คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2466/2549
#268880
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 มีรายได้ประจำปีจากการพาณิชยกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบของหมู่บ้านจัดสรร ที่ดินพร้อมบ้านที่โจทก์นำยึดทั้งสองแปลงมีลูกค้าตกลงจะซื้อจากจำเลยที่ 1 แล้ว ซึ่งจะทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเป็นรายได้รวม 7,875,000 บาท เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษา อันเป็นข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างเพื่อขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขาย โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 307 ซึ่งหากศาลอนุญาตย่อมมีผลเป็นการงดการบังคับคดีไปในตัว แม้จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างในคำร้องต่อไปว่า โจทก์ไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ทราบ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 และการบังคับคดี ทั้งได้อ้างมาตรา 296 แห่ง ป.วิ.พ. มาในคำร้องด้วยก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 296 เพียงแต่ขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีและอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ที่จะขอให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งตามมาตรา 307 เป็นประการสำคัญ คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงมิได้ขัดแย้งกันเอง แต่อย่างไรก็ตาม มาตรา 307 แห่ง ป.วิ.พ. ที่ให้อำนาจศาลตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์หรือการประกอบกิจการแทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีรายได้ประจำปีจากอสังหาริมทรัพย์หรือมีการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือกสิกรรม อยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึดนั้น ให้มีโอกาสชำระหนี้จากรายได้ประจำปีโดยไม่จำต้องขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกยึด การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่ออนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำยึดซึ่งยังคงต้องขายทรัพย์สินดังกล่าว จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 307 ทั้งมีผลเท่ากับให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายทรัพย์สินดังกล่าวเสียเองแทนการขายทอดตลาดโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งไม่อาจกระทำโดยชอบ ดังนั้น แม้ศาลจะไต่สวนได้ความตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้นได้ จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสียโดยไม่จำต้องไต่สวนก่อน หาเป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 21 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17895 พร้อมบ้านเลขที่ 99/12 หมู่ที่ 3 ตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 4,264,833 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18030 พร้อมบ้านเลขที่ 99/133 และที่ดินโฉนดเลขที่ 18031 พร้อมบ้านเลขที่ 99/134 ตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ของจำเลยที่ 1 เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 มีรายได้ประจำปีจากการพาณิชยกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบของหมู่บ้านจัดสรร ที่ดินพร้อมบ้านที่โจทก์นำยึดทั้งสองแปลง มีลูกค้าตกลงซื้อจากจำเลยที่ 1 แล้ว โดยจะซื้อแปลงแรกในราคา 4,275,000 บาท และแปลงที่สองในราคา 3,600,000 บาท ลูกค้าทั้งสองรายปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินครบถ้วนและได้รับอนุมัติเงินกู้จากธนาคารเพื่อนำเงินมาชำระราคาส่วนที่เหลือแล้ว ซึ่งหากดำเนินการเสร็จ จำเลยที่ 1 จะได้รับเงินเป็นรายได้รวม 7,875,000 บาท เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ทราบเรื่องดี เพราะเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยที่ 1 มาก่อน แต่โจทก์กลับไม่แจ้งแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ลูกค้าทั้งสองรายทราบ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่การขายทอดตลาด และเกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ที่ไม่สามารถขายที่ดินพร้อมบ้านที่ถูกยึดในราคาที่แท้จริง ขอให้ศาลมีคำสั่งงดการขายทอดตลาด และอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายที่ดินพร้อมบ้านทั้งสองแปลงให้แก่ลูกหนี้ (ที่ถูกลูกค้า) ทั้งสองรายตามสัญญาจะซื้อจะขาย แล้วนำรายได้มาชำระแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 ประกอบมาตรา 296

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 เพื่อขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ในขณะเดียวกันก็ขอใช้สิทธิตามมาตรา 307 ด้วย จึงขัดแย้งกันเอง ไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 มิได้ขัดแย้งกันเอง ชอบที่ศาลจะไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งต่อไปนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 มีรายได้ประจำปีจากการพาณิชยกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบของหมู่บ้านจัดสรร ที่ดินพร้อมบ้านที่โจทก์นำยึดทั้งสองแปลงมีลูกค้าตกลงจะซื้อจากจำเลยที่ 1 แล้ว ซึ่งจะทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเป็นรายได้รวม 7,875,000 บาท เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษา อันเป็นข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างเพื่อขอให้ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขาย โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 ซึ่งหากศาลอนุญาตย่อมมีผลเป็นการงดการบังคับคดีไปในตัว แม้จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างในคำร้องต่อไปว่าโจทก์ไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ทราบ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 และการบังคับคดี ทั้งได้อ้างมาตรา 296 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาในคำร้องด้วยก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 296 เพียงแต่ขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีและอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ที่จะขอให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งตามมาตรา 307 เป็นประการสำคัญ คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงมิได้ขัดแย้งกันเองดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แต่อย่างไรก็ตาม มาตรา 307 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ให้อำนาจศาลตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์หรือการประกอบกิจการแทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีรายได้ประจำปีจากอสังหาริมทรัพย์หรือมีการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือกสิกรรม อยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึดนั้น ให้มีโอกาสชำระหนี้จากรายได้ประจำปีโดยไม่จำต้องขายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกยึด การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่ออนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำยึดซึ่งยังคงต้องขายทรัพย์สินดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 307 ทั้งมีผลเท่ากับให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายทรัพย์สินดังกล่าวเสียเองแทนการขายทอดตลาดโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งไม่อาจกระทำได้โดยชอบ ดังนั้น แม้ศาลจะไต่สวนได้ความตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้นได้ จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสียโดยไม่จำต้องไต่สวนก่อน หาเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมาโดยให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 296 ม. 307
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจิรเมธ มาละบุตร
จำเลย — บริษัทอธิเชฐธานี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2434/2549
#266544
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบุตรของนาง ศ. จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทส่วนของนาง ศ. เมื่อโจทก์ไปขอให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย ถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

แม้จำเลยจะเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียวก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับนาง ศ. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท นาง ศ. ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการบ่งชี้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินพิพาทแต่อย่างใด การที่จำเลยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นการครอบครองไว้แทนนาง ศ. เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย

โจทก์เป็นบุตรของนาง ศ. ผู้ตาย จึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (1) มีสิทธิรับมรดกของนาง ศ. ส่วนจำเลยเป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนาง ศ. เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนาง ศ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกรายนี้ และโจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกทรัพย์มรดกจากจำเลยผู้ครอบครองแทน กรณีมิใช่เรื่องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดก จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง มาตัดฟ้องโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นบุตรของนางศรีหรือสี นางศรีหรือสีถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 3882 นางศรีหรือสีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2525 ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2541 ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีหรือสี โจทก์ประสงค์จะจดทะเบียนรับโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางศรีหรือสี ได้เรียกให้จำเลยซึ่งยึดถือโฉนดที่ดินอยู่ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์เพื่อดำเนินการ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3882 แก่โจทก์เพื่อนำไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางศรีหรือสี และแบ่งแยกที่ดินให้จำเลยตามส่วน หากจำเลยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินและไม่ไปลงชื่อรับการแบ่งแยก ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากโจทก์จำเลยไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินกันได้ ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3882 ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากโจทก์จำเลยไม่สามารถแบ่งที่ดินดังกล่าวได้ ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน แต่ค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นที่จำเลยจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่าจำเลยและนางศรีหรือสี เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3882 นางศรีหรือสีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2525 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนางศรีหรือสี จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทส่วนของนางศรีหรือสี เมื่อโจทก์ไปขอให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย ถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า ก่อนถึงแก่ความตายนางศรีหรือสียังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียวก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับนางศรีหรือสีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ทางนำสืบของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการบ่งชี้จำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินพิพาทแต่อย่างใด การที่จำเลยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองไว้แทนนางศรีหรือสีเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นบุตรของนางศรีหรือสีผู้ตาย จึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (1) มีสิทธิรับมรดกของนางศรีหรือสีส่วนจำเลยเป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางศรีหรือสี เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนางศรีหรือสีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกรายนี้ และโจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกทรัพย์มรดกจากจำเลยผู้ครอบครองแทน กรณีมิใช่เรื่องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดก จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง มาตัดฟ้องโจทก์ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 54
ป.พ.พ. ม. 1359 ม. 1382 ม. 1603 ม. 1629 ม. 1745 ม. 1755
ชื่อคู่ความ
นางศรี — นายสมุทร ชาพล
โจทก์ — หรือสี ผันกระโทกหรือพันกระโทก
จำเลย — นายบุญช่วย สินทมครบุรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสุทธินันท์ รักความสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2434/2549
#272452
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบุตรของ ศ. จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทส่วนของ ศ. เมื่อโจทก์ไปขอให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

แม้จำเลยจะเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียว แต่เมื่อจำเลยกับ ศ. เป็นเจ้ากรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ศ. ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งและเมื่อจำเลยไม่ได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการบ่งชี้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดที่ดินพิพาท การที่จำเลยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองไว้แทน ศ. เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย

โจทก์เป็นบุตรของ ศ. ผู้ตาย จึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (1) มีสิทธิรับมรดกของ ศ. ส่วนจำเลยเป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ ศ. เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของ ศ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกรายนี้ และโจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกทรัพย์มรดกจากจำเลยผู้ครอบครองแทน กรณีมิใช่เรื่องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดก จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง มาตัดฟ้องโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3882 ตำบลครบุรี อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา แก่โจทก์เพื่อนำไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางศรีหรือสี เนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา และแบ่งแยกที่ดินให้จำเลยตามส่วน หากจำเลยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินและไม่ไปลงชื่อรับการแบ่งแยก ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากโจทก์จำเลยไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินกันได้ ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วน

จำเลยให้การยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3882 ตำบลครบุรี อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากโจทก์จำเลยไม่สามารถแบ่งที่ดินดังกล่าวได้ ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วน

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน แต่ค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นที่จำเลยจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นตันนั้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยและนางศรีหรือสี พันกระโทก เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3882 ตำบลครบุรี อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน นางศรีหรือสีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2525 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนายอินทร์ ชาพล เบิกความเป็นพยานทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นบุตร นายสมร ชาพล กับนางศรีหรือสี พันกระโทก บิดามารดาโจทก์ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน หลังจากนางศรีหรือสีถึงแก่ความตาย โจทก์ไปหานายอินทร์ให้พาไปพบจำเลยเพื่อขอแบ่งที่ดินส่วนของนางศรีหรือสี จำเลยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและบอกว่าจะนำเงินมาให้โจทก์หรือแบ่งที่ดินให้ แต่ไม่บอกว่าจะนำเงินมาให้เท่าใดหรือแบ่งที่ดินให้เท่าใด โจทก์จึงไม่ยอมลงลายมือชื่อ โจทก์คิดว่าจำเลยจะโกงจึงไปหาเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอครบุรีเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบเอกสารสิทธิพบว่าที่ดินดังกล่าวมีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินและได้แนะนำโจทก์ให้ไปยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของนางศรีหรือสี ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีหรือสี โจทก์นำคำสั่งศาลดังกล่าวไปหาเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอครบุรี เพื่อดำเนินการแบ่งแยกที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินเรียกจำเลยมาเจรจาให้แบ่งที่ดินแก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง จำเลยไม่ยอม และโจทก์มี นายสำราญ โพธิ์กิ่ง เจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาครบุรี เบิกความสนับสนุนว่า ปี 2541 โจทก์ไปพบพยานเพื่อขอตรวจสอบที่ดินของมารดาที่มีชื่อร่วมกับน้าชาย พยานสอบถามโจทก์แล้วปรากฏว่าชื่อและนามสกุลของมารดาโจทก์ไม่ตรงกัน โจทก์บอกว่ามารดาโจทก์ไปแต่งงานใหม่และใช้ชื่อสกุลของสามีเนื่องจากที่ดินมีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน พยานแนะนำให้โจทก์ไปร้องต่อศาลขอตั้งผู้จัดการมรดก ต่อมาศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของมารดา โจทก์นำคำสั่งศาลมาจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดิน พยานเรียกจำเลยมาและแนะนำให้จำเลยแบ่งที่ดินตามสิทธิที่มีอยู่คนละครึ่ง จำเลยไม่ยอมแบ่งโดยอ้างว่าดูแลมาแทนมารดาโจทก์ พยานจึงแนะนำโจทก์ให้ไปใช้สิทธิทางศาล ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความลอย ๆ ว่า จำเลยไม่เชื่อว่าโจทก์เป็นบุตรนางศรีหรือสีเพราะไม่มีหลักฐานมายืนยัน เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกัน โจทก์นอกจากจะมีพยานบุคคลมาเบิกความแล้วยังมีพยานเอกสารคือ สำเนาคำสั่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ สำเนาทะเบียนบ้านและหนังสือรับรองของนายอำเภอประทาย มานำสืบประกอบเพื่อยืนยันว่าโจทก์เป็นบุตรของนางศรีหรือสี และนางศรี ผันกระโทก กับนางศรี พันกระโทก เป็นบุคคลคนเดียวกับนางสี พันกระโทก พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนางศรีหรือสี พันกระโทก จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทส่วนของนางศรีหรือสีเมื่อโจทก์ไปขอให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉยถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า ก่อนถึงแก่ความตาย นางศรีหรือสี ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยในที่ดินพิพาทหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า นางศรีหรือสีออกไปจากภูมิลำเนาโดยแสดงเจตนาชัดแจ้งขอสละที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทำกินโดยไม่ขอเกี่ยวข้องแต่อย่างใด จนกระทั่งนางศรีหรือสีถึงแก่ความตาย จำเลยทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยมิได้ครอบครองแทนบุคคลอื่นนั้น เห็นว่าแม้จำเลยจะเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียวก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับนางศรีหรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ทางนำสืบของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการบ่งชี้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินพิพาทแต่อย่างใด การที่จำเลยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองไว้แทนนางศรีหรือสีเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเกี่ยวกับนางศรีหรือสี จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย โจทก์ไม่เคยใช้สิทธิในฐานะทายาทเรียกร้องขอแบ่งปันมรดกแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการส่อเจตนาชัดแจ้งว่าโจทก์ขอสละมรดกของเจ้ามรดก ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นบุตรของนางศรี หรือสีผู้ตาย จึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) มีสิทธิรับมรดกของนางศรีหรือสี ส่วนจำเลยเป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางศรีหรือสี เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์มรดกของนางศรีหรือสี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกรายนี้ และโจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกทรัพย์มรดกจากจำเลยผู้ครอบครองแทน กรณีมิใช่เรื่องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดก จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง มาตัดฟ้องโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1629 ม. 1630 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
นายสมุทร ชาพล ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการ
โจทก์ — มรดกของนางศรีหรือสี ผันกระโทกหรือพันกระโทก
จำเลย — นายบุญช่วย สินทมครบุรี
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2433/2549
#266624
เปิดฉบับเต็ม

ในวันชี้สองสถานคู่ความยอมรับข้อเท็จจริงกัน ศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงจากคำแถลงรับของคู่ความและเอกสารที่คู่ความนำส่งศาลเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจนำข้อเท็จจริงที่คู่ความยอมรับกันดังกล่าวและข้อเท็จจริงจากพยานเอกสารที่จำเลยนำส่งต่อศาลมาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของโจทก์มีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดให้หรือไม่ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 และ 20 ประกอบข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 ข้อ 16 และ 21

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 12920060/6/100006 ลงวันที่ 10 เมษายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.12 ตง./148/2546 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 เฉพาะกรณีเบี้ยปรับให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ส่วนคำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เมื่อศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยและพิพากษาว่าการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ไม่มีเหตุหรือข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางจะวินิจฉัยลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นได้ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามวิธีพิจารณาและตามข้อเท็จจริง เห็นว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยก็สืบเนื่องมาจากการที่คู่ความยอมรับข้อเท็จจริงกันในวันชี้สองสถาน ซึ่งศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงจากคำแถลงรับของคู่ความและเอกสารที่คู่ความนำส่งศาลเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว ศาลภาษีอากรกลางจึงมีอำนาจนำข้อเท็จจริงที่คู่ความยอมรับกันในวันชี้สองสถานดังกล่าวและข้อเท็จจริงจากพยานเอกสารที่จำเลยยื่นต่อศาลมาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ของโจทก์มีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดให้หรือไม่ตามบทบัญญัติแห่ง พ .ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 และมาตรา 20 ประกอบด้วยข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 ข้อ 16 และ 21 เป็นการชอบด้วยวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 20
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ม. 16 ม. 21
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสรี สุระบาล
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา อนันตพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431 -ที่ 2432/2549
#266731
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหรือมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยแก่โจทก์ ยังไม่เป็นการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ของโจทก์ในฐานะพนักงานของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

คำสั่งของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ที่สั่งพักงานโจทก์ เป็นคำสั่งที่ใช้อำนาจตามข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย และคำสั่งดังกล่าวมีผลกระทบถึงโจทก์โดยตรง ดังนั้น หากคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบ โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนได้

ข้อบังคับกำหนดไว้ว่า เมื่อพนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดถูกกล่าวหาและถูกสอบสวนว่ากระทำผิด หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา หรือถูกฟ้องคดีอาญา ถ้าผู้บังคับบัญชาของโจทก์คือจำเลยที่ 2 เห็นว่า หากให้โจทก์คงอยู่ในหน้าที่จะเป็นการเสียหายแก่ธนาคารจำเลยที่ 1 ก็ให้พิจารณาสั่งพักงานโดยต้องเสนอขออนุมัติคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย ถูกดำเนินคดีอาญา และโจทก์กระทำการขัดขวางหรือยับยั้งการสอบสวนข้อเท็จจริง หรือการสอบสวนความผิดทางวินัย เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน เป็นกรณีที่หากให้โจทก์คงอยู่ในหน้าที่จะเป็นการเสียหายแก่ธนาคาร การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้พักงานโจทก์เพื่อรอฟังผลการสอบสวนทางวินัย จึงชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 10 ในสำนวนคดีแรกก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ศาลแรงงานกลางอนุญาต จึงให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 1 กับเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องสำนวนแรกขอให้เพิกถอนคำสั่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ พ. 127/2544 และมติคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ ครั้งที่ 15/2544 ที่อนุมัติให้พักงานโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ย้อนหลังและให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายจำนวน 50,000,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยแก่โจทก์

โจทก์ฟ้องสำนวนหลังขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยและคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกันดังกล่าว

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การแก้แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ พ. 127/2544 ที่ พ. 24/2542 ที่ พ. 192/2542 ที่ พ. 234/2544 ที่ พ. 240/2544 และที่ พ. 241/2544 และคำสั่งอื่นรวมทั้งมติคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ย้อนหลังแก่โจทก์และนายทรงเดช ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหาย 200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยให้คำพิพากษาผูกพันนายทรงเดชและลูกจ้างอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ถูกกระทบโดยคำสั่งที่ถูกเพิกถอน นอกจากนั้นระหว่างพิจารณาโจทก์ถูกสั่งให้พ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ พ. 117/2545 และที่ พ. 123/2545 และนายทรงเดชถูกสั่งให้พ้นจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ พ. 116/2545 ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวด้วย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า มีเหตุที่ศาลฎีกาจะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นยกฟ้องโจทก์หรือที่จะพิพากษายกคำพิพากษาดังกล่าวเสียหรือไม่ ในปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะที่วินิจฉัยตามคำฟ้องของโจทก์ชอบหรือไม่ สำหรับคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ดำเนินการทางวินัยแก่โจทก์ซึ่งมีอยู่สองส่วน ส่วนแรกคือการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีตั้งกล่องรับบริจาคเงินในชื่อ "มูลนิธิศักดา - อัญชลี ณรงค์" ตามคำสั่งที่ พ. 134/2541 และกรณีการอำนวยสินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาฉะเชิงเทรา โครงการสุวินทวงศ์สวีทโฮม ตามคำสั่งที่ พ. 183/2541 ในส่วนแรกนี้ศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 มีผลเพียงให้คณะกรรมการที่จำเลยที่ 1 แต่งตั้งมา มีอำนาจสอบสวนข้อเท็จจริงเป็นการทั่วไปที่ไม่มีผลกระทบต่อโจทก์โดยตรง โดยคำสั่งดังกล่าวหามีผลเป็นการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ของโจทก์ในฐานะพนักงานของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

ในส่วนหลังคือ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยแก่โจทก์กับพวกตามคำสั่งที่ พ. 24/2542 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีคำสั่งสืบเนื่องจากการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งที่ พ. 134/2541 คำสั่งที่ พ. 192/2542 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีคำสั่งสืบเนื่องจากการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งที่ พ. 183/2541 คำสั่งที่ พ. 234/2544 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยแก่โจทก์กับพวกกรณีการอำนวยสินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาสระบุรี คำสั่งที่ พ. 240/2544 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยแก่โจทก์กรณีการอำนวยสินเชื่อของธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาเชียงใหม่ และคำสั่งที่ พ. 241/2544 ซึ่งจำเลยที่ 1 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยแก่โจทก์กับพวกกรณีมีการดำเนินการให้พนักงานในสังกัดฝ่ายกิจการสาขาภูมิภาคเซ็นหนังสือลาออกไว้ล่วงหน้านั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้การแต่งตั้งคณะกรมการสอบสวนทั้งห้าชุดจะมุ่งเฉพาะตัวโจทก์ แต่สถานะในฐานะเป็นพนักงานของโจทก์จะกระทบกระเทือนก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อำนาจตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 วินิจฉัยว่า โจทก์กระทำผิดจริงและลงโทษสืบเนื่องจากการสอบสวนความผิดทางวินัยนั้น ลำพังการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยแก่โจทก์ยังหาทำให้มีผลเป็นการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ของโจทก์ในฐานะพนักงานของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวได้เช่นกัน

ส่วนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่สั่งพักงานโจทก์ตามคำสั่งที่ พ. 127/2544 เห็นได้ว่าเป็นคำสั่งที่จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 คือ ข้อบังคับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ฉบับที่ 17 เรื่อง ระเบียบปฏิบัติของพนักงานธนาคารว่าด้วยวินัย การสอบสวน การลงโทษพนักงานและลูกจ้าง การอุทธรณ์การถูกลงโทษของพนักงานและลูกจ้าง พ.ศ.2520 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย และคำสั่งดังกล่าวมีผลกระทบถึงโจทก์โดยตรง ดังนั้น หากคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบ โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนได้

ปัญหาว่าคำสั่งดังกล่าวชอบหรือไม่ ข้อบังคับกำหนดไว้ในข้อ 11 ซึ่งมีข้อความ ดังนี้

"ข้อ 11 เมื่อพนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดถูกกล่าวหาและถูกสอบสวนว่ากระทำผิดหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา หรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าหากให้ผู้นั้นคงอยู่ในหน้าที่จะเป็นการเสียหายแก่ธนาคาร ก็ให้รายงานตามลำดับจนถึงผู้จัดการเพื่อพิจารณาสั่งพักงาน

ผู้จัดการมีอำนาจสั่งให้พนักงานหรือลูกจ้างพักงานได้ทุกตำแหน่ง เว้นแต่พนักงานตำแหน่งรองผู้จัดการ ที่ปรึกษา หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าส่วนหรือเทียบเท่า ให้ผู้จัดการเสนอขออนุมัติคณะกรรมการ

การพักงานนั้นให้พักจนกว่าการสอบสวนพิจารณาถึงที่สุด?"

ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่า โจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย และถูกดำเนินคดีอาญา นอกจากนี้โจทก์ยังถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นการข่มขู่ คุกคาม พนักงานที่ให้ถ้อยคำเป็นพยานต่อเจ้าพนักงาน คณะกรรมการสอบสวน และพนักงานที่ได้รับมอบหมายให้เป็นคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของธนาคารในหลายลักษณะ เช่น ฟ้องกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ข่มขู่ด้วยวาจา แจ้งความกล่าวหาและมีการจับกุมพนักงานธนาคาร ทั้งที่การสอบสวนทางวินัยยังไม่ยุติ ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้กระทำการโดยมีเจตนาที่จะขัดขวางหรือยับยั้งการสอบสวนข้อเท็จจริง หรือการสอบสวนความผิดทางวินัย แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ข่มขู่ผู้ใดด้วยวาจาโดยผิดกฎหมายก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์กระทำการขัดขวางหรือยับยั้งการสอบสวนข้อเท็จจริง หรือการสอบสวนความผิดทางวินัยดังกล่าว ทำให้การสอบสวนข้อเท็จจริงหรือการสอบสวนความผิดทางวินัยไม่อาจดำเนินไปได้ด้วยดี เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่หากให้โจทก์คงอยู่ในหน้าที่จะเป็นการเสียหายแก่ธนาคาร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยถูกดำเนินคดีอาญา และเป็นกรณีที่หากให้โจทก์คงอยู่ในหน้าที่จะเป็นการเสียหายแก่ธนาคาร ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้น โดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์มีคำสั่งให้พักงานโจทก์เพื่อรอฟังผลการสอบสวนทางวินัย จึงชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่สั่งพักงานโจทก์ และคำสั่งอื่นตามคำฟ้องและนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง โดยให้คำพิพากษามีผลผูกพันไปถึงลูกจ้างอื่นด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดา ณรงค์
จำเลย — ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเขมภณ กิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2269/2549
#267515
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างกันไว้ 4 ฉบับ กำหนดระยะเวลาจ้างติดต่อกัน สัญญาจ้างแต่ละฉบับกำหนดเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์ไว้เป็นเงินบาท แต่สัญญาฉบับแรกมิได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับเงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน เพิ่งจะมีขึ้นในฉบับที่ 2 ถึงฉบับที่ 4 ความว่า เงินเดือนของโจทก์ตามที่กำหนดไว้ต้องมีการปรับยอดประจำเดือนทุกเดือนในวันที่ 25 ของแต่ละเดือนเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลบาทและสกุลเหรียญสหรัฐ โดยให้นำเงินเดือนของโจทก์ร้อยละ 50 ซึ่งถือว่ามีอัตราแลกเปลี่ยน 29 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐมาปรับยอดตามอัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราซื้อขายกลาง เงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์จะได้รับในแต่ละเดือนจึงไม่ครอบคลุมถึงเงินเดือนของโจทก์ทั้งหมด และมีจำนวนไม่แน่นอนผันแปรไปตามอัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราซื้อขายกลางในวันที่มีการปรับยอด เดือนใดที่อัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราซื้อขายกลางมีค่าเท่ากับหรือน้อยกว่า 29 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐโจทก์ก็จะไม่ได้รับเงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน เงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนจึงไม่ใช่เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานตามปกติ ส่วนเงินค่าเช่าบ้านแม้จะเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ทุกเดือนมีจำนวนแน่นอนและจ่ายโดยไม่มีเงื่อนไข แต่จำเลยก็จ่ายให้แก่ลูกจ้างของจำเลยที่เป็นชาวต่างประเทศต้องเดินทางมาทำงานในประเทศไทย ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงสถานที่พักอาศัยไปจากที่เคยอยู่เดิมเช่นเดียวกับโจทก์ทุกคน อันเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่จำเลยจัดให้แก่ลูกจ้างที่เป็นชาวต่างประเทศเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานไม่ใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานตามปกติเช่นกัน และการจ่ายเงินทั้งสองประเภทดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการหลีกเลี่ยงการจ่ายค้าจ้าง จึงไม่ใช่ค่าจ้าง

จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายเงินอื่นที่โจทก์มีสิทธิได้รับไปแล้วเมื่อจำเลยเลิกจ้าง แม้ในที่สุดศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยว่าไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างก็มีเหตุที่จำเลยจะเข้าใจว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง เพราะเมื่อจำเลยได้ทราบจากการชี้แนะของศาลในระหว่างการพิจารณาคดี จำเลยก็ได้นำค่าชดเชยที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายมาวางไว้ต่อศาลและขอให้โจทก์รับไป พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร อันจะทำให้จำเลยต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง

การพิจารณาว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาที่เหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่และเหตุนั้นเป็นเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ โดยไม่คำนึงว่านายจ้างมีสิทธิที่จะเลิกจ้างได้หรือไม่ ไม่ว่าสิทธินั้นจะเป็นสิทธิที่เกิดจากบทบัญญัติของกฎหมายหรือข้อตกลงในสัญญาจ้าง ปรากฏตามหนังสือเลิกจ้างว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะจำเลยหมดความจำเป็นที่จะต้องมีขั้นตอนในการควบคุมดูแลโครงการก่อสร้างและออกแบบโครงสร้างใต้ดินตามโครงการรถไฟฟ้ามหานครระยะแรกส่วนเหนือช่วงห้วยขวางถึงบางซื่ออย่างที่จำเลยดำเนินการอยู่ในปี 2545 ต่อไปแล้ว ในปี 2546 จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ เหตุดังกล่าวแม้จะมีอยู่จริงก็ไม่เป็นเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ เพราะโครงการก่อสร้างและออกแบบโครงสร้างใต้ดินตามโครงการรถไฟฟ้ามหานครระยะแรกส่วนเหนือช่วงห้วยขวางถึงบางซื่อที่จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการพาณิชย์แล้ว จำเลยยังรับจ้างการประปานครหลวงก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำจากโรงงานผลิตน้ำบางเขนถึงถนนงามวงศ์วานและประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทยอยู่ด้วย จำเลยจึงยังมีงานอื่นที่จะให้โจทก์ทำต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่างานดังกล่าวเป็นงานที่โจทก์ไม่สามารถจะทำได้จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จำเลยจะต้องเลิกจ้างโจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าชดเชยอันเนื่องมาจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม โดยโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 1,489,626 บาท โบนัสสำหรับการทำงานตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงครบกำหนดตามสัญญาจ้างรวม 55 วัน เป็นเงิน 37,930 บาท ค่าขนส่งสัมภาระกลับประเทศอังกฤษจำนวน 100,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 1,489,629 บาท จำเลยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยดังกล่าวให้โจทก์จึงต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของเงินค่าชดเชยทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นไป เฉพาะเงินเพิ่มถึงวันฟ้อง จำนวน 9,549,731 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ของค่าชดเชยจำนวน 1,489,626 บาท ทุกระยะเวลา 7 วัน นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยขอวางเงินจำนวน 942,000 บาท อันเป็นค่าชดเชยที่จำเลยเข้าใจว่าโจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายเพื่อให้โจทก์มารับไปจากศาล และโจทก์ยอมรับเงินดังกล่าวแต่แถลงว่าขอรับไปในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น โจทก์ยังติดใจค่าชดเชยในส่วนที่ยังขาด

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในเงินค่าชดเชยจำนวน 942,000 บาท นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2546 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2547 แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สำหรับในปัญหาประการแรกเรื่องค่าชดเชย โจทก์อุทธรณ์ว่า เงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนละ 38,271 บาท กับค่าเช่าบ้านเดือนละ 53,000 บาท เป็นค่าจ้างจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ 942,000 บาท โดยไม่นำเงินดังกล่าวมารวมเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยเป็นการไม่ถูกต้อง โจทก์จึงยังไม่ได้รับค่าชดเชยอีก 547,626 บาท เห็นว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างกันไว้ 4 ฉบับ กำหนดระยะเวลาจ้างติดต่อกัน สัญญาจ้างดังกล่าวแต่ละฉบับกำหนดเงินเดือนค่าจ้างของโจทก์ไว้ในข้อ 2 เป็นเงินบาท โดยสัญญาจ้างฉบับแรกมิได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับเงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน เพิ่งจะมีขึ้นในฉบับที่ 2 ถึงฉบับที่ 4 ความว่า เงินเดือนของโจทก์ตามที่กำหนดไว้ต้องมีการปรับยอดประจำเดือนทุกเดือนในวันที่ 25 ของแต่ละเดือนเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลบาทและสกุลเหรียญสหรัฐ โดยให้นำเงินเดือนของโจทก์ร้อยละ 50 ซึ่งถือว่ามีอัตราแลกเปลี่ยน 29 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ มาปรับยอดตามอัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราซื้อขายกลาง เงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์จะได้รับในแต่ละเดือนจึงไม่ครอบคลุมถึงเงินเดือนของโจทก์ทั้งหมด และมีจำนวนไม่แน่นอนผันแปรไปตามอัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราซื้อขายกลางในวันที่มีการปรับยอด เดือนใดที่อัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราซื้อขายกลางมีค่าเท่ากับหรือน้อยกว่า 29 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ โจทก์ก็จะไม่ได้รับเงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน เงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนจึงไม่ใช่เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานตามปกติ ส่วนเงินค่าเช่าบ้านแม้จะเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ทุกเดือนมีจำนวนแน่นอนและจ่ายโดยไม่มีเงื่อนไข แต่จำเลยก็จ่ายให้แก่ลูกจ้างของจำเลยที่เป็นชาวต่างประเทศต้องเดินทางมาทำงานในประเทศไทย ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงสถานที่พักอาศัยไปจากที่เคยอยู่เดิมเช่นเดียวกับโจทก์ทุกคน อันเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่จำเลยจัดให้แก่ลูกจ้างที่เป็นชาวต่างประเทศเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน ไม่ใช่เงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานตามปกติเช่นกัน และการจ่ายเงินทั้งสองประเภทดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าจ้าง จึงไม่ใช่ค่าจ้างไม่อาจนำมารวมเป็นฐานคำนวณค่าชดเชยได้ ที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ 942,000 บาท จึงถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการที่สองเรื่องเงินเพิ่ม ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเลิกจ้างโดยจ่ายเงินอื่นที่โจทก์มีสิทธิได้รับให้โจทก์รับไปแล้วเมื่อจำเลยเลิกจ้างรวมเป็นเงิน 602,736 บาท อันได้แก่เงินเดือนของเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2546 เงินชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเดือนธันวาคม 2545 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2546 โบนัสตามส่วนกับค่าตั๋วเครื่องบินระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 และค่าตั๋วเครื่องบินในการย้ายกลับประเทศอังกฤษ ทั้งจำเลยจ้างโจทก์ทำงานในโครงการก่อสร้างและออกแบบโครงสร้างใต้ดินตามโครงการรถไฟฟ้ามหานครระยะแรกส่วนเหนือ ช่วงห้วยขวางถึงบางซื่อ โดยกำหนดระยะเวลาจ้างกันไว้ ซึ่งแม้ในที่สุดศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ที่จำเลยทราบว่าจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ จำเลยจึงนำค่าชดเชยจำนวนที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายจำนวน 942,000 บาท มาวางศาลและแถลงยินยอมให้โจทก์ได้รับเงินดังกล่าวไปซึ่งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างก็ถือว่ามีเหตุที่จำเลยจะเข้าใจว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างกรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร อันจะทำให้จำเลยต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง ที่ศาลแรงงานกลางยกคำขอให้จำเลยเสียเงินเพิ่มจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาประการสุดท้ายเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า การพิจารณาว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาที่เหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีสาเหตุจริงหรือไม่ และเหตุนั้นเป็นเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ โดยไม่คำนึงว่านายจ้างมีสิทธิที่จะเลิกจ้างได้หรือไม่ ไม่ว่าสิทธินั้นจะเป็นสิทธิที่เกิดจากบทบัญญัติของกฎหมายหรือข้อตกลงในสัญญาจ้าง เมื่อปรากฏตามหนังสือเลิกจ้างว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะจำเลยหมดความจำเป็นที่จะต้องมีขั้นตอนในการควบคุมดูแลโครงการก่อสร้างและออกแบบโครงสร้างใต้ดินตามโครงการรถไฟฟ้ามหานครระยะแรกส่วนเหนือ ช่วงห้วยขวางถึงบางซื่ออย่างที่จำเลยดำเนินการอยู่ในปี 2545 ต่อไปแล้ว ในปี 2546 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ เหตุดังกล่าวแม้จะมีอยู่จริงก็ไม่เป็นเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่า นอกจากโครงการก่อสร้างและออกแบบโครงสร้างใต้ดินตามโครงการรถไฟฟ้ามหานครระยะแรกส่วนเหนือ ช่วงห้วยขวางถึงบางซื่อที่จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการพาณิชย์แล้ว จำเลยยังรับจ้างการประปานครหลวงก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำจากโรงงานผลิตน้ำบางเขนถึงถนนงามวงศ์วาน และประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทยอยู่ด้วย จำเลยจึงยังมีงานอื่นที่จะให้โจทก์ทำต่อไป เมื่อไม่ปรากฏว่างานดังกล่าวเป็นงานที่โจทก์ไม่สามารถจะทำได้จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จำเลยจะต้องเลิกจ้างโจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่การกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้เป็นดุจพินิจซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่สามารถกำหนดเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และให้ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดจำนวนค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์แล้วพิพากษาประเด็นนี้ใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 9
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจฟฟรีย์ แม็คคอร์มิค
จำเลย — นิชิมัตสุ คอนสตรัคชั่น คัมปะนี ลิมิเต็ด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเลิศชัย ภักดีฉนวน
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2261/2549
#267057
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายปุ๋ยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงว่าหากจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปุ๋ยไม่ครบจำนวนในวันทำสัญญา โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี หากชำระเกิน 12 เดือน ถือว่าผิดนัดผิดสัญญาคิดดอกเบี้ยในส่วนที่เกิน 12 เดือน ในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงดังกล่าวและจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระจึงเป็นดอกเบี้ยค้างส่งหรือค้างชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ไม่ใช่ 10 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นคณะบุคคล จำเลยที่ 1 ประชุมคณะกรรมการและมีมติสั่งซื้อปุ๋ยจากโจทก์โดยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 7 ทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยกับโจทก์และจำเลยที่ 7 หรือที่ 13 หรือที่ 16 รับมอบปุ๋ย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2531 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยกับโจทก์จำนวน 70,000 กิโลกรัม เป็นเงิน 381,500 บาท ชำระราคาในวันทำสัญญาจำนวน 19,075 บาท ส่วนค่าปุ๋ยที่เหลือหากชำระไม่เกิน 12 เดือน คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี หากชำระเกิน 12 เดือน ถือว่าผิดนัดผิดสัญญาคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 18 เป็นผู้ค้ำประกัน โจทก์ส่งมอบปุ๋ยให้จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระค่าปุ๋ยบางส่วนเป็นเงิน 20,000 บาท เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2536 คงค้างชำระค่าปุ๋ยและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 869,053.35 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสิบแปดเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบแปดร่วมกันชำระเงินจำนวน 869,053.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 362,425 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 18 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกดอกเบี้ยเกิน 5 ปี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 521,482.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 362,425 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี และนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องในอัตราดอกเบี้ยและต้นเงินเดียวกันกับก่อนฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 16 ชำระแทน กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 16 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 ถึงที่ 15 ที่ 17 และที่ 18 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ยกฟ้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 7 ทำสัญญาซื้อขายปุ๋ยตามเอกสารหมาย จ.6 กับโจทก์ และค้างชำระค่าปุ๋ยแก่โจทก์จำนวน 362,425 บาท มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่าดอกเบี้ยตามคำฟ้องที่โจทก์เรียกจากจำเลยที่ 1 เป็นดอกเบี้ยค้างชำระซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) หรือไม่ เห็นว่า การซื้อขายปุ๋ยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงว่าหากจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปุ๋ยไม่ครบจำนวนในวันทำสัญญา โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี หากชำระเกิน 12 เดือน ถือว่าผิดนัดผิดสัญญาคิดดอกเบี้ยในส่วนที่เกิน 12 เดือน ในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงดังกล่าวและจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระจึงเป็นดอกเบี้ยค้างส่งหรือค้างชำระตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ไม่ใช่ 10 ปี ตามที่โจทก์อุทธรณ์"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
จำเลย — กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองไฮ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2260/2549
#268698
เปิดฉบับเต็ม

ความรับผิดในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเกี่ยวกับการทำสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ เมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระแต่ละงวดเพื่อนำส่งกรมสรรพากรตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 78 (2) มาตรา 82 และ มาตรา 82/4 หมายความว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ในแต่ละงวดตามสัญญา ต่อมาสัญญาเช่าซื้อได้เลิกกัน เมื่อโจทก์ได้ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้นโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้ คงเรียกได้แต่ค่าที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้นซึ่งไม่ก่อให้เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด เมื่อไม่มีค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หนี้ตามที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้จึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้ในชั้นฎีกาจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มิได้ยื่นฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวน 1,106,991.45 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงิน 776,991.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและภาษีค่าเพิ่มจำนวน 49,611.03 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 549,611.03 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 170,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 429,611.03 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 170,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้ป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถขุดไฮดรอลิกยี่ห้อโคมัตสุ จากโจทก์ในราคา 3,037,410 บาท กำหนดชำระค่าเช่าซื้อรวม 30 งวดๆ ละ 101,247 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มงวดละ 7,087.29 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 27 กันยายน 2539 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 27 ของเดือนถัดไปทุกเดือนจนกว่าจะชำระเสร็จ ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.6 โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามเอกสารหมาย จ.7 จ.8 และจ.9 หลังจากทำสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 12 งวด แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 13 ประจำเดือนสิงหาคม 2540 เป็นต้นมา ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2541 โจทก์ไปยึดรถที่เช่าซื้อคืนโดยฝ่ายจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อโจทก์ยึดรถคืนมาได้ ต่อมาโจทก์ได้นำรถที่เช่าซื้อออกประมูลขายทอดตลาดได้เงิน 1,045,454.55 บาท โดยหักภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเป็นเงิน 104,545.45 บาท ก่อนสัญญาเลิกกันโจทก์ได้ทดรองจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่งวดที่ 13 จนถึงงวดที่ 19 แทนจำเลยที่ 1 ...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 49,611.03 บาท ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ความรับผิดในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเกี่ยวกับการทำสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.6 นั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ เมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระแต่ละงวดเพื่อนำส่งกรมสรรพากร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 (2) มาตรา 82 และมาตรา 82/4 หมายความว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ในแต่ละงวดตามสัญญา แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 12 งวด ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 13 ประจำเดือนสิงหาคม 2540 เป็นต้นมา และโจทก์ได้ทดรองจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อนถึงงวดที่ 19 ประจำเดือนมีนาคม 2541 รวม 7 งวด เป็นเงิน 49,611.03 บาท ต่อมาสัญญาเช่าซื้อได้เลิกกันเมื่อโจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน (วันที่ 31 สิงหาคม 2541) ตามเอกสารหมาย จ.10 คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้นโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้ คงเรียกได้แต่ค่าที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้นซึ่งไม่ก่อให้เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด เมื่อไม่มีค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับงวดค่าเช่าซื้องวดที่ 13 เป็นต้นมา แม้โจทก์จะได้ออกเงินทดรองชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกเอาจากจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ประเด็นนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หนี้ตามที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้จึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้ในชั้นฎีกา จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มิได้ยื่นฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าใช้ทรัพย์เป็นเงิน 210,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 257
ป.รัษฎากร ม. 78 (2) ม. 82 ม. 82/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินบัวหลวงลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดชัยบัวทอง ก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2260/2549
#412445
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เลิกกันเนื่องจากโจทก์ติดตามยึดรถที่เช่าซื้อคืนมาได้โดยฝ่ายจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ถือว่าทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และการที่ผู้เช่าซื้อได้ใช้ทรัพย์สินที่เช่าซื้อก่อนเลิกสัญญาโดยไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อนั้น ผู้เช่าซื้อจำต้องใช้เงินเป็นค่าเช่าหรือค่าใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่เช่าซื้อตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม แต่ไม่ต้องใช้ค่าเสียหายใด ๆ เป็นค่าขาดราคานอกจากค่าที่ได้ใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยมิได้ชำระค่าเช่าซื้อนั้น

โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้คงเรียกได้แต่ค่าที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้นซึ่งไม่ก่อให้เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด แม้โจทก์จะได้ออกเงินทดรองชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกเอาจากจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายจำนวน 1,106,991.45 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของต้นเงิน 776,991.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 49,611.03 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การในทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 549,611.03 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 170,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 429,611.03 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 170,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ประเด็นแรกว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาหรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เลิกกันเนื่องจากโจทก์ติดตามยึดรถที่เช่าซื้อคืนมาโดยฝ่ายจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถือว่าสัญญาเลิกกันเมื่อโจทก์ยึดรถมาได้ คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้ง คดีจึงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และการที่ผู้เช่าซื้อได้ใช้ทรัพย์สินที่เช่าซื้อก่อนเลิกสัญญาโดยไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อนั้น ผู้เช่าซื้อจำต้องใช้เงินเป็นค่าเช่าหรือค่าใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่เช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จึงต้องร่วมรับผิดด้วย และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์สำหรับงวดที่ 13 เป็นต้นมารวม 7 งวดนั้นชอบแล้ว โดยจำเลยที่ 4 ยอมรับในฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองรถที่เช่าซื้อของโจทก์จริงตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2540 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2541 โดยมิได้ชำระค่าเช่าซื้อ เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ไม่สนใจที่จะยึดรถคืนจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น สำหรับจำนวนเงินค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 30,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงค่าเช่าซื้อทั้งหมดที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้โจทก์แล้วรวม 12 งวด กับค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 30,000 บาท เป็นเวลา 7 เดือน รวมเป็นเงินประมาณ 1,400,000 บาทเศษ เทียบกับการที่จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองใช้ประโยชน์รถที่เช่าซื้อตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่แจ้งคืนรถที่เช่าซื้อแก่โจทก์รวมเป็นเวลาทั้งสิ้นประมาณ 19 เดือน นับว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ต่อไปว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาจำนวน 170,000 บาท แก่โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มิได้เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกับจำเลยที่ 1 แต่เป็นเรื่องที่ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย เมื่อสัญญาเลิกกันโจทก์จึงไม่สามารถเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยที่ 1 ได้อีกนอกจากค่าที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อของโจทก์โดยมิได้ชำระค่าเช่าซื้อดังที่ได้วินิจฉัยไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 4 รับผิดค่าเสียหายส่วนนี้ต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ประเด็นนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ประเด็นสุดท้ายว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 49,611.03 บาท ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ความรับผิดในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเกี่ยวกับการทำสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ เมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระแต่ละงวดเพื่อนำส่งกรมสรรพากร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 (2) มาตรา 82 และมาตรา 82/4 หมายความว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเช่าซื้อโจทก์ในแต่ละงวดตามสัญญา แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง 12 งวด ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 13 ประจำเดือนสิงหาคม 2540 เป็นต้นมา และโจทก์ได้ทดรองจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อนถึงงวดที่ 19 ประจำเดือนมีนาคม 2541 รวม 7 งวด เป็นเงิน 49,611.03 บาท ต่อมาสัญญาเช่าซื้อได้เลิกกันเมื่อโจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน (วันที่ 31 สิงหาคม 2541) คู่กรณีแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้นโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกันได้ คงเรียกได้แต่ค่าที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้นซึ่งไม่ก่อให้เกิดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด เมื่อไม่มีค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับงวดค่าเช่าซื้องวดที่ 13 เป็นต้นมา แม้โจทก์จะได้ออกเงินทดรองชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกเอาจากจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 4 ประเด็นนี้ฟังขึ้น

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หนี้ตามที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้จึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้ในชั้นฎีกา จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มิได้ยื่นฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าใช้ทรัพย์เป็นเงิน 210,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ป.รัษฎากร ม. 78 (2) ม. 82 ม. 82/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินบัวหลวงลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดชัยบัวทองก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายวชิระ เศษแสงศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224/2549
#268663
เปิดฉบับเต็ม

การริบทรัพย์สินในกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะย่อมเป็นอำนาจทั่วไปของศาลที่จะริบได้ตามที่ ป.อ. บัญญัติไว้ เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางแล้ว และของกลางดังกล่าวเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้อ้างกฎหมายที่ให้อำนาจโจทก์ในการขอริบรถยนต์บรรทุกของกลางหรือ ป.อ. มาตรา 33 มาด้วย ศาลก็มีอำนาจริบรถยนต์บรรทุกของกลางได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ถูกต้องได้

ในคดีอาญาที่ไม่จำต้องสืบพยานประกอบ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ตามฟ้องของโจทก์ หากจำเลยจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นต้องยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ มิฉะนั้นถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกซึ่งเป็นยานพาหนะที่มี 2 เพลา 6 ล้อ ชนิดเพลาที่ 2 เป็นเพลาคู่ใช้ยางคู่ บรรทุกข้าวโพด รวมน้ำหนักยานพาหนะและน้ำหนักบรรทุก 19,450 กิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าอัตราที่ผู้อำนวยการทางหลวงกำหนดไว้ 15,500 กิโลกรัม ตามประกาศผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน ขับไปบนถนนอันเป็นทางหลวงแผ่นดินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 (ที่ถูกมาตรา 61 วรรคหนึ่ง), 73 จำคุก 4 เดือน และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์บรรทุกของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางโดยมิได้อ้างกฎหมายที่ให้อำนาจโจทก์ในการขอริบรถยนต์บรรทุกของกลางหรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 มาในฟ้องด้วยจึงริบรถยนต์บรรทุกของกลางไม่ได้นั้น เห็นว่า การริบทรัพย์สินในกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะย่อมเป็นอำนาจทั่วไปของศาลที่จะริบได้ตามที่ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางแล้วและของกลางดังกล่าวเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้อ้างกฎหมายที่ให้อำนาจโจทก์ในการขอริบรถยนต์บรรทุกของกลางหรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 มาด้วยก็ตาม ศาลก็มีอำนาจริบรถยนต์บรรทุกของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ถูกต้องได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อต่อไปว่า ที่กฎหมายกำหนดว่าข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอุทธรณ์นั้นต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นนั้น ใช้เฉพาะกับคดีที่มีการสืบพยานเท่านั้น แต่คดีนี้ไม่มีการสืบพยาน จำเลยจึงไม่มีโอกาสเสนอข้อเท็จจริง เรื่องน้ำหนักของรถยนต์บรรทุกของกลางต่อศาลชั้นต้นได้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่จำต้องว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในเรื่องนี้ของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและคดีไม่จำต้องสืบพยานประกอบ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยใช้รถยนต์บรรทุกของกลางมีน้ำหนักบรรทุกรวมน้ำหนักรถเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด หากจำเลยจะโต้เถียงว่าเหตุที่รถยนต์บรรทุกของกลางมีน้ำหนักบรรทุกรวมน้ำหนักรถเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เพราะสภาพอากาศชื้นทำให้ข้าวโพดที่จำเลยบรรทุกมามีน้ำหนักมากขึ้น จำเลยต้องยกเป็นข้อต่อสู้ไว้เพื่อสืบพยานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อจำเลยมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ ข้ออุทธรณ์ของจำเลยในเรื่องนี้จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายปลั่ง ไชยภาพ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2218/2549
#266721
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 1 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาคดีนี้แล้ว คดีนี้จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจำนวน 5 คัน กับโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าไม่ได้ผิดสัญญา สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาโดยให้โจทก์คืนรถยนต์บรรทุกพิพาทจำนวน 1 คัน ที่โจทก์ยึดคืนไป ให้อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง และห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับรถยนต์บรรทุกพิพาทอีก 4 คัน ศาลชั้นต้นงดไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คำร้องของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 1 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาคดีนี้แล้ว คดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาต่อไป

ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชัยรัชการ (กรุงเทพ) จำกัด
จำเลย — บริษัทเจนกฤชศรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมอาจ พิมพ์โพธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สุรพล เจียมจูไร
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2215/2549
#266759
เปิดฉบับเต็ม

การส่งหมายให้แก่คู่ความโดยวิธีอื่นแทนการส่งหมายโดยวิธีธรรมดาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ไม่สามารถส่งหมายนัดโดยวิธีธรรมดาดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 74 ถึงมาตรา 78 แล้ว การที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามทราบโดยปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลโดยมิได้ส่งหมายนัดให้จำเลยทั้งสามทราบโดยวิธีธรรมดาก่อนจึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมาย ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 79 ทำให้การแจ้งวันนัดดังกล่าวไม่ชอบ อันมีผลทำให้กระบวนพิจารณาต่าง ๆ ที่กระทำภายหลังจากนั้นไม่ชอบไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 169,917.75 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในสภาพเรียบร้อย โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการนำรถยนต์กลับไปไม่เกิน 2,000 บาท โจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อได้เงินจำนวน 145,000 บาท เมื่อรวมกับเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระให้แก่โจทก์แล้วยังมีเงินส่วนที่เหลือที่โจทก์จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 29,425 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 29,425 บาท แก่จำเลยทั้งสาม โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จนเสร็จและสืบพยานจำเลยทั้งสามได้บางส่วน ในวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสามในนัดต่อไป ฝ่ายจำเลยทั้งสามไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยทั้งสามที่เหลือ และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 ธันวาคม 2542 โดยแจ้งวันนัดให้แก่จำเลยทั้งสามทราบโดยวิธีปิดประกาศไว้ที่หน้าศาล ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2542 คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงงดการอ่านคำพิพากษาโดยถือว่าได้อ่านคำพิพากษาโดยชอบแล้ว

วันที่ 28 มีนาคม 2543 ทนายจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามทราบโดยวิธีปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลเป็นการส่งหมายโดยไม่ชอบ ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบและอ่านคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ผิดระเบียบ ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ อนุญาตให้จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามฟัง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามทราบโดยปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลเป็นการส่งหมายโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ฝ่ายจำเลยทั้งสามทราบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งหมายนัดไปยังภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลยทั้งสามหรือของทนายความของจำเลยทั้งสาม ซึ่งถือว่าเป็นการส่งโดยวิธีธรรมดาก่อนตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 บัญญัติไว้ การที่ศาลชั้นต้นแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามทราบโดยปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลโดยมิได้ส่งหมายนัดดังกล่าวให้จำเลยทั้งสามทราบโดยวิธีธรรมดาก่อนจึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมาย ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 ทำให้การประกาศแจ้งวันนัดดังกล่าวไม่ชอบ อันมีผลทำให้กระบวนพิจารณาต่าง ๆ ที่กระทำภายหลังจากนั้นไม่ชอบไปด้วย กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามได้ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 ธันวาคม 2542 แล้ว เช่นนี้ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะมีคำพิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามทราบ แล้วอ่านคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามฟังใหม่ต่อไปตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 บัญญัติให้อำนาจไว้ และระยะเวลาอุทธรณ์จะเริ่มนับต่อเมื่อศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังโดยชอบเท่านั้น เมื่อการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นไปโดยไม่ชอบ ระยะเวลายื่นอุทธรณ์จึงยังไม่เริ่มนับ ยังไม่มีกรณีที่ศาลอุทธรณ์จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามฟังเป็นการขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสามในขณะที่ระยะเวลาอุทธรณ์ยังไม่เริ่มนับ จึงไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้แจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามทราบโดยวิธีปิดประกาศไว้ที่หน้าศาลและการอ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามฟังใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 74 (2) ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูเนี่ยนเมโทรลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายถาวร ศรีจิตรานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนุชา เอี่ยมวิศิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สุรพล เจียมจูไร
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2214/2549
#267082
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งถึงที่สุดแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้อีกขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านกับขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกด้วย คำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเป็นการร้องซ้อนกับคำร้องขอที่ตนได้ยื่นไว้แล้วต้องห้ามมิให้ผู้คัดค้านร้องขอในเรื่องเดียวกันอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ส่วนคำร้องขอของผู้ร้องนั้น เมื่อมรดกรายนี้มีคำสั่งถึงที่สุดตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกรายนี้อีก เนื่องจากเหตุจะสั่งถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น ไม่ใช่ประเด็นคดีนี้ ผู้ร้องชอบที่จะร้องขอให้เพิกถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเสียก่อน คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ตั้งผู้จัดการมรดกรายเดียวกันนี้อีกจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องอยู่กินฉันสามีภริยากับเรืออากาศเอกสุรินทร์ วนิชวัฒนะ ผู้ตาย ตั้งแต่ปี 2524 จนผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายสมกมล วนิชวัฒนะ ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกบางส่วนให้แก่นายสมกมล มรดกที่เหลือนอกนั้นให้แก่ทายาททุกคน และตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกทั้งหมดของผู้ตาย การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องไม่เคยถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นบุคคลล้มละลาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมีบุตรกับผู้ตาย 6 คน ที่ดินที่ผู้ตายทำพินัยกรรมยกให้ผู้รับพินัยกรรมเป็สินสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตาย ผู้คัดค้านจึงมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตาย ผู้ตายไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินส่วนที่มิใช่ของผู้ตายให้ผู้อื่น พินัยกรรมที่ผู้ร้องอ้างเป็นพินัยกรรมปลอม ซึ่งผู้คัดค้านได้ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมปลอมดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 8076/2544 และคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียของผู้ตาย ไม่มีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ได้ความตามทางนำสืบของผู้ร้องและผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายเมื่อปี 2499 มีบุตรกับผู้ตาย 6 คน แล้วผู้ตายแยกไปอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ร้องเมื่อประมาณปี 2524 หรือ 2525 โดยมิได้จดทะเบียนหย่าร้างกับผู้คัดค้าน ผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ร้องจนถึงแก่ความตายโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 1 คน ผู้ร้องอ้างว่าก่อนตายผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่นายสมกมลบุตรของผู้ร้องกับผู้ตายและให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคน โดยระบุตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกทั้งหมดของผู้ตาย ที่ดิน 3 แปลงที่ในพินัยกรรมระบุยกให้แก่นายสมกมลเป็นที่ดินที่ได้มาระหว่างปี 2514 ถึง 2519 ผู้ร้องฎีกาขอให้ตั้งผู้ร้องแต่ผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านฎีกาว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายคดีนี้ เนื่องจากศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งถึงที่สุดแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้วเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 ตามสำเนาคำสั่งของศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 10135/2544 ที่แนบท้ายฎีกาผู้คัดค้าน การร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องจึงเป็นการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกซ้อน แต่เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องแก้ฎีกาของผู้คัดค้านว่าผู้ร้องได้นัดและเปิดพินัยกรรมของผู้ตายให้ทายาทโดยธรรมทุกคนของผู้ตายทราบแล้วเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2544 ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2544 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยปกปิดว่าไม่มีพินัยกรรม และศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้วตามฎีกาผู้คัดค้าน แต่ผู้คัดค้านกลับมาร้องขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกในคดีนี้ แสดงว่าผู้คัดค้านไม่ประสงค์จะใช้สิทธิผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้าน และการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้องกับผู้คัดค้านนั้นต่างกันเนื่องจากคำร้องขอของผู้ร้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ตายที่ระบุในพินัยกรรมให้เป็นผู้จัดการมรดก จึงไม่เป็นคำร้องซ้อน และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้คัดค้านในคดีหมายเลขแดงที่ 10135/2544 แล้ว

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2544 ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยไม่มีพินัยกรรมและศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งถึงที่สุดแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้วเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 คดีหมายเลขแดงที่ 10135/2544 ส่วนคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2544 และเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2544 ผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านกับขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกด้วย คำร้องขอของทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกในคดีนี้นั้น สำหรับคำคัดค้านของผู้คัดค้านเป็นการร้องซ้อนกับคำร้องขอที่ตนได้ยื่นคำร้องขอไว้แล้วต้องห้ามมิให้ผู้คัดค้านร้องขอในเรื่องเดียวกันนี้อีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ส่วนคำร้องขอของผู้ร้องนั้น เมื่อปรากฏว่ามรดกรายนี้มีคำสั่งถึงที่สุดตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกสำหรับรายนี้อีก เนื่องจากเหตุจะสั่งถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้นไม่ใช่ประเด็นคดีนี้ผู้ร้องชอบที่จะร้องขอให้เพิกถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเสียก่อน ซึ่งตามคำแก้ฎีกาของผู้ร้องก็รับว่าได้ดำเนินการแล้ว แม้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวผู้คัดค้านจะเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาโดยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องหรือร้องขอเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่ความย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ตั้งผู้จัดการมรดกรายเดียวกันนี้อีกจึงไม่ชอบ ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ยกคำร้องขอของผู้ร้องและยกคำขอของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 173 ม. 249
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางฉัตรสุดา อจลบุญ
ผู้คัดค้าน — นางภัทรา วนิชวัฒนะ
จำเลย — บริษัทกรุงไทยสตีล อินดัสทรี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2214/2549
#267503
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้วและคดีอยู่ในระหว่างไต่สวน ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเป็นคดีนี้อีกเพราะเป็นการร้องซ้อนกับคำร้องขอที่ตนได้ยื่นไว้ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ผู้ร้องก็ไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีก แม้จะมีเหตุที่จะเพิกถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องชอบที่จะขอให้เพิกถอนเสียก่อน

แม้ผู้คัดค้านจะเพิ่งยกเรื่องคำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายในคดีก่อนขึ้นอ้างในฎีกาโดยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มาก่อน แต่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องหรือร้องขอเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่ความย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1) ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางฉัตรสุดา อจลบุญ
ผู้คัดค้าน — นางภัทรา วนิชวัฒนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสุภาพร รจนากิจ
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวณ เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2208/2549
#266572
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขายที่ดินตามฟ้องในขณะที่ พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ใช้บังคับ และเป็นการขายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ป. รัษฎากร ซึ่งโจทก์จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไปตามมาตรา 91/10 (เดิม) แห่ง ป. รัษฎากร ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การที่โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลา โจทก์จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มด้วย แม้ต่อมาจะมี พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 และให้ยกเลิก พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ก็มีผลต่อการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไป ไม่มีผลต่อการขายที่ดินของโจทก์และความรับผิดในการเสียภาษีของโจทก์ที่มีอยู่แล้วแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนภาษีและจำเลยไม่ต้องคืนภาษีที่โจทก์ชำระแล้วแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 96,376.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ซื้อที่ดินตามฟ้องมาเมื่อปี 2534 อีกประมาณ 1 ปีต่อมาโจทก์ขายที่ดินทั้งสามแปลงแก่ผู้อื่น ซึ่งเข้าลักษณะตามหลักเกณฑ์ในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น โดยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ จนกระทั่งจำเลยเชิญโจทก์ไปพบเพื่อสอบถาม โจทก์จึงยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.40) เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2545 เป็นภาษีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามจำนวนที่จำเลยคำนวณโดยอาศัยราคาประเมินของกรมที่ดินเป็นฐานภาษี และโจทก์ชำระภาษีบางส่วน 96,376.50 บาท ยังค้างชำระเงินเพิ่มกับภาษีบำรุงเทศบาลอยู่อีก 96,376.50 บาท เพราะจำเลยอนุมัติให้งดเบี้ยปรับ ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2545 โจทก์ขอคืนเงินภาษีจำนวนนั้นพร้อมดอกเบี้ยโดยอ้างว่ามีการยกเลิกพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ที่มีผลบังคับใช้ในขณะที่โจทก์ขายที่ดินตามฟ้องแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องคืนเงินภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวนนั้นแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ขายที่ดินตามฟ้องในขณะที่พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ใช้บังคับ และเป็นการขายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งโจทก์จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไปตามมาตรา 91/10 (เดิม) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การที่โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาโจทก์จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มด้วย แม้ต่อมาจะมีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 และให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 โดยไม่มีบทเฉพาะกาลให้จำเลยยังคงมีอำนาจจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างชำระดังที่โจทก์อ้างก็ตาม พระราชกฤษฎีกาฉบับหลังก็มีผลต่อการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นไป ไม่มีผลต่อการขายที่ดินของโจทก์และความรับผิดในการเสียภาษีของโจทก์ที่มีอยู่แล้วแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนภาษีและจำเลยไม่ต้องคืนภาษีที่โจทก์ชำระแล้วแก่โจทก์ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/10 (เดิม) ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (6) ม. 2
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเสมอใจ แก้วรัตนอัมพร
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2207/2549
#267763
เปิดฉบับเต็ม

ด้านหลังใบรับขนทางอากาศมีข้อความระบุจำนวนจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม ทั้งด้านหน้าใบรับขนทางอากาศก็ยังทำช่องการแสดงมูลค่าสำหรับการขนส่งไว้เพื่อให้มีการกรอกข้อความได้ ซึ่งก็ปรากฏว่ามีข้อความกรอกไว้เป็นภาษาอังกฤษว่า N.V.D. หรือ non value declare หมายความว่า ผู้ส่งสินค้าเลือกที่จะไม่แสดงมูลค่าเพื่อการขนส่ง ซึ่งเท่ากับยอมรับในจำนวนจำกัดความรับผิดดังกล่าว ประกอบกับการที่บริษัท อ. เป็นตัวแทนผู้ส่งสินค้าและเป็นตัวแทนออกใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย ล. 1 โดยมีข้อความดังกล่าวอยู่และอยู่ในความรู้เห็นเป็นอย่างดีของบริษัทนี้ ย่อมแสดงว่าบริษัทดังกล่าวกระทำการในฐานะตัวแทนผู้ส่งสินค้าได้ตกลงในเรื่องจำนวนจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งที่อยู่ด้านหลังใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย ล. 1 โดยชัดแจ้ง ซึ่งมีผลผูกพันบริษัท ม. ผู้ส่งสินค้า จึงถือได้ว่าผู้ส่งสินค้าได้ตกลงในจำนวนจำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งโดยชัดแจ้งแล้วเช่นกัน ข้อจำกัดความรับผิดอันเป็นข้อตกลงในสัญญารับขนทางอากาศรายนี้ย่อมมีผลผูกพันโดยสมบูรณ์ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามข้อจำกัดความรับผิดนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 663,073.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 630,675.58 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 663,073.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 630,675.58 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มกราคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดจำกัดจำนวนเงิน เพราะในสัญญารับขนของทางอากาศมีข้อจำกัดความรับผิดที่คู่สัญญาตกลงกันไว้หรือไม่ เห็นว่า ตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย ล.1 ที่เป็นของจำเลยผู้ขนส่งทางอากาศอันเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางอากาศมีข้อความสอดคล้องกับใบรับขนทางอากาศที่บริษัทแอร์โรเชียน เอ็กซ์เพรส จำกัด ออกให้แก่บริษัทมินีแบเทคโนโลยี จำกัด ผู้ขายที่เป็นผู้ส่งสินค้าคดีนี้ โดยเป็นใบรับขนทางอากาศที่ออกวันเดียวกัน คือวันที่ 17 มกราคม 2543 ระบุเที่ยวบินเดียวกัน และในใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.4 ก็ระบุถึงเลขที่ใบรับขนทางอากาศตามเอกสารหมาย ล.1 ไว้ด้วย แสดงว่าใบรับขนทางอากาศทั้งสองฉบับออกเกี่ยวเนื่องกันเพื่อการขนส่งสินค้ารายนี้ และเมื่อพิจารณาข้อความในรายละเอียดตามใบรับขนทางอากาศ 2 ฉบับนี้ประกอบกัน ปรากฏว่าใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.4 ในช่องผู้ส่งมีชื่อบริษัทแอร์โรเชียน เอ็กซ์เพรส จำกัด อันแสดงว่าบริษัทดังกล่าวทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ส่งของคือบริษัทมินีแบเทคโนโลยี จำกัด ด้วย นอกจากนี้ในใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งระบุว่าบริษัทแอร์โรเชียน เอ็กซ์เพรส จำกัด เป็นผู้ส่งสินค้าเองนั้นก็มีลายมือชื่อของบุคคลซึ่งเคยเป็นพนักงานของบริษัทแอร์โรเชียน เอ็กซ์เพรส จำกัด อยู่ในช่องผู้ขนส่งหรือตัวแทนผู้ขนส่ง ซึ่งแสดงว่าบริษัทดังกล่าวเกี่ยวข้องในการออกใบรับขนทางอากาศฉบับนี้แทนจำเลยด้วย บริษัทนี้ย่อมอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนของผู้ส่งสินค้าและตัวแทนของจำเลย และข้อความเกี่ยวกับเงื่อนไขการเพิ่มจำนวนจำกัดความรับผิดในด้านหน้าของใบตราส่งทั้งสองฉบับก็เป็นทำนองเดียวกัน กล่าวคือ ผู้ส่งสินค้าต้องสนใจข้อความเกี่ยวกับข้อจำกัดความรับผิดด้านหลังใบรับขนทางอากาศนี้ และผู้ส่งสินค้าสามารถเพิ่มจำนวนจำกัดความรับผิดได้โดยการแสดงมูลค่าสำหรับการขนส่ง และจ่ายเงินเพิ่มหากจำเป็นด้วย และด้านหลังใบรับขนทางอากาศมีข้อความระบุจำนวนจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม ทั้งด้านหน้าใบรับขนทางอากาศก็ยังทำช่องการแสดงมูลค่าสำหรับการขนส่งไว้ เพื่อให้มีการกรอกข้อความได้ ซึ่งก็ปรากฏว่ามีข้อความกรอกไว้ในช่องนี้เป็นภาษาอังกฤษว่า N.V.D หรือ non value declare จึงหมายความว่า ผู้ส่งสินค้าเลือกที่จะไม่แสดงมูลค่าเพื่อการขนส่ง ซึ่งเท่ากับยอมรับในจำนวนจำกัดความรับผิดดังกล่าว เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่บริษัทแอร์โรเชียน เอ็กซ์เพรส จำกัด เป็นตัวแทนผู้ส่งสินค้าและเป็นตัวแทนออกใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งมีข้อความดังกล่าวอยู่และอยู่ในความรู้เห็นเป็นอย่างเดียวของบริษัทนี้อยู่แล้ว ย่อมแสดงว่าบริษัทดังกล่าวซึ่งกระทำการในฐานะตัวแทนผู้ส่งสินค้าตกลงในเรื่องจำนวนจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งที่อยู่ด้านหลังใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย ล.1 โดยชัดแจ้ง ซึ่งมีผลผูกพันบริษัทมินีแบเทคโนโลยี จำกัด ผู้ส่งสินค้า จึงถือได้ว่าผู้ส่งสินค้าได้ตกลงในจำนวนจำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งโดยชัดแจ้งแล้วเช่นกัน ข้อจำกัดความรับผิดอันเป็นข้อตกลงในสัญญารับขนของทางอากาศรายนี้ย่อมมีผลผูกพันโดยสมบูรณ์ จำเลยจึงย่อมได้รับประโยชน์ตามข้อจำกัดความรับผิดนี้ และในการคิดคำนวณจำนวนจำกัดความรับผิดตามน้ำหนักสินค้านั้น ปรากฏตามใบกำกับสินค้าว่า สินค้าที่แบ่งบรรจุในกล่องรวม 40,000 ชิ้น เป็นสินค้าอย่างเดียวกันมีน้ำหนักรวม 21.1 กิโลกรัม แต่สินค้าที่เสียหายมีจำนวนเพียง 30,000 ชิ้น จึงคิดเป็นน้ำหนัก 15.825 กิโลกรัม คิดเป็นเงินตามจำนวนจำกัดความรับผิด 20 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม แล้ว ได้เป็นเงิน 316.50 ดอลลาร์สหรัฐ...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 12,074.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 625 ม. 820
ชื่อคู่ความ
บริษัทมิตซุยมารีน แอนด์ ไฟร์ อินชัวรันซ์
โจทก์ — (เอเชีย) จำกัด
สายการบินตุรกี แอร์ไลน์ส หรือบริษัทเตอร์กิช
จำเลย — แอร์ไลน์ส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2549
#267162
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาที่ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันได้บรรยายฟ้องถูกต้องตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 10 (2) หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246, 247 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 28

จำเลยที่ 1 จำนองที่ดินไว้แก่โจทก์รวม 4 แปลง ขณะโจทก์ยื่นฟ้องสัญญาจำนองยังไม่ระงับ โจทก์จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในทางจำนองเป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 6 การฟ้องคดีจึงต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 10 (2) คือต้องกล่าวมาในฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ล้มละลายแล้วโจทก์จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้วเงินยังขาดอยู่สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท แต่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏข้อความตามมาตรา 10 (2) ดังกล่าวแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบที่จะรับไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ชอบที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 247 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ได้ความจากสำเนา น.ส.3 ก ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ดินรับรองท้ายอุทธรณ์โจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน 4 แปลง ขณะโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้สัญญาจำนองยังไม่ระงับ โจทก์จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในทางจำนอง เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 6 การฟ้องคดีจึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) คือต้องกล่าวมาในฟ้องว่าถ้าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ล้มละลายแล้วจะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้วเงินยังขาดอยู่สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท แต่ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏข้อความตามมาตรา 10 (2) ดังกล่าวแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบที่จะรับไว้พิจารณา ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และกรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 10 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางดวงพรหรือดวงธิดา สามัญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายอนันต์ พร้อมพูล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
สมชาย พงษธา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2068/2549
#267019
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในระหว่างที่คดีแพ่งของโจทก์อยู่ระหว่างพิจารณา โจทก์จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาหรือว่าคดีแพ่งได้อีกตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) และมาตรา 25 การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งด้วยตนเองจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งโฉนดที่ดินและสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 13764, 13822, 14245, 7844 และเลขที่ 116732 รวม 5 โฉนด ซึ่งโจทก์มอบให้จำเลยยึดถือไว้เป็นประกันหนี้ที่โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันคืนแก่โจทก์ และพิพากษาว่าสัญญารับสภาพหนี้ ประนีประนอมยอมความ และค้ำประกัน ฉบับลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 ตกเป็นโมฆะ จำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญาดังกล่าวไม่เป็นโมฆะ จำเลยยังมิได้รับชำระหนี้ จึงไม่ต้องคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ต่อมาในระหว่างพิจารณา โจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 436/2545 ซึ่งจำเลยในคดีนี้เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับพวกเป็นจำเลยในมูลกรณีเดียวกัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีนี้แทนโจทก์และยื่นคำร้องลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี เนื่องจากจำเลยได้ส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้องรวม 5 ฉบับ ให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดและจำเลยได้ส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้องให้แก่พนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ทำให้คำขอท้ายฟ้องโจทก์ไม่มีสภาพบังคับจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และไม่คืนค่าขึ้นศาลให้

โจทก์ยื่นคำร้องว่า คำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 เป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลมีคำสั่งคลาดเคลื่อน ขอให้มีคำสั่งยกคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเพิกถอนกระบวนพิจารณาในวันดังกล่าว แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามกฎหมายต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งและเพิกถอนกระบวนพิจารณา ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 436/2545 ซึ่งจำเลยในคดีนี้เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับพวกเป็นจำเลย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) บัญญัติให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่มีอำนาจประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ และมาตรา 25 บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาคดีนี้โจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์จึงไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาหรือว่าคดีนี้ได้อีก การที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นด้วยตนเองจึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรางค์ แก้วปาน
จำเลย — นายยุทธ ยุคแผน
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2067/2549
#267074
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้วให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยบทบัญญัติดังกล่าว และการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมายในกรณีนี้ ไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. ภาค 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,268,559.08 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 1,031,558.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,328 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทบริหารสินทรัพย์ มีวัตถุประสงค์ซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2543 ผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลย ผู้ร้องประสงค์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่โจทก์หรือฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษาจึงไม่มีสิทธิสวมสิทธิของโจทก์เพื่อบังคับคดีแทนโจทก์ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในคดีนี้แทนโจทก์ได้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างจำเลยกับผู้ร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้แล้วว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงิน ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ มีวัตถุประสงค์ในการซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไปตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยในคดีนี้ให้แก่ผู้ร้องและแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ผู้ร้องมิใช่ฝ่ายชนะคดี การเข้าสวมสิทธิตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดี ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ไม่ได้นั้น เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว...และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้วให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ผู้ร้องย่อมเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว และการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมายในกรณีเช่นว่านี้ก็หาได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ในเรื่องการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งดังที่จำเลยฎีกาขึ้นมาแต่อย่างใดไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาในฎีกาของจำเลยข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 249
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์พาลาภ จำกัด
จำเลย — นายชัยวัฒน์ พวงพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2066/2549
#272451
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีและอาจมีผลกระทบต่อสิทธิของคู่ความในคดีเดิมหรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงหาใช่เป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องกับศาลไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีและผู้ร้องทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว แต่ผู้ร้องไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะจำหน่ายคดีของผู้ร้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 2,805,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กันยายน 2540 แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 15106 และ 15107 ตำบลในเมือง (โพธิ์กลาง) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับเป็นอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง สำเนาให้จำเลย โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ภายใน 15 วัน ให้ผู้ร้องนำส่งภายใน 5 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด หากส่งไม่ได้ให้ผู้ร้องแถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลเสนอรายงานต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์พิพากษา ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องและให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 5 วัน ผู้ร้องไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จำหน่ายคดีจากสารบบความ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลอุทธรณ์จำหน่ายคดีของผู้ร้องจากสารบบความโดยเห็นว่าเป็นการทิ้งอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องกับศาลจึงไม่ต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้น เห็นว่าผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดี และอาจมีผลกระทบต่อสิทธิของคู่ความในคดีเดิมหรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงหาใช่เป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องกับศาลไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีและผู้ร้องทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว แต่ผู้ร้องไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะจำหน่ายคดีของผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าไม่ได้รับหมายแจ้งว่ายังส่งสำเนาให้แก่คู่ความยังไม่ครบนั้นหาใช่ข้ออ้างที่จะทำให้การกระทำของผู้ร้องไม่เป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์จำหน่ายคดีจากสารบบความจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ยังมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกา จึงสั่งให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และ 167

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพาณิชย์ลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — นายศรีชัย ตั้งสิทธิประเสริฐ
จำเลย — นายศุภกิจ ตั้งสิทธิประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สุรพล เจียมจูไร
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ