คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2551
#413642
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะเป็นการขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 200 ต้องเป็นกรณีที่โจทก์หรือจำเลยที่ได้ยื่นคำให้การไว้ไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ซึ่งวันสืบพยานดังกล่าวต้องเป็นวันสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นและขอเฉลี่ยทรัพย์ ผู้ร้องจึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนตามคำร้องในวันนัดไต่สวน ซึ่งมิใช่เป็นการสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัดที่ศาลจะต้องจำหน่ายคดีตามมาตรา 202 มาบังคับใช้ได้ เมื่อผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องโดยไม่มีเหตุอันสมควร การที่ศาลชั้นต้นฟังว่าผู้ร้องไม่นำพยานหลักฐานมาสืบและศาลสั่งยกคำร้อง จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 360,270 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 320,240 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสองแต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา และโจทก์ในคดีนี้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนอง ผู้ร้องจึงขอรับชำระหนี้เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นเงิน 289,606.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 204,611.76 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมค่าฤชาธรรมเนียม หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้ร้องขอเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองและขอเฉลี่ยทรัพย์ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง ในวันนัดไต่สวนคำร้องผู้ร้องไม่มาศาล ศาลชั้นต้นฟังว่าผู้ร้องไม่นำพยานหลักฐานมาสืบ จึงยกคำร้อง ที่ผู้ร้องฎีกาว่า คดีนี้ โจทก์ จำเลยทั้งสอง และเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ยื่นคัดค้านคำร้องของผู้ร้องว่ามิได้เป็นความจริง ทั้งคดีนี้ได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปโดยปลอดจำนองแล้วเท่ากับเป็นการยอมรับว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองจริง ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ จำเลยทั้งสอง และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะมิได้ยื่นคำคัดค้าน แต่คู่ความและบุคคลดังกล่าวก็มิได้แถลงรับข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในคดีนี้โดยมีจำนองติดไปด้วยปรากฏตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี มิใช่ขายทอดตลาดแบบปลอดจำนองตามที่ผู้ร้องฎีกาแต่ประการใด และที่ผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามาขอรับชำระหนี้จำนองในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่ได้มีคำพิพากษารับรองสิทธิแล้วนั้น เห็นว่า คำพิพากษาย่อมมีผลผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่งเท่านั้น ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 เมื่อเจ้าหนี้ผู้นำยึดคือโจทก์ในคดีนี้เป็นบุคคลภายนอกในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ร้องจึงหาอาจอ้างคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเพื่อให้คดีนี้ต้องถือตามแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องมีหน้าที่นำสืบตามข้ออ้างในคำร้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ผู้ร้องและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำร้องนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลชั้นต้นไม่อาจออกคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ต้องไต่สวนก่อน ที่ศาลชั้นต้นสั่งนัดไต่สวนก่อนออกคำสั่งตามคำร้องของผู้ร้องนั้นจึงเป็นการชอบแล้ว และที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ไปศาลในวันนัดไต่สวน ศาลต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 ประการเดียวเท่านั้น จะมีคำสั่งในประเด็นแห่งคดีมิได้ เห็นว่า กรณีที่จะเป็นการขาดนัดพิจารณาตามประมาลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 ต้องเป็นกรณีที่โจทก์หรือจำเลยที่ได้ยื่นคำให้การไว้ไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ซึ่งวันสืบพยานดังกล่าวต้องเป็นวันสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น และขอเฉลี่ยทรัพย์ ผู้ร้องจึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนตามคำร้องในวันนัดไต่สวน ซึ่งมิใช่เป็นการสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัดที่ศาลจะต้องจำหน่ายคดีตามมาตรา 202 มาบังคับใช้ตามที่ผู้ร้องฎีกา เมื่อผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องโดยไม่มีเหตุอันสมควร การที่ศาลชั้นต้นฟังว่าผู้ร้องไม่นำพยานหลักฐานมาสืบและศาลสั่งยกคำร้อง จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 200 ม. 202
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถนอม สุธรรม
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางประคอง ภูแล่นดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 582/2551
#412416
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหาย 22,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินดังกล่าว คู่ความในคดีดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง เมื่อคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ในชั้นบังคับคดีอันเป็นสาขาของคดีเดิม จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคสอง เช่นกัน

อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่า จำเลยเป็นผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลบังคับแก่ผู้ร้องซึ่งมิใช่คู่ความในคดีนั้นเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยยอมออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมกับบริวารและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม แม้ผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแต่ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย คำพิพากษาตามยอมก็ย่อมมีผลบังคับแก่ผู้ร้องด้วย โจทก์จึงขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยและบริวารยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 59600 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของโจทก์ และยอมชำระค่าเช่ากับค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 20,000 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากต่อไปเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือซึ่งจำเลยครอบครองอยู่ให้แก่โจทก์ จำเลยและบริวารยอมออกไปจากที่ดินส่วนนี้ทันทีและจะไม่ตัดฟันต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินดังกล่าว หากจำเลยผิดนัดข้อใดข้อหนึ่งยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ต่อมาโจทก์ขอให้บังคับคดีแก่จำเลยเนื่องจากจำเลยตัดฟันต้นไม้ในที่ดินดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีแก่จำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องบริวารของจำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาท ขอให้มีคำสั่งจับกุมและกักขังผู้ร้อง ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บ้านของผู้ร้องไม่ได้ปลูกบนที่ดินพิพาทแต่ปลูกอยู่บนที่ดินสาธารณะโดยได้รับความยิมยอมจากเทศบาลนครเชียงใหม่ ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีเดิมเป็นคดีโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหาย 22,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินดังกล่าว คู่ความในคดีดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง เมื่อคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ในชั้นบังคับคดีอันเป็นสาขาของคดีเดิม จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคสอง เช่นกัน ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวตามอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบ ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องในประเด็นที่ว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่าจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลบังคับแก่ผู้ร้องซึ่งมิใช่คู่ความในคดีนั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่วินิจฉัยปัญหาขัอนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก่อน ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 และ 247 โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงว่าคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นใช้บังคับแก่ผู้ร้องได้หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม เมื่อจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโดยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วคำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผมบังคับแก่ผู้ร้องซึ่งมิใช่คู่ความในคดี เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยยอมออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมกับบริวารและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม แม้ผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย คำพิพากษาตามยอมก็ย่อมมีผลบังคับแก่ผู้ร้องด้วย โจทก์จึงขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดอกพุธ เพ็ชรภู่
ผู้ร้อง — นายมนัส พันธุ์ขอ
จำเลย — นายพัว กิจมี
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 582/2551
#415482
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่ผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท กับให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างพร้อมค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้อง เป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง คดีที่เกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงด้วย

ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาตามยอมผูกพันเฉพาะจำเลยกับโจทก์ผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ผูกพันผู้ร้อง เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ยอมออกจากที่ดินพิพาทพร้อมกับบริวาร แม้ผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาตามยอมก็มีผลบังคับแก่ผู้ร้องด้วย โจทก์จึงขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ความว่า จำเลยและบริวารยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 59600 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของโจทก์ และยอมชำระค่าเช่ากับค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 20,000 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากต่อไปเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือซึ่งจำเลยครอบครองอยู่ให้แก่โจทก์ จำเลยและบริวารยอมออกไปจากที่ดินส่วนนี้ทันทีและจะไม่ตัดฟันต้นไม้ที่ปลูกในที่ดินดังกล่าวหากจำเลยผิดนัดข้อใดข้อหนึ่งยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ต่อมาโจทก์ขอให้บังคับคดีแก่จำเลยเนื่องจากจำเลยตัดฟันต้นไม้ในที่ดินดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีแก่จำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าผู้ร้องบริวารของจำเลยยังคงอยู่ในที่ดินพิพาท ขอให้มีคำสั่งจับกุมและกักขังผู้ร้อง ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บ้านของผู้ร้องไม่ได้ปลูกบนที่ดินพิพาทแต่ปลูกอยู่บนที่ดินสาธารณะโดยได้รับความยินยอมจากเทศบาลนครเชียงใหม่ ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีเดิมเป็นคดีโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาทที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหาย 22,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินดังกล่าวคู่ความในคดีดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง เมื่อคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ในชั้นบังคับคดีอันเป็นสาขาของคดีเดิม จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคสอง เช่นกัน ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวตามอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบ ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของผู้ร้องในประเด็นที่ว่า ผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า จำเลยเป็นผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลบังคับแก่ผู้ร้องซึ่งมิใช่คู่ความในคดีนั้นเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก่อน ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 และ 247 โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงว่า คำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นใช้บังคับแก่ผู้ร้องได้หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม เมื่อจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมโดยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลบังคับแก่ผู้ร้องซึ่งมิใช่คู่ความในคดี เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยผู้เช่าและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยยอมออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมกับบริวารและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแม้ผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย คำพิพากษาตามยอมก็ย่อมมีผลบังคับแก่ผู้ร้องด้วย โจทก์จึงขอให้บังคับคดีแก่ผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดอกพุธ เพ็ชรภู่
ผู้ร้อง — นายมนัส พันธุ์ขอ
จำเลย — นายพัว กิจมี
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 576/2551
#410544
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง จำเลยอุทธรณ์ในข้อกฎหมายว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในความครอบครองไม่ถึง 20 กรัม ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายผิด โดยต้องลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ดังนั้น ข้อเท็จจริงต้องฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน 65 เม็ด คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ 2.595 กรัม ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถอดเสื้อแจกเกตของจำเลยวางไว้ที่เก้าอี้นั่งในร้านคาราโอเกะ แล้วเดินออกจากร้านโดยลืมเสื้อไว้ในร้าน จำเลยจึงเดินกลับมาที่ร้านสอบถามเจ้าของร้านปรากฏว่ามีเสื้อแจกเกตอยู่ตัวเดียว จำเลยหยิบมาสวมใส่โดยไม่รู้ว่าเป็นเสื้อของผู้อื่นซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องอยู่ในกระเป๋าเสื้อ เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทำนองว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 65 เม้ด น้ำหนัก 5.76 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.595 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยมีอาวุธปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม. (พาราเบลลั่ม) 1 กระบอก เครื่องหมายทะเบียน กท.3210351 ซองกระสุนปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม. อันเป็นอาวุธปืน 1 ซอง และกระสุนปืนออโตเมติกขนาด 9 มม. 14 นัด โดยอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวสามารถใช้ยิงได้และเป็นของจ่าสิบตำรวจสุรพล ถนอมวงศ์ ที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้โดยชอบด้วยกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย และจำเลยได้พาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าวติดตัวไปตามถนนในเขตตำบลนครปฐม อันเป็นเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปได้ และไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ที่จะต้องมีอาวุธปืนติดตัว ทั้งจำเลยไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1787/2546 และหมายเลขแดงที่ 1569/2546 ของศาลชั้นต้นด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุก 9 ปี และปรับ 700,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 11 ปี และปรับ 700,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน และปรับ 466,666.66 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและนับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1787/2546 และหมายเลขแดงที่ 1569/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มีคำสั่งไม่รับฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 65 เม็ด น้ำหนัก 5.76 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.595 กรัม ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง จำเลยอุทธรณ์ในข้อกฎหมายว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในความครอบครองไม่ถึง 20 กรัม ศาลชั้นต้นปรับบทกฎหมายผิด โดยต้องลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ดังนั้น ข้อเท็จจริงต้องฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน 65 เม็ด คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ 2.595 กรัม ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถอดเสื้อแจกเกตของจำเลยวางไว้ที่เก้าอี้นั่งในร้านคาราโอเกะ แล้วเดินออกจากร้านโดยลืมเสื้อไว้ในร้าน จำเลยจึงเดินกลับมาที่ร้านสอบถามเจ้าของร้านปรากฏว่ามีเสื้อแจกเกตอยู่ตัวเดียว จำเลยหยิบมาสวมใส่โดยไม่รู้ว่าเป็นเสื้อของผู้อื่นซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องอยู่ในกระเป๋าเสื้อ จึงเป็นการที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทำนองว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายประภาส แซ่เจียม
ชื่อองค์คณะ
คำนวน เทียมสอาด
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2551
#412516
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายให้โจทก์ภายในกำหนดเพราะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ โครงการของจำเลยที่ 1 หยุดชะงักไม่มีเงินหมุนเวียนที่จะนำไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารได้ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายที่รับมัดจำละเมิดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 378 (3) พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ตามนัด จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปเป็นการให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยมากกว่าที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาก็ยกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2533 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยทั้งสามจำนวน 11 แปลง ในโครงการบ้านจัดสรร หมู่บ้านเจริญเฮาส์ โจทก์ชำระค่ามัดจำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลยทั้งสามเรียบร้อยแล้ว จำเลยทั้งสามโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์รวม 9 แปลง ส่วนที่เหลืออีก 2 แปลง จำลยทั้งสามผิดสัญญาไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ได้ โดยจำเลยทั้งสามนำบ้านพร้อมที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปโอนขายให้แก่กรรมการคนอื่นของจำเลยที่ 1 พร้อมกับจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคาร จนกระทั่งถูกธนาคารบังคับจำนองและนำยึดทรัพย์ นอกจากนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกู้ยืมเงินโจทก์ 860,000 บาท แต่ชำระต้นเงินคืนให้โจทก์เพียง 80,000 บาท ยังคงค้างชำระต้นเงิน 780,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันคืนเงินมัดจำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 2 แปลง เป็นเงิน 843,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540 ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 138,719 บาท รวมเป็นเงิน 982,594 บาท และต้องชำระเงินกู้ยืม 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2541 เป็นเงินดอกเบี้ย 117,000 บาท และดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 897,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 160,354 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,057,354 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 2,039,948 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 843,875 บาท และดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,057,354 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านพิพาทจำนวน 2 แปลง ตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสามก่อสร้างบ้านพิพาทเสร็จแล้ว และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเมื่อปี 2539 แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงริบเงินมัดจำที่โจทก์ชำระแก่จำเลย สำหรับหนี้เงินกู้ยืม โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน 780,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 843,875 บาท แก่โจทก์พร้อมดกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีว่า จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2533 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 จำนวน 11 แปลง เป็นที่ดินอยู่ในโครงการบ้านจัดสรร หมู่บ้านเจริญเฮาส์ จำเลยที่ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์แล้ว 9 แปลง ยังคงเหลือ 2 แปลง คือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแปลงที่ 63 และแปลงที่ 190 ตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.4 และ จ.6 ซึ่งโจทก์ชำระเงินมัดจำให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วเป็นเงิน 843,875 บาท ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2539 ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน แต่ปรากฏว่าไม่มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามกำหนดนัด วันที่ 20 มีนาคม 2540 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาตามเอกสารหมาย จ.19 ขึ้น โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารหมาย จ.4 และ จ.6 ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 แต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ ต่อมาที่ดินดังกล่าวถูกธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ผู้รับจำนองนำยึด เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2539 แล้วก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นยุติข้างต้น แสดงชัดอยู่ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาดังกล่าวเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป โดยโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ใหม่เป็นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ตามหนังสือสัญญาจะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ.19 ซึ่งมีข้อความระบุว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยินดีรับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ที่เกิดมีขึ้นอันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 มิได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วทุกประการ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อขายให้โจทก์ได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โดยจำเลยที่ 3 เบิกความรับว่า ในช่วงเวลานั้นเกิดวิกฤติเศรษฐกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ โครงการของจำเลยที่ 1 หยุดชะงักไม่มีเงินทุนหมุนเวียนที่จะนำไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคารได้ กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายที่รับมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (3) พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540 นั้น เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ตามนัด จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2540 เป็นต้นไป เป็นการให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยมากกว่าที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นปรับแก่คดีได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 843,875 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 378 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางธัญจิรา ชนะพล
จำเลย — บริษัทศิริมหานคร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 564 -ที่ 565/2551
#419894
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ศาลสั่งให้พิจารณาคดีรวมกัน แม้ผู้คัดค้านยื่นฎีกาทั้งสองสำนวนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้มาในฎีกาฉบับเดียวกัน ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นรายคดีตามตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้ครบถ้วน และศาลชั้นต้นมีหมายแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบแล้ว แต่ผู้คัดค้านไม่ชำระจึงเป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 247

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 247 ตาราง 1 ม. 247 (2) (ก)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวจินดา แซ่อึ้งหรือนางจิราภรณ์ กิตติคุณ
ผู้คัดค้าน — นายถิรเดช รัตนปิ่นจงหรือนายเซี๊ยะเฮี้ยง แซ่อึ้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
มนตรี ยอดปัญญา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 560 -ที่ 561/2551
#495730
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นคดีหนึ่งต่อมาโจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นอีกเป็นคดีที่สอง คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนเป็นกรณีที่โจทก์เรียกเงินค่าทดแทนในที่ดินแปลงเดียวกันและเกิดจากการเวนคืนในคราวเดียวกัน ซึ่งทุนทรัพย์ในคดีสำนวนหลังเกิดจากจำนวนเนื้อที่ดินที่เพิ่มขึ้นภายหลังจากการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของโจทก์ที่โจทก์สามารถขอแก้ไขคำฟ้องเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องรวมกันอัตราสูงสุดจำนวน 200,000 บาท ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) (ก) ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเป็นคดีเดียวกันแล้ว จึงเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลในสำนวนคดีหลังที่โจทก์ชำระมาชั้นศาลละ 200,000 บาท ทั้งสามชั้นศาลให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์และจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 กับที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินรวม 175,200,900.95 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.25 ต่อปี ของต้นเงิน 140,790,821.12 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี ของต้นเงิน 21,271,712 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มแก่โจทก์ 5,433,792 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1167 ตำบลท่าโขลง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ต่อมามีการรังวัดใหม่ เนื้อที่ที่แท้จริงคือ 26 ไร่ 1 งาน 13 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนบางส่วนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3214 แต่ก่อนการดำเนินการเพื่อการเวนคืนในคดีนี้ทางราชการยังไม่ได้ลงมือก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินดังกล่าวตามแผนที่ที่ดินบริเวณที่ไม่ได้ระบายสีและเขียนว่า "เวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงสาย 3214" ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2539 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอบางประอิน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอสามโคก อำเภอคลองหลวง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2539 เพื่อสร้างทางพิเศษสายบางประอิน - ปากเกร็ด ซึ่งมีผลให้บังคับวันที่ 7 มีนาคม 2539 ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่ 16 ไร่ 85 ตารางวา แต่เมื่อมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่ถูกเวนคืนได้เนื้อที่เพิ่มอีก 2 ไร่ 1 งาน 79 ตารางวา (979 ตารางวา) รวมที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนทั้งหมดเนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 64 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 8,000 บาท โจทก์รับเงินไปหมดแล้วแต่ยังไม่พอใจในเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวจึงได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเป็นตารางวาละ 30,000 บาท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยแล้วเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีกตารางวาละ 272 บาท เป็นตารางวาละ 8,272 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่วินิจฉัยเพิ่มแล้ว แต่ยังไม่พอใจในเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวจึงได้ฟ้องต่อศาลชั้นต้นขอเงินค่าทดแทนที่ดินเท่าที่อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คือ ตารางวาละ 30,000 บาท ศาลชั้นต้นเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้เป็นตารางวาละ 9,000 บาท โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกาโดยโจทก์ฎีกาขอเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 30,000 บาท ส่วนจำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ยกฟ้อง คดีจึงมีปัญหาในชั้นนี้เพียงว่า เงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ควรเป็นเท่าใดจึงจะเป็นธรรมต่อโจทก์และสังคม เห็นว่า ในการกำหนดเงินค่าทดแทนนั้นหากไม่มีบทกฎหมายบัญญัติเป็นอย่างอื่นต้องใช้หลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ซึ่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวนอกจากจะต้องคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ และราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว ยังต้องคำนึงถึงสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนด้วย คดีนี้ ที่ดินของโจทก์แม้จะมีเนื้อที่มากถึง 26 ไร่ 1 งาน 13 ตารางวา อันจะเห็นได้ว่าเหมาะในการนำมาใช้ประกอบการในเชิงธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านจัดสรรหรือสถานีบริการน้ำมันตามที่โจทก์เบิกความว่ามีโครงการจะพัฒนาที่ดินทำธุรกิจดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะรูปทรงที่ดินของโจทก์ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปทรงแฉกคล้ายว่าวจุฬาผ่าครึ่ง ตามรูปแผนที่ นอกจากนี้ที่ดินของโจทก์ยังอยู่ติดกับทางรถไฟสายเหนือ และตรงกลางของที่ดินยังมีทางสาธารณประโยชน์ลาดยางครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งเป็นทางลูกรังกับคูน้ำขนาดใหญ่คู่ขนานไปกับทางสาธารณประโยชน์ผ่าผ่านทำให้ที่ดินของโจทก์ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน โจทก์ได้รับที่ดินมาจากบิดาและมารดาโดยการให้ตั้งแต่ปี 2524 นับแต่ได้รับมาโจทก์ไม่เคยปรับปรุงที่ดินดังกล่าวเลยโดยทิ้งร้างไว้จนถึงปี 2539 ซึ่งมีพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นเวลาถึง 15 ปี แสดงให้เห็นว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ในทำเลที่ยังไม่ดีนักและสภาพที่ดินก็ไม่ดี จึงไม่มีผู้สนใจที่จะซื้อหรือโจทก์นำที่ดินไปพัฒนา ทั้งที่โจทก์มีอาชีพจัดสรรที่ดินขายตามที่ได้ความจากนางสมจิตพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้าน ประกอบกับที่โจทก์ฎีกาขอให้นำอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินของนายสุเมธาราคาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1343 ระหว่างนายประเสริฐกับนางสมจิตและอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 5082 ของโจทก์อีกแปลงหนึ่งมาเปรียบเทียบกับที่ดินของโจทก์ตามฟ้องก็เห็นว่าไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกันได้ เพราะลักษณะตำแหน่ง สภาพ และที่ตั้งของที่ดินรวมทั้งสภาพแวดล้อมต่างๆ มีความแตกต่างกันอย่างมาก ดังนั้น จึงไม่อาจนำเอาที่ดินแปลงอื่นดังที่โจทก์นำสืบมาเปรียบเทียบใช้เป็นราคาที่ดินแปลงนี้ ที่ดินของโจทก์มีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ในปี 2539 เพียงตารางวาละ 2,700 บาท แต่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ก็ได้นำราคาประเมินเพื่อการเวนคืนเป็นรายแปลงของสำนักงานกลางประเมินราคาทรัพย์สิน กรมที่ดินซึ่งกำหนดให้ถึงตารางวาละ 9,000 บาท มาเป็นเกณฑ์ประกอบการพิจารณากำหนดอัตราค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ โดยคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้พิจารณาเปรียบเทียบสภาพที่ดินของโจทก์กับที่ดินแปลงอื่นแล้ว มีความเห็นว่าสภาพที่ดินของโจทก์ด้อยกว่าที่ดินแปลงอื่นมาก และได้มีมติลดราคาลงเหลือตารางวาละ 8,000 บาท ตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ครั้งที่ 2/2539 หน้า 3 เมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ได้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีก ตารางวาละ 272 บาท เป็นตารางวาละ 8,272 บาท และโจทก์ก็ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ตามอัตราที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้ทั้งหมดไปครบถ้วนแล้ว ประกอบกับที่ดินของโจทก์ตามรูปแผนที่ มีความยาวจากถนนสาธารณะลึกเข้าไปด้านในสุดที่ดินถึงเกือบ 200 เมตร ราคาเฉลี่ยทั้งแปลงของที่ดินของโจทก์จึงย่อมลดลงไปตามระยะที่ห่างจากถนนเข้าไปตามลำดับ ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 และสภาพที่ดินของโจทก์ที่ได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสองตามที่วินิจฉัยมาข้างต้นประกอบด้วยแล้วเชื่อว่า ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินของโจทก์ตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ วันที่ 7 มีนาคม 2539 เฉลี่ยแล้วไม่เกินไปกว่าอัตราเงินค่าทดแทนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพิ่มให้เป็นตารางวาละ 8,272 บาท ดังนั้น ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์เป็นอัตราตารางวาละ 8,272 บาท จึงนับว่าเหมาะสมเป็นธรรมต่อโจทก์และสังคมแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์เป็นอัตราตารางวาละ 9,000 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง คดีทั้งสองสำนวนนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนเป็นกรณีที่โจทก์เรียกเงินค่าทดแทนในที่ดินแปลงเดียวกันและเกิดจากการเวนคืนในคราวเดียวกัน ซึ่งทุนทรัพย์ในคดีสำนวนหลังเกิดจากจำนวนเนื้อที่ดินเพิ่มขึ้นภายหลังจากการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของโจทก์ที่โจทก์สามารถขอแก้ไขคำฟ้องเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์เข้ามาในคดีสำนวนแรกได้อยู่แล้ว และชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องรวมกันในอัตราสูงสุดจำนวน 200,000 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) (ก) ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเป็นคดีเดียวกันแล้ว จึงเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลในสำนวนคดีหลังที่โจทก์ชำระมาชั้นศาลละ 200,000 บาท ทั้งสามชั้นศาลให้แก่โจทก์"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามชั้นศาลในสำนวนคดีหลังแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวลัย จันทวานิช
จำเลย — กระทรวงมหาดไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
ชาลี ทัพภวิมล
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 551/2551
#411327
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้แจ้งให้ราษฎรในท้องที่ที่น้ำจะท่วมทราบถึงความรุนแรงของภาวะน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นโดยถูกต้องและทั่วถึงแล้ว ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 เริ่มขนย้ายข้าวเปลือกไปเก็บรักษาที่อื่นก่อนถูกน้ำท่วมเพียง 3 วันจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อหรือละเลยเพิกเฉยไม่ป้องกันความเสียหายก่อนที่น้ำจะท่วมโรงสี และการที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนข้าวเปลือกให้แก่โจทก์ได้ย่อมเป็นการชำระหนี้ที่กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้และลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ 1 เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 219

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 1,718,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์สินของนายสุวินท์ที่จำนองไว้ออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรเพื่อพยุงราคาข้าว โจทก์จึงทำสัญญาฝากเก็บและแปรสภาพข้าวเปลือกกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของโรงสีบุญธัญญกิจ ตามสัญญาลงวันที่ 17 มีนาคม 2518 โดยมีนายสุวินท์ สามีจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สองแปลงเป็นประกันการชำระหนี้ นายสุวินท์ถึงแก่กรรมแล้วมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นทายาทของนายสุวินท์ หลังจากทำสัญญากับจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรและนำฝากกับจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ให้จำเลยที่ 1 สีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารและรับคืนไปแล้วบางส่วน คงเหลือข้าวเปลือกที่จำเลยที่ 1 รับฝากอีกประมาณ 500 ตัน ครั้นเดือนตุลาคม 2518 เกิดอุทกภัยทั่วอำเภออินทร์บุรี จำเลยที่ 1 ขนข้าวเปลือกของโจทก์ที่เหลืออยู่หนีน้ำได้ราว 100 ตัน นอกนั้นถูกน้ำท่วมเสียหายหมด

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งห้าต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ข้าวเปลือกที่โจทก์ฝากกับจำเลยที่ 1 ไว้ และเหลืออยู่ถูกน้ำท่วมเสียหายหมด การชำระหนี้คืนข้าวเปลือกดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแก่โจทก์จึงเป็นการพ้นวิสัย ที่โจทก์ฎีกาว่า ก่อนเกิดเหตุน้ำท่วมทางราชการได้แจ้งให้ราษฎรในเขตที่น้ำจะท่วมทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยประมาทเลินเล่อไม่ทำการป้องกันความเสียหายก่อนน้ำท่วมโรงสี ทั้งที่น้ำท่วมมิได้รวดเร็วถึงขนาดป้องกันไม่ได้นั้น ปรากฏจากคำเบิกความพยานจำเลยทั้งห้าว่า ก่อนเกิดเหตุน้ำท่วมทางราชการไม่ได้แจ้งเตือนให้ชาวบ้านทราบก่อน นอกจากนี้แล้ว หากหน่วยราชการทราบและตระหนักว่าเหตุน้ำท่วมในปี 2518 จะรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นตามปกติและจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตทรัพย์สินของราษฎรแล้ว ทางราชการย่อมที่จะทำการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึงหรือระดมกำลังคนออกไปในท้องที่ต่างๆ เพื่อช่วยให้มีการอพยพผู้คนหรือขนย้ายทรัพย์สินของราษฎรให้พ้นจากการถูกน้ำท่วมยิ่งเสียกว่าจะแจ้งข่าวผ่านทางกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านเพียงอย่างเดียว สำหรับโจทก์เองหากทราบว่าจะเกิดเหตุน้ำท่วมในท้องที่เกิดเหตุอย่างรุนแรง โจทก์ก็ย่อมจะไม่อยู่นิ่งเฉย คงจะต้องติดต่อแจ้งข่าวแก่จำเลยที่ 1 เพื่อขนย้ายข้าวเปลือกของโจทก์ให้รอดพ้นจากการถูกน้ำท่วมด้วย การที่โจทก์มิได้ดำเนินการใดๆ ทั้งที่โจทก์ทราบอยู่ว่าจำเลยที่ 1 เก็บรักษาข้าวเปลือกบนลานติดพื้นดินจึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าโจทก์เองไม่ทราบ หรือมิได้เฉลียวใจเกี่ยวกับภาวะน้ำว่าจะท่วมรุนแรงมาก่อนเช่นเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้แจ้งให้ราษฎรในท้องที่ที่น้ำจะท่วมทราบถึงความรุนแรงของภาวะน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นโดยถูกต้องและทั่วถึงแล้ว ดังนั้น ที่จำเลยที่ 1 เริ่มขนย้ายข้าวเปลือกไปเก็บรักษาที่อื่นก่อนถูกน้ำท่วมเพียง 3 วัน จึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อหรือละเลยเพิกเฉยไม่ป้องกันความเสียหายก่อนที่น้ำจะท่วมโรงสี และการที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนข้าวเปลือกให้แก่โจทก์ได้ ย่อมเป็นการชำระหนี้ที่กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้และลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ 1 เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดแล้ว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในฐานะทายาทของนายสุวินท์ ผู้จำนอง ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ประการแรกฟังไม่ขึ้น และไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ในเรื่องอายุความและเรื่องสัญญาจำนองต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
จำเลย — นางเสทื้อน บุญคง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นายสรศักดิ์ ได้สำเภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 544/2551
#412502
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้ยกฟ้องจำเลยกับให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นสืบพยานหลักฐานเฉพาะของโจทก์และจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ ในการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีเหตุสมควรที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องฟ้องซ้อนอันเป็นประเด็นพิพาทแห่งคดีที่ได้ชี้สองสถานกำหนดเป็นประเด็นพิพาทไว้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะสั่งงดสืบพยานและวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ไม่เป็นการขัดต่อคำพิพากษาศาลฎีกา

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูง โดยอ้างอำนาจตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 แต่มิได้ดำเนินการตามขั้นตอนในมาตรา 28 (2) (ข) (ค) ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับคดีก่อนที่โจทก์ยกข้ออ้างว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขุดดินปักเสาไฟฟ้าในที่ดินของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ที่ดินอีก 15 แปลง ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายในคดีนี้ โจทก์ไม่ได้ฟ้องในคดีก่อน แต่ที่ดินเหล่านี้อยู่ในโครงการปรับปรุงสายส่งไฟฟ้าเดิมที่โจทก์ฟ้องคดีก่อน จึงเป็นเรื่องเดียวกัน ขณะคดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกอีก ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ชื่อย่อว่า "กฟผ." จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 3 ถึงที่ 36 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 37 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 38 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 39 ถึง 41 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ได้กระทำการละเว้นการสืบสวนสอบสวนในประเด็นการรอนสิทธิในที่ดินของโจทก์ จนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 38 ร่วมกันใช้อำนาจโดยมิชอบเข้าทำการรอนสิทธิในที่ดินของโจทก์และที่ดินส่วนที่ติดกับที่ดินของโจทก์ โจทก์กับพวกมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน 16 แปลง ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา โจทก์กับพวกซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อขายให้แก่พลเอกชาติชายแต่ภายหลังไม่มีการซื้อขาย โจทก์กับพวกจึงก่อตั้งเป็นโครงการโรงแรมที่พักตากอากาศ เพื่อเสนอขายแก่ชาวต่างประเทศในวงเงิน 3,0000,000,000 บาท จะมีกำไรถึง 2,000,000,000 บาท โครงการดังกล่าวมีการวางแผนและรูปแบบไว้ตั้งแต่ปี 2531 ในการซื้อที่ดิน โจทก์กับพวกตกลงกันว่าเมื่อซื้อที่ดินแปลงใดได้ ก็ให้ใส่ชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นเจ้าของไว้ก่อน เพื่อไม่ให้บุคคลที่โจทก์กับพวกประสงค์จะขายที่ดินให้ไปกว้านซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวไป โครงการนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 41 ต่างทราบดี ต่อมาเมื่อปี 2542 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 38 บุกรุกเข้าไปในที่ดินดังกล่าวเพื่อปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูง โดยอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 แต่ตามกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 38 ต้องเริ่มต้นจากการสำรวจเพื่อเลือกแนวปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงโดยประกาศกำหนดเขตสำรวจไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอหรือสำนักงานเขตและที่ทำการตำบลหรือแขวงที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ แล้วยังต้องลงประกาศในราชกิจจานุเบิกษาก่อนวันสำรวจไม่น้อยกว่า 30 วัน ตามมาตรา 28 (ข) (ค) แห่งพระราชบัญญัติข้างต้น แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติให้ครบถ้วน กลับบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์กับพวกแล้วรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขุดดิน ปักเสา ในที่ดินจนได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์แจ้งความต่อจำเลยที่ 39 ถึงที่ 41 ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวก แต่จำเลยที่ 39 ถึงที่ 41 ไม่ดำเนินการสอบสวนถึงอำนาจหน้าที่ตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกอ้างเป็นเหตุให้พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องเพราะหลงเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 กับพวกมีอำนาจกระทำการได้ ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยความประมาท การกระทำของจำเลยทั้งสี่สิบเอ็ดเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับค่าทดแทนเนื่องจากการรอนสิทธิ และขาดประโยชน์เป็นเงิน 2,000,000,000 บาท จำเลยทั้งสี่สิบเอ็ดต้องร่วมกันจ่ายค่ารอนสิทธิดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือให้รับซื้อที่ดินทั้งหมดไปในราคา 2,000,000,000 บาท หากไม่ยินยอมขอให้จำเลยที่ 1 ทำการย้ายแนวปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกจากที่ดินทั้งหมด ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ทำการย้ายแนวเขตการปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกจากที่ดินของโจทก์กับพวก หากจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมย้าย ให้จำเลยทั้งสี่สิบเอ็ดร่วมกันและแทนกันจ่ายค่ารอนสิทธิแก่โจทก์ จำนวน 2,000,000,000 บาท ก่อนดำเนินการก่อสร้างต่อไปหรือให้จำเลยทั้งสี่สิบเอ็ดร่วมกันและแทนกันซื้อที่ดินของโจทก์กับพวกในราคา 2,000,000,000 บาท และร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์เสร็จสิ้น

ในชั้นพิจารณารับคำคู่ความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 39 ถึงที่ 41

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 451/2542 ของศาลชั้นต้น ที่ดินแต่ละแปลงตามฟ้องมีเจ้าของแต่ละคนแยกต่างหากจากกันมิใช่กรณีเจ้าของรวม โจทก์ไม่มีสิทธิคัดค้านหรือห้ามจำเลยที่ 1 เข้าดำเนินการก่อสร้างบนที่ดินที่มีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของ การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 41 จ่ายค่ารอนสิทธิแก่โจทก์จำนวน 2,000,000,000 บาท แทนบุคคลอื่นเพราะโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเพียง 2 แปลง เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินเป็นสภาพแห่งหนี้ที่ไม่เปิดช่องให้บังคับได้ จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ มีจำเลยที่ 18 เป็นผู้ว่าการมีอำนาจบริหารและจัดการแทนจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 14 ที่ 18 ที่ 22 ที่ 24 ถึงที่ 36 เป็นพนักงาน มีหน้าที่ดำเนินกิจการตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 38 บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายอันรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องพนักงานของจำเลยที่ 1 ข้างต้นให้ร่วมรับผิด ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ในวันที่ 5 เมษายน 2544 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2544 ระหว่าง พันเอกกวี โจทก์ การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลย โดยมีสาระสำคัญว่า ที่ดินตามฟ้องทั้งสิบหกแปลงในคดีนี้อยู่ในแผนที่แนบท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์... พุทธศักราช 2488 อันตกเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสิบหกแปลงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาจากเจ้าของเดิม จึงไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การเข้าไปดำเนินการในที่ดินตามฟ้องเพื่อปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้า จำเลยที่ 1 กระทำตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 28, 29 และ 30 ทุกประการ ในส่วนของโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้แจ้งเป็นหนังสือให้ทราบเพื่อขอเข้าดำเนินการเปลี่ยนแปลงสายส่งไฟฟ้าแรงสูงในเขตเดินสายส่งไฟฟ้าเดิม โจทก์ทราบและคัดค้านไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงผ่านที่ดินของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 แจ้งยืนยันการดำเนินการไปยังโจทก์พร้อมนำเงินค่าทดแทนที่ดินสำหรับที่ตั้งเสาไฟฟ้าฝากไว้ที่ธนาคารในนามโจทก์แล้ว ส่วนเงินค่าทดแทนที่ดินที่สายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านไม่กำหนดให้ เนื่องจากเป็นการก่อสร้างในเขตพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงเดิมที่ก่อสร้างไว้ตั้งแต่ปี 2507 ที่ได้มีการเวนคืนและจ่ายเงินค่าทดแทนไปแล้วในภาระหน้าที่ของการลิกไนท์ ซึ่งปัจจุบันกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและสิทธิต่างๆ ของการลิกไนท์ได้โอนมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปปักเสาไฟฟ้าและพาดสายส่งไฟฟ้าในที่ดินของโจทก์จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกร้องจำนวนถึง 2,000,000,000 บาท นั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องมูลคดีของโจทก์เป็นการฟ้องในมูลละเมิด โจทก์ฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ที่ 37 และที่ 38 ให้การว่า มูลคดีที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องพวกจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 451/2542 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงเป็นการฟ้องซ้อนที่ดินแต่ละแปลงตามฟ้องมีเจ้าของแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรวมจึงไม่มีสิทธิห้ามจำเลยเข้าไปดำเนินการก่อสร้างบนที่ดินของบุคคลอื่น หรือขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่สิบเอ็ดจ่ายค่ารอนสิทธิจำนวน 2,000,000,000 บาท หรือบังคับให้ซื้อที่ดินทั้งหมดในราคา 2,000,000,000 บาท เนื่องจากโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเพียง 2 แปลง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้ การฟ้องในมูลละเมิดเนื่องจากการรอนสิทธิตามฟ้องขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการกระทำละเมิดและผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยที่ 2 ทำสัญญากับจำเลยที่ 1 เพื่อพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงโดยให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบพื้นที่ให้ ดังนั้น จำเลยที่ 2 เข้าไปในที่ดินของโจทก์ก็เพื่อปฏิบัติตามสัญญา จำเลยที่ 2 เข้าใจโดยสุจริตว่าหากเกิดความเสียหายใดๆ ในที่ดินของโจทก์จำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย โจทก์ชอบที่จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 จำเลยที่ 37 เป็นกรรมการผู้จัดการกระทำไปในขอบอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 38 เป็นเพียงลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 37 และที่ 38 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 36 ให้การทำนองเดียวกันว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 451/2542 ที่ดินตามฟ้องจำนวน 16 แปลง มีชื่อเจ้าของแต่ละคนแยกต่างหากจากกันมิใช่กรณีเจ้าของรวม การที่จำเลยที่ 1 กับพวกเข้าดำเนินการก่อสร้างบนที่ดินที่มีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ทั้งการที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่สิบเอ็ดจ่ายค่ารอนสิทธิแก่โจทก์จำนวน 2,000,000,000 บาท หรือรับซื้อที่ดินทั้งหมดในราคา 2,000,000,000 บาท บาท โจทก์ไม่มีสิทธิตามกฎหมายเพราะโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเพียง 2 แปลง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 36 มีฐานะเป็นพนักงานหรือคณะกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการในกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 38 บุกรุกที่ดินของโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายอันรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิด โจทก์คงมีเพียงสิทธิฟ้องเพียงจำเลยที่ 1 ในฐานะหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 36 ได้ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 4 และ 5 นอกจากนี้ที่ดินตามฟ้องทั้งสิบหกแปลงได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2544 ระหว่าง พันเอกกวี โจทก์ การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลย วินิจฉัยว่าที่ดินทุกแปลงอยู่ในแผนที่แนบท้ายพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์... พุทธศักราช 2488 อันตกแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสิบหกแปลง หามีสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด และให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2303 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงหนึ่งตามคำฟ้อง จำเลยที่ 3 ที่ 18 ถึงที่ 20 ที่ 22 ถึงที่ 25 ที่ 29 ที่ 30 ที่ 32 ถึงที่ 36 ไม่เคยเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 เข้าไปในที่ดินตามฟ้องเพื่อดำเนินการปรับปรุงสายส่งไฟฟ้าเดิมจากระบบ 115 กิโลโวลต์ พังงา - ภูเก็ต 1 เป็นขนาด 230 กิโลโวลต์ พังงาจุดเชื่อมภูเก็ตในแนวเขตสายส่งไฟฟ้าเดิมของการลิกไนท์ซึ่งก่อสร้างไว้ตั้งแต่ปี 2507 ที่ได้มีการเวนคืนและจ่ายเงินค่าทดแทนไปแล้วในภาระหน้าที่ของการลิกไนท์ ซึ่งปัจจุบันทรัพย์สินและสิทธิต่างๆ โอนมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 จำเลยที่ 1 ดำเนินการตามขั้นตอนแห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511มาตรา 28, 29 และ 30 ทุกประการ กล่าวคือได้มีหนังสือแจ้งการดำเนินการตามโครงการแก่เจ้าของผู้ครอบครองที่ดินที่สายส่งไฟฟ้าพาดผ่าน และแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ในท้องที่ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ในส่วนของโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ได้แจ้งเป็นหนังสือให้ทราบเพื่อขอเข้าดำเนินการ แต่โจทก์คัดค้าน จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือยืนยันการดำเนินงานไปยังโจทก์ พร้อมนำเงินค่าทดแทนที่ดินสำหรับที่ตั้งเสาไฟฟ้าไปฝากไว้แก่ธนาคารในนามของโจทก์แล้ว ดังนั้น การดำเนินการเพื่อปักเสาไฟฟ้าและเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูงในที่ดินของโจทก์ จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ค่ารอนสิทธิและค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินจริงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ที่โจทก์ไม่มีสิทธิจะได้รับ จำเลยที่ 3 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 ถึงที่ 17 เกษียณอายุแล้วโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง การฟ้องคดีในมูลละเมิดของโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการกระทำละเมิดและผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 38 แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 38 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 37 และที่ 38 และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 37 และที่ 38 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานหลักฐานเฉพาะของโจทก์และจำเลยดังกล่าวต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 38 ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอให้ศาลจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 15 มีนาคม 2547 ขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 37 และที่ 38 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 37 และที่ 38 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ในประเด็นแรกว่า คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 37 และที่ 38 และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทุกคนดังกล่าว กับให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานหลักฐานเฉพาะของโจทก์และจำเลยทุกคนดังกล่าวต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นย่อมอยู่ในบังคับต้องให้โจทก์นำพยานเข้าสืบให้สมตามฟ้องเสียก่อนแล้วจึงจะมีคำพิพากษาได้ คำสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษาเป็นคุณแก่จำเลยโดยให้ยกฟ้องโจทก์จึงขัดต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า มูลเหตุที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 38 แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในประเด็นโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหมดในฐานเจ้าของสิทธิที่ถูกโต้แย้งหรือไม่นั้น คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องทำนองว่า โจทก์กับพวกได้ร่วมกันรวบรวมที่ดินจำนวน 16 แปลง ก่อตั้งเป็นโครงการโรงแรมที่พักตากอากาศเพื่อเสนอขายแก่ชาวต่างประเทศ อันมีลักษณะเป็นการเข้าหุ้นส่วนกันประกอบกิจการโดยนำที่ดินมาร่วมทุนกัน ดังนั้น การที่ที่ดิน 2 แปลงมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการร่วมทุน กรณียังไม่เพียงพอที่จะบ่งชี้โดยแน่ชัดว่า โจทก์กับผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินอีก 14 แปลง ไม่มีนิติสัมพันธ์ในลักษณะหุ้นส่วนกัน จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะให้คู่ความสืบพยานหลักฐานให้เสร็จสิ้นเสียก่อนแล้วจึงจะพิพากษาคดี แต่ตามคำฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 36 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ กรณีจึงต้องบังคับตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรงแต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 36 ได้ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 36 แต่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 37 และที่ 38 และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้ยกฟ้องจำเลยทุกคนดังกล่าวกับให้ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาสืบพยานหลักฐานเฉพาะของโจทก์และจำเลยทุกคนดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แต่เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานโดยกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 451/2542 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ด้วย ดังนั้น ในการดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีเหตุสมควรที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องฟ้องซ้อนอันเป็นประเด็นพิพาทแห่งคดีที่ได้ชี้สองสถานกำหนดเป็นประเด็นพิพาทไว้ดังกล่าว ซึ่งถ้าหากวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลยแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะสั่งงดสืบพยานและวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 คำสั่งงดสืบพยานและวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว หาเป็นการขัดต่อคำพิพากษาศาลฎีกาและเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ในประเด็นต่อมาว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 451/2542 หมายเลขแดงที่ 203/2545 ของศาลชั้นต้น เป็นเรื่องละเมิด แต่คดีนี้เป็นเรื่องเรียกค่ารอนสิทธิหรือบังคับให้ซื้อที่ดินหรือให้ย้ายแนวก่อสร้างปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกไปจากที่ดินเพราะจำเลยได้กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงมิใช่เป็นคดีเรียกค่าเสียหายเพราะการกระทำละเมิด แต่เป็นการเรียกค่าเสียโอกาสหรือค่าเสียประโยชน์จากการใช้ที่ดิน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ที่ถูกฟ้องซ้อน) นั้น เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 โดยนายสฤษดิ์ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 คนหนึ่งและลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อีกหลายคน ซึ่งกระทำในทางการที่จ้างได้ร่วมกันเข้าไปในที่ดินของโจทก์ตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 2301 ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 7 ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา และร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขุดดินปักเสาไฟฟ้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายกับรื้อถอนขนย้ายเสาไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้าออกไปจากที่ดินของโจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์กับพวกมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน 16 แปลง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 7 ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ท้ายฟ้อง ซึ่งมี น.ส.3 ก. เลขที่ 2301 ของโจทก์รวมอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้อำนาจโดยมิชอบเข้าทำการรอนสิทธิในที่ดินของโจทก์กับพวกดังกล่าวด้วยการบุกรุกเข้าไปปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูง โดยอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 แต่จำเลยกับพวกมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่มาตรา 28 (2) (ข) (ค) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับค่าทดแทนเนื่องจากการรอนสิทธิ ขอให้จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันจ่ายค่ารอนสิทธิและขาดประโยชน์หรือรับซื้อที่ดินทั้งหมด หากไม่ยินยอมก็ขอให้จำเลยที่ 1 ย้ายแนวปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกจากที่ดินทั้งหมด ดังนี้ เห็นว่า แม้คดีนี้คำขอของโจทก์เป็นเรื่องเรียกค่ารอนสิทธิหรือบังคับให้จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินหรือย้ายแนวก่อสร้างปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกไปจากที่ดิน 16 แปลง ซึ่งแตกต่างจากคดีก่อนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดที่ทำให้ที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่2301 ได้รับความเสียหายก็ตามแต่คดีก่อนโจทก์ก็มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าออกไปจากที่ดินของโจทก์ด้วยเช่นกัน และในประกาศสำคัญคือคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้อำนาจโดยมิชอบเข้าทำการรอนสิทธิในที่ดินของโจทก์ด้วยการบุกรุกเข้าไปปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูง โดยอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 แต่จำเลยกับพวกมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 28 (2) (ข) (ค) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งเท่ากับโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 กับพวกเข้าไปปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงในที่ดินของโจทก์โดยไม่ชอบดวยกฎหมายนั่นเอง ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับคดีก่อนที่โจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขุดดินปักเสาไฟฟ้าในที่ดินของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน แม้ที่ดินอีก 15 แปลง ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายในคดีนี้ โจทก์ไม่ได้ฟ้องในคดีก่อนก็ตาม แต่ที่ดินเหล่านี้อยู่ในโครงการปรับปรุงสายส่งไฟฟ้าเดิมจากระบบ 115 กิโลโวลต์ พังงา - ภูเก็ต 1 เป็นขนาด 230 กิโลโวลต์ พังงาจุดเชื่อมภูเก็ตในแนวเขตสายส่งไฟฟ้าเดิมของการลิกไนต์โครงการเดียวกับที่ผ่านที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 2301 ที่โจทก์ฟ้องคดีก่อน การปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงตามที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำในคดีนี้จึงเป็นการกระทำเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน คดีของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ทั้งในคดีนี้และคดีก่อนเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อปรากฏว่าขณะคดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณา โจทก์นำคดีนี้มายื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกอีก ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อไปด้วยว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้นส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 เพราะคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ซึ่งมีผลทำให้คดีนี้ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 37 และที่ 38 ตกเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไปด้วย เพราะโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 37 และที่ 38 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำต่อโจทก์ จำเลยที่ 37 และที่ 38 กระทำโดยอาศัยสิทธิหรือการมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 การวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 37 และที่ 38 จึงต้องเกี่ยวเนื่องกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ด้วย นั้น เห็นว่า หากฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นฟ้องต้องห้ามเพราะเข้าเกณฑ์เป็นเพียงการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ศาลชั้นต้นย่อมไม่ชอบที่จะนำผลของฟ้องโจทก์ในคดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อนไปวินิจฉัยว่ามีผลพลอยทำให้คดีนี้ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 37 และที่ 38 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไปด้วยได้เพราะจำเลยที่ 37 และที่ 38 มิได้อยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีก่อนย่อมไม่ผูกพันในผลแห่งคดีก่อน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่วินิจฉัยข้างต้นว่า ประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในคดีก่อนกับคดีนี้เป็นอย่างเดียวกันเมื่อโจทก์ต้องถูกผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดแล้ว โดยผลของกฎหมายว่าการปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงเป็นการทำภายในขอบอำนาจของพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 29 ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 37 และที่ 38 เป็นคดีนี้ซึ่งเป็นการกระทำเดียวกันกับคดีก่อนอีก จึงไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะไม่ทำให้การกระทำดังกล่าวกลายเป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 37 และที่ 38 มาด้วยกันนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรวรรณ คงเทศ
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ชาลี ทัพภวิมล
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 544/2551
#415481
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 โดยลูกจ้างของจำเลยที่ 1 คนหนึ่ง และลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อีกหลายคน ซึ่งกระทำในทางการที่จ้างได้ร่วมกันเข้าไปในที่ดินของโจทก์ และร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขุดดินปักเสาไฟฟ้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายกับรื้อถอนขนย้ายเสาไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้าออกไปจากที่ดินของโจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์กับพวกมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน 16 แปลง จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้อำนาจโดยมิชอบเข้าทำการรอนสิทธิในที่ดินของโจทก์กับพวกดังกล่าวด้วยการบุกรุกเข้าไปปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูง โดยอ้างอำนาจตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยฯ แต่จำเลยกับพวกมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นต้นที่ มาตรา 28 (2) (ข) (ค) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดไว้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับค่าทดแทนเนื่องจากการรอนสิทธิ ขอให้จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันจ่ายค่ารอนสิทธิและขาดประโยชน์หรือรับซื้อที่ดินทั้งหมด หากไม่ยินยอมก็ขอให้จำเลยที่ 1 ย้ายแนวปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกจากที่ดินทั้งหมด แม้คดีนี้คำขอของโจทก์เป็นเรื่องเรียกค่ารอนสิทธิหรือบังคับให้จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินหรือย้ายแนวก่อสร้างปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกไปจากที่ดิน 16 แปลง ซึ่งแตกต่างจากคดีก่อนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดที่ทำให้ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2301 ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่คดีก่อนโจทก์ก็มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าออกไปจากที่ดินของโจทก์ด้วย เช่นกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการกระทำเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนคดีของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ทั้งในคดีนี้และคดีก่อนเป็นเรื่องเดียวกันเมื่อปรากฏว่าขณะคดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณา โจทก์นำคดีนี้มายื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกอีก ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ทำการย้ายแนวเขตการปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกจากที่ดินของโจทก์กับพวก หากจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมย้ายให้จำเลยทั้งสี่สิบเอ็ดร่วมกันและแทนกันจ่ายค่ารอนสิทธิแก่โจทก์จำนวน 2,000,000,000 บาท ก่อนดำเนินการก่อสร้างต่อไป หรือให้จำเลยทั้งสี่สิบเอ็ดร่วมกันและแทนกันซื้อที่ดินของโจทก์กับพวกในราคา 2,000,000,000 บาท และร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

ในชั้นพิจารณารับคำคู่ความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 39 ถึงที่ 41

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ที่ 37 และที่ 38 ให้การว่า มูลคดีที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องพวกจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 451/2542 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงเป็นการฟ้องซ้อน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 36 ให้การและแก้ไขคำให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 38 แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 37 และที่ 38 และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ยกให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 37 และที่ 38 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานหลักฐานเฉพาะของโจทก์และจำเลยดังกล่าวต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอให้ศาลจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 15 มีนาคม 2547 ขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 37 และที่ 38

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ในประเด็นต่อมาว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 451/2542 หมายเลขแดงที่ 203/2545 ของศาลชั้นต้น เป็นเรื่องละเมิด แต่คดีนี้เป็นเรื่องเรียกค่ารอนสิทธิหรือบังคับให้ซื้อที่ดินหรือให้ย้ายแนวก่อสร้างปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกไปจากที่ดินเพราะจำเลยได้กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงมิใช่คดีเรียกค่าเสียหายเพราะการกระทำละเมิด แต่เป็นการเรียกค่าเสียโอกาสหรือค่าเสียประโยชน์จากการใช้ที่ดิน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ที่ถูกฟ้องซ้อน) นั้น เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 โดยนายสฤษด์ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 คนหนึ่งและลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อีกหลายคน ซึ่งกระทำในทางการที่จ้างได้ร่วมกันเข้าไปในที่ดินของโจทก์ตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 2301 ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 7 ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา และร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขุดดินปักเสาไฟฟ้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายกับรื้อถอนขนย้ายเสาไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้าออกไปจากที่ดินโจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์กับพวกมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน 16 แปลง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 7 ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ซึ่งมี น.ส. 3 ก. เลขที่ 2301 ของโจทก์รวมอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้อำนาจโดยมิชอบเข้าทำการรอนสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์กับพวกดังกล่าวด้วยการบุกรุกเข้าไปปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูง โดยอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 แต่จำเลยกับพวกมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่ มาตรา 28 (2) (ข) (ค) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับค่าทดแทนเนื่องจากการรอนสิทธิ ขอให้จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันจ่ายค่ารอนสิทธิและค่าขาดประโยชน์หรือรับซื้อที่ดินทั้งหมดหากไม่ยินยอมก็ขอให้จำเลยที่ 1 ย้ายแนวปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกจากที่ดินทั้งหมดดังนี้ เห็นว่า แม้คดีนี้คำขอของโจทก์เป็นเรื่องเรียกค่ารอนสิทธิหรือบังคับให้จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินหรือย้ายแนวก่อสร้างปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงออกจากที่ดิน 16 แปลง ซึ่งแตกต่างจากคดีก่อนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดที่ทำให้ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2301 ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่คดีก่อนโจทก์ก็มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ขนย้ายเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าออกไปจากที่ดินของโจทก์ด้วยเช่นกัน และในประการสำคัญคือ คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้อำนาจโดยมิชอบเข้าทำการรอนสิทธิในที่ดินของโจทก์ด้วยการบุกรุกเข้าไปปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูง โดยอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 แต่จำเลยกับพวกมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 28 (2) (ข) (ค) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งเท่ากับโจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 กับพวกเข้าไปปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงในที่ดินของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันกับคดีก่อนที่โจทก์ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขุดดินปักเสาไฟฟ้าในที่ดินของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน แม้ที่ดินอีก 15 แปลง ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายในคดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องในคดีก่อนก็ตาม แต่ที่ดินเหล่านี้อยู่ในโครงการปรับปรุงสายส่งไฟฟ้าเดิมจากระบบ 115 กิโลโวลต์ พังงา-ภูเก็ต 1 เป็นขนาด 230 กิโลโวลต์ พังงาจุดเชื่อมภูเก็ตในแนวเขตสายส่งไฟฟ้าเดิมของการลิกไนต์โครงการเดียวกันที่ผ่านที่ดิน น.ส. 3 ก เลขที่ 2301 ที่โจทก์ฟ้องคดีก่อน การปักเสาพาดสายส่งไฟฟ้าแรงสูงตามที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำในคดีนี้จึงเป็นการกระทำเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน คดีของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ทั้งในคดีนี้และคดีก่อนเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อปรากฏว่าขณะคดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณา โจทก์นำคดีนี้มายื่นฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกอีก ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ดังที่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม. 28 (2) (ข) (ค)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรวรรณ คงเทศ
จำเลย — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ชาลี ทัพภวิมล
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 539/2551
#411344
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์เป็นของกลาง แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอเกี่ยวกับของกลางมาด้วยก็ตาม ศาลจะสั่งคืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของก็ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 295, 339, 340 ตรี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 13,750 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 11 ปี 3 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 13,750 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า สิบตำรวจโทวิโรจน์เบิกความว่า เมื่อคนร้ายเห็นพยานกับพวกก็เลี้ยวรถจักรยานยนต์กลับไปทางสี่แยกอนามัย พยานขับรถจักรยานยนต์ติดตามรถจักรยานยนต์ของคนร้ายไปติดๆ โดยรถจักรยานยนต์ของคนร้ายไปจอดที่หน้าบ้านนายสรพงษ์และเห็นผู้ชายสองคนเข้าไปในบ้านดังกล่าว พยานเรียกให้ออกมาแต่ไม่ยอมออกมา อันเป็นพิรุธแสดงว่าเป็นคนร้ายนั้น เห็นว่า พยานโจทก์ปากนี้ไม่ใช่ประจักษ์พยานที่รู้เห็นในขณะเกิดเหตุ ดังนั้นรถจักรยานยนต์คันที่พยานขับตามไปนั้น จะใช่รถจักรยานยนต์คันเดียวกันกับที่คนร้ายในคดีนี้ใช้เป็นพาหนะขับหลบหนีไปหรือไม่ ก็ไม่อาจยืนยันได้ และที่คนในบ้านนายสรพงษ์ไม่ยอมออกมาจากบ้านเมื่อพยานเรียกนั้นก็ยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าคนในบ้านนั้นเป็นคนร้ายในคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นๆ ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน สุราษฎร์ธานี 649 (ที่ถูก ขคร สุราษฎร์ธานี 649) ของกลาง แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอเกี่ยวกับของกลางมาด้วยก็ตาม ศาลจะสั่งคืนของกลางแก่เจ้าของก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ประกอบมาตรา 49 เมื่อยังฟังไม่ได้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนให้แก่เจ้าของ

พิพากษายืน และให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 49 ม. 186 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายสมชายหรืออดุลย์ สำลีหรือศรีประวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายสนั่น สร้อยผา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พินิจ บุญชัด
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 535/2551
#412496
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจากโจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์พิพาทมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ได้ยื่นฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ ส่วนจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ต่อมาระหว่างคดีนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดแล้วดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ คดีถึงที่สุด ผลของคำสั่งเท่ากับว่าไม่ได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท การโต้แย้งสิทธิของโจทก์จึงสิ้นสุดลง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 94613 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 103/44 โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่โจทก์ไม่อาจเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากมีจำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและไม่ยอมออกไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไป

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 103/44 ซอยลาดพร้าว 26 ถนนลาดพร้าว แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 94613 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 94613 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์พิพาทมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ได้ยื่นฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารเป็นคดีนี้ ส่วนจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท ต่อมาระหว่างคดีนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นในคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทแล้วดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคำสั่งศาลชั้นต้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นในคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด และคดีถึงที่สุดแล้วผลของคำสั่งเท่ากับว่าไม่ได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท การโต้แย้งสิทธิของโจทก์จึงสิ้นสุดลง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องโจทก์ได้ และเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยในประเด็นอื่นๆ อีก"

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสามารถ สีสม
จำเลย — นางสาวภาวิณีหรือณพจุฑา ภุมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 535/2551
#413640
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นในคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลอด และคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของคำสั่งเท่ากับว่าไม่ได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทการโต้แย้งสิทธิของโจทก์จึงสิ้นสุดลง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะเพิ่ง

ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาด แต่จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและไม่ยอมออกไป ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไป

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 103/44 ซอยลาดพร้าว 26 ถนนลาดพร้าว แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 94613 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 94613 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์พิพาทมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ได้ยื่นฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารเป็นคดีนี้ ส่วนจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท ต่อมาระหว่างคดีนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลอุธทรณ์ ศาลชั้นต้นในคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท แล้วดำเนินการขายทอดตลาดใหม่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคำสั่งศาลชั้นต้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นในคดีที่จำเลยร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด และคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของคำสั่งเท่ากับว่าไม่ได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท การโต้แย้งสิทธิของโจทก์จึงสิ้นสุดลง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องโจทก์ได้ และเมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยแล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยในประเด็นอื่น ๆ อีก"

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสามารถ สีสม
จำเลย — นางสาวภาวิณีหรือณพจุฑา ภุมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 533/2551
#412494
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอ้างส่งต้นฉบับเอกสารต่อศาลชั้นต้นประกอบคำเบิกความของ ซ. แต่ศาลชั้นต้นได้คืนต้นฉบับเอกสารให้ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงอ้างส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ โจทก์ไม่ได้คัดค้านการที่ศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องอ้างส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับในขณะที่ผู้ร้องได้รับคืนต้นฉบับเอกสารนั้นว่าไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าโจทก์ยินยอมให้ผู้ร้องส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ จึงเป็นการตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว ศาลจึงรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93 (1)

โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชน กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าถูกต้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายอันเป็นคุณต่อผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าจ้างว่าความเป็นจริง 1,814,625 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินโจทก์นำยึดเป็นของนางปิยะดาภริยาของจำเลย นางปิยะดาได้กู้เงินผู้ร้องซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์และนำที่ดินที่โจทก์นำยึดพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ในวงเงินรวม 1,700,000 บาท โดยมีจำเลยในฐานะคู่สมรสเป็นผู้ให้ความยินยอมและเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ยอมรับผิดในวงเงิน 700,000 บาท นางปิยะดาผิดนัดชำระหนี้ นางปิยะดาและจำเลยได้รับหนังสือทวงถามของผู้ร้องแล้วเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ ผู้ร้องจึงยื่นฟ้องให้นางปิยะดาและจำเลยรับผิดชำระหนี้ให้ผู้ร้องซึ่งคำนวณถึงวันยื่นคำร้องนี้เป็นเงิน 1,893,910.41 บาท ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นของนางปิยะดา ไม่ใช่ของจำเลยไว้จนกว่าศาลมีคำสั่งคำร้องของผู้ร้อง (ที่ถูก คำพิพากษาสำหรับคำฟ้องของผู้ร้อง) และคดีถึงที่สุดแล้ว ในการขายทอดตลาดครั้งต่อไป ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นๆ ในต้นเงินข้างต้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,568,315.72 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่านางปิยะดาหรือจำเลยร่วมกันชำระหนี้กู้เงินดังกล่าวแก่ผู้ร้องจนเสร็จ หากโจทก์ถอนการยึดทรัพย์หรือสละสิทธิในการบังคับดคี ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องสวมสิทธิในการบังคับคดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า นางปิยะดามิใช่เจ้าของกรรมสิทธี่ดินที่จำนองต่อผู้ร้อง ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย ผู้ร้องทราบข้อความจริงนี้ดี แต่ผู้ร้องก็ยินยอมให้นางปิยะดากู้ หนี้เงินของผู้ร้องและนางปิยะดาจึงเป็นการฉ้อฉล ไม่มีอยู่จริง และคดีที่ผู้ร้องยื่นฟ้องนางปิยะดากับจำเลย ตามคดีหมายเลขดำที่ 727/2542 ของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้านการบังคับคดีของโจทก์หรือการขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นๆ ทั้งนางปิยะดาก็ได้ชำระหนี้ให้ผู้ร้องแล้ว คงมีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 200,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นเงิน 1,893,910.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,568,315.72 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้อง (16 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า นางปิยะดาเป็นภริยาของจำเลย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2538 นางปิยะดาได้ทำสัญญากู้เงิน 1,000,000 บาท จากธนาคารโจทก์ สาขาจันทบุรี ยินยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ร.11 โดยนางปิยะดาได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อนางปิยะดาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้กู้เงินดังกล่าว ตามสัญญาจำนองที่ดินหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นประกันและโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.12 ถึง ร.14 และเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2539 นางปิยะดาได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 ดังกล่าวมาจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองเป็นประกันครั้งที่ 1 เป็นเงินอีก 700,000 บาท โดยวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ตามคำขอกู้เงินโดยวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงิน บันทึกถ้อยคำกับตั๋วสัญญาใช้เงินหนังสือสัญญายอมชดใช้ความเสียหายตามตั๋วเงินเอกสารหมาย ร.18, ร.15, ร.19 และ ร.20 โดยจำเลยให้ความยินยอมแก่นางปิยะดาในการทำสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย ร.11 และทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินเพิ่มเติมโดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ร.16 นางปิยะดาได้ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ร.11 ให้ผู้ร้องเพียงบางส่วนแล้วไม่ยอมชำระรวมทั้งการกู้เงินเพิ่มเติมด้วย ต่อมาวันที่ 19 เมษายน 2542 ผู้ร้องได้ฟ้องนางปิยะดาและจำเลยเรียกเงินกู้ที่ค้างชำระเป็นเงิน 1,000,000 บาทเศษ พร้อมกับขอบังคับจำนอง โจทก์ยื่นคำขอบังคับคดีจากที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 และนำยึดที่ดินดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2541 เพื่อนำออกขายทอดตลาด คดีมีปัญตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องรับจำนองที่ดินพิพาทโดยร่วมกับนางปิยะดาและจำเลยฉ้อฉลโจทก์หรือไม่......

พิเคราะห์แล้ว ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยก่อนปัญหาอื่น โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า ศาลล่างทั้งสองรับฟังเอกสารหมาย ร.4, ร.6 ถึง ร.20, ร.27 ถึง ร.29 และ ร.32 ไม่ชอบ เพราะผู้ร้องไม่ได้ส่งต้นฉบับเอกสารนั้น เห็นว่า ผู้ร้องได้อ้างส่งต้นฉบับของเอกสารทั้งหมดต่อศาลชั้นต้นประกอบคำเบิกความของนายชัยยันต์ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้อง แต่ศาลชั้นต้นได้คืนต้นบับเอกสารให้ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงอ้างส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับโจทก์ไม่ได้คัดค้านการที่ศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องอ้างส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับในขณะที่ผู้ร้องได้รับคืนต้นฉบับเอกสารนั้นว่าไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าโจทก์ยินยอมให้ผู้ร้องส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับทุกฉบับ จึงเป็นการตกลงกันว่าสำเนาเอกสารหมาย ร.4, ร.6, ถึง ร.20, ร.27 ถึง ร.29 และ ร.32 ตามที่โจทก์ฎีกานั้นถูกต้องแล้ว ศาลจึงยอมรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93 (1) การที่ต่อมาโจทก์คัดค้านสำเนาเอกสารดังกล่าเมื่อสืบพยานปากนายชัยยันต์เสร็จแล้ว จึงไม่ทำให้การรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวโดยชอบแล้วเสียไป ส่วนที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายประการสุดท้ายว่า เอกสารหมาย ร.14 คือ โฉนดที่ดินเลขที่ 31913 นั้น ผู้ร้องไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่งนั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่าปัญหานี้ผู้ร้องได้ระบุโฉนดที่ดินดังกล่าวตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ลงวันที่ 21 มกราคม 2543 แล้ว โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวว่า ไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต่อไปว่า ผู้ร้องรับจำนองที่ดินพิพาทโดยร่วมกับนางปิยะดาและจำเลยฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย มิใช่ของนางปิยะดา นางปิยะดาเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยเท่านั้น เห็นว่า นางปิยะดาผู้กู้เงินผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 31913 ซึ่งต้นฉบับศาลชั้นต้นคืนให้แก่ผู้ร้องเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ซึ่งกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าถูกต้อง ผู้ร้องจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่เป็นคุณว่า นางปิยะดาเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายอันเป็นคุณต่อผู้ร้อง แม้โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยถอนเงินที่ได้มาจากการขายที่ดินมรดกส่วนของจำเลยทั้งหมด ซึ่งเป็นสินเดิมของจำเลยไม่ใช่สินสมรสเพราะจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนางปิยะดาภายหลังจากจำเลยได้รับเงินดังกล่าวแล้วมาซื้อที่ดินที่ผู้ร้องรับจำนองโฉนดที่ดินเลขที่ 31913 และโจทก์มีนายบุญมาทนายความของโจทก์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ในขณะที่นางปิยะดาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 เป็นเวลาเดียวกับที่จำเลยถอนเงินทั้งหมดออกจากบัญชีกระแสรายวันธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของจำเลย ตามเอกสารหมาย ค.4 ก็ตาม แต่นายชัยยันต์ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องกับนางสาวสุจิตราพนักงานการตลาดฝ่ายพิจารณาสินเชื่อให้แก่ลูกค้ารวมทั้งประเมินหลักประกันของผู้ร้อง ต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ก่อนทำสัญญากับนางปิยะดา พนักงานของผู้ร้องได้ดำเนินการสำรวจหลักประกันโฉนดที่ดินเลขที่ 31913 แล้วว่ามีชื่อนางปิยะดาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และนางสาวสุจิตราก็ได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นางปิยะดาและจำเลยแจ้งว่าพวกตนประกอบกิจการค้าขายเครื่องประดับ โดยประกอบธุรกิจเป็นการค้าส่วนตัว ไม่มีร้านค้าทั้งในวันทำสัญญา นางปิยะดากับจำเลยก็ได้นำการ์ดบัญชีที่เปิดไว้ที่ธนาคารอื่นมาแสดง นางสาวสุจิตราตรวจดูแล้วเห็นว่า ในการ์ดบัญชีนั้นมียอดเงินสูงถึงเลขหกหลัก ดังนั้น ผู้ร้องจึงเชื่อว่านางปิยะดาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 จริง ซึ่งโจทก์ก็รับข้อเท็จจริงนี้โดยโจทก์ตอบทนายผู้ร้องถามค้านรับว่า โจทก์ไม่ยืนยันว่าผู้ร้องจะรู้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 นั้นเป็นของนางปิยะดาจริงหรือไม่ ดังนั้น แม้ว่าในขณะที่นางปิยะดาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 ตามเอกสารหมาย ร.14 เป็นเวลาเดียวกันกับที่จำเลยถอนเงินออกจากบัญชีตามเอกสารหมาย ค.4 ดังที่โจทก์นำสืบก็ตาม ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ทราบถึงข้อเท็จจริงนี้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงทำสัญญาจำนองกับนางปิยะดาโดยสุจริต ไม่ได้ร่วมกับนางปิยะดาและจำเลยฉ้อฉลโจทก์ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองย่อมมีบุริมสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะขอรับชำระหนี้จากราคาทรัพย์จำนองที่ขายได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 และ 702 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุทัย เสน่หา
ผู้ร้อง — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุรพล พัตบุญมา
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 533/2551
#415513
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้อ้างส่งต้นฉบับของเอกสารทั้งหมดต่อศาลชั้นต้นประกอบคำเบิกความของ ช. ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้อง แต่ศาลชั้นต้นได้คืนต้นฉบับเอกสารให้ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงอ้างส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ โจทก์ไม่ได้คัดค้านการที่ศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องอ้างส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับในขณะที่ผู้ร้องได้รับคืนต้นฉบับเอกสารนั้นว่าไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าโจทก์ยินยอมให้ผู้ร้องส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับทุกฉบับ จึงเป็นการตกลงกันว่าสำเนาเอกสาร ตามที่โจทก์ฎีกานั้นถูกต้องแล้ว ศาลจึงยอมรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93 (1) การที่ต่อมาโจทก์คัดค้านสำเนาเอกสารดังกล่าวเมื่อสืบพยานปาก ช. เสร็จแล้ว จึงไม่ทำให้การรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวโดยชอบแล้วเสียไป

โจทก์ฎีกาว่าผู้ร้องมิได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ไม่ชอบด้วยกฎมหาย แต่มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินอันเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าถูกต้อง ผู้ร้องจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่เป็นคุณว่าเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายอันเป็นคุณต่อผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าจ้างว่าความเป็นเงิน 1,814,625 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นๆ ในต้นเงินข้างต้น พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,568,315.72 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่านางปิยะดาหรือจำเลยร่วมกันชำระหนี้กู้เงินดังกล่าวแก่ผู้ร้องจนเสร็จ หากโจทก์ถอนการยึดทรัพย์หรือสละสิทธิในการบังคับคดี ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องสวมสิทธิในการบังคับคดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นเงิน 1,893,910.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,568,315.72 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้อง (16 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยก่อนปัญหาอื่น โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่าศาลล่างทั้งสองรับฟังเอกสารมาชอบ เพราะผู้ร้องไม่ได้ส่งต้นฉบับเอกสารนั้น เห็นว่า ผู้ร้องได้อ้างส่งต้นฉบับของเอกสารทั้งหมดต่อศาลชั้นต้นประกอบคำเบิกความของนายชัยยันต์ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้อง แต่ศาลชั้นต้นได้คืนต้นฉบับเอกสารให้ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงอ้างส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ โจทก์ไม่ได้คัดค้านการที่ศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องอ้างส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับในขณะที่ผู้ร้องได้รับคืนต้นฉบับเอกสารนั้นว่าไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่าโจทก์ยินยอมให้ผู้ร้องส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับทุกฉบับ จึงเป็นการตกลงกันว่าสำเนาเอกสารตามที่โจทก์ฎีกานั้นถูกต้องแล้ว ศาลจึงยอมรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93 (1) การที่ต่อมาโจทก์คัดค้านสำเนาเอกสารดังกล่าวเมื่อสืบพยานปากนายชัยยันต์เสร็จแล้ว จึงไม่ทำให้การรับฟังสำเนาเอกสารดังกล่าวโดยชอบแล้วเสียไป ส่วนที่โจทก์ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายประการสุดท้ายว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 31913 นั้น ผู้ร้องไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า ปัญหานี้ผู้ร้องได้ระบุโฉนดที่ดินดังกล่าวตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ลงวันที่ 21 มกราคม 2543 แล้ว โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต่อไปว่า ผู้ร้องรับจำนองที่ดินพิพาทโดยร่วมกับนางปิยะดาและจำเลยฉ้อฉลโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย มิใช่ของนางปิยะดา นางปิยะดาเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยเท่านั้น เห็นว่า นางปิยะดาผู้กู้เงินผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 31913 ซึ่งต้นฉบับศาลชั้นต้นคืนให้แก่ผู้ร้องเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ซึ่งกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าถูกต้อง ผู้ร้องจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานที่เป็นคุณว่านางปิยะดาเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายอันเป็นคุณต่อผู้ร้องแม้โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยถอนเงินที่ได้มาจากการขายที่ดินมรดกส่วนของจำเลยทั้งหมด ซึ่งเป็นสินเดิมของจำเลยไม่ใช่สินสมรสเพราะจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนางปิยะดา ภายหลังจากจำเลยได้รับเงินดังกล่าวแล้วมาซื้อที่ดินที่ผู้ร้องรับจำนองโฉนดที่ดินเลขที่ 31913 และโจทก์มีนายบุญญาทนายความของโจทก์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ในขณะที่นางปิยะดาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 เป็นเวลาเดียวกับที่จำเลยถอนเงินทั้งหมดออกจากบัญชีกระแสรายวันธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของจำเลยก็ตาม แต่นายชัยยันต์ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องกับนางสาวสุจิตราพนักงานการตลาดฝ่ายพิจารณาสินเชื่อให้แก่ลูกค้ารวมทั้งประเมินหลักประกันของผู้ร้อง ต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันว่าก่อนทำสัญญากับนางปิยะดา พนักงานของผู้ร้องได้ดำเนินการสำรวจหลักประกันโฉนดที่ดินเลขที่ 31913 แล้วว่ามีชื่อนางปิยะดาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และนางสาวสุจิตราก็ได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นางปิยะดาและจำเลยแจ้งว่าพวกตนประกอบกิจการค้าขายเครื่องประดับ โดยประกอบธุรกิจเป็นการค้าส่วนตัวไม่มีร้านค้าทั้งในวันทำสัญญา นางปิยะดากับจำเลยก็ได้นำการ์ดบัญชีที่เปิดไว้ที่ธนาคารอื่นมาแสดง นางสาวสุจิตราตรวจดูแล้วเห็นว่า ในการ์ดบัญชีนั้นมียอดเงินสูงขึ้นเลขหกหลัก ดังนั้น ผู้ร้องจึงเชื่อว่านางปิยะดาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 จริง ซึ่งโจทก์ก็รับข้อเท็จจริงนี้ โดยโจทก์ตอบทนายผู้ร้องถามค้านรับว่า โจทก์ไม่ยืนยันว่าผู้ร้องจะรู้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 นั้นเป็นของนางปิยะดาจริงหรือไม่ ดังนั้น แม้ว่าในขณะที่นางปิยะดาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 31913 เป็นเวลาเดียวกันกับที่จำเลยถอนเงินออกจากบัญชี ดังที่โจทก์นำสืบก็ตาม ก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ทราบถึงข้อเท็จจริงนี้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงทำสัญญาจำนองกับนางปิยะดาโดยสุจริต ไม่ได้ร่วมกับนางปิยะดาและจำเลยฉ้อฉลโจทก์ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองย่อมมีบุริมสิทธิตามกฎหมายที่จะขอรับชำระหนี้จากราคาทรัพย์จำนองที่ขายได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 และ 702 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 93 วรรคหนึ่ง ม. 127 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุทัย เสน่หา
ผู้ร้อง — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุรพล พัตบุญมา
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 526/2551
#494146
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน 1,800 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจริง พร้อมทั้งแจ้งว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งอยู่ที่ห้องพักของจำเลย และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นจนสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนซึ่งซุกซ่อนอยู่ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าได้อีก 30 เม็ด เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย นับว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เห็นสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกกระทงละ 25 ปี และปรับกระทงละ 500,000 บาท รวมจำคุก 50 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลา 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดโดยมีเมทแอมเฟตามีน 1,830 เม็ด น้ำหนัก 183,570 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 27,879 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,800 เม็ด น้ำหนัก 180.510 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 27.414 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อซึ่งเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดในแต่ละกระทงต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต แต่ปรากฏจากพยานหลักฐานตามทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน 1,800 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจริงพร้อมทั้งแจ้งว่ายังมีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งอยู่ที่ห้องพักของจำเลย และพาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นจนสามารถยึดเมทแอมเฟตามีนซึ่งซุกซ่อนอยู่ในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าได้อีก 30 เม็ด เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย นับว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เห็นสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 30 ปี และปรับ 400,000 บาท และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 30 ปี และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี และปรับ 200,000 บาท และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 15 ปี และปรับ 200,000 บาท รวมจำคุก 30 ปี และปรับ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายซอ วัด เซอ
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 516/2551
#415512
เปิดฉบับเต็ม

อำนาจฟ้องในคดีนี้เป็นของโจทก์ซึ่งเกิดจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลย แต่เนื่องจากโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสกายพิการและสมองได้รับการกระทบกระเทือนจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้จนถึงวันฟ้อง ว. ภริยาโจทก์จึงฟ้องคดีนี้แทนในนามของโจทก์ซึ่งก็ปรากฏตามคำฟ้องว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ ว. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และตั้ง ว. เป็นผู้พิทักษ์ แต่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางยังไม่ได้มีคำสั่ง และต่อมาหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำสั่งว่า อาการของโจทก์ไม่ใช่เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่เข้าลักษณะบุคคลวิกลจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 28 จึงมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของ ว. ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นคนวิกลจริตมาตั้งแต่ ว. ยื่นคำร้องขอดังกล่าว ดังนั้น ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์จึงเป็นบุคคลวิกลจริตซึ่งถือว่าเป็นผู้ไร้ความสามารถตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 โจทก์จะเสนอข้อหาต่อศาลได้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยต้องมีผู้อนุบาลเป็นผู้ทำการแทน แต่ตอนยื่นฟ้องยังไม่มีคำสั่งศาลตั้ง ว. เป็นผู้อนุบาลโจทก์ ว. จึงไม่มีสิทธิทำการแทนเท่ากับโจทก์เสนอข้อหาเอง อันเป็นการบกพร่องในเรื่องความสามารถเท่านั้น มิใช่ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งตั้ง ว. เป็นผู้อนุบาลโจทก์ ว. จึงมีอำนาจที่จะทำการแทนโจทก์ในการเสนอข้อหาของโจทก์ได้ การบกพร่องในเรื่องความสามารถนี้แก้ไขให้บริบูรณ์ได้ตามมาตรา 56 เมื่อได้แก้ไขโดยร้องขอต่อศาลและศาลมีคำสั่งตั้งให้ ว. เป็นผู้อนุบาลมีอำนาจทำการแทนโจทก์แล้ว เหตุบกพร่องในเรื่องความสามารถก็หมดไป ทำให้การฟ้องคดีแทนโจทก์ที่บกพร่องมาแต่ต้นเป็นอันสมบูรณ์ด้วยการแก้ไขนี้แล้ว

จำเลยทำละเมิดแก่โจทก์ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสกายพิการ สมองได้รับความกระทบกระเทือนจนศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ เสียความสามารถประกอบการงานอย่างสิ้นเชิงทั้งในปัจจุบันและในอนาคตต้องลาออกจากราชการ แม้โจทก์นำสืบความเสียหายไม่ได้แน่นอน ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ส่วนที่จำเลยอ้างว่าหากไม่เกิดเหตุละเมิดก็ไม่แน่ว่าโจทก์จะรับราชการจนเกษียณหรือไม่ และอาจได้รับเงินบำเหน็จบำนาญนั้น ก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับโดยชอบอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลย

ค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลเป็นค่าเครื่องรับโทรทัศน์และตู้เย็นในห้องพักผู้ป่วยเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่อำนวยความสะดวกอันจำเป็นแก่ผู้ป่วยและคนเฝ้าไข้ ทั้งโรงพยาบาลได้จัดเตรียมไว้ให้ใช้ในห้องอยู่แล้ว ถือเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่โจทก์ต้องเสียไป จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 โจทก์ขับรถยนต์กระบะมาตามถนนสายสระบุรี - หล่มสัก เมื่อถึงบริเวณท้องที่หมู่ที่ 7 ตำบลสระประดู่ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ มีรถยนต์บรรทุกของจำเลยขับโดยลูกจ้างในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลยแล่นสวนกับรถยนต์กระบะของโจทก์ และผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวังขับรถล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของโจทก์และเกิดเฉี่ยวชนกันขึ้น เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสและมีกายพิการจนถึงปัจจุบัน การกระทำดังกล่าวของลูกจ้างในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ โดยให้จำเลยชดใช้ค่าขาดความสามารถในการประกอบการงานจำนวน 2,500,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลที่ไม่สามารถเบิกได้จำนวน 691,729 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,191,729 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์เป็นเพียงบุคคลซึ่งมีกายพิการ ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งเป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ นางวิยดาจึงไม่ใช่ผู้พิทักษ์และไม่อาจดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ได้เป็นนายจ้างหรือตัวการ และไม่เคยใช้จ้างวานให้ผู้ใดขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว เหตุรถยนต์ชนกันในคดีนี้เกิดจากความประมาทของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว กล่าวคือ โจทก์ได้ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงเกินกว่าอัตรากฎหมายกำหนดจนไม่สามารถควบคุมรถได้ เป็นเหตุให้รถแล่นล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวนและเกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกของจำเลยโจทก์ยังสามารถประกอบการงานได้ดังเดิม จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการสูญเสียความสามารถในการประกอบการงาน และหากโจทก์ออกจากราชการจริง โจทก์ก็มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญจากทางราชการ จึงได้รับความเสียหายไม่เกิน 50,000 บาท โจทก์สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการได้ ส่วนค่ารักษาพยาบาลที่เบิกไม่ได้นั้นเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าใช่จ่ายที่ไม่จำเป็น ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย และโจทก์เสียหายในส่วนนี้ไม่เกิน 50,000 บาท โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เข้าใจถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับว่าได้บาดเจ็บส่วนไหนมากน้อยเพียงใด ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,187,922 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันฟังเป็นยุติได้ว่ารถยนต์บรรทุกเป็นของจำเลย ตามปกติจำเลยใช้รถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวบรรทุกน้ำแข็งส่งในกิจการของจำเลย เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะที่โจทก์ขับรถยนต์กระบะมาตามถนนสายสระบุรี - หล่มสัก จากทางด้านจังหวัดเพชรบูรณ์โฉมหน้าไปทางกรุงเทพมหานครถึงบริเวณที่เกิดเหตุมีรถยนต์บรรทุกของจำเลยแล่นสวนทางมาแล้วเกิดเหตุรถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสกายพิการและได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุคคลไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของนางวิยดา...

...ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า นางวิยดามีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะยื่นฟ้องศาลยังมิได้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนไร้ความสามารถ โจทก์จึงเป็นเพียงผู้มีกายพิการที่สามารถดำเนินคดีได้ด้วยตนเอง แม้นางวิยดาจะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ก็ไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ได้นั้น เห็นว่า อำนาจฟ้องในคดีนี้เป็นของโจทก์ซึ่งเกิดจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลย แต่คดีได้ความจากทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสกายพิการและสมองได้รับการกระทบกระเทือนจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้จนถึงวันฟ้อง นายวิยดาภริยาโจทก์จึงฟ้องคดีนี้แทนในนามของโจทก์ซึ่งก็ปรากฏตามคำฟ้องว่า ก่อนฟ้องคดีนี้นางวิยดาได้ยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งนางวิยดาเป็นผู้พิทักษ์ แต่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางยังไม่ได้มีคำสั่ง และต่อมาหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำสั่งว่า อาการของโจทก์ไม่ใช่เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่เข้าลักษณะบุคคลวิกลจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 จึงมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของนางวิยดา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุคคลวิกลจริตมาตั้งแต่นางวิยดายื่นคำร้องขอดังกล่าว ดังนั้น ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์จึงเป็นบุคคลวิกลจริตซึ่งถือว่าเป็นผู้ไร้ความสามารถตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 โจทก์จะเสนอข้อหาต่อศาลได้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยต้องมีผู้อนุบาลเป็นผู้ทำการแทน แต่ตอนยื่นฟ้องยังไม่มีคำสั่งศาลตั้งนางวิยดาเป็นผู้อนุบาลโจทก์ นางวิยดาจึงไม่มีสิทธิทำการแทน เท่ากับโจทก์เสนอข้อหาเอง อันเป็นการบกพร่องในเรื่องความสามารถเท่านั้น มิใช่ไม่มีอำนาจฟ้องเมื่อต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งตั้งนางวิยดาเป็นผู้อนุบาลโจทก์นางวิยดาจึงมีอำนาจที่จะทำการแทนโจทก์ในการเสนอข้อหาของโจทก์ได้ การบกพร่องในเรื่องความสามารถนี้แก้ไขให้บริบูรณ์ได้ตามมาตรา 56 ที่กล่าวข้างต้น เมื่อได้แก้ไขโดยร้องขอต่อศาลและศาลมีคำสั่งตั้งให้นางวิยดาเป็นผู้อนุบาลมีอำนาจทำการแทนโจทก์แล้ว เหตุบกพร่องในเรื่องความสามารถก็หมดไป ทำให้การฟ้องคดีแทนโจทก์ที่บกพร่องมาแต่ต้นเป็นอันสมบูรณ์ด้วยการแก้ไขนี้แล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น...

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สี่ว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายเนื่องจากเสียความสามารถในการประกอบการงานเป็นเงิน 1,500,000 บาท นั้นสูงเกินส่วน และค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องรับผิดต้องเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่โจทก์เรียกค่าเสียหายส่วนนี้โดยการกะประมาณว่าโจทก์ยังสามารถรับราชการได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งเป็นการไม่แน่นอนว่าโจทก์จะรับราชการถึงเวลานั้นหรือไม่ และแม้โจทก์จะต้องออกจากราชการก่อนกำหนด โจทก์ก็ยังคงได้รับเงินบำเหน็จ บำนาญ เหตุที่เกิดขึ้นทำให้โจทก์ขาดรายได้ลงเพียงบางส่วนเท่านั้น นั้น เห็นว่า กรณีละเมิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายนั้น ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานและค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน ทั้งในเวลาปัจจุบันและในอนาคตด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสอง และมาตรา 444 วรรคหนึ่ง และตามมาตรา 438 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสกายพิการ สมองได้รับความกระทบกระเทือนจนศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ เสียความสามารถประกอบการงานอย่างสิ้นเชิงทั้งในปัจจุบันและในอนาคตต้องลาออกจากราชการนับว่าเป็นความร้ายแรงแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นแก่โจทก์เป็นอย่างมาก ถึงแม้โจทก์นำสืบค่าเสียหายส่วนนี้ไม่ได้แน่นอน ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงินจำนวน 1,500,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ถ้าไม่เกิดเหตุคดีนี้ก็ไม่แน่ว่าโจทก์จะรับราชการจนเกษียณหรือไม่ และแม้โจทก์จะต้องออกจากราชการก่อนกำหนดโจทก์ก็ยังคงได้รับเงินบำเหน็จบำนาญนั้น ก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับโดยชอบอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่จะต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในทางการที่จ้างของจำเลยผู้ทำละเมิดแต่อย่างใด จำเลยยังคงต้องร่วมรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ผู้ถูกทำละเมิดอยู่เช่นเดิม ที่จำเลยฎีกาว่า ค่ารักษาพยาบาลที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำนวน 687,922 บาท ยังสูงเกินกว่าค่ารักษาพยาบาลจริงเนื่องจากจำนวนเงินดังกล่าวได้รวมค่าอุปกรณ์ไฟฟ้า ได้แก่เครื่องรับโทรทัศน์และตู้เย็น ซึ่งทางโรงพยาบาลคิดสัปดาห์ละ 300 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวนนี้จากจำเลยนั้น เห็นว่า เครื่องรับโทรทัศน์และตู้เย็นในห้องพักผู้ป่วยเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่อำนวยความสะดวกอันจำเป็นแก่ผู้ป่วยและคนเฝ้าไข้ ทั้งโรงพยาบาลได้จัดเตรียมไว้ให้ในห้องอยู่แล้ว ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่โจทก์ต้องเสียไป จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายเนื่องจากการเสียความสามารถในการประกอบการงานและค่ารักษาพยาบาลในให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 2,187,922 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 28 ม. 438 ม. 443 ม. 444
ป.วิ.พ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
นายสุเทพ ทองอยู่ โดยนางวิยดา
โจทก์ — ทองอยู่ ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — บริษัทลพบุรีน้ำแข็งหลอด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 505/2551
#412571
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องบรรยายคำร้องว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) ที่โจทก์นำยึดมิใช่สินสมรสของจำเลย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องได้รับมาจากบุพการี โจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องด้วยจึงไม่มีอำนาจยึดที่ดินพิพาท ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของผู้ร้องแล้วว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดนั้นมิใช่ของจำเลยหรือเป็นสินสมรสแต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง และมีคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ส่วนผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทมาจากบุพการีโดยวิธีใดและเมื่อใด เป็นเพียงรายละเอียดที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้หาจำต้องบรรยายมาในคำร้องไม่ คำร้องของผู้ร้องจึงไม่เคลือบคลุม

ผู้ร้องรู้เห็นและยินยอมในการที่จำเลยนำที่ดินพิพาทไปเป็นหลักประกันตัวผู้ต้องหา เมื่อจำเลยผิดสัญญาประกันและศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประกันแต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์มีอำนาจยึดที่ดินพิพาทบังคับชำระหนี้ได้ไม่ว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว ผู้ร้องจะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวและจะใช้สิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทหาได้ไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นการไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่ 1906 ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 13 ตารางวา ราคาประมาณ 471,300 บาท เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่โจทก์นำยึดนั้นมิใช่สินสมรสของจำเลย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องโดยผู้ร้องได้รับมาจากบุพการี โจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องด้วยจึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาท ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมเนื่องจากมิได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่า ผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทมาจากบุพการีโดยวิธีใดและเมื่อใด ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งจำเลยนำไปเป็นหลักประกันในการทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ โดยผู้ร้องให้ความยินยอมและทำหนังสือรับรองราคาที่ดินพิพาทไว้ตามเอกสารท้ายคำร้อง ผู้ร้องย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่จำเลยนำไปผูกพันชำระหนี้ระหว่างสมรส ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขัดทรัพย์ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นสามีจำเลยโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2520 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2532 จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์โดยนำที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1906 ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 13 ตารางวา ซึ่งมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองเป็นหลักประกันโดยผู้ร้องได้ทำหนังสือให้ความยินยอมและรับรองราคาประเมินที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยผิดสัญญาประกันโจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องได้บรรยายคำร้องว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1906 ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ที่โจทก์นำยึดนั้นมิใช่สินสมรสของจำเลย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องได้รับมาจากบุพการี โจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องด้วยจึงไม่มีอำนาจยึดที่ดินพิพาท ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด คำร้องของผู้ร้องจึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของผู้ร้องแล้วว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดนั้นมิใช่ของจำเลยหรือเป็นสินสมรสแต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง โดยผู้ร้องแนบเอกสารการได้มาของที่ดินพิพาทมาท้ายคำร้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำร้องและมีคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ส่วนผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทมาจากบุพการีโดยวิธีใดและเมื่อใดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่ผู้ร้องสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้หาจำต้องบรรยายมาในคำร้องไม่ คำร้องของผู้ร้องจึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทหรือไม่ ผู้ร้องเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า จำเลยนำที่ดินพิพาทไปยื่นประกันตัวผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวน โดยผู้ร้องทำหนังสือยินยอมให้นำที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันและยังทำหนังสือรับรองว่าหากมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการประกันตัวผู้ต้องหา ผู้ร้องยินยอมรับผิดชอบ คำเบิกความของผู้ร้องเจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องได้รู้เห็นและยินยอมในการที่จำเลยนำที่ดินพิพาทไปเป็นหลักประกันตัวผู้ต้องหา เมื่อจำเลยผิดสัญญาประกันและศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประกันแต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์มีอำนาจยึดที่ดินพิพาทบังคับชำระหนี้ได้ไม่ว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวก็ตาม ดังนั้นผู้ร้องจะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวและจะใช้สิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทหาได้ไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางรัก
ผู้ร้อง — นายวีระเดช โรจนสุวรรณ
จำเลย — นางสมขวัญ โรจสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 505/2551
#413609
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้บรรยายคำร้องว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1906 ที่โจทก์นำยึดนั้นมิใช่สินสมรสของจำเลย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องโดยผู้ร้องได้รับมาจากบุพการี คำร้องของผู้ร้องจึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของผู้ร้องแล้วว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดนั้นมิใช่ของจำเลยหรือเป็นสินสมรสแต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง โดยผู้ร้องแนบเอกสารการได้มาของที่ดินพิพาทมาท้ายคำร้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำร้องและมีคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ส่วนผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทมาจากบุพการีโดยวิธีใดและเมื่อใดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่ผู้ร้องสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้หาจำต้องบรรยายมาในคำร้องไม่

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องได้รู้เห็นและยินยอมในการที่จำเลยนำที่ดินพิพาทไปเป็นหลักประกันตัวผู้ต้องหา เมื่อจำเลยผิดสัญญาประกันและศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประกันแต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์มีอำนาจยึดที่ดินพิพาทบังคับชำระหนี้ได้ไม่ว่าทรัพย์พิพาทจะเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวก็ตาม ผู้ร้องจะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวเพื่อไม่ให้บังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทหาได้ไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท เพราะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 5 และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1906 เนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 13 ตารางวา ราคาประมาณ 471,300 บาท เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่โจทก์นำยึดนั้นมิใช่สินสมรสของจำเลย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องโดยผู้ร้องได้รับมาจากบุพการี โจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องด้วยจึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาท ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมเนื่องจากมิได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่า ผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทมาจากบุพาการีโดยวิธีใดและเมื่อใด ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งจำเลยนำไปเป็นหลักประกันในการทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ โดยผู้ร้องให้ความยินยอมและทำหนังสือรับรองราคาที่ดินพิพาทไว้ตามเอกสารท้ายคำร้องผู้ร้องย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่จำเลยนำไปผูกพันชำระหนี้ระหว่างสมรส ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขัดทรัพย์ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นสามีจำเลยโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2520 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2532 จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์โดยนำที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1906 เนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 13 ตารางวา ซึ่งมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองเป็นหลักประกันโดยผู้ร้องได้ทำหนังสือให้ความยินยอมและรับรองราคาประเมินที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยผิดสัญญาประกันโจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องได้บรรยายคำร้องว่าที่ดินตามหนังสือตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1906 ที่โจทก์นำยึดนั้นมิใช่สินสมรสของจำเลย แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องโดยผู้ร้องได้รับมาจากบุพการี โจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องด้วยจึงไม่มีอำนาจยึดที่ดินพิพาทขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด คำร้องของผู้ร้องจึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของผู้ร้องแล้วว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดนั้นมิใช่ของจำเลยหรือเป็นสินสมรส แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง โดยผู้ร้องแนบเอกสารการได้มาของที่ดินพิพาทมาท้ายคำร้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำร้องและมีคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ส่วนผู้ร้องได้ที่ดินพิพาทมาจากบุพการีโดยวิธีใดและเมื่อใดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่ผู้ร้องสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้หาจำต้องบรรยายมาในคำร้องไม่ คำร้องของผู้ร้องจึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทหรือไม่ ผู้ร้องเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า จำเลยนำที่ดินพิพาทไปยื่นประกันตัวผู้ต้องหาต่อพนักงานสอบสวน โดยผู้ร้องทำหนังสือยินยอมให้นำที่ดินพิพาทเป็นหลักประกัน และยังทำหนังสือรับรองว่าหากมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการประกันตัวผู้ต้องหา ผู้ร้องยินยอมรับผิดชอบ คำเบิกความของผู้ร้องเจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องได้รู้เห็นและยินยอมในการที่จำเลยนำที่ดินพิพาทไปเป็นหลักประกันตัวผู้ต้องหา เมื่อจำเลยผิดสัญญาประกันและศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประกันแต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์มีอำนาจยึดที่ดินพิพาทบังคับชำระหนี้ได้ไม่ว่าทรัพย์พิพาทจะเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวก็ตาม ดังนั้น ผู้ร้องจะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวและจะใช้สิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทหาได้ไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 172 วรรคสอง ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางรัก
ผู้ร้อง — นายวีระเดช โรจนสุวรรณ
จำเลย — นางสมขวัญ โรจนสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 492/2551
#415488
เปิดฉบับเต็ม

ตอนแรกจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่า จำเลยทั้งสองตกลงว่าจะชำระเงินให้โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันวางบิล แต่ต่อมาจำเลยที่ 2 ขอผ่อนผันเป็นชำระเงินภายใน 90 วัน โดยจำเลยทั้งสองยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ซึ่งโจทก์ก็ตกลงด้วย แต่ปรากฏว่าเมื่อโจทก์วางบิลเรียกเก็บเงิน จำเลยทั้งสองไม่ชำระโดยมียอดหนี้ค่าขนส่งสินค้ารวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าเสียหายตามที่ตกลงกันไว้เดือนละ 20,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,402,302.29 บาท และจำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาท 4 ฉบับ ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แล้วโจทก์ขอเลื่อนไปสืบพยานต่อในนัดหน้า แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันนัดจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมแล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดจริงตามฟ้องโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท เป็นเบี้ยปรับก็ดี เป็นเรื่องที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะสูงเกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือ 15 ต่อปี หนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ จึงรวมเอาหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายไว้ด้วยก็ดี ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนและขัดกับข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ในระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (2) (3) (4)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 20,000 บาท รวม 4 กระทง เป็นเงิน 80,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 4 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 16 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเมืองพัทยา จำนวน 4 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 22 ตุลาคม 2542 สั่งจ่ายเงินจำนวน 300,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2542 สั่งจ่ายเงินจำนวน 500,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2542 สั่งจ่ายเงินจำนวน 400,000 บาท และ ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 7 มกราคม 2543 สั่งจ่ายเงินจำนวน 202,302.29 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าระวางขนส่งและค่าธรรมเนียมศุลกากร ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินการขนส่งสินค้าและส่งของไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายต่อมาเมื่อเช็คทั้ง 4 ฉบับ ถึงกำหนด โจกท์นำเช็คทั้ง 4 ฉบับ ไปเข้าบัญชีเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 4 ฉบับ โดยให้เหตุผลอย่างเดียวกันว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย" ตอนแรกจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์นำนางสาวสุนีผู้รับมอบอำนาจโจทก์เข้าเบิกความเป็นพยานตอบคำซักถามของทนายโจทก์เพียงบางส่วนได้ความว่า เมื่อระหว่างเดือนกันยายน 2541 ถึงเดือนพฤษภาคม 2542 จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์ขนส่งสินค้าของจำเลยทั้งสองไปต่างประเทศทั้งทางอากาศและทางเรือจำนวน 120 เที่ยว โจทก์มีหน้าที่จองระวางเรือและระวางทางอากาศโดยทดรองจ่ายไปก่อนรวมทั้งดำเนินการทางศุลกากรแล้วจึงวางบิลเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ จากจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองตกลงว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่วางบิล แต่ต่อมาจำเลยที่ 2 ขอผ่อนผันเป็นชำระเงินภายใน 90 วัน โดยจำเลยทั้งสองยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท ซึ่งโจทก์ก็ตกลงด้วย แต่ปรากฏว่าเมื่อโจทก์วางบิลเรียกเก็บเงิน จำเลยทั้งสองไม่ชำระจนกระทั่งปลายเดือนสิงหาคม 2542 มีการตกลงสรุปยอดหนี้กันโดยมียอดหนี้ค่าขนส่งสินค้ารวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าเสียหายตามที่ตกลงกันไว้เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันวางบิลถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2542 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,402,302.29 บาท และจำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาท 4 ฉบับ ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่ต่อมาธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน แล้วโจทก์ขอเลื่อนไปสืบพยานต่อในนัดหน้า แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันนัดจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมแล้วให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดจริงตามฟ้องโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท เป็นเบี้ยปรับก็ดี เป็นเรื่องที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะสูงเกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือ 15 ต่อปี หนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ จึงรวมเอาหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายไว้ด้วยก็ดี ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนและขัดกับข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 222
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีโอดีส โอเวอร์ซีส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล ดัตตี้ 1992 จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงศักดิ์ คงผล
มานัส เหลืองประเสริฐ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ