คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4110/2551
#412062
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันเล่นการพนันสี่เหงาลัก อันเป็นการพนันในบัญชี ก. อันดับ 20 ท้าย พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 แต่ในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสองเล่นการพนันโปปั่น ซึ่งเป็นการพนันในบัญชี ก. อันดับ 2 กรณีไม่ถือว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างจากฟ้องและมิใช่ข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธจึงไม่หลงข้อต่อสู้ ทั้งไม่ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองตามฐานความผิดที่ได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 215, 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 33 ริบของกลางและจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 (ที่แก้ไขแล้ว) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 33 ปรับคนละ 2,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งสองจ่ายสินบนนำจับคนละกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกับพวกเล่นการพนันสี่เหงาลักตามที่โจทก์ฟ้องและศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกเล่นการพนันสี่เหงาลักก็เป็นความเข้าใจของโจทก์ แม้ชั้นพิจารณาโจทก์จะอ้างความเห็นของร้อยตำรวจเอกนิพนธ์ผู้ชำนาญการพนันฯ ต่อศาล แต่ความเห็นของร้อยตำรวจเอกนิพนธ์เป็นการให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเล่นการพนันที่เรียกว่าสี่เหงาลัก ไม่ใช่หลักฐานที่จะแสดงว่าจำเลยทั้งสองกับพวกเล่นการพนันสี่เหงาลักร้อยตำรวจเอกนิพนธ์ไม่รู้เห็นเหตุการณ์คดีนี้ ไม่ได้ร่วมจับจำเลยทั้งสองกับพวก ฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเล่นการพนันโปปั่นซึ่งเป็นการพนันบัญชี ก. อันดับที่ 2 ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการพนันฯ ซึ่งเป็นการพนันบัญชีเดียวกันกับสี่เหงาลัก อันดับที่ 20 และไม่ถือว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างจากฟ้องที่โจทก์ขอให้ลงโทษดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธจึงไม่หลงข้อต่อสู้ทั้งไม่ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามฐานความผิดที่ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 215 มาตรา 225 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — จ่าสิบตำรวจทวี พันธุระ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายนพปฎล เมืองรักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
สมศักดิ์ จันทรา
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4101/2551
#412388
เปิดฉบับเต็ม

โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521 มาตรา 5, 7, 29, 30 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยจะเข้าดำเนินการวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อด้วยตนเองหรือตั้งตัวแทน ตัวแทนค้าต่างเข้าไปดำเนินการแทนก็ได้ หาได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่าการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยต้องเข้าไปดำเนินการด้วยตนเองเท่านั้นไม่ เมื่อการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้ประกาศเรื่องการสำรวจเพื่อการสร้างระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบพร้อมทั้งให้โจทก์ไปรับค่าทดแทนแล้ว จึงเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายครบถ้วนทุกประการ การที่จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาให้ใช้สิทธิในแนวเขตระบบขนส่งปิโตรเลียมทางท่อกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย แล้วเข้าไป ขุด วางท่อขนส่งปิโตรเลียมและลำเลียงส่งปิโตรเลียมผ่านทางท่อขนส่งในที่ดินโจทก์ ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสามคนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 364, 365 และขอให้นับโทษจำเลยทั้งสิบสามต่อจากโทษของจำเลยทั้งสิบสามในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1687/2543, 1688/2543 และ 1689/2543 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 24637, 24676, 24677, 24678, 24679 และ 422 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2534 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้ประกาศเรื่องการสำรวจเพื่อสร้างระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ ในเขตท้องที่อำเภอศรีราชา อำเภอเมืองชลบุรี อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี อำเภอบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เขตลาดกระบัง เขตหนองจอก เขตมีนบุรี เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อำเภอบางปะอิน อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา อำเภออุทัย อำเภอนครหลวง อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอหนองแซง อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี และต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2535 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศเรื่องกำหนดเขตระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อในท้องที่จังหวัดชลบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดสระบุรี และเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2535 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้ประกาศเรื่องการดำเนินการก่อสร้างระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2535 จำเลยที่ 1 กับพวกได้นำเครื่องมือเข้าไปขุดดินในบริเวณที่ดินพิพาททั้งหกแปลงของโจทก์ขุดลึกประมาณ 1 เมตร เพื่อวางท่อส่งน้ำมันและปิโตรเลียม นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังได้ปักป้ายในบริเวณที่ดินของโจทก์อีกด้วย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยตามบทบัญญัติ มาตรา 5, 7, 29 และมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว เห็นว่า การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยจะเข้าดำเนินการวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อด้วยตนเอง หรือตั้งตัวแทน ตัวแทนค้าต่างเข้าไปดำเนินการแทนก็ได้ หาได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่าการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เท่านั้นที่ต้องดำเนินการด้วยตนเองไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นการดำเนินการโดยพลการจึงฟังไม่ขึ้น ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยตามสัญญาให้ใช้สิทธิในแนวเขตระบบขนส่งปิโตรเลียมทางท่อที่ทำขึ้นโดยถูกต้องตามวิธีการของกฎหมายดังกล่าว เมื่อการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยในฐานะผู้ประสานงานได้ประกาศเรื่องการสำรวจเพื่อการสร้างระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบ และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำโฉนดที่ดินพิพาทไปติดต่อขอรับค่าทดแทนโดยส่งสำเนาประกาศการสำรวจเพื่อการสร้างระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อตามสำเนาประกาศการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สำเนาหนังสือการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2534 สำเนาหนังสือการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยลงวันที่ 26 ธันวาคม 2534 และโจทก์ได้ไปติดต่อเจรจาเรื่องค่าทดแทนที่ดิน กรณีถือได้ว่าการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้แจ้งการสำรวจการวางท่อปิโตรเลียมให้แก่โจทก์ทราบโดยชอบแล้วตามมาตรา 29 (2) และมาตรา 30 วรรคท้าย และเมื่อโจทก์ทราบประกาศข้างต้นแล้ว จำเลยที่ 1 กับพวกสามารถเข้าไปสำรวจขุดที่ดินตลอดจนการวางท่อปิโตรเลียมผ่านที่ดินของโจทก์รวมทั้งปิดป้ายประกาศใด ๆ ลงในที่ดินของโจทก์ได้ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิร้องห้ามหรือคัดค้านแต่ประการใด และการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกก็หาได้เป็นการกระทำเกินขอบอำนาจของตนดังที่โจทก์อ้างในฎีกาในประเด็นข้อ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนแห่งกฎหมาย คดีโจทก์จึงไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง...

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521 ม. 5 ม. 7 ม. 29 ม. 30
ป.อ. ม. 362 ม. 364 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุสวาส
จำเลย — บริษัทท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางชุติมา เฟื่องฟูสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4099/2551
#411346
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยใช้รถยนต์บรรทุกเป็นพาหนะเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไปตาม ป.อ. มาตรา 335 (7), 336 ทวิ, 83 ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเพียงผู้เดียวโดยจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำความผิดด้วย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดเพียงฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ เท่านั้น ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ และให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายซึ่งไม่ได้คืนคิดเป็นเงินจำนวน 7,500 บาท

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายวิสูตร ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมเป็นเงินจำนวน 7,500 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองใช้รถบรรทุกหกล้อขนไม้ไผ่จำนวนหนึ่งจากสวนของนายทรงวุฒิหรือเหมียไปไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2542 โจทก์ร่วมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกวินัย พนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันลักไม้ไผ่ของโจทก์ร่วม ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2542 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ตามหมายจับ ส่วนจำเลยที่ 2 เข้ามอบตัว ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ...

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ไม้ไผ่ของโจทก์ร่วมโดยในการลักทรัพย์ได้ใช้รถยนต์บรรทุกเป็นพาหนะเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดเพียงผู้เดียวโดยจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำความผิดด้วย จำเลยที่ 1 จึงคงมีความผิดเพียงฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ เท่านั้น ซึ่งศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ฎีกาขอจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ ให้จำคุก 9 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมเป็นเงินจำนวน 5,380 บาท ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 334 ม. 335 (7) ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
โจทก์ร่วม — นายวิสูตร ยิ้มย่อง
จำเลย — นายภิรมย์หรืออีนหรือผี รองเดช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายสุเมธ รักษภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุภกิจ กิตสัมบันท์
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พีรพล พิชยวัฒน์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4091/2551
#412554
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบองค์การค้าของคุรุสภาว่าด้วยการทำงานของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2518 ข้อที่ 33 กำหนดว่า "เจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาผู้ใดที่ถูกลงโทษเห็นว่าคำสั่งลงโทษนั้นไม่ยุติธรรมก็มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษนั้นได้" เป็นการกำหนดให้สิทธิลูกจ้างที่ถูกลงโทษที่จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษนั้นหรือไม่ก็ได้ ส่วนที่ระเบียบข้อเดียวกันนั้นกำหนดว่า "คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาถือเป็นที่สุด" มีความหมายเพียงว่าผู้ที่ถูกลงโทษจะอุทธรณ์ต่อไปยังผู้ใดหรือกรรมการชุดใดของจำเลยที่ 1 อีกไม่ได้เท่านั้น ไม่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิผู้ที่ถูกลงโทษมิให้นำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงาน จำเลยทั้งสองยกเอาระเบียบที่ใช้ภายในองค์กรของจำเลยที่ 1 มาจำกัดสิทธิในการฟ้องคดีของโจทก์ไม่ได้เพราะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์เป็นผู้ที่ถูกลงโทษจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งองค์การค้าของคุรุสภาที่ 5/2545 - 46 ที่แต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 96/2545 - 46 ที่เลิกจ้างโจทก์ อันเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคนละคำสั่งคนละขั้นตอนกัน ต่อมาศาลแรงงานกลางอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องคดีก่อน จึงไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ฟ้องสำหรับคดีก่อน ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์เสียโอกาสไม่ได้รับค่าจ้างตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันครบเกษียณอายุเป็นเงิน 9,606,642 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 317,440 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 24,334 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 406,272 บาท ค่าเสียโอกาสที่จะได้รับเงินโบนัสเป็นเงิน 1,619,130 บาท และค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเป็นเงิน 5,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 16,973,778 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินค่าเสียโอกาสไม่ได้รับค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี นับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนค่าเสียหายอื่นนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์แถลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและเงินโบนัส

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และค่าจ้าง รวมทั้งสวัสดิการต่างๆ ไม่น้อยกว่าเดิม โดยให้นับอายุงานต่อเนื่องจากอายุงานก่อนการเลิกจ้างและให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 31,740 บาท นับจากวันที่ 23 พฤศจิกายน 2545 จนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน สำหรับค่าเสียหายนับถึงวันฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดเสียดอกเบี้ยให้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อว่าคุรุสภาเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 จำเลยที่ 1 มีระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา คุรุสภาเคยมอบอำนาจให้นายวิชัยผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา จำเลยที่ 1 มีระเบียบว่าด้วยการทำงานของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภา มีคำสั่งเรื่องระเบียบหลักเกณฑ์การสอบสวนทางวินัย โจทก์เข้าทำงานกับองค์การค้าของคุรุสภาตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2526 ครั้งสุดท้ายมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาระดับ 9 ได้รับเงินเดือนเดือนละ 31,740 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน นายวิชัยเคยมีบันทึกขอเชิญหารือกับผู้แทนของผู้จำหน่ายสินค้ายี่ห้อไนกี้ และมีบันทึกรายงานการประชุมไว้ โจทก์มอบให้ผู้ใต้บังคับบัญชายกร่างและโจทก์ตรวจแก้ตามร่างสัญญาซื้อขายสินค้ายี่ห้อไนกี้ สหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภาได้ทำหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตการซื้อขายสินค้ายี่ห้อไนกี้และกรณีอื่น นายผดุง ทำหนังสือถึงประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภาเพื่อขอให้ตั้งกรรมการสอบสวนผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา นายเกษม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภามีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และได้มีคำสั่งให้นายวิชัยพ้นจากตำแหน่งเป็นการชั่วคราว มีการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบการดำเนินงานขององค์การค้าของคุรุสภา หลังจากนั้นมีการยกเลิกคำสั่งและมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานรวบรวมเอกสาร องค์การค้าของคุรุสภามีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์กับพวก ตามคำสั่งที่ 5/2545 - 46 และมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ ตามคำสั่งที่ 96/2545 - 46 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย และสอบถามผลอุทธรณ์ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภามีหนังสือตอบโจทก์ว่าส่งเรื่องให้องค์การค้าของคุรุสภาดำเนินการ โจทก์มีหนังสือขอทราบผลการพิจารณาอุทธรณ์ถึงผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา องค์การค้าของคุรุสภามีหนังสือตอบว่ามีหนังสือขอให้บริษัทไนกี้ประเทศไทย จำกัด ยืนยันเอกสารที่ผู้อุทธรณ์คนหนึ่งอ้างอิง แต่ไม่ได้รับคำตอบ หากโจทก์จะขอให้ไม่ต้องพิจารณาเอกสารดังกล่าวองค์การค้าของคุรุสภาก็จะเร่งสรุปผลอุทธรณ์ให้โจทก์ องค์การค้าของคุรุสภาแจ้งว่าโจทก์ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา เอกสารเกี่ยวกับการสอบสวนลงโทษทางวินัยโจทก์ ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ และสวัสดิการขององค์การค้าของคุรุสภา โจทก์กับพวกรวม 7 คน เป็นโจทก์ฟ้องคุรุสภาและนายจรูญ เป็นจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 5442/2545 ของศาลแรงงานกลาง ในระหว่างพิจารณาโจทก์ถอนฟ้อง ศาลอนุญาต ...

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 96/2545 - 46 ที่ลงโทษเลิกจ้างโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ระเบียบองค์การค้าของคุรุสภาว่าด้วยการทำงานของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2518 ข้อที่ 33 กำหนดไว้ว่า "เจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาผู้ใดที่ถูกลงโทษเห็นว่าคำสั่งลงโทษนั้นไม่ยุติธรรมก็มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษนั้นได้" และ "คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาถือเป็นที่สุด" เมื่อพิจารณาประกอบกับคำสั่งองค์การค้าของคุรุสภาที่ 88/2530 - 31 เรื่องระเบียบหลักเกณฑ์การสอบสวนทางวินัยขององค์การค้าของคุรุสภา แล้วจะเห็นได้ว่า เมื่อโจทก์เห็นว่าคำสั่งลงโทษโจทก์ไม่เป็นธรรม โจทก์ก็ต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาถือเป็นที่สุด โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษดังกล่าว เว้นแต่จำเลยทั้งสองลงโทษโดยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ระเบียบองค์การค้าของคุรุสภาดังกล่าวเป็นการกำหนดให้สิทธิแก่ลูกจ้างที่ถูกลงโทษที่จะอุทธรณ์คำสั่งลงโทษนั้นหรือไม่ก็ได้ โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ หาได้ขัดกับระเบียบองค์การค้าของคุรุสภาว่าด้วยการทำงานของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ.2518 ข้อที่ 33 ดังที่จำเลยทั้งสองอ้าง ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ด้วยว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาถือเป็นที่สุดโจทก์จึงต้องรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และหากโจทก์ยังถูกลงโทษทางวินัยโจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า ระเบียบที่ว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาถือเป็นที่สุด เป็นระเบียบที่ใช้ภายในองค์กรของจำเลยที่ 1 จึงหมายความเพียงว่าผู้ที่ถูกลงโทษจะอุทธรณ์ต่อไปยังผู้ใดหรือกรรมการชุดใดของจำเลยที่ 1 อีกไม่ได้เท่านั้น ไม่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ที่ถูกลงโทษมิให้นำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงาน เพราะลูกจ้างที่ถูกลงโทษเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานได้เสมอ จำเลยทั้งสองยกเอาระเบียบที่ใช้ภายในองค์กรของจำเลยที่ 1 มาจำกัดสิทธิในการฟ้องคดีของโจทก์ไม่ได้เพราะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องของโจทก์ตามคดีหมายเลขดำที่ 5442/2545 หมายเลขแดงที่ 3025/2546 ของศาลแรงงานกลาง ซึ่งต้องห้ามรื้อร้องฟ้องกันอีกหรือไม่ และการที่โจทก์ถอนฟ้องคดีก่อนถือได้หรือไม่ว่าโจทก์ยอมรับว่าคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ถูกต้องและความจริงมิได้เป็นไปตามฟ้องในคดีก่อนนั้น เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งองค์การค้าของคุรุสภาที่ 5/2545 - 46 ซึ่งเป็นคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 96/2545 - 46 ซึ่งเป็นคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองรับโจทก์กลับเข้าทำงานและชำระค่าเสียหายให้โจทก์ เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคนละคำสั่งและคนละขั้นตอนกัน ทั้งโจทก์ถอนฟ้องไปแล้วจึงไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นที่ฟ้อง ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ซึ่งมิใช่ฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ไม่จำต้องวินิจฉัยไปถึงว่าการถอนฟ้องในคดีก่อนเป็นการยอมรับคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ในคดีก่อนว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะเป็นคนละขั้นตอนกับคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรเทพ มุสิกวัตร
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ
จำเลย — สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4058/2551
#418545
เปิดฉบับเต็ม

กิจการร่วมค้า ค. จัดตั้งขึ้นโดยโจทก์กับบริษัท พ. ส่วนจำเลยเป็นเพียงกรรมการคนหนึ่งซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนบริษัท พ. เท่านั้น สัญญากิจการร่วมค้าจึงผูกพันเฉพาะบริษัท พ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหาก หาผูกพันจำเลยไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยขอให้เลิกกิจการร่วมค้า ค. และชำระบัญชี แม้บริษัท พ. ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท และเสร็จการชำระบัญชี และผู้ชำระบัญชีบริษัท พ. ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ก็ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้โจทก์ฟ้องจำเลยได้ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยลงชื่อในเอกสารขอเบิกเงินของกิจการร่วมค้า ค. ตามบัญชีกระแสรายวันและบัญชีเงินฝากรวม 3 บัญชี ร่วมกับโจทก์ในนามของกิจการร่วมค้า ค. ตลอดจนลงชื่อในเอกสารขอปิดบัญชีทั้งสามบัญชีดังกล่าวกับธนาคาร ฮ. ก็เป็นเรื่องการขอจัดการทรัพย์สินที่สืบเนื่องมาจากการขอเลิกกิจการร่วมค้า ค. อันถือได้ว่าเป็นการขอชำระบัญชีนั่นเอง โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยไม่ได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทพีพีเอส เบนเนทท์ จำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2532 มีนายโรเบิร์ต ไมเคิล เบนเนทท์หรือนางสาวสมพร จำเลยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท วันที่ 20 พฤศจิกายน 2533 โจทก์และบริษัทพีพีเอส เบนเนทท์ จำกัด ร่วมกันจัดตั้งกิจการร่วมค้าชื่อ "กิจการร่วมค้าคินซัน เบนเนทท์" เพื่อรับเหมาก่อสร้างอาคารตามโครงการต่างๆ และร่วมกันเปิดบัญชีกระแสรายวัน 1 บัญชี และบัญชีเงินฝากประจำ 2 บัญชี กับธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ แบ๊งกิ้ง คอร์เปอเรชั่น จำกัด สาขากรุงเทพมหานคร โดยกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการเบิกถอนเงินจากบัญชีทั้งสามดังกล่าวว่านายพงษ์ประพาฬผู้แทนของโจทก์ลงชื่อร่วมกับนายโรเบิร์ต ไมเคิล เบนเนทท์หรือจำเลยซึ่งเป็นผู้แทนของบริษัทพีพีเอส เบนเนทท์ จำกัด รวมเป็นสองคน หลังจากกิจการร่วมค้าคิดซัน เบนเนทท์ ดำเนินงานก่อสร้างเสร็จ โจทก์จัดทำบัญชีของกิจการร่วมค้าปรากฏว่ากิจการร่วมค้ามีเงินฝากในบัญชีธนาคารดังกล่าวและต้องชำระเงินทดรองจ่ายคืนโจทก์และบริษัทพีพีเอส เบนเนทท์ จำกัด เงินประกันผลงานของผู้รับเหมาช่วง ค่าสอบบัญชี ค่าใช้จ่ายในการปิดกิจการร่วมค้า ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่อมาโจทก์ทราบภายหลังว่าบริษัทพีพีเอส เบนเนทท์ จำกัด ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทโดยมีนายโรเบิร์ต ไมเคิล เบนเนทท์ เป็นผู้ชำระบัญชีบริษัทและได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2538 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญากิจการร่วมค้าคินซัน เบนเนทท์ และแจ้งให้นายโรเบิร์ต ไมเคิล เบนเนทท์ ซึ่งอยู่ต่างประเทศ กับจำเลยทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์เป็นผู้รับมอบอำนาจในการเบิกถอนเงินและปิดบัญชีดังกล่าว แต่บุคคลทั้งสองเพิกเฉย ขอให้พิพากษาให้เลิกกิจการร่วมค้าคินซัน เบนเนทท์ และให้ชำระบัญชี กับให้จำเลยลงชื่อร่วมกับโจทก์ในเอกสารขอเบิกเงินและปิดบัญชีจากบัญขีกระแสรายวัน 1 บัญชี และบัญชีเงินฝากประจำ 2 บัญชี ของกิจการร่วมค้าคินซันเบนเนทท์ ที่มีกับธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ แบ๊งกิ้ง คอร์เปอเรชั่น จำกัด สาขากรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ยอมลงชื่อในเอกสารดังกล่าวให้ถือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำพ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ความว่า กิจการร่วมค้าคินซัน เบนเนทท์ จัดตั้งขึ้นโดยโจทก์กับบริษัทพี พีเอส เบนเนทท์ จำกัด ตามสัญญากิจการร่วมค้าเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 ส่วนจำเลยเป็นเพียงกรรมการคนหนึ่งซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทพีพีเอส เบนเนทท์ จำกัด เท่านั้น มิใช่คู่สัญญากับโจทก์สัญญากิจการร่วมค้าจึงผูกพันเฉพาะบริษัทพีพีเอส เบนเนทท์ จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหาก หาผูกพันจำเลยไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยขอให้เลิกกิจการร่วมค้าคินซัน เบนเนนท์ และชำระบัญชี แม้บริษัทพีพีเอส เบนเนทท์ จำกัด ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท และเสร็จการชำระบัญชี และนายโรเบิร์ต ไมเคิล เบนเนทท์ ผู้ชำระบัญชีบริษัทพีพีเอส เบนเนทท์ จำกัด ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยดังที่โจทก์อ้างก็ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้โจทก์ฟ้องจำเลยได้ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยลงชื่อในเอกสารขอเบิกเงินของกิจการร่วมค้าคินซัน เบนเนทท์ ตามบัญชีกระแสรายวันและบัญชีเงินฝากรวม 3 บัญชี ร่วมกับโจทก์ในนามของกิจการร่วมค้าคินซัน เบนเนทท์ ตลอดจนลงชื่อในเอกสารขอปิดบัญชีทั้งสามบัญชีดังกล่าวกับธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ แบ๊งกิ้งคอร์เปอเรชั่น จำกัด สาขากรุงเทพมหานคร นั้น ก็เป็นเรื่องการขอจัดการทรัพย์สินที่สืบเนื่องมาจากการขอเลิกกิจการร่วมค้าคินซัน เบนเนทท์ อันถือได้ว่าเป็นการขอชำระบัญชีนั่นเอง โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยไม่ได้เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคินซัน (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวสมพร ชูสาย
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ นิศามณี
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4047/2551
#413661
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 48 (3) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลต้องจดแจ้งสถานที่ วัน เวลา ที่ศาลนั่งพิจารณาหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา แต่กระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้กระทำต่อหน้าคู่ความ และต้องส่งรายงานกระบวนพิจารณาให้ศาลชั้นต้นทำการอ่านแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่ต้องระบุเวลาไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาในช่องที่ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (7), 336 ทวิ, 83

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง, 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาประการแรกว่า รายงานกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2550 ไม่ระบุเวลาในช่องที่ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาคดี กระบวนพิจารณาดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 48 (3) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลต้องจดแจ้งสถานที่ วัน เวลา ที่ศาลนั่งพิจารณา แต่กระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้กระทำต่อหน้าคู่ความ และต้องส่งรายงานกระบวนพิจารณาให้ศาลชั้นต้นทำการอ่านแทน ดังนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่อาจระบุเวลาในช่องที่ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาคดีได้ รายงานกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นางอุทัย แซวหยวก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
วีระศักดิ์ นิศามณี
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4021/2551
#420234
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย ดังนั้น นอกจากจำเลยจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว จำต้องให้การแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏด้วย เมื่อจำเลยให้การเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วเนื่องจากจำเลยไม่เคยนำเงินต้นและดอกเบี้ยมาชำระให้แก่โจทก์ โดยมิได้กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใดนับแต่วันใดถึงวันฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 126,628 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 45,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความที่จะฟ้องร้องตามสัญญากู้ โดยข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องว่านับแต่กู้เงินถึงวันฟ้องจำเลยไม่เคยชำระหนี้ให้โจทก์ และสัญญากู้มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงต้องเริ่มนับแต่วันทำสัญญากู้เงินเป็นต้นไป เมื่อนับถึงวันฟ้องจึงเกินกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย ดังนั้น นอกจากจำเลยจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วจำเลยต้องให้การโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏด้วย เมื่อจำเลยให้การเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วเนื่องจากจำเลยไม่เคยนำเงินต้นและดอกเบี้ยมาชำระให้แก่โจทก์ โดยมิได้กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใดนับแต่วันใดถึงวันฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจีราภรณ์ ประวีณานนท์
จำเลย — นางจรรยา เรียงมณีหรือเรียงมะณี
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2551
#420289
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จชักชวนโจทก์ร่วมให้นำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารล่วงหน้ารายละ 2,000 บาท จากยอดเบี้ยเลี้ยงทหารที่สามารถเบิกจ่ายได้จริงรายละ 2,600 บาท ซึ่งความจริงจำเลยไม่สามารถนำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารและมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงแต่อย่างใด เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อตกลงซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารรวม 118 ราย และมอบเงินรวม 236,000 บาท ให้แก่จำเลยไป การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341

เมื่อไม่ปรากฏว่ามีข้อห้ามการซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหาร ดังนั้น การซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารที่จำเลยหลอกโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่กิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามแต่เป็นเพียงข้ออ้างของจำเลยเพื่อจูงใจให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและยินยอมมอบเงินให้จำเลย ซึ่งโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย

การกระทำความผิดของจำเลยไม่สุจริตมุ่งเอาประโยชน์ในทรัพย์ของผู้อื่นเป็นเงินจำนวนมาก โดยจำเลยไม่ได้กระทำการใดที่แสดงว่าสำนึกผิดและมีเหตุอันควรปรานี แม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 และขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 191,000 บาท แก่ผู้เสียหายและให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3542/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางดาราธร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง คงจำคุก 18 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 191,000 บาท แก่ผู้เสียหาย สำหรับคำขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3542/2541 ของศาลชั้นต้นให้ยกเนื่องจากคดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2540 จำเลยได้ชักชวนโจทก์ร่วมว่าจำเลยสามารถซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารล่วงหน้าได้รายละ 2,000 บาท จากยอดเบี้ยเลี้ยงทหารรายละ 2,600 บาท โดยผู้เสียหายจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนรายละ 600 บาท และต้องแบ่งให้เจ้าหน้าที่การเงินของทหารรายละ 50 บาท โจทก์ร่วมตกลงและมอบเงินซื้อเบี้ยเลี้ยงให้แก่จำเลยไปจำนวน 100,000 บาท จำเลยได้จ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์ร่วมเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 เป็นเงิน 22,500 บาท และวันที่ 10 สิงหาคม 2540 เป็นเงิน 22,500 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 8 และ 10 สิงหาคม 2540 จำเลยได้ชักชวนโจทก์ร่วมให้ซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารล่วงหน้าอีกเช่นเดียวกัน โจทก์ร่วมตกลงมอบเงินซื้อเบี้ยเลี้ยงให้แก่จำเลยไปอีกจำนวน 24,000 บาท และ 112,000 บาท ตามลำดับ แต่จำเลยนำเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว มิได้นำไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารแต่อย่างใด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมเข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารอย่างดีแล้วจากนางสุดสมพี่สาวว่ามีค่าใช้จ่ายและจัดสรรปันส่วนแบ่งกันอย่างไร จะเห็นได้ว่าโจทก์ร่วม นางสุดสมและจำเลยต่างแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันจากการซื้อเบี้ยเลี้ยงทหาร โดยจำเลยเป็นผู้ลงแรงและความสามารถ ส่วนโจทก์ร่วมเป็นผู้ออกเงิน เป็นการแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมายร่วมกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยกล่าวเท็จชักชวนโจทก์ร่วมให้นำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารล่วงหน้ารายละ 2,000 บาท จากยอดเบี้ยเลี้ยงทหารที่สามารถเบิกจ่ายได้จริงรายละ 2,600 บาท โดยในระยะเวลา 1 เดือน เมื่อหักเป็นค่าใช้จ่ายให้เจ้าหน้าที่การเงินของทหารรายละ 50 บาท แล้ว โจทก์ร่วมคงได้ผลประโยชน์ตอบแทนรายละ 550 บาท ซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่สามารถนำเงินไปซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารและมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงแต่อย่างใด เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อตกลงซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารรวม 118 ราย และมอบเงินรวม 236,000 บาท ให้แก่จำเลยไป การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และไม่ปรากฏว่ามีข้อห้ามการซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารแต่อย่างใด ดังนั้น การซื้อขายเบี้ยเลี้ยงทหารตามที่จำเลยหลอกโจทก์ร่วม จึงไม่ใช่กิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้าม แต่เป็นเพียงข้ออ้างของจำเลยเพื่อจูงใจให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อและยินยอมมอบเงินให้จำเลย ซึ่งโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดโทษเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขและการกระทำความผิดของจำเลยไม่สุจริตมุ่งเอาประโยชน์ในทรัพย์ของผู้อื่นเป็นเงินจำนวนมาก โดยจำเลยไม่ได้กระทำการใดที่แสดงว่าสำนึกผิดและมีเหตุอันควรปรานี แม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 78 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงชลบุรี
โจทก์ร่วม — นางดาราธร ถาวรวัฒนผล
จำเลย — นางวรรณา คูณค้ำ
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001/2551
#420232
เปิดฉบับเต็ม

ข้อกำหนดซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 8 แห่ง ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาต ตาม ข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ ไว้ในข้อ 4.4 (1) ให้ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ เกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ทั้งนี้ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บต้องไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ (ร้อยละ 15 ต่อปี) โดยอัตรารวมสูงสุดของดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ ดังกล่าว รวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี (Effective rate) โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ โดยอัตรารวมสูงสุดไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี แต่ข้อเท็จจริงตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อบุคคลปรากฏว่า ในการที่โจทก์อนุมัติเงินกู้ให้แก่จำเลยจำนวน 18,900 บาท นั้น โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อปี หรือร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของวงเงินกู้ที่โจทก์อนุมัติ กับค่าดำเนินการอนุมัติเงินกู้ซึ่งเป็นค่าบริการจำนวน 1,000 บาท ซึ่งสามารถคำนวณเป็นร้อยละได้อัตราร้อยละ 5.29 ของวงเงินกู้ที่โจทก์อนุมัติ เมื่อรวมอัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินและค่าดำเนินการ การอนุมัติเงินกู้ซึ่งเป็นค่าบริการเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นอัตราร้อยละ 30.29 เกินกว่าอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมในอัตราดังกล่าว การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยค่าบริการและค่าธรรมเนียมในอัตราดังกล่าว จึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 21,342.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 14,923.19 บาท และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ของต้นเงิน 14,923.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 11,704 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการด้านสินเชื่อบัตรเครดิต ให้กู้เงิน และอื่นๆ ตามสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โจทก์มอบอำนาจให้นายธวัชชัยหรือนายพรเลิศฟ้องและดำเนินคดีแทน และให้บุคคลดังกล่าวมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ นายพรเลิศมอบอำนาจช่วงให้นายกษานฟ้องและดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2547 จำเลยสมัครขอสินเชื่อบุคคลจากโจทก์วงเงิน 30,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าใช้วงเงินอัตราร้อยละ 10 ของวงเงินที่โจทก์อนุมัติ และค่าดำเนินการอนุมัติเงินกู้จำนวน 1,000 บาท ตามใบสมัครสินเชื่อบุคคล โจทก์อนุมัติให้จำเลยกู้เงินจำนวน 18,900 บาท โดยหักค่าดำเนินการอนุมัติเงินกู้จำนวน 1,000 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 70 บาท คงเหลือยอดเงินสุทธิที่โอนเงินเข้าบัญชีเงินกู้ของจำเลย จำนวน 17,830 บาท ตามใบแจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อบุคคล จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ทุกวันที่ 16 ของเดือน จำนวน 24 เดือน เดือนละ 1,024 บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 16 สิงหาคม 2547 จำเลยผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์รวม 5 ครั้ง ครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2547 จำนวน 1,021 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2547 มียอดต้นเงินคงเหลือ 14,923.19 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินจากจำเลยนับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2547 จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 3,851.41 บาท และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินจำนวน 2,567.60 บาท รวมต้นเงิน ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินเป็นเงินทั้งสิ้น 21,342.20 บาท ตามรายการบันทึกคำนวณภาระหนี้เงินกู้ค้างชำระ โจทก์บอกเลิกสัญญาเงินกู้สินเชื่อบุคคลและทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ ตามหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 14 มิถุนายน 2549 จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2549 แต่จำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์คิดดอกเบี้ย ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมต่างๆ จากจำเลยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินตามใบสมัครสินเชื่อบุคคลเป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากจำเลยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย การคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของโจทก์จึงไม่เป็นการคิดดอกเบี้ยเกินอัตรานั้น เห็นว่า ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยระบุเหตุผลในการออกประกาศว่า เพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาประโยชน์ของประชาชน และเป็นการป้องกันปัญหาจากธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตตลอดจนเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน กระทรวงการคลังจึงได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2548 ซึ่งในข้อ 8 ได้กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้อาศัยอำนาจตามความในข้อ 8 แห่งประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ ไว้ในข้อ 4.4 (1) ว่า "ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ เกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บต้องไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ (ร้อยละ 15 ต่อปี) โดยอัตรารวมสูงสุดของดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ ดังกล่าวรวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี (Effective rate)" หมายความว่า โจกท์มีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ โดยอัตรารวมสูงสุดไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี แต่ข้อเท็จจริงตามหนังสือแจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อบุคคล ปรากฏว่า ในการที่โจทก์อนุมัติเงินกู้ให้แก่จำเลยจำนวน 18,900 บาท นั้น โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน หรือร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของวงเงินกู้ที่โจทก์อนุมัติ กับค่าดำเนินการอนุมัติเงินกู้ซึ่งเป็นค่าบริการจำนวน 1,000 บาท ซึ่งสามารถคำนวณเป็นร้อยละได้อัตราร้อยละ 5.29 ของวงเงินกู้ที่โจทก์อนุมัติ เมื่อรวมอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินและค่าดำเนินการอนุมัติเงินกู้ซึ่งเป็นค่าบริการเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นอัตราร้อยละ 30.29 เกินกว่าอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิเก็บดอกเบี้ย ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมในอัตราดังกล่าว การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยค่าบริการและค่าธรรมเนียมในอัตราดังกล่าวจึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมของโจทก์ตกเป็นโมฆะนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายณัฐพล บ่นหา
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3993 -ที่ 3994/2551
#420258
เปิดฉบับเต็ม

คดี 2 เรื่อง ได้พิจารณาพิพากษารวมกัน ต้องพิจารณาทุนทรัพย์เป็นรายคดีมิใช่ถือทุนทรัพย์ 2 คดี มารวมกันคำนวณเป็นทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ เมื่อคดีสำนวนหลังมีทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์เพียง 42,168.49 บาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 อุทธรณ์ของโจทก์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ในสำนวนหลังด้วยจึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในสำนวนหลังชอบแล้ว แม้ในชั้นฎีกาผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาของจำเลยก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

การวินิจฉัยลายมือชื่อในเอกสารว่าเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ ไม่มีกฎหมายบังคับว่าศาลต้องฟังข้อพิสูจน์จากผู้เชี่ยวชาญแต่อย่างใด และสิ่งใดที่บุคคลธรรมดาอาจตรวจเห็นได้แล้วศาลก็ย่อมตรวจเห็นเองได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงมีอำนาจตรวจสอบลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารหลายฉบับในสำนวนเปรียบเทียบกันเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดว่าลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยได้

โจทก์มิได้ยื่นบัญชีระบุใบเสร็จรับเงินท้ายฎีกาเป็นพยานและไม่ได้นำสืบไว้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 95,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 เมษายน 2543 เมื่อครบกำหนด จำเลยผิดนัด ดอกเบี้ยนับแต่วันกู้ยืมจนถึงวันฟ้อง 26,196.57 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 121,196.57 บาท สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2541 จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 30,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินและดอกเบี้ยไว้ คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนโจทก์ โจทก์ทวงถามแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยคงค้างต้นเงินโจทก์ 30,000 บาท ดอกเบี้ยนับแต่วันกู้ยืมจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,168.49 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 42,168.49 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 121,196.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 95,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยชำระเงิน 42,168.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนในสำนวนแรก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้ยกสำนวนหลัง คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์สำนวนหลังทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์ฎีกาทั้งสองสำนวน โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในสำนวนหลังเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เนื่องจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนรวมกันโดยพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยมิได้พิพากษาในแต่ละสำนวนว่าเป็นอย่างไร โจทก์จึงอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยมีทุนทรัพย์รวม 163,365.06 บาท ซึ่งโจทก์สามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่คดี 2 เรื่องได้พิจารณาพิพากษารวมกัน ต้องพิจารณาทุนทรัพย์เป็นรายคดี มิใช่ถือทุนทรัพย์ 2 คดีมารวมกันคำนวณเป็นทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าคดีสำนวนหลังมีทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์เพียง 42,168.49 บาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 การที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ในสำนวนหลังด้วยจึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในสำนวนหลัง จึงชอบแล้ว แม้ในชั้นฎีกาผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มา ก็ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

สำหรับสำนวนแรก โจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 มีรูปลักษณะตัวอักษรคุณสมบัติการเขียนและขนาดโตกว่าลายมือชื่อของจำเลยในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน เอกสารหมาย จ.4 หรือในใบแต่งทนายความ หรือในรายงานกระบวนพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือชื่อ จะวินิจฉัยด้วยการมองขนาดตัวอักษร และชี้ขาดว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยไม่ได้ สมควรส่งลายมือชื่อของจำเลยในสำนวนแรกไปให้ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พิสูจน์ก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การวินิจฉัยลายมือชื่อในเอกสารว่าเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่นั้น ไม่มีกฎหมายบังคับว่าศาลต้องฟังข้อพิสูจน์เป็นหลักฐานจากผู้เชี่ยวชาญก่อนแต่อย่างใดและสิ่งใดที่บุคคลธรรมดาอาจตรวจเห็นได้แล้ว ศาลก็ย่อมตรวจเห็นเองได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงมีอำนาจตรวจสอบลายมือชื่อของจำเลยในเอกสารหลายฉบับในสำนวนเปรียบเทียบกันเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดว่า ลายมือชื่อผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยได้

โจทก์ฎีกาต่อไปว่า ภาระการพิสูจน์ลายมือชื่อของจำเลยในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยอ้างว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย แต่เป็นลายมือชื่อที่โจทก์ปลอมขึ้นมา ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ศาลฎีกาเห็นว่า ในสำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 95,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยให้การว่า ไม่ได้กู้เงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว ลายมือชื่อในช่องผู้กู้เงินเป็นลายมือชื่อปลอมไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย เท่ากับจำเลยปฏิเสธว่าไม่มีมูลหนี้ที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินไป โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ โจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นว่าหนังสือสัญญากู้ยืมเงินไม่ใช่เอกสารปลอม จึงชอบแล้ว

ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ไปเอาเงินค่าอ้อยจากโรงงานน้ำตาลมิตรผลมาให้จำเลยกู้ยืม โดยโจทก์ยื่นใบเสร็จรับเงิน ลงวันที่ 22 เมษายน 2542 มาท้ายฎีกาด้วยเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่าโจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินจริงนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มิได้ยื่นบัญชีระบุใบเสร็จรับเงินดังกล่าวเป็นพยานและไม่ได้นำสืบไว้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืนในสำนวนแรก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ให้ยกฎีกาสำนวนหลัง คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาสำนวนหลังทั้งหมดแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 87 ม. 99 ม. 224, 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเลื่อน ฉิมพาลี
จำเลย — นางวันเพ็ญ โพธิ์สุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย พรหมศร
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3989/2551
#498100
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยใช้กำลังชก ต่อย เตะร่างกายและศีรษะของผู้เสียหาย จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจก็ตาม แต่คำขอท้ายฟ้องไม่ได้อ้างมาตรา 391 ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จึงขาดการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ศาลจะลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวไม่ได้ แม้คู่ความมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองพก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนลูกซองขนาดเดียวกันไม่ทราบจำนวนแน่ชัดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาติดตัวไปตามถนนจรดวิถีถ่อง บริเวณร้านอาหารอามิคาราโอเกะ อันเป็นทางสาธารณะและชุมชนที่จัดให้มีขึ้นเพื่อการรื่นเริงโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัว เมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยกับพวกใช้อาวุธปืนดังกล่าวจี้หน้าอกนายมณฑล ผู้เสียหายที่ 1 และจี้ขมับซ้ายของพลทหารนพวงศ์ ผู้เสียหายที่ 2 พร้อมกับขู่ผู้เสียหายทั้งสองให้อยู่เฉยๆ มิให้ขัดขืนอันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองให้ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด ด้วยการทำให้ผู้เสียหายทั้งสองกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพ โดยจำเลยกับพวกจะใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง จนผู้เสียหายทั้งสองผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการตามจำเลยกับพวก ไม่กล้าขัดขืน หลังจากนั้นจำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง โดยใช้กำลังชก ต่อย เตะร่างการและศีรษะของผู้เสียหายทั้งสองเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 371, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีวามผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 วางโทษฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ จำคุก เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ปรับ 500 บาท ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 9 เดือน และปรับ 25,500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน 15 วัน และปรับ 12,750 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง, 371, 391 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธกับฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, จำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นจำคุก 1 ปี 9 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 เดือน 15 วัน ไม่รอการลงโทษไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยร่วมกับพวกมีและพาอาวุธปืนของกลางติดตัวไปที่เกิดเหตุซึ่งเป็นในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ และเป็นชุมนุมชนที่จัดให้มีเพื่อการรื่นเริงโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยกับพวกยังร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองให้ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใดทั้งยังร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่หายหรือจิตใจ ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นไปโดยอุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำผิดใดๆ มาก่อน หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสอง โดยใช้กำลังชก ต่อย เตะร่างกายและศีรษะของผู้เสียหายทั้งสอง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจก็ตาม แต่คำขอท้ายฟ้องไม่ได้อ้างมาตรา 391 ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายจึงขาดการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์สำหรับการกระทำความผิดฐานนี้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวไม่ได้แม้คู่ความมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายวันชนะหรืออ๋อย น้อยอินทร์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3973/2551
#418542
เปิดฉบับเต็ม

การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของโจทก์ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ แต่เมื่อร้องทุกข์แล้ว พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท มาด้วย ทั้งโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวและศาลชั้นต้นอนุญาต ดังนี้ จึงมีความหมายโดยนิตินัยว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวและมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท ด้วย เท่ากับว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้ว

ขณะจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองได้หย่ากันแล้ว ทั้งจำเลยทั้งสองได้ตกลงกันว่าให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการโอนที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ยังนำที่ดินไปจำนองด้วย แสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาโอนที่ดินไปเพื่อมิให้โจทก์เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ประกอบกับคำว่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 350 หมายถึงบุคคลอื่นนอกจากตัวลูกหนี้ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้ซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์จึงเป็นการโอนทรัพย์สินไปให้แก่ผู้อื่นแล้ว ส่วนต่อมาโจทก์สามารถสืบหาติดตามทรัพย์สินนำมาบังคับคดีได้หรือไม่ เพียงใด เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2542 พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลในความผิดฐานร่วมกันปลอมตั๋วเงินและเอกสารสิทธิ ใช้ตั๋วเงินและเอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง และเอาไปเสียซึ่งเอกสาร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264, 265, 266, 268, 83, 91, 33 กับขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ทราบคำฟ้องในวันที่มีการยื่นฟ้องแล้ว ส่วนโจทก์เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2542 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี กับให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท แก่โจทก์ต่อมาวันที่ 19 สิงหาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิด คือ จำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16249 และ 16250 ตำบลห้วยทราย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาเพื่อมิให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนซึ่งโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์แล้ว โจทก์เพิ่งทราบว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 350 และให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8943/2542 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบด้วยมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี โดยให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8943//2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของจำเลยที่ 2 โดยจดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่ปี 2531 ตามสำเนาใบสำคัญการสมรส เอกสารหมาย ล.3 ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม 2542 ได้จดทะเบียนหย่ากันตามสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารหมาย ล.2 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการโจทก์ สาขาสนามเป้า จนถึงต้นเดือนมีนาคม 2542 โจทก์มีคำสั่งย้ายจำเลยที่ 1 ให้ไปประจำที่สาขาเตาปูน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไปและหลบหนี จากการตรวจสอบของโจทก์พบว่าในช่วงปี 2538 ถึง 2542 จำเลยที่ 1 ได้ลักเงินของโจทก์ไปหลายร้อยล้านบาท ในวันที่ 10 มีนาคม 2542 โจทก์จึงไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ต่อมาในวันที่ 20 เมษายน 2542 เจ้าพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลในความผิดฐานร่วมกันปลอมตั๋วเงินและเอกสารสิทธิ ใช้ตั๋วเงินและเอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างและเอาไปเสียซึ่งเอกสาร ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท แก่ผู้เสียหาย คือโจทก์ในคดีนี้ตามสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย จ.4 โดยโจทก์ในคดีนี้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวด้วย และในคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2542 ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท แก่ผู้เสียหายคือโจทก์ในคดีนี้ ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.7 แต่ในวันที่ 19 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 16249 และ 16250 ตำบลห้วยทราย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของตนไปให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คดีในส่วนจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีนายสาดิศย์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ในต้นเดือนมีนาคม 2542 โจทก์มีคำสั่งให้ย้ายจำเลยที่ 1 ไปประจำที่สาขาเตาปูน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไปกลับหลบหนีและในขณะติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 พยานได้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีลักเงินโจทก์ไปดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 2 มาพบพยานที่สำนักงานโจทก์ สาขาสนามเป้า 2 ครั้ง ครั้งแรกมาคนเดียวมาสอบถามข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดอย่างไร โจทก์เสียหายเท่าไร ครั้งที่ 2 มากับบิดาและญาติของจำเลยที่ 1 และเจรจาจะนำเงินมาชดใช้ให้โจทก์ ไม่ต้องการให้จำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดี จำเลยที่ 2 เองก็เบิกความยอมรับว่า เมื่อจดทะเบียนหย่ากันแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ โจทก์ได้แจ้งจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทุจริตเอาเงินของโจทก์ไปใช้ส่วนตัว และโจทก์เรียกจำเลยที่ 2 ไปบอกว่าเงินที่จำเลยที่ 1 เอาไปจำนวนสามสิบล้านบาทและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเจ้าหน้าที่ของโจทก์ให้ไปตามบิดาของจำเลยที่ 1 มาเพื่อให้ชดใช้เงินดังกล่าวคืน ต่อมาวันที่ 20 เมษายน 2542 เจ้าพนักงานตำรวจโทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 2 ว่าจับจำเลยที่ 1 ได้แล้ว และขณะจำเลยที่ 1 ถูกควบคุมตัวระหว่างสอบสวนอยู่ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ จำเลยที่ 2 ได้ให้น้าของจำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจไปให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อโดยจำเลยที่ 2 รู้แล้วว่าจำเลยที่ 1 ถูกจับกุมกรณีทุจริตเอาเงินของโจทก์ไป ประกอบกับได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ขณะทำหนังสือมอบอำนาจนั้น จำเลยที่ 1 ถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจโดยในขณะนั้นจำเลยที่ 1 รับสารภาพว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาซึ่งในขณะนั้นจำเลยที่ 1 ก็ทราบว่าจะต้องรับผิดคืนเงินแก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ได้ไปเยี่ยมจำเลยที่ 1 ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจด้วย ดังนี้แม้จำเลยทั้งสองจะได้จดทะเบียนหย่ากันตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2542 แล้ว แต่กรณีเชื่อได้ว่าหลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งข่าวคราวและทราบข่าวคราวของจำเลยที่ 1 ตลอดมา ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยทั้งสองแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2538 จำเลยที่ 2 ไม่ค่อยได้เจอจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการงานของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดีดังกล่าวนั้น มีแต่จำเลยทั้งสองเบิกความลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักพอรับฟัง และแม้การร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนของโจทก์จะไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา แต่ต่อมาในวันที่ 14 กรกฎาคม 2542 พนักงานอัยการก็ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และได้ขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท มาด้วย ทั้งปรากฏว่าโจทก์ในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวและศาลชั้นต้นอนุญาต ดังนี้ จึงมีความหมายโดยนิตินัยว่าโจทก์ในคดีนี้ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวและมีคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 135,008,163.92 บาท ด้วย เท่ากับว่าโจทก์ในคดีนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้ว และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 โอนที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาแบ่งทรัพย์สินเนื่องจากการหย่าตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2542 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี จำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนายักย้ายทรัพย์เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้นั้น ก็มีแต่จำเลยทั้งสองมาเบิกความ สำหรับหนังสือสัญญาแบ่งทรัพย์สินตามที่จำเลยทั้งสองเบิกความถึง จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้นำมาแสดงต่อศาลโดยอ้างว่าได้หายไปแล้ว ทั้งตามหนังสือมอบอำนาจระหว่างจำเลยทั้งสองดังกล่าวตามที่จำเลยที่ 2 ส่งศาลก็ระบุว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ทำขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2542 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ได้ฟ้องร้องใช้สิทธิทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ข้อนี้จึงไม่มีน้ำหนักพอรับฟังเช่นกัน กรณีรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองทราบอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถูกดำเนินคดี กล่าวคือ โจทก์เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ แต่ในวันที่ 19 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 ก็ยังยกที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทำสัญญาและจดทะเบียนยกให้ดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาโอนที่ดินส่วนของตนให้จำเลยที่ 2 สามีถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว ที่ดินดังกล่าวก็มิอาจหลุดพ้นความรับผิดในครึ่งหนึ่ง โจทก์เจ้าหนี้ยังคงบังคับคดียึดมาขายทอดตลาดได้ครึ่งหนึ่งดังเดิม โจทก์ยังได้รับชำระหนี้มิได้ทำให้โจทก์เสียหายนั้น เห็นว่า ขณะจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยทั้งสองได้หย่ากันแล้ว ทั้งจำเลยทั้งสองก็ได้ตกลงกันว่าสำหรับที่ดินทั้งสองแปลงนี้ให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการโอนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ยังปรากฏว่าหลังจากนั้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินดังกล่าวไปจำนองด้วย ซึ่งส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาโอนที่ดินดังกล่าวไปเพื่อมิให้โจทก์เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ประกอบกับคำว่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หมายถึงบุคคลอื่นนอกจากตัวลูกหนี้ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้ซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้ของโจทก์จึงเป็นการโอนทรัพย์สินไปให้แก่ผู้อื่นแล้ว ส่วนต่อมาโจทก์สามารถสืบหาติดตามทรัพย์สินนำมาบังคับคดีได้หรือไม่ เพียงใดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แล้ว กรณีรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้กับจำเลยที่ 1"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
นางหรือนางสาวมนฤดีหรือสุสิดาหรือสุสิตา พิมพ์พิสุทธิ์
จำเลย — หรือกาน้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3969/2551
#497306
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาศาลเพื่อให้ศาลทำการไต่สวน ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นคนยากจนจริงโดยผู้ร้องขอให้พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนการพิจารณาคดีในวันนัดไต่สวนออกไป ถือไม่ได้ว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาซึ่งจะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดเวลา 7 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย ผู้ร้องจึงชอบที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2)

แม้ทนายผู้ร้องจะอ้างความเจ็บป่วยของบิดาเป็นเหตุให้มาศาลตามกำหนดนัดไม่ได้ แต่ก็เป็นการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยไม่ปรากฏเหตุสมควรที่จะทำให้เห็นได้ว่าทนายผู้ร้องต้องไปเฝ้าดูแลด้วยตนเองถึงขนาดที่จะมาศาลตามกำหนดนัดไม่ได้แต่อย่างใด ประกอบกับผู้ร้องและพยานมิได้มาศาล พฤติการณ์ของทนายผู้ร้องและผู้ร้องส่อไปในทางประวิงคดี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานเข้าทำการไต่สวนให้น่าเชื่อว่าผู้ร้องมีฐานะยากจนและยกคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 12,412,026.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,158,954.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมชำระเงินจำนวน 4,323,801.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และของต้นเงิน 1,501,347.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองแก่โจทก์ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) รวม 7 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าที่ดินทั้ง 7 แปลงที่ยึดไม่ใช่ของจำเลยทั้งสอง แต่เป็นทรัพย์สินของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด พร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา เมื่อถึงวันนัดทนายผู้ร้องยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีผ่านการส่งโทรสารจากศาลจังหวัดเพชรบุรี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาศาลเพื่อให้ศาลทำการไต่สวน จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นคนยากจนจริง ให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาหากผู้ร้องประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง ให้คืนค่าธรรมเนียมจำนวน 3,250 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกอุทธรณ์ของผู้ร้อง เนื่องจากผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเกินกำหนด 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาศาลเพื่อให้ศาลทำการไต่สวน ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นคนยากจนจริง โดยผู้ร้องขอให้พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนการพิจารณาคดีในวันนัดไต่สวนออกไป ถือไม่ได้ว่าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาซึ่งจะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดเวลา 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ผู้ร้องจึงชอบที่จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) คดีนี้ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของผู้ร้องเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2549 ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในวันที่ 10 เมษายน 2549 จึงอยู่ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะต้องพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีพอที่ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยได้แล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมมิให้เสียเวลาในการพิจารณาคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาสั่งอีก ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า ในวันที่ 27 มีนาคม 2549 ทนายผู้ร้องได้ยื่นคำร้องผ่านการส่งโทรสารจากศาลจังหวัดเพชรบุรีขอเลื่อนการไต่สวน โดยอ้างว่าบิดาของทนายผู้ร้องเป็นโรคไตวายเรื้อรัง ต้องเดินทางไปฟอกไตที่โรงพยาบาลเมืองเพชร -ธนบุรี ซึ่งทนายผู้ร้องต้องไปเฝ้าดูแล จึงไม่สามารถเดินทางมาศาลในวันนัดได้ประกอบกับผู้ร้องและพยานไม่ได้เดินทางมาศาล เห็นว่า แม้จะเป็นความเจ็บป่วยของบิดาทนายผู้ร้องก็ตาม แต่ก็เป็นการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยไม่ปรากฏเหตุสมควรที่จะทำให้เห็นได้ว่าทนายผู้ร้องต้องไปเฝ้าดูแลด้วยตนเองถึงขนาดที่จะมาศาลตามกำหนดนัดไม่ได้แต่อย่างใด ประกอบกับผู้ร้องและพยานมิได้มาศาล พฤติการณ์ของทนายผู้ร้องและผู้ร้องส่อไปในทางประวิงคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานเข้าทำการไต่สวนให้น่าเชื่อว่าผู้ร้องมีฐานะยากจนและยกคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 (เดิม) ม. 226 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นางชุติมา ร่องวารี
จำเลย — นายพินิจ แสงสุรจันทรกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3967/2551
#412130
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยพ้นจากการเป็นสมาชิกผู้ร้องโดยการลาออกแล้ว จำเลยก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าหุ้นของจำเลยจากผู้ร้องได้ โจทก์จึงมีสิทธิบังคับเอาแก่สิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นของจำเลยได้ เงินค่าหุ้นที่จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้ร้องชำระแก่ผู้ร้องแล้วนั้น แม้จะเป็นเงินทุนของผู้ร้อง แต่จำเลยก็ยังมีสิทธิเรียกร้องเอาคืนได้ ทั้งไม่อยู่ในข้อยกเว้นในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 285,286 แม้จะได้ความว่าจำเลยได้จำนำหุ้นดังกล่าวไว้เป็นประกันเงินกู้กับผู้ร้อง ผู้ร้องก็มีสิทธิเพียงได้รับชำระจากเงินค่าหุ้นที่ถูกอายัดไว้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งมอบเงินค่าหุ้นแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 238,753 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท โดยให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระโจทก์จึงขอให้บังคับคดี วันที่ 5 สิงหาคม 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งอายัดเงินค่าหุ้นของจำเลยที่มีอยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์สามัญศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์ จำกัด ผู้ร้องโดยให้ผู้ร้องส่งเงินค่าหุ้นของจำเลยแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 15 วัน แต่ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลหมายเรียกผู้ร้องมาสอบถาม วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยลาออกจากการเป็นสมาชิกผู้ร้องเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2545 จำเลยมีสิทธิได้รับเงินค่าหุ้น 136,400 บาท แต่จำเลยได้จำนำหุ้นเป็นประกันหนี้เงินกู้ผู้ร้องและยังคงเป็นหนี้ผู้ร้อง 80,000 บาท ผู้ร้องจึงหักเงินค่าหุ้นของจำเลยชำระหนี้ผู้ร้องและส่งเงินค่าหุ้นที่เหลือ 56,400 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนำไม่มีสิทธิหักชำระหนี้จากเงินค่าหุ้นของจำเลย จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งมอบเงินค่าหุ้นของจำเลยอีก 80,000 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2544 จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกผู้ร้องได้กู้เงินผู้ร้อง 500,000 บาท และจำนำหุ้นของจำเลยมูลค่า 136,400 บาท เป็นประกัน ขณะจำเลยลาออกจากการเป็นสมาชิกผู้ร้อง จำเลยเป็นหนี้เงินกู้ผู้ร้อง 80,000 บาท ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนำ ขอให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เงินกู้ก่อน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 ที่ให้ผู้ร้องส่งมอบเงินค่าหุ้นของจำเลย 80,000 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีและให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เพียงว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งมอบเงินค่าหุ้นของจำเลยตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งอายัดชอบหรือไม่ เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยพ้นจากการเป็นสมาชิกผู้ร้องโดยการลาออกแล้วจำเลยก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าหุ้นของจำเลยจำนวน 136,400 บาท จากผู้ร้องได้ โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่สิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นของจำเลยดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะพ้นจากการเป็นสมาชิกผู้ร้องจำเลยก็ยังไม่มีสิทธิเรียกเอาเงินค่าหุ้นคืนหากจำเลยยังเป็นหนี้ผู้ร้อง ผู้ร้องมีสิทธิหักเงินค่าหุ้นของจำเลยชำระหนี้เงินกู้แก่ผู้ร้องได้โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่สิทธิเรียกร้องในเงินค่าหุ้นจำนวนดังกล่าวของจำเลยและผู้ร้องก็ไม่ต้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนำนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้ข้อเท็จจริงในสำนวนไม่ปรากฏว่าจำเลยมีสิทธิเรียกเอาเงินค่าหุ้นจากผู้ร้องต่อเมื่อจำเลยพ้นจากการเป็นสมาชิกผู้ร้องและต้องปราศจากภาระหนี้ที่มีต่อผู้ร้อง ข้อกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกขึ้นวินิจฉัยดังกล่าวจึงมาจากข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏอยู่ในสำนวน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงไม่ชอบ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งมอบเงินค่าหุ้น 80,000 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้ว และเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนำจำนวน 80,000 บาท ก่อนโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยได้จำนำหุ้นไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้กับผู้ร้อง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะรับคำร้องไว้ไต่สวนและมีคำสั่งตามรูปคดี การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงมิได้ฝ่าฝืนกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยและปัญหาตามฎีกาโจทก์ข้อนี้ถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ต้องห้ามฎีกาดังที่ผู้ร้องแก้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 ม. 285 ม. 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทิดศักดิ์ นิสังกาศ
ผู้ร้อง — สหกรณ์ออมทรัพย์สามัญศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นางไพรวัลย์ รัตนประทีป
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายเมธี วรรณวีระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3966/2551
#412134
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกคำบังคับเพื่อให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นออกคำบังคับจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นออกคำบังคับตามคำแถลงของโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 45,622 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 35,667 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 7 ธันวาคม 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2549 โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกคำบังคับเพื่อให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ออกคำบังคับ ให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 15 วัน ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการส่ง"

วันที่ 21 เมษายน 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งคำบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลถูกต้องแล้วโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคสอง จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์โจทก์ว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการส่งคำบังคับชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำฟ้องนั้นให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการส่ง ส่วนการนำส่งนั้นโจทก์จะนำส่งหรือไม่ก็ได้ เว้นแต่ศาลจะสั่งให้โจทก์มีหน้าที่จัดการนำส่ง ส่วนหมายเรียก หมายอื่น ๆ คำสั่ง คำบังคับของศาลที่ได้ออกตามคำขอของคู่ความฝ่ายใด ถ้าศาลมิได้สั่งให้จัดการนำส่งด้วยก็ให้คู่ความฝ่ายนั้นเพียงแต่เสียค่าธรรมเนียมในการส่ง ในกรณีอื่น ๆ ให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะจัดการส่งให้แก่คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง" คดีนี้โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกคำบังคับเพื่อให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นออกคำบังคับจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นออกคำบังคับตามคำแถลงของโจทก์ ดังนั้น ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสามได้ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์นักสหกรณ์กำแพงเพชร จำกัด
จำเลย — นายไพรินทร์ คำทูม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายประสงค์ ค้าทวี
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3966/2551
#420230
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกคำบังคับเพื่อให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นออกคำบังคับจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นออกคำบังคับตามคำแถลงของโจทก์ ดังนั้น ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสามได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 45,622 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 35,667 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 7 ธันวาคม 2548) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2549 โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกคำบังคับเพื่อให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 15 วัน ให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมการส่ง"

วันที่ 21 เมษายน 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งคำบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลถูกต้องแล้วโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคสอง จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามอุทธรณ์โจทก์ว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมการส่งคำบังคับชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำฟ้องนั้นให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการส่ง ส่วนการนำส่งนั้นโจทก์จะนำส่งหรือไม่ก็ได้ เว้นแต่ศาลจะสั่งให้โจทก์มีหน้าที่จัดการนำส่ง ส่วนหมายเรียก หมายอื่น ๆ คำสั่ง คำบังคับของศาลที่ได้ออกตามคำขอของคู่ความฝ่ายใด ถ้าศาลมิได้สั่งให้จัดการนำส่งด้วยก็ให้คู่ความฝ่ายนั้นเพียงแต่เสียค่าธรรมเนียมในการส่ง ในกรณีอื่น ๆ ให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะจัดการส่งให้แก่คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง" คดีนี้โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลออกคำบังคับเพื่อให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นออกคำบังคับจึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นออกคำบังคับตามคำแถลงของโจทก์ ดังนั้น ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยทั้งสามได้ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์นักสหกรณ์กำแพงเพชร จำกัด
จำเลย — นายไพรินทร์ คำทูม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3964/2551
#418016
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนโดยตั้งข้อหามาในคำฟ้องไว้อย่างไรก็ไม่ผูกมัดให้ศาลต้องนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายในเรื่องนั้นมาปรับแก่คดีดังที่โจทก์ตั้งข้อหาเท่านั้น แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมายที่ถูกต้องเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้

โจทก์ฟ้องอ้างว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. มีมติให้ถอนหุ้นของ ส. มารดาเลี้ยงของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตาย โดยจะจ่ายเป็นเงินตอบแทนให้แก่โจทก์และ น. น้องสาวโจทก์คนละ 200,000 บาท และได้ฝากเงินไว้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นอาของโจทก์ เพื่อให้นำไปซื้อบ้านให้แก่โจทก์และ น. จำเลยที่ 2 มอบเงินดังกล่าวไว้แก่จำเลยที่ 1 โดยแจ้งวัตถุประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ทราบ ต่อมาจำเลยทั้งสองซื้อบ้านและใส่ชื่อ น. เป็นเจ้าของบ้านโดยไม่มีชื่อโจทก์ และจำเลยที่ 1 ยังแจ้งแก่ น. ห้ามมิให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้านโดยเด็ดขาด โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยทั้งสองคืนเงินส่วนของโจทก์ ดังนี้ หากฟ้องโจทก์เป็นความจริง ก็มิใช่เป็นเรื่องลาภมิควรได้ เพราะมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองรับเงินไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองรับเงินไว้ในลักษณะเป็นตัวแทนจัดการซื้อบ้านให้แก่โจทก์และ น.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับนางสาวจินตนาเป็นพี่น้องกัน และเป็นบุตรเลี้ยงของนางสุวรรณีผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดจึงฮั่วเซ้ง ปี 2543 นางสุพรรณีหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างดังกล่าวประชุมผู้ถือหุ้นแล้วให้ถอนหุ้นของนางสุวรรณีซึ่งถึงแก่ความตาย โดยจะจ่ายเป็นเงินตอบแทนให้แก่โจทก์และนางสาวจินตนาคนละ 200,000 บาท แต่นางสุพรรณีเห็นว่าขณะนั้นโจทก์และนางสาวจินตนาอายุยังน้อย เกรงว่าจะใช้เงินหมดเสียก่อน จึงฝากเงินจำนวน 400,000 บาท ไว้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นอาของโจทก์ เพื่อให้นำไปซื้อบ้านให้แก่โจทก์และนางสาวจินตนาจำเลยที่ 2 มอบเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และแจ้งเรื่องที่จะซื้อบ้านให้จำเลยที่ 1 ทราบ ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ซื้อบ้านเลขที่ 111/409 โดยใส่ชื่อนางสาวจินตนาเป็นเจ้าของบ้านแต่ผู้เดียว ไม่มีชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ยังแจ้งแก่นางสาวจินตนาว่าห้ามมิให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้านโดยเด็ดขาด โจทก์เห็นว่าจำเลยทั้งสองนำเงินที่โจทก์ควรมีควรได้ไป โดยมิได้ทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ จึงทวงถามให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์มิได้เป็นทายาทของนางสุวรรณีและนางสุวรรณีก็มิได้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดจึงฮั่วเซ้ง จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับเงินจากจำเลยที่ 2 เพื่อนำไปซื้อบ้านให้แก่โจทก์และนางสาวจินตนาหากนางสาวจินตนาไม่ยอมให้โจทก์เข้าอยู่ในบ้าน ก็เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่บรรยายว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งสิทธิโจทก์อย่างไร หรือมีนิติสัมพันธ์ใดที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้ แต่มิได้ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

วันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้ตามคำบรรยายฟ้อง ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับเงินไว้โดยสุจริต และไม่ปรากฏว่ามีเงินเหลืออยู่ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์แสดงให้เห็นและบ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองรับเงินไว้โดยไม่สุจริต ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้อยู่ว่าไม่เคยรับเงินตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ คดีต้องฟังข้อเท็จจริงต่อไป พิพากษายกคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 กับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 1 ต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่นั้นชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาทำนองเดียวกันว่าโจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้ ซึ่งปรากฏตามคำบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองนำเงินที่จำเลยทั้งสองได้รับไว้ไปซื้อบ้านเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ตามความประสงค์ของผู้ฝากเงินแล้ว ทั้งถือได้ว่าจำเลยทั้งสองรับเงินไว้โดยสุจริต เมื่อไม่ปรากฏว่ามีเงินเหลืออยู่ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 412 ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องจึงพอแก่การวินิจฉัยคดีไม่จำต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสองจะให้การต่อสู้คดีเป็นประการใดหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องเรียกเงินคืนโดยตั้งข้อหามาในคำฟ้องว่าลาภมิควรได้ ก็ไม่ผูกมัดว่าศาลจะต้องนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายในเรื่องลาภมิควรได้มาปรับแก่คดีดังที่โจทก์ตั้งข้อหา แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมายที่ถูกต้องเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดจึงฮั่วเซ้ง มีมติให้ถอนหุ้นของนางสุวรรณีมารดาเลี้ยงของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตาย โดยจะจ่ายเป็นเงินตอบแทนให้แก่โจทก์และนางสาวจินตนาน้องสาวโจทก์ คนละ 200,000 บาท และได้ฝากเงินไว้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นอาของโจทก์ เพื่อให้นำไปซื้อบ้านให้แก่โจทก์และนางสาวจินตนา จำเลยที่ 2 มอบเงินดังกล่าวไว้แก่จำเลยที่ 1 โดยแจ้งวัตถุประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ทราบ ต่อมาจำเลยทั้งสองซื้อบ้านและใส่ชื่อนางสาวจินตนาเป็นเจ้าของบ้านโดยไม่มีชื่อโจทก์ และจำเลยที่ 1 ยังแจ้งแก่นางสาวจินตนาห้ามมิให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้านโดยเด็ดขาด โจทก์จึงทวงถามและฟ้องให้จำเลยทั้งสองคืนเงินส่วนของโจทก์ ดังนี้ หากฟ้องโจทก์เป็นความจริง ก็หาใช่เป็นเรื่องลาภมิควรได้ไม่ เพราะมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองรับเงินไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองรับเงินไว้ในลักษณะเป็นตัวแทนจัดการซื้อบ้านให้แก่โจทก์และนางสาวจินตนา โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองปฏิบัติผิดหน้าที่ในส่วนของโจทก์ และโจทก์ทวงถามให้คืนเงินแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทกฎหมายในเรื่องลาภมิควรได้จึงไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับเงินและฟ้องโจทก์ไม่เป็นความจริง คดีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความนั้น ปัญหาข้อนี้ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยทั้งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาข้อนี้ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนิรมล ปิยะธาราธิเบศร์
จำเลย — นางสาวเง็กไน้ แซ่ก๊วย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3924/2551
#411312
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาการจัดการว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้จัดการและบริหารกิจการโรงแรมของจำเลย สัญญาการจัดการดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลานับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2538 ครบกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2548 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2548 โจทก์มีหนังสือแจ้งความประสงค์ที่จะขยายระยะเวลาการบริหารโรงแรมไปอีก 10 ปี จำเลยปฏิเสธการขยายระยะเวลาโดยอ้างว่าผู้ถือหุ้นของจำเลยไม่ได้ตกลงไว้ ข้อสัญญาดังกล่าวทั้งหมดหาได้มีความหมายว่าจำเลยจะต้องยินยอมให้โจทก์ต่ออายุสัญญาการจัดการทันทีไม่ เพราะไม่มีข้อความใดที่ชัดเจนพอที่จะแสดงได้ว่าการขยายอายุสัญญาหรือไม่ขึ้นอยู่กับการแสดงเจตนาหรือความประสงค์ของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่ไม่เป็นการยากที่คู่สัญญาจะเขียนสัญญาให้ชัดเจนเช่นนั้น หรืออาจจะเขียนไปในสัญญาเสียเลยก็ได้ว่าให้สัญญานี้มีอายุ 20 ปี แต่ให้สิทธิโจทก์บอกกล่าวให้สัญญาสิ้นสุดลงได้เมื่อสัญญาครบ 10 ปี ดังนั้น การแปลความว่าจำเลยจำต้องยอมให้โจทก์ต่ออายุสัญญาออกไปตามที่โจทก์แจ้งความประสงค์ต่อจำเลยโดยจำเลยไม่มีสิทธิใช้ดุลพินิจพิจารณาความน่าพึงพอใจของโจทก์ในการบริหารงานหรือพิจารณาถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อกันในระยะเวลาที่ผ่านมาเสียก่อน จึงน่าจะไม่สอดคล้องกับลักษณะของสัญญาจ้างบริหารจัดการที่ต้องอาศัยความพึงพอใจและการไว้วางใจต่อกันเป็นส่วนสำคัญในการตกลงทำสัญญาด้วย อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์ถึงการที่ข้อสัญญาดังกล่าวตอนต้นมีข้อความว่า "Subject to mutual agreement" ซึ่งหมายความว่า ข้อสัญญาข้อนี้อยู่ภายใต้บังคับแห่งข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย ก็ย่อมแสดงความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่าหากมีการต่ออายุสัญญาออกไป คู่สัญญายึดถือเจตนาที่ต้องตรงกันของทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญมากกว่าลำพังเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว ส่วนข้อบังคับของบริษัทจำเลยและสัญญาผู้ถือหุ้นก็เป็นข้อกำหนดในการบริหารกิจการตามวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลย โดยกำหนดประเภทและจำนวนกรรมการที่จะมีอำนาจดำเนินการให้มีผลผูกพันบริษัทจำเลยในกิจการแต่ละเรื่อง มิได้มีข้อความหรือความหมายเป็นข้อผูกพันจำเลยและบุคคลที่เกี่ยวข้องว่าจำเลยจะต้องว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้บริหารจัดการโรงแรมของจำเลยต่อไปอีก ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีความประสงค์จะให้สัญญาการจัดการขยายออกอีก 10 ปี ตามที่โจทก์แจ้งความประสงค์ฝ่ายเดียว การขยายอายุสัญญาการจัดการจึงไม่เกิดขึ้น

การที่โจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างถึงสิทธิของตนตามสัญญาการจัดการและได้แนบสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษพร้อมคำแปลมาท้ายฟ้อง รวมทั้งอ้างเอกสารดังกล่าวในบัญชีระบุพยาน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้หมายเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน ในส่วนของคำแปลโจทก์จัดให้มีการรับรองว่าแปลถูกต้องกับสัญญาการจัดการ สัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษและคำแปลจึงเป็นพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนความโดยชอบ ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจรับฟังเอกสารดังกล่าวฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้งสองฉบับได้ ส่วนบทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 46 หรือข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 23 ไม่ได้มีความหมายว่า หากในคดีนั้นคู่ความอ้างเอกสารภาษาต่างประเทศมาพร้อมกับคำแปลแล้ว ศาลต้องรับฟังแต่คำแปลเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า สัญญาการจัดการตามฟ้องมีผลผูกพันโจทก์จำเลยต่อไปอีก 10 ปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2548 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2537 จำเลยทำสัญญาการจัดการว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้จัดการและบริหารกิจการโรงแรมของจำเลยตามสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษ และคำแปล สัญญาการจัดการดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลานับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2538 ครบกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2548 ตามสัญญาระบุถึงการขยายระยะเวลาการบริหารไว้ในข้อ 3 วรรคสอง ว่า"Subject to mutual agreement, the Operator shall be entitled to extend the Operating Term for a further period of ten (10) years from the date of its expiration upon the same terms and conditions as are contained in this Agreement but without the inclusion of this Section PROVIDED ALWAYS THAT the Operator shall have given notice to the Owner on or before the 30th day of June of the tenth (10th) calendar year of the Operation Term of its intention so to extend the same." โจทก์บริหารกิจการโรงแรมของจำเลยมาใกล้ครบ 10 ปี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2548 โจทก์มีหนังสือแจ้งความประสงค์ที่จะขยายระยะเวลาการบริหารโรงแรมไปอีก 10 ปี จำเลยปฏิเสธการขยายระยะเวลาออกไปโดยอ้างว่าผู้ถือหุ้นของจำเลยไม่ได้ตกลงไว้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษเป็นพยานหลักฐาน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างถึงสิทธิของตนตามสัญญาการจัดการดังกล่าวและได้แนบสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษพร้อมคำแปลมาท้ายฟ้อง ตามบัญชีระบุพยานของโจทก์อันดับที่ 15 ก็อ้างสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษพร้อมคำแปล เมื่อโจทก์นำสืบก็อ้างสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษพร้อมคำแปลซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้หมายสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษและคำแปล ในส่วนของคำแปลโจทก์จัดให้มีการรับรองว่าแปลถูกต้องตรงกับสัญญาการจัดการ สัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษและคำแปล จึงเป็นพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนความโดยชอบ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจรับฟังเอกสารดังกล่าวฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้งสองฉบับได้ ส่วนบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 หรือข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 23 ไม่ได้มีความหมายว่า หากในคดีนั้นคู่ความอ้างเอกสารภาษาต่างประเทศมาพร้อมกับคำแปลแล้ว ศาลต้องรับฟังแต่คำแปลเท่านั้นดังที่โจทก์อุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า ตามสัญญาการจัดการ ข้อ 3 วรรคสอง ดังกล่าว มีผลให้สัญญาการจัดการขยายออกไปอีก 10 ปี ทันทีที่โจทก์มีหนังสือแจ้งความประสงค์ขยายระยะเวลาการบริหารโรงแรมของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวทั้งหมดหาได้มีความหมายว่าจำเลยจะต้องยินยอมให้โจทก์ต่ออายุสัญญาการจัดการทันทีไม่ เพราะไม่มีข้อความใดที่ชัดเจนพอที่จะแสดงได้ว่าการขยายอายุสัญญาหรือไม่ขึ้นอยู่กับการแสดงเจตนาหรือความประสงค์ของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นการยากที่คู่สัญญาจะเขียนสัญญาให้ชัดเจนเช่นนั้นหรืออาจจะเขียนไปในสัญญาเสียเลยก็ได้ว่า ให้สัญญานี้มีอายุ 20 ปี แต่ให้สิทธิโจทก์บอกกล่าวให้สัญญาสิ้นสุดลงได้เมื่อสัญญาครบ 10 ปี ดังนั้น การแปลความว่าจำเลยจำต้องยอมให้โจทก์ต่ออายุสัญญาออกไปตามที่โจทก์แจ้งความประสงค์ต่อจำเลยโดยจำเลยไม่มีสิทธิใช้ดุลพินิจพิจารณาความน่าพึงพอใจของโจทก์ในการบริหารงานในระยะเวลาที่ผ่านมา หรือพิจารณาถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อกันในระยะเวลาที่ผ่านมาเสียก่อน จึงน่าจะไม่สอดคล้องกับลักษณะของสัญญาจ้างบริหารจัดการที่ต้องอาศัยความพึงพอใจและการไว้วางใจต่อกันเป็นส่วนสำคัญในการตกลงทำสัญญาด้วย อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์ถึงการที่ข้อสัญญาดังกล่าวตอนต้นมีข้อความว่า "Subject to mutual agreement" ซึ่งหมายถึงว่า ข้อสัญญาข้อนี้อยู่ภายใต้บังคับแห่งข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย ก็ย่อมแสดงความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่าหากจะมีการต่ออายุสัญญาออกไป คู่สัญญายึดถือเจตนาที่ต้องตรงกันของทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญมากกว่าลำพังเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อบังคับของบริษัทจำเลย ข้อ 27 (ผ) และสัญญาผู้ถือหุ้นระหว่างบริษัทอันดามัน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด วายทีแอล โฮเต็ล แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ เอสดีเอ็น บีเอชดี และบริษัทจำเลย ข้อ 7 ฎ (ผ) เป็นข้อผูกพันจำเลยและบุคคลที่เกี่ยวข้องว่าจำเลยจะต้องว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้บริหารจัดการโรงแรมของจำเลยต่อไปนั้น ปรากฏว่าข้อบังคับของบริษัทจำเลย ข้อ 27 กำหนดว่า "ห้ามไม่ให้บริษัทดำเนินกิจการใด ๆ ดังต่อไปนี้เว้นแต่จะได้รับอนุมัติโดยเสียงข้างมากของคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยกรรมการเออย่างน้อยหนึ่ง (1) คน และกรรมการบีอย่างน้อยหนึ่ง (1) คน หรือได้รับอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นอย่างน้อยร้อยละเจ็ดสิบห้า (75%) ของจำนวนหุ้นที่ออกทั้งหมดของบริษัท... (ผ) บริษัทเข้าทำสัญญาที่มีความสำคัญหรือระยะยาว หรือผิดไปจากธรรมดา หรือก่อให้เกิดภาระหนัก นอกเหนือจากสัญญาการจัดการซึ่งทำไว้กับบริษัทเจนเนอรัล โฮเต็ล แมเนจเมนท์ จำกัด เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการและดำเนินการของโรงแรมเชดี ..." ส่วนสัญญาผู้ถือหุ้น ข้อ 7 ฎ กำหนดว่า "เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญานี้ หรือเว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ห้ามมิให้บริษัทดำเนินกิจการใด ๆ ดังต่อไปนี้ (และผู้ถือหุ้นแต่ละรายรับรองจะดำเนินการตามเท่าที่ทำได้ตามอำนาจที่มีอยู่ของผู้ถือหุ้นแต่ละรายเพื่อไม่ให้บริษัทดำเนินกิจการดังกล่าว) เว้นแต่จะได้รับอนุมัติโดยกรรมการเสียงข้างมากซึ่งประกอบด้วยกรรมการจากผู้ถือหุ้นกลุ่ม ก. อย่างน้อย 1 คน และกรรมการจากผู้ถือหุ้นกลุ่ม ข. อย่างน้อย 1 คน หรือได้รับอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 75 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายทั้งหมดของบริษัท... (ผ) บริษัทเข้าทำสัญญาที่มีลักษณะสำคัญหรือกำหนดระยะเวลาแห่งสัญญายาว หรือเป็นกรณีไม่ปกติ หรือเป็นสัญญาที่จะก่อให้เกิดภาระสูง เว้นแต่เป็นสัญญาการจัดการซึ่งทำไว้กับบริษัทเจนเนอรัล โฮเต็ล แมเนจเมนท์ จำกัด (ตามเงื่อนไขซึ่งได้รับการอนุมัติโดย วายทีแอล) เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการและการดำเนินการของพันทรีรีสอร์ท ("โรงแรมเชดี") ..." เห็นว่า ข้อบังคับของบริษัทจำเลยและสัญญาผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นข้อกำหนดในการบริหารกิจการตามวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลย โดยกำหนดประเภทของกรรมการและจำนวนกรรมการที่จะมีอำนาจดำเนินการให้มีผลผูกพันบริษัทจำเลยในกิจการแต่ละเรื่อง มิได้มีข้อความหรือความหมายเป็นข้อผูกพันจำเลยและบุคคลที่เกี่ยวข้องว่าจำเลยจะต้องว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้บริหารจัดการโรงแรมของจำเลยต่อไปอีกดังที่โจทก์อ้าง ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีความประสงค์จะให้สัญญาการจัดการขยายออกไปอีก 10 ปี ตามที่โจทก์แจ้งความประสงค์ฝ่ายเดียว การขยายอายุสัญญาการจัดการจึงไม่เกิดขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 46
ป.พ.พ. ม. 354 ม. 368
ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจนเนอรัล โฮเต็ล แมเนจเม้นท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทสุรินทร์ เบย์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3924/2551
#419700
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างถึงสิทธิของตนตามสัญญาและได้แนบสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษพร้อมคำแปลมาท้ายฟ้อง ทั้งตามบัญชีระบุพยานของโจทก์ก็อ้างเอกสารดังกล่าวทั้ง 2 ฉบับไว้ และเมื่อโจทก์นำสืบก็อ้างเอกสารดังกล่าวทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้หมายเอกสารไว้แล้วในส่วนของคำแปลโจทก์จัดให้มีการรับรองว่าแปลถูกต้องตรงกับสัญญา ดังนั้นสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษและคำแปลจึงเป็นพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนความโดยชอบ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจรับฟังเอกสารดังกล่าวฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้งสองฉบับได้ บทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 46 หรือข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ ข้อ 23 ไม่ได้มีความหมายว่า หากในคดีนั้นคู่ความอ้างเอกสารภาษาต่างประเทศมาพร้อมกับคำแปลแล้ว ศาลต้องรับฟังแต่คำแปลเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาการจัดการว่าจ้างโจทก์เป็นผู้จัดการและบริหารกิจการโรงแรมของจำเลย สัญญาการจัดการดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลานับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2538 ครบกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2548 โดยโจทก์มีสิทธิขยายระยะเวลาการให้บริการได้อีก 10 ปี นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดโดยใช้ข้อกำหนดและเงื่อนไขเดิมของสัญญาการจัดการ ก่อนที่กำหนดระยะเวลาตามสัญญาการจัดการจะสิ้นสุดโจทก์มีหนังสือแจ้งความประสงค์ไปยังจำเลยแล้วเพื่อต่อสัญญาไปอีก 10 ปี แต่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้ตกลงดังกล่าว การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้พิพากษาว่า สัญญาการจัดการตามฟ้องมีผลผูกพันโจทก์จำเลยต่อไปอีก 10 ปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2548 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษเป็นพยานหลักฐาน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างถึงสิทธิของตนตามสัญญาการจัดการดังกล่าวและได้แนบสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษพร้อมคำแปลมาท้ายฟ้อง ตามบัญชีระบุพยานของโจทก์ก็อ้างสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษพร้อมคำแปล เมื่อโจทก์นำสืบก็อ้างสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษพร้อมคำแปลซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้หมายสัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษและคำแปล ในส่วนของคำแปลโจทก์จัดให้มีการรับรองว่าแปลถูกต้องตรงกับสัญญาการจัดการ สัญญาการจัดการฉบับภาษาอังกฤษและคำแปลจึงเป็นพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนความโดยชอบ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจรับฟังเอกสารดังกล่าวฉบับใดฉบับหนึ่งหรือทั้งสองฉบับได้ ส่วนบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 หรือข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 23 ไม่ได้มีความหมายว่าหากในคดีนั้นคู่ความอ้างเอกสารภาษาต่างประเทศมาพร้อมกับคำแปลแล้ว ศาลต้องรับฟังแต่คำแปลเท่านั้นดังที่โจทก์อุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า ตามสัญญาการจัดการข้อ 3 วรรคสอง ดังกล่าว มีผลให้สัญญาการจัดการขยายออกไปอีก 10 ปี ทันทีที่โจทก์มีหนังสือแจ้งความประสงค์ขยายระยะเวลาการบริหารโรงแรมของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวทั้งหมดหาได้มีความหมายว่าจำเลยจะต้องยินยอมให้โจทก์ต่ออายุสัญญาการจัดการทันทีไม่ เพราะไม่มีข้อความใดที่ชัดเจนพอที่จะแสดงได้ว่าการขยายอายุสัญญาหรือไม่ขึ้นอยู่กับการแสดงเจตนาหรือความประสงค์ของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นการยากที่คู่สัญญาจะเขียนสัญญาให้ชัดเจนเช่นนั้นหรืออาจจะเขียนไปในสัญญาเสียเลยก็ได้ว่า ให้สัญญานี้มีอายุ 20 ปี แต่ให้สิทธิโจทก์บอกกล่าวให้สัญญาสิ้นสุดลงได้เมื่อสัญญาครบ 10 ปี ดังนั้น การแปลความว่าจำเลยจำต้องยอมให้โจทก์ต่ออายุสัญญาออกไปตามที่โจทก์แจ้งความประสงค์ต่อจำเลยโดยจำเลยไม่มีสิทธิใช้ดุลพินิจพิจารณาความน่าพึงพอใจของโจทก์ในการบริหารงานในระยะเวลาที่ผ่านมา หรือพิจารณาถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อกันในระยะเวลาที่ผ่านมาเสียก่อน จึงน่าจะไม่สอดคล้องกับลักษณะของสัญญาจ้างบริหารจัดการที่ต้องอาศัยความพึงพอใจและการไว้วางใจต่อกันเป็นส่วนสำคัญในการตกลงทำสัญญาด้วย อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์ถึงการที่ข้อสัญญาดังกล่าวตอนต้นมีข้อความว่า "Subject to mutual agreement" ซึ่งหมายถึงว่า ข้อสัญญาข้อนี้อยู่ภายใต้บังคับแห่งข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายก็ย่อมแสดงความหมายชัดเจนอยู่ในตัวว่าหากจะมีการต่ออายุสัญญาออกไปคู่สัญญายึดถือเจตนาที่ต้องตรงกันของทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญมากกว่าลำพังเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อบังคับของบริษัทจำเลยข้อ 27 (ผ) และสัญญาผู้ถือหุ้นระหว่างบริษัทอันดามัน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด วายที แอล โฮเต็ล แอนต์ พร็อพเพอร์ตี้ เอสดีเอ็น บีเอชดี และบริษัทจำเลย ข้อ 7 ฎ (ผ) เป็นข้อผูกพันจำเลยและบุคคลที่เกี่ยวข้องว่าจำเลยจะต้องว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้บริหารจัดการโรงแรมของจำเลยต่อไปนั้น ปรากฏว่าข้อบังคับของบริษัทจำเลย ข้อ 27 กำหนดว่า "ห้ามไม่ให้บริษัทดำเนินกิจการใดๆ ดังต่อไปนี้เว้นแต่จะได้รับอนุมัติโดยเสียงข้างมากของคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยกรรมการเออย่างน้อยหนึ่ง (1) คนและกรรมการบีอย่างน้อยหนึ่ง (1) คน หรือได้รับอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นอย่างน้อยร้อยละเจ็ดสิบห้า (75%) ของจำนวนหุ้นที่ออกทั้งหมดของบริษัท... (ผ) บริษัทเข้าทำสัญญาที่มีความสำคัญหรือระยะยาว หรือผิดไปจากธรรมดาหรือก่อให้เกิดภาระหนัก นอกเหนือจากสัญญาการจัดการซึ่งทำไว้กับบริษัทเจนเนอรัล โฮเต็ล แมเนจเมนท์ จำกัด เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการและการดำเนินการของโรงแรมเชดี..." ส่วนสัญญาผู้ถือหุ้นข้อ 7 ฎ กำหนดว่า "เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญานี้หรือเว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ห้ามมิให้บริษัทดำเนินกิจการใดๆ ดังต่อไปนี้ (และผู้ถือหุ้นแต่ละรายรับรองจะดำเนินการตามเท่าที่ทำได้ตามอำนาจที่มีอยู่ของผู้ถือหุ้นแต่ละรายเพื่อไม่ให้บริษัทดำเนินการดังกล่าว) เว้นแต่จะได้รับอนุมัติโดยกรรมการเสียงข้างมากซึ่งประกอบด้วยกรรมการจากผู้ถือหุ้นกลุ่ม ก. อย่างน้อย 1 คน และกรรมการจากผู้ถือหุ้นกลุ่ม ข. อย่างน้อย 1 คน หรือได้รับอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 75 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายทั้งหมดของบริษัท... (ผ) บริษัทเข้าทำสัญญาที่มีลักษณะสำคัญหรือกำหนดระยะเวลาแห่งสัญญายาว หรือเป็นกรณีไม่ปกติ หรือเป็นสัญญาที่จะก่อให้เกิดภาระสูง เว้นแต่เป็นสัญญาการจัดการซึ่งทำไว้กับบริษัทเจนเนอรัล โฮเต็ล แมเนจเมนท์ จำกัด (ตามเงื่อนไขซึ่งได้รับการอนุมัติโดยวายทีแอล) เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการและการดำเนินการของพันทรรีสอร์ท ("โรงแรมเชดี")..." เห็นว่า ข้อบังคับของบริษัทจำเลยและสัญญาผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นข้อกำหนดในการบริหารกิจการตามวัตถุประสงค์ของบริษัทจำเลย โดยกำหนดประเภทของกรรมการและจำนวนกรรมการที่จะมีอำนาจดำเนินการให้มีผลผูกพันบริษัทจำเลยในกิจการแต่ละเรื่อง มิได้มีข้อความหรือความหมายเป็นข้อผูกพันจำเลยและบุคคลที่เกี่ยวข้องว่าจำเลยจะต้องว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้บริหารจัดการโรงแรมของจำเลยต่อไปอีกดังที่โจทก์อ้าง ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่มีความประสงค์จะให้สัญญาการจัดการขยายออกไปอีก 10 ปี ตามที่โจทก์แจ้งความประสงค์ฝ่ายเดียว การขยายอายุสัญญาการจัดการจึงไม่เกิดขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 46 วรรคสาม
ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจนเนอรัล โฮเต็ล แมเนจเม้นท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทสุรินทร์ เบย์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3920/2551
#497180
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยและมีคำสั่งให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าถอนคำสั่งรับจดทะเบียนและปฏิเสธไม่รับจดทะเบียน จึงเป็นเรื่องของการฟ้องเพื่อให้ยกเลิกคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า หาได้เป็นการฟ้องเพื่อบังคับให้จำเลยดังกล่าวต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การที่จำเลยดังกล่าวจะได้ดำเนินการใด ๆ โดยส่วนตัวหรือไม่ อย่างไรนั้น จึงไม่มีผลต่อคำพิพากษาของศาล นอกจากนี้การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่มีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมาย และโจทก์ฟ้องจำเลยอื่น ๆ ซึ่งเป็นกรรมการของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ก็เป็นเรื่องที่กฎหมายเปิดช่องให้กระทำได้ ฝ่ายจำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างเหตุที่จำเลยดังกล่าวไม่ได้เข้าร่วมประชุมมาปฏิเสธอำนาจฟ้องของโจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำว่า "INTEL" (อินเทล) ไว้หลายคำขอซึ่งส่วนใหญ่จะ

เป็นคำว่า "INTEL" แต่เพียงคำเดียว ดังนั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" แล้วจะเห็นว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายต่างเป็นอักษรโรมัน มีจำนวนตัวอักษรที่เหมือนกันและอยู่ในลำดับเดียวกันถึง 5 ตัว คือ I, N, T, E, L โดยเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" จะมีตัวอักษรโรมันเพิ่มเติมอีก 3 ตัว เป็นคำต่อท้ายคือ L, i และ p ซึ่งอักษรโรมัน 5 ตัวแรกนั้นมีลักษณะเป็นตัวพิมพ์ใหญ่คล้ายกับอักษรโรมันในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ส่วนอักษรโรมันอีก 3 ตัวนั้น มีลักษณะเป็นตัวเขียน ลักษณะของคำจึงมีความคล้ายกัน ในส่วนของเสียงเรียกขานนั้น อาจพิจารณาได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็น 1 คำ อ่านออกเสียงได้ 2 พยางค์ คือ "อิน-เทล" ส่วนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 387379 เป็นคำ 2 คำ อ่านออกเสียงได้ 3 พยางค์ คือ "อิน-เทล-ลิบ" ทำให้เสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายเหมือนกันใน 2 พยางค์แรก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญและสาธารณชนส่วนใหญ่จะจดจำได้มากที่สุด จึงถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL" (อินเทล) ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" ตามคำขอเลขที่ 387379 แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีคำอื่น เช่น inside, INSIDE, Proshare หรือ TEAMSTATION อยู่ด้วยนั้น ก็เป็นภาคส่วนในเครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ของโจทก์เท่านั้น

วัตถุประสงค์ให้การคุ้มครองแก่เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปนั้น เพราะเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีการใช้มานานจนเป็นที่แพร่หลายทั่วไปและอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างสูงในการดำเนินกิจการตลอดจนการโฆษณาประชาสัมพันธ์จนทำให้เครื่องหมายการค้านั้นเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป ดังนั้น หากมีการนำเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปดังกล่าวไปใช้กับสินค้าต่างจำพวกกัน ก็อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ กฎหมายจึงไม่อนุญาตให้มีการกระทำเช่นนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบธุรกิจในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทุกประเภทโดยใช้คำว่า "INTEL" เป็นคำนำหน้าและเป็นส่วนสำคัญของชื่อในการดำเนินธุรกิจของโจทก์และได้จำหน่ายสินค้าในประเทศไทยภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL" หรือ "อินเทล" เป็นเวลานานหลายปีแล้ว โจทก์ได้ใช้คำว่า "INTEL" เป็นเครื่องหมายการค้าและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นคำที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้นเองและเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วโลก ในลักษณะที่เป็นชื่อทางการค้าเครื่องหมายค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ มีการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการอย่างต่อเนื่องตลอดมา บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า ลิปสติก ปรากฏตามคำขอเลขที่ 387379 โจทก์ยื่นคำคัดค้านการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีคำวินิจฉัยให้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์ แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1183/2545 และมีคำสั่งให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าถอนคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" คำขอเลขที่ 387379 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" คำขอเลขที่ 387379

จำเลยทั้งสิบห้าให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 เนื่องจากจำเลยดังกล่าวไม่ได้เข้าร่วมประชุมวินิจฉัยเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 387379 จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการใด ๆ ในอันที่จะก่อให้เกิดคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า รวมทั้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าว คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายแล้วเพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตถูกต้องตามกฎหมาย แม้โจทก์จะใช้เครื่องหมายการค้าของตนจนเป็นที่แพร่หลายแต่เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และใช้กับสินค้าหรือบริการต่างจำพวกกัน จึงไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 (คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1183/2545) ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 397379 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าโจทก์ใช้คำว่า "INTEL" (อินเทล) เป็นเครื่องหมายการค้าและชื่อนิติบุคคลของโจทก์โดยประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาเป็นเวลานาน มีการจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวและโฆษณาสินค้ากับบริการในมูลค่าสูง บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้าลิปสติก นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ดำเนินการจดทะเบียน โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบห้าประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสิบห้าอุทธรณ์ในทำนองว่า จำเลยดังกล่าวมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการใด ๆ ในอันที่จะก่อให้เกิดคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารวมทั้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าอันเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" เพราะจำเลยดังกล่าวไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1183/2545 และมีคำสั่งให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าถอนคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" คำขอเลขที่ 387379 และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" คำขอเลขที่ 387379 จึงเป็นเรื่องของการฟ้องเพื่อให้ยกเลิกคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า หาได้เป็นการฟ้องเพื่อบังคับให้จำเลยดังกล่าวต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใดไม่ การที่จำเลยดังกล่าวจะได้ดำเนินการใด ๆ โดยส่วนตัวหรือไม่อย่างไรนั้น จึงไม่มีผลต่อคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากนี้ การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่มีสถานเป็นบุคคลตามกฎหมาย และโจทก์ฟ้องจำเลยอื่น ๆ ซึ่งเป็นกรรมการของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ก็เป็นเรื่องที่กฎหมายเปิดช่องให้กระทำได้ ฝ่ายจำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างเหตุที่จำเลยดังกล่าวไม่ได้เข้าร่วมประชุมมาปฏิเสธอำนาจฟ้องของโจทก์ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 ด้วยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบห้าประการต่อไปมีว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการที่ 1183/2545 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL" (อินเทล) ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยืนยันว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL" (อินเทล) ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ซึ่งเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีปริมาณการจำหน่ายเป็นจำนวนมาก และมีการโฆษณาจนถือได้ว่าเป็นที่แพร่หลาย ทั้งเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่ผู้บริโภค สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าก็ดี จำเลยทั้งสิบห้าในคดีนี้ก็ดี ต่างไม่โต้แย้งในข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากเอกสารของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบห้าเองจึงเป็นอันรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL" (อินเทล) ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป

ประเด็นที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยเป็นประการต่อมามีว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL" (อินเทล) ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าว่า "INTEL Lip" ตามคำขอเลขที่ 387379 หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มี คำว่า "INTEL" (อินเทล) ไว้หลายคำขอ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคำว่า "INTEL" แต่เพียงคำเดียว ดังนั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้า คำว่า "INTEL Lip" ตามคำขอเลขที่ 387379 แล้วจะเห็นว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายต่างเป็นอักษรโรมัน มีจำนวนตัวอักษรที่เหมือนกันและอยู่ในลำดับเดียวกันถึง 5 ตัว คือ I, N, T, E, และ L โดยเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" ตามคำขอเลขที่ 387379 จะมีตัวอักษรโรมันเพิ่มอีก 3 ตัว เป็นคำต่อท้ายคือ L, i และ p ซึ่งอักษรโรมัน 5 ตัวแรกนั้นมีลักษณะเป็นตัวพิมพ์ใหญ่คล้ายกับอักษรโรมันในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ส่วนอักษรโรมันอีก 3 ตัวนั้นมีลักษณะเป็นตัวเขียน ลักษณะของคำจึงมีความคล้ายกัน ในส่วนของเสียงเรียกขานนั้น อาจพิจารณาได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำ 1 คำอ่านออกเสียงได้ 2 พยางค์ คือ "อิน - เทล" ส่วนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 387379 เป็นคำ 2 คำ อ่านออกเสียงได้ 3 พยางค์ คือ "อิน-เทล-ลิบ" ทำให้เสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายเหมือนกันใน 2 พยางค์แรกซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญและสาธารณชนส่วนใหญ่จะจดจำได้มากที่สุด จึงถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL" (อินเทล) ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" ตามคำขอเลขที่ 387379 สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบห้าที่ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีคำอื่น เช่น inside, INSIDS, Proshare หรือ TEAMSTATION อยู่ด้วยนั้น เป็นภาคส่วนในเครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ของโจทก์เท่านั้น และกรณีที่จำเลยทั้งสิบห้าอ้างในทำนองว่า บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด ใช้คำอื่นมาประกอบด้วยนั้นก็เป็นข้อความนอกเหนือจากเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ไม่จำต้องนำมาประกอบในการวินิจฉัยในชั้นนี้

ประเด็นสุดท้ายที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยมีว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL" (อินเทล) ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" ตามคำขอเลขที่ 387379 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้จำเลยทั้งสิบห้าอุทธรณ์ในทำนองว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่างมีลักษณะเป็นคำประดิษฐ์มีความหมายแตกต่างกัน สาธารณชนไม่สับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่ง กำเนิดของสินค้าแต่อย่างใด เครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" แม้จะมีการปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิในคำว่า "Lip" แต่ผู้เดียวก็ตาม แต่ในการพิจารณาเครื่องหมายการค้าดังกล่าวยังต้องพิจารณาทั้งเครื่องหมาย หาได้ตัดคำว่า "Lip" ออกไปแต่อย่างใดไม่ และผู้ขอจดทะเบียนไม่ได้ใช้เทคนิคการตลาดโดยไม่สุจริต เพราะเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" ใช้กับสินค้าเครื่องสำอาง ซึ่งไม่น่าจะทำให้ยอดขายสินค้าสูงขึ้นโดยแรงจูงใจจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งอยู่ในกลุ่มคอมพิวเตอร์ เห็นว่า วัตถุประสงค์ในการให้การคุ้มครองแก่เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปนั้น เพราะเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีการใช้มานานจนเป็นที่แพร่หลายทั่วไป และอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างสูงในการดำเนินกิจการตลอดจนการโฆษณาประชาสัมพันธ์จนทำให้เครื่องหมายการค้านั้นเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป ดังนั้น หากมีการนำเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปดังกล่าวไปใช้กับสินค้าต่างจำพวกกันก็อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้กฎหมายจึงไม่อนุญาตให้มีการกระทำเช่นนั้น สำหรับเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL" (อินเทล) ของโจทก์เป็นคำประดิษฐ์ ซึ่งก่อนที่โจทก์จะคิดประดิษฐ์คำนี้ขึ้นมา ก็ไม่มีผู้อื่นคิดและมีสิทธิใช้มาก่อน จึงต่างจากกรณีที่เป็นการใช้คำสามัญที่มีอยู่ทั่วไปแล้วเป็นเครื่องหมายการค้า ย่อมไม่เป็นการสมควรที่จะให้บุคคลใดหวงกันการใช้คำสามัญดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว การให้ความคุ้มครองคำว่า "INTEL" (อินเทล) แก่โจทก์ จึงไม่ถึงขนาดที่จะเป็นการให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวแก่โจทก์จนเกินสมควร เมื่อพิจารณาต่อไปว่าโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยเมื่อปี 2527 แต่บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด เพิ่งมาขอจดทะเบียนเมื่อปี 2542 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยมาแล้วถึง 15 ปี ย่อมเป็นไปได้ว่าสาธารณชนเริ่มรู้จักและคุ้นเคยกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้ว เมื่อเห็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด สาธารณชนจะนึกถึงเชื่อมโยงไปถึงเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และสับสนหรือหลงผิดได้ว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" ของบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด เกี่ยวข้องกับโจทก์ จึงถือว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL Lip" ตามคำขอเลขที่ 387379 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "INTEL" (อินเทล) ของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ดังนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบห้าในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อินเทล คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ