คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4852/2551
#430490
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลล้มละลายคู่ความสามารถอุทธรณ์ได้เฉพาะกรณีที่กำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) มิฉะนั้นจะอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา คดีนี้จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลล้มละลายกลางที่พิพากษาให้จำเลยล้มละลาย กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ทั้งศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ ที่ศาลล้มละลายกลางสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2548 ปรากฏว่าไม่มีเจ้าหนี้รายใดมาร่วมประชุม ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย

ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 61

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ในการอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลล้มละลายนั้นย่อมเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 ซึ่งคู่ความสามารถอุทธรณ์ได้เฉพาะกรณีที่กำหนดไว้ตามมาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) มิฉะนั้นแล้วจะอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา คดีนี้จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลล้มละลายกลางที่พิพากษาให้จำเลยล้มละลาย กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ทั้งศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่มีกรณีจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรา 26 วรรคสี่ ที่ศาลล้มละลายกลางสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นนี้ให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 ม. 26 วรรคสี่
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นางสาวหรือนางศิริรัตน์ แก้ววรานนท์ชัย
ชื่อองค์คณะ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824/2551
#412125
เปิดฉบับเต็ม

การที่ทายาทคนหนึ่งฟ้องผู้จัดการมรดกเกี่ยวกับการจัดการมรดกถือเป็นการฟ้องแทนทายาทคนอื่นๆ ด้วย

โจทก์ที่ 1 เคยฟ้องผู้จัดการมรดกและผู้รับโอนทรัพย์มรดก ขอให้เพิกถอนการเป็นผู้จัดการมรดกและเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก โดยผู้จัดการมรดกและผู้รับโอนทรัพย์มรดกให้การต่อสู้ว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของผู้รับโอนมิใช่ทรัพย์มรดกและคดีขาดอายุความมรดก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์มรดก และโจทก์ที่ 1 นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่รู้ถึงการตายของเจ้ามรดก คดีจึงขาดอายุความมรดก พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามนำคดีมาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์มรดกเป็นคดีนี้ ขอให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดกดังกล่าว แม้จะเปลี่ยนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกรายเดียวกันกับคดีก่อนนั่นเอง เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยและคดีขาดอายุความมรดก ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้กับคดีก่อนจึงอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แม้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อน แต่การที่โจทก์ที่ 1 เป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องผู้จัดการมรดกและทายาทผู้รับโอนทรัพย์มรดกเกี่ยวกับการจัดการมรดกว่าไม่ถูกต้องนั้น ถือว่าเป็นการฟ้องแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทคนอื่นๆ ด้วย ดังนี้ คู่ความในคดีนี้กับคู่ความในคดีก่อน จึงเป็นคู่ความรายเดียวกัน รื้อร้องฟ้องกันอีกโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4817 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องพร้อมกับรับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย โดยให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงเจตนาแทน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลย

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1463/2544 หรือไม่ เห็นว่า คดีหมายแดงที่ 1463/2544 ที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาทระหว่างนางล้อมกับจำเลยนั้น โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างว่าทรัพย์พิพาทเป็นมรดกของนายเพชรและนางล้อมผู้จัดการมรดกของนายเพชรทราบดีว่าตกได้แก่โจทก์ที่ 1 ในฐานะทายาทด้วยแต่กลับโอนทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยโดยไม่สุจริต นางล้อมและจำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยมิใช่มรดกของนายเพชร และคดีขาดอายุความมรดก ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ทรัพย์พิพาทเป็นมรดกของนายเพชร แต่โจทก์ที่ 1 นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่รู้ถึงการตายของนายเพชร ฟ้องโจทก์ที่ 1 ขาดอายุความมรดก พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยคดีนี้ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาทและให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมโดยอ้างว่านางล้อมผู้จัดการมรดกของนายเพชรโอนทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของนายเพชร แม้จะเปลี่ยนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็เป็นการฟ้องเรียกทรัพย์มรดกรายเดียวกันกับคดีก่อนนั่นเอง เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยและคดีขาดอายุความมรดก ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้กับในคดีก่อนจึงอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน และแม้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อนแต่การที่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งฟ้องนางล้อมผู้จัดการมรดกและจำเลยทายาทอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับการจัดการมรดกว่าไม่ถูกต้องนั้นถือว่าเป็นการฟ้องแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทคนอื่นๆ ด้วย ถือได้ว่าคู่ความในคดีนี้กับคดีดังกล่าวเป็นคู่ความรายเดียวกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสามคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1463/2544 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1358 ม. 1359 ม. 1727 ม. 1745
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุหงา สุขประเสริฐหรือแสงสวัสดิ์ กับพวก
จำเลย — นางองุ่น แนวบรรทัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายโชติเวท ตันณีกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4823/2551
#412394
เปิดฉบับเต็ม

พินัยกรรมที่ผู้ตายทำมีข้อความว่า ผู้ตายขอทำคำสั่งเป็นพินัยกรรมไว้ว่าถ้าผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อใด ขอมอบทรัพย์สินของผู้ตายทั้งหมดบรรดาที่มีอยู่ในขณะถึงแก่กรรมให้ท่านเจ้าคุณ ญ. ผู้เป็นพี่ชายของผู้ตายองค์เดียว แม้พินัยกรรมฉบับดังกล่าวจะมีข้อกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินโดยข้อ 1 ให้ปฏิสังขรณ์พระธาตุวัดไชยมงคล ข้อ 2 ให้ปฏิสังขรณ์โบสถ์ 1 หลัง (วัดไชยมงคลก็ได้) ข้อ 3 ถ้าเหลือจากสองข้อข้างต้น สุดแท้แต่ท่านเจ้าคุณจะจัดการอย่างไรต่อไปก็ตาม ก็ถือว่าเงื่อนไขนั้นเป็นอันไม่มีเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1707 พินัยกรรมในส่วนที่ผู้ตายยกทรัพย์สินให้แก่ท่านเจ้าคุณ ญ. จึงไม่เป็นโมฆะใช้บังคับได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของพระธรรมโมลี ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 527, 528, 1399 ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา พร้อมสมุดบัญชีเงินฝากทุกบัญชีที่มีชื่อนางเต็กเลี่ยมหรือรุ่งเรืองคืนแก่โจทก์ทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินทั้ง 3 แปลง ดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งขอให้มีคำสั่งเพิกถอนโจทก์ที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางเต็กเลี่ยมหรือรุ่งเรืองตามคำสั่งของศาลจังหวัดสงขลาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2782/2541 ให้โจทก์ทั้งสองส่งมอบเงินค่าเช่าอาคารจำนวน 390,000 บาท และค่าเช่าอีกเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันยื่นคำให้การพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของเงินต้นที่เรียกเก็บไว้ทั้งสิ้น ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 527, 528, 1399 ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา และให้ที่ดินทั้ง 3 แปลง ดังกล่าวพร้อมสมุดบัญชีเงินฝากของนางเต็กเลี่ยมหรือรุ่งเรืองเป็นมรดกตามพินัยกรรมตกทอดแก่พระธรรมโมลีและให้มรดกของพระธรรมโมลีตกเป็นสมบัติของจำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 527, 528, 1399 ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางเต็กเลี่ยมหรือรุ่งเรือง ตกเป็นของพระญาณโมลีหรือพระธรรมโมลี ผู้รับพินัยกรรม ทรัพย์มรดกของพระธรรมโมลีตกเป็นสมบัติของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ที่ 2 ชำระเงินจำนวน 390,000 บาท และค่าเช่าอาคารในที่ดินทั้ง 3 แปลง ดังกล่าวซึ่งโจทก์ที่ 2 เก็บจากผู้เช่านับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินต้นทั้งหมดนับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 (ฟ้องแย้งวันที่ 14 ตุลาคม 2542) แต่ให้หักเงินจำนวน 53,852 บาท ออกจากเงินค่าเช่าที่โจทก์ที่ 2 ต้องรับผิดนับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้ง ห้ามโจทก์ที่ 2 และบริวารเกี่ยวข้องกับอาคารในที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าว คำขออื่นตามฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ที่ 2 ในฐานะส่วนตัวใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้โจทก์ที่ 2 ในฐานะส่วนตัวใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า นางเต็กเลี่ยมหรือรุ่งเรือง ผู้ตาย เป็นบุตรของนายเส้งหรือเส็ง กับนางเลียนหรือโป้ยเลียน ผู้ตายมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือนางเต็กฮั้ว นายเกตุหรือเต็กห้องหรือพระญาณโมลีหรือพระธรรมโมลี และผู้ตาย ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นหลานของผู้ตาย โดยนายระวิบิดาของโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของนางเต็กฮั้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า พินัยกรรมที่ว่า ผู้ตายยกทรัพย์สินให้แก่พระธรรมโมลีมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพินัยกรรมมีข้อความว่า "ข้าพเจ้านางรุ่งเรือง (นางเต็กเลี่ยม) (ผู้ตาย) ขอทำคำสั่งเป็นพินัยกรรมไว้ว่า ถ้าข้าพเจ้าถึงแก่กรรมเมื่อใด ข้าพเจ้าขอมอบทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมดบรรดาที่มีอยู่ในขณะถึงแก่กรรมให้ท่านเจ้าคุณพระญาณโมลี (พระธรรมโมลี) ผู้เป็นพี่ชายของข้าพเจ้าองค์เดียว ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1.ให้ปฏิสังขรณ์พระธาตุวัดไชยมงคล 2.ให้ปฏิสังขรณ์โบสถ์ 1 หลัง (วัดไชยมงคลก็ได้) 3.ถ้าเหลือจากสองข้อข้างต้น สุดแท้แต่ท่านเจ้าคุณจะจัดการอย่างไรต่อไป ทรัพย์สินของข้าพเจ้าทั้งหมด ญาติพี่น้องอื่นใดจะมาเรียกร้องขอส่วนแบ่งปันทรัพย์มรดกของข้าพเจ้ามิได้เลย ทรัพย์สินทั้งหมดข้าพเจ้าได้ทำบัญชีแนบไว้กับพินัยกรรมมอบทรัพย์สินฉบับนี้แล้ว..." แม้พินัยกรรมฉบับดังกล่าวจะมีข้อกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สิน โดยข้อ 1 ให้ปฏิสังขรณ์พระธาตุวัดไชยมงคล ข้อ 2 ให้ปฏิสังขรณ์โบสถ์ 1 หลัง (วัดไชยมงคลก็ได้) ข้อ 3 ถ้าเหลือจากสองข้อข้างต้น สุดแท้แต่ท่านเจ้าคุณจะจัดการอย่างไรต่อไป ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1707 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าข้อกำหนดพินัยกรรมตั้งผู้รับพินัยกรรมโดยมีเงื่อนไขว่าให้ผู้รับพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินที่ยกให้โดยพินัยกรรมนั้นแก่บุคคลอื่น ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นเป็นอันไม่มีเลย" ดังนั้น ข้อกำหนดในพินัยกรรม ข้อ 1 ถึงข้อ 3 จึงไม่มีผลโดยให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นเป็นอันไม่มีเลย พินัยกรรมในส่วนที่นางเต็กเลี่ยมหรือรุ่งเรือง ผู้ตายยกทรัพย์สินให้แก่พระธรรมโมลี จึงไม่เป็นโมฆะใช้บังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อนางเต็กเลี่ยมหรือรุ่งเรืองถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนางเต็กเลี่ยมหรือรุ่งเรืองจึงตกได้แก่พระธรรมโมลี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า หลังจากนางเต็กเลี่ยมหรือรุ่งเรืองถึงแก่ความตาย พระธรรมโมลีไม่เคยไปจดทะเบียนเปลี่ยนใส่ชื่อพระธรรมโมลีเป็นเจ้าของที่ดินทั้ง 3 แปลง ดังนั้น ที่ดินทั้ง 3 แปลง จึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของพระธรรมโมลี เห็นว่า เมื่อนางเต็กเลี่ยมหรือรุ่งเรืองถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนางเต็กเลี่ยมหรือรุ่งเรืองก็ตกเป็นของพระธรรมโมลีตามพินัยกรรม นอกจากนี้พระธรรมโมลีได้ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก และศาลได้มีคำสั่งตั้งพระธรรมโมลีเป็นผู้จัดการมรดกของนางเต็กเลี่ยมหรือรุ่งเรือง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 46/2538 ของศาลชั้นต้นแล้ว แม้พระธรรมโมลียังไม่ได้ไปจดทะเบียนใส่ชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินก็ไม่ทำให้พระธรรมโมลีเสียสิทธิไปอย่างใดไม่ และยังปรากฏว่า ได้มีการจดทะเบียนใส่ชื่อพระธรรมโมลีในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 3 แปลงแล้วเมื่อพระธรรมโมลีมรณภาพ ที่ดินทั้ง 3 แปลง จึงตกเป็นของจำเลยที่ 1 ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1707
ชื่อคู่ความ
นางกรกาญจน์ รัศมีหิรัญ ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนางเต็กเลี่ยมหรือรุ่งเรือง รัตนาปนนท์ กับพวก
จำเลย — วัดตานีนรสโมสร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายกอบเดช วรสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2551
#412339
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย โดยอ้างเหตุว่า จำเลยคบหากับ พ. ในลักษณะชู้สาวและจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของ พ. เป็นการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 เป็นการเฉพาะ มิใช่คดีละเมิดธรรมดา ถือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6

โจทก์อ้างเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกเป็นพยานไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 (2)

จำเลยไปรับประทานอาหารกับ พ. ร่วมกับเพื่อนของจำเลยและเพื่อนของ พ. โดยมีการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ในลักษณะใกล้ชิดเป็นพิเศษเกินกว่าความสัมพันธ์ในระดับคนที่รู้จักในการทำงานทั่วไปและการที่จำเลยไปพักที่โรงแรมทั้งสองแห่งกับ พ. โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพื่อนของ พ. เพื่อนของจำเลยและพนักงานงานโรงแรมก็เป็นการแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้

โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยซึ่งเป็นหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องมีการฟ้องหย่าก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ ย่อมไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516 (1) เสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายไพฑูรณ์ จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2537 เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์สืบทราบว่าจำเลยกับนายไพฑูรณ์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน โดยนัดหมายไปด้วยกันสองต่อสองและแสดงออกแก่บุคคลอื่นว่าจำเลยเป็นภริยาของนายไพฑูรณ์รวมทั้งจำเลยกับนายไพฑูรณ์เข้าพักค้างแรมที่โรงแรมซิตตี้ปาร์ค (ที่ถูก โรงแรมซิตี้ปาร์ค) จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2547 โจทก์ได้รวบรวมหลักฐานและสอบถามนายไพฑูรณ์ นายไพฑูรณ์ยอมรับการกระทำดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าต่อเพื่อนร่วมงานและบุคคลทั่วไป เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยรู้จักกับนายไพฑูรณ์สามีโจทก์เนื่องจากได้ร่วมงานในหน้าที่ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว จำเลยไม่ได้ไปจังหวัดน่านกับสามีโจทก์ โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องหย่ากับสามีโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์กับนายไพฑูรณ์ เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยก็ทราบดี โจทก์เป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0-1882-XXXX โดยให้นายไพฑูรณ์เป็นผู้ใช้ ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0-1884-XXXX และเมื่อเดือนมกราคม 2547 นายไพฑูรณ์กับจำเลยรวมทั้งเพื่อนของนายไพฑูรณ์และเพื่อนจำเลยได้ร่วมรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารที่ในอำเภอเมืองลำปางโดยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อนัดหมายกันจากนั้นได้ไปเที่ยวสถานบันเทิงต่อ ภาพถ่ายหมาย จ.6 เป็นภาพเดียวกันกับภาพถ่ายหมาย ป.จ.1 มีรูปของจำเลยใส่เสื้อสีขาวทางด้านล่างซ้ายมือ และมีรูปนายไพฑูรณ์อยู่ทางขวา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นที่ว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับนายไพฑูรณ์ในทำนองชู้สาวหรือไม่ และค่าทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดมากไปนั้นเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง ถือว่าจำนวนทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยให้จำเลยเห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยโดยหาว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับนายไพฑูรณ์ทำนองชู้สาวทำให้เกิดความแตกร้าวในครอบครัว อันเป็นสิทธิในครอบครัวจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยประเด็นนี้ก่อนนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย โดยโจทก์อ้างเหตุว่า จำเลยคบหากับนายไพฑูรณ์ในลักษณะชู้สาวและจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของนายไพฑูรณ์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 เป็นการเฉพาะกรณีเป็นเหตุที่จะนำไปสู่ความร้าวฉานในครอบครัว จึงเป็นเรื่องกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่กับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาโดยตรง หาใช้คดีละเมิดธรรมดาไม่ ถือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชันและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับนายไพฑูรณ์ในทำนองชู้สาวหรือไม่ และค่าทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นมากเกินไป เห็นว่า โจทก์มีนายไพฑูรณ์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อต้นปี 2547 พยานได้สนใจจำเลยในทางชู้สาวและได้เคยไปรับประทานอาหารด้วยกันในอำเภอเมืองลำปางโดยมีเพื่อนของจำเลยและเพื่อนพยานไปด้วย และพยานกับจำเลยได้เคยเข้าพักโดยนอนด้วยกันที่โรงแรมเวียงลคอร อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง นอกจากนี้ในวันที่ 24 มกราคม 2547 พยาน กับจำเลยได้เข้าพักที่โรงแรมซิตี้ปาร์ค จังหวัดน่านและได้มีเพศสัมพันธ์กัน และในวันที่ 31 มกราคม 2547 พยานและจำเลยได้เข้าพักที่โรงแรมเวียงลคอรและมีเพศสัมพันธ์กันอีก ซึ่งข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ นั้นโจทก์มีนายสมศักดิ์ ซึ่งทำธุรกิจร่วมกับนายไพฑูรณ์มาเบิกความเป็นพยานโจทก์สนับสนุนข้อเท็จจริงว่าพยานเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับนายไพฑูรณ์และจำเลยที่ในอำเภอเมืองลำปางด้วยกันและสาเหตุที่จำจำเลยได้เพราะระหว่างที่รับประทานอาหารจำเลยได้ตักอาหารและข้าวให้นายไพฑูรณ์ นายเจริญลาภ พยานเคยไปสถานบันเทิงกับนายไพฑูรณ์ ระหว่างนั่งดื่มสุรากันอยู่จำเลยได้เข้ามาหานายไพฑูรณ์และพูดคุยกัน จากนั้นนายไพฑูรณ์ก็กลับออกไปพร้อมกับจำเลย นายพิพัฒน์พลเบิกความว่า พยานเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับนายไพฑูรณ์โดยระหว่างรับประทานอาหารจำเลยและเพื่อนจำเลยได้เข้ามาร่วมรับประทานอาหารด้วย โดยพยานสังเกตเห็นนายไพฑูรณ์ดูแลพูดคุยกับจำเลยเป็นพิเศษ และหลังจากนั้นได้ไปเที่ยวสถานบันเทิงด้วยกันโดยจำเลยจะนั่งติดกับนายไพฑูรณ์ตลอดเวลาแม้ว่าพยานดังกล่าวจะเป็นเพื่อนกับนายไพฑูรณ์ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย เชื่อว่าเบิกความตามความเป็นจริง ทั้งจำเลยยังได้นำสืบรับว่าเคยไปรับประทานอาหารร่วมกับนายไพฑูรณ์และเพื่อนของนายไพฑูรณ์ที่อำเภอเมืองลำปาง และไปเที่ยวสถานบันเทิงจริง นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสันติ พนักงานต้อนรับของโรงแรมซิตี้ปาร์คเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2547 พยานเห็นนายไพฑูรย์และจำเลยเข้าพักที่โรงแรม และที่จำได้เพราะเป็นลูกค้ารายแรกที่พยานมาทำงานในช่วงเข้าเวร และขณะนั้นไม่มีลูกค้าอื่น ทั้งพยานยังได้พูดคุยกับนายไพฑูรณ์ ทั้งหลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ได้มีผู้หญิงโทรศัพท์มาสอบถามรายละเอียดของนายไพฑูรณ์เกี่ยวกับการขอเปิดเช่าห้องพักของโรงแรมซึ่งสอดคล้องต้องกันกับบัตรจดนามผู้พักเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นเอกสารฉบับเดียวกันกับเอกสารหมาย ป.จ.2 ซึ่งเป็นหลักฐานการที่นายไพฑูรณ์ขอเข้าพักที่โรงแรมดังกล่าวในวันที่ 24 มกราคม 2547 เวลา 22.30 นาฬิกา โดยมีรายละเอียดระบุว่ามีจำนวนผู้เข้าพัก 2 คน และโจทก์ยังมีพยานปากนายบุญส่ง พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ลานจอดรถของโรงแรมเวียงลคอร อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เบิกความว่า เห็นจำเลยและนายไพฑูรย์มาพักโรงแรม 2 ครั้ง เหตุที่จำได้เนื่องจากนายไพฑูรณ์ให้ทิปมากกว่าแขกคนอื่นๆ ซึ่งตามหนังสือแจ้งรายการของผู้พักประจำวันที่ 31 มกราคม 2547 เอกสารหมาย จ.5 รายการที่ 7 ก็ปรากฏชื่อนายไพฑูรณ์เป้นผู้เข้าพัก เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งเป็นบุคคลภายนอกมิได้มีส่วนได้เสียใดๆ กับโจทก์และจำเลย จึงเชื่อว่าเบิกความตามความเป็นจริง และยังเป็นการสอดคล้องกับที่นายไพฑูรณ์เบิกความและตามบันทึกข้อเท็จจริงซึ่งนายไพฑูรณ์ได้ทำขึ้นโดยมีรายละเอียดถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายไพฑูรณ์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 จึงน่าเชื่อว่านายไพฑูรณ์เบิกความเป็นจริงเช่นกัน ทั้งตามรายการใช้โทรศัพท์ของหมายเลข 0-1882-xxxx ซึ่งเป็นโทรศัพท์ที่นายไพฑูรย์ใช้นั้นได้มีการโทรศัพท์ติดต่อไปยังโทรศัพท์หมายเลข 0-1884-xxxx ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นของจำเลยจำนวนหลายครั้ง อันเป็นการสอดคล้องกับที่นายไพฑูรณ์เบิกความว่ามีการติดต่อทางโทรศัพท์กับจำเลยตลอดในการนัดเจอกัน แม้ว่ารายการใช้โทรศัพท์ดังกล่าวจะเป็นเพียงสำเนาเอกสารและโจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้จำเลยก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกคือบริษัทแอ็ดวานซ์อินโฟรเซอร์วิช จำกัด โจทก์จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 (2) จึงรับฟังเป็นพยานได้ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้อ้างว่า วันที่ 23 และ 24 มกราคม 2547 จำเลยเข้าร่วมกิจกรรมค่ายพักแรมลูกเสือและเนตรนารีที่น้ำตกแม่ปาน ตำบลเมืองปาน อำเภอเมืองปาน จังหวัดปานและหลังเสร็จกิจกรรมก็เดินทางกลับบ้านพักโรงเรียนในเวลา 13 นาฬิกา และออกเดินทางกลับบ้านของจำเลยที่อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ในเวลา 18 นาฬิกา แต่กลับปรากฏว่าจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นถึงพยานหลักฐานว่าจำเลยได้กลับไปที่บ้านของจำเลยที่อำเภอเสริมงานจริงหรือไม่ ทั้งช่วงเวลาที่ปรากฏตามบัตรจดนามผู้พักของโรงแรมซิตี้ปาร์ค เอกสารหมาย จ.4 ก็ระบุเวลาเข้าพักว่าเป็นเวลา 22.30 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ห่างจากเวลาที่จำเลยออกจากบ้านพักโรงเรียนมากพอสมควร ทั้งในช่วงเวลา 22.30 นาฬิกา นั้น จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมายืนยันว่าจำเลยมิได้อยู่ที่โรงแรมดังกล่าวเพื่อให้เห็นว่าข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามทางนำสืบของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย จึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ และการที่จำเลยไปรับประทานอาหารกับนายไพฑูรณ์ร่วมกับเพื่อนของจำเลยและเพื่อนของนายไพฑูรณ์โดยมีการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ในลักษณะใกล้ชิดเป็นพิเศษเกินกว่าความสัมพันธ์ในระดับคนรู้จักในการทำงานทั่วไปจนขนาดเพื่อนของนายไพฑูรณ์สังเกตเห็นถึงความสัมพันธ์ที่พิเศษนี้ได้และการที่จำเลยไปพักที่โรงแรมทั้งสองแห่งดังกล่าวกับนายไพฑูรณ์โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพื่อนของนายไพฑูรณ์ เพื่อนของจำเลยและพนักงานโรงแรมก็ตามก็เป็นการแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ และค่าทดแทนนั้นเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง ศาลมีอำนาจกำหนดได้ตามฐานานุรูปแห่งผู้ต้องได้รับความเสียหายซึ่งรวมถึงความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์รับราชการครูเป็นผู้มีชื่อเสียงในเขตอำเภอเมืองปาน และอำเภอเมืองปาน เป็นอำเภอเล็กๆ ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยและนายไพฑูรณ์ย่อมแพร่ไปได้ง่าย ประกอบกับโจทก์มีบุตรกับนายไพฑูรณ์ด้วยกัน 1 คน โดยจำเลยมิได้นำหักล้างในส่วนนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท นั้นจึงเหมาะสมแล้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องหย่านายไพฑูรณ์เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย เห็นว่า กรณีตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องมีการฟ้องหย่าก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ ไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516 (1) เสียก่อน จึงจะมีสิทธิฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องได้นั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นางสาว พ.
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2551
#425998
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยโดยอ้างเหตุว่า จำเลยคบหากับ พ. ในลักษณะชู้สาวและแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของ พ. จึงเป็นการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 เป็นการเฉพาะ จึงเป็นเรื่องกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่กับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาโดยตรง หาใช่คดีละเมิดธรรมดาไม่ ถือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6

แม้รายการใช้โทรศัพท์จะเป็นเพียงสำเนาเอกสารและโจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารให้จำเลย แต่เมื่อปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของบริษัท อ. บุคคลภายนอก โจทก์จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 (2)

คำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องมีการฟ้องหย่าก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ ไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516 (1) เสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องได้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของ พ. โจทก์สืบทราบว่า จำเลยกับ พ. มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน และแสดงออกแก่บุคคลอื่นว่าจำเลยเป็นภริยาของ พ. รวมทั้งจำเลยกับ พ. เข้าพักค้างแรมที่โรงแรม ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าต่อเพื่อนร่วมงานและบุคคลทั่วไป เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า จำเลยรู้จักกับ พ. สามีโจทก์เนื่องจากได้ร่วมงานในหน้าที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องหย่ากับสามีโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 สิงหาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงศาลชั้นพิพากษาให้จำเลยใช้ทดแทนให้แก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง ถือว่าจำนวนทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยให้ จำเลยเห็นว่าโจทก์ฟ้องจำเลยโดยหาว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับ พ. ทำนองชู้สาวทำให้เกิดความแตกร้าวในครอบครัว อันเป็นสิทธิในครอบครัวจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยประเด็นนี้ก่อนนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย โดยโจทก์อ้างเหตุว่า จำเลยคบหากับ พ. ในลักษณะชู้สาวและจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของ พ. โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 เป็นการเฉพาะกรณีเป็นเหตุที่จะนำไปสู่ความร้าวฉานในครอบครัว จึงเป็นเรื่องกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่กับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาโดยตรง หาใช่คดีละเมิดธรรมดาไม่ถือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับ พ. ในทำนองชู้สาวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มี พ. เป็นพยานเบิกความประกอบพยานอื่นสอดคล้องกับที่ พ. เบิกความและตามบันทึกข้อเท็จจริงซึ่ง พ. ได้ทำขึ้นโดยมีรายละเอียด ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง พ. กับจำเลย จึงน่าเชื่อว่า พ. เบิกความตามความเป็นจริง ทั้งตามรายการใช้โทรศัพท์ของหมายเลข 0-1882-xxxx ซึ่งเป็นโทรศัพท์ที่ พ. ใช้นั้นได้มีการโทรศัพท์ติดต่อไปยังโทรศัพท์หมายเลข 0-1884-xxxx ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นของจำเลยจำนวนหลายครั้ง อันเป็นการสอดคล้องกับที่ พ. เบิกความว่ามีการติดต่อทางโทรศัพท์กับจำเลยตลอดในการนัดเจอกัน แม้ว่ารายการใช้โทรศัพท์ดังกล่าวจะเป็นเพียงสำเนาเอกสารและโจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้จำเลยก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกบริษัทคือบริษัทแอ๊ดวานซ์อินโฟรเซอร์วิช จำกัด โจทก์จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 (2) จึงรับฟังเป็นพยานได้ การที่จำเลยไปรับประทานอาหารกับ พ. ร่วมกับเพื่อนของจำเลยและเพื่อนของ พ. โดยมีการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ในลักษณะใกล้ชิดเป็นพิเศษเกินกว่าความสัมพันธ์ในระดับคนรู้จักในการทำงานทั่วไปจนขนาดเพื่อนของ พ.สังเกตเห็นถึงความสัมพันธ์ที่พิเศษนี้ได้ และการที่จำเลยไปพักที่โรงแรมทั้งสองแห่งกับ พ. โดยพักอยู่ห้องเดียวกันและมีเพศสัมพันธ์กัน แม้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จะเป็นเพื่อนของ พ. เพื่อนของจำเลยและพนักงานโรงแรมก็ตามก็เป็นการแสดงตัวอย่างเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ และค่าทดแทนนั้นเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง ศาลมีอำนาจกำหนดได้ตามฐานานุรูปแห่งผู้ต้องได้รับความเสียหายซึ่งรวมถึงความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์รับราชการครูเป็นผู้มีชื่อเสียง ในเขตอำเภอเมืองปาน และอำเภอเมืองปานเป็นอำเภอเล็กๆ ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยและ พ. ย่อมแพร่ไปได้ง่าย ประกอบกับโจทก์มีบุตรกับ พ. ด้วยกัน 1 คน โดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างส่วนนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทดแทนเป็นเงิน 50,000 บาท นั้น จึงเหมาะสมแล้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องหย่า พ. เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย เห็นว่ากรณีตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องมีการฟ้องหย่าก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ ไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516 (1) เสียก่อน จึงจะมีสิทธิฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องได้นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523
ป.วิ.พ. ม. 90 ม. 224 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นางสาว จ.
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4804/2551
#424988
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ทราบจำนวนและน้ำหนักที่แน่นอนโดยรับเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีสูบและจำเลยขับรถสิบล้อไปตามถนนสาธารณะ หมู่ที่ 7 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค อำเภอไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ในขณะที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่างๆ ตามมาตรา 158 (5) แห่ง ป.วิ.อ. ซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วว่ามีการตรวจพบในขณะที่ขับขี่นั้นผู้ขับขี่มีสารเสพติดของยาเสพติดให้โทษตกค้างอยู่ในร่างกาย ส่วนในร่างกายของจำเลยจะมีสารเสพติดตกค้างอยู่เท่าใดนั้น ขณะเกิดเหตุกฎหมายไม่ได้กำหนดปริมาณไว้ว่ามีสารเสพติดตกค้างอยู่ในร่างกายเท่าใดจึงมีความผิดและคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 มาตรา 8, 28 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูกการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 6 เดือน แจ้งคำสั่งไปยังอธิบดีกรมการขนส่งทางบก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ทราบจำนวนและน้ำหนักที่แน่นอน จึงเป็นคำฟ้องที่มิได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฎีกาว่าการที่โจทก์ระบุขอคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 มาตรา 8, 28 โดยมิได้อ้างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2542 ที่แก้ใหม่ เท่ากับโจทก์อ้างกฎหมายที่ยกเลิกไปแล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ได้นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่ทราบจำนวนและน้ำหนักที่แน่นอนโดยรับเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีสูบ และจำเลยขับรถสิบล้อไปตามถนนสาธารณะ หมู่ที่ 7 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ในขณะที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่างๆ ตามมาตรา 158 (5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วมีว่ามีการตรวจพบในขณะที่ขับขี่นั้นผู้ขับขี่มีสารเสพติดของยาเสพติดให้โทษตกค้างอยู่ในร่างกาย ส่วนในร่างกายของจำเลยจะมีสารเสพติดตกค้างอยู่เท่าใดนั้นขณะเกิดเหตุกฎหมายไม่ได้กำหนดปริมาณไว้ว่ามีสารเสพติดตกค้างอยู่ในร่างกายเท่าใด จึงมีความผิดและคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ประกอบกับคดีไม่จำเป็นต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ทั้งคำขอท้ายฟ้องระบุอ้างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ ซึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 43 ทวิ เป็นบทมาตราความผิด และมาตรา 157 ทวิ เป็นบทกำหนดโทษและอ้างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 มาตรา 8, 28 ซึ่งแก้ไขมาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ แต่ในขณะที่จำเลยกระทำความผิดได้มีพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2542 ออกใช้บังคับโดยแก้ไขมาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ แล้วบัญญัติความใหม่ขึ้นแทนเท่านั้น ตามความที่บัญญัติขึ้นใหม่ยังคงเรียกว่ามาตรา 43 ทวิ และมาตรา 157 ทวิ อยู่นั่นเอง เมื่อขณะจำเลยกระทำความผิด การเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มิใช่เป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งตามบัญชีท้ายประกาศลำดับที่ 20 ระบุชื่อเมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ เท่านั้น จึงมีผลให้การเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 57 ต้องรับโทษตามมาตรา 91 แม้โจทก์จะมิได้อ้างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2542 ที่แก้ไขใหม่ แต่โจทก์ได้อ้างกฎหมายเดิมตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 43 ทวิ ซึ่งเป็นบทมาตราความผิด และมาตรา 157 ทวิ ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษ อันมีบทบัญญัติลงโทษผู้เสพยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ การที่ขณะจำเลยกระทำความผิดได้มีพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2542 ที่แก้ไขใหม่ ดังกล่าวออกใช้บังคับโดยแก้ไขมาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ แล้วบัญญัติความใหม่ขึ้นแทนเท่านั้น ตามความที่บัญญัติขึ้นใหม่ยังคงเรียกว่า มาตรา 43 ทวิ และมาตรา 157 ทวิ อยู่นั่นเอง เมื่อโจทก์อ้างกฎหมายเดิมซึ่งมีความผิดอยู่โดยบัญญัติห้ามมิให้ผู้เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษซึ่งรวมถึงเมทแอมเฟตามีนด้วย จึงถือว่าฟ้องโจทก์ได้อ้างมาตราที่ลงโทษจำเลยมาสมบูรณ์แล้วคำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาและลงโทษจำเลยตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถสิบล้อไปตามถนนสาธารณะจำเลยย่อมไม่อาจใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้ดังเช่นในภาวะผิดปกติ จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งใช้เส้นทางเดินรถร่วมกับจำเลยได้ทุกขณะ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 157 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2542 และให้ใช้มาตรา 157/1 แทน โดยบทกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืน มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ตามมาตรา 157 ทวิ วรรคสอง เดิมที่ถูกยกเลิก และมาตรา 157/1 วรรคสอง ที่บัญญัติใหม่ คงใช้ข้อความเหมือนเดิม กฎหมายที่บัญญัติใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง ตามกฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายสมยศ คล่องคณิตสรณ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4751/2551
#424479
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ส. ผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน 3 คน ผู้ตายมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรทั้งสามของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ทำละเมิดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายทำให้บุตรทั้งสามของโจทก์และโจทก์ต้องขาดไร้ผู้อุปการะ จึงขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะของบุตรโจทก์และโจทก์ เช่นนี้ มีความหมายพอเป็นที่เข้าใจได้ว่า บุตรทั้งสามของโจทก์ขอเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสิทธิของตนด้วยนั่นเอง แต่เพราะเหตุที่บุตรทั้งสามของโจทก์เป็นผู้เยาว์ยังฟ้องหรือคดีเองไม่ได้ โจทก์ซึ่งเป็นมารดาและผู้แทนโดยชอบธรรมจึงฟ้องแทน ย่อมถือได้ว่าโจทก์ฟ้องในนามของบุตรทั้งสามคนด้วยโดยปริยาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะของบุตรผู้เยาว์ทั้งสามได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุวัตชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 28,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น - 5056 สงขลา ด้วยความประมาท เป็นเหตุประมาท เป็นเหตุให้ชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ก - 5389 สงขลา ที่นายสุวัต สามีของโจทก์ขับ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องวันที่ 9 เมษายน 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 เมษายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในส่วนฟ้องแย้ง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุวัตหรือสุวัฒน์มีบุตรด้วยกัน 3 คน ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น - 9056 สงขลา ของจำเลยที่ 2 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยประมาทชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน สงขลา 8 ก - 5389 ซึ่งมีนายสุวัตเป็นผู้ขับที่บริเวณทางแยกถนนราษฎร์อุทิศ ซอย 18 ตัดกับถนนประชาอุทิศ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นเหตุให้นายสุวัตถึงแก่ความตาย และศาลฎีกาวินิจฉัยพยานหลักฐานแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า นายสุวัตมีส่วนประมาทร่วมด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า โจทก์จะฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะแทนบุตรผู้เยาว์ทั้งสามได้ด้วยหรือไม่ และควรให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่าโจทก์เป็นกริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุวัต ผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน 3 คน ได้แก่เด็กชายสุธน อายุ 12 ปี เด็กหญิงแคทรียา อายุ 7 ปี และเด็กหญิงวริษา อายุ 3 ปี ผู้ตายมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรทั้งสามของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ทำละเมิดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายทำให้บุตรทั้งสามของโจทก์และโจทก์ต้องขาดไร้ผู้อุปการะ จึงขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะของบุตรโจทก์และโจทก์ เช่นนี้ มีความหมายพอเป็นที่เข้าใจได้ว่า บุตรทั้งสามของโจทก์ขอเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสิทธิของตนด้วยนั่นเอง แต่เพราะเหตุที่บุตรทั้งสามของโจทก์เป็นผู้เยาว์ยังฟ้องคดีเองไม่ได้ โจทก์ซึ่งเป็นมารดาและผู้แทนโดยชอบธรรมจึงฟ้องแทน ย่อมถือได้ว่าโจทก์ฟ้องในนามของบุตรทั้งสามคนด้วยโดยปริยาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะของบุตรผู้เยาว์ทั้งสามได้ ศาลจึงต้องกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่บุตรทั้งสามของโจทก์ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดด้วย สำหรับค่าขาดไร้อุปการะของตัวโจทก์เอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดให้เป็นเงิน 50,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นจำนวนพอสมควรแล้ว ส่วนค่าขาดไร้อุปการะของบุตรผู้เยาว์ทั้งสามคนของโจทก์นั้น โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจะเรียกค่าขาดไร้อุปการะให้บุตรของโจทก์คนละเท่าใดต่อเดือนหรือต่อปีเพราะเหตุใดเป็นระยะเวลานานเท่าใด และในชั้นพิจารณาโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าบุตรของโจทก์แต่ละคนมีค่าใช้จ่ายเดือนละหรือปีละเท่าใด เมื่อพิเคราะห์ถึงอาชีพการงานของนายสุวัตก่อนถึงแก่ความตาย ฐานะทางครอบครัวของโจทก์ซึ่งไม่ดีนัก ตลอดจนคำนึงถึงความประมาทของทั้งสองฝ่ายประกอบด้วยแล้วเห็นควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าขาดไร้อุปการะให้แก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสามของโจทก์เป็นการเหมาเฉลี่ยคนละ 50,000 บาท รวม 3 คน เป็นเงิน 150,000 บาท เมื่อรวมกับในส่วนของโจทก์อีก 50,000 บาทแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นการส่วนตัวไม่ได้ฟ้องแทนบุตรทั้งสามและกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 เมษายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นในส่วนคำฟ้องของโจทก์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกาโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และในชั้นฎีกาแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกาโดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์และในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมณฑา ลัดดาวัลย์
จำเลย — นายบัวไข ประจิมทิศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4723/2551
#412565
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "อาชีพ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่า งานที่ทำเป็นประจำเพื่อเลี้ยงชีพ ดังนั้น ผู้มีอาชีพกสิกรรม จึงมีความหมายถึง ผู้ที่ประกอบอาชีพกสิกรรมเพื่อเลี้ยงชีพ แม้ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายมีอาชีพค้าขายด้วย แต่ผู้เสียหายทำนาถึง 10 ไร่ ดังนี้ ไม่ว่าผู้เสียหายจะทำนาด้วยตนเองหรือว่าจ้างผู้อื่นทำนา ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายทำนาเพื่อเลี้ยงชีพด้วย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 9 เดือน ในความผิดฐานทำร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายได้รับอันตรายสาหัส โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 755/2542 ของศาลชั้นต้น ภายในกำหนดเวลาที่ศาลรอการลงโทษ จำเลยมากระทำความผิดคดีนี้อีกขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 335 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ 45,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาดังกล่าวเข้ากับโทษคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (12) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี บวกโทษจำคุก 9 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 755/2542 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้เป็นจำคุก 2 ปี 9 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 21,316.32 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา ถึง 22 นาฬิกา จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้าวในที่นาที่เกิดเหตุของนางเบญจวรรณ ผู้เสียหาย ต่อมาจำเลย นายบุญทิ้ง และนางพรเพ็ญ ร่วมกันนำข้าวที่เกี่ยวได้ไปขายที่สหกรณ์การเกษตรพนมทวน ตามใบชั่งน้ำหนักและรับเงิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่ได้มาจากการกสิกรรมของผู้มีอาชีพกสิกรรมในเวลากลางคืนหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ในปัญหาที่จำเลยฎีกาดังกล่าว โจทก์มีนางเบญจวรรณ ผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า นายบุญทิ้ง เป็นลูกจ้างของพยานและพักอาศัยที่โรงงานของพยาน จำเลยเป็นเพื่อนของนายบุญทิ้ง จำเลยและนายบุญทิ้งไปมาหาสู่กันเป็นประจำ นายสัมฤทธิ์ เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยและนายบุญทิ้งไปหาพยานที่บ้าน จำเลยว่าจ้างพยานไปขนข้าว โดยจำเลยบอกว่าเป็นข้าวของจำเลยเอง นายบุญทิ้งบอกว่าจะเรียกค่าจ้างเท่าใดก็ได้ พยานจึงเรียกค่าจ้างขนข้าวเกวียนละ 130 บาท และนางลัดดา เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยไปหาพยานที่บ้านว่าจ้างให้ไปขนข้าวที่เกี่ยวแล้วออกจากที่นา จำเลยบอกว่านางจาเป็นผู้ว่าจ้าง นายสำเภาสามีของพยานตกลงรับจ้างขนข้าวคิดค่าจ้างเกวียนละ 90 บาทต่อมาอีกประมาณ 2 วัน พยานไปทวงค่าจ้างจากจำเลย จำเลยตะโกนบอกนายบุญทิ้งให้นำค่าจ้างให้พยาน แต่ภริยาจำเลยบอกว่านางแมวยังไม่กลับ ภริยาจำเลยจึงนำเงิน 700 บาท ให้พยาน เมื่อพยานกลับบ้านแล้วจำเลยตามไปที่บ้านและบอกว่าหากนางจาไปสอบถามให้บอกว่าไม่รู้เห็น เห็นว่า ผู้เสียหาย นายสัมฤทธิ์ และนางลัดดา ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุระแวงให้สงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความตามความเป็นจริง จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ การที่จำเลยรู้ว่านายบุญทิ้งทำงานและพักอาศัยกับผู้เสียหาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้ถึงฐานะและอาชีพของนายบุญทิ้งเป็นอย่างดี ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยบอกนายสัมฤทธิ์ว่าข้าวที่ว่าจ้างให้ไปขนเป็นข้าวของจำเลย หลังเกิดเหตุจำเลยบอกนางลัดดาไม่ให้บอกเรื่องขนข้าวให้นางจา ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นผู้ว่าจ้างรู้ และจำเลยไปเกี่ยวข้าวในที่นาที่เกิดเหตุในช่วงเวลา 18 นาฬิกา ถึงเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ล้วนส่อเป็นพิรุธต้องการปกปิดการกระทำของตน เชื่อได้ว่าจำเลยรู้ว่าข้าวในที่นาที่เกิดเหตุเป็นของผู้เสียหาย ดังนั้น การที่จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้าวในที่นาที่เกิดเหตุ โดยจำเลยรู้ว่าข้าวเป็นของผู้เสียหายและเป็นผู้ติดต่อรถให้ขนข้าวที่เกี่ยวได้ แล้วร่วมกับนายบุญทิ้ง และนางพรเพ็ญ นำข้าวที่เกี่ยวได้ไปขายฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาร่วมกับนายบุญทิ้งและนางพรเพ็ญลักทรัพย์ของผู้เสียหาย และคำว่า "อาชีพ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่างานที่ทำเป็นประจำเพื่อเลี้ยงชีพ ดังนั้น ผู้มีอาชีพกสิกรรม จึงมีความหมายถึง ผู้ที่ประกอบอาชีพกสิกรรมเพื่อเลี้ยงชีพ แม้ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายมีอาชีพค้าขายด้วย แต่ผู้เสียหายทำนาถึง 10 ไร่ ดังนี้ ไม่ว่าผู้เสียหายจะทำนาด้วยตนเองหรือว่าจ้างผู้อื่นทำนา ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าผู้เสียหายทำนาเพื่อเลี้ยงชีพด้วย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้มีอาชีพกสิกรรม และข้าวที่จำเลยกับพวกลักไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกสิกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (12)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายมวง สาระศาลิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายศักดิ์สิทธิ์ สุขสาคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4712/2551
#411341
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เรียกค่าดำเนินการสำหรับการจะเข้ามารับงานก่อสร้างสถานีเครือข่ายโทรคมนาคมของจำเลยที่ 1 จากนาย ณ. พนักงานบริษัท ท. ให้แก่บริษัท ค. ซึ่งจะเข้ามาประมูลงานก่อสร้างจากจำเลยที่ 1 และได้จัดส่งราคากลางแล้วยืนยันแนวโน้มจะได้รับงานจากจำเลยที่ 1 เป็นการอาศัยตำแหน่งความเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แอบอ้างเรียกเอาผลประโยชน์จากบุคคลภายนอกให้แก่บริษัท ค. การกระทำดังกล่าวแม้ว่าจะเพื่อให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาประมูลงานหรือร่วมงานกับจำเลยที่ 1 แต่ก็ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่าการจะเข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 จะต้องมีการวิ่งเต้นเสียเงินตอบแทนทำให้จำเลยที่ 1 เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และอาจทำให้บุคคลภายนอกที่เข้าใจว่าจะต้องเสียเงินเป็นค่าดำเนินการและไม่เข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องในการประกอบธุรกิจของบริษัท ค. อันอาจมีผลกระทบเสียหายถึงผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4), 67

สำหรับค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น แม้ว่าโจทก์จะฟ้องเรียกอ้างว่าเป็นค่าเสียหายแต่ก็เป็นการเรียกให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบซึ่งตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 บัญญัติให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคล และตามมาตรา 23 บัญญัติให้เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ดำเนินการให้แก่จำเลยที่ 1 คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ดังนั้น ผู้จัดการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจึงมีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้าง จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,683,789.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 235,920 บาท เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของนายจ้างและผลประโยชน์สมทบที่จำเลยที่ 1 รับแทนโจทก์ไปเป็นเงิน 54,148.45 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 11,796 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ร้อยละ 7.5 ต่อปี และร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสามจำนวนตามลำดับ นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งวิศวกรส่วน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 29,490 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันศุกร์สิ้นเดือน และตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า นายเกรียงฤทธิ์ประธานกรรมการจัดซื้อและจัดจ้างของจำเลยที่ 1 แจ้งโจทก์ว่าในปี 2549 บริษัทดีแทค จำกัด จะจ้างจำเลยที่ 1 สร้างสถานีเครือข่ายโทรคมนาคมจำนวนมาก จำเลยที่ 1 จึงประสงค์จะจ้างบริษัทอื่นเข้ามาเป็นผู้รับเหมาในการก่อสร้างโดยวิธีเสนอประมูลงาน ให้โจทก์ช่วยหาผู้รับเหมามาประมูลงาน โจทก์จึงเจรจากับนายสุภอัฒน์หรือศุภอรรถหรือจิตร กรรมการบริษัทคอร์คลับ จำกัด ซึ่งเคยรู้จักกับโจทก์มาก่อน นายสุภอัฒน์แสดงความสนใจที่จะเข้าประมูลงานด้วย แต่นายสุภอัฒน์ไม่ประสงค์จะก่อสร้างงานเองแต่ต้องการเพียงประมูลให้ได้งานแล้วจ้างบริษัทอื่นเป็นผู้ก่อสร้างแทน โดยบริษัทอื่นนั้นจะเข้ามาก่อสร้างในนามของบริษัทคอร์คลับ จำกัด แต่ต้องเสียค่าดำเนินการให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด อัตราร้อยละ 7 ของราคางานที่ได้ทำ โจทก์จึงแจ้งเงื่อนไขดังกล่าวให้นางสาวภาริดาวิศวกรขายส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ช่วยหาบริษัทที่ประสงค์จะเข้ามาก่อสร้างให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด นางสาวภาริดาจึงติดต่อไปยังนายณัฐนันท์พนักงานบริษัทคอนซิสเทลจำกัด นายณัฐนันท์ขอทราบราคากลาง นางสาวภาริดาจึงแจ้งโจทก์ โจทก์ได้ขอราคากลางของปี 2548 จากนายสุภอัฒน์ที่เพื่อนของนายสุภอัฒน์เคยได้รับจากจำเลยที่ 1 ให้นางสาวภาริดาส่งให้แก่นายณัฐนันท์ โดยโจทก์ได้สอบถามนายเกรียงฤทธิ์แล้วว่าราคากลางดังกล่าวเป็นของบุคคลภายนอกจึงไม่เสียหายหากจะส่งให้นายณัฐนันท์ ต่อมานายณัฐนันท์ได้โทรศัพท์คุยกับโจทก์จึงทราบว่าหากบริษัทคอนซิสเทล จำกัด เข้ามารับงานก่อสร้างจะต้องเสียค่าใช้จ่ายร้อยละ 7 ของราคาก่อสร้าง และโจทก์ยืนยันโอกาสที่จะได้รับงาน ต่อมาจำเลยที่ 1 ทราบเรื่องการเสียค่าดำเนินการดังกล่าวจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนและได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เพราะฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง เลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการเดียวว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การกระทำของโจทก์ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่าการเข้ามาทำงานให้จำเลยที่ 1 จะต้องมีการวิ่งเต้นเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 1 จึงเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง เป็นการไม่รักษาความลับและชื่อเสียงของบริษัท จงใจทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 กรณีร้ายแรง เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เรียกค่าดำเนินการสำหรับการจะเข้ามารับงานก่อสร้างสถานีเครือข่ายโทรคมนาคมของจำเลยที่ 1 จากนายณัฐนันท์พนักงานบริษัทคอนซิสเทล จำกัด ให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด ซึ่งจะเข้ามาประมูลงานก่อสร้างจากจำเลยที่ 1 และได้จัดส่งราคากลางแล้วยืนยันแนวโน้มจะได้รับงานจากจำเลยที่ 1 เป็นการอาศัยตำแหน่งความเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แอบอ้างเรียกเอาผลประโยชน์จากบุคคลภายนอกให้แก่บริษัทคอร์คลับ จำกัด การกระทำดังกล่าวแม้ว่าจะเพื่อให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาประมูลงานหรือร่วมงานกับจำเลยที่ 1 แต่ก็ทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจได้ว่าการจะเข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 จะต้องมีการวิ่งเต้นเสียเงินตอบแทนทำให้จำเลยที่ 1 เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง และอาจทำให้บุคคลภายนอกที่เข้าใจว่าจะต้องเสียเงินเป็นค่าดำเนินการและไม่เข้ามาร่วมงานกับจำเลยที่ 1 ได้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องในการประกอบธุรกิจของบริษัทคอร์คลับ จำกัด อันอาจมีผลกระทบกระเทือนเสียหายถึงผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวดที่ 10 วินัยและมาตรการทางวินัย ข้อ 40.4.4 อันเป็นกรณีร้ายแรงซึ่งโจทก์อาจถูกเลิกจ้างได้โดยไม่ได้รับค่าชดเชยตาม ข้อ 53.1.1 และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์และเมื่อเป็นกรณีเลิกจ้างโดยลูกจ้างมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 67 สำหรับค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น แม้ว่าโจทก์จะฟ้องเรียกอ้างว่าเป็นค่าเสียหายแต่ก็เป็นการเรียกให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบซึ่งตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 มาตรา 7 บัญญัติให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้จดทะเบียนแล้วให้เป็นนิติบุคคล และตามมาตรา 23 บัญญัติให้เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ดำเนินการให้แก่จำเลยที่ 1 คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณมั่นคง ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ดังนั้น ผู้จัดการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณมั่นคง ซึ่งจดทะเบียนแล้วจึงมีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกษียณมั่นคงซึ่งจดทะเบียนแล้วได้ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่อำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 67 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 7 ม. 23
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุพงษ์ อ่ำรัศมี
บริษัทยูไนเต็ด เทเลคอม เซลส์ แอนด์
จำเลย — เซอร์วิสเซส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4708/2551
#418549
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิได้รับค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคท้าย ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ฟ้องเรียกค่าทดแทนมาด้วย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าค่าทดแทนดังกล่าวสูงเกินสมควร ประเด็นเรื่องค่าทดแทนจึงมีอยู่แล้วตามฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้ง แม้จำเลยทั้งสองจะนำสืบถึงจำนวนค่าทดแทนไม่ได้ตามฟ้องแย้ง ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าสมควรให้ค่าทดแทนเพียงใดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1813 เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา ทิศเหนือติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1814 ของจำเลยที่ 1 ทิศใต้ติดที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 ของเด็กชายสุทธิชัย ทิศตะวันออกติดที่ดินโฉนดเลขที่ 1822 ของกองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล ทิศตะวันตกติดที่ดินโฉนดเลขที่ 1809 ของนางประภา ที่ดินของโจทก์ถูกล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ใช้ที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะเป็นเวลานานเกินกว่า 50 ปีแล้ว ต่อมาในปี 2543 ถึงปี 2544 จำเลยทั้งสองหวงห้ามไม่ยอมให้โจทก์เดินผ่านที่ดินเพื่อเข้าไปทำนา ทำให้โจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 เปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 1814 ตำบลหัวเวียง (บางกะทิง) อำเภอเสนา (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) ด้านทิศตะวันตก กว้าง 3.5 เมตร ยาวตลอดจากทิศใต้ไปทิศเหนือ และให้จำเลยที่ 2 เปิดทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 1815 ตำบลหัวเวียง (บางกะทิง) อำเภอเสนา (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) ด้านทิศตะวันตก กว้าง 3.5 เมตร ยาวตลอดจากทิศใต้ไปทิศเหนือจดทางสาธารณประโยชน์ตามรูปแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 กับยอมให้โจทก์ปรับสภาพที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นทางในที่ดินของจำเลยทั้งสองให้สูงจากระดับพื้นนา 50 ถึง 80 เซนติเมตร

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 ด้านทิศเหนือของที่ดินจำเลยที่ 2 ไม่ติดทางสาธารณะ โจทก์ขออาศัยเดินผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองเพื่อเป็นทางเข้าออกที่นาของโจทก์ โจทก์สามารถเปิดทางจำเป็นทางด้านทิศตะวันตกซึ่งเป็นทางกระบือไปสู่ทางสาธารณะได้ ขอให้ยกฟ้อง แต่หากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเปิดทางจำเป็น ขอให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เดินผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองไปสู่ทางสาธารณะเป็นเวลาเกินกว่า 50 ปีแล้ว ส่วนทางกระบือไม่มีสภาพเป็นทาง ไม่อาจใช้สัญจรไปมาได้ โจทก์ไม่เคยใช้ที่ดินด้านทิศตะวันตกเป็นเข้าออก จึงไม่อาจเปิดทางจำเป็นทางด้านทิศตะวันตกได้ ที่ดินจำเลยทั้งสองมีราคาประเมินตารางวาละ 200 บาท หรือราคาไร่ละไม่เกิน 80,000 บาท ที่ดินเฉพาะสวนที่ใช้เป็นทางผ่านเนื้อที่ไม่เกิน 50 ตารางวา หากทำนาข้าวจะได้ข้าวไม่เกิน 20 ถัง ราคาไม่เกิน 800 บาท ค่าทดแทนจึงไม่เกินคนละ 400 บาท ต่อปี ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทางเดินกว้างประมาณ 2 เมตร ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 1814 ตำบลหัวเวียง (บางกะทิง) อำเภอเสนา (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ติดกับที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 1813 ตำบลหัวเวียง (บางกะทิง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ความยาวประมาณ 26 เมตร โดยวัดจากที่ดินโจทก์ไปตามแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 และทางเดินกว้างประมาณ 2 เมตร ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินจำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 1815 ตำบลหัวเวียง (บางกะทิง) อำเภอเสนา (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ติดกับที่ดินจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 1814 ความยาวประมาณ 27.7 เมตร เชื่อมต่อจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ไปตามแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 2 ถึงถนนดินทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินจำเลยที่ 2 รวมความยาวประมาณ 53.7 เมตร เป็นทางจำเป็น ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยทั้งสองเป็นเงินปีละ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยทั้งสองเป็นเงินปีละ 1,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1813 ตำบลหัวเวียง (บางกะทิง) อำเภอเสนา (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) ที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ทิศเหนือติดที่ดินโฉนดเลขที่ 1814 ของจำเลยที่ 1 ทิศใต้ติดที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 ของเด็กชายสุทธิชัย ทิศตะวันออกติดที่ดินโฉนดเลขที่ 1822 ของกองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล และทิศตะวันตกติดที่ดินโฉนดเลขที่ 1809 ของนางประภา ที่ดินของจำเลยที่ 1 ด้านทิศเหนือติดที่ดินโฉนดเลขที่ 1815 ของจำเลยที่ 2 ที่ดินของจำเลยที่ 2 ด้านทิศเหนือติดทางสาธารณะ โจทก์ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ โดยให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยทั้งสอง ที่โจทก์ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยทั้งสองนำสืบถึงจำนวนค่าทดแทนไม่ได้ตามฟ้องแย้ง ศาลจึงไม่มีอำนาจพิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคท้าย บัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิจะผ่านต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้น ค่าทดแทนนั้นนอกจากค่าเสียหายเพราะสร้างถนน ท่านว่า จะกำหนดเป็นเงินรายปีก็ได้" ดังนั้นเมื่อศาลพิพากษาให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ฟ้องแย้ง่เรียกค่าทดแทนมาด้วยจำนวน 100,000 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าค่าทดแทนดังกล่าวสูงเกินสมควร ประเด็นเรื่องค่าทดแทนจึงมีอยู่แล้วตามฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้ง แม้จำเลยทั้งสองจะนำสืบถึงจำนวนค่าทดแทนไม่ได้ตามฟ้องแย้งศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าสมควรให้ค่าทดแทนเพียงใด ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนโดยไม่ได้ระบุว่าตั้งแต่เมื่อใดจึงยังไม่ครบถ้วน เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมเสียให้ครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143"

พิพากษายืน เว้นแต่ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองใบ ฤกษ์สมดีหรือฤกษ์สุขกาย
จำเลย — นายพัว ธาระพิษ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4707/2551
#413976
เปิดฉบับเต็ม

องค์การบริหารส่วนตำบลโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาที่ดินพิพาทตามกฎหมาย จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยโต้เถียงกันจึงมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินของจำเลย หากศาลพิพากษาให้คู่ความฝ่ายใดชนะคดีย่อมมีผลทำให้คู่ความฝ่ายนั้นได้รับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง 32,240 บาท ดังนี้ ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่คู่ความมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้แม้มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง นั้น จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงเพื่อการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ฎีกา โดยข้อเท็จจริงที่จะนำมาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ กล่าวคือต้องมิใช่ข้อเท็จจริงในเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น หรือไม่เกี่ยวกับที่คู่ความฝ่ายในฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ต้องนำสืบ

โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โดยอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่จำเลยมีสิทธิครอบครอง มิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ คดีจึงไม่มีประเด็นที่คู่ความจะต้องนำสืบว่า ส. และ พ. ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวที่จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่อาจนำมาวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกามาได้ และถือว่าฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีหน้าที่ควบคุมดูแลผลประโยชน์และส่วนได้เสียของหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ในเขตตำบลกันจุ อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อประมาณปี 2527 หมู่ที่ 6 ตำบลกันจุ อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นเป็นเงิน 5,000 บาท คณะกรรมการหมู่บ้านพร้อมด้วยประชาชนในหมู่ที่ 6 ได้ประชุมร่วมกัน และเห็นชอบให้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 417 หมู่ที่ 6 ตำบลกันจุ อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์บางส่วนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 30 ตารางวา ในราคา 5,000 บาท จากนางเพ็ญศรีเพื่อยกให้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน ที่ดินแปลงดังกล่าวนั้นเดิมเป็นของนางสมจิตร หลังจากซื้อที่ดินมาแล้วคณะกรรมการหมู่บ้านและประชาชนในหมู่ที่ 6 ได้เข้าครอบครองใช้ประโยชน์โดยล้อมรั้วเพื่อแสดงอาณาเขตที่แน่นอนพร้อมกันปักป้ายแสดงว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน ต่อมาเมื่อปี 2532 คณะกรรมการหมู่บ้านพร้อมด้วยประชาชนในหมู่ที่ 6 ร่วมกันขุดบ่อน้ำบาดาล สร้างศาลาสำหรับอ่านหนังสือพิมพ์ และสร้างธนาคารน้ำประจำหมู่บ้านบนที่ดินเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน จนกระทั่งปี 2534 จำเลยได้ไปดำเนินการเปลี่ยนชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 417 เป็นชื่อของตนเอง และได้ปิดกั้นไม่ให้ประชาชนในหมู่ที่ 6 เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวอีก เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายและประชาชนไม่สามารถเข้าไปใช้สอยและทำประโยชน์ในที่ดินได้ ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 419 หมู่ที่ 6 ตำบลกันจุ อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ 1 ไร่ 30 ตารางวา ให้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของที่ดินที่พิพาท การกระทำของจำเลยมิใช่เป็นโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 417 เป็นของจำเลยทั้งแปลง จำเลยซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางสมจิตร และเมื่อปี 2534 นางสมจิตรได้จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 417 หมู่ที่ 6 ตำบลกันจุ อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ เฉพาะด้านทิศใต้เนื้อที่ 1 ไร่ 30 ตารางวา ตามเอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข 1 เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ และให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นเงิน 1,600 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเป็นการชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นสาธาณสมบัติของแผ่นดินดังเดิม ไม่ได้เรียกร้องให้คืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ซึ่งตามคำขอดังกล่าวไม่ได้ทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจึงเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาที่ดินพิพาทตามกฎหมาย จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ที่จำเลยมีสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 417 ประเด็นพิพาทที่โจทก์และจำเลยโต้เถียงกันจึงมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินของจำเลย หากศาลพิพากษาให้คู่ความฝ่ายใดชนะคดีย่อมมีผลทำให้คู่ความฝ่ายนั้นได้รับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีทมีทุนทรัพย์ โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง คือ 32,240 บาท ดังนี้ ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักให้น่ารับฟังว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น อันเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่านางสมจิตรและนางเพ็ญศรีทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 417 ภายในกำหนดระยะเวลาห้ามโอนตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การซื้อขายที่ดินพิพาทจึงเป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 นางเพ็ญศรีจึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อนางเพ็ญศรีไม่ได้สิทธิครอบครองแล้ว ก็ไม่มีสิทธินำมาขายให้แก่คณะกรรมการหมู่บ้าน หมู่ที่ 6 แม้จะขายให้เป็นสาธารณประโยชน์ก็ไม่มีผลตามกฎหมายและถือไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่คู่ความมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง นั้น จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงเพื่อการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกา แต่ข้อเท็จจริงที่จะนำมาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว จะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ กล่าวคือต้องมิใช่ข้อเท็จจริงในเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น หรือไม่เกี่ยวกับที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ต้องนำสืบ คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โดยอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลยให้การต่อสู้แต่เพียงว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่จำเลยมีสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ คดีจึงไม่มีประเด็นที่คู่ความจะต้องนำสืบว่านางสมจิตรและนางเพ็ญศรีทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทภายในกำหนดเวลาห้ามโอนตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวที่จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่อาจนำมาวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกามาได้ และถือว่าฎีกาของจำเลยในข้อนี้เป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลกันจุ
จำเลย — นางพั่วหรือพั้ว ภิรมย์ศรี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4698/2551
#420351
เปิดฉบับเต็ม

ค. กับจำเลยทั้งสามขอกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 2,000,000 บาท มีที่ดินและบ้านพิพาทเป็นประกัน โดยจำเลยทั้งสามยินยอมทำเป็นสัญญาขายฝากตามความประสงค์ของโจทก์มีการทำรายการคิดการชำระเงินกัน กำหนดค่าไถ่ถอน 3,500,000 บาท และมีการคิดดอกเบี้ยกับหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าจำนวน 300,000 บาท ด้วย เมื่อตามกฎหมายมิได้บัญญัติให้นิติกรรมขายฝากมีการเรียกดอกเบี้ยกันได้ ประกอบกับโจทก์เองเบิกความรับว่า ค. ติดต่อเพื่อขอกู้ยืมเงินโจทก์ จึงฟังได้ว่าการทำสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมีที่ดินและบ้านพิพาทเป็นประกัน จึงต้องนำกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมกู้ยืมมาใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 เป็นผลให้ที่ดินและบ้านพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสาม โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายจำนวน 50,000 บาท พร้อมค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสามจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทและส่งมอบที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13036 เลขที่ดิน 79 ตำบลในเมือง (พระลับ) อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และบ้านเลขที่ 269/8 ให้โจทก์ แต่การทำสัญญาขายฝากเป็นการอำพรางการทำสัญญาจำนองที่บิดาของจำเลยทั้งสามกู้ยืมเงินจากโจทก์ 1,700,000 บาท จำเลยทั้งสามไม่มีเจตนาขายที่ดินและบ้านพิพาท และจำเลยทั้งสามไม่เคยได้รับเงิน 3,500,000 บาท ตามสัญญาขายฝาก โจทก์จึงไม่มีสิทธิขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 13036 เลขที่ดิน 79 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และบ้านเลขที่ 269/8 ซึ่งอยู่ในที่ดินดังกล่าวพร้อมส่งมอบที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยและห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินและบ้านพิพาทอีกต่อไป และให้ชำระค่าเสียหายจำนวน 20,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลจำนวน 5,720 บาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยทั้งสามได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้โจทก์นำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลยทั้งสาม

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า นายคำสิงห์บิดาจำเลยทั้งสามเป็นหนี้ต้องชำระเงินกู้ที่มีที่ดินพิพาทจำนองเป็นประกันแก่นายบดินทร์ นายคำสิงห์ไปกู้เงินโจทก์ 2,000,000 บาท เพื่อชำระหนี้ดังกล่าวโดยเสนอให้จำเลยทั้งสามจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกัน แต่โจทก์ต้องการให้ทำสัญญาขายฝากมิฉะนั้นจะไม่ให้กู้ จำเลยทั้งสามจึงทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทพร้อมบ้านเลขที่ 269/8 เป็นเงิน 3,500,000 บาท ไว้แก่โจทก์ โจทก์ได้ทำรายการคิดชำระเงินไว้ตามเอกสารหมาย ล.5 ต่อมาเมื่อถึงกำหนดไถ่ถอนตามสัญญาขายฝาก จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามออกไปและส่งมอบที่ดินและบ้านพิพาทกับชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เห็นว่า นายคำสิงห์กับจำเลยทั้งสามขอกู้ยืมโจทก์โดยมีที่ดินและบ้านพิพาทเป็นประกันเป็นเงิน 2,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ก็ได้ตกลงตามนั้นโดยจำเลยทั้งสามยิมยอมทำเป็นสัญญาขายฝากตามความประสงค์ของโจทก์ โดยกำหนดค่าไถ่ถอนไว้ 3,500,000 บาท และมีการทำรายการคิดการชำระเงินกันตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.5 ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีข้อความในบรรทัดที่ 2 ว่า "ดอก 300,000" ซึ่งจำเลยทั้งสามนำสืบว่าหมายถึงดอกเบี้ยที่โจทก์หักไว้ล่วงหน้า แม้โจทก์จะนำสืบอ้างว่า โจทก์ได้ชำระเงินจำนวนนี้ให้นายคำสิงห์เป็นเงินสด แต่ก็ไม่ปรากฏว่านายคำสิงห์ได้ร้องขอเช่นนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดให้น่าเชื่อได้ว่าโจทก์จะจ่ายเงินจำนวนมากถึง 300,000 บาท ให้นายคำสิงห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจ่ายเป็นเงินสดแทนที่จะจ่ายเป็นเช็คอันเป็นการกระทำที่แตกต่างไปจากการจ่ายชำระเงินจำนวนอื่น และที่โจทก์อ้างว่าเอกสารหมาย ล.2 และ ล.5 เป็นการคิดรายการที่ต้องจ่ายในการทำนิติกรรมจำนอง มิใช่นิติกรรมขายฝากนั้นตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.5 บรรทัดที่ 3 และที่ 4 มีข้อความว่า "ค่าภาษี 104,721 และค่าภาษี 3,500" อันเป็นจำนวนใกล้เคียงกับจำนวนเงิน 104,646 บาท และ 3,411 บาท ในใบเสร็จรับเงินที่ระบุว่าเป็นใบเสร็จรับเงินจดทะเบียนขายฝาก จึงไม่น่าที่จะเป็นการคิดรายการที่ต้องจ่ายในการทำนิติกรรมจำนองดังที่โจทก์อ้าง พยานหลักฐานโจทก์จึงเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือและฟังได้ว่าเอกสารหมาย ล.2 และ ล.5 เป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นแสดงรายการจ่ายเงินในการจดทะเบียนขายฝากตามหนังสือสัญญาขายฝาก และมีการคิดดอกเบี้ยกับหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า 300,000 บาท ด้วย และเมื่อตามกฎหมายมิได้บัญญัติให้นิติกรรมขายฝากมีการเรียกดอกเบี้ยกันได้ประกอบกับโจทก์เองก็เบิกความรับว่า นายคำสิงห์ติดต่อเพื่อกู้ยืมเงินโจทก์จึงฟังได้ว่าการทำสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมีที่ดินและบ้านพิพาทเป็นประกัน และต้องนำกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมกู้ยืมมาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 เป็นผลให้ที่ดินและบ้านพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสาม โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามได้มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เมื่อหักดอกเบี้ย 300,000 บาท ไว้ล่วงหน้าตามที่จำเลยทั้งสามอ้างแล้ว ไม่ปรากฏว่าดอกเบี้ยอีก 312,000 บาท ตามที่จำเลยทั้งสามคำนวณไว้ จำเลยทั้งสามจะจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อใด พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามเป็นพิรุธนั้น เห็นว่า ในการชำระหนี้เงินกู้ยืมทั้งตามบทบัญญัติของกฎหมายและที่ถือปฏิบัติกันโดยทั่วไปให้ชำระดอกเบี้ยก่อนแล้วจึงชำระต้นเงินประกอบกับตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินได้ระบุค่าไถ่ทรัพย์ไว้สูงถึง 3,500,000 บาท มากกว่าจำนวนเงินที่กู้ยืมกันมาก ดังนั้น การไม่กำหนดเวลาชำระดอกเบี้ยในส่วนนี้จึงไม่เป็นพิรุธถึงกับทำให้พยานหลักฐานจำเลยทั้งสามฟังไม่ได้แต่อย่างใด ส่วนข้ออ้างในฎีกาของโจทก์ข้ออื่นๆ นั้น ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 ม. 491 ม. 653 ม. 702
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสงค์ เหลืองพิทักษ์กุล
จำเลย — นางสาวกุสุมา สารพล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2551
#413193
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์อ้างว่า เดิมโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2033/2543 ของศาลชั้นต้น และได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยไม่ยอมหักหนี้ในส่วนของโจทก์ แต่กลับดำเนินการบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของโจทก์ขายทอดตลาดเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยรับว่าโจทก์ได้ชำระหนี้บางส่วนแก่จำเลยแล้ว และให้จำเลยคิดยอดหนี้ที่ค้างชำระเพื่อโจทก์จะได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือต่อไปนั้น เห็นได้ว่าคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งคำฟ้องเช่นว่านี้จำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลเสียก่อนที่การบังคับคดีจะดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง โจทก์ต้องไปว่ากล่าวกันในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 ประกอบ มาตรา 7 (2) มิใช่ฟ้องเป็นคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยยอมรับชำระหนี้ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 โดยให้คิดยอดหนี้ที่ค้างชำระและรับชำระหนี้ต่อไป ให้จำเลยรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งสิ้นที่กระทำไปหลังการชำระหนี้ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 โดยถือว่าโจทก์ชำระหนี้ตามคำบังคับในคดีเดิมแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการโต้แย้งกันในชั้นบังคับคดี โจทก์ชอบที่จะว่ากล่าวเอาแก่จำเลยในคดีดังกล่าว อีกทั้งคำขอบังคับของโจทก์เป็นกรณีไม่อาจบังคับให้ได้ จึงไม่รับคำฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ที่อ้างว่าเดิมโจทก์เป็นจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2033/2543 ของศาลชั้นต้น ได้ชำระหนี้บางส่วนโดยมอบแคชเชียร์เช็คลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท ให้ไว้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมหักหนี้ในส่วนของโจทก์ แต่กลับดำเนินการบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของโจทก์ออกขายทอดตลาด เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงต้องนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ส่วนคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยรับว่าโจทก์ได้ชำระหนี้บางส่วนแก่จำเลยแล้ว และให้จำเลยคิดยอดหนี้ที่ค้างชำระเพื่อโจทก์จะได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือต่อไปนั้น เห็นว่า คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งคำฟ้องของโจทก์เช่นว่านี้จำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลเสียก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง โจทก์จึงต้องไปว่ากล่าวกันในคดีเดิมในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 ประกอบ มาตรา 7 (2) มิใช่ฟ้องเป็นคดีใหม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (2) ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติ วสุนธรา
จำเลย — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายสมชาย ทองสีมัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4672/2551
#413194
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทมาเป็นชื่อโจทก์ เพื่อให้โจทก์สามารถใช้รถยนต์พิพาทได้ตามวัตถุประสงค์ของการทำสัญญาซื้อขาย หาใช่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายเพราะความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทไม่ ความรับผิดของจำเลยจึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 474 แต่ต้องอยู่ในบังคับอายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฝ-9411 กรุงเทพมหานคร มาเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ไปโอนขอให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงจำนวน 123,123 บาท ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะได้โอนทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงจำนวน 123,123 บาท แก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 100 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 สิงหาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงแก่โจทก์ครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยในราคา 700,000 บาท โจทก์ชำระราคารถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ในวันเดียวกัน พร้อมสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ แบบคำขอโอนและรับโอน ใบมอบอำนาจ สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชนให้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของรถเป็นชื่อโจทก์เอง ตามแบบคำขอโอนและรับโอน ใบมอบอำนาจ สำเนารายการจดทะเบียน และหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนรถแต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้เนื่องจากรถยนต์พิพาทเป็นรถยนต์ที่ถูกดัดแปลงเป็นรถยนต์ 7 ที่นั่ง จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงเสียก่อน...

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์รับมอบรถยนต์พิพาทเมื่อปี 2543 โจทก์ย่อมทราบถึงการดัดแปลงรถยนต์พิพาทแล้วตั้งแต่เวลานั้น แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อปี 2545 เกินกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทมาเป็นชื่อโจทก์ เพื่อให้โจทก์ใช้รถยนต์พิพาทได้ตามวัตถุประสงค์ของการทำสัญญาซื้อขาย หาใช่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายเพราะความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทไม่ ความรับผิดของจำเลยจึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 474 แต่ต้องอยู่ในบังคับอายุความทั่วไปตามมาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำแก้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวม 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขจรศักดิ์ ศิริอัครลาภ
จำเลย — นายกรณ์ มหาลาภ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายสงวน พรอิชยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4672/2551
#419407
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ในสภาพที่เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน และมีที่นั่ง 7 ที่นั่ง ซึ่งเป็นรถยนต์ดัดแปลงอันจะต้องเสียภาษีสรรสามิตด้วย โดยจำเลยเป็นผู้ดำเนินการดัดแปลง จึงมีหน้าที่เสียภาษีตามมูลค่าจากการดัดแปลงตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 144 เบญจ และต้องชำระภาษีดังกล่าวเมื่อการดัดแปลงสิ้นสุดลงตามมาตรา 144 จัตวา แม้หนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ระบุให้เป็นสิทธิของผู้ซื้อที่จะดำเนินการใด ๆ ในการยื่นคำร้องขอโอนทะเบียนและเปลี่ยนแปลงชื่อในใบคู่มือจดทะเบียนของทางราชการเอง ก็มิได้มีข้อตกลงว่าโจทก์จะเป็นผู้ชำระภาษีสรรพสามิตเอง โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องชำระภาษีดังกล่าว แต่เป็นหน้าที่ของจำเลย ทั้งนี้เพื่อให้โจทก์สามารถจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถเป็นชื่อโจทก์ได้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์มาเป็นชื่อโจทก์ เพื่อให้โจทก์สามารถใช้รถยนต์ได้ตามวัตถุประสงค์ของการทำสัญญาซื้อขาย มิใช่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายเพราะความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 474 แต่ต้องอยู่ในบังคับอายุความทั่วไปตามมาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ได้ซื้อรถยนต์ตู้นั่งสี่ตอน 7 ที่นั่ง ยี่ห้อเชฟโรเลต หมายเลขทะเบียน 2 ฝ-9411 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยในราคา 700,000 บาท โจทก์ชำระราคาให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยส่งมอบรถยนต์ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และเอกสารในการโอนทะเบียนให้แก่โจทก์ให้นำไปดำเนินการโอนทางทะเบียนเอง โดยไม่แจ้งความจริงให้โจทก์ทราบว่ารถยนต์คันดังกล่าวนี้ตามสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ระบุไว้เป็นรถยนต์ตู้ 11 ที่นั่ง แต่มีการดัดแปลงเป็นรถยนต์ตู้ 7 ที่นั่ง ซึ่งจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงต่อกรมสรรพสามิต และจำเลยยังมิได้ชำระภาษีดังกล่าวให้แก่กรมสรรพสามิต เมื่อโจทก์ไปดำเนินการโอนทางทะเบียนเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถยนต์เป็นชื่อโจทก์ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการโอนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนให้แก่โจทก์ได้ จะต้องให้เจ้าของเดิมคือจำเลยไปดำเนินการชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงต่อกรมสรรพสามิตเสียก่อนจึงจะสามารถโอนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนมาเป็นชื่อโจทก์ได้ เจ้าหน้าที่สรรพสามิตตรวจสอบและประเมินภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงคันดังกล่าวเป็นเงิน 123,123 บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงจำนวนดังกล่าวแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะหากเจ้าหน้าที่สรรพสามิตตรวจพบอาจยึดรถยนต์คันดังกล่าวและจะต้องชำระค่าปรับในอัตราอย่างสูง ทำให้โจทก์ไม่สามารถนำรถยนต์ดังกล่าวออกแล่นตามปกติได้ ต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ดังกล่าว โจทก์ขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงินวันละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์เป็นชื่อโจทก์เสร็จสิ้น ขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฝ-9411 กรุงเทพมหานคร มาเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ไปโอนขอให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงจำนวน 123,123 บาท ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะได้โอนทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า หลังจากที่จำเลยซื้อรถยนต์คันพิพาทมาแล้วจำเลยมิได้ทำการดัดแปลง ต่อเติม หรือเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับสภาพของรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยเสียภาษีการโอนและภาษีประจำปี (ภาษีป้ายวงกลม) ตลอดมา ในการต่อทะเบียนภาษีรถยนต์ประจำปีมีการตรวจสภาพรถยนต์ หากรถยนต์คันพิพาทมีการดัดแปลงเจ้าพนักงานจะไม่ทำการต่อทะเบียนภาษีรถยนต์ให้แก่จำเลย ก่อนที่โจทก์จะซื้อรถยนต์จากจำเลย โจทก์ได้ตรวจสภาพรถยนต์และสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แล้ว เมื่อเห็นว่าสภาพรถยนต์ถูกต้องตรงตามสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และไม่มีความชำรุดบกพร่องจึงตกลงซื้อรถยนต์ดังกล่าวในราคา 700,000 บาท โดยได้ชำระราคารถยนต์ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทพร้อมสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชนให้แก่โจทก์ไปดำเนินการโอนเอง โดยโจทก์จะเป็นผู้เสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าภาษีเอง หลังจากนั้นโจทก์นำรถยนต์พิพาทไปใช้ประโยชน์เรื่อยมา การซื้อขายจึงสำเร็จบริบูรณ์ จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่ต้องรับผิดชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงตามที่ฟ้อง และโจทก์มิได้ฟ้องร้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีการส่งมอบรถยนต์พิพาท ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงจำนวน 123,123 บาท แก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 100 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 สิงหาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงแก่โจทก์ครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดนกำหนดค่าทนายความ 600 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยในราคา 700,000 บาท โจทก์ชำระราคารถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ในวันเดียวกัน พร้อมสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ แบบคำขอโอนและรับโอนใบมอบอำนาจ สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชนให้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของรถเป็นชื่อโจทก์เอง ตามแบบคำขอโอนและรับโอน ใบมอบอำนาจ สำเนารายการจดทะเบียน และหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์เอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนรถแต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้เนื่องจากรถยนต์พิพาทเป็นรถยนต์ที่ถูกดัดแปลงเป็นรถยนต์ 7 ที่นั่ง จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงเสียก่อน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ขณะที่จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ รถยนต์ดังกล่าวเป็นรถยนต์ดัดแปลงสภาพเป็นรถยนต์ 7 ที่นั่ง และยังมิได้ชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากที่โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลย โจทก์สามารถชำระภาษีรถยนต์ประจำปีโดยชำระภาษีทางไปรษณีย์ แต่เมื่อโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนรถเป็นชื่อโจทก์ และขอโอนรถยนต์พิพาทไปใช้ที่จังหวัดชลบุรีที่สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 3 กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เจ้าหน้าที่ขนส่งไม่ดำเนินการให้ โดยแจ้งว่าจะต้องมีใบเสร็จชำระค่าภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงด้วยจึงจะดำเนินการจดทะเบียนรถเป็นชื่อโจทก์ได้ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงตามหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย จ.5 จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วตามใบตอบรับเอกสารหมาย จ.6 แต่เพิกเฉย หลังจากนั้นโจทก์ไปติดต่อที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่จังหวัดชลบุรีเพื่อขอทราบภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลง เจ้าหน้าที่สรรพสามิตประเมินภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงคันพิพาทเป็นเงิน 123,123 บาท ตามสำเนาประกาศ สำเนาแบบรายการภาษีสรรพสามิตเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยชำระภาษีจำนวนดังกล่าวแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย และโจทก์มีนายมนตรีซึ่งรับราชการอยู่ที่สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 3 กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมตำแหน่งหัวหน้างานตรวจสภาพรถ มีหน้าที่ตรวจสภาพรถยนต์ทุกชนิดที่มาทำการจดทะเบียนโอนหรือเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของตัวรถที่ขอจดทะเบียนเป็นพยานเบิกความว่า พยานตรวจสภาพรถยนต์พิพาทแล้ว รถยนต์ดังกล่าวเป็นรถที่ไม่สามารถจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเจ้าของเป็นชื่อโจทก์ได้ เนื่องจากมิได้เสียภาษีสรรพสามิตให้ถูกต้องกล่าวคือ รถยนต์ดังกล่าวระบุในใบรายการจดทะเบียนว่าเป็นรถยนต์โดยสารมี 11 ที่นั่ง แต่รถยนต์พิพาทมีที่นั่งเพียง 7 ที่นั่ง จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงก่อนจึงจะสามารถจดทะเบียนรถได้ พยานแนะนำให้โจทก์นำรถคันดังกล่าวไปเสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงที่กรมสรรพสามิตเสียก่อน และโจทก์มีนางสาวประภาพรรณซึ่งรับราชการอยู่ที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตำแหน่งเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษีสรรพสามิต เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์นำภาพถ่ายรถยนต์พิพาทไปให้พยานดูและสอบถามเกี่ยวกับการเสียภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์คันดังกล่าว พยานดูแล้วเห็นว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถยนต์โดยสารมีที่นั่งเกิน 10 ที่นั่ง แต่นำมาดัดแปลงเป็นรถยนต์โดยสารมีที่นั่งไม่ถึง 10 ที่นั่ง จำต้องเสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงในอัตราร้อยละ 41 เป็นเงิน 123,123 บาท ส่วนจำเลยมีนายธนากรเป็นพยานเบิกความว่าเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2543 จำเลยมอบหมายให้พยานนำรถยนต์พิพาทไปส่งมอบให้แก่โจทก์ ขณะส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวมีเบาะที่นั่ง 3 แถว สามารถนั่งได้ประมาณ 10 คน เห็นว่า ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า รถยนต์พิพาทมีลักษณะเป็นรถยนต์ 7 ที่นั่ง นั้น โจทก์มีภาพถ่ายรถยนต์หมาย จ.1 และ ป.จ.1 ของศาลแขวงพระโขนง เป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ทั้งยังมีนายมนตรีซึ่งเป็นผู้ตรวจสภาพรถยนต์พิพาทเป็นพยานยืนยันว่า รถยนต์พิพาทเป็นรถยนต์ที่มีการดัดแปลงจากรถยนต์ 11 ที่นั่ง เป็นรถยนต์ 7 ที่นั่ง จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงเสียก่อนจึงจะจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเจ้าของเป็นชื่อโจทก์ได้ กับมีนางสาวประภาพรรณซึ่งเป็นผู้ประเมินภาษีสรรพสามิตรถยนต์พิพาทเป็นพยานสนับสนุนว่า รถยนต์พิพาทเป็นรถยนต์ดัดแปลง จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ดัดแปลงเป็นเงิน 123,123 บาท นายมนตรีและนางสาวประภาพรรณเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง คำเบิกความของนายมนตรีและนางสาวประภาพรรณสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จำเลยให้การว่า หลังจากที่จำเลยซื้อรถยนต์พิพาทมาแล้วจำเลยมิได้ทำการดัดแปลง ต่อเติม หรือเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับสภาพของรถยนต์คันดังกล่าว แต่จำเลยหาได้มีพยานหลักฐานใดสนับสนุนไม่ คงมีแต่เพียงคำเบิกความของนายธนากรว่าขณะส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ รถยนต์ดังกล่าวมีเบาะที่นั่ง 3 แถว สามารถนั่งได้ประมาณ 10 คน ซึ่งขัดแย้งกับภาพถ่ายรถยนต์หมาย จ.1 และ ป.จ.1 ของศาลแขวงพระโขนง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารถยนต์พิพาทมีที่นั่ง 7 ที่นั่ง จึงไม่น่าเชื่อ หากรถยนต์พิพาทมีสภาพเป็นรถยนต์ 7 ที่นั่ง ตั้งแต่ขณะที่จำเลยซื้อมาจริงแล้ว ใบรายการจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.3 จะต้องระบุประเภทรถยนต์พิพาทว่าเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน และระบุว่ามีที่นั่ง 7 ที่นั่ง การที่ใบรายการจดทะเบียนระบุประเภทรถยนต์ว่า รถยนต์พิพาทเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน และระบุจำนวนที่นั่งว่ามี 11 ที่นั่ง แสดงว่าขณะที่จำเลยรับโอนรถยนต์พิพาทมานั้น รถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน และมีที่นั่ง 11 ที่นั่ง หาใช่เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 7 ที่นั่ง ดังที่จำเลยให้การต่อสู้ไม่ ประกอบกับจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่ารถยนต์พิพาทมีสภาพแตกต่างไปจากขณะที่จำเลยส่งมอบให้แก่โจทก์อย่างไร จึงรับฟังได้ว่าขณะที่จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ รถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน และมีที่นั่ง 7 ที่นั่ง ซึ่งเป็นรถยนต์ดัดแปลงอันจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วย ตามใบรายการจดทะเบียนระบุว่าจำเลยครอบครองรถยนต์พิพาทแต่ผู้เดียวมาตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2537 จนถึงวันที่ทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ น่าเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการดัดแปลงรถยนต์ดังกล่าวจึงมีหน้าที่เสียภาษีตามมูลค่าจากการดัดแปลง ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 144 เบญจ และจำเลยจะต้องชำระภาษีดังกล่าว เมื่อการดัดแปลงสิ้นสุดลงตามมาตรา 144 จัตวา แม้หนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์เอกสารหมาย จ.4 จะระบุให้เป็นสิทธิของผู้ซื้อที่จะดำเนินการใด ๆ ในการยื่นคำร้องขอโอนทะเบียนและเปลี่ยนแปลงชื่อในใบคู่มือจดทะเบียนของทางราชการเอง แต่สัญญาดังกล่าวก็มิได้มีข้อตกลงว่าโจทก์จะเป็นผู้ชำระภาษีสรรพสามิตเอง โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องชำระภาษีดังกล่าว แต่เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องชำระภาษีดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้โจทก์สามารถจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเจ้าของรถเป็นชื่อโจทก์ได้ การที่จำเลยไม่ชำระภาษีดังกล่าวทำให้โจทก์ไม่สามารถจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของรถเป็นชื่อโจทก์ได้ ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยไปดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทมาเป็นชื่อโจทก์และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 123,123 บาท แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์รับมอบรถยนต์พิพาทเมื่อปี 2543 โจทก์ย่อมทราบ ถึงการดัดแปลงรถยนต์พิพาทแล้วตั้งแต่เวลานั้น แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อปี 2545 เกินกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์พบเห็นความชำรุดบกพร่อง ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์พิพาทมาเป็นชื่อโจทก์ เพื่อให้โจทก์สามารถใช้รถยนต์พิพาทได้ตามวัตถุประสงค์ของการทำสัญญาซื้อขาย หาใช่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายเพราะความชำรุดบกพร่องของรถยนต์พิพาทไม่ ความรับผิดของจำเลยจึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 474 แต่ต้องอยู่ในบังคับอายุความทั่วไปตามมาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คำแก้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวม 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 453 ม. 474
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 144 จัตวา ม. 144 เบญจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขจรศักดิ์ ศิริอัครลาภ
จำเลย — นายกรณ์ มหาลาภ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4665/2551
#417697
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า มูลหนี้ที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องนำมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายเป็นหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งซึ่งพิพากษาให้ธนาคารเจ้าหนี้เดิมคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดที่ธนาคารเจ้าหนี้เดิมมีสิทธิคิดได้ ต่อมาได้มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารเจ้าหนี้เดิมเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดหลายครั้งโดยมีอัตราต่ำกว่าร้อยละ 18.5 ต่อปี โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง มูลหนี้ตามฟ้องมีจำนวนไม่แน่นอน กรณีจึงมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายนั้น ในชั้นพิจารณาจำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างว่าได้มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารเจ้าหนี้เดิมเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดหลายครั้งหลังจากศาลแพ่งมีคำพิพากษาก็เพิ่งปรากฏในอุทธรณ์ของจำเลยเท่านั้น ดังนั้น มูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นหนี้เงินสามารถกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วทั้งกรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง โดยจำเลยไม่อุทธรณ์โต้แย้งฟ้องได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ (ผู้รับโอนหนี้ของจำเลยมาจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คิดถึงวันฟ้องเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท และจำเลยต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ที่จำเลยอุทธรณ์ทำนองว่า ตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 21234/2541 ซึ่งพิพากษาให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คิดดอกเบี้ยในหนี้ตามคำพิพากษาได้ในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดที่ธนาคารดังกล่าวมีสิทธิคิดได้ภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารดังกล่าว ซึ่งหลังจากศาลแพ่งมีคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้มีประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่จะเรียกจากลูกค้าหลายครั้งโดยมีอัตราต่ำกว่าร้อยละ 18.5 ต่อปี เป็นจำนวนมาก การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งดังกล่าวในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ตลอดมาจึงไม่ถูกต้อง มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องยังเป็นจำนวนที่ไม่แน่นอน กรณีจึงมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายนั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางจำเลยไม่ยื่นคำให้การสู้คดีและขาดนัดพิจารณา ทั้งข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีประกาศลดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่จะเรียกจากลูกค้าหลายครั้ง และมีอัตราต่ำกว่าร้อยละ 18.5 ต่อปี นั้น ก็เพิ่งปรากฏในอุทธรณ์ของจำเลยเท่านั้น หาได้มีอยู่ในสำนวนไม่ ข้ออ้างในอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ทั้งมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งดังกล่าวเป็นหนี้เงิน สามารถกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ดังนั้น มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจึงเป็นหนี้ที่กำหนดได้โดยแน่นอนแล้ว ทั้งกรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด
จำเลย — นายกิตติสาร กิตติวรกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4660/2551
#412555
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 158 บัญญัติว่า "ผู้มีส่วนได้เสียคนใดเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีสิทธิยึดทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใด ให้คัดค้านต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับคำคัดค้านแล้วให้สอบสวนและมีคำสั่ง ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ให้ถอนการยึด ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันได้ทราบคำสั่งนั้น..." ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาลล้มละลายกลางโดยไม่ได้คัดค้านต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสียก่อนจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลล้มละลายกลางชอบที่จะยกคำร้องของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งงดการขายทอดตลาดและถอนการยึดที่ดินพิพาท

ผู้คัดค้านคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่าผู้ร้องยื่นคำร้องผิดขั้นตอนกระบวนพิจารณา ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ (ที่ถูกต้องยกคำร้อง) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 158 บัญญัติว่า "ผู้มีส่วนได้เสียคนใดเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีสิทธิยึดทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใด ให้คัดค้านต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รับคำคัดค้านแล้วให้สอบสวนและมีคำสั่ง ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งไม่ให้ถอนการยึด ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนดเวลา 14 วัน นับแต่วันได้ทราบคำสั่งนั้น..." เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาลล้มละลายกลางโดยไม่ได้คัดค้านต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสียก่อนจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์แม๊กซ์ จำกัด
ผู้ร้อง — นายธวัชชัย เทียมทัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวหินเคหะภัณฑ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางนุชนภางค์ ศิริอัสสกุล
ชื่อองค์คณะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4652/2551
#494219
เปิดฉบับเต็ม

แผนฟื้นฟูกิจการส่วนที่ 3 ข้อ ฐ (ก) (1) กำหนดว่า การชำระราคาซื้อหุ้นทั้งหมดของส่วนทุนตามแผนต้องชำระเป็นเงินสดครั้งเดียวทั้งจำนวนในวันที่มีการซื้อขายนั้นซึ่งจะไม่ช้ากว่า 8 สัปดาห์ก่อนวันสิ้นระยะเวลาดำเนินการตามแผนและตามสัญญาซื้อขายหุ้นฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 4.3.3 ได้กำหนดการชำระราคาหุ้นที่ซื้อขายว่า ผู้ซื้อแต่ละรายจะดำเนินการชำระราคาหุ้นที่ซื้อขายในราคาซื้อขายหุ้นสุดท้ายโดยการโอนเงินสดทั้งจำนวนเข้าบัญชีของผู้ขายตามรูปแบบและวิธีการที่กลุ่มผู้ร่วมลงทุนหลักและผู้ร่วมลงทุนใหม่ตกลงกันก่อนวันที่การซื้อขายหุ้นเป็นผลสำเร็จ และ ข้อ 1.9 "วันที่การซื้อขายหุ้นเป็นผลสำเร็จ" หมายถึง วันที่การโอนหุ้นที่ซื้อขายและชำระราคาค่าหุ้นที่ซื้อขายตามข้อกำหนดในสัญญาจะต้องไม่ช้ากว่า 8 สัปดาห์ ก่อนสิ้นระยะเวลาการดำเนินการตามแผน เมื่อปรากฏว่ากลุ่มผู้ร่วมลงทุนได้ชำระค่าหุ้นที่ซื้อโดยโอนเงินสดครั้งเดียวเข้าบัญชีเงินฝากของลูกหนี้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2548 ภายในระยะเวลาไม่ช้ากว่า 8 สัปดาห์ ก่อนวันสิ้นระยะเวลาดำเนินการตามแผน คือวันที่ 30 มิถุนายน 2548 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนเพื่อขยายระยะเวลาดำเนินการตามแผนแล้ว สัญญาซื้อขายหุ้นฉบับพิพาทจึงสอดคล้องไม่ขัดต่อข้อกำหนดของแผนส่วนที่ 3 ข้อ ฐ (ก) (1) คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนทุนตามแผนจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2543 มีคำสั่งตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2543 มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2546 ศาลมีคำสั่งให้บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด พ้นจากตำแหน่งผู้บริหารแผน และตั้งกระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนคนใหม่ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ต่อมาผู้บริหารแผนยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผน ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ เว้นแต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารและการปลดภาระการค้ำประกัน ผู้ร้องกับพวกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนแล้วผู้บริหารแผนดำเนินการปรับโครงสร้างทุนของลูกหนี้โดยลดทุน ออกหุ้นเพิ่มทุน จัดหาผู้ร่วมลงทุน และทำข้อตกลงขายส่วนทุนตามแผน

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนทุนตามแผนฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2548 และกำหนดให้ทำการขายโดยเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าแข่งขันเสนอราคาหรือขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมเพื่อให้ได้ราคาสูงสุดอันจะเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้ ผู้ถือหุ้น และผู้ค้ำประกัน เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้อย่างเป็นธรรม

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าคดีที่ผู้ร้องกับพวกอุทธรณ์คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนนั้น ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5679/2548 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องเพียงประการเดียวว่า สัญญาซื้อขายหุ้นฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2548 ขัดต่อแผนหรือไม่ โดยผู้ร้องอุทธรณ์ว่าแผนส่วนที่ 3 ข้อ ฐ (ก) (1) กำหนดไว้ว่าราคาซื้อหุ้นทั้งหมดของส่วนทุนตามแผนที่ตกลงจะซื้อโดยผู้ร่วมลงทุนจะต้องไม่ต่ำกว่าหนี้ที่มีวิธีการชำระพิเศษส่วนที่ 2 และชำระราคาซื้อส่วนทุนตามแผนที่ซื้อเป็นเงินสดครั้งเดียวทั้งจำนวนในวันที่มีการซื้อหุ้นนั้นซึ่งจะไม่ช้ากว่า 8 สัปดาห์ก่อนวันสิ้นระยะเวลาดำเนินการตามแผน แต่ตามสัญญาซื้อขายหุ้นไม่ปรากฏข้อความให้ผู้ร่วมลงทุนชำระราคาซื้อส่วนทุนตามแผนเป็นเงินสดครั้งเดียวทั้งจำนวนในวันที่มีการซื้อหุ้นนั้น ซึ่งจะไม่ช้ากว่า 8 สัปดาห์ก่อนวันสิ้นระยะเวลาดำเนินการตามแผนแต่อย่างใดประกอบกับผู้บริหารของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เผยแพร่ข่าวในสื่อมวลชนต่าง ๆ ว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะชำระค่าหุ้นเมื่อลูกหนี้ออกจากแผนแล้วระยะเวลาชำระค่าหุ้นตามสัญญาไม่สอดคล้องกับแผน สัญญาซื้อขายหุ้นจึงขัดต่อแผนในสาระสำคัญ เห็นว่า ผู้บริหารแผนแก้อุทธรณ์ข้อดังกล่าวว่า สัญญาซื้อขายหุ้นฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้กำหนดเกี่ยวกับการชำระราคาหุ้นที่ซื้อขายดังนี้

"ข้อ 4.3.3 การชำระราคาหุ้นที่ซื้อขาย

พร้อมกับการดำเนินการตามข้อ 4.3.2 ผู้ซื้อแต่ละรายจะดำเนินการชำระราคาหุ้นที่ซื้อขายในราคาซื้อขายหุ้นสุดท้าย โดยการโอนเงินสดทั้งจำนวนเข้าบัญชีของผู้ขายส่วนทุนใหม่ตามรูปแบบและวิธีการที่กลุ่มผู้ร่วมลงทุนหลักและผู้ขายส่วนทุนใหม่ตกลงกันก่อนวันที่การซื้อขายหุ้นเป็นผลสำเร็จ โดยไม่มีการหักค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้ โดยในกรณีการชำระราคาหุ้นที่ซื้อขายที่เป็นส่วนทุนใหม่ผู้ซื้อแต่ละรายจะโอนเงินเข้าบัญชีของผู้ขายส่วนทุนใหม่ดังกล่าวข้างต้นล่วงหน้าพอสมควรในวันที่ซื้อขายหุ้นเป็นผลสำเร็จ เพื่อให้ผู้ขายส่วนทุนใหม่จดทะเบียนเพิ่มทุนชำระแล้วได้ตามระเบียบปฏิบัติของกระทรวงพาณิชย์..."

"ข้อ 1.9 "วันที่การซื้อขายหุ้นเป็นผลสำเร็จ" หมายถึง วันที่การโอนหุ้นที่ซื้อขายและชำระราคาค่าหุ้นที่ซื้อขายตามข้อกำหนดในสัญญานี้ ซึ่งจะต้องไม่ช้ากว่า 8 สัปดาห์ ก่อนวันสิ้นระยะเวลาการดำเนินการตามแผน"

กลุ่มผู้ร่วมลงทุนได้ชำระค่าหุ้นที่ซื้อโดยโอนเงินสดครั้งเดียวจำนวน 39,575,250,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ลูกหนี้เปิดไว้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่สีลม เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2548 ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารแนบท้ายคำแก้อุทธรณ์หมายเลข 1 อันเป็นการชำระราคาหุ้นที่ซื้อขายในระยะเวลาไม่ช้ากว่า 8 สัปดาห์ ก่อนวันสิ้นระยะเวลาดำเนินการตามแผน คือวันที่ 30 มิถุนายน 2549 ตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 ที่เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนเพื่อขยายระยะเวลาดำเนินการตามแผน ซึ่งผู้ร้องก็ระบุในคำร้องขอคุ้มครองคุ้มครองชั่วคราวฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2550 ว่ากลุ่มผู้ร่วมลงทุนได้ชำระเงินค่าหุ้นในวันที่ 13 ธันวาคม 2548 และศาลฎีกาได้มีคำสั่งคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวฉบับดังกล่าวแล้วตามคำสั่งคำร้องที่ ล.78/2550 ดังนี้ สัญญาซื้อขายหุ้นฉบับพิพาทจึงสอดคล้องไม่ขัดต่อข้อกำหนดของแผนส่วนที่ 3 ข้อ ฐ (ก) (1) คำสั่งศาลล้มละลายกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/63
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ผู้ร้อง — ผู้บริหารของลูกหนี้
ลูกหนี้ — บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4651/2551
#583427
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ป. เป็นผู้ยื่นคำร้องในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้ ต่อมาผู้ร้องเป็นผู้ยื่นคำร้องโดยอ้างสิทธิว่าเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นผู้บริหารของลูกหนี้ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้เช่นเดียวกับ ป. ตามบทนิยามแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/1 ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความเดิมที่ ป. เคยยื่นคำร้องไว้ แม้คดีนี้ผู้ร้องมิได้ระบุว่าขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนทุนตามแผนโดยใช้คำว่า ขอให้มีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนทุเลาการขายหุ้นไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด กับให้ผู้บริหารแผนกำหนดราคาขายหุ้นส่วนทุนตามแผนใหม่อีกครั้งให้ได้ราคาที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายสูงกว่าที่กำหนดไว้หุ้นละ 3.30 บาท เปิดโอกาสให้ผู้สนใจร่วมลงทุนโดยวิธีการประมูลตามหลักธุรกิจการค้าปกติ โปร่งใส เป็นธรรม ก็ตาม แต่การที่จะกำหนดราคาขายหุ้นส่วนทุนตามแผนโดยประมูลขายหุ้นแก่ผู้สนใจร่วมลงทุนตามที่ผู้ร้องขอมาในคดีนี้ก็จะต้องยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนทุนฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2548 เสียก่อน แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งสองคดีต่างมีความประสงค์อย่างเดียวกันคือขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนทุนฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2548 ส่วนการจัดหาผู้ร่วมลงทุนและการดำเนินการขายหุ้นส่วนทุนตามแผน คำร้องทั้งสองฉบับได้กล่าวอ้างทำนองเดียวกันว่าผู้บริหารแผนไม่เปิดโอกาสให้มีการประมูลหรือแข่งขันเสนอราคาเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด กำหนดราคาหุ้นที่จะซื้อขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีหลักเกณฑ์หรือวิธีการคำนวณ กลุ่มผู้ร่วมลงทุนหรือผู้ซื้อเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้บริหารแผนเป็นผู้ถือหุ้นหรือมีอำนาจกำกับดูแล มีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ที่มีความเกี่ยวพันกับผู้บริหารแผน ผู้ร่วมลงทุนใหม่จะเข้ามาครอบงำกิจการของลูกหนี้ เป็นการดำเนินการที่ไม่โปร่งใส ไม่สุจริตทำให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันเสียหาย ดังนี้ ประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยตามคำร้องทั้งสองฉบับจึงเป็นประเด็นเดียวกัน คือ ผู้บริหารแผนดำเนินการจัดหาผู้ร่วมลงทุนและทำข้อตกลงขายหุ้นส่วนทุนตามแผนโดยชอบหรือไม่ เมื่อศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นดังกล่าวตามคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 แล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 9 ธันวาคม 2548 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้าม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2543 มีคำสั่งตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2543 มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2546 ศาลมีคำสั่งให้บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอส์ จำกัด พ้นจากตำแหน่งผู้บริหารแผน และตั้งกระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนคนใหม่เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ต่อมาผู้บริหารแผนยื่นข้อเสนอขอแก้ไขแผน ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 เห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ เว้นแต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารและการปลดภาระการค้ำประกัน นายประชัย ผู้บริหารของลูกหนี้กับพวกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนแล้วผู้บริหารแผนดำเนินการปรับโครงสร้างทุนของลูกหนี้โดยลดทุน ออกหุ้นเพิ่มทุน จัดหาผู้ร่วมลงทุน และทำข้อตกลงขายส่วนทุนตามแผน

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนทุเลาการขายไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด กับให้ผู้บริหารแผนกำหนดราคาขายหุ้นส่วนทุนตามแผนใหม่อีกครั้งเพื่อให้ได้ราคาที่เป็นธรรมสูงกว่าหุ้นละ 3.30 บาท และเปิดโอกาสให้ผู้สนใจร่วมลงทุนโดยวิธีการประมูลตามหลักธุรกิจการค้าปกติ โปร่งใสและเป็นธรรม

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องข้อแรกมีว่าการยื่นคำร้องของผู้ร้องในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับการยื่นคำร้องของนายประชัย ฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 หรือไม่ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 นายประชัยกล่าวอ้างว่า นายประชัยในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันกลุ่มบริษัทลูกหนี้ และผู้ถือหุ้นใหญ่เดิม ได้ขอซื้อหุ้นส่วนทุนตามแผนทั้งหมดราคาหุ้นละ 5.50 บาท ซึ่งจะทำให้ลูกหนี้ได้เงินเพียงพอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหมดสามารถออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ตามปกติ ผู้ถือหุ้นกลับมามีสิทธิตามกฎหมาย ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากภาระการค้ำประกัน แต่ผู้บริหารแผนกลับนำหุ้นส่วนทุนตามแผนเกือบทั้งหมดไปทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ธนาคารออมสิน และกองทุนรวมวายุภักษ์ 1 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2548 ราคาหุ้นละ 3.30 บาท ผู้ซื้อทั้งสี่รายเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้บริหารแผนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หรือมีอำนาจกำกับดูแล การทำสัญญาไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันเสนอราคาจากผู้สนใจอื่นเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด เป็นการดำเนินการที่ไม่โปร่งใสตามปกติทางการค้า เอื้อประโยชน์ให้แก่หน่วยงานที่มีความเกี่ยวพันกับผู้บริหารแผน ราคาหุ้นที่ซื้อขายกันต่ำกว่าราคาตลาดซึ่งมีราคาหุ้นละประมาณ 13 บาท ทำให้ลูกหนี้ขาดรายได้ในราคาที่เป็นธรรม คงเหลือหนี้ที่ลูกหนี้ต้องชำระเป็นระยะเวลาตามแผนอีกประมาณ 12 ปี หากขายหุ้นในราคาตลาดลูกหนี้จะได้เงินเพิ่มขึ้นอีกหุ้นละประมาณ 8 บาท ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นคู่แข่งทางการค้า มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับลูกหนี้ การจำหน่ายและกระจายหุ้นตามสัญญาไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถือหุ้นเดิมซึ่งได้รับความเสียหายจากการที่ราคาหุ้นของลูกหนี้ลดลง ขาดสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นมาตั้งแต่ประเทศประสบปัญหาทางเศรษฐกิจรัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาทและปิดสถาบันการเงิน 56 บริษัท เป็นเหตุให้ลูกหนี้ขาดสภาพคล่องจนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ผู้บริหารแผนคนเดิมได้ลดทุนและเพิ่มทุน นำดอกเบี้ยค้างชำระแปลงเป็นทุนในราคาต่ำ เป็นเหตุให้เจ้าหนี้เข้าถือหุ้นของลูกหนี้ร้อยละ 75 ของทุนจดทะเบียน ต่อมาผู้บริหารแผนคนใหม่ได้แก้ไขแผนโดยลดทุนจากเดิมหุ้นละ 10 บาท เหลือเพียงหุ้นละ 1 บาท ผู้ถือหุ้นเดิมเสียหายเนื่องจากมูลค่าหุ้นลดลงหุ้นละ 9 บาท ผู้บริหารแผนคนใหม่นำหุ้นส่วนทุนใหม่และส่วนทุนเดิมไปขายให้แก่ผู้ร่วมลงทุนใหม่เกือบทั้งหมด ผู้ร่วมลงทุนใหม่จะเข้ามาครอบงำกิจการของลูกหนี้ อำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ไม่กลับคืนมาสู่ผู้บริหารของลูกหนี้ ขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/74 ขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาจะซื้อจะขายหุ้นส่วนทุนตามแผนฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2548 และกำหนดให้ทำการขายโดยเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าแข่งขันเสนอราคาหรือขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในคดีนี้เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่และได้กล่าวอ้างแล้วขณะที่นายประชัยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เพียงแต่ในการยื่นคำร้องคดีนี้ผู้ร้องนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวิเคราะห์คนละเชิงหรือเรียบเรียงข้อเท็จจริงด้วยถ้อยคำที่แตกต่างกัน กล่าวคือ การยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 นายประชัยเป็นผู้ยื่นคำร้องในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้ คดีผู้ร้องเป็นผู้ยื่นคำร้องโดยอ้างสิทธิว่าเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นผู้บริหารของลูกหนี้ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้เช่นเดียวกับนายประชัยตามบทนิยามแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/1 ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความเดิมที่นายประชัยเคยยื่นคำร้องไว้ แม้คดีนี้ผู้ร้องมิได้ระบุว่าขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนทุนตามแผนโดยใช้คำว่า ขอให้มีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนทุเลาการขายหุ้นไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด กับให้ผู้บริหารแผนกำหนดราคาขายหุ้นส่วนทุนตามแผนใหม่อีกครั้งให้ได้ราคาที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายสูงกว่าที่กำหนดไว้หุ้นละ 3.30 บาท เปิดโอกาสให้ผู้สนใจร่วมลงทุนด้วยวิธีการประมูลตามหลักธุรกิจการค้าปกติ โปร่งใส เป็นธรรม ก็ตามแต่การที่จะกำหนดราคาขายหุ้นส่วนทุนตามแผนโดยประมูลขายหุ้นแก่ผู้สนใจร่วมลงทุนตามที่ผู้ร้องขอมาในคดีนี้ก็จะต้องยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนทุนฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2548 เสียก่อน แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งสองคดีต่างมีความประสงค์อย่างเดียวกันคือขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนทุนฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2548 ส่วนการจัดหาผู้ร่วมลงทุนและการดำเนินการขายหุ้นส่วนทุนตามแผน คำร้องทั้งสองฉบับได้กล่าวอ้างทำนองเดียวกันว่าผู้บริหารแผนไม่เปิดโอกาสให้มีการประมูลหรือแข่งขันเสนอราคาเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด กำหนดราคาหุ้นที่จะซื้อจะขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีหลักเกณฑ์หรือวิธีการคำนวณ กลุ่มผู้ร่วมลงทุนหรือผู้ซื้อเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้บริหารแผนเป็นผู้ถือหุ้นหรือมีอำนาจกำกับดูแล มีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ที่มีความเกี่ยวพันกับผู้บริหารแผนผู้ร่วมลงทุนใหม่จะเข้ามาครอบงำกิจการของลูกหนี้ เป็นการดำเนินการที่ไม่โปร่งใส ไม่สุจริตทำให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันเสียหาย ดังนี้ ประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยตามคำร้องทั้งสองฉบับจึงเป็นประเด็นเดียวกัน คือ ผู้บริหารแผนดำเนินการจัดหาผู้ร่วมลงทุนและทำข้อตกลงขายหุ้นส่วนทุนตามแผนโดยชอบหรือไม่ เมื่อศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นดังกล่าวตามคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 แล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2548 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้องเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป คำสั่งศาลล้มละลายกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/1
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ร้อง — นายประทีป เลี่ยวไพรัตน์ ผู้บริหารของลูกหนี้
ลูกหนี้ — บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายองอาจ งามมีศรี
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2551
#420018
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องทั้งสองกล่าวอ้างในคดีนี้เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่และได้กล่าวอ้างแล้วขณะผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เพียงแต่ในการยื่นคำร้องคดีนี้ผู้ร้องทั้งสองนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวิเคราะห์คนละเชิงหรือเรียบเรียงข้อเท็จจริงด้วยถ้อยคำที่แตกต่างกัน โดยการยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 ผู้ร้องที่ 1 เพียงผู้เดียวยื่นคำร้องในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้ ส่วนคดีนี้ได้เพิ่มผู้ร้องที่ 2 เข้ามา แต่ผู้ร้องทั้งสองต่างอ้างสิทธิอย่างเดียวกันว่าเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นผู้บริหารของลูกหนี้ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ผู้ร้องที่ 2 จึงอยู่ในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้เช่นเดียวกับผู้ร้องที่ 1 ตามบทนิยามแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/1 ถือได้ว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีเดิม แม้คดีนี้ผู้ร้องทั้งสองมิได้ระบุว่าขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนทุนตามแผนโดยใช้คำว่า ขอให้มีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนดำเนินการตามแผนด้วยความสุจริตและยุติธรรม กับให้กำหนดราคาขายหุ้นส่วนทุนตามแผนให้ได้ราคาตลาดที่แท้จริงตามกฎหมาย เป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและสูงกว่าราคาที่กำหนดไว้หุ้นละ 3.30 บาท โดยประมูลขายหุ้นให้แก่ผู้สนใจร่วมลงทุนตามหลักธุรกิจการค้าปกติ โปร่งใส เป็นธรรม ก็ตาม แต่การที่จะกำหนดราคาขายหุ้นส่วนทุนตามแผนให้ได้ราคาตลาดโดยประมูลขายหุ้นแก่ผู้สนใจร่วมลงทุนตามที่ผู้ร้องทั้งสองขอมาในคดีนี้ก็จะต้องยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนทุนฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2548 เสียก่อน แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งสองคดีต่างมีความประสงค์อย่างเดียวกันคือขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนทุนฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2548 ส่วนการจัดหาผู้ร่วมลงทุนและการดำเนินการขายหุ้นส่วนทุนตามแผน คำร้องทั้งสองฉบับได้กล่าวอ้างทำนองเดียวกันว่าผู้บริหารแผนไม่เปิดโอกาสให้มีการประมูลหรือแข่งขันเสนอราคาเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด กำหนดราคาหุ้นที่จะซื้อขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีหลักเกณฑ์หรือวิธีการคำนวณ กลุ่มผู้ร่วมลงทุนหรือผู้ซื้อเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้บริหารแผนเป็นผู้ถือหุ้นหรือมีอำนาจกำกับดูแล มีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ที่มีความเกี่ยวพันกับผู้บริหารแผน เป็นการดำเนินการที่ไม่โปร่งใส ไม่สุจริต ทำให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันเสียหาย ดังนี้ ประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยตามคำร้องทั้งสองฉบับจึงเป็นประเด็นเดียวกัน คือ ผู้บริหารแผนดำเนินการจัดหาผู้ร่วมลงทุนและทำข้อตกลงขายหุ้นส่วนทุนตามแผนโดยชอบหรือไม่ เมื่อศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นดังกล่าวตามคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 แล้วการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาลล้มละลายกลางในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลาย ฯ มาตรา 14

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/1
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ร้อง — นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ผู้บริหารของลูกหนี้ กับพวก
ลูกหนี้ — บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายองอาจ งามมีศรี
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา