คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4359/2551
#420342
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การยอมรับว่าเสพเมทแอมเฟตามีนจริง แต่ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยที่ 2 แล้วบันทึกว่า สอบจำเลยที่ 2 แล้ว ยืนยันให้การปฏิเสธ เท่ากับจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าว โดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (8) และมาตรา 227 วรรคแรก แม้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 59 เม็ด น้ำหนักรวม 5.49 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสามร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 จำนวนไม่แน่ชัดโดยทำให้ระเหิดเป็นควันแล้วสูดรับควันเข้าสู่ร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ขวดเสพเมทแอมเฟตามีน 1 ขวด กระดาษตะกั่วมีคราบเมทแอมเฟตามีน 2 แผ่น ถุงพลาสติกใส 1 ถุง และกระดาษบัญชีรายชื่อ 3 แผ่น เป็นของกลาง ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2539 จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคดีหมายเลขแดงที่ 6489/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพันโทษ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบของกลางและเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ให้การปฏิเสธข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 (ที่ถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) จำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) จำคุกคนละ 1 ปี และให้ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 10,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือนและปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 5,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน รวมสองกระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและอยู่ระหว่างการศึกษา จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 48 ชั่วโมง (ที่ถูก ต้องระบุว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสำหรับจำเลยที่ 3) ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การว่า จำเลยที่ 2 รับว่าเสพเมทแอมเฟตามีนจริง แต่ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 91, 102 ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยที่ 2 แล้วบันทึกว่า สอบจำเลยที่ 2 แล้ว ยืนยันให้การปฏิเสธเท่ากับจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าว โดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (8) และมาตรา 227 วรรคแรก แม้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีก เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจเอกอาวุธพนักงานสอบสวนเบิกความประกอบใบแจ้งผลการตรวจสอบสารเสพติดว่า ได้ส่งจำเลยที่ 2 ไปตรวจปัสสาวะที่โรงพยาบาลบางปะกอก 1 ผลการตรวจพบสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะของจำเลยที่ 2 ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 2 เบิกความเจือสมว่า เสพเมทแอมเฟตามีนนาน 1 เดือน ก่อนเกิดเหตุ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจเอกหาญชัย และจ่าสิบตำรวจดุสิตผู้ร่วมตรวจค้นจับกุมเบิกความเป็นพยานว่า สายลับแจ้งว่ามีวัยรุ่นชาย 2 คน หญิง 1 คน ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ห้องพักหมายเลข 206 โรงแรม 19 อินน์ โดยชายวัยรุ่นที่ติดต่อลูกค้ามีลักษณะผอมสูง ฟันหลอด้านหน้า ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ แต่โจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นชายวัยรุ่นที่ติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน หรือไม่ ขณะตรวจค้นห้องพักที่เกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้อยู่ในห้องพักที่เกิดเหตุ โจทก์ไม่ได้นำนายอนัน พนักงานโรงแรม 19 อินน์ มาเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยที่ 2 ออกจากห้องพักที่เกิดเหตุ คงอ้างส่งบันทึกคำให้การของนายอนัน จึงเป็นพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อย แม้จำเลยที่ 3 จะเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ติดต่อทางโทรศัพท์หาจำเลยที่ 2 ให้ไปรับแล้วไปเปิดห้องพักที่เกิดเหตุเพื่อเสพเมทแอมเฟตามีนและรอไปเที่ยวกับเพื่อน ก็มีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิด มีน้ำหนักน้อยเช่นกัน นอกจากนี้บันทึกการจับกุมระบุว่า เมื่อได้รับแจ้งจากสายลับแล้ว ร้อยตำรวจเอกหาญชัยกับพวกไปตรวจสอบห้องพักที่เกิดเหตุ เรียกบุคคลในห้องให้เปิดประตูโดยเคาะประตูห้อง 2 ถึง 3 ครั้ง สักครู่คนในห้องเปิดประตูจำเลยที่ 1 วิ่งเข้าไปในห้องน้ำนำเมทแอมเฟตามีนทิ้งในอ่างล้างหน้า และตรวจค้นพบกระดาษตะกั่วมีคราบเมทแอมเฟตามีนและขวดแก้วที่ทำเป็นบ้องสำหรับเสพเมทแอมเฟตามีนจึงยึดเป็นของกลาง ขัดแย้งกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกหาญชัยและจ่าสิบตำรวจดุสิตที่ว่าพบจำเลยที่ 2 เดินออกจากโรงแรม 19 อินน์ แล้วพาไปตรวจค้นห้องพักที่เกิดเหตุ หากพยานโจทก์ทั้งสองพบจำเลยที่ 2 ซึ่งมีลักษณะตรงตามที่สายลับแจ้ง และจำเลยที่ 2 แจ้งว่ามีเมทแอมเฟตามีนในห้องพักที่เกิดเหตุก่อนไปตรวจค้นห้องพักที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองต้องให้จ่าสิบตำรวจวินัยเขียนบันทึกการจับกุมเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ให้ตรงตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานดำเนินคดีกับจำเลยที่ 2 ทำให้เป็นที่สงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองพบจำเลยที่ 2 เดินออกจากโรงแรม 19 อินน์ หรือไม่ แม้ชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมและเขียนยอมรับว่ากระดาษบัญชีรายชื่อเป็นบัญชีที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า และจำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า ชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธไม่ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม และขณะลงลายมือชื่อ ยังไม่มีกระดาษบัญชีรายชื่อ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อให้โอกาสแก่จำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลาบจำเห็นควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่ง

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เนื่องจาก จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 6489/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้นั้น ปรากฏว่า ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ประกาศใช้บังคับมีผลให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ จำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ไม่ได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา แต่จำเลยที่ 2 ฎีกา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งภายในกำหนด 1 ปี ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยที่ 2 ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 186 (8) ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 227 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายไพฑูรย์ จิตรอุดม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4355/2551
#495566
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อที่ผู้ร้องเบิกความอ้างว่าผู้ร้องมีส่วนร่วมกับผู้ตายออกเงินซื้อรถยนต์พิพาทจะรับฟังไม่ได้ แต่ก็ได้ความว่าผู้ร้องแต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายเมื่อปี 2535 และผู้ตายมีบุตรด้วยกัน 2 คน ระหว่างที่อยู่กินด้วยกันผู้ร้องทำงานที่บริษัท จ. ส่วนผู้ตายมีอาชีพทำเครื่องไฟ กรณีจึงถือว่าผู้ร้องและผู้ตายร่วมกันทำมาหากินและมีเจตนาเป็นเจ้าของในทรัพย์ที่หามาได้ในระหว่างอยู่กินด้วยกัน เมื่อผู้ตายได้รถยนต์พิพาทมาในระหว่างอยู่กินกับผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีส่วนเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทด้วยในฐานะเจ้าของร่วม ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียในรถยนต์ดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายและมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยานายละเอียด ผู้ตายโดยมิได้จดทะเบียนสมรส และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กหญิงเบญจมาศ กับเด็กชายอรรถพล ซึ่งผู้ตายรับรองว่าเป็นบุตรด้วยการให้ใช้นามสกุล ส่งเสียเลี้ยงดูและให้การศึกษา บิดามารดาของผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2542 ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดิน 2 แปลง ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายและตกทอดแก่บุตรทั้งสองของผู้ร้อง และรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ - 8226 พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ร้อง ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกดังกล่าวและการจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย บุตรของผู้ร้องไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายเนื่องจากผู้ตายมิได้รับรองว่าเป็นบุตร รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ - 8226 พระนครศรีอยุธยา เป็นของมารดาผู้ตาย มิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ร้องกับผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องและยกคำค้านของผู้คัดค้านที่ 1 (ที่ถูกผู้คัดค้านทั้งสี่) ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางทองเหลืองผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายละเอียด ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่านายละเอียดผู้ตาย และผู้คัดค้านทั้งสี่เป็นบุตรของนายลออกับนางทองขาว ผู้ร้องเป็นภริยาผู้ตายโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและมีบุตรกับผู้ตาย 2 คน คือเด็กหญิงเบญจมาศ กับเด็กชายอรรถพล ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2542 มีทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 6906 และ 6923 ตำบลคลองจิก อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) และรถยนต์พิพาทหมายเลขทะเบียน บ - 8226 พระนครศรีอยุธยา ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ก่อนถึงแก่ความตาย หลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายศาลมีคำสั่งตั้งนางทองขาว เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่นางทองขาวถึงแก่ความตายในขณะที่จัดการมรดกยังไม่แล้วเสร็จ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีส่วนได้เสียในรถยนต์พิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อที่ผู้ร้องเบิกความอ้างว่าผู้ร้องมีส่วนร่วมกับผู้ตายออกเงินซื้อรถยนต์พิพาทจะรับฟังไม่ได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก็ตาม แต่ก็ได้ความว่าผู้ร้องแต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยาผู้ตายเมื่อปี 2535 และมีบุตรด้วยกัน 2 คน ระหว่างที่อยู่กินด้วยกันผู้ร้องทำงานอยู่ที่บริษัท เจ.วี.ซี. จำกัด ส่วนผู้ตายมีอาชีพทำเครื่องไฟ กรณีจึงถือได้ว่าผู้ร้องและผู้ตายร่วมกันทำมาหากินและมีเจตนาเป็นเจ้าของในทรัพย์ที่หามาได้ระหว่างที่อยู่กินด้วยกัน เมื่อผู้ตายได้รถยนต์พิพาทมาในระหว่างที่อยู่กินกับผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีส่วนเป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทด้วยในฐานะเจ้าของร่วม ผู้ร้องจึงมีส่วนได้เสียในรถยนต์ดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายและมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมายและผู้ร้องเป็นมารดาของเด็กหญิงเบญจมาศและเด็กชายอรรถพลซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ของผู้ตาย จึงเห็นสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้เยาว์ทั้งสองดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายละเอียดผู้ตาย ร่วมกับนางทองเหลืองผู้คัดค้านที่ 1 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวเอมอร พันธ์จำปี
ผู้คัดค้าน — นางทองเหลือง พรรณปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4349/2551
#412141
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ร. ดำเนินคดีแทน แต่จำเลยให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้ง รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นแล้วว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อผู้มีอำนาจของโจทก์แต่เป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้ที่ลงลายมือชื่อในคำสั่งเกี่ยวกับการมอบอำนาจ เป็นผู้ที่มีอำนาจของโจทก์และเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง คดีนี้โจทก์นำพยานบุคคลมาสืบเพียงปากเดียว โดยไม่ได้เบิกความถึงการมอบอำนาจให้ดำเนินคดี และไม่ได้ยืนยันว่า ลายมือชื่อในคำสั่งเกี่ยวกับการมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง ถือว่าโจทก์นำสืบประเด็นนี้ไม่สมตามคำฟ้อง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ร. ดำเนินคดีแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้เงิน 238,066.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 137,303 59 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และจ่ายบัตรภาษีให้แก่ผู้ส่งออกที่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรหรือผู้รับโอนสิทธิตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมชื่อบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมดิคส์ จำกัด เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกต่อโจทก์ 2 ชุดคำขอพร้อมแนบใบขนสินค้าขาออกรวม 6 ฉบับประกอบ และขอโอนบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอรับโอนสินธิตามบัตรภาษีดังกล่าวและมีข้อตกลงว่า หากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดจำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งทั้งสิ้น โจทก์จึงจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรเป็นบัตรภาษีในนามของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้นำบัตรภาษีดังกล่าวไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแล้ว 137,303.59 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายรณรงค์ฟ้องคดีแทนหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า คำให้การของจำเลยที่ 2 เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งว่าคัดค้านคำสั่งที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจของโจทก์ฉบับใด และจำเลยที่ 2 ไม่ได้คัดค้านการนำเอกสารดังกล่าวมาสืบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ถือว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับเอกสารดังกล่าว เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ให้การคัดค้านคำสั่งที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจฉบับใดไว้โดยเฉพาะ แต่จำเลยที่ 2 ก็ได้ให้การว่าลายมือชื่อผู้มอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจฉบับที่โจทก์อ้างไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจของโจทก์แต่เป็นลายมือชื่อปลอม และยังให้การด้วยว่าหนังสือการมอบอำนาจที่โจทก์แนบไว้ท้ายใบแต่งทนายความเป็นเอกสารปลอม ซึ่งเอกสารที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจซึ่งประกอบไปด้วยคำสั่งของโจทก์ 4 ฉบับ ที่โจทก์แนบไว้ท้ายใบแต่งทนายความก็เป็นเอกสารชุดเดียวกันกับเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 และจำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ในของประเด็นนี้ด้วยว่า นายรณรงค์ ไม่ใช่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ คำให้การของจำเลยที่ 2 ในประเด็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโดยอ้างเหตุว่าหนังสือมอบอำนาจฉบับที่โจทก์อ้างเป็นเอกสารปลอมเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธแล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้คัดค้านการนำเอกสารดังกล่าวมาสืบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ถือว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับเอกสารดังกล่าวแล้ว เห็นว่า เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายรณรงค์ดำเนินคดีแทน แต่จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธเป็นประเด็นข้อต่อสู้ว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายรณรงค์เพราะลายมือชื่อผู้มอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์อ้างไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจของโจทก์แต่เป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อในคำสั่งของโจทก์ที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจทั้ง 4 ฉบับ เป็นผู้ที่มีอำนาจของโจทก์และเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของบุคคลนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ถึงความมีอยู่ของเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 แต่ให้การต่อสู้ถึงความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวว่าเป็นเอกสารปลอมเพราะลายมือชื่อผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจของโจทก์แต่เป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์ต้องนำสืบถึงความถูกต้องของลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจของโจทก์ในเอกสารดังกล่าว คดีนี้โจทก์มีเพียงนายชัยเดชเป็นพยานบุคคลเพียงปากเดียวมานำสืบโดยไม่ได้เบิกความถึงการมอบอำนาจให้ดำเนินคดี และไม่ได้ยืนยันว่าลายมือชื่อในคำสั่งของโจทก์ที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจของโจทก์ทั้ง 4 ฉบับ เป็นผู้ที่มีอำนาจของโจทก์และเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของบุคคลนั้น ถือว่าโจทก์นำสืบประเด็นนี้ไม่สมตามคำฟ้อง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่ามีการมอบอำนาจให้นายรณรงค์ดำเนินคดีแทนโจทก์ กรณีไม่จำต้องพิจารณาพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
บริษัทซีฮอว์ค เทรดดิ้ง อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
องอาจ โรจนสุพจน์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4347/2551
#412046
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1249 บัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็น เพื่อการชำระบัญชี เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะรายนี้ให้จำเลยทราบก่อนจำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัท จำเลยอุทธรณ์เฉพาะประเด็นเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม และโจทก์ได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยทราบโดยชอบแล้ว เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 แม้ภายหลังจากที่จำเลยได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้วก็ตาม แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1272 ยังบัญญัติว่า ในคดีฟ้องเรียกหนี้สินซึ่งห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท หรือผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้น หรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ดังนั้น แม้เป็นเวลาภายหลังที่จำเลยได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างเวลาที่โจทก์อาจฟ้องคดีได้ ซึ่งโจทก์ก็ได้ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า โจทก์แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยทราบภายหลังจากที่จำเลยได้จดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว จำเลยจึงไม่ใช่นิติบุคคลที่จะต้องเสียภาษีตามกฎหมายอีกต่อไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้างตามฟ้อง 541,164.20 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ และจำเลยจะต้องชำระค่าภาษีให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 บัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็น เพื่อการชำระบัญชี เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะรายนี้ให้จำเลยทราบก่อนจำเลยจดทะเบียนเลิกบริษัท จำเลยอุทธรณ์เฉพาะประเด็นเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม และโจทก์ได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 แม้ภายหลังจากที่จำเลยได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้วก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 ยังบัญญัติว่า ในคดีฟ้องเรียกหนี้สินซึ่งห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท หรือผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้น หรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานเช่นนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ดังนั้น แม้เป็นเวลาภายหลังที่จำเลยได้จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างเวลาที่โจทก์อาจฟ้องคดีได้ ซึ่งโจทก์ก็ได้ฟ้องคดีนี้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า โจทก์แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้จำเลยทราบภายหลังจากที่จำเลยได้จดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว จำเลยจึงไม่ใช่นิติบุคคลที่จะต้องเสียภาษีตามกฎหมายอีกต่อไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามฟ้อง 541,164.20 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1249 ม. 1272
ป.รัษฎากร ม. 34 ม. 91/15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
บริษัท เค.เอส.พี. ออโต้พาร์ท จำกัด
จำเลย — โดยนายอารีย์ ดวงฉวี ผู้ชำระบัญชี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
องอาจ โรจนสุพจน์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4323/2551
#419879
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองของโจทก์ร่วมไปในขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังทำร้ายโจทก์ร่วม แล้วจำเลยที่ 1 วิ่งอ้อมไปทางด้านหลังและขว้างสร้อยคอและพระดังกล่าวทิ้งที่พงหญ้ามีน้ำขังห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 20 เมตร ลักษณะการกระทำของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ เป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ไปจากโจทก์ร่วมแล้ว และมีลักษณะเป็นการฉกฉวยซึ่งหน้าโดยทุจริต ซึ่งเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ การที่จำเลยที่ 1 ขว้างทรัพย์ทิ้งหลังจากวิ่งไปแล้ว 20 เมตร เป็นเจตนาที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ไปได้

ป.อ. มาตรา 91 ไม่ใช่มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดและ ป.วิ.อ. มาตรา 158 ก็มิได้ระบุให้โจทก์ต้องอ้างด้วย ประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายการกระทำของจำเลยที่ 1 ต่างเวลากัน แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำความผิดแต่ละส่วนแยกจากกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุ ป.อ. มาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 336 และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 20,000 บาท ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายณัฐพงศ์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุกคนละ 1 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 1,000 บาท ฐานวิ่งราวทรัพย์ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 1 เดือน สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 ได้กลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 20,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 กระชากเอาสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองของโจทก์ร่วมไปในขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมแล้ววิ่งอ้อมออกไปทางด้านหลังขว้างทิ้งที่พงหญ้ามีน้ำขังห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 20 เมตร พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ดังกล่าวไปจากโจทก์ร่วม โดยจำเลยที่ 1 มีเจตนาเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง การที่จำเลยที่ 1 ขว้างทิ้งไปภายหลังจากวิ่งไปแล้ว 20 เมตร แสดงว่าเจตนาขว้างทิ้งเพิ่งเกิดขึ้นในภายหลังจึงไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เท่านั้นดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ลักษณะการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการฉกฉวยเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปซึ่งหน้าโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายข้อต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ แต่ในท้ายคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำเลยที่ 1 หลายกรรมเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ไม่ใช่มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ก็มิได้ระบุให้โจทก์ต้องอ้างด้วย ประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายการกระทำของจำเลยที่ 1 ต่างเวลากัน แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำความผิดแต่ละส่วนแยกจากกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192
ป.อ. ม. 91 ม. 336 ม. 358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — นายณัฐพงศ์ โกศายานนท์
จำเลย — นางสาวจันทนี มาคา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายไพฑูรย์ อุ้ยมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4288/2551
#418546
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินไว้แทน น. ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ทั้งสาม น. ได้ ตกลงจะขายที่ดินดังกล่าวกับที่ดินแปลงอื่นรวม 73 แปลงให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ทั้งสามได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการล่วงหน้าและรับเงินมัดจำจำนวน 8,000,000 บาท ไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ทั้งสามจึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสาม และให้โจทก์ทั้งสามริบเงินมัดจำจากจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องโจทก์ทั้งสามเป็นตัวแทนของ น. ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน และดำเนินการต่างๆ ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ น. ทำไว้กับจำเลยที่ 1 สิทธิในที่ดินและตามสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่เป็นของโจทก์ทั้งสาม หากมีการโต้แย้งสิทธิก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของ น. มิใช่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงมิใช่บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายแพ่งที่จะนำคดีมาสู่ศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรนายนันทวัฒน์และเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 เนื้อที่รวมกัน 16 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวา ไว้แทนนายนันทวัฒน์ เมื่อประมาณกลางปี 2537 จำเลยที่ 1 มาหานายนันทวัฒน์ติดต่อขอซื้อที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จำนวน 73 แปลง โดยติดต่อหลายครั้ง ในที่สุดนายนันทวัฒน์ตกลงขายที่ดินทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 ในราคา 110,000,000 บาท มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายระบุว่าผู้จะซื้อจะชำระเงินค่ามัดจำ 8,000,000 บาท ให้แก่ผู้ขาย มีเงื่อนไขว่าผู้จะขายจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4812 ให้แก่ผู้จะซื้อก่อน เพื่อนำไปเป็นหลักทรัพย์ในการเสนอขอกู้เงินจากบุคคลที่ให้การสนับสนุนจำเลยที่ 1 แล้วจะนำเงินมาชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือต่อไป ต่อมานายสุชาติซึ่งจำเลยที่ 1 บอกว่าเป็นหุ้นส่วนร่วมทำธุรกิจนำแบบหนังสือสัญญาขายที่ดินของสำนักงานที่ดินมาให้โจทก์ทั้งสามลงลายมือชื่อตามจุดที่ทำเครื่องหมายไว้ให้ โดยหนังสือสัญญาขายที่ดินยังไม่ได้กรอกข้อความใดๆ เมื่อโจทก์ทั้งสามลงลายมือชื่อแล้ว นายสุชาติได้นำหนังสือสัญญาขายที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในช่องผู้ซื้อ โจทก์ที่ 1 ทักท้วงจำเลยที่ 1 ว่าไม่ได้ตกลงขายให้แก่จำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 บอกว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนด้วยอีกคนหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาขายที่ดินแล้วก็ออกจากสำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมไปกับนายสุชาติ โดยนายสุชาติบอกจำเลยที่ 1 และโจทก์ทั้งสามว่าจะรีบไปเบิกเงินมาชำระค่าที่ดิน เมื่อนายสุชาติกลับมาที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม โจทก์ที่ 1 สอบถามเกี่ยวกับการลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 นายสุชาติไม่ยอมตอบ บอกว่าจะรีบไปชำระเงินค่าธรรมเนียม จากนั้นก็เดินกลับมาหาโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งถือโฉนดที่ดิน 2 แปลง ที่โจทก์ที่ 1 มอบให้ และพูดว่าเรียบร้อยแล้ว นายสุชาติบอกให้ไปเอาเงินที่บ้าน โจทก์ทั้งสามรวมทั้งนายนันทวัฒน์จึงตามนายสุชาติไป เมื่อถึงบ้านนายสุชาติให้โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อรับเงินในหนังสือสัญญา โจทก์ที่ 1 ทักท้วงว่าไม่ได้ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ขายให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พูดว่าทำไว้ให้สบายใจทุกฝ่ายเท่านั้นเองไม่มีอะไร โจทก์ทั้งสามจึงลงลายมือชื่อรับเงินค่ามัดจำเป็นเงิน 8,000,000 บาท ซึ่งในสัญญาฉบับดังกล่าวระบุการรับเงินถึง 13,000,000 บาท โจทก์ที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับเงิน 5,000,000 บาท เอาไว้ด้วย หลังจากนั้นนายสุชาติและจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แล้วมาให้โจทก์ที่ 1 ดู โจทก์ที่ 1 จึงลงลายมือชื่อเป็นพยาน ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2538 โจทก์ที่ 1 และนายนันทวัฒน์ไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้าน แต่ไม่พบ วันรุ่งขึ้นติดต่อไปที่บ้านนายสุชาติได้รับคำตอบว่าไม่ได้พบจำเลยที่ 1 นับแต่วันทำสัญญา ซึ่งในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินค่าที่ดินงวดที่สองมาชำระให้แก่โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจึงริบเงินมัดจำ 8,000,000 บาท และมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 กลับคืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม ทั้งมอบให้ทนายความมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 บอกกล่าวให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย การที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินทั้ง 2 แปลงจากโจทก์ทั้งสามเป็นการรับโอนไว้แทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 2 แปลง ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จำนวน 2 แปลง คืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ทั้งสามริบเงินมัดจำ 8,000,000 บาท จากจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 รู้จักกับนายนันทวัฒน์บิดาของโจทก์ทั้งสามมานานแล้ว เคยทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินกันหลายครั้ง มีความสนิทสนทกันมาก เมื่อเดือนกันยายน 2537 โจทก์ทั้งสามและนายนันทวัฒน์มาพบจำเลยที่ 1 ที่บ้าน ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยดำเนินการนำที่ดินตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ประมาณ 27 ไร่ ไปทำการจัดสรรและขายให้แก่บุคคลอื่นเพื่อนำผลกำไรมาแบ่งปันกัน แต่โจทก์ทั้งสามและนายนันทวัฒน์มีข้อแม้ว่าจำเป็นต้องใช้เงินประมาณ 10,000,000 บาท ก่อนโดยให้จำเลยที่ 1 ช่วยติดต่อหานายทุนให้ด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งให้ทราบว่าหาเงินให้โจทก์ทั้งสามได้แล้ว แต่โจทก์ทั้งสามต้องทำสัญญาโอนขายที่ดินให้ 2 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเงินก่อน แล้วทำสัญญาซื้อคืนได้ภายหลัง โจทก์ทั้งสามและนายนันทวัฒน์ตกลง ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2537 จึงนัดมาทำการโอนที่ดิน จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสามไปแล้ว 10,000,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 3,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเป็นเงินสด โดยหักค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายการโอน และค่านายหน้า พร้อมกันนี้โจทก์ทั้งสามให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้ง 2 แปลงคืนจากจำเลยที่ 2 ในราคา 14,625,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2537 โจทก์ทั้งสามและนายนันทวัฒน์มาพบจำเลยที่ 1 ที่บ้านอีก พร้อมทั้งทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไว้ฉบับหนึ่งว่าโจทก์ทั้งสามจะขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 2097, 4738-4772, 4774-4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมเนื้อที่ 27 ไร่เศษ ในราคา 110,000,000 บาท และได้วางมัดจำไว้ 8,000,000 บาท ซึ่งความจริงในวันที่ 19 ตุลาคม 2537 จำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ทั้งสาม ไม่มีการวางมัดจำการซื้อขายที่ดินจำนวน 8,000,000 บาท และไม่มีการตกลงจะซื้อจะขายที่ดินต่อกัน สัญญาฉบับดังกล่าวทำกันในวันที่ 20 ตุลาคม 2537 ซึ่งโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาที่จะให้มีผลใช้บังคับ เนื่องจากโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะทำธุรกิจจัดสรรที่ดินร่วมกันแล้วนำผลกำไรมาแบ่งปันกัน โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ต่อกัน สัญญาฉบับดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางที่โจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 ได้ทำอำพรางการลงทุนทำธุรกิจจัดสรรที่ดินร่วมกัน โดยโจทก์ทั้งสามเกรงว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ร่วมดำเนินการจัดสรรที่ดินแล้วนำผลกำไรมาแบ่งปัน สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินตามฟ้อง โจทก์ทั้งสามได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 เนื้อที่รวม 16 ไร่ 2 งาน 54 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 และนายสุชาติซึ่งเป็นอาของจำเลยที่ 2 ในราคา 13,000,000 บาท โดยทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งได้รับชำระเงินค่าที่ดินไปครบถ้วนแล้ว ที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และนายสุชาติ จำเลยที่ 2 และนายสุชาติไม่เคยเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจใดๆ กับจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับโอนที่ดินไว้แทนจำเลยที่ 1 นอกจากนี้โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จะมีข้อตกลงหรือสัญญากันอย่างใดหรือไม่ก็เป็นเรื่องระหว่างกันเอง โจทก์ทั้งสามจะอาศัยข้อตกลงหรือสัญญาดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโอนที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามไม่ได้ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 14,625,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยที่ 1 จะต้องชำระเงินค่าที่ดินเป็นงวดรวม 12 งวด เป็นเงินงวดละ 725,000 บาท 11 งวด และงวดสุดท้ายชำระ 11,050,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระราคาที่ดินตามเงื่อนไขให้ถือว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นอันยกเลิกกันทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน ทั้งนี้โดยความตกลงยินยอมของโจทก์ทั้งสาม จึงได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาดังกล่าว โจทก์ทั้งสามเกรงว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ชำระราคาตามสัญญาให้แก่จำเลยที่ 2 จึงขอให้จำเลยที่ 2 ขายที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวโดยมีเงื่อนไขตามที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ทั้งสามก่อน หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญากับจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ตกลงยินยอม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามทราบแล้วก็ไม่ตกลงซื้อที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 กลับให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 โอนที่ดินทั้ง 2 แปลง คืนแก่โจทก์ทั้งสาม โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญากับโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 2 จึงมีหนังสือบอกเลิกข้อตกลงที่จะขายที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามและปฏิเสธที่จะโอนที่ดินคืน เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่จะต้องโอนที่ดินคืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสาม กับให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 50,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิริบเงินมัดจำ 8,000,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ได้ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามอ้างว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ไว้แทนนายนันทวัฒน์ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ทั้งสาม นายนันทวัฒน์ได้ตกลงจะขายที่ดินดังกล่าวกับที่ดินแปลงอื่นรวม 73 แปลงให้แก่จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ทั้งสามได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการล่วงหน้าและรับเงินมัดจำจำนวน 8,000,000 บาท ไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ทั้งสามจึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 คืนแก่โจทก์ทั้งสาม และให้โจทก์ทั้งสามริบเงินมัดจำจำนวน 8,000,000 บาท จากจำเลยที่ 1ตามคำฟ้องดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์ทั้งสามเป็นตัวแทนของนายนันทวัฒน์ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 และดำเนินการต่างๆ ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่นายนันทวัฒน์ทำไว้กับจำเลยที่ 1 สิทธิในที่ดินและตามสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่เป็นของโจทก์ทั้งสาม หากมีการโต้แย้งสิทธิก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของนายนันทวัฒน์มิใช่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงมิใช่บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายแพ่งที่จะนำคดีมาสู่ศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ทั้งโจทก์ทั้งสามมิได้รับมอบอำนาจจากนายนันทวัฒน์ให้ฟ้องคดีแทนตามมาตรา 60 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวกฤษณีย์ อุทุมพร กับพวก
จำเลย — นายทองอินทร์ ศรีประชา
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธนัท วิรบุตร์
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4279/2551
#498386
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่" ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลขึ้นไป คือศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลและศาลที่มีมูลคดีเกิดขึ้น ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เมื่อสำนักงานของโจทก์เป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นโจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดสระบุรีได้ ข้อตกลงที่ให้ฟ้องคดีที่ศาลแพ่งนั้น จึงขัดต่อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่อาจใช้บังคับได้

สัญญาเช่าซื้อมีข้อตกลงว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดถือว่าสัญญาเลิกกันทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีตามสัญญาเช่าซื้อไปก่อนที่รถยนต์ที่เช่าซื้อจะสูญหาย เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วนอกจากโจทก์จะได้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 574 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ด้วย จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์จึงตกเป็นผู้ผิดนัด ต้องรับผิดในความเสียหายหากต่อมาการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 217 จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามที่สัญญาเช่าซื้อได้กำหนดไว้ และย่อมมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ เมื่อไม่ส่งคืนก็ต้องใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อ จนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน แต่เนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย โจทก์จึงเรียกค่าขาดประโยชน์ได้จนถึงวันที่รถยนต์สูญหายไป หลังจากนั้นโจทก์จะเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,334,550 บาท กับชำระค่าเสียหาย 350,000 บาท และชำระค่าเสียหายภายหลังฟ้องวันละ 400 บาท จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,000,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 252,000 บาท และค่าขาดประโยชน์วันละ 400 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน 180 วัน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ 1,000,000 บาท และชำระค่าเสียหาย 54,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง 10,715 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกยี่ห้อฮีโน่ หมายเลขทะเบียน 80 - 7907 มหาสารคาม ไปจากโจทก์ในราคา 2,487,800 บาท ชำระค่าเช่าซื้อในวันทำสัญญา 200,000 บาท ค่าเช่าซื้อที่เหลือชำระเป็นงวดรายเดือนงวดละ 63,550 บาท รวม 36 งวด งวดแรกชำระวันที่ 15 ตุลาคม 2539 งวดต่อๆ ไปชำระทุกวันที่ 15 ของเดือนจนกว่าจะครบ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 15 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 16 ประจำวันที่ 15 มกราคม 2541 เป็นต้นมา จนกระทั่งเมื่อประมาณต้นเดือนเมษายน 2541 จำเลยทั้งสองทราบว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อได้สูญหายไป

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสุรพลฟ้องคดีโดยชอบหรือไม่ โจทก์มีนายสุรพล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความยืนยันประกอบเอกสารว่า นางกรรัชต์ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 โจทก์มอบอำนาจให้พยานฟ้องคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งตามสำเนาหนังสือรับรองได้ระบุว่า นางกรรัชต์เป็นกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญผูกพันโจทก์ได้ และตามหนังสือมอบอำนาจก็ระบุว่า โจทก์โดยนางกรรัชต์มอบอำนาจให้พยานมีอำนาจฟ้องคดีต่อจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นางกรรัชต์มีอำนาจทำการแทนโจทก์และมอบอำนาจให้นายสุรพลฟ้องคดีนี้แทน โจทก์จึงมอบอำนาจให้นายสุรพลฟ้องคดีโดยชอบ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า นายชูศักดิ์พยานโจทก์เบิกความว่า พยานมีอำนาจทำการแทนโจทก์ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.10 แต่สำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.10 ขัดกับสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ตรงวันที่โจทก์จดทะเบียนและจำนวนหรือชื่อกรรมการ แสดงว่าสำเนาหนังสือรับรองทั้งสองฉบับมิได้คัดจากต้นฉบับ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจึงไม่ถูกต้องนั้นเห็นว่า ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.10 มีนายชูศักดิ์และนางกรรัชต์เป็นกรรมการและระบุว่ากรรมการคนใดคนหนึ่งมีอำนาจทำการแทนโจทก์ได้นั้น นายทะเบียนออกให้เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541 ส่วนสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ที่ระบุว่านางกรรัชต์มีอำนาจทำการแทนโจทก์นั้น นายทะเบียนออกให้เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2542 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2542 ซึ่งนางกรรัชต์มีอำนาทำการแทนโจทก์เพียงลำพังคนเดียว มิใช่นายชูศักดิ์หรือนางกรรัชต์คนใดคนหนึ่งมีอำนาจทำการแทนโจทก์ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งนายชูศักดิ์ก็ได้เบิกความอธิบายว่านายชูศักดิ์มีอำนาจทำการแทนโจทก์ถึงปี 2542 เท่านั้น และมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการของโจทก์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2542 ดังนั้น แม้จำนวนและชื่อกรรมการแตกต่างกันก็ไม่ถือว่าขัดกันหรือไม่ถูกต้อง ส่วนปีที่โจทก์จดทะเบียนตามสำเนาหนังสือรับรองทั้งสองฉบับแม้จะแตกต่างกัน แต่นายชูศักดิ์ได้เบิกความยืนยันว่า โจทก์จดทะเบียนเมื่อปี 2532 ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.10 ส่วนปี 2538 ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ไม่ถูกต้องอาจเกิดจากพิมพ์ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเห็นว่าน่าจะเป็นตามที่นายชูศักดิ์เบิกความ ทั้งตามสำเนาหนังสือรับรองทั้งสองฉบับแม้ปีที่โจทก์จดทะเบียนจะแตกต่างกัน แต่นางกรรัชต์ก็มีอำนาจทำการแทนโจทก์ตามสำเนาหนังสือรับรองทั้งสองฉบับดังกล่าว ข้อแตกต่างเกี่ยวกับปีที่โจทก์จดทะเบียนจึงไม่เป็นสาระสำคัญ ขณะฟ้องนางกรรัชต์จึงมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญมอบอำนาจให้นายสุรพลฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ศาลจังหวัดสระบุรีหรือไม่ เห็นว่า เขตอำนาจศาลว่าด้วยศาลที่จะรับคำฟ้องนั้นย่อมเป็นไปตามสภาพแห่งคำฟ้องและชั้นของศาลว่าศาลนั้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และต้องปรากฏว่าคดีนั้นอยู่ในเขตศาลนั้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยศาลที่จะรับคำฟ้องและตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดเขตศาลด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 2 เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันที่สำนักงานของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งมาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่" ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลขึ้นไปคือศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลและศาลที่มีมูลคดีเกิดขึ้นซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เมื่อสำนังานของโจทก์เป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นโจทก์ฟ้องคดีที่ศาลแพ่งนั้น จึงขัดต่อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่อาจใช้บังคับได้ ฎีกาข้อนี้ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท จำเลยทั้งสองฎีกาในทำนองเดียวกับที่ให้การไว้ มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สี่ว่า สัญญาค้ำประกันมิได้ปิดอากรแสตมป์ ศาลจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การไม่เป็นประเด็นข้อพิพาท และโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องนำสืบสัญญาค้ำประกันดังกล่าวอีก ฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องนอกประเด็นเป็นฎีกาที่ไม่ชอบจึงไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่ห้าว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้เรื่องอายุความให้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบไม่รับวินิจฉัยให้เช่นเดียวกัน

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่หกว่า สัญญาเช่าซื้อสมบูรณ์ผูกพันจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายชูศักดิ์เป็นพยานเบิกความว่า ขณะทำสัญญาเช่าซื้อพยานเป็นกรรมการมีอำนาจทำการแทนโจทก์ได้ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.10 จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า นายชูศักดิ์มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญในฐานะผู้ให้เช่าซื้อแทนโจทก์ได้สัญญาเช่าซื้อจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 มีข้อตกลงว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใด ถือว่าสัญญาเลิกกันทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 16 ประจำวันที่ 15 มกราคม 2541 ถึงต้นเดือนเมษายน 2541 หรือวันที่ 1 เมษายน 2541 ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายถูกคนร้ายลักไป จำเลยที่ 1 จึงผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10 ไปก่อนที่รถยนต์ที่เช่าซื้อจะสูญหายแล้ว เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว นอกจากโจทก์จะได้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 วรรคหนึ่งแล้ว จำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ตามมาตรา 391 วรรคหนึ่ง ด้วย จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์จึงตกเป็นผู้ผิดนัด ต้องรับผิดชอบในความเสียหายหากต่อมาการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย ตามมาตรา 217 จำเลยทั้งสองจึงต้องตามที่สัญญาเช่าซื้อได้กำหนดไว้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ 1,000,000 บาท นั้น สูงเกินไป เพราะรถยนต์ที่เช่าซื้อมีราคาเงินสดในขณะเช่าซื้อเพียง 1,800,000 บาท และจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าเช่าซื้อไปแล้วประมาณ 1,200,000 บาท ราคาเงินสดจึงเหลือเพียง 600,000 บาท นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบราคาเงินสดไว้ คงฎีกากล่าวอ้างมาลอยๆ และได้ความจากคำเบิกความของนายสุรพลผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อมีราคาเงินสด 2,000,000 บาทเศษ ทั้งเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระไปแล้วก็เป็นเงินค่าเช่าซื้อซึ่งรวมดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนของโจทก์อยู่ด้วย มิใช่ราคาเงินสดที่แท้จริง จะนำทั้งจำนวนมาหักเพื่อคำนวณหาราคาเงินสดหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ 1,000,000 บาทนั้น เห็นว่า เหมาะสมแล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าขาดประโยชน์ให้จำเลยทั้งสองรับผิดเดือนละ 18,000 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพรถและค่าเช่าซื้อตามสัญญาแล้ว ค่าขาดประโยชน์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดมาเดือนละ 18,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ส่วนระยะเวลาที่กำหนดให้ 3 เดือน นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 16 สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันทันที จำเลยทั้งสองย่อมมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ เมื่อไม่ส่งคืนก็ต้องใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 10 โดยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน แต่เนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2541 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อแทน โจทก์จึงเรียกค่าขาดประโยชน์ได้จนถึงวันที่รถยนต์สูญหายไป หลังจากนั้นโจทก์จะเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อไม่ได้ โจทก์ขาดประโยชน์เป็นเวลา 2 เดือนครึ่ง ตามที่จำเลยทั้งสองฎีกามิใช่ 3 เดือน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเวลา 3 เดือน จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดเกินกว่าที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดตามคำฟ้องและกฎหมาย จึงกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เพียง 2 เดือนครึ่ง เป็นเงิน 45,000 บาท ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน สำหรับฎีกาของจำเลยทั้งสองข้ออื่นๆ นั้น ล้วนเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นและไม่เป็นสาระแก่คดีจึงไม่วินิจฉัยให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 45,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 217 ม. 391 ม. 574 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอู่สหะกิจ (1989) จำกัด
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ พันมานิมิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชวลิต ตุลยสิงห์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4263/2551
#420339
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยเป็นคำร้องที่สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ขอถอนการบังคับคดีเนื่องจากจำเลยยินยอมชำระหนี้แก่โจทก์จนเป็นที่พอใจ และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ถอนการบังคับคดีแล้ว ก็ย่อมทำให้หมายบังคับคดีเป็นอันสิ้นผลไป ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีอีกต่อไปและมีคำสั่งจำหน่ายอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ส่วนจำเลยหากถูกโต้แย้งสิทธิหรือได้รับความเสียหายจากการดำเนินการบังคับคดีของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่โจทก์เป็นอีกคดีต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 316,814.75 บาท แก่โจทก์ภายในวันที่ 11 ธันวาคม 2546 ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2546 จำเลยยื่นคำแถลงขอวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โดยได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ของหนี้ที่ต้องชำระให้โจทก์ คงเหลือเงินจำนวน 285,133.28 บาท

วันที่ 15 ธันวาคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลย ครั้นวันที่ 23 มีนาคม 2547 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลย อ้างว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้โจทก์ครบถ้วนภายในกำหนด และโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว การที่ศาลชั้นต้นหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นคำสั่งที่ผิดหลง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำนวนเงินตามคำพิพากษาเป็นหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อไม่มีข้อตกลงในการจ่ายภาษี ถือว่าจำเลยจะต้องรับผิดชอบในภาษีที่ได้จ่ายไปแล้วทั้งหมด ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจำเลยออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 316,814.75 บาท แก่โจทก์ จำเลยยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2546 ขอวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยจำเลยได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนหนี้ดังกล่าวคงเหลือเงินที่วางชำระหนี้จำนวน 285,133.28 บาท ส่วนโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2546 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 และต่อมาวันที่ 4 มกราคม 2547 โจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาล ครั้นวันที่ 23 มีนาคม 2547 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายบังคับคดีและแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลย อ้างว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้โจทก์โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย ชอบด้วยประมวลรัษฎากร และโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาลแล้ว การที่ศาลชั้นต้นหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นคำสั่งที่ผิดหลง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลอุทธรณ์ว่า ในวันที่ 16 ธันวาคม 2547 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลย แต่จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ส่วนที่เหลือตามสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงงดการยึดและได้ไปดำเนินการยื่นคำร้องขอถอนการบังคับคดี ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ถอนการบังคับคดีแล้ว เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยเป็นคำร้องที่สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ขอถอนการบังคับคดี เนื่องจากจำเลยยินยอมชำระหนี้แก่โจทก์จนเป็นที่พอใจ และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ถอนการบังคับคดีแล้ว ก็ย่อมทำให้หมายบังคับคดีเป็นอันสิ้นผลไป ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีอีกต่อไปและมีคำสั่งจำหน่ายอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ส่วนจำเลยหากถูกโต้แย้งสิทธิหรือได้รับความเสียหายจากการดำเนินการบังคับคดีของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่โจทก์เป็นอีกคดีต่างหาก ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิไล วนัสบดีกุล
จำเลย — บริษัทอาร์ แอนด์ ดี คลีนิค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4245/2551
#498536
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยต่างมีปัญหาด้านการเงิน ประสงค์จะเลิกกิจการห้างหุ้นส่วนกัน จำเลยกลับท้าให้โจทก์ฟ้องคดีและให้การต่อสู้คดีปฏิเสธการเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์เช่นนี้ ถือได้ว่ามีเหตุทำให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1057 (3) ดังนั้น โจทก์มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนได้

แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วน แต่ก็เห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้สั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจึงได้ขอแบ่งทุน เมื่อไม่ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนนี้มีลูกหนี้ เจ้าหนี้หรือผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกเงินทดรองและค่าใช้จ่ายของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง สินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนมีเพียงอาคารและเครื่องทำน้ำดื่มเท่านั้น กิจการทำน้ำดื่มก็เพิ่งจะเริ่มต้นยังไม่ปรากฏกำไรหรือขาดทุนในการดำเนินกิจการ หากจะให้มีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนก็คงจะไม่ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นแต่ประการใด จึงสมควรพิพากษาแบ่งทุนให้โจทก์ได้โดยไม่ต้องชำระบัญชี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 285,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 285,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 มกราคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่าเมื่อปี 2541 จำเลยได้ประกอบกิจการน้ำดื่มใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจว่าน้ำดื่มคิงเฟรช โดยลงทุนซื้ออาคาร 1 หลัง เลขที่ 69/50 หมู่ที่ 8 ตำบลบางกระจะ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ราคา 370,000 บาท และเครื่องทำน้ำดื่มในราคา 260,000 บาท ตามใบแสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.2 สำเนาใบสำคัญการใช้ฉลากอาหาร สำเนาตราเครื่องดื่ม สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ สำเนารายงานการตรวจวิเคราะห์และสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.5 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ได้ร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยในกิจการน้ำดื่มดังกล่าวด้วยหรือไม่ พยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2541 โจทก์และจำเลยตกลงร่วมหุ้นกันทำกิจการน้ำดื่มบริสุทธิ์ยี่ห้อคิงเฟรชแล้วตกลงซื้ออาคารเลขที่ 69/50 หมู่ที่ 8 ตำบลบางกระจะ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ราคา 370,000 บาท โดยโจทก์ได้ชำระเงินบางส่วนแล้วจำนวน 125,000 บาท ตามบิลเงินสดทั้ง 9 ฉบับ เอกสารหมาย จ.1 ส่วนอุปกรณ์การทำน้ำดื่มเป็นเงิน 260,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงินและใบเสนอราคาเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เงินจำนวนดังกล่าวโจทก์ชำระไป 160,000 บาท ส่วนอีก 100,000 บาท จำเลยเป็นผู้ชำระ การตกลงเจรจาซื้ออุปกรณ์เครื่องทำน้ำดื่มทั้งหมดตามเอกสารหมาย จ.3 กระทำกันที่บ้านโจทก์ ส่วนที่ว่าในบิลเงินสดเอกสารหมาย จ.2 ทุกฉบับมิได้ปรากฏชื่อโจทก์เป็นผู้จ่ายเงินหรือมีส่วนจ่ายเงินแต่มีชื่อจำเลยเป็นผู้จ่ายเงินชำระค่าเช่าซื้ออาคารและค่าเครื่องทำน้ำดื่มแต่ผู้เดียวนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 ที่มีชื่อจำเลยเพียงผู้เดียว เนื่องจากโจทก์ไว้ใจจำเลยจึงได้ให้จำเลยใช้ชื่อเป็นเจ้าของ การผ่อนชำระเงินค่าอาคารโจทก์จะใช้เงินจำเลยเป็นผู้นำไปชำระเสร็จแล้วจำเลยได้นำบิลเงินสดตามเอกสารหมาย จ.1 มาให้แก่โจทก์ ซึ่งในบิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินและใบเสนอราคาดังกล่าวมีรายละเอียดของวันที่ชำระเงิน จำนวนเงิน ตลอดจนรายละเอียดของอุปกรณ์เครื่องทำน้ำดื่มไว้ด้วย แสดงว่าโจทก์ต้องทราบเรื่องตามเอกสารดังกล่าวแล้ว หาใช่โจทก์ไม่เคยรับรู้ถึงรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวตามที่จำเลยอ้างแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ลักเอาเอกสารดังกล่าวไปนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างมาลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การที่โจทก์มีเอกสารดังกล่าวไว้ในครอบครองและนำสืบพยานหลักฐานสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ เช่นนี้คำเบิกความของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายศิริ มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่า นายศิริทราบจากโจทก์และจำเลยว่าโจทก์และจำเลยตกลงร่วมหุ้นกันทำกิจการน้ำดื่มบริสุทธิ์มีการซื้ออาคารเพิ่ม 1 ห้อง และอุปกรณ์ทำน้ำดื่มนายศิริเคยไปที่อาคารที่ดำเนินการด้วย ในขณะที่ไปดูอาคารนั้นมีเครื่องอุปกรณ์ทำน้ำดื่มแล้วแต่ยังไม่เริ่มดำเนินการ นายศิริมีอาชีพรับราชการเป็นครู เป็นเพื่อนของโจทก์และจำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์และจำเลยมาก่อน ที่จำเลยอ้างว่านายศิริยังเป็นหนี้จำเลยอยู่เป็นเงินจำนวน 2,000 บาท นั้น ก็เป็นข้อที่จำเลยอ้างฝ่ายเดียว โดยจำเลยมิได้ถามค้านพยานปากนี้ถึงเหตุดังกล่าวขณะเข้าเบิกความจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่านายศิริจะเบิกความเข้าข้างฝ่ายใด คำเบิกความของนายศิริจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง สำหรับพยานฝ่ายจำเลยนั้นคงมีจำเลยเบิกความเพียงปากเดียวลอยๆ ว่า จำเลยเป็นผู้ดำเนินกิจการน้ำดื่มแต่เดียงผู้เดียว เงินลงทุนทั้งหมดเป็นของจำเลย โจทก์ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง และที่จำเลยอ้างว่าจำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ ที่ไม่ไปช่วยโจทก์ดำเนินกิจการก่อสร้างนั้น ก็มิใช่เหตุถึงขนาดที่จะทำให้โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ พยานโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้ร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยในการทำกิจการน้ำดื่มยี่ห้อคิงเฟรชโดยโจทก์ได้ลงทุนไปเป็นเงินจำนวน 285,000 บาท ส่วนจำเลยลงทุนเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งเงินลงทุนในกิจการทำน้ำดื่มแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2542 จำเลยและโจทก์ต่างมีปัญหาทางด้านการเงินไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ โจทก์และจำเลยประสงค์จะเลิกกิจการเป็นหุ้นส่วนกัน โดยจำเลยรับอาคารและเครื่องทำน้ำดื่ม ส่วนโจทก์ขอรับเงินส่วนแบ่งที่โจทก์ลงทุนไป จำเลยกลับท้าให้โจทก์ฟ้องคดี ประกอบกับจำเลยให้การต่อสู้คดีปฏิเสธการเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์เช่นนี้ ถือได้ว่ามีเหตุทำให้ห้างหุ้นส่วนเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1057 (3) ดังนั้นโจทก์มีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนนั้นได้ แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องว่าให้ศาลสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วน เพียงแต่บรรยายฟ้องว่าประสงค์จะเลิกกิจการเป็นหุ้นส่วนและขอให้บังคับจำเลยแบ่งทุนก็ตาม แต่ก็เห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้สั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจึงได้ขอแบ่งทุน ส่วนการที่โจทก์ขอคืนทุนโดยมิได้ขอให้ชำระบัญชีเสียก่อนนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้อง คำให้การและทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนนี้มีลูกหนี้ เจ้าหนี้หรือผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกเงินทดรองและค่าใช้จ่ายของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง สินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนมีเพียงอาคารและเครื่องทำน้ำดื่มเท่านั้น กิจการทำน้ำดื่มก็เพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อเดือนมกราคม 2543 ตามที่จำเลยนำสืบ ซึ่งเป็นเวลาที่โจทก์เริ่มต้นฟ้องคดี ยังไม่ปรากฏกำไรหรือขาดทุนในการดำเนินกิจการ หากจะให้มีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนก็คงจะไม่ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นแต่ประการใด เห็นควรพิพากษาไปทีเดียวเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยยังคงดำเนินกิจการน้ำดื่มต่อมาเพียงผู้เดียว ถือได้ว่าจำเลยยอมรับเอาอาคารและเครื่องทำน้ำดื่ม ดังนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดแบ่งสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนให้แก่โจทก์เท่ากับจำนวนเงินที่โจทก์ลงทุนไปจำนวน 285,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1057 (3) ม. 1061 ม. 1062
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมณฑลหรือวิชัย ศิริณรงค์ชัย
จำเลย — นายอำนวย หมื่นแผงวารี
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4207/2551
#420280
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดและผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้เช่าจำต้องออกไปจากที่เช่า เมื่อสัญญาเช่าเลิกต่อกันแล้วผู้เช่าไม่ยอมออกไปจากที่เช่า ผู้ให้เช่าชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องทางศาลเนื่องจากผู้เช่ากระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิผู้ให้เช่าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 สิทธิของผู้ให้เช่าที่จะขับไล่ให้ผู้เช่าออกจากที่เช่าต้องกระทำโดยทางศาลให้ศาลเป็นผู้บังคับ ผู้ให้เช่าหามีสิทธิที่จะทำการบุกรุกเข้าไปปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของผู้เช่าเข้าไปภายในอาคารไม่ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปในอาคารของโจทก์แล้วทำการปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของโจทก์เข้าไปภายในอาคารจึงเป็นการทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากอาคารโรงงานเลขที่ 53/2 หมู่ 5 ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และส่งมอบอาคารโรงงาน รวมทั้งเครื่องจักรกล และทรัพย์สินทั้งหมดคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในอัตราวันละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะส่งมอบอาคารโรงงานและทรัพย์สินคืนให้โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และบริวารขนย้ายออกไปจากอาคารโรงงานเลขที่ 53/2 หมู่ 5 ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี ของโจทก์ และส่งมอบอาคารโรงงานพร้อมเครื่องจักรและทรัพย์สินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 พฤศจิกายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบอาคารโรงงานและทรัพย์สินทั้งหมดคืนโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 40294 ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายไชยวัฒน์แล้วจำเลยที่ 2 นำที่ดินแปลงดังกล่าวมาให้โจทก์เช่าช่วงคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ในระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 จำเลยทั้งสองจงใจทำละเมิดต่อโจทก์โดยบุกรุกเข้าไปครอบครองอาคารโรงงานซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และทำการปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของโจทก์เข้าไปภายในอาคารโรงงาน จำเลยทั้งสองให้การว่าไม่ได้กระทำละเมิดและบุกรุกอันเป็นการโต้แย้งสิทธิต่อโจทก์แต่อย่างใด การอาศัยอยู่บนที่ดินและอาคารของจำเลยทั้งสองเป็นการอาศัยอยู่ตามสิทธิการเช่าที่ดินต่อนายไชยวัฒน์เจ้าของที่ดินและอาคาร เป็นการอาศัยอยู่บนพื้นฐานที่ชอบด้วยกฎหมายและสิทธิการเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลยทั้งสองก็ยังไม่หมดอายุการเช่า ฉะนั้น การกระทำใด ๆ ของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์และไม่เป็นการบุกรุกหรือละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใด เห็นว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธเรื่องปิดประตูใส่กุญแจ ห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของโจทก์เข้าไปภายในอาคารโรงงานคำให้การของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการปฏิเสธโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แต่เป็นการยอมรับว่าจำเลยทั้งสองปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้ผู้จัดการโจทก์เข้าไปภายในอาคารโรงงาน ปัญหาว่าการที่จำเลยทั้งสองปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของโจทก์เข้าไปภายในอาคารโรงงานเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการกระทำละเมิดที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์คงมีสิทธิอาศัยโดยการเช่าที่มีกำหนดระยะเวลากับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1403 เท่านั้น เนื่องจากสิทธิอาศัยดังกล่าวมีสัญญาเช่าเป็นหลักฐาน มิได้มีสิทธิเหนือพื้นดินกับนายไชยวัฒน์เจ้าของที่ดินแต่อย่างใด เนื่องจากการใช้ประโยชน์ในอาคารที่พิพาทของโจทก์ โจทก์ได้ใช้และอาศัยด้วยการเช่าและมีสัญญาเช่าต่อกันกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เองก็มีสัญญาเช่าที่ดินไว้ก่อนกับนายไชยวัฒน์ เมื่อนายไชยวัฒน์นำที่ดินมาให้กับจำเลยที่ 1 เช่า และจำเลยที่ 1 ก็นำไปให้โจทก์เช่าช่วงต่อไปอีกทีหนึ่ง สิทธิดังกล่าวจึงเป็นสิทธิอาศัยเท่านั้น และสิทธิอาศัยดังกล่าวของโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีระยะเวลาการเช่าต่อกันไว้ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่าแล้วโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะต่อสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป สิทธิอาศัยดังกล่าวของโจทก์จึงหมดไป และระงับไปด้วยสัญญาเช่าดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่กระทำตามคำสั่งของนายไชยวัฒน์เจ้าของที่ดินจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และโจทก์เองก็ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขับไล่ให้จำเลยที่ 1 และบริวารให้ออกไปจากที่ดินและอาคารที่พิพาทได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิอาศัยตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาเช่าที่ดินจากนายไชยวัฒน์ที่ยังไม่หมดระยะเวลาการเช่า ไม่เหมือนเช่นโจทก์ที่สิ้นสุดระยะเวลาการเช่าไปจากจำเลยที่ 1 แล้วก่อนถึงวันที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เสียอีกนั้น เห็นว่า สิทธิการเช่าระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่า เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้เช่าจำต้องออกไปจากที่เช่า เมื่อสัญญาเช่าเลิกต่อกัน แล้วผู้เช่าไม่ยอมออกไปจากที่เช่า ผู้ให้เช่าชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องทางศาลเนื่องจากผู้เช่ากระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิผู้ให้เช่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 สิทธิของผู้ให้เช่าที่จะขับไล่ให้ผู้เช่าออกจากที่เช่าต้องกระทำโดยทางศาล ให้ศาลเป็นผู้บังคับ ผู้ให้เช่าหามีสิทธิที่จะทำการบุกรุกเข้าไปปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของผู้เช่าเข้าไปภายในอาคารไม่ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปในอาคารของโจทก์แล้วทำการปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของโจทก์เข้าไปภายในอาคารจึงเป็นการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 อันเป็นการผิดกฎหมาย ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องหากปรากฏว่าจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องขับไล่ให้โจทก์ออกไปจากอาคารพร้อมทั้งเรียกร้องค่าเสียหาย ตราบใดที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ใช้สิทธิดังกล่าว โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิอาศัยตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาเช่าต่อไป สิทธิของโจทก์จึงดีกว่าสิทธิของจำเลยที่ 1 คำพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 564
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโอกิ - ไทย จำกัด
จำเลย — บริษัทซี.บี.กรุ๊ป เมทัลเวิร์ค จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4204/2551
#411342
เปิดฉบับเต็ม

กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) นั้น ต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างกระทำโดยตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างหรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างต้องกระทำโดยรู้สำนึกของการกระทำว่าจะเกิดความเสียหายแก่นายจ้าง การที่นาง ศ. เพียงแต่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างนาง ศ. กับนางสาว ก. ที่นางสาว ก. เป็นบุตรสะใภ้ของนาง ศ. และบุตรชายของนาง ศ. ซึ่งเป็นสามีของนางสาว ก. ทำงานอยู่ในโรงงานอื่นที่โจทก์เห็นว่าเป็นคู่แข่งทางการค้าโดยไม่ปรากฏว่าได้นำความลับของโจทก์ไปเปิดเผยแก่บุคคลภายนอกหรือมีข้อเท็จจริงอื่นใดว่านาง ศ. ได้กระทำการใดที่แสดงถึงความตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทั้งโจทก์ไม่ได้จัดทำข้อห้ามที่ว่าผู้สมัครเข้าทำงานกับโจทก์จะต้องไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับโรงงานที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรปิดประกาศไว้และโจทก์อ้างว่ารับสมัครคนงานใหม่ที่เป็นญาติของคนงานที่ทำในปัจจุบันเพื่อให้คนงานเก่าอธิบายและแจ้งให้คนงานใหม่ทราบถึงกฎข้อบังคับโดยโจทก์ไม่ต้องอธิบายหรือประกาศให้คนงานใหม่ทราบ ก็แสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้ใส่ใจเคร่งครัดใช้กฎข้อบังคับที่อ้างว่ามีอยู่ และตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ก็ไม่ได้ระบุให้การไม่แจ้งความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานให้โจทก์ทราบเป็นความผิดแต่อย่างใด การที่นาง ศ. ไม่แจ้งให้โจทก์ทราบถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงมิได้เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 3/2548 ของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบกิจการโรงงานผลิตเครื่องใช้ทำด้วยหนัง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2537 โจทก์จ้างนางศรีวรรณ เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ช่างเย็บ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 140 บาท และข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 5 ปรากฏว่า ในช่วงปลายปี 2547 โจทก์ประกาศรับพนักงานเข้าทำงาน นางสาวกลอยใจ ได้สมัครเข้าทำงานและทำงานกับโจทก์จนถึงเดือนพฤษภาคม 2548 โจทก์จึงทราบว่านางสาวกลอยใจมีความสัมพันธ์เป็นบุตรสะใภ้ของนางศรีวรรณ โดยบุตรชายของนางศรีวรรณซึ่งเป็นสามีของนางสาวกลอยใจทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตเครื่องใช้ทำด้วยหนังแห่งอื่นซึ่งมีที่ตั้งใกล้กับโรงงานของโจทก์ โจทก์เกรงว่าการทำงานของนางสาวกลอยใจจะมีผลต่อการที่โรงงานดังกล่าวอาจลอกเลียนรูปแบบสินค้าที่โจทก์ผลิต จึงเลิกจ้างนางสาวกลอยใจแล้วโจทก์เห็นว่าการที่นางศรีวรรณปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนางศรีวรรณกับนางสาวกลอยใจเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามและเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายจึงเลิกจ้างนางศรีวรรณ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การที่นางศรีวรรณไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่านางศรีวรรณมีบุตรชายทำงานอยู่ในโรงงานผลิตเครื่องใช้ทำด้วยหนังแห่งอื่นและไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่านางสาวกลอยใจเป็นบุตรสะใภ้ เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (2) เพื่อปกป้องคุ้มครองนายจ้าง ดังนั้นการกระทำใด ๆ ที่ลูกจ้างประสงค์จะให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างไม่ว่าจะเกิดความเสียหายขึ้นจริงตามความประสงค์ของลูกจ้างหรือไม่ และความเสียหายนั้นไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยตรงหรือโดยอ้อม มากหรือน้อยเพียงใด ก็เป็นความผิดแล้ว โจทก์รับงานจากต่างประเทศเพื่อผลิตเครื่องหนังมียี่ห้อซึ่งลูกค้าของโจทก์ได้ส่งงานให้แก่โรงงานโจทก์เพียงโรงงานเดียว พนักงานโจทก์จึงต้องระมัดระวังไม่ให้คู่แข่งของโจทก์เลียนแบบได้ เมื่อนางศรีวรรณฝ่าฝืนข้อบังคับอันเป็นสาระสำคัญดังกล่าว จึงเป็นการจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแล้วนั้น เห็นว่า กรณีลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (2) นั้น ต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างกระทำโดยตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างหรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างต้องกระทำโดยรู้สำนึกของการกระทำว่าจะเกิดความเสียหายแก่นายจ้าง การที่นางศรีวรรณเพียงแต่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางศรีวรรณกับนางสาวกลอยใจที่นางสาวกลอยใจมีฐานะเป็นบุตรสะใภ้ของนางศรีวรรณ และบุตรชายของนางศรีวรรณซึ่งเป็นสามีของนางสาวกลอยใจทำงานอยู่ในโรงงานผลิตเครื่องใช้ทำด้วยหนังแห่งอื่นที่โจทก์เห็นว่าเป็นคู่แข่งทางการค้าโดยไม่ปรากฏว่าได้นำความลับของโรงงานไปเปิดเผยแก่บุคคลภายนอกหรือมีข้อเท็จจริงอื่นใดว่านางศรีวรรณได้กระทำการใดที่แสดงถึงความตั้งใจให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ทั้งข้อที่โจทก์เห็นว่านางศรีวรรณกระทำผิดนี้ ก็ปรากฏตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ไม่ได้จัดทำข้อห้ามนี้เป็นลายลักษณ์อักษรปิดประกาศไว้ในโรงงานและอ้างว่าโจทก์รับสมัครคนงานใหม่ที่เป็นญาติพี่น้องของคนงานที่ทำในปัจจุบันเพื่อให้คนงานเก่าได้อธิบายและแจ้งให้คนงานใหม่ทราบถึงกฎและข้อบังคับโดยโจทก์ไม่ต้องอธิบายหรือประกาศให้คนงานใหม่ทราบ ก็แสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้ใส่ใจเคร่งครัดใช้กฎข้อบังคับที่อ้างว่ามีอยู่แก่พนักงาน และตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ ข้อ 6 วินัยและโทษทางวินัย ก็ไม่ได้ระบุให้การไม่แจ้งความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานให้โจทก์ทราบเป็นความผิดแต่อย่างใด การที่นางศรีวรรณไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่ามีบุตรชายทำงานอยู่ในโรงงานผลิตเครื่องใช้ทำด้วยหนังแห่งอื่นและไม่ได้แจ้งความสัมพันธ์กับนางสาวกลอยใจในฐานะที่นางสาวกลอยใจเป็นบุตรสะใภ้จึงมิได้เป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ที่ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดโทเบโก้
จำเลย — นายสุวรรณ์ สวัสดิ์มูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4203/2551
#412051
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ใช้ของแหลมมีคมขีดรถของนาย ส. ซึ่งจอดอยู่ในที่จอดรถพนักงานในบริษัทได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการทำลายทรัพย์สินของบุคคลอื่นในบริษัทจำเลย ซึ่งตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยถือเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นเลิกจ้างได้ ทั้งเมื่อพิจารณาจากข้อบังคับดังกล่าวเห็นได้ชัดว่านอกจากจำเลยประสงค์จะมิให้มีการทำลายทรัพย์สินที่เป็นของจำเลยแล้วยังต้องการให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นในบริษัทจำเลยได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับทรัพย์สินของจำเลยด้วย หากมีการกลั่นแกล้งทำลายทรัพย์สินกันในบริษัทจำเลย ลูกจ้างอื่นของจำเลยก็ย่อมทำงานอย่างไม่ปกติสุข โดยเฉพาะในที่จอดรถซึ่งเป็นสถานที่ที่ลูกจ้างของจำเลยต้องจอดรถของตนไว้ ไม่อาจดูแลได้ตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลย จึงสมควรได้รับการดูแลจากจำเลยเป็นพิเศษดังจะเห็นได้ว่าจำเลยติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้เพื่อตรวจสอบหาพยานหลักฐานหากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น เมื่อพิจารณาถึงทรัพย์สินที่ถูกกระทำเป็นรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีราคาและลูกจ้างจำต้องใช้ในการเดินทางมาทำงานสถานที่ที่ถูกกระทำเป็นบริเวณที่จอดรถของบริษัทจำเลย และการใช้ของแหลมมีคมขีดรถของบุคคลอื่นเป็นการกระทำที่ไม่สนใจไยดีในความเดือดร้อนของบุคคลอื่น ไม่สมควรที่จะกระทำอย่างยิ่ง พฤติการณ์แห่งการกระทำของโจทก์ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรงอยู่ในตัว จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ทั้งมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ยอมรับว่ากระทำความผิดจริงและใช้ค่าเสียหายให้แก่นาย ส. จนนาย ส. ไม่ติดใจเอาความกับโจทก์แล้ว และโจทก์มีคุณความดีมาก่อน ควรที่จะนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อให้โอกาสแก่โจทก์นั้น เห็นว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการปฏิบัติไปโดยถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องเข้าไปตรวจสอบดุลพินิจในการลงโทษของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งอัตราค่าจ้างเดิมและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับกลับเข้าทำงานหากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 25,134 บาท ค่าจ้างค้างจำนวน 3,351.20 บาท ค่าชดเชยจำนวน 286,340 บาท ค่าล่วงเวลาจำนวน 942.52 บาท เงินสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 108,578.88 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทุกประเภทดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่ถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรงถึงขั้นเลิกจ้างได้ไว้ใน (4) ว่า "กระทำหรือร่วมมือในการโจรกรรม หรือทำลายทรัพย์สินของบริษัทฯ หรือบุคคลอื่นในบริษัทฯ" ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ใช้ของแหลมมีคมขีดที่รถของนายสุรชัยซึ่งจอดอยู่ในที่จอดรถพนักงานในบริษัทได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการทำลายทรัพย์สินของบุคคลอื่นในบริษัทจำเลย ซึ่งจำเลยถือเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นเลิกจ้างได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแล้วทั้งเมื่อพิจารณาจากข้อบังคับข้อนี้แล้วเห็นได้ชัดว่านอกจากจำเลยประสงค์จะมิให้มีการทำลายทรัพย์สินที่เป็นของจำเลยเองแล้วจำเลยยังต้องการให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นในบริษัทจำเลยได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับทรัพย์สินของจำเลยเองด้วย หากมีการกลั่นแกล้งทำลายทรัพย์สินกันในบริษัทจำเลย ลูกจ้างอื่นของจำเลยก็ย่อมทำงานอย่างไม่ปกติสุข โดยเฉพาะในที่จอดรถซึ่งเป็นสถานที่ที่ลูกจ้างของจำเลยจำต้องจอดรถของตนไว้ไม่อาจดูแลได้ตลอดระยะเวลาที่ทำงานให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง จึงสมควรได้รับการดูแลจากจำเลยเป็นพิเศษดังจะเห็นได้ว่าจำเลยได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้เพื่อตรวจสอบหาพยานหลักฐานหากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น เมื่อพิจารณาถึงทรัพย์สินที่ถูกกระทำเป็นรถยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีราคาและลูกจ้างจำต้องใช้ในการเดินทางมาทำงาน สถานที่ที่ถูกกระทำเป็นบริเวณที่จอดรถของบริษัทจำเลย กับพฤติการณ์ที่กระทำโดยการใช้ของแหลมมีคมขีดไปที่รถของบุคคลอื่นซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สนใจไยดีในความเดือดร้อนของบุคคลอื่นไม่สมควรที่จะกระทำอย่างยิ่ง พฤติการณ์แห่งการกระทำของโจทก์ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรงอยู่ในตัว จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2540 มาตรา 119 (4) ทั้งมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า โจทก์ยอมรับว่าได้กระทำความผิดจริงและยอมชดใช้ค่าเสียหายจะนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อให้โอกาสแก่โจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงมีโทษถึงขั้นเลิกจ้างตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการปฏิบัติไปโดยถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องเข้าไปตรวจสอบดุลพินิจในการลงโทษของจำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ป.พ.พ. ม. 583
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประจวบ สันถวชาคร
จำเลย — บริษัทไทยสตีลเคเบิล จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4184/2551
#417344
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้ริบเงินสด 300 บาท ของกลาง ที่อ้างว่าจำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ โดยโจทก์อ้างอิงบทกฎหมาย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33 แต่เงินสดจำนวนดังกล่าวจำเลยไม่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ จึงมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตามโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 102 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ หรือเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้มาโดยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ อันศาลมีอำนาจสั่งให้ริบได้ดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 33 (2) แห่ง ป.อ. จึงไม่อาจริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2548 จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 8 เม็ด น้ำหนัก 0.72 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อเป็นเงิน 2,000 บาท และจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนโดยวิธีสูดดมควันเข้าสู่ร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายดังกล่าว เงินสด 2,000 บาท ที่จำเลยได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าว กับเงินสดอีก 300 บาท ที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 57, 91, 102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่เพียงบทเดียว ตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 80,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 90,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 45,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และเงินสด 300 บาท ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนลงโทษจำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน รวมกับโทษความผิดอีกกระทงแล้ว คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกโดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติแก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยมีส่วนก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของยาเสพติดให้โทษอันเป็นผลกระทบสร้างปัญหาแก่สังคมไม่มีที่สิ้นสุด พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรงแม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่เพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกโดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติแก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นไปโดยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟัง ไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ขอให้ริบเงินสด 300 บาท ของกลาง ที่อ้างว่าจำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ โดยโจทก์อ้างอิงบทกฎหมายพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 แต่เงินสดจำนวนดังกล่าวจำเลยไม่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้จึงมิใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 หรือเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้มาโดยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ อันศาลมีอำนาจสั่งให้ริบได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 33 (2) แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงไม่อาจริบได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งริบเงินสด 300 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้แก้ไขจึงไม่ชอบ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกา แต่ปัญหาเรื่องริบของกลางหรือไม่นี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายืน แต่ให้คืนเงินสด 300 บาท ของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (2)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายประพันธ์หรือพัน เชื้อสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
เกรียงศักดิ์ คงผล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4183/2551
#411414
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม แต่ความผิดตามที่โจทก์ฟ้องนั้นรวมการกระทำความผิดตามมาตรา 317 วรรคแรกด้วย เมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก ศาลก็ปรับบทลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษและเป็นการพิพากษาเกินคำขอดังที่โจทก์กล่าวอ้างไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 317 วรรคสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก (ที่ถูกประกอบมาตรา 83) จำคุก 3 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยไม่ได้พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษและเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม แต่ความผิดตามที่โจทก์ฟ้องนั้นรวมการกระทำความผิดตามมาตรา 317 วรรคแรก ด้วย เมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ปรับบทลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษและเป็นการพิพากษาเกินคำขอดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายวีระยุทธ ตันศิริรุ่งเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายสามารถ อาจณรงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4154/2551
#497307
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เพียงมีเรื่องโต้เถียงกันเท่านั้น แล้วโจทก์ร่วมไม่ได้กระทำอะไรอื่นอีก แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ร่วมเคยให้มีด พ. แทงจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมขู่จะแทงจำเลยที่ 1 ด้วย ก็เป็นเพียงคำพูดโต้ตอบกันเพราะขณะนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมจะทำร้ายจำเลยที่ 1 ก่อน การที่จำเลยที่ 1 ถือมีดของกลางเข้าไปหาโจทก์ร่วมแต่ถูกโจทก์ร่วมแย่งมีด แล้วจำเลยที่ 1 ใช้มีดของกลางแทงปักติดที่ไหล่ของโจทก์ร่วมนั้นเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 โกรธโจทก์ร่วมเองโดยที่โจทก์ร่วมไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายก่อเหตุก่อน และทำร้ายโจทก์ร่วมโดยใช้มีดของกลางแทงโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส จึงไม่ถือว่าเป็นการป้องกันตัวให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและไม่มีภยันอันตรายที่ใกล้จะถึง การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่อาจยกเอาเหตุป้องกันโดยชอบขึ้นมาอ้างได้ เพราะการป้องกันโดยชอบตาม ป.อ. มาตรา 68 ต้องเป็นกรณีที่ผู้กระทำถูกกระทำฝ่ายเดียวก่อนจึงได้กระทำไปเพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 80 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายพเนตร์ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 (ที่ถูกมาตรา 297 (8)) จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้มีดตะไบรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมของกลางเป็นอาวุธแทงโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บและผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์มีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมไปหานายเชวงหรือฉุ้ยที่บ้านเกิดเหตุโดยมีจำเลยทั้งสองนั่งอยู่บนแคร่ข้างบ้านดังกล่าว ระหว่างรอนายเชวงอยู่ข้างนอกบ้านโจทก์ร่วมเดินไปหยิบยาเส้นที่วางอยู่ตรงกลางระหว่างจำเลยทั้งสองและขณะผู้เสียหายมวนยาเส้นได้ร้องเพลงว่า "จตุรภักดิ์เจ้ายักษ์หมดฤทธิ์" แล้วนั่งสูบยาเส้นบนแคร่ข้างจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ได้ลุกขึ้นเดินไปที่รถจักรยานยนต์เปิดเบาะรถแล้วเดินกลับมาหาผู้เสียหายโดยใช้มือซ้ายยันที่ไหล่ข้างซ้ายของผู้เสียหายแล้วใช้มือขวาถือมีดของกลางแทงผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนได้ความว่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายพูดจาตอบโต้กันแล้วผู้เสียหายพูดว่า "ถ้านั้นแทงเสียเล่าว่า" จำเลยที่ 1 จึงรู้สึกโกรธเนื่องจากผู้เสียหายเคยให้มีดนายพิดับแทงจำเลยที่ 1 จนขาพิการ จำเลยที่ 1 จึงเดินไปเอามีดของกลางลักษณะเป็นตะไบเหล็กรูปสามเหลี่ยมที่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์แล้วถือเดินไปหาโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมเห็นก็ได้เดินเข้าไปแย่งมีดของกลางและหักข้อมือจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้มีดของกลางแทงถูกขาข้างซ้ายของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงใช้มือขวากดไหล่ของผู้เสียหายแล้วใช้มีดของกลางแทงบริเวณหลังของผู้เสียหายจนมีดของกลางเสียบลงลึกไม่สามารถดึงออกได้จึงหลบหนีไปเห็นว่าโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เพียงมีเรื่องโต้เถียงกันเท่านั้นแล้วผู้เสียหายไม่ได้กระทำอะไรอื่นอีก แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ร่วมเคยให้มีดนายพิดับแทงจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมขู่จะแทงจำเลยที่ 1 ด้วยก็เป็นเพียงแต่คำพูดโต้ตอบกันเพราะขณะนั้นไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยที่ 1 ก่อน การที่จำเลยที่ 1 ถือมีดของกลางเข้าไปหาโจทก์ร่วมแต่ถูกโจทก์ร่วมแย่งมีดแล้วจำเลยที่ 1 ใช้มีดของกลางแทงปักติดที่ไหล่ของโจทก์ร่วมนั้น ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 โกรธโจทก์ร่วมเองโดยที่โจทก์ร่วมไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายก่อเหตุก่อน และทำร้ายโจทก์ร่วมโดยใช้มีดของกลางแทงโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสตามฟ้อง จึงไม่ถือว่าเป็นการป้องกันตัวให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและไม่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึง การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่อาจยกเอาเหตุป้องกันโดยชอบขึ้นมาอ้างได้ เพราะการป้องกันโดยชอบตาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ต้องเป็นกรณีที่ผู้กระทำถูกกระทำฝ่ายเดียวก่อนจึงได้กระทำไปเพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้แสดงความพยายามบรรเทาผลร้าย การที่จำเลยที่ 1 วางเงินต่อศาลตามที่อ้างในฎีกาก็เป็นการกระทำภายหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการแสดงให้เห็นถึงสำนึกในความผิดที่ตนได้กระทำ ประกอบกับนายแพทย์ศราวุธผู้รักษาโจทก์ร่วมเบิกความว่า รักษาโจทก์ร่วมโดยผ่าตัดช่องอกของโจทก์ร่วมเพื่อนำมีดของกลางออกและผ่าตัดเพื่อหยุดโลหิตตกในช่องอกตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บและผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ซึ่งหากรักษาไม่ทันโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตายได้พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 นั้น เหมาะสมแก่สภาพความผิดแล้ว และแม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองให้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — นายพเนตร์ พรหมจรรย์
จำเลย — นายนอบ พรหมจรรย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4137/2551
#498535
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์โจทก์ที่ว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยในฐานะทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกของ อ. ผู้ตายโอนที่ดินของผู้ตายเป็นชื่อของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 แต่เพิ่งโอนที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของจำเลยในฐานะส่วนตัวเมื่อ วันที่ 14 พฤษภาคม 2544 เนื่องจากจำเลยทราบว่า ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำพิพากษาแล้ว และจำเลยสามารถนำที่ดินของผู้ตายไปวางเป็นหลักประกันต่อศาลในการขอทุเลาการบังคับคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดได้ แต่จำเลยกลับขอขยายระยะเวลาในการวางหลักประกันออกไป เมื่อศาลไม่อนุญาต จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งและนำที่ดินของบุคคลอื่นไปวางเป็นหลักประกันต่อศาลแทน แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนโดยรู้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้แล้วนั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยปรับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้แล้วนั้นว่าเข้าองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามฟ้องหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย เห็นว่า โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยในฐานะทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอดุลผู้ตายโอนที่ดินของผู้ตายเป็นชื่อของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 แต่เพิ่งโอนที่ดินดังกล่าวเป็นชื่อของจำเลยในฐานะส่วนตัวเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 เนื่องจากจำเลยทราบว่า ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำพิพากษาแล้ว และจำเลยสามารถนำที่ดินของผู้ตายไปวางเป็นหลักประกันต่อศาลในการขอทุเลาการบังคับคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดได้ แต่จำเลยกลับขอขยายระยะเวลาในการวางหลักประกันออกไป เมื่อศาลไม่อนุญาต จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งและนำที่ดินของบุคคลอื่นไปวางเป็นหลักประกันต่อศาลแทน แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนโดยรู้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้แล้วนั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยปรับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้แล้วนั้นว่าเข้าองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามฟ้องหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับวินิจฉัยให้และพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นว่าหากศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์แล้วคดีอาจมีผลต่อการฎีกาของโจทก์ตามกฎหมายได้ จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่"

พิพากษาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเศรษฐพงษ์ จตุรงคสัมฤทธิ์
จำเลย — นายอภิชาติ ชโยภาส
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2551
#498384
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นของผู้เสียหาย จำเลยมีสิทธิเพียงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน จำเลยชอบจะใช้ประโยชน์ในที่ดินตามปกติ การที่จำเลยอนุญาตให้ผู้อื่นขุดเอาดินไปโดยได้รับเงินค่าตอบแทน แล้วอ้างว่าจะทำสระเก็บน้ำในที่ดินที่เกิดเหตุเมื่อมีการขุดดินในที่ดินที่เกิดเหตุเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 20 เมตร ยาว 50 เมตร ลึก 7 เมตร คิดเป็นปริมาตรดินประมาณ 21,000 ลูกบาศก์เมตร นั้น เป็นการขุดดินที่มีความลึกและกว้างอย่างมาก จากพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าจะต้องมีการใช้เครื่องจักรเช่นรถแบ็กโฮตักดินในที่ดินที่เกิดเหตุจึงจะสามารถทำให้ที่เกิดเหตุเป็นหลุมขนาดใหญ่เช่นนั้นได้ เมื่อมีการใช้รถแบ็กโฮขุดเอาดินในที่ดินที่เกิดเหตุ จึงถือว่าจำเลยมีเจตนาใช้รถแบ็กโฮเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวนแก่การกระทำผิดและการพาทรัพย์นั้นไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาดิน 336,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาดิน 336,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา334 จำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ เฉพาะปัญหากฎหมายว่า จะลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งจะต้องรับโทษหนักขึ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ได้หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมป่าไม้ ผู้เสียหาย 1 แปลง ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แปลงเลขที่ 23 กลุ่มที่ 2477 ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ต่อมาในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีการขุดเอาดินที่เกิดเหตุไป เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายประจักษ์และนายวรรณะซึ่งเป็นคนขับรถแบ็กโฮตักดิน และคนขับรถบรรทุกสิบล้อขนดินในที่ดินที่เกิดเหตุ จึงยึดรถแบ็กโฮและรถบรรทุกสิบล้อเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี นายประจักษ์และนายวรรณะแจ้งว่า เป็นลูกจ้างของนายภูมิชาย นายภูมิชายแจ้งว่าจำเลยประสงค์จะทำสระน้ำในที่ดินที่เกิดเหตุจึงขุดเอาดินไปโดยให้ค่าตอบแทน 2,000 บาท เห็นว่า จำเลยให้ผู้อื่นขุดเอาดินในที่ดินที่เกิดเหตุของผู้เสียหายไป ซึ่งจำเลยมีสิทธิเพียงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน จำเลยจึงชอบจะใช้ประโยชน์ในที่ดินตามปกติ การที่จำเลยอนุญาตให้ผู้อื่นขุดเอาดินไปโดยได้รับเงินเป็นค่าตอบแทน แล้วอ้างว่าจะทำสระเก็บน้ำ ในที่ดินที่เกิดเหตุ เมื่อมีการขุดดินในที่ดินที่เกิดเหตุตามภาพถ่าย เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 20 เมตร ยาว 50 เมตร ลึก 7 เมตร คิดเป็นปริมาตรดินประมาณ 21,000 ลูกบาศก์เมตร เป็นเงิน 336,000 บาท นั้น เป็นการขุดดินที่มีความลึกและกว้างอย่างมาก จากพฤติการณ์ดังกล่าวข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าจะต้องมีการใช้เครื่องจักรเช่นรถแบ็กโฮตักดินในที่ดินที่เกิดเหตุจึงจะสามารถทำให้เกิดเหตุเป็นหลุมขนาดใหญ่เช่นนั้นได้ เมื่อมีการใช้รถแบ็กโฮขุดเอาดินในที่ดินที่เกิดเหตุจึงถือว่าจำเลยมีเจตนาใช้รถแบ็กโฮเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดและการพาทรัพย์นั้นไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายสมศักดิ์ มากชุมโค
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4122/2551
#413197
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ ส. จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือโจทก์ในคดีนี้ ให้รื้อถอนขนย้ายชั้นวางของที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนดังกล่าวมอบอำนาจให้จำเลยที่ 5 ดำเนินการบังคับคดี โดยจำเลยที่ 5 กับพวกเข้าไปในที่ดินด้านหลังอาคารแล้วรื้อถอนและขนย้ายสิ่งของอื่น ๆ อีกหลายรายการออกไปจากที่ดินพิพาทและนำแผ่นเหล็กปิดกั้นประตูด้านหลังของที่ดินโดยความรู้เห็นยินยอมของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 296 เบญจ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจจัดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและมีอำนาจขนย้ายสิ่งของออกจากสิ่งปลูกสร้างที่มีการรื้อถอนด้วย จึงมิใช่เรื่องที่จำเลยทั้งห้ามีเจตนาจะรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ และทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหายแต่เป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358, 362, 365

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1131-1132/2544 ตามเอกสารหมาย จ.3 ว่า นายแสงดีซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือนายแสงโรจน์ (โจทก์ในคดีนี้) ผู้ซื้อตึกและที่ดิน ยังจะต้องปฏิบัติตามคำบังคับให้รื้อถอนขนย้ายชั้นวางที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ไม่ต้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับใหม่ แล้วพิพากษาให้นายแสงดีปฏิบัติตามคำบังคับของศาลชั้นต้นที่ให้นายแสงดีรื้อถอนและขนย้ายชั้นวางของออกจากที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ ต่อมาศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับตามเอกสารหมาย ล.5 ระบุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในคดีนี้ ในฐานะโจทก์ในคดีดังกล่าวขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดี โดยโจทก์จะเป็นผู้นำเจ้าพนักงานยึดทรัพย์สินของจำเลยและให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายชั้นวางของออกจากที่ดินพิพาท ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะโจทก์ในคดีดังกล่าวมอบอำนาจให้จำเลยที่ 5 ดำเนินการบังคับคดี โดยจำเลยที่ 5 กับพวกเข้าไปในที่ดินด้านหลังอาคารเลขที่ 3 ถนนมหรรณพ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร แล้วรื้อถอนและขนย้ายปั๊มน้ำ กันสาด เครื่องดูดควัน อ่างล้างจานสแตนเลส ท่อน้ำทิ้ง ตู้ เตาแก๊ส สายยาง และสิ่งของอื่น ๆ อีกหลายรายการ ออกไปจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนำแผ่นเหล็กปิดกั้นประตูด้านหลังของที่ดินโดยความรู้เห็นยินยอมของเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 เบญจ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจจัดการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และมีอำนาจขนย้ายสิ่งของออกจากสิ่งปลูกสร้างที่มีการรื้อถอนด้วยจึงมิใช่เรื่องที่จำเลยทั้งห้ามีเจตนาที่จะรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ และทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย แต่เป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ที่โจทก์ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1131-1132/2544 ไม่ผูกพันโจทก์และไม่สามารถบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า ตามคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1131-1132/2544 เป็นกรณีบังคับตามคำพิพากษา ซึ่งสภาพแห่งการบังคับคดีเปิดช่องให้นายแสงดีซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือโจทก์ผู้ซื้อตึกและที่ดิน ต้องปฏิบัติตามคำบังคับให้รื้อถอนขนย้ายชั้นวางของที่ก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิใช่เป็นกรณีคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ผูกพันโจทก์หรือไม่สามารถบังคับโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1131-1132/2544 จำเลยที่ 4 ในคดีนี้ฐานะเป็นโจทก์ที่ 4 ในคดีดังกล่าวและหมายบังคับคดีเอกสารหมาย ล.5 แผ่นที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นออก ระบุว่าจำเลยที่ 4 ในคดีนี้เป็นโจทก์ที่ 4 และจะนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการบังคับคดี ดังนั้น จำเลยที่ 4 ในฐานะโจทก์ที่ 4 ตามที่ระบุไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาและหมายบังคับคดีดังกล่าวย่อมดำเนินการบังคับคดีได้ ส่วนการบังคับคดีจะมีผลถึงจำเลยที่ 4 หรือไม่ เป็นอีกกรณีหนึ่งเมื่อจำเลยที่ 4 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 5 บังคับคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์เอกสารหมาย จ.7 จำเลยที่ 5 ย่อมดำเนินการบังคับคดีแทนได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 เบญจ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแสงโรจน์ วนิชเวทย์พิบูล
จำเลย — นายธงชัย ศรีศิริเจริญพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4115/2551
#413195
เปิดฉบับเต็ม

คำซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกัน ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังคำให้การนี้เสียทีเดียว รับฟังได้แต่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง เพียงแต่คำซัดทอดระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดเพียงอย่างเดียวเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักนัอย ต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบการพิจารณาความผิดด้วย เมื่อพยานโจทก์มีเพียงคำซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดเพียงปากเดียวไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 335, 336 ทวิ ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 119,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 4

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (4) (7) (12) วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคสอง) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นเครื่องจักรที่ผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 คนละ 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายหลายคนลักชิ้นส่วนรถแทรกเตอร์ รวม 16 รายการ เป็นเงิน 119,000 บาท ของนายสิทธิชัย ผู้เสียหายผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมไป มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ พยานโจทก์จึงมีแต่เพียงคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดเพียงปากเดียวไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ลำพังแต่เพียงคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดเพียงอย่างเดียวและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธตลอดมา จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 5 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดจึงเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 5 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ
จำเลย — นายวิเชษฐ์ กิจวิชา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายสัญญา จีระออน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสุรางคนา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
บุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4111/2551
#411350
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร จำเลยต่อสู้อ้างฐานที่อยู่โดยอ้างว่าตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยไม่ได้ไปในที่เกิดเหตุ ความผิดฐานรับของโจรก็ต่างวัน เวลา และสถานที่ที่โจทก์ฟ้อง เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้นั้น เมื่อจำเลยนำสืบรับว่าได้บอกขายเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายที่ 2 ให้แก่นาย ข. แสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ในเรื่องรับของโจรแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่รู้ว่าเครื่องสูบน้ำที่บอกขายเป็นของผู้เสียหายที่ 2 ที่ถูกลักขโมยมาเนื่องจากนายสมโชคบอกให้จำเลยช่วยขาย ซึ่งเครื่องสูบน้ำดังกล่าวมิได้ถูกซุกซ่อนหรือมีใบไม้ปิดบังไว้ตามที่นายเขียนกล่าวอ้าง ซึ่งร้อยตำรวจโทบุญเกื้อได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าเครื่องสูบน้ำที่พบไม่มีสิ่งใดปกปิดไว้ จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าเครื่องสูบน้ำเป็นของนายสมโชคจริงจึงช่วยบอกขายให้ จำเลยไม่สามารถตามนายสมโชคมาเบิกความให้ได้เนื่องจากนายสมโชคได้ย้ายที่อยู่และไม่ได้ติดต่อกันอีก หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยมิได้หลบหนีไปไหน นั้น เห็นว่า นายเขียนพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า เครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายถูกซุกซ่อนอยู่ในสวนยางโดยมีใบไม้ปิด เหตุที่ร้อยตำรวจโทบุญเกื้อพยานโจทก์เบิกความว่า ไม่มีใบไม้ปิด คงสืบเนื่องมาจากเมื่อนายเขียนไปดูเครื่องสูบน้ำดังกล่าวแล้วได้นำใบไม้ออก ที่จำเลยกล่าวอ้างว่ากระทำโดยสุจริตนั้นก็ขัดต่อเหตุผล ทั้งนี้เพราะเครื่องสูบน้ำดังกล่าวหากเป็นของนายสมโชคจริงก็ควรที่จะเก็บไว้ที่บ้านนายสมโชค หรือเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัย มิใช่นำมาไว้ในสวนยางพาราซึ่งอาจมีบุคคลภายนอกมาลักไปได้ การที่เครื่องสูบน้ำดังกล่าวอยู่ในสวนยางพาราโดยที่ไม่มีบุคคลใดมาลักไป ย่อมแสดงให้เห็นว่าได้มีการปกปิดหรือซุกซ่อนไว้ พฤติการณ์ที่จำเลยบอกขายเครื่องสูบน้ำที่บุคคลในท้องที่ทราบโดยทั่วไปว่ามีคนร้ายลักไป ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของนายเขียนว่าทราบมาก่อนหน้าแล้วว่ามีคนร้ายลักเครื่องสูบน้ำมา และพฤติการณ์ที่เก็บเครื่องสูบน้ำไว้ในสวนยางพาราโดยมิได้เก็บไว้ที่บ้านของเจ้าของหรือฝากไว้แก่บุคคลใด ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเครื่องสูบน้ำดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่คนร้ายลักมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานรับของโจร แม้จะไม่เป็นข้อแตกต่างในสาระสำคัญและไม่เกินคำขอ ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ก็ตาม แต่ความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ กล่าวคือ จำเลยต่อสู้อ้างฐานที่อยู่โดยอ้างว่าตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้องจำเลยไม่ได้ไปในที่เกิดเหตุ ความผิดฐานรับของโจรที่เกิดขึ้นก็ต่างวัน เวลา และสถานที่ที่โจทก์ฟ้อง เป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้นั้น เห็นว่า จำเลยนำสืบรับว่าได้บอกขายเครื่องสูบน้ำของผู้เสียหายที่ 2 ให้แก่นายเขียน แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ในเรื่องความผิดฐานรับของโจรแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์หรือสมศักดิ์ บุญสนอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายอาทิตย์ สาตรวาหา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา