยอยู่ที่ไร่ที่เกิดเหตุ เห็นว่า นายอุทัยเป็นน้องจำเลยและให้การต่อพนักงานสอบสวนภายหลังเกิดเหตุเพียง 3 วัน จึงเชื่อได้ว่านายอุทัยให้การต่อพนักงานสอบสวนไปตามความสัตย์จริงโดยมิได้บิดเบือนข้อเท็จจริงให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย ส่วนที่นายอุทัยเบิกความปฏิเสธความถูกต้องของบันทึกคำให้การดังกล่าวโดยอ้างว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้อ่านข้อความในบันทึกคำให้การดังกล่าวให้พยานฟังก็ดีและที่เบิกความอ้างว่าจำเลยไม่เคยไปทำไร่กับพยานก็ดี น่าเชื่อว่าจะเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยพี่ของตนให้พ้นจากความผิดจึงไม่ควรนำมารับฟังเป็นประโยชน์แก่จำเลย ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของนายศักดิ์ชัยลูกจ้างทำไร่ของนายอุทัยพยานโจทก์ว่า ช่วงเกิดเหตุจำเลยได้ไปช่วยนายอุทัยทำไร่ในไร่ที่เกิดเหตุจริงและพยานเคยเห็นจำเลยถืออาวุธปืนลูกซองยาวดังกล่าวไปเฝ้าไร่ที่เกิดเหตุ กับได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของนายศักดิ์ชัยตามเอกสารหมาย ป.จ.1 ว่าก่อนเกิดเหตุคดีนี้ 2 ชั่วโมงเศษ ก่อนที่พยานจะเข้านอนพยานก็พบจำเลยอยู่ที่บ้านพักนายอุทัย ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอุทัยดังกล่าว ทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของนายอุทัยดังกล่าวมีน้ำหนักน่ารับฟังยิ่งขึ้น พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวเมื่อนำมารับฟังประกอบกันแล้ว จึงมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุนายอุทัยได้พาจำเลยไปที่กระท่อมท้ายไร่ที่เกิดเหตุเพื่อให้จำเลยเฝ้าไร่แทนนายแดง โดยนายอุทัยมอบอาวุธปืนลูกซองยาวของกลางพร้อมกระสุนปืนลูกซองอีก 4 นัด ให้จำเลยไว้ใช้เฝ้าไร่ด้วย และภายหลังจากที่ผู้ตายถูกยิงถึงแก่ความตายอยู่ข้างกระท่อมท้ายไร่ที่เกิดเหตุแล้ว จำเลยได้หลบหนี้ไป พฤติการณ์ของจำเลยที่หลบหนีก็เป็นข้อพิรุธของจำเลยที่ส่อแสดงว่าจำเลยได้กระทำความผิดจึงต้องหลบหนี สำหรับเหตุการณ์ที่ผู้ตายถูกอาวุธปืนลูกซองยาวยิงถึงแก่ความตายอยู่ข้างกระท่อมท้ายไร่ที่เกิดเหตุนั้น แม้โจทก์จะไม่สามารถติดตามตัวนายทองพูนเพื่อนร่วมงานของผู้ตาย ซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์ที่ผู้ตายถูกยิงมาเบิกความพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ แต่โจทก์ก็ได้ส่งบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนายทองพูนตามเอกสารหมาย จ.19 เป็นพยาน โดยมีพันตำรวจโทธวัชชัยพนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความรับรองว่า ชั้นสอบสวนพยานได้สอบปากคำนายทองพูนและบันทึกคำให้การไว้ตามเอกสารดังกล่าวจริง ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้วปรากฏว่านายทองพูนได้ให้การไว้ว่า ก่อนเกิดเหตุพยานกับผู้ตายซึ่งเป็นคนงานในไร่วงศ์เกษตรของนายวิชัยพากันไปดูหมอลำที่บ้านงานบวชในหมู่บ้าน จนกระทั่งเวลา 23.30 นาฬิกา ก็พากันเดินทางกลับ โดยพยานกับผู้ตายได้แวะไปหาพ่อใหญ่ ซึ่งเป็นคนเฝ้าไร่มะขามให้พาไปหานายแดงคนงานเฝ้าไร่ของนายอุทัยที่กระท่อมท้ายไร่ที่เกิดเหตุ เนื่องจากผู้ตายต้องการสอบถามนายแดงว่าทำไมไม่ไปเที่ยวด้วยกันตามที่นัดหมายไว้ โดยพยานได้เดินร้องเพลงตามหลังผู้ตายไปตลอดทางเพราะทราบว่านายแดงมีอาวุธปืน หากไม่ใช่คนในไร่อาจถูกยิง เมื่อไปถึงกระท่อมที่เกิดเหตุ คนในกระท่อมพูดว่า "อย่าเข้ามานะเดี๋ยวกูยิง" แต่เสียงพูดดังกล่าวไม่เหมือนเสียงนายแดง แล้วมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ผู้ตายร้องโอ้ย ๆ พ่อใหญ่วิ่งหนีกลับไปทางที่มาส่วนพยานวิ่งไปบอกนางวันดีภริยาผู้ตาย เมื่อพยานกับนางวันดีพากันไปที่เกิดเหตุอีกครั้ง ก็เห็นผู้ตายถูกยิงที่หน้าและเสียชีวิตแล้ว พยานทราบว่าคนยิงได้เอาอาวุธปืนลูกซองยาวที่ยิงไปมอบให้เถ้าแก่ซ้ง (นายวิชัย) เห็นว่า นายทองพูนได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุนั้นเอง ย่อมไม่ทันมีโอกาสคิดไตร่ตรองเพื่อปรักปรำหรือช่วยเหลือผู้ใดผู้หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ น่าเชื่อว่านายทองพูนให้การไปตามความสัตย์จริงตามเหตุการณ์ที่ตนพบเห็นมา แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่าแต่น่าเชื่อว่านำมารับฟังเพื่อพิสูจน์ความจริงได้ ศาลจึงนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยได้ โจทก์ยังมีดาบตำรวจถาวรผู้จับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า หลังเกิดเหตุ 4 เดือนเศษ พยานติดตามจับกุมจำเลยได้ตามหมายจับ พยานสอบถามแล้ว จำเลยได้ให้การรับสารภาพว่า จำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงผู้ตายถึงแก่ความตายจริงตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.7 ที่จำเลยได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยดังกล่าวเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับก่อนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคสุดท้าย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมใหม่โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 จะมีผลใช้บังคับ ศาลจึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยดังกล่าวมาฟังประกอบการลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโทศักดาพนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความอีกว่า ชั้นสอบสวนจำเลยยังคงให้การรับสารภาพเช่นเดียวกับชั้นจับกุม ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.12 ที่จำเลยลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ด้วย ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้วก็ปรากฏว่า จำเลยได้ให้การเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวของกลางยิงผู้ตายสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่นายทองพูนให้การไว้ดังกล่าวข้างต้นในข้อสาระสำคัญ และจำเลยยังได้ให้การเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จำเลยนำอาวุธปืนลูกซองยาวของกลางไปฝากไว้กับนายวิชัยระหว่างเกิดเหตุสอดคล้องกับคำเบิกความของนายวิชัยในข้อสาระสำคัญด้วย ทั้งจำเลยยังได้นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพดังกล่าวให้พนักงานสอบสวนถ่ายรูปไว้ ตามภาพถ่ายหมาย จ.9 อีกด้วย ส่วนภาพถ่ายหมาย จ.9 ภาพที่ 5 ที่จำเลยแสดงท่านำอาวุธปืนลูกซองยาวและกระสุนปืนลูกซองของกลางไปฝากไว้กับนายวิชัย โดยจำเลยส่งมอบให้นายวิชัยรับไปซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่นายวิชัยเบิกความไว้ว่าจำเลยวางอาวุธปืนลูกซองยาวและกระสุนปืนลูกซองไว้นอกบ้านนั้นเห็นว่าเป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียดหาใช่ข้อสำคัญไม่ จึงไม่เป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ถึงกับทำให้คำรับสารภาพของจำเลยรับฟังไม่ได้ดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา และที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยมีจ่าสิบตำรวจรัชตระกูลเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเทพสถิตย์เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นคนพาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากช่องไปจับกุมจำเลยที่วัดเขาบังเหย เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากช่องแสดงหมายจับและแจ้งข้อหาแก่จำเลย จำเลยให้การปฏิเสธนั้น ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวก็ไม่น่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยเพราะพยานปากนี้ให้การตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า พยานไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมด้วย นอกจากนี้ศาลฎีกาได้ตรวจบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.7 แล้ว ปรากฏว่าสถานที่ทำบันทึกการจับกุมคือสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากช่องหาได้ทำขึ้นที่วัดเขาบังเหยสถานที่จับกุมจำเลยไม่ ทั้งพยานจำเลยปากนี้ก็เบิกความตอบคำถามติงของทนายจำเลยยอมรับว่า ขณะทำบันทึกการจับกุมดังกล่าว พยานไม่ได้อยู่ที่สถานที่ทำบันทึกการจับกุมด้วย ดังนั้นจึงน่าเชื่อว่าเมื่อดาบตำรวจถาวรผู้จับกุมจำเลยพยานโจทก์นำตัวจำเลยไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอปากช่องแล้วจึงมีการแจ้งข้อหาและสอบถามคำให้การจำเลยอย่างเป็นทางการ เพื่อทำบันทึกการจับกุมไว้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ และจำเลยได้ให้การรับสารภาพตามที่มีการบันทึกไว้ในเอกสารดังกล่าว และให้จำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้เป็นหลักฐานดังที่ดาบตำรวจถาวรพยานโจทก์เบิกความไว้ ส่วนที่จำเลยนำสืบและฎีกาโต้เถียงอีกว่า ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยมิได้ให้การรับสารภาพโดยสมัครใจเพราะจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่ทำร้ายบังคับให้รับสารภาพ และลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวนั้น เห็นว่า ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าว คงมีแต่ตัวจำเลยเบิกความอ้างลอย ๆ โดยจำเลยไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงได้ทั้งไม่น่าเชื่อว่า เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนซึ่งไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนจะปฏิบัติต่อจำเลยโดยมิชอบด้วยอำนาจหน้าที่เพื่อกลั่นแกล้งจำเลยเช่นนั้น เพราะจะเป็นการเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียนหรือฟ้องร้องให้รับโทษในภายหลังได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.17 ระบุว่า คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายคือจำเลยขัดแย้งกับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.5 ที่ระบุว่าคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายคือนายแดงนั้น เห็นว่า รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจได้กระทำขึ้นเมื่อเวลา 2.15 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุหรือภายหลังเกิดเหตุเพียง 1 ชั่วโมงเศษเท่านั้น เจ้าพนักงานตำรวจผู้ลงบันทึกประจำวันดังกล่าว จึงอาจได้ข้อมูลเบื้องต้นคลาดเคลื่อนซึ่งน่าจะเป็นเพราะตามปกติบุคคลที่เฝ้าไร่อยู่ในกระท่อมดังกล่าวคือนายแดง และจากการสืบสวนต่อมาในภายหลังของวันเดียวกันนั้นเอง ข้อเท็จจริงจึงปรากฏชัดว่าคนร้ายนี้คือจำเลย ซึ่งเป็นคนเฝ้าไร่ที่เกิดเหตุแทนนายแดงในคืนเกิดเหตุพนักงานสอบสวนจึงได้ระบุชื่อจำเลยเป็นคนร้ายในบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุดังกล่าว ข้อขัดแย้งดังกล่าวจึงหาเป็นข้อพิรุธถึงกับทำให้พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้เสียทั้งหมดไม่ แม้จะปรากฏว่านางวันดีภริยาผู้ตายได้มาเป็นพยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยไว้ตอนหนึ่งว่าในคืนเกิดเหตุหลังจากผู้ตายถูกยิงแล้ว ขณะที่พยานกับนายทองพูนวิ่งไปที่บ้านนายวิชัยหรือซ้งเพื่อขอความช่วยเหลือ พยานเห็นบ้านนายวิชัยหรือซ้งปิดไฟฟ้าอยู่แล้วนางรัตนาบุตรนายวิชัยได้เปิดไฟฟ้าขึ้นและเป็นคนมาสอบถามพยานว่าใครถูกยิง โดยขณะนั้นพยานยังไม่พบนายวิชัย ซึ่งไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของนายวิชัยดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้น เห็นว่า โดยปกติสวิตซ์ปิดวงจรไฟฟ้าจะอยู่ภายในบ้าน ซึ่งคนที่อยู่นอกบ้านไม่น่าจะมอบเห็นได้ ที่นางวันดีพยานโจทก์เบิกความว่านางรัตนาเป็นคนเปิดสวิตซ์วงจรไฟฟ้า น่าจะเป็นการเบิกความโดยการคาดคะเนเพราะพยานเห็นนางรัตนาเป็นคนเปิดประตูบ้าน ออกมาพูดคุยกับพยาน โดยนางรัตนาอาจออกมาพูดคุยกับพยานทางประตูหน้าบ้านส่วนนายวิชัยยังอยู่ทางด้านหลังบ้าน พยานจึงไม่เห็นนายวิชัยในขณะนั้นก็ได้ ข้อแตกต่างดังกล่าวจึงไม่น่าจะเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ทำให้คำเบิกความของนายวิชัยที่เบิกความเกี่ยวกับจำเลยถึงกับรับฟังไม่ได้ดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ที่จำเลยนำอาวุธปืนลูกซองยาวของกลางไปฝากไว้กับนายวิชัยก็น่าจะเป็นเพราะอาวุธปืนลูกซองยาวดังกล่าวเป็นอาวุธปืนที่นายอุทัยน้องชายจำเลยซื้อมาและเป็นอาวุธปืนยาวไม่สะดวกในการที่จำเลยจะพาหลบหนี้ไปด้วย ทั้งยังได้ความจากคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวข้างต้นว่า หลังจากจำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองของกลางยิงผู้ตายแล้ว จำเลยรู้สึกสำนึกในความผิด จึงได้เดินไปหาเจ้าของไร่ที่เกิดเหตุซึ่งมีบ้านพักอยู่ในไร่ที่เกิดเหตุและฝากอาวุธปืนลูกซองยาวของกลางไว้กับเจ้าของไร่ ทั้งยังได้แจ้งให้เจ้าของไร่ทราบด้วยว่า จำเลยยิงผู้ตายโดยคิดว่าเป็นคนร้ายมาขโมยของในไร่ ซึ่งสอดคล้องตรงกับคำเบิกความของนายวิชัยเจ้าของไร่ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ข้อนำสืบของโจทก์ในข้อนี้จึงหาได้ขัดต่อเหตุผลดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาไม่ ส่วนที่พนักงานสอบสวนส่งอาวุธปืนลูกซองยาวพร้อมปลอกกระสุนปืนลูกซองของกลางไปให้ผู้ชำนาญการพิเศษตรวจพิสูจน์แล้ว แม้พันตำรวจตรีศุภฤกษ์ผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางพยานโจทก์จะเบิกความว่าพยานไม่อาจยืนยันได้ว่าปลอกกระสุนปืนลูกซองของกลางจะใช้ยิงจากอาวุธปืนลูกซองยาวของกลางหรือไม่ ก็ไม่ได้มีความหมายว่าปลอกกระสุนปืนไม่ได้ใช้ยิงจากอาวุธปืนลูกซองยาวของกลางดังที่จำเลยฎีกา เพราะพันตำรวจตรีศุภฤกษ์พยานโจทก์ได้เบิกความอธิบายว่าเหตุที่ไม่อาจยืนยันได้เช่นนั้นเนื่องจากปลอกกระสุนปืนของกลางมีรอยตำหนิน้อย แต่จากปลอกกระสุนปืนของกลางกับปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิงเปรียบเทียบจากอาวุธปืนลูกซองยาวของกลางก็มีตำหนิรอยเข็มแทงชนวนและรอยลายเส้นที่จานปลอกกระสุนปืนคล้ายคลึงกันตามที่พยานได้ระบุไว้ในรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ป.จ.2 ซึ่งเมื่อนำมารับฟังประกอบกับคำเบิกความของนายวิชัยและคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวข้างต้นแล้ว แม้จะไม่มีการตรวจลายนิ้วมือจำเลยที่อาวุธปืนลูกซองยาวก็ตาม แต่ก็น่าเชื่อว่าปลอกกระสุนปืนของกลางดังกล่าวเป็นปลอกกระสุนปืนที่จำเลยใช้ยิงผู้ตาย โดยยิงจากอาวุธปืนลูกซองยาวของกลาง ศาลฎีกาได้พิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยตระหนักแล้ว เห็นว่ามีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนลูกซองยาวของกลางยิงฆ่าผู้ตายจริงตามฟ้อง เมื่อวินิจฉัยแล้วข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ต่อไปว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอาวุธปืนลูกซองยาวของกลางไว้ในครอบครองด้วย เมื่อโจทก์นำสืบฟังได้อีกว่า อาวุธปืนลูกซองยาวดังกล่าวมีเครื่องหมายทะเบียน แต่ขณะเกิดเหตุ ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนลูกซองยาวดังกล่าวคืนนางหนูเพียรตามสำเนาใบอนุญาตเอกสารหมาย จ.23 หาใช่จำเลยไม่ และจำเลยได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนรวมถึงความผิดดังกล่าวด้วย จึงฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตดังที่โจทก์ฟ้องด้วย พยานฐานที่อยู่ของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อคดีนี้ได้ความจากบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนายทองพูนประจักษ์พยานโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.19 ว่า ขณะเกิดเหตุบริเวณที่เกิดเหตุมืดมากและไม่เปิดไฟที่กระท่อม ผู้ตายและพ่อใหญ่ได้ตะโกนบอกคนในกระท่อมซึ่งเข้าใจว่าเป็นนายแดงว่าผู้ตายเป็นลูกน้องเถ้าแก่ซ้งอยู่ในไร่นี้นะ เพราะทราบว่านายแดงมีอาวุธปืนและมีคนมาขโมยมะม่วงบ่อย ๆ เมื่อผู้ตายเดินไปที่กระท่อม คนในกระท่อมได้พูดว่า "อย่าเข้ามานะ เดี๋ยวกูยิง" แล้วจึงมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด และผู้ตายร้องโอ๊ย ๆ นอกจากนี้ยังได้ความจากบันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.19 ว่า คืนเกิดเหตุขณะที่จำเลยนอนอยู่ในกระท่อมจำเลยได้ยินเสียงเอะอะเหมือนคนพูดคุยกันผ่านมายังกระท่อม จำเลยคิดว่าคนที่มาเรียก (นายแดง) น่าจะเป็นคนร้ายที่เข้ามาขโมยผลไม้ในไร่ที่จำเลยเฝ้าอยู่ จำเลยจึงถืออาวุธปืนลูกซองยาวของกลางออกจากกระท่อมและยืนบังอยู่ข้างรถไถ จำเลยเห็นชาย 2 คนซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใครเนื่องจากมืดมองไม่เห็นหน้าโดยชาย 2 คนดังกล่าวอยู่ห่างจากจำเลยประมาณ 10 เมตร จำเลยตะโกนร้องถามว่า "ใคร" แต่ชายทั้งสองคนไม่ตอบ และชายคนหนึ่งซึ่งก็คือผู้ตายได้เดินเข้ามาหาจำเลย จำเลยร้องห้ามว่า "อย่าเข้ามานะ ถ้าเข้ามาอีกก้าว ผมจะยิง คนเก่าไม่อยู่นะ" พร้อมกับเล็งอาวุธปืนไปยังผู้ตาย แต่ผู้ตายเดินเข้ามาประชิดตัวจำเลยและปัดอาวุธปืนในมือจำเลย จำเลยเดินถอยหนี แต่ผู้ตายเดินเข้ามาหาจำเลยอีก จำเลยไม่ทราบว่าผู้ตายประสงค์ดีหรือร้าย จึงยิงปืนใส่ผู้ตาย 1 นัด ที่ลำตัวเพื่อป้องกันตัว ผู้ตายล้มลง จำเลยกลัวว่าผู้ตายจะลุกขึ้นมาทำร้ายจำเลยอีก จึงปลดลำกล้องปืนเอากระสุนปืนใส่ใหม่แล้วยิงไปที่ศีรษะผู้ตายอีก 1 นัด จากนั้นจำเลยจึงเดินไปหาเจ้าของไร่ที่เกิดเหตุและฝากอาวุธปืนลูกซองยาวของกลางพร้อมเครื่องกระสุนปืนไว้กับเจ้าของไร่ เห็นว่า จำเลยไม่เคยรู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายมาก่อน ทั้งขณะเกิดเหตุก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยและผู้ตายมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันแต่อย่างไร ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงน่าเชื่อตามที่จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวของกลางยิงผู้ตายโดยสำคัญผิดว่าผู้ตายกับพวกเป็นคนร้ายจะเข้ามาลักผลไม้ในไร่ที่เกิดเหตุและผู้ตายเดินเข้ามาจะทำร้ายจำเลย แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีอาวุธหรือพูดข่มขู่หรือมีกิริยาอาการว่าจะทำร้ายจำเลยโดยวิธีใด อันจะทำให้จำเลยได้รับอันตรายร้ายแรง หากจำเลยเพียงแต่ยิงขู่ก็น่าจะเป็นการเพียงพอที่จะทำให้ผู้ตายเกรงกลัวและหลบหนีไปได้เพราะผู้ตายหาใช่คนร้ายที่ประสงค์ร้ายต่อจำเลยไม่ การที่จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวของกลางซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงผู้ตายที่บริเวณหน้าท้อง 1 นัด จนผู้ตายล้มลงแล้วจำเลยยังได้ใส่กระสุนปืนลูกซองเข้าไปในรังเพลิงใหม่ แล้วยิงผู้ตายที่ศีรษะซ้ำอีก 1 นัด จนผู้ตายถึงแก่ความตาย เช่นนี้ จึงเป็นการกระทำโดยป้องกันอันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยลงกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้ และตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมเห็นได้ว่าความสำคัญผิดของจำเลยดังกล่าวเกิดขึ้นโดยความประมาทของจำเลย เนื่องจากจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังพิจารณาให้รอบคอบว่าผู้ตายกับพวกเป็นคนร้ายจริงไม่ เพราะหากผู้ตายกับพวกเป็นคนร้ายจะมาลักผลไม้ในไร่ที่เกิดเหตุ หรือจะมาทำร้ายจำเลยก็ไม่มีเหตุผลที่คนร้ายจะต้องส่งเสียงให้คนเฝ้าไร่รู้ตัว และร้องเรียกชื่อนายแดงซึ่งเป็นคนเฝ้าไร่ที่เกิดเหตุเช่นนั้น จำเลยย่อมต้องมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 โดยผลของมาตรา 62 วรรคสองด้วย ซึ่งแม้จะเป็นข้อแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง แต่ต่างกันระหว่างการกระทำความผิดโดยเจตนากับประมาท ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225 และกรณีนี้เป็นเรื่องกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำโดยสำคัญผิดซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และ 225 นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่าอาวุธปืนลูกซองของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และปลอกกระสุนปืนลูกซองของกลางก็เป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนดังกล่าวได้ มิใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด อันจะต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ทั้งยังได้ความตามทางพิจารณาว่า ปลอกกระสุนปืนของกลางเป็นของผู้อื่นซึ่งไม่ปรากฏว่าได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นของจำเลย จึงไม่อาจริบได้ตามมาตรา 33 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาริบปลอกกระสุนปืนลูกซองของกลางมาด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดต่อชีวิตจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 69 และ 62 วรรคแรก กับมาตรา 291 ประกอบด้วยมาตรา 62 วรรคสอง อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 69 และ 62 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามมาตรา 90 จำคุก 9 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืน ซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้แล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 4 เดือน ไม่ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 ม. 69
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายจีรศักดิ์ หรือแมว ครูสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4958/2551
#497853
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะมิได้ดำเนินการขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นก่อนเข้าตรวจค้นบ้านจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่หน้าบ้านจำเลย และเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมได้แอบซุ่มดูและเห็นเหตุการณ์การล่อซื้อดังกล่าว จึงเข้าตรวจค้นและจับกุมจำเลย เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดซึ่งหน้า และการตรวจค้นจับกุมได้กระทำต่อเนื่องกัน เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าตรวจค้นบ้านจำเลยได้โดยไม่จำต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (2) (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว เป็นจำคุก 7 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้โทษจำคุกให้น้อยลงจาก 10 ปี เป็น 7 ปี และลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนและแก้ไขเล็กน้อย โดยลงโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่น่าเชื่อว่ามีการวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยและโจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความ ทั้งประจักษ์พยานโจทก์ก็ไม่น่าเห็นเหตุการณ์เนื่องจากขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนและบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสลัว ๆ เท่านั้น อีกทั้งจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจ พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่พอฟังลงโทษจำเลยกับที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบานั้น ล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยดังกล่าวมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านจำเลยโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้เจ้าพนักงานตำรวจจะมิได้ดำเนินการขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นก่อนเข้าตรวจค้นบ้านจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่หน้าบ้านจำเลย และเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมได้แอบซุ่มดูและเห็นเหตุการณ์ล่อซื้อดังกล่าว จึงเข้าตรวจค้นและจับกุมจำเลย เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นการกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดซึ่งหน้า และการตรวจค้นจับกุมได้กระทำต่อเนื่องกัน เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าตรวจค้นบ้านจำเลยได้โดยไม่จำต้องมีหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (2) (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะทำความผิด ดังนี้การตรวจค้นบ้านจำเลยจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 92 (2) (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นางเรณู หมื่นภักดี
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4944/2551
#412056
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพ แต่ทางพิจารณาที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 57, 66, 91, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ และเงินสด 7,320 บาท คืนธนบัตร 24,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ นำโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 2 ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3190/2545 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ และนับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ติดต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3208/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) มาตรา 57 มาตรา 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) มาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 9 ปี ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57 มาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงแรก 4 ปี 6 เดือน กระทงที่สอง 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 12 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรของกลาง จำนวน 24,000 บาท และธนบัตรของกลางจำนวน 7,320 บาท แก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และโจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีกำหนด 6 เดือน ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้คืนธนบัตร 24,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเสพเมทแอมเฟตามีนเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ได้รับอนุญาตและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ด จากสายลับเป็นของกลางและคดีสำหรับจำเลยทั้งสองในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาเพียงว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีปรีดา กับจ่าสิบตำรวจพิชัย เป็นพยานเบิกความได้ความเพียงว่าหลังจากวางแผนล่อซื้อโดยนำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 24,000 บาท ไปถ่ายสำเนาเอกสารและลงบันทึกในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้เป็นหลักฐานแล้วมอบให้สายลับนำไปล่อซื้อจากจำเลยทั้งสองที่บ้านเกิดเหตุโดยพยานทั้งสองรออยู่ห่างที่เกิดเหตุถึง 150 เมตร ต่อมาสายลับโทรศัพท์เข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของพันตำรวจตรีปรีดาและมีเสียงผู้ชาย 2 คน พูดต่อรองราคาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและได้ยินชายคนหนึ่งพูดว่ามีของอยู่ 100 ตัว ส่วนที่เหลืออยู่ที่อื่นจะไปหยิบมาให้ จากนั้นพยานทั้งสองเข้าไปที่บ้านเกิดเหตุ พบว่าจำเลยทั้งสองวิ่งหลบหนีและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ สายลับมอบเมทแอมเฟตามีนให้พันตำรวจตรีปรีดา 300 เม็ด จากการตรวจค้น พบเงินจำนวน 7,320 บาท วางอยู่ภายในบ้าน จำเลยที่ 1 รับว่าได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองไม่เห็นการล่อซื้อระหว่างสายลับกับจำเลยที่ 1 คงได้ยินเสียงทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่อ้างว่าสายลับโทรศัพท์เข้ามาและมีชาย 2 คน พูดต่อรองราคาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น ซึ่งไม่อาจยืนยันได้แน่ชัดว่าเป็นการเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างสายลับกับจำเลยที่ 1 ทั้งเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ได้จากสายลับ หาได้ค้นได้ที่จำเลยที่ 1 ไม่และไม่ปรากฏว่าค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้ออยู่ที่จำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ส่วนเงินที่ค้นได้จากที่เกิดเหตุก็ไม่เกี่ยวข้องกับการล่อซื้อในครั้งนี้ คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเป็นเพียงพยานบอกเล่าที่มีน้ำหนักรับฟังได้น้อย เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความยืนยันว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางได้จากจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพ แต่ทางพิจารณาที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลก็มีอำนาจพิพากษายกฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายณรงค์ บุญเอหรือบุญกอ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายอนุสรณ์ สมทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4911/2551
#413198
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์ร่วมเช่าที่ดินพิพาท โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่มีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมและไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 362, 365

จำเลยให้การปฎิเสธ

ระหว่างพิจารณานางพิทยาพรผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุกหรือไม่ โจทก์ร่วม เบิกความว่า โจทก์ร่วมเช่าที่ดินพิพาทด้วยปากเปล่าจากจำเลยและนายไพบูลย์เพื่อทำเป็นเต็นท์รถค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท ไม่มีกำหนดเวลาเช่า ชำระค่าเช่าเป็นเงินสด แต่ไม่ได้รับใบเสร็จรับเงิน หลังจากเช่าที่ดินพิพาทแล้วโจทก์ร่วมได้ลาดยาง ตั้งเต็นท์ สร้างอาคารสำนักงาน และนำรถยนต์มาจอดขายในเต็นท์ประมาณ 10 คัน เห็นว่า หนังสือสัญญาเช่าที่ดินระหว่างบริษัท พี.ที.อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด กับมูลนิธิโรจตระการข้อ 1 ระบุว่า บริษัท พี.ที.อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด เช่าที่ดินพิพาทเพื่อทำห้องแสดงสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้า และข้อ 8 ระบุว่า ห้ามมิให้บริษัท พี.ที.อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด นำที่ดินพิพาทไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง หรือโอนสิทธิการเช่าให้ผู้อื่นหรือให้ผู้หนึ่งผู้ใดอยู่อาศัยหรือดำเนินกิจการค้าขายหรือประกอบกิจการอื่นใดในที่ดินพิพาท เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากมูลนิธิโรจตระการ ดังนั้น หากโจทก์ร่วมเช่าที่ดินพิพาทจากบริษัท พี.ที.อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด เพื่อใช้เป็นสถานที่ขายรถยนต์ที่ใช้แล้ว เมื่อมีการนำที่ดินพิพาทไปใช้ประกอบกิจการขายรถยนต์ที่ใช้แล้วผิดไปจากที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวมูลนิธิโรจตระการ ผู้ให้เช่าย่อมรู้เห็นได้ และกรณีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการให้เช่าช่วงหรือให้ผู้อื่นดำเนินกิจการค้าขายหรือประกอบกิจการอื่นใดในที่ดินพิพาท อันเป็นการผิดสัญญาเช่าซึ่งตามสัญญาเช่าข้อ 14 ถือว่าสัญญาเช่าสิ้นสุดและผู้เช่าต้องขนย้ายทรัพย์สินพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปภายใน 15 วัน หากไม่ขนย้ายต้องเสียค่าปรับวันละ 5,000 บาท จึงไม่มีเหตุผลใดที่บริษัท พี.ที.อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด จะให้โจทก์ร่วมเช่าช่วงที่ดินพิพาทโดยไม่ทำสัญญาเช่าและไม่ขออนุญาตจากมูลนิธิโรจตระการตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาเช่าที่ดินก่อน เพราะเป็นการเสี่ยงต่อการผิดสัญญาเช่าและต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่มูลนิธิโรจตระการ ประกอบกับภายในเต็นท์ที่ดินพิพาทมีเครื่องซักผ้าตั้งอยู่จำนวนหลายเครื่อง โดยได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทพงศกรพนักงานสอบสวนว่า ขณะไปดูที่ดินพิพาทภายในเต็นท์มีสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องซักผ้าหลายเครื่อง โจทก์ร่วมบอกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าดังกล่าวเป็นของบริษัท พี.ที.อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด ที่วางไว้นานแล้วเมื่อโจทก์ร่วมเช่าที่ดินพิพาทจากบริษัท พี.ที.อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด ดังที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้างแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลที่โจทก์ร่วมจะยินยอมให้บริษัทดังกล่าวนำเครื่องใช้ไฟฟ้ามาวางไว้อีก ที่โจทก์ร่วมอ้างว่า เหตุที่ไม่แจ้งให้นำเครื่องใช้ไฟฟ้าออกไปเนื่องจากยังขายรถยนต์ได้ก็ไม่สมเหตุผล นอกจากนี้บริษัท พี.ที.อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด เช่าที่ดินพิพาทจากมูลนิธิโรจตระการ มีกำหนดเวลา ๓ ปี แต่โจทก์ร่วมเบิกความว่า เช่าที่ดินพิพาทโดยไม่มีกำหนดเวลาเช่าขัดแย้งกับระยะเวลาเช่าตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินส่อเป็นพิรุธ แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีนางเพ็ชรรัตน์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ร่วมเช่าที่ดินพิพาทจากบริษัท พี.ที.อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด ก็ตาม แต่ขณะเกิดเหตุนางเพ็ชรรัตน์ทำหน้าที่เป็นผู้รับโทรศัพท์และรับแจ้งการซ่อมเครื่องซักผ้าของบริษัท พี.ที.อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด เท่านั้น ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเก็บเงินค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้าและค่าโทรศัพท์จากโจทก์ร่วม จึงมิใช่เป็นผู้รู้เห็นโดยตรงเกี่ยวกับการเช่าที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วม ทั้งได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของนางเพ็ชรรัตน์ว่า เคยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมมาก่อน นางเพ็ชรรัตน์ย่อมเบิกความช่วยเหลือโจทก์ร่วม คำเบิกความของนางเพ็ชรรัตน์ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีหลักฐานการชำระค่าเช่ามาแสดงต่อศาลและไม่ได้นำพนักงานบัญชีของบริษัท พี.ที.อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด ผู้เก็บเงินค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้าและค่าโทรศัพท์จากโจทก์ร่วมมาเบิกความเป็นพยานทำให้ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการชำระค่าเช่าที่ดินพิพาทและค่าสาธารณูปโภคกันดังที่โจทก์ร่วมเบิกความ และเมื่อพิจารณาภาพถ่ายที่ดินพิพาทหมาย จ.4 และ ล.8 แล้ว เห็นว่า ขณะเกิดเหตุภายในเต็นท์ดังกล่าวมีรถยนต์จอดเพียง 3 คัน ซึ่งจำเลยเบิกความปฏิเสธว่ารถยนต์ตามภายถ่ายหมาย ล.8 ยี่ห้อเปอร์โยต์เป็นรถยนต์ของโจทก์ร่วมซึ่งใช้การไม่ได้ยี่ห้อวอลโว่เป็นของจำเลย และรถยนต์กระบะเป็นของช่างที่มาทำรั้ว โดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำหลักฐานมาแสดงว่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นรถยนต์ของโจทก์ร่วมที่ซื้อมาเพื่อขาย และได้ความจากคำเบิกความของนายสมพงษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ไม่พบป้ายโฆษณาซื้อขายรถและชื่อร้านในที่ดินพิพาท รถยนต์ที่จอดไว้ไม่ติดป้ายว่าขาย ที่ดินพิพาทจึงไม่มีลักษณะใช้เป็นเต็นท์ซื้อขายรถยนต์ที่ใช้แล้ว ส่วนที่นายพิพัฒน์สามีโจทก์ร่วม เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุเต็นท์ขายรถมีรถยนต์จอดไว้เพื่อขาย 4 คันเป็นรถยนต์กระบะยี่ห้อดัทสัน 1 คัน รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า 1 คัน รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรล่า 1 คัน และรถยนต์เก๋งยี่ห้อเปอร์โยต์ 1 คัน ก็ขัดแย้งกับภาพถ่ายหมาย จ.4 และ ล.8 และไม่ปรากฏว่า โจทก์ร่วมหรือนายพิพัฒน์ได้จดทะเบียนการค้าในการประกอบกิจการซื้อขายรถยนต์ที่ใช้แล้ว แม้ร้อยตำรวจโทพงศกรเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุเคยผ่านบริเวณที่ดินพิพาทมีลักษณะเป็นเต็นท์ขายรถ มีรถยนต์จอดอยู่ 2 ถึง 3 คัน ก็เป็นการเบิกความตามความเข้าใจของร้อยตำรวจโทพงศกรที่เห็นเต็นท์และรถยนต์เท่านั้น ร้อยตำรวจโทพงศกรยังเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่า ขณะไปดูที่ดินพิพาทไม่แน่ใจว่ายังประกอบกิจการขายรถยนต์หรือไม่ แสดงว่าร้อยตำรวจโทพงศกรไม่รู้ว่าก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมใช้ที่ดินพิพาทประกอบกิจการซื้อขายรถยนต์ที่ใช้แล้วหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมขัดต่อเหตุผลและมีพิรุธ ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเช่าที่ดินพิพาทจากบริษัท พี.ที.อีเล็คโทรนิคส์ จำกัด โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่มีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมและไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางพิทยาพร เตชะธิติกร
จำเลย — นายซี ฮง เตียว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิเชียร วชิรประทีป
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4899/2551
#495723
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยโดยบรรยายฟ้องว่า สัญญาเช่าที่จำเลยเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสองได้ครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าอยู่อีกต่อไป จึงฟ้องขับไล่จำเลย ขอให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหาย ส่วนจำเลยให้การว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีข้อตกลงเช่ากันเป็นเวลา 20 ปี จำเลยไม่ได้ค้างชำระค่าเช่า สัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนด ประเด็นข้อพิพาทข้อแรกจึงมีว่า ในขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้นั้น สัญญาเช่าอาคารพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้วหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลในคำวินิจฉัยโดยยกข้อต่อสู้ของจำเลยในทำนองที่ว่า หากฟังได้ตามข้อต่อสู้ของจำเลยว่ามีสิทธิเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสองได้ 20 ปี นับจากวันทำสัญญาก็ตามขณะที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาอยู่ระยะเวลาการเช่าก็ครบกำหนดแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าอีกต่อไป จำเลยจึงต้องออกจากอาคารพิพาทนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยโดยใช้ระยะเวลาในการตั้งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองและข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ตรงกับเหตุในคดี แต่เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าออกไปเกินสมควร เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีพอวินิจฉัยได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก

ข้อตกลงที่จะยินยอมให้โจทก์ทั้งสองระบุจำนวนค่าเช่าให้ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้ซึ่งเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยตามกฎหมายนั้น ย่อมเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จำเลยจึงไม่อาจยกข้อตกลงดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในคดีได้ แม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้มาเบิกความหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวก็ตาม จำเลยและสามีเช่าอาคารพิพาทเพื่อทำเป็นห้องอาหารและห้องเล่นสนุกเกอร์ แม้จะใช้เงินลงทุนปรับปรุงอาคารถึง 7,000,000 บาท แต่ก็เป็นการลงทุนปรับปรุงอาคารเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของจำเลยและสามีเองยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

เมื่อสัญญาเช่าตามฟ้องครบกำหนดระยะเวลาและโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไปแล้ว การอยู่ในอาคารพิพาทต่อมาของจำเลยจึงเป็นการละเมิดโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายนับแต่วันผิดสัญญาถึงวันฟ้องและนับจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากอาคารพิพาทตามคำขอของโจทก์ทั้งสองนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวจากโจทก์ทั้งสองมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตกลงค่าเช่าในอัตราเดือนละ 20,000 บาท กำหนดชำระค่าเช่าภายในวันที่ 1 ของทุกเดือนครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว จำเลยค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่งวดวันที่ 1 มีนาคม 2545 ถึงงวดวันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นเงิน 80,000 บาท โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าอีกต่อไปจึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและให้ออกจากอาคารพิพาท จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากอาคารพิพาทและห้ามมิให้มาเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระจำนวน 80,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 200,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากอาคารพิพาท

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่ปี 2528 ค่าเช่าในอัตราเดือนละ 50,000 บาท แต่เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ต้องการหลีกเลี่ยงภาษีจึงระบุอัตราค่าเช่าไว้ในสัญญา 20,000 บาท หากจำเลยตกลง โจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทเป็นระยะเวลา 20 ปี โดยจะต่อสัญญาเช่าให้ทุกปี จำเลยยินยอมและลงทุนตกแต่งอาคารพิพาททั้งหมดเป็นจำนวนเงิน 7,000,000 บาท จำเลยชำระค่าเช่าให้โจทก์ที่ 1 ทุกเดือน 50,000 บาท ไม่เคยผิดนัดและโจทก์ที่ 1 ออกใบเสร็จรับเงินระบุค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท ต่อมาประมาณปลายปี 2544 โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระทั้งที่จำเลยชำระค่าเช่าให้โจทก์ทั้งสองทุกเดือนไม่เคยผิดนัด ต่อมาเดือนมกราคม 2545 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยต่อศาลชั้นต้นซึ่งได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โจทก์ที่ 1 ไม่อุทธรณ์แต่กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ทั้ง ๆ ที่ทราบดีแล้วว่ายังเหลือระยะเวลาการเช่าอีก 3 ปี ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองเรียกมาเกินความเป็นจริง โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย อีกทั้งก่อนฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่เคยบอกกล่าวทวงถามเป็นหนังสืออันจะทำให้จำเลยได้ใช้สิทธิโต้แย้ง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาท ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 280,000 บาท และอีกเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากอาคารดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์นั้นปรากฏว่าครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่าในวันที่ 30 มิถุนายน 2548 ตามข้อต่อสู้ของจำเลยแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป จึงพิพากษาขับไล่จำเลย เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยโดยบรรยายฟ้องว่า สัญญาเช่าที่จำเลยเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสองได้ครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าอยู่อีกต่อไปจึงฟ้องขับไล่จำเลย ขอให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหาย ส่วนจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีข้อตกลงเช่ากันเป็นเวลา 20 ปี จำเลยชำระค่าเช่าให้โจทก์ทั้งสองทุกเดือน ไม่ได้ค้างชำระค่าเช่า สัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนด จำเลยมีสิทธิเช่าอยู่ต่อไป ประเด็นข้อพิพาทข้อแรกจึงมีว่าในขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้นั้น สัญญาเช่าอาคารพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้วหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลในคำวินิจฉัยโดยยกข้อต่อสู้ของจำเลยในทำนองที่ว่าหากฟังได้ตามข้อต่อสู้ของจำเลยว่ามีสิทธิเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสองได้ 20 ปี นับจากวันทำสัญญาในปี 2528 ก็ตาม ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาอยู่ ระยะเวลาการเช่าก็ได้ครบกำหนดแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าอีกต่อไป จำเลยจึงต้องออกจากอาคารพิพาทนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยโดยใช้ระยะเวลาในการตั้งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองและข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ตรงกับเหตุในคดี ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าออกไปเกินสมควรเนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีพอวินิจฉัยชี้ขาดได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก

คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ จากคำเบิกความของจำเลยสัญญาเช่าอาคารพิพาทที่จำเลยอ้างว่ามีข้อตกลงให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทได้ 20 ปี นั้น คือสำเนาเอกสาร "หนังสือสัญญาเช่าตึกแถว ห้องแถว ตามประมวลกฎหมายใหม่" ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2528 ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับนายสุเทพ สามีของจำเลยที่อ้างส่งท้ายคำเบิกความของนายธีระ จำนวน 3 แผ่น แทรกอยู่ระหว่างเอกสาร โดยสัญญาดังกล่าวเป็นเอกสารแผ่นที่ 3 ในเอกสารฉบับนี้ระบุระยะเวลาการเช่าไว้เพียง 10 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2528 ดังนั้น จากเอกสารดังกล่าวสัญญาเช่าจึงครบกำหนดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2538 ซึ่งทั้งนายธีระพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลยต่างเบิกความตรงกันว่าหลังจากที่นายสุเทพสามีของจำเลยถึงแก่ความตายในปี 2535 แล้ว จำเลยยังคงเช่าอาคารพิพาทอยู่ต่อมาจนครบระยะเวลาในปี 2538 หลังจากนั้นตั้งแต่ปี 2539 เรื่อยมา โจทก์ทั้งสองยังคงทำสัญญาให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทต่ออีกในลักษณะเป็นรายปี จนมาถึงสัญญาเช่าครั้งสุดท้ายในปี 2544 เห็นว่า ไม่มีข้อความใดๆ ในสัญญาเช่าดังกล่าว ระบุให้เห็นได้ว่าเป็นการเช่าที่มีกำหนดระยะเวลา 20 ปี คงเป็นเพียงคำเบิกความลอยๆ ของจำเลยว่าความจริงแล้วค่าเช่าที่จำเลยชำระให้โจทก์ทั้งสองตามสัญญาฉบับนี้คือ 50,000 บาท ต่อเดือน แต่ที่ระบุไว้ในสัญญาเพียง 10,000 บาท ก็เพื่อประโยชน์ของโจทก์ที่ 1 ที่จะทำให้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาน้อยลง และที่ระบุระยะเวลาการเช่าไว้เพียง 10 ปี เพราะโจทก์ที่ 1 มีอายุมากแล้ว ให้ระบุเพียงเท่านั้นก่อน แต่ได้แจ้งให้จำเลยและสามีอยู่ในอาคารพิพาทต่อไปโดยไม่มีกำหนด อีกทั้งข้อตกลงที่จะยินยอมให้โจทก์ทั้งสองระบุจำนวนค่าเช่าให้ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้ซึ่งเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยตามกฎหมายนั้น ย่อมเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จำเลยจึงไม่อาจยกข้อตกลงดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในคดีได้ แม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้มาเบิกความหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวก็ตาม จำเลยและสามีเช่าอาคารพิพาทเพื่อทำเป็นห้องอาหาร และห้องเล่นสนุกเกอร์แม้จะใช้เงินลงทุนปรับปรุงอาคารถึง 7,000,000 บาท แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นการลงุทนปรับปรุงอาคารเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของจำเลยและสามีเองยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาจนทำให้น่ารับฟังว่ามีข้อตกลงให้จำเลยและสามีเช่าอาคารพิพาทเป็นเวลา 20 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2528 ดังข้อต่อสู้ของจำเลยแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นรับฟังว่าสัญญาเช่าอาคารพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาเช่าต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายคือจำเลยต้องรับผิดโจทก์ทั้งสองเพียงใด จำเลยเบิกความรับว่าเนื่องจากเคยพิพาทเป็นคดีกับโจทก์ทั้งสองในเรื่องสัญญาเช่าอาคารพิพาทมาก่อนในระหว่างอายุการเช่าสัญญาตามฟ้อง จำเลยไม่เคยชำระค่าเช่าตั้งแต่โจทก์ฟ้องคดีดังกล่าวเพราะไม่ทราบว่าจะชำระที่ไหน อย่างไรนอกจากนี้จำเลยยังเบิกความว่าความจริงจำเลยชำระค่าเช่าให้โจทก์ทั้งสองเดือนละ 50,000 บาท มิใช่ 20,000 บาท ตามสัญญา ดังนั้น เมื่อสัญญาเช่าตามฟ้องครบกำหนดระยะเวลาและโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไปแล้ว การอยู่ในอาคารพิพาทต่อมาของจำเลยจึงเป็นการละเมิดโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างตามสัญญารวม 4 เดือน เป็นเงิน 80,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันผิดสัญญาถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลา 4 เดือน เป็นเงิน 200,000 บาท และนับจากวันฟ้องไปอีกเดือนละ 50,000 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากอาคารพิพาทตามคำขอของโจทก์ทั้งสองนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 420 ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวัสดิ์ ไม้ไทย กับพวก
จำเลย — นางสรางค์จิต เมฆเกรียงไกร
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4895/2551
#497313
เปิดฉบับเต็ม

การหักกลบลบหนี้นั้น ป.พ.พ. มาตรา 341 ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า ต้องเป็นเรื่องที่บุคคลสองคนต่างมีความผูกพันต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกัน และต้องมีมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน กล่าวคือ มีวัตถุแห่งหนี้เหมือนกัน เช่น เงินต่อเงินหรือสิ่งของต่อสิ่งของ และหนี้ทั้งสองฝ่ายต้องถึงกำหนดชำระแล้ว จึงจะนำมาขอหักกลบลบหนี้กันได้ จำเลยเป็นหนี้ค่าจ้างค้างชำระแก่โจทก์ซึ่งเป็นหนี้เงิน แม้จำเลยจะโต้แย้งว่า จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์แต่ฝ่ายเดียว เพราะโจทก์มีหนี้ที่ต้องส่งคืนวงล้อรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ยังไม่ได้ทำการชุบสีให้แก่จำเลยก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวหามีมูลหนี้อันเป็นวัตถุอย่างเดียวกันไม่ ทั้งไม่ปรากฏว่าหนี้ดังกล่าวถึงกำหนดชำระแล้วแต่อย่างไร กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์เรื่องหักกลบลบหนี้ เพียงแต่เป็นเรื่องที่จำเลยขอชำระหนี้ด้วยสิ่งของอื่นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 321 ซึ่งจำเลยจะทำได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยินยอมตกลงด้วยเท่านั้น แต่ได้ความว่าก่อนฟ้องและหลังฟ้องโจทก์กับจำเลยได้เจรจาตกลงหนี้กันแล้วแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์จึงยึดหน่วงวงล้อรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ยังอยู่ที่โจทก์ไว้เพื่อให้จำเลยชำระหนี้และจำเลยก็ไม่ได้นำสืบว่า โจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยนำวงล้อรถจักรยานยนต์ดังกล่าวตีราคาชำระหนี้แก่โจทก์แต่อย่างไรด้วย จำเลยจึงไม่อาจนำวงล้อรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ยึดหน่วงไว้ตีราคาชำระหนี้แก่โจทก์ได้อีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่า ฟ้องแย้งของจำเลยไม่ต้องด้วยลักษณะหักกลบลบหนี้จึงให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยนั้นชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยนำฟ้องแย้งไปฟ้องเป็นคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยนำวงล้อรถจักรยานยนต์มาว่าจ้างให้โจทก์ชุบสีหลายครั้งและค้างชำระค่าจ้างอยู่จำนวน 346,280 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 378,743.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 346,280 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยไม่ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องในการชุบสี และโจทก์ยังไม่ได้ส่งคืนวงล้อรถจักรยานยนต์จำนวน 1,153 วง คิดเป็นมูลค่า 922,400 บาท แก่จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์คืนวงล้อรถจักรยานยนต์จำนวนดังกล่าวแก่จำเลยในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน โดยหักกลบลบหนี้กับค่าจ้างของโจทก์ตามฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ได้ผิดสัญญา จำเลยไม่เคยแจ้งหรือส่งวงล้อรถจักรยานยนต์ที่เสียหายมาให้โจทก์ดำเนินการแก้ไข โจทก์มีสิทธิยึดหน่วงวงล้อรถจักรยานยนต์ไว้จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 346,280 บาท แม้โจทก์จะมีสิทธิยึดหน่วงวงล้อรถจักรยานยนต์จำนวน 1,153 วง ของจำเลยไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ แต่จำเลยฟ้องแย้งขอให้หักกลบลบหนี้ จึงเห็นสมควรกำหนดให้ในราคาวงล้อละ 350 บาท คิดเป็นเงินจำนวน 403,550 บาท เมื่อนำไปหักกลบลบหนี้กันแล้ว โจทก์คงเป็นหนี้จำเลยจำนวน 57,276 บาท (ที่ถูกควรเป็น 57,270 บาท ) พิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 57,276 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 346,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ทำการชุบสีวงล้อรถจักรยานยนต์แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าจ้างตามฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 346,280 บาท และโจทก์ได้ยึดหน่วงวงล้อรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่นำมาจ้างให้โจทก์ชุบสีแต่ยังไม่ได้ชุบและยังไม่ได้ส่งคืนจำเลยอยู่อีกจำนวน 1,153 วง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งขอให้นำวงล้อรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ถูกโจทก์ยึดหน่วงไว้มาหักกลบลบหนี้กับค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระโจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า สำหรับเรื่องสิทธิยึดหน่วงนั้น จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิยึดหน่วงวงล้อรถจักรยานยนต์ของจำเลยดังกล่าวแต่อย่างไร กรณีจึงฟังยุติว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองวงล้อรถจักรยานยนต์ของจำเลยดังกล่าว และมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครอบครองไว้ โจทก์จึงมีสิทธิยึดหน่วงวงล้อรถจักรยานยนต์ของจำเลยดังกล่าวไว้ จนกว่าจะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 วรรคหนึ่ง และมาตรา 244 ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งขอให้นำวงล้อรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่โจทก์ยึดหน่วงไว้มาหักกลบลบหนี้ค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระอยู่ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า ในเรื่องการหักกลบลบหนี้นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า ต้องเป็นเรื่องที่บุคคลสองคนต่างมีความผูกพันต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกัน กล่าวคือโจทก์และจำเลยจะต้องเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ซึ่งกันและกัน และต้องมีมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน กล่าวคือมีวัตถุแห่งหนี้เหมือนกันเช่น เงินต่อเงินหรือสิ่งของต่อสิ่งของ และหนี้ทั้งสองฝ่ายต้องถึงกำหนดชำระแล้ว จึงจะนำมาขอหักกลบลบหนี้กันได้ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนี้ค่าจ้างค้างชำระแก่โจทก์ซึ่งเป็นหนี้เงิน แม้จำเลยจะฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์แต่ฝ่ายเดียว เพราะโจทก์มีหนี้ที่ต้องส่งคืนวงล้อรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ยังไม่ได้ทำการชุบสีให้แก่จำเลยก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวหามีมูลหนี้อันเป็นวัตถุเดียวกันไม่ ทั้งไม่ปรากฏว่าหนี้ดังกล่าวถึงกำหนดชำระแล้วแต่อย่างไร กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์เรื่องการหักกลบลบหนี้ตามที่กล่าวมาแล้ว เพียงแต่เป็นเรื่องที่จำเลยขอชำระหนี้ด้วยสิ่งของอื่นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 เท่านั้น ซึ่งจำเลยจะทำได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยินยอมตกลงด้วยเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนฟ้องและหลังฟ้องโจทก์กับจำเลยได้เจรจาตกลงหนี้กันแล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์จึงยึดหน่วงวงล้อรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ยังอยู่ที่โจทก์ไว้เพื่อให้จำเลยชำระหนี้และจำเลยก็ไม่ได้นำสืบว่าโจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยนำวงล้อรถจักรยานยนต์ดังกล่าวตีราคาชำระหนี้แก่โจทก์แต่อย่างไรด้วย จำเลยจึงไม่อาจขอนำวงล้อรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ยึดหน่วงไว้ตีราคาชำระหนี้แก่โจทก์ได้อีกเช่นกัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าฟ้องแย้งของจำเลยไม่ต้องด้วยลักษณะหักกลบลบหนี้จึงให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยนำฟ้องแย้งไปฟ้องเป็นคดีใหม่และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่เหลือที่เกี่ยวกับการกำหนดราคาวงล้อรถจักรยานยนต์ของจำเลยหรือไม่ เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาให้เป็นอื่นฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 341
ป.วิ.พ. ม. 148 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพัฒนกิจอโนไดซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทแสงสหยนต์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4891/2551
#414598
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทางพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ 1 ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความ และโจทก์มีสิทธิขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยที่ 2 แต่ทางดังกล่าวในที่ดินของจำเลยที่ 2 ไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ทางพิพาทส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 ไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นทางจำเป็น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่วินิจฉัยว่าโจทก์ได้ภาระจำยอมในทางพิพาทโดยอายุความ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เพราะไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ทางพิพาทอาจเป็นทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอมหรือทั้งสองอย่างขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณา คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง

ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมอยู่จนไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้เจ้าของที่ดินแปลงที่ปิดล้อมอยู่นั้นเปิดทาง เพื่อให้โจทก์เข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 อันเป็นการใช้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนด จึงมิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 89 จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 654 ส่วนจำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 655 ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยทั้งสอง โดยที่ดินของโจทก์มีที่ดินของจำเลยทั้งสองและของบุคคลอื่นล้อมรอบอยู่ ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ เมื่อปี 2519 โจทก์และบริวารซึ่งอาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์ได้ใช้เส้นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะโดยการเดินและใช้รถยนต์ผ่านที่ดิน 2 แปลง คือ ที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 73 ซึ่งเป็นของนางต้าน ทางดังกล่าวมีความกว้างประมาณ 3 เมตร ยาว 554.85 เมตร ซึ่งโจทก์ใช้ทางดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ต่อมาปี 2530 จำเลยทั้งสองต้องการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นทางดังกล่าวจึงขอให้โจทก์และบริวารใช้เส้นทางอีกเส้นทางหนึ่ง โดยผ่านที่ดินรวม 3 แปลง แปลงแรกคือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 655 ของจำเลยที่ 2 แปลงที่ 2 คืนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 654 ของจำเลยที่ 1 และแปลงที่ 3 คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 74 (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 4430) ของนางโกสนออกสู่ทางสาธารณะโจทก์จึงปรับปรุงและใช้เส้นทางเส้นใหม่นี้ซึ่งมีความกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 454.30 เมตร และใช้ทางดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยตลอดมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านต่อมาปลายปี 2542 โจทก์ต้องการปรับปรุงทางเข้าออกดังกล่าวเพราะมีสภาพชำรุดทรุดโทรมเป็นหลุมเป็นบ่อไม่สะดวกในการสัญจรในช่วงฤดูฝน โดยโจทก์จะออกค่าใช้จ่ายเอง จึงได้เจรจากับจำเลยทั้งสองและนางโกสน นางโกสนให้ความยินยอม แต่จำเลยทั้งสองไม่ยินยอม และทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและทางภาระจำยอม ให้จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์ทำทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและ/หรือทางภาระจำยอมแก่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 89 ของโจทก์ ถ้าจำเลยทั้งสองไม่กระทำให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์และบริวารไม่เคยใช้เส้นทางเข้าออกหรือใช้รถยนต์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสอง แต่โจทก์ใช้เส้นทางผ่านที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 73 ของนางต้านเพื่อออกสู่ทางสาธารณะสายมวกเหล็ก-คำพราน ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4 ที่โจทก์อ้างว่าเคยใช้เส้นทางผ่านที่ดินดังกล่าวนั้น ไม่ปรากฏในแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 คงปรากฏแต่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ดิน 24 ซึ่งปัจจุบันนายเกษม และนางสมหวังเป็นเจ้าของที่ดิน ได้ขุดบ่อเลี้ยงปลาไว้ แต่ได้ทำคันบ่อเลี้ยงปลาให้โจทก์และบริวารสัญจรผ่านไปมาได้ โจทก์จึงสามารถใช้ทางดังกล่าวออกสู่ทางสาธารณะได้ ก่อนฟ้องโจทก์ได้ปลอมแปลงเอกสารภาพถ่ายทางอากาศ แสดงว่ามีทางสาธารณะผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองไปสู่ที่ดินของโจทก์ นำไปร้องเรียนต่อนายอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี 2 ครั้ง ซึ่งทางราชการได้ตรวจสอบหลักฐานทางที่ดินและข้อเท็จจริงแล้วสรุปว่าไม่มีทางสาธารณะตามที่โจกท์อ้าง โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และคำฟ้องของโจทก์รวมทั้งคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองยินยอมให้ทำทางออกสู่ทางสาธารณะโดยอ้างว่าเป็นทางจำเป็นและภาระจำยอม และได้ครอบครองโดยสงบเปิดเผยมาเกินกว่า 10 ปี แล้วนั้น จำเลยทั้งสองไม่สามารถให้การต่อสู้ได้ถูกต้อง เพราะข้อกล่าวหาของโจทก์ทั้งสามข้อมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่องค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน ทำให้จำเลยทั้งสองไม่สามารถเข้าใจหลักแห่งข้อหาและสภาพข้อกล่าวหาของโจทก์ได้ คำฟ้องของโจทก์จึงเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 655 ตำบลคำพราน อำเภอมวกเหล็ก (วังม่วง) จังหวัดสระบุรี ของจำเลยที่ 2 ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินจากทิศเหนือตรงลงมาทางทิศใต้ความกว้าง 3 เมตร ตามเส้นสีน้ำตาลในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 โดยให้โจทก์จ่ายค่าทดแทนเพื่อความเสียหายในการใช้ทางจำเป็นแก่จำเลยที่ 2 ปีละ 1,000 บาท และให้โจทก์ได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 654 ตำบลคำพราน อำเภอมวกเหล็ก (วังม่วง) จังหวัดสระบุรีของจำเลยที่ 1 ทางด้านทิศใต้เริ่มจากทิศตะวันตกมาทางทิศตะวันออกถึงรอยต่อระหว่างที่ดินของจำเลยที่ 1 กับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ดิน 5 ความกว้าง 3 เมตร ตามเส้นสีน้ำตาลในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 และให้โจทก์ทำทางตามที่จำเป็นโดยให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองน้อยที่สุด ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนภาระจำยอมทางพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 654 ตำบลคำพราน อำเภอมวกเหล็ก (วังม่วง) จังหวัดสระบุรี ของจำเลยที่ 1 กว้าง 3 เมตร ตามเส้นสีน้ำตาลในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 เป็นทางจำเป็น ให้โจทก์จ่ายค่าทดแทนเพื่อความเสียหายในการใช้ทางจำเป็นแก่จำเลยที่ 1 ปีละ 1,200 บาท และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 89 ตำบลคำพราน อำเภอมวกเหล็ก (วังม่วง) จังหวัดสระบุรี จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 654 และจำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 655 ตำบลคำพราน อำเภอมวกเหล็ก (วังม่วง) จังหวัดสระบุรี ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินของโจทก์ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 และแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินของจำเลยทั้งสองและที่ดินของบุคคลอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทางพิพาทตามเส้นสีน้ำตาลในที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์โดยอายุความ และโจทก์มีสิทธิขอให้เปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยที่ 2 ตามเส้นสีน้ำตาลในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 แต่ทางดังกล่าวในที่ดินของจำเลยที่ 2 ไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ทางพิพาทตามเส้นสีน้ำตาลในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 ไม่ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินของโจทก์ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่วินิจฉัยว่าโจทก์ได้ภาระจำยอมในทางพิพาทโดยอายุความ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เพราะไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่อย่างใด ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยแต่เพียงว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จะมีสิทธิผ่านทางตามเส้นสีน้ำตาลในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ในที่ดินของจำเลยทั้งสองไปสู่ทางสาธารณะได้ หรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เส้นทางสีฟ้าตามแผนที่เอกสารหมาย จ.4 เป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุดสำหรับโจทก์เพราะเป็นเส้นทางหลวงแผ่นดินซึ่งใหญ่กว่าทางสาธารณะที่โจทก์ใช้ทางออกตามเส้นสีน้ำตาล ในข้อนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม บัญญัติว่า "ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นได้..." โจทก์บรรยายฟ้องว่าทางตามเส้นสีฟ้ามีความยาว 554.85 เมตร ส่วนทางตามเส้นสีน้ำตาลมีความยาวประมาณ 454.30 เมตร จำเลยทั้งสองมิได้ให้การเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เส้นทางสีฟ้ามีความยาวมากกว่าเส้นทางสีน้ำตาล ดังนี้ แม้เส้นทางสีฟ้าจะเป็นทางตรงแต่มีความยาวมากกว่าถึงประมาณ 100 เมตร ย่อมทำให้เสียหายแก่เจ้าของที่ดินมากกว่าเส้นทางสีน้ำตาล ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองที่ล้อมอยู่โดยใช้เส้นทางสีน้ำตาลในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้อง ที่ดินของโจทก์มีที่ดินของจำเลยทั้งสองและของบุคคลอื่นปิดล้อมอยู่ไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสองโดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาให้เกิดทางภาระจำยอมมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ต่อมาเมื่อปลายปี 2542 จำเลยทั้งสองนำรถไถทางพิพาททำเป็นไร่อ้อย โจทก์และบริวารจึงไม่มีทางเข้าออกสู้ทางสาธารณะเนื่องจากที่ดินของโจทก์ถูกปิดล้อมโดยที่ดินของจำเลยทั้งสองและของบุคคลอื่น การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิในทางจำเป็นและทางภาระจำยอมของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและทางภาระจำยอม เช่นนี้ เห็นได้ว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ ทางพิพาทอาจเป็นทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอมหรือทั้งสองอย่างขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ได้ความในทางพิจารณา คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งจำเลยทั้งสองสามารถให้การต่อสู้คดีได้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า โจทก์เคยเสนอหลักฐานเท็จว่ามีทางสาธารณะผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองเพราะต้องการขายที่ดินของโจทก์ แต่ขายที่ดินของโจทก์ แต่ขายไม่ได้เพราะไม่มีทางออก เมื่อทางราชการตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริงดังโจทก์อ้าง โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใดเพราะเมื่อที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมอยู่จนไม่ทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้เจ้าของที่ดินแปลงที่ปิดล้อมอยู่นั้นเปิดทาง เพื่อให้โจทก์เข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 กำหนดไว้อันเป็นการใช้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหอม เมฆพันธุ์
จำเลย — นายหลุ่ม ทิมไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
พีรพล พิชยวัฒน์
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4871/2551
#418843
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองเบิกความเท็จโดยมีเจตนาเพียงอย่างเดียวเพื่อให้ศาลเชื่อถึงที่มาของที่ดินทั้งสองแปลงอันเป็นเหตุที่มูลนิธิสีมาสงเคราะห์ควรจะได้กรรมสิทธิ์ แม้การเบิกความของจำเลยทั้งสองจะทำให้ทั้งโจทก์และสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์ได้รับความเสียหาย แต่ก็เป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวซึ่งควรที่จะต้องถูกดำเนินคดีหรือถูกลงโทษเพียงครั้งเดียว เมื่อสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับคำเบิกความดังกล่าวว่าเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว ย่อมถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของนายเต็งอั้ว ผู้ตาย ตามคำสั่งของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีหมายเลขแดงที่ 15647/2542 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 ในฐานะประธานมูลนิธิสีมาสงเคราะห์ (ตระกูลแซ่ซิ้ม) ได้ยื่นคำร้องอันเป็นเท็จต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 9800/2541 อ้างว่า มูลนิธิที่จำเลยที่ 1 เป็นประธานได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 842 ตำบลบ้านทวาย อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และโฉนดเลขที่ 843 ตำบลยานนาวา (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความเท็จในคดีดังกล่าวซึ่งมีสาระสำคัญว่า ในปี 2476 เจ้าของที่ดินซึ่งมีทั้งหมด 6 คน ได้มอบที่ดินพร้อมโฉนดทั้งหมดให้แก่คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มเพื่อให้นำที่ดินดังกล่าวไปสร้างศาลเจ้าประดิษฐานเจ้าปู่บู๊เต็กโฮ้วสำหรับคนในตระกูลและบุคคลทั่วไปเคราพกราบไหว้ หลังจากนั้นคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มได้ก่อสร้างศาลเจ้าและล้อมรั้วบนที่ดินทั้งสองแปลง ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงแล้วเจ้าของที่ดินทั้งหกไม่ได้ส่งมอบหรือยกที่ดินพร้อมโฉนดทั้งสองแปลงให้แก่คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความ แต่เจ้าของที่ดินทั้งหกเป็นคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มและร่วมกันซื้อที่ดินสร้างศาลเจ้าและปกครองดูแลที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มคนอื่นโดยไม่ยินยอมยกที่ดินหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ใดจนทุกคนถึงแก่กรรมและต่อมาทายาทหรือผู้จัดการมรดกของแต่ละคนได้เข้ามาถือกรรมสิทธิ์แทนเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกผู้ตาย ซึ่งในส่วนของโจทก์นั้น บิดาของโจทก์ถึงแก่กรรมตั้งแต่ปี 2486 โจทก์ก็ได้แสดงตนต่อคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มว่าเป็นทายาทของนายเต็งฮั้วซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งในหกของผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงโดยโจทก์เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มแทนบิดาและแสดงตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงแทนบิดา นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้เบิกความเท็จในประเด็นสำคัญอีกว่า นับตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2476 เป็นต้นมา คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 842 และ 843 ด้วยความสงบ เปิดเผย โดยเจตนาเป็นเจ้าของจนกระทั่งปี 2506 เป็นเวลา 30 ปี โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เมื่อผู้ร้องจดทะเบียนเป็นมูลนิธิแล้วผู้ร้องได้เข้าครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 842 และ 843 ด้วยความสงบ เปิดเผยโดยเจตนาเป็นเจ้าของจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 34 ปี แล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว เมื่อปี 2508 ถึงปี 2509 จำเลยที่ 2 และนายกลิ่น กรรมการของมูลนิธิไปติดต่อหาเจ้าของที่ดินทั้งหกเพื่อให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่มูลนิธิ แต่ทราบว่าบุคคลทั้งหกถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว คงพบแต่พันตำรวจเอก จรูญ ทายาทของพระยาสีมานนท์ และนายนภา ทายาทของนายฮั้นตี๋บุคคลทั้งสองได้ทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนแก่มูลนิธิแล้ว ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จในประเด็นสำคัญ เพราะความจริงแล้วคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มไม่ได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 842 และ 843 ด้วยความสงบ เปิดเผย โดยเจตนาเป็นเจ้าของ และมูลนิธิก็ไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงสืบต่อจากคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มแต่อย่างใด แต่มูลนิธิเกิดจากคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งธนบุรี ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2506 โดยตั้งศาลเจ้าและสำนักงานมูลนิธิบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1517 ตำบลไส้ไก่ อำเภอบุคคลโล (บางกอกใหญ่) จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) ไม่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งพระนครที่บิดาโจทก์เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง เหตุที่ต้องตั้งคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้ม ฝั่งพระนคร เพราะบิดาโจทก์และผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่นต้องการให้ตั้งศาลเจ้าไว้สำหรับคนในตระกูลแซ่ซิ้มและบุคคลทั่วไป เคารพบูชาที่ฝั่งพระนคร ไม่ต้องเดินทางไปที่ศาลเจ้าตระกูลแซ่ซิ้มที่ฝั่งธนบุรี เพราะการคมนาคมในเวลานั้นลำบาก ไม่สะดวกในการเดินทางไปกราบไหว้ และต่อมาคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งพระนครได้จดทะเบียนเป็นสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์ และครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับทายาทของเจ้าของที่ดินเดิมตลอดมา และเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 2 เบิกความเท็จในสาระสำคัญว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมทั้งหมดในที่ดินทั้งสองแปลงได้ยกที่ดินให้แก่ตระกูลแซ่ซิ้ม โดยจัดตั้งศาลเจ้าปู่บู๊เต็กโฮ้ว เพื่อให้ประชาชนทั่วไปกราบไหว้บูชา และทำการก่อสร้างศาลเจ้าบนที่ดินทั้งสองแปลง ตั้งแต่ปี 2476 ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงแล้วเจ้าของที่ดินทั้งหกไม่ได้ส่งมอบหรือยกที่ดินพร้อมโฉนดทั้งสองแปลงให้แก่คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้ม แต่เจ้าของที่ดินทั้งหกเป็นคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มและเป็นบุคคลสำคัญในการซื้อที่ดินและร่วมกันสร้างศาลเจ้า ปกครองดูแลที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มคนอื่น โดยไม่ยินยอมยกให้หรือโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ใดจนทุกคนถึงแก่กรรม และทายาทหรือผู้จัดการมรดกจะเข้ามามีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนเฉพาะส่วนของเจ้ามรดก โดยบิดาโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งในหกที่เป็นเจ้าของที่ดินถึงแก่กรรมเมื่อปี 2486 และโจทก์ได้แสดงตนเป็นทายาทและแสดงตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แทนบิดา โดยเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มแทนบิดา และต่อมาศาลได้แต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของบิดานอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังเบิกความเท็จในสาระสำคัญอีกว่า ในการครอบครองที่ดินที่ใช้สร้างศาลเจ้าดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2476 เป็นต้นมานั้น ไม่มีใครโต้แย้งกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด คณะกรรมการได้ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของตลาดมาจนถึงปี 2506 คณะกรรมการได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ จากนั้นจึงได้ครอบครองในฐานะมูลนิธิตลอดมาจนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มก่อนที่จะเปลี่ยนฐานะเป็นมูลนิธิตระกูลแซ่ซิ้มในปี 2507 นั้น เป็นบุคคลคนเดียวกันมาโดยตลอด จำเลยที่ 2 เคยติดต่อเจ้าของรวมในที่ดินทั้งสองแปลงเพื่อให้แก้ไขกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง แต่เจ้าของร่วมทั้งหกคนนั้นจำเลยที่ 2 ไม่สามารถติดตามหาตัวได้ พบเฉพาะทายาทของพระยาสีมานนท์ปริญญาและทายาทของนายฮั้นตี๋เท่านั้น ต่อมาทายาททั้งสองคนดังกล่าวยินยอมแก้ชื่อให้กรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นของมูลนิธิเมื่อปี 2510 จำเลยที่ 2 ไปติดต่อทางสำนักงานที่ดินเพื่อขอให้แก้ชื่อทางทะเบียนจากเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินดังกล่าวให้มาเป็นของมูลนิธิ แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่สามารถแก้ไขได้โดยแนะนำให้จำเลยที่ 2 ไปยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้มูลนิธิมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงโดยการครอบครองปรปักษ์ก่อน ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ ความจริงแล้วคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มไม่ได้เป็นผู้ครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงด้วยความสงบ เปิดเผย โดยเจตนาเป็นเจ้าของแต่มูลนิธิเกิดจากคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งธนบุรีจดทะเบียนเป็นมูลนิธิเมื่อปี 2506 ตั้งศาลเจ้าและสำนักงานมูลนิธิบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1517 ตำบลบางไส้ไก่ อำเภอบุคคโล (บางกอกใหญ่) จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) ไม่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งพระนครที่มีบิดาโจทก์เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง เพราะบิดาโจทก์และผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่นต้องการให้มีการตั้งศาลเจ้าไว้สำหรับคนในตระกูลแซ่ซิ้มและบุคคลทั่วไปเคราพบูชาที่ฝั่งพระนคร ไม่ต้องเดินทางไปศาลเจ้าตระกูลแซ่ซิ้มที่ฝั่งธนบุรี เนื่องจากการคมนาคมในเวลานั้นลำบากไม่สะดวกในการเดินทาง ต่อมาคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งพระนครได้จดทะเบียนเป็นสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์และครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกับทายาทของเจ้าของที่ดินเดิมตลอดมา ซึ่งจำเลยทั้งสองทราบดีว่าโจทก์เป็นทายาทของนายเต็งฮั้ว และทราบถึงทายาทของเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลง การเบิกความเท็จของจำเลยทั้งสองเป็นข้อสำคัญในคดี ทำให้ศาลหลงเชื่อและมีคำสั่งให้มูลนิธิสีมาสงเคราะห์ (ตระกูลแซ่ซิ้ม) ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลง ทำให้โจทก์เสียหาย ต้องเสียสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า ข้อความที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเบิกความเท็จ สมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์เคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นฐานเบิกความเท็จ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีดังกล่าวว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ไม่อาจนำเอาการเบิกความของจำเลยทั้งสองมาฟ้องเป็นคดีนี้ได้อีกเพราะสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว คดีโจทก์จึงไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้ข้อความที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองเบิกความจะเป็นเท็จ ข้อความนั้นก็มิใช่ข้อสำคัญในคดี การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ทั้งสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์เคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองฐานเบิกความเท็จเกี่ยวกับคดีนี้มาก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีนี้มาฟ้องจึงระงับ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกววินิจฉัยว่า "ตามทางไต่สวนมูลฟ้องได้ความว่า โจทก์เป็นบุตรของนายซิมเต็งอั้ว และนางเฮงมุ่ยเอง เดิมบิดาโจทก์เป็นเจ้าของโรงสีและส่งข้าวสารออกนอกประเทศ มีฐานะดี บิดาโจทก์และนายเจือเกียหรือจือเกีย เป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ร่วมกับคนจีนตระกูลแซ่ซิ้มเพื่อซื้อที่ดินสองแปลงในปี 2471 เพื่อสร้างศาลเจ้าปู่บู๊เต็กโฮ้ว ต้นตระกูลแซ่ซิ้มไว้ให้ลูกหลานสักการบูชาเป็นที่ดินบริเวณถนนสาธุประดิษฐ์ แขวงทุ่งวัดดอน เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ตามสำเนาสารบัญจดทะเบียนใบต่อเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ตรงเครื่องหมายดอกจันสีแดง ต่อมามีการเพิ่มชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงเป็น 6 คน ได้แก่ พระยาสีมานนท์ปริญญา นายเต็งอั้ว นายแข่ง ผู้จัดการมรดกของนายจือเกีย นายโปม่วย นายเก๊าะซิว และนายฮั้นตี๋ แล้วภายหลังจึงได้ตั้งคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มขึ้นเพื่อบริหารงานก่อตั้งศาลเจ้าปู่ ซึ่งก่อนที่จะสร้างศาลเจ้าดังกล่าวขึ้นมีศาลเจ้าตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งธนบุรีมาก่อนแล้วหลายสิบปี แต่คณะกรรมการศาลเจ้าฝั่งธนบุรีไม่เกี่ยวข้องกับศาลเจ้าปู่แห่งนี้ หลังจากซื้อที่ดินได้ประมาณ 5 ถึง 6 ปี ก็สร้างศาลเจ้าปู่เสร็จ เมื่อประมาณปี 2505 ถึง 2508 ตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งธนบุรีได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิสีมาสงเคราะห์ (ตระกูลแซ่ซิ้ม) และปี 2511 ตระกูลแซ่ซิ้ม ตรอกจันทน์ได้จดทะเบียนเป็นสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์ (ตระกูลแซ่ซิ้ม) โดยต่างคนต่างบริหารงาน แต่ในปี 2510 พันตำรวจเอกจรูญ ทายาทของพระยาสีมานนท์ปริญญา และนายนภา ทายาทของนายฮั่นตี๋ ได้โอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของตนในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่มูลนิธิสีมาสงเคราะห์ (ตระกูลแซ่ซิ้ม) โดยที่ดินอีก 4 ใน 6 ส่วน ยังเป็นของเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมและทายาท ต่อมาประมาณปี 2542 โจทก์ทราบว่ามูลนิธิสีมาสงเคราะห์ (ตระกูลแซ่ซิ้ม) จะขับไล่สมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์ออกจากที่ดิน โจทก์จึงให้ทนายความตรวจสอบพบว่าประมาณเดือนพฤษภาคม 2541 มูลนิธิดังกล่าวได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอครอบครองปรปักษ์ในที่ดินทั้งสองแปลงซึ่งสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์ตั้งอยู่ โดยจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบิกความต่อศาลในคดีที่มูลนิธิสีมาสงเคราะห์ (ตระกูลแซ่ซิ้ม) ร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 9800/2541 คดีหมายเลขแดงที่ 7203/2542 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์จึงได้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายซิมเต็งฮั้ว และศาลได้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2542 โดยโจทก์ประสงค์จะปกป้องทรัพย์มรดกบิดาเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองที่เบิกความไว้ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 เบิกความว่า เจ้าของที่ดินทั้งหกรวมถึงบิดาโจทก์ยกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้ม ความจริงแล้วเจ้าของที่ดินเดิมทั้งหกรวมทั้งบิดาโจทก์ไม่ได้ยกที่ดินให้คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มแต่ได้ร่วมกับคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งพระนครก่อสร้างศาลเจ้าและครอบครองบริหารที่ดินทั้งสองแปลงร่วมกันตลอดมาจนเจ้าของที่ดินทั้งหกถึงแก่กรรม แล้วทายาทและผู้จัดการมรดกเข้ามาถือกรรมสิทธิ์และครอบครองแทนจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้เบิกความว่า คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงมาตั้งแต่ปี 2476 และเป็นผู้ซ่อมแซมบูรณะศาลเจ้าเป็นเวลา 34 ปี ซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2476 คณะกรรมการที่อยู่บนที่ดินทั้งสองแปลงเป็นคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งพระนคร มิใช่ฝั่งธนบุรี ทั้งไม่เคยบูรณะซ่อมแซมศาลเจ้าแต่อย่างใด เพราะไม่ได้ครอบครองแต่แรก ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความไว้ในคดีดังกล่าวว่า คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มได้รับเอาที่ดินทั้งสองแปลง ซึ่งเจ้าของที่ดินทั้งหกยกให้ และจัดสร้างศาลเจ้าล้อมรั้วและสร้างหอประชุม ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วเจ้าของที่ดินทั้งหกไม่เคยยกกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่คณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งธนบุรีแต่อย่างใด ผู้ก่อสร้างศาลเจ้าคือคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งพระนครซึ่งร่วมกับเจ้าของที่ดินทั้งหกครอบครองที่ดินทั้งสองแปลง และต่อมาคณะกรรมการตระกูลแซ่ซิ้มฝั่งพระนครจดทะเบียนเป็นสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์ และสมาคมเป็นผู้สร้างหอประชุมสองหลัง บูรณะและทำรั้วกำแพงคอนกรีตโดยรอบ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังเบิกความว่า ไม่สามารถติดตามหาเจ้าของที่ดินหรือทายาทอื่นๆ ได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะยังมีทายาทเจ้าของที่ดินเดิมอีก 3 คน ซึ่งจำเลยที่ 2 รู้จักดี แต่ทายาททั้งสามไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่มูลนิธิ ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการอยู่ การเบิกความของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของนายซิมเต็งฮั้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในหกของเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินสองแปลงได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองเคยถูกสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์ฟ้องฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า สมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง สมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีไม่มีมูลพอฟังว่าจำเลยทั้งสองเบิกความเท็จ พิพากษายืน คดีถึงที่สุด คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยชั้นฎีกาว่า สิทธินำคดีนี้มาฟ้องระงับไปแล้วหรือไม่ จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้องหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อแรกสรุปทำนองว่าข้อความที่โจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้มีเนื้อหาต่างจากข้อความในคดีก่อนเป็นข้อความคนละตอน แม้จำเลยทั้งสองจะเบิกความในวันเดียวกันแต่ก็ประสงค์ต่อผลการกระทำที่ต่างกันโดยใช้ถ้อยคำอย่างหนึ่ง มุ่งทำร้ายสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์ และใช้ถ้อยคำอีกอย่างหนึ่งมุ่งทำร้ายโจทก์ จึงต้องถือว่าเป็นการกระทำที่ต่างกรรมกัน กรรมแรกมีสมาคมเป็นผู้เสียหายและกรรมที่สองมีโจทก์เป็นผู้เสียหาย ทั้งสมาคมและโจทก์ต่างมีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้นั้น เมื่อได้พิจารณาคำฟ้องคดีนี้เปรียบเทียบกับคำฟ้องที่สมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า คำฟ้องทั้งสองสำนวนมีเนื้อหาเหมือนกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคำเบิกความส่วนที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงที่ใช้สร้างศาลเจ้า คำเบิกความส่วนที่เกี่ยวกับการครอบครองที่ดินหรือคำเบิกความส่วนที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในที่ดิน การที่จำเลยทั้งสองเบิกความจึงมีเจตนาเพียงอย่างเดียวเพื่อให้ศาลเชื่อถึงที่มาของที่ดินทั้งสองแปลงอันเป็นเหตุที่มูลนิธิสีมาสงเคราะห์ (ตระกูลแซ่ซิ้ม) ควรจะได้กรรมสิทธิ์ แม้การเบิกความของจำเลยทั้งสองจะทำให้ทั้งโจทก์และสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์ได้รับความเสียหาย แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองก็คงเป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวซึ่งควรที่จะต้องถูกดำเนินคดีหรือถูกลงโทษเพียงครั้งเดียวตามเจตนารมณ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อสมาคมกำเนิดมิตรเจริญสงเคราะห์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับคำเบิกความดังที่กล่าวว่าเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ และทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจนคดีถึงที่สุดไปแล้วย่อมถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามความหมายที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป ปัญหาที่ว่าข้อความส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดที่จำเลยทั้งสองเบิกความเป็นความเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพัฒน์ สิงห์อภินันทน์
จำเลย — นายสิงห์ เขษมพุฒเรืองศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4866/2551
#412649
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 มาตรา 12 มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (3) จากข้อความเดิมที่ว่า "ค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สิน...สำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่าย ให้คิดในอัตราร้อยละสามครึ่งของราคาทรัพย์สินนั้น..." มาเป็นมาตรา 179 (4) มีข้อความใหม่ว่า "ค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สิน... สำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่าย ให้คิดในอัตราร้อยละสองของราคาทรัพย์สินนั้น... " และมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีล้มละลายที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 179 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดีบังคับแก่คดีดังกล่าว" คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 มีผลใช้บังคับ ค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายจึงต้องใช้บทบัญญัติมาตรา 179 (3) แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดีบังคับแก่คดี คือค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้คิดในอัตราร้อยละสามครึ่งของราคาทรัพย์สินนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2545 โจทก์นำผู้คัดค้านยึดทรัพย์สินพิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 1498 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างราคาประเมินรวม 96,487,413 บาท ซึ่งโจทก์แถลงยืนยันว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยกับนางกัลยาณีและวันที่ 28 มกราคม 2548 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์สินพิพาทให้แก่นางกัลยาณี ต่อมาวันที่ 15 สิงหาคม 2549 ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายจำนวน 3,377,059.46 บาท ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมาย

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า การยึดทรัพย์สินพิพาทเป็นอำนาจของผู้คัดค้านแต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 โจทก์เป็นเพียงผู้ช่วยผู้คัดค้านในการรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประโยชน์เจ้าหนี้ทั้งหลาย จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย และหากโจทก์ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมดังกล่าวโจทก์ก็ประสงค์ขอให้ยึดเฉพาะส่วนของจำเลยเท่านั้น ทั้งทรัพย์สินพิพาทราคาไม่เกิน 54,947,215.20 บาท ค่าธรรมเนียมจึงต้องคำนวณจากราคาดังกล่าว มิใช่คำนวณจากราคาประเมิน 96,487,413.15 บาท ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์เป็นผู้แถลงยืนยันว่าทรัพย์สินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยกับนางกัลยาณีและโจทก์เป็นผู้นำยึดทรัพย์สินพิพาท ทั้งมีหน้าที่ช่วยผู้คัดค้านในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยและรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 155 เมื่อคดีนี้ผู้คัดค้านไม่สามารถรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยได้ จึงไม่มีการแบ่งทรัพย์สินตามมาตรา 130 และศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ปล่อยทรัพย์สินพิพาทให้แก่นางกัลยาณีแล้ว โจทก์จึงต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามมาตรา 179 และผู้คัดค้านกำหนดค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละสามครึ่ง โดยคำนวณจากราคาประเมินทรัพย์สินพิพาทที่ถูกต้องแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้แก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้าน ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละสองของราคาทรัพย์สินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ภายหลังจากศาลมีคำสั่งเป็นที่สุดให้ปล่อยทรัพย์สินพิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 1498 ตำบลบางพูด (บางพัง) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างราคาประเมินรวม 96,487,413 บาท คืนแก่นางกัลยาณีแล้ว เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2549 ผู้คัดค้านจึงมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละสามครึ่งของราคาทรัพย์สินพิพาทเป็นเงินจำนวน 3,377,059.46 บาท ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมาย โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้แก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้านเฉพาะในส่วนค่าธรรมเนียมเป็นให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละสองของราคาทรัพย์สินพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเพียงว่า ผู้คัดค้านมีอำนาจคิดค่าธรรมเนียมสำหรับทรัพย์สินพิพาทที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละสามครึ่งของราคาทรัพย์สินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 มาตรา 12 มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (3) จากข้อความเดิมที่ว่า "ค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สิน...สำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้คิดในอัตราร้อยละสามครึ่งของราคาทรัพย์สินนั้น..." มาเป็นมาตรา 179 (4) มีข้อความใหม่ว่า "ค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สิน...สำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้คิดในอัตราร้อยละสองของราคาทรัพย์สินนั้น..." และมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 บัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีล้มละลายที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 179 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดี บังคับแก่คดีดังกล่าว" เมื่อปรากฏว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 และใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 มาตรา 2 คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 มีผลใช้บังคับ ค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายจึงต้องใช้บทบัญญัติมาตรา 179 (3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดีบังคับแก่คดี คือ ค่าธรรมเนียมดังกล่าว ให้คิดในอัตราร้อยละสามครึ่งของราคาทรัพย์สินนั้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของผู้คัดค้านโดยให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวในอัตราร้อยละสองของราคาทรัพย์สินพิพาทมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละสามครึ่งของราคาประเมินทรัพย์สินพิพาทที่ผู้คัดค้านกำหนด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 146 ม. 179 (3) (เดิม) ม. 179 (4)
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2547 ม. 2 ม. 12 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดานิส ทวีติยานนท์
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ร้อยโทอนันต์หรือนายอนันต์ พรรณเชษฐ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอรรถวุฒิ สุวรรณมงคล
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4862/2551
#418369
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 178 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ต่างประเทศซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรจะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้..." ย่อมหมายถึงเฉพาะเจ้าหนี้ต่างประเทศผู้ยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้นที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขมาตรา 178 โดยต้องพิสูจน์ว่า เจ้าหนี้ในประเทศไทยก็มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามกฎหมายและในศาลแห่งประเทศของเจ้าหนี้ต่างประเทศผู้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ในทำนองเดียวกัน และเจ้าหนี้ต่างประเทศดังกล่าวได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับทรัพย์สินหรือส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของลูกหนี้นั้นนอกราชอาณาจักรเป็นจำนวนเท่าใดหรือไม่ และถ้ามี ตนยอมส่งทรัพย์สินหรือส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของลูกหนี้ดังกล่าวมารวมไว้ในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในราชอาณาจักร

บริษัท อ. เจ้าหนี้เดิมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขมาตรา 178 ครบถ้วนแล้ว ต่อมาเมื่อเจ้าหนี้เดิมได้โอนสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมแล้ว ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ไม่ว่าผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม โดยผู้ร้องไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขมาตรา 178

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 178
ชื่อคู่ความ
นางกฤษณา อุไรเวโรจนากร ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
ผู้ชำระบัญชี — ไทยฟูจิ จำกัด ล้มละลาย
ผู้ร้อง — บริษัทมิซูโฮ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกิติยาภรณ์ อาตมียะนันทน์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4853/2551
#418842
เปิดฉบับเต็ม

ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้น ป.พ.พ. มาตรา 1119 วรรคสอง บัญญัติห้ามโดยเด็ดขาดมิให้หักหนี้กับบริษัทโจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัท จำเลยจึงไม่อาจยกบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 มาขอหักหนี้กับหนี้สิทธิไล่เบี้ยตามสัญญาค้ำประกันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544

โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2548 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับ 1 จำนวน 5,000,000 บาท มูลหนี้อันดับ 2 จำนวน 16,316,62.10 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลยโดยมูลหนี้อันดับ 2 ให้ได้รับชำระหนี้ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ในขณะเดียวกันโจทก์ที่ 2 ค้างชำระค่าหุ้นจำเลยจำนวน 10,000,000 บาท โจทก์ที่ 2 ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 30 มกราคม 2547 แสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้องโดยอ้างว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119 วรรคสอง ห้ามมิได้ผู้ถือหุ้นหักหนี้ค่าหุ้นของตนกับบริษัท โจทก์ที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากหนี้ที่โจทก์ที่ 2 นำมาขอหักกลบลบหนี้เป็นหนี้ที่โจทก์ที่ 2 ชำระหนี้แทนจำเลยแล้วนำมาใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย ไม่ใช่หนี้ของโจทก์ที่ 2 โดยตรงอันจะมีผลให้ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119 วรรคสอง แม้จะไม่เป็นหนี้ที่ไม่มีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันก็อาจหักกลบลบกันได้ การไม่อนุญาตให้หักกลบลบหนี้ทำให้โจทก์ที่ 2 ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าหนี้สามารถขอรับชำระหนี้ได้แต่เพียงส่วนเฉลี่ยของทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านรวบรวมมา แต่โจทก์ที่ 2 ต้องชำระหนี้ให้แก่จำเลยเต็มจำนวน ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 หักกลบลบหนี้ได้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยและค้างชำระค่าหุ้นจำเลยจำนวน 10,000,000 บาท ในขณะเดียวกันโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าหนี้จำเลยโดยศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ได้รับชำระหนี้สิทธิไล่เบี้ยตามสัญญาค้ำประกันในมูลหนี้อันดับ 2 จำนวน 16,316,621.10 บาท มูลหนี้อันดับ 1 จำนวน 5,000,000 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลย สำหรับมูลหนี้อันดับ 2 ให้ได้รับชำระหนี้ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 มีว่า โจทก์ที่ 2 มีสิทธินำหนี้ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวไปหักกลบลบหนี้กับค่าหุ้นที่โจทก์ที่ 2 ค้างชำระจำเลยอยู่หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง หนี้ทั้งสองรายที่จะหักกลบลบหนี้ได้จะต้องมีวัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกัน และต้องถึงกำหนดชำระแล้ว และตามมาตรา 342 วรรคหนึ่ง การหักกลบลบหนี้นั้นจะมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาหาได้ไม่ ส่วนในคดีล้มละลายพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้เป็นลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ถึงแม้ว่ามูลแห่งหนี้ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันก็ได้ หรืออยู่ในเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาก็ดีก็อาจหักกลบกันได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว" ดังนี้ จึงเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 บัญญัติเป็นทำนองยกเว้นเฉพาะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และมาตรา 342 เท่านั้นว่า หนี้ซึ่งหักกลบลบกันไม่ได้ตามมาตรา 341 และมาตรา 342 นั้น อาจหักกลบลบกันได้ในกรณีที่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์ แต่คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ที่ 2 (เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้) ขอหักหนี้เงินที่โจทก์ที่ 2 มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางกับหนี้ค่าหุ้นที่โจทก์ที่ 2 เป็นหนี้จำเลยซึ่งมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หุ้นทุกๆ หุ้นจำต้องให้ใช้เป็นเงินจนเต็มค่า เว้นแต่หุ้นซึ่งออกตามบทบัญญัติมาตรา 1108 อนุมาตรา (5) หรือมาตรา 1221" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้นนั้น ผู้ถือหุ้นจะหักหนี้กับบริษัทหาได้ไม่" ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหุ้นที่โจทก์ที่ 2 ถือในบริษัทจำเลยเป็นหุ้นที่ออกตามมาตรา 1108 อนุมาตรา (5) หรือมาตรา 1221 ในการใช้เงินเป็นค่าหุ้น มาตรา 1119 วรรคสอง บัญญัติในลักษณะห้ามโดยเด็ดขาดมิให้หักหนี้กับบริษัท โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยไม่อาจยกบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 102 มาขอหักหนี้ได้ คำสั่งศาลล้มละลายกลางชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 ม. 1119
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชัย รักศรีอักษร กับพวก
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทบิ๊กแฮนด์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา