คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3915/2551
#413201
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้เสียหายที่ 2 กำลังนอนหลับอยู่ จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ ซึ่งมิใช่ภริยาจำเลย โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำ ลูบคลำร่างกายของผู้เสียหายที่ 2 และพยายามถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 ที่สวมใส่อยู่ออก และใช้อาวุธปืนบังคับขู่เข็ญเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนที่จำเลยจะกระทำอนาจารอย่างไรและบริเวณใดของร่างกายกับจำเลยลูบคลำร่างกายผู้เสียหายที่ 2 อย่างไร เป็นเพียงรายละเอียดซึ่งโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 มิได้บัญญัติว่า การร้องทุกข์ของผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบุคคลดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อในการร้องทุกข์ของผู้เยาว์ด้วย ดังนั้น ผู้เยาว์จึงมีอำนาจร้องทุกข์ด้วยตนเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278, 364, 365, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (2) (3) (ที่ถูกมาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามฟ้องข้อ ค. ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้เข้าไปในห้องนอนของนางมารีนาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้เสียหายที่ 2 กำลังนอนหลับอยู่ จำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ ซึ่งมิใช่ภริยาจำเลย โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำ ลูบคลำร่างกายของผู้เสียหายที่ 2 และพยายามถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 ที่สวมใส่อยู่ออก และใช้อาวุธปืนบังคับขู่เข็ญเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนที่จำเลยจะกระทำอนาจารอย่างไรและบริเวณใดของร่างกายกับจำเลยลูบคลำร่างกายของผู้เสียหายที่ 2 อย่างไร เป็นเพียงรายละเอียดซึ่งโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า การที่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 โดยบิดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมมิได้ลงลายมือชื่อหรือให้ความยินยอมในการร้องทุกข์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 มิได้บัญญัติว่า การร้องทุกข์ของผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบุคคลดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อในการร้องทุกข์ของผู้เยาว์ด้วย ดังนั้น ผู้เยาว์จึงมีอำนาจร้องทุกข์ด้วยตนเองได้ การที่ผู้เสียหายที่ 2 ร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 123 ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเบตง
จำเลย — นายบงกชหรือมะ มะมิง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเบตง — นายบุญลอง นรจิตต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิจิตร วิสุชาติ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3915/2551
#497852
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้เสียหายที่ 2 กำลังนอนหลับอยู่ จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ ซึ่งมิใช่ภริยาจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำ ลูบคลำร่างกายของผู้เสียหายที่ 2 และพยายามถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 ที่สวมใส่อยู่ออก และใช้อาวุธปืนบังคับขู่เข็ญเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนที่จำเลยจะกระทำอนาจารอย่างไรและบริเวณใดของร่างกายกับจำเลยลูบคลำร่างกายผู้เสียหายที่ 2 อย่างไร เป็นเพียงรายละเอียดซึ่งโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 มิได้บัญญัติว่า การร้องทุกข์ของผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบุคคลดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อในการร้องทุกข์ของผู้เยาว์ด้วย ดังนั้น ผู้เยาว์จึงมีอำนาจร้องทุกข์ด้วยตนเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองไม่ทราบขนาด 1 กระบอก ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ และกระสุนปืนไม่ทราบขนาด 1 นัด ซึ่งเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวไปตามถนนในซอยหมู่บ้านบันนังสิแน หมู่ที่ 7 ตำบลยะรม อำเภอเบตง จังหวัดยะลา อันเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่มีเหตุสมควรกับมิใช่กรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย และจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านเลขที่ 129 หมู่ที่ 7 ตำบลยะรม อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ของนายศุภชัย ผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาตโดยมีอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปด้วย แล้วเข้าไปในห้องนอนของ ม. ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ ซึ่งเป็นภริยาของผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้เสียหายที่ 2 กำลังนอนหลับ จำเลยได้กระทำอนาจาร โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำ ลูบคลำร่างกายของผู้เสียหายที่ 2 และพยายามถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 กับใช้อาวุธปืนที่ติดตัวมาบังคับขู่เข็ญเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่ตำบลยะรม อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278, 364, 365, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (2) (3) (ที่ถูกมาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364), 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธและฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า คำฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามฟ้องข้อ ค. ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้เข้าไปในห้องนอนของนาง ม. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้เสียหายที่ 2 กำลังนอนหลับอยู่ จำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ ซึ่งมิใช่ภริยาจำเลย โดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำ ลูบคลำร่างกายของผู้เสียหายที่ 2 และพยายามถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 ที่สวมใส่อยู่ออก และใช้อาวุธปืนบังคับขู่เข็ญเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนที่จำเลยจะกระทำอนาจารอย่างไรและบริเวณใดของร่างกาย กับจำเลยลูบคลำร่างกายของผู้เสียหายที่ 2 อย่างไร เป็นเพียงรายละเอียดซึ่งโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า การที่ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 โดยบิดามารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมมิได้ลงลายมือชื่อหรือให้ความยินยอมในการร้องทุกข์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 มิได้บัญญัติว่า การร้องทุกข์ของผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดา มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือบุคคลดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อในการร้องทุกข์ของผู้เยาว์ด้วย ดังนั้น ผู้เยาว์จึงมีอำนาจร้องทุกข์ด้วยตนเองได้ การที่ผู้เสียหายที่ 2 ร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 123 ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเบตง
จำเลย — นายบงกชหรือมะ มะมิง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3903/2551
#411421
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเอาไปเสียซึ่งเช็คของผู้เสียหายแล้วปลอมเช็คดังกล่าวโดยกรอกข้อความและจำนวนเงินในเช็คกับปลอมลายมือชื่อของผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็ค แล้วนำเช็คดังกล่าวไปเบิกเงินจากธนาคารตามเช็ค ได้รับเงินจำนวน 850,000 บาท ไป เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะได้เงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของผู้เสียหายเป็นหลัก การกระทำต่าง ๆ เป็นเพียงวิธีการเพื่อจะให้ได้เงินไปเท่านั้น แม้การกระทำแต่ละอย่างจะเป็นความผิดแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 90, 91, 188, 266, 268, 334 ริบเช็คของกลาง และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 330,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่บริษัทผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334, 266 (4), 268 วรรคสอง (ที่ถูกคือมาตรา 268 วรรคแรก) ประกอบด้วยมาตรา 266 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นกับความผิดฐานลักตั๋วเงินเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ส่วนความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมเนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอม ตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบตั๋วเงินของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานลักเงินสด 850,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเอาไปเสียซึ่งเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยแลนด์มาร์ค พลาซ่า ของบริษัทคิดส์ แฟชั่น คอนเซ็พท์ จำกัด ผู้เสียหาย แล้วปลอมเช็คดังกล่าวโดยกรอกข้อความและจำนวนเงินในเช็คกับปลอมลายมือชื่อนางสาวสายฝนผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็คแล้วนำเช็คดังกล่าวไปเบิกเงินจากธนาคารตามเช็ค แล้วได้รับเงินจำนวน 850,000 บาทไป เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะได้เงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของบริษัทผู้เสียหายเป็นหลัก การกระทำต่าง ๆ เป็นเพียงวิธีการเพื่อจะให้ได้เงินไปเท่านั้น แม้การกระทำแต่ละอย่างจะเป็นความผิดแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 334, 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมจึงให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 188 ม. 266 ม. 268 ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสัญชัย อิทธิเวชชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายธีรพงศ์ เพ็ญตระการ
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3889/2551
#419615
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง โจทก์ไม่จำต้องระบุวรรคของบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยเนื่องจาก ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ตรงตามโจทก์บรรยายฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามนั้น มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนร่วมกันลักโทรศัพท์เคลื่อนที่และเงินสดของผู้เสียหายไปโดยจำเลยกับพวกร่วมกันพูดขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะฆ่าผู้เสียหายให้ตายหากขัดขืน เพื่อให้ความสะดวกในการลักทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป และให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 83 กับให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 120 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะผู้เสียหายเดินอยู่บริเวณปากซอยราชวิถี 36 จำเลยกับนายวีระยุทธ์ร่วมกันจับแขนและผลักหลังของผู้เสียหายเข้าไปในซอย แล้วนายวีระยุทธ์เอาเงินของผู้เสียหายไป ส่วนจำเลยเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไป จากนั้นจำเลยไปเรียกรถยนต์รับจ้างสาธารณะแล้วจำเลยกับพวกหลบหนีไปด้วยกัน แม้จำเลยจะมิได้เป็นผู้พูดขู่เข็ญผู้เสียหาย แต่จำเลยได้ร่วมกับนายวีระยุทธ์ผลักผู้เสียหายเข้าไปในซอยและอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุตลอดเวลากับเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายไปด้วย หลังจากเกิดเหตุจำเลยไปเรียกรถยนต์รับจ้างสาธารณะแล้วหลบหนีไปพร้อมกับนายวีระยุทธ์ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ จึงเป็นตัวการสมคบร่วมกระทำความผิดกับนายวีระยุทธ์เพื่อชิงทรัพย์มาตั้งแต่ต้น จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ มิใช่มีความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ซึ่งหมายถึงมาตรา 339 วรรคแรก การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง จึงเกินคำขอหรือที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) และ 192 วรรคแรก นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายในเวลากลางคืนโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง โจทก์ไม่จำต้องระบุวรรคของบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยเนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) มิได้บังคับไว้เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ตรงตามโจทก์บรรยายฟ้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามนั้น มิได้เป็นการพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสงัส อ่อนทอง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3879/2551
#412560
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่จำเลยรับมาในฐานะเป็นผู้บริหารกิจการประกอบกิจการโรงงาน ทั้งจำเลยเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ร่วมประกอบกิจการนั้น โจทก์ร่วมจะมีสิทธิได้เงินดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด ก็ต้องอาศัยสัญญาหุ้นส่วนที่มีต่อกันเท่านั้น การที่จำเลยไม่ส่งเงินดังกล่าวให้โจทก์ร่วมก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมจะเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่ง จึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ.มาตรา 352 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 กับให้จำเลยใช้เงินจำนวน 71,974 บาท คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายนิพนธ์ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 กับให้จำเลยใช้เงินจำนวน 71,974 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ร่วมและจำเลยเป็นหุ้นส่วนกันในการประกอบกิจการโรงงานทอผ้าไหมพรม โดยจำเลยเป็นผู้บริหารงานต่าง ๆ เช่น การจ้างคนงาน การรับงาน ส่งงาน วางบิล และเก็บเงิน เป็นต้น ก่อนเกิดเหตุคดีนี้บริษัทอาร์ท ออน สติทซ์ จำกัด ได้ว่าจ้างจำเลยทอเสื้อไหมพรมจำนวน 1,448 ตัว คิดเป็นเงินจำนวน 71,974 บาท จำเลยดำเนินการจนเสร็จได้ส่งมอบเสื้อไหมพรมและรับเงินจากบริษัทดังกล่าวเป็นเช็คเงินสดสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ จำเลยได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คแล้วแต่ไม่ได้มอบเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ฐานยักยอกทรัพย์ซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เงินจำนวน 71,974 บาท เป็นเงินที่จำเลยรับมาในฐานะเป็นผู้บริหารกิจการประกอบกิจการโรงงาน ทั้งจำเลยเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ร่วมประกอบกิจการโรงงานทอผ้าไหมพรมดังข้อเท็จจริงที่ฟังยุติ ดังนั้น โจทก์ร่วมจะมีสิทธิได้เงินดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด ก็ต้องอาศัยสัญญาหุ้นส่วนที่มีต่อกันเท่านั้น การที่จำเลยไม่ส่งเงินดังกล่าวให้โจทก์ร่วมก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมจะเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่ง หามีมูลความผิดทางอาญาไม่ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาตามฎีกาจำเลยข้ออื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายนิพนธ์ ศุภพฤกษ์พงศ์
จำเลย — นางพรทิพย์หรือนงลักษณ์ ทองมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นางมณฑิรา เชื้ออินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3877/2551
#411321
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมมีข้อพิพาทกับจำเลยเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2526 นอกจากนี้โจทก์ร่วมได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ 149/2542 ของศาลชั้นต้น แม้คดีดังกล่าวจะมีประเด็นว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยมิชอบอันเป็นการใช้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 มิได้มีประเด็นว่า โจทก์ร่วมถูกแย่งการครอบครองดังที่โจทก์ร่วมฎีกาก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทว่าผู้ใดเป็นผู้ครอบครองในที่ดินพิพาท ดังนั้น ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยเชื่อโดยชอบว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่มีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาทหรือทำให้เสียทรัพย์ ส่วนที่ดินพิพาทจะเป็นของผู้ใดหรือผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองนั้นเป็นเรื่องทางแพ่ง จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสถิตย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 365 (3) ประกอบมาตรา 362 จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานบุกรุกจำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์ร่วมมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 325 ตำบลตำตัว อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โจทก์ร่วมอ้างว่าเมื่อปี 2541 จำเลยกับพวกบุกรุกเข้ามาในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 325 ทางด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือ เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 15 ตารางวา และตัดฟันต้นยางพาราที่โจทก์ร่วมปลูกไว้ 8 ต้น กับรื้อถอนท่อเหล็กที่โจทก์ร่วมใช้กั้นเป็นแนวเขตระหว่างที่ดินดังกล่าวกับที่ดินข้างเคียง

คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบยืนยันว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปี 2541 จึงมีคดีพิพาทกับจำเลย แต่โจทก์ร่วมก็ได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์ร่วมมีข้อพิพาทกับจำเลยเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2526 นอกจากนี้โจทก์ร่วมก็ได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่ง ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 149/2542 ของศาลชั้นต้น แม้ว่าคดีดังกล่าวมีประเด็นว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยมิชอบอันเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ว่าโจทก์ร่วมถูกแย่งการครอบครองดังที่โจทก์ร่วมฎีกาก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวก็ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทว่าผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ซึ่งจำเลยก็อ้างว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบมาตั้งแต่ปี 2513 จำเลยเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองก่อนที่โจทก์ร่วมจะนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 325 ไปขอออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) ในโครงการเดินสำรวจตามประกาศกระทรวง แม้ว่าจำเลยไม่ได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 หรือ น.ส. 3 ก.) มาแสดงดังที่โจทก์ฎีกา แต่จำเลยก็อ้างว่าจำเลยมีพยานหลักฐานอื่นคือ หลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยตามแบบแสดงรายการที่ดิน ดังนั้น ในขณะที่เกิดเหตุคดีนี้จำเลยเชื่อโดยชอบว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยจึงไม่มีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาทหรือทำให้เสียทรัพย์ ส่วนที่ดินพิพาทจะเป็นของผู้ใดหรือผู้ใดมีสิทธิครอบครองนั้นเป็นเรื่องในทางแพ่ง จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 358 ม. 362 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดตะกั่วป่า
โจทก์ร่วม — นายสถิตย์ ทรัพย์เจริญวงศ์
จำเลย — นายสวัสดิ์ สร้อยนาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายประสิทธิ์ ขวัญแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3873/2551
#497851
เปิดฉบับเต็ม

การที่ธนาคารผู้ออกบัตร ATM ทั้งหลายต่างออกแบบให้ด้านหลังของบัตร ATM มีช่องให้เจ้าของบัตรลงลายมือชื่อไว้นั้น นอกจากจะมีวัตถุประสงค์มีไว้เพื่อระบุตัวเจ้าของบัตรแล้วยังอาจมีวัตถุประสงค์เป็นประการอื่น ๆ ด้วย การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในบัตร ATM ของโจทก์ร่วม แม้ลายมือชื่อปลอมจะมิใช่สาระสำคัญของการใช้บัตร ATM ในการทำรายการเบิกถอนเงินที่ตู้เบิกถอนเงิน ATM ก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ลงลายมือชื่อปลอมที่หลังบัตร ATM ของโจทก์ร่วมก็ถือได้ว่าน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมและธนาคารผู้ออกบัตร และได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารแท้จริง อันเป็นการครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 264, 265, 268, 91 และคืนบัตรเงินสดทันใจท่องโลก (ATM) ของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายชาลี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง ให้จำคุก 1 ปี ยกฟ้องข้อหาลักทรัพย์ คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ให้จำคุก 6 เดือน ยกฟ้องฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ฎีกาของจำเลยประการแรกซึ่งจำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พอสรุปความได้ว่า การที่จำเลยลงลายมือชื่อปลอมที่หลังบัตรเงินสดทันใจท่องโลก (ATM) ของโจทก์ร่วมไม่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน นั้น เห็นว่า พยานโจทก์จะเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่าบัตร ATM นั้น หากมีการเขียนข้อความใด ๆ ลงไปในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับแถบแม่เหล็กก็ยังคงนำไปใช้เบิกถอนเงินได้อีก และภายหลังผู้ขอใช้บัตรได้บัตรและรหัสลับมาแล้ว ผู้ใช้บัตรสามารถใช้บัตรเบิกถอนเงินจากตู้เบิกถอนเงินอัตโนมัติได้ทุกแห่งและหากผู้ใช้บัตรไม่พอใจรหัสลับที่ธนาคารออกให้ ก็สามารถเปลี่ยนรหัสใหม่ได้ที่ตู้เบิกถอนเงิน ATM นั้น อันเป็นการสอดคล้องกับข้ออ้างในฎีกาของจำเลยที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า การเขียนชื่อหลังบัตร ATM เป็นเพียงสัญลักษณ์เพื่อให้ทราบว่าเป็นบัตรของผู้ใดเท่านั้น หามีส่วนเป็นสาระในการเบิกถอนเงินแต่อย่างใด ส่วนสำคัญในการเบิกถอนเงินอยู่ที่รหัสลับเท่านั้น ดังนั้น การปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมลงบนหลังบัตร ATM จึงมิใช่สาระสำคัญที่จะทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อ และไม่เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นและประชาชนก็ตาม แต่การที่ธนาคารผู้ออกบัตร ATM ทั้งหลายต่างออกแบบให้ด้านหลังของบัตร ATM มีช่องให้เจ้าของบัตรลงลายมือชื่อไว้นั้นนอกจากจะมีวัตถุประสงค์มีไว้เพื่อระบุตัวเจ้าของบัตรแล้ว ยังอาจมีวัตถุประสงค์เป็นประการอื่น ๆ ด้วย เช่น หากมีกรณีทำรายการในการเบิกถอนเงินผิดพลาด เป็นเหตุให้ตู้เบิกถอน ATM ไม่คืนบัตรให้ และเจ้าของบัตรมาขอคืนจากธนาคาร ธนาคารก็อาจตรวจสอบโดยเพียงให้ผู้มาขอคืนลงลายมือชื่อเพื่อตรวจสอบว่าตรงกับลายมือชื่อเจ้าของบัตรในบัตร ATM นั้น หรือไม่ เป็นต้น อีกทั้งองค์ประกอบความผิดของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ในส่วนนี้ก็บัญญัติเพียงว่า "...โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารแท้จริง..." เท่านั้น หาใช่มีองค์ประกอบความผิดว่าต้องได้กระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วยไม่ ดังนั้น การที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในบัตร ATM ของโจทก์ร่วม แม้ลายมือชื่อปลอมจะมิใช่สาระสำคัญของการใช้บัตร ATM ในการทำรายการเบิกถอนเงินที่ตู้เบิกถอนเงิน ATM ก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ลงลายมือชื่อปลอมที่หลังบัตร ATM ของโจทก์ร่วม ก็ถือได้ว่าน่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมและธนาคารผู้ออกบัตร และได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารแท้จริง อันเป็นการครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งเป็นเงิน 3,000 บาท สำหรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี โดยให้คุมความประพฤติของจำเลย 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 เดือน ต่อหนึ่งครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษไว้ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด มีกำหนดระยะเวลา 30 ชั่วโมง และให้จำเลยละเว้นการประพฤติอันใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 วรรคแรก ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายชาลี ชัยศรีณะนุวงศ์
จำเลย — นางสาวยุพา ช่อชูศรี
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870/2551
#495565
เปิดฉบับเต็ม

ท. เอาประกันภัยรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุไว้กับโจทก์ เป็นการเอาประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ซึ่งมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว บังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย หากมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20 และ 25 เมื่อได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายได้โดยต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด แต่ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินให้แก่ผู้ประสบภัย ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่งและวรรคสองแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ฉบับที่ 3ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ดังนั้น การที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ ส. ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยไปจำนวน 15,000 บาท แล้วมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำให้เกิดความเสียหาย จึงเป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแม้แต่ผู้ประสบภัยเองก็ตาม หากปรากฏภายหลังว่าเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายโดยจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวก็บัญญัติให้ผู้รับประกันภัยมีสิทธิเรียกให้ผู้ประสบภัยคืนค่าเสียหายเบื้องต้นที่ได้รับไปแล้วได้ การฟ้องคดีนี้มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์รับช่วงสิทธิของ ส. ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย ทั้งไม่เข้าเหตุที่จะรับช่วงสิทธิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 เพราะ ส. มิใช่ผู้เอาประกันภัย การที่ ส. รู้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดตั้งแต่เมื่อใดจึงไม่เกี่ยวกับโจทก์ เมื่อโจทก์รู้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2549 และฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2550 จึงเป็นการฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 15,843 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาท และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยไปแล้วตามฟ้องจริง จำเลยเป็นผู้นำนางสาวสุจิตรา ส่งโรงพยาบาลแล้วเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน และได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นางสาวสุจิตราจนเป็นที่พอใจแล้ว คดีนี้เป็นคดีละเมิด นางสาวสุจิตรามีสิทธิฟ้องจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุ โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิของนางสาวสุจิตรามาฟ้องจำเลย ย่อมไม่มีอำนาจเกินกว่าสิทธิที่นางสาวสุจิตรามีอยู่ จึงต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุเช่นเดียวกัน ทั้งจำเลยมิใช่บริษัทประกันภัยที่โจทก์จะฟ้องไล่เบี้ยได้ภายในอายุความ 2 ปี โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 เมษายน 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 15 มีนาคม 2550) ต้องไม่เกิน 843 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 300 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กมค 879 พระนครศรีอยุธยา ไว้จากนางสุนทราภา ซึ่งเอาประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2549 จำเลยขับรถไถนาด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์รับประกันภัย เป็นเหตุให้นางสาวสุจิตรา ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวได้รับบาดเจ็บ โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่ารักษาพยาบาลให้แก่นางสาวสุจิตราไปแล้ว 15,000 บาท จึงมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์รู้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2549 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์สรุปความว่า นางสาวสุจิตรารู้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดตั้งแต่วันเกิดเหตุ โจทก์เป็นผู้รับช่วงสิทธิของนางสาวสุจิตรามาฟ้องจำเลยจึงต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุเช่นเดียวกับนางสาวสุจิตรานั้น เห็นว่า นางสุนทราภาเอาประกันภัยรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุไว้กับโจทก์ เป็นการเอาประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 โดยมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัตินี้บังคับให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย ซึ่งาหมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ โจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20 และ 25 และเมื่อได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายได้ โดยต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด แต่ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงินให้แก่ผู้ประสบภัย ทั้งนี้ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ดังนั้น การที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่นางสาวสุจิตราซึ่งเป็นผู้ประสบภัยในจำนวน 15,000 บาท แล้วมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำให้เกิดความเสียหาย จึงเป็นการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นสิทธิไล่เบี้ยที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายซึ่งบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ แม้แต่ผู้ประสบภัยเองก็ตาม หากปรากฏภายหลังว่าเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวก็บัญญัติให้ผู้รับประกันภัยมีสิทธิเรียกให้ผู้ประสบภัยคืนค่าเสียหายเบื้องต้นที่ได้รับไปแล้วได้ การฟ้องคดีนี้จึงหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์รับช่วงสิทธิของนางสาวสุจิตราซึ่งเป็นผู้ประสบภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย ทั้งไม่เข้าเหตุที่จะรับช่วงสิทธิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 เพราะนางสาวสุจิตรามิใช่ผู้เอาประกันภัย การที่นางสาวสุจิตรารู้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดตั้งแต่เมื่อใดจึงไม่เกี่ยวกับโจทก์ เมื่อโจทก์รู้ว่าจำเลยเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2549 และฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2550 จึงเป็นการฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยนั้น เป็นการอ้างอายุความตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 31 วรรคสอง เดิม ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ทั้งมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นนี้ 300 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 7 ม. 20 ม. 25
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ม. 12 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด
จำเลย — นายธีระ ธีระวิทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3841/2551
#420248
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่จำเลยทั้งสองพยายามลักจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ ไม่ใช่ทรัพยที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (10) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ปรับบทลงโทษตามมาตรา 335 (10) จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยวิธีสูดควันเข้าสู่ร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และต่อมาจำเลยทั้งสองกับนายสมชายร่วมกันลักเงินค่าโทรศัพท์ โดยใช้เหล็กชะแลงงัดตู้โทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ผู้เสียหาย อันเป็นการทำลายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณะ แล้วลักเงินจำนวน 2,186 บาท ของผู้เสียหายซึ่งอยู่ภายในตู้โทรศัพท์ดังกล่าวไป จำเลยทั้งสองกับนายสมชายลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจพบเห็นและจับกุมจำเลยทั้งสองกับนายสมชายเสียก่อน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองกับพวกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 334, 335 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธข้อหาพยายามลักทรัพย์ แต่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (7) (10) วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 83 ด้วย) อีกกระทงหนึ่ง จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ในปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกาดังกล่าว เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจโทพิสุทธิ์พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ตู้โทรศัพท์ที่เกิดเหตุมีร่องรอยคล้ายถูกของแข็ง ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา ที่ระบุว่า ตู้โทรศัพท์มีร่องรอยคล้ายถูกของแข็งบริเวณช่องใส่กุญแจล็อกกับตู้ พันตำรวจโทพิสุทธิ์ไปตรวจที่เกิดเหตุในวันเกิดเหตุ เวลา 7 นาฬิกา หลังจากเกิดเหตุประมาณ 6 ชั่วโมง อันเป็นการตรวจสถานที่เกิดเหตุตามอำนาจหน้าที่ในฐานะพนักงานสอบสวน และพันตำรวจโทพิสุทธิ์ไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาเพื่อปรักปรำจำเลยทั้งสอง เชื่อว่าตู้โทรศัพท์ที่เกิดเหตุมีร่องรอยคล้ายถูกของแข็งที่บริเวณช่องใส่กุญแจล็อกกับตู้ เมื่อพิเคราะห์ประกอบพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ถือชะแลงอยู่ในตู้โทรศัพท์ที่เกิดเหตุแล้ว เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ใช้ชะแลงงัดตู้โทรศัพท์ที่เกิดเหตุ แม้จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้แตะต้องเงินที่อยู่ในตู้โทรศัพท์ที่เกิดเหตุ แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 นับว่าใกล้ชิดพร้อมที่จะเอาเงินในตู้โทรศัพท์ที่เกิดเหตุไปได้ในทันทีทันใด ซึ่งอยู่ในขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว เพียงแต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะร้อยตำรวจเอกศักดาพบจำเลยที่ 2 ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะลักทรัพย์ดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์แล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไปยังตู้โทรศัพท์ที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 2 และขณะที่จำเลยที่ 2 พยายามลักทรัพย์ของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ได้ยืนอยู่ด้านนอกตู้โทรศัพท์ที่เกิดเหตุโดยมีคีมล๊อกประแจเลื่อนอยู่ที่ตัวของจำเลยที่ 1 และมีไขควงอยู่ที่ตะกร้าหน้ารถจักรยานยนต์ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่าจำเลยที่ 2 จะไปลักทรัพย์ที่ตู้โทรศัพท์ที่เกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 1 พร้อมที่จะนำอุปกรณ์ดังกล่าวเข้าไปช่วยจำเลยที่ 2 ลักทรัพย์ของผู้เสียหายทันที อันมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ลงจากรถจักรยานยนต์ไปพูดคุยกับนางสาวกาญจนานั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 1 นาฬิกา อันเป็นยามวิกาล จึงเป็นการผิดปกติวิสัยที่จำเลยที่ 2 จะถือชะแลงไปพูดคุยกับนางสาวกาญจนา ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ชะแลง คีมล๊อก ประแจเลื่อน และไขควงเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่มีไว้ใช้ประจำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไม่ใช่เครื่องมือโดยสภาพที่ใช้ในการลักทรัพย์โดยตรง นั้น เห็นว่า การลักทรัพย์เงินที่อยู่ในตู้โทรศัพท์คนร้ายจะต้องงัดบริเวณช่องใส่กุญแจล๊อกกับตู้โทรศัพท์ เพื่อจะนำเงินที่อยู่ในตู้โทรศัพท์ออกมา แม้ชะแลง คีมล๊อก ประแจเลื่อน และไขควง จะเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่มีไว้ใช้ประจำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาก็ตามแต่ชะแลง คีมล๊อก ประแจเลื่อน และไขควง ก็สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในการงัด แงะหรือจับบริเวณช่องใส่กุญแจล็อกกับตู้โทรศัพท์เพื่อจะนำเงินที่อยู่ในตู้โทรศัพท์ไปได้และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกศักดาเห็นพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองอย่างไร และร้อยตำรวจเอกศักดาเบิกความว่า ไม่เห็นว่าจำเลยทั้งสองลงมืองัดตู้โทรศัพท์หรือไม่ เห็นว่า แม้คำเบิกความของร้อยตำรวจเอกศักดา จะฟังไม่ได้ว่าร้อยตำรวจเอกศักดาเห็นจำเลยทั้งสองลงมืองัดตู้โทรศัพท์ที่เกิดเหตุดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองเบิกความรับว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถือชะแลงอยู่ในตู้โทรศัพท์ที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 1 อยู่ด้านนอกตู้โทรศัพท์ที่เกิดเหตุ ซึ่งในการพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องรับฟังจากคำเบิกความของประจักษ์พยานเสมอไป พยานพฤติเหตุแวดล้อมก็สามารถรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองได้ เมื่อโจทก์มีพยานพฤติเหตุแวดล้อมมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด ศาลก็สามารถลงโทษจำเลยทั้งสองได้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองพยายามลักเงินจำนวน 2,186 บาท จากตู้โทรศัพท์สาธารณะ เงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (10) ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษตามมาตราดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (10) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (10)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายชัชวาล (ที่ถูกชัชวาลย์) ทิมแท้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3806/2551
#419412
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิของคู่ความที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ใช้ในขณะยื่นอุทธรณ์ ปรากฏว่าขณะผู้ซื้อทรัพย์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยยื่นเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2547 นั้น ยังอยู่ในช่วงเวลาที่ ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ เดิม มีผลใช้บังคับอยู่ จึงต้องบังคับใช้ตามกฎหมายฉบับดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจึงไม่เป็นที่สุด ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ เดิม ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงชอบที่จะรับอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ไว้วินิจฉัย แม้ต่อมาขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 21)ฯ มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 309 ทวิ เดิม และให้ใช้ความในมาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขใหม่แทน ซึ่งกำหนดให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเป็นที่สุดก็ตาม แต่ไม่อาจนำมาใช้จำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ได้ เนื่องจากขณะผู้ซื้อทรัพย์ใช้สิทธิอุทธรณ์นั้น บทบัญญัติดังกล่าวยังไม่มีผลใช้บังคับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์จนเสร็จสำนวนและมีคำพิพากษามานั้น ย่อมเป็นการพิจารณาและพิพากษาโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดตรังบังคับคดีแทนศาลแพ่งซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,519,002.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดิน น.ส. 3 สารบบเล่ม 19 หน้า 14 ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง น.ส. 3 ก. เลขที่ 212, 379, 380, 1088 ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง น.ส.3 ก. เลขที่ 654, 255, 305 ตำบลนาเกลือ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์สินของจำเลยเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 8 แปลง ดังกล่าวออกขายทอดตลาด ในวันที่ 6 มกราคม 2547 ขายทอดตลาดที่ดินแปลงที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 และในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 ขายทอดตลาดที่ดินแปลงที่ 4 คงเหลือเฉพาะแปลงที่ 3 ที่ยังขายไม่ได้

จำเลยยื่นคำร้องสองฉบับ มีใจความทำนองเดียวกันว่า จำเลยไม่ได้รับทราบประกาศการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสคัดค้านการขายทอดตลาด อีกทั้งการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการขายที่รวบรัดและสมคบกับผู้ซื้อทรัพย์ประมูลขายที่ดินของจำเลยต่ำกว่าราคาประเมินของทางราชการ และราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาด ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

นายอวิรุทธิ์ ผู้ซื้อทรัพย์ที่ดินแปลงที่ 8 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ดินแปลงที่ 8 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า คดีของผู้ซื้อทรัพย์ต้องห้ามอุทธรณ์เพราะในระหว่างที่อุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2547 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 309 ทวิ เดิม และให้ใช้ความตามมาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขใหม่แทนโดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสองเป็นที่สุด จึงส่งผลให้อุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับอุทธรณ์ดังกล่าวไว้วินิจฉัย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า สิทธิของคู่ความที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ใช้ในขณะยื่นอุทธรณ์ปรากฏว่าขณะผู้ซื้อทรัพย์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยยื่นเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2547 นั้นยังอยู่ในช่วงเวลาที่มาตรา 309 ทวิ เดิม มีผลใช้บังคับอยู่ จึงต้องบังคับใช้ตามกฎหมายฉบับดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจึงไม่เป็นที่สุด ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ เดิม ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงชอบที่จะรับอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ไว้วินิจฉัย แม้ต่อมาขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2547 มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 309 ทวิ เดิม และให้ใช้ความในมาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขใหม่แทน ซึ่งกำหนดให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเป็นที่สุดก็ตาม แต่ไม่อาจนำมาใช้จำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์ได้ เนื่องจากขณะผู้ซื้อทรัพย์ใช้สิทธิอุทธรณ์นั้นบทบัญญัติดังกล่าวยังไม่มีผลใช้บังคับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ซื้อทรัพย์จนเสร็จสำนวนและมีคำพิพากษามานั้น ย่อมเป็นการพิจารณาและพิพากษาโดยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2547 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายอวิรุทธิ์ กิ้มเท่ง
จำเลย — นายพิทักษ์ รังษีธรรม
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3804/2551
#417692
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยที่ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยโดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ส่งประกาศขายทอดตลาดไปยังภูมิลำเนาของจำเลยทำให้จำเลยไม่ทราบวันขายทอดตลาดนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยโดยมิได้แจ้งกำหนดวันขายทอดตลาดให้จำเลยทราบ ซึ่งฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา 306 วรรคหนึ่ง คำร้องของจำเลยดังกล่าวจึงอยู่ในบังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่นำมาตรา 27 มาใช้บังคับแก่กรณีตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยยื่นคำร้องหลังจากการบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวเสร็จลงจึงล่วงพ้นกำหนดเวลาที่จำเลยจะร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยค้างชำระหากไม่ชำระบังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 5515, 11909, 11908, 8895 และ 4826 หากไม่พอให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นจนครบ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองดังกล่าวออกขายทอดตลาดชำระหนี้ และโจทก์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 4,110,000 บาท โดยได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวไปเป็นของโจทก์เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2547 แล้ว

จำเลยยื่นคำร้องว่า ขณะทำการยึดทรัพย์โจทก์ได้ส่งหลักฐานภูมิลำเนาที่แท้จริงของจำเลยต่อเจ้าพนักงานบังคับคิดว่า จำเลยย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 755/1 ซอยกรุงธนบุรี 4 แขวงบางลำพูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับส่งหมายแจ้งกำหนดขายทอดตลาดไปยังภูมลำเนาเดิมซึ่งจำเลยได้ขายและย้ายออกไปแล้ว ต่อมาจำเลยทราบว่าที่ดินของจำเลยถูกขายทอดตลาดครั้นวันที่ 5 สิงหาคม 2547 จำเลยไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่สำนักงานบังคับคดี จังหวัดสมุทรสาคร จึงทราบว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อได้ ทำให้จำเลยเสียหาย เนื่องจากที่ดินดังกล่าวมีราคาไม่ต่ำกว่าไร่ละ 800,000 บาท ถึง 1,600,000 บาท ส่วนราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่ำกว่าราคาจริงหลายเท่าตัว เมื่อโจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาถือไม่ได้ว่าการบังคับคดีเสร็จสิ้นลงแล้ว และจำเลยเพิ่งทราบการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย เพื่อยังให้การบังคับคดีเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครจดทะเบียนระงับการจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งประกาศขายทอดตลาดแก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 311 ตรอกสุทธาราม ซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 19 แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยได้รับประกาศขายทอดตลาดทุกครั้งแม้จำเลยจะแจ้งย้ายชื่อของจำเลยไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 755/1 แต่จำเลยยังอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 311 โจทก์ซื้อที่ดินได้จากการขายทอดตลาดครั้งที่ 11 ในราคาที่เหมาะสมตามสภาพและที่ตั้งของที่ดิน ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับมีอำนาจขายได้ จำเลยยื่นคำร้องเมื่อล่วงระยะเวลาตามกฎหมาย ทั้งคำร้องมิได้แสดงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีเลินเล่ออย่างไร และคบคิดฉ้อฉลกันอย่างไร ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยโดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ส่งประกาศขายทอดตลาดไปยังภูมิลำเนาของจำเลยทำให้จำเลยไม่ทราบวันขายทอดตลาดนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยโดยมิได้แจ้งกำหนดวันขายทอดตลาดให้จำเลยทราบ ซึ่งฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา 306 วรรคหนึ่ง คำร้องของจำเลยดังกล่าวจึงอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วจึงไม่นำมาตรา 27 มาใช้บังคับแก่กรณีตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยยื่นคำร้องหลังจากการบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวเสร็จลง จึงล่วงพ้นกำหนดเวลาที่จำเลยจะร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม ดังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แล้ว ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยไปในราคาที่ต่ำกว่าราคาจริง กรณีจึงต้องบังคับตามบัญญัติมาตรา 309 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้บังคับอยู่ในเวลาที่จำเลยยื่นคำร้อง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยโดยฟังว่าราคาขายทอดตลาดไม่ต่ำเกินควร ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคท้าย (เดิม) จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นนอกจากนี้ เป็นข้อปลีกย่อยไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา จึงไม่เป็นสาระแก่คดีที่จะต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 296 วรรคสอง ม. 296 วรรคสาม ม. 306 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิฑูรหรือชยพล ชื่นรัตนกุล
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3803/2551
#420244
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติว่า การปิดหมายหรือปิดประกาศจะต้องปฏิบัติอย่างไร ทั้งไม่มีระเบียบในเรื่องนี้ไว้ จึงอยู่ในดุลพินิจของเจ้าพนักงานที่จะปิดให้เหมาะสมกับสถานที่ที่จะปิดซึ่งเป็นที่เปิดเผยให้เห็นได้ง่าย และไม่จำต้องปิดโดยติดกับตัวทรัพย์ไว้เสมอไป การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศยึดทรัพย์และประกาศขายทอดตลาดทรัพย์โดยใช้กิ่งไม้เสียบไว้กับต้นไม้บนคูนาในที่ดินพิพาทและปิดที่บ้านของจำเลยโดยผูกไว้กับลูกบิดประตูหน้าบ้านของจำเลยล้วนแต่เป็นการปิดในที่เปิดเผยแลเห็นได้ง่ายทั้งสิ้น กรณีถือได้ว่าเป็นการปิดประกาศโดยชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคหนึ่ง แล้ว

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 306 เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดแล้วการดำเนินการบังคับคดีให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะต้องแจ้งประกาศการขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายนั้นให้ทราบด้วย บุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามความหมายของมาตราดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 280 (1) ให้ถือว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้หนึ่งที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะทำการขายทอดตลาดนั้นรวมอยู่ด้วย สำหรับคดีนี้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องถือว่ามี 2 ราย คือ จำเลยและ ส. ผู้ตายซึ่งจำเลยถูกฟ้องให้รับผิดแทนในฐานะทายาทผู้ตายด้วย จึงเห็นได้ว่าจำเลยมี 2 ฐานะ คือเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในฐานะส่วนตัว และเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในฐานะทายาทของผู้ตายด้วย กระบวนพิจารณาใดที่กระทำต่อจำเลยถือได้ว่ากระทำต่อผู้ตายด้วย ซึ่งในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้จำเลยก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาแทนผู้ตายมาโดยตลอด ทั้งยังปรากฏว่าผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. ตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2545 ก่อนจำเลยถูกฟ้องคดี และผู้ร้องก็ไปขอประนอมหนี้กับโจทก์ด้วย แต่ผู้ร้องก็มิได้แจ้งให้ทราบว่าเป็นผู้จัดการมรดกและไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินของผู้ตาย ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งประกาศการขายทอดตลาดให้จำเลยทราบโดยมิได้แจ้งแก่ผู้ร้องหรือทายาทอื่น ย่อมเป็นการแจ้งแก่จำเลยและแจ้งแก่ผู้ตายซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองรายครบถ้วนแล้ว การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นการขายทอดตลาดที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทของนางสมบัติ ผู้ตาย ชำระเงิน 441,121.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี จากต้นเงิน 326,765.26 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 2,820 บาท และค่าทนายความ 3,000 บาท ให้แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นงวดๆ งวดละไม่น้อยกว่า 3,000 บาท หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์ยึดที่ดินโฉนด เลขที่ 7236 ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง (โพหวี) จังหวัดลพบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลย ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนำยึดที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้ในราคา 480,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินของจำเลยไปในราคาต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีและราคาที่แท้จริงในท้องตลาดเป็นอย่างมาก และการส่งประกาศขายทอดตลาดไปยังบ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 6 ตำบลโคกสลุด อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นบ้านเดิมของจำเลยเป็นการไม่ชอบเนื่องจากจำเลยไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงไม่ทราบประกาศขายทอดตลาด เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์รายนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสมบัติและเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางสมบัติผู้ตาย ผู้ตายมีทายาททั้งหมด 6 คน เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวโดยทายาทของนางสมบัติไม่ทราบเรื่อง หากทราบก็คงไม่เพิกเฉยให้มีการขายทอดตลาดเพราะผู้ร้องมีเงินพอที่จะไถ่ถอนและซื้อคืนได้ทุกเวลา ทายาททุกคนมีส่วนได้เสียในการขายทอดตลาดทรัพย์ แต่การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพิพาทไปโดยไม่แจ้งให้ทายาทหรือผู้จัดการมรดกทราบเป็นการไม่ชอบ และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าที่เป็นจริงไม่ขายให้ได้ราคาสูงสุดเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์รายนี้

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ขายเป็นราคาที่แท้จริงและเป็นราคาที่สูงตามสมควรแล้ว การขายของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการขายโดยเปิดเผย แม้จะขายทรัพย์พิพาทในวันแรกที่กำหนดไว้ในประกาศขายก็ไม่เป็นเหตุให้จำเลยเสียหาย จำเลยมีภูมิลำเนาปรากฏในทะเบียนบ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 6 ตำบลโคกสลุด อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี แม้จำเลยจะไปพักอาศัยอยู่กับภริยาและบุตรที่บ้านเลขที่ 109 หมู่ที่ 7 ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ก็ถือได้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาทั้งสองแห่ง เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ ณ ภูมิลำเนาแห่งใดแห่งหนึ่ง ย่อมถือว่าเป็นการส่งประกาศขายให้แก่จำเลยโดยชอบแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยและผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาทของนางสมบัติ ผู้ตาย ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยเป็นหนี้ที่จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทของผู้ตายต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ในการยึดทรัพย์นั้น นายอนุกูลในฐานะเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศยึดทรัพย์และปิดประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ ณ ที่ตั้งทรัพย์และที่บ้านของจำเลย โดยเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไปถึงที่ตั้งทรัพย์อันเป็นที่นาพบต้นไม้บริเวณคูนา จึงได้นำประกาศดังกล่าวไปติดโดยใช้กิ่งไม้เสียบไว้ ส่วนการปิดประกาศที่บ้านของจำเลยนั้นปรากฏว่าไม่มีคนอยู่บ้าน เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศที่บ้านของจำเลยโดยผูกไว้ที่ลูกบิดประตู

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและผู้ร้องประการแรกว่า การปิดประกาศยึดทรัพย์และประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวชอบหรือไม่ โดยจำเลยและผู้ร้องฎีกาว่า การปิดประกาศ ณ ที่ตั้งทรัพย์ต้องปิดให้ติดกับตัวทรัพย์ที่ถูกยึดโดยตรง การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศโดยใช้กิ่งไม้เสียบไว้ที่ต้นไม้บนคูนาบริเวณที่ดินพิพาทย่อมไม่ชอบ และการปิดประกาศที่บ้านของจำเลยก็ต้องปิดโดยให้ติดกับตัวบ้าน คือ บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 6 ตำบลโคกสลุด อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี มิใช่ไปผูกไว้ที่ลูกบิดประตู จึงเป็นการปิดที่ไม่ชอบเช่นกันนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติว่า การปิดหมายหรือปิดประกาศจะต้องปฏิบัติอย่างไร ทั้งไม่มีระเบียบในเรื่องนี้ไว้ จึงอยู่ในดุลพินิจของเจ้าพนักงานที่จะปิดให้เหมาะสมกับสถานที่ที่จะปิด ซึ่งต้องเป็นที่เปิดเผยให้เห็นได้ง่าย และไม่จำต้องปิดโดยติดกับตัวทรัพย์ไว้เสมอไป การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศยึดทรัพย์และประกาศขายทอดตลาดทรัพย์โดยใช้กิ่งไม้เสียบไว้กับต้นไม้บนคูนาในที่ดินพิพาท และปิดที่บ้านของจำเลยโดยผูกไว้กับลูกบิดประตูหน้าบ้านของจำเลย ล้วนแต่เป็นการปิดในที่เปิดเผยแลเห็นได้ง่ายทั้งสิ้น กรณีถือได้ว่าเป็นการปิดประกาศโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคหนึ่ง แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยและผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและผู้ร้องประการที่สองว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดให้แก่จำเลยทราบเท่านั้นโดยไม่ได้แจ้งแก่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตายทราบด้วยนั้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทอดตลาดแล้ว การดำเนินการบังคับคดีให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะต้องแจ้งประกาศการขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายนั้นให้ทราบด้วย บุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามความหมายของมาตราดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 (1) ให้ถือว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้หนึ่งที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะทำการขายทอดตลาดนั้นร่วมอยู่ด้วย สำหรับคดีนี้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องถือว่ามี 2 ราย คือ จำเลยและนางสมบัติผู้ตายซึ่งจำเลยถูกฟ้องให้รับผิดแทนในฐานะทายาทผู้ตายด้วย จึงเห็นได้ว่าจำเลยมีสองฐานะ คือเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในฐานะส่วนตัว และเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในฐานะทายาทของผู้ตายด้วย กระบวนพิจารณาใดที่กระทำต่อจำเลยถือได้ว่ากระทำต่อผู้ตายด้วย ซึ่งในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ จำเลยก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาแทนผู้ตายมาโดยตลอด ทั้งยังปรากฏตามทางนำสืบของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกนางสมบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2545 ก่อนจำเลยถูกฟ้องคดี และผู้ร้องก็ไปขอประนอมหนี้กับโจทก์ด้วย แต่ผู้ร้องก็มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าเป็นผู้จัดการมรดกและไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินของผู้ตาย ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งประกาศการขายทอดตลาดให้จำเลยทราบโดยมิได้แจ้งแก่ผู้ร้องหรือทายาทคนอื่น ย่อมเป็นการแจ้งแก่จำเลยและแจ้งแก่ผู้ตายซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองรายครบถ้วนแล้ว การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นการขายทอดตลาดที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยและผู้ร้องฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 ม. 280 (1) ม. 306
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายฮวด พุทธสกุล
สิบเอกมานพ พุทธสกุล ในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทของ
จำเลย — นางสมบัติ พุทธสกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3802/2551
#412030
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้จำนองยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองให้เอาเงินที่ได้มานั้นชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน เพราะไม่ใช่เรื่องฟ้องบังคับจำนองโดยตรงที่จะต้องบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 728

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อไปคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 123,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 123,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43187 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี และสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อนางพจนีย์ภริยาจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองจำนวน 503,577.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปีของต้นเงิน 307,069.15 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยขอรับชำระหนี้ก่อนโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่น

โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคดีนี้ยึดไว้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท โดยอาศัยสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ดังนั้น ผู้ร้องต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังนางพจนีย์ผู้จำนองซึ่งเป็นลูกหนี้และต้องกำหนดเวลาอันสมควรเพื่อให้โอกาสนางพจนีย์ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง จึงจะมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองได้ ตามคำร้องและทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าผู้ร้องดำเนินการในเรื่องนี้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบังคับจำนอง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งนางพจนีย์ภริยาจำเลยที่ 2 นำมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ในวงเงิน 330,000 บาท นางพจนีย์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ต่อมานางพจนีย์ได้มาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ร้องโดยโอนสิทธิตามสัญญาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย แต่นางพจนีย์ไม่ชำระหนี้ตามที่ได้ตกลงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา วันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 ผู้ร้องจึงคำนวณต้นเงินและดอกเบี้ยนำมายื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นต้องมีการบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังนางพจนีย์ลูกหนี้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า การบังคับจำนองซึ่งจะต้องมีการบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 นั้น เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้รับจำนองจะฟ้องบังคับจำนองต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดอันกฎหมายบังคับว่าต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน แต่กรณีนี้เป็นเรื่องที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองให้เอาเงินที่ได้มานั้นชำระหนี้แก่ตนโดยไม่จำเป็นต้องฟ้องนางพจนีย์ผู้จำนองก่อน หรือผู้จำนองต้องเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ไม่ใช่เรื่องฟ้องบังคับจำนองโดยตรงที่จะต้องบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 และไม่มีกฎหมายบังคับให้การขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 จะต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน หากผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองผู้ร้องย่อมอาศัยอำนาจแห่งการจำนองขอให้ศาลขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทโดยปลอดจำนอง เพื่อนำเงินที่ขายได้ชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนอง และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลชั้นต้นฟังมาแล้วว่า นางพจนีย์ จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นประกันหนี้เงินกู้ต่อผู้ร้องจริง ผู้ร้องจึงชอบที่จะใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จำนองจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทก่อนเจ้าหนี้อื่นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 289
ป.พ.พ. ม. 728
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารออมสิน
จำเลย — นายสุมล ยิ่งเจริญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวเนาวรัตน์ อัชฌายกชาติ
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801/2551
#412373
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 นั้น คู่ความฝ่ายใดในคดีจะร้องขอก็ได้ แต่จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิหรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 307 ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่าสมควรตั้งผู้จัดการทรัพย์หรือการประกอบกิจการตามที่จำเลยที่ 3 ร้องขอแทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 หรือไม่ ป.วิ.พ. มาตรา 307 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลมีคำสั่งในกรณีดังกล่าว ซึ่งมุ่งที่จะคุ้มครองลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้มีโอกาสชำระหนี้ โดยไม่จำต้องขายทรัพย์สินอันสามารถทำรายได้ให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไป การที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอตั้งผู้จัดการทรัพย์พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อบรรเทาความเสียหาย จึงเป็นคำขอเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยที่ 3 ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมมีอำนาจสั่งคำร้องขอดังกล่าวได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เงินกู้จำนวน3,033,495.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2544 วันที่ 30 กรกฎาคม 2544 และวันที่ 27 สิงหาคม 2544 ครั้งละ 30,000 บาท และวันที่ 26 ตุลาคม 2544 จำนวน 20,000 บาท หักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือให้หักชำระต้นเงินและคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินคงเหลือในอัตราดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 603,694.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินเลขที่ 172 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 172 และสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 172 และสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และตั้งจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 3 สิงหาคม 2548 ขอให้ศาลมีคำสั่งงดการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 172 และสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งว่า คำร้องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 มีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 หรือไม่ เห็นว่า การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 นั้น คู่ความฝ่ายใดในคดีจะร้องขอก็ได้ แต่จะต้องเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งที่พิพาทกันได้รับความคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา คดีนี้จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่าสมควรตั้งผู้จัดการทรัพย์หรือการประกอบกิจการตามที่จำเลยที่ 3 ร้องขอแทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 หรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลมีคำสั่งในกรณีดังกล่าว ซึ่งมุ่งที่จะคุ้มครองลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้มีโอกาสชำระหนี้ โดยไม่จำต้องขายทรัพย์สินอันสามารถทำรายได้ให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไป การที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอตั้งผู้จัดการทรัพย์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อบรรเทาความเสียหาย จึงเป็นคำขอเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยที่ 3 ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมมีอำนาจสั่งคำร้องขอดังกล่าวได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง แต่โดยเหตุที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 วรรคสอง บัญญัติว่า คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด เพื่อให้คำสั่งในเรื่องนี้เสร็จเด็ดขาดไปพร้อมกับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีหลัก จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาสั่งคำร้องขอดังกล่าวใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาคำร้องขอฉบับลงวันที่ 3 สิงหาคม 2548 ของจำเลยที่ 3 และมีคำสั่งใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

2/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247 ม. 264 ม. 307
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางลัยลัดดา คงชีวินรุ่งเรือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสมยศ ชัยประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวีป ตันสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3800/2551
#494123
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งหมายแจ้งวันประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง และมาตรา 306 จำเลยที่ 2 มิได้ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควร และการขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง อันจะทำให้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นที่สุด ตามมาตรา 309 ทวิ วรรคท้าย ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาแล้ว ป.วิ.พ. มาตรา 296 มิได้บัญญัติให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นที่สุด จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้ถึงที่สุดไม่

ตามบทบัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสี่ (2) และมาตรา 316 วรรคหนึ่ง เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อไปคือการจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 316 วรรคหนึ่ง และการจ่ายเงินแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 318 หากเจ้าพนักงานบังคับคดียังปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวไม่เสร็จสิ้น จะถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้วไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์เนื่องจากยังไม่ได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย ดังนี้ จึงถือว่าการบังคับคดียังไม่เสร็จลง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสี่ (2) จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์นี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,451,932.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,362,332.21 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 มีนาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระค่าทนายความจำนวน 17,824.58 บาท โดยจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 18 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21746 ตำบลคลองหนึ่ง (คลอง 1 ตก) อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21746 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ และในการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองดังกล่าวในครั้งที่ 8 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายให้แก่นางมลฤดีผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุดในราคา 2,030,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 600 บาท แทนผู้ซื้อทรัพย์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21746 ดังกล่าว โดยประเมินราคาทรัพย์เป็นเงิน 1,100,000 บาท และประกาศขายทอดตลาดรวม 8 ครั้ง ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2542 และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2542 แต่ไม่มีผู้สนใจเข้าสู้ราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงงดการขายทอดตลาดไว้ และได้ประกาศขายทอดตลาดครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 และวันที่ 21 มีนาคม 2544 นางสาวนิภาเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดจำนวน 1,000,000 บาท และ 1,430,000 บาท ตามลำดับ แต่โจทก์และจำเลยที่ 2 ค้านว่าราคาต่ำ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงงดการขายทอดตลาดไว้ และได้ประกาศขายทอดตลาดครั้งที่ 5 ถึงครั้งที่ 7 ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 วันที่ 19 ธันวาคม 2544 และวันที่ 16 มกราคม 2545 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อน โดยอ้างว่าการขายทอดตลาดต่อไปจะทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่อยู่และประกอบอาชีพของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้ไปเจรจาขอลดยอดหนี้กับโจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 ในวันนัดไต่สวน ทนายจำเลยที่ 2 แถลงว่า หากจำเลยที่ 2 สามารถขายบ้านได้เองจะได้ราคาดีกว่าการขายทอดตลาด โดยขอเวลาหาคนมาซื้อเป็นเวลา 6 เดือน หากไม่สามารถขายได้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดต่อไป ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้เป็นเวลา 6 เดือน แต่จำเลยที่ 2 ไม่สามารถขายบ้านได้ โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดต่อไป เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดครั้งที่ 8 ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2547 ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดจำนวน 2,030,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายและไม่มีผู้คัดค้าน จึงอนุมัติให้ขายแก่ผู้ซื้อทรัพย์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของโจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ก่อนว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นที่สุดหรือไม่ โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์แก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคท้าย จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้อีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มาจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งหมายแจ้งวันประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 2 ทราบ การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง และมาตรา 306 จำเลยที่ 2 มิได้ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควร และการขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง อันจะทำให้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นที่สุด ตามมาตรา 309 ทวิ วรรคท้าย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 มิได้บัญญัติให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นที่สุด หากจำเลยที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้ถึงที่สุดดังที่โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์แก้ฎีกาไม่ จำเลยที่ 2 มีสิทธิที่จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มานั้นชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อแรกมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดเพราะการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้วเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสี่ บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ให้ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงเมื่อได้มีการดำเนินการดังต่อไปนี้ (2) ในกรณีที่คำบังคับหรือหมายบังคับคดีกำหนดให้ใช้เงิน เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้จ่ายเงินตามมาตรา 318 มาตรา 319 มาตรา 320 มาตรา 321 หรือมาตรา 322 แล้วแต่กรณี... และมาตรา 316 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีรายละเอียดแสดงจำนวนเงินทั้งหมดที่ได้ยึดหรือได้มาจากการจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา... ตามบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าว เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อไปคือ การจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 316 วรรคหนึ่ง และการจ่ายเงินแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 318 หากเจ้าพนักงานบังคับคดียังปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวไม่เสร็จสิ้น จะถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้วไม่ได้ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของนายณัฐพรเจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์รายนี้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่ได้จ่ายเงินให้แก่โจทก์เนื่องจากยังไม่ได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย ดังนี้จึงถือว่าการบังคับคดียังไม่เสร็จลง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสี่ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์นี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์เนื่องจากการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น...

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนผู้ซื้อทรัพย์และโจทก์ฝ่ายละ 300 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 ม. 306 ม. 316 ม. 318
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางมลฤดี พูลเกษม
จำเลย — นางสาวศรินทิพย์ เต็มวานิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นางวงศิกาญน์ ชุ่มประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3799/2551
#413659
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ร้อง จำเลยย่อมมีฐานะเป็นตัวแทนของผู้ร้องและผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อ การที่จำเลยซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ ถือว่าผู้ร้องยอมให้จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของตนทำการออกหน้าเป็นตัวการในการจำนองที่ดินพิพาท ผู้ร้องจึงไม่อาจทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลยซึ่งเป็นตัวแทน และโจทก์ขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 การจำนองที่ดินพิพาทจึงมีผลผูกพันผู้ร้อง ไม่ว่าผู้ร้องจะทราบเรื่องการจดทะเบียนจำนองหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 504,190.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความแทนโจทก์จำนวน 3,000 บาท หากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และเมื่อขายทรัพย์จำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 26707 ตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ โดยผู้ร้องให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ร้อง จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจำนองเป็นประกันการกู้เงินไว้แก่โจทก์โดยผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นยินยอม ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทดังกล่าว

โจทก์ให้การว่า ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของจำเลยซึ่งนำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้เงินไว้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

วันนัดสืบพยานผู้ร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานแล้วพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องฎีกาว่า ข้อเท็จจริงยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ การที่จำเลยนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ผู้ร้องทราบหรือไม่ และโจทก์ทราบเรื่องการเป็นตัวแทนหรือไม่ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับโดยให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องและมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไปนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 26707 ตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนผู้ร้องตามที่กล่าวอ้าง กรณีเช่นนี้ จำเลยย่อมมีฐานะเป็นตัวแทนของผู้ร้องและผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อ การที่จำเลยซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ ถือว่าผู้ร้องยอมให้จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของตนทำการออกหน้าเป็นตัวการในการจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่อาจจะทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลยซึ่งเป็นตัวแทน และโจทก์ขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 การจำนองที่ดินพิพาทที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์จึงมีผลผูกพันผู้ร้อง ทั้งนี้ไม่ว่าผู้ร้องจะทราบเรื่องการจดทะเบียนจำนองหรือไม่ก็ตาม ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ทราบเรื่องจำเลยเป็นตัวแทนหรือไม่ อย่างไรนั้น ผู้ร้องมิได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในคำร้อง จึงเป็นเรื่องนอกเหนือจากคำร้อง ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ไต่สวนคำร้องนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 806
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายไชยา โคตรสมบูรณ์กุล
จำเลย — นายอุทัย สมประสพสุข
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3799/2551
#417687
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 26707 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนผู้ร้อง กรณีเช่นนี้ จำเลยย่อมมีฐานะเป็นตัวแทนของผู้ร้องและผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อ การที่จำเลยซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ถือว่าผู้ร้องยอมให้จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของตนทำการออกหน้าเป็นตัวการในการจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่อาจจะทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลยซึ่งเป็นตัวแทน และโจทก์ขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 การจำนองที่ดินพิพาทที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์ จึงมีผลผูกพันผู้ร้อง ทั้งนี้ไม่ว่าผู้ร้องจะทราบเรื่องการจดทะเบียนจำนองหรือไม่ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 504,190.15 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความแทนโจทก์จำนวน 3,000 บาท หากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และเมื่อขายทรัพย์จำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 26707 ตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ โดยผู้ร้องให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ร้อง จำเลยนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปจำนองเป็นประกันการกู้เงินไว้แก่โจทก์โดยผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นยินยอม ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทดังกล่าว

โจทก์ให้การว่า ทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของจำเลยซึ่งนำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้เงินไว้แก่โจทก์ โจทก์จึงสิทธิบังคับคดีได้โดยชอบด้วยกฎหมายขอให้ยกคำร้อง

วันนัดสืบพยานผู้ร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานแล้วพิพากษายกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องฎีกาว่า ข้อเท็จจริงยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ การที่จำเลยนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ผู้ร้องทราบหรือไม่ และโจทก์ทราบเรื่องการเป็นตัวแทนหรือไม่ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับโดยให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องและมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไปนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 26707 ตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคายพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนผู้ร้องตามที่กล่าวอ้าง กรณีเช่นนี้ จำเลยย่อมมีฐานะเป็นตัวแทนของผู้ร้องและผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อ การที่จำเลยซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ ถือว่าผู้ร้องยอมให้จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของตนทำการออกหน้าเป็นตัวการในการจำนองที่ดินพิพาทดังกล่าวผู้ร้องจึงไม่อาจจะทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลยซึ่งเป็นตัวแทน และโจทก์ขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 การจำนองที่ดินพิพาทที่จำเลยทำไว้แก่โจทก์จึงมีผลผูกพันผู้ร้อง ทั้งนี้ไม่ว่าผู้ร้องจะทราบเรื่องการจดทะเบียนจำนองหรือไม่ก็ตามส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ทราบเรื่องจำเลยเป็นตัวแทนหรือไม่อย่างไรนั้น ผู้ร้องมิได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในคำร้อง จึงเป็นเรื่องนอกเหนือจากคำร้อง ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ไต่สวนคำร้องนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 806
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายไชยา โคตรสมบูรณ์กุล
จำเลย — นายอุทัย สมประสพสุข
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3798/2551
#420242
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 306 กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่แจ้งคำสั่งของศาลที่อนุญาตให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนซึ่งก็คือจำเลยที่ 3 เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่จำต้องแจ้งวันขายทอดตลาดแก่จำเลยที่ 1 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินตามวันเวลาและสถานที่ที่กำหนดไว้ในประกาศที่ได้แจ้งแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการขายทอดตลาดโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดืสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง คือ ที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด นายคีรีวัฒน์เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 54309 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ได้ในราคา 2,430,000 บาท

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์ไว้เป็นเงิน 3,349,000 บาท แต่ได้ขายทรัพย์ไปในราคา 2,430,000 บาท อันเป็นราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาด และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งการประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบ การขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 มิได้อ้างว่าไม่ทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดวันใด เมื่อการขายครั้งนี้เป็นการขายครั้งที่ 7 เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ทราบการขายทอดตลาด ประกอบกับราคาที่ขายไม่ต่ำเกินสมควรและตามวิธีการขายทอดตลาด จึงเป็นการขายโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอนการขาย ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาด ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด เป็นการยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม) เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่มีการยื่นอุทธรณ์ ทั้งมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ก็บัญญัติว่าคำสั่งศาลชั้นต้นในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด มิได้ให้สิทธิจำเลยที่ 1 อุทธรณ์หรือฎีกาได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แจ้งการประกาศขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบ การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีจารณาความแพ่ง มาตรา 306 กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่แจ้งคำสั่งของศาลที่อนุญาตให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดและวันขายทอดตลาดแก่บรรดาบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนซึ่งก็คือจำเลยที่ 3 เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่จำต้องแจ้งวันขายทอดตลาดแก่จำเลยที่ 1 การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินตามวันเวลาและสถานที่ที่กำหนดไว้ในประกาศที่ได้แจ้งแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการขายทอดตลาดโดยชอบแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 306 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางเพชรรัตน์ ไชยกาล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3797/2551
#412131
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าการส่งคำบังคับให้จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นประเด็นในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ แม้โจทก์จะมิได้คัดค้านคำร้องของจำเลย ก็เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องไต่สวนเพื่อให้ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในทางหนึ่งทางใดเสียก่อน จึงจะสามารถวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นตามคำร้องของจำเลยได้ว่ามีเหตุสมควรเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามที่จำเลยอ้างหรือไม่ กรณีเช่นว่านี้ หากศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานนั้นมาสืบเพิ่มเติม ศาลก็มีอำนาจที่จะเรียกพยานหลักฐานใดๆ อันเกี่ยวแก่ประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติมได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสาม ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียก ย. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ศาลผู้ส่งคำบังคับให้แก่จำเลยมาเบิกความในฐานะพยานศาลจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 85,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1472 ตำบลธารประสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ที่จำเลยมีสิทธิครอบครองแล้วขายทอดตลาดไปในราคา 120,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การส่งคำบังคับให้แก่จำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการส่งคำบังคับโดยอ้างว่าเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประเด็นตามคำร้องของจำเลยจึงมีว่า การส่งคำบังคับชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้โจทก์จะมิได้คัดค้านคำร้องของจำเลยก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องไต่สวนเพื่อให้ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในทางหนึ่งทางใดเสียก่อนจึงจะสามารถวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นตามคำร้องของจำเลยได้ว่ามีเหตุสมควรเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามที่จำเลยอ้างหรือไม่ กรณีเช่นว่านี้ หากศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นที่จะต้องนำพยานหลักฐานนั้นมาสืบเพิ่มเติม ศาลก็มีอำนาจที่จะเรียกพยานหลักฐานใดๆ อันเกี่ยวแก่ประเด็นในคดีมาสืบเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสาม คดีนี้ปรากฏว่านายยงยุทธ์เป็นผู้ส่งคำบังคับให้แก่จำเลย จึงเป็นพยานที่เกี่ยวกับประเด็นตามคำร้อง เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จำเป็นที่จะต้องสืบพยานปากนี้ก็ย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งเรียกนายยงยุทธ์มาเบิกความในฐานะพยานศาลได้ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสาม และพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 86 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพบูลย์ ลีลาไพบูลย์
จำเลย — นางต้อย ซอกจอหอ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายมณฑล ยอดรัก
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายรังสรรค์ กุลาเลิศ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3796/2551
#411330
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2548 มาตรา 9 ระบุให้ยกเลิกความในตาราง 5 ท้าย ป.วิ.พ. เดิม และให้ใช้ตาราง 5 ใหม่แทน แต่ตามมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้ระบุว่า บทบัญญัติมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่การบังคับคดีของบรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ใช้ตาราง 5 ท้าย ป.วิ.พ. ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดีบังคับแก่การบังคับคดีดังกล่าว เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 15 พฤษภาคม 2540 ก่อนที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 22) พ.ศ.2548 ใช้บังคับ จึงต้องใช้ตาราง 5 ท้าย ป.วิ.พ. เดิม ซึ่งระบุให้เสียค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงิน แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์ที่ยึด ไม่ใช่คิดอัตราค่าธรรมเนียมตามตาราง 5 ที่แก้ไขใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยเพื่อขายทอดตลาด แต่โจทก์จำเลยตกลงกันได้ก่อน โจทก์จึงได้ถอนการยึดทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์ที่ประเมินไว้ โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยืนตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดี ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2548 มาตรา 9 ระบุให้ยกเลิกความในตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเดิม และให้ใช้ตาราง 5 ใหม่ โดยในข้อ 3 ของตาราง 5 ใหม่ ระบุให้คิดค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 2 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่มาตรา 10 ของพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2548 ได้ระบุว่า บทบัญญัติมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่การบังคับคดีของบรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ใช้ตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่มีการฟ้องคดีบังคับแก่การบังคับคดีดังกล่าว เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2540 ก่อนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2548 ใช้บังคับ จึงต้องใช้ตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเดิม ซึ่งในข้อ 3 ระบุให้คิดค่าธรรมเนียมเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ที่โจทก์อุทธรณ์ทำนองว่าต้องคิดอัตราค่าธรรมเนียมตามตาราง 5 ที่มีการแก้ไขใหม่นั้นฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อมรภัทรค้าวัสดุก่อสร้าง
จำเลย — นายมานะ พรมจิ๋ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายอรุณ ชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา