คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8022 -ที่ 8024/2547
#411949
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ และข้อกำหนดคดีภาษีอากรฯ มิได้บัญญัติเรื่องค่าขึ้นศาลไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 17 และ 29 แห่งพ.ร.บ. ดังกล่าว ซึ่งตามราราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. เรื่องค่าขึ้นศาลมิได้บัญญัติว่าคดีหนึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ในการพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใดจำต้องพิจารณาคำฟ้องซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) บัญญัติไว้เป็นเกณฑ์ ดังนี้ การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาเกี่ยวข้องกันหรือแยกจากกันได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 หนังสือแจ้งภาษีการค้าสำหรับเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2534 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2535 แม้ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้า และภาษีธุรกิจเฉพาะ ต่างจัดเป็นภาษีอากรประเมินแต่เป็นภาษีคนละประเภท ทั้งเป็นการเรียกเก็บภาษีอากรคนละรอบระยะเวลาบัญชี การประเมินภาษีอากรเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินที่จะต้องประเมินเรียกเก็บภาษีอากรแต่ละประเภทในแต่ละรอบบัญชีให้ถูกต้อง จึงอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการรับรู้รายได้และรายจ่ายแตกต่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี และการฟ้องคดีของโจทก์ก็เพื่อให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานรวม 4 ฉบับ 2 รอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกี่ยวข้องกันสามารถแยกออกจากกันได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ข้อหาหนึ่ง ปี 2535 ข้อหาหนึ่ง ภาษีการค้าปี 2534 ข้อหาหนึ่ง และภาษีธุรกิจเฉพาะปี 2535 อีกข้อหาหนึ่ง คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการเสนอข้อหาต่อศาล 4 ข้อหา ที่ไม่เกี่ยวข้องกันสามารถแยกออกจากกันได้และเมื่อจำเลยอุทธรณ์ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้า และภาษีธุรกิจเฉพาะตามที่โจทก์ฟ้องในจำนวนทุนทรัพย์ 19,334,492.94 บาท จึงเป็นการเสนอข้อหาต่อศาล 4 ข้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องเช่นเดียวกับที่โจทก์ฟ้อง ทั้งโจทก์และจำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้งสี่ข้อหา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ต.1/1037/2/101022 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ต.1/1037/2/10124 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 หนังสือแจ้งภาษีการค้าตามแบบ ภ.ค.80 เลขที่ ต.1/1037/4/103512 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามแบบ ภ.ธ.73.1 เลขที่ ต.1/1037/6/100062 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 179/2541/สภ.1 (กม.1) ถึงเลขที่ 181/2541/สภ.1 (กม.1) และเลขที่ 192/2541/สภ.1 (กม.1) ให้งดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ต.1/1037/2/101022 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 (เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2) และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ ต.1/1037/2/101024 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 (เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3) ซึ่งโจทก์แสดงรายได้ดอกเบี้ยรับขาดไป 4,159,859.80 บาท ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และรายได้ดอกเบี้ยรับขาดไป 1,763,671.64 บาท ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ตามเอกสารหมาย จ.17 และ จ.18 และให้แก้ไขแบบ ภ.ค.80 หนังสือแจ้งภาษีการค้า เลขที่ ต.1/1037/4/103512 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 (เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4) และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามแบบ ภ.ธ.73.1 เลขที่ ต.1/1037/100062 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 (เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5) และแก้ไขคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 179/2541/สภ.1 (กม.1) ถึงเลขที่ 181/2541/สภ.1 (กม.1) และเลขที่ 192/2541/สภ.1 (กม.1) ทั้ง 4 ฉบับ ในส่วนยอดภาษีที่ต้องชำระยอดจำนวนเงินเพิ่ม สำหรับเบี้ยปรับถือตามอัตราร้อยละที่คณะกรรมการกำหนดแต่เปลี่ยนแปลงตัวเลขจำนวนเงินที่ลดไปกับจำนวนเงินภาษีแต่ละประเภทที่ต้องชำระ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเพิ่มจำนวน 278,912.50 บาท และให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เพิ่มขึ้น 210,827.50 บาท

โจทก์จำเลยชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มและได้อุทธรณ์คำสั่งที่ให้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้นมาด้วย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์คำสั่งศาลภาษีอากรกลางของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์และจำเลยเสียค่าขึ้นศาลในแต่ละชั้นศาลเพียง 200,000 บาท ถูกต้องหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยจำนวนทุนทรัพย์ 26,272,257.33 บาท เสียค่าขึ้นศาลจำนวน 200,000 บาท ถูกต้องแล้ว การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเพิ่มอีก 278,912.50 บาท ย่อมไม่ถูกต้อง ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในจำนวนทุนทรัพย์ 19,334,492.94 บาท จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200,000 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคสอง ประกอบตาราง 1 (1) (ก) การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เพิ่มอีก 210,827.50 บาท ย่อมไม่ถูกต้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 และข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 มิได้บัญญัติเรื่องค่าขึ้นศาลไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 17 และ 29 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เรื่องค่าขึ้นศาลมิได้บัญญัติว่าคดีหนึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ในการพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใดจำต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) บัญญัติว่า คำฟ้อง หมายความว่า กระบวนพิจารณาใดๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล... ดังนี้ การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดูว่าคำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาเกี่ยวข้องกันหรือแยกจากกันได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 หนังสือแจ้งภาษีการค้าสำหรับเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2534 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2535 แม้ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้า และภาษีธุรกิจเฉพาะต่างจัดเป็นภาษีอากรประเมินแต่เป็นภาษีคนละประเภท ทั้งเป็นการเรียกเก็บภาษีอากรคนละรอบระยะเวลาบัญชี การประเมินภาษีอากรเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินที่จะต้องประเมินเรียกเก็บภาษีอากรแต่ละประเภทในแต่ละรอบบัญชี ให้ถูกต้อง กรณีจึงอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการรับรู้รายได้และรายจ่ายแตกต่างกันในแต่ละรอบระยะบัญชี และการฟ้องคดีของโจทก์ก็เพื่อให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานรวม 4 ฉบับ 2 รอบระยะเวลาบัญชีไม่เกี่ยวข้องกันสามารถแยกออกจากกันได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ข้อหาหนึ่ง ปี 2535 ข้อหาหนึ่ง ภาษีการค้าปี 2534 ข้อหาหนึ่ง และภาษีธุรกิจเฉพาะปี 2535 อีกข้อหาหนึ่ง คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการเสนอข้อหาต่อศาล 4 ข้อหา ที่ไม่เกี่ยวข้องกันสามารถแยกออกจากกันได้ และเมื่อจำเลยอุทธรณ์ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้า และภาษีธุรกิจเฉพาะตามที่โจทก์ฟ้องในจำนวนทุนทรัพย์ 19,334,492.94 บาท จึงเป็นการเสนอข้อหาต่อศาล 4 ข้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกันเช่นเดียวกับที่โจทก์ฟ้อง ดังนั้น ทั้งโจทก์และจำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้งสี่ข้อหา ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์และจำเลยเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่พิพาทในแต่ละข้อหาให้ครบถ้วนนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยในข้อนี้ที่คัดค้านคำสั่งศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางของจำเลยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การจำเลยมีประเด็นที่ว่า บริษัทที่กู้ยืมเงินโจทก์เป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์หรือไม่อยู่ด้วย แต่ในวันชี้สองสถานศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ไว้ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่ามีบริษัทบางบริษัทใน 17 บริษัทที่กู้ยืมเงินโจทก์ไปเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ด้วยนั้น เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณานั้น เห็นว่า ในการฟ้องคดีโจทก์อ้างว่าได้แสดงหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับกลุ่มบริษัทในเครือของโจทก์ โจทก์มิได้เรียกดอกเบี้ยจากบริษัทในเครือของโจทก์จึงไม่มีรายรับจากดอกเบี้ย แต่เจ้าพนักงานจำเลยเห็นว่ามิใช่เป็นบริษัทในเครือ ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ 3 ข้อ คือ

1. โจทก์มีรายได้จากดอกเบี้ยซึ่งต้องนำมาคำนวณเพื่อเรียกภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลา

บัญชีปี 2534 และปี 2535 ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่เพียงใด

2. โจทก์มีรายรับจากดอกเบี้ยจากการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ซึ่งต้องเสีย

ภาษีการค้าสำหรับเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2534 ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่เพียงใด และมีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่

3. โจทก์มีรายรับจากดอกเบี้ยจากการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ซึ่งอยู่ใน

บังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2535 ตามการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ เพียงใด และมีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่

จะเห็นได้ว่าประเด็นข้อพิพาททั้งสามข้อต่างเป็นประเด็นเกี่ยวกับรายรับจากดอกเบี้ยว่าโจทก์มีรายได้จากดอกเบี้ยมากน้อยเพียงใด ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจะต้องพิจารณาว่ารายได้ของโจทก์มีเพียงใด รายได้จากดอกเบี้ยของโจทก์เป็นรายได้ที่โจทก์จำเลยโต้แย้งกันและต้องนำมาพิจารณาในคดีนี้ซึ่งคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.11/2528 ข้อ 2 ตามเอกสารหมาย ล.6 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 ข้อ 2 ตามเอกสารหมาย ล.5 กำหนดว่ากรณีบริษัทในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง ไม่ว่าจะนำเงินของตนหรือนำเงินที่กู้ยืมจากบุคคลอื่นมาให้กู้ยืมในระหว่างกันเอง และไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดก็ตามดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินในกรณีเช่นนี้ไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะตามลำดับ ดังนั้น ในการพิจารณาว่าโจทก์มีรายรับเท่าใดย่อมต้องพิจารณาไปถึงว่าบริษัทที่กู้ยืมเงินโจทก์ไปเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์หรือไม่ซึ่งเป็นประเด็นสืบเนื่องเกี่ยวพันกัน การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหานี้ด้วยจึงชอบด้วยกฎหมาย

มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า โจทก์จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และปี 2535 ภาษีการค้าของปี 2534 และภาษีธุรกิจเฉพาะของปี 2535 ตามการประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งจะต้องวินิจฉัยก่อนว่าบริษัท 17 บริษัทเป็นผู้กู้ยืมเงินโจทก์ไปเป็นบริษัทในเครือโจทก์หรือไม่ ในข้อนี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า บริษัทแอมบิก้าทัวร์เอเยนซี่ จำกัด ซึ่งเป็นผู้กู้ยืมเงินโจทก์ด้วยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งโจทก์ได้แสดงรายรับส่วนนี้มีการชำระภาษีจึงไม่เป็นประเด็นที่จะพิจารณา คงวินิจฉัยว่าบริษัทที่กู้ยืมเงินโจทก์ไปอีก 16 บริษัท มี 8 บริษัทเป็นบริษัทในเครือโจทก์ ส่วนอีก 8 บริษัทที่เหลือมิใช่บริษัทในเครือโจทก์ ซึ่งจำเลยอุทธรณ์ว่า บริษัททั้งสิบหกบริษัทมิใช่บริษัทในเครือโจทก์ จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า บริษัท 8 บริษัทที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าเป็นบริษัทในเครือโจทก์นั้นไม่เป็นบริษัทในเครือโจทก์ตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 กำหนดความหมายคำว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันหมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กันในลักษณะดังต่อไปนี้

1. ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่งเป็นผู้ถือหุ้น

หรือเป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่ง

2. ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละ

ห้าสิบของหุ้นทั้งหมด ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด

3. นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งเกินกว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด

หรือ

4. บุคคลเกินกว่ากึ่งจำนวนกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการในนิติบุคคลหนึ่งเป็น

กรรมการหรือเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการในอีกนิติบุคคลหนึ่ง

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.11/2528 ข้อ 2 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 ข้อ 2 ตามเอกสารหมาย ล.6 และ ล.5 กำหนดความหมายคำว่า บริษัทในเครือเดียวกันหมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไป ซึ่งมีความสัมพันธ์กันโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม ดังนั้น ในการวินิจฉัยว่าเป็นบริษัทในเครือเดียวกันหรือไม่ จึงต้องพิจารณาโดยอาศัยประมวลรัษฎากร มาตรา 39 กับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.11/2528 และที่ ป.26/2534 ประกอบกัน ซึ่งจะได้วินิจฉัยแต่ละบริษัทดังนี้

1. บริษัทเกรนเทรด จำกัด น่าเชื่อว่าเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์เพราะตามเอกสารหมาย จ.9

แผ่นที่ 5 ระบุว่าในช่วงปี 2532 ถึงปี 2537 กรรมการของบริษัทเกรนเทรด จำกัด มีกรรมการของโจทก์เป็นกรรมการร่วมอยู่ในแต่ละช่วง คือ 5 ใน 7, 3 ใน 5 และ 3 ใน 6 และส่วนที่เหลือเป็นพนักงานของโจทก์หรือบุตรสาวของนายกิริตเป็นผู้มีอำนาจจัดการในบริษัทเกรนเทรด จำกัด บริษัทนี้จึงเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์

2. บริษัทโกลเบ๊กซ์คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำเลยแสดงเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 20 และ 21

ลงวันที่ 11 มีนาคม 2534 อ้างว่าโจทก์ถือหุ้นในบริษัทโกลเบ๊กซ์คอร์ปอเรชั้น จำกัด เพียง 700 หุ้น จาก 75,000 หุ้น แต่เมื่อคำนวณหุ้นที่ผู้ถือหุ้นโจทก์คือ นายกิริต นางแองเจอรี่ นายสำรวย นายมารุต กรรมการและเป็นผู้ถือหุ้นโจทก์หรือบริษัทเกรนเทรด จำกัด ถือหุ้นอยู่ก็มีจำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ในชั้นพิจารณาโจทก์อ้างสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อเนื่องจากวันที่ 30 เมษายน 2533 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2534 ตามเอกสารหมาย จ.19 แผ่นที่ 5 และ 6 หรือจากวันที่ 11 มีนาคม 2534 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2534 ตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 95 และ 96 จากวันที่ 30 เมษายน 2534 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2535 ตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 93 และ 94 จากวันที่ 1 พฤษภาคม 2535 ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2535 ตามเอสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 100 ถึง 101 จากวันที่ 7 พฤษภาคม 2535 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2535 ตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 97 จากวันที่ 19 สิงหาคม 2535 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2535 ตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 104 และ 105 จากวันที่ 20 ตุลาคม 2535 ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2535 ตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 104 และ 105 และวันที่ 5 พฤศจิกายน 2535 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2536 ตามเอกสารหมาย จ.19 แผ่นที่ 7 ถึง 8 โจทก์ถือหุ้นในบริษัทนี้เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ถือหุ้นและมีกรรมการเกินกึ่งหนึ่ง ดังนั้น บริษัทนี้จึงเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์

3. บริษัทเลเท็กซ์โปรดักส์ จำกัด จำเลยได้รับสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นทะเบียนเลขที่

1659/2530 ในชั้นประเมินและได้ระบุไว้ในเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 19 ว่าโจทก์ถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 25 แต่จากการนำสืบของโจทก์ โจทก์แสดงสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่งมีบริษัทโจทก์ บริษัทในเครืออีก 2 บริษัท กรรมการคือนางสมลักษณ์จากช่วงวันที่ 28 กันยายน 2533 ตามเอกสารหมาย จ.19 แผ่นที่ 26 และ 27 เอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 128 และ 129 เอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 130 ถึง 135 โจทก์ถือหุ้นร้อยละ 27.96 จนถึง 37.96 กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทนี้มีกรรมการโจทก์เกินกึ่งหนึ่งกระทำการแทนได้ตามเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 8 บริษัทนี้จึงเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์

4. บริษัทเกรทเซอร์เคิลชิปปิ้งเอเยนซี่ จำกัด จำเลยได้รับสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในชั้นประเมิน

ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 24 ระบุผู้ถือหุ้น 7 คน จำนวนหุ้น 50,000 หุ้น วันที่ 18 เมษายน 2534 จำเลยพิจารณาเฉพาะบริษัทโจทก์ถือหุ้น 250 หุ้น แล้วไม่นับว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทในเครือโจทก์ แต่โจทก์สามารถนำสืบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากผู้ถือหุ้นตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2533 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2536 ตามเอกสารหมาย จ.19 แผ่นที่ 30 เอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 138 และ 139 และเอกสารหมาย จ.19 แผ่นที่ 31 รวมทั้งกรรมการที่มีอำนาจจัดการบริษัทนี้เป็นกรรมการบริษัทโจทก์ทั้งหมดด้วยตามเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 9 โจทก์และบริษัทในเครือโจทก์ถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง ดังนี้ บริษัทนี้จึงเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์ด้วย

5. บริษัทยูนิโกลฟส์ จำกัด ในชั้นประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยระบุว่าโจทก์ถือหุ้นในบริษัทนี้

ไม่ถึงร้อยละ 25 ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 19 แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์แสดงสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากวันที่ 19 พฤศจิกายน 2533 มีผู้ถือหุ้นรวม 41 ราย จำนวนหุ้น 850,000 หุ้น จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2535 ตามเอกสารหมาย จ.19 แผ่นที่ 32 ถึง 37 เอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 140 ถึง 145 ซึ่งเมื่อคำนวณเฉพาะบริษัทโกลเบ๊กซ์คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับบริษัทลังลิต จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นโจทก์และกรรมการโจทก์และเป็นผู้ถือหุ้นโจทก์ด้วยคือนายสำรวยและนายกิริต โจทก์ถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นทั้งหมดและจากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากวันที่ 14 พฤษภาคม 2535 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2536 เพิ่มผู้ถือหุ้นรวมเป็น 47 ราย จำนวนหุ้น 1,250,000 หุ้น ตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 146 ถึง 152 และภายหลังได้แยกประเภทหุ้นออกเป็นหุ้นประเภท ก. (หุ้นสามัญ) 38 ราย และหุ้นประเภท ข. (หุ้นบุริมสิทธิ) รวม 3 ราย ตามเอกสารหมาย จ.19 แผ่นที่ 38 ถึง 43 กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนบริษัทนี้เป็นกรรมการโจทก์ที่มีอำนาจจัดการเกินกึ่งหนึ่ง คือนายกิริตและนางแองเจอรี่ ตามเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 10 บริษัทนี้จึงเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์

6. บริษัทชัวร์เท็กซ์ จำกัด โจทก์มีสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากวันที่ 11 สิงหาคม 2533 ถึง

วันที่ 30 เมษายน 2536 และเอกสารหมาย จ.19 แผ่นที่ 45 ถึง 48 เอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 155 ถึง 164 และเอกสารหมาย จ.19 แผ่นที่ 49 ถึง 52 จำนวนหุ้นที่โจทก์และผู้ถือหุ้นโจทก์ถือเกินกว่าอัตราร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดและกรรมการที่มีอำนาจจัดการตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2532 ถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2537 นั้น 2 ใน 3 เป็นกรรมการโจทก์ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 11 บริษัทนี้จึงเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์

7. บริษัทยูนิสเตรทซ์ จำกัด โจทก์มีสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นนับจากวันที่ 14 เมษายน 2533

ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2536 ตามเอกสารหมาย จ.19 แผ่นที่ 53 ถึง 56 เอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 167 และ 168 โดยไม่นับรวมพนักงานโจทก์ที่ถือหุ้นโจทก์และผู้ถือหุ้นโจทก์ก็ถือหุ้นในบริษัทนี้เกินกึ่งหนึ่ง กรรมการผู้มีอำนาจจัดการบริษัท 2 ใน 3 เป็นกรรมการโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 12 และ 13 นับจากวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2532 ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2537 บริษัทนี้จึงเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์

8. บริษัทเจเอฟเทรดดิ้ง จำกัด โจทก์มีสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากวันที่ 16 มิถุนายน 2533

ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 ตามเอกสารหมาย จ.19 แผ่นที่ 57 ถึง 59 เอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 171 ถึง 173 โจทก์และผู้ถือหุ้นโจทก์ถือหุ้นในบริษัทนี้เกินกึ่งหนึ่ง กรรมการบริหารมาจากกรรมการโจทก์ 3 ใน 5 กรรมการผู้มีอำนาจจัดการและลงนามแทนบริษัท 3 ใน 5 มาจากกรรมการโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 14 ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2533 ตลอดมา บริษัทนี้จึงเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์ ดังนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าบริษัททั้งแปดบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย เมื่อทั้งแปดบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ไปไม่ว่าจะนำเงินของตนหรือนำเงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลอื่นมาให้กู้ยืมในระหว่างกันเอง และไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดก็ตาม ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินในกรณีเช่นนี้ไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีการค้าในปี 2534 หรือเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในปี 2535 ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.11/2528 ข้อ 2 เอกสารหมาย ล.6 และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 ข้อ 2 เอกสารหมาย ล.5 ส่วนอีก 8 บริษัทที่ไม่ใช่บริษัทในเครือเดียวกับโจทก์ เมื่อจำเลยประเมินให้โจทก์ต้องรับผิดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายรับที่เกิดจากดอกเบี้ยของการให้กู้ยืมเงินและต้องเสียภาษีการค้าในปี 2534 หรือภาษีธุรกิจเฉพาะในปี 2535 จึงต้องพิจารณาต่อไปโดยที่จำเลยประเมินดอกเบี้ยรับจากการให้กู้ยืมเงินของโจทก์ในปี 2534 และปี 2535 อัตราร้อยละ 12 ต่อปี โดยพิจารณาจากบริษัแอมบิก้าทัวร์เอเยนซี่ จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 108 เอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 4, 7, 10, 13, 16, 19, 28, 31, 37, 40, 46, 58, 67, 73 และ 85 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าการที่จำเลยประเมินดอกเบี้ยจากโจทก์อัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับว่าเป็นโรรมแก่โจทก์แล้ว อีกทั้งโจทก์จำเลยต่างยอมรับตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2542 ว่ารอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และปี 2535 เกี่ยวกับเงินรายได้จากการให้กู้ยืมระหว่างบริษัท ในปี 2534 ดอกเบี้ยระหว่างปีจำนวน 4,637,717 บาท และค้างรับจากการตรวจสอบ 12,619,664 บาท ตามเอกสารหมาย จ.17 แผ่นที่ 1 ซึ่งคำนวณจาก 18 บริษัท แต่เป็นบริษัทในเครือโจทก์ 8 บริษัท มิใช่บริษัทในเครือโจทก์จำนวน 10 บริษัท สำหรับรายการดอกเบี้ยรับทั้งสิบบริษัทปรากฏตามเอกสารหมาย จ.17 แผ่นที่ 3, 4, 5, 9, 13, 15, 22, 25 และ 26 ซึ่งคู่ความรับว่ามีการคำนวณถูกต้องเป็นฐานจำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์รับในการคำนวณเพื่อการประเมินสำหรับปี 2535 จากเอกสารหมาย จ.18 แผ่นที่ 1 เมื่อหักบริษัทในเครือโจทก์ดังวินิจฉัยออกไป คงเหลือบริษัทที่โจทก์ให้กู้ยืมและต้องคำนวณดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ปี เป็นรายรับรวม 4 บริษัท การคำนวณดอกเบี้ยที่โจทก์ให้บริษัททั้งสี่บริษัทกู้ยืมไปต้องถือตามเอกสารหมาย จ.18 แผ่นที่ 3, 4, 13, 18 ซึ่งคู่ความรับกันว่ามีการคำนวณถูกต้องเป็นฐานจำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์รับในการคำนวณเพื่อให้จำเลยประเมินมากจำนวนดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลภาษีอากรกลางและเห็นพ้องด้วยที่จะคำนวณดอกเบี้ยให้กู้ยืมในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี เพราะถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ฉะนั้น ในปัญหาที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และปี 2535 จำเลยจึงต้องประเมินรายได้จากดอกเบี้ยจากการให้บริษัทที่มิใช่บริษัทในเครือกู้ยืมในปี 2534 รวม 10 บริษัทในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปีและในปี 2535 มีบริษัทที่มิใช่บริษัทในเครือรวม 4 บริษัท ซึ่งโจทก์จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นจากรายรับที่เป็นดอกเบี้ยให้กู้ยืมพร้อมเบี้ยปรับซึ่งศาลภาษีอากรกลางก็คงให้เรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับ นับว่าถูกต้องเป็นธรรมแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์ต้องเสียภาษีการค้าหรือไม่ ได้ความว่า โจทก์จดทะเบียนตามหนังสือรับรองกระทรวงพาณิชย์เพื่อประกอบการค้าไว้เพิ่มเติม 5 ประเภท รวมถึงประเภทธนาคารด้วยตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 132 ถึง 138 การที่โจทก์ให้บริษัทที่มิใช่บริษัทในเครือกู้ยืม โจทก์ก็ต้องคิดดอกเบี้ยจากบริษัทที่กู้ยืมไป ที่จำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีอากรการค้าจึงเป็นไปโดยชอบแต่จำนวนเงินภาษีการค้าต้องมาจากรายได้ดอกเบี้ยรับของบริษัทตามที่วินิจฉัยแล้วว่าในปี 2534 มี 10 บริษัท และปี 2535 มี 4 บริษัท ที่มิใช่บริษัทในเครือ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย สำหรับปัญหาว่าโจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะปี 2535 หรือไม่นั้น แม้ในปี 2534 ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจะยังมิได้ใช้บังคับ คงมีแต่ภาษีการค้า แต่หลักเกณฑ์การเก็บภาษีการค้าสำหรับบริษัทที่ประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์นำมาบัญญัติบังคับใช้ในปี 2535 เป็นภาษีธุรกิจเฉพาะ ฉะนั้น การที่โจทก์ให้บริษัทอื่นที่มิใช่บริษัทในเครืออีก 4 บริษัทกู้ยืมไปโดยอ้างว่าไม่ได้คิดดอกเบี้ย ย่อมไม่อาจรับฟังว่าไม่มีการคิดดอกเบี้ย การที่จำเลยประเมินให้โจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) โดยถือว่าโจทก์ประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะในปี 2535 เฉพาะ 4 บริษัทที่มิใช่ในเครือเดียวกับโจทก์กู้ยืมเงินโจทก์ไปนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจี.เปรมจี.จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8018/2547
#411878
เปิดฉบับเต็ม

การทำพินัยกรรมอาจทำได้หลายแบบ เมื่อผู้ตายเขียนพินัยกรรมเองทั้งฉบับโดยมีข้อความครบถ้วนตามเงื่อนไขที่ ป.พ.พ. มาตรา 1657 กำหนด แม้จะให้พยานลงชื่อแต่ก็เป็นส่วนเกินที่ไม่ทำให้พินัยกรรมแบบเขียนขึ้นเองทั้งฉบับต้องเสียไป พินัยกรรมนั้นย่อมสมบูรณ์ โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าเป็นโมฆะตามรูปแบบนินัยกรรมชนิดอื่นอีกหรือไม่ เมื่อผู้ตายทำพินัยกรรมทรัพย์สินให้แก่ผู้ร้องเช่นนี้ ถือว่าทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคท้าย ผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านและขอตั้งผู้จัดการมรดก ตามมาตรา 1713

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2534 นายบุญมี แห่งหน ผู้ตาย ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2542 ผู้ตายถึงแก่ความตายที่บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 5 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือเงินฝากในธนาคาร ที่ดินโฉนดเลขที่ 6114 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า พินัยกรรมของนายบุญมี แห่งหน ผู้ตาย ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ และผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมดังกล่าว ผู้ตายเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 1 และพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 5 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้นางระรินทิพย์ แฉล้มเขตต์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญมี แห่งหน ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านทั้งสอง

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2542 และมีทรัพย์ที่ระบุเป็นมรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 6114 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ต่างบรรลุนิติภาวะและไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถหรือเป็นคนล้มละลาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า เอกสารหมาย ร.1 เป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่ ในประการนี้ผู้ร้องมีตัวผู้ร้อง และนายสาธิต ปิ่นพิภพ คนขับรถให้ผู้ร้องมาเบิกความว่า ในวันทำพินัยกรรมนายสาธิตขับรถพาผู้ร้องจากกรุงเทพมหานครไปหาผู้ตายที่โรงเรียนสุวรรณรังสฤษฎ์วิทยาลัย ที่จังหวัดเพชรบุรี ในวันดังกล่าวผู้ตายได้เขียนพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 ด้วยลายมือตนเองทั้งฉบับต่อหน้านายสาธิตและนายชัย ปักษา ซึ่งลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองมีตัวผู้คัดค้านที่ 1 มานำสืบต่อสู้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 พักอาศัยอยู่กับผู้ตายที่จังหวัดเพชรบุรีและมีบุตรด้วยกันสองคน ในวันที่ปรากฏเป็นวันทำพินัยกรรม ผู้ร้องและสามีผู้ร้องได้ขับรถปิกอัพมารับผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 1 ไปที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรี เพื่อทำนิติกรรมกู้ยืมและจำนองในธุรกิจที่คู่ความมีความเกี่ยวข้องกัน และหลังจากที่ธนาคารจ่ายเงินให้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องและสามีได้ขับรถไปส่งผู้ตายและผู้คัดค้านที่ 1 ยังบ้านพักโดยผู้ตายไม่ได้กลับไปทำงานที่โรงเรียนกับปฏิเสธว่าลายมือชื่อในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 ไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้ตายโดยมีนายชัย ปักษา ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานกับผู้ตายและเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 มายืนยันว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 ดังกล่าวมิได้กระทำต่อหน้าพยาน หากเป็นเรื่องที่ผู้ตายนำกระดาษเอกสารหมาย ร.1 ที่ยังไม่มีข้อความมาให้พยานลงชื่ออ้างว่าไม่มีอะไร และมีนาวาเอกนพพร แห่งหน (เข้าใจว่าเป็นนายทหารเรือ) มาเบิกความสนับสนุนโดยตอบคำถามค้านทนายผู้ร้องว่าลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไม่น่าใช่ลายมือชื่อของผู้ตาย เห็นว่า ผู้ร้องมีเอกสารหมาย ร.8 ที่ผู้คัดค้านที่ 1 รับในคำเบิกความตอบคำถามค้านทนายผู้ร้องว่า เป็นลายมือของผู้ตายมาเปรียบเทียบกับลายมือที่ปรากฏในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 ซึ่งเมื่อพิจารณาตัวอักษรและลายมือชื่อที่มีการเขียนคล้ายคลึงกัน ทำให้น่าเชื่อว่าเป็นลายมือของบุคคลคนเดียวกันคือผู้ตายเป็นคนเขียน เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือ นายชัย ปักษา ที่มีชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 แต่มาเป็นพยานฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองเบิกความตอบทนายผู้คันค้านทั้งสอง โดยรับว่าลายมือชื่อที่ปรากฏในพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 เป็นลายมือของพยานจริง ซึ่งแม้จะปฏิเสธว่าขณะผู้ตายนำมาให้ลงชื่อยังมิได้มีข้อความใดๆ แต่ก็เป็นการเจือสมพยานหลักฐานของผู้ร้องว่าผู้ตายเป็นทำพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 จริง แม้ว่าผู้ร้องจะเป็นบุคคลภายนอกที่ผู้ตายซึ่งมีบุตรภริยาไม่น่าจะยกทรัพย์สินของตนให้ตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างในฎีกาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาทางนำสืบของคู่ความแล้วดูจะพัวพันกันในทางธุรกิจอยู่บ้างเหมือนกัน น้ำหนักพยานหลักฐานของผู้ร้องจึงมีมากกว่า และทำให้ข้ออ้างของฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองที่ว่าพินัยกรรมได้จัดทำ ณ ที่โรงเรียนในวันตามที่ปรากฏในพินัยกรรมจริงหรือไม่ ไม่เป็นสาระที่ต้องนำมาวินิจฉัย กรณีจึงคงเหลือปัญหาข้อกฎหมายในประการสุดท้ายว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 ใช้บังคับได้หรือไม่ ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา พอสรุปใจความว่าพินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.1 เป็นรูปแบบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 เพราะมีพยานลงลายมือชื่อ 2 คน ซึ่งตกเป็นโมฆะ เพราะพยานรายหนึ่งลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่าและไม่อาจแปลว่าเป็นพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ เห็นว่า การทำพินัยกรรมอาจทำได้หลายแบบ เมื่อได้ความว่าผู้ตายเขียนพินัยกรรมเองทั้งฉบับ โดยมีข้อความครบถ้วนตามเงื่อนไขที่บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657 กำหนด ซึ่งแม้จะมีการให้พยานลงชื่อแต่ก็เป็นส่วนเกินที่ไม่ทำให้พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับต้องเสียไป พินัยกรรมตามเอกสารหมาย ร.1 ย่อมสมบูรณ์ โดยไม่จำต้องไปพิจารณาว่าเป็นโมฆะตามรูปแบบพินัยกรรมชนิดอื่นอีกหรือไม่ ดังนั้น เมื่อผู้ตายทำพินัยกรรมเอกสารหมาย ร.1 ยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ร้อง เช่นนี้ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย ดังนี้ ผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านและขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1608 ม. 1657 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางระรินทิพย์ แฉล้มเขตต์
ผู้คัดค้าน — นางนิตยา แห่งหน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8009/2547
#266405
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) บัญญัติให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญา โดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมตามเวลาที่ศาลกำหนดแต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ห้ามเรื่องการนับระยะเวลาฝึกอบรมต่อเนื่องกัน กรณีจึงเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจว่าสมควรจะให้นับระยะเวลาฝึกอบรมต่อเนื่องกับระยะเวลาฝึกอบรมของคดีอื่นหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของเด็กหรือเยาวชนซึ่งควรได้รับการฝึกอบรมสั่งสอนและสงเคราะห์ให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีและให้เหมาะสมกับตัวเด็กหรือเยาวชนเป็นคน ๆ ไป ตามมาตรา 82 ของกฎหมายดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรจะให้จำเลยที่ 1 ฝึกอบรมต่อเนื่องกับการฝึกอบรมในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งของศาลชั้นต้นแล้วก็มีอำนาจที่จะพิพากษาหรือมีคำสั่งได้โดยการฝึกอบรมต้องไม่ให้ระยะเวลาเกินกว่าจำเลยที่ 1 มีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 334, 335, 357, 83 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 800 บาท แก่ผู้เสียหาย และกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 320/2543 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษหรือระยะเวลาการฝึกและอบรมในคดีนี้ นับโทษหรือระยะเวลาการฝึกและอบรมจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษหรือระยะเวลาการฝึกและอบรมของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 71/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์ จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ศาลรอการกำหนดโทษ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษหรือระยะเวลาการฝึกและอบรมต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) (9) วรรคสอง เมื่อได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม ทั้งสภาพของความผิด ประกอบกับรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์แล้ว ปรากฏว่าขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 75 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน แต่จำเลยที่ 1 กระทำผิดเพราะความเยาว์วัย หากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัยความประพฤติ น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 ยิ่งกว่าได้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นส่งจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนด 9 เดือน นับระยะเวลาฝึกและอบรมต่อจากระยะเวลาฝึกและอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 320/2543 ของศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขณะกระทำผิดอายุ 13 ปีเศษ ยังไม่ต้องรับโทษอาศัยอำนาจตาม ป.อ. มาตรา 74 (5) ส่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนด 9 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 800 บาท แก่ผู้เสียหาย สำหรับคำขอที่ให้นับโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 2 ติดต่อกับโทษหรือระยะเวลาฝึกและอบรมของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ 71/2544 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษหรือระยะเวลาฝึกและอบรมให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ อนุญาตให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับระยะเวลาฝึกและอบรมจำเลยที่ 1 ต่อจากระยะเวลาฝึกและอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 320/2543 ของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นว่ากล่าวตักเตือนจำเลยที่ 2 และมอบตัวจำเลยที่ 2 ให้แก่ยายซึ่งเป็นผู้ปกครองรับไป โดยวางข้อกำหนดให้ผู้ปกครองจำเลยที่ 2 ระวังไม่ให้จำเลยที่ 2 ก่อเหตุร้ายขึ้นอีกภายในกำหนด 2 ปี มิฉะนั้นผู้ปกครองจำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินต่อศาลชั้นต้นครั้งละ 1,000 บาท กับให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ไว้ภายในระยะเวลาดังกล่าว โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง ห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ และสิ่งมึนเมาทุกชนิด ห้ามคบกับบุคคลประพฤติไม่ดี ห้ามเที่ยวเตร่ยามวิกาลและห้ามเล่นการพนัน ให้จำเลยที่ 2 เข้าศึกษาต่อและตั้งใจศึกษา โดยนำหลักฐานการศึกษาและผลการศึกษามาแสดงต่อพนักงานคุมประพฤติทุกครั้งที่มารายงานตัวด้วย ตาม ป.อ. มาตรา 74 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 56 ความผิดฐานรับของโจทก์ให้ยก และยกคำขอที่ให้กำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ของจำเลยที่ 1 แล้วบวกเข้ากับโทษหรือระยะเวลาฝึกและอบรมในคดีนี้ กับคำขอที่ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ เป็นเงิน 800 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) บัญญัติให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญา โดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมตามเวลาที่ศาลกำหนดแต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ห้ามเรื่องการนับระยะเวลาฝึกอบรมต่อเนื่องกัน กรณีจึงเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจว่าสมควรจะให้นับระยะเวลาฝึกอบรมต่อเนื่องกับระยะเวลาฝึกอบรมของคดีอื่นหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของเด็กหรือเยาวชนซึ่งควรได้รับการฝึกอบรมสั่งสอนและสงเคราะห์ให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีและให้เหมาะสมกับตัวเด็กหรือเยาวชนเป็นคน ๆ ไป ตามมาตรา 82 ของกฎหมายดังกล่าว สำหรับคดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นสมควรจะให้จำเลยที่ 1 ฝึกอบรมต่อเนื่องกับการฝึกอบรมในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 320/2543 ของศาลชั้นต้นแล้วก็มีอำนาจที่จะพิพากษาหรือมีคำสั่งได้โดยการฝึกอบรมต้องไม่ให้ระยะเวลาเกินกว่าจำเลยที่ 1 มีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าศาลชั้นต้นไม่อาจนับระยะเวลาฝึกและอบรมต่อจากคดีก่อนได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับระยะเวลาฝึกและอบรมจำเลยที่ 1 ต่อจากระยะเวลาฝึกและอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 320/2543 ของศาลชั้นต้น โดยการฝึกอบรมต้องไม่ให้ระยะเวลาเกินกว่าจำเลยที่ 1 มีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 82 ม. 104 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายพรเจตร พานทวีป กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนคร — นายวุฒิ พิทักษ์ธานิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
อมร วีรวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8005/2547
#411857
เปิดฉบับเต็ม

ยาเสพติดให้โทษของกลางจำนวนแรกเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) ผสมกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) จำเลยจึงมีเจตนาครอบครองยาเสพติดใด้โทษรวมกันไปไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้ เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ส่วนของกลางจำนวนที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนแบบเกล็ด) และ (3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน) ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยกัน เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกันจึงเป็นกรรมเดียว

การที่จำเลยมียาเสพติดให้โทษจำนวนแรกและจำนวนที่ 2 และที่ 3 ไว้ในครอบครองเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายคนละบท การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต้องเรียงกระทงลงโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ กรรมเดียวไม่ถูกต้อง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง แต่โจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 อีกกระทงหนึ่งได้เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมโทษ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนและคีตามีน ผสมรวมกันจำนวน 90 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยมี 3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนแบบเกล็ดจำนวน 4 ซองไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 13 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 จำคุก 20 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 67 (ที่แก้ไขใหม่) และพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง 106 ทวิ จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน และมี 3, 4-เมเทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนกับมีเมทแอมเฟตามีนที่ผสมรวมกับคีตามีนโดยมิได้รับอนุญาตในวาระเดียวกัน แม้วัตถุแห่งการกระทำความผิดต่างชนิดกัน แต่ก็เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยกัน และเมทแอมเฟตามีนที่ผสมรวมกับคีตามีนก็เพื่อวัตถุประสงค์ให้เป็นเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เมทแอมเฟตามีนที่มีคีตามีนผสมอยู่จึงเป็นวัตถุเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานมีคีตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 106 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 5 ปี 3 เดือน

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองของกลางตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกวราเบิกความถึงเหตุการณ์ก่อนจับกุมจำเลยว่า มีสายลับโทษศัพท์แจ้งว่ามีสามีภริยาคู่หนึ่งนำยาเสพติดให้โทษประเภทยาอีซุกซ่อนในห้องพักเลขที่ 810 โรงแรมหาดใหญ่พาเลซเป็นจำนวนมากและจะนำออกจำหน่ายและขายแก่นักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยว ร้อยตำรวจเอกวราติดตามดูพฤติการณ์จนทราบว่าจำเลยเป็นหนึ่งในสองบุคคลดังกล่าว โจทก์ยังนำดาบตำรวจประพัฒน์เข้าเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกวราด้วยว่า ในวันเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกวราแจ้งว่ามีสายลับแจ้งว่ามีหญิงชายคู่หนึ่งอยู่ที่ห้องเลขที่ 810 โรงแรมหาดใหญ่พาเลซลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทยาอีและยาไอซ์ให้แก่นักท่องเที่ยว พยานโจกท์ทั้งสองเบิกความถึงพฤติการณ์ขณะตรวจค้นและจับกุมจำเลยว่า วันเกิดเหตุก่อนจับกุมจำเลยเมื่อไปที่ห้องพักที่เกิดเหตุเวลาประมาณ 20.50 นาฬิกา ได้ซุ่มอยู่บริเวณหน้าห้องจนเวลาประมาณ 21 นาฬิกา นางสาวหทัยกาญจน์ ปัญญายิ่ง เปิดประตูห้องพักที่เกิดเหตุออกมา ร้อยตำรวจเอกวรากับดาบตำรวจประพัฒน์จึงควบคุมตัวนางสาวหทัยกาญจน์ไว้ และเมื่อเข้าไปในห้องพักที่เกิดเหตุ พบจำเลยอยู่ในลักษณะลุกลี้ลุกลนจึงได้เข้าควบคุมตัวจำเลยไว้ เมื่อตรวจค้นบริเวณที่จำเลยยืนอยู่พบถุงพลาสติกวางอยู่ที่พื้นใต้โต๊ะรับแขก พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความตรงกันว่า จำเลยปฏิเสธว่าของกลางไม่ใช่ของจำเลยแต่เป็นของที่เพื่อนจำเลยซึ่งเป็นชาวมาเลเซียฝากจำเลยไว้ ส่วนพันตำรวจโทมาทิตย์ ยิ้มซ้าย พนักงานสอบสวนคดีนี้เบิกความว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธอ้างว่าของกลางเป็นของนายอาเสียง ชาวมาเลเซีย นำมาฝากไว้ จำเลยนำสืบว่า ในคืนเกิดเหตุก่อนถูกจับกุม นายอาเสียงซึ่งพักอยู่โรงแรมเดียวกับจำเลยที่ห้องเลขที่ 812 ได้เข้ามาหาจำเลยในห้องพักที่เกิดเหตุ และนั่งพูดคุยกับจำเลยโดยในขณะที่นายอาเสียงเดินเข้ามาในห้องนั้นได้ถือถุงพลาสติกที่ภายในบรรจุของกลางมาด้วยและวางบนพื้นขณะนั่งคุยกับจำเลยที่ชุดโซฟารับแขก เมื่อคุยกับจำเลยเสร็จได้เดินออกจากห้องและบอกฝากถุงพลาสติกดังกล่าวไว้ โดยจำเลยมิได้ยุ่งเกี่ยวกับของกลาง เห็นว่า ตามทางนำสืบของจำเลยนั้นนายอาเสียงก็พักอยู่ที่ห้องเลขที่ 812 ไม่ปรากฏเหตุจำเป็นใดที่นายอาเสียงจะต้องฝากของกลางไว้กับจำเลย จำเลยมิได้นำนางสาวหทัยกาญจน์มานำสืบสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของจำเลยดังกล่าวทำให้ไม่มีนำหนักรับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยครอบครองของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้เพื่อจำหน่ายและเพื่อขายนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะนำสืบว่าเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบมาว่า จำเลยจำหน่ายยาเสพติดให้โทษให้แก่นักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้วางแผนล่อซื้อเพื่อจับกุมจำเลยในขณะที่จำเลยจำหน่ายหรือขายยาเสพติดให้โทษ เพียงแต่ไปตรวจค้นห้องพักที่เกิดเหตุเพื่อค้นหายาเสพติดให้โทษเท่านั้น การนำสืบถึงพฤติการณ์ว่าจำเลยเป็นผู้จำหน่ายหรือขายยาเสพติดให้โทษ จึงไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน จำนวนของกลางก็มีไม่มาก โดยของกลางประเภทเมทแอมเฟตามีนผสมกับคีตามีนจำนวน 90 เม็ด คำนวณน้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนและคีตามีนหนัก 1.500 กรัม และ 4.341 กรัม ตามลำดับ ส่วน 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนก็มีจำนวน 50 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 6.261 กรัม และเมทแอมเฟตามีนแบบเกล็ดจำนวน 4 ซอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 11.143 กรัม เพียงเท่านี้ยังไม่พอรับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ประกอบกับทางนำสืบของโจทก์ตามบันทึกการจับกุม เอกสารหมาย จ.2 ระบุว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้นำปัสสาวะของจำเลยไปตรวจปรากฏผลว่ามีสารเสพติดในปัสสาวะ แสดงว่าจำเลยเคยเสพยาเสพติดให้โทษมาก่อนถูกจับกุม จึงสนับสนุนข้อเท็จจริงว่าจำเลยมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าจำเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้นชอบแล้ว และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลดโทษให้แก่จำเลยหนึ่งในสี่ เพราะคำให้การชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนั้นก็ชอบแล้วเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่งยาเสพติดให้โทษของกลางในคดีนี้มีอยู่ 3 จำนวน จำนวนแรกเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) ที่ผสมกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) จำนวนที่ 2 และที่ 3 เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนแบบเกล็ด) และ (3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน) การที่ยาเสพติดให้โทษของกลางจำนวนแรกเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) ผสมกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) จำเลยจึงมีเจตนาครอบครองยาเสพติดให้โทษจำนวนดังกล่าวรวมกันไป ไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้ เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทหนักฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อเป็นดังนี้ จึงต้องถือว่ายาเสพติดให้โทษจำนวนดังกล่าวเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 แต่ยาเสพติดให้โทษจำนวนดังกล่าวเป็นยาเสพติดให้โทษคนละอย่างกับของกลางจำนวนที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนแบบเกล็ด) และ (3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน) ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ด้วยกัน เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว เมื่อเป็นดังนี้ การที่จำเลยมียาเสพติดให้โทษจำนวนแรกและจำนวนที่ 2 และที่ 3 ไว้ในครอบครอง อันเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายคนละบท การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรม ต้องเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทเป็นกรรมเดียว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวแม่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้ง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่อย่างไรก็ดี ปัญหาดังกล่าวโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งไว้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 อีกกระทงหนึ่งได้เนื่องจากเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 102
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 62 ม. 106 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายชิน ซี ฮง
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7994/2547
#113017
เปิดฉบับเต็ม

ป.ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ ย. จำเลยผู้มรณะตายในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ ย. จำเลยผู้มรณะโดยต่างคัดค้านซึ่งกันและกันว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีคุณสมบัติไม่ เหมาะสม เมื่อไต่สวนพยานของผู้ร้องเสร็จแล้ว ระหว่างไต่สวนพยานของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนคำร้องของผู้คัดค้าน เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้คัดค้านและสั่งอนุญาตให้ ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านดังกล่าวย่อมทำให้คดีเกี่ยวกับคำร้องขอเข้าเแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านเสร็จไป ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาย่อมอุทธรณ์ได้ทันที เมื่อทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับการจำหน่ายคำร้องขอเข้าแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านโดยอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเช่นนี้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

ส่วนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะซึ่งทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมนั้นก็เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากนางเปลื้อง เดชะดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้ถึงแก่ความตายในระหว่าง การพิจารณา ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลย เป็นทายาทโดยธรรม ของจำเลย ขอให้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย โดยต่างคัดค้านซึ่งกันและกันว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้อง

เมื่อไต่สวนพยานของผู้ร้องเสร็จแล้ว ระหว่างไต่สวนพยานของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านถึงแก่ความตาย ทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเพื่อให้มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่เป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่จำเป็นต้องมีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้คัดค้านอีก จึงให้จำหน่ายคดีในส่วนคำร้องของผู้คัดค้าน และมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542

ทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้มีคำสั่งโดยชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ทนายผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยรวมทั้งคำสั่งยกคำร้อง ของผู้คัดค้านที่ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้ผู้คัดค้าน

ทนายผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะของ ผู้คัดค้านเนื่องจากเห็นว่าการขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่เป็นสิทธิเฉพาะตัวนั้น ย่อมทำให้คดีเกี่ยวกับคำร้องขอเข้าแทนที่ ผู้มรณะของผู้คัดค้านเสร็จไปไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาย่อมอุทธรณ์ได้ทันที เมื่อทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับการจำหน่ายคำร้องขอเข้าแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้าน โดยอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเช่นนี้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามการร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้องขอ เมื่อผู้ร้องขอมรณะจะมีการร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้ร้องขอซึ่งมรณะอีกไม่ได้ คดีนี้เมื่อผู้คัดค้านซึ่งร้องขอเข้าแทนที่จำเลยได้มรณะจึงไม่อาจมีการร้องขอเข้าแทนที่ผู้คัดค้านได้เพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้คัดค้านดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ส่วนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นแม้ทนายผู้คัดค้านจะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะและศาลชั้นต้น มีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเช่นกันนั้นก็เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามอุทธรณ์ จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ผู้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้าน ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า คำสั่งให้จำหน่ายคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะของผู้คัดค้านให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทับ ขำประสิทธิ์โดยนายประชายุทธ ประชาอภิมุข
ผู้ร้อง — นางแนบ หอมมณฑา
ผู้คัดค้าน — นางละมอม ขำประสิทธิ์
จำเลย — นางแย้ม สาครโดยนางเปลื้อง เดชะดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางจุรินทร์ จันทร์พรายศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7994/2547
#411937
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ ย. จำเลยผู้มรณะ โดยต่างคัดค้านซึ่งกันและกันว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม เมื่อไต่สวนพยานของผู้ร้องเสร็จแล้ว ระหว่างไต่สวนพยานของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนคำร้องของผู้คัดค้าน เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้คัดค้านและสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านดังกล่าว ย่อมทำให้คดีเกี่ยวกับคำร้องขอเข้าแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านเสร็จไป ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาย่อมอุทธรณ์ได้ทันที เมื่อทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับการจำหน่ายคำร้องขอเข้าแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านโดยอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเช่นนี้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

ส่วนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะซึ่งทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมนั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากนางเปลื้อง เดชะดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะได้ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับจำเลย เป็นทายาทโดยชอบธรรมของจำเลย ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย โดยต่างคัดค้านซึ่งกันและกันว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้อง

เมื่อไต่สวนพยานของผู้ร้องเสร็จแล้วระหว่างไต่สวนพยานของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านถึงแก่ความตาย ทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเพื่อให้มีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่เป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่จำเป็นต้องมีผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้คัดค้านอีก จึงให้จำหน่ายคดีในส่วนคำร้องของผู้คัดค้าน และมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเป็นคู่ความแทนที่จำเลยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542

ทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้มีคำสั่งโดยชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

ทนายผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยรวมทั้งคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ทนายผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะของผู้คัดค้านเนื่องจากเห็นว่าการขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่เป็นสิทธิเฉพาะตัวนั้น ย่อมทำให้คดีเกี่ยวกับคำร้องขอเข้าแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านเสร็จไปไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ย่อมอุทธรณ์ได้ทันที เมื่อทนายผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับการจำหน่ายคำร้องขอเข้าแทนที่ผู้มรณะของผู้คัดค้านโดยอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเช่นนี้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้องขอ เมื่อผู้ร้องขอมรณะจะมีการร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้ร้องขอซึ่งมรณะอีกไม่ได้ คดีนี้เมื่อผู้คัดค้านซึ่งร้องขอเข้าแทนที่จำเลยได้มรณะจึงไม่อาจมีการร้องขอเข้าแทนที่ผู้คัดค้านได้เพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้คัดค้านดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ส่วนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น แม้ทนายผู้คัดค้านจะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมเช่นกันนั้น ก็เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามอุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ผู้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า คำสั่งให้จำหน่ายคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะของผู้คัดค้านให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทับ ขำประสิทธิ์
โดยนายประชายุทธ ประชาอภิมุข
ผู้ร้อง — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนางแนบ หอมมณฑา
ผู้คัดค้าน — นางละม่อม ขำประสิทธิ์
นางแย้ม สาคร
โดยนางเปลื้อง เดชะดี
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7993/2547
#113053
เปิดฉบับเต็ม

บ้านของจำเลยไม่ได้มีสภาพเป็นอู่ซ่อมรถจักรยานยนต์ แต่ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านจำเลยกลับพบรถจักรยานยนต์ถึง 3 คัน แต่ละคันมีลักษณะถูกถอดชิ้นส่วนออกจนไม่สามารถขับได้ ทำให้เห็นได้ว่ากรณีไม่น่าจะเป็นเพียงจำเลยซ่อมรถจักรยานยนต์ให้เพื่อนตามที่จำเลยกล่าวอ้าง การที่จำเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้แล้วถอดรื้อชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์ของกลางออกจนรถไม่สามารถใช้ขับขี่ได้ พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำการดังกล่าวโดยรู้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานรับของโจร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ป.อ. มาตรา 32, 33, 91, 334, 335, 357 ริบยาเสพติดให้โทษและอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (เดิม) พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดข้อหารับของโจร รวมลงโทษจำคุกมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ระหว่างที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านจำเลย พบรถจักรยานยนต์ของนายพงษ์ศักดิ์ ฟักอ่อน ผู้เสียหาย ซึ่งถูกคนร้ายลักไปอยู่ในบ้านของจำเลยในลักษณะที่ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน และชิ้นส่วนบางอย่างของรถจักรยานยนต์ถูกถอดออกจนไม่สามารถขับได้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ เห็นว่า บ้านของจำเลยไม่ได้มีสภาพเป็นอู่ซ่อมรถจักรยานยนต์ แต่ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านจำเลยนั้นกลับพบรถจักรยานยนต์ถึง 3 คัน แต่ละคันมีลักษณะถูกถอดชิ้นส่วนออกจนไม่สามารถขับได้นั้น ทำให้เห็นได้ว่ากรณีไม่น่าจะเป็นเพียงจำเลยซ่อมรถจักรยานยนต์ให้เพื่อนตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ดังนั้น การที่จำเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้แล้วถอดรื้อชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์ของกลางออกจนรถไม่สามารถใช้ขับขี่ได้เช่นนี้ พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำการดังกล่าวโดยรู้อยู่ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานรับของโจร ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานรับของโจรนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสาโรชหรือสาโรจน์หรือโรจน์ พรมมาหรือพรหมมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวสุวรรณา แก้วบุตตา
ศาลอุทธรณ์ — นายพินิจ สายสอาด
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7993/2547
#412321
เปิดฉบับเต็ม

บ้านของจำเลยไม่ได้มีสภาพเป็นอู่ซ่อมรถจักรยานยนต์แต่ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านจำเลยกลับพบรถจักรยานยนต์ถึง 3 คัน แต่ละคันมีลักษณะถูกถอดชิ้นส่วนออกจนไม่สามารถขับได้ ทำให้เห็นได้ว่ากรณีไม่น่าจะเป็นเพียงจำเลยซ่อมรถจักรยานยนต์ให้เพื่อนตามที่จำเลยกล่าวอ้าง การที่จำเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้แล้วถอดรื้อชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์ของกลางออกจนรถไม่สามารถใช้ขับขี่ได้พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำการดังกล่าวโดยรู้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานรับของโจร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 334, 335, 357 ริบยาเสพติดให้โทษและอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีแมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (เดิม) พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานรับของโจร จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน ริมเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลาง ยกฟ้องข้อหาลักทรัพย์

จำเลยอุทรธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดข้อหารับของโจรรวมลงโทษจำคุกมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "...พิเคราะห์แล้วปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ เห็นว่า บ้านของจำเลยไม่ได้มีสภาพเป็นอู่ซ่อมรถจักรยานยนต์ แต่ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นบ้านจำเลยนั้นกลับพบรถจักรยานยนต์ถึง 3 คัน แต่ละคันมีลักษณะถูกถอดชิ้นส่วนออกจนไม่สามารถขับได้นั้นทำให้เห็นได้ว่ากรณีไม่น่าจะเป็นเพียงจำเลยซ่อมรถจักรยานยนต์ให้เพื่อนตามที่จำเลยกล่าวอ้างเท่านั้น อีกประการหนึ่ง ที่จำเลยเบิกความว่าก่อนเกิดเหตุประมาณ 3 วัน นายมัดน้องชายเพื่อนของจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางมาที่บ้านจำเลยเพื่อให้จำเลยซ่อมและขายรถจักรยานยนต์ให้ แต่ยังไม่มีการตกลงซื้อเนื่องจากรถดังกล่าวไม่มีทะเบียน ต่อมามีเพื่อนมารับนายมัดไป นายมัดบอกจำเลยว่าจะนำคู่มือจดทะเบียนมาให้โดยไม่ได้นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปด้วยนั้น เห็นว่าขณะที่นายมัดมาหาจำเลยได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลางมาแสดงว่ารถจักรยานยนต์ของกลางยังอยู่ในสภาพปกติสามารถแล่นได้ แต่ตอนที่เจ้าพนักงานตำรวจพบรถจักรยานยนต์ของกลางที่บ้านจำเลยนั้น ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ของกลางอยู่ในสภาพถูกถอดชิ้นส่วนต่าง ๆ ออกจนไม่สามารถใช้ขับได้ทั้งที่จำเลยน่าจะรอให้นายมัดนำคู่มือจดทะเบียนมาแสดงก่อน ดังนั้น การที่จำเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางไว้แล้วถอดรื้อชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์ของกลางออกจนรถไม่สามารถใช้ขับขี่ได้ เช่นนี้ พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยกระทำการดังกล่าว โดยรู้อยู่ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานรับของโจร ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานรับของโจรนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสาโรชหรือสาโรจน์หรือโรจน์พรมมาหรือพรหมมา
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7983/2547
#266397
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ได้รับจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานกรีนไลน์ ซึ่งมี ส. กับพวก รวม 11 คน เป็นผู้ยื่นคำขอ โดยมีเอกสารประกอบคำขอครบถ้วน ทั้งผู้เริ่มก่อการยืนยันว่าเป็นลูกจ้างโจทก์โดยมีหนังสือสัญญาจ้างขนส่งน้ำมันระหว่างผู้เริ่มก่อการกับโจทก์ ต่อมาสหภาพแรงงานกรีนไลน์ได้จัดประชุมใหญ่สามัญครั้งแรกและยื่นขอจดทะเบียนกรรมการสหภาพและข้อบังคับสหภาพต่อสำนักงาน สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ จำเลยมีหนังสือสอบถามโจทก์ว่า ผู้ขอจดทะเบียนเป็นลูกจ้างของโจทก์จริงหรือไม่ โจทก์มีหนังสือตอบปฏิเสธ สหภาพแรงงานกรีนไลน์ได้ยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างแต่มิได้เจรจา เกิดเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 23 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับพนักงานขับรถขนส่งน้ำมันมีฐานะเป็นนายจ้าง ลูกจ้าง อันมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ดังนี้ เมื่อเกิดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มีคำวินิจฉัยแล้ว โจทก์และสหภาพแรงงานกรีนไลน์ต่างมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อรัฐมนตรีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัย กรณีที่มิได้อุทธรณ์ภายในกำหนด คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้องและฝ่ายรับข้อเรียกร้องต้องปฏิบัติตาม ตามนัย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 23 ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ย่อมเป็นที่สุด ข้อเท็จจริงย่อมฟังเป็นยุติว่า นายสังเวียนกับพวกรวม 11 คน ที่ยื่นคำขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานกรีนไลน์นั้นเป็นลูกจ้างโจทก์ การรับจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานกรีนไลน์ของจำเลยทั้งสี่จึงชอบด้วยกฎหมายแรงงานสัมพันธ์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนสหภาพแรงงานกรีนไลน์ของจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการขนส่งและขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์น้ำมันและอื่น ๆ กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายณรงค์พลฟ้องคดีแทนโจทก์ ในการดำเนินกิจการโจทก์ได้ว่าจ้างพนักงานขับรถขนส่งน้ำมัน คิดค่าจ้างเป็นรายเที่ยวโดยกำหนดอัตราค่าจ้างขึ้นอยู่กับระยะทางที่ขนส่งตามสัญญาขนส่งน้ำมัน อัตราค่าจ้าง และคุณสมบัติสำหรับผู้รับจ้าง นายสังเวียนกับพวกรวม 11 คน ซึ่งเป็นผู้รับจ้างขนส่งน้ำมันให้แก่โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2545 โดยมีเอกสารครบถ้วน จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด จึงได้รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2545 และออกใบสำคัญการจดทะเบียนสหภาพแรงงานให้ สหภาพแรงงานกรีนไลน์ได้จัดประชุมใหญ่สามัญครั้งแรกและยื่นขอจดทะเบียนกรรมการสหภาพและข้อบังคับสหภาพต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ จำเลยจึงมีหนังสือสอบถามโจทก์ว่าผู้ขอจดทะเบียนเป็นลูกจ้างของโจทก์จริงหรือไม่ โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 26 กันยายน 2545 ตอบจำเลยว่า ผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่ลูกจ้างของโจทก์ สหภาพแรงงานกรีนไลน์ได้ยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างแต่มิได้เจรจา เกิดเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 23 พนักงานประนอมข้อพิพาทจึงเสนอให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณา คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ วินิจฉัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับพนักงานขับรถขนส่งน้ำมันมีฐานะเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง ลักษณะงานที่ผู้รับจ้างปฏิบัติคืองานตามคำสั่งของนายจ้างอันเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ผู้ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานกรีนไลน์มีฐานะเป็นลูกจ้างของโจทก์ จำเลยทั้งสี่รับจดทะเบียนสหภาพแรงงานให้นั้นเป็นการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด คำสั่งรับจดทะเบียนเป็นคำสั่งที่ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งรับจดทะเบียนสหภาพแรงงานกรีนไลน์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อเกิดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มีคำวินิจฉัยแล้ว โจทก์และสหภาพแรงงานกรีนไลน์ต่างมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อรัฐมนตรีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัย กรณีที่มิได้อุทธรณ์ภายในกำหนดคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้องและฝ่ายรับข้อเรียกร้องต้องปฏิบัติตาม ตามนัย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 23 ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ย่อมเป็นที่สุด ข้อเท็จจริงต้องฟังเป็นยุติว่านายสังเวียนกับพวกรวม 11 คน เป็นลูกจ้างโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ส่วนอุทธรณ์ข้อที่ว่า จำเลยทั้งสี่รับจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานกรีนไลน์ของนายสังเวียนกับพวกรวม 11 คน โดยพิจารณาเพียงหลักฐานของผู้เริ่มก่อการเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่สอบถามข้อเท็จจริงจากโจทก์ก่อน เมื่อจดทะเบียนแล้วจึงมาสอบถามข้อเท็จจริงจากโจทก์ในภายหลัง เป็นการปฏิบัติงานที่ข้ามขั้นตอนซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 นั้น เห็นว่า ไม่ว่าการปฏิบัติงานของจำเลยทั้งสี่จะเป็นการปฏิบัติที่ไม่มีการพิจารณาหลักฐานของโจทก์ที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนสหภาพแรงงานและข้ามขั้นตอนดังที่โจทก์อ้างหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า นายสังเวียนกับพวกรวม 11 คน ที่ยื่นคำขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานกรีนไลน์นั้นเป็นลูกจ้างของโจทก์ การรับจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานกรีนไลน์ของจำเลยทั้งสี่จึงชอบด้วยกฎหมายแรงงานสัมพันธ์แล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 23 ม. 88 ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากกรีนไลน์ จำกัด
จำเลย — ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7982/2547
#411844
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รับจำเลยที่ 1 เข้าทำงานโดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานระหว่างทำงานจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพนี้มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้รับเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำเงินส่งแก่โจทก์และขอชำระเงินดังกล่าวในวันทำสัญญาบางส่วน ส่วนที่เหลือจะชำระในวันรุ่งขึ้นจำนวนหนึ่งและจะผ่อนชำระอีกจำนวนหนึ่ง โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน ดังนี้ หนี้ที่จำเลยที่ 1 ตกลงชำระให้แก่โจทก์คือหนี้ที่จำเลยที่ 1 ผูกพันต่อโจทก์อยู่แล้ว มิใช่เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตกลงผูกนิติสัมพันธ์กันใหม่อันมีผลให้หนี้เดิมของจำเลยที่ 1 ระงับไป การตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ระงับไป การตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญแห่งหนี้อันจะมีผลให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิด

ความรับผิดของจำเลยที่ 1 เป็นความรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งอายุความเริ่มนับแต่ต้นปี 2541 เมื่อมีการทุจริตเกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2543 อายุความย่อมสะดุดหยุดลงโดยระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 และการที่อายุความสะดุดหยุดลงนี้ย่อมมีผลเป็นโทษแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2536 โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานธุรการและการเงิน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดผิดอย่างลูกหนี้ร่วมโดยไม่จำกัดจำนวนต่อมาระหว่างต้นปี 2541 ถึงเดือนกรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1 รับเงินค่าบริการซ่อมบำรุงรถยนต์และค่าอะไหล่รถยนต์ที่ลูกค้านำเข้ามารับบริการรวมเป็นเงินทั้งหมด 1,765,747 บาท แล้วไม่นำส่งมอบแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 24 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกค้า ซึ่งชำระหนี้ค่าซ่อมรถและบริการแก่โจทก์แล้ว ไม่นำส่งแก่โจทก์จำนวน 1,764,747 บาท จริง และได้ชำระเงินแก่โจทก์ในวันทำหนังสือรับสภาพหนี้จำนวน 210,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงจะผ่อนชำระคืนแก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แต่หลังจากวันที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้แล้วจนถึงปัจจุบันจำเลยที่ 1 ไม่เคยชำระหนี้แก่โจทก์เลย โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แล้วแต่เพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,554,747 บาท นับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2543 อันเป็นวันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 51 วัน เป็นเงินดอกเบี้ย 33,038 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,587,785 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,587,785 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,554,747 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา ศาลให้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวสำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันเฉพาะระหว่างการทดลองงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งในระหว่างการทดลองงานจำเลยที่ 1 มิได้ประพฤติผิดหรือก่อความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 2 ได้แจ้งโจทก์ทราบแล้วว่าเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างประจำ จำเลยที่ 2 ไม่ตกลงค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อีก โจทก์ได้รับทราบแล้ว และไม่ติดใจเรื่องการค้ำประกันการทำงาน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบในการทำละเมิดและผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ในวันที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้มีการกำหนดจำนวนเงินที่ต้องชำระ และมีการรับชำระเงินบางส่วน โดยมีจำเลยที่ 3 เข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระเงินของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ตามหนังสือรับสภาพหนี้โดยโจทก์ตกลงยินยอมด้วยทั้งสิ้นโดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วย จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงหนี้ตามมูลหนี้ละเมิดมาเป็นหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ พร้อมทั้งทำสัญญาค้ำประกันใหม่โดยเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 3 และให้รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ดังนั้น การค้ำประกันของจำเลยที่ 2 จึงยกเลิกแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 อีก ทั้งนี้ ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อกันมียอดหนี้ที่สูงเกินความเป็นจริง มีเจตนาไม่สุจริตที่ให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเป็นจำนวนเงินที่มากโดยสมยอมกัน และตามสัญญาค้ำประกันไม่ได้กำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดจากจำเลยที่ 2 โจทก์รู้ถึงการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 แต่ไม่ได้ฟ้องร้องภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการทำหนังสือดังกล่าว คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความแล้ว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 1,554,747 บาท พร้อมดอกเบี้ยสำหรับจำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 25 กรกฎาคม 2543) สำหรับจำเลยที่ 2 ต้องชำระแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถึงกำหนดในหนังสือทวงถาม (วันที่ 25 สิงหาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 33,038 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัย "คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 สมัครเป็นพนักงานในตำแหน่งพนักงานการเงินที่บริษัทโจทก์ โจทก์รับจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานทดลองงานในตำแหน่งพนักงานธุรการและการเงินแผนกบริการ (สุขาภิบาล 2) ฝ่ายบริการและอะไหล่รถยนต์ โดยเข้ารับการทดลองปฏิบัติงานในตำแหน่งนี้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2536 จำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 โดยทำสัญญาค้ำประกันลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2536 เอกสารหมาย จ.4 ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้รับการโอนย้ายมาทำงานในตำแหน่งพนักงานธุรการและการเงิน แผนกบริการ (หัวหมาก) ระหว่างทำงานจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.5 มีข้อความว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกค้าซึ่งชำระค่าซ่อมและค่าบริการแก่โจทก์ แล้วไม่นำส่งเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 1,764,747 บาท และจะขอผ่อนชำระโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน ตามหนังสือรับสภาพหนี้ จากข้อเท็จจริงเบื้องต้นนี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ตรวจพบการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เมื่อต้นปี 2541 ถึงกลางปี 2543 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการแรกตามข้อ 2 ข. ว่า การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.5 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 2 ผูกพันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 อีกต่อไป มีลักษณะเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ทำให้มูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ระงับไปหรือไม่นั้น เห็นว่า หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.5 มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำส่งโจทก์และขอชำระเงินดังกล่าวในวันทำสัญญาบางส่วน ส่วนที่เหลือจะชำระในวันรุ่งขึ้นจำนวนหนึ่งและจะผ่อนชำระอีกจำนวนหนึ่ง ข้อความดังกล่าวเห็นได้ว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 ตกลงชำระให้แก่โจทก์ก็คือหนี้ที่จำเลยที่ 1 ผูกพันต่อโจทก์อยู่แล้ว มิใช่เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตกลงผูกนิติสัมพันธ์กันใหม่อันมีผลให้หนี้เดิมของจำเลยที่ 1 ระงับไป การตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนสาระสำคัญแห่งหนี้อันจะมีผลให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2 จ. ว่าโจทก์อ้างว่ามีการทุจริตตั้งแต่ปี 2541 แต่เพิ่งมาฟ้องคดีนี้เมื่อปี 2543 คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 1 เป็นความรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 กำหนดเวลาดังกล่าวนี้เริ่มนับแต่ต้นปี 2541 เมื่อจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2543 อายุความย่อมสะดุดหยุดลง โดยระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 และการที่อายุความสะดุดหยุดลงนี้ย่อมมีผลเป็นโทษแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 692 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 15 กันยายน 2543 เมื่อนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 193/30 ม. 349 ม. 692 ม. 698
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส. พี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — นางสาวประภาวรรณ เนตรเชย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7975/2547
#113269
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และเด็กชาย ศ. บุตรโจทก์ไปซื้อสินค้าในห้างของจำเลยที่ 1 ด้วยกัน ขณะที่โจทก์และ ศ. เดินกลับจากการซื้อสินค้ามายังบริเวณที่จอดรถ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เข้ามาแจ้งต่อโจทก์ว่า ศ. ลักสินค้าในห้างของจำเลยที่ 1 และขอตรวจค้นตัว ศ. แต่เมื่อโจทก์ให้ ศ. ล้วงกระเป๋ากางเกงออกมาไม่พบสินค้าที่อ้างว่าถูกลักมา จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงกลับไป โจทก์เป็นบิดา ศ. ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุ 9 ปี จึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู ขณะเลี้ยงดู ศ. ตามกฎหมายและให้การศึกษาตามสมควร ตลอดจนให้การอบรมสั่งสอนให้เป็นพลเมืองดีของสังคม เหตุที่ ศ. ถูกกล่าวหาว่าลักทรัพย์ในห้างของจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นขณะที่ ศ. เดินซื้อสินค้าอยู่กับโจทก์ การควบคุมดูแล ศ. มิให้ลักทรัพย์ในห้างของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้เป็นบิดาด้วย นอกจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะพูดกล่าวหา ศ. แล้ว ยังขอค้นตัว ศ. อีก ความเสียหายจึงมิใช่เกิดจากคำพูดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่กล่าวหา ศ. เพียงประการเดียว แต่กระทบถึงโจทก์ซึ่งเป็นบิดาผู้ใช้อำนาจปกครองอยู่ในขณะนั้นด้วย เพราะบุคคลทั่วไปที่ได้ยินคำพูดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมเข้าใจว่าบุตรโจทก์ชอบลักเล็กขโมยน้อย อันแสดงว่าโจทก์ไม่ดูแลสั่งสอนบุตรให้เป็นพลเมืองดี หรืออาจเข้าใจได้ว่าโจทก์สนับสนุนบุตรให้ลักเล็กขโมยน้อย ซึ่งโจทก์ย่อมได้รับความอับอายและเสียชื่อเสียง โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากการกล่าวหาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เช่นกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ขนาด 1 หน้าหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 1 เดือน

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ โจทก์และเด็กชายศุภวัฒน์ บุตรโจทก์ เข้าไปซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาเพชรบุรี ของจำเลยที่ 1 ด้วยกัน ขณะที่โจทก์และบุตรเดินกลับจากการซื้อสินค้ามายังบริเวณที่จอดรถ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เข้ามาแจ้งแก่โจทก์ว่า เด็กชายศุภวัฒน์ลักสินค้าในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาเพชรบุรี ของจำเลยที่ 1 และขอตรวจค้นตัวเด็กชายศุภวัฒน์ แต่เมื่อโจทก์ให้เด็กชายศุภวัฒน์ล้วงกระเป๋ากางเกงออกมาไม่พบสินค้าที่อ้างว่าถูกลักมา จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงกลับไป เห็นว่า โจทก์เป็นบิดาเด็กชายศุภวัฒน์ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุ 9 ปี จึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเด็กชายศุภวัฒน์ตามกฎหมายและให้การศึกษาตามสมควร ตลอดจนให้การอบรมสั่งสอนให้เป็นพลเมืองดีของสังคม เหตุที่เด็กชายศุภวัฒน์ถูกกล่าวหาว่าลักทรัพย์ในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 นั้น เกิดขึ้นขณะที่เด็กชายศุภวัฒน์เดินซื้อสินค้าอยู่กับโจทก์ การควบคุมดูแลเด็กชายศุภวัฒน์มิให้ลักทรัพย์ในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้เป็นบิดาด้วย นอกจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะพูดกล่าวหาเด็กชายศุภวัฒน์แล้วยังขอค้นตัวเด็กชายศุภวัฒน์อีก ความเสียหายจึงมิใช่เกิดจากคำพูดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่กล่าวหาเด็กชายศุภวัฒน์เพียงประการเดียว ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไว้เท่านั้น แต่กระทบถึงโจทก์ซึ่งเป็นบิดาผู้ใช้อำนาจปกครองอยู่ในขณะนั้นด้วย เพราะบุคคลทั่วไปที่ได้ยินคำพูดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมเข้าใจว่าบุตรโจทก์ชอบลักเล็กขโมยน้อยอันแสดงว่าโจทก์ไม่ดูแลและสั่งสอนบุตรให้เป็นพลเมืองดี หรืออาจเข้าใจได้ว่าโจทก์สนับสนุนบุตรให้ลักเล็กขโมยน้อย ซึ่งโจทก์ย่อมได้รับความอับอายและเสียชื่อเสียง โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากการกล่าวหาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เช่นกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ประเด็นต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำละเมิดโจทก์หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังมิได้วินิจฉัยแต่เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการพิจารณาสามารถวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้แล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวต่อไป โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่อีก ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ในฝ่ายป้องกันการสูญหาย มีหน้าที่ป้องกันสินค้าภายในห้าสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาเพชรบุรี ของจำเลยที่ 1 ไม่ให้สูญหาย เหตุเกิดขณะที่โจทก์และบุตร 2 คน เสร็จจากการซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาเพชรบุรี ของจำเลยที่ 1 และกำลังเดินไปขึ้นรถยนต์ซึ่งจอดอยู่บริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เดินเข้าไปประชิดตัวโจทก์ และแจ้งว่าเป็นพนักงานของห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาเพชรบุรี ของจำเลยที่ 1 จะขอตรวจค้นตัวเด็กชายศุภวัฒน์อ้างว่าเด็กชายศุภวัฒน์ลักทรัพย์ในห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง เมื่อโจทก์บอกให้เด็กชายศุภวัฒน์ล้วงกระเป๋ากางเกงออกมาก็ไม่พบสิ่งใด จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเดินกลับไป ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ คือการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 พูดกล่าวหาบุตรโจทก์ว่าลักทรัพย์ในที่สาธารณะต่อหน้าคนจำนวนมาก ซึ่งไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์อับอายและเสื่อมเสียชื่อเสียง เห็นว่า การป้องกันทรัพย์สินของห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาเพชรบุรี ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ให้สูญหายนั้น เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยตรง ได้ความจากโจทก์ว่าก่อนจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะพูดกล่าวหาบุตรโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนแล้วว่าเป็นพนักงานของห้างสรรพสินค้าดังกล่าวขอตรวจค้นตัวเด็กชายศุภวัฒน์ แต่เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมก็ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้แสดงกิริยาดึงดันจะตรวจค้นให้จงได้แต่อย่างใด กลับเป็นโจทก์เสียอีกที่ผลักอกจำเลยที่ 3 ไม่ยอมให้ตรวจค้นตัวบุตรโจทก์ แต่ให้เด็กชายศุภวัฒน์ล้วงกระเป๋ากางเกงออกมาด้วยตนเองแทน เมื่อไม่พบสิ่งใดจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กล่าวคำขอโทษโจทก์ แล้วเดินกลับไป แม้ข้อเท็จจริงในส่วนที่จำเลยที่ 3 กล่าวอ้างว่าแอบเห็นบุตรโจทก์ลักทรัพย์จะยังมิได้พิสูจน์ให้เป็นยุติว่าความจริงเป็นอย่างไรก็ตาม แต่จากพฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่าอยู่ในกรอบภาระหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จงใจหรือประมาทเลินเล่อกล่าวข้อความอันฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ อันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ประเด็นในเรื่องค่าเสียหายจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ โรจนเลิศ
จำเลย — บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายดิลก กาญจนแสนส่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7966/2547
#113185
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษาซึ่งผู้ร้องในฐานะโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีนี้เมื่อมีการจำนองเป็นประกัน แต่ผู้ร้องได้เลือกใช้สิทธิฟ้องจำเลยให้รับผิดในหนี้ที่มีประกันอย่างเจ้าหนี้สามัญ มิได้ใช้สิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินอันเป็น หลักประกันที่จำเลยจำนองไว้แก่ผู้ร้องด้วย แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องก็เพียงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้สามัญตามคำพิพากษาเท่านั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้จากที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ได้ยึดไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามวิธีการที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 289 จึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องประสงค์ จะให้ตนได้รับชำระหนี้จากที่ดินจำนองของจำเลยอันเป็นหลักประกันนอกเหนือไปจากการใช้สิทธิบังคับคดีตาม คำพิพากษาของศาลอย่างเจ้าหนี้สามัญ คำร้องที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนองย่อมมีผลเป็นคำฟ้องขอให้บังคับจำนอง ซึ่งผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) (ค)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 35,893,352.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 28,772,066.55 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยซึ่งจำนองแก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้นั้น จำเลยได้นำมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ที่มีต่อผู้ร้องตามสัญญายืม ตั๋วเงิน ซึ่งผู้ร้องได้เป็นโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้มี คำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวแก่ผู้ร้องเป็นคดีนี้แล้ว ผู้ร้องจึงชอบที่จะได้รับเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่าย ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนอง ขอให้มีคำสั่งให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น หากโจทก์ถอนการบังคับคดีหรือสละสิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่บังคับคดี ผู้ร้องขอสวมสิทธิในการบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ข้อ (1) (ค) ท้าย ป.วิ.พ. ผู้ร้องได้นำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระจากที่เสียเป็นค่าคำร้อง 20 บาท เพิ่มเป็น 100,000 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้ตามคำพิพากษาซึ่งผู้ร้องในฐานะโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีนี้เมื่อมีการจำนอง เป็นประกัน แต่ผู้ร้องได้เลือกใช้สิทธิฟ้องจำเลยให้รับผิดในหนี้ที่มีประกันอย่างเจ้าหนี้สามัญ มิได้ใช้สิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินอันเป็นหลักประกันที่จำเลยจำนองไว้แก่ผู้ร้องด้วย แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องก็เพียงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้สามัญตามคำพิพากษาเท่านั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้จากที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามวิธีการที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 289 จึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องประสงค์จะให้ตนได้รับชำระหนี้จากที่ดินจำนองของจำเลยอันเป็นหลักประกันนอกเหนือไปจากการใช้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลอย่างเจ้าหนี้สามัญ คำร้องที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนองย่อมมีผลเป็นคำฟ้องขอให้บังคับจำนอง ซึ่งผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) (ค) ที่บัญญัติให้เรียกค่าขึ้นศาลโดยอัตราเรื่องละหนึ่งบาทต่อทุกหนึ่งร้อยบาทตามจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง แต่ไม่เกินหนึ่งแสนบาท มิใช่เสียแต่เพียงค่าคำร้อง 20 บาท อย่างเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษา ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในการขอรับชำระหนี้จำนองเพิ่มเป็น 100,000 บาทชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางกาญจนา รักมนุษย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชาย พวงภู่
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7966/2547
#411839
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษาซึ่งผู้ร้องในฐานะโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีซึ่งมีการจำนองเป็นประกัน แต่ผู้ร้องได้เลือกใช้สิทธิฟ้องจำเลยให้รับผิดในหนี้ที่มีประกันอย่างเจ้าหนี้สามัญ มิได้ใช้สิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินอันเป็นหลักประกันที่จำเลยจำนองไว้กับผู้ร้อง แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินชำระเงินแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้สามัญตามคำพิพากษาเท่านั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำขอชำระหนี้จากที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามวิธีการที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 289 จึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องประสงค์จะให้ตนได้รับชำระหนี้จากที่ดินจำนองของจำเลย อันเป็นหลักประกันนอกเหนือจากการใช้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาอย่างเจ้าหนี้สามัญ คำร้องที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนอง จึงมีผลเป็นคำฟ้องขอให้บังคับจำนอง ซึ่งผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) (ค) ที่บัญญัติให้เรียกค่าขึ้นศาลโดยอัตราเรื่องละหนึ่งบาทต่อทุกหนึ่งร้อยบาทตามจำนวนที่เรียกร้อง แต่ไม่เกินหนึ่งแสนบาท มิใช้เสียแต่เพียงค่าคำร้อง 20 บาท อย่างเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 35,893,352.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 28,772,066.55 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดีและเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 67433 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ ของจำเลยซึ่งจำนองแก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้นั้น จำเลยได้นำมาจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ที่มีต่อผู้ร้องตามสัญญายืม ตั๋วเงิน ซึ่งผู้ร้องได้เป็นโจทก์ ฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ดังกล่าวแก่ผู้ร้องเป็นคดีนี้แล้ว ผู้ร้องจึงชอบที่จะได้รับเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้อาศัยอำนาจแห่งการจำนอง ขอให้มีคำสั่งให้เอาเงินที่ได้จาการขายทอดตลอดชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น หากโจทก์ถอนการบังคับคดีหรือสละสิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่บังคับคดี ผู้ร้องขอสวมสิทธิในการบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ข้อ (1) (ค) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ผู้ร้องได้นำเงินค่าขึ้นศาลมาชำระจากที่เสียเป็นค่าคำร้อง 20 บาท เพิ่มเป็น 100,000 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้แทนผู้ร้อง แต่เฉพาะค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่า ผู้ร้องต้องเสียค่าธรรมเนียมขอรับชำระหนี้จำนองอย่างคำร้องธรรมดาเพียง 20 บาทหรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ ซึ่งมีการจำนองเป็นประกัน แม้ผู้ร้องจะได้ใช้สิทธิฟ้องจำเลยแบบเจ้าหนี้สามัญโดยมิได้สละสิทธิจำนอง เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะขอรับชำระหนี้จำนองได้โดยไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลจำนวน 100,000 บาท เห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาซึ่งผู้ร้องในฐานะโจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีนี้เมื่อมีการจำนองเป็นประกัน แต่ผู้ร้องได้เลือกใช้สิทธิฟ้องจำเลยให้รับผิดในหนี้ที่มีประกันอย่างเจ้าหนี้สามัญ มิได้ใช้สิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินอันเป็นหลักประกันที่จำเลยจำนองไว้แก่ผู้ร้องด้วย แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องก็เพียงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้สามัญตามคำพิพากษาเท่านั้น การที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้จากที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 จึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องประสงค์จะให้ตนได้รับชำระหนี้จากที่ดินจำนองของจำเลย อันเป็นหลักประกันนอกเหนือไปจากการใช้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลอย่างเจ้าหนี้สามัญ คำร้องที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนองย่อมมีผลเป็นคำฟ้องขอให้บังคับจำนอง ซึ่งผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) (ค) ที่บัญญัติให้เรียกค่าขึ้นศาลโดยอัตราเรื่องละหนึ่งบาทต่อทุกหนึ่งร้อยบาทตามจำนวนหนี้ที่เรียกร้องแต่ไม่เกินหนึ่งแสนบาท มิใช่เสียเพียงแต่ค่าคำร้อง 20 บาท อย่างเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษา ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลในการขอรับชำระหนี้จำนองเพิ่มเป็น 100,000 บาท ชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางกาญจนา รักมนุษย์
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7934/2547
#411979
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะถูกเพิ่มโทษได้ตาม ป.อ. มาตรา 92 จะต้องเป็นผู้ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำความผิดขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ซึ่งวันพ้นโทษ คือวันพ้นโทษจำคุกในคดีก่อน ดังนั้น เมื่อคดีก่อนศาลลงโทษจำคุกจำเลยแต่ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จึงไม่มีวันพ้นโทษที่จะถือเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษได้ แม้จำเลยจะกระทำความผิดขึ้นอีกภายใน 5 ปี นับแต่วันครบกำหนดรอการลงโทษ ก็เพิ่มโทษมิได้

แผ่นซีดีรอมประเภทเอ็มพี 3 ซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ของกลางดังกล่าวหาใช่สิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานขาย เสนอขายงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ไม่ แต่ของกลางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ศาลต้องสั่งให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามมาตรา 75

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 70, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ให้ซีดีรอมประเภทเอ็มพี 3 ของกลางจำนวน 2 แผ่น ที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2441/2542 ของศาลจังหวัดธัญบุรี

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 3 เดือน และปรับ 60,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลย 4 เดือน และปรับ 80,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 40,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 แผ่นซีดีรอมประเภทเอ็มพี 3 ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด โดยเป็นของบุคคลอื่นทำขึ้นเพื่อการอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย และจำเลยได้นำมาเสนอขายเพื่อการค้าหากำไร จึงไม่ควรตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงให้ริบเสีย และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลย คือ กรณีมีเหตุสมควรที่จะงดหรือลดโทษปรับให้แก่จำเลยหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยอุทธรณ์ในทำนองว่าแผ่นซีดีรอมประเภทเอ็มพี 3 ของกลางมีจำนวนเพียง 2 แผ่น จำเลยกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และมีภาระต้องเลี้ยงดูมารดาซึ่งชราภาพ เห็นว่า เหตุดังกล่าวไม่ใช่เหตุผลที่จำเลยอาจยกขึ้นอ้างเพื่อขอให้งดโทษปรับได้ ทั้งตามสภาพความผิดของจำเลยก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะงดโทษปรับให้ อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า จำเลยมีแผ่นซีดีรอมประเภทเอ็มพี 3 ของกลางที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไว้เพื่อขายและเสนอขายเพียง 2 แผ่น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดโทษจำเลยให้ปรับ 60,000 บาท จึงหนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษปรับดังกล่าวเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่ความผิดของจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน นอกจากนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่ไม่ร้ายแรงนัก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจลงโทษปรับจำเลยแล้วยังลงโทษจำคุกจำเลย 3 เดือนอีกสถานหนึ่งด้วยนั้น นับว่าหนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขการกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมกับความผิดของจำเลย โดยให้ลงโทษปรับจำเลยเพียงสถานเดียว

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ด้วยนั้น เห็นว่า ผู้ที่จะถูกเพิ่มโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จะต้องเป็นผู้ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำความผิดขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษซึ่งวันพ้นโทษก็คือ วันพ้นโทษจำคุกในคดีก่อนนั่นเอง ดังนั้น เมื่อคดีก่อนศาลลงโทษจำคุกจำเลยแต่ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จึงไม่มีวันพ้นโทษที่จะถือเป็นเกณฑ์ในการเพิ่มโทษได้ แม้จำเลยจะมากระทำความผิดขึ้นอีกภายใน 5 ปี นับแต่วันครบกำหนดรอการลงโทษก็ตามก็เพิ่มโทษมิได้ ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ริบแผ่นซีดีรอมประเภทเอ็มพี 3 ของกลางนั้น เห็นว่า แผ่นซีดีรอมประเภทเอ็มพี 3 จำนวน 2 แผ่น ซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ของกลางดังกล่าวหาใช่สิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานขายเสนอขายงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสองไม่ แต่ของกลางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ศาลต้องสั่งให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยปรับ 50,000 บาท เพียงสถานเดียว เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 25,000 บาท ยกคำขอเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ให้ซีดีรอมประเภทเอ็มพี 3 ของกลางจำนวน 2 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอภิรักษ์ ประเสริฐวานิช
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7922/2547
#411836
เปิดฉบับเต็ม

ข้อห้ามไม่ให้นายจ้างอ้างเหตุที่ไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นต่อสู้ในภายหลังตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคสาม นั้น จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในเรื่องการฟ้องร้องเรียกค่าชดเชย ไม่รวมถึงสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ดังนั้น แม้จำเลยจะระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างว่า โจทก์ไม่สามารถขายสินค้าให้ได้ยอดตามเป้าหมายที่จำเลยกำหนดไว้จำเลยก็สามารถต่อสู้ว่า เพราะโจทก์ไปทะเลาะกับลูกค้าทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์เพื่อให้เห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้ และการที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงานนั้น ย่อมหมายความว่าโจทก์ไม่มีคุณสมบัติพอที่จำเลยจะให้เป็นพนักงานขายต่อไป ซึ่งรวมถึงความสามารถในการขายสินค้า ความอดกลั้นและการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า จำเลยจึงสามารถนำสืบว่าระหว่างไปทวงหนี้ โจทก์ไปทะเลาะกับลูกค้าเพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ขาดความอดกลั้นและไม่มีมนุษยสัมพันธ์ในการเป็นพนักงานขายที่ดี ซึ่งอยู่ในประเด็นคำให้การของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2545 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้แทนฝ่ายขายต่างจังหวัด ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 7,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นหนังสืออ้างว่าโจทก์ทำยอดขายได้ไม่ถึงมาตรฐานที่จำเลยกำหนดไว้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และจำเลยไม่จ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือค่านายหน้าการขายในเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2545 รวมเป็นเงิน 28,097 บาท ให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าคอมมิชชั่น 28,097 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และสภาพการจ้างเดิม หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ให้ใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 45,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานโดยให้ทดลองงานจนถึงวันที่ 5 มกราคม 2546 แต่โจทก์ไม่ผ่านการทดลองงาน จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยระบุว่าจำเลยยินดีจะจ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2545 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าตอบแทนโจทก์ก็มีสิทธิได้รับเนื่องจากการทำงานที่ผ่านมาให้แก่โจทก์ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ไม่ทำให้โจทก์เสียหาย และค่าคอมมิชชั่นที่โจทก์มีสิทธิได้รับไม่ถึง 28,097 บาท เพราะการคิดคำนวณค่าคอมมิชชั่นจะต้องหักค่าขนส่งและส่วนลดหนี้ออกเสียก่อน ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ โจทก์จำเลยตกลงกันได้ในประเด็นเรื่องค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าคอมมิชชั่น คงให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาเฉพาะประเด็นเรื่องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ทวงหนี้จากลูกค้ารายหนึ่ง โจทก์ไปทะเลาะกับลูกค้าดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ ทำให้ลูกค้าไม่พอใจทำหนังสือฟ้องมายังจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าว ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมายเลข ล.2 จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะข้อที่ศาลแรงงานกลางให้รับไว้พิจารณาซึ่งสรุปได้ว่าเหตุเลิกจ้างตามที่ยกระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมายเลข ล.2 คือโจทก์ไม่สามารถขายสินค้าให้ได้ยอดขายตามเป้าหมายที่จำเลยกำหนดไว้ ไม่ใช่เพราะโจทก์ไปทะเลาะกับลูกค้า จำเลยจึงไม่อาจนำสืบและศาลแรงงานกลางไม่สามารถจะรับฟังพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ไปทะเลาะกับลูกค้าได้ จึงต้องถือว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เห็นว่า ข้อห้ามไม่ให้นายจ้างอ้างเหตุที่ไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างขึ้นต่อสู้ในภายหลังตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม นั้น จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในเรื่องการฟ้องเรียกร้องค่าชดเชย ไม่รวมถึงสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ดังนั้น ไม่ว่าเหตุเลิกจ้างตามที่จำเลยระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมายเลข ล.2 จะมีความหมายอย่างไร จำเลยก็สามารถต่อสู้ว่าเพราะโจทก์ไปทะเลาะกับลูกค้าทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์เพื่อให้เห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้ และการที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ไม่ผ่านการทดลองงานนั้น หมายความว่า โจทก์ไม่มีคุณสมบัติพอที่จำเลยจะให้เป็นพนักงานขายต่อไป ซึ่งรวมถึงความรู้ความสามารถในการขายสินค้า ความอดกลั้น และการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า จำเลยจึงสามารถนำสืบว่าระหว่างไปทวงหนี้โจทก์ไปทะเลาะกับลูกค้า เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ขาดความอดกลั้นและไม่มีมนุษยสัมพันธ์ในการเป็นพนักงานขายที่ดีซึ่งอยู่ในประเด็นตามคำให้การของจำเลยได้ ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวตามพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ว่าที่ร้อยเอกธนภัทร วงศ์เหล่าทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. สยามอุตสาหกรรมยาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7911/2547
#411978
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เฉพาะมาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ เป็นมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ไม่ได้แก้เป็นบทมาตราอื่นแต่อย่างใด ส่วนโทษก็แก้เฉพาะโทษในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จากที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 5 ปี เป็น 4 ปี จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังลงโทษจำเลยและขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบา ล้วนเป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการกำหนดโทษ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาในข้อดังกล่าวมาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

การมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกับการมีกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตรา ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์จะแยกความผิดสองฐานนี้ออกจากกัน แม้มีอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวไว้ในครอบครองในเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 86 เม็ด และอีกจำนวนหนึ่งซึ่งมีปริมาณน้อย ไม่อาจชั่งน้ำหนักได้ติดอยู่ที่หลอดพลาสติกและกระดาษอะลูมิเนียมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 2 เม็ดให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ นอกจากนี้จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้นชนิดประกอบขึ้นเองจำนวน 1 กระบอก เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้โดยชอบด้วยกฎหมาย อาวุธปืนพกสั้นรีวอลเวอร์ชนิดประกอบขึ้นเอง ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก อาวุธปืนยาวอัดลมขนาด .177 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก และกระสุนปืนลูกกรดขนาด .22 (ลองไรเฟิล) 130 นัด กระสุนปืนอัดลมขนาด .177 (4.5 มม.) 633 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้ใบรับอนุญาตและจำเลยมีกระสุนปืนคาร์ไบน์ ขนาด .30 จำนวน 4 นัด อันเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นอาวุธปืนลูกซองสั้นและคืนเงินสดของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มารตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 78 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 17 ปี ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นอาวุธปืนลูกซองสั้นหมายเลขทะเบียน ลบ 1/13683 และคืนเงินสดของกลางจำนวน 200 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นทุกฐานแล้วเป็นจำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เฉพาะมาตรา 66 วรรคหนึ่ง จากกฎหมายเดิมเป็นมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่ได้แก้เป็นบทมาตราอื่นแต่อย่างใด ส่วนโทษศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็แก้เฉพาะโทษในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จากที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 5 ปี เป็นจำคุก 4 ปี ดังนี้ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ลดโทษให้จำเลยทุกกระทงกระทงละหนึ่งในสาม เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียง 4 ปี 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี คดีนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่น่าเชื่อว่าจ่าสิบตำรวจกิตติพงษ์ ทองพันธ์ จะเห็นเหตุการณ์ในขณะสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความ จำเลยไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านเกิดเหตุ จะฟังว่าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเป็นของจำเลยไม่ได้และจำเลยไม่ได้ให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอฟังลงโทษจำเลย กับที่ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบานั้นล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ย่อมต้องห้ามฎีกาโดยบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาในข้อดังกล่าวมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนกับมีกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองเป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมตามที่ศาลล่างพิพากษามานั้น เห็นว่า การมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต กับการมีกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตรา ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์จะแยกความผิดสองฐานนี้ออกจากกัน แม้จำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวไว้ในครอบครองในเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น รูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 55 ม. 72 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายธีระพันธ์ คนละเอียด
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7903/2547
#412319
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ธ.ลงลายมือชื่อในช่องผู้อุทธรณ์ในฐานะทนายจำเลยโดยไม่ปรากฏว่ามีใบแต่งทนายความในสำนวน คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้แต่งตั้ง ธ. เป็นทนายจำเลยให้มีอำนาจอุทธรณ์และฎีกาแทนจำเลยก่อนยื่นฎีกาฉบับนี้ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องสั่งแก้ไขและถือว่าจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว และเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทรธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ลงโทษจำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า มีเหตุอันสมควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาคดีนี้ใหม่หรือไม่ ได้ความว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยมีนายธเนศ ทนายความลงลายมือชื่อในช่องผู้อุทธรณ์ในฐานะทนายจำเลย แต่ไม่ปรากฎในสำนวนว่าจำเลยแต่งตั้งนายธเนศเป็นทนายจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ จึงพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า นายธเนศยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อประกอบการเขียนอุทธรณ์ ถือได้ว่าเคยทำหน้าที่ทนายจำเลยมาก่อนทั้งเมื่อจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นต้องตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยว่า ควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ ถ้าเห็นว่าไม่สมควรรับต้องจดเหตุผลไว้ในคำสั่งศาลนั้นโดยชัดเจน ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยในคดีนี้ นายธเนศลงลายมือชื่อในช่องผู้อุทธรณ์ในฐานะทนายจำเลย โดยไม่ปรากฏว่ามีใบแต่งทนายความในสำนวนคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตามบัดนี้ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งตั้งนายธเนศเป็นทนายจำเลยให้มีอำนาจอุทธรณ์และฎีกาแทนจำเลยก่อนยื่นฎีกาฉบับนี้ ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องสั่งแก้ไขและถือว่าจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว และเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายประดิษฐ์ แดนดงยิ่ง
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7894/2547
#113049
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นเพียงผู้เดินโพยสลากกินรวบส่งให้แก่เจ้ามือ มิได้เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ซึ่งในชั้นอุทธรณ์จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้วินิจฉัยนั้นไม่ชอบแต่อย่างไร การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาและไม่ได้เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีได้ร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ โดยจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่น ชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่น และรับกินรับใช้ ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔ , ๕ , ๖ , ๑๐ , ๑๒ , ๑๕ ป.อ. มาตรา ๘๓ , ๓๓ ริบของกลางและจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔ , ๕ , ๖ , ๑๐ , ๑๒ (ที่ถูก ๑๒ (๑)) จำคุก ๓ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ เดือน ๑๕ วัน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเป็นเพียงผู้เดินโพยสลากกินรวบส่งให้แก่เจ้ามือ มิได้เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ตามฟ้องนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ไม่ได้วินิจฉัยนั้นไม่ชอบแต่อย่างไร แต่จำเลยกลับยกข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับที่เคยยกขึ้นกล่าวในศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นฎีกาดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาและถือไม่ได้ว่าฎีกาดังกล่าวเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๖ ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๑ ได้ ที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายสาโรจน์ จันทร์ศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นายสมพงษ์ ศตภิษัช
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7894/2547
#412324
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นเพียงผู้เดินโพยสลากกินรวบส่งให้แก่เจ้ามือ มิได้เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ซึ่งในชั้นอุทธรณ์จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉับ จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้วินิจฉัยนั้นไม่ชอบแต่อย่างไร การที่จำเลยยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาและไม่ได้เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีได้ร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ อันเป็นการพนันตามบัญชี ข. หมายเลข 16 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่น ชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่น และรับกินรับใช้ ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 33 ริบของกลางและจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, (ที่ถูก 12 (1)) จำคุก 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า"...ในชั้นอุทธรณ์จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ได้วินิจฉัยนั้นไม่ชอบแต่อย่างไร แต่จำเลยกลับยกข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับที่เคยยกขึ้นกล่าวในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นฎีกาดังกล่าวข้างต้น เป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกาและถือไม่ได้ว่าฎีกาดังกล่าวเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวมาเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมด้วยเงินสดจำนวนมากถึง 17,540 บาท กับสมุดทะเบียน 1 เล่ม และโพยจดรายการซื้อขายสลากกินรวบ 14 ฉบับ โดยในสมุดและกระดาษโพยดังกล่าวได้จัดทำเป็นแบบพิมพ์เพื่อใช้รับแทงพนันสลากกินรวบโดยเฉพาะและมีจำนวนตัวเลขและจำนวนเงินที่รับแทงพนันรวมกันเป็นยอดเงินที่สูง ตามพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยเป็นเจ้ามือการพนันสลากกินรวบรายใหญ่ ไม่ได้คำนึงว่าการกระทำของตนก่อผลโดยตรงให้ประชาชนลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุขอย่างกว้างขวาง กระทบต่อเศรษกิจ สังคมและความสงบสุขของครอบครัว ทั้งยังเป็นบ่อเกิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่นตามมาอีกมากมายพฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง การที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยและกำหนดมาตรการในการคุมประพฤติแก่จำเลย จึงไม่เหมาะสมกับสภาพความผิดและคงไม่เพียงพอที่จะทำให้จำเลยเกรงกลัวหรือหลาบจำ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายสาโรจน์ จันทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7890/2547
#113316
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้โต้แย้งจำนวนเงินค่าทดแทนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ถูกเวนคืน หากแต่โต้แย้งว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง มิใช่บุคคลที่จำเลยทั้งสองได้จ่ายเงินค่าทดแทนให้ไป จึงไม่ใช่กรณีตามมาตรา 25 และ 26 ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และกรณีนี้ไม่มี บทบัญญัติกฎหมายใดที่ให้โจทก์ต้องอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ เมื่อการกระทำของ จำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18 (2) ให้กำหนดเงินค่าทดแทนแก่เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนไม่ได้ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นของโจทก์ให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของ ที่จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ ม. ซึ่งไม่ใช่ เจ้าของจึงไม่ชอบ

โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองประวิงคดี การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสองไม่มีความสุจริต ขอให้จำเลยทั้งสอง ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (6) นั้น เห็นว่าปัญหานี้โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,063,258 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 10.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,897,249 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ร่วมกันชำระเงินจำนวน 530,660 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ร่วมกันชำระเงินจำนวน 530,666 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท กับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินจำนวน 830 บาท แก่โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องโจทก์มิได้โต้แย้งจำนวนเงินค่าทดแทนโรงเรือนและ สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ถูกเวนคืน โดยมีคำขอให้ศาลกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนด หากแต่โต้แย้งว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างมิใช่บุคคลที่จำเลยทั้งสองได้จ่ายเงินค่าทดแทนให้ไป จึงไม่ใช่กรณีตามมาตรา 25 และ 26 ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และกรณีนี้ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ให้โจทก์ต้องอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อ ศาลได้ เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18 (2) ให้กำหนดเงินค่าทดแทนแก่เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งที่ปลูกสร้างอย่างอื่นที่รื้อถอนไม่ได้ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง ดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่นายมานพซึ่งไม่ใช่เจ้าของจึงไม่ชอบ เมื่อโจทก์ยืนยันว่าไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว และพยานจำเลยทั้งสองคงมีแต่นายมานพและนายวรศักดิ์ มาเบิกความว่าได้จ่ายเงินให้โจทก์แล้ว แต่ไม่มีการทำหลักฐานไว้ พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว

อนึ่งที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองประวิงคดี การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสองไม่มีความสุจริตขอให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 (6) นั้น เห็นว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องที่ศาลเห็นสมควรกำหนดให้หรือไม่ ทั้งโจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 18 (2) ม. 25 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 142 (6) ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจือ ตั้งฤดี
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายครรชิต วงศ์ไทย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล
ชื่อองค์คณะ
จรูญ อินทจาร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา