คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2551
#411343
เปิดฉบับเต็ม

โรงอาหารที่เกิดเหตุเป็นส่วนหนึ่งของอาคารสถาบันราชภัฎ น. โดยมีการปรับปรุงพื้นที่ชั้นล่างของอาคารเป็นห้องติดเครื่องปรับอากาศใช้เป็นสถานที่จำหน่ายอาหารให้แก่นักศึกษา อาจารย์และเจ้าหน้าที่ของสถาบัน ตามสัญญาเช่าสถานที่จำหน่ายอาหารที่โจทก์ทำกับสถาบันคงมีเพียงข้อสัญญาว่าสถาบันตกลงให้โจทก์เช่าโรงอาหารมีระยะเวลาที่กำหนด และกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ที่โจทก์ต้องปฏิบัติในการเข้าประกอบการไว้ ส่วนลักษณะสภาพการใช้โรงอาหารในการจำหน่ายอาหารของโจทก์นั้นไม่ปรากฏจากข้อสัญญาชัดแจ้งว่ามีการส่งมอบโรงอาหารที่เช่าให้โจทก์ครอบครองอย่างเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ทีเดียว หรือเป็นแต่เพียงให้โจทก์มีสิทธิเข้าใช้ประโยชน์โรงอาหารเพื่อจำหน่ายอาหารเท่านั้น จากประกาศสถาบันราชภัฎ น. ซึ่งเป็นที่มาของการเข้าทำสัญญาเช่าของโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ออกประกาศให้ผู้สนใจเข้าประกอบการจำหน่ายอาหารภายในโรงอาหารของสถาบันยื่นแบบแจ้งความประสงค์ต่อสถาบัน โดยมีการกำหนดเงื่อนไขการประกอบการไว้ในประกาศข้อ 4 และ 5 ว่า การเข้าประกอบการจำหน่ายอาหารภายในโรงอาหารของสถาบันอยู่ในความควบคุมของงานกิจการนักศึกษา โดยเป็นไปเพื่อสวัสดิการนักศึกษา และผู้เข้าประกอบการต้องยินดีปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการโรงอาหารของสถาบัน โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงความประสงค์เข้าประกอบการจำหน่ายอาหารต่อสถาบันตามประกาศดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับทราบข้อความและยินยอมตกลงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศนั้นด้วย การใช้โรงอาหารเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารของโจทก์ตามสัญญาเช่าจึงตกอยู่ในความควบคุมดูแลของคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ของสถาบัน โรงอาหารที่โจทก์เช่าใช้พื้นที่ห้องชั้นล่างของอาคารในบริเวณสถาบันเป็นที่จำหน่ายอาหารจึงมีสภาพเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันอันเป็นสถานศึกษาของทางราชการที่เจ้าหน้าที่ของสถาบันอาจต้องเข้าไปตรวจตราในบางโอกาสเพื่อดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยและรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย และหลังจากทำสัญญาเจ้าหน้าที่มอบลูกกุญแจโรงอาหารให้โจทก์ 1 ชุด และทางสถาบันเก็บไว้ 1 ชุด แสดงว่าโจทก์ทราบและยอมรับในการที่ทางสถาบันยังรักษาสิทธิที่จะให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในโรงอาหารในเวลาหนึ่งเวลาใดได้อยู่เสมอ เห็นได้ว่าโจทก์และสถาบันมีเจตนาทำสัญญาเช่าโดยมีวัตถุประสงค์เพียงแต่ให้โจทก์ได้เข้าใช้ประโยชน์โรงอาหารของสถาบันในการจำหน่ายอาหารในพื้นที่ที่จัดไว้ในเวลาเปิดบริการตามระเบียบของสถาบันเท่านั้น หาได้มอบการครอบครองโรงอาหารให้เป็นสิทธิขาดแก่โจทก์ดังเช่นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามธรรมดาไม่ การมอบลูกกุญแจโรงอาหารให้โจทก์ก็เพื่อให้ความสะดวกในการเข้าไปใช้พื้นที่โรงอาหารในการประกอบการของโจทก์เท่านั้น โดยสถาบันอนุญาตโจทก์รวมทั้งผู้เช่าช่วงพื้นที่จำหน่ายอาหารจากโจทก์สามารถเข้าไปใช้โรงอาหารที่เช่าเพื่อประกอบการจำหน่ายอาหารโดยใช้ลูกกุญแจที่มอบให้ไว้แก่โจทก์ เมื่อโรงอาหารที่เกิดเหตุยังอยู่ในความครอบครองของสถาบันราชภัฎ น. การสั่งการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในการให้เข้าไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ในโรงอาหารที่เกิดเหตุ จึงไม่เป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข อันจะเป็นความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 83, 84

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 84 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 9,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้เช่าโรงอาหารที่เกิดเหตุประกอบการจำหน่ายอาหารภายในสถาบันราชภัฎนครราชสีมา โดยโจทก์ยื่นแบบแจ้งความประสงค์ขอเข้าประกอบการจำหน่ายอาหารตามประกาศสถาบันราชภัฎนครราชสีมาและได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาร้านค้าจำหน่ายอาหารของสถาบันให้โจทก์เป็นผู้ประกอบการ โดยทำสัญญาเช่ามีกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2542 ตามสัญญาเช่าสถานที่จำหน่ายอาหาร โจทก์ใช้พื้นที่ในโรงอาหารส่วนหนึ่งเป็นที่ขายเครื่องดื่มและไอศกรีมกับจัดให้บุคคลอื่นเช่าช่วงพื้นที่เป็นส่วน ๆ เพื่อขายอาหารประเภทต่าง ๆ ในระหว่างที่ยังอยู่ในกำหนดเวลาเช่าดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะอธิการบดีสถาบันราชภัฎนครราชสีมาได้บอกเลิกสัญญาเช่าต่อโจทก์เนื่องจากโจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่า และออกประกาศห้ามการจำหน่ายอาหารปิดไว้ที่ประตูทางเข้าโรงอาหารดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากโรงอาหารโดยอ้างว่าไม่ได้ผิดสัญญา ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจากโรงอาหารไปเก็บรักษาไว้ที่อาคารอื่น จำเลยที่ 2 สั่งการต่อให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายอาคารสถานที่ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบันไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 กับพวกได้ร่วมกันเข้าไปในโรงอาหารที่เกิดเหตุและขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจากโรงอาหารไปเก็บไว้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานบุกรุกตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากคำเบิกความของโจทก์และจำเลยที่ 1 ประกอบกับภาพถ่ายได้ความว่า โรงอาหารที่เกิดเหตุเป็นส่วนหนึ่งของอาคารของสถาบันราชภัฎนครราชสีมา โดยมีการปรับปรุงพื้นที่ชั้นล่างของอาคารเป็นห้องติดเครื่องปรับอากาศใช้เป็นสถานที่จำหน่ายอาหารให้แก่นักศึกษา อาจารย์และเจ้าหน้าที่ของสถาบัน ตามสัญญาเช่าสถานที่จำหน่ายอาหารที่โจทก์ทำกับสถาบันคงมีเพียงข้อสัญญาว่าสถาบันตกลงให้โจทก์เช่าโรงอาหารมีระยะเวลาตามที่กำหนด และกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ที่โจทก์ต้องปฏิบัติในการเข้าประกอบการไว้ ส่วนลักษณะสภาพการใช้โรงอาหารในการจำหน่ายอาหารของโจทก์นั้นไม่ปรากฏจากข้อสัญญาชัดแจ้งว่ามีการส่งมอบโรงอาหารที่เช่าให้โจทก์ครอบครองอย่างเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ทีเดียว หรือเป็นแต่เพียงให้โจทก์มีสิทธิเข้าใช้ประโยชน์โรงอาหารเพื่อจำหน่ายอาหารเท่านั้น จากประกาศสถาบันราชภัฎนครราชสีมาซึ่งเป็นที่มาของการเข้าทำสัญญาเช่าของโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ออกประกาศให้ผู้สนใจเข้าประกอบการจำหน่ายอาหารภายในโรงอาหารของสถาบันยื่นแบบแจ้งความประสงค์ต่อสถาบัน โดยมีการกำหนดเงื่อนไขการเข้าประกอบการไว้ในประกาศข้อ 4 และข้อ 5 ว่า การเข้าประกอบการจำหน่ายอาหารภายในโรงอาหารของสถาบันอยู่ในความควบคุมของงานกิจการนักศึกษา โดยเป็นไปเพื่อสวัสดิการนักศึกษา และผู้เข้าประกอบการต้องยินดีปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการโรงอาหารของสถาบัน โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงความประสงค์เข้าประกอบการจำหน่ายอาหารต่อสถาบันตามประกาศดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับทราบข้อความและยินยอมตกลงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศนั้นด้วย การใช้โรงอาหารเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารของโจทก์ตามสัญญาเช่าจึงตกอยู่ในความควบคุมดูแลของคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ของสถาบัน โรงอาหารที่โจทก์เช่าใช้พื้นที่ห้องชั้นล่างของอาคารในบริเวณสถาบันเป็นที่จำหน่ายอาหารจึงมีสภาพเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันอันเป็นสถานศึกษาของทางราชการที่เจ้าหน้าที่ของสถาบันอาจต้องเข้าไปตรวจตราในบางโอกาสเพื่อดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยและรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ได้ความจากโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งเจ็ดว่า หลังจากทำสัญญา เจ้าหน้าที่มอบลูกกุญแจโรงอาหารให้โจทก์ 1 ชุด โดยทางสถาบันเก็บไว้ 1 ชุด แสดงว่าโจทก์ทราบและยอมรับในการที่ทางสถาบันยังรักษาสิทธิที่จะให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในโรงอาหารในเวลาหนึ่งเวลาใดได้อยู่เสมอ เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่ได้ความดังกล่าวประกอบกันเห็นได้ว่าโจทก์และสถาบันมีเจตนาทำสัญญาเช่าโดยมีวัตถุประสงค์เพียงแต่ให้โจทก์ได้เข้าใช้ประโยชน์โรงอาหารของสถาบันในการจำหน่ายอาหารในพื้นที่ที่จัดไว้ในเวลาเปิดบริการตามระเบียบของสถาบันเท่านั้น หาได้มอบการครอบครองโรงอาหารให้เป็นสิทธิขาดแก่โจทก์ดังเช่นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามธรรมดาไม่ การมอบลูกกุญแจโรงอาหารให้โจทก์ก็เพื่อให้ความสะดวกในการเข้าไปใช้พื้นที่โรงอาหารในการประกอบการของโจทก์เท่านั้น โดยสถาบันอนุญาตโจทก์รวมทั้งผู้เช่าช่วงพื้นที่จำหน่ายอาหารจากโจทก์สามารถเข้าไปใช้โรงอาหารที่เช่าเพื่อประกอบการจำหน่ายอาหารโดยใช้ลูกกุญแจที่มอบให้ไว้แก่โจทก์ เมื่อโรงอาหารที่เกิดเหตุยังอยู่ในความครอบครองของสถาบันราชภัฎนครราชสีมา การสั่งการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในการให้เข้าไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ในโรงอาหารที่เกิดเหตุ จึงไม่เป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุขอันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 365 ม. 83 ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอโนทัย เจนการ
จำเลย — นายอุทัย เดชตานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวินิจ เนตรแจ่มศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
ไพโรจน์ วายุภาพ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2551
#415480
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้เช่าโรงอาหารที่เกิดเหตุประกอบการจำหน่ายอาหารภายในสถาบันราชภัฎ น. ระหว่างที่อยู่ในเวลาเช่าดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะอธิการบดีสถาบันราชภัฎ น. ได้บอกเลิกสัญญาเช่าต่อโจทก์เนื่องจากโจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่า แต่โจทก์ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากโรงอาหารโดยอ้างว่าไม่ได้ผิดสัญญา และต่อมาจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจากโรงอาหาร จำเลยที่ 2 สั่งการต่อให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 กับพวกไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 กับพวกได้ร่วมกันเข้าไปในโรงอาหารที่เกิดเหตุและขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจากโรงอาหารไปเก็บไว้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โรงอาหารที่เกิดเหตุเป็นส่วนหนึ่งของอาคารสถาบันราชภัฏ น. ไม่ปรากฏจากข้อสัญญาชัดแจ้งว่ามีการส่งมอบโรงอาหารที่เช่าให้โจทก์ครอบครองอย่างเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ทีเดียว เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์เห็นได้ว่าโจทก์และสถาบันมีเจตนาทำสัญญาเช่าโดยมีวัตถุประสงค์เพียงแต่ให้โจทก์ได้เข้าใช้ประโยชน์โรงอาหารของสถาบันในการจำหน่ายอาหารในพื้นที่ที่ได้จัดไว้ในเวลาเปิดบริการตามระเบียบของสถาบันเท่านั้น หาได้มอบการครอบครองโรงอาหารให้เป็นสิทธิขาดแก่โจทก์ดังเช่นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามธรรมดาไม่ การมอบลูกกุญแจโรงอาหารให้โจทก์ก็เพื่อให้ความสะดวกในการเข้าไปใช้พื้นที่โรงอาหารในการประกอบการของโจทก์เท่านั้น โดยสถาบันอนุญาตโจทก์รวมทั้งผู้เช่าช่วงพื้นที่จำหน่ายอาหารจากโจทก์สามารถเข้าไปใช้โรงอาหารที่เช่าเพื่อประกอบการจำหน่ายอาหารโดยใช้ลูกกุญแจที่มอบไว้แก่โจทก์ เมื่อโรงอาหารที่เกิดเหตุยังในความครอบครองของสถาบันราชภัฎ น. การสั่งการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในการให้เข้าไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ในโรงอาหารที่เกิดเหตุ จึงไม่เป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุขอันจะเป็นความผิดฐานบุกรุก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 วันใดไม่ปรากฏชัด เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันก่อให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 กระทำความผิดโดยจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกไปจากโรงอาหารของสถาบันราชภัฎนครราชสีมา อันเป็นอสังริมทรัพย์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ตามสัญญาเช่าและจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 3 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 กับพวกกระทำการตามคำสั่งจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 กับพวกร่วมกันเข้าไปโรงอาหารดังกล่าวและขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 83, 84

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 84 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 9,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้เช่าโรงอาหารที่เกิดเหตุประกอบการจำหน่ายอาหารภายในสถาบันราชภัฎนครราชสีมา โดยโจทก์ยื่นแบบแจ้งความประสงค์ขอเข้าประกอบการจำหน่ายอาหารตามประกาศสถาบันราชภัฎนครราชสีมาและได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาร้านค้าจำหน่ายอาหารของสถาบันให้โจทก์เป็นผู้ประกอบการโดยทำสัญญาเช่ามีกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2542 ตามสัญญาเช่าสถานที่จำหน่ายอาหาร โจทก์ใช้พื้นที่ในโรงอาหารส่วนหนึ่งเป็นที่ขายเครื่องดื่มและไอศกรีมกับจัดให้บุคคลอื่นเช่าช่วงพื้นที่เป็นส่วนๆ เพื่อขายอาหารประเภทต่างๆ ในระหว่างที่อยู่ในกำหนดเวลาเช่าดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะอธิการบดีสถาบันราชภัฎนครราชสีมาได้บอกเลิกสัญญาเช่าต่อโจทก์เนื่องจากโจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่า และออกประกาศห้ามการจำหน่ายอาหารปิดไว้ที่ประตูทางเข้าโรงอาหารดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกจากโรงอาหารโดยอ้างว่าไม่ได้ผิดสัญญา ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจากโรงอาหารไปเก็บรักษาไว้ที่อาคารอื่น จำเลยที่ 2 สั่งการต่อให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายอาคารสถานที่ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสถาบันไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 กับพวกได้ร่วมกันเข้าไปในโรงอาหารที่เกิดเหตุและขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ออกจากโรงอาหารไปเก็บไว้ที่อื่นตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานบุกรุกตามฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จากคำเบิกความของโจทก์และจำเลยที่ 1 ประกอบกับภาพถ่ายได้ความว่า โรงอาหารที่เกิดเหตุเป็นส่วนหนึ่งของอาคารของสถาบันราชภัฎนครราชสีมา โดยมีการปรับปรุงพื้นที่ชั้นล่างของอาคารเป็นห้องติดเครื่องปรับอากาศใช้เป็นสถานที่จำหน่ายอาหารให้แก่นักศึกษา อาจารย์และเจ้าหน้าที่ของสถาบัน ตามสัญญาเช่าสถานที่จำหน่ายอาหารที่โจทก์ทำกับสถาบันคงมีเพียงข้อสัญญาว่าสถาบันตกลงให้โจทก์เช่าโรงอาหารมีระยะเวลาตามที่กำหนด และกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ที่โจทก์ต้องปฏิบัติในการเข้าประกอบการไว้ ส่วนลักษณะสภาพการใช้โรงอาหารในการจำหน่ายอาหารของโจทก์นั้นไม่ปรากฏจากข้อสัญญาชัดแจ้งว่ามีการส่งมอบโรงอาหารที่เช่าให้โจทก์ครอบครองอย่างเป็นสิทธิครอบครองของโจทก์ทีเดียว หรือเป็นแต่เพียงให้โจทก์มีสิทธิเข้าใช้ประโยชน์โรงอาหารเพื่อจำหน่ายอาหารเท่านั้น จากประกาศสถาบันราชภัฎนครราชสีมาซึ่งเป็นที่มาของการเข้าทำสัญญาเช่าของโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ออกประกาศให้ผู้สนใจเข้าประกอบการจำหน่ายอาหารภายในโรงอาหารของสถาบันยื่นแบบแจ้งความประสงค์ต่อสถาบัน โดยมีการกำหนดเงื่อนไขการเข้าประกอบการไว้ในประกาศข้อ 4 และข้อ 5 ว่า การเข้าประกอบการจำหน่ายอาหารภายในโรงอาหารของสถาบันอยู่ในความควบคุมของงานกิจการนักศึกษา โดยเป็นไปเพื่อสวัสดิการนักศึกษา และผู้เข้าประกอบการต้องยินดีปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการโรงอาหารของสถาบัน โจทก์ได้ยื่นแบบความประสงค์เข้าประกอบการจำหน่ายอาหารต่อสถาบันตามประกาศดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับทราบข้อความและยินยอมตกลงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศนั้นด้วยการใช้โรงอาหารเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารของโจทก์ตามสัญญาเช่าจึงตกอยู่ในความควบคุมดูแลของคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ของสถาบัน โรงอาหารที่โจทก์เช่าใช้พื้นที่ห้องชั้นล่างของอาคารในบริเวณสถาบันเป็นที่จำหน่ายอาหารจึงมีสภาพเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันอันเป็นสถานศึกษาของทางราชการที่เจ้าหน้าที่ของสถาบันอาจต้องเข้าไปตรวจตราในบางโอกาสเพื่อดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยและรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ได้ความจากโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งเจ็ดว่า หลังจากทำสัญญา เจ้าหน้าที่มอบลูกกุญแจโรงอาหารให้โจทก์ 1 ชุด โดยทางสถาบันเก็บไว้ 1 ชุด แสดงว่าโจทก์ทราบและยอมรับในการที่ทางสถาบันยังรักษาสิทธิที่จะให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในโรงอาหารในเวลาหนึ่งเวลาใดได้อยู่เสมอ เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่ได้ความดังกล่าวประกอบกันเห็นได้ว่าโจทก์และสถาบันมีเจตนาทำสัญญาเช่าโดยมีวัตถุประสงค์เพียงแต่ให้โจทก์ได้เข้าใช้ประโยชน์โรงอาหารของสถาบันในการจำหน่ายอาหารในพื้นที่ที่จัดไว้ในเวลาเปิดบริการตามระเบียบของสถาบันเท่านั้น หาได้มอบการครอบครองโรงอาหารให้เป็นสิทธิขาดแก่โจทก์ดังเช่นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามธรรมดาไม่ การมอบลูกกุญแจโรงอาหารให้โจทก์ก็เพื่อความสะดวกในการเข้าไปใช้พื้นที่โรงอาหารในการประกอบการของโจทก์เท่านั้น โดยสถาบันอนุญาตโจทก์รวมทั้งผู้เช่าช่วงพื้นที่จำหน่ายอาหารจากโจทก์สามารถเข้าไปใช้โรงอาหารที่เช่าเพื่อประกอบการจำหน่ายอาหารโดยใช้ลูกกุญแจที่มอบให้ไว้แก่โจทก์เมื่อโรงอาหารที่เกิดเหตุยังอยู่ในความครอบครองของสถาบันราชภัฎนครราชสีมาการสั่งการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในการให้เข้าไปขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ในโรงอาหารที่เกิดเหตุ จึงไม่เป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุขอันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอโนทัย เจนการ
จำเลย — นายอุทัย เดชตานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
ไพโรจน์ วายุภาพ
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 487/2551
#410543
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้อง ว. ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 128 ฉบับ ที่ศาลแพ่งธนบุรี 2 คดี ซึ่งคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้ ว. ชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ และโจทก์ฟ้องบริษัท น. ที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ 2 คดี ซึ่งศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษาให้บริษัท น. ชำระเงินตามฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุด ส่วนคดีของศาลจังหวัดสมุทรปราการจำเลยอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวจำเลยผู้สั่งจ่ายยังไม่ได้ชำระเงินตามคำพิพากษาให้โจทก์ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้และโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามคดีนี้ให้รับผิดตามสัญญาขายลดเช็ค ส่วนคดีเดิมทั้งสี่สำนวนโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท แม้การฟ้องคดีนี้กับคดีเดิมเป็นการฟ้องเกี่ยวกับเช็คพิพาทชุดเดียวกันแต่มูลหนี้คดีนี้เป็นคนละมูลหนี้กับคดีเดิมและสภาพแห่งข้อหาต่างกันทั้งจำเลยก็เป็นคนละคนกัน กรณีมิใช่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและมิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นอันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง และมาตรา 173 วรรคสอง (1) จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์สาขาสำนักงานใหญ่สีลมได้นำเช็ค 213 ฉบับ มาทำสัญญาขายลดเพื่อขอรับเงินไปก่อนจากโจทก์ สาขาสำนักงานใหญ่สีลม รวม 25 ครั้ง และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามสัญญาขายลดเช็คไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่า เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงินหากโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินตามจำนวนที่ปรากฏในเช็คให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดในขณะนั้นซึ่งกำหนดไว้ในขณะทำสัญญาอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันถึงกำหนดใช้เงินถึงวันที่โจทก์ได้รับชำระเงินครบถ้วน เพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2532 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27885, 27886, 27887 และ 30715 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน 15,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2533 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำบันทึกข้อตกลงขึ้นวงเงินจำนองเป็นประกันอีก 15,000,000 บาท รวมเป็นเงินจำนอง 30,000,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2533 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27900, 27901 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน 15,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2534 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 27902, 27903, 27904 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน 20,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6200 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน 30,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 2, 3, 4 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน 50,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ทุกชนิดของจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์ในวงเงินต้น 550,000,000 บาท และยินยอมใช้ดอกเบี้ยกับค่าสินไหมทดแทน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ยอมเข้ารับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้หนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน เมื่อเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดไว้กับโจทก์ดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงิน โจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คได้นำเช็คเข้าเรียกเก็บเงินตามเช็ค แต่ปรากฏว่าโจทก์เรียกเก็บเงิตามเช็คได้บางส่วน มีเช็คที่โจทก์เรียกเก็บเงินไม่ได้โดยธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ซึ่งเป็นเช็คธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักงานใหญ่ เช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักงานใหญ่ เช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสาทร เช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักงานเพชรบุรี เช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานานาเหนือ จำนวนเช็ค 128 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 260,143,260.12 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้เงินแก่โจทก์เป็นเงินต้น 260,143,260.12 บาท และดอกเบี้ยในอัตราสินเชื่อผิดนัดร้อยละ 18 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับเป็นต้นไปซึ่งคิดถึงวันฟ้องคือวันที่ 28 มิถุนายน 2544 เป็นดอกเบี้ย 190,579,523.13 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 450,722,783.25 บาท จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดเป็นเงินต้น 204,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับสุดท้ายเป็นต้นไป คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 141,145,643.84 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 345,145,643.84 บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้และมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้รับแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 450,722,783.25 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 260,143,260.12 บาท นับถัดจากวันที่ 28 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แล้วเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 345,145,643.84 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 204,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้แล้วเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ได้ฟ้องเรียกเงินตามเช็คทุกฉบับที่ศาลอื่นมาแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 และเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 เนื่องจากเป็นมูลหนี้เดียวกับคดีที่โจทก์ฟ้องที่ศาลอื่น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 450,722,783.25 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 260,143,260.12 บาท นับถัดจากวันที่ 28 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 345,145,643.84 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 204,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 200,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 นำเช็ค 213 ฉบับ มาทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ 25 ครั้ง ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินเอกสารหมาย จ.23 ถึง จ.47 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามสัญญาดังกล่าวจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างค้ำประกันและทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวตามสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันหนี้ทุกชนิดเอกสารหมาย จ.48 ถึง จ.54 เมื่อเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดกับโจทก์ถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าเช็คบางส่วนเรียกเก็บเงินได้ แต่เช็คอีก 128 ฉบับ เรียกเก็บเงินไม่ได้ รวมเป็นเงินตามเช็ค 260,143,260.12 บาท และจำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 128 ฉบับ คือนายวิทย์ วุฒิพุธนันท์ ที่ศาลแพ่งธนบุรี 2 คดี ซึ่งคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้นายวิทย์ชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.14 ถึง จ.19 และโจทก์ฟ้องบริษัทนครไทยสตีลเวอร์ค จำกัด ที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ 2 คดีเช่นกัน ซึ่งศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษาให้บริษัทนครไทยสตีลเวอร์ค จำกัด ชำระเงินตามฟ้องโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.21 และ จ.22 คดีตามเอกสารหมาย จ.21 ถึงที่สุด ส่วนคดีตามเอกสารหมาย จ.22 จำเลยอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และปรากฏข้อเท็จจริงว่า คดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวจำเลยผู้สั่งจ่ายยังไม่ได้ชำระเงินตามคำพิพากษาให้โจทก์ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้และโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามคดีนี้ให้รับผิดตามสัญญาขายลดเช็ค ส่วนคดีเดิมทั้งสี่สำนวนโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท แม้การฟ้องคดีนี้กับคดีเดิมเป็นการฟ้องเกี่ยวกับเช็คพิพาทชุดเดียวกัน แต่มูลหนี้คดีนี้เป็นคนละมูลหนี้กับคดีเดิมและสภาพแห่งข้อหาต่างกัน ทั้งจำเลยก็เป็นคนละคนกัน กรณีมิใช่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและมิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง และมาตรา 173 วรรคสอง (1) ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คไว้ที่ศาลอื่น ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 60,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบางกอกคอนกรีตอัดแรง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 487/2551
#413498
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 128 ฉบับ คือ ว. ที่ศาลแพ่งธนบุรี 2 คดี ซึ่งคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้ ว. ชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ และโจทก์ฟ้องบริษัท น. จำกัด ที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ 2 คดี เช่นกัน ซึ่งศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษาให้บริษัท น. จำกัด ชำระเงินตามฟ้องให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.21 และ จ.22 คดีตามเอกสารหมาย จ.21 ถึงที่สุด ส่วนคดีตามเอกสารหมาย จ.22 จำเลยอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และปรากฏข้อเท็จจริงว่า คดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวจำเลยผู้สั่งจ่ายยังไม่ได้ชำระเงินตามคำพิพากษาให้โจทก์ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ และโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามคดีนี้ให้รับผิดตามสัญญาขายลดเช็ค ส่วนคดีเดิมทั้งสี่สำนวนโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานนะผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท แม้การฟ้องคดีนี้กับคดีเดิมเป็นการฟ้องเกี่ยวกับเช็คพิพาทชุดเดียวกัน แต่มูลหนี้คดีนี้เป็นคนละมูลหนี้กับคดีนี้เดิมและสภาพแห่งข้อหาต่างกัน ทั้งจำเลยก็เป็นคนละคนกัน กรณีมิใช่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและมิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นอันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง และมาตรา 173 วรรคสอง (1) ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คไว้ที่ศาลอื่น

ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินพิพาททุกฉบับ กำหนดว่าในกรณีผู้ขายผิดนัดธนาคารโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราสินเชื่อผิดนัดที่ธนาคารโจทก์ได้ประกาศให้เรียกเก็บจากลูกหนี้สินเชื่อผิดนัดในขณะนั้น ขณะทำสัญญาธนาคารโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดร้อยละ 18 ต่อปี สัญญาดังกล่าวเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ ซึ่งทำให้สิทธิโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดไม่เกินร้อยละ 18 ต่อปี ทั้งสัญญาขายลดตั๋วเงินดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงมีผลบังคับใช้ไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์สาขาสำนักงานใหญ่สีลมได้นำเช็ค 213 ฉบับ มาทำสัญญาขายลดเพื่อขอรับเงินไปก่อนจากโจทก์ สาขาสำนักงานใหญ่สีลม รวม 25 ครั้ง และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามสัญญาขายลดเช็คไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่า เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงินหากโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินตามจำนวนที่ปรากฏในเช็คให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดในขณะนั้นซึ่งกำหนดไว้ในขณะทำสัญญาอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เพื่อเป็นประกันหนี้ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ทำหนังสือค้ำประกันหนี้ทุกชนิดของจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์ในวงเงินต้น 550,000,000 บาท และยินยอมใช้ดอกเบี้ยกับค่าสินไหมทดแทน และยอมเข้ารับผิดร่วมกับจำเลยทื่ 1 ชดใช้หนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน เมื่อเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดไว้กับโจทก์ดังกล่าวถึงกำหนดใช้เงินโจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คได้นำเช็คเข้าเรียกเก็บเงินตามเช็คแต่ปรากฏว่าโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คได้บางส่วน จำนวนเช็ค 128 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 260,143,260.12 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้เงินแก่โจทก์เป็นเงินต้น 260,143,260.12 บาท และดอกเบี้ยในอัตราสินเชื่อผิดนัดร้อยละ 18 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับเป็นต้นไปซึ่งคิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 190,579,523.13 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 450,722,783.25 บาท จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดเป็นเงินต้น 204,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับสุดท้ายเป็นต้นไป คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 141,145,643.84 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 345,145,643.84 บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้และมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้รับแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 450,722,783.25 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 260,143,260.12 บาท นับถัดจากวันที่ 28 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แล้วเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 345,145,643.84 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 204,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้แล้วเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ได้ฟ้องเรียกเงินตามเช็คทุกฉบับที่ศาลอื่นมาแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 และเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 เนื่องจากเป็นมูลหนี้เดียวกับคดีที่โจทก์ฟ้องที่ศาลอื่น โจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์จะคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ที่โจทก์บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราข้างต้นจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ไม่จำต้องชำระหนี้ตามเช็คจำนวนเงิน 260,143,260.12 บาท แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 450,722,783.25 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีในต้นเงิน 260,143,260.12 บาท นับถัดจากวันที่ 28 มิถุนายน 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 345,145,643.84 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 204,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2540 จำเลยที่ 1 นำเช็ค 213 ฉบับ มาทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ 25 ครั้ง ตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน จำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามสัญญาดังกล่าวจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างค้ำประกันและทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวตามสัญญาจำนอง และสัญญาคำประกันหนี้ทุกชนิด เมื่อเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดกับโจทก์ถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าเช็คบางส่วนเรียกเก็บเงินได้ แต่เช็คอีก 128 ฉบับ เรียกเก็บเงินไม่ได้รวมเป็นเงินตามเช็ค 260,143,260.12 บาท และจำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 128 ฉบับ คือนายวิทย์ที่ศาลแพ่งธนบุรี 2 คดี ซึ่งคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้นายวิทย์ชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์และโจทก์ฟ้องบริษัทนครไทยสตีลเวอร์ค จำกัด ที่ศาลจังหวัดสุมทรปราการ 2 คดี เช่นกัน ซึ่งศาลจังหวัดสุมทรปราการพิพากษาให้บริษัทนครไทยสตีลเวอร์ค จำกัด ชำระเงินตามฟ้องให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.21 และ จ.22 คดีตามเอกสารหมาย จ.21 ถึงที่สุด ส่วนคดีตามเอกสารหมาย จ.22 จำเลยอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และปรากฏข้อเท็จจริงว่า คดีทั้งสี่สำนวนดังกล่าวจำเลยผู้สั่งจ่ายยังไม่ได้ชำระเงินตามคำพิพากษาให้โจทก์ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ และโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามคดีนี้ให้รับผิดตามสัญญาขายลดเช็ค ส่วนคดีเดิมทั้งสี่สำนวนโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท แม้การฟ้องคดีนี้กับคดีเดิมเป็นการฟ้องเกี่ยวกับเช็คพิพาทชุดเดียวกัน แต่มูลหนี้คดีนี้เป็นคนละมูลหนี้กับคดีเดิมและสภาพแห่งข้อหาต่างกัน ทั้งจำเลยก็เป็นคนละคนกัน กรณีมิใช่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและมิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่งและมาตรา 173 วรรคสอง (1) ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อนกับคดีที่โจทก์ฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คไว้ที่ศาลอื่น ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดจากจำเลยทั้งสามเพียงใด จำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายบัญญัติไว้ สัญญาขายลดตั๋วเงินโจทก์ทำขึ้นเป็นการเอาเปรียบแก่จำเลยทั้งสามจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องมาจึงเป็นโมฆะ โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น เห็นว่า ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินพิพาททุกฉบับในข้อ 2.2 กำหนดว่าในกรณีผู้ขายผิดนัดธนาคารโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของอัตราสินเชื่อผิดนัดที่ธนาคารโจทก์ได้ประกาศให้เรียกเก็บจากลูกหนี้สินเชื่อผิดนัดในขณะนั้น ขณะทำสัญญาธนาคารโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดร้อยละ 18 ต่อปี สัญญาดังกล่าวเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ ซึ่งให้สิทธิโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดไม่เกินร้อยละ 18 ต่อปี ทั้งสัญญาขายลดตั๋วเงินดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงมีผลบังคับใช้ไม่เป็นโมฆะ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบางกอกคอนกรีตอัดแรง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
สถิตย์ ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2551
#410542
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในทำนองเดียวกับคดีก่อนโดยขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการสำนักงานประปาวังสะพุง และเป็นผู้บังคับบัญชาของ ส. รับผิด เพราะไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการตรวจสอบและควบคุมดูแลความถูกต้องของเอกสารจ่ายเงิน เป็นเหตุให้ ส. ทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ไปหลายครั้ง และจำเลยได้ทำหนังสือรับสารภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์แล้ว และมีคำขอบังคับให้จำเลยชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยนับจากวันผิดนัด เพียงแต่ในคดีก่อนอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการทำละเมิด ส่วนในคดีนี้อ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน คดีก่อนศาลจังหวัดเลยได้พิจารณาเฉพาะประเด็นของมูลละเมิดว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเกิน 1 ปี นับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงพิพากษายกฟ้อง โดยมิได้พิจารณาหรือส่งให้ศาลแรงงานที่มีอำนาจได้พิจารณาในส่วนของมูลแห่งสัญญาจ้างแรงงาน และต่อมาโจทก์ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลจังหวัดเลยต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษายืน และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้โดยกล่าวอ้างถึงสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งในคดีก่อนมิได้วินิจฉัยถึง จึงมิใช่กรณีคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการสำนักงานประปาวังสะพุง มีหน้าที่บริหารกิจการของโจทก์ให้เป็นไปตามกฎหมาย และตามระเบียบข้อบังคับตามคู่มือปฏิบัติงานบัญชีของสำนักงานประปาส่วนภูมิภาค ที่กำหนดให้จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบ ในการดูแลการบันทึกและควบคุมการรับเงินและจ่ายเงินของที่ทำการประปาให้เป็นไปโดยถูกต้อง แต่จำเลยละเลยไม่ควบคุมดูแล นางสาคร ทองโชติ ลูกจ้างของโจทก์ซึ่งทำงานในตำแหน่งหัวหน้างานอำนวยการสำนักงานประปาวังสะพุง และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยให้ปฏิบัติตามระเบียบ และคู่มือปฏิบัติงานดังกล่าว กล่าวคือ ไม่ควบคุมการบันทึกการรับเงินและการจ่ายเงินให้ถูกต้องตามระเบียบคู่มือปฏิบัติงานทางบัญชีเรื่องระบบเงินสดรับและเงินสดจ่ายเรื่องระบบเงินสดย่อยและเรื่องระบบบัญชีค่าติดตั้งและวางท่อ จนเป็นเหตุให้นางสาครทุจริตเบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ไปในช่วงระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2539 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2539 เป็นเงินจำนวน 546,619.64 บาท จำเลยซึ่งปฏิบัติผิดสัญญาจ้างทำงานจึงต้องรับผิดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และ 583 ต่อมาจำเลยยอมรับว่าบกพร่องต่อหน้าที่จึงได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 15 ตุลาคม 2540 ยินยอมชดใช้หนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ตามที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือแล้วเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2541 ยังคงเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นวันถัดจากวันครบกำหนดชำระ จำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 546,519.64 บาท นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2541 จนถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ถึงวันฟ้องจำนวน 844,068.40 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 844,068.40 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 546,619.64 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 956/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 110/2545 ของศาลจังหวัดเลย ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 4 เห็นว่า โจทก์เคยนำมูลหนี้ที่ฟ้องจำเลยคดีนี้ฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดเลย เป็นคดีหมายเลขดำที่ 956/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 110/2545 และศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามศาลจังหวัดเลยให้ยกฟ้องโจทก์ การที่โจทก์นำมูลหนี้ที่เคยฟ้องจำเลยในคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยคดีนี้ในประเด็นที่ได้วินิจฉัย โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้ำ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 110/2545 ของศาลจังหวัดเลยหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สภาพแห่งข้อหาของโจทก์คดีนี้คือสัญญาจ้างแรงงาน เหตุแห่งคดีนี้คือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลย ซึ่งไม่กำกับดูแลพนักงานจนเป็นเหตุให้มีการยักยอกทรัพย์สินโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นคนละประเด็นกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 110/2545 ซึ่งศาลวินิจฉัยเฉพาะประเด็นอายุความละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ภายในอายุความสัญญาจ้างแรงงานได้นั้น เห็นว่า ตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 956/2542 ของศาลจังหวัดเลย ซึ่งโจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลย และตามคำฟ้องคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในทำนองเดียวกันโดยขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการสำนักงานประปาวังสะพุง และเป็นผู้บังคับบัญชาของนางสาคร ทองโชติ หัวหน้างานอำนวยการสำนักงานประปาวังสะพุงรับผิด เพราะไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการตรวจสอบ และควบคุมดูแลความถูกต้องของเอกสารการจ่ายเงิน เป็นเหตุให้นางสาครทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ไปหลายครั้งรวมเป็นเงินจำนวน 546,619.64 บาท และจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์แล้ว และมีคำขอบังคับให้จำเลยชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับจากวันผิดนัดอันเป็นคำขอบังคับลักษณะเช่นเดียวกัน เพียงแต่ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 956/2542 ของศาลจังหวัดเลย โจทก์ในคดีดังกล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นการทำละเมิด ส่วนในคดีนี้โจทก์อ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่เป็นผลให้เกิดความเสียหายนี้จึงอาจเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องได้ทั้งสองทางคือในมูลละเมิดและในมูลแห่งสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งศาลจะต้องพิจารณาไปด้วยกันว่าการกระทำของจำเลยเป็นละเมิดหรือเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ ซึ่งในคดีเดิมศาลจังหวัดเลยได้พิจารณาเฉพาะประเด็นของมูลละเมิดว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเกิน 1 ปี นับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงพิพากษายกฟ้อง โดยมิได้พิจารณาหรือส่งให้ศาลแรงงานที่มีอำนาจได้พิจารณาในส่วนของมูลแห่งสัญญาจ้างแรงงาน และต่อมาโจทก์ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลจังหวัดเลยต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลจังหวัดเลยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความละเมิดแล้ว และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้โดยกล่าวอ้างถึงสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งในคดีเดิมมิได้วินิจฉัยถึง จึงมิใช่กรณีคู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานภาค 4 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 110/2545 ของศาลจังหวัดเลยจึงไม่ชอบ"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ให้ศาลแรงงานภาค 4 พิจารณาในประเด็นอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การประปาส่วนภูมิภาค
จำเลย — นายประสิทธิ์ พระลับรักษา
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 481 -ที่ 482/2551
#410541
เปิดฉบับเต็ม

การจ่ายเงินตามคำสั่งเรื่องการปรับเปลี่ยนสวัสดิการและค่าแรงของพนักงานรายวันของโจทก์ มีสองส่วนคือการปรับค่าจ้างตามข้อ 1 และการกำหนดให้พนักงานรายวันได้รับเบี้ยเลี้ยงตามข้อ 2 การจ่ายเบี้ยเลี้ยงวันละ 10 บาท หรือ 150 บาท ต่องวดการทำงาน 15 วัน จะได้รับทุกวันที่มาปฏิบัติงาน และหากมาทำงานครบงวดการทำงานจะได้รับเพิ่มในส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์ซึ่งปกติพนักงานรายวันจะไม่มีสิทธิได้รับด้วย การจ่ายเบี้ยเลี้ยงในส่วนของการทำงานครบจำนวนวันในงวดการทำงานและได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มโดยรวมส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์นั้น จะได้รับต่อเมื่อทำงานครบจำนวนวันในงวดการทำงาน 15 วัน หากทำงานไม่ครบจำนวนวันก็จะไม่ได้รับ จึงมิใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ แต่เป็นการจ่ายเพื่อจูงใจให้พนักงานรายวันขยันมาทำงานทุกวัน จึงมิใช่ค่าจ้าง แต่การจ่ายเบี้ยเลี้ยงประจำวันวันละ 10 บาท เป็นการจ่ายแก่พนักงานรายวันทุกวันที่มาทำงาน จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ จึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ที่จะต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 ที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 จำนวน 2 ฉบับถึงโจทก์ แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีปี 2545 และผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างกองทุนประกันสังคมปี 2545 โดยมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบเงินทดแทนเพิ่มจำนวน 24,548.93 บาท ภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 หากเกินกำหนดต้องชำระเงินสมทบเพิ่มตามกฎหมายร้อยละ 3 ต่อเดือน และมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพิ่มจำนวน 85,884 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน โจทก์จึงได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนและคณะกรรมการอุทธรณ์ตามลำดับ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนและคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เงินเบี้ยเลี้ยงที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการจ่ายเพื่อเป็นการตอบแทนในการทำงานจึงเป็นค่าจ้างต้องนำมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณเป็นเงินสมทบส่งกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคม คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากการจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แก่พนักงาน โจทก์มีหลักเกณฑ์การจ่ายเพื่อจูงใจในการทำงานของพนักงานรายวัน โดยเมื่อพนักงานรายวันได้มาทำงานในวันทำงานปกติโจทก์จะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ 10 บาทต่อ 1 วัน เว้นแต่พนักงานไม่มาทำงานเนื่องจากเจ็บป่วยโดยไม่มีใบรับรองแพทย์ ขาดงาน ลากิจ แต่หากไม่มาทำงาน เพราะเนื่องจากเจ็บป่วยจากการทำงานหรือเจ็บป่วยโดยมีใบรับรองแพทย์มาแสดงหรือใช้สิทธิพักร้อน โจทก์ยังคงจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แก่พนักงานที่ไม่มาทำงานในวันดังกล่าว และหากในรอบการคำนวณค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 15 และวันที่ 16 ถึงวันสิ้นเดือน พนักงานได้มาทำงานในวันทำงานปกติครบทุกวัน โจทก์จะจ่ายเบี้ยเลี้ยงเพิ่มให้แก่พนักงานรวมเป็น 150 บาท หากพนักงานทำงานไม่ครบทุกวันในวันทำงานปกติ ก็จะได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่ากับวันที่พนักงานมาทำงานเท่านั้น การจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ดังกล่าวจึงไม่เป็นค่าจ้าง การที่จำเลยนำเงินเบี้ยเลี้ยงมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนและเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและให้โจทก์ชำระเงินเพิ่ม จึงไม่ถูกต้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ นฐ.0030/53835 และ นฐ.0030/53834 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า ที่โจทก์กำหนดจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้พนักงานนั้นเป็นการจ่ายให้แก่ลูกจ้างรายวันทุกวัน วันละ 10 บาท หรือ 150 บาท ต่องวดการทำงาน 15 วัน โดยรวมวันหยุดประจำสัปดาห์ กรณีที่ลูกจ้างมาทำงานไม่ครบจำนวนวันทำงาน 1 งวดการทำงานจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่ากับจำนวนวันที่มาทำงานจริงยกเว้นการหยุดงานมาจากสาเหตุป่วยเนื่องจากการทำงานและการลาป่วยที่มีใบรับรองแพทย์และการลาพักร้อนเท่านั้น เงินเบี้ยเลี้ยงที่จ่ายในลักษณะดังกล่าวถือเป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงไม่ใช่เบี้ยขยัน เงินที่จ่ายดังกล่าวจึงเป็นค่าจ้าง ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนและเงินสมทบกองทุนประกันสังคม คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย ตามหนังสือที่ นฐ.0030/53835 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เรื่อง แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีปี 2545 และตามหนังสือที่ นฐ.0030/53834 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เรื่อง แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างกองทุนประกันสังคมปี 2545

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า หลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าจ้างของโจทก์คือ จ่ายทุกวันที่ 5 และวันที่ 20 ของทุกเดือน โดยค่าจ้างงวดการทำงานในวันที่ 1 ถึงวันที่ 15 จะจ่ายให้ในวันที่ 20 ค่าจ้างงวดการทำงานในวันที่ 16 ถึงวันที่ 30 หรือ 31 จะจ่ายให้ในวันที่ 5 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 โจทก์ได้ออกคำสั่งเรื่องการปรับเปลี่ยนสวัสดิการและค่าแรงของพนักงานรายวันที่ บค.007/2540 ตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย จ.3 มีเงื่อนไขให้จ่ายเบี้ยเลี้ยงประจำวัน วันละ 10 บาท หรือ 150 บาทต่องวดการทำงาน 15 วัน โดยรวมวันหยุดประจำสัปดาห์ งวดการทำงานของโจทก์งวดหนึ่งมี 15 วัน จากวันที่ 1 ถึงวันที่ 15 และจากวันที่ 16 ถึงวันที่ 30 หรือ 31 แต่วันทำงานจริงโดยหักวันหยุดประจำสัปดาห์ออกแล้วจะมีวันทำงานจริงงวดละ 12 หรือ 13 วันแล้วแต่กรณี ในกรณีที่พนักงานทำงานไม่ครบจำนวนวันทำงานในงวดการทำงานจะได้รับเงินดังกล่าวเท่ากับวันทำงานที่มาทำงานจริง เว้นแต่การหยุดงานนั้นมาจากสาเหตุป่วยเนื่องจากการทำงานและลาป่วยที่มีใบรับรองแพทย์ และลาพักร้อนก็ยังคงได้รับเงินดังกล่าว หากหยุดจากสาเหตุอื่น หรือลาป่วยโดยไม่มีใบรับรองแพทย์ก็จะไม่ได้รับเงินตามคำสั่งนี้ โจทก์ได้จ่ายเงินดังกล่าวเรื่อยมาจนกระทั่งการจ่ายค่าจ้างในปี 2545 ก็ยังจ่ายตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ โดยยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง คำสั่งที่ บค.007/2540 ปรากฏตามหนังสือชี้แจงของโจทก์ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2546 เอกสารหมาย จ.4 ข้อบังคับในการทำงานของโจทก์เป็นไปตามสำเนาข้อบังคับในการทำงานเอกสารหมาย จ.5 การจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในปี 2545 เป็นตามไปสำเนางานรายได้ค่าใช้จ่ายและภาษีเอกสารหมาย จ.6 โดยเอกสารหมาย จ.6 ที่ระบุการจ่ายเงินพิพาทเป็นเบี้ยขยันเนื่องจากในภายหลังจากมีกรณีพิพาทนี้โจทก์ได้เปลี่ยนแปลงรายการการจ่ายเงินดังกล่าว โดยเรียกเป็นเบี้ยขยันและแก้ไขรายการดังกล่าวในเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องจึงเปลี่ยนแปลงรายการจ่ายเงินเป็นเบี้ยขยันทั้งหมด เมื่อพิมพ์ออกมาไม่ว่าในปีใด ก็จะปรากฏเช่นนี้ สำหรับการจ่ายค่าจ้างของโจทก์ในปี 2545 จำเลยได้นำเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้าง ตามคำสั่งที่ บค.007/2540 มารวมกับค่าจ้างเนื่องจากเห็นว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าจ้าง เพื่อคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน และได้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจบัญชีปี 2545 ให้โจทก์ทราบ ปรากฏตามสำเนาหนังสือที่ นฐ.0030/53835 และที่ นฐ.0030/53534 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวปรากฏตามสำเนา รายงานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เงินทดแทนและสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 10/2548 เอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 คณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมได้มีคำวินิจฉัยเรื่องเงินสมทบกองทุนประกันสังคมปรากฏตามสำเนารายงานการประชุมและสำเนาคำวินิจฉัยที่ 1773/2547 เอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 การคำนวณเพื่อเรียกเก็บเงินสมทบเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมนั้น จำเลยได้นำเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างตามคำสั่งที่ บค.007/2540 ตามที่ลูกจ้างรับจริงทั้งหมดมารวมกับค่าจ้าง เช่น ลูกจ้างรับจริงงวดละ 100 บาท หรือ 150 บาท จำเลยก็จะนำเงินที่ลูกจ้างได้รับจริงดังกล่าวมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณเป็นเงินสมทบทั้งหมด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า เงินเบี้ยเลี้ยงที่โจทก์จ่ายให้แก่พนักงานเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยเลี้ยงของพนักงานรายวันวันละ 10 บาท หรือ 150 บาท ต่องวดการทำงาน 15 วัน จึงเป็นเงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานโดยตรง มิใช่เพื่อจูงใจให้พนักงานขยันมาทำงานแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 นิยามศัพท์คำว่า ค่าจ้างในทำนองเดียวกันว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลุกจ้างทำได้ และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนดคำนวณหรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร บทบัญญัติดังกล่าวให้ความหมายของค่าจ้างไว้ว่าต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง โดยมีวัตถุประสงค์ของการจ่ายเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติของลูกจ้างที่ทำให้แก่นายจ้าง เมื่อพิจารณาจากคำสั่งเรื่องการปรับเปลี่ยนสวัสดิการและค่าแรงของพนักงานรายวันเอกสารหมาย จ.3 และตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังปรากฏว่า โจทก์ได้ออกประกาศคำสั่ง 3 ข้อ โดยข้อ 1 ระบุให้ปรับค่าจ้างแก่พนักงานรายวันเข้าใหม่เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอีกจำนวน 5 บาท และเมื่อมีอายุการทำงานครบ 2 เดือน จะปรับเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 3 บาทต่อวัน ส่วนข้อ 2 ระบุให้พนักงานรายวันที่เริ่มเข้าทำงานใหม่มีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงประจำวัน วันละ 10 บาท หรือ 150 บาท ต่องวดการทำงาน 15 วัน โดยรวมวันหยุดประจำสัปดาห์ด้วย ในกรณีที่พนักงานมาทำงานไม่ครบจำนวนวันทำงานในงวดการทำงานจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่ากับจำนวนวันที่มาทำงานจริงเท่านั้น เว้นแต่กรณีป่วยเนื่องจากการทำงาน การลาป่วยที่มีใบรับรองแพทย์และการลาพักร้อน ดังนี้ การจ่ายเงินตามคำสั่งเรื่องการปรับเปลี่ยนสวัสดิการและค่าแรงของพนักงานรายวัน เอกสารหมาย จ.3 จึงมีสองส่วนคือการปรับค่าจ้าง ตามข้อ 1 และการกำหนดให้พนักงานรายวันได้รับเบี้ยเลี้ยงตามข้อ 2 การจ่ายเบี้ยเลี้ยงวันละ 10 บาท หรือ 15 บาท ต่องวดการทำงาน 15 วัน จะได้รับทุกวันที่มาปฏิบัติงาน และหากมาทำงานครบงวดการทำงานจะได้รับเพิ่มในส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์ซึ่งปกติพนักงานรายวันจะไม่มีสิทธิได้รับด้วย แต่หากมาทำงานไม่ครบจำนวนวันทำงานในงวดการทำงานนั้น ก็จะได้รับเฉพาะเพียงวันที่มาทำงาน แต่จะไม่ได้รับเพิ่มในส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์ ยกเว้นกรณีลาหรือป่วยดังกล่าว การจ่ายเบี้ยเลี้ยงในส่วนของการทำงานครบจำนวนวันในงวดการทำงาน และได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มโดยรวมส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์นั้น การจะได้รับเบี้ยเลี้ยงส่วนนี้ต่อเมื่อทำงานครบจำนวนวันในงวดการทำงาน 15 วัน หากทำงานไม่ครบจำนวนวันก็จะไม่ได้รับ การจ่ายเบี้ยเลี้ยงส่วนนี้จึงมิใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ แต่เป็นการจ่ายเพื่อจูงใจให้พนักงานรายวันขยันมาทำงานทุกวัน จึงมิใช่ค่าจ้าง แต่การจ่ายเบี้ยเลี้ยงประจำวัน วันละ 10 บาท เป็นการจ่ายแก่พนักงานรายวันทุกวันที่มาทำงาน จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ จึงเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ที่จะต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 ที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนต่อไป อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ นฐ.0030/53835 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เรื่อง แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีปี 2545 และตามหนังสือที่ นฐ.0030/53834 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เรื่อง แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างกองทุนประกันสังคมปี 2545 เฉพาะส่วนที่จำเลยนำค่าเบี้ยเลี้ยงที่โจทก์จ่ายให้ลูกจ้างเพิ่มในส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์ วันละ 10 บาท มาคำนวณเงินสมทบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนันยาง เท็กซ์ไทล์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 481 -ที่ 482/2551
#413427
เปิดฉบับเต็ม

การจ่ายเบี้ยเลี้ยงในส่วนของการทำงานครบจำนวนวันในงวดการทำงาน และได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มโดยรวมส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์นั้น การจะได้รับเบี้ยเลี้ยงส่วนนี้ต่อเมื่อทำงานครบจำนวนวันในงวดการทำงาน 15 วัน หากทำงานไม่ครบจำนวนวันจะไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยง การจ่ายเบี้ยเลี้ยงส่วนนี้จึงมิใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ แต่เป็นการจ่ายเพื่อจงใจให้พนักงานรายวันขยันมาทำงานทุกวันจึงมิใช่ค่าจ้าง แต่การจ่ายเบี้ยเลี้ยงประจำวัน วันละ 10 บาท เป็นการจ่ายแก่พนักงานรายวันทุกวันที่มาทำงาน จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ จึงเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 5 ที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ มาตรา 5 ที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยมีหนังสือฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 จำนวน 2 ฉบับ ถึงโจทก์ แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีปี 2545 และผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างกองทุนประกันสังคม 2545 โดยมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบเงินทดแทนเพิ่มจำนวน 24,548.93 บาท ภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 หากเกินกำหนดต้องชำระเงินสมทบเพิ่มตามกฎหมายร้อยละ 3 ต่อเดือน และมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพิ่มจำนวน 85,884 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนโจทก์จึงได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนและคณะกรรมการอุทธรณ์ตามลำดับ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนและคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า เงินเบี้ยเลี้ยงที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการจ่ายเพื่อเป็นการตอบแทนในการทำงานจึงเป็นค่าจ้างต้องนำมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณเป็นเงินสมทบส่งกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคม คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากการจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แก่พนักงานโจทก์มีหลักเกณฑ์การจ่ายเพื่อจูงใจในการทำงานของพนักงานรายวันโดยเมื่อพนักงานรายวันได้มาทำงานในวันทำงานปกติโจทก์จะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ 10 บาท ต่อ 1 วัน เว้นแต่พนักงานไม่มาทำงานเนื่องจากเจ็บป่วยโดยไม่มีใบรับรองแพทย์ขาดงาน ลากิจ แต่หากไม่มาทำงานเพราะเนื่องจากเจ็บป่วยจากการทำงานหรือเจ็บป่วยโดยมีใบรับรองแพทย์มาแสดงหรือใช้สิทธิพักร้อน โจทก์ยังคงจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แก่พนักงานที่ไม่มาทำงานในวันดังกล่าว และหากในรอบการคำนวณค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 15 และวันที่ 16 ถึงวันสิ้นเดือน พนักงานได้มาทำงานในวันทำงานปกติครบทุกวัน โจทก์จะจ่ายเบี้ยเลี้ยงเพิ่มให้แก่พนักงานรวมเป็น 150 บาท หากพนักงานทำงานไม่ครบทุกวันในวันทำงานปกติ ก็จะได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่ากับวันที่พนักงานมาทำงานเท่านั้น การจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ดังกล่าวจึงไม่เป็นค่าจ้างการที่จำเลยนำเงินเบี้ยเลี้ยงมารวมกับค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนและเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและให้โจทก์ชำระเงินเพิ่ม จึงไม่ถูกต้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ นฐ. 0030/53835 และ นฐ. 0030/53834 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ นฐ. 0030/53835 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เรื่อง แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีปี 2545 และตามหนังสือที่ นฐ. 0030/53834 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เรื่อง แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างกองทุนประกันสังคมปี 2545

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 และพระรชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 นิยามศัพท์คำว่า ค่าจ้างในทำนองเดียวกันว่า "ค่าจ้าง" หมายความว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงานด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะกำหนดคำนวณหรือจ่ายในลักษณะใดหรือโดยวิธีใด และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร บทบัญญัติดังกล่าวให้ความหมายของค่าจ้างไว้ว่าต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง โดยมีวัตถุประสงค์ของการจ่ายเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติของลูกจ้างที่ทำให้แก่นายจ้าง เมื่อพิจารณาจากคำสั่งเรื่องการปรับเปลี่ยนสวัสดิการและค่าแรงของพนักงานรายวัน และตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังปรากฏว่า โจทก์ได้ออกประกาศคำสั่ง 3 ข้อ โดยข้อ 1 ระบุให้ปรับค่าจ้างแก่พนักงานรายวันเข้าใหม่เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอีกจำนวน 5 บาท และเมื่อมีอายุการทำงานครบ 2 เดือน จะปรับเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 3 บาทต่อวัน ส่วนข้อ 2 ระบุให้พนักงานรายวันที่เริ่มเข้าทำงานใหม่มีสิทธิได้รับเบี้ยเลี้ยงประจำวันวันละ 10 บาท หรือ 150 บาท ต่องวดการทำงาน 15 วัน โดยรวมวันหยุดประจำสัปดาห์ด้วย ในกรณีที่พนักงานมาทำงานไม่ครบจำนวนวันทำงานในงวดการทำงานจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่ากับจำนวนวันที่มาทำงานจริงเท่านั้น เว้นแต่กรณีป่วยเนื่องจากการทำงาน การลาป่วยที่มิใบรับรองแพทย์และการลาพักร้อน ดังนี้ การจ่ายเงินตามคำสั่งเรื่องการปรับเปลี่ยนสวัสดิการและค่าแรงของพนักงาน จึงมีสองส่วนคือ การปรับค่าจ้างตามข้อ 1 และการกำหนดให้พนักงานรายวันได้รับเบี้ยเลี้ยงตามข้อ 2 การจ่ายเบี้ยเลี้ยงวันละ 10 บาท หรือ 150 บาท ต่องวดการทำงาน 15 วัน จะได้รับทุกวันที่มาปฏิบัติงานและหากมาทำงานครบงวดการทำงานจะได้รับเพิ่มในส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์ซึ่งปกติพนักงานรายวันจะไม่มีสิทธิได้รับด้วย แต่หากมาทำงานไม่ครบจำนวนวันทำงานในงวดการทำงานนั้น ก็จะได้รับเฉพาะเพียงวันที่มาทำงาน แต่จะไม่ได้รับเพิ่มในส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์ ยกเว้นกรณีลาหรือป่วยดังกล่าว การจ่ายเบี้ยเลี้ยงในส่วนของการทำงานครบจำนวนวันในงวดการทำงานและได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มโดยรวมส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์นั้น การจะได้รับเบี้ยเลี้ยงส่วนนี้ต่อเมื่อทำงานครบจำนวนวันในงวดการทำงาน 15 วัน หากทำงานไม่ครบจำนวนวันก็จะไม่ได้รับ การจ่ายเบี้ยเลี้ยงส่วนนี้จึงมิใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ แต่เป็นการจ่ายเพื่อจูงใจให้พนักงานรายวันขยันมาทำงานทุกวันจึงมิใช่ค่าจ้าง แต่การจ่ายเบี้ยเลี้ยงประจำวัน วันละ 10 บาท เป็นการจ่ายแก่พนักงานรายวันทุกวันที่มาทำงาน จึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ จึงเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5 ที่จะต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 ที่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนต่อไป อุทธรณ์จำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้ไขเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ นฐ.0030/53835 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เรื่อง แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีปี 2545 และตามหนังสือที่ นฐ. 0030/53834 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 เรื่อง แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีค่าจ้างกองทุนประกันสังคมปี 2545 เฉพาะส่วนที่จำเลยนำค่าเบี้ยเลี้ยงที่โจทก์จ่ายให้ลูกจ้างเพิ่มในส่วนของวันหยุดประจำสัปดาห์ วันละ 10 บาท มาคำนวณเงินสมทบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนันยาง เท็กซ์ไทล์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 480/2551
#410540
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้นำเงินสมทบและผลประโยชน์มาวางศาลเพื่อจ่ายให้แก่จำเลย โจทก์จึงเป็นผู้จ่ายเงินดังกล่าวมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตาม ป.รัษฎากร บริษัท ส. เป็นเพียงผู้กระทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายแทนโจทก์เท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าผู้จ่ายเงินให้แก่จำเลยมิใช่โจทก์ แต่บริษัท ส. เป็นผู้จ่าย บริษัท ส. จึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและมีอำนาจฟ้องเรียกเงินที่จ่ายเกินไปคืน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์วางเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบต่อศาลแรงงานกลางเกินไปโดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย ย่อมเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าโจทก์ผู้วางเงินดังกล่าวและมีสิทธิเรียกเอาเงินส่วนที่วางเกินไปคืน ส่วนที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยด้วยว่า บริษัท ส. กระทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายแทนโจทก์ เป็นการวินิจฉัยในรายละเอียด แม้โจทก์จะมิได้บรรยายไว้ในคำฟ้องว่าบริษัท ส. กระทำการแทนโจทก์ คำวินิจฉัยส่วนนี้ก็มิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น

จำเลยมีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากโจทก์เพียงเฉพาะส่วนที่เกินจากที่หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว แม้โจทก์จะหลงลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนจ่ายเงินทั้งหมดให้แก่จำเลยไป แต่เมื่อโจทก์นำส่งเงินภาษีที่ต้องหักไว้ ณ ที่จ่ายให้แก่กรมสรรพากรแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกเอาเงินส่วนที่โจทก์นำส่งให้แก่กรมสรรพากรไปแล้วจากจำเลยได้ จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน เรียกเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน 1,416,194.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 1,292,196.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 1095/2546 หมายเลขแดงที่ 7346/2547 ของศาลแรงงานกลาง ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2547 โจทก์วางเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบต่อศาลแรงงานกลางจำนวน 1,546,755.19 บาท ต่อมาวันที่ 29 กันยายน 2547 จำเลยมาขอรับเงินจำนวนดังกล่าวไป เนื่องจากโจทก์คำนวณเงินที่จะต้องชำระแก่จำเลยผิดพลาดโดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 459,754.89 บาท ทำให้วางเงินเกินไป จำนวน 459,754.89 บาท ซึ่งเป็นเงินภาษีที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบ โดยโจทก์มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่งกรมสรรพากร โจทก์ทวงถามขอเงินจำนวน 459,754.89 บาท คืนแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 459,754.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหายในการหักภาษี ณ ที่จ่าย บริษัทสยามซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากโจทก์และเป็นผู้หักภาษี ณ ที่จ่าย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง บริษัทสยามซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเนื่องจากไม่ใช่ผู้ที่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่จำเลย สำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 เป็นการหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ถูกต้องสูงกว่าความเป็นจริง เนื่องจากนำรายได้ของจำเลยทั้งหมดที่ได้รับจากบริษัทสยามซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด และเงินสมทบรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินสมทบและดอกเบี้ยมาคำนวณภาษี ทั้งที่เป็นเงินได้จากนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันและเป็นเงินคนละประเภท โจทก์ไม่มีสิทธิหักภาษี ณ ที่จ่ายในเงินที่นำมาวางต่อศาลจำนวน 1,546,755.19 บาท เนื่องจากเป็นเงินที่จ่ายให้จำเลยตามข้อตกลงในการประนีประนอมยอมความ โดยมีข้อตกลงให้จำเลยถอนฟ้องโจทก์และบริษัทอเมริกันอินเตอร์เนชัลแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ดังนั้นเมื่อโจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวตามข้อตกลงและจำเลยได้รับเงินตามข้อตกลงแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเรียกภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากจำเลยอีก ทั้งตามประมวลรัษฎากรก็มิได้บัญญัติให้อำนาจโจทก์ที่จะฟ้องเรียกภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากจำเลยอีก เพราะล่วงพ้นเวลาที่จะหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยมีจำเลยเป็นสมาชิก เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางเป็นจำเลยที่ 1 บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด เป็นจำเลยที่ 2 เรียกเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน 1,416,194.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,292,196.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ 1095/2546 หมายเลขแดงที่ 7346/2547 ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2547 โจทก์นำเงินจำนวน 1,546,755.19 บาท มาวางต่อศาลเพื่อชำระให้แก่จำเลย โดยมิได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน จำเลยจึงยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและขอรับเงินดังกล่าวไปในวันดังกล่าว เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร โจทก์เป็นผู้นำมาวางต่อศาลเพื่อจ่ายให้แก่จำเลย โจทก์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินดังกล่าวจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากรก่อนจ่ายเงินให้แก่จำเลยรับไป บริษัทสยามซอร์ไซด์เซอร์วิส จำกัด ซึ่งระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเอกสารหมาย จ.1 เป็นเพียงผู้กระทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายแทนโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกเงินที่ชำระเกินไปคืนได้ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความระบุจำนวนภาษีที่หักและนำส่งไว้เป็นเงิน 459,754.89 บาท เมื่อไม่ปรากฏว่ากรมสรรพากรทักท้วงว่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ถูกต้อง ทั้งจำเลยมิได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายจำนวน 459,754.89 บาท ที่ได้มีการหักไว้และนำส่งกรมสรรพากรถูกต้อง เมื่อจำเลยได้มาขอรับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจำนวน 1,546,755.19 บาท โดยโจทก์หลงลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้จำนวน 459,754.89 บาท จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ได้รับเกินไปจำนวน 459,754.89 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยไม่คืน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และ 224 โจทก์ขอดอกเบี้ยเพียงนับถัดจากวันฟ้อง จึงกำหนดให้ตามขอ พิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 459,754.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึงจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า จากคำเบิกความพยานโจทก์ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่จำเลยคือบริษัทสยามซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด บริษัทสยามซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด จึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและเป็นผู้มีอำนาจฟ้องเรียกเงินที่จ่ายเกินไปคืนจากจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้นำเงินสมทบและผลประโยชน์มาวางศาลเพื่อจ่ายให้แก่จำเลย โจทก์จึงเป็นผู้จ่ายเงินดังกล่าวจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร บริษัทสยามซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นเพียงผู้กระทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายแทนโจทก์เท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าผู้จ่ายเงินให้แก่จำเลยมิใช่โจทก์ แต่บริษัทสยามซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นผู้จ่าย บริษัทสยามซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด จึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและมีอำนาจฟ้องเรียกเงินที่จ่ายเกินไปคืน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางอันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า บริษัทสยามซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยเป็นผู้กระทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายแทนโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า บริษัทสยามซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด กระทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายแทนโจทก์จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์วางเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบต่อศาลแรงงานกลางเกินไปโดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย ย่อมเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าโจทก์ผู้วางเงินดังกล่าวและมีสิทธิเรียกเอาเงินส่วนที่วางเกินไปคืน ส่วนที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยด้วยว่า บริษัทสยามซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด กระทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายแทนโจทก์เป็นการวินิจฉัยในรายละเอียด แม้โจทก์จะมิได้บรรยายไว้ในคำฟ้องว่าบริษัทสยามซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด กระทำการแทนโจทก์ คำวินิจฉัยส่วนนี้ก็มิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ประมวลรัษฎากรมิได้มีบทบัญญัติให้อำนาจผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเรียกเงินที่จ่ายเกินไปเพราะมิได้หักเงินภาษี ณ ที่จ่ายคืน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืนจากจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยมีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบจากโจทก์เพียงเฉพาะส่วนที่เกินจากที่หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว แม้โจทก์จะหลงลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนจ่ายเงินทั้งหมดให้แก่จำเลยไป แต่เมื่อโจทก์นำส่งเงินภาษีที่ต้องหักไว้ ณ ที่จ่ายจำนวน 459,754.89 บาท ให้แก่กรมสรรพากรแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกเอาเงินส่วนที่โจทก์นำส่งให้แก่กรมสรรพากรไปแล้วจากจำเลยได้ จำเลยจำต้องคืนให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมอส์กกรุ๊ป ประเทศไทย
โจทก์ — ซึ่งจดทะเบียนแล้ว
จำเลย — นายพิศิษฐ์ โรจน์ปรีชา
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 479/2551
#410539
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายระยะเวลาได้ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 23 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 มิได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าจะต้องมีพฤติการณ์พิเศษจึงจะขยายระยะเวลาได้เช่นที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 23 การที่ทนายจำเลยมีหนังสือขอถอนตัวจากการเป็นทนายความส่งให้แก่ผู้จัดการจำเลย และศาลแรงงานภาค 2 อ่านคำพิพากษาในวันที่ 21 ธันวาคม 2547 จำเลยทราบถึงการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความตั้งแต่ก่อนศาลแรงงานภาค 2 อ่านคำพิพากษา จำเลยมีเวลาเพียงพอที่จะจัดหาทนายความคนใหม่ได้เสียแต่เนิ่น ๆ การที่จำเลยไม่รีบดำเนินการจึงเป็นความบกพร่องของฝ่ายจำเลยเอง ถือไม่ได้ว่าคดีมีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานภาค 2 จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 11,181 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 4,472 บาท ค่าชดเชยจำนวน 178,904 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดจ่ายค่าจ้าง และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก 7 วัน นับแต่วันครบกำหนดจ่ายค่าจ้างและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 41,744 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวน 11,181 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 4,472 บาท ค่าชดเชยจำนวน 178,904 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 194,557 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 42,489.70 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 178,904 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 221,393.70 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 สิงหาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อ้างว่า ทนายจำเลยมีหนังสือขอถอนตัวจากการเป็นทนายความ จำเลยไม่สามารถจัดหาทนายความใหม่ได้ทันภายในกำหนด

ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งว่าพฤติการณ์ตามคำร้องมิใช่พฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่กรณีจำเป็นและไม่ใช่กรณีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า มีเหตุขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยหรือไม่ โดยจำเลยอ้างเหตุว่าทนายจำเลยได้ขอถอนตัวจากการเป็นทนายความ จำเลยต้องหาทนายความคนใหม่ซึ่งจะต้องศึกษาถ้อยคำสำนวนเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อน และจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ 6 วัน เนื่องจากวันที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นวันทำการสุดท้ายของปี 2547 ก่อนวันหยุดเทศกาลปีใหม่ซึ่งหยุดติดต่อกันถึง 4 วัน จึงเป็นเหตุขัดข้องในการจัดหาทนายความช่วงเทศกาล เหตุดังกล่าวเป็นพฤติการณ์พิเศษและมีความจำเป็นนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 บัญญัติให้ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจศาลแรงงานในการย่นหรือขยายระยะเวลาไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ได้ และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 ได้วางหลักเกณฑ์ว่าจะกระทำได้เมื่อมีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหาได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าจะต้องมีพฤติการณ์พิเศษเช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ไม่ เมื่อปรากฏว่านายทองเจือ พูลเกิด ทนายจำเลยมีหนังสือขอถอนตัวจากการเป็นทนายความ ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ส่งให้แก่ผู้จัดการจำเลย และศาลแรงงานภาค 2 อ่านคำพิพากษาในวันที่ 21 ธันวาคม 2547 จำเลยทราบถึงการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของนายทองเจือตั้งแต่ก่อนศาลแรงงานภาค 2 อ่านคำพิพากษา จำเลยมีเวลาเพียงพอที่จะจัดหาทนายความคนใหม่ได้เสียแต่เนิ่น ๆ การที่จำเลยไม่รีบดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นความบกพร่องของฝ่ายจำเลยเอง ถือไม่ได้ว่าคดีมีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานภาค 2 จะพึงขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลย คำสั่งศาลแรงงานภาค 2 ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 26 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปราสาท สายพรหม
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดศรีราชาเพลส
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2551
#412570
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำขึดข้าวเปลือกโดยอ้างว่าเป็นของจำเลย และยื่นคำร้องขอให้นำออกขายทอดตลาดเนื่องจากเก็บไว้นานอาจเกิดความเสียหายได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดและนำเงินเก็บรักษาไว้ เป็นคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งตามมาตรา 288 วรรคสาม บัญญัติให้คำสั่งศาลเป็นที่สุด การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดข้าวเปลือก เท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นที่สุดแล้ว มิใช่คำร้องขอให้งดการบังคับคดีหรือคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องได้ แม้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่เป็นเหตุให้ผู้ร้องฎีกาต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดข้าวเปลือกโดยอ้างว่าเป็นของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ข้าวเปลือกที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำข้าวเปลือกออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นข้าวเปลือกที่เก็บไว้นานอาจเกิดความเสียหายได้ จึงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดโดยไม่ชักช้าและนำเงินจำนวนดังกล่าวเก็บรักษาไว้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาด

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสอง (2) บัญญัติว่า "...ถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินที่ยึดนั้นเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เก็บไว้นานไม่ได้ ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินเช่นว่านี้โดยไม่ชักช้า" คดีนี้โจทก์นำยึดข้าวเปลือกโดยอ้างว่าเป็นของจำเลย และยื่นคำร้องขอให้นำออกขายทอดตลาดเนื่องจากว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นข้าวเปลือกที่เก็บไว้นานอาจเกิดความเสียหายได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดและนำเงินจำนวนดังกล่าวเก็บรักษาไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งมาตรา 288 วรรคสาม บัญญัติให้คำสั่งศาลเป็นที่สุด การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดข้าวเปลือก เท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นที่สุดแล้ว คำร้องดังกล่าวมิใช่คำร้องขอให้งดการบังคับคดีหรือคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องได้ แม้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่เป็นเหตุให้ผู้ร้องฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาด ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 และยกฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวสาวทองเจือ พิพัฒนกุล
ผู้ร้อง — นายพิพัฒน์ สังขวัฒนชัย
จำเลย — นางสาวสังเวียน ขาวทรงธรรมหรือขาวทรงทำ
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2551
#413426
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคสอง (2) บัญญัติว่า "...ถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินที่ยึดนั้นเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เก็บไว้นานไม่ได้ ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินเช่าว่านี้โดยไม่ชักช้า" คดีนี้โจทก์นำยึดข้าวเปลือกโดยอ้างว่าเป็นของจำเลย และยื่นคำร้องขอให้นำออกขายทอดตลาดเนื่องจากว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นข้าวเปลือกที่เก็บไว้นานอาจเกิดความเสียหายได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดและนำเงินจำนวนดังกล่าวเก็บรักษาไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งมาตรา 288 วรรคสาม บัญญัติให้คำสั่งศาลเป็นที่สุด การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดข้าวเปลือก เท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นที่สุดแล้ว คำร้องดังกล่าวมิใช่คำร้องขอให้งดการบังคับคดีหรือคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องได้ แม้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่เป็นเหตุให้ผู้ร้องฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดข้าวเปลือกโดยอ้างว่าเป็นของจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ข้าวเปลือกที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำข้าวเปลือกออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นข้าวเปลือกที่เก็บไว้นานอาจเกิดความเสียหายได้ จึงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดโดยไม่ชักช้าและนำเงินจำนวนดังกล่าวเก็บรักษาไว้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาด

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสอง (2) "...ถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินที่ยึดนั้นเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เก็บไว้นานไม่ได้ ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินเช่นว่านี้โดยไม่ชักช้า" คดีนี้โจทก์นำยึดข้าวเปลือกโดยอ้างว่าเป็นของจำเลย และยื่นคำร้องขอให้นำออกขายทอดตลาดเนื่องจากว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นข้าวเปลือกที่เก็บไว้นานอาจเกิดความเสียหายได้ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดและนำเงินจำนวนดังกล่าวเก็บรักษาไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งมาตรา 288 วรรคสาม บัญญัติให้คำสั่งศาลเป็นที่สุด การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดข้าวเปลือก เท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นที่สุดแล้ว คำร้องดังกล่าวมิใช่คำร้องขอให้งดการบังคับหรือคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องได้ แม้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่เป็นเหตุให้ผู้ร้องฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาด ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 และยกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวทองเจือ พิพัฒนกุล
ผู้ร้อง — นายพิพัฒน์ สังขวัฒนชัย
นางสาวสังเวียน ขาวทรงธรรม
จำเลย — หรือขาวทรงทำ
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 470/2551
#410538
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าได้รับสินเชื่อในการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศตามสัญญาคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทจากโจทก์เป็นวงเงินสูงถึง 850,000,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและนำหลักทรัพย์มาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 คนละหลายร้อยล้านบาท เงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามีจำนวนรวมกัน 400,000 บาทเศษ จึงถือว่าไม่ใช่เงินจำนวนมากสำหรับจำเลยทั้งสาม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้จำเลยทั้งสามประมาณ 20 วัน นับว่าเป็นระยะเวลาที่เพียงพอแล้ว การอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งสามไม่มีเงินชำระค่าธรรมเนียม เพราะไม่สามารถหาเงินค่าธรรมเนียมได้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายยังไม่ถือเป็นเหตุจำเป็น ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 37

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยทั้งสามวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ศาลต้องสั่งรับเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ไว้ และหากศาลไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมส่วนที่เหลือ ศาลต้องกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสามวางเงินค่าธรรมเนียมเสียก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำสั่งศาล การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เป็นการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 234 เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้จำนวน 394,443,554.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 4 สิงหาคม 2549 ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ขยายและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาออกไปอีก 30 วัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า เพื่อให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดี อนุญาตให้ขยายระยะเวลาจนถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2549 และไม่ขยายระยะเวลาเพิ่มเติมให้อีก วันที่ 25 สิงหาคม 2549 จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์จำนวน 200,000 บาท และขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไปอีก 30 วัน เนื่องจากประสบปัญหาทางการเงิน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า เนื่องจากเคยมีคำสั่งไว้แล้วว่าไม่ขยายระยะเวลาเพิ่มเติมให้อีก เมื่อจำเลยทั้งสามไม่อาจวางเงินได้ครบถ้วนภายในกำหนด จึงไม่รับค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์จำนวน 200,000 บาท แจ้งให้จำเลยทั้งสามมารับคืนไป ส่วนที่จำเลยทั้งสามขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ ซึ่งเป็นเงินจำนวน 210,940 บาท นั้น ไม่มีเหตุจะขยายระยะเวลาให้อีก จึงให้ยกคำร้อง และสั่งให้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า เนื่องจากจำเลยทั้งสามไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายในเวลาที่กำหนด จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ในข้อแรกว่า คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่ชอบด้วยเหตุผล เพราะจำเลยทั้งสามตั้งใจอุทธรณ์คำพิพากษาแต่ติดขัดเรื่องการเงิน พยายามขวนขวายหาเงินมาได้เพียง 200,000 บาท ศาลน่าจะรับเงินดังกล่าวไว้และอนุญาตขยายระยะเวลาวางเงินส่วนที่เหลือนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้า ได้รับสินเชื่อในการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศตามสัญญาคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทจากโจทก์เป็นวงเงินสูงถึง 850,000,000 บาท แสดงว่าธุรกิจการค้าของจำเลยที่ 1 ค่อนข้างใหญ่โต จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและนำหลักทรัพย์มาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 คนละหลายร้อยล้านบาท ดังนั้นเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามีจำนวนรวมกัน 400,000 บาทเศษ จึงถือว่าไม่ใช่เงินจำนวนมากสำหรับจำเลยทั้งสาม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้จำเลยทั้งสามประมาณ 20 วัน นับว่าเป็นระยะเวลาที่เพียงพอแล้ว การอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งสามไม่มีเงินชำระค่าธรรมเนียม เพราะไม่สามารถหาเงินค่าธรรมเนียมได้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายยังไม่ถือเป็นเหตุจำเป็น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 37 คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยทั้งสามวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ศาลต้องสั่งรับเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์จำนวน 200,000 บาทไว้ และหากศาลไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมส่วนที่เหลือ ศาลจึงต้องกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสามวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเสียก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยทั้งสามปฏิบัติตามคำสั่งศาล การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเยนเนอรัล โค้ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พลรัตน์ ประทุมทาน
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2551
#410577
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสินค้าที่ขนส่งเป็นของมีค่า และโจทก์ผู้ส่งได้บอกสภาพแห่งของว่าเป็นนาฬิกาและบอกราคาของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยผู้ขนส่งแล้ว จำเลยก็ต้องใช้ความระมัดระวังดูแลสินค้าเป็นพิเศษในการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหาย จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าซึ่งเป็นราคาที่บอกแก่ตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 616, 620 และโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยตามข้อความที่ปรากฏด้านหลังของใบรับขนทางอากาศ ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 625 โจทก์จึงไม่จำต้องเลือกชำระค่าบริการเพิ่มแทนการยอมรับการจำกัดความรับผิดของจำเลย ทั้งการที่โจทก์ไม่เสียค่าบริการเพิ่มจะถือว่าโจทก์มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วย และอาศัยเป็นพฤติการณ์ในการลดค่าเสียหายของโจทก์หาได้ไม่ จำเลยผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าที่ขนส่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 251,200.25 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 240,052.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ไม่โต้แย้งและจำเลยไม่อุทธรณ์ว่าจำเลยทำสัญญารับขนสินค้านาฬิกาข้อมือของโจทก์ 15 เรือน ราคา 5,209 ยูโร คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 240,052.60 บาท โดยทางอากาศไปส่งให้ลูกค้าของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วสินค้าทั้งหมดสูญหายในระหว่างขนส่งโดยโจทก์ผู้ส่งได้บอกราคาหรือสภาพแห่งของแก่จำเลยในขณะที่ส่งมอบของแล้ว และโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งให้จำเลยผู้ขนส่งยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดกรณีของสูญหาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าเพราะเป็นของมีค่า และโจทก์บอกราคาหรือสภาพแห่งของไว้ในใบรับขนทางอากาศในขณะส่งมอบของแก่จำเลยแล้ว แต่การที่โจทก์ส่งของมีค่าโดยเลือกเสียค่าบริการแก่จำเลยในอัตราค่าส่งตามปกติเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ทำให้จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นกว่ารับขนของธรรมดา โจทก์จึงมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลย พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของมีค่าจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการขนส่งเป็นพิเศษ และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าคือ 240,052.60 บาท เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า สินค้าที่ขนส่งเป็นของมีค่า และโจทก์ผู้ส่งได้บอกสภาพแห่งของว่าเป็นนาฬิกาและบอกราคาของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยผู้ขนส่งแล้ว จำเลยก็ต้องใช้ความระมัดระวังดูแลสินค้าเป็นพิเศษในการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหาย จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าซึ่งเป็นราคาที่บอกแก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616, 620 ทั้งโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยตามข้อความที่ปรากฏด้านหลังของใบรับขนของทางอากาศ ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยซึ่งเป็นที่ยุติแล้ว ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 625 โจทก์จึงไม่จำต้องเพิ่มส่วนความรับผิดของจำเลยโดยเลือกชำระค่าบริการเพิ่มแทนการยอมรับการจำกัดความรับผิด ทั้งการที่โจทก์ไม่เสียค่าบริการเพิ่มจะถือว่าโจทก์มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วย และอาศัยเป็นพฤติการณ์ในการลดค่าเสียหายของโจทก์หาได้ไม่ จำเลยผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าที่ขนส่งตามฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่จำเลยรับสินค้าไปจากโจทก์ คือวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยนับแต่วันใด โจทก์คงมีแต่นายธเณศ พยานโจทก์ เบิกความว่า วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 เป็นวันที่จำเลยมารับสินค้าพิพาทจากโจทก์ ดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และเห็นว่า กรณีนี้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่สินค้าพิพาทสูญหายเป็นต้นไป ซึ่งปัญหาว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปตั้งแต่เมื่อใดนั้น โจทก์มีนายธเณศ เป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 5 มกราคม 2547 โจทก์ได้รับแจ้งจากลูกค้าของโจทก์ว่ายังไม่ได้รับสินค้าพิพาท โจทก์จึงให้จำเลยติดตามสินค้าพิพาท หากไม่สามารถติดตามได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งต่อมาจำเลยก็ไม่สามารถส่งมอบสินค้าพิพาทได้ โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นประการอื่น ข้อเท็จจริงจึงพอถือได้ว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2547 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 240,052.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ต้องไม่เกิน 11,147.65 บาท ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616 ม. 620 ม. 625
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2551
#413308
เปิดฉบับเต็ม

สินค้าที่ขนส่งเป็นของมีค่า และโจทก์ผู้ส่งได้บอกสภาพแห่งของว่าเป็นนาฬิกาและบอกราคาของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยผู้ขนส่งแล้ว จำเลยจึงต้องใช้ความระมัดระวังดูแลสินค้าเป็นพิเศษในการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหาย จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าซึ่งเป็นราคาที่บอกแก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 616, 620 ทั้งโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยตามข้อความที่ปรากฏด้านหลังของใบรับขนทางอากาศ ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 625 โจทก์จึงไม่จำต้องเพิ่มส่วนความรับผิดของจำเลยโดยเลือกชำระค่าบริการเพิ่มแทนการยอมรับการจำกัดความรับผิด อีกทั้งการที่โจทก์ไม่เสียค่าบริการเพิ่มจะถือว่าโจทก์มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วยและอาศัยเป็นพฤติการณ์ในการลดค่าเสียหายของโจทก์หาได้ไม่ จำเลยผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดขอใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าที่ขนส่งตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ว่าจ้างจำเลยขนส่งสินค้านาฬิกาข้อมือ 15 เรือน น้ำหนักรวม 12.8 กิโลกรัม ราคา 5,209 ยูโร (ขณะทำสัญญา 1 ยูโร เท่ากับ 46.0842 บาท) คิดเป็นเงินไทย 240,052.60 บาท เพื่อไปส่งให้ลูกค้าของโจทก์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 จำเลยให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยมารับสินค้าที่คลังสินค้าทัณฑ์บนของโจทก์ไปครบถ้วนและในวันเดียวกันจำเลยขนส่งสินค้าของโจทก์ดังกล่าวโดยทางอากาศ ครั้นวันที่ 5 มกราคม 2547 โจทก์ได้รับแจ้งจากลูกค้าว่ายังไม่ได้รับสินค้าที่โจทก์จ้างจำเลยรับขน โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยติดตามสินค้าและหากไม่สามารถติดตามสินค้าของโจทก์ได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาสินค้าเป็นเงิน 240,052.60 บาท จำเลยปฏิเสธโดยจะชดใช้ให้เพียงร้อยละ 10 ของราคาสินค้าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงให้ทนายความบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อครบกำหนดตามหนังสือบอกกล่าว จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 251,200.25 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 240,052.60 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยรับจ้างโจทก์ขนส่งสินค้านาฬิกาโดยทางอากาศ และสินค้าสูญหายในระหว่างขนส่ง แต่โจทก์ได้ตกลงโดยชัดแจ้งให้จำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งไว้ในใบตราส่งเพียงไม่เกิน 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 กิโลกรัม (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 40 บาท) สินค้าน้ำหนักรวม 12.8 กิโลกรัม หากจำเลยต้องรับผิดไม่เกิน 10,240 บาท เพราะโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบพฤติการณ์พิเศษใดที่จำเลยจะต้องรับผิดเพิ่ม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งโจทก์ผู้อุทธรณ์ไม่โต้แย้งและจำเลยไม่อุทธรณ์ว่าจำเลยทำสัญญารับขนสินค้านาฬิกาข้อมือของโจทก์ 15 เรือน ราคา 5,209 ยูโร คิดเป็นเงินไทย 240,052.60 บาท โดยทางอากาศไปส่งให้ลูกค้าของโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วสินค้าทั้งหมดสูญหายในระหว่างขนส่ง โดยโจทก์ผู้ส่งได้บอกราคาหรือสภาพแห่งของแก่จำเลยในขณะที่ส่งมอบของแล้ว และโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งให้จำเลยผู้ขนส่งยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดกรณีของสูญหาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าเพราะเป็นของมีค่า และโจทก์บอกราคาหรือสภาพแห่งของไว้ในใบรับขนทางอากาศในขณะส่งมอบของแก่จำเลยแล้ว แต่การที่โจทก์ส่งของมีค่าโดยเลือกเสียค่าบริการแก่จำเลยในอัตราค่าส่งตามปกติเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ทำให้จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นกว่ารับขนของธรรมดา โจทก์จึงมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลย พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของมีค่าจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการขนส่งเป็นพิเศษ และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าคือ 240,052.60 บาท เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า สินค้าที่ขนส่งเป็นของมีค่า และโจทก์ผู้ส่งได้บอกสภาพแห่งของว่าเป็นนาฬิกาและบอกราคาของไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยผู้ขนส่งแล้ว จำเลยก็ต้องใช้ความระมัดระวังดูแลสินค้าเป็นพิเศษในการขนส่ง เมื่อสินค้าสูญหาย จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าซึ่งเป็นราคาที่บอกแก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616, 620 ทั้งโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยตามข้อความที่ปรากฏด้านหลังของใบรับขนทางอากาศ ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยซึ่งเป็นที่ยุติแล้ว ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 625 โจทก์จึงไม่จำต้องเพิ่มส่วนความรับผิดของจำเลยโดยเลือกชำระค่าบริการเพิ่มแทนการยอมรับการจำกัดความรับผิด ทั้งการที่โจทก์ไม่เสียค่าบริการเพิ่มจะถือว่าโจทก์มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วย และอาศัยเป็นพฤติการณ์ในการลดค่าเสียหายของโจทก์หาได้ไม่ จำเลยผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าที่ขนส่งตามฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่จำเลยรับสินค้าไปจากโจกท์ คือวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยนับแต่วันใด โจทก์คงมีแต่นายธเณศพยานโจทก์ เบิกความว่า วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 เป็นวันที่จำเลยมารับสินค้าพิพาทจากโจทก์ ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และเห็นว่า กรณีนี้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่สินค้าพิพาทสูญหายเป็นต้นไป ซึ่งปัญหาว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปตั้งแต่เมื่อใดนั้น โจทก์มีนายธเณศ เป็นพยานเบิกความว่าวันที่ 5 มกราคม 2547 โจทก์ได้รับแจ้งจากลูกค้าของโจทก์ว่ายังไม่ได้รับสินค้าพิพาท โจทก์จึงให้จำเลยติดตามสินค้าพิพาท หากไม่สามารถติดตามได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งต่อมาจำเลยก็ไม่สามารถส่งมอลสินค้าพิพาทได้ โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นประการอื่น ข้อเท็จจริงจึงพอถือได้ว่าสินค้าพิพาทสูญหายไปเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2547 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 240,052.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ต้องไม่เกิน 11,147.65 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616 ม. 620 ม. 625
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคิง เพาเวอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทเฟดเดอรัล เอ๊กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรณนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 465/2551
#412409
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยอื่นละเมิดลิขสิทธิ์งานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ด้วยการร่วมกันนำอุปกรณ์ชุดเครื่องรับสัญญาณ อุปกรณ์ถอดรหัสและแปลงสัญญาณ อุปกรณ์กระจายสัญญาณของโจทก์ทั้งสองไปติดตั้งไว้ในอาคารแล้วแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำโดยการกระจายสัญญาณเสียงและภาพทางโทรทัศน์ในระบบของโจทก์ไปตามสัญญาหรือสายอากาศที่ต่อเข้าไปในห้องเช่าในอาคารจำนวน 225 ห้อง ไปพร้อมกับระบบการให้บริการสัญญาณทางโทรทัศน์ของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเคเบิลทีวีแบบบอกรับสมาชิก เพื่อให้ผู้เช่าห้องได้รับฟังและรับชมรายการทางโทรทัศน์ของโจทก์โดยมีเครื่องหมายบริการของโจทก์ปรากฏในรายการโทรทัศน์นั้นด้วย ขอให้จำเลยที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายและหยุดการกระทำละเมิด ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 4 ที่อ้างว่า ตัวแทนหรือพนักงานของโจทก์พ่วงต่อสัญญาณโทรทัศน์ของโจทก์เข้ามาในเครื่องรับสัญญาณของจำเลยที่ 4 ทำให้จำเลยที่ 4 ได้รับความเสียหาย แม้เป็นการฟ้องในมูลละเมิดเช่นกัน แต่ก็เป็นการละเมิดต่างครั้งต่างคราวกันและมูลเหตุคนละเรื่องกัน ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 4 ที่กล่าวอ้างใช้สิทธิทางศาลอันเนื่องมาจากการที่โจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 4 เพราะโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเอาความเท็จมาฟ้องต่อศาล เป็นฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุแห่งการฟ้องของโจทก์มาเป็นข้อกล่าวอ้าง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิม จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์และเคเบิลทีวีในชื่อยูบีซีโดยได้รับอนุญาตและเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ UBC ที่ได้จดทะเบียนแล้วจำเลยทั้งสี่ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์งานแพร่ภาพและเครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยที่ 3 แจ้งว่า ได้สมัครเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 จำนวน 1 จุด เครื่องรับโทรทัศน์และของโจทก์ที่ 2 จำนวน 1 จุด เครื่องรับโทรทัศน์ แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันนำอุปกรณ์ชุดเครื่องรับสัญญาณ อุปกรณ์ถอดรหัสและแปลงสัญญาณ อุปกรณ์กระจายสัญญาณของโจทก์ทั้งสองไปติดตั้งไว้ในอาคารแล้วแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำ โดยการกระจายสัญญาณเสียงและภาพทางโทรทัศน์ในระบบของโจทก์ทั้งสองไปตามสัญญาณหรือสายอากาศที่ต่อเข้าไปในห้องเช่าในอาคารจำนวน 225 ห้อง ไปพร้อมกับระบบการให้บริการสัญญาณทางโทรทัศน์ของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเคเบิลทีวีแบบบอกรับสมาชิก เพื่อให้ผู้เช่าห้องได้รับฟังและรับชมรายการทางโทรทัศน์ของโจทก์ทั้งสอง โดยมีเครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งสองปรากฏในรายการโทรทัศน์นั้นด้วย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสอง การกระทำดังกล่าว จึงเป็นการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์งานแพร่เสียงแพร่ภาพและละเมิดเครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายตามจำนวนที่ระบุพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายรายเดือนนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะหยุดหรือเลิกการกระทำละเมิด โดยในส่วนของจำเลยที่ 4 ให้ร่วมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 รายละจำนวน 869,676.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายรายเดือนอีกเดือนละ 656.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าหยุดการทำละเมิด กับใช้ค่าเสียหายอันเป็นค่าใช้จ่ายในการสืบจากพยานหลักฐานจำนวน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ไม่เคยร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุมและขาดอายุความ และฟ้องแย้งมาในคำให้การว่าตัวแทนหรือพนักงานของโจทก์ทั้งสองกระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 4 โดยการพ่วงต่อสายสัญญาณโทรทัศน์ของโจทก์ทั้งสองเข้ามาในเครื่องรับส่งสัญญาณของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ต้องค้นหาสาเหตุที่ทำให้สัญญาณโทรทัศน์ของจำเลยที่ 4 ไม่ชัดเจนอยู่นาน เสียค่าใช้จ่ายไป 5,000,000 บาท โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าเสียหายส่วนนี้ กับการที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นคดีนี้ ทำให้จำเลยที่ 4 เสื่อมเสียชื่อเสียง สมาชิกของจำเลยที่ 4 ซึ่งทราบข่าวยกเลิกการเป็นสมาชิกเป็นจำนวนมาก คิดเป็นเงิน 10,000,000 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง และให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 4 จำนวน 15,000,000 บาท

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าฟ้องแย้งของจำเลยที่ 4 ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้งจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 4 เกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยอื่นละเมิดลิขสิทธิ์งานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ทั้งสองด้วยการร่วมกันนำอุปกรณ์ชุดเครื่องรับสัญญาณ อุปกรณ์ถอดรหัสและแปลงสัญญาณ อุปกรณ์กระจายสัญญาณของโจทก์ทั้งสองไปติดตั้งไว้ในอาคารแล้วแพร่เสียงแพร่ภาพซ้ำโดยการกระจายสัญญาณเสียงและภาพทางโทรทัศน์ในระบบของโจทก์ทั้งสองไปตามสัญญาณหรือสายอากาศที่ต่อเข้าไปในห้องเช่าในอาคารจำนวน 225 ห้อง ไปพร้อมกับระบบการให้บริการสัญญาณทางโทรทัศน์ของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเคเบิลทีวีแบบบอกรับสมาชิก เพื่อให้ผู้เช่าห้องได้รับฟังและรับชมรายการทางโทรทัศน์ของโจทก์ทั้งสองโดยมีเครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งสองปรากฏในรายการโทรทัศน์นั้นด้วย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสองขอให้บังคับจำเลยที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายและหยุดการกระทำละเมิด สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 4 ที่อ้างว่า ตัวแทนหรือพนักงานของโจทก์ทั้งสองพ่วงต่อสัญญาณโทรทัศน์ของโจทก์ทั้งสองเข้ามาในเครื่องรับสัญญาณของจำเลยที่ 4 ทำให้จำเลยที่ 4 ได้รับความเสียหาย แม้เป็นการฟ้องในมูลละเมิดเช่นกัน แต่ก็เป็นการละเมิดต่างครั้งต่างคราวกันและมูลเหตุคนละเรื่องกัน ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมและในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 4 ที่ว่า โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยที่ 4 ซึ่งทราบข่าวยกเลิกการเป็นสมาชิกเป็นจำนวนมาก ทำให้จำเลยที่ 4 ได้รับความเสียหาย ก็เป็นการที่จำเลยที่ 4 กล่าวอ้างใช้สิทธิทางศาลอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ทั้งสองกระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 4 เพราะโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเอาความเท็จมาฟ้องต่อศาล ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 4 ดังกล่าว จึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุการฟ้องของโจทก์ทั้งสองมาเป็นข้อกล่าวอ้าง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิมเช่นกัน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 4 จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่อาจจะรวมการพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 4 นั้นชอบแล้ว"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
บริษัทยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น
โจทก์ — จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — นายสมชาย เผ่าบัณฑูร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
พลรัตน์ ประทุมทาน
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2551
#410537
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปจากผู้เสียหายแล้วนำไปลักเงินของผู้เสียหายโดยผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ ทรัพย์ที่จำเลยลักเป็นทรัพย์คนละประเภทและเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระ และอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ ดังนั้น การลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปจากผู้เสียหายกับลักเงินของผู้เสียหายโดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติในแต่ละครั้งจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกระทำแต่ละครั้งดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด และโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยรวม 14 กระทง ได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ เมื่อวันที่ 20, 22, 23, 24, 31 พฤษภาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยง วันที่ 26 พฤษภาคม 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง และวันที่ 12 มิถุนายน 2548 เวลากลางวัน จำเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งออกให้แก่นายวิทยา มาลัย ผู้เสียหายเพื่อใช้เบิกถอนเงินสดไปโดยทุจริต แล้วจำเลยใช้บัตรดังกล่าวในแต่ละครั้งที่จำเลยลักไปเบิกถอนเงินจำนวน 3,000 บาท 1,300 บาท 1,500 บาท 2,500 บาท 5,000 บาท 3,000 บาท และ 2,000 บาท ตามลำดับรวมจำนวนเงิน 18,300 บาท จากบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ของผู้เสียหายโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 269/5, 269/7, 335, 90, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 269/5, 269/7, 335 (1) รวม 7 กระทง การกระทำของจำเลยในแต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเบิกถอนเงินสดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหายไปเบิกถอนเงินถึง 7 ครั้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการลงโทษสถานเบาและเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหายไปเบิกถอนเงินหลายครั้งรวมจำนวน 18,300 บาท แต่เงินดังกล่าวเป็นจำนวนที่ไม่มากนัก ประกอบกับผู้เสียหายเป็นอาของภริยาจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดต่อวงศ์ญาติอีกทั้งหลายเกิดเหตุจำเลยใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียหายจนครบถ้วนแล้ว และผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยอีกต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีมีเหตุอันควรให้ความปรานีจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ สมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง การที่จำเลยลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปจากผู้เสียหายแล้วนำไปลักเงินของผู้เสียหายโดยผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติแต่ละครั้งนั้น ทรัพย์ที่จำเลยลักเป็นทรัพย์คนละประเภทและเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระ และอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ ดังนั้น การลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปจากผู้เสียหายกับลักเงินของผู้เสียหายโดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวเบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติในแต่ละครั้งดังกล่าวจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการกระทำแต่ละครั้งดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นเบิกถอนเงินสดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด และโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เพิ่มโทษ ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยรวม 14 กระทง ได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 269/5, 269/7, 334, 335 (1) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 14 กระทง แต่คงลงโทษจำเลยได้เพียง 7 กระทง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง โดยปรับกระทงละ 6,000 บาท รวม 7 กระทง ปรับ 42,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 21,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 212
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายวีรศักดิ์ ธรรมโม
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
วีระศักดิ์ นิศามณี
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 460/2551
#410536
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ปั๊มน้ำมันแต่ไม่ถูกผู้ใด เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 หลบหนีจำเลยทั้งสามติดตามไปไล่ยิงผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 จนถึงหน้าโรงแรม อันเป็นการส่อให้เห็นเจตนามุ่งมั่นที่จะฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ได้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันจากที่เกิดเหตุจุดแรกไปยังที่เกิดเหตุจุดที่สอง เมื่อกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 กระทงหนึ่ง หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามยังย้อนกลับไปยิงพวกของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ที่โรงแรมอีกจนกระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 4 ได้รับบาดเจ็บไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 4 โดยพลาดอีกกระทงหนึ่ง รวมเป็นความผิด 2 กระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2546 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสามกับพวกอีกหนึ่งคนซึ่งเป็นเยาวชนได้แยกไปดำเนินคดีต่างหากได้ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกประกอบขึ้นเองขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ไม่มีหมายเลขทะเบียนและกระสุนปืนไม่ทราบชนิดและขนาดจำนวนหลายนัด ใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในบริเวณปั๊มน้ำมันเชลล์ ถนนดีบุก และบริเวณโรงแรมภูเก็ตมนตรีรีโซเทล ตำบลตลาดใหญ่ ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงนายฤทธิ์หรือลิตร ดาสันทัด ผู้เสียหายที่ 1 นายอภิชาติ การะเกตุ ผู้เสียหายที่ 2 นายธีรศักดิ์ ส่งเกียรติวงศ์ ผู้เสียหายที่ 3 และผู้มีชื่อซึ่งเป็นพวกของผู้เสียหายทั้งสามอีกหลายคน 1 นัด โดยเจตนาฆ่า แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสามกับพวกหลบหนีได้ทัน กระสุนปืนจึงไม่ถูกผู้เสียหายทั้งสามกับพวก หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แล้วร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงโดยเจตนาฆ่า 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณศีรษะ ไหล่ซ้าย นิ้วมือซ้าย สีข้างด้านซ้าย ที่สะโพกและขาด้านซ้าย ถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณลำคอ สีข้างด้านซ้ายและบริเวณแขนกับขาด้านซ้าย แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากกระสุนปืนถูกที่อวัยวะไม่สำคัญ และแพทย์ทำการรักษาได้ทันท่วงที ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย ภายหลังจากที่จำเลยทั้งสามกับพวกได้กระทำความผิดดังกล่าวและร่วมกันหลบหนีไปแล้ว จำเลยทั้งสามกับพวกได้หวนกลับมายังที่เกิดเหตุอีกและร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวยิงผู้มีชื่อซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดโดยแน่ชัด และเป็นพวกของผู้เสียหายทั้งสาม 1 นัด โดยเจตนาฆ่า แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากผู้มีชื่อดังกล่าวหลบหนีไปทันจึงไม่ถึงแก่ความตายแต่กระสุนปืนถูกนายวัชระ คล้ายสุวรรณ ผู้เสียหายที่ 4 ที่บริเวณลูกอัณฑะโดยพลาด ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 60, 80, 83, 91, 92, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนฯ จำคุกคนละ 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 3 กระทง จำคุกคนละ 30 ปี รวมจำคุกคนละ 31 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 41 ปี 12 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 15 ปี 9 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 20 ปี 12 เดือน ริบอาวุธปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 371 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีอัตราโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน เมื่อลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 9 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาอื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่นายฤทธิ์ ดาสันทัด ผู้เสียหายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีนายอภิชาติ การะเกตุ ผู้เสียหายที่ 2 นั่งซ้อนท้าย ส่วนนายธีรศักดิ์ ส่งเกียรติวงศ์ ผู้เสียหายที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่ง โดยมีเพื่อผู้หญิงนั่งซ้อนท้ายกลับจากไปเยี่ยมญาติของผู้เสียหายที่ 3 ที่ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เมื่อมาถึงสามแยกสามกองหน้าโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ได้มีคนร้ายขับรถจักรยานยนต์มา 2 คัน คันแรกมีคนร้ายเป็นผู้ชายนั่งซ้อนท้ายกันมา ส่วนอีกคันหนึ่งคนร้ายผู้ชายเป็นคนขับโดยมีผู้หญิงนั่งซ้อนท้าย ขับรถปาดหน้ารถที่ผู้เสียหายที่ 1 ขับ คนร้ายซึ่งเป็นผู้ชาย 2 คน ที่นั่งซ้อนท้ายกันมาได้ตะโกนร้องด่าให้อวัยวะเพศชายและด่าแม่ด้วย เมื่อผู้เสียหายทั้งสามขับรถจักรยานยนต์แวะไปจอดเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันพบกลุ่มคนร้ายที่ขับรถจักรยานยนต์ปาดหน้าจอดรถจักรยานยนต์รออยู่ ผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปถามกลุ่มคนร้ายว่าขับรถปาดหน้าแล้วด่าทำไม คนร้ายคันที่ผู้ชายซ้อนท้ายชักอาวุธปืนพกออกมา คนร้ายคนที่ขับที่มีผู้หญิงซ้อนท้ายลงจากรถเข้ามาแย่งอาวุธปืนจากพวกแล้วยิงปืนมายังกลุ่มผู้เสียหายทั้งสามซึ่งอยู่ห่างประมาณ 6 เมตร แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใดผู้เสียหายทั้งสามขับรถจักรยานยนต์หลบหนี โดยกลุ่มคนร้ายขับรถจักรยานยนต์ตามมาจนถึงบริเวณโรงแรมภูเก็ตมนตรีรีโซเทล ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 วิ่งลงจากรถ พวกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงอีก 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บแล้วหลบหนีไป หลังจากนั้นพวกกลุ่มคนร้ายย้อนกลับมาที่โรงแรมอีกครั้งและใช้อาวุธปืนยิงอีก 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 4 ซึ่งมีบ้านพักใกล้โรงแรมที่ลูกอัณฑะได้รับบาดเจ็บอีกคนหนึ่ง สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ฐานมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนประทับและพาอาวุธปืน จำเลยทั้งสามไม่ฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกคดีสำหรับความผิดดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสี่ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสี่ต่างเบิกความว่าจำหน้าพวกคนร้ายไม่ได้ แต่โจทก์มีสิบตำรวจโทสฤษดิ์ ปานแจ่ม เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยทั้งสามเบิกความว่า ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่ามีเหตุวัยรุ่นยิงกันที่โรงแรมภูเก็ตมนตรีรีโซเทลจึงรีบไปที่เกิดเหตุทราบว่ามีผู้บาดเจ็บ 3 คน มีพลเมืองดีนำส่งโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งได้ตามไปสอบถามผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลไดความว่า คนร้ายมี 4 คน เป็นผู้ชาย 3 คน ผู้หญิง 1 คน ในกลุ่มคนร้ายมีผู้ชายชื่อ นายนวล อยู่ 1 คน ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อนายบัญชัย ทิมรอด จากการสืบสวนพยานทราบว่านายนวลพักอยู่ที่บ้านพักกรมทรัพยากรธรณีจังหวัดภูเก็ต และในวันเกิดเหตุนั้นเองพยานกับพวกได้ไปที่บ้านพักกรมทรัพยากรธรณี จังหวัดภูเก็ต พบนายนวล คือ จำเลยที่ 3 นั่งอยู่หน้าบ้าน เมื่อเห็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 3 ได้วิ่งหลบหนีไปหลังบ้านพยานกับพวกวิ่งไล่จับกุมได้ จำเลยที่ 3 รับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสี่จริง โดยจำเลยที่ 2 เป็นคนยิงและได้นำอาวุธปืนไปซ่อนที่บ้านจำเลยที่ 1 จึงตามไปจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ที่บ้านจำเลยที่ 1 พร้อมยึดอาวุธปืนและรถจักรยานยนต์ 3 คัน ที่ใช้ก่อเหตุเป็นของกลาง ตามบัญชีของกลางเอกสารหมาย จ.1 พร้อมกับแจ้งข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืน และพกพาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 ชั้นสอบสวนร้อยตำรวจเอกสฤษดิ์ บุตรหนองแสง พนักงานสอบสวนพยานโจทก์เบิกความว่าได้แจ้งข้อหาจำเลยทั้งสามเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.17 ตามลำดับ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 และได้ส่งอาวุธปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นอาวุธปืนที่สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตร่างกายได้ตามผลการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.9 สิบตำรวจโทสฤษดิ์กับร้อยตำรวจเอกสฤษดิ์ เป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามมาก่อน ไม่มีเหตุผลใดจะสร้างเรื่องราวขึ้นมาเพื่อเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสามโดยเฉพาะให้ได้รับโทษทางอาญาซึ่งมีโทษจำคุกสูง เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริงที่รู้เห็นมา จะเห็นได้ว่าพยานโจทก์เบิกความถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ เชื่อมโยงต่อเนื่องกันเป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่เกิดเหตุยิงกันแล้วเจ้าพนักงานตำรวจได้ไปตรวจที่เกิดเหตุทันที เมื่อทราบชื่อจำเลยที่ 3 ก็ตามไปจับกุมจำเลยที่ 3 ได้จำเลยที่ 3 ก็รับสารภาพทันทีว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดจริงดังฟ้องและพาไปค้นได้อาวุธปืนของกลางที่บ้านจำเลยที่ 1 เมื่อส่งอาวุธปืนกับลูกกระสุนปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์ ปรากฏว่าลูกกระสุนปืนของกลางกับลูกกระสุนปืนที่ใช้ยิงเปรียบเทียบจากอาวุธปืนของกลางมีตำหนิรอยลายเส้นคล้ายคลึงกัน ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพพร้อมกับไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพพร้อมถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐานด้วยเป็นการให้การหลังเกิดเหตุเพียงวันเดียว เชื่อว่าให้การไปตามความเป็นจริงเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่มีเวลาปรุงแต่งคำพยานและเมื่อจำเลยทั้งสามถูกฟ้องดำเนินคดีในชั้นศาล จำเลยทั้งสามก็ให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกประการ และไม่สืบหักล้างพยานโจทก์แต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาเมื่อรับฟังประกอบกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสามแล้ว เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสี่จริง แต่ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดดังกล่าวรวม 3 กระทงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มเสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ปั๊มน้ำมันแต่ไม่ถูกผู้ใด เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 หลบหนีจำเลยทั้งสามยังติดตามไปไล่ยิงผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 จนถึงหน้าโรงแรมที่เกิดเหตุ อันเป็นการส่อให้เห็นเจตนามุ่งมั่นที่จะฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ได้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันจากที่เกิดเหตุจุดแรกไปยังที่เกิดเหตุจุดที่สอง เมื่อกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 กระทงหนึ่ง หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามยังย้อนกลับไปยิงพวกของผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 ณ โรงแรมที่เกิดเหตุอีกจนกระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 4 ได้รับบาดเจ็บไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 4 โดยพลาดอีกกระทงหนึ่ง รวมเป็นความผิด 2 กระทง มิใช่ 3 กระทง ดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสี่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน กับฐานพาอาวุธปืน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสอง นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่มีเครื่องกระสุนปืนเท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบประกอบคำรับสารภาพได้ความว่า เครื่องกระสุนปืนตามฟ้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธตามฟ้องจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ส่วนในความผิดฐานพาอาวุธปืนศาลล่างทั้งสองเพียงแต่ปรับบทความผิดและวางโทษ แต่มิได้ปรับบทลงโทษตามมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง มาด้วย นอกจากนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม เพราะจำเลยที่ 3 เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก 3 ปี 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทิลในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ล้างมลทินให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งกระทำความผิดก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ไม่ได้ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 กระทงหนึ่ง และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 60 กระทงหนึ่ง นอกจากนี้จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด จำคุกคนละ 10 ปี รวมจำคุกคนละ 21 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 10 ปี 9 เดือน ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายศุภกิจหรือต่าย รัตนะแพทย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2551
#410582
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นที่ว่า ธนาคารโจทก์คิดดอกเบี้ยในหนี้ที่ค้างชำระไม่เกินไปกว่าอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อชั้นอุทธรณ์จำเลยมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาในปัญหาว่า โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามอำเภอใจจึงไม่มีสิทธิ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งปัญหาดังกล่าวมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าสินเชื่อบัตรเครดิตประเภทบัตรไทยพาณิชย์ - โพธิ์ - วีซ่า จำนวน 235,332.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 215,436.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 221,237.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 215,436.05 บาท นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ฎีกาของจำเลยข้อที่ว่า การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยในหนี้ที่ค้างชำระไม่เกินไปกว่าอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ โจทก์มีสิทธิคิดได้ภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นก็ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดจากจำเลยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งในชั้นอุทธรณ์จำเลยไม่ได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาอีกว่า โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามอำเภอใจโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเมธา ผลวิมลจิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายสมศักดิ์ เลิศนิมิตกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2551
#410535
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน เพื่อทำสวนโดยเสียค่าเช่าปีละ 7,500 บาท มีการทำสัญญาเช่ากันครั้งละ 1 ปี โดยโจทก์ให้จำเลยเช่าตลอดมาเป็นเวลาประมาณ 15 ปีแล้ว แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องพัฒนาที่ดินพิพาทให้เป็นไปที่ตกลงกันไว้ ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระแก่จำเลยมากขึ้นจากสัญญาเช่าตามธรรมดา และหากมีระยะเวลาการเช่าเพียง 1 ปี ตามปกติ จักทำให้จำเลยได้รับผลประโยชน์ไม่คุ้มกับที่จำเลยได้ลงทุนไปในการพัฒนาที่ดินและทำสวนมะนาว ทั้งเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่า ฝ่ายจำเลยก็ยินยอมให้สวนและสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นในที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เป็นประโยชน์แก่โจทก์ด้วย โจทก์เองก็ได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งตกลงยินยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทเป็นระยะเวลา 30 ปี เป็นการตอบแทน สัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เช่าที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48784 เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน ของโจทก์ เพื่อทำสวนเป็นเวลาประมาณ 15 ปีแล้ว โดยทำสัญญาเช่ากัน 1 ปีต่อครั้ง ค่าเช่าปีละ 7,500 บาท ซึ่งจะครบกำหนดตามสัญญาฉบับสุดท้ายในวันที่ 1 เมษายน 2543 เมื่อครบกำหนดตามสัญญาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าที่ดินอีกต่อไป ในวันที่ 6 มีนาคม 2544 โจทก์จึงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินกับชำระค่าเช่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์ใช้ที่ดินเป็นเวลาเกือบปีเป็นเงิน 7,500 บาท แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48784 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 7,500 บาท กับค่าเสียหายอีกปีละ 50,00 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทเพื่อทำสวนโดยทำสัญญาเช่าปีละครั้ง เมื่อปี 2536 โจทก์กับจำเลยได้ตกลงทำสัญญาให้จำเลยปรับปรุงที่ดินพิพาทเพื่อปลูกมะนาวด้วยทุนของจำเลย โดยโจทก์จะให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทเป็นเวลา 30 ปี เมื่อครบกำหนดจำเลยยินยอมยกสวนมะนาวและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า และในปี 2536 จำเลยได้ลงทุนขุดร่องสวนแต่งคันดินปลูกมะนาวไปเป็นเงิน 500,000 บาท แต่ขาดทุนต้นมะนาวแคะแกรน และปี 2540 จำเลยลงทุนขุดร่องสวนแต่งคันดิน ปลูกมะนาวใหม่อีกเป็นเงิน 600,000 บาท เพิ่งเก็บเกี่ยวมะนาวได้ในปี 2544 การที่โจทก์ไม่ยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาททั้งที่ยังไม่ครบกำหนดเวลาเช่า 30 ปี เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ทั้งโจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทเป็นเงินไม่เกิน 10,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48784 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน ให้จำเลยนับตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นไป เป็นเวลา 30 ปี ในอัตราค่าเช่าปีละ 7,500 บาท หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทเป็นเวลา 30 ปี และไม่เคยตกลงว่าจะไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทต่อทางราชการ การปรับที่ดินพิพาทเพื่อทำสวนเป็นหน้าที่ของจำเลยผู้เช่า การลงทุนปรับสภาพที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่เพียง 7 ไร่ 2 งาน แม้ทำถึง 2 ครั้ง ก็มีค่าใช้จ่ายเป็นเงินไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยกับให้ขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48784 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ (ที่ถูกปีละ) 7,500 บาท นับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท คำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีก 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2536 โดยให้จำเลยเสียค่าเช่าอัตราปีละ 7,500 บาท หากโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมายตามที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาเช่าที่ดินพิพาทเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ โดยข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48784 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 12 ไร่ 2 งาน 52 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยได้เช่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าวจากโจทก์เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน เพื่อทำสวน โดยเสียค่าเช่าปีละ 7,500 บาท มีการทำสัญญาเช่ากันครั้งละ 1 ปี โดยโจทก์ให้จำเลยเช่าตลอดมาเป็นเวลาประมาณ 15 ปีแล้ว และในวันที่ 19 พฤษภาคม 2536 โจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ล.1 และครั้งสุดท้ายโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2542 มีกำหนดเวลาเช่า 1 ปี ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินเอกสารหมาย จ.2 จากนั้นโจทก์ไม่ยอมทำสัญญาให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทอีกในวันที่ 6 มีนาคม 2544 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ล.1 ดังกล่าวระบุว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยผู้เช่าที่ดินเพื่อทำสวนสามารถพัฒนาที่ดินกลบร่อง ยกร่อง พร้อมทั้งตกแต่งคันล้อมขึ้นมาใหม่ เพื่อปรับปรุงทำสวนจนเต็มเนื้อที่ โจทก์ตกลงให้เช่าที่ดินแปลงนี้มีกำหนด 30 ปี ครบกำหนดให้สวนและสิ่งปลูกสร้างเป็นของโจทก์ ยังได้ความตามคำเบิกความของจำเลยว่า ก่อนทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว จำเลยกับโจทก์ได้เจรจากันด้วย เห็นว่าจำเลยจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมาก จึงต้องพิจารณาระยะเวลาเช่า ในปี 2536 จำเลยได้ยกร่องสวนและปลูกต้นมะนาวแล้วตั้งแต่ปี 2537 ทั้งโจทก์ยังเบิกความยอมรับว่าในการปรับระดับที่ดินและยกร่องสวนใหม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยโจทก์เห็นว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 50,000 บาท จะเห็นได้ว่าตามข้อตกลงดังกล่าว จำเลยมิได้มีหน้าที่เพียงแต่บำรุงรักษาซ่อมแซมที่ดินที่เช่าตามปกติดังโจทก์ฎีกา แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องพัฒนาที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระแก่จำเลยมากขึ้นจากสัญญาเช่าตามธรรมดา และหากมีระยะเวลาการเช่าเพียง 1 ปี ตามปกติ จักทำให้จำเลยได้รับผลประโยชน์ไม่คุ้มกับที่จำเลยได้ลงทุนไปในการพัฒนาที่ดินและทำสวนมะนาว ทั้งเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่า ฝ่ายจำเลยก็ยินยอมให้สวนและสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นในที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เป็นประโยชน์แก่โจทก์ด้วยมิใช่ว่าไม่เป็นประโยชน์แก่โจทก์เลยดังโจทก์ฎีกา โจทก์เองก็ได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งตกลงยินยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทเป็นระยะเวลา 30 ปี เป็นการตอบแทน สัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงคือได้พัฒนาที่ดิน กลบร่องสวนเดิม ยกร่องสวนใหม่ ตบแต่งคันล้อมขึ้นมาใหม่ และปลูกต้นมะนาวแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจินตนา มาสมบูรณ์
จำเลย — นายทรงชัย กฤติยาภิชาตกุล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2551
#415485
เปิดฉบับเต็ม

เดิมจำเลยเช่าที่ดินโจทก์เพื่อทำสวน โดยเสียค่าเช่ารายปีละ 7,500 บาท มีการทำสัญญาเช่ากันครั้งละ 1 ปี โดยโจทก์ให้จำเลยเช่าตลอดมาเป็นเวลาประมาณ 15 ปี แล้วและในวันที่ 19 พฤษภาคม 2536 โจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลย ระบุว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยผู้เช่าที่ดินเพื่อทำสวนสามารถพัฒนาที่ดินกลบร่อง ยกร่อง พร้อมทั้งตกแต่งคันล้อมขึ้นมาใหม่ เพื่อปรับปรุงทำสวนจนเต็มเนื้อที่ โจทก์ตกลงให้เช่าที่ดินแปลงนี้มีกำหนด 30 ปี ครบกำหนดให้สวนและสิ่งปลูกสร้างเป็นของโจทก์ ต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกันอีก เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2542 มีกำหนดเช่า 1 ปี จากนั้นโจทก์ไม่ยอมทำสัญญาให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทอีก ในวันที่ 6 มีนาคม 2544 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทเห็นว่าจำเลยจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมาก จึงต้องพิจารณาระยะเวลาเช่าในปี 2536 จำเลยได้ยกร่องสวนและปลูกต้นมะนาวแล้วตั้งแต่ปี 2537 ทั้งโจทก์ยังเบิกความยอมรับว่าในการปรับระดับที่ดินและยกร่องสวนใหม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 50,000 บาท จะเห็นได้ว่าตามข้อตกลงดังกล่าว จำเลยมิได้มีหน้าที่เพียงแต่บำรุงรักษาซ่อมแซมที่ดินที่เช่าตามปกติ แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องพัฒนาที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระแก่จำเลยมากขึ้นจากสัญญาเช่าตามธรรมดา และหากมีระยะเวลาการเช่าเพียง 1 ปี ตามปกติ จักทำให้จำเลยได้รับผลประโยชน์ได้คุ้มกับที่จำเลยได้ลงทุนไปในการพัฒนาที่ดินและทำสวนมะนาว ทั้งเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่า ฝ่ายจำเลยก็ยินยอมให้สวนและสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นในที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เป็นประโยชน์แก่โจทก์ด้วย มิใช่ว่าไม่เป็นประโยชน์แก่โจทก์เลย โจทก์เองก็ได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งตกลงยินยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทเป็นระยะเวลา 30 ปี เป็นการตอบแทน สัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงคือได้พัฒนาที่ดิน กลบร่องสวนเดิม ยกร่องสวนใหม่ ตบแต่งคันล้อมขึ้นมาใหม่ และปลูกต้นมะนาวแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เช่าที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48784 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน ของโจทก์ เพื่อทำสวนเป็นเวลาประมาณ 15 ปีแล้ว โดยทำสัญญาเช่ากัน 1 ปีต่อครั้ง ค่าเช่าปีละ 7,500 บาท ซึ่งจะครบกำหนดตามสัญญาฉบับสุดท้ายในวันที่ 1 เมษายน 2543 เมื่อครบกำหนดตามสัญญาโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าที่ดินอีกต่อไป ในวันที่ 6 มีนาคม 2544 โจทก์จึงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินกับชำระค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์ใช้ที่ดินเป็นเวลาเกือบปีเป็นเงิน 7,500 บาท แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48784 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 7,500 บาท กับค่าเสียหายอีกปีละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทเพื่อทำสวนโดยทำสัญญาเช่าปีละครั้ง เมื่อปี 2536 โจทก์กับจำเลยได้ตกลงทำสัญญาให้จำเลยปรับปรุงที่ดินพิพาทเพื่อปลูกมะนาวด้วยทุนของจำเลย โดยโจทก์จะให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทเป็นเวลา 30 ปี เมื่อครบกำหนดจำเลยยินยอมยกสวนมะนาวและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าและในปี 2536 จำเลยได้ลงทุนขุดร่องสวนแต่งคันดินปลูกมะนาวไปเป็นเงิน 500,000 บาท แต่ขาดทุนต้นมะนาวแคะแกรน และปี 2540 จำเลยลงทุนขุดร่องสวนแต่งคันดิน ปลูกมะนาวใหม่อีกเป็นเงิน 600,000 บาท เพิ่งเก็บเกี่ยวมะนาวได้ในปี 2544 การที่โจทก์ไม่ยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาททั้งที่ยังไม่ครบกำหนดเวลาเช่า 30 ปี เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ทั้งโจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทเป็นเงินไม่เกิน 10,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนเป็นการเช่าที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48784 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน ให้จำเลยนับตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นไปเป็นเวลา 30 ปี ในอัตราค่าเช่าปีละ 7,500 บาท หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยตกลงให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทเป็นเวลา 30 ปี และไม่เคยตกลงว่าจะไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทต่อทางราชการ การปรับที่ดินพิพาทเพื่อทำสวนเป็นหน้าที่ของจำเลยผู้เช่า การลงทุนปรับสภาพที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่เพียง 7 ไร่ 2 งาน แม้ทำถึง 2 ครั้ง ก็มีค่าใช้จ่ายเป็นเงินไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยกับให้ขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48784 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ (ที่ถูกปีละ) 7,500 บาท นับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินดังกล่าว คำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีก 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2536 โดยให้จำเลยเสียค่าเช่าอัตราปีละ 7,500 บาท หากโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมายตามที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาเช่าที่ดินพิพาทเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ โดยข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48784 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 12 ไร่ 2 งาน 52 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินจำเลยได้เช่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าวจากโจทก์เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน เพื่อทำสวนโดยเสียค่าเช่าปีละ 7,500 บาท มีการทำสัญญาเช่ากันครั้งละ 1 ปี โดยโจทก์ให้จำเลยเช่าตลอดมาเป็นเวลประมาณ 15 ปีแล้ว และในวันที่ 19 พฤษภาคม 2536 โจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลย และครั้งสุดท้ายโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2542 มีกำหนดเวลาเช่า 1 ปี ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน จากนั้นโจทก์ไม่ยอมทำสัญญาให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทอีกในวันที่ 6 มีนาคม 2544 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวระบุว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยผู้เช่าที่ดินเพื่อทำสวนสามารถพัฒนาที่ดินกลบร่อง ยกร่อง พร้อมทั้งตกแต่งคันล้อมขึ้นมาใหม่ เพื่อปรับปรุงทำสวนจนเต็มเนื้อที่ โจทก์ตกลงให้เช่าที่ดินแปลงนี้มีกำหนด 30 ปี ครบกำหนดให้สวนและสิ่งปลูกสร้างเป็นของโจทก์ ยังได้ความตามคำเบิกความของจำเลยว่า ก่อนทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว จำเลยกับโจทก์ได้เจรจากันด้วย เห็นว่า จำเลยจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นเงินจำนวนมาก จึงต้องพิจารณาระยะเวลาเช่า ในปี 2536 จำเลยได้ยกร่องสวนและปลูกต้นมะนาวแล้วตั้งแต่ปี 2537 ทั้งโจทก์ยังเบิกความยอมรับว่าในการปรับระดับที่ดินและยกร่องสวนใหม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยโจทก์เห็นว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 50,000 บาท จะเห็นได้ว่าตามข้อตกลงดังกล่าว จำเลยมิได้มีหน้าที่เพียงแต่บำรุงรักษาซ่อมแซมที่ดินที่เช่าตามปกติดังโจทก์ฎีกา แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องพัฒนาที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระแก่จำเลยมากขึ้นจากสัญญาเช่าตามธรรมดา และหากมีระยะเวลาการเช่าเพียง 1 ปี ตามปกติ จักทำให้จำเลยได้รับผลประโยชน์ไม่คุ้มกับที่จำเลยได้ลงทุนไปในการพัฒนาที่ดินและทำสวนมะนาว ทั้งเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่า ฝ่ายจำเลยก็ยินยอมให้สวนและสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยปลูกสร้างขึ้นในที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์เป็นประโยชน์แก่โจทก์ด้วยมิใช่ว่าไม่เป็นประโยชน์แก่โจทก์เลยดังโจทก์ฎีกา โจทก์เองก็ได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งตกลงยินยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทเป็นระยะเวลา 30 ปี เป็นการตอบแทน สัญญาเช่าดังกล่าวจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงคือได้พัฒนาที่ดิน กลบร่องสวนเดิม ยกร่องสวนใหม่ ตบแต่งคันล้อมขึ้นมาใหม่ และปลูกต้นมะนาวแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจินตนา มาสมบูรณ์
จำเลย — นายทรงชัย กฤติยาภิชาตกุล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ