คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5858/2548
#266417
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา คำร้องขอให้รับรองฎีกาว่ามีเหตุอันควรฎีกาได้และคำฟ้องฎีกาของจำเลย ที่ บ. ทนายเป็นผู้ยื่นคำร้องและฎีกาแทนจำเลย แต่ตามใบแต่งทนายความที่จำเลยแต่งให้ บ. ทนายความของจำเลยไม่ได้ระบุให้มีอำนาจใช้สิทธิในการฎีกา บ. ทนายความของจำเลยจึงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการฎีกาคดีนี้แทนจำเลยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 62 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 คำร้องขอขยายระยะเวลา คำร้องขอให้รับรองฎีกาว่ามีเหตุอันควรฎีกาได้ และคำฟ้องฎีกา จึงเป็นคำร้องและคำฟ้องไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาและมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาและมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ป.อ. มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 20 วัน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 120 วัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 60 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2547 และวันที่ 13 มกราคม 2548 คำร้องขอให้รับรองฎีกาว่ามีเหตุอันควรฎีกาได้ฉบับลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2548 และคำฟ้องฎีกาของจำเลยลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2548 ปรากฏว่านายบัญชา ทนายความของจำเลยลงชื่อเป็นผู้ยื่นคำร้องและผู้ฎีกา แต่ตามใบแต่งทนายความลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 ที่จำเลยแต่งให้นายบัญชา เป็นทนายความของจำเลยในคดีเรื่องนี้ ปรากฏว่าได้ระบุให้นายบัญชา มีอำนาจเพียงว่าต่างแก้ต่างในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เท่านั้น ไม่ได้ระบุให้มีอำนาจใช้สิทธิในการฎีกา นายบัญชา ทนายความของจำเลยจึงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใช้สิทธิในการฎีกาคดีนี้แทนจำเลยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 62 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 คำร้องขอขยายระยะเวลา คำร้องขอให้รับรองฎีกาว่ามีเหตุอันควรฎีกาได้ และคำฟ้องฎีกา จึงเป็นคำร้องและคำฟ้องที่ไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกา ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาคดีนี้ในศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา และมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายธนงค์ ตรีศิริโสภณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นางสาวปาริฉัตร ศิริมนตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5847/2548
#268234
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 ได้บัญญัติถึงกระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลไว้ให้ต้องปฏิบัติ การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ทันทีและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้นไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหานี้แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19765 ตำบลเทพมงคล (บางซ้ายนอก) อำเภอบางซ้าย (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 50 ไร่ 87 ตารางวา โดยซื้อมาจากนางบำรุง เถื่อนศิริ และนางอาภา เถื่อนศิริ นายสุนทร บุญสูตร และนายบุญช่วย จั่นวิจิตร เคยเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายบำรุงและนางอาภาทำนา ต่อมานายสุนทรและนายบุญช่วยได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเทพมงคลขอทำนาในที่ดินพิพาทโดยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลเทพมงคลพิจารณาแล้วมีมติว่า นายสุนทรและนายบุญช่วยไม่เป็นผู้เช่านาแต่จำเลยมีมติว่าบุคคลทั้งสองเป็นผู้เช่านาและไม่ได้บอกเลิกการเช่านาตามพระราชบัญญํติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 โจทก์ทั้งสองเห็นว่าเป็นมติที่ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนมติของจำเลยในการประชุมครั้งที่ 3/2546 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2546

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองแล้ววินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นคำสั่งขององค์กรฝ่ายปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและให้จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้น ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่าคดีของโจทก์ทั้งสองอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 กำหนดว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าศาลเห็นเองว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่ศาลนั้นเห็นว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ถ้าศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลที่ส่งความเห็นให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลนั้น หรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ แต่ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติถึงกระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล กล่าวคือ หากศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งในกรณีนี้ได้แก่ศาลปกครองกลาง ศาลชั้นต้นต้องจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองกลาง หากศาลปกครองกลางเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองกลาง ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะโอนคดีไปยังศาลปกครองกลางหรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง แต่ถ้าศาลปกครองกลางมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้ ศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลใดต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ทันทีและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้น ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้น ปัญหานี้แม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วย มาตรา 246 และ 247 ฎีกาของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่สั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหวาน จันทรัตน์ กับพวก
คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
วิชัย วิวิตเสวี
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5847/2548
#272458
เปิดฉบับเต็ม

หากศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 กำหนดว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าศาลเห็นเองว่า คดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้จัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่ศาลนั้นเห็นว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ถ้าศาลที่รับความเห็นมีความเห็นพ้องกับศาลที่ส่งความเห็นให้แจ้งความเห็นไปยังศาลที่ส่งความเห็นเพื่อมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลนั้น หรือสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจ แต่ถ้าศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ทันทีและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้น จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหวาน จันทรัตน์ กับพวก
คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย เอื้ออังคณากุล
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
วิชัย วิวิตเสวี
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5838/2548
#266300
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์ที่ผู้เสียหายมอบให้จำเลยซ่อมได้อยู่กับจำเลยนานถึง 1 ปีเศษ ถือได้ว่าผู้เสียหายมอบหมายให้จำเลยครอบครองทรัพย์นั้นไว้ จำเลยถอดอะไหล่และเครื่องเสียงในรถยนต์ให้บุคคลอื่นหรือนำไปขาย จึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนและบุคคลที่สามโดยทุจริต เป็นความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 334, 357 เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องก็ไม่ใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก ตามที่พิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 334, 357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 115,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 334 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 115,800 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 นายทวีผู้เสียหายนำรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ป - 2291 สุราษฎร์ธานี ของผู้เสียหายไปซ่อมลูกสูบ เคาะปะผุและทำสีรถใหม่ที่อู่สุชาติการช่างของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยได้ถอดเครื่องยนต์และอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายออกจนหมดโดยไม่ได้ซ่อมรถยนต์ให้แก่ผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2542 ผู้เสียหายร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดเครื่องอะไหล่รถยนต์เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ โจทก์มีนายทวีผู้เสียหายเบิกความว่า ในช่วงวันเวลาที่เกิดเหตุ พยานนำรถยนต์ของพยานไปให้จำเลยซ่อมที่อู่ซ่อมรถของจำเลยที่เกิดเหตุ ครั้งแรกให้จำเลยซ่อมลูกสูบ ต่อมาให้จำเลยเคาะปะผุและทำสีรถใหม่ด้วย ตกลงค่าซ่อมรวม 60,000 บาท พยานชำระเงินให้แก่จำเลยไปแล้ว 14,000 บาท หลังจากนั้นพยานไปดูรถที่อู่ซ่อมรถที่เกิดเหตุหลายครั้ง ปรากฏว่าอะไหล่และอุปกรณ์รถยนต์ของพยานถูกถอดออกไปเรื่อย ๆ จนหมด สอบถามจำเลย จำเลยบอกว่า ล้อรถทั้งสี่ล้อญาติของจำเลยเอาไป วิทยุในรถลูกน้องของจำเลยเอาไป และกระบะหลังจำเลยขายไปแล้ว ส่วนอะไหล่อื่น ๆ จำเลยเก็บไว้ข้างบ้าน พยานไปดูข้างบ้านพบว่า อะไหล่รถยนต์ของพยานหายไปหลายชิ้น นายนุรักษ์พี่ชายของผู้เสียหายเบิกความว่า พยานไปดูรถที่อู่ซ่อมรถที่เกิดเหตุกับผู้เสียหายพบว่าไม่มีการซ่อมรถของผู้เสียหายและอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายได้หายไปบางส่วน จำเลยรับว่า อะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายบางส่วนได้ขายเป็นเศษเหล็ก บางส่วนให้ญาติของจำเลยไป และบางส่วนนำไปซ่อมรถยนต์คันอื่น เห็นว่า ผู้เสียหายและนายนุรักษ์เบิกความสอดคล้องต้องกัน มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและสอบสวนจำเลยเบิกความว่า ชั้นสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพ คำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองยังสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายและนายนุรักษ์ให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น ส่วนจำเลยคงมีแต่จำเลยเพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือ ทั้งจำเลยยังได้เบิกความยอมรับว่าได้นำกระบะรถยนต์ของผู้เสียหายไปขาย ทั้งตามบันทึกตกลงชดใช้ค่าเสียหายซึ่งจำเลยเบิกความยอมรับว่า ได้ทำไว้กับผู้เสียหายก็มีข้อความระบุว่า จำเลยได้เอากระบะท้าย กะทะล้อพร้อมยางรถยนต์ทั้งสี่ล้อ รวมทั้งอุปกรณ์และส่วนควบอื่น ๆ ของรถยนต์ของผู้เสียหายไปจำหน่าย ซึ่งแม้จะฟังตามข้ออ้างของจำเลยว่า ผู้เสียหายจ่ายเงินค่าซ่อมรถให้แก่จำเลย 14,000 บาท แล้วไม่ได้ชำระอีกก็ตาม จำเลยก็ไม่มีสิทธิถอดเอาอะไหล่และเครื่องเสียงรถยนต์ของผู้เสียหายไปให้บุคคลใด ๆ เอาไปขายหรือเอาไปซ่อมรถยนต์คันอื่น ที่ผู้เสียหายเบิกความว่า เหตุที่ผู้เสียหายไม่ชำระเงินให้แก่จำเลยอีกเพราะจำเลยถอดอะไหล่และอุปกรณ์รถยนต์ของผู้เสียหายออกและไม่ยอมซ่อมรถยนต์ให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงให้จำเลยนำเครื่องยนต์พร้อมตัวถังรถกลับมาใส่คืนและประกอบให้อยู่ในสภาพเดิมเพื่อจะนำรถกลับไป โดยยอมให้ถือว่า เป็นการหักกลบลบหนี้กับเงินที่ผู้เสียหายจ่ายให้แก่จำเลยไปแล้ว แต่จำเลยก็ไม่จัดการให้ คำเบิกความของผู้เสียหายน่าเชื่อถือ เพราะไม่ปรากฏว่า จำเลยได้ซ่อมรถยนต์ให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด จำเลยได้แต่ถอดอะไหล่และเครื่องเสียงในรถยนต์ออกไปจนหมดแล้วนำไปให้แก่บุคคลอื่น เอาไปขายและเอาไปซ่อมรถยนต์คันอื่นเท่านั้น พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าว ประกอบกับหลังเกิดเหตุจำเลยได้ตกลงชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 134,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายภายในกำหนดระยะเวลา 2 เดือน ตามบันทึกตกลงชดใช้ค่าเสียหาย แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยกลับบิดพลิ้วไม่ยอมชดใช้ให้โดยอ้างว่ายังขายที่ดินไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่ต้น กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเอาอะไหล่และเครื่องเสียงของผู้เสียหายไปโดยทุจริต แต่เห็นว่ารถยนต์ที่ผู้เสียหายมอบให้จำเลยซ่อมได้อยู่กับจำเลยมานานถึง 1 ปีเศษ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าผู้เสียหายมอบหมายให้จำเลยยึดถือครอบครองทรัพย์นั้นไว้ เมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ การที่จำเลยถอดอะไหล่และเครื่องเสียงในรถยนต์ให้บุคคลอื่นหรือนำไปขาย จึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนและบุคคลที่สามโดยทุจริต การกระทำของจำเลยมีความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 334, 357 เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้อง ก็ไม่ใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 115,800 บาท แก่ผู้เสียหาย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 352 วรรคแรก ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายสุชาติ รัตนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นางสาวเจิดจันทร์ ใสเศวตวารี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอร่าม เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5838/2548
#268171
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายมอบหมายให้จำเลยยึดถือครอบครองรถยนต์เพื่อทำการซ่อมที่อู่ของจำเลย จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ การที่จำเลยถอดอะไหล่และเครื่องเสียงในรถยนต์ให้บุคคลอื่นหรือนำไปขายจึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนและบุคคลที่สามโดยทุจริต มีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 357 เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องก็ไม่ใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 11 มกราคม 2542 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด มีคนร้ายลักเครื่องอะไหล่รถยนต์พร้อมเครื่องเสียงหลายรายการ รวมราคา 134,000 บาท ของนายทวี พรหมฤทธิ์ ผู้เสียหายไป ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2542 เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเครื่องอะไหล่รถยนต์หลายรายการเป็นเงิน 18,200 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่จำเลยนำไปขายให้แก่ผู้มีชื่อนำไปซ่อนเร้นไว้ เป็นของกลาง ทั้งนี้จำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป หรือมิฉะนั้นเมื่อระหว่างวันเวลาข้างต้น ภายหลังที่คนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายถึงวันเวลาที่เจ้าพนักงานจับจำเลยได้วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสียหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปไว้ในครอบครองแล้วนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้มีชื่อ นำไปซ่อนเร้นไว้ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 115,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 115,800 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 นายทวี พรหมฤทธิ์ ผู้เสียหายนำรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ป - 2291 สุราษฎร์ธานี ของผู้เสียหายไปซ่อมลูกสูบ เคาะปะผุและทำสีรถใหม่ที่อู่สุชาติการช่างของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำเลยได้ถอดเครื่องยนต์และอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายออกจนหมดโดยไม่ได้ซ่อมรถยนต์ให้แก่ผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2542 ผู้เสียหายร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดเครื่องอะไหล่รถยนต์เป็นของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ โจทก์มีนายทวี พรหมฤทธิ์ ผู้เสียหายเบิกความว่า ในช่วงวันเวลาที่เกิดเหตุ พยานนำรถยนต์ของพยานไปให้จำเลยซ่อมลูกสูบ ต่อมาให้จำเลยเคาะปะผุและทำสีรถใหม่ด้วย ตกลงค่าซ่อมรวม 60,000 บาท พยานชำระเงินให้แก่จำเลยไปแล้ว 14,000 บาท หลังจากนั้นพยานไปดูรถที่อู่ซ่อมรถที่เกิดเหตุหลายครั้ง ปรากฏว่าอะไหล่และอุปกรณ์รถยนต์ของพยานถูกถอดออกไปเรื่อยๆ จนหมด สอบถามจำเลย จำเลยบอกว่า ล้อรถทั้งสี่ล้อญาติของจำเลยเอาไป วิทยุในรถลูกน้องของจำเลยเอาไปและกระบะหลังจำเลยขายไปแล้ว ส่วนอะไหล่อื่นๆ จำเลยเก็บไว้ข้างบ้าน พยานไปดูข้างบ้านพบว่า อะไหล่รถยนต์ของพยานหายไปหลายชิ้น นายอนุรักษ์ พรหมฤทธิ์ พี่ชายของผู้เสียหายเบิกความว่าพยานไปดูรถที่อู่ซ่อมรถที่เกิดเหตุกับผู้เสียหายพบว่าไม่มีการซ่อมรถของผู้เสียหายและอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายได้หายไปบางส่วนจำเลยรับว่า อะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายบางส่วนได้ขายเป็นเศษเหล็ก บางส่วนให้ญาติของจำเลยและบางส่วนนำไปซ่อมรถยนต์คันอื่น สิบตำรวจตรีสุชาติ ดวงศิริ ผู้จับกุมจำเลยเบิกความว่า ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.11 และร้อยตำรวจโทปิยะพงษ์ บุญแก้ว พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ พยานได้จัดทำบัญชีของกลางคดีอาญา บัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายได้คืน บัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืน บันทึกการตรวจยึด บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาไว้ ตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.6 จ.9 และ จ.14 ทั้งได้ถ่ายรูปรถยนต์ของผู้เสียหายที่อยู่ที่อู่ซ่อมรถที่เกิดเหตุไว้ ตามภาพถ่ายหมาย จ.10 มีคนเอารถยนต์ไปให้จำเลยซ่อมแล้วเกิดเหตุเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง บางรายนำรถยนต์ไปซ่อมที่อู่ซ่อมรถของจำเลยนานเป็นปีก็ซ่อมไม่เสร็จและอะไหล่รถยนต์หายไป แต่ไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์ เนื่องจากจำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายเมื่อเรื่องมาถึงสถานีตำรวจ เห็นว่า ผู้เสียหายและนายอนุรักษ์เบิกความสอดคล้องต้องกัน มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะสิบตำรวจตรีสุชาติและร้อยตำรวจโทปิยะพงษ์เป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและสอบสวนจำเลยไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย คำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายและนายอนุรักษ์ให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น ข้อนำสืบของจำเลยที่ว่า จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารหลายฉบับโดยไม่ได้อ่านข้อความให้ฟังจำเลยอ่านหนังสือไม่ค่อยได้ ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจอ่านให้ฟัง แต่เจ้าพนักงานตำรวจไม่อ่านให้ฟังโดยบอกว่า ไม่มีปัญหาอะไรเพราะคนรู้จักกันทั้งนั้น ให้ลงลายมือชื่อไปได้เลย คงมีแต่จำเลยเพียงปากเดียวเบิกความลอยๆ ไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะจำเลยก็ได้เบิกความยอมรับว่าได้นำกระบะรถยนต์ของผู้เสียหายไปขาย ทั้งตามบันทึกตกลงชดใช้ค่าเสียหายเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งจำเลยเบิกความยอมรับว่า ทำไว้กับผู้เสียหายก็มีข้อความระบุว่า จำเลยได้เอากระบะท้าย กระทะล้อพร้อมยางรถยนต์ทั้งสี่ล้อ รวมทั้งอุปกรณ์และส่วนควบอื่นๆ ของรถยนต์ของผู้เสียหายไปจำหน่าย ซึ่งแม้จะฟังตามข้ออ้างของจำเลยว่า ผู้เสียหายจ่ายเงินค่าซ่อมรถให้แก่จำเลย 14,000 บาท แล้วไม่ได้ชำระอีกก็ตาม จำเลยก็ไม่มีสิทธิถอดเอาอะไหล่และเครื่องเสียงรถยนต์ของผู้เสียหายไปให้บุคคลใดๆ เอาไปขายหรือเอาไปซ่อมรถยนต์คันอื่น ที่ผู้เสียหายเบิกความว่า เหตุที่ผู้เสียหายไม่ชำระเงินให้แก่จำเลยอีกเพราะจำเลยถอดอะไหล่ อุปกรณ์รถยนต์ของผู้เสียหายออกและไม่ยอมซ่อมรถยนต์ให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงให้จำเลยนำเครื่องยนต์ตัวถังรถกลับมาใส่คืนและประกอบให้อยู่ในสภาพเดิมเพื่อจะนำรถกลับไปโดยยอมให้ถือว่า เป็นการหักกลบลบหนี้กับเงินที่ผู้เสียหายจ่ายให้แก่จำเลยไปแล้ว แต่จำเลยก็ไม่จัดการให้คำเบิกความของผู้เสียหายน่าเชื่อถือ เพราะไม่ปรากฏว่า จำเลยได้ซ่อมรถยนต์ให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด จำเลยได้แต่ถอดอะไหล่และเครื่องเสียงรถยนต์ออกไปจนหมดแล้วนำไปให้แก่บุคคลอื่น เอาไปขายและเอาไปซ่อมรถยนต์คันอื่นเท่านั้น พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าว ประกอบหลังเกิดเหตุจำเลยได้ตกลงชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 134,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายภายในกำหนดระยะเวลา 2 เดือน ตามบันทึกตกลงชดใช้ค่าเสียหายเอกสารหมาย จ.7 แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยกลับบิดพลิ้วไม่ยอมชดใช้ให้โดยอ้างว่า ยังขายที่ดินไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่ต้น กรณีจึงมิใช่เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเอาอะไหล่และเครื่องเสียงของผู้เสียหายไปโดยทุจริต แต่เห็นว่ารถยนต์ที่ผู้เสียหายมอบให้จำเลยซ่อมได้อยู่กับจำเลยมานานถึง 1 ปีเศษ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าผู้เสียหายมอบหมายให้จำเลยยึดถือครอบครองทรัพย์นั้นไว้ เมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ การที่จำเลยถอดอะไหล่และเครื่องเสียงในรถยนต์ให้บุคคลอื่นหรือนำไปขาย จึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนและบุคคลที่สามโดยทุจริต การกระทำของจำเลยมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 357 เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามมาตรา 352 วรรคแรก แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากที่กล่าวในฟ้องก็ไม่ใช่ข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 1 ปี 4 เดือน กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 115,800 บาท แก่ผู้เสียหาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายสุชาติ รัตนะ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5829/2548
#268384
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เป็นงวด ๆ ภายในระยะเวลาที่กำหนด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 31 ตุลาคม 2534 หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที เมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตั้งแต่งวดแรก ระยะเวลาการบังคับคดีของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2534 การที่จำเลยทั้งสองนำเงินมาชำระบางส่วนให้แก่โจทก์วันที่ 25 ธันวาคม 2537 ไม่มีผลทำให้การเริ่มนับระยะเวลาการบังคับคดีของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป เมือ่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 วันที่ 21 ตุลาคม 2546 จึงล่วงเลยเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์ย่อมหมดสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีข้อตกลงว่า จำเลยทั้งสองยอมชำระหนี้แก่โจทก์ 19,181.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,967.72 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จโดยผ่อนชำระทุกวันสิ้นสุดของเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 700 บาท ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เริ่มชำระงวดแรกเดือนตุลาคม 2534 หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมวันที่ 17 กันยายน 2534 คดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นวันที่ 17 สิงหาคม 2535 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี

ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการให้อ้างว่าโจทก์ไม่ขอให้บังคับคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งไม่ถูกต้องเนื่องจากจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้บังคับคดีได้ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไป การที่โจทก์ขอให้บังคับคดีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546 จึงไม่เกิน 10 ปี ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้ดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจกท์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์หมดสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เป็นงวด ๆ ภายในระยะเวลาที่กำหนด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 31 ตุลาคม 2534 หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที เมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตั้งแต่งวดแรก ระยะเวลาการบังคับของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2534 การที่จำเลยทั้งสองนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์วันที่ 25 ธันวาคม 2537 ไม่มีผลทำให้การเริ่มนับระยะเวลาการบังคับคดีของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป เมื่อโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 วันที่ 21 ตุลาคม 2546 จึงล่วงเลยเวลา 10 ปี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าว โจทก์ย่อมหมดสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 ของโจทก์โดยมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมและศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้พิพากษาแก้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบมาตรา 141 (5) ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอาจศึก เกษรศิลป์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5828/2548
#272364
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดมานั้น เป็นเพียงการประเมินราคาในชั้นต้นเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีขายทอดตลาดต่อไปเท่านั้น ราคาที่ประเมินไว้อาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริงก็ได้ และการประเมินราคาดังกล่าวก็ไม่ใช่หลักเกณฑ์ตายตัวที่ผูกมัดว่าการขายทอดตลาดจะต้องเป็นไปตามราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้เข้าสู้ราคาว่าจะให้ราคาสูงสุดเพียงใด ซึ่งหากจำเลยที่ 3 เห็นว่าราคาต่ำไปก็ชอบที่จะคัดค้านการขายทอดตลาดได้ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะเคยคัดค้านต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดดังกล่าวให้ใหม่มาครั้งหนึ่งแล้วก็ตาม กรณีก็ถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยที่ 3 อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง เพื่อขอให้ส่งเจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขการประเมินราคาทรัพย์สินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี 6,864,461.46 บาท และหนี้เงินกู้ 4,520,953.59 บาท พร้อมดอกเบี้ย จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดดังกล่าวรวม 3,180,250 บาท จำเลยที่ 3 คัดค้านว่าราคาประเมินต่ำไป เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไปตรวจสอบสถานที่ทรัพย์ตั้งอยู่และประเมินราคาใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 5,523,670 บาท

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า ราคาประเมินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินใหม่ยังต่ำกว่าความเป็นจริงซึ่งควรมีราคาประเมิน 6,250,600 บาท ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดต่ำไป จำเลยที่ 3 มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง เพื่อขอให้สั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขราคาประเมินทรัพย์สินที่ยึดดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดมานั้นเป็นเพียงการประเมินราคาในชั้นต้นเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีขายทอดตลาดต่อไปเท่านั้น ราคาที่ประเมินไว้อาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริงก็ได้ และการประเมินราคาดังกล่าวก็ไม่ใช่หลักเกณฑ์ตายตัวที่ผูกมัดว่าการขายทอดตลาดจะต้องเป็นไปตามราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้เข้าสู้ราคาว่าจะให้ราคาสูงสุดเพียงใด ซึ่งหากจำเลยที่ 3 เห็นว่าราคาต่ำไปก็ชอบที่จะคัดค้านการขายทอดตลาดได้ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะเคยคัดค้านต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานคดีประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดดังกล่าวให้ใหม่มาครั้งหนึ่งแล้วก็ตาม กรณีก็ถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีกับจำเลยที่ 3 อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง เพื่อขอให้สั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ไขการประเมินราคาทรัพย์สินได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสิน อนุชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5826/2548
#266661
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการอู่ซ่อมรถยนต์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้ามีสัญญากับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันวินาศภัยที่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือซ่อมรถยนต์ของผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยซึ่งเป็นธุรกิจการค้าของจำเลย การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าจ้างซ่อมรถยนต์ของเหล่าผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยจากจำเลย เป็นการเรียกเอาค่าจ้างหรือค่าแห่งการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายลูกหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) เมื่อสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างของโจทก์นับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 5 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,873,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 969,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มิถุนายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 8,500 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,872,150 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าตั้งแต่ปี 2539 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ซ่อมรถยนต์ของลูกค้าของจำเลยที่ทำประกันวินาศภัยไว้กับจำเลย เมื่อโจทก์ได้รับมอบรถยนต์ของลูกค้าและซ่อมเสร็จแล้วส่งมอบคืนแก่ลูกค้าของจำเลยแล้วก็จะเรียกเก็บเงินจากจำเลยเป็นคราว ๆ ไป จำเลยก็ชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์เรื่อยมา ครั้งสุดท้ายโจทก์ซ่อมรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 6 ผ - 6325 และมอบคืนแก่ลูกค้าของโจทก์แล้วปรากฏว่าจำเลยยังไม่ชำระเงินค่าซ่อมแก่โจทก์รวมทั้งสิ้น 1,872,150 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน บัญชีแสดงรายการค้างชำระค่าซ่อมรถและใบแจ้งราคา คดีมีปัญหาตามที่จำเลยฎีกาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการอู่ซ่อมรถยนต์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้า มีสัญญากับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันวินาศภัยที่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือซ่อมรถยนต์ของผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยซึ่งเป็นธุรกิจการค้าของจำเลย การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าจ้างซ่อมรถยนต์ของเหล่าผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลย จากจำเลย จึงเป็นการเรียกเอาค่าจ้างหรือค่าแห่งการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ กรณีต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบกับมาตรา 193/34 (1) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างดังกล่าวทุกรายการล้วนแต่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมานับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 5 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 15,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดชาญ บอดี้เซอร์วิส
จำเลย — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวรรณ ทองเนื้อแข็ง
ศาลอุทธรณ์ — นายปกิต สุวรรณพรหมา
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ปัญญา สุทธิบดี
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5826/2548
#268406
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการอู่ซ่อมรถยนต์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้ามีสัญญากับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันวินาศภัยที่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือซ่อมรถยนต์ของผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยซึ่งเป็นธุรกิจการค้าของจำเลย การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าจ้างซ่อมรถยนต์ของเหล่าผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยจึงเป็นการเรียกเอาค่าจ้างหรือค่าแห่งการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ กรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบกับมาตรา 193/34 (1) มีอายุความ 5 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ซ่อมรถยนต์ของลูกค้าที่ทำประกันวินาศภัยไว้กับจำเลย ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องซ่อมแซมให้ โจทก์ได้ทำการซ่อมแซมและส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าของจำเลยแล้ว แต่จำเลยค้างชำระค่าจ้างแก่โจทก์ 1,873,750 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,873,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วเพราะไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้ซ่อมรถยนต์เสร็จ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 969,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 8,500 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,872,150 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาทนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าตั้งแต่ปี 2539 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ซ่อมรถยนต์ของลูกค้าของจำเลยที่ทำประกันวินาศภัยไว้กับจำเลย เมื่อโจทก์ได้รับมอบรถยนต์ของลูกค้าและซ่อมเสร็จแล้วส่งมอบคืนแก่ลูกค้าของจำเลยแล้วก็จะเรียกเก็บเงินจากจำเลยเป็นคราวๆ ไป จำเลยก็ชำระเงินค่าจ้างแก่โจทก์เรื่อยมา ครั้งสุดท้ายโจทก์ซ่อมรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 6 ผ - 6325 และมอบคืนแก่ลูกค้าของโจทก์แล้วปรากฎว่าจำเลยยังไม่ชำระเงินค่าซ่อมแก่โจทก์รวมทั้งสิ้น 1,872,150 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน บัญชีแสดงรายการค้างชำระค่าซ่อมรถและใบแจ้งราคา เอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 คดีมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาตามที่จำเลยฎีกาเพียงว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการอู่ซ่อมรถยนต์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้ามีสัญญากับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันวินาศภัยที่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือซ่อมรถยนต์ของผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยซึ่งเป็นธุรกิจการค้าของจำเลย การที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าจ้างซ่อมรถยนต์ของเหล่าผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยตามรายละเอียดเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 จากจำเลย จึงเป็นการเรียกเอาค่าจ้างหรือค่าแห่งการงานที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ กรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบกับมาตรา 193/34 (1) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าสิทธิเรียกร้องเอาค่าจ้างดังกล่าวทุกรายการในเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 ล้วนแต่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมานับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 5 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืนให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 15,000 บาทแทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดชาญ บอดี้เซอร์วิส
จำเลย — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ปัญญา สุทธิบดี
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5810/2548
#268214
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่ยื่นฎีกาโจทก์ได้ยื่นคำร้องลักษณะเดียวกันต่อศาลชั้นต้นด้วย แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในเรื่องดังกล่าวชอบแล้ว หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 โจทก์จะใช้สิทธิฎีกาคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกาไม่ได้เพราะเป็นการปฏิบัติผิดขั้นตอนของลำดับชั้นศาลไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาความ

การที่จำเลยที่ 2 นำสมุดเงินฝากของธนาคารมาเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์พร้อมกับทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลชั้นต้นว่า ถ้าจำเลยทั้งสองแพ้คดีและไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ยอมให้บังคับคดีเอาจากหลักทรัพย์คือสมุดเงินฝากที่นำมาวางศาลนั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จะอ้างว่าเมื่อโจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์และจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เงินในสมุดเงินฝากดังกล่าวจึงตกเป็นของโจทก์โดยปริยายหาได้ไม่ แม้สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำต่อศาลชั้นต้นจะยังมีผลบังคับอยู่ แต่สัญญาดังกล่าวก็ระบุว่าถ้าจำเลยทั้งสองแพ้คดีและไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ยอมให้บังคับคดีเอาจากหลักทรัพย์คือสมุดเงินฝากที่นำมาวางศาล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีการบังคับคดีเสียก่อนศาลจึงจะมีคำสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากนั้นแก่โจทก์ได้ เมื่อโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับแก่จำเลยที่ 2 ให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์ก็ย่อมสิ้นสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะยึดสมุดเงินฝากดังกล่าวไว้เป็นหลักประกันหรือเพื่อบังคับคดีอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 17,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ถ้าจำเลยคนใดคนหนึ่งหรือจำเลยทั้งสองร่วมกันหาหลักประกันสำหรับต้นเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นเวลา 4 ปี มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 นำสมุดเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขา 131 ราชวิถี บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 1312177908 จำนวนเงิน 30,000 บาท มาวางเป็นหลักประกันและทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลชั้นต้น ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2536 และคดีถึงที่สุดโดยไม่มีคู่ความฎีกา

ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอรับสมุดเงินฝากที่วางเป็นประกันต่อศาลคืนและให้ศาลมีหนังสือแจ้งถอนอายัด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ถอนการอายัดเงิน 30,000 บาท ตามสมุดเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขา 131 ราชวิถี บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 1312177908 ของจำเลยที่ 2 และคืนสมุดเงินฝากดังกล่าวให้จำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยอ้างว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ทนายโจทก์ไม่ชอบเนื่องจากทนายโจทก์ย้ายที่อยู่ ขอให้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ฝ่ายโจทก์ทราบใหม่นั้น ปรากฏว่าในวันที่ยื่นฎีกาโจทก์ได้ยื่นคำร้องลักษณะเดียวกันนี้ต่อศาลชั้นต้นด้วย แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในเรื่องดังกล่าวชอบแล้วหากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 โจทก์จะใช้สิทธิฎีกาคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกาไม่ได้เพราะเป็นการปฏิบัติผิดขั้นตอนของลำดับชั้นศาลไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาความ แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ข้อนี้มา ศาลฎีกาก็รับวินิจฉัยให้ไม่ได้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เพียงว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิขอสมุดเงินฝากประจำที่นำมาวางเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์คืนหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 นำสมุดเงินฝากของธนาคารมาเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์พร้อมกับทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลชั้นต้นว่า ถ้าจำเลยทั้งสองแพ้คดีและไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยที่ 2 ยอมให้บังคับคดีเอาจากหลักทรัพย์คือสมุดเงินฝากที่นำมาวางศาลนั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์แล้ว เพราะสมุดเงินฝากดังกล่าวเป็นเพียงหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 2 มีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ได้เท่านั้น โจทก์จะอ้างว่าเมื่อโจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์และจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เงินในสมุดเงินฝากดังกล่าวจึงตกเป็นของโจทก์โดยปริยายหาได้ไม่ แม้สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำต่อศาลชั้นต้นจะยังมีผลบังคับอยู่ก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวก็ระบุว่าถ้าจำเลยทั้งสองแพ้คดีและไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ยอมให้บังคับคดีเอาจากหลักทรัพย์คือสมุดเงินฝากที่นำมาวางศาลซึ่งแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีการบังคับคดีเสียก่อนศาลจึงจะมีคำสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากนั้นแก่โจทก์ได้ เมื่อโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับแก่จำเลยที่ 2 ให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์ก็ย่อมสิ้นสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะยึดสมุดเงินฝากดังกล่าวไว้เป็นหลักประกันหรือเพื่อบังคับคดีอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนสมุดเงินฝากดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ม. 231 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชียร ณ ชุมพร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ประเวชอุปกรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5810/2548
#272301
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยอ้างว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ทนายโจทก์ไม่ชอบ แต่ในวันที่ยื่นฎีกาโจทก์ได้ยื่นคำร้องลักษณะเดียวกันนี้ต่อศาลชั้นต้นด้วย โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 โจทก์จะใช้สิทธิฎีกาคำสั่งดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกาไม่ได้

การที่จำเลยที่ 2 นำสมุดเงินฝากของธนาคารมาเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์พร้อมกับทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลชั้นต้นว่า ถ้าจำเลยทั้งสองแพ้คดีและไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ยอมให้บังคับคดีเอาจากหลักทรัพย์คือสมุดเงินฝากที่นำมาวางศาลนั้น สมุดเงินฝากดังกล่าวเป็นเพียงหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์เท่านั้น โจทก์จะอ้างว่าเมื่อชนะคดีในชั้นอุทธรณ์และจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ เงินในสมุดเงินฝากดังกล่าวจึงตกเป็นของโจทก์โดยปริยายหาได้ไม่ และจากสัญญาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีการบังคับคดีเสียก่อน ศาลจึงจะมีคำสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากนั้นแก่โจทก์ได้ เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี โจทก์ย่อมสิ้นสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะยึดสมุดเงินฝากดังกล่าวไว้เป็นหลักประกันหรือเพื่อบังคับคดีอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 17,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ถ้าจำเลยคนใดคนหนึ่งหรือจำเลยทั้งสองร่วมกันหาหลักประกันสำหรับต้นเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นเวลา 4 ปี มาให้จนเป็นที่พอใจและภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ระหว่างอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 นำสมุดเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด จำนวนเงิน 30,000 บาท มาวางเป็นหลักประกันและทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลชั้นต้น ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2536 และคดีถึงที่สุดโดยไม่มีคู่ความฎีกา

ต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอรับสมุดเงินฝากที่วางเป็นประกันต่อศาลคืนและให้ศาลมีหนังสือแจ้งถอนอายัด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ถอนการอายัดเงิน 30,000 บาท ตามสมุดเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขา 131 ราชวิถี บัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 1312177908 ของจำเลยที่ 2 และคืนสมุดเงินฝากดังกล่าวให้จำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยอ้างว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ทนายโจทก์ไม่ชอบเนื่องจากทนายโจทก์ย้ายที่อยู่ ขอให้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ฝ่ายโจทก์ทราบใหม่นั้น ปรากฏว่าในวันที่ยื่นฎีกาโจทก์ได้ยื่นคำร้องลักษณะเดียวกันนี้ต่อศาลชั้นต้นด้วย แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในเรื่องดังกล่าวชอบแล้ว หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 โจทก์จะใช้สิทธิฎีกาคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกาไม่ได้เพราะเป็นการปฏิบัติผิดขั้นตอนของลำดับชั้นศาลไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณาความแม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ข้อนี้มา ศาลฎีกาก็รับวินิจฉัยให้ไม่ได้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิขอสมุดเงินฝากประจำที่นำมาวางเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์คืนหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 นำสมุดเงินฝากของธนาคารมาเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์พร้อมกับทำสัญญาค้ำประกันต่อศาลชั้นต้นว่า ถ้าจำเลยทั้งสองแพ้คดีและไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ยอมให้บังคับคดีเอาจากหลักทรัพย์คือสมุดเงินฝากที่นำมาวางศาลนั้น ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์แล้วเพราะสมุดเงินฝากดังกล่าวเป็นเพียงหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 2 มีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ได้เท่านั้น โจทก์อ้างว่าเมื่อโจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์และจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ เงินในสมุดเงินฝากดังกล่าวจึงตกเป็นของโจทก์โดยปริยายหาได้ไม่ แม้สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำต่อศาลชั้นต้นจะยังมีผลบังคับอยู่ก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าวก็ระบุว่าจำเลยทั้งสองแพ้คดีและไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ยอมให้บังคับคดีเอาจากหลักทรัพย์คือสมุดเงินฝากที่นำมาวางศาล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจะต้องมีการบังคับคดีเสียก่อน ศาลจึงจะมีคำสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามสมุดเงินฝากนั้นแก่โจทก์ได้ เมื่อโจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 ให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 โจทก์ก็ย่อมสิ้นสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะยึดสมุดเงินฝากดังกล่าวไว้เป็นหลักประกันเพื่อบังคับคดีอีกต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชียร ณ ชุมพร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดประเวชอุปกรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5809/2548
#268170
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยเช่าที่ดินโจทก์ แม้จะให้การมาด้วยว่าจำเลยปลูกบ้านอยู่บนที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่คำให้การดังกล่าวเป็นการปฏิเสธนิติสัมพันธ์และนิติเหตุตามฟ้องซึ่งเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์อยู่ในประเด็นแห่งคดีตามฟ้องโจทก์ที่ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปพร้อมทั้งรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาทกับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าเดือนละ 1,000 บาท ข้อต่อสู้ดังกล่าวไม่ทำให้คดีมีประเด็นใหม่นอกเหนือจากประเด็นแห่งคดีตามฟ้อง จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1290, 9304 และ 9305 จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อใช้ปลูกบ้าน เลขที่ 2 หมู่ที่ 15 แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เป็นที่อยู่อาศัย ตั้งแต่เมื่อที่ดินยังเป็นของมารดาโจทก์ เมื่อที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองอาศัยอยู่ในที่ดินอีกต่อไป จึงบอกเลิกการเช่าแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองออกจากที่ดินโจทก์ โดยรื้อถอนบ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 15 แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1290, 9304 และ 9305 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ของโจทก์และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนบ้านขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านตามฟ้องบนที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลยทั้งสองไม่เคยเช่าที่ดินโจทก์ก่อนฟ้องคดีโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวจำเลยทั้งสอง นางละเอียด วัฒนารมย์ มารดาโจทก์เคยฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองมาครั้งหนึ่งแล้วโจทก์นำคดีมาฟ้องอีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณานางบุญส่ง บุญประกอบ จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางศรีอรุณ ชวนเกษม ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1290, 9304 และ 9305 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 15 แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 700 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสองโดยวินิจฉัยว่า อุทธรณ์จำเลยทั้งสองเป็นการอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้มิได้พิพาทกันเรื่องเช่า แต่พิพาทกันเรื่องที่ดินที่ปลูกสร้างบ้านว่าเป็นที่ดินมีโฉนดหรือเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่อาจถือได้ว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท อันจะต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงมีปัญหาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า จำเลยไม่เคยเช่าที่ดินโจทก์ แม้จำเลยทั้งสองให้การด้วยว่า จำเลยทั้งสองปลูกบ้านตามฟ้องอยู่บนที่ดินสาธารณประโยชน์แต่คำให้การจำเลยดังกล่าวเป็นการปฏิเสธนิติสัมพันธ์และนิติเหตุตามฟ้องซึ่งเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์อยู่ในประเด็นแห่งคดีตามฟ้องโจทก์ที่ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปพร้อมทั้งรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าเดือนละ 1,000 บาท ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่ทำให้คดีมีประเด็นใหม่นอกเหนือจากประเด็นแห่งคดีตามฟ้อง ดังนั้นคดีนี้จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสองชอบแล้วฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความ 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสมลักษณ์ วัฒนารมย์
จำเลย — นายเชย บุญประกอบ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5809/2548
#272131
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า จำเลยไม่เคยเช่าที่ดินโจทก์ แม้จำเลยจะให้การมาด้วยว่า จำเลยปลูกบ้านตามฟ้องอยู่บนที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่คำให้การดังกล่าวเป็นการปฏิเสธนิติสัมพันธ์และนิติเหตุตามฟ้อง ซึ่งเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์อยู่ในประเด็นแห่งคดีตามฟ้องโจทก์ที่ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปพร้อมทั้งรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าเดือนละ 1,000 บาท ข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวไม่ทำให้คดีมีประเด็นใหม่นอกเหนือจากประเด็นแห่งคดีตามฟ้อง ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1290, 9304 และ 9305 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร จำเลยทั้งสองเช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อใช้ปลูกบ้านเป็นที่อยู่อาศัย โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองอาศัยอยู่ในที่ดินอีกต่อไปจึงบอกเลิกการเช่าแล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองออกจากที่ดินโจทก์ โดยรื้อถอนบ้านพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดดังกล่าว และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านตามฟ้องบนที่ดินสาธารณประโยชน์ จำเลยทั้งสองไม่เคยเช่าที่ดินโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณานางบุญส่ง บุญประกอบ จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายนางศรีอรุณ ชวนเกษม ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1290, 9304 และ 9305 ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้าน พร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 700 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสองโดยวินิจฉัยว่า อุทธรณ์จำเลยทั้งสองเป็นการอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้มิได้พิพาทกันเรื่องเช่า แต่พิพาทกันเรื่องที่ดินที่ปลูกสร้างบ้านว่าเป็นที่ดินมีโฉนดหรือเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่อาจถือได้ว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท อันจะต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงมีปัญหาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า จำเลยไม่เคยเช่าที่ดินโจทก์ แม้จำเลยทั้งสองจะให้การมาด้วยว่าจำเลยทั้งสองปลูกบ้านตามฟ้องอยู่บนที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่คำให้การจำเลยดังกล่าวเป็นการปฏิเสธนิติสัมพันธ์และนิติเหตุตามฟ้องซึ่งเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์อยู่ในประเด็นแห่งคดีตามฟ้องโจทก์ที่ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปพร้อมทั้งรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าเดือนละ 1,000 บาท ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่ทำให้คดีมีประเด็นใหม่นอกเหนือจากประเด็นแห่งคดีตามฟ้อง ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท ซึ่งห้ามมิให้คู่คามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสมลักษณ์ วัฒนารมย์
จำเลย — นายเชย บุญประกอบ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5782/2548
#266492
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 นั้น ไม่จำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรง หากมีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายก็มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ ผู้ร้องเป็นบุตรของ ช. ส่วน ช. เป็นบุตรของผู้ตาย ช. จึงเป็นทายาทมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกของผู้ตายย่อมตกทอดได้แก่ทายาทของผู้ตายรวมทั้ง ช. เมื่อ ช. ก็ถึงแก่ความตาย สิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายในส่วนที่ตกได้แก่ ช. จึงเป็นมรดกของ ช. ที่ตกได้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของ ช. ผู้ร้องจึงมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เป็นมรดกของผู้ตายด้วยถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุม ผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการของนายชุม ผู้ตาย หรือไม่ เห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1713 นั้น ไม่จำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรง หากมีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายก็มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ ข้อเท็จจริงในทางไต่สวนได้ความว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายชีพ ส่วนนายชีพเป็นบุตรของผู้ตาย นายชีพจึงเป็นทายาทมีสิทธิได้รับมรดกของนายชุม เมื่อนายชุมถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกของนายชุมคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 274 ย่อมตกทอดได้แก่ทายาทของนายชุมรวมทั้งนายชีพ แต่ทรัพย์มรดกดังกล่าวยังไม่ได้แบ่งปัน นายชีพก็ถึงแก่ความตายเสียก่อน สิทธิในทรัพย์มรดกของนายชุมในส่วนที่ตกได้แก่นายชีพจึงเป็นมรดกของนายชีพที่ตกได้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของนายชีพ ผู้ร้องจึงมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เป็นมรดกของนายชุมด้วยตามส่วน ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุมได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องมิได้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก จึงเห็นสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้

พิพากษากลับ ให้ตั้งสิบตำรวจเอกพิเชษฐ์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายชุม ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — สิบตำรวจเอกพิเชษฐ์ นิลรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายชลอ ยศสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5779/2548
#268169
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์และจำเลยตกลงเห็นชอบร่วมกันให้ถือเอาถ้อยคำพยานโจทก์ที่เบิกความไว้ในคดีอื่นมาเป็นถ้อยคำพยานโจทก์ในคดีนี้ย่อมมีผลบังคับและศาลย่อมนำถ้อยคำพยานโจทก์ดังกล่าวมาวินิจฉัยได้ ไม่เป็นการผิดกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมิใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่จำเลยจะขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วที่จำเลยทำปิดกั้นที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์อีก จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยแถลงร่วมกันขอถือเอาคำให้การของพยานโจทก์ทุกปากในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3309/2543 ของศาลชั้นต้นซึ่งศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำให้การพยานโจทก์ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและมีคำสั่งให้งดสืบพยานเฉพาะตัวจำเลยที่อ้างตนเองเป็นพยานแล้วทนายจำเลยแถลงไม่สืบพยานจำเลยที่เหลือ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2545 ให้จำเลยรื้อถอนรั้วเหล็กและสังกะสีที่ทำปิดกั้นออกจากที่ดินของโจทก์และทำที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ คดีถึงที่สุดโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ วันที่ 18 ธันวาคม 2545 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยมิได้ขาดนัดยื่นคำให้การและมิใช่กรณีที่จำเลยแพ้คดีเนื่องจากขาดนัดพิจารณา จำเลยไม่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ปัญหาตามคำร้องดังกล่าวยุติไปแล้ว

ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2545 จำเลยยื่นคำร้องว่า การที่ศาลสั่งให้นำถ้อยคำของพยานโจทก์ทุกปากในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3309/2543 ของศาลชั้นต้น ที่ผูกรวมกับสำนวนคดีนี้มาเป็นคำให้การพยานโจทก์ในคดีนี้เป็นการคลาดเคลื่อนต่อกฎหมายเพราะเป็นถ้อยคำพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งจำเลยยังไม่มีฐานะเป็นจำเลย ทั้งศาลก็พิพากษายกฟ้อง การที่ศาลนำถ้อยคำพยานโจทก์ในคดีดังกล่าวมาวินิจฉัยแล้วพิพากษาให้โจทก์ (ที่ถูกจำเลย) แพ้คดี เป็นการวินิจฉัยคดีไปโดยผิดหลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 หน้าที่นำสืบในคดีนี้ตกแก่โจทก์เมื่อโจทก์ไม่นำพยานมาสืบ โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คู่ความแถลงร่วมกันโดยสมัครใจที่จะถือคำให้การพยานโจทก์ในคดีที่ผูกรวมเป็นคำให้การพยานโจทก์ในคดีนี้ ส่วนจำเลยก็ถือเอาคำซักค้านเช่นเดียวกัน ทั้งไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังถ้อยคำพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้อง การดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งหมดจึงมิใช่เป็นการผิดหลงหรือผิดระเบียบ ไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องของจำเลยเนื่องจากเป็นคำร้องที่ยื่นภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วนั้น ชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาทำนองว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ต้องถือว่าจำเลยได้ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นคำร้อง จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง บัญญัติว่า "ข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวได้ไม่ว่าในเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นๆ" ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์และทนายจำเลยแถลงร่วมกันขอถือเอาคำให้การพยานโจทก์ทุกปากในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3309/2543 ของศาลชั้นต้นมาเป็นคำให้การพยานโจทก์ในคดีนี้เนื่องจากมีรายละเอียดการนำสืบและการซักค้านพยานเป็นเช่นเดียวกัน ศาลชั้นต้นอนุญาต และทนายจำเลยขอให้ศาลนัดสืบพยานต่อไป แต่ขอเลื่อนคดีในนัดต่อมาจนในที่สุดคดีเสร็จการพิจารณาโดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานปากตัวจำเลยและทนายจำเลยแถลงหมดพยาน ดังนี้ จำเลยย่อมทราบกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าเป็นการผิดระเบียบดีอยู่แล้ว การที่จำเลยมิได้คัดค้านแต่กลับดำเนินกระบวนพิจารณานับแต่นั้นต่อมาจนคดีเสร็จการพิจารณา จึงเท่ากับว่าจำเลยได้ให้สัตยาบันแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าเป็นการผิดระเบียบนั้นแล้ว จำเลยจะยกขึ้นคัดค้านอีกไม่ได้ ในประการสำคัญศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยตกลงเห็นชอบร่วมกันให้ถือเอาถ้อยคำพยานโจทก์ที่เบิกความไว้ในคดีอื่นมาเป็นถ้อยคำพยานโจทก์ในคดีนี้นั้น ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลบังคับและศาลย่อมนำถ้อยคำพยานโจทก์ดังกล่าวมาวินิจฉัยได้ ไม่เป็นการผิดกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมิใช่กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบที่จำเลยจะขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวันเพ็ญ กรึกพุดซา
จำเลย — นายสาคร แนมพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5777/2548
#266328
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จำเลยที่ 1 มีความจำนงจะขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จำเลยที่ 1 จะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอฟ้องฎีกาอย่างคนอนาถามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง จะขอมาในคำฟ้องฎีกาไม่ได้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอดังกล่าว คำขอของจำเลยที่ 1 ที่ขอมาในคำฟ้องฎีกาจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,614,395.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 14,601,102.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2544

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยครั้งหลังสุดอนุญาตถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2544 ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 ยากจนและตกงานเนื่องจากเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินการคลังของประเทศ ทำให้จำเลยไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากประมาณ 400,000 บาท ได้ทันเวลาที่ศาลกำหนด จำเลยที่ 1 คาดหวังจะหยิบยืมจากญาติสนิทมิตรสหายเพื่อนำมาชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้ได้ จึงขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2544

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า กรณีที่จำเลยที่ 1 มีความจำนงจะขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จำเลยที่ 1 จะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอฟ้องฎีกาอย่างคนอนาถามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง จะขอมาในคำฟ้องฎีกาหาได้ไม่ คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำร้องขอฟ้องฎีกาอย่างคนอนาถามาพร้อมกับคำฟ้องฎีกา คำขอของจำเลยที่ 1 ที่ขอมาในคำฟ้องฎีกาจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 แต่มิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดชั้นฎีกาให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่ศาลสั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายปริญญา ฐิติวร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5773/2548
#272281
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 นั้นมีผลเป็นการเฉพาะตัวแก่จำเลยที่ 1 ในอันที่จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/12 หาได้มีผลต่อบุคคลอื่นซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้ที่มีการขอให้ฟื้นฟูกิจการด้วยไม่ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ให้ศาลต้องงดการบังคับคดีนั้นไว้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/12 (5) ก็ตาม ก็มีผลแต่เฉพาะให้งดการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่มีการขอให้ฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ไม่มีผลถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและต้องร่วมรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อาจยกเหตุเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวขึ้นมาอ้างให้ศาลชั้นต้นงดการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้เพื่อรอฟังผลในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 21,944,164.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 20,000,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 ธันวาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด โจทก์ขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 68130, 68131, 68132 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 365 ของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2544 กรณีจึงต้องงดการพิจารณาคดีและงดการบังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) (5) และมีผลถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นคู่ความร่วมด้วย ขอให้มีคำสั่งงดการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลชั้นต้นให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ว่า การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้ต้องงดการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้ก่อนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (5) นั้น เห็นว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 นั้นมีผลเป็นการเฉพาะตัวแก่จำเลยที่ 1 ในอันที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 หาได้มีผลต่อบุคคลอื่นซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้ที่มีการขอให้ฟื้นฟูกิจการด้วยไม่ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ให้ศาลต้องงดการบังคับคดีนั้นไว้ตามที่บัญญัติไว้ใน (5) ของมาตรา 90/12 ก็ตาม ก็มีผลแต่เฉพาะให้งดการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่มีการขอให้ฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ไม่มีผลถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 แม้เป็นผู้ค้ำประกันซึ่งต้องร่วมรับผิดในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ จึงไม่อาจยกเอาเหตุเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวขึ้นมาอ้างให้ศาลชั้นต้นงดการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้เพื่อรอฟังผลในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ยกเหตุผลอื่นขึ้นกล่าวอ้างนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี. กระจกนิรภัย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2548
#113366
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า พบรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะที่ ช. ใช้เดินทาง กรณีจึงมิใช่ยานพาหนะที่ ช. เดินทางสูญหาย อันจะเข้าหลักเกณฑ์ระยะเวลา 2 ปี ที่จะร้องขอให้ ช. เป็นคนสาบสูญ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 61 วรรคสอง แต่เป็นกรณีที่จะต้องใช้หลักเกณฑ์ระยะเวลา 5 ปี ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชอบ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2543 นายชอบได้ออกจากบ้านโดยขับรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน บท - 2995 สุพรรณบุรี เป็นยานพาหนะเพื่อไปทำธุระ หลังจากนั้นทั้งนายชอบและรถยนต์อันเป็นยานพาหนะที่นายชอบขับได้สูญหายไป ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2543 ผู้ร้องได้ฟังข่าวทางวิทยุว่ามีผู้พบศพชายถูกเผา ผู้ร้องกับญาติของนายชอบจึงไปดูศพชายดังกล่าว ผลการตรวจไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้ว่าผู้ตายเป็นใคร พนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นงดสอบสวนและเจ้าหน้าที่ไม่ยืนยันว่าผู้ตายคือนายชอบ ทั้งไม่ยอมออกมรณบัตรให้ จนถึงบัดนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว นายชอบก็ยังไม่กลับมาบ้าน ส่วนรถยนต์ที่นายชอบขับ ภายหลังพนักงานบริษัทพบรถยนต์กระบะที่นายชอบเช่าซื้อไปจอดอยู่ที่ด่านทางออกไปสหภาพพม่า จึงยึดรถกลับคืนมา โดยไม่พบนายชอบเป็นผู้ขับ แต่พบผู้อื่นเป็นชายไม่ทราบชื่อแจ้งว่านายชอบให้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไป ผู้ร้องกับญาติเข้าใจว่านายชอบถูกฆ่าแล้วนำศพไปเผา ก่อนที่นายชอบจะหายไป นายชอบทำงานเป็นลูกจ้างประจำ สังกัดแขวงการทางสุพรรณบุรีที่ 2 สำนักทางหลวงที่ 10 กรมทางหลวง เมื่อนายชอบหายไป ผู้บังคับบัญชาของนายชอบทำการสืบสวนแล้ว เห็นว่า นายชอบขาดราชการเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีคำสั่งลงโทษให้ไล่นายชอบออกจากราชการ การที่นายชอบถูกไล่ออกทำให้นายชอบไม่ได้รับบำเหน็จจากทางราชการ ซึ่งผู้ร้องมีส่วนได้เสียในเงินบำเหน็จดังกล่าว ผู้ร้องจึงมีความจำเป็นต้องมายื่นคำร้อง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่านายชอบเป็นคนสาบสูญและนำคำสั่งศาลไปแจ้งต่อกระทรวงคมนาคมให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งไล่นายชอบออกจากราชการต่อไป

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขอแล้วมีคำสั่งว่า ตามคำร้องขอนายชอบออกไปจากภูมิลำเนานับถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอยังไม่ครบ 5 ปี ตามกฎหมายและกรณีไม่เข้าข้อยกเว้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 61 จึงไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำร้องขอของผู้ร้องว่านายชอบได้เดินทางออกจากบ้านโดยใช้รถยนต์กระบะ แล้วนายชอบและรถยนต์ดังกล่าวสูญหายไป ภายหลังพนักงานของบริษัทพบรถยนต์ที่นายชอบเช่าซื้อไปจอดอยู่ที่ด่านทางออกไปสหภาพพม่าจึงยึดรถยนต์กลับคืนมา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าพบรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะที่นายชอบใช้เดินทาง กรณีจึงมิใช่ยานพาหนะที่นายชอบเดินทางสูญหาย อันจะเข้าหลักเกณฑ์ระยะเวลา 2 ปี ที่จะร้องขอให้นายชอบเป็นคนสาบสูญตาม ป.พ.พ. มาตรา 61 วรรคสอง แต่เป็นกรณีที่จะต้องใช้หลักเกณฑ์ระยะเวลา 5 ปี ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้อง แต่ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มิได้แก้ไข ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 61
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางนวลจันทร์ เรืองขจร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นางสาวศรินยา เหลืองวรารัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย จันทร์วิรัช
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2548
#268380
เปิดฉบับเต็ม

ช. เดินทางออกจากบ้านโดยใช้รถยนต์กระบะ แล้วสูญหายไป ภายหลังพนักงานของบริษัทพบรถยนต์กระบะที่ ช. เช่าซื้อไปจอดอยู่ที่ด่านทางออกไปสหภาพพม่าจึงยึดรถยนต์กลับคืนมา การที่พบรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะที่ใช้เดินทาง จึงมิใช่ยานพาหนะที่ ช. เดินทางสูญหาย อันจะเข้าหลักเกณฑ์ระยะเวลา 2 ปี ที่จะต้องขอให้เป็นคนสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 วรรคสอง แต่เป็นกรณีที่จะต้องใช้หลักเกณฑ์ระยะเวลา 5 ปี ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชอบ เรืองขจร เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2543 นายชอบได้ออกจากบ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 9 ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โดยขับรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน บท-2995 สุพรรณบุรี เป็นยานพาหนะเพื่อไปทำธุระ หลังจากนั้นทั้งนายชอบและรถยนต์อันเป็นพาหนะที่นายชอบขับได้สูญหายไปต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2543 ผู้ร้องได้ฟังข่าวทางวิทยุว่ามีผู้พบศพถูกเผาอยู่ที่ตำบลหนองรี อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ร้องกับญาติของนายชอบจึงไปดูศพชายดังกล่าว ผู้ร้องจำใบหน้าและเท้าของนายชอบได้และยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ว่าเป็นศพของนายชอบ เจ้าหน้าได้นำศพดังกล่าวไปตรวจสอบที่สถานบันนิติเวชผลการตรวจไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ตายเป็นใคร เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนก็ไม่ทราบว่าผู้ตายและผู้กระทำความผิดเป็นใคร พนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นงดสอบสวนและเจ้าหน้าที่ไม่ยืนยันว่าผู้ตายคือนายชอบ ทั้งไม่ยอมออกมรณบัตรให้จนถึงบัดนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลา 2 ปี แล้ว นายชอบก็ยังไม่กลับมาบ้าน ส่วนรถยนต์ที่นายชอบขับ ภายหลังพนักงานบริษัทพบรถยนต์กระบะที่นายชอบเช่าซื้อไปจอดอยู่ที่ด่านทางออกไปสหภาพพม่าจึงยึดรถกลับคืนมา โดยไม่พบนายชอบเป็นผู้ขับ แต่พบผู้อื่นเป็นชายไม่ทราบชื่อแจ้งว่านายชอบให้ขับรถคันดังกล่าวไป ผู้ร้องกับญาติเข้าใจว่านายชอบถูกฆ่าแล้วนำศพไปเผา ก่อนที่นายชอบจะหายไป นายชอบทำงานเป็นลูกจ้างประจำ สังกัดแขวงการทางสุพรรณบุรีที่ 2 สำนักทางหลวงที่ 10 กรมทางหลวง เมื่อนายชอบหายไป ผู้บังคับบัญชาของนายชอบทำการสืบสวนแล้ว เห็นว่า นายชอบขาดราชการเกิน 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการผิดวินินัยอย่างร้ายแรง จึงมีคำสั่งลงโทษให้ไล่นายชอบออกจากราชการนางงาม เรืองขจร มารดาของนายชอบได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว การที่นายชอบถูกไล่ออกทำให้นายชอบไม่ได้รับบำเหน็จจากทางราชการ ซึ่งผู้ร้องมีส่วนได้เสียในเงินบำเหน็จดังกล่าว ผู้ร้องจึงมีความจำเป็นต้องมายื่นคำร้อง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่านายชอบเป็นคนสาบสูญและนำคำสั่งศาลไปแจ้งต่อกระทรวงคมนาคมให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งไล่นายชอบออกจากราชการต่อไป

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขอแล้วมีคำสั่งว่า ตามคำร้องขอนายชอบออกไปจากภูมิลำเนานับถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอยังไม่ครบ 5 ปี ตามกฎหมายและกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 จึงไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่นายชอบ เรืองขจร ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลา 2 ปีเศษ ตามคำร้องขอ เข้าหลักเกณฑ์ที่จะขอให้ศาลสั่งเป็นบุคคลสาบสูญหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติตามคำร้องขอของผู้ร้องว่านายชอบได้เดินทางออกจากบ้านโดยใช้รถยนต์กระบะ แล้วนายชอบและรถยนต์ดังกล่าวสูญหายไป ภายหลังพนักงานของบริษัทพบรถยนต์กระบะที่นายชอบเช่าซื้อไปจอดที่ด่านทางออกไปสหภาพพม่าจึงยึดรถยนต์กลับคืนมา เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าพบรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะที่นายชอบให้เดินทาง กรณีจึงมิใช่ยานพาหนะที่นายชอบเดินทางสูญหาย อันจะเข้าหลักเกณฑ์ระยะเวลา 2 ปี ที่จะร้องขอให้นายชอบเป็นคนสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 ววรคสอง แต่เป็นกรณีที่จะต้องใช้หลักเกณฑ์ระยะเวลา 5 ปี ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้อง แต่ไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็มิได้แก้ไข ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 61
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางนวลจันทร์ เรืองขจร
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5770/2548
#271784
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า พบรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะที่ ช. ใช้เดินทางกรณีจึงมิใช่ยานพาหนะที่ ช. เดินทางสูญหาย อันจะเข้าหลักเกณฑ์ระยะเวลา 2 ปี ที่จะร้องขอให้ ช. เป็นคนสาบสูญตาม ป.พ.พ. มาตรา 61 วรรคสอง แต่เป็นกรณีที่จะต้องใช้หลักเกณฑ์ระยะเวลา 5 ปี ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชอบ เรืองขจร เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2543 นายชอบได้ออกจากบ้านที่อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โดยขับรถยนต์กระบะคันหมายเลขทะเบียน บท - 2995 สุพรรณบุรี เป็นยานพาหนะเพื่อไปทำธุระ หลังจากนั้นทั้งนายชอบและรถยนต์อันเป็นยานพาหนะที่นายชอบขับได้สูญหายไป ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2543 ผู้ร้องได้ฟังข่าวทางวิทยุว่ามีผู้พบศพชายถูกเผาอยู่ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ร้องกับญาติของนายชอบจึงไปดูศพชายดังกล่าว และยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ว่าเป็นศพของนายชอบเจ้าหน้าที่ได้นำศพดังกล่าวไปตรวจที่สถาบันนิติเวช ผลการตรวจไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้ว่าผู้ตายเป็นใคร เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนสอบสวนแล้วก็ไม่ทราบว่าผู้ตายและผู้กระทำความผิดเป็นใคร พนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นงดสอบสวนและเจ้าหน้าที่ไม่ยืนยันว่าผู้ตายคือนายชอบ ทั้งไม่ยอมออกมรณบัตรให้ จนถึงบัดนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว นายชอบก็ยังไม่กลับมาบ้าน ส่วนรถยนต์ที่นายชอบขับภายหลังพนักงานบริษัทพบรถยนต์กระบะที่นายชอบเช่าซื้อไปจอดอยู่ที่ด่านทางออกไปสหภาพพม่า จึงยึดรถกลับคืนมา โดยไม่พบนายชอบ ผู้ร้องกับญาติเข้าใจว่านายชอบถูกฆ่าแล้วนำศพไปเผา ก่อนที่นายชอบจะหายไป นายชอบทำงานเป็นลูกจ้างประจำสังกัดแขวงการทางสุพรรณบุรีที่ 2 เมื่อนายชอบหายไป ผู้บังคับบัญชาของนายชอบทำการสืบสวนแล้ว เห็นว่า นายชอบขาดราชการเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควรอันเป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีคำสั่งลงโทษให้ไล่นายชอบออกจากราชการทำให้นายชอบไม่ได้รับบำเหน็จจากทางราชการ ซึ่งผู้ร้องมีส่วนได้เสียในเงินบำเหน็จดังกล่าว ผู้ร้องจึงมีความจำเป็นต้องมายื่นคำร้อง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งว่านายชอบเป็นคนสาบสูญและนำคำสั่งศาลไปแจ้งต่อกระทรวงคมนาคมให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งไล่นายชอบออกจากราชการต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องขอนายชอบออกไปจากภูมิลำเนานับถึงวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอยังไม่ครบ 5 ปี ตามกฎหมายและกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 จึงไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่นายชอบ เรืองขจร ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลา 2 ปีเศษ ตามคำร้องขอ เข้าหลักเกณฑ์ที่จะขอให้ศาลสั่งเป็นบุคคลสาบสูญหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำร้องขอของผู้ร้องว่านายชอบได้เดินทางออกจากบ้านโดยใช้รถยนต์กระบะ แล้วนายชอบและรถยนต์ดังกล่าวสูญหายไป ภายหลังพนักงานของบริษัทพบรถยนต์กระบะที่นายชอบเช่าซื้อไปจอดอยู่ที่ด่านทางออกไปสหภาพพม่า จึงยึดรถยนต์กลับคืนมา เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าพบรถยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะที่นายชอบใช้เดินทาง กรณีจึงมิใช่ยานพาหนะที่นายชอบเดินทางสูญหาย อันจะเข้าหลักเกณฑ์ระยะเวลา 2 ปี ที่จะร้องขอให้นายชอบเป็นคนสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 วรรคสอง แต่เป็นกรณีที่จะต้องใช้หลักเกณฑ์ระยะเวลา 5 ปี ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 61
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางนวลจันทร์ เรืองขจร
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ