คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5757/2548
#268208
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้จำนวน 69,956.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 54,596.43 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์จากสารบบความ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์อุทธรณ์โดยขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ฎีกาว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ไม่จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลชั้นต้น อันจะเป็นการทิ้งฟ้อง ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้จะเป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ใช่ปัญหาในประเด็นที่พิพาทตามคำฟ้อง คำให้การ ฟ้องแย้ง และคำให้การแก้ฟ้องแย้งก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงิน 69,956.72 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ เมื่อไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาตัวแทนนายหน้าจำนวนเงิน 69,956.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 54,596.43 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 148,948 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ของต้นเงิน 123,735 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อการดังกล่าวโดยทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ให้จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยจึงตกไปด้วย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญาตัวแทนและนายหน้า จำนวนเงิน 69,956.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 54,596.43 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกเสียจากสารบบความ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์อุทธรณ์โดยขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ฎีกายกเหตุอ้างพอสรุปได้ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ไม่จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลชั้นต้น อันจะเป็นการทิ้งฟ้อง ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้จะเป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ใช่ปัญหาในประเด็นที่พิพาทตามคำฟ้อง คำให้การ ฟ้องแย้ง และคำให้การแก้ฟ้องแย้ง แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลชั้นต้นก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงิน 69,956.72 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ เมื่อไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์มาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอส ซี เอฟ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิสิษฐ์ ปุณยธร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5757/2548
#272268
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ฎีกาคัดค้านคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ อ้างเหตุว่าไม่จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลชั้นต้นอันจะเป็นการทิ้งฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง แม้จะเป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ใช่ปัญหาในประเด็นที่พิพากษาตามคำฟ้อง คำให้การ ฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้ง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามตามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาตัวแทนนายหน้าจำนวนเงิน 69,956.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 54,596.43 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 148,948 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ของต้นเงิน 123,735 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดเพื่อการดังกล่าวโดยทราบคำสั่งโดยชอบแล้ว ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ให้จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยจึงตกไปด้วย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญาตัวแทนและนายหน้าจำนวนเงิน 69,956.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 54,596.43 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกเสียจากสารบบความ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์อุทธรณ์โดยขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าพนักงานของโจทก์ไม่จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลชั้นต้นอันจะเป็นการทิ้งฟ้องซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้จะเป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นไม่ใช่ปัญหาในประเด็นที่พิพาทตามคำฟ้อง คำให้การ ฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้ง แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลชั้นต้น ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงิน 69,956.72 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ เมื่อไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์มาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอส ซี เอฟ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิสิษฐ์ ปุณยธร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5754/2548
#272266
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องค่าบริการเช่าบำรุงรักษาอุปกรณ์อันเป็นสังหาริมทรัพย์อยู่ในบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6) มีอายุความ 2 ปี ซึ่งจะครบกำหนดอายุความในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 ปรากฏว่าลูกหนี้ถูกสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการและอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ ปรส. เจ้าหนี้จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อ ปรส. เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2542 ถือได้ว่าเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลอย่างเดียวกับการฟ้องคดี ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (5) โดยที่เป็นเพียงการกระทำอื่นใดมิใช่เป็นการฟ้องคดี สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงยังไม่ยุติถึงที่สุด เมื่อได้ความว่า ปรส. มีคำสั่งไม่พิจารณาให้เจ้าหนี้ได้รับการเฉลี่ยเงินคืนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ และได้ปฏิเสธคำอุทธรณ์ของเจ้าหนี้เป็นที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 ซึ่งอายุความได้ครบกำหนดไปแล้ว เจ้าหนี้จึงต้องอยู่ในบังคับให้ใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่กระบวนพิจารณาของ ปรส. สิ้นสุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง ประกอบมาตรา 193/18 การที่เจ้าหนี้มิได้ฟ้องคดีและยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 14 มีนาคม 2545 สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ดังกล่าวจึงขาดอายุความ และเมื่อสิทธิเรียกร้องดังกล่าวอันเป็นมูลหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีสัญญาเลิกกันก่อนกำหนดตามที่ได้กำหนดไว้อันเป็นส่วนอุปกรณ์จึงขาดอายุความไปด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/26 เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเจ้าหนี้รายที่ 23 และผู้ชำระบัญชีของลูกหนี้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ควรมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "สัญญาให้บริการตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเจ้าหนี้ผู้รับจ้างตกลงทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ลูกหนี้ผู้ว่าจ้าง โดยลูกหนี้ตกลงเช่าใช้อุปกรณ์ของเจ้าหนี้ที่ติดตั้งให้ และตกลงรับบริการให้เจ้าหนี้ดูแลรักษาซ่อมแซมอุปกรณ์เป็นเวลา 36 เดือน ในอัตราค่าบริการเดือนละ 2,500 บาท แล้วลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าบริการ เจ้าหนี้จึงขอรับชำระหนี้ค่าบริการเช่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ของเดือนมกราคม 2541 เป็นเงิน 2,675 บาท ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการเรียกร้องขอรับชำระหนี้ค่าบริการเช่าอุปกรณ์อันเป็นสังหาริมทรัพย์เท่านั้น กรณีอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (6) ที่ผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์เรียกเอาค่าเช่า มีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าหนี้ได้ติดตามทวงถามและบอกเลิกสัญญาในวันที่ 31 มกราคม 2541 สัญญาจึงเลิกกันไปตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นวันที่เจ้าหนี้อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ ซึ่งจะครบกำหนดอายุความในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 ต่อมาลูกหนี้ถูกสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการและอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เจ้าหนี้จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในมูลหนี้ค่าบริการเช่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ค้างชำระเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2542 กรณีถือได้ว่าเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) และโดยที่เป็นเพียงการกระทำอื่นใดมิใช่การฟ้องคดี สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้นั้นจะมีอยู่เพียงใดหรือไม่จึงยังไม่ยุติถึงที่สุด ต้องผ่านกระบวนการพิจารณานั้นๆ ให้สิ้นสุดเสียก่อน ในกรณีที่เจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) หากคดีนั้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องหรือคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้อง กฎหมายให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง สำหรับการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินของเจ้าหนี้นั้น ได้ความว่าองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมีคำสั่งไม่พิจารณาให้เจ้าหนี้ได้รับการเฉลี่ยเงินคืนจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ และได้ปฏิเสธคำอุทธรณ์ของเจ้าหนี้เป็นที่สิ้นสุดแล้วเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 แต่โดยที่มิใช่การฟ้องคดี จึงสมควรอนุโลมให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/18 ถือเป็นกรณีที่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินปฏิเสธคำขอรับชำระหนี้โดยไม่ตัดสิทธิเจ้าหนี้ที่จะฟ้องคดีอันเป็นคุณแก่เจ้าหนี้ผู้เสียสิทธินั้นเพราะปรากฏว่าระหว่างกระบวนการพิจารณาขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินอายุความได้ครบกำหนดไปแล้ว แต่เจ้าหนี้ต้องอยู่ในบังคับให้ใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่กระบวนการพิจารณาขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินสิ้นสุด การที่เจ้าหนี้มิได้ฟ้องคดีและยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 14 มีนาคม 2545 จึงพ้นเวลา 60 วัน นับแต่วันที่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินมีคำสั่งปฏิเสธอุทธรณ์ของเจ้าหนี้แล้ว มูลหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จึงขาดอายุความ สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ที่ขาดอายุความนี้เป็นค่าบริการเช่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่ผิดนัดค้างชำระเป็นเหตุให้เจ้าหนี้บอกเลิกสัญญา ส่วนที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีสัญญาเลิกกันก่อนกำหนดได้ตามที่กำหนดไว้ให้ลูกหนี้รับผิดชำระค่าบริการเช่าบำรุงรักษาอุปกรณ์จนถึงวันครบกำหนดตามสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 เป็นเงิน 38,583.33 บาท ค่าเสียหายจำนวนนี้จึงเป็นสิทธิเรียกร้องในส่วนที่เป็นอุปกรณ์ เมื่อสิทธิเรียกร้องค่าบริการเช่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่ผิดนัดค้างชำระอันเป็นมูลหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเป็นส่วนอุปกรณ์จึงขาดอายุความไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/26 เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลกับคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง อุทธรณ์เจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/17 ม. 193/18 ม. 193/26 ม. 193/34
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 107 (1)
ชื่อคู่ความ
นายสมบูรณ์ อารักษ์มงคล ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มชาชน)
ลูกหนี้ — ล้มละลาย
เจ้าหนี้ — บริษัทสามารถคอมมิวนิเคชั่นเซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5738 -ที่ 5742/2548
#271764
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้รับค่าอาหารเดือนละ 600 บาท ซึ่งจ่ายเท่ากันเป็นประจำทุกเดือนนอกเหนือจากเงินเดือน ค่าอาหารจึงเป็นค่าจ้าง ส่วนค่าบริการเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บจากลูกค้าที่มาใช้บริการในอัตราร้อยละ 10 จำเลยที่ 1 หักเป็นเงินสวัสดิการพนักงานไว้ร้อยละ 22 ส่วนที่เหลือนำมาแบ่งให้พนักงาน เงินค่าบริการจึงเป็นเงินของลูกค้าที่มาใช้บริการ ไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายตอบแทนการทำงานของพนักงานผู้เป็นลูกจ้าง แม้จำเลยที่ 1 จะหักเงินค่าบริการไว้ร้อยละ 22 เป็นสวัสดิการพนักงานก็ไม่ทำให้เงินค่าบริการกลายเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายตอบแทนการทำงานของพนักงาน เงินค่าบริการจึงไม่ใช่ค่าจ้าง นำมาเป็นฐานคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ได้ ดังนั้น ค่าจ้างของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงเท่ากับเงินเดือนที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมา ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยรวมเงินค่าบริการเข้ากับเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 โดยโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ระบุว่ามีเงินค่าบริการไว้ในคำฟ้อง เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับ จึงต้องบังคับตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ติดต่อกันครบ 3 ปีขึ้นไป จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน โจทก์ที่ 2 ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 46 (3) (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกนายชวนิช สิริสิงหล ว่าโจทก์ที่ 1 นายอภิสิทธิ์ จันทสิงห์ ว่าโจทก์ที่ 2 นายวรวิทย์ พัทธรัตน์ ว่าโจทก์ที่ 3 และเรียกบริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) ว่าจำเลยที่ 1 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้วว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 3 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโดยโจทก์ทั้งสามไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 3 โดยไม่มีความผิดแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินสมทบ ส่วนของนายจ้างให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชย 819,900 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน เป็นเงิน 81,190 บาท (ที่ถูก 81,990 บาท) แก่โจทก์ที่ 1 ชำระค่าชดเชย 12,600 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน เป็นเงิน 12,600 บาท และคืนเงินค้ำประกันการทำงาน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 2 ชำระค่าชดเชย 276,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน เป็นเงิน 27,600 บาท แก่โจทก์ที่ 3 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนของนายจ้างแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,251,084 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 183,427 บาท

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งให้โจทก์ทั้งสามชำระค่าเสียหายจำนวน 102,597 บาท 10,900 บาท และ 18,995 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่จำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 สำหรับโจทก์ที่ 2 ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 901,090 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 35,200 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 248,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2541 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,251,084 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2541 อันเป็นวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 3 จำนวน 183,427 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2541 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเงินค่าบริการเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บจากลูกค้าที่มาใช้บริการในอัตราร้อยละ 10 จำเลยที่ 1 หักเป็นเงินสวัสดิการพนักงานไว้ร้อยละ 22 ส่วนที่เหลือนำมาแบ่งให้พนักงาน เงินค่าบริการจึงเป็นเงินของลูกค้าที่มาใช้บริการ ไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายตอบแทนการทำงานของพนักงานผู้เป็นลูกจ้าง แม้จำเลยที่ 1 จะหักเงินค่าบริการไว้ร้อยละ 22 เป็นสวัสดิการพนักงานก็ไม่ทำให้เงินค่าบริการกลายเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายตอบแทนการทำงานของพนักงาน เงินค่าบริการจึงไม่ใช่ค่าจ้าง นำมาเป็นฐานคำนวณค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ได้ ดังนั้น ค่าจ้างของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงเท่ากับเงินเดือนที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาคือ 78,000 บาท และ 24,000 บาท ตามลำดับ ส่วนโจทก์ที่ 2 นอกจากได้รับเงินเดือนเดือนละ 8,000 บาท ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาแล้ว ยังปรากฏตามคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 ได้รับค่าอาหารเดือนละ 600 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับตามคำฟ้องข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำฟ้องคำให้การว่าโจทก์ที่ 2 ได้รับค่าอาหารเดือนละ 600 บาท ซึ่งเป็นการจ่ายประจำทุกเดือน และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเป็นการจ่ายค่าอาหารตามที่โจทก์ที่ 2 ได้จ่ายจริง ค่าอาหารจึงเป็นค่าจ้าง ดังนั้น โจทก์ที่ 2 จึงได้รับค่าจ้างเดือนละ 8,600 บาท ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยรวมเงินค่าบริการเข้ากับเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 โดยโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ระบุว่ามีเงินค่าบริการไว้ในคำฟ้องเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง

มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายว่าจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 หรือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เห็นว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541 และจำเลยทั้งสองให้การว่าได้เลิกจ้างจริงตามคำฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำฟ้องคำให้การว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับ จึงต้องบังคับตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ให้การปฏิเสธวันที่โจทก์ทั้งสามเข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสาม ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามคำฟ้องว่าโจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2526 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 และเมื่อเดือนตุลาคม 2533 ตามลำดับโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ติดต่อกันครบ 3 ปีขึ้นไป จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน โจทก์ที่ 2 ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 46 (3) (1) ตามลำดับ ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงได้รับค่าชดเชยจำนวน 468,000 บาท 8,600 บาท และ 144,000 บาท ตามลำดับ

อนึ่ง เมื่อศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่าโจทก์ทั้งสามได้รับจ้างเดือนละ 78,000 บาท 8,600 บาท และ 24,000 บาท ตามลำดับแล้ว สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่โจทก์ทั้งสามได้รับซึ่งใช้ค่าจ้างเป็นฐานจึงเปลี่ยนแปลงไปจากที่ศาลแรงงานกลางพิพากษา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ามาคนละเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 78,000 บาท 8,600 บาท และ 24,000 บาท ตามลำดับ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชย 468,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 78,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ชำระค่าชดเชย 8,600 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 8,600 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ชำระค่าชดเชย 144,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 24,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2515
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชวนิช สิริสิงหล กับพวก
บริษัทโรงแรมเซ็นทรัล พลาซ่า จำกัด
จำเลย — (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5736/2548
#272236
เปิดฉบับเต็ม

การเลิกจ้างลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 121 และมาตรา 122 ต้องเป็นการเลิกจ้างลูกจ้างเพื่อลดจำนวนลูกจ้างเนื่องจากนำเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร หรือนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ทดแทนการใช้แรงงานของลูกจ้าง คดีนี้จำเลยที่ 1 ได้ปรับปรุงโครงสร้างงานฝ่ายสินเชื่อโดยนำระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์คาร์สมาใช้ทำงานปรับปรุงหน่วยงานและบริการ ระบบโปรแกรมคาร์สเป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในงานฝ่ายสินเชื่อธนาคารจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะ ใช้งานด้านวิเคราะห์ความเสี่ยงสินเชื่อ ทำรายงานสินเชื่อและใช้แทนแรงงานคนได้ เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความสามารถเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลกโดยได้มีการติดตั้งระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์คาร์สเพื่อทดลองใช้บางจุด เนื่องจากจำเลยที่ 1 คิดว่าอาจได้รับมอบหมายจากสำนักงานใหญ่ให้เป็นศูนย์กลางของการวิเคราะห์สินเชื่อ แต่ต่อมาประเทศอินเดียได้รับการพิจารณาเป็นศูนย์กลางของการวิเคราะห์สินเชื่อ จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้นำระบบโปรมแกรมคอมพิวเตอร์คาร์สมาใช้ แต่จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนแปลงจอภาพคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกับระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์คาร์ส ทำให้จำเลยที่ 1 ปรับลดพนักงานสินเชื่อและยุบเลิกฝ่ายสินเชื่อในเดือนมีนาคม 2543 แล้วย้าย ก. หัวหน้าฝ่ายสินเชื่อไปประจำที่ประเทศสิงคโปร์และเลิกจ้างโจทก์ในเดือนธันวาคม 2543 โจทก์จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรเลขานุการ ไม่มีความรู้และประสบการณ์งานด้านการตลาดและสินเชื่อโดยตรง แม้โจทก์จะทำงานในฝ่ายสินเชื่อแต่โจทก์มิได้มีตำแหน่งหน้าที่เป็นพนักงานสินเชื่อที่ต้องรับผิดชอบในส่วนงานสินเชื่อโดยตรง โจทก์มีตำแหน่งเป็นเพียงเลขานุการบริหารของ ก. หัวหน้าฝ่ายสินเชื่อ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นเลขานุการของ ก. เนื่องจาก ก. ได้รับคำสั่งให้ไปประจำที่ประเทศสิงคโปร์ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์มิใช่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรภายในฝ่ายสินเชื่อ อีกทั้งไม่ใช่เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนการทำงานของโจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าชดเชยพิเศษจำนวน 659,148 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันและแทนกันชำระเงินเพิ่มจำนวน 2,669,549.40 บาท และนับต่อจากวันฟ้องทุก 7 วัน ในอัตราร้อยละ 15 ของต้นเงิน 659,148 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัด

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เป็นสาขาหนึ่งของธนาคารดอยซ์ แบงก์ เอจี ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศสหพันธรัฐเยอรมนี เดิมจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อว่า ธนาคารยูโรเปี่ยน เอเซี่ยน แบงก์ ต่อมาปี 2539 เปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารดอยซ์ แบงก์ (เอเชีย) และครั้งสุดท้ายเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารดอยซ์ แบงก์ เอจี สาขากรุงเทพ ประกอบกิจการธนาคารโดยได้จดทะเบียนประกอบการค้าที่กระทรวงพาณิชย์และได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจกิจการนิเทศธนกิจและการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 2 ได้รับมอบอำนาจให้เป็นผู้จัดการสาขาของธนาคารจำเลยที่ 1 มีอำนาจว่าจ้างลูกจ้างและบอกเลิกการจ้าง แต่งตั้งและถอดถอนด้วยดุลพินิจของตนเองตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.4 จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยที่ 1 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2521 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเลขานุการผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสินเชื่อ มีหน้าที่จัดทำเอกสาร รับโทรศัพท์นัดหมายลูกค้าและงานที่ได้รับมอบหมายจากผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป จำเลยที่ 1 ยังได้แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้รับมอบอำนาจระดับบีตามสำเนาเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 62,776 บาท จำเลยที่ 1 กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 ของเดือน จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือบอกเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 อ้างเหตุเพื่อปรับปรุงโครงสร้างแผนกสินเชื่อและแผนกอื่นๆ ตามนโยบายสำนักงานใหญ่ให้มีผลนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไป โดยจำเลยที่ 1 ได้จ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย และจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษอีกจำนวนหนึ่งเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 26 เดือน ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 ได้นำเงินช่วยเหลือพิเศษดังกล่าวหักเงินกู้สวัสดิการที่โจทก์ขอกู้ไปจากจำเลยที่ 1 เพื่อซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้าน จำเลยที่ 1 ยังได้จ่ายเงินสะสมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของโจทก์ และเงินสมทบของจำเลยที่ 1 อีกส่วนหนึ่งให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 ในการเลิกจ้างพนักงาน จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานทุกคนที่ถูกเลิกจ้าง โดยคิดคำนวณอัตรา 1.25 คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน คูณด้วยเงินเดือน ฝ่ายสินเชื่อมีหน้าที่กลั่นกรองความเสี่ยงการให้สินเชื่อแก่ลูกค้า อนุมัติสินเชื่อ ควบคุมดูแลหนี้เสีย และทำธุรกรรมกับลูกค้า จำเลยที่ 1 ได้มีการจัดทำประเมินผลงานของพนักงาน ซึ่งเดิมจำเลยที่ 1 จะทำการประเมินผลงานของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว ต่อมาได้ให้พนักงานประเมินตัวเองด้วย จำเลยที่ 1 ได้ทำการประเมินผลงานตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.6 ถึง ล.15 จำเลยที่ 1 ได้เริ่มปรับปรุงโครงสร้างภายในองค์กรประมาณปลายปี 2541 ถึงต้นปี 2542 ทำให้มีการปรับลดพนักงานฝ่ายสินเชื่อและฝ่ายอื่น มีการแบ่งงานเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนสินเชื่อ ส่วนเร่งรัดหนี้สิน ส่วนหลักทรัพย์และส่วนสินเชื่อธุรการ จำเลยที่ 1 ได้เริ่มปรับปรุงโครงสร้างประมาณปลายปี 2541 ถึงต้นปี 2542 ในเดือนมกราคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนโครงสร้างของฝ่ายสินเชื่อ โดยคงเหลือแต่ส่วนสินเชื่อและส่วนเร่งรัดหนี้สิน สำหรับส่วนหลักทรัพย์และส่วนสินเชื่อธุรการได้ย้ายไปขึ้นกับอีกหน่วยงานหนึ่ง มีการปรับลดพนักงานในฝ่ายสินเชื่อทั้งหมดประมาณ 30 คน และฝ่ายสินเชื่อถูกยุบไปในเดือนมีนาคม 2542 เนื่องจากสำนักงานใหญ่มีนโยบายที่จะยกเลิกฝ่ายสินเชื่อในประเทศไทย เพราะภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนั้นทำให้จำเลยที่ 1 มีนโยบายคัดเลือกลูกค้ารายใหญ่ โดยในส่วนลูกค้าในระดับกลางและระดับเล็ก จำเลยที่ 1 พยายามลดจำนวนลงทำให้งานทางด้านฝ่ายสินเชื่อลดลง ฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็ลดลงเช่นเดียวกันจึงมีนโยบายยุบฝ่ายสินเชื่อและนำงานของฝ่ายสินเชื่อไปไว้ยังประเทศที่เป็นศูนย์กลางการพิจารณาสินเชื่อซึ่งมี 3 แห่ง คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง และอินเดีย ซึ่งในส่วนงานสินเชื่อของประเทศไทยได้นำไปไว้ที่เมืองดูไบ ประเทศอินเดีย นายเดอร์เกสได้รับคำสั่งให้ไปประจำที่ประเทศสิงคโปร์ จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นเลขานุการกับคนขับรถของนายเดอร์เกส จำเลยที่ 1 ยุบฝ่ายสินเชื่อแล้ว ยังคงมีพนักงานอยู่ในฝ่ายสินเชื่อประมาณ 2 ถึง 3 คน ขณะที่โจทก์ถูกเลิกจ้างฝ่ายสินเชื่อได้ถูกยุบเลิกไปแล้ว ตามผังองค์กรของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.6 ปรากฏว่าในเดือนมิถุนายน 2543 ยังมีนายไบรอัน ดี โรซาริโอ อยู่ในฝ่ายสินเชื่อมีหน้าที่ประสานงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับฝ่ายสินเชื่อที่ประเทศอินเดีย คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุปรับปรุงหน่วยงานหรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี เป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 และมาตรา 122 หรือไม่ เห็นว่า การเลิกจ้างลูกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการเลิกจ้างลูกจ้างเพื่อลดจำนวนลูกจ้างเนื่องจากนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร หรือนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ทดแทนการใช้แรงงานของลูกจ้าง คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้ปรับปรุงโครงสร้างงานฝ่ายสินเชื่อโดยนำระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คาร์ส (KARS) มาใช้ทำงานปรับปรุงหน่วยงานและบริการ ระบบโปรแกรมคาร์สเป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในงานฝ่ายสินเชื่อธนาคารจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะใช้งานด้านวิเคราะห์ความเสี่ยงสินเชื่อ ทำรายงานสินเชื่อ และใช้แทนแรงงานคนได้ เป็นเทคโนโลยีใหม่ มีความสามารถเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลก โดยได้มีการติดตั้งระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์คาร์สเพื่อทดลองใช้บางจุดเนื่องจากจำเลยที่ 1 คิดว่าอาจได้รับมอบหมายจากสำนักงานใหญ่ให้เป็นศูนย์กลางของการวิเคราะห์สินเชื่อ แต่ต่อมาประเทศอินเดียได้รับการพิจารณาเป็นศูนย์กลางของการวิเคราะห์สินเชื่อ จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้นำระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์คาร์สมาใช้ แต่จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนแปลงจอภาพคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกับระบบโปรมแกรมคอมพิวเตอร์คาร์สทำให้จำเลยที่ 1 ปรับลดพนักงานสินเชื่อประมาณ 30 คน และยุบเลิกฝ่ายสินเชื่อในเดือนมีนาคม 2543 แล้วย้ายนายเดอร์เกสหัวหน้าฝ่ายสินเชื่อไปประจำที่ประเทศสิงคโปร์ และเลิกจ้างโจทก์ในเดือนธันวาคม 2543 โจทก์จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรเลขานุการไม่มีความรู้และประสบการณ์งานด้านการตลาดและสินเชื่อโดยตรง แม้โจทก์จะทำงานในฝ่ายสินเชื่อ แต่โจทก์มิได้มีตำแหน่งหน้าที่เป็นพนักงานสินเชื่อที่ต้องรับผิดชอบในส่วนสินเชื่อโดยตรง โจทก์มีตำแหน่งเป็นเพียงเลขานุการบริหารของนายเดอร์เกสหัวหน้าฝ่ายสินเชื่อตามใบประเมินผลงานโจทก์เอกสารหมาย ล.3 ถึง ล.14 ได้ระบุงานหลักและความรับผิดชอบโจทก์ว่า มีหน้าที่ทำงานเลขานุการ พิมพ์งานหรือจดหมายติดต่อ เก็บเอกสาร แปลเอกสาร จัดนัดหมาย พิมพ์งานโดยใช้คอมพิวเตอร์และงานพิเศษที่ได้รับมอบหมายจากผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นเลขานุการของนายเดอร์เกส เนื่องจากนายเดอร์เกสได้รับคำสั่งให้ไปประจำที่ประเทศสิงคโปร์ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรภายในฝ่ายสินเชื่อ อีกทั้งไม่ใช่เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนการทำงานของโจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 121 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุชลี ชาติเจริญสวัสดิ์
จำเลย — ธนาคารดอยซ์ แบงก์ เอจี สาขากรุงเทพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5735/2548
#266402
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (7) เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่กฎหมายได้กำหนดให้เกิดสภาวะหยุดนิ่งหรือพักการชำระหนี้ (automatic stay) ขึ้น นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไว้พิจารณา โดยมีวัตถุประสงค์ในการสงวนรักษาทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้เพื่อประโยชน์แก่การรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาจัดสรรชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อย่างเป็นธรรมและเป็นไปตามระบบที่กฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการ และให้เวลาแก่ลูกหนี้หรือผู้ทำแผนสำรวจความบกพร่องของกิจการนำไปวางแผน ปรับปรุง แก้ไข ให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งลดความกดดันทางการเงินจากการถูกเจ้าหนี้บังคับยึดทรัพย์สินหรือหลักประกัน บทบัญญัติมาตรา 90/27 และมาตรา 90/60 แสดงให้เห็นว่า มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทจะต้องเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการสะสางภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการให้เสร็จสิ้นไป สำหรับทรัพย์สินของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้มีคำสั่งยึดและอายัดไว้ก่อนวันที่ศาลได้มีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไว้พิจารณานั้น เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของการคุ้มครองในการห้ามมิให้เจ้าหนี้ยึดหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไปแล้ว ก็เพื่อให้การชำระหนี้จะต้องเป็นไปตามแผนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความด้วยว่า มูลหนี้ของเจ้าหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยชอบ แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ไว้ และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว เจ้าหนี้จึงผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามแผนซึ่งรวมถึงการได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ด้วย ไม่อาจได้รับชำระหนี้โดยวิธีอื่นนอกจากจำนวนและตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในแผน เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิยึดและอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ได้ยึดและอายัดไว้ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 12 ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2545 และตั้งบริษัทมาสเท็กซ์ แพนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2546 โดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินหรือนายทะเบียนที่เกี่ยวข้องให้ถอนการยึด อายัดหรือยกเลิกการระงับการทำนิติกรรมใด ๆ ที่เจ้าหนี้ได้ดำเนินการไว้ต่อทรัพย์สินของลูกหนี้รวม 5 รายการ ดังกล่าว

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าหนี้ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ภายใน 15 วัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เจ้าหนี้ได้มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้รวม 5 รายการ ตามคำร้องของผู้บริหารแผนไว้ก่อนวันที่ 18 เมษายน 2545 ซึ่งเป็นวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไว้พิจารณา หลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และถูกจัดให้อยู่ในเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน คดีถึงที่สุด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า การที่เจ้าหนี้มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการตกอยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (7) ที่ห้ามมิให้เจ้าหนี้ซึ่งบังคับชำระหนี้ได้เองตามกฎหมายยึดทรัพย์สินหรือขายทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่กฎหมายได้กำหนดให้เกิดสภาวะหยุดนิ่งหรือพักการชำระหนี้ (Automatic stay) ขึ้นนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไว้พิจารณา โดยมีวัตถุประสงค์ในการสงวนรักษาทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้เพื่อประโยชน์แก่การรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาจัดสรรชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อย่างเป็นธรรมและเป็นไปตามระบบที่กฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของแผนฟื้นฟูกิจการและให้เวลาแก่ลูกหนี้หรือผู้ทำแผนสำรวจความบกพร่องของกิจการนำไปวางแผน ปรับปรุง แก้ไข ให้กิจการของลูกหนี้ดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งลดความกดดันทางการเงินจากการถูกเจ้าหนี้บังคับยึดทรัพย์สินหรือหลักประกัน และมาตรา 90/27 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ?" กรณีเป็นการกำหนดให้เจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการก็เพื่อให้ผู้ทำแผนทราบถึงจำนวนหนี้สินของลูกหนี้ที่จะต้องนำทรัพย์สินของลูกหนี้มาจัดสรรชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ และเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ก็จะได้รับการชำระหนี้ตามจำนวนและเงื่อนไขที่กำหนดในแผน ซึ่งมาตรา 90/60 บัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ?" บทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ทุกประเภทจะต้องเข้ามาอยู่ในระบบการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้หนี้สินของลูกหนี้ที่มีอยู่แล้วได้รับการชำระสะสางภายใต้กระบวนการของแผนฟื้นฟูกิจการให้เสร็จสิ้นไป เจ้าหนี้ซึ่งมีมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้จึงต้องผูกพันในแผนฟื้นฟูกิจการ กล่าวคือ เมื่อศาลสั่งเห็นชอบด้วยแผนสิทธิของเจ้าหนี้ในการได้รับชำระหนี้ย่อมเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในแผน สิทธิของเจ้าหนี้ในการจะบังคับชำระหนี้เองในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้นี้ย่อมสิ้นไป สำหรับทรัพย์สินของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้มีคำสั่งยึดและอายัดไว้ก่อนวันที่ศาลได้มีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไว้พิจารณานั้น เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของการคุ้มครองในการห้ามมิให้เจ้าหนี้ยึดทรัพย์สินหรือขายทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไปแล้วก็เพื่อให้การชำระหนี้จะต้องเป็นไปตามแผนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความด้วยว่า มูลหนี้ของเจ้าหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยชอบ แผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ไว้ และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว เจ้าหนี้จึงผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามแผนซึ่งรวมถึงการได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ด้วย ทั้งนี้ โดยผลของมาตรา 90/60 ดังกล่าว เจ้าหนี้ไม่อาจได้รับชำระหนี้โดยวิธีอื่นนอกจากจำนวนและตามเงื่อนไขที่กำหนดในแผนนั้น ทั้งไม่มีสิทธิยึดและอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้อีกต่อไป ผู้บริหารแผนชอบที่จะขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าหนี้นั้นเสีย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ถอนการยึดและอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ภายใน 15 วัน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนานั้น เห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่สิทธิการยึดและอายัดทรัพย์สินอขงเจ้าหนี้ระงับไปโดยผลของกฎหมาย มิใช่เป็นเรื่องการทำนิติกรรมระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ศาลจึงมีอำนาจสั่งให้เจ้าหนี้กระทำให้ถูกต้องได้โดยไม่จำต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง

อนึ่ง อุทธรณ์ของเจ้าหนี้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลล้มละลายกลางเกี่ยวกับการดำเนินการตามแผน เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ 200 บาท เจ้าหนี้เสียค่าขึ้นศาลมา 1,000 บาท ค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาจึงคืนให้แก่เจ้าหนี้

พิพากษายืน โดยไม่มีคำสั่งว่าให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของเจ้าหนี้ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินมา 800 บาท แก่เจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้นอกจากที่ศาลฎีกาสั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 12
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (7) ม. 90/27 ม. 90/60
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทมาสเท็กซ์ จำกัด
เจ้าหนี้ — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5730/2548
#272178
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 ครบกำหนดอุทธรณ์วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 ในวันครบกำหนดอุทธรณ์จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไป 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2547 ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2547 ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาที่จะอุทธรณ์แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์พร้อมยื่นอุทธรณ์อ้างเหตุว่าเป็นความผิดของทนายความที่ไม่ได้ติดตามดูสำนวนให้จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเห็นควรอนุญาตให้ตามขอ และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย กรณีของจำเลยดังกล่าวเป็นกรณีที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ภายหลังจากที่กำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ได้สิ้นสุดแล้ว ซึ่งจำเลยจะขอขยายระยะเวลาได้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ทนายจำเลยไม่ได้ติดตามดูสำนวนให้จำเลยเป็นความประมาทเลินเล่อของทนายจำเลย ไม่เป็นเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้วได้ ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลย เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 22 มีนาคม 2547 จึงเกินกำหนดระยะเวลาขยายระยะเวลาอุทธรณ์ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยและที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยก็ไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างการพิจารณา นางสมนึก ศรีไกรรัตน์ มารดาของพลทหารจีระศักดิ์ โนนขุนทด ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ลงโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 ครบกำหนดอุทธรณ์วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 ในวันครบกำหนดอุทธรณ์จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไป 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2547 ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2547 ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาที่จะอุทธรณ์แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์พร้อมยื่นอุทธรณ์อ้างเหตุว่าเป็นความผิดของทนายความที่ไม่ได้ติดตามดูสำนวนให้จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเห็นควรอนุญาตให้ตามขอ และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย กรณีของจำเลยดังกล่าวเป็นกรณีที่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ภายหลังจากที่กำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ได้สิ้นสุดแล้ว ซึ่งจำเลยจะขอขยายระยะเวลาได้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ทนายจำเลยไม่ได้ติดตามดูสำนวนให้จำเลยเป็นความประมาทเลินเล่อของทนายจำเลย ไม่เป็นเหตุสุดวิสัยอันจะทำให้จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้วได้ ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลย เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 22 มีนาคม 2547 จึงเกินกำหนดระยะเวลาขยายระยะเวลาอุทธรณ์ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยและที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยกับยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และยกฎีกาจำเลย ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
โจทก์ร่วม — นางสมนึก ศรีไกรรัตน์
จำเลย — นายชวนชัย บึงมาร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2548
#266351
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ตได้ทำสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ. กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ และฐานร่วมกันยักยอกให้อัยการจังหวัดภูเก็ตพิจารณา อัยการจังหวัดภูเก็ตมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยตามความเห็นของพนักงานสอบสวนและสั่งฟ้องในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 267, 268 ด้วย โดยให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดังกล่าวเพิ่มเติมให้จำเลยทราบก่อนฟ้อง แต่อัยการพิเศษประจำเขต 8 มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจำเลยทุกข้อหา ส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 267, 268 ผู้เสียหายมิได้แจ้งความให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยจึงไม่ต้องดำเนินการในข้อหานี้แก่จำเลย ซึ่งอัยการจังหวัดภูเก็ตได้ดำเนินการตามความเห็นของอัยการพิเศษประจำเขต 8 โดยมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยทุกข้อหา และยุติการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 267, 268 เมื่ออัยการจังหวัดภูเก็ตทำสำนวนพร้อมความเห็นเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตพิจารณา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตมีความเห็นแย้งให้ฟ้องจำเลยเฉพาะในความผิดตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและความผิดฐานยักยอก ดังนี้ เห็นได้ว่า ในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการนั้น ในชั้นต้นพนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อหาให้จำเลยทราบ และมิได้ดำเนินคดีในข้อหานี้มาแต่แรก เมื่ออัยการจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินการแก่จำเลยในข้อหานี้ ย่อมถือได้ว่าอัยการจังหวัดภูเก็ตยังไม่มีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องจำเลยในข้อหาดังกล่าว การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตไม่มีความเห็นเกี่ยวกับข้อหานี้ จึงไม่ถือว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นชอบกับคำสั่งไม่ฟ้องจำเลย อันจะทำให้คำสั่งไม่ฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวเป็นที่สุด เมื่อสำนวนการสอบสวนเสนอไปยังอัยการสูงสุดพิจารณาเนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นแย้งให้ฟ้องจำเลยในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 145 วรรคสอง การที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ฟ้องจำเลยในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการและใช้เอกสารดังกล่าวด้วยนั้น เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. พนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 12 ที่ให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีได้ทุกศาล ไม่ใช่เป็นการสั่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 145 วรรคสอง คำสั่งให้ฟ้องจำเลยของอัยการสูงสุดย่อมชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 83, 86, 91, 267, 268, 352, 353, 354 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้หรือคืนเงิน 386,859,000 บาท แก่กองทรัพย์สินของบริษัทเหมืองแร่โอภาส จำกัด

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายปรีดา นางสุมิตรา (มาซาโกะ) นายธเนศ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณา โจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ความผิดฐานยักยอก ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 267 จำคุก 2 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า อัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการดังกล่าวตาม ป.อ. มาตรา 267, 268 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต ได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดตาม พ.ร.บ. กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 35, 36, 42 และฐานร่วมกันยักยอกให้อัยการจังหวัดภูเก็ตพิจารณา อัยการจังหวัดภูเก็ตมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยที่ 2 ตามความเห็นของพนักงานสอบสวนและสั่งฟ้องในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 267, 268 ด้วย โดยให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดังกล่าวเพิ่มเติมให้จำเลยที่ 2 ทราบก่อนฟ้อง แต่อัยการพิเศษประจำเขต 8 มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 ทุกข้อหา ส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 267, 268 ผู้เสียหายมิได้แจ้งความให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องดำเนินการในข้อหานี้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งอัยการจังหวัดภูเก็ตได้ดำเนินการตามความเห็นของอัยการพิเศษประจำเขต 8 โดยมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 ทุกข้อหา และยุติการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 267, 268 เมื่ออัยการจังหวัดภูเก็ตส่งสำนวนพร้อมความเห็นเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตมีความเห็นแย้งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 เฉพาะในความผิดตาม พ.ร.บ. กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ และความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 86, 353, 354 เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวนความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการนั้น ในชั้นต้นพนักงานสอบสวนยังมิได้แจ้งข้อหาให้แก่จำเลยที่ 2 ทราบ และมิได้ดำเนินคดีในข้อหานี้มาแต่แรก เมื่ออัยการจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินการแก่จำเลยที่ 2 ในข้อหานี้ ย่อมถือได้ว่าอัยการจังหวัดภูเก็ตยังไม่มีคำสั่งให้ฟ้องหรือไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาดังกล่าว การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตไม่ได้มีความเห็นเกี่ยวกับข้อหานี้ จึงถือไม่ได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นชอบกับคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 อันจะทำให้คำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวเป็นที่สุดดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา เมื่อสำนวนการสอบสวนเสนอไปยังอัยการสูงสุดพิจารณาเนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นแย้งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานยักยอกและความผิดตาม พ.ร.บ. กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 145 วรรคสอง การที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการดังกล่าว ตาม ป.อ. มาตรา 267, 268 ด้วยนั้น เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. พนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 12 ที่ให้อัยการสูงสุดมีอำนาจดำเนินคดีได้ทุกศาล หาได้สั่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 145 วรรคสอง ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ คำสั่งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 ของอัยการสูงสุดย่อมชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 12
ป.วิ.อ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นายปรีดา อุดมทรัพย์ กับพวก
จำเลย — นายจักรชัย เจียมเลิศวิวัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายศักดิ์ เกียรติชัยศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสิริรัตน์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2548
#268210
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรม ซึ่งกระทำลงในท้องที่ต่างๆ กัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (4) มิใช่ปัญหาที่ต้องพิจารณาในเรื่องเป็นความผิดต่อเนื่องหรือความผิดที่กระทำลงในหลายท้องที่ตามมาตรา 19 (2) (3)

ความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการดังกล่าว ในชั้นต้นพนักงานสอบสวนยังมิได้แจ้งข้อหาให้แก่จำเลยที่ 2 ทราบ และมิได้ดำเนินคดีในข้อหานี้ เมื่ออัยการจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินการแก่จำเลยที่ 2 ในข้อหานี้ ย่อมถือได้ว่าอัยการจังหวัดภูเก็ตยังไม่มีคำสั่งให้ฟ้องหรือไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตไม่ได้มีความเห็นเกี่ยวกับข้อหานี้ จึงถือไม่ได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นชอบกับคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 อันจะทำให้คำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวเป็นที่สุด เมื่อสำนวนการสอบสวนเสนอไปยังอัยการสูงสุดพิจารณาเนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นแย้งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานยักยอกและความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 วรรคสอง การที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในแอกสารราชการและใช้เอกสารราชการดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 ด้วย จึงเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 12 ที่ให้อัยการสูงสุดมีอำนาจดำเนินคดีได้ทุกศาล หาได้สั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 วรรคสอง ไม่ คำสั่งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 ของอัยการสูงสุดย่อมชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม 2533 ถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2533 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชีบริษัทเหมืองแร่โอภาส จำกัด และจำเลยที่ 2 ร่วมกันยื่นคำขอรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินของบริษัทเหมืองแร่โอภาส จำกัด ในที่ดินประทานบัตรที่ 6672/6348 (49/2518), 6673/6349, 6674/2420 (50/2519), 6675/6420 และ 6699 โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดิน อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ให้จดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารบันทึกถ้อยคำ (แบบพิสูจน์) ขอออกเอกสารสิทธิที่ดิน ซึ่งเป็นเอกสารราชการว่านางสดสี อุดมทรัพย์ ประธานกรรมการของบริษัทได้ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่ลูกหลานและนางรัมภา กุลวานิช มารดาจำเลยที่ 2 และมารดจำเลยที่ 2 ยกให้แก่จำเลยที่ 2 และอ้างว่าไม่อาจนำนางสดสีมาให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะนางสดสีมิได้ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่นางรัมภา และนางสดสีสามารถไปพบและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานได้ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) ในที่ดินประทานบัตรดังกล่าว รวม 13 แปลง คือ น.ส.3 ก. เลขที่ 1756, 1757, 1758, 1759, 1760, 1761, 1762, 1763, 1767, 1768, 1769, 1771, 1821 แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อจำเลยที่ 2 และบุคคลอื่นเป็นเจ้าของที่ดิน จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารบันทึกถ้อยคำดังกล่าวในการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บริษัท ผู้ถือหุ้น และประชาชน และจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมไปใช้ขายให้แก่บริษัทสำเภาเพชร จำกัด แล้วร่วมกันยักยอกเงินค่าที่ดินไป เหตุเกิดที่ ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ตำบลนาเตย อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สำนักงานใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สำนักงานใหญ่ ถนนเพชรบุรี แขวงมักกะสัน เขตปทุมวัน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ธนาคารเอเชีย จำกัด สาขาอัมรินทร์พลาซ่า แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 267, 268, 352, 353, 354 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้หรือคืนเงิน 386,859,000 บาท แก่กองทรัพย์สินของบริษัทเหมืองแร่โอภาส จำกัด

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายปรีดา อุดมทรัพย์ นางสุมิตรา (มาซาโกะ) อุดมทรัพย์ นายธเนศ อุดมทรัพย์ ผู้เสียหายื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณา โจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ความผิดฐานยักยอก ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 267 จำคุก 2 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 นำที่ดินประทานบัตรของบริษัทเหมืองแร่โอภาส จำกัด ที่สิ้นอายุสัมปทานไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยจำเลยที่ 2 แจ้งให้เจ้าพนักงงานที่ดินอำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา จดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารบันทึกถ้อยคำ (แบบพิสูจน์) ขอออกเอกสารสิทธิที่ดินซึ่งเป็นเอกสารราชการว่า นางสดสี อุดมทรัพย์ ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางรัมภา กุลวานิช แล้วนางรัมภายกต่อให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งที่นางสดสีไม่เคยยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางรัมภา และจำเลยที่ 2 ใช้เอกสารบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นหลักฐานในการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอท้ายเหมืองออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่จำเลยที่ 2 คดีนี้มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 ได้มีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อนี้ได้ความตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เป็นผู้แจ้งข้อหาและดำเนินคดีสอบสวนจำเลยที่ 2 ในความผิดดังกล่าวซึ่งเหตุเกิดที่ อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงากับสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ซึ่งเหตุเกิดขึ้นที่อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม ซึ่งกระทำลงในท้องที่ต่างๆ กัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (4) หาใช่ปัญหาที่ต้องพิจารณาในเรื่องเป็นความผิดต่อเนื่องหรือความผิดที่กระทำลงในหลายท้องที่ตามมาตรา 19 (2) (3) หรือไม่ ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ จึงถือได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดฐานนี้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 อีกประการหนึ่งว่า อัยการสูงสุดมีอำนาจสั่งฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 หรือไม่ ข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามเอกสารหมาย ป.ล.3 (ศาลอาญา) ว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ตได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 35, 36, 42 และฐานร่วมกันยักยอกให้อัยการจังหวัดภูเก็ตพิจารณา อัยการจังหวัดภูเก็ตมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยที่ 2 ตามความเห็นของพนักงานสอบสวนและสั่งฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 ด้วย โดยให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดังกล่าวเพิ่มเติมให้จำเลยที่ 2 ทราบก่อนฟ้อง แต่อัยการพิเศษประจำเขต 8 มีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยที่ 2 ทุกข้อหา ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 ผู้เสียหายมิได้แจ้งความให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องดำเนินการในข้อหานี้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งอัยการจังหวัดภูเก็ตได้ดำเนินการตามความเห็นของอัยการพิเศษประจำเขต 8 โดยมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 ทุกข้อหา และยุติการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 เมื่ออัยการจังหวัดภูเก็ตส่งสำนวนพร้อมความเห็นเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตมีความเห็นแย้งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 เฉพาะในความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ และความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 353, 354 เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน ความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการนั้น ในชั้นต้นพนักงานสอบสวนยังมิได้แจ้งข้อหาให้แก่จำเลยที่ 2 ทราบ และมิได้ดำเนินคดีในข้อหานี้มาแต่แรก เมื่ออัยการจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินการแก่จำเลยที่ 2 ในข้อหานี้ ย่อมถือได้ว่าอัยการจังหวัดภูเก็ตยังไม่มีคำสั่งให้ฟ้องหรือไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาดังกล่าว การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตไม่ได้มีความเห็นเกี่ยวกับข้อหานี้ จึงถือไม่ได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นชอบกับคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 อันจำทำให้คำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวเป็นที่สุดดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา เมื่อสำนวนการสอบสวนเสนอไปยังอัยการสูงสุดพิจารณาเนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นแย้งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานยักยอกและความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 วรรคสอง การที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 ด้วยนั้นเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 12 ที่ให้อัยการสูงสุดมีอำนาจดำเนินคดีได้ทุกศาล หาได้สั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 วรรคสอง ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ คำสั่งให้ฟ้องจำเลยที่ 2 ของอัยการสูงสุดย่อมชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่กล่าวมาฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 ม. 145
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นายปรีดา อุดมทรัพย์ กับพวก
จำเลย — นายจักรชัย เจียมเลิศวิวัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5714/2548
#113342
เปิดฉบับเต็ม

วันเกิดเหตุตอนเช้า จำเลยไปขอคืนดีกับ ภ. ภรรยา แต่ ภ. ไม่ยอม ต่อมาเวลาประมาณ 12 นาฬิกา จำเลยไปหาผู้ตายที่บริษัทที่เกิดเหตุโดยพกพามีดปลายแหลมติดตัวไปด้วย จำเลยถามผู้ตายว่า "มึงเล่นชู้กับเมียกูทำไม" ผู้ตายตอบว่า "มึงไม่มีน้ำยา กูเลยเล่น" ทำให้จำเลยโมโหจึงชักมีดออกมาเกิดต่อสู้กันและจำเลยใช้มีดแทงผู้ตาย แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าผู้ตายได้พูดถ้อยคำดังกล่าวจริง แต่จำเลยเป็นฝ่ายไปหาผู้ตายที่ทำงานของผู้ตาย และจำเลยเป็นฝ่ายถามผู้ตายถึงเรื่องชู้สาวขึ้นก่อน มิใช่ว่าผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุ ที่ผู้ตายพูดว่ามึงไม่มีน้ำยากูเลยเล่น นั้น ก็เป็นการที่ผู้ตายพูดตอบจำเลย แม้จะพูดในทำนองยั่วยุ แต่ไม่ถึงขนาดว่าจะเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างรุนแรง ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้พูดต่อหน้าผู้อื่นที่จะทำให้จำเลยได้รับความอับอายขายหน้าผู้อื่น จึงไม่น่าทำให้จำเลยเกิดโทสะถึงกับต้องฆ่าผู้ตาย ตามรูปการณ์มูลเหตุที่จูงใจให้จำเลยกระทำความผิดน่าจะเกิดจากความเจ็บแค้นใจที่มีอยู่เดิม เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนางภูวรรณ นางภูวรรณทำงานที่บริษัทที่เกิดเหตุซึ่งนายทักษิณ ผู้ตายทำงานอยู่และสนิทสนมกับผู้ตายในทำนองชู้สาว จำเลยจึงไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาจำเลยทราบว่านางภูวรรณได้ไปอยู่กินกับผู้ตาย จำเลยจึงไปขอคืนดีกับนางภูวรรณ แต่นางภูวรรณไม่ยอม จากนั้นในเวลาประมาณ 12 นาฬิกา จำเลยได้ไปหาผู้ตายที่บริษัทที่เกิดเหตุโดยพกพามีดปลายแหลมติดตัวไปด้วย เมื่อจำเลยเข้าไปในบริเวณบริษัทดังกล่าวพบผู้ตาย จำเลยจึงถามผู้ตายว่า "มึงเล่นชู้กับเมียกูทำไม" ผู้ตายตอบว่า "มึงไม่มีน้ำยากูเลยเล่น" ทำให้จำเลยโมโหจึงชักมีดออกมาเกิดต่อสู้กันและจำเลยใช้มีดแทงผู้ตาย แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าผู้ตายได้พูดถ้อยคำดังกล่าวจริง แต่จำเลยเป็นฝ่ายไปหาผู้ตายที่ทำงานของผู้ตายและจำเลยเป็นฝ่ายถามผู้ตายถึงเรื่องชู้สาวดังกล่าวขึ้นก่อนมิใช่ว่าผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุ ที่ผู้ตายพูดว่ามึงไม่มีน้ำยากูเลยเล่นนั้น ก็เป็นการที่ผู้ตายพูดตอบจำเลย แม้จะพูดในทำนองยั่วยุ แต่ไม่ถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างรุนแรง ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้พูดต่อหน้าผู้อื่นที่จะทำให้จำเลยได้รับความอับอายขายหน้าผู้อื่น จึงไม่น่าทำให้จำเลยเกิดโทสะถึงกับต้องฆ่าผู้ตาย ตามรูปการณ์มูลเหตุที่จูงใจให้จำเลยกระทำความผิดน่าจะเกิดจากความเจ็บแค้นใจที่มีอยู่เดิม เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะ

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายไมตรี ขันทองคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายจงวัฒน์ โทวิชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุธี เทพสิทธา
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5714/2548
#268358
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไปหาผู้ตายที่ที่ทำงานของผู้ตายและถามผู้ตายว่า มึงเล่นชู้กับเมียกูทำไม การที่ผู้ตายพูดว่ามึงไม่มีน้ำยากูเลยเล่นนั้นเป็นการพูดตอบจำเลยแม้จะพูดในทำนองยั่วยุ แต่ไม่ถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างรุนแรง ทั้งผู้ตายไม่ได้พูดต่อหน้าผู้อื่นที่จะทำให้จำเลยได้รับความอับอายขายหน้าผู้อื่น ยังไม่ได้ถือว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยได้ฆ่านายทักษิณ สาระวาท โดยใช้อาวุธมีดปลายแหลม ยาว 11.5 นิ้ว แทงบริเวณด้านหลังตรงรอยต่อกระดูกต้นคอล่าง ขาขวา ต้นขาซ้าย หัวหน่าว ตามรายงานอาการชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 7 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยได้อยู่กินฉันสามีภริยากับนางภูวรรณ ตรีพิพิธ โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสจนมีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาในปี 2543 นางภูวรรณมาทำงานที่บริษัทที่เกิดเหตุซึ่งนายทักษิณ สาระวาท ผู้ตายทำงานอยู่และสนิทสนมกับผู้ตายในทำนองชู้สาว จำเลยจึงไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2544 จำเลยทราบว่านางภูวรรณได้ไปอยู่กินกับผู้ตาย ในวันที่ 2 สิงหาคม 2544 จำเลยและนางภูวรรณได้มาเจรจากันที่บ้านของมารดานางภูวรรณ แต่มาสามารถตกลงกันได้เพราะนางภูวรรณต้องการอยู่กินกับผู้ตาย ต่อมาในวันที่ 4 เดือนเดียวกัน ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 9 นาฬิกา จำเลยไปขอคืนดีกับนางภูวรรณ แต่นางภูวรรณไม่ยอม จากนั้นในเวลาประมาณ 12 นาฬิกา จำเลยได้ไปหาผู้ตายที่บริษัทที่เกิดเหตุโดยพกพามีดปลายแหลมติดตัวไปด้วย เมื่อพบกับผู้ตายจำเลยได้ใช้มีดปลายแหลมดังกล่าวแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า ฝ่ายโจทก์ไม่มีพยานปากใดเบิกความถึงเหตุการณ์ก่อนที่จำเลยจะแทงผู้ตาย เหตุการณ์ตอนนี้คงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า เมื่อจำเลยเข้าไปบริเวณบริษัทดังกล่าวพบผู้ตาย จำเลยจึงถามผู้ตายว่า "มึงมีชู้กับเมียกูทำไม" ผู้ตายตอบว่า "มึงไม่มีน้ำยากูเลยเล่น" ทำให้จำเลยโมโหจึงชักมีดออกมาเกิดต่อสู้กันและจำเลยใช้มีดแทงผู้ตาย เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าผู้ตายได้พูดถ้อยคำดังกล่าวจริง แต่จำเลยเป็นฝ่ายไปหาผู้ตายที่ทำงานของผู้ตายและจำเลยเป็นฝ่ายถามผู้ตายถึงเรื่องชู้สาวดังกล่าวขึ้นก่อน มิใช่ว่าผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุ ที่ผู้ตายพูดว่ามึงไม่มีน้ำยากูเลยเล่นนั้น ก็เป็นการที่ผู้ตายพูดตอบจำเลยแม้จะพูดในทำนองยั่วยุ แต่ไม่ถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างรุนแรง ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายได้พูดต่อหน้าผู้อื่นที่จะทำให้จำเลยได้รับความอับอายขายหน้าผู้อื่น จึงไม่น่าทำให้จำเลยเกิดโทสะถึงกับต้องฆ่าผู้ตาย ตามรูปการณ์มูลเหตุที่จูงใจให้จำเลยกระทำความผิดน่าจะเกิดความเจ็บแค้นใจที่มีอยู่เดิม เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนจำเลยฎีกาขอลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 15 ปี ก่อนลงโทษนั้นเป็นการลงโทษในอัตราขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยเบากว่านี้ได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายไมตรี ขันทองคำ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5702/2548
#266601
เปิดฉบับเต็ม

การกู้เงินตามฟ้องจำเลยได้ดำเนินการโดยยื่นคำขอใช้วงเงินสินเชื่อต่อเจ้าหน้าที่การตลาดสินเชื่อรายย่อย ซึ่งในคำขอดังกล่าวระบุให้โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคาร ท. สาขาสุขาภิบาล 1 โดยให้ถือว่าจำเลยได้รับเงินกู้ถูกต้องนับตั้งแต่วันที่โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลย หลังจากเจ้าหน้าที่รับคำขอใช้วงเงินสินเชื่อของจำเลยแล้วก็ได้ส่งไปให้โจทก์พิจารณาที่สำนักงานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โจทก์พิจารณาแล้วอนุมัติวงเงินกู้ให้แก่จำเลยและนำเงินกู้ไปฝากหรือโอนเข้าบัญชีของจำเลยตามที่ระบุไว้โดยดำเนินการฝากหรือโอนที่ธนาคาร ท. สาขาสยามสแควร์ เห็นได้ว่า การอนุมัติวงเงินกู้ซึ่งถือว่าเป็นการส่งมอบเงินกู้รายนี้ของโจทก์ได้กระทำในท้องที่เขตปทุมวันซึ่งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นคือศาลแขวงปทุมวัน ถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดในเขตศาลชั้นต้นอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1), 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้ 22,165.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 19,702.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า มูลคดีและภูมิลำเนาของจำเลยมิได้อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ศาลชั้นต้น (ศาลแขวงปทุมวัน) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องรับฟังได้ว่า ในการขอกู้เงินโจทก์ตามฟ้องจำเลยได้ดำเนินการโดยยื่นคำขอใช้วงเงินสินเชื่อต่อเจ้าหน้าที่การตลาดสินเชื่อรายย่อย ซึ่งในคำขอดังกล่าวระบุให้โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสุขาภิบาล 1 โดยให้ถือว่าจำเลยได้รับเงินกู้ถูกต้องนับตั้งแต่วันที่โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลย หลังจากเจ้าหน้าที่ดังกล่าวรับคำขอใช้วงเงินสินเชื่อของจำเลยแล้วก็ได้ส่งไปให้โจทก์พิจารณาที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โจทก์พิจารณาแล้วอนุมัติวงเงินกู้ให้แก่จำเลยและนำเงินกู้ไปฝากหรือโอนเข้าบัญชีของจำเลยตามที่ระบุไว้โดยดำเนินการฝากหรือโอนที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ กรณีจึงเห็นได้ว่า การอนุมัติวงเงินกู้และโอนเงินกู้ซึ่งถือว่าเป็นการส่งมอบเงินกู้รายนี้ของโจทก์ได้กระทำในท้องที่เขตปทุมวันซึ่งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นคือศาลแขวงปทุมวัน ถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดในเขตศาลชั้นต้นอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1), 5

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวมนัสสุดา สุขสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นายองอาจ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5702/2548
#268207
เปิดฉบับเต็ม

ในการขอกู้เงินจากบริษัทเงินทุนโจทก์ จำเลยได้ยื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่การตลาดสินเชื่อรายย่อยของโจทก์ ซึ่งระบุให้โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคาร โดยให้ถือว่าจำเลยได้รับเงินกู้ถูกต้องนับแต่วันที่โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลย หลังจากเจ้าหน้าที่รับคำขอแล้วได้ส่งไปให้โจทก์พิจารณาที่สำนักงานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โจทก์อนุมัติเงินกู้ให้แก่จำเลยและนำเงินกู้ไปฝากหรือโอนเข้าบัญชีของจำเลยตามที่ระบุไว้ การอนุมัติวงเงินกู้และโอนเงินกู้ซึ่งถือว่าเป็นการส่งมอบเงินกู้ได้กระทำในท้องที่เขตปทุมวันซึ่งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นหรือศาลแขวงปทุมวัน ถือได้ว่ามูลคดีเกิดในเขตศาลชั้นต้นอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1),5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 จำเลยยื่นคำขอใช้วงเงินสินเชื่อจากโจทก์ 24,300 บาท โจทก์อนุมัติวงเงินกู้ให้แก่จำเลยและโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลยแล้ว หลังจากได้รับเงินกู้จำเลยผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระ จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ในต้นเงิน 19,702.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอ้ตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันชำระหนี้ครั้งสุดท้ายถึงวันฟ้อง และค่าธรรมเนียมการชำระหนี้ล่าช้า รวมทั้งสิ้น 22,165.82 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 22,165.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 19,702.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า มูลคดีและภูมิลำเนาของจำเลยมิได้อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวิวิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ศาลชั้นต้น (ศาลแขวงปทุมวัน) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องรับฟังได้ว่า ในการขอกู้เงินโจทก์ตามฟ้องจำเลยได้ดำเนินการโดยยื่นคำขอใช้วงเงินสินเชื่อต่อเจ้าหน้าที่การตลาดสินเชื่อรายย่อย ซึ่งในคำขอดังกล่าวระบุให้โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขา สุขาภิบาล 1 โดยให้ถือว่าจำเลยได้รับเงินกู้ถูกต้องนับแต่วันที่โจทก์นำฝากหรือโอนเงินกู้เข้าบัญชีของจำเลย หลังจากเจ้าหน้าที่ดังกล่าวรับคำขอใช้วงเงินสินเชื่อของจำเลยแล้วก็ได้ส่งไปให้โจทก์พิจารณาที่สำนักงานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โจทก์พิจารณาแล้วอนุมัติเงินกู้ให้แก่จำเลยและนำเงินกู้ไปฝากหรือโอนเข้าบัญชีของจำเลยตามที่ระบุไว้โดยดำเนินการฝากหรือโอนที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาสยามสแควร์ กรณีจึงเห็นได้ว่า การอนุมัติวงเงินกู้และโอนเงินกู้ซึ่งถือว่าเป็นการส่งมอบเงินกู้รายนี้ของโจทก์ได้กระทำในท้องที่เขตปทุมวันซึ่งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นคือศาลแขวงปทุมวัน ถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดในเขตศาลชั้นต้นอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1), 5 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวมนัสสุดา สุขสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5685/2548
#272176
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญากู้เงินมีการกรอกข้อความว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้เงินโจทก์จำนวน 400,000 บาท และหนังสือสัญญาค้ำประกันมีการกรอกข้อความว่าจำเลยที่ 2 ค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ อันเป็นการกรอกข้อความที่มีมูลหนี้กันจริงแม้จะเป็นการกรอกข้อความภายหลังที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันแล้ว ก็ไม่ทำให้หนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอม หนังสือสัญญาทั้งสองฉบับจึงมีผลผูกพันโจทก์กับจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 525,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542) ต้องไม่เกิน 125,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ดังกล่าวแทนจนครบ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกัน ตามหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกัน มีปัญหาว่า หนังสือสัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ จำเลยทั้งสองนำสืบรับว่า จำเลยที่ 2 ต้องการกู้เงินโจทก์จำนวน 400,000 บาท แต่ไม่มีหลักทรัพย์จึงให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีที่ดินและบ้านเป็นผู้กู้ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน หนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันยังไม่ได้กรอกข้อความแต่จำเลยที่ 2 ได้รับเงินกู้จากโจทก์จำนวน 400,000 บาทแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้เงินโจทก์จำนวน 400,000 บาท เมื่อหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 1 กรอกข้อความว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้เงินโจทก์จำนวน 400,000 บาท และหนังสือสัญญาค้ำประกันกรอกข้อความว่าจำเลยที่ 2 ค้ำประกันเงินกู้ให้แก่โจทก์ในจำนวน 400,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กู้โจทก์ อันเป็นการกรอกข้อความที่มีมูลหนี้กันจริง แม้จะเป็นการกรอกข้อความภายหลังที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างก็ตาม ก็ไม่ทำให้หนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอม หนังสือสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่านอกจากโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้เงินแล้ว โจทก์ยังให้นายเล็งญาติจำเลยที่ 2 นายสมบูรณ์และนางทิมลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินโดยไม่ได้กรอกข้อความให้โจทก์ยึดถือไว้ หากจำเลยทั้งสองปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์ต้องกรอกข้อความในสัญญากู้เงินฉบับละ 100,000 บาท ครบจำนวน 400,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 1 กู้โจทก์ แต่โจทก์กลับกรอกข้อความว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์จำนวน 400,000 บาท และยังกรอกข้อความลงในสัญญากู้เงินของนายเล็ง นายสมบูรณ์และนางทิม แล้วนำมาฟ้องต่อศาลชั้นต้น จึงเกินจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์นั้น เห็นว่า หากฟังได้ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาก็ไม่มีผลให้จำเลยทั้งสองหลุดพ้นความรับผิดแต่อย่างไร เพราะข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กู้เงินโจทก์จำนวน 400,000 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน แม้โจทก์จะให้นายเล็ง นายสมบูรณ์และนางทิม ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินตามที่จำเลยทั้งสองฎีกากล่าวอ้างก็เป็นเรื่องที่นายเล็ง นายสมบูรณ์และนางทิม ต้องพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ซึ่งแยกเป็นคนละส่วนไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.อ. ม. 265
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบุญ อุ่นวงศ์
จำเลย — นางชม กำลังทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5684/2548
#268205
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญากู้เงินระหว่างบริษัทเงินทุนโจทก์กับจำเลยในข้อ 3 วรรคหนึ่ง ระบุว่า ผู้กู้ตกลงชำระดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ในอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี และวรรคสองระบุว่า อัตราดอกเบี้ยตามวรรคหนึ่ง ผู้ให้กู้มีสิทธิเปลี่ยนแปลงให้สูงขึ้นหรือต่ำลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบล่วงหน้า แต่ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนดไว้ ข้อ 7 ระบุว่า ในกรณีดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าผู้กู้ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้อันเป็นเหตุให้ผู้ให้กู้มีสิทธิดำเนินการตามข้อ 8 และข้อ 8 ระบุว่าในกรณีที่ผู้กู้ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาดังกล่าวในข้อ 7 ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในต้นเงินที่ค้างชำระในอัตราสูงสุดที่ผู้ให้กู้ได้มีประกาศกำหนดให้เรียกเก็บจากผู้กู้ยืมได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย นับตั้งแต่วันที่ผู้กู้ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาข้อตกลงตามข้อ 7 และข้อ 8 มีลักษณะเป็นการกำหนดเพื่อทดแทนค่าเสียหายของโจทก์ล่วงหน้าสำหรับกรณีเมื่อจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาที่ไม่ผ่อนชำระเงินกู้ให้แก่โจทก์ จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นในกรณีปกติตามที่กำหนดไว้ในข้อ 3 วรรคสอง

จำนองเป็นเพียงอุปกรณ์ของหนี้ที่เป็นประกัน การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในหนี้ที่มีจำนองนั้นเป็นประกันในอัตราเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับหนี้ที่จำนองนั้นเป็นประกันหรือหนี้ประธาน โจทก์จึงไม่อาจนำอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองมาใช้เรียกจำเลยได้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 เพียงแต่กำหนดให้ศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน แต่การที่ศาลชั้นต้นกำหนดเบี้ยปรับให้ลดลงเหลืออัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามปกติที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามสัญญาคืออัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี จึงมีผลเป็นการงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมด จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

การที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหาได้มีผลเป็นการยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไม่ โจทก์ยังมีหน้าที่ที่จะนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานให้ศาลเห็นว่าคดีโจทก์มีมูลที่จะเรียกให้จำเลยรับผิดตามฟ้องได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายด้วยและศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์พึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระจากจำเลยได้ตามกฎหมายเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2539 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 340,000 บาท และได้รับเงินไปจากโจทก์แล้ว จำเลยตกลงว่าจะชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยยินยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นหรือต่ำลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้า จะผ่อนชำระแก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกวันที่ 19 ของทุกเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,200 บาท เริ่มผ่อนชำระงวดแรกวันที่ 19 สิงหาคม 2539 จนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดเสร็จสิ้น หากผิดนัดผิดสัญญายอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันผิดสัญญา จำเลยตกลงชำระเบี้ยประกันภัยสิ่งปลูกสร้างที่จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์โดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ หากจำเลยไม่จัดการเอาประกันภัย จำเลยยอมให้โจทก์จัดการเอาประกันและจำเลยยินยอมชำระเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ได้จ่ายไป จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 102713 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนองประกันการชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์เป็นเงิน 340,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระยังขาดอยู่เท่าใด ยินยอมรับผิดใช้เงินส่วนขาดอยู่ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน หลังจากนั้น จำเลยได้ผ่อนชำระต้นเงินบางส่วนและดอกเบี้ยแก่โจทก์เป็นครั้งคราวและไม่ตรงตามจำนวนและตามงวดที่ตกลงไว้ในสัญญา โดยครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2542 จำนวน 5,200 บาท ภาระต้นเงินที่ค้างชำระ ณ วันดังกล่าวเป็นเงิน 326,295.58 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระอีก 83,795.99 บาท อันเป็นการผิดนัดผิดสัญญา และยังไม่ชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ได้ชำระไป 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2543 และวันที่ 27 กันยายน 2545 จำนวน 798.22 บาท และ 702.99 บาท ตามลำดับ โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามจำเลยและไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่เพิกเฉย จำเลยต้องรับผิดหนี้เงินกู้ดอกเบี้ยค้างชำระดังกล่าว กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2542 จนถึงวันฟ้องจำนวน 249,119.97 บาท และเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,501.21 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 660,712.75 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 660,712.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 326,295.58 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์ที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 102713 ตำบลบางคูรัด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมตลอดทั้งทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 410,091.57 บาท และค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,501.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 326,295.58 บาท นับตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 102713 ตำบลบางคูรัด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ที่โจทก์เรียกจากจำเลยนับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไปเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยเอกสารหมาย จ.7 กำหนดเรื่องดอกเบี้ยไว้ตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง ระบุว่า ผู้กู้ตกลงชำระดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ในอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี และวรรคสอง ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยตามวรรคหนึ่ง ผู้ให้กู้มีสิทธิเปลี่ยนแปลงให้สูงขึ้น หรือต่ำลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบล่วงหน้า แต่ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนดไว้ ข้อ 7 ระบุว่า ในกรณีดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าผู้กู้ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ อันเป็นเหตุให้ผู้ให้กู้มีสิทธิดำเนินการตามข้อ 8 และข้อ 8 ระบุว่า ในกรณีที่ผู้กู้ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาดังกล่าวในข้อ 7 ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในต้นเงินที่ค้างชำระในอัตราสูงสุดที่ผู้ให้กู้ในฐานะบริษัทเงินทุนได้ประกาศกำหนดให้เรียกเก็บจากผู้กู้ยืมได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ในขณะทำสัญญานี้ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงสุดดังกล่าวเท่ากับร้อยละ 21 ต่อปี แต่ต่อไปอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของผู้ให้กู้) นับตั้งแต่วันที่ผู้กู้ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งหมดเสร็จสิ้น เมื่อมีข้อเท็จจริงฟังเป็นข้อยุติว่าจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2542 จำนวน 5,200 บาท คงเหลือภาระหนี้ต้นเงินค้างในวันดังกล่าวเป็นเงิน 326,295.58 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระอีก 83,795.99 บาท และโจทก์ถือว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญา หลังจากนั้น ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2542 โจทก์จึงคิดเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 7 และข้อ 8 เห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 7 และข้อ 8 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าได้อาศัยเป็นเหตุคิดอัตราดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปีนั้น เห็นได้ชัดว่ามีลักษณะเป็นการกำหนดเพื่อทดแทนค่าเสียหายของโจทก์ล่วงหน้าสำหรับกรณีเมื่อจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาที่ไม่ผ่อนชำระเงินกู้ให้แก่โจทก์ตามสัญญา จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้ใช้สิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นในกรณีปกติโดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้กู้ทราบล่วงหน้าตามที่กำหนดไว้ในสัญญากู้เงินข้อ 3 วรรคสอง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ยังเป็นการเรียกตามสิทธิที่โจทก์มีสิทธิตามหนังสือสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.8 นั้น เห็นว่า จำนองเป็นเพียงอุปกรณ์ของหนี้ที่เป็นประกัน การที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในหนี้ที่มีจำนองนั้นเป็นประกันในอัตราเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับหนี้ที่มีจำนองนั้นเป็นประกันหรือหนี้ประธาน โจทก์จึงไม่อาจนำอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองมาใช้เรียกจากจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนดในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 7 และข้อ 8 มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อมาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยตามปกติที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ตามสัญญาในกรณีที่ไม่ผิดนัดเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 เพียงแต่กำหนดให้ศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน แต่การที่ศาลชั้นต้นกำหนดเบี้ยปรับให้ลดลงเหลืออัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามปกติที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามสัญญาคืออัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี จึงมีผลเป็นการงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมด จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว และศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเบี้ยปรับใหม่ไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยใหม่ เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์แล้วเห็นสมควรกำหนดเบี้ยปรับให้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาเท่ากับจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง ศาลควรพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินและดอดเบี้ยตามฟ้องคืนให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า การที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหาได้มีผลเป็นการยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไม่ โจทก์ยังมีหน้าที่ที่จะนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานให้ศาลเห็นว่าคดีโจทก์มีมูลที่จะเรียกให้จำเลยรับผิดตามฟ้องได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายด้วย และศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์พึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระจากจำเลยได้ตามกฎหมายเท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 ม. 702
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนสินเอเซีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางคำไหว เสมอเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5672/2548
#266479
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซื้อน้ำมันจากสถานีบริการน้ำมันของ จ. แล้ว จ. นำใบกำกับภาษีของบุคคลอื่นมามอบให้แก่โจทก์ โดยโจทก์มิได้ซื้อน้ำมันจากผู้ออกใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีดังกล่าวจึงออกโดยผู้ที่มิได้ขายน้ำมันให้แก่โจทก์โดยตรง การที่ใบกำกับภาษีดังกล่าวระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อจึงไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ถือได้ว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือมิฉะนั้นก็ให้งดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า หากโจทก์ซื้อน้ำมันจากผู้ออกใบกำกับภาษีจริง โจทก์ย่อมต้องเป็นผู้ชำระราคาแก่ผู้ออกใบกำกับภาษี แต่โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า โจทก์ชำระราคาน้ำมันแก่นางจรรยาแล้วนางจรรยานำไปชำระแก่ผู้ขายอีกทอดหนึ่ง บางครั้งโจทก์ชำระราคาไม่ครบ นางจรรยาจะออกแทนในส่วนที่ยังขาดอยู่ไปก่อนแล้วโจทก์ชำระให้นางจรรยาตามหลังจนครบ นางจรรยาจึงเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระราคาน้ำมันต่อผู้ขายหาใช่โจทก์ไม่ แสดงว่านางจรรยาซื้อน้ำมันจากผู้ออกใบกำกับภาษีแล้วนำมาขายให้แก่โจทก์ หาใช่โจทก์เป็นผู้ซื้อน้ำมันจากผู้ออกใบกำกับภาษีไม่ ซึ่งโจทก์ก็ได้ให้การต่อเจ้าพนักงานประเมินว่าโจทก์ซื้อน้ำมันจากสถานีบริการน้ำมันภัทรกิจบริการของนางจรรยาแล้วนางจรรยานำใบกำกับภาษีของบุคคลอื่นมามอบให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ซื้อน้ำมันจากนางจรรยา มิใช่ซื้อจากผู้ออกใบกำกับภาษี ดังนั้น ใบกำกับภาษีดังกล่าวจึงออกโดยผู้ที่มิได้ขายน้ำมันให้แก่โจทก์โดยตรง การที่ใบกำกับภาษีดังกล่าวระบุชื่อโจทก์เป็นลูกค้าหรือผู้ซื้อจึงไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ถือได้ว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม จึงเป็นกรณีที่โจทก์นำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการคำนวณภาษี

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 89 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญหนา โพธิ์พยัคฆ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประจง พันธุ์ประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5670/2548
#266811
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าเป็นการสบคบกันฉ้อฉลเพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้อง โจทก์ยังฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ ส. เจ้ามรดกได้ทำไว้กับโจทก์ด้วย จึงเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ฟ้องร้องคดีนี้หลังจากได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกเกินกว่า 1 ปี แล้ว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาท ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้กับโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6022 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 48 ตารางวา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมรับเงินค่าที่ดินที่เหลือจำนวน 27,400 บาท หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นให้คำการ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6022 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 48 ตารางวา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 รับเงินค่าที่ดินที่เหลือจำนวน 27,400 บาท จากโจทก์ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่นายสละเจ้ามรดกได้ทำไว้กับโจทก์ด้วยจึงเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดก ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกที่กำหนดอายุความยาวกว่า 1 ปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ฟ้องร้องคดีนี้หลังจากได้รู้ถึงความตายของนายสละเจ้ามรดกเกินกว่า 1 ปี แล้ว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1754 วรรคสาม ดังกล่าว แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเลยที่ 2 จะไม่มีสิทธิยกอายุความ 1 ปี ดังกล่าวขึ้นต่อสู้คดี เพราะมาตรา 1755 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ว่า อายุความ 1 ปีนั้น จะยกขึ้นต่อสู้ได้ก็แต่โดยบุคคลซึ่งเป็นทายาท หรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาทหรือโดยผู้จัดการมรดก เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นทายาทของนายสละเจ้ามรดกได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาท ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิที่จะยกอายุความ 1 ปี ขึ้นต่อสู้กับโจทก์ได้ เพราะกรณีโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจใช้บังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่รู้หรือควรได้รู้ว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หาใช่นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ขอนัดโอนที่ดินพิพาทไปยังจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อฟังว่าคดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว ฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/29 ม. 237 ม. 1603 ม. 1754 วรรคหนึ่ง ม. 1754 วรรคสาม ม. 1755
ป.วิ.พ. ม. 197 ม. 200 ม. 204
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอาทิตย์หรือประวิทย์ สุทธิพงศ์คณาสัย
ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดก — นางศิริรัตน์ อำภรณ์หรือศิริบุญ
จำเลย — ของนายสระ ศิริบุญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายภคเชษ มีพันลม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายภมรัตน์ เลิศไพรวัน
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5670/2548
#272427
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของ ส. เจ้ามรดกให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ ส. ทำไว้กับโจทก์ จึงเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1755 วรรคสาม มีอายุความ 1 ปี เมื่อโจทก์ฟ้องคดีหลังจากได้รู้ถึงความตายของ ส. เกินกว่า 1 ปี แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทขาดนัดยื่นคำให้การ แต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ย่อมถือได้ว่าเป็นบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาท จึงมีสิทธิยกอายุความ 1 ปีขึ้นต่อสู้ได้ตามมาตรา 1755 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6022 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 48 ตารางวา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมรับเงินค่าที่ดินที่เหลือ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องอันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้ตายเกินอายุความ 1 ปี นับแต่นายสละถึงแก่ความตาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6022 ที่พิพาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 รับเงินค่าที่ดินที่เหลือจำนวน 27,400 บาท จากโจทก์ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมนายสละเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและได้ตกลงจะขายที่พิพาทแก่โจทก์ โจทก์วางมัดจำไว้และนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกัน แต่ได้ตกลงเลื่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ออกไปไม่มีกำหนดโดยโจทก์ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือบางส่วนแก่นายสละ ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2531 นายสละถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ผู้เป็นบุตรได้รับมรดกที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพิพาทไปขายฝากจำเลยที่ 2 โดยเป็นการสมคบกันฉ้อฉล เพื่อไม่ให้โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายในวันเดียวกัน ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ ประการแรกมีว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่นายสละเจ้ามรดกได้ทำไว้กับโจทก์จึงเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดก ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกที่กำหนดอายุความยาวกว่า 1 ปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ฟ้องร้องคดีนี้หลังจากได้รู้ถึงความตายของนายสละเจ้ามรดกเกินกว่า 1 ปีแล้วฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1754 วรรคสาม ดังกล่าว แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเลยที่ 2 จะไม่มีสิทธิยกอายุความ 1 ปี ดังกล่าวขึ้นต่อสู้คดี เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นทายาทของนายสละเจ้ามรดกได้โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาท จึงมีสิทธิที่จะยกอายุความ 1 ปี ขึ้นต่อสู้กับโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1755 เมื่อฟังว่าคดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว ฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1754 ม. 1755
ชื่อคู่ความ
นายอาทิตย์หรือประวิทย์
โจทก์ — สุทธิพงศ์คณาสัย
นางศิริรัตน์ อำภรณ์หรือศิริบุญ
ในฐานะส่วนตัว
และในฐานะผู้จัดการมรดก
ของนายสละ ศิริบุญ
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5648/2548
#266359
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 15 กันยายน 2541 โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ไม่มาศาล ส่วนจำเลยที่ 3 มอบฉันทะให้เสมียนทนายยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าทนายจำเลยที่ 3 ป่วยเป็นไข้หวัดไม่อาจมาศาลได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ให้จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์นั้นเป็นการสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 201 (เดิม) ซึ่งมีผลห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งหรือมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ และมิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยผิดหลงตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 27 ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและขอพิจารณาคดีใหม่ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องของโจทก์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนคำร้องและให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีแล้วนัดสืบพยานโจทก์ต่อไป ซึ่งมีผลเท่ากับให้โจทก์มีโอกาสนำพยานเข้าสืบใหม่ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 201 (เดิม) การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นมานั้นย่อมไม่ชอบเช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 81,808,542.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 25 ต่อปี จากเงินต้น 52,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำเลยที่ 2 นำมาจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ หากบังคับจำนองแล้วโจทก์ยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก จำเลยที่ 3 ขอเลื่อนคดีและได้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 15 กันยายน 2541 ในวันดังกล่าวนี้ โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่มาศาล ส่วนจำเลยที่ 3 มอบฉันทะให้เสมียนทนายยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าทนายจำเลยที่ 3 ป่วยเป็นไข้หวัด ไม่อาจมาศาลได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ให้จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ และเมื่อศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 3 อีก ในวันเดียวกันโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีอ้างเหตุว่าทนายโจทก์เดินทางไปต่างจังหวัด ระหว่างทางรถยนต์ของทนายโจทก์ขัดข้องต้องซ่อมแซมและทนายโจทก์ไม่อาจติดต่อมายังศาลชั้นต้นได้ ไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณาแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ป.วิ.พ. มาตรา 201 ห้ามมิให้โจทก์ขอให้พิจารณาคดีใหม่ และศาลชั้นต้นมิได้สั่งโดยผิดหลง ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหรือยกเลิกคำสั่ง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

วันที่ 22 กันยายน 2541 โจทก์ยื่นคำร้องว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 15 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่มาศาล ส่วนโจทก์ยังมาไม่ถึงศาล จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าป่วย ศาลชั้นต้นควรสั่งคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 3 ก่อนที่จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น แต่ศาลชั้นต้นกลับสั่งจำหน่ายคดีก่อนเป็นการไม่ปฏิบัติตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์และสั่งคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 3 พร้อมกับนัดสืบพยานโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้อง

ในวันนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 21 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่มาศาลและศาลได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความโดยที่ศาลยังมิได้พิจารณาสั่งคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยที่ 3 เสียก่อน เป็นการไม่ถูกต้อง หากมีเหตุผลสมควรที่จะให้เลื่อนคดีตามคำร้องของจำเลยที่ 3 วันนัดดังกล่าวก็จะมิใช่วันนัดสืบพยานโจทก์อีกต่อไป จึงให้งดไต่สวนและให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีซึ่งได้สั่งไปตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2541 และให้สืบพยานโจทก์จำเลยต่อไปในวันที่ 7 เมษายน 2542 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว

ระหว่างพิจารณาธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำเลยที่ 1 ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีอื่น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีนี้เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 52,891,825 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2538 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ซึ่งได้สั่งให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีและให้นัดสืบพยานโจทก์ตามที่ศาลชั้นต้นสั่งไว้เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันวันที่ 15 กันยายน 2541 ให้จำหน่ายคดีของโจทก์นั้น เป็นการสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 201 (เดิม) ซึ่งมีผลห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งหรือมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ และกรณีมิใช่เป็นการที่ศาลชั้นต้นสั่งโดยผิดหลงตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 27 ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นในทำนองขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและขอพิจารณาคดีใหม่ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องของโจทก์ ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งงดไต่สวนคำร้องของโจทก์และให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีแล้วมีคำสั่งให้นัดสืบพยานโจทก์ต่อในวันที่ 7 เมษายน 2542 ซึ่งมีผลเท่ากับให้โจทก์ได้มีโอกาสนำพยานเข้าสืบใหม่ ดังนั้น คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกระบวนพิจารณาตามมาตรา 201 (เดิม) แห่ง ป.วิ.พ. และการที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นมานั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ย่อมไม่ชอบเช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย

พิพากษากลับเป็นว่าให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 22 กันยายน 2541 ที่ขอเพิกถอนคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ ให้ยกคำร้องของโจทก์ฉบับวันที่ 22 กันยายน 2541 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 142 (5) ม. 201 (เดิม) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โดยธนาคารไทย — บริษัทเงินทุนเฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — ธนาคาร จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทเรือนแก้วคอนโดมิเนียม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธย
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5642 -ที่ 5644/2548
#266450
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา 6 คดี รวมทั้งคดีของผู้ร้องทั้งสองและคดีของโจทก์คือคดีนี้ด้วยเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทุกคดีต่างขอให้ดำเนินการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีในแต่ละคดีจึงขออายัดเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยทำหนังสือแจ้งอายัดไปยังองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยรวม 6 ฉบับ แต่เนื่องจากเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับมีเพียง 795,912.13 บาท องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยไม่สามารถส่งเงินตามจำนวนที่แจ้งอายัดได้ทุกคดี จึงส่งเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับทั้งหมดไปให้กรมบังคับคดีคราวเดียวโดยชำระเป็นเช็คจำนวน 1 ฉบับ แต่มิได้ระบุว่าเงินจำนวนดังกล่าวส่งให้ตามหนังสือแจ้งอายัดในคดีใด ดังนั้น ในวันที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยส่งเงินไปให้กรมบังคับคดีนั้น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทุกคดีย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะมีการส่งเงินที่แจ้งอายัดเข้ามาในคดีใดบ้าง จำนวนเท่าใด และจะต้องไปขอเฉลี่ยเงินดังกล่าวในคดีอื่นหรือไม่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดสรรเงินให้ตามหนังสือแจ้งอายัดในคดีหมายเลขแดงที่ ย.711/2544 และคดีของโจทก์คดีนี้แล้ว ผู้ร้องทั้งสองจึงทราบว่าคดีของผู้ร้องทั้งสองไม่มีการส่งเงินให้ตามที่แจ้งอายัดไว้ จึงต้องมายื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินในคดีนี้ กรณีต้องถือว่าเงินที่แจ้งอายัดไว้ส่งเข้ามาในคดีนี้เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดสรรเงินจำนวน 474,087.25 บาท ให้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2545 ระยะเวลาที่กำหนดไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคห้า ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายใน 14 วัน นับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้จึงเริ่มนับแต่วันดังกล่าว หาใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยส่งเงินที่อายัดไปให้บังคับคดีไม่ เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินในคดีนี้เมื่อวันที่ 23 และ 30 กรกฎาคม 2545 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 กำหนดให้ศาลต้องสั่งค่าฤชาธรรมเนียม แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม และในชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้องทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท ก็ไม่ถูกต้อง เพราะแม้คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลจะสั่งให้พิจารณารวมกัน แต่การสั่งค่าฤชาธรรมเนียมต้องพิจารณาสั่งแยกเป็นรายสำนวน ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องสำนวนแรกและสำนวนที่สามว่า ผู้ร้องที่ 1 และเรียกผู้ร้องสำนวนที่สองว่า ผู้ร้องที่ 2

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 430,000 บาท แก่โจทก์ โดยผ่อนชำระภายในวันที่ 27 ของทุกเดือน เดือนละ 10,000 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จ เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 27 มีนาคม 2544 หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดยอมให้โจทก์บังคับคดีในเงินที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด จำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้บังคับคดีอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับเนื่องจากการลาออกจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเพื่อชำระหนี้ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยส่งเงินมาให้กรมบังคับคดี 795,912.13 บาท

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้อง ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสองเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ หากโจทก์สละสิทธิการบังคับคดี ผู้ร้องทั้งสองขอสวมสิทธิการบังคับคดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองเข้าเฉลี่ยเงินในคดีนี้ได้ หากโจทก์สละสิทธิการบังคับคดีให้ผู้ร้องทั้งสองเข้าสวมสิทธิการบังคับคดีต่อไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้องทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า ระยะเวลาในการขอเฉลี่ยทรัพย์ในกรณีที่มีการอายัดทรัพย์สินนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคห้า บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำขอเสียก่อนสิ้นระยะเวลาสิบสี่วันนับแต่วันชำระเงินหรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้ แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้งหมด 6 คดี รวมทั้งคดีของผู้ร้องทั้งสองและคดีของโจทก์คือคดีนี้ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทุกคดีต่างขอให้ดำเนินการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีในแต่ละคดีจึงขออายัดเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยทำเป็นหนังสือแจ้งอายัดไปยังองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย รวม 6 ฉบับ กล่าวคือ คดีหมายเลขแดงที่ ย.711/2544 ขออายัดเงิน 321,824.88 บาท คดีหมายเลขแดงที่ ย.103/2544 คือคดีของโจทก์คดีนี้ขออายัดเงิน 537,499 บาท คดีหมายเลขแดงที่ ย.712/2544 ขออายัดเงิน 331,727 บาท คดีหมายเลขแดงที่ ย.390/2544 ขออายัดเงิน 602,534.26 บาท คดีหมายเลขแดงที่ ย.391/2544 ขออายัดเงิน 435,774.31 บาท และคดีหมายเลขแดงที่ ย.150/2545 ขออายัดเงิน 320,197.13 บาท แต่เนื่องจากเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมีเพียง 795,912.13 บาท องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยไม่สามารถส่งเงินให้ตามจำนวนที่แจ้งอายัดได้ทุกคดีจึงส่งเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับทั้งหมดไปให้กรมบังคับคดีคราวเดียวโดยชำระเป็นเช็คจำนวน 1 ฉบับ แต่มิได้ระบุว่าเงินจำนวนดังกล่าวส่งให้ตามหนังสือแจ้งอายัดในคดีใด ดังนั้น ในวันที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยส่งเงินไปให้กรมบังคับคดีนั้น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทุกคดีรวมทั้งโจทก์และผู้ร้องทั้งสองย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะมีการส่งเงินที่แจ้งอายัดเข้ามาในคดีใดบ้าง จำนวนเท่าใดและจะต้องไปขอเฉลี่ยเงินดังกล่าวในคดีอื่นหรือไม่ หากมีการส่งเงินเข้ามาในคดีของผู้ร้องทั้งสองเต็มตามจำนวนที่แจ้งอายัดไว้ก็ไม่มีความจำเป็นที่ผู้ร้องทั้งสองจะต้องไปขอเฉลี่ยเงินในคดีอื่นอีก แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดสรรเงินดังกล่าวให้ตามหนังสือแจ้งอายัดในคดีหมายเลขแดงที่ ย.711/2544 และคดีของโจทก์คดีนี้แล้ว ผู้ร้องทั้งสองจึงทราบว่าคดีของผู้ร้องทั้งสองไม่มีการส่งเงินให้ตามที่แจ้งอายัดไว้ จึงต้องมายื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินในคดีนี้ กรณีต้องถือว่าเงินที่แจ้งอายัดไว้มีการส่งเข้ามาในคดีนี้เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดสรรเงินจำนวนดังกล่าวให้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2545 ระยะเวลาสิบสี่วันจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว หาใช่เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยส่งเงินที่อายัดไปให้กรมบังคับคดีไม่ เมื่อผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยเงินในคดีนี้เมื่อวันที่ 23 และ 30 กรกฎาคม 2545 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 กำหนดให้ศาลต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แต่ตามคำสั่งศาลชั้นต้นปรากฏว่าศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม และในชั้นอุทธรณ์การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้องทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ก็เป็นการไม่ถูกต้องเพราะแม้คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลจะสั่งให้พิจารณารวมกัน แต่ในการสั่งค่าฤชาธรรมเนียมต้องพิจารณาสั่งแยกเป็นรายสำนวน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้องแต่ละสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 1,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 290 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจรินทร์ จิตรีงามหรือศิโรรัตน์วนิช
ผู้ร้อง — นางสาวนงนุช เพ็ชรตระกูลชาติ กับพวก
จำเลย — นางสายหยุด สินเพ็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชยกมล เกษมสันต์ ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ — นายวันชัย ชัยเสริมวงศ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา