คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 698/2551
#411418
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังตาม ป.อ. มาตรา 23 นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษแก่จำเลยตามสมควรแก่ความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง และโทษกักขังก็เป็นโทษในสถานเบากว่าโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งที่โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หาได้ฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 192 ประกอบด้วยมาตรา 215 หรือมาตรา 212 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 4, 6, 8, 15, 61, 73

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 (ที่ถูก 61 วรรคหนึ่ง), 73 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยเพียงแต่อุทธรณ์ขอให้ลดโทษและรอการลงโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจพิพากษาลดโทษ รอการลงโทษจำคุกหรือไม่รอการลงโทษจำคุกเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยเป็นอย่างอื่น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษกักขังจำเลยจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุก แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษแก่จำเลยตามความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง และโทษกักขังก็เป็นโทษในสถานเบากว่าโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งที่โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ในทำนองนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หาได้ฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ประกอบด้วย มาตรา 215 หรือมาตรา 212 ไม่ ฎีกาในข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุบรรทุกทรายมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้จำนวนไม่มากนัก และหลังจากถูกจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพมาโดยตลอด อันแสดงว่าจำเลยยังรู้สำนึกในความผิดแห่งตน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำ ช่วยเหลือ ตักเตือน หรือสอดส่องดูแล ซึ่งจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่า แม้ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเนื่องจากเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจลงโทษจำเลยให้เหมาะแก่ความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย แต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทน แต่ให้วางโทษปรับจำเลย 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 3,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้ฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจไปสู่การกระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 212 ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — นายบุญเยี่ยม เครือเนตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายสมบูรณ์ ดวงดารา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2551
#412419
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 26 และมาตรา 27 ที่ห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องคดีแพ่งอันเกี่ยวกับหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้นั้นห้ามเฉพาะหนี้เงิน ส่วนหนี้ที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันซึ่งเจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เพราะมิใช่หนี้เงิน ไม่อยู่ในบังคับที่ห้ามมิให้ฟ้อง และโดยเหตุที่ผู้ล้มละลายไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินหรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองอีกต่อไป แต่เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามมาตรา 22 (1) (3) ทั้งหนี้ที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินก็เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ล้มละลายให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่โจทก์ได้ การที่จำเลยปฏิเสธสิทธิของโจทก์โดยสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน มีผลเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ และการที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ก็มิใช่เป็นการร้องขอเพื่อให้กลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 146 ทั้งมิใช่เป็นการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีของโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องดำเนินการในคดีล้มละลาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดอาร์ไทยเทรดดิ้ง ซึ่งถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.681/2532 ของศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2516 โจทก์ซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 515 เนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา จากห้าง-หุ้นส่วนจำกัดอาร์ไทยเทรดดิ้ง ในราคา 19,500 บาท และชำระราคาครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา ห้างหุ้นส่วนจำกัดอาร์ไทยเทรดดิ้งจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์เมื่อเสร็จคดีที่ฟ้องนางเสริม และออกโฉนดใหม่เรียบร้อย ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดอาร์ไทยเทรดดิ้งดำเนินคดีดังกล่าวเสร็จและแบ่งแยกที่ดินออกเป็นโฉนดใหม่แล้ว เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 41956 หลังจากโจทก์ทราบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดอาร์ไทยเทรดดิ้งเป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนห้างดังกล่าวให้ปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยสั่งยกคำร้องของโจทก์ อ้างว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานและสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ชำระราคาที่ดินครบถ้วนและครอบครองที่ดินที่ซื้อตลอดมา โจทก์ย่อมมีสิทธิยึดหน่วงที่ดินนั้นไว้จนกว่าจะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ สิทธเรียกร้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความ ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 41956 ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 30 ตารางวาแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งปฏิเสธไม่โอนที่ดินให้โจทก์ หากโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่เห็นด้วยก็ชอบที่จะไปยื่นคำร้องต่อศาลในคดีล้มละลายเพื่อมีคำวินิจฉัยต่อไปมิใช่มาฟ้องยังศาลอื่น จึงไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างข้อเท็จจริงสรุปความว่า เดิมโจทก์ซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินมีโฉนดจากห้างหุ้นส่วนจำกัดอาร์ไทยเทรดดิ้งและได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว คงเหลือแต่การแบ่งแยกที่ดินซึ่งต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญา ห้างหุ้นส่วนจำกัดอาร์ไทยเทรดดิ้งได้แบ่งแยกที่ดินซึ่งต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ออกเป็นโฉนดใหม่เรียบร้อยแล้ว ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดอาร์ไทยเทรดดิ้งถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของห้างผู้ล้มละลายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังกล่าว จำเลยมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของห้างผู้ล้มละลายให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้อง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 26 และมาตรา 27 บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องคดีแพ่งอันเกี่ยวกับหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ โดยจะต้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ก็ห้ามเฉพาะหนี้เงิน ส่วนหนี้ที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันซึ่งเจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เพราะมิใช่หนี้เงิน ดังเช่นหนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ หาได้อยู่ในบังคับที่ห้ามมิให้ฟ้องแต่อย่างใดไม่ และโดยเหตุที่ผู้ล้มละลายไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินหรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองอีกต่อไป แต่เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (1) (3) ทั้งหนี้ที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินก็เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ล้มละลายให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่โจทก์ได้ การที่จำเลยปฏิเสธสิทธิของโจทก์โดยสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินย่อมมีผลเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ และการที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ก็มิใช่เป็นการร้องขอเพื่อให้กลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 ทั้งมิใช่เป็นการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีของโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องดำเนินการในคดีล้มละลาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 26 ม. 27 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสามารถ พจน์ธรรม
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด
จำเลย — อาร์ไทยเทรดดิ้ง ผู้ล้มละลาย
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2551
#415520
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 26 และมาตรา 27 บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องคดีแพ่งอันเกี่ยวกับหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ โดยจะต้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ดังกล่าว แต่ก็ห้ามเฉพาะหนี้เงิน ส่วนหนี้ที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันซึ่งเจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ หาอยู่ในบังคับที่ห้ามมิให้ฟ้องแต่อย่างใดไม่ เมื่อหนี้ที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และโดยเหตุที่ผู้ล้มละลายไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองอีกต่อไป แต่เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามมาตรา 22 (1) (3) โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ล้มละลายให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่โจทก์ได้

การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นมิใช่เป็นการร้องขอเพื่อให้กลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 146 ทั้งมิใช่เป็นการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีของโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องไปดำเนินการในคดีล้มละลาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 41956 ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 30 ตารางวา แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างข้อเท็จจริงสรุปความว่า เดิมโจทก์ซื้อที่ดินบางส่วนของที่ดินมีโฉนดจากห้างหุ้นส่วนจำกัดอาร์ไทยเทรดดิ้งและได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว คงเหลือแต่การแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญา ห้างหุ้นส่วนจำกัดอาร์ไทยเทรดดิ้งได้แบ่งแยกที่ดินซึ่งต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ออกเป็นโฉนดใหม่เรียบร้อยแล้ว ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดอาร์ไทยเทรดดิ้งถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของห้างผู้ล้มละลายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังกล่าว จำเลยมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของห้างผู้ล้มละลายให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้อง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 26 และมาตรา 27 บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องคดีแพ่งอันเกี่ยวกับหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ โดยจะต้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ก็ห้ามเฉพาะหนี้เงิน ส่วนหนี้ที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันซึ่งเจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เพราะมิใช่หนี้เงิน ดังเช่นนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ หาได้อยู่ในบังคับที่ห้ามมิให้ฟ้องแต่อย่างใดไม่ และโดยเหตุที่ผู้ล้มละลายไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินหรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองอีกต่อไปแต่เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (1) (3) ทั้งหนี้ที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินก็เกิดขึ้นก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ล้มละลายให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่โจทก์ได้ การที่จำเลยปฏิเสธสิทธิของโจทก์โดยสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ย่อมมีผลเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ และการที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ก็มิใช่เป็นการร้องขอเพื่อให้กลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 ทั้งมิใช่เป็นการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีของโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องไปดำเนินการในคดีล้มละลาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (1) (3) ม. 26 ม. 27 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสามารถ พจน์ธรรม
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน จำกัด
จำเลย — อาร์ไทยเทรดดิ้ง ผู้ล้มละลาย
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 675/2551
#410574
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและความผิดฐานขายโดยมีไว้เพื่อขายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่ได้ปรับบทลงโทษความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดมาด้วย จึงไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง

หลังจากจำเลยกระทำความผิดได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) กำหนดให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป อันต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิดมาตรา 15 วรรคสอง ที่ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า โดยต้องถือว่าจำเลยมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าโทษตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ และต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่ในส่วนเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เดิมเป็นคุณมากกว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย ในส่วนโทษปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่า โทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิมในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ แต่โทษปรับตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคหนึ่ง มาปรับบทลงโทษจำเลย

ความผิดฐานขายโดยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นความผิดตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง มีโทษตามมาตรา 89 แต่ข้อหาฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม ไว้ในครองครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิด เป็นความผิดตามมาตรา 15 วรรคสอง มีโทษตามมาตรา 66 วรรคสอง มีโทษหนักกว่าโทษตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 จึงต้องใช้กฎหมายขณะกระทำความผิดซึ่งเป็นคุณมากกว่า และแม้ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจะมี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัมขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม บัญญัติโทษหนักกว่าโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เดิม กรณีจึงยังคงต้องใช้ พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิดมาปรับบทลงโทษจำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคหนึ่ง

เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและความผิดฐานขายโดยมีไว้เพื่อขายเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนเดียวกันและเป็นการมีไว้คราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว ต้องลงโทษจำเลยฐานขายโดยมีไว้เพื่อขายเมทแอมเฟตามีนตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ที่เป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความทั้งสองจะไม่ได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 5, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ 116 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุก 15 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เหตุเกิดในเวลากลางวัน พยานโจทก์มีดาบตำรวจพัฒน์พงษ์และสิบตำรวจโทหญิงวันเพ็ญเบิกความยืนยันว่า พยานทั้งสองพบจำเลยที่สถานีบริการน้ำมัน และได้พูดคุยติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย นอกจากนี้นายคำเพียงและนางลัยยังให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2602/2540 ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนในคดีนี้ และนายคำเพียงยังให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนที่นำมาจำหน่ายในคดีนี้ แม้นางลัยเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานไม่เคยเกี่ยวข้องกับจำเลย แต่นางลัยให้การตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาดังกล่าว หลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน ไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งเป็นอย่างอื่น เชื่อว่านางลัยให้การตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ตามความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในคดีนี้ซึ่งเป็นการบ่ายเบี่ยงเพื่อช่วยเหลือจำเลย จึงรับฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นความจริง นอกจากนี้ จำเลยยังนำสืบว่า จำเลยไม่ใช่นายอ้วน แต่นายสมรบิดาจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ว่า ชาวบ้านเรียกจำเลยว่านายอ้วน จึงขัดกันซึ่งเป็นข้อพิรุธของจำเลยด้วย และยังได้ความว่าหลังจากจับกุมนายคำเพียงและนางลัยแล้ว ดาบตำรวจพัฒน์พงษ์ได้ไปตามพวกของนายคำเพียงที่เหลือ แต่ไม่พบ แสดงว่ามีการติดตามจับกุมจำเลยในวันเกิดเหตุ พยานโจทก์ไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีข้อให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลย สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยนั้นไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณาเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่วินิจฉัยให้ พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้มั่นคงว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดตามฟ้องจริง ไม่มีข้อพิรุธหรือเหตุสงสัยแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและความผิดฐานขายโดยมีไว้เพื่อขายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่ได้ปรับบทลงโทษตามความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดมาด้วยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง นอกจากนี้ หลังจากจำเลยกระทำความผิดได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) กำหนดให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 119.3 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป อันต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิด มาตรา 15 วรรคสอง ที่ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า โดยต้องถือว่าจำเลยมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 67 ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ และต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่ในส่วนเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เดิมเป็นคุณมากกว่าพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย ในส่วนโทษปรากฏว่าโทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขจะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิมในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ แต่โทษปรับตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าทางใดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 วรรคหนึ่ง มาปรับบทลงโทษจำเลย

ส่วนความผิดฐานขายโดยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นความผิดตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง 89 แต่ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิด เป็นความผิดตามมาตรา 15 วรรคสอง 66 วรรคสอง มีโทษหนักกว่าโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 จึงต้องใช้กฎหมายขณะกระทำความผิดซึ่งเป็นคุณมากกว่า และแม้ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจะมีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่คดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัมขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม บัญญัติโทษหนักกว่าโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เดิม ดังนี้ กรณีจึงยังคงต้องใช้พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิดมาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง และเนื่องจากเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและความผิดฐานขายโดยมีไว้เพื่อขายเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนเดียวกันและเป็นการมีไว้คราวเดียวกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียว คงลงโทษจำเลยฐานขายโดยมีไว้เพื่อขายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ที่เป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความทั้งสองจะไม่ได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง 89 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2545 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 67 (ที่แก้ไขใหม่) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 13 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 89
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 67 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นายสุนทร วิเศษโชค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายเมธี วรรณวีระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจรูญ ชีวิตโสภณ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต สุจริตกุล
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 669/2551
#413648
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กับเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 อันจะถือว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นตามคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี หรือศาลมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายเงินหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น ฝ่ายจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งหมดในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินตามกำหนดเวลาดังกล่าว ฝ่ายจำเลยย่อมมีหน้าที่นำเงินค่าทดแทนที่ดินนั้นไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในนามของโจทก์โดยพลันตามมาตรา 28 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ในวันถัดจากวันที่ 5 สิงหาคม 2540 คือวันที่ 6 สิงหาคม 2540 อันเป็นวันที่ต้องมีการวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทน 18,342,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี หรือเท่ากับอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 750,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองไม่คัดค้านศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้โจทก์ถอนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15632 ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมือง นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 3 งาน 51 ตารางวา บางส่วนของที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 57.70 ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สาย สระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา พ.ศ.2538 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในอัตราตารางวาละ 13,000 บาท เนื้อที่ 57.70 ตารางวา เป็นเงิน 750,100 บาท และค่ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและค่าเสียหายต่างๆ เป็นเงิน 196,635 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 946,735 บาท โจทก์ไม่พอใจการกำหนดเงินค่าทดแทนดังกล่าวจึงอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 1 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ พิจารณาแล้วมีความเห็นยืนราคา โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มและค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิ่มเฉพาะเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนแก่โจทก์อีกตารางวาละ 13,000 บาท รวมเป็นตารางวาละ 26,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่ฝ่ายจำเลยกำหนดให้แก่โจทก์ในอัตราตารางวาละ 13,000 บาท เป็นอัตราที่เหมาะสมเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า การเวนคืนที่ดินของโจทก์เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายสระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมานี้ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดเงินค่าทดแทนไว้เป็นพิเศษในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดโดยเฉพาะดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ซึ่งวรรคหนึ่ง ให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 (2) ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ (3) ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในกาจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (4) สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และ (5) เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทน จึงต้องพิจารณาโดยใช้หลักเกณฑ์ทั้งห้าประการดังกล่าวประกอบกัน มิใช่เพียงข้อหนึ่งข้อใดและโดยที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ท่าจะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายสระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา พ.ศ.2538 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 การกำหนดเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) จึงต้องถือเอาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ในวันที่ 21 ธันวาคม 2538 เป็นเกณฑ์ด้วย ได้ความจากนายเสน่ห์เจ้าหน้าที่ที่จัดหาที่ดิน 6 หัวหน้าโครงการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินพยานจำเลยทั้งสองว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ มีมติให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ปี 2539 ถึงปี 2542 ตามมาตรา 21 (3) มาเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์แต่ประการเดียว เพราะไม่สามารถหาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินบริเวณที่จะต้องเวนคืนได้ แต่โจทก์นำสืบได้ว่า มีการซื้อขายที่ดินในบริเวณใกล้เคียงกับที่ดินพิพาท ในปี 2537 ปี 2539 และปี 2540 ในราคาตั้งแต่ตารางวาละ 85,000 บาท ขึ้นไป ตามทางนำสืบของโจทก์ แม้การซื้อขายที่ดินดังกล่าวจะเป็นการซื้อขายโดยธนาคารพาณิชย์ซึ่งต้องการทำเลเฉพาะเจาะจง แต่ราคาก็ไม่ควรจะต่างจากที่ดินของโจทก์มากถึงเกือบ 10 เท่า อีกทั้งที่ดินของโจทก์อยู่ในทำเลที่เจริญเป็นแหล่งชุมชน ที่ดินฝั่งตรงข้ามซึ่งตั้งอยู่เยื้องกับที่ดินของโจทก์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่นายสงครามและนายทนงศักดิ์เป็นตารางวาละ 80,000 บาท ซึ่งต่างจากอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดให้สำหรับที่ดินของโจทก์มาก จากสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ติดถนนมิตรภาพซึ่งเป็นถนนสายหลักที่มีขนาดใหญ่ และในบริเวณใกล้เคียงมีอาคารพาณิชย์และสถานประกอบกิจการการค้าอยู่พอสมควร และราคาซื้อขายที่ดินในบริเวณใกล้เคียงที่โจทก์นำสืบตลอดจนอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่ฝ่ายจำเลยกำหนดให้แก่เจ้าของที่ดินในบริเวณเดียวกันแล้ว เชื่อว่าในวันที่พระราชกฤษฎีกา ฯ มีผลใช้บังคับนั้นที่ดินของโจทก์มีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดสูงกว่าอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดให้แก่โจทก์ตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ปี 2539 ถึงปี 2542 ตารางวาละ 13,000 บาท อยู่พอสมควร ส่วนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ เห็นว่า โจทก์ได้รับประโยชน์จากการเวนคืนเพราะที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีสภาพดีขึ้นราคาจึงสูงขึ้นนั้น เห็นว่า เดิมที่ดินของโจทก์ติดถนนมิตรภาพซึ่งเป็นถนนสายหลักอยู่แล้ว แม้การก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายสระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมือง นครราชสีมา ทำให้การคมนาคมในบริเวณที่ดินของโจทก์ตั้งอยู่คับคั่งขึ้นกว่าเดิมอันทำให้บริเวณดังกล่าวเจริญรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมก็ตาม แต่ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนอยู่ติดกับทางออกของทางหลวงแผ่นดินสายนี้ในส่วนที่ยังเป็นทางโค้ง จึงไม่แน่ว่าที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนจะมีราคาสูงขึ้นจากเดิม เมื่อคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) จากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบแล้ว เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีกตารางวาละ 13,000 บาท เป็นอัตราตารางวาละ 26,000 บาท นั้นเป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดนัด เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้นำเงินค่าทดแทนที่โจทก์จะได้รับทั้งหมดโอนเข้าบัญชีชำระให้แก่โจทก์แล้ว ทั้งโจทก์ไม่ยินยอมมาทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยทั้งสอง การที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยของเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2540 จึงหาเป็นการถูกต้องไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นตามคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือศาลมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายเงินหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กับเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 อันจะถือว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ฝ่ายจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งหมดในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินตามกำหนดเวลาดังกล่าว ฝ่ายจำเลยย่อมมีหน้าที่นำเงินค่าทดแทนที่ดินนั้นไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในนามของโจทก์โดยพลันตามมาตรา 28 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ในวันถัดจากวันที่ 5 สิงหาคม 2540 คือวันที่ 6 สิงหาคม 2540 อันเป็นวันที่ต้องมีการวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่ฝ่ายจำเลยนำเงินค่าทดแทนไปฝากไว้กับธนาคารออมสินนั้น จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 ม. 26 วรรคสาม ม. 28 วรรคสอง ม. 31 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนำโชค โชควิบูลย์ไพศาล
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ชาลี ทัพภวิมล
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 658/2551
#411415
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยขับรถยนต์กระบะโดยสารขนส่งคนโดยสารเป็นการประกอบการขนส่งไม่ประจำทางโดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งตั้งแต่จำเลยขับรถรับคนโดยสาร และการที่จำเลยรับคนต่างด้าวจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เป็นการช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม แม้เหตุการณ์ที่จำเลยถูกจับกุมจะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกันกับการกระทำความผิดฐานแรกก็ตาม แต่ลักษณะแห่งการกระทำสามารถแยกส่วนจากกันได้ จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 5, 64

พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 23 และ 126

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 64 (ที่ถูกมาตรา 64 วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 126 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี ฐานประกอบการขนส่งไม่ประจำทางโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 50,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นได้ว่าการที่จำเลยขับรถยนต์กระบะโดยสารขนส่งคนโดยสารเป็นการประกอบการขนส่งไม่ประจำทางโดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตนี้เป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งตั้งแต่จำเลยขับรถรับคนโดยสาร และการที่จำเลยรับคนต่างด้าวจากบ้านหนองชาก อำเภอบ้านบึง ไปยังเมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นการช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม แม้เหตุการณ์ที่จำเลยถูกจับกุมจะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกันกับการกระทำความผิดฐานแรกก็ตาม แต่ลักษณะแห่งการกระทำสามารถแยกส่วนจากกันได้ จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประกอบการขนส่งไม่ประจำทางโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท และฐานช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมจำคุก 1 ปี และปรับ 30,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 50,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี และปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้คุมความประพฤติ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 23 วรรคหนึ่ง ม. 126
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายสุเทพ เสนานิคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายก้อง ศิวะเกื้อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
อัปษร หิรัญบูรณะ
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 652/2551
#494292
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่อาจมีสิทธิครอบครองโดยการครอบครองที่ดินมาก่อนวันที่ ป.ที่ดินใช้บังคับ เมื่อโจทก์ยอมรับว่าโจทก์เข้ายึดถือที่ดินพิพาทภายหลัง ป.ที่ดินใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบแสดงให้เห็นว่าผู้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์มีสิทธิครอบครองมาก่อน ป.ที่ดินใช้บังคับ จึงจะได้รับความคุ้มครองตาม ป.ที่ดิน มาตรา 4 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าผู้ซึ่งขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองมาก่อน ป.ที่ดินใช้บังคับจึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ แม้โจทก์จะเข้ายึดถือเป็นเวลาเกิน 1 ปี และคงอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาก็เป็นการยึดถือที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิครอบครองและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใดๆ ใช้ยันรัฐได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และโจทก์ได้สิทธิครอบครองตามกฎหมาย ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเข้าเกี่ยวข้องโต้แย้งสิทธิของโจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การว่าที่ดินพิพาทยังคงเป็นที่ดินของรัฐและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลยทั้งห้า

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางทองใสทายาทของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาททั้ง 3 แปลง จากผู้มีชื่อเมื่อปี 2536 หลังจากนั้นโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ที่ดินดังกล่าวไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ โจทก์จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แต่อาจมีสิทธิครอบครองโดยการครอบครองที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ดังที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับให้มีสิทธิครอบครองสืบไป และให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย" ประมวลกฎหมายที่ดินเริ่มใช้บังคับวันที่ 1 ธันวาคม 2497 โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้มีชื่อเมื่อปี 2536 และโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตลอดมาจนถึงปัจจุบันอันเป็นการยอมรับว่าโจทก์เข้ายึดถือที่ดินพิพาทภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบแสดงให้เห็นว่า ผู้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์มีสิทธิครอบครองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงจะได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 โจทก์นำสืบว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจำนวน 3 แปลง จากนายทองคูณ นายกองและนายเที่ยงหรือบุญเที่ยงคนละ 1 แปลง นายทองคูณเบิกความว่า พยานซื้อที่ดินพิพาทจากนายกองเมื่อปี 2526 โดยนายกองได้ที่ดินพิพาทแปลงนี้มาจากพ่อตา แต่โจทก์ไม่ได้นำตัวนายกองมาเบิกความเพื่อให้ทราบถึงที่มาของที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวและที่ดินพิพาทแปลงที่นายกองขายให้โจทก์ ส่วนพยานโจทก์ปากอื่นก็มิได้ยืนยันว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินซึ่งมีการครอบครองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ สำหรับที่ดินพิพาทแปลงที่โจทก์ซื้อจากนายเที่ยงหรือบุญเที่ยงนั้น นายเที่ยงหรือบุญเที่ยงนั้น นายเที่ยงเบิกความว่า พยานได้ที่ดินพิพาทโดยไม่มีหลักฐานและครอบครองอยู่ประมาณ 30 ปี จึงขายให้โจทก์ในปี 2536 แสดงว่านายเที่ยงได้ที่ดินพิพาทมาเมื่อประมาณปี 2506 โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายเที่ยงครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ จึงรับฟังไม่ได้ว่านายทองคูณ นายกองและนายเที่ยงซึ่งขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ แม้โจทก์จะเข้ายึดถือเป็นเวลาเกิน 1 ปี และคงอยู่ในที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ก็เป็นการเข้ายึดถือที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิครอบครองและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใดๆ ใช้ยันรัฐได้ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล โดยเป็นองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 43 มีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 68 (8) ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 การฟ้องคดีของโจทก์จึงมีผลเท่ากับโจทก์อ้างสิทธิครอบครองมาใช้ยันรัฐ ซึ่งโจทก์ไม่อาจกระทำได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(อิศเรศ ชัยรัตน์ - สถิตย์ ทาวุฒิ - พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร)

ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายชัยพร ศรีโบราณ

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี

นางวรีพร วัฒนชัยนันท์ โกไศยกานนท์ ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นายวิรัช ชินวินิจกุล ผู้ช่วยฯ/ตรวจย่อสั้น

นางสาวศุภรดา บุตรเนียร นิติกร/ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจย่อยาว

นางสาวผกาทิพย์ ช่อผกา พิมพ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองเลิศ ปึ่งพรม
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านฝาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายชัยพร ศรีโบราณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 650/2551
#412520
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีนี้กล่าวอ้างว่าจำเลยสร้างรั้วไม้ไผ่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ทางด้านทิศเหนือ 7 ตารางวา แต่ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยสร้างรั้วไม้ไผ่รุกล้ำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยสร้างรั้วเข้าไปในที่ดินโจทก์ในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมิได้สร้างรั้วรุกล้ำที่ดินของโจทก์ การที่โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์อีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 638 เนื้อที่ 1 งาน และจำเลยเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 639 (ที่ถูก 640) ตำบลสระพัง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 75 ตารางวา ติดต่อกับที่ดินของโจทก์ด้านทิศเหนือ เมื่อประมาณต้นสิงหาคม 2542 จำเลยและบริวารได้ทำการสร้างรั้วไม้ไผ่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือ คิดเป็นเนื้อที่ 7 ตารางวา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยรื้อรั้วไม้ไผ่พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 638 ตำบลสระพัง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ของโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องอีก

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยและบริวารไม่เคยสร้างรั้วเข้าไปในที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด และโจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยเมื่อปี 2531 กล่าวหาว่า จำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 20 ตารางวา ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้อีกจึงเป็นการฟ้องซ้ำ และโจทก์ได้ก่อสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์เป็นเหตุให้หลังคาบ้านหรือโรงเรือนล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยทำให้น้ำฝนตกจากหลังคาดังกล่าวลงมาในที่ดินของจำเลย ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์รื้อถอนขนย้ายหลังคาอาคารหรือโรงเรือนที่ยื่นล้ำทำให้น้ำฝนตกจากหลังคาเข้ามาในที่ดินของจำเลย หากโจทก์ไม่รื้อถอนให้จำเลยเป็นผู้รื้อถอน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทำรั้วรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 7 ตารางวา การกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน เนื้อที่ไม่เท่ากัน โจทก์ไม่เคยก่อสร้างหลังคาหรือโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรธ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 638 ตำบลสระพัง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี และจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 640 ตำบลสระพัง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี อยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ ปี 2531 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยว่าจำเลยลักลอบขยับแนวรั้วเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือคิดเป็นเนื้อที่ 20 ตารางวา จำเลยให้การต่อสู้ ศาลพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้กล่าวอ้างว่าจำเลยสร้างรั้วไม้ไผ่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ทางด้านทิศเหนือ 7 ตารางวา ตามแผนผังเอกสารหมาย จ.2 เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบแผนผังดังกล่าวกับแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ล.2 ในคดีก่อนแล้วจะเห็นได้ว่าส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยสร้างรั้วไม้ไผ่รุกล้ำในคดีนี้กับคดีก่อนอยู่ในตำแหน่งเดียวกันโดยเนื้อที่ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยสร้างรั้วไม้ไผ่รุกล้ำในคดีนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยสร้างรั้วเข้าไปในที่ดินโจทก์ในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมิได้สร้างรั้วรุกล้ำที่ดินของโจทก์เท่ากับว่าที่ดินภายในรั้วฝั่งของจำเลยเป็นที่ดินส่วนที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ มิใช่ที่ดินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ ดังนั้น การที่โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์อีก จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนจำเลย 2,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมจิตต์ ม่วงงาม
จำเลย — นางอุไร สังขะกุล
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 635/2551
#412256
เปิดฉบับเต็ม

การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ดี การพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้งของคู่ความโดยคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ดีเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานบังคับคดีและศาลดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าการขายทอดตลอดของเจ้าพนักงานบังคับคดีรวมทั้งคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ขัอต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทยได้

โจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มิได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ขายทอดตลาด โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้ขายซึ่งต้องห้ามมิให้เข้าสู้ราคาตาม ป.พ.พ. มาตรา 512

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญากู้เงินและให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาจำนอง ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยทั้งสองยอมชำระเงิน 1,074,207.74 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน และยอมชำระค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความ 15,463.79 บาท แก่โจทก์ หากผิดนัดยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดถ้าได้เงินไม่พอยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม แต่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินที่จำนอง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 25663 ตำบลตลาดพลู (บางสะแก) อำเภอธนบุรี (บางกอกใหญ่) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นสามีของจำเลยที่ 2 ทรัพย์สินที่ขายทอดตลาดเป็นสินสมรสวันขายทอดตลาดจำเลยที่ 1 ไปดูแลการขายเจ้าพนักงานบังคับคดีให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีส่วนได้เสีย และมอบป้ายหมายเลข 013 ให้แก่จำเลยที่ 1 สำหรับยกคัดค้านหากไม่เห็นชอบกับการขาย แต่เมื่อถึงเวลาขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีกลับแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิคัดค้าน และไม่ฟังคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 แล้วเคาะไม้ขายให้แก่โจทก์ทั้งที่เป็นการขายครั้งแรกจำเลยทั้งสองได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลเข้าทำสัญญากับองค์กรการเงินระหว่างประเทศราคาทรัพย์สินของประชาชนตกไปประมาณร้อยละ 60 ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชอบ จำเลยทั้งสองได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150, 205 และ 219 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 4, 6, และ 48 จึงหลุดพ้นจากความรับผิด ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยไม่ฟังคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 และเคาะไม้ขายให้แก่โจทก์ทั้งที่เป็นการขายครั้งแรกแต่คำร้องของจำเลยทั้งสองไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 คัดค้านการขายในเรื่องใด กลับปรากฏตามสำเนารายงานการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จำเลยทั้งสองแนบมาท้ายคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติการขายเพราะไม่มีผู้ใดค้านราคาที่โจทก์เข้าสู้เป็นเงิน 1,500,000 บาท เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์โดยมิได้ยกเหตุที่อ้างว่าได้คัดค้านการขายไว้แล้วขึ้นเป็นประเด็นอีก คงอุทธรณ์เหตุอื่นตามที่อ้างไว้ในคำร้องว่า การขายทอดตลาดไม่ชอบ เนื่องจากเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงภายในประเทศอันมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 205 และหลุดพ้นจากความรับผิดเพราะการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 และอุทธรณ์อ้างถึงกฎหมายอีกหลายฉบับที่ออกมาบังคับใช้เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจว่าไม่เป็นธรรมต่อลูกหนี้ รวมถึงสิทธิต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นและพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาโต้แย้งปัญหาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 205 และมาตรา 219 ฎีกาของจำเลยที่ 1 คงกล่าวถึงการใช้การตีความกฎหมายและระบอบการปกครอง แล้วสรุปว่าการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีรวมทั้งคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลฎีกาเห็นว่า การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองคดีนี้โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ดี การพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้งแย้งของคู่ความโดยคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ดีเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานบังคับคดีและศาลดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งขัอต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีรวมทั้งคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ขัอต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทยได้ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีฝ่าฝืนต่อมาตรา 512 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะโจทก์เข้าสู้ราคาและซื้อทรัพย์สินที่นำออกขายทอดตลาดเสียเองนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มิได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ขายทอดตลาด จะถือว่าโจทก์เป็นผู้ขายซึ่งต้องห้ามมิให้เข้าสู้ราคาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 512 ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาหาได้ไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเข้าสู้ราคาและซื้อทรัพย์สินที่ขายทอดตลาด ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 512
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชัยรัตน์ กิจจรัญกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 634/2551
#412660
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจและมีคำสั่งขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ไปจนถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2543 แต่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ตามที่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ จึงต้องถือว่าคำพิพากษาถึงที่สุดในวันครบกำหนดระยะเวลาขยายอุทธรณ์คือ วันที่ 28 ตุลาคม 2543 โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องที่ศาลชั้นต้นภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ยังไม่พ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,525,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,890,364 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,525,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินสวนลำไยตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 278, 1401 และ 1402 ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เนื้อที่ 64 ไร่ 1 งาน 13 ตารางวา จากนายสมพร ในราคา 11,525,000 บาท ในวันทำสัญญา จำเลยที่ 2 ออกเช็คของจำเลยที่ 1 โดยลงลายมือชื่อจำเลยที่ 2 พร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 มอบให้นายสมพร 3 ฉบับ เป็นเงิน 2,500,000 บาท ให้นายป้อมชัย 2 ฉบับ เป็นเงิน 1,525,000 บาท เช็คที่ออกให้นายป้อมชัยเป็นเช็คธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนช้างเผือก ลงวันที่ 15 กันยายน 2540 และวันที่ 15 ตุลาคม 2540 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท และ 525,000 บาท ตามลำดับ ในวันเดียวกันนายป้อมชัยสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับดังกล่าวให้แก่นายอำนาจสามีโจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าปุ๋ย ต่อมาจำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาจะซื้อขายกับนายสมพร โดยยอมให้นายสมพรริบเงินที่จ่ายให้ไปจำนวน 750,000 บาท และขอรับเช็คที่มอบให้ฝ่ายนายสมพรคืน แต่นายอำนาจไม่ยอมคืนเช็คให้โดยอ้างว่านายสมพรและนายป้อมชัยยังเป็นหนี้นายอำนาจอยู่ จำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งให้ธนาคารตามเช็คระงับการจ่ายเงิน ต่อมานายอำนาจนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ก่อนฟ้องคดีนี้นายอำนาจนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลจังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2541 ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2543 ศาลจังหวัดลำพูนวินิจฉัยว่ามูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่และภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่จึงฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดลำพูนไม่ได้ พิพากษายกฟ้องแต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ นายอำนาจเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายอำนาจจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ระบุว่าหลังจากศาลจังหวัดลำพูนพิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดลำพูนแล้ว ต่อมาวันที่ 29 กันยายน 2543 ศาลจังหวัดลำพูนมีคำสั่งขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ให้โจทก์ไปจนถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2543 แต่โจทก์ไม่ประสงค์จะอุทธรณ์ในคดีเดิมจึงนำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลชั้นต้นภายใน 60 วัน นับแต่คดีดังกล่าวถึงที่สุด ในประเด็นข้อนี้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีแต่เพียงว่า ศาลจังหวัดลำพูนพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2543 โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องที่ศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 พ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาศาลจังหวัดลำพูนถึงที่สุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่า ศาลจังหวัดลำพูนมิได้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ดังคำฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นที่ยุติว่า ศาลจังหวัดลำพูนมีคำสั่งขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ไปจนถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2543 โดยโจทก์ไม่ต้องนำสืบ นอกจากนี้คำพิพากษาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปจนถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2543 แต่จำเลยทั้งสองก็มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในข้อเท็จจริงดังกล่าวแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าก่อนครบกำหนดอุทธรณ์โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และศาลจังหวัดลำพูนได้อนุญาตแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าศาลจังหวัดลำพูนอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์นั้น เห็นว่า เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือคำอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อรับฟังได้ว่าศาลจังหวัดลำพูนมีคำสั่งขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์จนถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2543 จึงต้องถือว่าคำพิพากษาศาลจังหวัดลำพูนถึงที่สุดในวันครบกำหนดระยะเวลาขยายอุทธรณ์คือ วันที่ 28 ตุลาคม 2543 โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องที่ศาลชั้นต้นภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ยังไม่พ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาศาลจังหวัดลำพูนถึงที่สุด ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาว่า โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ตามที่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลา อุทธรณ์โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าวันครบกำหนดระยะเวลาขยายอุทธรณ์เป็นวันที่คำพิพากษาศาลจังหวัดลำพูนถึงที่สุดนั้น เห็นว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดให้เป็นไปเช่นนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาในชั้นนี้ให้รวมกับเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17
ชื่อคู่ความ
นางสมนิต พนมยงค์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นายอำนาจ พนมยงค์
จำเลย — บริษัทภาณุปิโตรเลียม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายนรพัลลภ บุญสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายโสฬส สุวรรณเนตร
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2551
#415519
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อจะระบุว่า คำขอยังไม่มีผลผูกพันโจทก์จนกว่าจะทำการตรวจสอบหลักฐานของผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันรายใหม่และอนุมัติให้มีการโอนสิทธิการเช่าซื้อ แต่พฤติการณ์ที่โจทก์คืนเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระเป็นค่าเช่าซื้อล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 และให้ ข. ผู้เช่าซื้อรายใหม่กับผู้ค้ำประกันลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน และยอมให้ ศ. มอบรถยนต์คันพิพาทให้แก่ ข. ผู้เช่าซื้อรายใหม่ รวมทั้งรับเงินค่าเช่าซื้อจาก ข. ต่อมาถึงสี่งวด และงวดที่ 5 บางส่วนแสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยายแล้ว โดยถือว่า ข. ผู้เช่าซื้อรายใหม่รับรถคันที่เช่าซื้อไปแทนโจทก์ สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงสิ้นผลผูกพัน จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ใช้สอยรถยนต์จำนวน 165,000 บาท ค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่จำนวน 237,962 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าใช้จ่ายในการยึดรถยนต์คืนเป็นเงินจำนวน 9,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน เซฟิโร หมายเลขทะเบียน 3 ธ-2305 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 535,770 บาท ตกลงผ่อนชำระ 30 งวดๆ ละ 17,959 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2538 และทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อประมาณ 2 สัปดาห์ จำเลยที่ 1 ขายรถยนต์ดังกล่าวให้แก่นายศุภชัยเป็นการขายเงินดาวน์ และเมื่อเดือนกันยายน 2538 นายขนิษฐ์มาขอซื้อรถคันที่เช่าซื้อจากนายศุภชัย โดยนายขนิษฐ์จะต้องไปผ่อนชำระค่าเช่าซื้อกับโจทก์ นายศุภชัยได้ติดต่อขอวงเงินกู้จากโจทก์และนัดให้จำเลยที่ 1 ไปทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าซื้อให้แก่นายขนิษฐ์ ต่อมีการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 5 ประจำวันที่ 5 ธันวาคม 2538 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 1 นายศุภชัยและนายขนิษฐ์เบิกความสอดคล้องกันได้ความว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 ได้ทำคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทให้แก่นายขนิษฐ์ที่บริษัทโจทก์มีพนักงานของโจทก์ลงชื่อเป็นพยาน โจทก์ได้มอบเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อล่วงหน้าคืนให้แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ให้นายขนิษฐ์กับผู้ค้ำประกันลงชื่อในสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันใหม่ วันรุ่งขึ้นหลังทำคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อ พนักงานของโจทก์แจ้งกับนายศุภชัยที่โทรศัพท์สอบถามว่าสามารถส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อให้แก่นายขนิษฐ์ได้ นายศุภชัยจึงมอบรถยนต์ให้แก่นายขนิษฐ์ไป แล้วนายขนิษฐ์ได้ชำระค่าเช่าซื้อต่อมาถึงงวดที่ 4 และงวดที่ 5 จากนั้นไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้ออีก โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่นายกฤตผู้รับมอบอำนาจโจทก์กลับเบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 มาทำคำเสนอขอโอนสิทธิการเช่าซื้อให้นายขนิษฐ์โดยพยานลงชื่อเป็นพยานในคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อจริงและโจทก์ให้นายขนิษฐ์ลงชื่อในแบบพิมพ์สัญญาเช่าซื้อ เจือสมข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองเห็นว่า แม้ตามคำขอโอนสิทธิการเช่าซื้อจะระบุว่าคำขอยังไม่มีผลผูกพันโจทก์จนกว่าจะทำการตรวจสอบหลักฐานของผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันรายใหม่และอนุมัติให้มีการโอนสิทธิการเช่าซื้อ แต่พฤติการณ์ที่โจทก์คืนเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระเป็นค่าเช่าซื้อล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 และให้นายขนิษฐ์ผู้เช่าซื้อรายใหม่กับผู้ค้ำประกันลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญาเช่าซื้อและยอมให้นายศุภชัยมอบรถยนต์คันพิพาทให้แก่นายขนิษฐ์ผู้เช่าซื้อรายใหม่ รวมทั้งรับเงินค่าเช่าซื้อจากนายขนิษฐ์ต่อมาถึงสี่งวด และงวดที่ 5 บางส่วนแสดงว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยายแล้ว โดยถือว่านายขนิษฐ์ผู้เช่าซื้อรายใหม่รับรถคันที่เช่าซื้อไปแทนโจทก์ สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงสิ้นผลผูกพัน จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชอบตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ ฎีกาข้ออื่นของโจทก์เป็นข้อปลีกย่อยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — พันตำรวจโทหรือนายวรพงษ์ รัตนอุดม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 630/2551
#415518
เปิดฉบับเต็ม

การรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีหลักเกณฑ์ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ (ฉบับที่ 2)ฯ โดยสรุปคือเครื่องหมายการค้านั้นต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 และไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามมาตรา 13 พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ ไม่ได้ให้คำนิยามคำว่า "ลักษณะบ่งเฉพาะ" ไว้โดยแจ้งชัดแต่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 7 วรรคแรกว่า "เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะได้แก่ เครื่องหมายการค้าอันมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น" และในมาตรา 7 วรรคสอง ได้บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นสาระสำคัญต่อไปนี้ ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ...(6) ภาพที่ประดิษฐ์ขึ้น" เมื่อพิเคราะห์เครื่องหมายการค้า "รูปขวด" ของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนที่มีลักษณะบ่งเฉพาะพิเศษโดยมีส่วนเว้า ส่วนนูน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีลวดลายเป็นจุดที่เว้าลึกรอบขวดในระยะที่ห่างเท่ากันแล้ว เห็นว่า รูปขวดของโจทก์มีลักษณะไม่เหมือนรูปขวดทั่วไป แต่เป็นภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 7 วรรคสอง (6) ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองที่ทำให้ประชาชนผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้ารูปขวดของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2543 โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (รูปขวด) ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญาในสินค้าจำพวก 32 สำหรับสินค้าจำพวกเครื่องดื่ม ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 434307 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาคำขอแล้วมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2544 โดยอ้างว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 กล่าวคือ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 เพราะเครื่องหมายการค้ารูปขวด เมื่อนำไปใช้กับสินค้าตามที่ขอแล้วเป็นรูปภาชนะบรรจุสินค้า ไม่ใช่เครื่องหมายการค้าตามมาตรา 4 เป็นสิ่งสามัญทั่วไปและไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปขวดของโจทก์ คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเครื่องหมายรูปขวดของโจทก์เป็นขวดที่มีส่วนเว้าส่วนนูน และมีลวดลายจุดๆ ที่เว้าลึกรอบขวดในระยะที่ห่างเท่ากันมีลักษณะบ่งเฉพาะไม่เหมือนของใคร จึงมีลักษณะเป็น "เครื่องหมาย" ตามคำนิยามใหม่ในบทบัญญัติมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ซึ่งให้คำนิยามคำว่าเครื่องหมายหมายความรวมถึง "...รูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุ..." และเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เนื่องจากมีลวดลายจุดๆ ที่เว้าลึกรอบขวดในลักษณะที่ห่างเท่าๆ กัน และโจทก์ยังใช้ขวดเป็นเครื่องหมายในการบ่งบอกถึงสินค้าของโจทก์ เป็นสิ่งที่ใช้หมายเกี่ยวกับตัวสินค้า ไม่ได้เป็นตัวสินค้าจึงสามารถเป็นเครื่องหมายการค้าได้ โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปขวดกับสินค้าเครื่องดื่มรสชาติเลมอน โดยนำออกจำหน่ายมาหลายสิบปี จนสาธารณชนทั่วไปสามารถจำแนกได้ทันทีเมื่อเห็นรูปขวดที่เป็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์

จำเลยให้การว่า การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปขวดของโจทก์ และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นชอบด้วยกฎหมายและข้อเท็จจริงแล้ว เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ยื่นขอจดทะเบียนเป็นรูปขวด เมื่อนำมาใช้กับสินค้าตามที่ขอเป็นรูปภาชนะบรรจุสินค้า ไม่ใช่เครื่องหมายการค้าเป็นสิ่งสามัญทั่วไป ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ และการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ชอบด้วยมาตรา 9 เนื่องจากไม่ระบุรายการสินค้าและบริการที่ประสงค์จะได้รับความคุ้มครองแต่ละอย่างไว้อย่างชัดแจ้ง เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากนายทะเบียนและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้มีคำวินิจฉัยโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ คำวินิจฉัยของคณะกรรมเครื่องหมายการค้าการค้าจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคแรก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจขอให้ศาลพิพากษาและบังคับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ เพราะการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปขวดเป็นภาพขาวดำมีจุดขาวรอบขวดตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 434307 ใช้กับสินค้าจำพวก 32 รายการสินค้า น้ำแร่ เครื่องดื่มชนิดอัดลม เครื่องดื่มชนิดไม่อัดลม และเครื่องดื่มชนิดต่างๆ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยให้เหตุผลว่ารูปขวดที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนมีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายกาค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 หรือไม่ เห็นว่า การรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีหลักเกณฑ์ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 โดยสรุปคือ เครื่องหมายการค้านั้นต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 และไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าตามมาตรา 13 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ ไม่ได้ให้คำนิยามคำว่า "ลักษณะบ่งเฉพาะ" ไว้โดยแจ้งชัด แต่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 7 วรรคแรกว่า "เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะได้แก่ เครื่องหมายการค้าอันมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น" และในมาตรา 7 วรรคสอง ได้บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้าที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นสาระสำคัญต่อไปนี้ ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ

(6) ภาพที่ประดิษฐ์ขึ้น"

เมื่อพิเคราะห์เครื่องหมายการค้า "รูปขวด" ของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนที่มีลักษณะพิเศษโดยมีส่วนเว้า ส่วนนูน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีลวดลายเป็นจุดที่เว้าลึกรอบขวดในระยะที่ห่างเท่ากันแล้ว เห็นว่า รูปขวดของโจทก์มีลักษณะไม่เหมือนรูปขวดทั่วไป แต่เป็นภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (6) ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองที่ทำให้ประชาชนผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น เครื่องหมายการค้ารูปขวดของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7

ส่วนที่จำเลยอ้างว่า รูปขวดเป็นรูปภาชนะบรรจุสินค้าเมื่อนำไปใช้กับสินค้าตามที่ขอจดทะเบียนเป็นสิ่งสามัญทั่วไป ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะนั้น เห็นว่า โจทก์ขอจดทะเบียน "รูปขวด" ซึ่งเป็นภาพประดิษฐ์ดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า มีลักษณะพิเศษ มีส่วนเว้า ส่วนนูนและมีลวดลายจุดที่เว้าลึกรอบขวด ซึ่งข้อนี้พยานจำเลยปากนางเพียรพันธ์นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เป็นผู้ตรวจคำขอจดทะเบียนของโจทก์คดีนี้เบิกความ ตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า ภาพถ่ายที่เป็นขวด 3 ขวด รูปขวดที่อยู่ตรงกลาง (ขวดของโจทก์) เป็นขวดที่มีลักษณะไม่เหมือนขวดอื่นเพราะมีจุดเว้าอยู่รอบขวด ซึ่งย่อมแสดงให้เห็นว่าพยานจำเลยเองเพียงมองจากภาพถ่ายรูปขวดของโจทก์ ก็สามารถบอกลักษณะความแตกต่างได้ว่า รูปขวดของโจทก์มีลักษณะแตกต่างจากรูปขวดทั่วไป ประกอบกับสินค้าที่โจทก์จำหน่ายคือเครื่องดื่มซึ่งอาจบรรจุอยู่ภายในภาชนะที่เป็นขวด เป็นกระป๋องหรือเป็นกล่อง โจทก์มิได้จำหน่ายสินค้าที่เป็นภาชนะบรรจุที่เป็นรูปขวด ดังนั้น ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่ารูปขวดเป็นเพียงภาชนะบรรจุสินค้าจึงเป็นสิ่งสามัญไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะจึงฟังไม่ขึ้น

เมื่อฟังว่า เครื่องหมายการค้ารูปขวดตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์เป็นภาพประดิษฐ์และเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายการค้ารูปขวดของโจทก์ได้ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคท้าย หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 434307 ของโจทก์ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 8 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เดอะ โคคา โคล่า คัมปนี
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 629/2551
#412103
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเปรียบเทียบรูปและคำของเครื่องหมายในภาพถ่ายแผ่นป้ายหน้าร้านที่เกิดเหตุกับเครื่องหมายบริการของผู้เสียหายจะเห็นว่าแผ่นป้ายดังกล่าวอยู่ในแนวตั้ง มีสีเหลืองและมีตัวอักษรภาษาอังกฤษ (โรมัน) สีแดงเรียงจากด้านบนมาด้านล่างว่า N PHOTO EXPRESS โดยอักษร N ทำเป็นตัวอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นซึ่งมีลักษณะคล้ายอักษรประดิษฐ์ตัว K ของผู้เสียหาย ส่วนคำว่า EXPRESS ก็มีลักษณะของการวางตัวอักษร ลวดลาย และสีก็คล้ายคลึงกับเครื่องหมายบริการคำว่า K KODAK EXPRESS ของผู้เสียหาย แม้คำว่า PHOTO ของเครื่องหมายในแผ่นป้ายหน้าร้านจะไม่คล้ายคำว่า KODAK ของผู้เสียหาย และผู้เสียหายปฏิเสธสิทธิว่าจะไม่ใช้คำว่า EXPRESS แต่เพียงผู้เดียว แต่การพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายต้องพิจารณาป้ายบริการทั้งหมดประกอบกัน มิใช่พิจารณาจากตัวอักษรหรือคำใดคำหนึ่ง จึงเห็นว่าเครื่องหมายบริการในแผ่นป้ายหน้าร้านที่เกิดเหตุมีลักษณะโดยรวมคล้ายกับเครื่องหมายบริการของผู้เสียหายดังกล่าว เป็นการเลียนแบบเครื่องหมายของผู้เสียหาย

เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม และโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยให้บริการหรือเสนอบริการเลียนแบบเครื่องหมายบริการของผู้เสียหาย จึงไม่ต้องปรับบทว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 และโจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้ห่อหุ้มเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นการค้าของผู้เสียหาย อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ด้วย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา แต่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวในฐานเลียนเครื่องหมายบริการของผู้เสียหาย อันเป็นความผิดกฎหมายบทเดียว คือ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108, 109, 110, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 272 (1), 275 และสั่งริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109, 110 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109, 110 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับจำเลย 20,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นและคำขอให้ริบของกลางให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า จำเลยเลียนเครื่องหมายบริการของโจทก์หรือไม่ ซึ่งในปัญหานี้จำเลยอุทธรณ์ว่า เครื่องหมายบริการ N PHOTO EXPRESS ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณหน้าร้านที่เกิดเหตุ ไม่มีส่วนคล้ายคำว่า KODAK ของผู้เสียหาย ส่วนคำว่า EXPRESS ผู้เสียหายก็ได้ปฏิเสธสิทธิไว้ว่าไม่ขอถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในคำนี้ พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบรูปและคำของเครื่องหมายในภาพถ่ายแผ่นป้ายหน้าร้านที่เกิดเหตุ กับเครื่องหมายบริการของผู้เสียหายจะเห็นว่าแผ่นป้ายดังกล่าวอยู่ในแนวตั้ง มีสีเหลืองและมีตัวอักษรภาษาอังกฤษ (โรมัน) สีแดงเรียงจากด้านบนมาด้านล่างว่า N PHOTO EXPRESS โดยอักษร N ทำเป็นตัวอักษรที่ประดิษฐ์ขึ้นซึ่งมีลักษณะคล้ายอักษรประดิษฐ์ตัว K ของผู้เสียหาย ส่วนคำว่า EXPRESS ก็มีลักษณะของตัวอักษรที่เอนและปรุโปร่งคล้ายของผู้เสียหายเช่นกัน นอกจากนี้ลักษณะของการวางตัวอักษร ลวดลาย และสีก็คล้ายคลึงกับเครื่องหมายบริการคำว่า K KODAK EXPRESS ของผู้เสียหาย แม้คำว่า PHOTO ของเครื่องหมายในแผ่นป้ายหน้าร้านจะไม่คล้ายคำว่า KODAK ของผู้เสียหาย และผู้เสียหายปฏิเสธสิทธิว่าจะไม่ใช้คำว่า EXPRESS แต่เพียงผู้เดียว แต่การพิจารณาความเหมือนหรือคล้ายต้องพิจารณาป้ายบริการทั้งหมดประกอบกัน มิใช่พิจารณาจากตัวอักษรหรือคำใดคำหนึ่ง จึงเห็นว่าเครื่องหมายบริการในแผ่นป้ายหน้าร้านที่เกิดเหตุมีลักษณะโดยรวมคล้ายกับเครื่องหมายบริการของผู้เสียหายดังกล่าว เป็นการเลียนเครื่องหมายบริการของผู้เสียหายตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการกระทำผิดเพราะนางสาวชุติมาพยานจำเลยเบิกความว่าร้านนครศิลป์ คัลเลอร์แล็บ ที่เกิดเหตุเป็นสาขาหนึ่งของห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสีบริภัณฑ์ ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของห้างและใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เห็นว่า โจทก์มีนางสาวเกติรัตน์มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่าพยานเป็นพนักงานขายสินค้าของจำเลยในร้านที่เกิดเหตุที่มีจำเลยเป็นเจ้าของร้าน ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างว่าคำเบิกความดังกล่าวของนางสาวเกติรัตน์ไม่เป็นความจริง ส่วนที่จำเลยนำสืบนางสาวชุติมาก็ได้ความเพียงว่า ร้านที่เกิดเหตุเป็นสาขาของห้างหุ้นส่วนจำกัดรังสีบริภัณฑ์ที่มีนางสาวชุติมาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเท่านั้น นางสาวชุติมาไม่ได้ยืนยันปฏิเสธว่านางสาวเกติรัตน์ไม่ใช่พนักงานของจำเลยและร้านที่เกิดเหตุไม่ใช่ของจำเลย พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาจึงไม่อาจหักล้างน้ำหนักของพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของร้านนครศิลป์ คัลเลอร์แล็บ ที่เกิดแหตุ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109, 110 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) อันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109, 110 ซึ่งเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น เห็นว่า เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม และโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยให้บริการหรือเสนอบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการเลียนเครื่องหมายบริการของผู้เสียหาย จึงไม่ต้องปรับบทว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 และโจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเอาชื่อรูป รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ หรือทำให้ปรากฏที่สินค้า หีบ ห่อ วัตถุที่ใช้ห่อหุ้มเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นการค้าของผู้เสียหาย อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) ด้วย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา แต่เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวในฐานเลียนเครื่องหมายบริการของผู้เสียหาย อันเป็นความผิดกฎหมายบทเดียว คือ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 272 (1)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 109 ม. 110
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสมเกียรติ ธีรพิสุทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 619/2551
#410546
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 4 ไม่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมศาล จำเลยที่ 4 เพิ่งมายื่นคำร้องขอวางเงินค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนในวันที่ 9 พฤษภาคม 2546 ถือได้ว่าเป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ซึ่งจำเลยที่ 4 จะต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลภายในกำหนดเวลา หากพ้นกำหนดจำเลยที่ 4 จะสามารถยื่นคำร้องได้ต่อเมื่อมีเหตุสุดวิสัย ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้ว ซึ่งตามเหตุผลในคำร้องที่อ้างว่าจำเลยที่ 4 หาเงินค่าธรรมเนียมศาลมาได้เพียงบางส่วนและจะนำค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือมาวางภายใน 30 วัน ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 วางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ชอบ กรณีเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีไปได้ตามมาตรา 246 ประกอบมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 220,035.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 219,251.36 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 739,483.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 655,617.98 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 185,746.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 739,483.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 649,367.98 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 กรกฎาคม 2544) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้โจทก์จนครบกับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2546 โดยกำหนดให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางภายใน 15 วัน มิฉะนั้นให้ถือว่าทิ้งฟ้อง ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2546 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 แต่เมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2546 ขอวางเงินค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนจำนวน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 27,675 บาท จะนำมาวางภายใน 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2546 ต่อมาจำเลยที่ 4 นำเงินค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือมาวางภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งตามคำร้องของจำเลยที่ 4 ฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2546 ค่าคำร้องให้เป็นพับ และยกอุทธณณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 มีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 4 วางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งศาลคำร้องของจำเลยที่ 4 ฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2546 อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 แต่ปรากฏว่าเมื่อครบกำหนด จำเลยที่ 4 ไม่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมศาล จำเลยที่ 4 เพิ่งมายื่นคำร้องขอวางเงินค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนในวันที่ 9 พฤษภาคม 2546 ถือได้ว่าเป็นคำร้องขอขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 4 ต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลภายในกำหนดเวลา คือวันที่ 1 พฤษภาคม 2546 หากพ้นกำหนดจำเลยที่ 4 จะสามารถยื่นคำร้องได้ต่อเมื่อมีเหตุสุดวิสัย ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้ว ซึ่งตามเหตุผลในคำร้องที่อ้างว่าจำเลยที่ 4 หาเงินค่าธรรมเนียมศาลมาได้เพียงบางส่วนและจะนำค่าธรรมเนียมศาลส่วนที่เหลือมาวางภายใน 30 วัน ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 4 วางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว กรณีเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 และเป็นข้อกฎฆมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาคดีไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบมาตรา 142 (5) ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 27 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุพจน์ กิจสุบรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 617/2551
#415517
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 นั้น ก็คือการฟ้องขอบังคับจำนองนั่นเอง เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นยกคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองของผู้ร้องด้วยเหตุที่ผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบในวันนัดไต่สวนนั้น เท่ากับว่าผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้ออ้างในประเด็นแห่งคดีของผู้ร้อง อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นอันเป็นเนื้อหาแห่งคดีของผู้ร้องแล้ว หาใช่ว่าศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาพยานหลักฐานหรือวินิจฉัยเนื้อหาในคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองไม่ เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงจะมายื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองในคดีนี้ซึ่งมีประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้ เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นคำร้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 92179, 92227 แขวงบางขุนเทียน (บ้านประทุน) เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานครและที่ดินโฉนดเลขที่ 123431 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 กับพวกต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยที่ 2 กับพวกชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง แต่จำเลยที่ 2 กับพวกไม่ชำระ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องแล้ว แต่ศาลยกคำร้องเพราะผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวน ผู้ร้องจะยื่นคำร้องนี้อีกไม่ได้ เป็นคำร้องซ้ำยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3739/2551 หมายเลขแดงที่ 2785/2542 โดยพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในคดีนี้กับพวกชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2544 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 92179, 92227 และ 123431 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งโจทก์ในคดีนี้ยึดไว้ได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าพิเคราะห์แล้วผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวน ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ครั้นวันที่ 26 มีนาคม 2545 ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องในทำนองเดียวกับคำร้องฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2544 อีก สำหรับที่ผู้ร้องฎีกาในทำนองว่า ทนายผู้ร้องมิได้จงใจไม่ไปศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2544 นั้น เห็นว่า ผู้ร้องเคยยกประเด็นนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์มาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยการที่ผู้ร้องฎีกาอ้างเหตุดังกล่าวอีก โดยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ฎีกาในข้อนี้ของผู้ร้องจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงประการเดียวว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องซ้ำกับคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2544 หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 นั้น ก็คือการฟ้องขอบังคับจำนองนั่นเอง เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นยกคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองของผู้ร้องด้วยเหตุที่ผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบในวันนัดไต่สวนนั้น เท่ากับว่าผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้ออ้างในประเด็นแห่งคดีของผู้ร้อง อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นอันเป็นเนื้อหาแห่งคดีของผู้ร้องแล้วหาใช่ว่าศาลชั้นต้นยังมิได้พิจารณาพยานหลักฐานหรือวินิจฉัยเนื้อหาในคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองดังที่ผู้ร้องฎีกาไม่ เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงจะมายื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองในคดีนี้ซึ่งมีประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้ เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นคำร้องซ้ำที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประกอบ ประศาสน์กิจเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 616/2551
#412037
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เกินกว่าเงินฝากในบัญชีโดยอาศัยข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญา ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองไปก่อนคืน สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2539 และไม่ปรากฏว่าในเดือนถัดไปโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินอีก คงมีเพียงรายการคิดดอกเบี้ยเท่านั้น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกันโดยปริยายตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 ซึ่งเป็นวันที่มีการคำนวณดอกเบี้ยของรอบเดือนดังกล่าว โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2541 อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่ตามอายุความเดิม ตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีนี้วันที่ 23 มิถุนายน 2548 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 142,482.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 63,489.84 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 63,489.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2548 ) ต้องไม่เกิน 78,992.53 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้กับธนาคารโจทก์สาขาแพร่ และเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏกับโจทก์ สาขาแพร่ จำนวนเงิน 94,000 บาท มีข้อตกลงว่า หากหน่วยงานที่จำเลยที่ 1 สังกัดไม่นำเงินเดือนหรือเงินพึงได้เข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาและเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันที มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ได้เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์หลายครั้ง โดยครั้งสุดท้ายเบิกถอนไปเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2539 จำนวน 2,000 บาท หน่วยงานที่จำเลยที่ 1 สังกัดได้โอนเงินเดือนหรือเงินที่จำเลยที่ 1 พึงได้เข้าบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เรื่อยมา ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ได้ชำระหนี้ให้โจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2541 จำนวน 5,000 บาท ณ วันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระหนี้โจทก์จำนวน 74,295.75 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 สามารถเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 เปิดไว้กับโจทก์สาขาแพร่ได้เกินกว่าเงินฝากในบัญชีโดยอาศัยข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันกรุงไทยธนวัฏและ/หรือธนวัฏพิเศษนั้น เป็นเพียงการให้สินเชื่อรูปแบบหนึ่ง โดยโจทก์กำหนดวงเงินสินเชื่อขึ้นมาแล้วให้จำเลยที่ 1 สามารถเบิกถอนเงินได้เป็นคราว ๆ โดยใช้ใบถอนเงินหรือใช้บัตร เอ. ที. เอ็ม. เบิกถอนจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของโจทก์หรือจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของธนาคารอื่น โดยเงินที่จำเลยที่ 1 สามารถเบิกถอนได้นั้นอาจน้อยกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ก็ได้ และตราบใดที่สัญญายังไม่สิ้นสุดลง จำเลยที่ 1 ย่อมจะเบิกถอนเงินในวงเงินที่ตกลงกันได้เสมอ จึงหาใช่เป็นเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปเป็นปริมาณมีกำหนดให้แก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืม อันจะถือเป็นการกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ไม่ แต่การที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 สามารถเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์โดยใช้ใบถอนเงิน หรือใช้บัตร เอ. ที. เอ็ม. เบิกถอนจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติได้ดังกล่าว โดยโจทก์จะเป็นผู้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 ในภายหลัง ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ทดรองไปก่อนคืน สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7)

จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2539 และไม่ปรากฏว่าในเดือนถัดไปโจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินอีก คงมีเพียงรายการคิดดอกเบี้ยเท่านั้น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เลิกกันโดยปริยายตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 ซึ่งเป็นวันที่มีการคำนวณดอกเบี้ยของรอบเดือนดังกล่าว โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2541 อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่ตามอายุความเดิมตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีนี้วันที่ 23 มิถุนายน 2548 พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 10 ปี นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น และเมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองเนื่องจากคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/9 ม. 193/12 ม. 193/14 (1) ม. 193/34 (7) ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายกิตติกาญจน์ ผดุงศิลป์ไพโรจน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นางสาวพูลศรี ประทุมมณี
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 614/2551
#412255
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์โดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือหาประกันให้ไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ศาลชั้นต้นส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา ดังนั้น เมื่อมีการอุทธรณ์ไม่ว่าจะเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะตรวจสำนวนและถ้าเห็นว่าอุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกอุทธรณ์นั้นเสียได้โดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 242 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 109,548,485.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี ของต้นเงิน 47,093,747.99 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 17,714,472.16 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3ก.) เลขที่ 278 ที่ดินโฉนดเลขที่ 552, 612, 816, 842-847 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพยืสินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 70,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล หาประกันหรือวางเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 กำหนด จึงให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงจากสำนวนได้ความว่า ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล หาประกันหรือวางเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 กำหนดจึงให้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เนื่องจาก เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาในทำนองว่า ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจยกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ขึ้นเป็นเหตุในการปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น เห็นว่า เมื่อมีการอุทธรณ์ไม่ว่าจะเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะตรวจสำนวนความและถ้าเห็นว่าอุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกอุทธรณ์นั้นเสียได้โดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแห่งอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1) คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 242
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโกลเด้น บีชการเด้น คอนโดมิเนียม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2551
#410545
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์ด้วยความประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 160 และ ป.อ. มาตรา 390 เจ้าพนักงานยึดรถยนต์ซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง โจทก์ได้อ้าง ป.อ. มาตรา 33 และขอให้ริบรถยนต์ของกลางด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงฟังเป็นยุติว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด จำเลยจะฎีกาโต้แย้งว่ารถยนต์ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอีกไม่ได้ และแม้ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดที่ใช้ลงโทษแก่จำเลยจะไม่มีบทบัญญัติให้ริบทรัพย์ดังกล่าว แต่จะถือว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วจึงไม่อาจนำหลักทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับหาได้ไม่ เนื่องจาก ป.อ. มาตรา 33 กำหนดให้ศาลริบทรัพย์ได้นอกเหนือไปจากกรณีที่กฎหมายอื่นได้บัญญัติไว้ด้วย ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาริบรถยนต์ของกลางได้ตาม ป.อ. มาตรา 17, 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ-8983 สงขลา ไปตามถนนจะนะจากด้านทิศตะวันออกมุ่งหน้าไปทางสี่แยกองค์การโทรศัพท์ด้านทิศตะวันตกตัดกับถนนนครในตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ด้วยความเร็วสูงแซงซ้ายแซงขวาในลักษณะฉวัดเฉวียนไปมาและปาดหน้ารถคันอื่นในระยะกระชั้นชิดโดยไม่ให้สัญญาณใด ๆ เมื่อถึงบริเวณสี่แยกองค์การโทรศัพท์ จำเลยขับรถเข้าสี่แยกอย่างรวดเร็วโดยไม่ลดความเร็วเพื่อให้นางสาวพิมพิชญา ผุดผ่อง ซึ่งขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนสงขลา ย-1171 ไปตามถนนนครในด้านทิศใต้มุ่งหน้าไปด้านทิศเหนือให้ผ่านสี่แยกดังกล่าวไปก่อน จึงเป็นเหตุให้นางสาวพิมพิชญาต้องหยุดรถกะทันหันจนเสียหลักล้มลงได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการขับรถยนต์ด้วยความประมาทและน่าหวาดเสียวโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2547 เจ้าพนักงานได้ตัวจำเลย และวันที่ 15 มีนาคม 2548 เจ้าพนักงานยึดรถยนต์คันที่จำเลยขับเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 (8), 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 90, 390 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 160 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานขับรถยนต์โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 160 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร มีกำหนด 15 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 รถยนต์ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยแท้จริง จึงไม่ริบ

โจทก์อุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 9 รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 9 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยเกิดจากการกระทำของตัวบุคคล รถยนต์ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยแท้จริง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ จะนำประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับมิได้ และพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติที่ให้ศาลริบรถยนต์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด เห็นว่า โจทก์บรรยายไว้ในบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาว่า จำเลยขับรถยนต์ของกลางด้วยความประมาทและโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น อันเป็นความผิดตามมาตรา 43, 160 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว เจ้าพนักงานจับจำเลยและยึดรถยนต์ดังกล่าวซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง โจทก์ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 อันเป็นบทบัญญัติเรื่องริบทรัพย์ และมีคำขอให้ริบรถยนต์ของกลางด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์ฟ้องว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด จำเลยจะฎีกาโต้แย้งว่ารถยนต์ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอีกไม่ได้ และแม้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดที่ใช้ลงโทษแก่จำเลยจะไม่มีบทบัญญัติให้ริบทรัพย์ดังกล่าว แต่จะถือว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำหลักทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับดังที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาก็ไม่ได้อีกเช่นกัน เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 กำหนดให้ศาลริบทรัพย์สินได้นอกเหนือไปจากกรณีที่กฎหมายอื่นได้บัญญัติไว้ด้วย ดังนั้น เมื่อฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาริบรถยนต์ของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17, 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 17 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นายไชยา แดงเมือง
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 593/2551
#413645
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 3 (1) ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 และตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิดนั้น บัญญัติว่า "ให้หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และกรรมการสาขาพรรคการเมือง มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันเข้าดำรงตำแหน่งและภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง แต่ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดของจำเลยบัญญัติว่า "ให้หัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมืองยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะพร้อมสำเนาหลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินในวันที่เข้ารับตำแหน่ง วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือถูกยุบ หรือวันที่พ้นจากตำแหน่ง แล้วแต่กรณี รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมาในวันยื่นให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้ารับตำแหน่ง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือถูกยุบ หรือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง" ดังนั้น ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กรรมการสาขาพรรคการเมืองไม่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนตามกฎหมายอีกต่อไป แม้จำเลยซึ่งเป็นกรรมการสาขาพรรคการเมืองจะไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป และจำเลยผู้กระทำการนั้นย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพ้นจากตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคการเมืองพรรคความหวังใหม่ สาขาลำดับที่ 197 ซึ่งตั้งอยู่บ้านเลขที่ 115 หมู่ที่ 2 ตำบลนาคำ อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2545 เนื่องจากพรรคความหวังใหม่และพรรคไทยรักไทยร่วมกันแจ้งการรวมพรรคการเมืองทั้งสองเข้าด้วยกัน โดยมีพรรคไทยรักไทยเป็นหลักในการดำเนินกิจการทางการเมืองตามมติที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองทั้งสอง และศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคความหวังใหม่ ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองประกาศคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 7/2545 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2545 ให้ยุบพรรคการเมืองพรรคความหวังใหม่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 65 นายทะเบียนพรรคการเมืองได้แจ้งยุบพรรคความหวังใหม่เพื่อรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทยให้อดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ทราบแล้วเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2545 พร้อมกับแจ้งให้ทราบด้วยว่าให้แจ้งกรรมการบริหารพรรคและกรรมการสาขาพรรคทุกคนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคความหวังใหม่ดำเนินการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในวาระที่พ้นจากตำแหน่ง จำเลยซึ่งเป็นกรรมการสาขาพรรคการเมืองพรรคความหวังใหม่อยู่ก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคความหวังใหม่ มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในการที่พ้นจากตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคการเมืองพรรคความหวังใหม่สาขาลำดับที่ 197 ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการตอบรับจากนายทะเบียนพรรคการเมือง ดังนั้น จำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะภายในวันที่ 26 พฤษภาคม 2545 เมื่อระหว่างวันที่ 27 เมษายน 2545 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2545 เวลากลางวันต่อเนื่องกันทุกวัน ภายในกำหนดระยะเวลาสามสิบวันดังกล่าว จำเลยรู้หน้าที่ของตนที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสามสิบวันตามกำหนดเวลาที่กล่าวข้างต้นอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลหนองแสงใหญ่ อำเภอโขงเจียม และตำบลนาคำ อำเภอศรีเมืองใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี และที่แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42, 84 และให้ปรับจำเลยอีกไม่เกินวันละ 500 บาท นับแต่วันฝ่าฝืนจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 84 ปรับ 10,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2546 จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 50 บาท นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2546 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้จำเลยจะฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 3 (1) ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิดนั้น บัญญัติว่า ให้หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และกรรมการสาขาพรรคการเมือง มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้าดำรงตำแหน่งและภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง แต่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดของจำเลย บัญญัติว่า ให้หัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมืองยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะพร้อมสำเนาหลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินในวันที่เข้ารับตำแหน่ง วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือถูกยุบ หรือวันที่พ้นจากตำแหน่ง แล้วแต่กรณี รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีที่ผ่านมาในวันยื่นให้ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริงต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้ารับตำแหน่ง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือถูกยุบหรือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กรรมการสาขาพรรคการเมืองไม่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนตามกฎหมายอีกต่อไป แม้จำเลยซึ่งเป็นกรรมการสาขาพรรคการเมืองจะไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป และจำเลยผู้กระทำความผิดนั้นย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ปัญหานี้แม้คู่ความมิได้ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215 และ 225"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 42 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ม. 3 (1) ม. 49 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายประจักษ์ เหล็กกล้า
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
สิทธิชัย พรหมศร
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2551
#412621
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาย่อมมีผลผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่งเท่านั้น ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 เมื่อเจ้าหนี้ผู้นำยึดคือโจทก์ในคดีนี้เป็นบุคคลภายนอกในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงหาอาจอ้างคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเพื่อให้คดีนี้ต้องถือตามได้ไม่ ผู้ร้องมีหน้าที่นำสืบตามข้ออ้างในคำร้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ผู้ร้องและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำร้องนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลชั้นต้นไม่อาจออกคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ต้องไต่สวนก่อน

กรณีที่จะเป็นการขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 200 ต้องเป็นกรณีที่โจทก์หรือจำเลยที่ได้ยื่นคำให้การไว้ไม่มาศาลในวันสืบพยาน ซึ่งวันสืบพยานดังกล่าวต้องเป็นวันสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนวนก่อนเจ้าหนี้รายอื่นและขอเฉลี่ยทรัพย์ ผู้ร้องจึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนตามคำร้องในวันนัดไต่สวน ซึ่งมิใช่เป็นการสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัดที่ศาลจะต้องจำหน่ายคดีตามมาตรา 202 มาบังคับใช้ เมื่อผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้อง การที่ศาลชั้นต้นฟังว่าผู้ร้องไม่นำพยานหลักฐานมาสืบ และสั่งยกคำร้องจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 360,270 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 320,240 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา และโจทก์ในคดีนี้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนอง ผู้ร้องจึงขอรับชำระเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เป็นเงิน 289,606.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 204,611.76 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จพร้อมค่าฤชาธรรมเนียม หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้ร้องขอเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองด้วย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องไม่มาศาลและนำพยานหลักฐานมาสืบในวันนัดไต่สวนคำร้อง มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองและขอเฉลี่ยทรัพย์ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ผู้ร้องไม่มาศาล ศาลชั้นต้นฟังว่าผู้ร้องไม่นำพยานหลักฐานมาสืบ จึงยกคำร้อง ที่ผู้ร้องฎีกาว่า คดีนี้โจทก์จำเลยทั้งสอง และเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ยื่นคัดค้านคำร้องของผู้ร้องว่ามิได้เป็นความจริง ทั้งคดีนี้ได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไปโดยปลอดจำนองแล้ว เท่ากับเป็นการยอมรับว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองจริง ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยไม่จำต้องไต่สวนนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ จำเลยทั้งสอง และเจ้าพนักงานบังคับคดีจะมิได้ยื่นคำคัดค้าน แต่คู่ความและบุคคลดังกล่าวก็มิได้แถลงรับข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องกล่าวอ้างทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์จำนองในคดีนี้โดยมีจำนองติดไปด้วย ปรากฎตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี มิใช่ขายทอดตลาดแบบปลอดจำนองตามที่ผู้ร้องฎีกาแต่ประการใด และที่ผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามาขอรับชำระหนี้จำนองในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่ได้มีคำพิพากษารับรองสิทธิแล้วนั้น เห็นว่า คำพิพากษาย่อมมีผลผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่งเท่านั้น ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 เมื่อเจ้าหนี้ผู้นำยึดคือโจทก์ในคดีนี้เป็นบุคคลภายนอกในคดีที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงหาอาจอ้างคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเพื่อให้คดีนี้ต้องถือตามแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องมีหน้าที่นำสืบตามข้ออ้างในคำร้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ผู้ร้องและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำร้องนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลชั้นต้นไม่อาจออกคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ต้องไต่สวนก่อน ที่ศาลชั้นต้นสั่งนัดไต่สวนก่อนออกคำสั่งตามคำร้องของผู้ร้องนั้นจึงเป็นการชอบแล้ว และที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องไม่ไปศาลในวันนัดไต่สวน ศาลต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 ประการเดียวเท่านั้น จะมีคำสั่งในประเด็นแห่งคดีมิได้ เห็นว่า กรณีที่จะเป็นการขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ หรือจำเลยที่ได้ยื่นคำให้การไว้ไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ซึ่งวันสืบพยานดังกล่าวต้องเป็นวันสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น และขอเฉลี่ยทรัพย์ ผู้ร้องจึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนตามคำร้องในวันนัดไต่สวน ซึ่งมิใช่เป็นการสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี จึงไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัดที่ศาลจะต้องจำหน่ายคดีตามมาตรา 202 มาบังคับใช้ตามที่ผู้ร้องฎีกา เมื่อผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องโดยไม่มีเหตุอันสมควร การที่ศาลชั้นต้นฟังว่าผู้ร้องไม่นำพยานหลักฐานมาสืบ และศาลสั่งยกคำร้องจึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว และที่ผู้ร้องฎีกาข้อสุดท้ายว่า ในวันนัดไต่สวนครั้งแรกศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนการไต่สวนที่ผู้ร้องร้องขอ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แจ้งวันนัดแก่โจทก์ จำเลยทั้งสอง และเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยวิธีปิดประกาศที่หน้าศาล ทั้ง ๆ ที่บุคคลเหล่านี้ต่างมีภูมิลำเนาที่แน่นอนจึงเป็นการแจ้งกำหนดนัดที่ไม่ชอบนั้น ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 200 ม. 202 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถนอม สุธรรม
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางประคอง ภูแล่นดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา