คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4534/2551
#417349
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ผู้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาแสดงหรือนำพยานหลักฐานมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ามูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้มีอยู่จริง และลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้กู้ยืมเงินแต่พยานของเจ้าหนี้ไม่ใช่ผู้รู้เห็นในการทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ (จำเลย) ส่วนตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งมีข้อความว่าลูกหนี้สัญญาจะจ่ายเงินจำนวนที่ระบุในตั๋วแต่ละฉบับให้แก่เจ้าหนี้พร้อมดอกเบี้ยไม่อาจถือเอาตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ทั้งจำนวนเงินที่เจ้าหนี้อ้างว่าให้ลูกหนี้กู้ยืมเฉพาะต้นเงินมีจำนวนมากถึง 1,385,061,779.44 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการเรียกให้ลูกหนี้จัดหาหลักประกันการชำระหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดให้แก่เจ้าหนี้ ส่วนเอกสารงบการเงินและบัญชีเจ้าหนี้ไม่มีประกันของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้แนบท้ายคำฟ้องอุทธรณ์เป็นการอ้างเอกสารเข้ามาภายหลังที่เจ้าหนี้แถลงหมดพยานในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ไม่ชอบที่เจ้าหนี้จะนำเอกสารดังกล่าวมาอ้างในภายหลังได้ พยานหลักฐานของเจ้าหนี้จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่ามูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้มีอยู่จริง และลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2543

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้กู้ยืมเงินจำนวน 1,622,726,584.51 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว เจ้าหนี้รายที่ 2 เจ้าหนี้รายที่ 13 และเจ้าหนี้รายที่ 15 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า ไม่น่าเชื่อว่ามีมูลหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนีของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ผู้ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่น หรือเป็นโจทก์ในคดีล้มละลายนั้นเอง และในชั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แม้จะไม่มีผู้คัดค้านคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนั้นก็ตามเจ้าหนี้ผู้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ก็มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาแสดงหรือนำพยานหลักฐานมาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ามูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้มีอยู่จริง และลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว คดีนี้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้กู้ยืมเงินโดยมีพยานบุคคลคือ นางสาวธาวิณีให้การในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ลูกหนี้ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจจึงขอกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้เป็นต้นเงิน 1,385,061,779.44 บาท ดอกเบี้ย 237,664,805.07 บาท รวมเป็นเงิน 1,622,726,584.51 บาท... เห็นว่า นางสาวธาวิณีตอบผู้รับมอบอำนาจเจ้าหน้รายที่ 2 ว่า พยานทำงานกับเจ้าหนี้เมื่อปี 2542 ไม่รู้เห็นการทำสัญญา พยานปากนี้จึงไม่ใช่ผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวกับการทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ส่วนตั๋วสัญญาใช้เงินก็มีข้อความในทำนองเดียวกันว่าลูกหนี้สัญญาจะจ่ายเงินจำนวนที่ระบุไว้ในตั๋วแต่ละฉบับให้แก่เจ้าหนี้พร้อมดอกเบี้ย ไม่อาจถือเอาตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน จำนวนเงินที่เจ้าหนี้อ้างว่าได้ให้ลูกหนี้กู้ยืมไปเฉพาะต้นเงินก็มีจำนวนมากถึง 1,385,061,779.44 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการเรียกให้ลูกหนี้จัดหาหลักประกันการชำระหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดให้แก่เจ้าหนี้ ที่เจ้าหนี้ฎีกาอีกว่าลูกหนี้ได้ส่งงบการเงินของลูกหนี้สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2541 ให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2546 ในหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 14 หน้า 13 ระบุว่าลูกหนี้ค้างชำระหนี้เจ้าหนี้ 1,385,061,779.44 บาท และตามบัญชีเจ้าหนี้ไม่มีประกัน (ล.13 ก) ซึ่งลูกหนี้ได้ยื่นประกอบคำชี้แจ้งเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปรากฏข้อความในหน้า 1 อันดับที่ 6 ว่าลูกหนี้ค้างชำระหนี้ประเภทเงินกู้ยืมจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนั้น ได้ความจากรายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ว่าเจ้าหนี้แถลงหมดพยานเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2544 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หมายนัดเจ้าหนี้มาสอบสวนเพิ่มเติมแต่เจ้าหนี้ไม่มาตามนัด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จดรายงานทำความเห็นเสนอศาลเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2546 โดยไม่ปรากฏเอกสารทั้งสองรายการในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ในขณะที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอศาลชั้นต้น การที่เจ้าหนี้แนบเอกสารทั้งสองรายการดังกล่าวมาท้ายคำฟ้องอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2547 เป็นการอ้างเอกสารเข้ามาภายหลังที่เจ้าหนี้แถลงหมดพยาน และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอต่อศาลชั้นต้นให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ไม่ชอบที่เจ้าหนี้จะนำเอกสารดังกล่าวมาอ้างในภายหลัง พยานหลักฐานของเจ้าหนี้ที่ปรากฏในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ไม่มีน้ำหนักและเหตุผลที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่ามูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้มีอยู่จริงและลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้มานั้นชอบแล้วฎีกาของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
กิจการร่วมค้าพรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน)
และบริษัทเพทเอ็นจิเนียส์ อิงค์
เจ้าหนี้ — บริษัทล็อควูดแอนดรูส์ แอนด์ นิวแนม อิงค์
บริษัทพรีเมียร์ โกลเบิล คอร์เปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — หรือบริษัทลิควิเดชั่น 1 จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4499/2551
#413739
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงเท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันรับผิดชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นเงิน 150,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 200,000 บาท โดยดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้องไม่นำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 190 (1) คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นทนายความยื่นฟ้องนางหลีกับพวก ต่อศาลจังหวัดมุกดาหารเป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 705/2541 เรื่อง ยืม จำนอง ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2542 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อ นางสกุล และที่อยู่ของจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นนางหลี หรือนางวิไล (ชื่อโจทก์) โดยระบุว่าเป็นบุคคลเดียวกัน ทำให้โจทก์ซึ่งไม่เคยเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ตกเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้รับสำเนาคำฟ้องในคดีดังกล่าวแล้วได้ติดต่อแจ้งพนักงานของจำเลยที่ 1 สาขามุกดาหาร พร้อมกับนำเอกสารไปแสดงว่าโจทก์กับนางหลีจำเลยในคดีดังกล่าวที่ถูกฟ้องมิใช่เป็นบุคคลคนเดียวกัน แต่จำเลยทั้งสามมิได้ดำเนินการอย่างไรจนกระทั่งโจทก์ได้รับหมายนัดสืบพยานจึงได้หาทนายความต่อสู้คดี และวันที่ 10 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 3 ยอมรับว่าโจทก์เป็นบุคคลคนละคนกับจำเลยในคดีดังกล่าวโดยได้ขอแก้ไขคำฟ้อง ไม่ติดใจดำเนินคดีกับโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องว่าจ้างทนายความต่อสู้คดี 110,000 บาท ค่าพาหนะเดินทาง 40,000 บาท และค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้มอบเอกสารต่างๆ ในการดำเนินคดีแก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทนายความ และทราบภายหลังว่าจำเลยที่ 3 แก้ไขคำฟ้องทำให้ตรงกับชื่อของโจทก์เมื่อจำเลยที่ 2 แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบ จำเลยที่ 3 ก็ได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย เหตุความผิดพลาดดังกล่าวก็เนื่องมาจากคนสัญชาติญวนมีชื่อซ้ำตรงกันและมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเดียวกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ประมาทเลินเล่อ โจทก์ไม่เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้ยกฟ้องโจทก์จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา จึงเท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันรับผิดชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นเงิน 150,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 200,000 บาท โดยดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้องไม่นำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 190 (1) คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ดำเนินคดีแก่นางหลี กับพวกลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงมิใช่ข้อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 190 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิไล คำฤาเดช
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4499/2551
#417694
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา จึงเท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันรับผิดชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นเงิน 150,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 200,000 บาท โดยดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้องไม่นำมาคำนวณรวมเป็นทุนทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 190 (1) คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 มอบ อำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นทนายความยื่นฟ้องนางหลี กับพวก ต่อศาลจังหวัดมุกดาหารเป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 705/2541 เรื่อง ยืม จำนอง ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2542 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อ นามสกุล และที่อยู่ของจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นนางหลี หรือนางวิไล (ชื่อโจทก์) โดยระบุว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน ทำให้โจทก์ซึ่งไม่เคยเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ตกเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้รับสำเนาคำฟ้องในคดีดังกล่าวแล้วได้ติดต่อแจ้งพนักงานของจำเลยที่ 1 สาขามุกดาหาร พร้อมกับนำเอกสารไปแสดงว่าโจทก์กับนางหลีจำเลยในคดีดังกล่าวที่ถูกฟ้องมิใช่เป็นบุคคลคนเดียวกัน แต่จำเลยทั้งสามมิได้ดำเนินการอย่างไรจนกระทั่งโจทก์ได้รับหมายนัดสืบพยานจึงได้หาทนายความต่อสู้คดี และวันที่ 10 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 3 ยอมรับว่าโจทก์เป็นบุคคลคนละคนกับจำเลยในคดีดังกล่าวโดยได้ขอแก้ไขคำฟ้อง ไม่ติดใจดำเนินคดีกับโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องว่าจ้างทนายความต่อสู้คดี 110,000 บาท ค่าพาหนะเดินทาง 40,000 บาท และค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 50,000 บาท รวมเป้นเงิน 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้มอบเอกสารต่าง ๆ ในการดำเนินคดีแก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทนายความ และทราบภายหลังว่าจำเลยที่ 3 แก้ไขคำฟ้องทำให้ตรงกับชื่อของโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 2 แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบ จำเลยที่ 3 ก็ได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย เหตุความผิดพลาดดังกล่าวก็เนื่องมาจากคนสัญชาติญวนมีชื่อซ้ำตรงกันและมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเดียวกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ประมาทเลินเล่อ โจทก์ไม่เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กันยายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงเท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันรับผิดชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นเงิน 150,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 200,000 บาท โดยดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้องไม่นำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 190 (1) คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ดำเนินคดีแก่นางหลีกับพวกลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ซึ่งถือว่าเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง มิใช่ข้อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อมาที่ว่า การว่าจ้างจำเลยที่ 3 เป็นทนายความเป็นสัญญาจ้างทำของ เมื่อจำเลยที่ 3 กระทำนอกเหนือในการงานที่สั่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 190 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิไล คำฤาเดช
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4475/2551
#412338
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลย เป็นการตอบแทนที่จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทที่โจทก์เป็นหนี้ธนาคารอยู่ อันเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณตาม ป.พ.พ. มาตรา 535 (2) แม้หนังสือสัญญาให้ที่ดินระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จำเลยก็มีสิทธินำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าการให้ตามสัญญาให้ที่ดินเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพันได้ เพราะเป็นการฟ้องถอนคืนการให้ ไม่ใช่ฟ้องร้องให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ จึงไม่ใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร อันจะเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลยเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2538 โจทก์โอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1444 ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่โจทก์ยังคงครอบครองอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยได้ฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท และไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้นำโค 12 ตัว ของโจทก์ไป อ้างว่าเป็นของจำเลย โจทก์ขอให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทบางส่วนเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย แต่จำเลยไม่ยินยอมและฐานะของโจทก์ยากจนลง การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง และเป็นการบอกปัดไม่ยอมให้ซึ่งสิ่งของจำเลยเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ในเวลาที่โจทก์ยากไร้และจำเลยยังสามารถให้ได้ เป็นการประพฤติเนรคุณ ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า บ้านและที่ดินพิพาทเป็นของบิดาโจทก์จำเลย บิดามีความประสงค์จะยกบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่สะดวกที่จะมารับโอนเนื่องจากต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการจำเลยจึงให้บิดาโอนบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ไว้ก่อนโจทก์สัญญาว่าจะโอนบ้านและที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยในภายหลังโจทก์และครอบครัวเข้าอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทโดยจำเลยให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน ต่อมาโจทก์นำบ้านและที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้ของพี่ชายโจทก์และไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ โจทก์กับจำเลยจึงตกลงกัน โดยจำเลยจะเป็นผู้ชำระหนี้แทนโจทก์และไถ่ถอนจำนอง แต่โจทก์จะต้องจัดการโอนบ้านและที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย กรณี่จึงมิใช่เป็นการให้โดยเสน่หา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1444 ตำบลสวนหลวง อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เอกสารหมาย จ.1 เดิมเป็นของโจทก์ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2529 โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ของนายจำเริญ ต่อมานายจำเริญไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่ธนาคารได้ จึงมีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้มาเป็นจำเลย และโจทก์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยในวันที่ 27 มกราคม 2538 ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย จ.2

ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณหรือไม่ โจทก์ฎีการับข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 27 มกราคม 2538 หลังจากจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์แล้ว จำเลยได้กู้เงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อรับภาระหนี้แทนโจทก์สอดคล้องกับสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย กรณีจึงมิใช่เป็นการให้โดยเสน่าหา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยเป็นจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1444 ตำบลสวนหลวง อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เอกสารหมาย จ.1 เดิมเป็นของโจทก์ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2539 โจทก์ จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ของนายจำเริญ ต่อมานายจำเริญไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่ธนาคารได้ จึงมีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้มาเป็นจำเลย และโจทก์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยในวันที่ 27 มกราคม 2538 ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย จ.2

ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณหรือไม่ โจทก์ฎีการับข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 27 มกราคม 2538 หลังจากจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์แล้ว จำเลยได้กู้เงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อรับภาระหนี้แทนโจทก์สอดคล้องกับสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งระบุว่า ในวันที่ 27 มกราคม 2538 โจทก์ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แล้วจึงจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยและในวันเดียวกันจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันไว้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยกู้เงิน 150,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.6 จึงรับฟังได้ว่า โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยเป็นการตอบแทนที่จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท อันเป็นการให้สิ่งมีค่าภาระติดพัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535 (2) แม้หนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย จ.2 จะระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จำเลยก็มีสิทธินำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าการให้ตามสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย จ.2 นั้นเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพันได้ เพราะคดีนี้เป็นการฟ้องถอนคืนการให้ ไม่ใช่คดีฟ้องร้องให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ จึงไม่ใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร อันจะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 535
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภาณี มากพาหรือมากภา
จำเลย — นางสาวนิลวดี สนธิเมือง
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4475/2551
#420343
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์แล้ว จำเลยได้กู้เงินจากธนาคาร ก. เพื่อรับภาระหนี้แทนโจทก์ สอดคล้องกับสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทซึ่งระบุว่าในวันที่ 27 มกราคม 2538 โจทก์ไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร ก. แล้วจึงจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลย และในวันเดียวกันจำเลยได้ จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันไว้แก่ธนาคาร ก. โดยจำเลยกู้เงิน 150,000 บาท จึงรับฟังได้ว่า โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยเป็นการตอบแทนที่จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท อันเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณตาม ป.พ.พ. มาตรา 535 (2)

แม้หนังสือสัญญาให้ที่ดินจะระบุว่า เป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จำเลยก็มีสิทธินำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าการให้ตามสัญญาให้ที่ดินนั้น เป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพันได้ เพราะคดีนี้เป็นการฟ้องถอนคืนการให้ ไม่ใช่คดีฟ้องร้องให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ จึงไม่ใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร อันจะเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลย เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2538 โจทก์โอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1444 ตำบลสวนหลวง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ (ที่ถูก อำเภอเชียรใหญ่) จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา แต่โจทก์ยังคงครอบครองอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยได้ฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท และไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้นำโค 12 ตัว ของโจทก์ไป อ้างว่าเป็นของจำเลย โจทก์ขอให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทบางส่วนเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย แต่จำเลยไม่ยินยอมและฐานะของโจทก์ยากจนลง การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง และเป็นการบอกปัดไม่ยอมให้ซึ่งสิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ในเวลาที่โจทก์ยากไร้และจำเลยยังสามารถให้ได้ เป็นการประพฤติเนรคุณ ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า บ้านและที่ดินพิพาทเป็นของบิดาโจทก์จำเลย บิดามีความประสงค์จะยกบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่สะดวกที่จะมารับโอนเนื่องจากต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำเลยจึงให้บิดาโอนบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ไว้ก่อน โจทก์สัญญาว่าจะโอนบ้านและที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยในภายหลังโจทก์และครอบครัวเข้าอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทโดยจำเลยให้ควมช่วยเหลือด้านการเงิน ต่อมาโจทก์นำบ้านและที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเงินกู้ของพี่ชายโจทก์และไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้ โจทก์กับจำเลยจึงตกลงกัน โดยจำเลยจะเป็นผู้ชำระหนี้แทนโจทก์และไถ่ถอนจำนอง แต่โจทก์จะต้องจัดการโอนบ้านและที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย กรณีจึงมิใช่เป็นการให้โดยเสน่หา ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1444 ตำบลสวนหลวง อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เดิมเป็นของโจทก์ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2529 โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท ไว้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ของนายจำเริญต่อมานายจำเริญ ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่ธนาคารได้ จึงมีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้มาเป็นจำเลย และโจทก์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยในวันที่ 27 มกราคม 2538 ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดิน

ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณหรือไม่โจทก์ฎีการับข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 27 มกราคม 2538 หลังจากจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์แล้ว จำเลยได้กู้เงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อรับภาระหนี้แทนโจทก์ สอดคล้องกับสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาท ซึ่งระบุว่าในวันที่ 27 มกราคม 2538 โจทก์ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แล้วจึงจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลย และในวันเดียวกันจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันไว้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยกู้เงิน 150,000 บาท จึงรับฟังได้ว่า โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยเป็นการตอบแทนที่จำเลยไถ่ถอนที่ดินพิพาท อันเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535 (2) แม้หนังสือสัญญาให้ที่ดินจะระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน จำเลยก็มีสิทธินำสืบพยานบุคคลให้เห็นว่าการให้ตามสัญญาให้ที่ดินนั้นเป็นการให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพันได้ เพราะคดีนี้เป็นการฟ้องถอนคืนการให้ ไม่ใช่คดีฟ้องร้องให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ จึงไม่ใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสาร อันจะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 535 (2)
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภาณี มากพาหรือมากภา
จำเลย — นางสาวนิลวดี สนธิเมือง
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4474/2551
#412135
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า อายุความให้เริ่มนับตั้งแต่ปี 2536 เพราะกองนิติการของโจทก์ได้รับข้อมูลครบถ้วนว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำละเมิด แต่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า ควรเริ่มนับอายุความเมื่ออธิบดีของโจทก์ทราบ มิใช่เริ่มนับแต่กองนิติการของโจทก์ทราบ ดังนี้ การอุทธรณ์ว่าอายุความควรเริ่มนับเมื่อใดจึงจะถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินอันเนื่องจากจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์จำนวน 32,742.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 18,720 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนคำขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมนอกนั้นให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า กองนิติการของโจทก์ได้รับข้อมูลและหลักฐานครบถ้วนสามารถสรุปข้อเท็จจริงที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ต้องรับผิดเพื่อให้อธิบดีโจทก์ลงนามดำเนินคดีต่อไปได้โดยเร็วตั้งแต่ปี 2536 แล้ว ถือว่าโจทก์ทราบถึงการทำละเมิดและผู้กระทำละเมิดอันพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ปี 2536 แล้ว แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2545 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่รู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ พิเคราะห์อุทธรณ์ของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าโจทก์อุทธรณ์ว่า คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์มาฟ้องคดีนี้ในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่รู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยอ้างว่าผู้อำนวยการกองนิติการไม่ใช่ผู้แทนนิติบุคคล แม้กองนิติการของโจทก์จะรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ปี 2536 แต่จะเริ่มนับอายุความตั้งแต่ปี 2536 ไม่ได้ เนื่องจากผู้แทนนิติบุคคลของโจทก์คืออธิบดีของโจทก์รู้ถึงการทำละเมิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2544 มิใช่รู้ตั้งแต่ปี 2536 เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า อายุความให้เริ่มนับตั้งแต่ปี 2536 เพราะกองนิติการของโจทก์ได้รับข้อมูลครบถ้วนว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำละเมิด แต่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่าควรเริ่มนับอายุความเมื่ออธิบดีของโจทก์ทราบ มิใช่เริ่มนับแต่กองนิติการของโจทก์ทราบ ดังนี้ การอุทธรณ์ว่าอายุความควรเริ่มนับเมื่อใดจึงจะถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย มิใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ย่อมอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาโดยให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาและพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นายอเนก ไร้บำรุง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายจีระวงศ์ เชาวน์วรนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4472/2551
#418547
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร การตกลงรับ ก. ผู้ตายเป็นสมาชิกของจำเลยพิจารณาอนุมัติที่กรุงเทพมหานคร แต่เมื่อการสมัครสมาชิกของจำเลยและการขอเปิดบัญชีเงินฝากของ ก. กระทำโดยผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินท์ และต่อมาจำเลยได้ตกลงรับ ก. เป็นสมาชิก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงในการเป็นสมาชิกของจำเลย ถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาสุรินทร์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทสมาคม เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2533 นายกวนไต๋บิดาของโจทก์สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยและได้ชำระเงินค่าบำรุงสมาคมเงินสงเคราะห์ศพล่วงหน้า รวมทั้งเงินที่ชำระแก่สมาชิกเมื่อถึงแก่ความตาย โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยหักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ร่วมกัน ประเภทไม่ใช้สมุดคู่ฝาก ซึ่งจำเลยให้โจทก์และนายกวนไต๋ร่วมกันเปิดไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ (ปัจจุบันคือสาขานางเลิ้ง) ในชื่อโจทก์ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2546 นายกวนไต๋ถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ในลำดับแรกแจ้งให้จำเลยชำระเงินดังกล่าว แต่จำเลยปฏิเสธโดยอ้างว่านายกวนไต๋ได้ถูกคัดชื่อออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 96,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น เนื่องจากจำเลยมีภูมิลำเนาที่กรุงเทพมหานครและมูลคดีเกิดที่กรุงเทพมหานคร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสุรินทร์) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาญาจักรหรือไม่" คำว่ามูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องร้องตามสิทธิและในแต่ละมูลคดีอาจเกิดขึ้นหลายแห่ง คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสมาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกซึ่งถือแก่ความตายด้วยเงินสงเคราะห์ โดยไม่ประสงค์จะหากำไรมาแบ่งปันกัน ในการดำเนินการรับสมัครสมาชิกของจำเลย จำเลยกระทำโดยมีหนังสือเวียนไปตามธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาต่างๆ เนื่องจากผู้ที่จะเป็นสมาชิกของจำเลยได้จะต้องเป็นพนักงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ เป็นบิดามารดาของพนักงานหรือเป็นบิดามารดาของคู่สมรสพนักงาน และผู้สมัครต้องมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ หลังจากจำเลยมีหนังสือเวียนไปที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์แล้ว นายกวนไต๋บิดาโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ ได้สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยโดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับเงินสงเคราะห์ในลำดับแรก พร้อมกับขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ร่วมกันประเภทไม่ใช้สมุดคู่ฝากในชื่อโจทก์ไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ เพื่อให้จำเลยหักเงินจากบัญชีดังกล่าวเป็นค่าบำรุงสมาคม เงินสงเคราะห์ศพล่วงหน้า รวมทั้งเงินที่ชำระแก่สมาชิกเมื่อถึงแก่ความตาย โดยผู้จัดการและสมุห์บัญชีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาสุรินทร์ร่วมกันลงลายมือชื่อรับรองว่านายกวนไต๋เป็นผู้ฝากเงินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่และมีคุณสมบัติถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยทุกประการ จากนั้นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ จะส่งเอกสารการสมัครดังกล่าวพร้อมทั้งหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องไปให้จำเลยซึ่งมีที่ทำการอยู่ที่กรุงเทพมหานครพิจารณาอนุมัติ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เห็นว่า แม้จำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานครและการตกลงรับนายกวนไต๋เป็นสมาชิกของจำเลยมีการพิจารณาอนุมัติที่กรุงเทพมหานครก็ตาม แต่เมื่อการสมัครสมาชิกของจำเลยและการขอเปิดบัญชีเงินฝากของนายกวนไต๋ดังกล่าวกระทำโดยผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ และต่อมาจำเลยก็ตกลงรับนายกวนไต๋เป็นสมาชิก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นเรื่องแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงในการเป็นสมาชิกของจำเลย ถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชวนจิตร หนูพันธ์
สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงินธนาคารเพื่อการเกษตร
จำเลย — และสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4472/2551
#493627
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานครและการตกลงรับ ก. เป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงินของจำเลยมีการพิจารณาอนุมัติที่กรุงเทพมหานครก็ตาม แต่เมื่อการสมัครสมาชิกของจำเลยและการขอเปิดบัญชีเงินฝากของ ก. ดังกล่าวกระทำโดยผ่านทางธนาคาร พ. สาขาสุรินทร์ และต่อมาจำเลยก็ตกลงรับ ก. เป็นสมาชิก ธนาคาร พ. สาขาสุรินทร์ จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงในการเป็นสมาชิกของจำเลย ถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่ธนาคาร พ. สาขาสุรินทร์ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 96,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสุรินทร์) หรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่" คำว่ามูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องร้องตามสิทธิและในแต่ละมูลคดีอาจเกิดขึ้นหลายแห่ง คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสมาคมมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกซึ่งถึงแก่ความตายด้วยเงินสงเคราะห์ โดยไม่ประสงค์จะหากำไรมาแบ่งปันกัน ในการดำเนินการรับสมัครสมาชิกของจำเลย จำเลยกระทำโดยมีหนังสือเวียนไปตามธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาต่างๆ เนื่องจากผู้ที่จะเป็นสมาชิกของจำเลยได้จะต้องเป็นพนักงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ เป็นบิดามารดาของพนักงานหรือเป็นบิดามารดาของคู่สมรสพนักงานและผู้สมัครต้องมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ หลังจากจำเลยมีหนังสือเวียนไปที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์แล้ว นายกวนไต๋บิดาโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ ได้สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยโดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับเงินสงเคราะห์ในลำดับแรก พร้อมกับขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ร่วมกันประเภทไม่ใช้สมุดคู่ฝากในชื่อโจทก์ไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสำนักงานใหญ่ เพื่อให้จำเลยหักเงินจากบัญชีดังกล่าวเป็นค่าบำรุงสมาคม เงินสงเคราะห์ศพล่วงหน้า รวมทั้งเงินที่ชำระแก่สมาชิกเมื่อถึงแก่ความตาย โดยผู้จัดการและสมุห์บัญชีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ ร่วมกันลงลายมือชื่อรับรองว่านายกวนไต๋เป็นผู้ฝากเงินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ และมีคุณสมบัติที่ถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยทุกประการ จากนั้นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ จะส่งเอกสารการสมัครดังกล่าวพร้อมทั้งหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องไปให้จำเลยซึ่งมีที่ทำการอยู่ที่กรุงเทพมหานครพิจารณาอนุมัติ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เห็นว่า แม้จำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานครและการตกลงรับนายกวนไต๋เป็นสมาชิกของจำเลยมีการพิจารณาอนุมัติที่กรุงเทพมหานครก็ตาม แต่เมื่อการสมัครสมาชิกของจำเลยและการขอเปิดบัญชีเงินฝากของนายกวนไต๋ดังกล่าวกระทำโดยผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ และต่อมาจำเลยก็ตกลงรับนายกวนไต๋เป็นสมาชิกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงในการเป็นสมาชิกของจำเลยถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นอื่นต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชวนจิตร หนูพันธ์
สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงิน
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
จำเลย — การเกษตร สำนักงานใหญ่
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4471/2551
#495567
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นที่ดินจัดสรรของหมู่บ้านตั้งอยู่ติดกัน หมู่บ้านจัดระบบระบายน้ำเสียเป็นรูปตัวยูล้อมรอบที่ดินแต่ละแปลงเชื่อมต่อกันทุกแปลงให้ไหลลงสู่คลองโคกสาร ท่อระบายน้ำบ้านจำเลยจัดสร้างให้ผ่านที่ดินของโจทก์อยู่เดิมตั้งแต่สร้างหมู่บ้าน การใช้ท่อระบายน้ำดังกล่าวระหว่างผู้ที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันไม่ทำให้ตกเป็นภาระจำยอม การที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยทำท่อระบายน้ำผ่านในที่ดินของโจทก์ขึ้นมาใหม่ก็เพื่อใช้เป็นทางระบายน้ำเสียแทนท่อระบายน้ำเดิมซึ่งอุดตัน เมื่อท่อระบายน้ำเดิมมิได้ตกเป็นภาระจำยอมของจำเลย ท่อระบายน้ำที่ทำขึ้นมาใหม่ก็หาตกเป็นภาระจำยอมแก่จำเลยไม่ ทั้งในการทำท่อระบายน้ำดังกล่าวจำเลยต้องขออนุญาตจากโจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยเองไม่มีสิทธิในที่ดินของโจทก์ที่จะทำท่อระบายน้ำโดยพลการ อีกทั้งจำเลยเริ่มทำท่อระบายน้ำใหม่ในที่ดินของโจทก์เมื่อกลางเดือนกันยายน 2541 คำนวณถึงวันที่จำเลยฟ้องแย้งยังไม่ครบ 10 ปี จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ภาระจำยอมในท่อระบายน้ำใหม่โดยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบ มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์พบว่าจำเลยขุดเจาะกำแพงแนวกั้นเขตที่ดินดังกล่าวเพื่อขุดฝั่งท่อระบายน้ำเสีย และทำบ่อพักน้ำเสียถาวรในที่ดินของโจทก์เพื่อระบายน้ำเสียจากบ้านของจำเลยไหลลงสู่ท่อระบายน้ำสู่บ่อพักน้ำเสียที่จำเลยทำขึ้นในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้ขออนุญาตจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 50,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนท่อระบายน้ำและบ่อพักน้ำเสียออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 34140 ตำบลบางโคล่ (บางขวาง) อำเภอบางคอแหลม (บางรัก) กรุงเทพมหานคร และจัดทำที่ดินของโจทก์ให้มีสภาพเรียบร้อยเหมือนเดิม ให้จำเลยซ่อมแซมรั้วอิฐบล็อกที่กั้นเป็นแนวเขตระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลย ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนท่อระบายน้ำและบ่อพักน้ำเสียออกจากที่ดินของโจทก์เสร็จสิ้น ซ่อมแซมรั้วอิฐบล๊อกและจัดที่ดินของโจทก์ให้มีสภาพเรียบร้อยเหมือนเดิม

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนทางระบายน้ำเป็นภาระจำยอม หากโจทก์ไม่ยินยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา และถ้าไม่เป็นภาระจำยอมให้ศาลมีคำสั่งเป็นทางจำเป็นเพื่อให้จำเลยใช้ทางระบายน้ำเสียลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ

โจทก์ให้การฟ้องแย้งว่า หมู่บ้านวางท่อระบายน้ำผ่านที่ดินด้านข้างของแต่ละแปลงเท่านั้น การจัดทำถนนเหนือใต้ของกรุงเทพมหานครได้ทำท่อระบายน้ำสาธารณะขนาดใหญ่ไว้บริเวณฟุตบาทเพื่อให้เป็นทางระบายน้ำทดลองบางโคล่สารเดิม ส่วนทางระบายน้ำของหมู่บ้านยังใช้ทางเดิมเชื่อมต่อกับทางระบายน้ำสาธารณะที่ทำขึ้นใหม่ โจทก์ไม่เคยตกลงกับจำเลยว่าจะให้ทำท่อระบายน้ำและไม่ยินยอมให้จำเลยทำท่อระบายน้ำผ่านที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ยกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 34140 ตำบลบางโคล่ (บางขวาง) อำเภอบางคอแหลม (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 34141 ตำบลบางโคล่ (บางขวาง) อำเภอบางคอแหลม (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ที่ดินของโจทก์ทางด้านตะวันออกติดกับที่ดินของจำเลยมีกำแพงอิฐบล็อกกั้นแนวเขต ที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นที่ดินจัดสรรของหมู่บ้านจันทร์เจริญ ซึ่งหมู่บ้านดังกล่าวได้จัดทำระบบท่อระบายน้ำทิ้งเป็นรูปตัวยูล้อมรอบที่ดินของแต่ละแปลงเชื่อมต่อกันทุกแปลงเพื่อให้ไหลลงสู่คลองบางโคล่สาร ต่อมาปี 2538 กรุงเทพมหานครเวนคืนที่ดินของโจทก์บางส่วนและถมคลองบางโคล่สาร เพื่อทำเป็นถนนเหนือใต้ กรุงเทพมหานครได้ทำท่อระบายน้ำสาธารณะผ่านหน้าที่ดินของโจทก์ ภายหลังท่อระบายน้ำในที่ดินของโจทก์อุดตันทำให้ท่อระบายน้ำในที่ดินของจำเลยที่เชื่อมต่อกับท่อระบายน้ำของโจทก์ไม่สามารถระบายน้ำออกได้ โจทก์ยินยอมให้จำเลยเข้าทำท่อระบายน้ำใหม่ผ่านที่ดินของโจทก์

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ท่อระบายน้ำที่จำเลยทำขึ้นใหม่ผ่านที่ดินของโจทก์เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นที่ดินจัดสรรของหมู่บ้านจันทร์เจริญเก่า ซึ่งในการทำระบบระบายน้ำเสียทิ้งได้ทำเป็นรูปตัวยูล้อมรอบที่ดินของแต่ละแปลงเชื่อมต่อกันทุกแปลงเพื่อให้ไหลลงสู่คลองบางโคล่สาร ดังนั้น การใช้ท่อระบายน้ำดังกล่าวระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้ตกเป็นภาระจำยอมแต่อย่างใด การที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยทำท่อระบายน้ำผ่านในที่ดินของโจทก์ขึ้นใหม่ก็เพื่อใช้เป็นทางระบายน้ำเสียแทนท่อระบายน้ำเดิมซึ่งอุดตัน ซึ่งท่อระบายน้ำเดิมมิได้ตกเป็นทางภาระจำเลยของจำเลยท่อระบายน้ำที่ทำขึ้นมาใหม่ก็หาตกเป็นภาระจำยอมแก่จำเลยแต่อย่างใดไม่ ในการทำท่อระบายน้ำดังกล่าวจำเลยต้องขออนุญาตทำจากโจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยเองไม่มีสิทธิในที่ดินของโจทก์ที่จะทำท่อระบายน้ำดังกล่าวอีกทั้งจำเลยได้เริ่มทำท่อระบายน้ำในที่ดินของโจทก์เมื่อกลางเดือนกันยายน 2541 เมื่อคำนวณถึงวันที่จำเลยฟ้องแย้งไม่ครบ 10 ปีแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า สิทธิในการได้ภาระจำยอมและทางจำเป็นมีลักษณะเหมือนกัน นั้น เห็นว่า แม้จะเป็นจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้างก็ตามแต่สิทธิในภาระจำยอมก็มีข้อแตกต่างจากทางจำเป็น กล่าวคือทางจำเป็นจะเกิดขึ้นได้เฉพาะใช้เป็นทางเข้าออกของผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินที่ถูกล้อมรอบเท่านั้น มิได้รวมถึงการวางท่อระบายน้ำแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเชิดศักดิ์ หงษ์ดิลกกุล
จำเลย — นางสาวไพรัส อิสสระสงคราม
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4470/2551
#412017
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คัดค้านการสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยขอให้แก้ไขหรือกลับคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 และอนุญาตให้จำเลยทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์โดยไม่ต้องนำค่าเสียหายตามฟ้องมาวางศาล อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ จำเลยต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้ ตามความใน ป.วิ.พ. มาตรา 252

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 247 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวุทธิ โพธิสุนทร
จำเลย — นายสามารถหรือตั้ง ฐิติสุนทรลักษณ์หรือแซ่ลี้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวธิดารัตน์ พิชญดุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — ไม่ปรากฏชื่อ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4466/2551
#413726
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องคดีแพ่งของโจทก์ไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นมาอ้างในคำฟ้อง เพียงแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงและอ้างเหตุผลที่จำเลยต้องรับผิดก็พอ ศาลย่อมมีอำนาจยกบทกฎหมายขึ้นมาปรับแก่คดีตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความเองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 134 เมื่อโจทก์ฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ให้รับผิดทางละเมิด จึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2536 ศาลมีอำนาจนำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาปรับแก่คดีได้

ธนูที่เกิดเหตุใช้ประกอบการแสดงละครวิชาภาษาไทย ซึ่งจำเลยที่ 4 ทำหน้าที่สอนวิชาดังกล่าวให้แก่นักเรียน นอกจากจำเลยที่ 4 จะต้องทำหน้าที่ให้ความรู้อบรมสั่งสอนนักเรียนในวิชาภาษาไทยแล้ว ยังถือว่าจำเลยที่ 4 ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ให้ได้รับความปลอดภัย ให้ประพฤติตนอยู่ในระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน ไม่ไปก่อเรื่องเดือดร้อนเสียหายใดๆ แก่ผู้อื่น การที่จำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนทำธนูเป็นอุปกรณ์การเรียน จำเลยที่ 4 น่าจะใช้ความระมัดระวังคาดหมายหรือเล็งเห็นได้ว่าอาจเกิดอันตรายแก่กายได้ หากนักเรียนนำไปใช้ยิงเล่นใส่กัน และจำเลยที่ 4 ไม่ได้สั่งให้นักเรียนนำธนูไปทำลายทิ้งหรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัยหรือห้ามมิให้นำธนูไปใช้เล่นกัน เพราะยังมีธนูในห้องเรียนอีกหลายคันเช่นวิสัยผู้มีอาชีพครูทั่วไปจะถือปฏิบัติ แต่จำเลยที่ 4 ปฏิบัติไม่ชอบและขาดความรอบคอบจึงเป็นความประมาทเลินเล่อ ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนกระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายแก่ร่างกาย

จำเลยที่ 4 ทำการสอนวิชาภาษาไทยให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนในสังกัดกรมสามัญศึกษาจำเลยที่ 2 เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 2 เมื่อทำให้โจทก์นักเรียนคนหนึ่งที่เรียนวิชาภาษาไทยเสียหายแก่ร่างกาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 4 ได้กระทำตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหาร ควบคุมดูแล ส่งเสริมการศึกษา ให้ความรู้แก่นักเรียนนักศึกษาและประชาชน ตลอดจนวางระเบียบกฎเกณฑ์ปฏิบัติให้สถาบันการศึกษาปฏิบัติตาม ทั้งมีหน้าที่ดูแลนักเรียนให้สังกัดแทนผู้ปกครองจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นข้าราชการครูของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนภูหลวงวิทยา สังกัดจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบบริหารงาน ตลอดจนสอดส่องดูแลนักเรียนในโรงเรียนแทนผู้ปกครองของนักเรียน ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นครูผู้ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 3 ในฐานะหัวหน้าสถานศึกษาให้มีหน้าที่ดูแลนักเรียนในชั่วโมงการสอนวิชาภาษาไทย จำเลยที่ 5 เป็นนักเรียนที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2540 เวลาประมาณ 11.40 นาฬิกา จำเลยที่ 4 ครูผู้สอนวิชาภาษาไทยสั่งให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นำคันธนูซึ่งทำด้วยไม้ใช้เชือกผูกปลายคันธนูทั้งสองข้างดึงเข้าหากันและนำลูกธนูซึ่งทำด้วยไม้ปลายแหลมยาวประมาณ 1 เมตร เป็นอุปกรณ์การเรียนการสอน หลังเสร็จสิ้นการสอนจำเลยที่ 4 น่าจะใช้ความระมัดระวังคาดหมาย หรือเล็งเห็นได้ว่าลูกธนูและคันธนูดังกล่าวอาจเกิดอันตรายแก่กายได้ หากนักเรียนนำไปใช้ยิงเล่นใส่กัน ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง จำเลยที่ 4 ปล่อยให้นักเรียนซึ่งมีโจทก์และจำเลยที่ 5 อยู่ในชั้นเรียนดังกล่าวเลิกการเรียนการสอนก่อนครบกำหนดชั่วโมงเรียนอยู่ในชั้นเรียนกันตามลำพัง โดยไม่ควบคุมดูแลและไม่ได้สั่งให้นักเรียนนำลูกธนูและคันธนูอันเป็นอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนไปทำลายทิ้งหรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัยหรือห้ามมิให้นำอุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้เล่นกันเป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยที่ 5 นำคันธนูและลูกธนูใช้ยิงเล่นใส่กันในห้องเรียน ทำให้ลูกธนูของจำเลยที่ 5 ยิงถูกตาขวาของโจทก์ดวงตาแตกเป็นเหตุให้ตาขวาโจทก์บอด หลังเกิดเหตุโจทก์ให้แพทย์ตรวจรักษา เสียค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินประมาณ 50,000 บาท แต่ดวงตาโจทก์ก็ไม่สามารถมองเห็นได้เหมือนปกติทำให้เสียโอกาสในการมองเห็นในการใช้สายตาประกอบอาชีพการงานอย่างบุคคลปกติในอนาคต ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายแห่งการละเมิดที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานตัวการของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายจากการละเมิดดังกล่าวด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลาพักเที่ยง ไม่อยู่ในชั่วโมงการสอน โจทก์และจำเลยที่ 5 ไม่อยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลยที่ 4 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 4 จัดให้นักเรียนแสดงละครประกอบการเรียนเรื่อง "มหากบิลวานร" แต่ละกลุ่มใช้เวลาประมาณ 20 นาที กลุ่มใดเสร็จให้พักรับประทานอาหารได้ กลุ่มของโจทก์แสดงเวลา 10.50 นาฬิกา ถึง 11.15 นาฬิกา โจทก์แสดงละครเป็นตัวลิงไม่ต้องใช้ธนูประกอบการแสดง ส่วนจำเลยที่ 5 แสดงเป็นตัวลิงเช่นเดียวกัน แต่แสดงในวันถัดไป หลังเสร็จสิ้นการแสดงจำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนนำลูกธนูและคันธนูรวบรวมทำลายทิ้งแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 5 หาเศษไม้ทำคันธนูและลูกธนูขึ้นเล่นกันเองภายหลัง ลูกธนูถูกบริเวณขอบตาขวา ดวงตาโจทก์ไม่แตกและไม่บอดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 5 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 23 มกราคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์หนึ่งในสามของค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ โดยในส่วนของจำเลยที่ 4 ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 23 มกราคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 5 อายุ 15 ปีเท่ากันเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนภูหลวงวิทยา จังหวัดเลย ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐมีจำเลยที่ 4 เป็นข้าราชการครูในสังกัดของจำเลยที่ 2 สอนวิชาภาษาไทยในชั้นเรียนของโจทก์และจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 4 กำหนดให้นักเรียนวิชาภาษาไทยจัดแสดงละครเรื่อง "มหากบิลวานร" โดยให้ผู้ที่แสดงเป็นทหารจะต้องทำคันธนูและลูกธนูมาด้วย หลังเสร็จสิ้นการแสดงโจทก์กับจำเลยที่ 5 ได้ใช้คันธนูและลูกธนูยิงเล่นใส่กัน ลูกธนูของจำเลยที่ 5 ถูกตาขวาของโจทก์ กระจกตาขาวขวาแตกเลยไปกระจกตาดำ เลนส์แก้วตาเคลื่อน ทำให้ตาขวาไม่สามารถมองเห็นเช่นบุคคลทั่วไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลมีอำนาจนำพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาปรับแก่คดีนี้ได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 กับพวก พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว แต่โจทก์มิได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับผิดในผลการละเมิดของการกระทำของจำเลยที่ 4 โดยอาศัยข้อเท็จจริงและหลักของพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ฟ้องโดยอาศัยผลการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่อาจนำความรับผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับตามฟ้องคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า คำฟ้องคดีแพ่งคู่ความไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นมากล่าวอ้างในคำฟ้องเพียงแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงและอ้างเหตุผลที่จำเลยต้องรับผิดก็พอแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจยกบทกฎหมายขึ้นมาปรับแก่คดีตามข้อเท็จจริงที่พิพากษาได้ความเอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 134 คดีนี้โจทก์ฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ให้รับผิดทางละเมิด จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนี้ศาลมีอำนาจนำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 4 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้กำหนดหรือพึงคาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 4 จะทำการสอนโดยใช้ธนูมาเป็นอุปกรณ์ประกอบ จึงเป็นการกระทำนอกเหนือหน้าที่หรือหากเป็นงานในหน้าที่เมื่อสอนเสร็จจำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนนำธนูไปเก็บไว้ในห้องเรียนถือว่าได้ใช้คามระมัดระวังตามสมควรแล้ว จำเลยที่ 4 ไม่มีหน้าที่ต้องดูแลโจทก์และจำเลยที่ 5 อีกต่อไป ไม่ว่าเป็นการนำธนูที่จำเลยที่ 4 ให้นำมาใช้แสดงละครหรือทำธนูขึ้นมาเล่นกันไปก่อเหตุร้ายด้วยความคึกคะนองของโจทก์และจำเลยที่ 5 เอง เพราะเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นได้นั้น พยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ธนูที่นำมาเล่นขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 11.40 นาฬิกา เป็นอุปกรณ์ที่จำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนนำมาใช้ประกอบการแสดงละคร โดยมีนายเด่นชัยเพื่อนร่วมชั้นเรียนพยานโจทก์เบิกความสนับสนุน นายเด่นชัยตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า หลังจากเรียนวิชาภาษาไทยเสร็จใกล้เที่ยงแล้ว จำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนไปรับประทานอาหารไม่ได้สั่งเรื่องธนู เข้าใจว่าธนูคันเกิดเหตุเอามาจากการแสดงละคร ซึ่งนักเรียนหญิงกลุ่มที่แสดงนำมาเก็บไว้ใต้โต๊ะและตอบทนายโจทก์ถามติงว่า ขณะนั้นยังมีธนูของเพื่อนนักเรียนอยู่ในห้องอีกหลายคัน ส่วนจำเลยที่ 4 เบิกความว่า จำเลยที่ 4 กลับจากรับประทานอาหารกลางวันทราบจากอาจารย์คนอื่นและนักเรียนว่า โจทก์และจำเลยที่ 5 นำธนูมาเล่นกันเมื่อสอบถามแล้วทราบว่านำไม้มาจากข้างโรงเรียนมาทำและเก็บมาจากถังขยะ เห็นว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุหรือเห็นธนูคันเกิดเหตุ จึงเป็นการไม่แน่ชัดแต่ได้ความจากนายอาณัติพยานจำเลยซึ่งเป็นครูเวรได้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ว่า โจทก์ชวนจำเลยที่ 5 ไปเล่นต่อสู้กัน โดยใช้ธนูประกอบการแสดงละครที่บุคคลทั้งสองยังไม่ได้ทิ้งขยะมายิงต่อสู้กัน ตามสำเนาบันทึกข้อความเอกสารหมาย ล.8 ตามบันทึกดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ว่านายอาณัติได้สอบถามโจทก์และจำเลยที่ 5 หลังเกิดเหตุเกือบทันทีน่าเชื่อว่าเป็นความจริง ประกอบกับเหตุเกิดหลังจากเสร็จการแสดงละครไม่นานโจทก์และจำเลยที่ 5 ยังไม่ทันหาไม้จากข้างโรงเรียนมาทำนอกจากใช้ธนูที่มีอยู่แล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ธนูที่เกิดเหตุเป็นธนูที่ใช้ประกอบการแสดงละครวิชาภาษาไทย ซึ่งจำเลยที่ 4 ทำหน้าที่สอนวิชาดังกล่าวให้แก่นักเรียน ดังนั้น นอกจากจำเลยที่ 4 จะต้องทำหน้าที่ให้ความรู้อบรมสั่งสอนนักเรียนในวิชาภาษาไทยแล้ว ยังถือว่าจำเลยที่ 4 ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ให้ได้รับความปลอดภัย ให้ประพฤติตนอยู่ในระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน ไม่ไปก่อเรื่องเดือดร้อนเสียหายใดๆ แก่ผู้อื่น การที่จำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนทำธนูเป็นอุปกรณ์การเรียน จำเลยที่ 4 น่าจะใช้ความระมัดระวังคาดหมายหรือเล็งเห็นได้ว่าธนูดังกล่าวอาจเกิดอันตรายแก่กายได้ หากนักเรียนนำไปใช้ยิงเล่นใส่กัน และจำเลยที่ 4 ไม่ได้สั่งให้นักเรียนนำธนูไปทำลายทิ้งหรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัยหรือห้ามมิให้นำธนูไปใช้เล่นกันเพราะปรากฏว่ายังมีธนูในห้องเรียนอีกหลายคันเช่นวิสัยผู้มีอาชีพครูทั่วไปจะถือปฏิบัติ แต่จำเลยที่ 4 ปฏิบัติไม่ชอบและขาดความรอบคอบจึงเป็นความประมาทเลินเล่อ มิได้เป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นได้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใด กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนกระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายแก่ร่างกายการที่จำเลยที่ 4 ทำการสอนวิชาภาษาไทยให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนภูหลวงวิทยา เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 2 เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการดังกล่าวของจำเลยที่ 4 ทำให้โจทก์นักเรียนคนหนึ่งที่เรียนวิชาภาษาไทยเสียหายแก่ร่างกายจำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 4 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์สมัครใจร่วมก่อเหตุเสี่ยงภัยเองกับจำเลยที่ 5 และทางโรงเรียนภูหลวงวิทยาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์จำนวน 20,000 บาท จำเลยที่ 5 ชดใช้ให้จำนวน 15,000 บาท รวมเป็นจำนวน 35,000 บาท ซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลบางส่วนแล้ว ทั้งตามความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจรักษามีความเห็นว่าค่ารักษาพยาบาลโจทก์ไม่เกิน 30,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 80,000 บาท จึงสูงเกินความเป็นจริงนั้น เห็นว่า โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ร่างกายได้ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายในการรักษาตาจำนวน 50,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานจำนวน 100,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย แม้จะมีบุคคลอื่นนำเงินมามอบให้แก่โจทก์แล้วบางส่วนก็ไม่อาจทำให้ความรับผิดชอบตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 ต้องลดน้อยลงไปด้วย จึงไม่อาจนำเงินที่ทางโรงเรียนภูหลวงวิทยาและจำเลยที่ 5 ช่วยเหลือโจทก์จำนวน 35,000 บาท มาหักออกจากค่าเสียหายที่ศาลกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวน 30,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานจำนวน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 80,000 บาท โดยพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด รวมทั้งที่โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยเล่นยิงธนูใส่กันกับจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 ก็มีส่วนรับผิดเช่นเดียวกันตามที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วและศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายทั้งสองจำนวนรวมเป็นเงิน 80,000 บาท จึงไม่เป็นจำนวนที่สูงเกินความเป็นจริงตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายของโจทก์จำนวนดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 134
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชายขจรศักดิ์ แก้วสุขแสงฯ
จำเลย — กระทรวงศึกษาธิการ
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4466/2551
#492411
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องคดีแพ่งคู่ความไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นมากล่าวอ้างในคำฟ้องเพียงแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงและอ้างเหตุผลที่จำเลยต้องรับผิดก็พอแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจยกบทกฎหมายขึ้นมาปรับแก่คดีตามข้อเท็จจริงที่พิพากษาได้ความเองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 134 คดีนี้โจทก์ฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ให้รับผิดทางละเมิด จึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ดังนี้ ศาลมีอำนาจนำ พ.ร.บ. ดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ได้

ธนูที่เกิดเหตุเป็นธนูที่ใช้ประกอบการแสดงละครวิชาภาษาไทย ซึ่งจำเลยที่ 4 ทำหน้าที่สอนวิชาดังกล่าวให้แก่นักเรียน ดังนั้น นอกจากจำเลยที่ 4 จะต้องทำหน้าที่ให้ความรู้อบรมสั่งสอนนักเรียนในวิชาภาษาไทยแล้ว ยังถือว่าจำเลยที่ 4 ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ให้ได้รับความปลอดภัย ให้ประพฤติตนอยู่ในระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน ไม่ไปก่อเรื่องเดือดร้อนเสียหายใดๆ แก่ผู้อื่น การที่จำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนทำธนูเป็นอุปกรณ์การเรียน จำเลยที่ 4 น่าจะใช้ความระมัดระวัง คาดหมายหรือเล็งเห็นได้ว่าธนูดังกล่าวอาจเกิดอันตรายแก่กายได้ หากนักเรียนนำไปใช้ยิงเล่นใส่กัน และจำเลยที่ 4 ไม่ได้สั่งให้นักเรียนนำธนูไปทำลายทิ้งหรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัยหรือห้ามมิให้นำธนูไปใช้เล่นกัน เพราะปรากฏว่ายังมีธนูในห้องเรียนอีกหลายคันเช่นวิสัยผู้มีอาชีพครูทั่วไปจะพึงปฏิบัติ แต่จำเลยที่ 4 ปฏิบัติไม่ชอบและขาดความรอบคอบจึงเป็นความประมาทเลินเล่อ มิได้เป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นได้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใด กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนกระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายแก่ร่างกาย การที่จำเลยที่ 4 ทำการสอนวิชาภาษาไทยให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียน ภ. เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 2 เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการดังกล่าวของจำเลยที่ 4 ทำให้โจทก์นักเรียนคนหนึ่งที่เรียนวิชาภาษาไทยเสียหายแก่ร่างกาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 4 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ร่างกายได้ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายในการรักษาตาจำนวน 50,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานจำนวน 100,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย แม้จะมีบุคคลอื่นนำเงินมามอบให้แก่โจทก์แล้วบางส่วนก็ไม่อาจทำให้ความรับผิดชอบตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 ต้องลดน้อยลงไปด้วย จึงไม่อาจนำเงินที่ทางโรงเรียน ภ. และจำเลยที่ 5 ช่วยเหลือโจทก์จำนวน 35,000 บาท มาหักออกจากค่าเสียหายที่ศาลกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวน 30,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานจำนวน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 80,000 บาท โดยพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด รวมทั้งที่โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยเล่นยิงธนูใส่กันกับจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 ก็มีส่วนรับผิดเช่นเดียวกันตามที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วและศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายทั้งสองจำนวนรวมเป็นเงิน 80,000 บาท จึงไม่เป็นจำนวนที่สูงเกินความเป็นจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2540 เวลาประมาณ 11.40 นาฬิกา จำเลยที่ 4 ครูผู้สอนวิชาภาษาไทยสั่งให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นำคันธนูซึ่งทำด้วยไม้ใช้เชือกผูกปลายคันธนูทั้งสองข้างดึงเข้าหากันและนำลูกธนูซึ่งทำด้วยไม้ปลายแหลมยาวประมาณ 1 เมตร เป็นอุปกรณ์การเรียนการสอน จำเลยที่ 4 ปล่อยให้นักเรียนซึ่งมีโจทก์และจำเลยที่ 5 อยู่ในชั้นเรียนดังกล่าวเลิกการเรียนการสอนก่อนครบกำหนดชั่วโมงเรียนอยู่ในชั้นเรียนกันตามลำพัง โดยไม่ควบคุมดูแลและไม่ได้สั่งให้นักเรียนนำลูกธนูและคันธนูอันเป็นอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนไปทำลายทิ้งหรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัยหรือห้ามมิให้นำอุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้เล่นกันเป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยที่ 5 นำคันธนูและลูกธนูใช้ยิงเล่สนใส่กันในห้องเรียน ทำให้ลูกธนูของจำเลยที่ 5 ยิงถูกตาขวาของโจทก์ ดวงตาแตกเป็นเหตุให้ตาขวาโจทก์บอดหลังเกิดเหตุโจทก์ให้แพทย์ตรวจรักษา เสียค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินประมาณ 50,000 บาท แต่ดวงตาโจทก์ก็ไม่สามารถมองเห็นได้เหมือนปกติทำให้เสียโอกาสในการมองเห็นในการใช้สายตาประกอบอาชีพการงานอย่างบุคคลปกติในอนาคต ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายแห่งการละเมิดที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะตัวการของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายจากการละเมิดดังกล่าวด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลาพักเที่ยง ไม่อยู่ในชั่วโมงการสอน โจทก์และจำเลยที่ 5 ไม่อยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลยที่ 4 ดวงตาโจทก์ไม่แตกและไม่บอดตามฟ้อง โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาไม่ถึง 50,000 บาท และไม่เสียโอกาสที่จะใช้ดวงตาทำงานในอนาคต หลังเกิดเหตุคณะครูโรงเรียนภูหลวงวิทยา ร่วมกันจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์แล้วจำนวน 20,000 บาท คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 5 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 23 มกราคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์หนึ่งในสามของค่ฤชาธรรมเนียมทั้งหมด เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ โดยในส่วนของจำเลยที่ 4 ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 23 มกราคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 5 อายุ 15 ปี เท่ากัน เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนภูหลวงวิทยา จังหวัดเลย ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐ มีจำเลยที่ 4 เป็นข้าราชการครูในสังกัดของจำเลยที่ 2 สอนวิชาภาษาไทยในชั้นเรียนของโจทก์และจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 4 กำหนดให้นักเรียนวิชาภาษาไทย จัดแสดงละครเรื่อง "มหากบิลวานร" โดยให้ผู้ที่แสดงเป็นทหารจะต้องทำคัดธนูและลูกธนูมาด้วย หลังเสร็จสิ้นการแสดงโจทก์กับจำเลยที่ 5 ได้ใช้คันธนูและลูกธนูยิงเล่นใส่กัน ลูกธนูของจำเลยที่ 5 ถูกตาขวาของโจทก์ กระจกตาขาวขวาแตกเลยไปกระจกตาดำ เลนส์แก้วตาเคลื่อน ทำให้ตาขวาไม่สามารถมองเห็นเช่นบุคคลทั่วไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า ศาลมีอำนาจนำพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาปรับแก่คดีนี้ได้หรือไม่โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 กับพวก พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว แต่โจทก์มิได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับผิดในผลการละเมิดของการกระทำของจำเลยที่ 4 โดยอาศัยข้อเท็จจริงและหลักของพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ฟ้องโดยอาศัยผลการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่อาจนำความรับผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับตามฟ้องคดีนี้ได้นั้นเห็นว่า คำฟ้องคดีแพ่งคู่ความไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นมากล่าวอ้างในคำฟ้องเพียงแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงและอ้างเหตุผลที่จำเลยต้องรับผิดก็พอแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจยกบทกฎหมายขึ้นมาปรับแก่คดีตามข้อเท็จจริงที่พิพากษาได้ความเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 134 คดีนี้โจทก์ฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ให้รับผิดทางละเมิด จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนี้ศาลมีอำนาจนำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปนี้ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 4 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้กำหนดหรือพึงคาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 4 จะทำการสอนโดยใช้ธนูมาเป็นอุปกรณ์ประกอบ จึงเป็นการกระทำนอกเหนือหน้าที่หรือหากเป็นงานในหน้าที่เมื่อสอนเสร็จจำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนนำธนูไปเก็บไว้ในห้องเรียนถือว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว จำเลยที่ 4 ไม่มีหน้าที่ต้องดูแลโจทก์และจำเลยที่ 5 อีกต่อไป ไม่ว่าเป็นการที่นำธนูที่จำเลยที่ 4 ให้นำมาใช้แสดงละครหรือทำธนูขึ้นมาเล่นกันไปก่อเหตุร้ายด้วยความคึกคะนองของโจทก์และจำเลยที่ 5 เอง เพราะเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นได้นั้น พยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ธนูที่นำมาเล่นขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 11.40 นาฬิกา เป็นอุปกรณ์ที่จำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนนำมาใช้ประกอบการแสดงละคร โดยมีนายเด่นชัยเพื่อนร่วมชั้นเรียนโจทก์เบิกความสนับสนุน นายเด่นชัยตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า หลังจากเรียนวิชาภาษาไทยเสร็จใกล้เที่ยงแล้ว จำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนไปรับประทานอาหารไม่ได้สั่งเรื่องธนู เข้าใจว่าธนูคันเกิดเหตุเอามาจากการแสดงละคร ซึ่งนักเรียนหญิงกลุ่มที่แสดงนำมาเก็บไว้ใต้โต๊ะและตอบทนายโจทก์ถามติงว่า ขณะนั้นยังมีธนูของเพื่อนนักเรียนอยู่ในห้องอีกหลายคัน ส่วนจำเลยที่ 4 เบิกความว่า จำเลยที่ 4 กลับจากรับประทานอาหารกลางวันทราบจากอาจารย์คนอื่นและนักเรียนว่า โจทก์และจำเลยที่ 5 นำธนูมาเล่นกันเมื่อสอบถามแล้วทราบว่านำไม้มาจากข้างโรงเรียนมาทำและเก็บมาจากถังขยะ เห็นว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุหรือเห็นธนูคันเกิดเหตุจึงเป็นการไม่แน่ชัด แต่ได้ความจากนายอาณัติพยานจำเลยซึ่งเป็นครูเวรได้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ว่า โจทก์ชวนจำเลยที่ 5 ไปเล่นต่อสู้กัน โดยใช้ธนูประกอบการแสดงละครที่บุคคลทั้งสองยังไม่ได้ทิ้งขยะมายิงต่อสู้กัน ตามสำเนาบันทึกข้อความเอกสารหมาย ล.8 ตามบันทึกดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ว่านายอาณัติได้สอบถามโจทก์และจำเลยที่ 5 หลังเกิดเหตุเกือบทันทีน่าเชื่อว่าเป็นความจริง ประกอบกับเหตุเกิดหลังจากเสร็จการแสดงละครไม่นาน โจทก์และจำเลยที่ 5 ยังไม่ทันหาไม้จากข้างโรงเรียนมาทำ นอกจากใช้ธนูที่มีอยู่แล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ธนูที่เกิดเหตุเป็นธนูที่ใช้ประกอบการแสดงละครวิชาภาษาไทย ซึ่งจำเลยที่ 4 ทำหน้าที่สอนวิชาดังกล่าวให้แก่นักเรียน ดังนั้น นอกจากจำเลยที่ 4 จะต้องทำหน้าที่ให้ความรู้อบรมสั่งสอนนักเรียนในวิชาภาษาไทยแล้ว ยังถือว่าจำเลยที่ 4 ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ให้ได้รับความปลอดภัย ให้ประพฤติตนอยู่ในระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน ไม่ไปก่อเรื่องเดือดร้อนเสียหายใด ๆ แก่ผู้อื่น การที่จำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนทำธนูเป็นอุปกรณ์การเรียน จำเลยที่ 4 น่าจะใช้ความระมัดระวังคาดหมายหรือเล็งเห็นได้ว่าธนูดังกล่าวอาจเกิดอันตรายแก่กายได้ หากนักเรียนนำไปใช้ยิงเล่นใส่กัน และจำเลยที่ 4 ไม่ได้สั่งให้นักเรียนนำธนูไปทำลายทิ้งหรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัยหรือห้ามมิให้นำธนูไปใช้เล่นกันเพราะปรากฏว่ายังมีธนูในห้องเรียนอีกหลายคันเช่นวิสัยผู้มีอาชีพครูทั่วไปจะพึงปฏิบัติ แต่จำเลยที่ 4 ปฏิบัติไม่ชอบและขาดความรอบคอบจึงเป็นความประมาทเลินเล่อ มิได้เป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นได้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใด กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนกระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายแก่ร่างกาย การที่จำเลยที่ 4 ทำการสอนวิชาภาษาไทยให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนภูหลวงวิทยา เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 2 เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการดังกล่าวของจำเลยที่ 4 ทำให้โจทก์นักเรียนคนหนึ่งที่เรียนวิชาภาษาไทยเสียหายแก่ร่างกาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 4 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายมีว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าโจทก์สมัครใจร่วมก่อเหตุเสี่ยงภัยเองกับจำเลยที่ 5 และทางโรงเรียนภูหลวงวิทยาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์จำนวน 20,000 บาท จำเลยที่ 5 ชดใช้ให้จำนวน 15,000 บาท รวมเป็นจำนวน 35,000 บาท ซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลบางส่วนแล้ว ทั้งตามความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจรักษามีความเห็นว่าค่ารักษาพยาบาลโจทก์ไม่เกิน 30,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 80,000 บาท จึงสูงเกินความเป็นจริงนั้น เห็นว่า โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ร่างกายได้ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายในการรักษาตาจำนวน 50,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานจำนวน 100,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย แม้จะมีบุคคลอื่นนำเงินมามอบให้แก่โจทก์แล้วบางส่วนก็ไม่อาจทำให้ความรับผิดชอบตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 ต้องลดน้อยลงไปด้วย จึงไม่อาจนำเงินที่ทางโรงเรียนภูหลวงวิทยาและจำเลยที่ 5 ช่วยเหลือโจทก์จำนวน 35,000 บาท มาหักออกจากค่าเสียหายที่ศาลกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวน 30,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานจำนวน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 80,000 บาท โดยพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด รวมทั้งที่โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยเล่นยิงธนูใส่กันกับจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 ก็มีส่วนรับผิดเช่นเดียวกันตามที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วและศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายทั้งสองจำนวนรวมเป็นเงิน 80,000 บาท จึงไม่เป็นจำนวนที่สูงเกินความเป็นจริงตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายของโจทก์จำนวนดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 ม. 442
ป.วิ.พ. ม. 134
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
เด็กชายขจรศักดิ์ แก้วสุขแสง
โดยนางสังวาร แก้วสุขแสง
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — กระทรวงศึกษาธิการ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4465/2551
#497308
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยทั้งสี่ มีประเด็นข้อพิพาทแต่เพียงว่าการลงมติถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 แล้วแต่งตั้ง ค. เป็นกรรมการในการประชุมสามัญครั้งที่ 1/2543 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2543 ของบริษัทจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด เมื่อทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสี่มิได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงเรื่องการประชุมสามัญครั้งที่ 2/2543 ไว้ในคำฟ้องและคำให้การ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง นอกประเด็น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้จำเลยทั้งสี่จะอ้างว่าได้ขออนุญาตศาลชั้นต้นเพื่อขอนำสืบข้อเท็จจริงในประเด็นนี้แล้วก็ตาม อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนมติที่ประชุมสามัญประจำปี 2543 ของจำเลยที่ 1 ที่ถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งกรรมการของจำเลยที่ 1 ให้เป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนนำโจทก์เข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และจดทะเบียนถอดถอนนายคีรีออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นับแต่วันละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 500,000 บาท และในอัตราเดือนละ 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครนำโจทก์เข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมสามัญประจำปี 2543 ของจำเลยที่ 1 ที่ถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งกรรมการของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนนำโจทก์เข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และจดทะเบียนถอดถอนนายคีรีออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสี่ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่สอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้จัดการและจำเลยที่ 4 เป็นรองกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2543 จำเลยที่ 3 มีหนังสือเชิญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เข้าร่วมประชุมสามัญประจำปี 2543 ในวันที่ 18 มีนาคม 2543 เวลา 15.30 นาฬิกา โดยหนังสือเชิญประชุมกำหนดระเบียบวาระการประชุม 3 วาระ คือ วาระที่ 1 เรื่องรับรองรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2542 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2542 วาระที่ 2 เรื่องรับทราบผลการตรวจสอบบัญชีของบริษัทอารีมา จำกัด และวาระที่ 3 เรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี) ตามหนังสือเชิญประชุม เมื่อถึงกำหนดการประชุมสามัญประจำปี 2543 มีจำเลยที่ 2 เป็นประธานที่ประชุม ที่ประชุมได้พิจารณาวาระที่ 1 และลงมติรับรองรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2542 จากนั้นที่ประชุมได้มีมติให้นำวาระที่ 3 เรื่องอื่น ๆ ขึ้นพิจารณาก่อนวาระที่ 2 ที่ประชุมจึงได้พิจารณาวาระที่ 3 เรื่องอื่น ๆ จนเสร็จ จำเลยที่ 2 ขอให้ที่ประชุมพิจารณาวาระที่ 2 เรื่องรับทราบผลการตรวจสอบบัญชีของบริษัทอารีมา จำกัด ระหว่างการประชุมโจทก์และผู้ถือหุ้นบางคนได้ออกจากที่ประชุม ที่ประชุมที่เหลือได้มีการหยิบยกเรื่องการถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งกรรมการของจำเลยที่ 1 และแต่งตั้งนายคีรีเป็นกรรมการแทนโจทก์ ซึ่งไม่มีบรรจุไว้ในระเบียบวาระการประชุม ขัดต่อข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ 1 ข้อ 13 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1175 วรรคสอง มติที่ให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการกรรมการ และแต่งตั้งนายคีรีเป็นกรรมการแทน จึงเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า แม้มติของผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 จะกระทำไปโดยขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 แต่ต่อมาในระหว่างที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้มีการประชุมสามัญครั้งที่ 2/2543 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2543 ที่ประชุมได้มีมติยืนยันมติเดิมของการประชุมครั้งที่ 1/2543 ที่ให้ถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการและแต่งตั้งนายคีรีเป็นกรรมการแทนโจทก์ ทำให้การถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการและแต่งตั้งนายคีรีเป็นมิติที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลฎีกาหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยทั้งสี่ มีประเด็นข้อพิพาทแต่เพียงว่า การลงมติถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 แล้วแต่งตั้งนายคีรีเป็นกรรมการ ในการประชุมสามัญครั้งที่ 1/2543 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2543 ของบริษัทจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 หรือไม่และโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด เมื่อทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสี่มิได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงเรื่องการประชุมสามัญครั้งที่ 2/2543 ไว้ในคำฟ้องและคำให้การ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง นอกประเด็น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้จำเลยทั้งสี่จะอ้างว่าได้ขออนุญาตศาลชั้นต้นเพื่อขอนำสืบข้อเท็จจริงในประเด็นนี้แล้วก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และไม่รับวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสี่"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสี่ คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสี่ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัณฑูร ชุณหสวัสดิกุล
จำเลย — บริษัทอาร์. เค. นิจิโกะ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4459/2551
#424989
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารซึ่งแนบมากับสำเนาหนังสือของโจทก์ที่ส่งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งขอให้ระงับการก่อสร้างหลังคาคลุมถนนกันแดดมีข้อความว่า "พวกเราชาวแม่ค้าทั้งหลายต้องช่วยกันต่อต้านคนรวยทั้งหลายที่ชอบรับแก (ที่ถูก รังแก) คนจนอย่างพวกเราแม่ค้าทั้งหลาย ตอนนี้สมาชิกสภาเทศบาลบางคนที่เป็นคนรวย ทำเรื่องระงับการก่อสร้างหลังคาคลุมแดด (ที่ถูก หลังคาคลุมถนนกันแดด) ที่ทางเทศบาลทำให้กับพวกเราแต่มีสมาชิกเทศบาลซึ่งพวกเราได้อุตส่าห์เสียเวลาหยุดขายของไปเลือกมันมาเป็นผู้แทนของเรา พอเวลามันได้เป็นแล้วมันกับ (ที่ถูก กลับ) มาต่อต้านพวกเรา ซึ่งเป็นแม่ค้าขายของจน ๆ อย่างพวกเรา มันทำเรื่องร้องเรียนไปทางเทศบาลพวกเรารอง (ที่ถูก ลอง) อ่านดูว่ามันทำถูกหรือทำผิด" นั้น มีความหมายว่า โจทก์ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบล ภ. แล้วเพราะพ่อค้าแม่ค้าในตลาด 13 เมตร หยุดขายของไปเลือกตั้งมาไม่รู้จักบุญคุณ มีหนังสือให้ระงับการก่อสร้างหลังคากันแดดที่เทศบาลตำบล ภ. ชุดเดิมก่อสร้างค้างไว้ ย่อมทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่ขายในตลาดดังกล่าวซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 3 ด้วย เดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาฝนตกไม่อาจใช้ร่มใหญ่กันน้ำฝนได้ ทำให้การค้าขายของจำเลยที่ 3 กับพวกไม่สะดวก เป็นการรังแกคนจนแทนที่จะช่วยดูแล ทำให้โจทก์ในฐานะสมาชิกสภาเทศบาลต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง อาจทำให้โจทก์ไม่ได้รับเลือกตั้งในวาระต่อไปได้ แม้ว่าในข้อความดังกล่าวไม่ได้ระบุว่า โจทก์กระทำการดังกล่าวเพราะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนก็ตาม การที่จำเลยที่ 3 แจกหนังสือดังกล่าวนั้นจึงมิใช่เพราะถูกกดดันอย่างมาก จนมีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจต้องระบายความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจนี้ให้พ่อค้าแม่ค้าฟัง เพราะการที่ไม่มีหลังคากันแดด จำเลยที่ 3 กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดก็ยังขายสินค้าได้ โดยใช้ร่มบังแสงอาทิตย์แทน จำเลยที่ 3 กับพวกพ่อค้าแม่ค้าอาจต้องงดขายสินค้าบ้าง ถ้าฝนตกหนัก แต่ในสถานการณ์เช่นนั้น โอกาสที่ลูกค้าจะมาสซื้อสินค้าก็อาจไม่มีหรือมีน้อยและการที่จำเลยที่ 3 งดขายของไปเลือกโจทก์เป็นสมาชิกสภาเทศบาลนั้นก็เป็นหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อรับใช้สังคม ไม่อาจคาดหวังว่าถ้าเลือกโจทก์มาแล้ว โจทก์ต้องทำการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 3 และพวกพ่อค้าแม่ค้าเพียงประการเดียว โดยไม่คำนึงถึงความสงบสุขในสังคม กรณีฟังได้ว่าเอกสารที่จำเลยที่ 3 แจกจ่ายดังกล่าวมีข้อความหมิ่นประมาทตามฟ้อง อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 3 แจกจ่ายเอกสารดังกล่าวก็เนื่องมาจากจำเลยที่ 3 เป็นพ่อค้าคนหนึ่งที่ค้าขายในตลาด 13 เมตร ซึ่งได้รับผลกระทบและมีส่วนได้เสียในการก่อสร้างหรือระงับการก่อสร้างหลังคาคลุมถนนการกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรมของจำเลยที่ 3 ที่จะป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) จำเลยที่ 3 ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 83 และสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทุกฉบับ และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับละ 7 วัน โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้ประทับฟัอง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เสียจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์สฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งแนบมากับสำเนาหนังสือของโจทก์ที่ส่งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งขอให้ระงับการก่อสร้างหลังคาดคลุมถนนกันแดดมีข้อความว่า "พวกเราชาวแม่ค้าทั้งหลายต้องช่วยกันต่อต้านพวกคนรวยทั้งหลายที่ชอบรับแก (ที่ถูก รังแก) คนจนอย่างพวกเราแม่ค้าทั้งหลาย ตอนนี้สมาชิกเทศบาลบางคนที่เป็นคนรวย ทำเรื่องระงับการก่อสร้างหลังคาดคลุมแดด (ที่ถูก หลังคาคลุมถนนกันแดด) ที่ทางเทศบาลทำให้กับพวกเรา แต่มีสมาชิกเทศบาลซึ่งพวกเราได้อุตส่าห์เสียเวลาหยุดขายของไปเลือกมันมาเป็นผู้แทนของเรา พอเวลามันได้เป็นแล้วมันกับ (ที่ถูก กลับ) มาต่อต้านพวกเรา ซึ่งเป็นแม่ค้าขายของจน ๆ อย่างพวกเรา มันทำเรื่องร้องเรียนไปทางเทศบาล พวกเรารอง (ที่ถูก ลอง) อ่านดูว่ามันทำถูกหรือทำผิด" นั้น มีความหมายว่า โจทก์ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลภาชีแล้ว เพราะพ่อค้าแม่ค้าในตลาด 13 เมตร หยุดขายของไปเลือกตั้งมาไม่รู้จักบุญคุณ มีหนังสือให้ระงับการก่อสร้างหลังคากันแดดที่เทศบาลตำบลภาชีชุดเดิมก่อสร้างค้างไว้ ย่อมทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่ค้าขายในตลาดดังกล่าวซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 3 ด้วย เดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาฝนตกไม่อาจใช้ร่มใหญ่กันน้ำฝนได้ ทำให้การค้าขายของจำเลยที่ 3 กับพวกไม่สะดวก เป็นการรังแกคนจนแทนที่จะช่วยดูแล ทำให้โจทก์ในฐานะสมาชิกสภาเทศบาลต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง อาจทำให้โจทก์ไม่ได้รับเลือกตั้งในวาระต่อไปได้ แม้ว่าในข้อความดังกล่าวไม่ได้ระบุว่า โจทก์กระทำการดังกล่าวเพราะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนก็ตาม การที่จำเลยที่ 3 แจกหนังสือเอกสารหมาย จ.1 ดังกล่าวนั้นจึงมิใช่เพราะถูกกดดันอย่างมากจนมีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ต้องระบายความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจนี้ให้พ่อค้าแม่ค้าฟัง เพราะการที่ไม่มีหลังคากันแดด จำเลยที่ 3 กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดก็ยังขายสินค้าได้ โดยใช้ร่มบังแสงอาทิตย์แทน จำเลยที่ 3 กับพวกพ่อค้าแม่ค้าอาจต้องงดขายสินค้าบ้าง ถ้าฝนตกหนัก แต่ในสถานการณ์เช่นนั้น โอกาสที่ลูกค้าจะมาซื้อสินค้าก็อาจไม่มีหรือมีน้อย และการที่จำเลยที่ 3 งดขายของไปเลือกโจทก์เป็นมาชิกสภาเทศบาลนั้นก็เป็นหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อรับใช้สังคม ไม่อาจคาดหวังว่าถ้าเลือกโจทก์มาแล้ว โจทก์ต้องทำการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 3 และพวกพ่อค้าแม่ค้าเพียงประการเดียว โดยไม่คำนึงถึงความสงบสุขในสังคม กรณีฟังได้ว่าเอกสารที่จำเลยที่ 3 แจกจ่ายดังกล่าวมีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้อง อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 3 แจกจ่ายเอกสารดังกล่าวก็เนื่องมาจากจำเลยที่ 3 เป็นพ่อค้าคนหนึ่งที่ค้าขายในตลาด 13 เมตร ซึ่งได้รับผลกระทบและมีส่วนได้เสียในการก่อสร้างหรือระงับการก่อสร้างหลังคาคลุมถนน การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมของจำเลยที่ 3 ที่จะป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) จำเลยที่ 3 ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328 ม. 329 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวันชัย รอดบำรุง
จำเลย — นายมานิตย์ รัตนพันธุ์ศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4456/2551
#419402
เปิดฉบับเต็ม

ใบสั่งจ่ายสินค้าที่โจทก์ร่วมมอบให้แก่ ส. ผู้รับจ้างขนส่งปุ๋ยเป็นเพียงหลักฐานเพื่อนำไปเบิกปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วม การที่จำเลยที่ 1 รับซื้อใบสั่งจ่ายสินค้าจาก ท. ซึ่งเป็นผู้รับจ้างขนส่งช่วงจาก ส. โดยคิดตามมูลค่าปุ๋ยที่ระบุในใบสั่งจ่ายสินค้าโดยต้องการนำใบสั่งจ่ายสินค้าไปรับปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วม มิใช่เป็นการรับซื้อเฉพาะใบสั่งจ่ายสินค้า ทั้ง ท. รู้ว่าจำเลยที่ 1 จะนำใบสั่งจ่ายสินค้าไปรับปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์ของตน ท. และจำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวการร่วมกันลักปุ๋ยของโจทก์ร่วมไปโดยใช้ใบสั่งจ่ายสินค้าเป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายสินค้า การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานลักปุ๋ยของโจทก์ร่วมมิใช่เป็นเพียงรับของโจรใบสั่งจ่ายสินค้า

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร และจำเลยที่ 1 ไม่ได้หลงข้อต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันเอาปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 จำนวน 522 ถุง น้ำหนักถุงละ 50 กิโลกรัม รวมหนัก 26.100 ตัน ราคา 200,000 บาท และถุงปุ๋ยจำนวน 131 ใบ ราคา 1,000 บาท รวมราคา 201,000 บาท ของบริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยใช้รถยนต์บรรทุก 1 คัน เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ครอบครองปุ๋ยและถุงปุ๋ยดังกล่าว ทั้งนี้จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายร่วมกับจำเลยที่ 2 ลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปหรือมิฉะนั้นจำเลยที่ 1 รับของโจรโดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับเอาทรัพย์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 กับพวกโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 (1) (7), 336 ทวิ, 357 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 201,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง จำคุก 6 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนปุ๋ยตามฟ้องหรือใช้ราคาเป็นเงิน 200,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง โจทก์ร่วมได้ขายปุ๋ยสูตร 16-20-0 จำนวน 522 ถุง น้ำหนักรวม 26.100 ตัน ราคา 200,000 บาท และถุงปุ๋ย 131 ใบ ราคา 1,000 บาท ให้แก่บริษัทเจ้าพระยาพืชไร่ จำกัด เพื่อจำหน่ายต่อให้แก่สำนักปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยว่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดธนากร โดยนายสุชาติเป็นผู้ขนส่งไปเก็บไว้ที่โกดังของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรจังหวัดเชียงราย และมอบใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 ที่ประทับตราว่า ห้ามซื้อขาย ให้แก่ผู้ขนส่งเพื่อนำไปรับสินค้าปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วมไปส่งตามที่ตกลง แต่นายสุชาติได้ว่าจ้างให้นายทศพลรับขนช่วงอีกต่อหนึ่ง โดยมอบใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่นายทศพลนำไปรับสินค้าปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วมไปส่งแทน ต่อมามีคนลักปุ๋ยจำนวน 522 กระสอบ ราคา 200,000 บาท ของโจทก์ร่วมดังกล่าวไปโดยใช้ใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 ที่นายสุชาติมอบให้แก่นายทศพลไปเบิกสินค้าปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายภูมิเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 เวลาประมาณ 16 หรือ 17 นาฬิกา มีจำเลยที่ 2 นำใบสั่งจ่ายสินค้าของโจทก์ร่วมตามเอกสารหมาย จ.1 มารับสินค้าปุ๋ย จำนวน 522 กระสอบ โดยใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80-1259 สิงห์บุรี มารับสินค้า และให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อในช่องผู้รับสินค้าตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับในข้อนี้และยังเบิกความว่า จำเลยที่ 1 นำใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 มาว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ไปรับปุ๋ยมาให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ร้านสอิ้งการเกษตร และโจทก์กับโจทก์ร่วมยังมีนางอารีรัตน์และนายสุชาติมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า หลังจากทราบว่ามีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับปุ๋ยไปจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วมที่ได้ตามไปสอบถาม จำเลยที่ 2 แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ขนปุ๋ยไปส่งที่ร้านสอิ้งการเกษตรของจำเลยที่ 1 แล้วพาพยานทั้งสองไปพบจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าครั้งแรกไม่ทราบว่าเป็นปุ๋ยของทางราชการ เมื่อรถนำปุ๋ยมาส่งจึงทราบ นายสุชาติขอสินค้าคืน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมคืนให้อ้างว่าได้ซื้อปุ๋ยจากนายทศพลและจำหน่ายไปหมดแล้ว และไม่ยอมชดใช้เงินแทน เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ย่อมไม่เบิกความปรักปรำให้ร้ายแก่จำเลยที่ 1 โดยปราศจากความจริง โดยเฉพาะนางอารีรัตน์และนายสุชาติที่สามารถติดตามไปพบจำเลยที่ 1 ได้ แสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้พาไป จึงเชื่อว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตามความจริง นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายวันชัย นายสุรินทร์ นายสายยนต์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 เวลาประมาณ 11.30 นาฬิกา พยานทั้งสามได้ร่วมกันรับจ้างจำเลยที่ 1 ขนปุ๋ยลงจากรถยนต์บรรทุกสิบล้อเข้าไปในร้านสอิ้งการเกษตรของจำเลยที่ 1 สอดคล้องกันไม่มีข้อพิรุธ เชื่อว่าเบิกความตามที่รู้เห็นจริง ตามพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ได้ซื้อใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 จากนายทศพลแล้วนำไปรับสินค้าปุ๋ยของโจทก์ร่วมไป เมื่อรับฟังประกอบว่าใบสั่งจ่ายสินค้าประทับตราว่าห้ามซื้อขาย ย่อมบ่งชี้ว่าสินค้าตามใบสั่งจ่ายสินค้าไม่สามารถซื้อขายกันได้ ตามพฤติการณ์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 รับซื้อใบสั่งจ่ายสินค้าไว้โดยรู้ว่าผู้ขายนำมาขายโดยไม่ชอบ ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักพอหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ แต่เนื่องจากใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 เป็นเพียงหลักฐานเพื่อนำไปเบิกสินค้าปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วม การที่จำเลยที่ 1 รับซื้อใบสั่งจ่ายสินค้าโดยคิดตามมูลค่าสินค้าปุ๋ยที่ระบุในใบสั่งจ่ายสินค้าก็มีจุดประสงค์ที่ต้องการนำใบสั่งจ่ายสินค้าไปรับสินค้าปุ๋ยจากคลังเก็บสินค้าของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์ของตน หาใช่เป็นการรับซื้อเฉพาะใบสั่งจ่ายสินค้าไม่ ทั้งนายทศพลที่นำใบสั่งจ่ายสินค้ามาขายย่อมทราบดีว่าจำเลยที่ 1 จะนำใบสั่งจ่ายสินค้าไปรับสินค้าปุ๋ยของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์ของตน ตามพฤติการณ์แสดงว่านายทศพลและจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกันลักปุ๋ยของโจทก์ร่วมไปโดยใช้ใบสั่งจ่ายสินค้าเป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายสินค้า การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานลักปุ๋ยของโจทก์ร่วมในเวลากลางคืน โดยร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปและใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะพาทรัพท์นั้นไป หาใช่เป็นเพียงรับของโจรใบสั่งจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.1 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ และแม้ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองกับศาลฎีกาจะฟังต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจร ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อแตกต่างกันในสาระสำคัญและไม่ใช่ข้อที่โจทก์ไม่ประสงค์จะลงโทษเนื่องจากโจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรฐานใดฐานหนึ่ง และจำเลยที่ 1 ไม่ได้หลงข้อต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ให้จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — บริษัทไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธีระศักดิ์ เจียเจริญพงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4419/2551
#417347
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะได้ความตามสำเนาบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนแนบท้ายคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ว่า จำเลยได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนถึงพฤติการณ์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลยก็ตาม ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นการให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวนอันเป็นประโยชน์ต่อการจับกุมและปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 แต่ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีการสอบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดอื่น โดยอาศัยข้อมูลของจำเลยแต่ประการใด ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้กระทำความผิดอื่นที่จำเลยกล่าวอ้างมีตัวตนจริงหรือไม่ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบทบัญญัติดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนเทปกาวสีดำ ถุงพลาสติกใสแบบกดปิด และอุปกรณ์ในการเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 91, 101/1 (ที่ถูก มาตรา 100/1) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 1,400 บาท รวมจำคุก 16 ปี 6 เดือน และปรับ 601,400 บาท เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 24 ปี 9 เดือน และปรับ 901,400 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 4 เดือน 15 วัน และปรับ 450,700 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลา 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน เทปกาวสีดำ ถุงพลาสติกใสแบบกดปิด และอุปกรณ์ในการเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 80 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 40 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 12 ปี 4 เดือน 15 วัน และปรับ 450,040 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า สำหรับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านความผิดฐานดังกล่าวจึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ปรากฏว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณถึง 337 เม็ด น้ำหนัก 29.586 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 8.356 กรัม นับว่าเป็นจำนวนค่อนข้างมากทั้งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวมีส่วนทำให้เกิดปัญหาแพร่ระบาดของยาเสพติดให้โทษในชุมชนอันเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาสังคมประการอื่นๆ ติดตามมาอีกนานัปการ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 12 ปี และปรับ 600,000 บาท ก่อนเพิ่มโทษและลดโทษ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยอ้างในฎีกาต่อมาว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวนอันเป็นประโยชน์ต่อการจับกุมและปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 สมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า แม้จะได้ความตามสำเนาบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนแนบท้ายคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ว่าจำเลยได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนถึงพฤติการณ์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลยก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมีการสอบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดอื่น โดยอาศัยข้อมูลของจำเลยแต่ประการใด ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้กระทำความผิดอื่นที่จำเลยกล่าวอ้างมีตัวตนจริงหรือไม่ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวนอันจะเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดโทษให้จำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2547 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 29/2547 ของศาลชั้นต้น และจำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษก็ตาม แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้ระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับโดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น เมื่อจำเลยได้พ้นโทษในคดีที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเพิ่มโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไม่ได้ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี และปรับ 600,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 16 ปี 6 เดือน และปรับ 600,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 3 เดือน และปรับ 300,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วเป็นจำคุก 8 ปี 3 เดือน และปรับ 300,040 บาท คำขอเพิ่มโทษให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — นายภานุพงศ์หรือบ๊อบบี้ บุตรยศ
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4407/2551
#412337
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกค่าจ้างว่าความขาดอายุความแล้ว โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกเอาค่าจ้างว่าความยังไม่ขาดอายุความ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ประเด็นเรื่องอายุความจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้นจึงต้องดำเนินการพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่เฉพาะในประเด็นเรื่องค่าจ้างว่าความเท่านั้น

ศาลชั้นต้นสืบพยานจนเสร็จสิ้นกระแสความและมีคำพิพากษาแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไปได้ โดยไม่ต้องกำหนดวันนัดพิจารณาอีก

จำเลยฎีกาโต้แย้งกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ประเด็นตามฎีกาของจำเลยมิได้มีผลเกี่ยวกับทุนทรัพย์ในคดี จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์จำนวน 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยเป็นผู้รับจ้างธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้ดำเนินคดีแก่ลูกค้าของธนาคารที่ค้างชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิต เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2544 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินคดีแก่ลูกค้าของธนาคารรวม 5 คดี ค่าจ้างคดีละ 1,500 บาท โจทก์ดำเนินการฟ้องคดีที่ศาลแขวงพระโขนงแล้ว แต่จำเลยค้างชำระค่าจ้างว่าความรวม 5 คดี เป็นเงิน 7,500 บาท ค่าทำอุทธรณ์ 3 คดีเป็นเงิน 3,000 บาท และค่าใช้จ่ายในระหว่างดำเนินคดีที่โจทก์ทดรองจ่ายไปอีก 2 คดี เป็นเงิน 1,340 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 11,840 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,628 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 13,468 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 11,840 บาท นัยถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ฟ้องคดีในอัตราเรื่องละ 600 บาท จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้ทำคำฟ้องอุทธรณ์และโจทก์ไม่ได้ออกเงินทดรองจ่ายในการดำเนินคดี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าจ้างว่าความขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,005 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนค่าทนายความเนื่องจากโจทก์ว่าความเองจึงไม่กำหนดให้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกเอาค่าจ้างว่าความยังไม่ขาดอายุความ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,505 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,005 บาท นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545 และจากต้นเงิน 7,500 บาท นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2547 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ส่วนค่าทนายความเห็นสมควรไม่กำหนดให้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินกว่า 200 บาท แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เดิมศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกค่าจ้างว่าความขาดอายุความแล้ว แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการเรียกเอาค่าจ้างว่าความยังไม่ขาดอายุความจึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ประเด็นเรื่องอายุความจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้นจึงต้องดำเนินการพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่เฉพาะในประเด็นเรื่องค่าจ้างว่าความเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความจึงชอบแล้ว

ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายต่อมาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้วนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไปในคราวเดียวโดยไม่แจ้งวันนัดพิจารณาให้คู่ความทราบ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 133 บัญญัติว่า "เมื่อศาลมิได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความดังที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อน ให้ศาลชี้ขาดคดีนั้นโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา แต่เพื่อการที่จะพิเคราะห์คดีต่อไปศาลจะเลื่อนการพิพากษาหรือการทำคำสั่งต่อไปในวันหลังก็ได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม" คดีนี้ศาลชั้นต้นสืบพยานจนเสร็จสิ้นกระแสความและมีคำพิพากษาแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไปได้ โดยไม่ต้องกำหนดวันนัดพิจารณาอีก เพราะคดีเสร็จการพิจารณามาก่อนนั้นแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

อนึ่งจำเลยฎีกาโต้แย้งกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นประเด็นตามฎีกาของจำเลยมิได้มีผลเกี่ยวกับทุนทรัพย์ในคดี จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์จำนวน 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์จำนวน 262.50 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลย"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า 200 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 133 ม. 150 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวรท บุญรัตน์ชัยพร
จำเลย — นายดิเรกหรือขจรเกียรติ พุฒซ้อน
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4402/2551
#412048
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 25 บัญญัติให้ผู้รับประเมินที่ไม่พอใจในการประเมินอาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า บริษัท ซ. เจ้าของโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวเป็นผู้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีพิพาท และพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งรายการประเมินไปยังบริษัท ซ. อันเป็นการแจ้งรายการประเมินแก่ผู้รับประเมินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 24 แล้ว ดังนั้นผู้รับประเมินที่อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่จึงหมายถึงบริษัท ซ. แม้โจทก์จะมีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ก็ไม่เป็นผู้รับประเมินในกรณีนี้และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ทั้งตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 37 ก็บัญญัติให้ผู้รับประเมินที่จะต้องลงนามในแบบพิมพ์ใดจะให้ตัวแทนลงนามแทนก็ได้ โดยต้องมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อโจทก์ยื่นแบบพิมพ์คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 9) ในนามของตนเองโดยบริษัท ซ. ผู้รับประเมินไม่ได้มอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ลงนามแทนได้ จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ และถือว่าไม่มีการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 25 จำนวนเงินที่ประเมินจึงเป็นจำนวนเด็ดขาด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2548 (ภ.ร.ด. 8) ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ของจำเลยที่ 3 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ประเมินเรียกเก็บสูงไปจำนวน 2,468,977.24 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 โจทก์เช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาคารเลขที่ 1 หมู่ที่ 8 ซอยพหลโยธิน 50 ถนนพหลโยธิน แขวงคลองถนน (อนุสาวรีย์) เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จากบริษัท ซี. ซี. เซ็นเตอร์ ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ จำกัด มีกำหนดเวลา 9 ปี นับตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2553 และได้จดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2544 โจทก์ใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าในนามห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาดอนเมือง ตามข้อ 16 ของสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว กำหนดให้ผู้เช่าเป็นผู้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของทรัพย์สินที่เช่าตลอดเวลาการเช่า บริษัท ซี. ซี. เซ็นเตอร์ ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ จำกัด เป็นผู้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ในปีภาษีพิพาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบรายละเอียดความถูกต้องตามรายการของบริษัท ซี. ซี. เซ็นเตอร์ ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ จำกัด และกำหนดเป็นค่ารายปี 58,344,600.80 บาท ค่าภาษี 7,293,075.10 บาท โดยแจ้งให้บริษัท ซี. ซี. เซ็นเตอร์ ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ จำกัด ทราบเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2548 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ในนามของตนเอง โดยขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เฉพาะส่วนพื้นที่ที่โจทก์นำออกให้บุคคลภายนอกเช่าช่วง อ้างเหตุผลว่าการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีเท่ากับค่าเช่าช่วงรายเดือน คูณ 12 คิดเป็นค่ารายปี 23,083,560.80 บาท นั้นไม่ถูกต้อง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ต้องถือว่าค่าเช่าตามจำนวนที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท ซี. ซี. เซ็นเตอร์ ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ จำกัด เป็นค่ารายปี มิใช่คิดจากค่าเช่าที่โจทก์ได้รับจากบุคคลภายนอกผู้เช่าช่วง และไม่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้อีก คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่พิจารณาแล้วมีมติไม่รับคำร้องดังกล่าวของโจทก์ไว้พิจารณา และจำเลยที่ 2 มีหนังสือที่ กท 0405/7046 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2548 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถรับคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ไว้พิจารณาได้เพราะผู้ยื่นคำร้องมิได้รับมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ลงนามแทนผู้รับประเมิน โจทก์ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2548

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ได้และมีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 25 บัญญัติให้ผู้รับประเมินที่ไม่พอใจในการประเมินอาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า บริษัท ซี. ซี. เซ็นเตอร์ ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ จำกัด เจ้าของโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวเป็นผู้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีพิพาท และพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งรายการประเมินไปยังบริษัท ซี. ซี. เซ็นเตอร์ ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ จำกัด อันเป็นการแจ้งรายการประเมินแก่ผู้รับประเมินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 24 แล้ว ดังนั้น ผู้รับประเมินที่อาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่จึงหมายถึงบริษัท ซี. ซี. เซ็นเตอร์ ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ จำกัด แม้โจทก์จะมีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ก็ไม่เป็นผู้รับประเมินในกรณีนี้และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ทั้งตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 37 ก็บัญญัติให้ผู้รับประเมินที่จะต้องลงนามในแบบพิมพ์ใดจะให้ตัวแทนลงนามแทนก็ได้ โดยต้องมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อโจทก์ยื่นแบบพิมพ์คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 9) ในนามของตนเองโดยบริษัท ซี. ซี. เซ็นเตอร์ ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ จำกัด ผู้รับประเมินไม่ได้มอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ลงนามแทนได้ จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ และถือว่าไม่มีการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 25 จำนวนเงินที่ประเมินจึงเป็นจำนวนเด็ดขาด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 24 ม. 25 ม. 37
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายปรีชา บุญโรจน์พงศ์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4391/2551
#420337
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจะซื้อขาย ระบุว่า ผู้จะขาย (โจทก์) และผู้จะซื้อ (จำเลย) ตกลงซื้อสิทธิและอุปกรณ์พร้อมการทำประกันวินาศภัยในสำนักงานของโจทก์ ซึ่งเปิดเป็นสำนักงานที่ทำการประกันวินาศภัยของบริษัท ท. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนาของคู่ความคือโจทก์และจำเลยว่า ประสงค์จะซื้อขายสิทธิในการทำสัญญาประกันวินาศภัยที่โจทก์มีอยู่กับบริษัท ท. และอุปกรณ์ในสำนักงาน แต่เนื่องจากสิทธิในการทำสัญญาประกันภัยหรือสิทธิในการเป็นตัวแทนประกันภัยเป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่สามารถโอนกันได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ที่โจทก์เบิกความในชั้นพิจารณาว่า เป็นสิทธิการเช่านั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ เนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 143,959 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 110,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่ฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อปี 2540 โจทก์ได้เช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 68 ถนนเพลินพิทักษ์ ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เพื่อใช้เป็นสำนักงานตัวแทนประกันภัยของบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 โจทก์ได้ซื้ออุปกรณ์ตกแต่งอาคารใช้เป็นสำนักงานด้วยเงินของโจทก์เอง ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2542 จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายสิทธิและอุปกรณ์ พร้อมการทำสัญญาประกันวินาศภัยในสำนักงานของโจทก์ในราคา 210,000 บาท ในวันดังกล่าวจำเลยได้วางเงินมัดจำให้แก่โจทก์ 50,000 บาท และโจทก์จะส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 สำหรับเงินที่เหลือจำเลยได้ออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 สั่งจ่ายเงิน 50,000 บาท และลงวันที่ 1 มีนาคม 2542 สั่งจ่ายเงิน 100,000 บาท วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองอาคารสำนักงานให้แก่จำเลย หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน จำเลยได้นำเงิน 50,000 บาท ไปให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้นำเช็คฉบับหลังไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2544 สำนักงานของโจทก์มีโต๊ะและเก้าอี้อย่างละ 2 ตัว เครื่องปรับอากาศและโทรศัพท์อย่างละ 1 เครื่อง รวมราคาประมาณ 80,000 บาท

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญาจะซื้อขายอีก 100,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาดังกล่าว ข้อ 1 ระบุว่าผู้จะขาย (โจทก์) และผู้จะซื้อ (จำเลย) ตกลงซื้อสิทธิและอุปกรณ์พร้อมการทำประกันวินาศภัยในสำนักงานของนายกมล (โจทก์) ซึ่งเปิดเป็นสำนักงานที่ทำการประกันวินาศภัยของบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จังหวัดตรัง จากข้อความดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงเจตนาของคู่ความคือโจทก์และจำเลยว่า ประสงค์จะซื้อขายสิทธิในการทำสัญญาประกันวินาศภัยที่โจทก์มีอยู่กับบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และอุปกรณ์ในสำนักงาน แต่เนื่องจากสิทธิในการทำสัญญาประกันภัยหรือสิทธิในการเป็นตัวแทนประกันภัยเป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่สามารถโอนกันได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ที่โจทก์เบิกความในชั้นพิจารณาว่า เป็นสิทธิการเช่านั้นเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ เนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้ อีกทั้งตามสัญญาเช่าตึกแถวระหว่างโจทก์ ผู้เช่า กับนายเว้งซิ้มผู้ให้เช่าก็มิได้มีข้อตกลงให้โอนสิทธิการเช่าหรือให้เช่าช่วงได้ ข้ออ้างของโจทก์จึงขัดต่อข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกมล เด่นยุกต์
จำเลย — นางอารมณ์ ลีลายุวัฒนกุล
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4386/2551
#418024
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี แม้บ้านของโจทก์จะอยู่นอกเขตที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกซึ่งจดแม่น้ำลพบุรีแต่ที่ดินดังกล่าวเป็นที่งอกริมตลิ่งเป็นส่วนควบกับที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยานายหล่อ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 ที่เกิดกับนายหล่อ ส่วนจำเลยและนายวงษ์เป็นบุตรนายหล่อที่เกิดกับนางต๋อย เดิมนายฮ้อและนางฮวยบิดานายหล่อซึ่งเป็นปู่และย่าของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 กับจำเลยเป็นเจ้าของถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 8662 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ต่อมาเป็นของนายวงษ์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางฮวยในที่ดินแปลงดังกล่าวโดยรับมรดกจากนายฮ้อ แต่นายฮ้อและนางฮวยได้ยกที่ดินให้แก่นายหล่อบิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 โดยการส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้และบิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นเวลา 40 ปี ก่อนบิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จะถึงแก่กรรมได้ให้นายวงษ์มารับมรดกของนายฮ้อ โดยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่นายวงษ์ไป โจทก์ที่ 1 ปลูกบ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 7 ตำบลบางปะหัน อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่อาศัยในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นอาณาเขตแน่นอนโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลานาน 40 ปี จนได้กรรมสิทธิ์ ต่อมาบิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แบ่งที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ปลูกบ้านอยู่อาศัย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ปลูกบ้านอยู่อาศัยแยกครอบครัวแต่ละคนและทำรั้วแบ่งอาณาเขตแน่นอนโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลานาน 20 ปี ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ครอบครองเนื้อที่ทั้งหมด 313 ตารางวา เมื่อนายวงษ์เสียชีวิตแล้วจำเลยไปยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ไม่เคยทราบมาก่อน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนทางทิศใต้เนื้อที่ 300 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่ครอบครองให้จำเลยดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ ถ้าจำเลยไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยและมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2544 ของศาลชั้นต้น

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอให้เรียกนายอพิเชษฐ์เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยและจำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตามคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2544 ของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 มิได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทจำเลยอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ปลูกบ้านในที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสี่จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า โจทก์ทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 8662 ตำบลเกาะลิง (บางปะหัน) อำเภอนครใน (บางปะหัน) แขวงเมืองกรุงเก่า (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ร่วมกันเฉพาะตามแนวเส้นสีเขียวรวมถึงที่ดินปลูกบ้าน บ.4 บ.5 และบ.6 ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เดิมนายฮ้อและนางฮวยซึ่งเป็นบิดามารดาของนายหล่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 8662 ตำบลเกาะลิง (บางปะหัน) อำเภอนครใน (บางปะหัน) แขวงเมืองกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ที่ 1 เป็นภริยานายหล่อ ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรโจทก์ที่ 1 ที่เกิดจากนายหล่อตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.1 จ.4 และ จ.5 ส่วนจำเลยและนายวงษ์เป็นบุตรของนายหล่อที่เกิดกับนางต๋อยซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2495 นายฮ้อทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่นายวงษ์ตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 หลังจากนายฮ้อตาย นายวงษ์ได้รับมรดกเฉพาะส่วนของนายฮ้อ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2504 ตามบันทึกแก้ทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ภายหลังนางฮวยตาย จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามบันทึกแก้ทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามคำสั่งศาลชั้นต้น และต่อมาได้ยกให้จำเลยร่วมซึ่งเป็นบุตร ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่มีว่า โจทก์ทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทบางส่วนตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 หรือไม่ โจทก์ทั้งสี่นำสืบทำนองเดียวกันว่าได้ครอบครองปลูกบ้านอยู่บนที่ดินพิพาทที่บิดาแบ่งที่ดินดังกล่าวให้มานานร่วม 20 ปี โดยโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า หลังจากแต่งงานกับนายหล่อแล้ว นายฮ้อเคยพูดให้พยานฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายฮ้อและนางฮวยจะแบ่งที่ดินออกเป็นสองส่วน โดยแบ่งให้นายหล่อสามีโจทก์ที่ 1 ทางด้านทิศใต้ครึ่งหนึ่ง ส่วนทางด้านทิศเหนืออีกครึ่งหนึ่งยกให้แก่บุตรนายหล่อที่เกิดกับนางต๋อย โจทก์ทั้งสี่ได้ครอบครองปลูกบ้านอยู่อาศัยมานานร่วม 20 ปี โดยความสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ ไม่มีผู้ใดโต้แย้งจนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ภายหลังโจทก์ที่ 1 ทราบว่า จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งโฉนด แล้วจำเลยได้รีบโอนที่ดินให้จำเลยร่วมซึ่งเป็นบุตรจำเลยเนื่องจากกลัวว่าโจทก์ทั้งสี่จะฟ้องร้อง เพราะขณะโจทก์ที่ 1 แต่งงานกับนายหล่อได้ย้ายเข้ามาอยู่บ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 7 ตำบลบางปะหัน อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท ขณะนั้นจำเลยอายุเพียง 4 ขวบ อาศัยอยู่กับนางหวลผู้เป็นอา เมื่อจำเลยโตได้ย้ายไปอยู่ที่อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยอายุได้ 32 ปี ได้กลับมาอยู่กับนางหวลตามเดิม นางหวลจัดการให้จำเลยแต่งงานโจทก์ที่ 1 ได้ยกบ้านหลังใหม่ที่โจทก์ที่ 1 กับนายหล่ออยู่กินกันให้จำเลยรื้อเอาบ้านไป ส่วนโจทก์ที่ 1 ก็ยังคงครอบครองบ้านอยู่ที่เดิมโดยปลูกสร้างต่อเติมบ้านขึ้นมาใหม่อาศัยอยู่กับโจทก์ที่ 4 ใช้เลขที่บ้านเลข 54 เช่นเดิม ไม่ได้ย้ายไปไหน โดยอาศัยอยู่บนที่ดินพิพาทกับครอบครัวมานานถึง 40 ปี จนได้กรรมสิทธิ์ ส่วนจำเลยและจำเลยร่วมนำสืบว่าเดิมนายฮ้อได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8662 ที่พิพาทเฉพาะส่วนของนายฮ้อให้นายวงษ์พี่ชายจำเลย ต่อมานายวงษ์กับนางฮวยได้ยกที่ดินทั้งหมดให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียว หลังจากจำเลยบรรลุนิติภาวะแล้วนายวงษ์ได้แจ้งให้จำเลยทราบและมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยยึดถือไว้ และจำเลยได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ที่ดินดังกล่าวจนปี 2544 จำเลยจึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และศาลได้สั่งให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้วตามเอกสารหมาย ล.7 ที่จำเลยอ้างว่าขณะเมื่อจำเลยบรรลุนิติภาวะแล้วก็ย่อมหมายความว่าจำเลยอายุ 20 ปีแล้ว นายวงษ์พี่ชายจำเลยบอกจำเลยว่า นางฮวยได้ยกที่เฉพาะส่วนของนางฮวยให้จำเลยก็เป็นเพียงคำพยานบอกเล่าเพราะนายวงษ์ได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างที่จำเลยอ้างหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบได้ ส่วนนายวิชัยซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับจำเลยเบิกความว่า ขณะนางฮวยได้พูดยกที่ดินพิพาทให้จำเลยพยานอยู่ในเหตุการณ์ด้วย และยังเบิกความอีกว่าขณะนางฮวยถึงแก่ความตายพยานมีอายุเพียง 7 ถึง 8 ขวบ ดังนั้นขณะนางฮวยพูดยกที่ดินพิพาทให้จำเลย พยานต้องอายุไม่ถึง 7 ขวบ อาจจะอายุเพียง 5 ถึง 6 ขวบ จึงไม่น่าเชื่อว่านายวิชัยจะรู้เรื่องและได้ยินนางฮวยพูดยกที่ดินพิพาทให้จำเลยและพยานสามารถจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้ ซึ่งแม้แต่ตัวจำเลยเองยังไม่เคยทราบเรื่องนางฮวยยกที่ดินพิพาทให้จำเลยจนกระทั่งจำเลยอายุครบ 20 ปี นายวงษ์จึงบอกเรื่องนางฮวยยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทราบดังจำเลยอ้าง ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงญาติพี่น้องอื่น ๆ ของจำเลยก็น่าจะบอกให้จำเลยทราบก่อนอายุครบ 20 ปีแล้ว พยานจำเลยจึงขัดต่อเหตุผลไม่น่าเชื่อถือ คงมีแต่คำพยานบอกเล่าซึ่งมีน้ำหนักน้อย ส่วนโจทก์ที่ 1 ซึ่งแต่งงานอยู่กินเป็นภริยานายหล่อเป็นเวลา 40 กว่าปี และขณะนี้มีอายุถึง 80 ปี ยืนยันว่าได้อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 54 ตั้งแต่แต่งงานกับนายหล่อจนถึงปัจจุบันโดยนายฮ้อเคยบอกพยานว่าจะแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นสองส่วน ให้นายหล่อสามีโจทก์ที่ 1 ทางทิศใต้ครึ่งหนึ่ง ส่วนทางด้านทิศเหนืออีกครึ่งหนึ่งให้แก่บุตรของนายหล่อที่เกิดจากนางต๋อยก็คือนายวงษ์กับจำเลย โจทก์ที่ 1 ก็ได้ครอบครองอาศัยอยู่บนที่ดินพิพาทมาโดยตลอดจนบัดนี้ ซึ่งพยานจำเลยเองก็ยืนยันเจือสมกับโจทก์ที่ 1 ว่า เห็นโจทก์ทั้งสี่ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่พิพาทโดยไม่มีใครโต้แย้งโดยเฉพาะจำเลยร่วมอายุถึง 30 ปีแล้ว ก็เบิกความยืนยันว่าตั้งแต่เกิดมาก็เห็นโจทก์ทั้งสี่ปลูกบ้านอยู่บนที่ดินพิพาทแล้ว ทั้งเมื่อพิเคราะห์สภาพครอบครองที่ดินโฉนดที่พิพาทมีลักษณะการครอบครองแบ่งแยกกันชัดเจน ฝ่ายโจทก์เป็นภริยาน้อยของนายหล่อ และฝ่ายจำเลยเป็นภริยาหลวงของนายหล่อซึ่งเป็นบุตรชายของนายฮ้อและนางฮวยตามเหตุผลหลังน่าจะสอดคล้องกับที่โจทก์ที่ 1 นำสืบว่านายฮ้อบิดานายหล่อสามีโจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินเป็นสองส่วนด้านทิศใต้ยกให้นายหล่อกับโจทก์ที่ 1 ปลูกบ้านอยู่กับลูก ๆ ส่วนทางด้านทิศเหนือยกให้แก่บุตรของนายหล่อที่เกิดจากนางต๋อยภริยาหลวงของนายหล่อซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว ยังเหลือแต่ลูก ๆ คือจำเลยกับนายวงษ์นั่นเอง ดังจะเห็นได้ว่า ฝ่ายโจทก์ที่ 1 แม้นายหล่อตายแล้วและลูก ๆ แต่งงานมีครอบครัวแล้ว คือ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ก็ยังคงปลูกบ้านของตนอยู่บนที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้โดยโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ยกที่ดินพิพาทบางส่วนให้ลูก ๆ ปลูกบ้านอยู่อาศัย แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ได้อาศัยในที่ดินพิพาทโดยตลอด ด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของโดยถือว่านายฮ้อยกที่ดินพิพาทให้นายหล่อกับโจทก์ที่ 1 ครอบครองทางทิศใต้จริง การที่นายฮ้อทำพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8662 เฉพาะส่วนของตนให้นายวงษ์บุตรของนายหล่อที่เกิดจากนางต๋อย และยังอ้างว่าส่วนของนางฮวยยกให้จำเลยด้วย นางฮวยกลับไม่ได้ทำพินัยกรรมยกให้จำเลยเป็นหลักฐานเหมือนที่นายฮ้อยกให้นายวงษ์จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ เป็นที่น่าสงสัยอยู่ และแม้จำเลยจะอ้างว่า ระหว่างนายวงษ์มีชีวิตอยู่ได้ให้นางสมหมายและนายคนึงเช่าที่ดินพิพาทอยู่อาศัยตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 ก็ตาม ก็อาจจะเป็นเพราะนางสมหมายและนายคนึงทราบว่านายฮ้อทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้นายวงษ์จึงได้ทำสัญญาเช่ากับนายวงษ์เพราะอาจกลัวนายวงษ์ไม่ให้อยู่ในที่ดินพิพาทก็เป็นได้ จึงได้มีการทำสัญญาเช่ากันแต่ก็ทำสัญญากันครั้งเดียวตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2524 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2527 เท่านั้น จึงไม่ใช่เป็นข้อยืนยันว่าทั้งสองคนดังกล่าวรับว่าที่ดินพิพาทที่ปลูกบ้านเป็นที่ของจำเลย พยานจำเลยและจำเลยร่วมที่อ้างว่าจำเลยเป็นผู้อนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่พิพาทจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าโจทก์ทั้งสี่ เชื่อว่าโจทก์ทั้งสี่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี แม้ตามแนวที่วิวาทตามเอกสารหมาย จ.ล.1 บ้านของโจทก์ที่ 1 จะอยู่นอกเขตที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกซึ่งจดแม่น้ำลพบุรีที่ดินส่วนดังกล่าวก็ย่อมเป็นที่งอกริมตลิ่งเป็นส่วนควบกับที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ที่ 1 ครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปี ก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางช้วน วิจิตรกุล กับพวก
จำเลย — นางลูกอิน ฐานวัฒนศิริ
จำเลยร่วม — นายอพิเชษฐ์ ฐานวัฒนศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา