คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551
#412637
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีจะเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสตูลและผู้ร้องเป็นอิสลามศาสนิกเริ่มต้นคดีอย่างไม่มีข้อพิพาท โดยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายทวี ผู้ตาย ซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกก็ตาม แต่เมื่อมีการคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ก็มีผลทำให้คดีกลายเป็นคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 (4) โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลยนับถือศาสนาพุทธ จึงมิใช่อิสลามศาสนิก จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลาและสตูล พ.ศ.2489 ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกของอิสลามศาสนิกในเขตจังหวัดสตูล ต้องใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 บังคับแก่คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่เคยรับคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นไม่รับคำร้องคัดค้าน เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีส่วนได้เสียในประเด็นแห่งคดี และให้งดสืบพยานของผู้คัดค้านที่ 1 เนื่องจากคู่ความขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น โดยเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องและคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า นายทวีผู้ตายและผู้ร้องเป็นอิสลามศาสนิกและมีภูมิลำเนาในเขตจังหวัดสตูล ผู้คัดค้านที่ 1 เคยเป็นอิสลามศาสนิกและเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธก่อนที่นายทวีเจ้ามรดกทำพินัยกรรมแต่งตั้งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของนายทวีผู้ตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า คดีนี้ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีจะเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสตูลและผู้ร้องซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกเริ่มต้นคดีอย่างไม่มีข้อพิพาท โดยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายทวีผู้ตายซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกก็ตาม แต่เมื่อมีการคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ก็มีผลให้คดีกลายเป็นคดีมีข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (4) โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลยมิใช่อิสลามศาสนิก จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกของอิสลามศาสนิกในเขตจังหวัดสตูล ต้องใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 บังคับแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ม. 3
ป.วิ.พ. ม. 188 (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสมหมาย ปองแท้
ผู้คัดค้าน — นางพรรณี ปองแท้หรือศิริสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายอรรถชาต์ สินไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551
#412699
เปิดฉบับเต็ม

คดีเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสตูลและผู้ร้องซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกเริ่มต้นคดีอย่างไม่มีข้อพิพาทโดยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายซึ่งเป็นอิสลามศาสนิก การที่ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านมีผลให้คดีกลายเป็นคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 (4) โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลยมิไช่อิสลามศาสนิก จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกของอิสลามศาสนิกในเขตจังหวัดสตูล จึงต้องใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 บังคับแก่คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องและนายทวีผู้ตายเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัดสตูล จึงต้องใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนางมาเนียะ บิดาและมารดาของผู้ร้องได้ประกอบพิธีสมรส (นิกะห์) ถูกต้องตามหลักกฎหมายอิสลามเมื่อปี 2492 มีบุตรด้วยกันรวม 7 คน นอกจากนี้ผู้ตายได้ประกอบพิธีสมรส (นิกะห์) ตามหลักกฎหมายอิสลามกับนางสะเดียะซึ่งเป็นภริยาอีกคนหนึ่ง มีบุตรด้วยกัน 4 คน รวมผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ด้วย ผู้ตายเป็นบุตรของนายหมาดเร๊ะกับนางฉาวซึ่งทั้งสองได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ส่วนนางมาเนียะมารดาของผู้ร้องก็ได้ถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตายเช่นกัน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2548 ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคเลือดออกในทางเดินอาหาร ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกทรัพย์มรดกให้แก่นางสะเดียะ และนางมาเนียะซึ่งบุคคลทั้งสองเป็นภริยาของผู้ตาย จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิในมรดกภาคฟัรดู ไม่มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายอิสลาม ข้อกำหนดดังกล่าวจึงเป็นอันไร้ผล นอกจากนี้ในพินัยกรรมมีข้อกำหนดระบุให้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก แต่เนื่องจากก่อนวันทำพินัยกรรมฉบับดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธจนถึงปัจจุบัน จึงไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก และขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามหลักกฎหมายอิสลาม ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแต่เพียงผู้เดียว ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมและทรัพย์สินอื่น ๆ เนื่องจากการจัดการทรัพย์มรดกมีเหตุขัดข้อง โดยต้องตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อนขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนางสะเดียะเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2522 ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนายไมตรีซึ่งนับถือศาสนาพุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 จึงได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธด้วย และได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุลศิริสุข ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกทรัพย์มรดกให้แก่นางสะเดียะและนางมาเนียะ แต่นางมาเนียะถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย ทำให้ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนางมาเนียะตามข้อกำหนดในพินัยกรรมย่อมตกไปเป็นของทายาทโดยธรรม และผู้ตายได้กำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิจัดการมรดกโดยพินัยกรรม คดีนี้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคู่ความที่นับถือศาสนาพุทธ จึงต้องใช้บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 จะใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกมิได้ ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่เคยรับคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นไม่รับคำร้องคัดค้าน เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีส่วนได้เสียในประเด็นแห่งคดี และให้งดสืบพยานของผู้คัดค้านที่ 1 เนื่องจากคู่ความขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น โดยเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องและคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า นายทวีผู้ตายและผู้ร้องเป็นอิสลามศาสนิกและมีภูมิลำเนาในเขตจังหวัดสตูล ผู้คัดค้านที่ 1 เคยเป็นอิสลามศาสนิกและเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธก่อนที่นายทวีเจ้ามรดกทำพินัยกรรมแต่งตั้งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของนายทวีผู้ตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า คดีนี้ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีจะเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสตูลและผู้ร้องซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกเริ่มต้นคดีอย่างไม่มีข้อพิพาท โดยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายทวีผู้ตายซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกก็ตาม แต่เมื่อมีการคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ก็มีผลให้คดีกลายเป็นคดีมีข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (4) โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลยมิไช่อิสลามศาสนิก จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกของอิสลามศาสนิกในเขตจังหวัดสตูล ต้องใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 บังคับแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 188
พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ม. 3
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสมหมาย ปองแท้
ผู้คัดค้าน — นางพรรณี ปองแท้หรือศิริสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2551
#413658
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีจะเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสตูลและผู้ร้องซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกเริ่มต้นคดีอย่างไม่มีข้อพิพาท โดยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของ ท. ผู้ตายซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกก็ตาม แต่เมื่อมีการคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ก็มีผลให้คดีกลายเป็นคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 (4) โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลยมิใช่อิสลามศาสนิก จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 3 ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูลฯ ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกของอิสลามศาสนิกในเขตจังหวัดสตูล ต้องใช้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 6 บังคับแก่คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องและนายทวีผู้ตายเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัดสตูล จึงต้องใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนางมาเนียะบิดาและมารดาของผู้ร้องได้ประกอบพิธีสมรส (นิกะห์) ถูกต้องตามหลักกฎหมายอิสลามเมื่อปี 2492 มีบุตรด้วยกันรวม 7 คน นอกจากนี้ผู้ตายได้ประกอบพิธีสมรส (นิกะห์) ตามหลักกฎหมายอิสลามกับนางสะเดียะซึ่งเป็นภริยาอีกคนหนึ่ง มีบุตรด้วยกัน 5 คน รวมผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ด้วย ผู้ตายเป็นบุตรของนายหมาดเร๊ะกับนางฉาวซึ่งทั้งสองได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ส่วนนางมาเนียะมารดาของผู้ร้องก็ได้ถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตายเช่นกัน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2548 ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคเลือดออกในทางเดินอาหาร ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกทรัพย์มรดกให้แก่นางสะเดียะ และนางมาเนียะซึ่งบุคคลทั้งสองเป็นภริยาของผู้ตาย จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิในมรดกภาคฟัรดู ไม่มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม เป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายอิสลามข้อกำหนดดังกล่าวจึงเป็นอันไร้ผล นอกจากนี้ในพินัยกรรมมีข้อกำหนดระบุให้ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก แต่เนื่องจากก่อนวันทำพินัยกรรมฉบับดังกล่าวผู้คัดค้านที่ 1 ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธจนถึงปัจจุบัน จึงไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก และขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามหลักกฎหมายอิสลาม ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแต่เพียงผู้เดียว ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมและทรัพย์สินอื่น ๆ เนื่องจากการจัดการทรัพย์มรดกมีเหตุขัดข้อง โดยต้องตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อนขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนายสะเดียะเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2422 ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับนายไมตรีซึ่งนับถือศาสนาพุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 จึงได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธด้วย และได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุล ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกทรัพย์มรดกให้แก่นางสะเดียะและนางมาเนียะ แต่นางมาเนียะถึงแก่ความตายไปก่อนผู้ตาย ทำให้ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนางมาเนียะตามข้อกำหนดในพินัยกรรมย่อมตกไปเป็นของทายาทโดยธรรม และผู้ตายได้กำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิจัดการมรดกโดยพินัยกรรม คดีนี้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นคู่ความที่นับถือศาสนาพุทธ จึงต้องใช้บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 จะใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกมิได้ ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่เคยรับคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นไม่รับคำร้องคัดค้าน เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีส่วนได้เสียในประเด็นแห่งคดี และให้งดสืบพยานของผู้คัดค้านที่ 1 เนื่องจากคู่ความขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น โดยเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องและคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่านายทวีผู้ตายและผู้ร้องเป็นอิสลามศาสนิกและมีภูมิลำเนาในเขตจังหวัดสตูล ผู้คัดค้านที่ 1 เคยเป็นอิสลามศาสนิกและเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธก่อนที่นายทวีเจ้ามรดกทำพินัยกรรมแต่งตั้งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของนายทวีผู้ตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า คดีนี้ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีจะเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสตูลและผู้ร้องซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกเริ่มต้นคดีอย่างไม่มีข้อพิพาท โดยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของนายทวีผู้ตายซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกก็ตาม แต่เมื่อมีการคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ก็มีผลให้คดีกลายเป็นคดีมีข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (4) โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลยมิใช่อิสลามศาสนิก จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกของอิสลามศาสนิกในเขตจังหวัดสตูล ต้องใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 บังคับแก่คดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 188 (4)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ม. 3
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสมหมาย ปองแท้
ผู้คัดค้าน — นางพรรณี ปองแท้ หรือศิริสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 850/2551
#412525
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ไม่จำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรง หากทายาทที่มีสิทธิรับมรดกถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับส่วนแบ่งมรดก ผู้สืบสิทธิของทายาทก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายมีสิทธิเรียกร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้

ส. เป็นบิดาของ ศ. เมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของ ศ. ย่อมตกทอดได้แก่ทายาทของ ศ. ซึ่งรวมทั้ง ส. ด้วย แต่ ส. ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว สิทธิในทรัพย์มรดกของ ศ. ส่วนที่ตกได้แก่ ส. จึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของ ส. ซึ่งรวมทั้ง ภ. บิดาผู้ร้อง ต่อมา ภ. ถึงแก่ความตายอีก ทรัพย์มรดกส่วนนี้ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของ ภ. ผู้ร้องเป็นผู้สืบสิทธิของทายาทโดยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ภ. ย่อมมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ศ. ด้วยตามส่วน ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ ศ. ได้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. และ ภ. อ้างว่าเนื่องจากมีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกเกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งมีชื่อ ศ. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เท่านั้น และ ภ. ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ศ. ตามคำสั่งศาลถึงแก่ความตายไป อันเป็นผลทำให้ไม่มีผู้จัดการทรัพย์มรดกของ ศ. และการจัดการทรัพย์มรดกของ ศ. ยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อผู้ร้องมีสิทธิร้องขอจัดการทรัพย์มรดกคือที่ดินของ ศ. แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะมาร้องขอจัดการทรัพย์มรดกของ ส. และ ภ. ในที่ดินแปลงเดียวกันนั้นอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า หลวงสาครสารสฤษฎ์ สมรสกับนางตลับ มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ นางพัตรา นางรัตนา นายศักดาและนายสมภพ ซึ่งเป็นบิดาผู้ร้อง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2519 นายศักดาถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ นายศักดามีทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 9816 ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี นายสมภพได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายศักดาตามคำสั่งศาล ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2520 หลวงสาครสารสฤษฎ์ถึงแก่ความตายโดยยังมิได้ดำเนินการรับโอนมรดกของนายศักดา และไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด นางรัตนาและนางพัตราบุตรของหลวงสาครสารสฤษฎ์ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2527 นายสมภพถึงแก่ความตายโดยยังจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายศักดาไม่แล้วเสร็จ และไม่ได้ทำพินัยกรรม ผู้ร้องในฐานะทายาทของนายสมภพที่มีสิทธิรับมรดกไม่ติดต่อขอรับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 9816 ดังกล่าว เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าต้องให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อนจึงจะดำเนินการให้ ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายศักดา หลวงสาครสารสฤษฎ์และนายสมภพผู้ตายทั้งสาม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สิทธิและหน้าที่ของนายสมภพบิดาผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายศักดาเจ้ามรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัวย่อมสิ้นสุดลงไม่ตกทอดไปยังผู้ร้อง ทายาทมีสิทธิรับมรดกของนายศักดาคือ นางสาวทรายทองบุตรบุญธรรมของนายศักดามิใช่ผู้ร้อง ส่วนที่ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของหลวงสาครสารสฤษฎ์และนายสมภพผู้ตายทั้งสองปรากฏว่า ผู้ตายทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา แม้ผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งสองกับนายศักดาเจ้ามรดกเป็นรายการเดียวกันและมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน แต่เมื่อศาลไม่รับคำร้องขอในส่วนที่ขอตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายศักดาเจ้ามรดกซึ่งอาศัยเป็นหลักในการยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่อาจรับคำร้องขอในส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าเกี่ยวข้องกันไว้พิจารณาที่ศาลชั้นต้นได้ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นนต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายศักดา หลวงสาครสารสฤษฎ์และนายสมภพผู้เสียหายทั้งสาม หรือไม่ เห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ไม่จำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรง หากทายาทที่มีสิทธิรับมรดกถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับส่วนแบ่งมรดก ผู้สืบสิทธิทายาทก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ ตามคำร้องของผู้ร้องได้ความว่า หลวงสาครสารสฤษฎ์เป็นบิดาของนายศักดา เมื่อนายศักดาถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนายศักดาย่อมตกทอดได้แก่ทายาทของนายศักดาซึ่งรวมทั้งหลวงสาครสารสฤษฎ์บิดาของนายศักดาด้วย แต่หลวงสาครสารสฤษฎ์ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว สิทธิในทรัพย์มรดกของนายศักดาส่วนที่ตกได้แก่หลวงสาครสฤษฎ์จึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของหลวงสาครสารสฤษฎ์ซึ่งรวมทั้งนายสมภพบิดาผู้ร้อง ต่อมานายสมภพถึงแก่ความตายอีกทรัพย์มรดกส่วนนี้ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนายสมภพผู้ร้องเป็นผู้สืบสิทธิของทายาทโดยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสมภพย่อมมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9816 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายศักดาด้วยตามส่วน ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายศักดาได้ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอของผู้ร้องในส่วนนี้ไว้พิจารณา ส่วนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของหลวงสาครสารสฤษฎ์และนายสมภพด้วยนั้น ปรากฏตามคำร้องขอว่า เหตุที่มายื่นคำร้องขอคดีนี้เนื่องจากมีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 9816 ซึ่งมีนายศักดาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เท่านั้น และนายสมภพซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายศักดาตามคำสั่งศาลถึงแก่ความตายไป อันเป็นผลทำให้ไม่มีผู้จัดการทรัพย์มรดกของนายศักดาและการจัดการทรัพย์มรดกของนายศักดายังไม่เสร็จสิ้น เมื่อผู้ร้องมีสิทธิร้องขอจัดการทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 9816 ของนายศักดาเจ้ามรดกได้ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะมาร้องขอจัดการทรัพย์มรดกของหลวงสาครสารสฤษฎ์และนายสมภพในที่ดินแปลงเดียวกันนั้นอีก อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับคำร้องขอของผู้ร้องที่ขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายศักดาเจ้ามรดกโดยให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอส่วนดังกล่าวไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวุฑฒิชัย สาครวาสี
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 850/2551
#415788
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ไม่จำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรง หากทายาทที่มีสิทธิรับมรดกถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับส่วนแบ่งมรดก ผู้สืบสิทธิของทายาทก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายศักดา และนายสมภพ ผู้ตายทั้งสาม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายศักดา และนายสมภพ ผู้ตายทั้งสาม หรือไม่ เห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ไม่จำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรง หากทายาทที่มีสิทธิรับมรดกถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับส่วนแบ่งมรดก ผู้สืบสิทธิของทายาทก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ ตามคำร้องของผู้ร้องได้ความว่า เป็นบิดาของนายศักดาเมื่อนายศักดาถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนายศักดาย่อมตกทอดได้แก่ทายาทของนายศักดาซึ่งรวมทั้งหลวงสาครสารสฤษฎ์บิดาของนายศักดาด้วย แต่หลวงสาครสฤษฎ์ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวสิทธิในทรัพย์มรดกของนายศักดาส่วนที่ตกได้แก่หลวงสาครสารสถษฎ์จึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของหลวงสาครสารสฤษฎ์ซึ่งรวมทั้งนายสมภพบิดาผู้ร้อง ต่อมานายสมภพถึงแก่ความตายอีก ทรัพย์มรดกส่วนนี้ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนายสมภพ ผู้ร้องเป็นผู้สืบสิทธิของทายาทโดยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสมภพย่อมมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9816 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายศักดาด้วยตามส่วน ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายศักดาได้ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอของผู้ร้องในส่วนนี้ไว้พิจารณา ส่วนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของหลวงสาครสารสฤษฎ์และนายสมภพด้วยนั้น ปรากฏตามคำร้องขอว่า เหตุที่มายื่นคำร้องขอคดีนี้เนื่องจากมีเหตุขัดข้องในการจัดการหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 9816 ซึ่งมีชื่อนายศักดาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เท่านั้น และนายสมภพซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายศักดาตามคำสั่งศาลถึงแก่ความตายไป อันเป็นผลทำให้ไม่มีผู้จัดการทรัพย์มรดกของนายศักดาและการจัดการทรัพย์มรดกของนายศักดายังไม่เสร็จสิ้น เมื่อผู้ร้องมีสิทธิร้องขอจัดการทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 9816 ของนายศักดาเจ้ามรดกได้ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะมาร้องขอจัดการทรัพย์มรดกของหลวงสาครสารสถษฎ์และนายสมภพในที่ดินแปลงเดียวกันนั้นอีก อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับคำร้องขอของผู้ร้องที่ขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายศักดาเจ้ามรดกโดยให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอส่วนดังกล่าวไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวุฑฒิชัย สาครวาสี
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/2551
#412438
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2549 ซึ่งจำเลยทราบคำสั่งในวันดังกล่าวแล้ว หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยก็ต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 โดยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง แต่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2549 จึงเกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเพราะเหตุดังกล่าว จึงมีผลเป็นการไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 236 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 147,063.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 108,297.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง คืนค่าขึ้นศาล

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เดิมจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2549 ซึ่งจำเลยทราบคำสั่งในวันดังกล่าวแล้ว หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง แต่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2549 จึงเกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเพราะเหตุดังกล่าว จึงมีผลเป็นการไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ร้อยโทหรือพันโทพินัย วิถีสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/2551
#415786
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2549 ซึ่งจำเลยทราบคำสั่งในวันดังกล่าวแล้ว หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง แต่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2549 จึงเกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเพราะเหตุดังกล่าว จึงมีผลเป็นการไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 147,063.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 108,297.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เดิมจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงิน และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2549 ซึ่งจำเลยทราบคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2549 ซึ่งจำเลยทราบคำสั่งในวันดังกล่าวแล้ว หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ดังกล่าว จำเลยก็ต้องปฎิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง แต่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2549 จึงเกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยเพราะเหตุดังกล่าว จึงมีผลเป็นการไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยจะฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ร้อยโทหรือพันโทพินัย วิถีสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800/2551
#412707
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยที่อ้างว่าโจทก์ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการยกข้ออ้างที่ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง การที่จำเลยเพิ่งทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยก็ชอบที่จะยกข้อคัดค้านในเรื่องผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างภายในเวลาไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโดยขาดนัดแล้วมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2537 ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,004,613.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 9 กันยายน 2537) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3615 ตำบลตลาดขวัญ (บางแพรก) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระแก่โจทก์จนครบถ้วนกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ โจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นนัดไต่สวน ครั้นวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงงดไต่สวน แล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ 27 สิงหาคม 2546 ว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 74/4 หมู่ 11 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ตามฟ้องโจทก์จริง ซึ่งตั้งอยู่ซอยปัญจมิตร 2 ถนนนวมินทร์ (สุขาภิบาล 1) แต่โจทก์กลับนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ซอยเปรมฤทัย 1 ถนนรามอินทรา ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลย โดยมิได้ ตรวจสอบจากสำนักงานเขตให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วทำการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ แต่ในชั้นบังคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับส่งหมายบังคับคดีให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาในฟ้องได้ แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาไม่สุจริตใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือบังคับจำเลยอย่างไม่เป็นธรรม การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ปิดประกาศทางหนังสือพิมพ์จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังมีพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินที่จำนองแล้ว โจทก์ชอบที่จะไปขอรับเงินค่าทดแทนจากกรมโยธาธิการ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่มีอำนาจเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทั้งคำพิพากษาของศาลที่ให้ยึดที่ดินที่ถูกเวนคืนมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เป็นคำพิพากษาที่ขัดต่อกฎหมาย การดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งหมดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การยื่นคำฟ้องตลอดจนกระบวนพิจารณา ภายหลังจากนั้นและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เพิกถอนคำสั่งที่ให้ปิดคำบังคับและการบังคับคดีที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องนับแต่นั้น เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองเพื่อจำเลยจะได้ดำเนินการโอนที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 3615 ให้แก่กรมโยธาธิการ หากโจทก์เพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ศาลชั้นต้นส่งคำร้องไปยังศาลฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ตามคำร้องเป็นการกล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การยื่นคำฟ้องและกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวเนื่องตามมาทั้งหมดเป็นการร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งเป็นคนละปัญหากับกรณีที่จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกอุทธรณ์ของจำเลยเพราะเหตุไม่ได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อกระบวนพิจารณาที่จำเลยอ้างว่าผิดระเบียบเกิดขึ้นในศาลชั้นต้นย่อมอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นย่อมอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น จึงให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้พิจารณาสั่งคำร้องนี้และมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คำร้องของจำเลยลงวันที่ 27 สิงหาคม 2546 ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง บัญญัติให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวอ้างได้ไม่ว่าเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แม้ตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวอ้างว่า โจทก์มิได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาที่ระบุในคำฟ้อง ซึ่งจำเลยมีที่อยู่ตามภูมิลำเนาในคำฟ้องของโจทก์จริง แต่โจทก์กลับนำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปให้จำเลยที่ซอยเปรมฤทัย 1 ถนนรามอินทรา ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลย โดยมิได้ตรวจสอบจากสำนักงานเขตให้ถูกต้องเสียก่อนแล้วทำการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการยกข้ออ้างที่ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าถูกโจทก์ฟ้อง จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา การที่จำเลยเพิ่งทราบว่าถูกโจทก์ฟ้องภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยก็ชอบที่จะยกข้อคัดค้านในเรื่องผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างภายในเวลาไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามมาตรา 27 วรรคสอง ดังกล่าวด้วย เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า จำเลยได้แต่งตั้งทนายความมาดำเนินการยื่นคำแถลงขอคัดบรรดาสรรพเอกสารในสำนวนคดีนี้ตลอดจนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 จึงฟังได้ว่าจำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบตามคำร้องดังกล่าวของจำเลยตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าผิดระเบียบเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2546 จึงช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้ว จำเลยย่อมหมดสิทธิยกขึ้นอ้าง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ปัญหาข้อดังกล่าวตามคำร้องของจำเลยจึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ไต่สวน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางพิชญ์ชา ทรัพย์พระวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2551
#412521
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นได้สอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความเมื่อเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ได้แล้ว ได้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีและให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงไว้ชัดเจนแล้ว แม้จะได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ไม่ทำให้คำพิพากษาคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นสอบคู่ความแล้ว มีคำสั่งให้งดชี้สองสถาน แล้ววินิจฉัยไปในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับเดียวกันว่า โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า หลังจากที่โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์ตามฟ้องแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ทำหนังสือตามเอกสารท้ายคำให้การจำเลยหมายเลข 2 ซึ่งระบุว่าเป็นหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องโดยระบุให้เรียกคู่สัญญาในหนังสือดังกล่าวระหว่างโจทก์กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสวรรค์วิถี นครสวรรค์ ว่า "ผู้โอน" และ "ผู้รับโอน" ตามลำดับ เนื้อหาภายในหนังสือดังกล่าวระบุว่าผู้โอนซึ่งเป็นผู้ให้เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขอโอนสิทธิการรับค่าเช่าจากจำเลยตามสัญญาเช่าในแต่ละเดือนให้แก่ผู้รับโอนเป็นผู้รับเงินจำนวนดังกล่าว โดยผู้โอนขอรับรองว่า ผู้รับโอนมีสิทธิสมบูรณ์เสมือนผู้โอนทุกประการ ทั้งมีการแจ้งการโอนเป็นหนังสือให้แก่จำเลยและจำเลยได้ตอบรับเป็นหนังสือ ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 แผ่นที่ 2, 3 และเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 ตามลำดับ หนังสือโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวลงวันที่ 29 มิถุนายน 2538 โอนสิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2537 ซึ่งก็คือสัญญาเช่าที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนั่นเอง จึงถือว่าโจทก์และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้ปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคหนึ่ง และมาตรา 306 บัญญัติไว้แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการรับเงินค่าเช่าจึงตกเป็นของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่นั้นหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มอบอำนาจให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเงินค่าเช่าแทนโจทก์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเช่าแก่โจทก์

ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปในรายงานกระบวนพิจารณาไม่ใช่เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี เพราะไม่ได้ทำในรูปของคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้สอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความเมื่อเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ได้แล้ว จึงได้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 แล้ว ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีและให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงไว้ชัดเจนแล้ว แม้จะได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ไม่ทำให้คำพิพากษาคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 141
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดมนตรีการช่าง
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2551
#415785
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ทำหนังสือซึ่งระบุว่าเป็นหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องโดยระบุให้เรียกคู่สัญญาในหนังสือดังกล่าวระหว่างโจทก์กับธนาคาร ก. ว่า "ผู้โอน" และ "ผู้รับโอน" ตามลำดับ เนื้อหาภายในหนังสือดังกล่าวระบุว่าผู้โอนซึ่งเป็นผู้ให้เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขอโอนสิทธิการรับค่าเช่าจากจำเลยตามสัญญาเช่าในแต่ละเดือนให้แก่ผู้รับโอนเป็นผู้รับเงินจำนวนดังกล่าว โดยผู้โอนขอรับรองว่า ผู้รับโอนมีสิทธิสมบูรณ์เสมือนผู้โอนทุกประการ ทั้งมีการแจ้งการโอนเป็นหนังสือให้แก่จำเลยและจำเลยได้ตอบรับเป็นหนังสือ หนังสือโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวโอนสิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งก็คือสัญญาเช่าที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ จึงถือว่าโจทก์และธนาคาร ก. ได้ปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคหนึ่ง และมาตรา 306 บัญญัติไว้แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการรับเงินค่าเช่าจึงตกเป็นของธนาคาร ก. ตั้งแต่นั้นหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มอบอำนาจให้แก่ธนาคาร ก. เป็นผู้รับเงินค่าเช่าแทนโจทก์ไม่โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเช่าแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นได้สอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความเมื่อเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ได้แล้ว จึงได้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 แล้ว ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีและให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงไว้ชัดเจนแล้ว แม้จะได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ไม่ทำให้คำพิพากษาคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นสอบคู่ความแล้ว มีคำสั่งให้งดชี้สองสถาน แล้ววินิจฉัยไปในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับเดียวกันว่า โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แล้ว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า หลังจากที่โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์ตามฟ้องแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ทำหนังสือซึ่งระบุว่า เป็นหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องโดยระบุให้เรียกร้องโดยระบุให้คู่สัญญาในหนังสือดังกล่าวระหว่างโจทก์กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสวรรค์วิถีนครสวรรค์ ว่า "ผู้โอน" และ "ผู้รับโอน" ตามลำดับ เนื้อหาภายในหนังสือดังกล่าวระบุว่าผู้โอนซึ่งเป็นผู้ให้เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขอโอนสิทธิการรับค่าเช่าจากจำเลยตามสัญญาเช่าในแต่ละเดือนให้แก่ผู้รับโอนเป็นผู้รับเงินจำนวนดังกล่าว โดยผู้โอนขอรับรองว่า ผู้รับโอนมีสิทธิสมบูรณ์เสมือนผู้โอนทุกประการ ทั้งมีการแจ้งการโอนเป็นหนังสือให้แก่จำเลยและจำเลยได้ตอบรับเป็นหนังสือ หนังสือโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวลงวันที่ 29 มิถุนายน 2538 โอนสิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2537 ซึ่งก็คือสัญญาเช่าที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้นั่นเอง จึงถือว่าโจทก์และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้ปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคหนึ่ง และมาตรา 306 บัญญัติไว้แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการรับเงินค่าเช่าจึงตกเป็นของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่นั้นหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มอบอำนาจให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเงินค่าเช่าแทนโจทก์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเช่าแก่โจทก์

ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปในรายงานกระบวนพิจารณาไม่ใช่เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี เพราะไม่ได้ทำในรูปของคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้สอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความเมื่อเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยเป็นปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ได้แล้วจึงได้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 แล้ว ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีและให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงไว้ชัดเจนแล้ว แม้จะได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ไม่ทำให้คำพิพากษาคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 303 วรรคหนึ่ง ม. 306
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 141
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด มนตรีการช่าง
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 795/2551
#411416
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมิได้กระทำเพื่อการอนาจาร จึงปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก โจทก์มิได้อุทธรณ์ ดังนั้น เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อการอนาจาร อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรานี้มาด้วยและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317 วรรคสาม

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 2 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 1 ปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีจำคุก 1 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 เดือน และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา จำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 15 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นบทมีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษความผิดพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สมควรวินิจฉัยก่อนว่า ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดา ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้กระทำเพื่อการอนาจาร จึงปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก โจทก์มิได้อุทธรณ์ ดังนั้นเมื่อฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อการอนาจาร อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรานี้มาด้วยและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนนี้ เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 215 และมาตรา 225...

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 277 ม. 283 ทวิ วรรคสอง ม. 317 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายศรีธรหรือทอน นิพานรัมย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายประเสริฐ ปลั่งศรีนนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 789/2551
#412640
เปิดฉบับเต็ม

การบรรยายฟ้องตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ไม่จำเป็นต้องใช้คำตามบทบัญญัติดังกล่าวทุกถ้อยคำ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลงชื่อสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องมอบให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระค่าสินค้าผ้ายืด ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ร่วมตามสัญญาซื้อขายสินค้าผ้ายืดและจำเลยสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระค่าสินค้าผ้ายืดตามสัญญาซื้อขายนั้น จึงเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงเพื่อแสดงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไทยสมบูรณ์การทอ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูกมาตรา 4 (1) (2)) ลงโทษจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เห็นว่า การบรรยายฟ้องตามมาตรา 4 แห่งกฎหมายดังกล่าวไม่จำเป็นต้องใช้คำตามบทบัญญัติดังกล่าวทุกถ้อยคำ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลงชื่อสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องมอบให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระค่าสินค้าผ้ายืด ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ร่วมตามสัญญาซื้อขายสินค้าผ้ายืดและจำเลยสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระค่าสินค้าผ้ายืดตามสัญญาซื้อขายนั้น จึงเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงเพื่อแสดงว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) คำฟ้องตามคำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น ไม่ตรงกับคำฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

1/1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — บริษัทไทยสมบูรณ์การทอ จำกัด
จำเลย — นายศักดิ์ชัย อัคผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายนพรัตน์ สนั่นพานิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 789/2551
#498379
เปิดฉบับเต็ม

การบรรยายฟ้องตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ไม่จำเป็นต้องใช้คำตามบทบัญญัติดังกล่าวทุกถ้อยคำ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลงชื่อสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องมอบให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระค่าสินค้าผ้ายืด ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ร่วมตามสัญญาซื้อขายสินค้าผ้ายืดและจำเลยสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระค่าสินค้าผ้ายืดตามสัญญาซื้อขายนั้น จึงเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงเพื่อแสดงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไทยสมบูรณ์การทอ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูกมาตรา 4 (1), (2)) ลงโทษจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เห็นว่าการบรรยายฟ้องตามมาตรา 4 แห่งกฎหมายดังกล่าวไม่จำเป็นต้องใช้คำตามบทบัญญัติดังกล่าวทุกถ้อยคำ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลงชื่อสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องมอบให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระค่าสินค้าผ้ายืด ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ร่วมตามสัญญาซื้อขายสินค้าผ้ายืดและจำเลยสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระค่าสินค้าผ้ายืดตามสัญญาซื้อขายนั้น จึงเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงเพื่อแสดงว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) คำฟ้องตามคำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น ไม่ตรงกับคำฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — บริษัทไทยสมบูรณ์การทอ จำกัด
จำเลย — นายศักดิ์ชัย อัคผล
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 765/2551
#412433
เปิดฉบับเต็ม

การขอเฉลี่ยทรัพย์ผู้ร้องไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ตนได้ยึดไว้หากนำออกขายทอดตลาดจะได้ราคาแน่นอนเท่าใด เหลือหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระเป็นจำนวนที่แน่นอนอีกเพียงใด เพียงแต่ผู้ร้องนำสืบว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่พอชำระหนี้ของผู้ร้องโดยสิ้นเชิงก็ย่อมเพียงพอที่ผู้ร้องจะมาขอเฉลี่ยทรัพย์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินจำนวน 196,515 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของจำเลยบัญชีเลขที่ 251-239519-1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าแพ ซึ่งมีเงินฝากอยู่จำนวน 245,435.74 บาท เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้แก่ผู้ร้องรวม 6 คดี ซึ่งแต่ละคดีถึงที่สุดแล้วแต่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินที่จำเลยจำนองไว้ออกขายทอดตลาด แต่ทรัพย์จำนองเมื่อนำออกขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ และผู้ร้องยังไม่ได้รับเงินจากการขายทอดตลาด ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลย ผู้ร้องทราบว่าโจทก์ได้อายัดเงินฝากของจำเลยไว้ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในเงินที่อายัดดังกล่าวตามส่วน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยยังมีทรัพย์อื่นที่จำนองไว้แก่ผู้ร้องและผู้ร้องยังสามารถเอาทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องได้จนครบ การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังไม่แล้วเสร็จ จึงไม่อาจรู้ได้แน่นอนว่าทรัพย์สินของจำเลยไม่พอชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องไม่มีเจตนาสืบหาทรัพย์ของจำเลยเพื่อนำมาชำระหนี้ ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องมีสิทธิเฉลี่ยจากเงินของจำเลยที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ตามสัดส่วนที่จำเลยยังเป็นหนี้ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ผู้ร้องตามคำพิพากษาหลายคดีและไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องจึงขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินที่จำเลยกับพวกจำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่ผู้ร้องหลายแปลง ที่ดินบางแปลงได้ถูกนำออกขายทอดตลาดแต่ยังขายไม่ได้และที่ดินบางแปลงยังไม่มีผู้ประมูลซื้อจากการขายทอดตลาด ต่อมาผู้ร้องได้ยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ขอเฉลี่ยทรัพย์เงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าแพ บัญชีเลขที่ 251-239519-1 จำนวน 245,435.74 บาท

โจทก์ฎีกาประการแรกว่า ผู้ร้องมีภาระที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความมีอยู่จริงของทรัพย์สินของจำเลยที่ถูกยึด แต่ผู้ร้องไม่เสนอพยานหลักฐานให้ศาลเห็นว่าในคดีนี้มีการยึดหรืออายัดเงินฝากของจำเลยหรือไม่ อย่างไร เท่ากับผู้ร้องไม่นำสืบให้ศาลเห็นว่าตนมีสิทธิครบตามเงื่อนไของค์ประกอบของกฎหมาย จึงไม่สมควรให้ผู้ร้องได้เฉลี่ยทรัพย์นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การอายัดเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าแพ เป็นการกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดีในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงเห็นได้ว่าโจทก์จะต้องรู้อยู่แล้วว่ามีการอายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำของจำเลยแล้วเป็นอย่างดี เมื่อผู้ร้องขอเฉลี่ยเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้เพื่อเอาชำระหนี้ โจทก์ก็ได้รับสำเนาคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ไว้แล้ว และยื่นคำคัดค้านโดยไม่ปฏิเสธว่า โจทก์ไม่ได้ขออายัดเงินของจำเลยไว้ เพียงแต่อ้างว่า ยังมีทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ผู้ร้องอาจนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ได้ และอ้างว่าผู้ร้องไม่มีเจตนาสืบหาทรัพย์สินอย่างอื่นของจำเลยมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต... ฯลฯ เท่ากับโจทก์ไม่ปฏิเสธว่าได้มีการอายัดเงินฝากของจำเลยไว้ ผู้ร้องจึงไม่จำต้องนำสืบถึงเรื่องที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินฝากของจำเลยไว้แล้วอีก แม้ผู้ร้องจะไม่ส่งหลักฐานที่แสดงว่ามีการอายัดเงินฝากของจำเลยไว้ก็ไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ปฏิเสธว่ามีการส่งเงินฝากของจำเลยที่ถูกอายัดไว้เข้ามาในคดีนี้ จึงฟังได้ว่า มีเงินของจำเลยถูกส่งเข้ามาในคดีนี้ตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้โดยไม่จำต้องนำสืบแสดงหลักฐานให้ปรากฏว่ามีเงินของจำเลยที่ถูกอายัดไว้ในคดีนี้อีกแต่อย่างใด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ฎีกาต่อมาว่า ผู้ร้องอ้างเพียงว่ามียอดหนี้สูงกว่าราคาทรัพย์จำนองโดยนำราคาประเมินของเจ้าพนักงานมาแสดงประกอบเท่านั้น แต่การซื้อขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจอาจขายได้สูงกว่าราคาประเมิน การกล่าวอ้างของผู้ร้องเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ... ฯลฯ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ในการขอเฉลี่ยทรัพย์ผู้ร้องไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานว่า ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ตนได้ยึดไว้หากนำออกขายทอดตลาดจะได้ราคาแน่นอนเท่าใด เหลือหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระเป็นจำนวนที่แน่นอนอีกเพียงใด เพียงแต่ผู้ร้องนำสืบว่า ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่พอชำระหนี้ของผู้ร้องโดยสิ้นเชิงก็ย่อมเพียงพอที่ผู้ร้องจะมาขอเฉลี่ยทรัพย์ได้แล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันแต่สืบหาทรัพย์สินของจำเลยจนพบว่ามีเงินฝากที่ธนาคารผู้ร้อง โจทก์จึงขออายัดเงินฝากที่ธนาคาร ผู้ร้องกลับอ้างว่าไม่สามารถสืบหาและพบทรัพย์สินอื่นใดของจำเลยทั้งที่เป็นผู้ร้บฝากเงินจากจำเลยและไม่ดำเนินการใดๆ กับเงินจำนวนดังกล่าวจวบจนเมื่อโจทก์ใช้สิทธิอายัดเงินจำนวนนี้แล้วผู้ร้องกลับมาขอเฉลี่ยหนี้จากเงินดังกล่าวเท่ากับผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องย่อมได้ประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่ากระทำการโดยสุจริต เมื่อโจทก์อ้างว่าผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ย่อมมีภาระพิสูจน์ แต่โจทก์กลับไม่นำพยานหลักฐานมาสืบแสดงให้ศาลเห็นว่าผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจริงหรือไม่ และอย่างไร ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์จากเงินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดไว้ตามสัดส่วนที่จำเลยยังเป็นหนี้ผู้ร้องเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไดเนอร์สคลับ (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางรัตนา นาคนาม
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
สมศักดิ์ จันทรา
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 764/2551
#412665
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าไปจากผู้คัดค้านร้อยละ 15 ของค่าจ้างตามสัญญาโดยรับไปก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะแจ้งการอายัดไปยังผู้คัดค้าน เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะนำไปใช้ในการก่อสร้างตามสัญญา จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องคืนให้แก่ผู้คัดค้านเฉพาะกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงมีสถานะเป็นลูกหนี้ของผู้คัดค้านและไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ แก่ผู้คัดค้าน เงินค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 รับไปจึงไม่อยู่ที่ผู้คัดค้านอันอยู่ในวิสัยที่ผู้คัดค้านจะส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่โจทก์ขออายัดได้ โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้คัดค้านในส่วนเงินค่าจ้างล่วงหน้าเสมือนเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา

สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับธนาคารระบุว่า เป็นที่เข้าใจกันดีระหว่างคู่สัญญาว่าสิทธิเรียกร้องที่โอนให้แก่กันตามสัญญานี้เป็นสิทธิเรียกร้องที่ยังไม่แน่นอนว่าจะสามารถเรียกร้องเอาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผู้คัดค้านได้เป็นจำนวนเงินเท่าใด เนื่องจากขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหรือการปฏิบัติที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาผู้คัดค้านจึงไม่ถือว่าการโอนสิทธิเรียกร้องนี้เป็นการชำระหนี้ด้วยอย่างอื่นอันจะทำให้หนี้ที่ผู้โอนมีอยู่กับผู้รับโอนระงับลงบางส่วนหรือทั้งหมด และในกรณีที่ผู้รับโอนไม่ได้รับเงินจากผู้คัดค้านหรือได้รับไม่พอชำระหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมด ผู้โอนยังคงผูกพันที่จะชำระหนี้ให้แก่ผู้รับโอนจนครบถ้วน ข้อความในสัญญาดังกล่าวแสดงว่าสิทธิเรียกร้องที่โอนให้แก่กันนั้นรวมถึงเงินค่าเคด้วย ทางปฏิบัติที่ผู้คัดค้านจ่ายเงินค่าเคให้แก่จำเลยที่ 1 จึงมีผลเป็นเพียงการสละสิทธิเรียกร้องของธนาคารที่มีต่อจำเลยที่ 1 และผู้คัดค้านเท่านั้น หาทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะอายัดเงินค่าเคที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่ธนาคารไปแล้วไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้คัดค้านสำหรับเงินค่าเคเสมือนเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 312 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 719,103.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 707,103.75 บาท นับถัดจากวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความรวม 24,607.50 บาท แทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 ศาลแพ่งจึงออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่มาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบังคับคดีแทนเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี มีหนังสือแจ้งการอายัดเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากผู้คัดค้านตามสัญญาก่อสร้างอาคารคณะเทคนิคการแพทย์ แต่ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิในการรับเงินดังกล่าวจากผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านไม่สามารถที่จะส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ หลังจากนั้นโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินทดรองจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าที่ได้รับจากผู้คัดค้านจำนวน 8,068,605.54 บาท ซึ่งมีเงื่อนไขว่า จำเลยที่ 1 จะต้องหาหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ค่าจ้างล่วงหน้าคืนให้แก่ผู้คัดค้าน และจำเลยที่ 1 ยินยอมให้ผู้คัดค้านหักชำระเงินคืนงวดละ 620,661.97 บาท รวม 12 งวดและงวดที่ 13 เป็นเงิน 620,661.90 บาท โดยจะเริ่มหักในงวดที่ 5 เป็นต้นไป ค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปเป็นเงินของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระหนี้คืนให้แก่ผู้คัดค้านหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนได้ผู้คัดค้านก็สามารถเรียกค่าจ้างล่วงหน้าดังกล่าวคืนจากหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 นำมาค้ำประกันไว้ได้ทันที ค่าจ้างล่วงหน้าดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านได้หักค่าจ้างล่วงหน้าจากจำเลยที่ 1 ไปแล้ว 10 งวด คงเหลืออยู่ 3 งวด โดยงวดสุดท้ายหักเพื่อชำระหนี้เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2544 โดยวิธีการที่ผู้คัดค้านหักค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ผู้คัดค้านก่อนแล้วจึงโอนเงินส่วนที่เหลือจากการหักชำระหนี้ให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วานซึ่งค่าจ้างล่วงหน้าที่โจทก์ขออายัดไม่อยู่ในเงื่อนไขของการโอนสิทธิเรียกร้องแต่อย่างใด ต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับจังหวัดเชียงใหม่ ขอให้อายัดค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระคืนให้แก่ผู้คัดค้านในงวดที่ 15 และ 16 แล้ว ในวันที่ 10 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ส่งมอบงานและผู้คัดค้านยังไม่ได้หักค่าจ้างล่วงหน้าชำระหนี้ไว้ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอนุญาตและแจ้งคำสั่งอายัดไปที่ผู้คัดค้านแล้วในวันเดียวกัน แต่ผู้คัดค้านเพิกเฉย ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับความเสียหายเป็นเงิน 928,491.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 707,103.75 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จโดยล่าสุดโจทก์ทราบว่ากำลังจะมีการเบิกจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และหักหนี้ของจำเลยที่ 1 ในงวดงานที่ 15 ซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นหลังจากคำสั่งให้อายัดเงิน ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านนำส่งเงินอายัดตามหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือขอให้มีคำสั่งให้บังคับคดีเอาแก่ผู้คัดค้านเสมือนหนึ่งว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเสียเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างตามสัญญาให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน โดยทั้งสองฝ่ายมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้คัดค้านทราบแล้ว สิทธิในการรับเงินค่าจ้างตกเป็นของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน ผู้คัดค้านจึงไม่สามารถจัดส่งเงินตามที่โจทก์เรียกร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ผู้คัดค้านได้จ่ายเงินล่วงหน้าในการก่อสร้างจำนวน 8,068,605.54 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามสัญญาหลังจากดำเนินงานก่อสร้างไปแล้ว 4 งวดงาน โดยคำนวณจากเงินค่าจ้างงวดงานตั้งแต่งวดที่ 5 เป็นต้นไปและจำเลยที่ 1 ได้เบิกเงินค่าจ้างตามสัญญาไปก่อนแล้ว จำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้ของผู้คัดค้าน มิใช่เจ้าหนี้ที่มีสิทธิรับเงินจากผู้คัดค้าน แต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาว่าจ้างให้แก่ผู้คัดค้านด้วยการหักเงินค่าจ้างล่วงหน้าดังกล่าวทางบัญชีตามสัญญาและเบิกเงินตามที่ต้องจ่ายจริง ไม่รวมถึงเงินที่ต้องหัก จึงไม่มีตัวเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับและนำส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ทั้งในความเป็นจริงก็ไม่สามารถตั้งฎีกาเบิกเงินตามจำนวนงวดงานและหักเงินที่ได้จ่ายล่วงหน้าออกแล้วนำส่งคืนได้เพราะได้ตั้งฎีกาจ่ายให้เป็นเงินค่าจ้างล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว และในงานงวดต่อ ๆ ไปผู้คัดค้านก็จะจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เฉพาะเงินที่คงค้างเท่านั้น ส่วนที่โจทก์อ้างว่าผู้คัดค้านได้รับหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 1 กรณีเบิกเงินล่วงหน้าก็เป็นการค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาและเป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงไม่มีหนี้ที่ต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 ขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ มีหนังสือลงวันที่ 10 กันยายน 2544 ถึงศาลชั้นต้นว่าได้มีหมายเรียกให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมอายัดแล้วไม่มีการจ่ายเงินในอัตราร้อยละ 1 ของเงินที่อายัดจำนวน 928,491.97 บาท และค่าใช้จ่ายคิดเป็นเงินจำนวน 8,988.92 บาท โจทก์ได้รับหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีไว้โดยชอบแล้วปฏิเสธที่จะชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว จึงขอให้มีคำสั่งปลดเปลื้องความรับผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดพร้อมเพื่อสอบถาม ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 และวันที่ 4 ธันวาคม 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่มีหนังสือถึงศาลชั้นต้นขอให้นัดพร้อมเพื่อสอบถาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมในวันที่ 7 ธันวาคม 2544 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนคำร้องของโจทก์ โดยต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2545 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ มีหนังสือขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินค่าธรรมเนียมอายัดแล้วไม่มีการจ่ายเงินพร้อมค่าใช้จ่ายจำนวน 8,988.92 บาท ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและมีคำสั่งให้โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ ภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ ค่าคำร้องให้เป็นพับให้ปลดเปลื้องความรับผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดีในค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าธรรมเนียมจำนวน 8,988.92 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้อง คำคัดค้านและทางไต่สวนโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้ง โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสี่ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ มีหนังสือถึงผู้คัดค้านตามเอกสารหมาย ร.1 ขออายัดเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างที่ผู้คัดค้านจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการคณะเทคนิคการแพทย์ ตามสัญญาจ้างฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 เอกสารหมาย ร.3 โดยแจ้งอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากผู้คัดค้านจำนวน 928,491.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นจำนวน 707,103.75 บาท นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2544 จนถึงวันส่งเงินอายัดพร้อมค่าธรรมเนียมร้อยละ 3.5 ของเงินจำนวนดังกล่าว และเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 ผู้คัดค้านมีหนังสือเอกสารหมาย ร.2 แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ผู้คัดค้านกับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเอกสารหมาย ร.3 กันจริง แต่ไม่สามารถส่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าจ้างตามสัญญาให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน โดยทั้งสองฝ่ายได้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนให้ผู้คัดค้านทราบแล้ว ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเอกสารหมาย ร.4 ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขออายัดเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับในงวดงานที่ 15 และ 16 ก่อนที่จะจ่ายให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน เป็นเงินจำนวน 928,491.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 707,103.75 บาท นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2544 จนถึงวันส่งเงินอายัดพร้อมค่าธรรมเนียมร้อยละ 3.5 ของเงินจำนวนดังกล่าว แล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้คัดค้านตามเอกสารหมาย ร.5 ในวันเดียวกับที่โจทก์ยื่นคำร้อง และต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2544 ผู้คัดค้านมีหนังสือเอกสารหมาย ร.6 แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าไม่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลา 7 วัน ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดได้ เนื่องจากผู้คัดค้านมีหน่วยงานหลายหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในเรื่องดังกล่าว ทำให้เกิดความล่าช้าในการตรวจสอบ จึงขอเวลาตรวจสอบ หลังจากนั้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือเอกสารหมาย ร.7 เตือนให้ผู้คัดค้านส่งเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับในงวดที่ 15 และ 16 มิฉะนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านเสมือนหนึ่งว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ผู้คัดค้านมีหนังสือเอกสารหมาย ร.8 แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ตามสัญญาจ้างผู้คัดค้านจะต้องจ่ายเงินล่วงหน้าในการก่อสร้างจำนวน 8,068,605.54 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามสัญญาหลังจากดำเนินงานก่อสร้างไปแล้ว 4 งวดงานและเงินจำนวนดังกล่าวผู้คัดค้านจะหักกลบลบหนี้จากเงินค่าจ้างงวดงานตั้งแต่งวดที่ 5 เป็นต้นไป โดยผู้คัดค้านได้หักเงินค่าจ้างล่วงหน้าดังกล่าวทางบัญชีโดยตั้งฎีกาเบิกเงินตามที่ต้องจ่ายจริง ไม่รวมถึงเงินที่ต้องหัก จึงไม่มีตัวเงิน ทั้งในความเป็นจริงผู้คัดค้านก็ไม่สามารถตั้งฎีกาเบิกเงินตามจำนวนงวดงานและหักเงินที่ได้จ่ายล่วงหน้าออกแล้วนำส่งคืนได้เพราะได้ตั้งฎีกาจ่ายให้เป็นเงินค่าจ้างล่วงหน้าแล้ว จึงไม่มีเงินของจำเลยที่ 1 ที่หักไว้ ผู้คัดค้านไม่สามารถจัดส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ รายละเอียดในการเบิกจ่ายปรากฏตามบันทึกเอกสารหมาย ร.9 หลังจากนั้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2544 โจทก์ได้ยื่นคำขออายัดเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้หรือค่าเค ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดไปยังผู้คัดค้านในวันเดียวกันโดยขอให้ส่งเงินภายใน 7 วัน นับแต่วันรับหนังสือ ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 ผู้คัดค้านมีหนังสือเอกสารหมาย ร.12 แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ผู้คัดค้านได้รับหนังสือแจ้งอายัดเงินค่าเคเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ภายหลังจากที่ได้จ่ายเช็คเงินค่าเคให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้วเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2544 ผู้คัดค้านจึงไม่สามารถส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ สำหรับเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่ผู้คัดค้านจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีซึ่งให้การสนับสนุนแก่ผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยให้เบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าได้ร้อยละ 15 ของเงินค่าจ้างทั้งหมดที่ยังไม่ได้จ่ายตามสัญญา สัญญาจ้างเอกสารหมาย ร.3 แบ่งเป็น 17 งวดงาน ก่อนเริ่มทำงานจำเลยที่ 1 ขอเบิกเงินล่วงหน้าแต่คณะกรรมการของผู้คัดค้านไม่ยินยอม คณะกรรมการจะจ่ายให้เมื่อทำงานไปแล้ว 4 งวดงาน หลังจากจำเลยที่ 1 ทำงานไปแล้ว 4 งวดงาน จึงขอเบิกเงินค่าจ้างล่วงหน้าในงวดที่ 5 ถึงงวดที่ 17 ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินค่าจ้างที่เหลือ คณะกรรมการพิจารณาจ่ายให้ตามขอ แต่จำเลยที่ 1 ต้องนำหลักประกันมาวางไว้แก่ผู้คัดค้าน หลังจากทำงานแต่ละงวดเสร็จ จำเลยที่ 1 จึงขอเบิกเงินค่าจ้างส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 85 ของงานแต่ละงวด และเมื่อดำเนินการแต่ละงวดเสร็จแล้วผู้คัดค้านจึงจะคืนหลักประกันแต่ละงวดให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนเงินค่าเคเป็นเงินเพิ่มค่างานก่อสร้างที่ค่าวัสดุก่อสร้างแพงขึ้น ค่าเงินตราเพิ่มขึ้นหรือลดลง การพิจารณาเป็นไปตามแต่ละงวดงาน การเบิกจ่ายกระทำโดยจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอมายังผู้คัดค้าน จากนั้นผู้คัดค้านจะนำมาคำนวณตามสูตรที่มีอยู่แล้วจึงเสนอให้สำนักงบประมาณพิจารณาอนุมัติ

พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้คัดค้านในส่วนเงินค่าจ้างล่วงหน้าและเงินค่าเคเสมือนเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ สำหรับเงินค่าจ้างล่วงหน้านั้น ข้อเท็จจริงฟังยุติไปแล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าไปจากผู้คัดค้านแล้วจำนวน 8,068,605.54 บาท ซึ่งเป็นร้อยละ 15 ของค่าจ้างจำนวน 70,777,241.60 บาท ตามสัญญาโดยรับไปก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะแจ้งการอายัดไปยังผู้คัดค้านในวันที่ 3 กรกฎาคม 2544 เงินจำนวน 8,068,605.54 บาท จึงตกเป็นของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะนำไปใช้ในการก่อสร้างตามสัญญา จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องคืนให้แก่ผู้คัดค้านเฉพาะกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงมีสถานะเป็นลูกหนี้ของผู้คัดค้านและไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ แก่ผู้คัดค้าน เงินค่าจ้างล่วงหน้าที่จำเลยที่ 1 รับไปจึงไม่อยู่ที่ผู้คัดค้านอันอยู่ในวิสัยที่ผู้คัดค้านจะส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่โจทก์ขออายัดได้โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้คัดค้านในส่วนเงินค่าจ้างล่วงหน้าเสมือนเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนเงินค่าเคหรือเงินชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้นั้น ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งว่า เงินค่าเคเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ร.3 ข้อ 24 ที่โจทก์อ้างในฎีกาสรุปทำนองว่า การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน ในทางปฏิบัติคู่สัญญาไม่ประสงค์จะให้รวมถึงเงินค่าเคด้วย เนื่องจากผู้คัดค้านได้จ่ายเงินค่าเคให้แก่จำเลยที่ 1 ตลอดมานั้น เห็นว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเอกสารหมาย ร.4 ข้อ 4 ระบุได้ว่า "เป็นที่เข้าใจกันดีระหว่างคู่สัญญาว่าสิทธิเรียกร้องที่โอนให้แก่กันตามสัญญานี้เป็นสิทธิเรียกร้องที่ยังไม่แน่นอนว่าจะสามารถเรียกร้องเอาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เป็นจำนวนเงินเท่าใด เนื่องจากขึ้นอยู่กับเงื่อนไข และ/หรือการปฏิบัติที่ได้กำหนดไว้ในสัญญา/ข้อตกลง สัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คู่สัญญาจึงไม่ถือว่าการโอนสิทธิเรียกร้องนี้เป็นการชำระหนี้ด้วยอย่างอื่นอันจะทำให้หนี้ที่ผู้โอนมีอยู่กับผู้รับโอนระงับลงบางส่วนหรือทั้งหมดแต่อย่างใด และในกรณีที่ผู้รับโอนไม่ได้รับเงินจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่ว่าด้วยเหตุใดหรือได้รับไม่พอชำระหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมด ผู้โอนยังคงผูกพันที่จะชำระหนี้ให้แก่ผู้รับโอนจนครบถ้วนเต็มจำนวนทุกประการ" ข้อความในสัญญาดังกล่าวจึงสนับสนุนให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าสิทธิเรียกร้องที่โอนให้แก่กันนั้นรวมถึงเงินค่าเคด้วย ดังจะเห็นได้จากข้อความตอนท้ายของสัญญาข้อดังกล่าวที่ระบุยืนยันถึงสิทธิของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องว่า ในกรณีที่ธนาคารไม่ได้รับเงินจากผู้คัดค้านไม่ว่าด้วยเหตุใดหรือได้รับไม่พอชำระหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมด จำเลยที่ 1 ยังคงผูกพันที่จะชำระหนี้ให้แก่ธนาคารจนครบถ้วนอันเป็นการแสดงให้เห็นว่า แม้ผู้คัดค้านจะจ่ายเงินค่าเคให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาไปธนาคารก็ยังเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ได้ ทางปฏิบัติที่ผู้คัดค้านจ่ายเงินค่าเคให้แก่จำเลยที่ 1 จึงมีผลเป็นเพียงการสละสิทธิเรียกร้องของธนาคารที่มีต่อจำเลยที่ 1 และผู้คัดค้านเท่านั้น หาทำให้โจทก์มีสิทธิจะอายัดเงินค่าเคที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่ธนาคารไปแล้วไม่ โจทก์ไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีแก่ผู้คัดค้านสำหรับเงินค่าเคเสมือนเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 308
ป.วิ.พ. ม. 312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางกอกไพบูลย์ไพพ์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
จำเลย — บริษัทบางกอกไทย อีเลคทริค เซอร์กิต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 760/2551
#415784
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ให้เรียกพยานเอกสารเข้ามาสู่สำนวนความหลังเสร็จสิ้นการสืบพยาน เป็นพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดี ซึ่งจำเลยที่ 2 ขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมไว้แล้ว แต่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตภายหลังศาลภาษีอากรกลางกลับเห็นว่า เอกสารเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาพิพากษาคดี จึงเรียกพยานหลักฐานนั้นเข้ามาสู่สำนวนหลังเสร็จสิ้นการสืบพยานจำเลยที่ 2 ประมาณ 1 เดือน โดยไม่มีการแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทราบเพื่อที่จะได้มีโอกาสเข้ามาคัดค้าน หรือโต้แย้งความถูกต้องแท้จริงแห่งเอกสารดังกล่าว แม้ต่อมามีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาแต่คู่ความก็มิได้มาศาล ทั้งมิได้มีการแจ้งคำสั่งเกี่ยวกับการเรียกพยานเอกสารดังกล่าวให้คู่ความทราบอีกเช่นกัน การที่ศาลภาษีอากรกลางนำพยานเอกสารดังกล่าวมาวินิจฉัยให้โจทก์แพ้คดี จึงไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและไม่ชอบด้วยการพิจารณา เพราะทำให้โจทก์เสียเปรียบในการต่อสู้คดี ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าปรับจำนวน 1,071,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 229,751.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,300,751.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของค่าปรับจำนวน 1,071,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ทั้งไม่เคยจัดตั้งหรือก่อตั้งจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่เคยติดต่อหรือมีนิติสัมพันธ์ใดกับโจทก์ไม่เคยดำเนินธุรกิจตามที่โจทก์ฟ้อง เหตุที่จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเพราะจำเลยที่ 2 และนายมงคล สงวนศักดิ์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนในการจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นถูกนำบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านไปจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วน จำกัด ลายมือชื่อในท้ายหนังสือรับรองและคำขออนุญาตเป็นผู้ใช้สารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอนซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เอกสารท้ายฟ้องโจทก์ มิใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมเช่นเดิมซ้ำอีกในวันนั้น ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง ก่อนศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษา ศาลภาษีอากรกลางตรวจสำนวนแล้วเห็นว่ามีเอกสารบางรายการอาจเป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดี จึงมีคำสั่งเรียกเอกสาร 4 รายการ ตามที่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณามาประกอบการพิจารณาคดี

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "เอกสารที่ศาลภาษีอากรกลางเรียกมาภายหลังนั้น เป็นพยานหลักฐานสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นในคดี ซึ่งจำเลยที่ 2 ขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมไว้แล้ว แต่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตภายหลังศาลภาษีอากรกลางเองกลับเห็นว่า เอกสารเหล่านั้นเป็นประโยชน์ในการพิจารณาพิพากษาคดี จึงเรียกพยานหลักฐานนั้นเข้ามาสู่สำนวนความหลังเสร็จสิ้นการสืบพยานจำเลยที่ 2 ประมาณ 1 เดือน โดยไม่มีการแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทราบโดยเฉพาะโจทก์เพื่อที่โจทก์จะได้มีโอกาสเข้ามาคัดค้านหรือโต้แย้งความถูกต้องแท้จริงแห่งเอกสารดังกล่าว แม้ต่อมามีการเลื่อนการนัดฟังคำพิพากษาแต่คู่ความก็ไม่มาศาล ทั้งไม่ได้มีการแจ้งคำสั่งเกี่ยวกับการเรียกเอกสารดังกล่าวให้คู่ความทราบอีกเช่นกัน การที่ศาลภาษีอากรกลางนำพยานเอกสารดังกล่าวมาวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์แพ้คดี จึงไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและไม่ชอบด้วยการพิจารณา เพราะทำให้โจทก์เสียเปรียบในการต่อสู้คดี ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้าย ชอบที่ศาลภาษีอากรกลางจะต้องให้โอกาสคู่ความนำสืบเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวให้สิ้นกระแสความเสียก่อน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางสืบพยานเพื่อฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในประเด็นตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ในส่วนของเอกสารที่ศาลภาษีอากรกลางเรียกเข้ามาในสำนวนความภายหลัง โดยให้โอกาสโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวก่อน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2)"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ใหศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพสามิต
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดวังศาลาก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2551
#413654
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตามตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. อัตราค่าทนายความกำหนดตามทุนทรัพย์แห่งคดีหาใช่กำหนดตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดีไม่ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความจำนวน 30,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราร้อยละ 0.43 โดยประมาณ จากทุนทรัพย์ 7,000,000 บาท และอยู่ในเกณฑ์ระหว่างอัตราขั้นต่ำ 600 บาท ถึงอัตราขั้นสูง 350,000 บาท ตามกฎหมาย จึงถือมิได้ว่าศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม การที่ศาลจะกำหนดความรับผิดชั้นที่สุดของคู่ความในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งโดยหลักต้องตกแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น บทบัญญัติวรรคดังกล่าวให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจได้โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง และเมื่อค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งตามที่บัญญัติในวรรคสองของมาตราเดียวกัน แม้ค่าทนายความจำนวน 30,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดจะไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีตลอดถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้แก่โจทก์สูงมากเกินควร ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการเกี่ยวกับคดีที่จำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการและหุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทชาญชัยค้าเหล็ก จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดอรุณศิลป์มีเดียร้องทุกข์กล่าวหาว่านายชาญชัยยักยอกทรัพย์สินของบริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว และให้โจทก์ดำเนินการระงับข้อพิพาทรวมทั้งดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับนายชาญชัยเกี่ยวกับกิจการค้าขายและแบ่งทรัพย์สินของบริษัทและห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น โดยจำเลยตกลงจะให้ค่าจ้างแก่โจทก์ 7,000,000 บาท โจทก์ทำงานให้จำเลยจนสำเร็จแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระค่าจ้างให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มิถุนายน 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระส่วนที่เป็นต้นเงิน 300,000 บาท (สามแสนบาท) และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นส่วนที่เป็นค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์แก้อุทธรณ์เอง จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าสาระสำคัญอันนำมาซึ่งผลสำเร็จของงานมิได้เกิดจากโจทก์โดยลำพัง แต่โจทก์เพียงมีส่วนในการดำเนินการและช่วยประสานงานเท่านั้น และสำหรับสินจ้างที่โจทก์พึงได้รับจากจำเลยเพียงใดนั้น เมื่อได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์จำเลยตกลงว่าจ้างกันเป็นจำนวนเงินเท่าใด จึงต้องพิเคราะห์จากสภาพของงาน ระยะเวลาในการปฏิบัติ ซึ่งจำเลยนำนายสุรยุทธทนายความที่จังหวัดนครปฐมเข้าเบิกความให้ข้อเท็จจริงว่า นายสุรยุทธประกอบวิชาชีพทนายความมาเป็นเวลา 20 ปี ก่อนเบิกความ และนายสุรยุทธเป็นทนายความประจำบริษัทชาญชัยค้าเหล็ก จำกัด กับห้างหุ้นส่วนจำกัดอรุณศิลป์มีเดีย นายสุรยุทธสนิทสนมกับครอบครัวของจำเลยและนายชาญชัย เมื่อจำเลยกับนายชาญชัยเกิดเหตุขัดแย้งกัน นายสุรยุทธก็เคยช่วยไกล่เกลี่ยและเคยให้คำแนะนำจำเลยว่าไม่ควรร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นายชาญชัยซึ่งจำเลยกระทำไปเพราะต้องการกดดันนายชาญชัยให้ตกลงแบ่งทรัพย์สินต่อกัน นอกจากนั้นนายสุรยุทธไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะเห็นว่าไม่ควรถึงกับเป็นคดีความกัน สำหรับการเจรจาเพื่อให้จำเลยกับนายชาญชัยตกลงกันได้นั้น นายสุรยุทธให้ความเห็นว่าหากนายสุรยุทธดำเนินการตั้งแต่ต้นก็จะคิดค่าจ้างไม่เกิน 100,000 บาท เพราะมิได้มีข้อยุ่งยาก เห็นได้ว่านายสุรยุทธประกอบวิชาชีพทนายความโดยตรงต่างกับโจทก์ซึ่งทำเป็นอาชีพเสริม น่าเชื่อว่านายสุรยุทธมีประสบการณ์น่าเชื่อถือรับฟังได้มากกว่าโจทก์ฉะนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพของงานและระยะเวลาที่โจทก์ปฏิบัติตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2543 ประมาณ 2 เดือน ความสำเร็จของงานมิได้เกิดจากโจทก์โดยลำพัง ตลอดทั้งงานอื่น ๆ เช่น การเคลื่อนย้ายวัสดุเครื่องพับเหล็ก การดูแลทำความสะอาดอาคาร การติดตั้งประปา การจัดหาแรงงานและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าในอาคาร เป็นต้น ก็ล้วนแต่เป็นงานปลีกย่อยซึ่งโจทก์ปฏิบัติสานต่อจากข้อตกลงที่เกิดขึ้นเท่านั้น รวมทั้งข้ออ้างในเรื่องขาดประโยชน์ในธุรกิจอื่นซึ่งโจทก์อ้างว่ามีอยู่ ก็หามีเหตุผลสมควรจะนำมาประกอบการกำหนดค่าจ้างให้แก่โจทก์ไม่ เพราะเป็นเรื่องไกลเกินเหตุสำหรับโจทก์ซึ่งจะต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติงานให้แก่จำเลย และโดยสภาพของงานก็ขัดต่อเหตุผลที่จะให้รับฟังว่าโจทก์ไม่มีเวลาที่จะดำเนินการในเรื่องอื่นได้เลย ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าจ้างแตกต่างกันมาและยังสูงเกินไป ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยโดยเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 100,000 บาท ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไปเกี่ยวกับค่าทนายความในศาลชั้นต้นซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท เป็นการกำหนดค่าทนายความสูงกว่าอัตราค่าทนายความตามมาตรา 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติตามตาราง 6 อัตราค่าทนายความกำหนดตามทุนทรัพย์แห่งคดี หาใช่กำหนดตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดีไม่ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความจำนวน 30,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราร้อยละ 0.43 โดยประมาณ จากทุนทรัพย์ 7,000,000 บาท และอยู่ในเกณฑ์ระหว่างอัตราขั้นต่ำ 600 บาท ถึงอัตราขั้นสูง 350,000 บาท ตามกฎหมาย จึงถือมิได้ว่าศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม การที่ศาลจะกำหนดความรับผิดชอบชั้นที่สุดของคู่ความในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งโดยหลักต้องตกแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น บทบัญญัติวรรคดังกล่าวให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจได้โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง และเมื่อค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งตามที่บัญญัติในวรรคสองของมาตราเดียวกัน แม้ค่าทนายความจำนวน 30,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดจะไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีตลอดถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้แก่โจทก์สูงมากเกินควร ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 มิถุนายน 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดีในชั้นฎีกาโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสหเทพ ธนปฐมสินชัย
จำเลย — นางสาวอุทัยวรรณ ปฐมวัฒนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ดิเรก อิงคนินันท์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 730/2551
#415783
เปิดฉบับเต็ม

ยาคุมกำเนิดมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา เพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 8 กันยายน 2544 เวลากลางวัน ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิง น. อายุ 14 ปีเศษ ซึ่งมิใช่ภริยาของตนหลายคราวต่อเนื่องกันไปหลายวันรวม 11 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2544 เวลากลางวัน จำเลยข่มขืนกระทำชำเรานางสาว น. ผู้เสียหาย ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุ 15 ปีเศษ โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ทั้งนี้ผู้เสียหายไม่ยินยอมทุกครั้ง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมยาคุมกำเนิด 9 เม็ด ซึ่งจำเลยมีไว้เพื่อใช้ให้ผู้เสียหายรับประทานหลังจากที่จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราทุกครั้ง เพื่อป้องกันมิให้ผู้เสียหายตั้งครรภ์เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 276, 277 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 277 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 10 กระทง ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 45 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 30 ปี และริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 9 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ได้ฎีการรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรานางสาว น. ผู้เสียหายครั้งที่ 1 และครั้งที่ 11 ตามฟ้องจริง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายครั้งที่ 2 ถึงครั้นที่ 10 หรือไม่ พยานโจทก์มีตัวผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา และจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2544 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา และผู้เสียหายยังเบิกความอีกว่า ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรารวม 11 ครั้ง แต่ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายจำไม่ได้ว่าครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 10 ถูกข่มขืนกระทำชำเราที่บริเวณไหนและวันเวลาใด ซึ่งวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเป็นข้อสาระสำคัญแห่งคดีที่โจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นอย่างแจ้งชัด ตลอดจนโจทก์จะต้องนำสืบถึงรายละเอียดแห่งการกระทำความผิดของจำเลยในความผิดครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 10 ด้วย เมื่อโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 10 ที่บริเวณไหน วันเวลาใดและกระทำอย่างใด กรณีจึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 10 หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ริบยาคุมกำเนิดของกลางนั้น เห็นว่า ยาคุมกำเนิดมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) จึงไม่อาจริบได้ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ไม่ริบยาคุมกำเนิดของกลางโดยคืนแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายสนิท เนียมหอม
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 717/2551
#412705
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เข้าไปทำสวนลำไยในที่ดินพิพาท โดยอาศัยสิทธิของ น. โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาจาก น. และจดทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ทั้ง น. ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองแล้วโดยจ้างให้คนดายหญ้าปีละ 2 ครั้ง จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1347 เนื้อที่ 2 งาน 54 ตารางวา เดิมไม่มีเอกสารสิทธิและนายตาเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาปี 2518 นายตาขายให้โจทก์ในราคา 13,300 บาท โจทก์เข้าครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมาจนถึงปัจจจุบัน ในปี 2538 โจทก์ประสงค์จะออกโฉนดที่ดิน จึงพบว่าทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่นางน้อย กันธิยะ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2520 โดยโจทก์ไม่ยินยอม และต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2525 นางน้อยขายที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการโอนขายผิดแปลง ซึ่งความจริงแล้วนางน้อยต้องโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1218 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ครอบครองและทำประโยชน์ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เสีย แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิกเฉย โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อศาลชั้นต้น คดีอยู่ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสามสมรู้ร่วมคิดกัน โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1347 ดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1218 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1347 กลับคืนให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1347 ตำบลริมปิง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ให้โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ไป ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม แล้วให้โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง ห้ามจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารเกี่ยวข้อง

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2539 จำเลยทั้งสามได้ซื้อที่ดินมาจากนางน้อยโดยจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1347 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1218 แล้วต่างได้ครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมา แต่นางน้อยจดทะเบียนโอนที่ดินที่ขายให้สลับแปลงกัน ต่อมาจึงได้จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่กันตามความจริงที่ได้ซื้อมาจากนางน้อย แล้วได้ครอบครองทำประโยชน์ มิได้สมรู้ร่วมคิดกันเพื่อให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 รับโอนที่ดินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1347 ตำบลริมปิง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ในกรอบสีแดงดำในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.11 (ตรงกับเอกสารหมาย จ.1) ซึ่งมีคำอธิบายแผนที่ไว้ในรายการลำดับที่ 3 ห้ามจำเลยที่ 1 พร้อมบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ นายตา และนางน้อยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หลังจากบิดามารดาถึงแก่ความตาย โจทก์ นายตาและนางน้อยต่างก็ได้รับแบ่งมรดกเป็นที่ดินในบริเวณใกล้เคียงกันนางน้อยนำที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1347 ตำบลริมปิง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เนื้อที่ 2 งาน 54 ตารางวาให้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2520 และปัจจุบันที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตามเอกสารหมาย จ.4 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เห็นว่า โจทก์มีพยานมาเบิกความหลายปากแต่มีตัวโจทก์ปากเดียวเบิกความว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าของนายตา นายตาขายที่ดินพิพาทพร้อมที่ดินอีกหนึ่งแปลงให้โจทก์ในราคา 13,000 บาท ตามหลักฐานการซื้อขายเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์และเสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมา ตามเอกสารหมาย จ.6 และภาพถ่ายหมาย จ.7 ถึง จ.9 แต่ตามหลักฐานการซื้อขายเอกสารหมาย จ.5 มีระบุเพียงว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากนายตาเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน เพียงแปลงเดียวไม่ใช่ 2 แปลง คำเบิกความของโจทก์จึงขัดแย้งแตกต่างกับหลักฐานการซื้อขายที่ดินพิพาทในข้อสาระสำคัญ จึงไม่น่ารับฟัง นอกจากนี้โจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านความว่า นางน้อยไปดำเนินการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินของตนเอง โจทก์ไม่เกี่ยวข้อง ขณะเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดสอบเขตที่ดินนางน้อย โจทก์ได้ออกไประวังแนวเขตและลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วย ตามบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เอกสารหมาย ล.1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของนางน้อย และนายตาไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ การที่โจทก์เข้าไปทำสวนลำไยในที่ดินพิพาทได้ น่าจะเป็นเพราะโจทก์มีที่ดินข้างเคียงที่ดินพิพาทและอาศัยความเป็นพี่น้องกันกับนางน้อย ดังนี้ การเข้าไปทำสวนลำใยในที่ดินพิพาทของโจทก์ก็โดยอาศัยสิทธิของนางน้อย โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางน้อยและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว อีกทั้งยังปรากฏว่านางน้อยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองแล้วโดยจ้างให้คนไปดายหญ้าแม้จะเพียงปีละ 2 ครั้ง จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปันหรือคำปัน กันธิยะ
จำเลย — นางสาวนิ่มนวล โพธิ์พุ่ม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุธี เทพสิทธา
พรเพชร วิชิตชลชัย
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 703/2551
#415782
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า บิดาจำเลยซื้อที่ดินพิพาทให้จำเลย แม้จำเลยจะต่อสู้ด้วยว่าโจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนและถูกแย่งการครอบครองคำให้การของจำเลยก็ไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 เพราะการแย่งการครอบครองจะมีขึ้นได้แต่เฉพาะที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แต่จำเลยแย่งการครอบครองมา จำเลยก็ไม่อาจอ้างสิทธิตามมาตรา 1375 มาเป็นข้อตัดฟ้องได้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่ถูกจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง แล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่วินิจฉัยในเนื้อหาที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ คดีมีเหตุให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 800 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 117 จำเลยมีที่ดินติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศตะวันออก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2544 จำเลยยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวโดยจำเลยนำรังวัดชี้แนวเขตรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสองตลอดมา การที่จำเลยขอออกโฉนดทับที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นการรบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสองและเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ ขอให้ศาลห้ามมิให้จำเลยรบกวนการครอบครองและมิให้เข้ามาเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองมิใช่เจ้าของที่ดินตามฟ้อง ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินจำเลยตามที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 7 โดยบิดาจำเลยเป็นผู้ซื้อให้จำเลย จำเลยกับบิดาเข้าครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมา การที่จำเลยยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินไม่เป็นการรบกวนสิทธิครอบครองโจทก์ทั้งสอง จำเลยแสดงเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง ซึ่งโจทก์ทั้งสองทราบการแสดงเจตนาดังกล่าวและนำเรื่องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลโคกงามตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2536 โจทก์ชอบที่จะฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนและการเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนและการแย่งการครอบครอง แต่โจทก์ทั้งสองไม่นำคดีมาฟ้องร้องภายในกำหนดตามกฎหมาย คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยเข้ารบกวนการครอบครองและมิให้เข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่พิพาทต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ทั้งสองมายื่นฟ้องคดีนี้เพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกินกำหนด 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสองนั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยบิดาของจำเลยเป็นผู้ซื้อให้จำเลย แม้จำเลยจะต่อสู้ด้วยว่าโจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนและถูกการแย่งการครอบครองคำให้การของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ก่อให้เกิดประเด็นเรื่องการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 เพราะการแย่งการครอบครองจะมีขึ้นได้แต่เฉพาะที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้ยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองแต่จำเลยแย่งการครอบครองมา จำเลยก็ไม่อาจอ้างสิทธิตามมาตรา 1375 มาเป็นข้อตัดฟ้องได้ ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่ถูกจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง แล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่วินิจฉัยในเนื้อหาที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิเทศก์ อรรคสูรย์ กับพวก
จำเลย — นายกัตวรรณ นนทะโครต
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ