คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 980/2550
#267858
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เจ็บป่วยไปขอความช่วยเหลือจากจำเลย จำเลยไม่พอใจพร้อมพูดว่า บักหมามึงแก่แล้ว พูดจากลับไปกลับมาเหมือนเด็กเล่นขายของ มึงไม่มีศีลธรรม มึงไปตายที่ไหนก็ไป ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง จึงมีเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณที่โจทก์ถอนคืนการให้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 45 หมู่ที่ 3 ตำบลอีง่อง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ดโดยซื้อมาจากนายสม เมื่อปี 2478 ปัจจุบันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 35172 ตำบลดู่น้อย อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2521 โจทก์ได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยซึ่งเป็นหลานสาวโดยเสน่หา โดยให้นำไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมากลางเดือนกันยายน 2541 จำเลยประพฤติเนรคุณโจทก์ขณะโจทก์เจ็บป่วยและไปขอความช่วยเหลือจากจำเลยด้วยการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงว่า "บักหมา มึงแก่แล้ว พูดจากลับไปกลับมาเหมือนเด็กเล่นขายของ มึงไม่มีศิลธรรม มึงไปตายที่ไหนก็ไป" จำเลยได้พูดด่าโจทก์อีกหลายครั้งล้วนแต่ใช้คำว่าโจทก์เป็นหมาและไล่โจทก์ออกจากบ้านไม่ยอมเลี้ยงดูโจทก์สาเหตุเพราะโจทก์เจ็บป่วยไปขอความช่วยเหลือจากจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการไม่เคารพโจทก์ ขอให้เพิกถอนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 35172 ตำบลดู่น้อยอำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายสังข์และนางแก้ว วงเดือน ซึ่งเป็นบิดามารดาของโจทก์และเป็นตายายของจำเลย จำเลยเคารพโจทก์ในฐานะเป็นญาติผู้ใหญ่ จำเลยไม่เคยด่าโจทก์ โจทก์ไม่ได้เจ็บป่วยและไม่เคยมาขอความช่วยเหลือจากจำเลย จำเลยไม่ได้ประพฤติเนรคุณโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ถอนคืนการให้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 35172 ตำบลดู่น้อย อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด โดยให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาประการต่อไปมีว่า มีเหตุเพิกถอนการให้หรือไม่ โจทก์เบิกความว่าเมื่อกลางเดือนกันยายน 2541 โจทก์เจ็บป่วยได้ไปขอความช่วยเหลือจากจำเลย แต่จำเลยไม่พอใจพร้อมพูดจาหมิ่นประมาทว่า บักหมามึงแก่แล้ว พูดจากลับไปกลับมาเหมือนเด็กเล่นขายของ มึงไม่มีศีลธรรม มึงไปตายที่ไหนก็ไปโดยโจทก์มีนางทองอินทร์ โกสีย์ และนายสวาท เสาวงศ์ เป็นพยานคนกลางเบิกความสนับสนุน คำของจำเลยเพียงเบิกความปฏิเสธลอยๆ จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักเชื่อว่าจำลยได้กล่าวถ้อยคำดังกล่าวด่าว่าโจทก์อันถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง จึงมีเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณที่โจทก์ถอนคืนการให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชม วงเดือน
จำเลย — นางบุญชู ราชสาร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 979/2550
#267164
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้สงวนสิทธิไว้เช่นนั้นในเวลารับชำระหนี้" หมายความว่า เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับเฉพาะกรณีลูกหนี้ยอมชำระหนี้โดยสิ้นเชิงแล้วเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้วเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงกรณีที่ลูกหนี้ขอชำระหนี้บางส่วน การที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ตามเช็คมิใช่เป็นการชำระหนี้โดยสิ้นเชิง ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้บอกกล่าวสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับในเวลาที่รับชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระ โจทก์ก็ไม่หมดสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสองตามเงื่อนไขที่ระบุในใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกบัตรเครดิต โจทก์จึงชอบที่จะเรียกเบี้ยปรับดังกล่าวจากจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 171,103.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 167,187.39 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ จำเลยทั้งสองนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้จนถึงประมาณเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยทั้งสองมีหนี้ค้างชำระจำนวน 432,568.65 บาท จำเลยที่ 1 จ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวทั้งหมดแก่โจทก์จำนวนหลายฉบับ แต่เช็คบางฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ 1 นำเงินสดไปแลกเช็คคืนบางส่วน คงเหลือเช็คที่เรียกเก็บเงินไม่ได้จำนวน 2 ฉบับ โจทก์นำเช็คที่เรียกเก็บเงินไม่ได้จำนวน 2 ฉบับดังกล่าวไปฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงพระนครใต้ ระหว่างดำเนินคดีอาญา โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงยอมความกันจำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับดังกล่าวจนครบถ้วน และโจทก์ถอนฟ้องคดีอาญา ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระเงินตามเช็คอยู่นั้น โจทก์ได้คิดเบี้ยปรับจากยอดหนี้ที่ค้างชำระรวมเป็นเบี้ยปรับทั้งสิ้น 131,804.15 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์หมดสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสอง เนื่องจากโจทก์ไม่ได้บอกสวงนสิทธิเรียกเบี้ยปรับไว้ในเวลารับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิไว้เช่นนั้นในเวลารับชำระหนี้" หมายความว่า เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับเฉพาะกรณีลูกหนี้ยอมรับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงแล้วเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงกรณีที่ลูกหนี้ขอชำระหนี้บางส่วน การที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ตามเช็คมิใช่การชำระหนี้โดยสิ้นเชิง ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้บอกกล่าวสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับในเวลาที่รับชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระ โจทก์ไม่หมดสิทธิที่จะเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยทั้งสอง ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกบัตรเครดิต โจทก์จึงชอบที่จะเรียกเบี้ยปรับดังกล่าวจากจำเลยทั้งสองได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 381 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไดเนอร์สคลับ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายสุวัฒชัย ผ่องสุภาพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทวีศักดิ์ จิวะวิทูรกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายมนตรี ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2550
#267913
เปิดฉบับเต็ม

กรรมการลูกจ้างและ ส. ได้รับมอบหมายให้ผลัดกันขับรถของผู้ร้องบรรทุกสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าที่ประเทศมาเลเซีย หลังจากส่งสินค้าเสร็จแล้ว ขากลับขณะที่กรรมการลูกจ้างเป็นคนขับ ส. นอนพักผ่อนที่เบาะหลังคนขับ กรรมการลูกจ้างขับรถตกจากถนนลงข้ามทางไปพลิกตะแคงซ้าย ส. เลื่อนตกจากที่นอนมาที่เบาะซ้ายด้านหน้า แล้วถูกกรรมการลูกจ้างหล่นจากที่นั่งคนขับคร่อมทับ ส. เป็นเหตุให้ ส. ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนกรรมการลูกจ้างได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก ซึ่งขณะเกิดเหตุกรรมการลูกจ้างขับรถโดยไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย อันเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง การที่กรรมการลูกจ้างไม่คาดเข็มขัดนิรภัยนอกจากจะเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องแล้ว ยังเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่มีโทษทางอาญาและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ส. อันเป็นผลมาจากการที่กรรมการลูกจ้างไม่คาดเข็มขัดนิรภัย จึงมีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างได้ ส่วนที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เป็นเพียงการวินิจฉัยให้เหตุผลเกินเลยไปเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างนายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้าง

ศาลแรงงานกลางส่งสำเนาคำร้องให้นายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้างแล้ว กรรมการลูกจ้างไม่ยื่นคำคัดค้าน แต่มาศาลในวันนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางจึงทำการไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างนายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้างได้

กรรมการลูกจ้างอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามคู่มือพนักงาน โดยมีประกาศกำหนดให้พนักงานที่ขับรถยนต์ของบริษัททุกประเภทจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้องตลอดเวลาที่ขับรถ หากพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎ จะถือว่าพนักงานผู้นั้นผิดกฎระเบียบของบริษัท และอาจมีผลถึงการเลิกจ้างงานได้ นายกฤษณพงษ์ เป็นกรรมการลูกจ้างของผู้ร้อง เข้าทำงานเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2539 ได้ค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 10,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2547 นายกฤษณพงษ์และนายสวิงได้รับมอบหมายให้ผลัดกันขับรถของผู้ร้องบรรทุกสินค้าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลวไปส่งให้ลูกค้าที่ประเทศมาเลเซีย หลังจากส่งสินค้าเสร็จแล้ว ขากลับวันที่ 30 สิงหาคม 2547 ขณะที่นายกฤษณพงษ์เป็นคนขับ นายสวิงไปนอนพักผ่อนที่เบาะหลังคนขับ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายกฤษณพงษ์ขับรถตกจากถนนลงข้างทางไปพลิกตะแคงซ้าย นายสวิงรู้สึกตัวเมื่อเลื่อนตกจากที่นอนมาที่เบาะซ้ายด้านหน้า แล้วถูกนายกฤษณพงษ์หล่นจากที่นั่งคนขับคร่อมทับนายสวิง รถยนต์ผู้ร้องได้รับความเสียหายประมาณ 1,000,000 บาท นายสวิงได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกหัวไหล่ขวาแตกหัก ต้องดามเหล็กและได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนขวา ส่วนนายกฤษณพงษ์ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก ขณะเกิดเหตุนายกฤษณพงษ์ขับรถยนต์บรรทุกโดยไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย อันเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องและเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่กำหนดและบัญญัติขึ้นเพื่อความปลอดภัยแก่ตัวผู้ขับรถยนต์เอง และสามารถปฏิบัติได้อย่างง่ายดาย การละเลยฝ่าฝืนจึงเป็นความผิดร้ายแรง ทั้งผลที่เกิดจากการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ นายกฤษณพงษ์จึงหล่นจากที่นั่งคนขับลงมาทับนายสวิง เป็นเหตุให้นายสวิงได้รับบาดเจ็บสาหัสกระดูกหัวไหล่ขวาหักผลที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากการที่นายกฤษณพงษ์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรง เป็นเหตุที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) กรณีจึงมีเหตุผลอันสมควรเพียงพอที่ศาลควรอนุญาตให้เลิกจ้างนายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้างได้ตามคำร้องขอของนายจ้าง ที่นายกฤษณพงษ์กรรมการลูกจ้างอุทธรณ์ว่า แม้ผลของการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยจะเป็นผลให้นายสวิงได้รับบาดเจ็บก็ตาม แต่เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุมิได้เกิดจากการจงใจกระทำผิดแต่อย่างใด การไม่คาดเข็มขัดนิรภัยก็เป็นเพียงการกระทำไม่สมควรเท่านั้น มิได้เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่ศาลแรงงานกลางจะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างได้นั้น เห็นว่า การที่กรรมการลูกจ้างไม่คาดเข็มขัดนิรภัยนอกจากจะเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องแล้ว ยังเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่มีโทษทางอาญาและก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายสวิงอันเป็นผลมาจากการที่กรรมการลูกจ้างไม่คาดเข็มขัดนิรภัย จึงมีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างได้ ส่วนที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเป็นเพียงการวินิจฉัยให้เหตุผลเกินเลยไปเท่านั้น อุทธรณ์ของกรรมการลูกจ้างฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทแพรกซ์แอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
กรรมการลูกจ้าง — นายกฤษณพงษ์ บุญเทียน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 977/2550
#267856
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การเพิ่มเติมประเด็นฟ้องซ้อนเป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 จึงขอแก้ไขได้ก่อนศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คดีอาญาเรื่องก่อนพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานยักยอกทรัพย์และขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไป แม้จะถือว่าเป็นการขอแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 แต่ก็เป็นกรณีที่เนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 นั้นอาจเป็นบ่อเกิดแห่งคดีที่จะใช้สิทธิเรียกร้องได้สองทางคือในมูลละเมิดและสัญญาจ้างแรงงาน แม้คำขอบังคับจะเป็นอย่างเดียวกันแต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหามิได้เป็นอย่างเดียวกัน และคำฟ้องของโจทก์กรณีผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นอำนาจของคู่สัญญาโดยเฉพาะ พนักงานอัยการไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานขาย สาขารังสิต มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาช่วงระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 เบียดบังยักยอกขวดและลังน้ำอัดลมของโจทก์คิดเป็นเงิน 259,348 บาท พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาลจังหวัดปทุมธานีเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2483/2544 แต่จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและออกหมายจับ ก่อนฟ้องคดีโจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 259,348 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดของจำเลยที่ 1 โดยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2544 แต่มิได้ดำเนินคดีจำเลยที่ 1 ภายในวันที่ 3 กันยายน 2545 คดีโจทก์ขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองขวดและลังน้ำอัดลมไว้ที่ไหน อย่างไร เบียดบังเป็นของตนเองโดยวิธีใด สัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมเนื่องจากโจทก์กรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในสัญญาแผ่นที่ 1 ข้อ 1 ความว่า "ตามความเสียหายที่แท้จริง" ซึ่งความจริงในวันทำสัญญาค้ำประกันนั้น จำเลยที่ 2 กำหนดวงเงินค้ำประกันไว้เพียง 100,000 บาท จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับประกันภัยความซื่อสัตย์ของพนักงานโจทก์ไปแล้วเป็นเงิน 558,817 บาท นอกจากนี้มูลคดีนี้เป็นการกระทำละเมิดเกี่ยวกับความผิดอาญามิได้พิพาทกันด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งหรือศาลจังหวัด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 259,348 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อไป นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 19 มีนาคม 2547) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การนั้นชอบกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย" จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การเพิ่มเติมประเด็นฟ้องซ้อนว่าพนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ต่อศาลจังหวัดปทุมธานีเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2483/2544 และมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวนเดียวกันกับที่ขอบังคับในคดีนี้ แต่จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลจังหวัดปทุมธานีจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและออกหมายจับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกร้องเงินจำนวนเดียวกันจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่แบ่งแยกจากกันมิได้จึงเป็นฟ้องซ้อนอันเป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 จึงอาจขอแก้ไขได้ก่อนศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรให้รับไว้พิจารณาและเมื่อพิจารณาในประเด็นฟ้องซ้อนที่จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวและอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาในประเด็นนี้มาด้วยแล้ว เห็นว่า ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2483/2544 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เป็นกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานความผิดยักยอกทรัพย์และขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไป แต่จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลจังหวัดปทุมธานีจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว การขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้ผู้เสียหายที่พนักงานอัยการขอมาในคำฟ้องคดีอาญานั้นแม้จะถือว่าเป็นการขอแทนผู้เสียหายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ความเสียหายนั้นเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำให้เกิดความเสียหายนั้นอาจเป็นบ่อเกิดแห่งคดีที่จะใช้สิทธิเรียกร้องได้สองทางคือในมูลละเมิดและมูลแห่งสัญญาจ้างแรงงานที่มีต่อกันอยู่ ในคดีอาญาดังกล่าวกับคดีนี้ถึงแม้คำขอบังคับจะเป็นอย่างเดียวกันคือขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหาย แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นมิได้เป็นอย่างเดียวกัน ในคดีอาญานั้นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่พนักงานอัยการขอบังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากข้ออ้างเนื่องจากการกระทำผิดทางอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงาน และคำฟ้องของโจทก์กรณีของการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นอำนาจของคู่สัญญาโดยเฉพาะ พนักงานอัยการที่เป็นโจทก์ในคดีอาญาไม่อาจจะอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด
จำเลย — นายวิสูตร เปียวัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 977/2550
#268395
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การเพิ่มเติมประเด็นฟ้องซ้อน เป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 จึงอาจขอแก้ไขได้ก่อนศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

กรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานความผิดยักยอกทรัพย์และขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไป แม้จะถือว่าเป็นการขอแทนผู้เสียหายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 ก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ความเสียหายนั้นเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำให้เกิดความเสียหายนั้นอาจเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องได้สองทาง คือในมูลละเมิดและในมูลแห่งสัญญาจ้างแรงงานที่มีต่อกันอยู่ ในคดีอาญาดังกล่าวกับคดีนี้ถึงแม้คำขอบังคับจะเป็นอย่างเดียวกันคือ ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นมิได้เป็นอย่างเดียวกัน ในคดีอาญานั้นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่พนักงานอัยการขอบังคับในส่วนแพ่งนั้น มาจากข้ออ้างเนื่องจากการกระทำผิดทางอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงาน และคำฟ้องของโจทก์กรณีของการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นอำนาจของคู่สัญญาโดยเฉพาะ พนักงานอัยการที่เป็นโจทก์ในคดีอาญาไม่อาจจะอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนตามความหมายของ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพนักงานขายมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมต่อมาจำเลยที่ 1 เบียดบังยักยอกขวดและลังน้ำอัดลมของโจทก์คิดเป็นเงิน 259,348 บาท พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาลจังหวัดปทุมธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2483/2544 แต่จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและออกหมายจับ ก่อนฟ้องคดีโจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 259,348 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 259,348 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 19 มีนาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย" จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การเพิ่มเติมประเด็นฟ้องซ้อนว่า พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ต่อศาลจังหวัดปทุมธานีเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2483/2544 และมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวนเดียวกันกับที่ขอบังคับในคดีนี้ แต่จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลจังหวัดปทุมธานีจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและออกหมายจับจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกร้องเงินจำนวนเดียวกันจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่แบ่งแยกจากกันมิได้จึงเป็นฟ้องซ้อนอันเป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 จึงอาจขอแก้ไขได้ก่อนศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรให้รับไว้พิจารณาและเมื่อพิจารณาในประเด็นฟ้องซ้อนที่จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวและอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาในประเด็นนี้มาด้วยแล้ว เห็นว่า ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2483/2544 ของศาลจังหวัดปทุมธานี เป็นกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานความผิดยักยอกทรัพย์และขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไป แต่จำเลยที่ 1 หลบหนีศาลจังหวัดปทุมธานีจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว การขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้ผู้เสียหายที่พนักงานอัยการขอมาในคำฟ้องคดีอาญานั้น แม้จะถือว่าเป็นการขอแทนผู้เสียหายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ความเสียหายนั้นเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำให้เกิดความเสียหายนั้นอาจเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องได้สองทางคือในมูลละเมิดและในมูลแห่งสัญญาจ้างแรงงานที่มีต่อกันอยู่ ในคดีอาญาดังกล่าวกับคดีนี้ถึงแม้คำขอบังคับจะเป็นอย่างเดียวกันคือขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหาย แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นมิได้เป็นอย่างเดียวกัน ในคดีอาญานั้นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่พนักงานอัยการขอบังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากข้ออ้างเนื่องจากการกระทำผิดทางอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงาน และคำฟ้องของโจทก์กรณีของการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้นเป็นอำนาจของคู่สัญญาโดยเฉพาะ พนักงานอัยการที่เป็นโจทก์ในคดีอาญาไม่อาจจะอาศัยสิทธิในเรื่องของสัญญาจ้างแรงงานมาเป็นข้ออ้างในคำขอส่วนแพ่งได้ จึงมิใช่เป็นกรณีที่เป็นการฟ้องคดีในเรื่องเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้อนตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1) ม. 180
ป.วิ.อ. ม. 43
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด
จำเลย — นายวิสูตร เปียวัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2550
#268394
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ลดราคาค่าบริการของจำเลยโดยไม่มีอำนาจ แต่โจทก์ก็ทำไปตามทางปฏิบัติของจำเลยที่เคยปฏิบัติกันมา ซึ่งคณะกรรมการของจำเลยก็ยอมรับในเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติงานของจำเลยที่เคยทำกันมาในเรื่องอัตราค่าบริการที่โจทก์ใช้คำนวณในเรื่องดังกล่าวนี้ ทั้งโจทก์เองเป็นผู้ตรวจสอบพบเหตุกระทำผิดวินัยแล้วเสนอให้ผู้บังคับบัญชาทราบ อีกทั้งโจทก์ได้ทำหนังสือขออนุญาตการลดราคาค่าบริการไปยังผู้อำนวยการจำเลยผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น แต่หนังสือขออนุมัติลดราคากลับสูญหายในภายหลังจึงไม่มีผู้ใดทราบว่าผู้อำนวยการจำเลยอนุมัติให้ลดราคาหรือไม่ ดังนั้น การที่โจทก์ลดราคาค่าบริการของจำเลยจึงเป็นการกระทำไปภายใต้ธรรมเนียมปฏิบัติงานที่เคยดำเนินการกันมาโดยจำเลยก็ยอมรับให้โจทก์ปฏิบัติเช่นนี้ได้มาโดยตลอด การกระทำของโจทก์จึงมิใช่การจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ อีกทั้งมิได้เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนและความผิดทางละเมิด ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2545 ที่ให้โจทก์ชดใช้เงินจำนวน 34,500 บาท และรักษาการผู้อำนวยการของจำเลยได้ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2545 มติของคณะกรรมการจำเลย (บอร์ด) ที่มีมติที่ประชุมครั้งที่ 4/2546 วาระที่ 4.2 ยืนตามมติของคณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนและความผิดทางละเมิด ให้จำเลยคืนเงิน 7,993.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยหักเงินเดือนของโจทก์จำนวน 2,679.91 บาท นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2546 จำนวน 2,664.50 บาท นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2546 จำนวน 2,669.10 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 34,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2546 อันเป็นวันที่ฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่จำเลย โดยขอให้หักหนี้กับเงินที่จำเลยหักไว้จากเงินค่าจ้างแล้วจำนวน 2,679 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนของจำเลยที่ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 34,500 บาท เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 และคำสั่งของรักษาการผู้อำนวยการของจำเลยที่เห็นชอบตามมติดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2545 ให้จำเลยจ่ายเงิน 12,475.42 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 2,679.91 บาท นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2546 จากต้นเงิน 2,664.50 บาท นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2546 จากต้นเงิน 2,669.10 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2546 จากต้นเงิน 2,231 บาท นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 และจากต้นเงิน 2,231 บาท นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จสิ้นแก่โจทก์ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2496 มีนายอารักษ์ ราษฎร์บริหาร กรรมการของจำเลยเป็นผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการจำเลย โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งหัวหน้างานฝ่ายขนส่งท่าเรือ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากองพาณิชย์และปฏิบัติการแทนหัวหน้ากองบริการจัดรถท่าเรือ โดยโจทก์มีหน้าที่และลักษณะงานตามข้อกำหนด ลักษณะงาน อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง เอกสารหมาย ล.4 โจทก์ตรวจสอบพบว่านายสมมาต เศษก้านบัว พนักงานของจำเลยกับพวกลักลอบนำหางรถยนต์เทรลเลอร์ของจำเลย รวม 2 หางหรือคันเข้ารับจ้างบรรทุกสินค้าของบริษัทไปป์ - แจค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด แล้วนำไปจอดพักไว้ที่โรงพักคลังสินค้าโดยไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาหรือโจทก์ทราบ โจทก์จึงทำรายงานเสนอผู้บังคับบัญชา ระหว่างนั้นบริษัทไปป์ - แจค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ได้มีหนังสือขอความอนุเคราะห์ลดราคาค่าบริการหางรถยนต์เทรลเลอร์ 2 หางหรือคันดังกล่าว โจทก์จึงได้ตกลงลดราคาค่าบริการรวม 46 วัน ลงร้อยละ 15 จากราคารวมคันละ 115,000 บาท ลงเหลือคันละ 97,750 บาท ในต้นเดือนกรกฎาคม 2543 บริษัทไปป์ - แจค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ชำระเงินแก่จำเลยแล้ว ในวันเดียวกันนั้นโจทก์ได้มีหนังสือขออนุมัติการลดค่าบริการดังกล่าวผ่านผู้บังคับบัญชาของโจทก์ระหว่างนั้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 จำเลยมีคำสั่ง ที่ กอ.203/2543 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ต่อมาคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดมีความเห็นให้นายสมมาตชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 566,100 บาทแก่จำเลย และเห็นว่าโจทก์ลดราคาให้แก่บริษัทไปป์ - แจค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด โดยปราศจากอำนาจและไม่ได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 34,500 บาท คืนแก่จำเลย โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแต่คณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีมติไม่พิจารณาคำอุทธรณ์ของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า คณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนและความรับผิดทางละเมิดของจำเลยได้พิจารณาพยานหลักฐานอย่างเพียงพอและเป็นธรรมแล้วว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่แต่กลับลดหย่อนค่าเสียเวลาไป ทำให้จำเลยไม่สามารถเรียกร้องเอาแก่บริษัทไปป์ - แจค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด จึงให้โจทก์ชดใช้คืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มิได้บังคับให้ต้องเพิกถอนหากมิได้ปฏิบัติตามศาลจึงควรพิจารณาว่าโจทก์จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 หรือไม่ ไม่ควรจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนและความรับผิดทางละเมิดของจำเลยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" บทบัญญัติตามมาตรา 8 นี้ ตามมาตรา 10 ให้นำมาใช้แก่กรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย การที่จะพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐหรือไม่ จึงต้องได้ความว่าเจ้าหน้าที่นั้นได้กระทำการใดไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐโดยให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นคณะหนึ่ง จำนวนไม่เกินห้าคน มีอำนาจหน้าที่พิจารณาข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับการกระทำละเมิดโดยคณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม ความเห็นของคณะกรรมการต้องมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่แจ้งชัดและต้องมีพยานหลักฐานที่สนับสนุนประกอบด้วย ซึ่งหลักในการรับฟังผู้ที่จะถูกกระทบสิทธิและการให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยนี้มีความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและการควบคุมตรวจสอบคำวินิจฉัย จึงเป็นขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ซึ่งจะละเลยไม่ได้ แต่จากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาปรากฏว่าจำเลยเพียงแต่ให้โจทก์ชี้แจงเกี่ยวกับการคิดคำนวณอัตราค่าบริการของจำเลยเกี่ยวกับมูลกรณีที่นายสมมาตกระทำผิดวินัย ในทำนองเป็นการให้ข้อเท็จจริงแก่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่เป็นกิจจะลักษณะว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ทราบหรือรู้ตัวว่าตนเข้าใจข้อเท็จจริงในฐานะผู้ถูกกล่าวหา และไม่ปรากฏว่ามีการให้โจทก์รู้ตัวและมีโอกาสแสดงพยานหลักฐาน สำหรับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดตามคำสั่งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ที่ กอ.342/2544 เอกสารหมาย ล. 14 ตามคำสั่งนี้ระบุเพียงว่านายสมมาต เศษก้านบัว ได้สั่งการให้นายประสงค์ วงษ์สวัสดิ์ และนายไพรัตน์ ดาวท่าน พนักงานขับรถยนต์นำหางโลว์บอยเข้าบรรทุกสินค้าโอเวอร์ไซด์ในท่าเรือกรุงเทพโดยพลการ เป็นเหตุให้องค์การเสียหายขาดรายได้เป็นเงิน 566,100 บาท เท่านั้น โดยไม่ได้กล่าวถึงกรณีการลดราคาค่าบริการของโจทก์ด้วยว่าให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดพิจารณากรณีของโจทก์ด้วยแต่อย่างใด และคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดก็ได้รายงานผลการสอบสวนตามเอกสารหมาย ล. 15 เพียงกรณีการกระทำของนายประสงค์ วงศ์สวัสดิ์ นายไพรัตน์ ดาวท่าน และนายสมมาต เศษก้านบัว เท่านั้น และมีความเห็นให้นายสมมาต เศษก้านบัว ชดใช้เงินคืนแก่จำเลยโดยไม่ได้กล่าวถึงการกระทำใดของโจทก์จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเพื่อพิจารณาการกระทำของโจทก์ว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และการที่จำเลยเพียงแต่ให้โจทก์ชี้แจงเกี่ยวกับการคิดคำนวณอัตราค่าบริการ โจทก์จึงแจ้งข้อเท็จจริงแก่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดตามเอกสาร หมาย ล. 12 โดยที่ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ก็เป็นการไม่ให้โอกาสแก่โจทก์ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม การพิจารณาให้โจทก์ชดใช้คืนค่าขาดรายได้ก็เป็นความเห็นของที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนและความรับผิดทางละเมิด มิใช่ความเห็นของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์อันเป็นสาระสำคัญของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หมวด 1 กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ อันเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้เหมาะสมและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มติของคณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนและความรับผิดทางละเมิด เอกสารหมาย ล. 20 และคำสั่งของรักษาการผู้อำนวยการจำเลยที่เห็นชอบตามมติดังกล่าวท้ายเอกสารหมาย ล. 20 จึงไม่ชอบ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนของจำเลยและคำสั่งของรักษาการผู้อำนวยการของจำเลยที่เห็นชอบตามมติดังกล่าวจึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยประการนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์จำเลยประการต่อไปว่า โจทก์จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือไม่ และที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มีข้อสัญญากับจำเลยว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งระเบียบและข้อบังคับของจำเลยซึ่งจำเลยมีคำสี่งให้เก็บเงินค่าเสียเวลาเมื่อผู้ว่าจ้างไม่สามารถนำสินค้าไปยังปลายทางได้ซึ่งต้องค้างคืน ให้คิดค่าเสียเวลาบรรทุกสินค้า 2,500 บาท ต่อคืนต่อคัน โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีอำนาจลดหย่อนอัตราค่าเสียเวลาซึ่งเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าการที่โจทก์ลดราคาค่าบริการของจำเลยโดยไม่มีอำนาจ แต่โจทก์ก็ทำไปตามทางปฏิบัติของจำเลยที่เคยปฏิบัติกันมา ซึ่งคณะกรรมการของจำเลยก็ยอมรับในเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติงานของจำเลยที่เคยทำกันมาในเรื่องอัตราค่าบริการที่โจทก์ใช้คำนวณในเรื่องดังกล่าวนี้ ทั้งโจทก์เองเป็นผู้ตรวจสอบพบเหตุกระทำผิดวินัยแล้วเสนอให้ผู้บังคับบัญชาทราบ อีกทั้งโจทก์ได้ทำหนังสือขออนุญาตการลดราคาค่าบริการไปยังผู้อำนวยการจำเลยผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น แต่หนังสือขออนุมัติลดราคากลับสูญหายในภายหลังจึงไม่มีผู้ใดทราบว่าผู้อำนวยการจำเลยอนุมัติให้ลดราคาหรือไม่ ดังนั้น การที่โจทก์ลดราคาค่าบริการของจำเลยจึงเป็นการกระทำไปภายใต้ธรรมเนียมปฏิบัติงานที่เคยดำเนินการกันมาโดยจำเลยก็ยอมรับให้โจทก์ปฏิบัติเช่นนี้ได้มาโดยตลอด การกระทำของโจทก์จึงมิใช่การจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 อีกทั้งมิได้เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานแต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยทั้งสองประการข้างต้นฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้นถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกคืนเงินที่จำเลยหักไว้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่เนื่องจากจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้นมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับกรณีพนักงานฟ้องเรียกเงินเดือนที่นายจ้างหักไว้โดยไม่ชอบ จึงให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายข้างต้น อุทธรณ์จำเลยประการนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 วรรคหนึ่ง ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมมต พุกกะณะสุต
จำเลย — องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
พิชิต คำแฝง
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2550
#410605
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 กำหนดหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดต้องให้โอกาสเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม ความเห็นของคณะกรรมการต้องมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่แจ้งชัดและต้องมีพยานหลักฐานที่สนับสนุนประกอบ หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและควบคุมตรวจสอบคำวินิจฉัยจึงเป็นขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญที่จะละเลยไม่ได้ จำเลยเพียงแต่ให้โจทก์ชี้แจงในเรื่องที่บุคคลอื่นกระทำผิดวินัย ในทำนองเป็นการให้ข้อเท็จจริงแก่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงไม่เป็นกิจจะลักษณะว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ทราบหรือเข้าใจข้อเท็จจริงในฐานะผู้ถูกกล่าวหา และมีโอกาสแสดงพยานหลักฐานเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ก็ไม่ปรากฏว่าในคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวได้กล่าวถึงกรณีการกระทำความผิดของโจทก์ว่าให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดพิจารณาแต่อย่างใด เพียงแต่กล่าวถึงกรณีที่ ม. สั่งการให้ ป. และ พ. พนักงานขับรถยนต์ทำความเสียหายให้จำเลย และคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดก็ได้รายงานผลการสอบสวนเพียงกรณีการกระทำของ ม. ป. และ พ. เท่านั้นโดยไม่ได้กล่าวถึงการกระทำใดของโจทก์ เมื่อคณะกรรมการพิจารณารายงานผลการสอบสวนและความรับผิดทางละเมิดได้ประชุมและให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์อันเป็นสาระสำคัญของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หมวด 1 อันเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้เหมาะสมและสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

การที่โจทก์ลดราคาค่าบริการของจำเลยเป็นการกระทำไปภายใต้ธรรมเนียมปฏิบัติงานที่เคยดำเนินการกันมาโดยจำเลยยอมรับให้โจทก์ปฏิบัติมาโดยตลอด การกระทำของโจทก์จึงมิใช่การจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และมิได้เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้นมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับกรณีพนักงานฟ้องเรียกเงินเดือนที่นายจ้างหักไว้โดยมิชอบ จึงให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนและความผิดทางละเมิด ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2545 ที่ให้โจทก์ชดใช้เงินจำนวน 34,500 บาท และรักษาการผู้อำนวยการของจำเลยได้ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2545 มติของคณะกรรมการจำเลย (บอร์ด) ที่มีมติที่ประชุมครั้งที่ 4/2546 วาระที่ 4.2 ยืนตามมติของคณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนและความผิดทางละเมิด ให้จำเลยคืนเงิน 7,993.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยหักเงินเดือนของโจทก์จำนวน 2,679.91 บาท นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2546 จำนวน 2,664.50 บาท นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2546 จำนวน 2,669.10 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 34,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2546 อันเป็นวันที่ฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่จำเลย โดยขอให้หักหนี้กับเงินที่จำเลยหักไว้จากเงินค่าจ้างแล้วจำนวน 2,679 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนของจำเลยที่ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 34,500 บาท เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 และคำสั่งของรักษาการผู้อำนวยการของจำเลยที่เห็นชอบตามมติดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2545 ให้จำเลยจ่ายเงิน 12,475.42 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 2,679.91 บาท นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2546 จากต้นเงิน 2,664.50 บาท นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2546 จากต้นเงิน 2,669.10 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2546 จากต้นเงิน 2,231 บาท นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 และจากต้นเงิน 2,231 บาท นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาควรพิจารณาว่าโจทก์จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 หรือไม่ เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐหรือไม่ จึงต้องได้ความว่าเจ้าหน้าที่นั้นได้กระทำการใดไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ โดยให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นโดยคณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม ความเห็นของคณะกรรมการต้องมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่แจ้งชัดและต้องมีพยานหลักฐานที่สนับสนุนประกอบด้วย ซึ่งหลักในการรับฟังนี้มีความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและการควบคุมตรวจสอบคำวินิจฉัย จึงเป็นขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญซึ่งจะละเลยไม่ได้ แต่จากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาปราฏว่า จำเลยเพียงแต่ให้โจทก์ชี้แจงเกี่ยวกับมูลกรณีที่นายสมมาตกระทำผิดวินัย ในทำนองเป็นการให้ข้อเท็จจริงแก่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเท่านั้นไม่เป็นกิจจะลักษณะว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ทราบหรือเข้าใจข้อเท็จจริงในฐานะผู้ถูกกล่าวหา และไม่ปรากฏว่ามีการให้โจทก์รู้ตัวและมีโอกาสแสดงพยานหลักฐาน เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดก็ไม่ปรากฏว่าในคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวได้กล่าวถึงกรณีการกระทำความผิดของโจทก์ว่าให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดพิจารณากรณีของโจทก์ด้วยแต่อย่างใด เพียงแต่กล่าวถึงกรณีที่นายสมมาตสั่งการให้นายประสงค์และนายไพรัตน์พนักงานขับรถยนต์ที่ทำความเสียหายให้จำเลย และคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดก็ได้รายงานผลการสอบสวนเพียงกรณีการกระทำของนายประสงค์ นายไพรัตน์ และนายสมมาต เท่านั้น โดยไม่ได้กล่าวถึงการกระทำใดของโจทก์ การพิจารณาให้โจทก์ชดใช้คืนค่าขาดรายได้ก็เป็นความเห็นของที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนและความรับผิดทางละเมิด มิใช่ความเห็นของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์อันเป็นสาระสำคัญของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หมวด 1 กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ อันเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้เหมาะสมและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มติของคณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนและความรับผิดทางละเมิดและคำสั่งของรักษาการผู้อำนวยการจำเลยที่เห็นชอบตามมติดังกล่าวจึงไม่ชอบ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการพิจารณารายงานการสอบสวนของจำเลยและคำสั่งของรักษาการผู้อำนวยการของจำเลยที่เห็นชอบตามมติดังกล่าวจึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์จำเลยมีว่า โจทก์จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ลดราคาค่าบริการของจำเลยจึงเป็นการกระทำไปภายใต้ธรรมเนียมปฏิบัติงานที่เคยดำเนินการกันมาโดยจำเลยก็ยอมรับให้โจทก์ปฏิบัติเช่นนี้ได้มาโดยตลอด การกระทำของโจทก์จึงมิใช่การจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 อีกทั้งมิได้เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานแต่อย่างใด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้นถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้นมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับกรณีพนักงานฟ้องเรียกเงินเดือนที่นายจ้างหักไว้โดยไม่ชอบ จึงให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายข้างต้น อุทธรณ์จำเลยประการนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมมต พุกกะณะสุต
จำเลย — องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
พิชิต คำแฝง
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 968/2550
#267855
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 ให้จำเลยคืนแหวนทองคำ กำไลทองคำและสร้อยคำทองคำหรือใช้ราคา 37,300 บาท แก่ผู้เสียหาย ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่าได้รับเงิน 40,000 บาท จากจำเลยเพื่อใช้ค่าเสียหายและค่าทรัพย์สินที่ไม่ได้คืนแล้ว ผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (4) และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 37,300 บาท แก่ผู้เสียหาย จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2548 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยปีนกำแพงขึ้นไปงัดเหล็กดัดหน้าต่างของบ้าน อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ แล้วปีนผ่านหน้าต่างดังกล่าวเข้าไปในบ้านพักอันเป็นเคหสถานของนายวรเชษฐ์ วชิรทรงคุณ ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วลักทองคำและเพชรรูปพรรณต่าง ๆ รวม 14 รายการ ราคารวม 1,383,300 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไปโดยทุจริต โดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยได้ใช้รถยนต์กระบะเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นการจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายที่ถูกลักไปรวม 14 รายการ ราคารวม 1,346,000 บาท เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (8) ให้จำเลยคืนแหวนทองคำหนึ่งสลึง 1 วง กำไลทองคำสองสลึง 2 วง กำไลทองคำหนักหนึ่งบาท 1 วง และสร้อยคอทองคำหนักหนึ่งบาท 1 เส้น หรือใช้ราคา 37,300 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (4) (8) วรรคสอง ลงโทษจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน และให้จำเลยคืนแหวนทองคำหนักหนึ่งสลึง 1 วง กำไลทองคำหนักสองสลึง 2 วง กำไลทองคำหนักหนึ่งบาท 1 วง และสร้อยคอทองคำหนักหนึ่งบาท 1 เส้น ซึ่งยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาเป็นเงิน 37,300 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง คดีนี้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่จำนงให้เป็นทางคนเข้าหรือเข้าทางช่องทางซึ่งผู้เป็นใจเปิดใจไว้ให้ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (4) ได้ นอกจากนี้ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่าได้รับเงิน 40,000 บาท จากจำเลยเพื่อใช้ค่าเสียหายและค่าทรัพย์สินที่ไม่ได้คืนแล้ว ผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายอีก จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (4) ด้วย และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 37,300 บาท แก่ผู้เสียหาย จึงไม่ชอบและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็ไม่ได้แก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (8) วรรคสอง ยกคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 37,300 บาท แก่ผู้เสียหายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายจักรพันธ์หรือเรวัฒนา บุตรราช
ชื่อองค์คณะ
นุรักษ์ มาประณีต
ประทีป ปิติสันต์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 954/2550
#272619
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เดินทางไปในที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 1 ตามเวลาที่จำเลยที่ 1 นัดส่งมอบยาเสพติดให้โทษแก่สายลับโดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 เดินทางไปหาสายลับด้วยกัน ขณะที่จำเลยที่ 1 และสายลับส่งมอบสิ่งของให้แก่กันจำเลยที่ 2 ก็อยู้ด้วย เมื่อถูกจับจำเลยที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพทันที แม้จะค้นไม่ได้ของกลางจากจำเลยที่ 2 เลยก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์จำเลยที่ 2 อยู่ในเหตุการณ์มาโดยตลอดถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1

การล่อซื้อยาเสพติดเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานตำรวจไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

การที่จำเลยทั้งสองเตรียมยาเสพติดให้โทษติดตัวมาแล้วขายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปส่วนหนึ่ง พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มียาเสพติดให้โทษของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเมื่อจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายยาเสพติดให้โทษดังกล่าวไปส่วนหนึ่งอันมีลักษณะการกระทำต่างกันและต่างขั้นตอนกัน การกระทำของจำเลยทั้งสอง ย่อมเป็นความผิดทั้งมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกรรมหนึ่ง และมีความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษอีกกรรมหนึ่งด้วย เป็นความผิดต่างกรรมกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 91 และริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี ฐานจำหน่าย 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี รวมจำคุคนละ 8 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 มี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยที่ 1 จำหน่าย 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 1,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่... เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกัน และเมื่อพิจารณาตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่จำเลยที่ 2 เบิกความรับรองว่าถูกต้อง ที่เกิดเหตุอยู่ตรงบริเวณหน้าร้านแฟมิลี่มาร์ทและอยู่ริมถนน มีแสงสว่างทั้งจากร้านดังกล่าวและไฟฟ้าริมถนน จุดที่พยานโจทก์ซุ่มดูห่างจากจุดที่สายลับเข้าล่อซื้อเพียง 5 เมตร เชื่อว่าพยานโจทก์สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ ประกอบกับพยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ คำเบิกความไม่มีพิรุธ จึงไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 คำเบิกความของพยานโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟัง การที่จำเลยที่ 2 ร่วมเดินทางไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 และไปยังที่เกิดเหตุตรงตามสถานที่และเวลาที่จำเลยที่ 1 นัดหมายนำยาเสพติดให้โทษของกลางไปส่งมอบให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อโดยเมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็ลงจากรถแท็กซี่ไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 ตรงไปหาสายลับด้วยกัน ถ้าหากจำเลยที่ 2 ไม่รู้เรื่องมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 จะนำยาเสพติดให้โทษของกลางไปขายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อดังที่จำเลยที่ 2 นำสืบแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 1 จะยอมให้จำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นการกระทำความผิดของตน และเมื่อจำเลยที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพอันเป็นการให้การรับสารภาพทันทียังไม่มีเวลาคิดหาข้อต่อสู้เป็นอย่างอื่น คำให้การที่จำเลยที่ 2 เขียนด้วยตนเองมีข้อความสรุปได้ว่าจำเลยที่ 2 มากับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพื่อน จำเลยที่ 1 นำ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนมาขายให้แก่หญิงคนหนึ่งที่หน้าร้านแฟมิลี่มาร์ท เอามาทั้งหมด 5 เม็ด ขายไป 3 เม็ด เงินที่ได้มาจะแบ่งกันใช้ ก็มีสาระตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานโจทก์ ไม่มีข้อเท็จจริงใดที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ถูกบังคับให้เขียน เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพไปด้วยความสมัครใจ พยานหลักฐานโจทก์ประกอบกันมีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ชวนจำเลยที่ 2 ไปรับประทานอาหารนอกบ้าน จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ไปพบผู้หญิงในที่เกิดเหตุด้วยเรื่องอะไรนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีเหตุผลสนับสนุน ส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าขณะที่จำเลยที่ 1 คุยกับผู้หญิง จำเลยที่ 1 อยู่บริเวณตู้ชุมสายโทรศัพท์ ส่วนจำเลยที่ 2 เดินไปซื้อผลไม้ที่บริเวณมุมถนนหน้าร้านมินิมาร์ทแล้วเดินกลับมาอยู่ตรงบริเวณรถเข็นใกล้ตู้โทรศัพท์ซึ่งห่างจากจำเลยที่ 1 ประมาณ 10 ถึง 15 เมตรนั้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การเช่นนี้ไว้ในชั้นสอบสวน เพิ่งมาให้การในชั้นพิจารณาจึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ขัดกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักน้อยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และเป็นเพื่อนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 มาเบิกความภายหลังเกิดเหตุนานแล้วจึงอาจเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 2 ก็เป็นได้ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าโจทก์ไม่นำสายลับมาเบิกความ พยานโจทก์ไม่สามารถทราบว่าจำเลยที่ 2 สามารถรับทราบว่าจำเลยที่ 1 กับสายลับทำอะไรกัน ยาเสพติดให้โทษของกลางและธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อก็ค้นได้จากจำเลยที่ 1 เท่านั้น ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางไม่ใช่ของจำเลยที่ 2 พยานโจทก์จึงตกอยู่ในเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 จะมีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า โจทก์มีประจักษ์พยานคือร้อยตำรวจเอกฤทธีและจ่าสิบตำรวจจงเจริญซุ่มดูการล่อซื้อเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่จำเลยที่ 2 เดินทางไปในที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 1 ตามเวลาที่จำเลยที่ 1 นัดส่งมอบยาเสพติดให้โทษแก่สายลับโดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 เดินไปหาสายลับด้วยกัน ขณะที่จำเลยที่ 1 และสายลับส่งมอบสิ่งของให้แก่กัน จำเลยที่ 2 ก็อยู่ด้วย แม้โจทก์จะไม่ได้นำสายลับมาเบิกความก็ไม่ทำให้พยานโจทก์เสียน้ำหนักหรือทำให้เกิดข้อสงสัย และแม้จะค้นไม่ได้ของกลางจากจำเลยที่ 2 เลยก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ดังได้วินิจฉัยมาข้างต้นจำเลยที่ 2 อยู่ในเหตุการณ์มาโดยตลอด ไม่มีข้อเท็จจริงใดทำให้ระแวงสงสัยว่าจำเลยที่ 2 จะร่วมมากับจำเลยที่ 1 โดยบังเอิญเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้นแล้ว การล่อซื้อยาเสพติดเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานตำรวจไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การที่จำเลยทั้งสองเตรียมยาเสพติดให้โทษติดตัวมาแล้วขายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปส่วนหนึ่ง พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มียาเสพติดให้โทษของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเมื่อจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายยาเสพติดให้โทษดังกล่าวดังกล่าวไปส่วนหนึ่งอันมีลักษณะการกระทำต่างกันและต่างขั้นตอนกัน การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นความผิดทั้งมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกรรมหนึ่ง และมีความผิดฐานจำหน่ายยาเสพตดให้โทษอีกกรรมหนึ่งด้วย เป็นความผิดต่างกรรมกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายมงคลหรือเอก นิ่มสุนทร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บวร กุลทนันทน์
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 946/2550
#267911
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 หากจำเลยที่ 3 ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งก็ต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง แม้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จะเป็นเรื่องที่ขอให้ศาลรับค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์เกี่ยวเนื่องกับการขอขยายระยะเวลาวางค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าว แต่ก็เป็นการยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว เมื่อมีการอุทธรณ์ย่อมทำให้การบังคับคดีต้องล่าช้าออกไป อาจเสียหายแก่โจทก์ผู้ชนะคดีได้ จำเลยที่ 3 จึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรา 234 ในกรณีเช่นนี้ให้ครบถ้วนด้วย การที่จำเลยที่ 3 ยกเหตุคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับค่าธรรมเนียมศาลทั้งสองครั้งรวมมาในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ หามีผลทำให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรา 234 ไม่

จำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน เป็นผลให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องนำค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนมาวางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 157 แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษา

ฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ซึ่งจำเลยที่ 3 นำมาวางศาลด้วยนั้นเป็นปัญหาตามอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์โดยทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและเสียค่าขึ้นศาลมา 200 บาท ซึ่งที่ถูกต้องแล้วต้องทำเป็นอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับดังกล่าวมีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนนี้แก่จำเลยที่ 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี เงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี และเงินจำนวน 134,744.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 22 มิถุนายน 2544) และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ของต้นเงิน 10,134,744.13 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5705, 3242, 2401 ถึง 2406 และ 4588 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด และทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และกองมรดกของนายเทียมศักดิ์ ธนะแพทย์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วน โดยให้จำเลยทั้งสามนำค่าธรรมเนียมศาลจำนวน 50,000 บาท มาชำระภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 อันเป็นวันมีคำสั่ง จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางค่าธรรมเนียมศาลหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าธรรมเนียมศาลภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ครั้นถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอวางค่าธรรมเนียมศาลเพียง 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจะนำมาชำระภายใน 60 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีพฤติการณ์พิเศษ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ วันที่ 28 มิถุนายน 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยทั้งสาม ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอวางค่าธรรมเนียมศาลอีก 40,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้วจึงไม่อนุญาตและไม่รับค่าธรรมเนียมศาล 40,000 บาท ที่จำเลยที่ 3 นำมาวางศาล

วันที่ 7 กรกฎาคม 2548 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยที่ 3 นำมาวางศาลเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2548 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์) โดยอ้างว่าหนี้ตามฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลชั้นต้นพิพากษาคลาดเคลื่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 เป็นการอุทธรณ์ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างเดียว จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 165 (ที่ถูกมาตรา 168) ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

วันที่ 25 กรกฎาคม 2548 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ยื่นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 รวมทั้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยที่ 3 นำมาวางศาลทั้งสองครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 ว่า ให้จำเลยที่ 3 นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันดังกล่าว จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามแต่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ (ที่ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 4) มีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 3 ฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2548 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 เป็นอุทธรณ์ในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมอย่างเดียว โดยมิได้ยกเหตุว่าค่าฤชาธรรมเนียมนั้นมิได้กำหนดหรือคำนวณไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามมาตรา 168 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ชอบแล้ว ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้น จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาวางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ด้วยเหตุที่ว่าจำเลยที่ 3 มิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 หากจำเลยที่ 3 ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง แม้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จะเป็นเรื่องที่ขอให้ศาลรับค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์เกี่ยวเนื่องกับการขอขยายระยะเวลาวางค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าวก็ตาม แต่ก็เป็นการยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว เมื่อมีการอุทธรณ์ย่อมทำให้การบังคับคดีต้องล่าช้าออกไป อาจเสียหายแก่โจทก์ผู้ชนะคดีได้ จำเลยที่ 3 จึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติมาตรา 234 ในกรณีเช่นนี้ให้ครบถ้วนด้วย การที่จำเลยที่ 3 ยกเหตุคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับค่าธรรมเนียมศาลทั้งสองครั้งรวมมาในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ หามีผลทำให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติมาตรา 234 ไม่ และแม้ว่าจำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน เป็นผลให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องนำค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนมาวางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 157 ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์โดยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติมาตรา 234 ให้ครบถ้วน คำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงชอบแล้ว ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ซึ่งจำเลยที่ 3 นำมาวางศาลด้วยนั้นเป็นปัญหาตามอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 โดยทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและเสียค่าขึ้นศาลมา 200 บาท ซึ่งที่ถูกต้องแล้วต้องทำเป็นอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับดังกล่าวมีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนนี้แก่จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับจึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ตามอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 แก่จำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 ม. 157 ม. 234 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบุญนาอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 946/2550
#268478
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยกเหตุคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับค่าธรรมเนียมศาลทั้งสองครั้งรวมมาในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ หามีผลทำให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติมาตรา 234 ไม่ และแม้ว่าจำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนเป็นผลให้จำเลยไม่ต้องนำค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนมาวางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 157 ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์โดยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติมาตรา 234 ให้ครบถ้วน คำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี เงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี และเงินจำนวน 134,744.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2541 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 22 มิถุนายน 2544) และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ของต้นเงิน 10,134,744.13 บาท นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5705, 3242, 2401 ถึง 2406 และ 4588 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด และทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และกองมรดกของนายเทียมศักดิ์ ธนะแพทย์ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วนโดยให้จำเลยทั้งสามนำค่าธรรมเนียมศาลจำนวน 50,000 บาท มาชำระภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2547 อันเป็นวันมีคำสั่ง จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางค่าธรรมเนียมศาลหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าธรรมเนียมศาลภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ครั้นถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอวางค่าธรรมเนียมศาลเพียง 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจะนำมาชำระภายใน 60 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีพฤติการณ์พิเศษ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ วันที่ 28 มิถุนายน 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยทั้งสาม ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอวางค่าธรรมเนียมศาลอีก 40,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แล้ว จึงไม่อนุญาตและไม่รับค่าธรรมเนียมศาล 40,000 บาท ที่จำเลยที่ 3 นำมาวางศาล

วันที่ 7 กรกฎาคม 2548 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยที่ 3 นำมาวางศาลเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2548 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์) โดยอ้างว่าหนี้ตามฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายและศาลชั้นต้นพิพากษาคลาดเคลื่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 เป็นการอุทธรณ์ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างเดียวจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 165 (ที่ถูกมาตรา 168) ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

วันที่ 25 กรกฎาคม 2548 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ยื่นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 รวมทั้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยที่ 3 นำมาวางศาลทั้งสองครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 ว่า ให้จำเลยที่ 3 นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันดังกล่าว จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตาม แต่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ (ที่ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 4) มีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 3 ฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2548 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 หากจำเลยที่ 3 ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ก็ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง แม้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จะเป็นเรื่องที่ขอให้ศาลรับค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์เกี่ยวเนื่องกับการขอขยายระยะเวลาวางค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าวก็ตาม แต่ก็เป็นการยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว เมื่อมีการอุทธรณ์ย่อมทำให้การบังคับคดีต้องล่าช้าออกไป อาจเสียหายแก่โจทก์ผู้ชนะคดีได้ จำเลยที่ 3 จึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติ มาตรา 234 ในกรณีเช่นนี้ให้ครบถ้วนด้วย การที่จำเลยที่ 3 ยกเหตุคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับค่าธรรมเนียมศาลทั้งสองครั้งรวมมาในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ หามีผลทำให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติมาตรา 234 ไม่ และแม้ว่าจำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน เป็นผลให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องนำค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนมาวางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 157 ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์โดยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติมาตรา 234 ให้ครบถ้วน คำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์จำเลยที่ 3 จึงชอบแล้ว ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ซึ่งจำเลยที่ 3 นำมาวางศาลด้วยนั้นเป็นปัญหาตามอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 โดยทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและเสียค่าขึ้นศาลมา 200 บาท ซึ่งที่ถูกต้องแล้วต้องทำเป็นอุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับดังกล่าวมีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนนี้แก่จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับจึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ตามอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2548 แก่จำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 157 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบุญนาอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 940/2550
#267910
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 และขายทอดตลาดได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2545 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2545 จึงเกินระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่มีการขายทอดตลาด แม้โจทก์นำยึดสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยภายในบ้านเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 อีกคราวหนึ่งและไม่ได้มีการขายทอดตลาดก่อนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ ผู้ร้องก็มีสิทธิเฉลี่ยทรัพย์สิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยภายในบ้านได้ แต่ผู้ร้องมิได้กล่าวไว้ในคำร้องและมิได้มีคำขอเฉลี่ยทรัพย์สิ่งของดังกล่าวมาในท้ายคำร้องด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์สิ่งของภายในบ้านได้ เป็นการเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,010,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 800,000 บาท นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลย โฉนดเลขที่ 37198 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 และยึดสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยภายในบ้านเลขที่ 153/9 ถนนพัฒนาการคูขวาง ตำบลคลัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 เพื่อขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นจำนวนเงิน 230,000 บาท แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 37198 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำยึดไว้ก่อนแล้ว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์ที่โจทก์ได้นำยึดไว้ด้วย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 37198 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช และขายทอดตลาดได้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 ผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่อขอเฉลี่ยนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2545 จึงเกินเวลา 14 วัน ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคสี่ แล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,010,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 800,000 บาท นับแต่วันที่ 19 เมษายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือนเดือนละไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไป หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด และยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 37198 ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 และยึดสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยภายในบ้านเลขที่ 153/9 ถนนพัฒนาการคูขวาง ตำบลคลัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 เพื่อขายทอดตลาด ปรากฏว่านางสาวบุญยืน บุญแสวง เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวได้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 ในราคา 242,000 บาท ตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่เอกสารหมาย ค.1 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ที่โจทก์นำยึดในคดีนี้ได้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างใดของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก แต่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเช่นว่านี้มีอำนาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ตนเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้..." และวรรคสี่ (เดิม) บัญญัติว่า "ในกรณีที่ยึดทรัพย์สินเพื่อขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น คำขอเช่นว่านี้ให้ยื่นก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้น" เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 37198 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 และขายทอดตลาดให้แก่นางสาวบุญยืน ผู้ประมูลซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2545 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2545 จึงเกินระยะเวลา 14 วัน นับแต่วันที่มีการขายทอดตลาด นอกจากนี้แม้จะได้ความว่าโจทก์นำยึดสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยภายในบ้านเลขที่ 153/9 ถนนพัฒนาการคูขวาง ตำบลคลัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 อีกคราวหนึ่งและไม่ปรากฏว่าได้มีการขายทอดตลาดก่อนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องนี้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิเฉลี่ยทรัพย์สิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยภายในบ้านเลขที่ 153/9 ได้ก็ตาม แต่ผู้ร้องมิได้กล่าวไว้ในคำร้องและมิได้มีคำขอเฉลี่ยทรัพย์สิ่งของดังกล่าวมาในท้ายคำร้องด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องเฉลี่ยทรัพย์สิ่งของจำเลยภายในบ้านเลขที่ 153/9 ได้ เพราะเป็นการเกินคำขอ ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบเอกทองสุข สาลา
ผู้ร้อง — นายจรัญ กิ่งรัตน์
จำเลย — นางปราณี คงหอม
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 938/2550
#268387
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลอนุญาตให้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งคำสั่งศาลและวันขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีทราบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 306 ซึ่งจำเลยผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีนี้ได้ทราบคำสั่งศาลและกำหนดวันขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดตามกฎหมายแล้ว ส่วนการปิดประกาศขายทอดตลาดไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ใดเป็นขั้นตอนวิธีปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นระเบียบภายในของกรมบังคับคดีเพื่อประสงค์จะให้บุคคลภายนอกที่สนใจมาประมูลซื้อทรัพย์ในการขายทอดตลาดทรัพย์เท่านั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องดำเนินการประกาศขายทอดตลาดทางหนังสือพิมพ์ตามที่จำเลยอ้างส่วนการประเมินราคาทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็เป็นเพียงการประเมินราคาในชั้นต้น เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีขายทอดตลาดซึ่งอาจจะไม่ตรงกับราคาที่แท้จริงก็ได้ และการกำหนดราคาเริ่มต้นขายตามประกาศกรมบังคับคดีก็ไม่ได้ผูกมัดจำเลยหรือโจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องเป็นไปตามราคาดังกล่าว แต่ขึ้นอยู่กับผู้เข้าสู้ราคาว่าจะให้ราคาสูงสุดเพียงใดซึ่งหากจำเลยเห็นว่าราคาต่ำไป ก็ชอบที่จะคัดค้านการขายทอดตลาดได้ กรณียังถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลย อันจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง เพื่อขอให้ดำเนินการตามคำร้องของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 2,119,075.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,915,780.35 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยคือที่ดินโฉนดเลขที่ 26113 ตำบลลำไทร (คลองซอยที่ 26 ฝั่งเหนือ) อำเภอวังน้อย (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยประกาศขายทอดตลาดรวม 3 ครั้ง คือวันที่ 5 มิถุนายน 2546 วันที่ 3 กรกฎาคม 2546 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2546

จำเลยยื่นคำร้องว่า ประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพียงปิดประกาศไว้ที่สำนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี เท่านั้น เป็นการสกัดกั้นจำนวนผู้เข้าร่วมประมูลในกรอบจำกัด และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศแนวทางของราคาประมูลทรัพย์ที่จะขายทอดตลาดไว้เป็นการแจ้งให้ผู้ซื้อทราบถึงราคาซื้อขายในการประมูลล่วงหน้าทำให้เกิดการทุจริตมีการฮั้วการประมูล ขัดต่อกฎหมาย ทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดของจำเลยต่ำกว่าความเป็นจริงทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำสั่งยกเลิกและระงับการขายทอดตลาดไว้ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีตามคำร้องยังไม่มีเหตุให้ระงับการขายทอดตลาดหรือการบังคับคดี จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26113 ตำบลลำไทร (คลองซอยที่ 26 ฝั่งเหนือ) อำเภอวังน้อย (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยซึ่งเป็นทรัพย์จำนองเพื่อบังคับคดีชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวของจำเลยไปตามคำสั่งศาล โดยกำหนดขายครั้งที่ 1 ในวันที่ 5 มิถุนายน 2546 ครั้งที่ 2 วันที่ 3 กรกฎาคม 2546 และครั้งที่ 3 ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การดำเนินการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการไม่ชอบหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า การประกาศขายทอดตลาดและการประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดรวมทั้งการกำหนดราคาเริ่มต้นขายของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงนั้น เห็นว่า การดำเนินการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นไปตามที่กฎหมายระบุไว้ เมื่อศาลอนุญาตให้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นแล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งคำสั่งศาลและวันขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 ซึ่งจำเลยผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีนี้ได้ทราบคำสั่งศาลและกำหนดวันขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดตามกฎหมายแล้ว ส่วนการปิดประกาศขายทอดตลาดไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ใดเป็นขั้นตอนวิธีปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นระเบียบภายในของกรมบังคับคดีเพื่อประสงค์จะให้บุคคลภายนอกที่สนใจมาประมูลซื้อทรัพย์ในการขายทอดตลาดทรัพย์เท่านั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องดำเนินการประกาศขายทอดตลาดทางหนังสือพิมพ์ตามที่จำเลยอ้าง ส่วนการประเมินราคาทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็เป็นเพียงการประเมินราคาในชั้นต้น เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีขายทอดตลาดซึ่งอาจจะไม่ตรงกับราคาที่แท้จริงก็ได้ และการกำหนดราคาเริ่มต้นขายตามประกาศกรมบังคับคดีก็ไม่ได้ผูกมัดจำเลยหรือโจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีว่าเมื่อขายทอดตลาดแล้วจะต้องเป็นไปตามราคาดังกล่าว แต่ขึ้นอยู่กับผู้เข้าสู้ราคาว่าจะให้ราคาสูงสุดเพียงใดซึ่งหากจำเลยเห็นว่าราคาต่ำไป ก็ชอบที่จะคัดค้านการขายทอดตลาดได้ กรณียังถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยอันจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง เพื่อขอให้ดำเนินการตามคำร้องของจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง ม. 306
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสาวสมศรี รุ่งรัศมี
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
จันทรา ชูเกียรติ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 932/2550
#267899
เปิดฉบับเต็ม

การจำนองเป็นสัญญาเอาทรัพย์สินตราไว้เป็นการประกันหนี้โดยมีหนี้ประธานและจำนองอันเป็นอุปกรณ์ของหนี้นั้น ซึ่งอาจแยกออกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ เจ้าหนี้จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องอย่างหนี้สามัญ คือ บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 หรือจะบังคับจำนอง คือ ใช้บุริมสิทธิ์บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 728 ก็ได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่าในกรณีซึ่งเป็นหนี้จำนองแล้ว ผู้เป็นเจ้าหนี้จะฟ้องร้องบังคับลูกหนี้อย่างหนี้สามัญตามมาตรา 214 ไม่ได้ เป็นแต่เพียงกฎหมายบังคับว่า ในกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิบังคับจำนองสิทธิของโจทก์ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 733 เท่านั้น ประกอบกับมาตรา 733 มิได้บังคับว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองได้แต่ทางเดียว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินได้ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยรวมทั้งทรัพย์ที่จำนองได้ มิใช่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้แต่เฉพาะที่ดินที่จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,226,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 4 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 1,196,605 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยรวม 5 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 11288, 51064, 62648, 94728 และ 94729 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องว่า สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องมีการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11288 เป็นประกันเพียงแปลงเดียวเท่านั้น แม้โจทก์จะฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้โดยไม่มีคำขอให้บังคับจำนองโจทก์ก็มีสิทธิยึดได้เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 11288 ซึ่งได้จดทะเบียนจำนองไว้เท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิยึดที่ดินอีก 4 แปลง ที่ไม่ได้จดทะเบียนจำนองเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินจำนวน 4 แปลง ดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนวน 4 แปลง ที่ไม่ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า การจำนองเป็นสัญญาเอาทรัพย์สินตราไว้เป็นการประกันหนี้ โดยมีหนี้ที่จะพึงต้องชำระแก่กันอันเป็นหนี้ประธานและจำนองอันเป็นอุปกรณ์ของหนี้นั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าอาจแยกหนี้ซึ่งจะต้องชำระแก่กันและการจำนองออกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ เจ้าหนี้จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องอย่างหนี้สามัญ คือ บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินทั่วไปของลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 หรือจะบังคับจำนอง คือ ใช้บุริมสิทธิ์บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 728 อย่างใดอย่างหนึ่งก็ย่อมทำได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่า ในกรณีซึ่งเป็นหนี้จำนองแล้ว ผู้เป็นเจ้าหนี้จะฟ้องร้องบังคับลูกหนี้อย่างหนี้สามัญตามมาตรา 214 ไม่ได้ เป็นแต่เพียงกฎหมายบังคับว่า ในกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิบังคับจำนองสิทธิของโจทก์ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 733 เท่านั้น ประกอบกับมาตรา 733 ดังกล่าวก็มิได้บังคับว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองได้แต่ทางเดียว ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงหาเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายเรื่องจำนองหรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยอ้างไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นคดีนี้ได้ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยรวมทั้งทรัพย์ที่จำนองได้ หาใช่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้แต่เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 11288 ที่จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ตามฟ้องเท่านั้นไม่ โจทก์มีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอีก 4 แปลง ที่ไม่ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ตามฟ้องได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่อาจทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 214 ม. 728 ม. 733
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละมัย กวยรักษา
จำเลย — นางเตียง เมธสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2550
#272074
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะ 240,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งเท่ากับให้ร่วมชดใช้ค่าอุปการะแก่โจทก์คนละ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนค่าปลงศพซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ร่วมกันปลงศพที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิด 66,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดนั้น แม้จะเป็นหนี้ที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิร่วมกันไม่อาจแบ่งแยกเป็นหนี้ของโจทก์แต่ละคนได้ แต่เมื่อนำไปรวมกับค่าขาดไร้อุปการะตามสิทธิของโจทก์แต่ละคนแล้ว ไม่เกิน 200,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับโจทก์แต่ละคนในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องที่โจทก์ทั้งสองได้รับชดใช้จากบริษัทประกันภัยแล้วเป็นประเด็นไว้ตั้งแต่ในศาลชั้นต้น แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะได้นำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการนำสืบนอกคำให้การต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

เงินที่จำเลยที่ 2 ช่วยค่าทำศพจำนวน 10,000 บาท เป็นการช่วยเหลือค่าปลงศพให้แก่โจทก์ทั้งสองบางส่วนตามหลักมนุษยธรรม มิใช่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ช่วยค่าทำศพโดยยอมรับผิดและมิได้มอบให้ในฐานะเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่ง แต่เป็นการให้ในลักษณะร่วมทำบุญอันเป็นการสำนึกในศีลธรรม จึงนำมาหักกับจำนวนเงินค่าปลงศพที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกร้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบิดา โจทก์ที่ 2 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กหญิงจุลดา อ่วมกระโทก เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2544 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 20 - 0353 นครราชสีมา ของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และในการประกอบกิจการเดินรถร่วมกับจำเลยที่ 3 เจ้าของสัมปทานเดินรถสายครบุรี - มาบกราด มาจอดรับส่งผู้โดยสารบริเวณหมู่บ้านมาบกราด ตำบลโคกกระชาย อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ที่เป็นย่านชุมชน ขณะนั้นเด็กหญิงจุลดาขับขี่รถจักรยานอยู่ด้านหน้ารถยนต์โดยสารที่จำเลยที่ 1 ขับห่างประมาณ 10 เมตร ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารออกมาอย่างรวดเร็ว ไม่มองทางด้านหน้า ทำให้รถยนต์พุ่งเข้าชนบริเวณท้ายรถจักรยานที่เด็กหญิงจุลดาขับขี่และทับศีรษะเด็กหญิงจุลดาจนถึงแก่ความตายทันที โจทก์ทั้งสองเสียค่าปลงศพเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน เป็นเงิน 66,800 บาท เนื่องจากผู้ตายอายุ 6 ปี ทำให้โจทก์ทั้งสองขาดไร้อุปการะ ตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้รวมกันเดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 240,000 บาท จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะนายจ้างและตัวการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,797.34 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 319,599.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 306,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ทั้งสองมิได้เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กหญิงจุลดาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นเจ้าของสัมปทานเส้นทางเดินรถสายครบุรี - มาบกราด และมิใช่นายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือใช้ให้จำเลยที่ 1 กระทำการแทน เหตุละเมิดไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังของเด็กหญิงจุลดาที่ขับขี่รถจักรยานด้วยความเร็วสูงพยายามแซงขึ้นหน้าทางด้านซ้ายของรถโดยสาร เนื่องจากถนนบริเวณดังกล่าวมีผิวถนนขรุขระทำให้รถจักรยานของเด็กหญิงจุลดาเสียหลักล้มเข้าหารถโดยสารคันที่จำเลยที่ 1 ขับ บริเวณข้างรถด้านซ้ายระหว่างกลางรถโดยสารแล้วเด็กหญิงจุลดาถูกล้อหลังซ้ายของรถโดยสารทับถึงแก่ความตาย ค่าปลงศพไม่เกิน 10,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ช่วยเหลือค่าปลงศพแก่โจทก์ทั้งสองแล้วบางส่วนตามหลักมนุษยธรรม โจทก์ทั้งสองมีอำนาจเรียกอีกและค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ทั้งสองเรียกมาสูงเกินความจริง ความเสียหายดังกล่าวไม่เกิน 40,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 309,599.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 306,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2544 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 20 - 0353 นครราชสีมา ของจำเลยที่ 2 ชนกับรถจักรยานที่เด็กหญิงจุลดาบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้เด็กหญิงจุลดาถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ช่วยงานศพเด็กหญิงจุลดาเป็นเงิน 10,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยจากคำเบิกความของพยานโจทก์แล้วฟังพฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่อาจเห็นพ้องด้วยกับค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะสูงเกินไปนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 240,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งเท่ากับให้ร่วมชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์คนละ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนค่าปลงศพที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดจำนวน 66,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดนั้น แม้จะเป็นหนี้ที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิร่วมกันไม่อาจแบ่งแยกเป็นหนี้ของโจทก์แต่ละคนได้ แต่เมื่อนำไปรวมกับค่าขาดไร้อุปการะตามสิทธิของโจทก์แต่ละคนดังกล่าวแล้ว เป็นจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับโจทก์แต่ละคนในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ประกอบอาชีพขับรถร่วมกัน ไม่มีพฤติการณ์ของการเป็นนายจ้างและลูกจ้าง หรือเป็นการกระทำการแทนกัน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 กับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าปลงศพและขาดไร้อุปการะสูงเกินไปด้งกล่าวนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและกำหนดค่าสินไหมทดแทนของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ทำประกันภัยบุคคลที่ 3 ไว้เป็นเงิน 80,000 บาท ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องที่โจทก์ทั้งสองได้รับชดใช้จากบริษัทประกันภัยแล้วเป็นประเด็นไว้ตั้งแต่ในศาลชั้นต้น แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะได้นำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการนำสืบนอกคำให้การต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ คดีคงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ว่า เงินค่าทำศพที่โจทก์ทั้งสองได้รับจากจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท นั้น ต้องนำมาหักจากค่าปลงศพหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้แต่ในศาลชั้นต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ได้ช่วยเหลือค่าปลงศพให้แก่โจทก์ทั้งสองบางส่วนแล้วตามหลักมนุษยธรรม โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจเรียกจากจำเลยทั้งสามอีก การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ และเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ยุติเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ในข้อกฎหมายไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า เงินที่จำเลยที่ 2 ช่วยค่าทำศพจำนวน 10,000 บาท นั้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่าเป็นการช่วยเหลือค่าปลงศพให้แก่โจทก์ทั้งสองบางส่วนแล้วตามหลักมนุษยธรรม จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ช่วยค่าทำศพโดยยอมรับผิดและมิได้มอบให้ในฐานะเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่ง แต่เป็นการให้ในลักษณะร่วมทำบุญอันเป็นการสำนึกในศีลธรรม จะนำมาหักกับจำนวนเงินค่าปลงศพที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกร้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลฎีการับวินิจฉัยเฉพาะประเด็นเงินค่าทำศพจำนวน 10,000 บาท เท่านั้น โดยไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่ไม่รับวินิจฉัยให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 คงเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 10,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 250 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาจำนวน 7,990 บาท ต้องคืนค่าขึ้นศาลให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำนวน 7,740 บาท"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 7,740 บาท แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443
ป.วิ.พ. ม. 248 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมรสุม อ่วมกระโทก กับพวก
จำเลย — นางปราณี สระกระโทก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2550
#272583
เปิดฉบับเต็ม

กฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติถึงวิธีการกำหนดนับระยะเวลาอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การนับระยะเวลาอายุความคดีอาญาจึงอยู่ในบังคับของหลักทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง ซึ่งกำหนดมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน จึงเริ่มนับอายุความในวันรุ่งขึ้น คดีนี้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับแรก เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 การนับอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 และจะครบกำหนด 3 เดือน วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดอายุความวันสุดท้าย คดีโจทก์ตามเช็คฉบับแรกจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2539 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนประชาสโมสร ขอนแก่น จำนวนสองฉบับ ฉบับละ 200,000 บาท ฉบับแรกลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ฉบับที่สองลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2539 มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่ากระจก อะลูมิเนียมและอุปกรณ์ที่จำเลยซื้อไปจากโจทก์ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์นำไปฝากเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนศรีจันทร์ เพื่อให้เรียกเก็บเงินแทนตามวิธีการของธนาคาร แต่ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสองฉบับ ฉบับแรกเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ฉบับที่สอง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 โดยให้เหตุผลอย่างเดียวกันว่า ยังไม่มีการตกลงกับธนาคาร โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น หรือถอนเงินทั้งหมดหรือบางส่วนออกจากบัญชีอันพึงให้ใช้เงินตามเช็คนั้นจนจำนวนเงินเหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงให้เรียงกระทงลงโทษทุกกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า คดีโจทก์ตามเช็คฉบับแรกขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การนับอายุความคดีอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด จะนำการนับอายุความตามกฎหมายทั่วไปมาใช้เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยไม่ได้ คดีนี้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับแรก เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 การนับอายุความต้องเริ่มนับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นไป ซึ่งจะครบกำหนดอายุความ 3 เดือน ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2540 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 คดีโจทก์ตามเช็คฉบับแรกจึงขาดอายุความ เห็นว่า กฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติถึงวิธีการกำหนดนับระยะเวลาอายุความคดีอาญาไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การนับระยะเวลาอายุความคดีอาญาจึงอยู่ในบังคับของหลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง ซึ่งกำหนดมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน จึงเริ่มนับอายุความในวันรุ่งขึ้น คดีนี้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คฉบับแรก เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 การนับอายุความต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 และจะครบกำหนด 3 เดือน วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดอายุความวันสุดท้าย คดีโจทก์ตามเช็คฉบับแรกจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3
ป.อ. ม. 95
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรุ่งเกียรติเทรดดิ้ง (1991) จำกัด
จำเลย — นายรัตนะ บรรลุผล
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 905/2550
#268468
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารมิใช่ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร นั้น เมื่อฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม 5 กรรม ก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องโดยไม่มีรายละเอียดให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษทุกกรรม ศาลจะลงโทษจำเลยในแต่ละกรรมนอกเหนือจากคำฟ้องและคำขอของโจทก์ไม่ได้ จึงลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม กรรมเดียว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยพรากเด็กหญิง ป. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปี ไปเสียจาก ก. ผู้เสียหายที่ 2 ผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร วันที่ 9 กรกฎาคม 2547 วันที่ 18 กรกฎาคม 2547 วันที่ 29 กรกฎาคม 2547 วันที่ 3 สิงหาคม 2547 และวันที่ 4 สิงหาคม 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงและเวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกอดปล้ำและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม เหตุเกิดที่ตำบลท่าตำหนัก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 284, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 279 วรรคแรก, 284 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนกับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารกับฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจารเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 25 ปี รวมจำคุก 45 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 22 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นยินยอมกับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจารไม่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน กระทงละ 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจารกระทงละ 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้โดยไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เพียงปากเดียวที่เบิกความยืนยันว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรม นอกจากการกระทำในวันที่ 4 สิงหาคม 2547 เท่านั้นที่โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 พบเห็นการกระทำความผิด การกระทำครั้งอื่นๆ น่าจะมีรายละเอียดเหตุการณ์มากกว่านี้พอที่จะฟังได้ว่ามีการกระทำความผิด กับขอให้ลงโทษสถานเบา ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลและดุลพินิจในการลงโทษ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายและฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารมิใช่ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร นั้น เห็นว่า เมื่อฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่งแม้ทางพิจารณาจะได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม 5 กรรม ก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2547 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยพรากเด็กหญิง ป. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปี ไปเสียจาก ก. ผู้เสียหายที่ 2 ผู้ปกครองไปเพื่อการอนาจาร โดยไม่มีรายละเอียดให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษทุกกรรม ดังนั้น ศาลจะลงโทษจำเลยในแต่ละกรรมนอกเหนือจากคำฟ้องและคำขอของโจทก์ไม่ได้ จึงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม กรรมเดียว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม กรรมเดียว จำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้วเป็นจำคุก 12 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายอุดรหรือดอน โยวะ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 878/2550
#272581
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้นำโฉนดที่ดินปลอมไปอ้างใช้แสดงต่อ ส. ผู้เสียหาย และ พ. โดยให้ผู้เสียหายยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ไปจากผู้เสียหาย ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ ส. และ พ. ผู้อื่นหรือประชาชนอันเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดและกำหนดโทษมาในคำฟ้องแล้ว แต่คำขอท้ายฟ้องโจทก์ ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. เฉพาะมาตรา 264 และมาตรา 266 มิได้ระบุมาตรา 268 มาด้วย จะถือว่าโจทก์ได้ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 หาได้ไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำปลอมขึ้นซึ่งดวงตรารูปสิงห์ของเจ้าพนักงานที่ดินกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1 อัน และจำเลยได้ทำปลอมขึ้นซึ่งโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการขึ้นจำนวน 1 ฉบับ โดยจำเลยนำแบบฟอร์มโฉนดที่ดินของกรมที่ดินที่ออกใช้กับประชาชนทั่วไปมากรอกข้อความว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12101 ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยจำเลยซื้อต่อจากนางดี วรรณศรี และจำเลยได้ประทับดวงตรารูปสิงห์ของเจ้าพนักงานที่ดินที่จำเลยปลอมขึ้นลงบนโฉนดที่ดินที่จำเลยทำปลอมขึ้นดังกล่าว ซึ่งความจริงโฉนดที่ดินเลขที่ดังกล่าวนั้นกรมที่ดินได้ออกให้นายช่วย วิเศษสิงห์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และปัจจุบันมีจ่าสิบเอกสมพงษ์ สกุลดิษฐและนางสำเภา สกุลดิษฐ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม จำเลยกระทำการดังกล่าวเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่าโฉนดที่ดินที่จำเลยทำปลอมขึ้นเป็นโฉนดที่ดินที่แท้จริงที่กรมที่ดินออกให้ใช้และปัจจุบันมีจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่จ่าสิบเอกสมพงษ์และนางสำเภา สกุลดิษฐ นายสุบิน นุชบูรณ์ เจ้าหนี้เงินกู้ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ผู้อื่นและประชาชน ภายหลังจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว ต่อมาประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยได้นำโฉนดที่ดินฉบับที่จำเลยทำปลอมขึ้นโดยมีรอยดวงตรารูปสิงห์ของเจ้าพนักงานที่จำเลยทำปลอมขึ้นประทับลงบนโฉนดที่ดินปลอมไปอ้างใช้แสดงต่อนายสุบินและนายสมพงษ์ สุทธิจิตร์ โดยจำเลยนำโฉนดที่ดินปลอมดังกล่าวไปมอบให้นายสุบินยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ไปจากนายสุบินจำนวน 60,000 บาท ซึ่งนายสุบินและนายสมพงษ์ไม่ทราบมาก่อนว่าโฉนดดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายสุบิน นายสมพงษ์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ผู้อื่นหรือประชาชน เหตุเกิดที่ตำบลยุ้งทะลาย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 251, 252, 264, 266 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) จำคุก 3 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ไม่ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอมชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยได้นำโฉนดที่ดินปลอมไปอ้างใช้แสดงต่อนายสุบิน นุชบูรณ์ ผู้เสียหาย และนายสมพงษ์ สุทธิจิตร์ โดยให้ผู้เสียหายยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ไปจากผู้เสียหาย ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายสุบิน นายสมพงษ์ ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นการบรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ซึ่งบัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดและกำหนดโทษมาในคำฟ้องแล้ว แต่คำขอท้ายฟ้องโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาเฉพาะมาตรา 264 และมาตรา 266 มิได้ระบุมาตรา 268 มาด้วย จะถือว่าโจทก์ได้ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 หาได้ไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ที่โจทก์อ้างว่าบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266 เป็นความผิดเกี่ยวกับการปลอมเอกสารและมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันกับมาตรา 268 จึงลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 ได้นั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 บัญญัติว่า ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือมาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ ก็ตาม แต่ก็ถือไม่ได้ว่าความผิดตามมาตรา 268 เป็นความผิดฐานเดียวกันกับความผิดมาตราอื่น ๆ ข้างต้น จึงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ไม่ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าการไม่ระบุมาตรา 268 เกิดจากการพิมพ์ผิดพลาดหรือตกหล่นซึ่งเป็นรายละเอียดมิใช่ข้อสำคัญ ทั้งจำเลยไม่หลงต่อสู้และนำสืบปฏิเสธไว้แล้วก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุที่ทำให้ฟ้องของโจทก์กลายเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้อง แต่โฉนดที่ดินของกลางฟังเป็นยุติว่าเป็นเอกสารปลอมและจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด จึงเห็นสมควรให้ริบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) แม้คู่ความมิได้ฎีกาในปัญหานี้แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบโฉนดปลอมของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 158 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นางต้อย ศรีเหรา
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2550
#267159
เปิดฉบับเต็ม

ย. ผู้ทำหน้าที่ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องระบุว่า ลายมือชื่อผู้รับมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และลายมือชื่อผู้แต่งทนายความในใบแต่งทนายความไม่ใช่ลายมือชื่อผู้รับมอบอำนาจ และในวันนัดพร้อม ย. ก็แถลงยืนยันว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและใบแต่งทนายความไม่ใช่ลายมือชื่อของ อ. ผู้รับมอบอำนาจ กับมี ธ.พี่สาวผู้รับมอบอำนาจแถลงว่า ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและใบแต่งทนายความเป็นของ ธ. ไม่ใช่ของ อ. การที่ศาลชั้นต้นฟังว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและใบแต่งทนายความไม่ใช่ของ อ. โดยไม่เรียก อ. มาสอบถามจึงชอบแล้ว

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องไว้แล้ว ภายหลังเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจึงจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฟ้องและสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้อง เมื่อหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีและแต่งตั้งทนายความไม่ถูกต้องการแต่งตั้งทนายความก็ไม่ถูกต้องไปด้วย ทนายความซึ่งลงลายมือชื่อในคำฟ้องจึงไม่มีอำนาจทำการแทนในฐานะทนายความของโจทก์ เท่ากับคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ศาลชั้นต้นจึงต้องสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับคำฟ้องและมีคำสั่งไม่รับฟ้องจึงไม่ชอบ

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวทั้งโจทก์ยังได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องไว้ก่อนแล้ว แสดงว่าโจทก์พอใจคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแล้ว จึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อจัดการให้มีการลงลายมือชื่อโจทก์ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 84364 และ 84365 ตำบลวังทองหลาง อำเภอวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

วันชี้สองสถาน โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยื่นคำแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและนัดพร้อมเพื่อสอบสวนเกี่ยวกับลายมือชื่อของผู้รับมอบอำนาจโจทก์

ต่อมาในวันนัดพร้อม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าลายมือชื่อในใบแต่งทนายความและหนังสือมอบอำนาจ มิใช่ลายมือชื่อของนางอนุษยา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ จึงทำให้นายยุทธการ ไม่สามารถเป็นทนายความได้ ดังนั้น การที่นายยุทธการ ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ถือว่าไม่มีลายมือชื่อคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) ประกอบมาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นรับฟ้อง เป็นการสั่งโดยผิดหลง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากเดิมที่มีคำสั่งรับคำฟ้อง เป็นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นฟังว่า ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ของนางอนุษยา โดยไม่เรียกนางอนุษยา มาสอบถามนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ในทางไต่สวนให้ได้ความจริงดังกล่าวเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นว่าจะเรียกพยานมาสอบถามเพียงไรและคดีได้ความว่า นายยุทธการ ผู้ทำหน้าที่ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ระบุว่า ลายมือชื่อผู้รับมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และลายมือชื่อผู้แต่งทนายความในใบแต่งทนายความไม่ใช่ลายมือผู้รับมอบอำนาจและในวันนัดพร้อม นายยุทธการก็แถลงยืนยันว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและใบแต่งทนายความไม่ใช่ลายมือชื่อของนางอนุษยา ผู้รับมอบอำนาจกับได้มี นางธาริณี แถลงว่า นางธาริณีเป็นพี่สาวของผู้รับมอบอำนาจ ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและใบแต่งทนายความเป็นของนางธาริณีไม่ใช่ของนางอนุษยา ดังนี้ศาลชั้นต้นเชื่อว่า ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและใบแต่งทนายความไม่ใช่ของนางอนุษยา จึงชอบแล้วฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ศาลชอบที่จะสั่งให้แก้ไขเสียก่อนนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจึงจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฟ้องและสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้อง คดีนี้เมื่อหนังสือมอบอำนาจไม่ถูกต้อง การแต่งทนายความก็ไม่ถูกต้องไปด้วย ทนายความผู้นั้นจึงไม่มีอำนาจทำการแทนในฐานะทนายความของโจทก์ ซึ่งเท่ากับคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องเสียทีเดียวเป็นการไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดีเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแล้ว โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้น ทั้งโจทก์เองก็ไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปโดยได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องไว้ก่อนแล้วแต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต แสดงว่าโจทก์พอใจในคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อจัดการให้มีการลงลายมือชื่อโจทก์ให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 27 ม. 67 (5) ม. 229 ม. 243 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
นางยะ กันซัน โดยนางอนุษยา ปาณลักษณ์
โจทก์ — ผู้รับมอบอำนาจ
จำเลย — บริษัทวงษ์สันต์ คาร์ พลาซ่า จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ นิชโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2550
#272351
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจึงจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฟ้องและสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้อง คดีนี้เมื่อหนังสือมอบอำนาจไม่ถูกต้อง การแต่งทนายความก็ไม่ถูกต้องไปด้วย ทนายความผู้นั้นจึงไม่มีอำนาจทำการแทนในฐานะทนายความของโจทก์ ซึ่งเท่ากับคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องเสียทีเดียวเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดีเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแล้ว โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้น ทั้งโจทก์เองก็ไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปโดยได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องไว้ก่อนแล้วแต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต แสดงว่าโจทก์พอใจในคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อจัดการให้มีการลงลายมือชื่อโจทก์ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 84364 และ 84365 ตำบลวังทองหลาง อำเภอวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

วันชี้สองสถาน โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยื่นคำแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและนัดพร้อมเพื่อสอบสวนเกี่ยวกับลายมือชื่อของผู้รับมอบอำนาจโจทก์

ต่อมาในวันนัดพร้อมศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าลายมือชื่อในใบแต่งทนายความและหนังสือมอบอำนาจ มิใช่ลายมือชื่อของนางอนุษยา ปาณลักษณ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ จึงทำให้นายยุทธการ เมฆ ไม่สามารถเป็นทนายความได้ ดังนั้น การที่นายยุทธการลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ถือว่าไม่มีลายมือชื่อคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) ประกอบมาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นการสั่งโดยผิดหลง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากเดิมที่มีคำสั่งรับคำฟ้อง เป็นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นฟังว่า ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ของนางอนุษยา ปาณลักษณ์ โดยไม่เรียกนางอนุษยา มาสอบถามนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ในทางไต่สวนให้ได้ความจริงดังกล่าวเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นว่าจะเรียกพยานมาสอบถามเพียงไรและคดีได้ความว่า นายยุทธการ เมฆ ผู้ทำหน้าที่ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องลงวันที่ 27 มกราคม 2546 ระบุว่า ลายมือชื่อผู้ร้บมอบอำนาจ และลายมือชื่อผู้แต่งทนายความในใบแต่งทนายความไม่ใช่ลายมือชื่อผู้รับมอบอำนาจและในวันนัดพร้อมที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 นายยุทธการก็แถลงยืนยันว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและใบแต่งทนายความไม่ใช่ลายมือชื่อของนางอนุษยา ผู้รับมอบอำนาจกับได้มีนางธาริณี สาดและแถลงว่า นางธาริณีเป็นพี่สาวของผู้รับมอบอำนาจ ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและใบแต่งทนายความเป็นของนางธาริณีไม่ใช่ของนางอนุษยา ดังนี้ ศาลชั้นต้นเชื่อว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและใบแต่งทนายความไม่ใช่ของนางอนุษยา จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ศาลชอบที่จะสั่งให้แก้ไขเสียก่อนนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจึงจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฟ้องและสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้อง คดีนี้เมื่อหนังสือมอบอำนาจไม่ถูกต้อง การแต่งทนายความก็ไม่ถูกต้องไปด้วย ทนายความผู้นั้นจึงไม่มีอำนาจทำการแทนในฐานะทนายความของโจทก์ ซึ่งเท่ากับคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและมีคำสั่งใหม่เป็นรับฟ้องเสียทีเดียวเป็นการไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดีเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแล้ว โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้น ทั้งโจทก์เองก็ไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปโดยได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องไว้ก่อนแล้วแต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต แสดงว่าโจทก์พอใจในคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแล้ว คดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อจัดการให้มีการลงลายมือชื่อโจทก์ให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18
ชื่อคู่ความ
นางยะ กันซัน โดยนางอนุษยา ปาณลักษณ์
โจทก์ — ผู้รับมอบอำนาจ
จำเลย — บริษัทวงษ์สันต์ คาร์ พลาซ่า จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ