คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2547
#412185
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบ ต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างอิง ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยปรับบทกฎหมายเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดรวม 12 กระทง ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขในเรื่องโทษได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบรวม 6 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน ฐานเป็นเจ้ามือการพนันสลากกินรวบรวม 6 กระทงจำคุกกระทงละ 4 เดือน รวมจำคุก 48 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 24 เดือน ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับนั้น เนื่องจากศาลลงโทษจำเลยโดยมิได้ลงโทษปรับด้วย จึงให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้เสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบ และฐานเล่นการพนันสลากกินรวบเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 6 กระทง จำคุก 24 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกรวม 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้โดยกระทำความผิดหลายคราวต่อเนื่องกัน และเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมโพยสลากกินรวบจำนวน 32 แผ่น เงินสด 3,440 บาท กระเป๋าสตางค์ 2 ใบ โดยในกระดาษโพยดังกล่าวมีจำนวนตัวเลขและจำนวนเงินที่รับแทงพนันรวมกันเป็นจำนวนเงินที่สูงและโพยส่วนหนึ่งจัดทำเป็นแบบพิมพ์ เพื่อความสะดวกในการใช้เล่นการพนันสลากกินรวบโดยเฉพาะอีกด้วย พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบรายใหญ่และกระทำเป็นอาชีพโดยไม่ได้คำนึงว่าการกระทำของตนก่อผลโดยตรงให้ประชาชนลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุขอย่างกว้างขวาง กระทบต่อเศษฐกิจ สังคม และความสงบสุขของครอบครัว ทั้งยังเป็นบ่อเกิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่นตามมาอีกมากมาย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง การที่จะรอการลงโทษและกำหนดมาตรการในการคุมประพฤติแก่จำเลยย่อมไม่เหมาะสมกับสภาพความผิดและคงไม่เพียงพอที่จะทำให้จำเลยเกรงกลัวหรือหลาบจำ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ความว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยจัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบพนันเอาทรัพย์สินกัน โดยจำเลยเป็นผู้เข้าชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นสลากกินรวบและเป็นผู้ขายสลากกินรวบ และจำเลยเข้าร่วมเล่นการพนันสลากกินรวบดังกล่าวโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ทั้งนี้โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมาย โดยโจทก์ได้แยกบรรยายฟ้องความผิดแต่ละข้อหาและแต่ละกระทงเป็นข้อ ๆ เรียงลำดับกันไปรวม 12 กระทง ซึ่งความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสลากกินรวบและความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบนั้น ต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อคำฟ้องโจทก์ระบุยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และจำเลยให้การรับสารภาพ คดีไม่มีการสืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าจำเลยได้กระทำความผิดทั้งในฐานเป็นผู้จัดกให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 12 กระทง ตามที่โจทก์ฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบเป็นความผิดกรรมเดียวรวม 6 กระทง นั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างอิง ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยปรับบทกฎหมายเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดรวม 2 กระทง ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขในเรื่องโทษให้ผิดไปจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามาได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบ และฐานเล่นการพนันสลากกินรวบเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 12 กระทง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายเมืองแก้ว จินะทอง
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8183/2547
#411544
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะแจ้งข้อเท็จจริงว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจาก ต. ไม่ทราบนามสกุลซึ่งใช้รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อคาวาซากิ รุ่นซามิโก้ สีตองอ่อน แต่เมื่อตำรวจขอให้จำเลยพาไปหา ต. จำเลยกลับไม่ยินยอม เนื่องจากไม่ต้องการสร้างศัตรู ดังนี้ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยดังกล่าวจึงเลื่อนลอย เพราะยังไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตร 120 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อเสพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่คงจำคุก 6 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างว่าระหว่างถูกตำรวจชุดจับกุมควบคุมตัวอยู่นั้น จำเลยแจ้งข้อเท็จจริงว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากนายเติ่งไม่ทราบนามสกุล ซึ่งใช้รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อคาวาซากิ รุ่นซามิโก้ สีตองอ่อน เป็นยานพาหนะ เป็นการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาและบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นประโยชน์แก่การปราบปรามยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจแล้ว จึงสมควรได้รับการลงโทษสถานเบากว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานไว้เช่นนั้นแต่ก็ได้ความต่อไปว่า เมื่อตำรวจขอให้จำเลยพาไปหานายเติ่งจำเลยกลับไม่ยินยอม เนื่องจากไม่ต้องการสร้างศัตรู ดังนี้ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยดังกล่าวจึงเลื่อนลอยเพราะยังไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดมานั้นจึงเหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายอดุลย์ รังกลาง
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8181/2547
#113240
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "พนักงานสอบสวน" ตาม ป.อ. มาตรา 167 มีความหมายว่า ต้องเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนั้นเท่านั้น ดังนั้น การให้เงินแก่เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนั้นเพื่อให้ช่วยเหลือไม่ดำเนินคดี จึงมิใช่เป็นการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่พนักงานสอบสวนตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่มีความผิดตามมาตรานี้ คงมีความผิดตามมาตรา 144 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 144, 167, 34, 83 กับให้ริบเงินของกลางจำนวน 150,000 บาท และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีเดิม

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144, 167 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 167 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ริบเงินจำนวน 150,000 บาท ของกลาง และให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. 2548/2543 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ (ที่ถูกน่าจะเป็นพิพากษาแก้เป็นว่า) ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ให้คืนเงินของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2543 พันตำรวจตรีกรวัฒน์กับพวกจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4,800 เม็ด เงินจำนวน 12,000 บาท และสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองเป็นของกลาง เมื่อพันตำรวจตรีกรวัฒน์นำจำเลยที่ 2 มาที่สถานีตำรวจแล้วจำเลยที่ 2 ได้ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นญาตินำเงินจำนวน 150,000 บาท มามอบให้พันตำรวจตรีกรวัฒน์กับพวก เพื่อให้พันตำรวจตรีกรวัฒน์ช่วยเหลือไม่ดำเนินคดีและปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ไป มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะนั้นพันตำรวจตรีกรวัฒน์มิได้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่พนักงานสอบสวนตามความหมายของมาตรา 167 แห่ง ป.อ. จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามมาตรานี้ คงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144 แต่เพียงบทเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 144 จำคุก 3 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบเงินจำนวน 150,000 บาท ของกลาง และให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. 2548/2543 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 144 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางวิจิตต์ พงษ์โอสถ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวินัส สุนนท์
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เหลืองวิไล
ปัญญา สุทธิบดี
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8179/2547
#113076
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน วันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องอีกฉบับหนึ่งประกอบด้วย แม้ในคำร้องจะสรุปความได้ว่า จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคงให้การปฏิเสธ แต่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องในวันนัดสืบพยานโจทก์นั้นว่า สอบจำเลยยืนยันตามคำร้อง รับคำร้อง สำเนาให้โจทก์ ซึ่งแม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วหรือไม่ แต่ก็ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้สอบถามจำเลยเกี่ยวกับคำร้องต่อหน้าโจทก์ซึ่งไปศาลและลงชื่อรับทราบกระบวนพิจารณาของศาลในวันนั้นแล้วด้วย โดยโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบข้อความในคำร้องแล้ว เมื่อเป็นกรณีที่โจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยให้การปฏิเสธในข้อหาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่โจทก์ไม่ติดใจสืบพยาน จึงฟังลงโทษจำเลยได้เพียงฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ป.อ. มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ให้การปฏิเสธในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 5 มีนาคม 2546 จำเลยยื่นคำให้การรับสารภาพ ซึ่งศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การปฏิเสธและให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยยื่นคำร้องอีกฉบับหนึ่งประกอบด้วยว่าจำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคงให้การปฏิเสธ แต่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวในวันนัดสืบพยานโจทก์นั้นว่า สอบจำเลยยืนยันตามคำร้อง รับคำร้อง สำเนาให้โจทก์ แม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้สอบถามจำเลยเกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวต่อหน้าโจทก์ซึ่งไปศาลและลงชื่อรับทราบกระบวนพิจารณาของศาลในวันนั้นแล้วด้วย โดยโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบข้อความในคำร้องดังกล่าวแล้ว เมื่อเป็นกรณีที่โจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยให้การปฏิเสธในข้อหาความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่โจทก์ไม่ติดใจสืบพยาน จึงฟังลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวไม่ได้ คงฟังลงโทษจำเลยได้เพียงฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 วรรคสอง ม. 176 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 67 ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสมศักดิ์หรือบี สัญญะพลหรือสัญญะผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางดวงสมร มนตรีกุล ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8176/2547
#411911
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 3 และมาตรา 10 บัญญัติให้ระวางโทษผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเป็นสามเท่าของโทษกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเฉพาะการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดทางด้านการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น หาได้หมายความรวมถึงความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 399 เม็ด หนัก 36.210 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 10.243 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลล้อมแรด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง จำเลยที่ 1 รับราชการ สังกัดโรงเรียนการกำลังสำรอง กรมการกำลังสำรองทหารบกค่ายธนะรัชต์ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายและต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้ พ.ศ.2534 มาตรา 10 ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 5, 6, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอาชีพรับราชการทหาร จึงเป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ระวางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นที่ยุติว่าตามวันเวลาเกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมทั้งยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 399 เม็ด น้ำหนัก 36.210 กรัม คำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์ได้ 10.243 กรัม เป็นของกลาง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกพิมล คงทอง และจ่าสิบตำรวจถาวร ใจแจ่ม เป็นพยานเบิกความสอดคล้องกันได้ความว่าในวันเกิดเหตุพยานทั้งสองกับพวกตั้งด่านตรวจอยู่บริเวณถนนสายเถิน-ลี้ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า มีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 นั่งคู่กันมา แล่นจากอำเภอลี้มุ่งหน้าไปอำเภอเถิน เมื่อรถยนต์กระบะคันดังกล่าวแล่นมาถึงด่านตรวจ ร้อยตำรวจเอกพิมลส่งสัญญาณให้รถหยุดเพื่อตรวจค้น ผลการตรวจค้นที่บริเวณกระบะหลังรถพบเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ในถุงปุ๋ยซึ่งภายในมีข้าวสารบรรจุอยู่ปริมาณครึ่งถุงและที่ปากถุงมีเชือกมัดไว้ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็นำสืบรับว่า เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในถุงปุ๋ยบรรจุข้าวสารบนรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งคู่มาด้วยจริง ที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าถุงปุ๋ยที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของนางบัวจันทร์ สนธิกุล ฝากมาให้แก่นางศรีไพรหรือต่ายซึ่งเป็นหลานที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยจำเลยทั้งสองไม่ทราบว่ามีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนมาด้วยนั้น ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกพิมลว่า ขณะตรวจค้นตัวจำเลยทั้งสองมีอาการเลิกลั่กและเมื่อพยานกับพวกค้นพบเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ในถุงข้าวสาร จำเลยทั้งสองบอกว่าเป็นของผู้อื่นฝากมาในรถ และบอกว่าจำชื่อคนฝากไม่ได้ อันเป็นข้อพิรุธที่บ่งชี้จำเลยทั้งสองรู้อยู่แก่ใจแล้วว่ามีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนมาในถุงข้าวสาร นอกจากนี้ร้อยตำรวจโทรักเกียรติ แย้มบางยาง พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำนางบัวจันทร์ตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง นางบัวจันทร์ให้การว่า ได้ฝากถุงปุ๋ยใส่ข้าวสารกับจำเลยทั้งสองจริง แต่เมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนในถุงปุ๋ยใส่ข้าวสารนั้นไม่ใช่ของนางบังจันทร์ ส่วนที่นางศรีไพรหรือต่าย ณ เชียงใหม่ พยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า นางบัวจันทร์ฝากถุงปุ๋ยใส่ข้าวสารมาให้แก่พยานเพื่อนำไปมอบให้แก่สามีพยาน โดยพยานทราบว่าภายในถุงปุ๋ยจะมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนมาด้วยนั้น ขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนของนางบัวจันทร์ประกอบกับขณะที่นางศรีไพรหรือต่ายเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองนั้นต้องขังอยู่ในเรือนจำกลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นการง่ายที่จะเสี้ยมสอนให้เบิกความช่วยเหลือจำเลยทั้งสอง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวแล้วได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ระวางโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดและลงโทษจำคุก 30 ปีนั้นไม่ถูกต้อง เพราะตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2534 มาตรา 3 และมาตรา 10 บัญญัติให้ระวางโทษผู้กระทำความผิดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเฉพาะการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดทางด้านการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น หาได้หมายความรวมถึงความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองด้วยไม่ แม้ปัญหานี้จะไม่มีฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — จ่าสิบเอกจำรูญ จิตต์เลิศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8171/2547
#412182
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้เข้าประมูลสู้ราคาและซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดของผู้คัดค้าน ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ผู้ร้องแจ้งความประสงค์ต่อผู้คัดค้านว่าจะนำทรัพย์ดังกล่าวไปพัฒนาทางธุรกิจเมื่อใด อย่างไร ที่จะทำให้เห็นว่าการได้รับโอนทรัพย์ดังกล่าวล่าช้าทำให้เสียประโยชน์ในทางธุรกิจของผู้ร้องถึงขนาดที่ว่าที่ดินนั้นหมดประโยชน์แก่ผู้ร้องอีกต่อไป ข้ออ้างดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ร้องยกขึ้นกล่าวอ้างภายหลังทั้งสิ้น ทั้งการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดมีกระบวนการต่างจากการซื้อทรัพย์จากเจ้าของทรัพย์โดยตรง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านการขายทอดตลาดได้ผู้ร้องย่อมต้องทราบว่าผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดอาจยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นทันที เพราะอาจมีการร้องคัดค้านการขายทอดตลาดดังกล่าว ฉะนั้น จะถือว่าระยะเวลา 4 ปีเศษ เป็นเวลานานเกินสมควรทำให้การชำระหนี้เป็นอันพ้นวิสัยนั้นไม่ได้ ประกอบกับศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกคำร้องของ ว. ที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายแล้ว ผู้คัดค้านสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องได้ กรณีไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 219 และ 388 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอเงินมัดจำคืน

ตามสัญญาซื้อขายที่ดินมิได้กำหนดเวลาไว้โดยชัดแจ้งว่าผู้คัดค้านจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องเมื่อใด และนิติกรรมที่จะเป็นโมฆะตามมาตรา 190 ต้องเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขจะสำเร็จได้หรือไม่สุดแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้ แต่การซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ผู้ร้องย่อมทราบว่าอาจไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นทันทีเนื่องจากอาจมีผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านการขายดังกล่าว ซึ่งเหตุที่ทำให้โอนกรรมสิทธิ์ล่าช้าดังกล่าวไม่ใช่การกระทำตามอำเภอใจของผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่สัญญาสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ

พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ มาตรา 3 ผู้บริโภคซึ่งเข้าทำสัญญาในฐานะผู้ซื้อที่จะได้รับความคุ้มครองตามความในมาตรา 4 ต้องไม่ได้เข้าทำสัญญาเพื่อการค้าทรัพย์สิน บริการ หรือประโยชน์อื่นใด แต่ตามคำร้องและทางนำสืบของผู้ร้องยืนยันว่าผู้ร้องเข้าซื้อที่ดินเพื่อประโยชน์ทางการค้า ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้บริโภคตามความหมายดังกล่าวทั้งตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวยังกำหนดว่า พ.ร.บ. นี้ไม่ใช้บังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ ซึ่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 โดยให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ผู้ร้องประมูลซื้อทรัพย์และทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2539 ก่อน พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ ใช้บังคับ สัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนพานิช จำกัด เด็ดขาดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2536 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4188 แขวงจักรวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ล้มละลายและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดแทน ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ดังกล่าวได้จากการขายทอดตลาดในราคา 36,937,380 บาท ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2539 นายวิชาญร้องคัดค้านขอให้เพิกถอนการขาย ขณะคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ซื้อได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องไม่สามารถเข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อพัฒนาให้มีมูลค่าและเกิดประโยชน์ได้เนื่องจากผู้คัดค้านไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้ผู้ร้องได้ การชำระหนี้ตกเป็นการพ้นวิสัย ประกาศขายทอดตลาดไม่มีเงื่อนไขว่า ผู้ซื้อทรัพย์จะต้องผูกพันต่อผู้คัดค้านจนไม่สามารถบอกเลิกสัญญาได้ การที่จะให้ผู้ร้องต้องผูกพันต่อผู้คัดค้านตลอดไปย่อมเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ขอให้เพิกถอนคำสั่งผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านยอมรับการบอกเลิกสัญญาและคืนเงินมัดจำจำนวน 1,850,000 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า การโอนทรัพย์สินที่ขายทอดตลาดให้แก่ผู้ร้องไม่ใช่การชำระหนี้ที่พ้นวิสัยและไม่ทำให้ผู้ร้องหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่ดิน คดีที่นายวิชาญร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีคำพิพากษายืน ผู้คัดค้านสามารถโอนทรัพย์สินให้ผู้ร้องได้ สัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวระบุกรณีบอกเลิกสัญญาไว้ว่า หากศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีชี้ขาดในภายหลังว่าที่ดินมิใช่ของจำเลย หรือเพราะเหตอื่นเป็นเหตุให้ผู้ซื้อไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน สัญญาซื้อขายนี้เป็นอันยกเลิก กรณีตามคำร้องไม่เข้าเงื่อนไขที่จะบอกเลิกสัญญาได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอบอกเลิกสัญญา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนพานิช จำกัด เด็ดขาดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 ผู้คัดค้านยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4188 แขวงจักวรรดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของผู้ล้มละลาย และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดแทน ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้จากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2539 ในราคา 36,937,380 บาท ผู้ร้องวางมัดจำแก่ผู้คัดค้านไว้จำนวน 9,234,345 บาท ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2539 นายวิชาญยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้คัดค้านจึงคืนเงินมัดจำให้แก่ผู้ร้องบางส่วน คงเหลือเงินมัดจำไว้เพียงร้อยละ 5 ของราคาซื้อขายเป็นเงิน 1,846,869 บาท ในคดีที่นายวิชาญร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ขณะคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2543 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนในคดีที่นายวิชาญร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินและขอเงินมัดจำคืนหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาประการแรกว่า ผู้ร้องซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเพื่อพัฒนาเป็นสำนักงานหรืออพาร์ตเมนต์ให้เช่า ชั้นล่างจะทำเป็นโชว์รูมขายสินค้าจะมีรายได้เดือนละ 300,000 บาท ถึง 500,000 บาท ผู้ร้องติดต่อผู้รับเหมาก่อสร้างและธนาคารเพื่อสนับสนุนเงินทุนไว้พร้อมแล้ว ระยะเวลาในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ผู้ร้องไม่ได้เป็นเวลานานถึง 4 ปีเศษแล้ว เมื่อผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ซื้อขายให้แก่ผู้ร้องภายในเวลาอันสมควรไม่ได้ การชำระหนี้ย่อมตกเป็นอันพันวิสัย ผู้ร้องย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 และ 388 นั้น เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้เข้าประมูลสู้ราคาและซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดของผู้คัดค้าน ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ผู้ร้องแจ้งความประสงค์ต่อผู้คัดค้านว่าจะนำทรัพย์ดังกล่าวไปพัฒนาทางธุรกิจเมื่อใด อย่างไร ที่จะทำให้เห็นว่าการได้รับโอนทรัพย์ดังกล่าวล่าช้าทำให้เสียประโยชน์ในทางธุรกิจของผู้ร้อง ถึงขนาดที่ว่าที่ดินนั้นหมดประโยชน์แก่ผู้ร้องอีกต่อไป ข้ออ้างดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ร้องยกขึ้นกล่าวอ้างภายหลังทั้งสิ้น ทั้งการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดมีกระบวนการต่างจากการซื้อทรัพย์จากเจ้าของทรัพย์โดยตรง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านการขายทอดตลาดได้ ผู้ร้องย่อมต้องทราบว่าผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดอาจยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นทันที เพราะอาจมีการร้องคัดค้านการขายทอดตลาดดังกล่าว ฉะนั้นจะถือว่าระยะเวลา 4 ปีเศษ เป็นเวลานานเกินสมควรทำให้การชำระหนี้เป็นอันพ้นวิสัยนั้นไม่ได้ ประกอบกับปัจจุบันศาลฎีกามีคำพิพากษายืนให้ยกคำร้องของนายวิชาญที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายตามคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วผู้คัดค้านสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องได้กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 และ 388 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอเงินมัดจำคืนฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องประการที่สองว่าสัญญาซื้อขายที่ดินที่ผู้ร้องทำกับผู้คัดค้านเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 190 หรือไม่ ซึ่งปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และผู้ร้องฎีกาว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เห็นว่า แม้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งผู้ร้องมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างได้ แต่ตามสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาไว้โดยชัดแจ้งว่าผู้คัดค้านจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องเมื่อใด และนิติกรรมที่จะเป็นโมฆะตามมาตรา 190 ดังกล่าว ต้องเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขจะสำเร็จได้หรือไม่สุดแล้วแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้ แต่การซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ผู้ร้องย่อมทราบว่าอาจไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นทันทีเนื่องจากอาจมีผู้มีส่วนได้เสียร้องคัดค้านการขายดังกล่าวข้างต้น ซึ้งเหตุที่ทำให้โอนกรรมสิทธิ์ล่าช้าดังกล่าวไม่ใช่การกระทำตามอำเภอใจของผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่สัญญา สัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องประการสุดท้ายว่า สัญญาซื้อขายที่ดินที่ผู้ร้องทำกับผู้คัดค้านอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 3 ผู้บริโภคซึ่งเข้าทำสัญญาในฐานะผู้ซื้อที่จะได้รับความคุ้มครองตามความในมาตรา 4 ต้องไม่ได้เข้าทำสัญญาเพื่อการค้าทรัพย์สิน บริการ หรือประโยชน์อื่นใด แต่ตามคำร้องและทางนำสืบของผู้ร้องยืนยันว่าผู้ร้องเข้าซื้อที่ดินเพื่อประโยชน์ทางการค้าผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้บริโภคตามความหมายดังกล่าว ทั้งตามมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวยังกำหนดว่า พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช่บังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 โดยให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ผู้ร้องประมูลซื้อทรัพย์และทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2539 ก่อนพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ ใช้บังคับ สัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงไม่อยู่ในบังคับของระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นชอบแล้วฎีการ้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 190 ม. 219 ม. 388
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 3 ม. 4 ม. 12
ชื่อคู่ความ
นายทรงเดช ประดิษฐ์สมานนท์
ผู้ชำระบัญชี — ร้องขอให้บริษัทเงินทุนพานิช จำกัด ล้มละลาย
ผู้ร้อง — บริษัทวารีเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8169/2547
#113109
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร. 1 จะครบกำหนดระยะเวลาเช่าซื้อในวันที่ 27 สิงหาคม 2543 แต่ปรากฏในใบคู่มือจดทะเบียนเอกสารหมาย ร. 2 แผ่นที่ 3 ระบุว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะของกลางในวันที่ 7 มีนาคม 2545 จึงต้องฟังว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด โอนรถยนต์กระบะของกลางให้แก่ผู้ร้องในวันดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา คำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นอันถึงที่สุด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางที่ศาลสั่งริบย่อมตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ร้องรับโอนรถยนต์กระบะของกลางในวันที่ 7 มีนาคม 2545 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังวันที่กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์และไม่เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะของกลาง ผู้ร้องจึงย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 64 ป.อ. มาตรา 33 และริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 5 ท - 1252 เชียงใหม่ ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง โดยลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 และริบรถยนต์กระบะของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของและมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลางหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร. 1 จะครบกำหนดระยะเวลาเช่าซื้อในวันที่ 27 สิงหาคม 2543 แต่ผู้ร้องไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายจนครบถ้วนแล้วตั้งแต่เมื่อใด คงปรากฏในใบคู่มือจดทะเบียนเอกสารหมาย ร. 2 แผ่นที่ 3 มีข้อความระบุว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะของกลางในวันที่ 7 มีนาคม 2545 จึงต้องฟังว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด ได้โอนรถยนต์กระบะของกลางให้แก่ผู้ร้องในวันที่ 7 มีนาคม 2545 การที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา คำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นอันถึงที่สุด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางที่ศาลสั่งริบย่อมตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ร้องรับโอนรถยนต์กระบะของกลางในวันที่ 7 มีนาคม 2545 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์และไม่เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องของคืนรถยนต์กระบะของกลาง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.พ.พ. ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ผู้ร้อง — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ.เอ็น.วี. สำรวจและรังวัด
จำเลย — นายสุจินต์ การะหงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน — นายวรรณกร ลิ้มเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8169/2547
#412322
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อจะครบกำหนดระยะเวลาเช่าซื้อในวันที่ 27 สิงหาคม 2543 แต่ปรากฎในใบคู่มือจดทะเบียนระบุว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะของกลางในวันที่ 7 มีนาคม 2545 จะต้องฟังว่า บริษัท ท. โอนรถยนต์กระบะของกลางให้แก่ผู้ร้องในวันดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา คำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นอันถึงที่สุดกรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางที่ศาลสั่งริบย่อมตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ร้องรับโอนรถยนต์กระบะของกลางในวันที่ 7 มีนาคม 2545 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังวันที่กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์และไม่เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะของกลาง ผู้ร้องจึงย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 5 ท-1252 เชียงใหม่ ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง โดยลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และริบรถยนต์กระบะของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทรธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2539 ผู้ร้องเช่าซื้อรถยนต์กระบะของกลางจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เอกสารหมาย ร.1 ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2544 จำเลยใช้รถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยและริบรถยนต์กระบะของกลางเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของและมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลางหรือไม่ผู้ร้องมีนายอธิป หุ้นส่วนผู้จัดการผู้ร้องเป็นพยานเบิกความว่าผู้ร้องเช่าซื้อรถยนต์กระบะของกลางจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด ต่อมาผู้ร้องชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด จึงโอนรถยนต์กระบะของกลางให้แก่ผู้ร้องตามใบคู่มือจดทะเบียนเอกสารหมาย ร.2 เห็นว่า แม้ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร.1 จะครบกำหนดระยะเวลาเช่าซื้อในวันที่ 27 สิงหาคม 2543 แต่ผู้ร้องไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายจนครบถ้วนแล้วตั้งแต่เมื่อใด คงปรากฏในใบคู่มือจดทะเบียนเอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 3 มีข้อความระบุว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะของกลางในวันที่ 7 มีนาคม 2545 จึงต้องฟังว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด ได้โอนรถยนต์กระบะของกลางให้แก่ผู้ร้องในวันที่ 7 มีนาคม 2545 การที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นอันถึงที่สุด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางที่ศาลสั่งริบย่อมตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ร้องรับโอนรถยนต์กระบะของกลางในวันที่ 7 มีนาคม 2545 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางตกเป็นของแผ่นดินผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์และไม่เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้วฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ.เอ็น.วี.
ผู้ร้อง — สำรวจและรังวัด
จำเลย — สุจินต์ การะหงษ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8160/2547
#411905
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และ ศ. ร่วมกันทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยโดยโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินของโจทก์ไว้กับจำเลยเพื่อประกันหนี้โดยสัญญาจำนองระบุว่า โจทก์ตกลงจำนองที่ดินทั้งแปลงเพื่อประกันหนี้และภาระผูกพันใดๆ ของโจทก์และหรือ ศ. ที่มีต่อจำเลยผู้รับจำนอง ทั้งที่มีอยู่แล้วในขณะนี้และที่จะมีขึ้นในภายหน้าทุกลักษณะทุกประเภทหนี้ ดังนี้ เมื่อข้อพิพาทนี้เป็นเรื่องการบังคับตามสัญญาจำนองไม่ใช่ข้อพิพาทกันในเรื่องการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จึงต้องพิจารณาบังคับตามสัญญาจำนองเป็นสำคัญ แม้โจทก์จะชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่จำเลยจนครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อ ศ. ยังคงเป็นหนี้จำเลยอยู่อีกและหนี้ของ ศ. เป็นหนี้ที่อยู่ในบังคับของสัญญาจำนองที่ดินที่โจทก์ทำกับจำเลย ภาระจำนองในที่ดินที่เป็นประกันจึงยังไม่ถูกล้างหรือระงับสิ้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินและชำระค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับนายศักดิ์ชาย ลิขิตตระกูล ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลย โดยโจทก์ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 22772 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ จดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวและหนี้อื่นของโจทก์และของนายศักดิ์ชายที่มีอยู่กับจำเลย ต่อมาโจทก์ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่นายศักดิ์ชายยังคงเป็นหนี้จำเลยอยู่อีกบัญชีหนึ่ง โจทก์ติดต่อขอไถ่ถอนจำนองที่ดินกับพนักงานของจำเลยและพนักงานของจำเลยได้จัดทำเอกสารขึ้นเพื่อขออนุมัติจากจำเลยให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินแล้ว คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนปลดจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22772 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้แก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำแถลงรับของคู่ความว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2539 โจทก์และนายศักดิ์ชาย ลิขิตตระกูล ได้ร่วมกันทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยในวงเงิน 350,000 บาท โดยโจทก์ได้นำที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 22772 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ มาจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยปฏิเสธไม่ปลดจำนองให้แก่โจทก์เนื่องจากนายศักดิ์ชายยังคงเป็นหนี้จำเลยอยู่อีกบัญชีหนึ่ง มีปัญหาที่จะต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าว ข้อ 1 ระบุว่า "ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแปลงที่ระบุไว้ทั้งแปลงแก่ผู้รับจำนอง เพื่อเป็นประกันหนี้และภาระผูกพันใดๆ ขอนายวัฒนา ลิขิตตระกูล และหรือนายศักดิ์ชาย ลิขิตตระกูล ที่มีต่อผู้รับจำนอง ทั้งที่มีอยู่แล้วในขณะนี้และที่จะมีขึ้นในภายหน้าทุกลักษณะทุกประเภทหนี้..." ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นเรื่องของการบังคับตามสัญญาจำนอง ไม่ใช่พิพาทกันในเรื่องการชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จึงต้องพิจารณาบังคับตามสัญญาจำนองเป็นสำคัญถึงแม้ข้อเท็จจริงจะฟังเป็นยุติว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่เมื่อนายศักดิ์ชายยังคงเป็นหนี้จำเลยอยู่จำเลยอยู่อีกและหนี้ของนายศักดิ์ชายดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นหนี้ที่อยู่ในบังคับของสัญญาจำนองที่ดินที่โจทก์ทำกับจำเลย หาใช่เป็นหนี้อื่นนอกสัญญาจำนองแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าภาระจำนองในที่ดินที่เป็นประกันถูกล้างหรือระงับสิ้นไปเพราะได้มีการชำระหนี้ตามสัญญาจำนองครบถ้วนแล้วนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 744
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวัฒนา ลิขิตตระกูล
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2547
#113186
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้าน ที่ได้คัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มี คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่า โจทก์ได้นำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลย จึงเห็นได้ว่าทั้งคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยเป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก คำฟ้องของโจทก์ ที่ขอให้จำเลยถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ เป็นผลอันสืบเนื่องมาจากว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือ ตามราคาที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคแรก ซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ที่ศาลแขวงอ้างว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้านฉบับลงวันที่ 22 เมษายน 2545 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอา คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดสมุทรปราการเห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงให้คู่ความตีราคาที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 34 ตารางวา ปรากฏว่าราคาที่ดินที่พิพาท 102,000 บาท ศาลจังหวัดสมุทรปราการเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสมุทรปราการซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ในคดีนี้ จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

ศาลชั้นต้นซึ่งรับโอนคดีมาเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษา จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีเรื่องนี้อยู่ในอำนาจ ศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดิน ของโจทก์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าเป็น เจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของโจทก์ จึงเห็นได้ว่าทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยเป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์นั้น จึงเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากว่าที่ดินที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้คือ ตามราคาที่ดินที่พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคแรก นั้นเอง คดีเรื่องนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินที่พิพาทราคา 102,000 บาท และตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เช่นนี้ ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นอ้างว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 วรรคแรก
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17 ม. 18 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวัสดิ์ ส้มโอชา
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกชาญ สุวรรณหงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8141/2547
#411899
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนภาษา อ. โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทุกประเภทรวมทั้งสองเอกสารใบเสร็จรับเงินและเงินค่าสมัครเรียนซึ่งเป็นของกิจการโรงเรียนดังกล่าว ส่วนการได้รับอนุญาตให้โอนโรงเรียนเพื่อดำเนินกิจการในนามของโจทก์ร่วมเมื่อใดนั้น หาได้กระทบถึงความเป็นเจ้าของกิจการโรงเรียนของโจทก์ร่วมไม่ เมื่อมีการรับเงินค่าสมัครเรียนดังกล่าวโดยมีการออกใบเสร็จรับเงินในนามของโรงเรียนโจทก์ร่วมให้แก่ผู้สมัครเรียน ซึ่งจำเลยลูกจ้างโจทก์ร่วมทำหน้าที่รับเงินค่าสมัครเรียนไว้ต้องส่งมอบเงินนั้นให้แก่โจทก์ร่วมผู้เป็นนายจ้าง การที่จำเลยเอาเอกสารใบเสร็จรับเงินและเงินดังกล่าวไปเสียโดยทุจริตย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยลักทรัพย์เครื่องคิดเลขแบบคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ราคา 16,000 บาท ของนายกิตติภูมิ วัฒนศิริ ผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างจำเลยไป และในวันเวลาดังกล่าวจำเลยเอาไปเสียซึ่งเอกสารสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าสมัครเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของโรงเรียนสอนภาษาอบาคัส ซึ่งเป็นกิจการค้าของผู้เสียหายจำนวน 2 ฉบับ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย พร้อมกับจำเลยลักทรัพย์เอาเงินสดจำนวน 3,200 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างจำเลยไป และต่อมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยเอาไปเสียซึ่งเอกสารสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าสมัครเรียนวิชาภาษาอังกฤษของโรงเรียนสอนภาษาอบาคัส ซึ่งเป็นกิจการค้าของผู้เสียหายจำนวน 2 ฉบับ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย พร้อมทั้งลักทรัพย์เอาเงินสดจำนวน 4,000 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างจำเลยไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 188 และ 335 กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงินรวม 23,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายกิตติภูมิ วัฒนศิริ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 335 (11) วรรคแรก ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยให้ลงโทษจำคุก 1 ปี กับให้จำเลยคืนเงินจำนวน 3,200 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาอบาคัส จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ร่วมโดยทำงานในตำแหน่งพนักงานประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่รับสมัครเรียนและเก็บค่าเล่าเรียนจากนักเรียนแทนโจทก์ร่วม ปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าสมัครเรียนวิชาคณิตศาสตร์ซึ่งนางสาวสุวิมล อภินันทกุลชัย เป็นผู้สมัครเรียนและลักทรัพย์เงินสดค่าสมัครเรียนดังกล่าวจำนวน 3,200 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินหรือไม่ โจทก์กับโจทก์ร่วมมีนางสาวสุวิมลผู้สมัครเรียนเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2539 เวลา 19.30 นาฬิกา พยานไปสมัครเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนสอนภาษาอบาคัสของโจทก์ร่วม พบจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่รับสมัครเพียงผู้เดียว พยานเป็นผู้กรอกข้อความลงในใบเสร็จรับเงินตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน และจ่ายเงินค่าสมัครเรียนจำนวน 3,200 บาท ให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยรับเงินค่าสมัครเรียนดังกล่าวแล้วได้ลงลายมือชื่อรับเงินในใบเสร็จรับเงินและฉีกต้นขั้วใบเสร็จรับเงินทั้งชุดจำนวน 3 ใบ ซึ่งพยานยังพูดขึ้นว่าฉีกใบเสร็จรับเงินทั้งหมดไม่ได้ ต้องเก็บไว้ใบหนึ่ง พยานเก็บใบเสร็จรับเงินดังกล่าวไว้ใบหนึ่งส่วนจำเลยนำใบเสร็จรับเงินใบหนึ่งเย็บติดกับเงินค่าสมัครเรียนจำนวน 3,200 บาท แล้วนำไปใส่ในลิ้นชักโต๊ะ ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2539 พยานมาที่โรงเรียนเมื่อยื่นใบเสร็จรับเงินให้เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนดูเพื่อเข้าชั้นเรียน เจ้าหน้าที่โรงเรียนนำใบเสร็จรับเงินไปตรวจสอบแล้วบอกว่าไม่พบสำเนาใบเสร็จรับเงินดังกล่าว พยานจึงไม่ได้เข้าเรียน ซึ่งความข้อนี้โจทก์ร่วมเบิกความสนับสนุนได้ความว่า ในวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่โรงเรียนพบนักเรียนถือใบเสร็จรับเงินมาแสดงเพื่อเข้าเรียน แต่เมื่อตรวจชื่อแล้วไม่มีชื่อในบัญชีของโรงเรียน เมื่อตรวจสอบพบว่าใบเสร็จรับเงินดังกล่าวสูญหายไปจากต้นขั้วในสมุดใบเสร็จรับเงิน เป็นเหตุให้โรงเรียนไม่ได้รับเงินตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน ซึ่งการรับสมัครนักเรียนเข้าเรียนนั้นนักเรียนจะเป็นผู้กรอกรายละเอียดในใบสมัครด้วยตนเอง จากนั้นพนักงานจะออกใบเสร็จรับเงินโดยเขียนข้อมูลจากใบสมัครของนักเรียน แต่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานผู้รับสมัครให้นักเรียนเป็นผู้กรอกใบเสร็จรับเงินเอง ใบเสร็จรับงเงินดังกล่าวเป็นชุดรวม 3 ใบ ใบแรกเป็นสีขาวจะมอบให้แก่นักเรียนผู้สมัครที่จ่ายเงินค่าสมัครเรียนไว้เป็นหลักฐาน ใบที่สองเป็นสีชมพูจำเลยซึ่งทำหน้าที่พนักงานเก็บเงินมีหน้าที่นำใบส่งเงินส่งให้แก่พนักงานบัญชี ส่วนใบที่สามเป็นสีน้ำตาลจะติดเป็นตั้นขั้วใบเสร็จรับเงินไว้ในสมุดใบเสร็จรับเงิน การตรวจสอบไม่พบใบเสร็จรับเงินสีชมพูและสีน้ำตาลอยู่ในสมุดใบเสร็จรับเงิน โดยโจทก์ร่วมยังทราบจากนางสาวจารุวรรณ ลอยวิลัย ซึ่งเป็นแม่บ้านว่าพบเห็นจำเลยฉีกใบเสร็จรับเงินสีชมพูและสีน้ำตาลออกจากสมุดใบเสร็จรับเงิน นางสาวจารุวรรณแจ้งให้จำเลยนำใบเสร็จรับเงินนั้นไปติดไว้ในเสร็จรับเงิน แต่จำเลยไม่เชื่อ คำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาวสุวิมล เมื่อพิเคราะห์สำเนาใบเสร็จรับเงินแล้วปรากฏว่าใบเสร็จรับเงินดังกล่าวลงวันที่ 9 มกราคม 2539 ซึ่งเป็นวันหยุดงานของนาวสาวปาริชาต จำปาศรี คงมีแต่จำเลยมาทำงานที่โรงเรียนร่วมกับนางสาวจารุวรรณแม่บ้านเท่านั้น ซึ่งจำเลยก็นำสืบรับว่าวันดังกล่าวจำเลยมาทำงานที่โรงเรียนเพียงผู้เดียว ตามสมุดใบเสร็จรับเงินก็ปรากฏว่าสำเนาใบเสร็จรับเงินเลขที่ 3313 ไม่มีต้นขั้วใบเสร็จรับเงินดังกล่าวอยู่แต่อย่างใดเพราะถูกฉีกออกไปแล้ว และจำเลยไม่ได้นำเงินค่าสมัครเรียนตามสำเนาใบเสร็จรับเงินจำนวน 3,200 บาท ส่งให้แก่โจทก์ร่วมตามทางปฏิบัติ ทั้งในชั้นพิจารณานางสาวสุวิมลพยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งถือว่าเป็นคนกลางชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้รับเงินค่าสมัครเรียนและฉีกใบเสร็จรับเงินทั้ง 3 ใบออกจากสมุดใบเสร็จรับเงินโดยตนเองยังทักท้วง ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังวินิจฉัยมาจึงมีน้ำหนักรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยเป็นผู้ทำให้เสียหายโดยฉีกใบเสร็จรับเงินและเอาไปเสียซึ่งเอกสารสำเนาใบเสร็จรับเงิน ทั้งลักทรัพย์เอาเงินสดค่าสมัครเรียนจำนวน 3,200 บาท ตามจำนวนเงินในสำเนาใบเสร็จรับเงินซึ่งเป็นของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายเพราะโจทก์ร่วมเพิ่งได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนให้รับโอนโรงเรียนเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2539 หลังเกิดเหตุแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมนำสืบว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาอบาคัส โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทุกประเภทรวมทั้งเอกสารใบเสร็จรับเงินและเงินค่าสมัครเรียนจำนวน 3,200 บาท ซึ่งเป็นของกิจการโรงเรียนดังกล่าว ส่วนการได้รับอนุญาตให้โอนโรงเรียนเพื่อดำเนินกิจการในนามของโจทก์ร่วมเมื่อใดนั้น หาได้กระทบถึงความเป็นเจ้าของกิจการโรงเรียนของโจทก์ร่วมไม่ โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายคดีนี้ เมื่อมีการรับเงินค่าสมัครเรียนดังกล่าวโดยมีการออกใบเสร็จรับเงินในนามของโรงเรียนโจทก์ร่วมให้แก่ผู้สมัครเรียน ซึ่งจำเลยลูกจ้างโจทก์ร่วมทำหน้าที่รับเงินค่าสมัครเรียนไว้ต้องส่งมอบเงินนั้นให้แก่โจทก์ร่วมผู้เป็นนายจ้าง การที่จำเลยเอาเอกสารใบเสร็จรับเงินและเงินดังกล่าวไปเสียโดยทุจริตย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ 335 (11) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายกิตติภูมิ วัฒนสิริ
จำเลย — นางสาวรสลิน ชนารดี
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
องอาจ โรจนสุพจน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8115/2547
#113108
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้นได้แก่ทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 โรงเรียนของโจทก์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนจากนักเรียนตามอัตราที่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงเรีอนเอกชน พ.ศ. 2525 และค่าธรรมเนียมอื่นได้แก่ ค่าอุปกรณ์ ค่าอาหาร ค่าซักฟอก ค่าบำรุงสมาชิกยุวกาชาด เนตรนารี หนังสือ สมุด ค่าประกันอุบัติเหตุ และค่าเรียนคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในอัตราร้อยละ 40 ของจำนวนนักเรียน เงินที่ได้รับมาทั้งหมดนำไปใช้ในกิจการของโรงเรียนของโจทก์ จ้างครูมาสอน พัฒนาขยายโรงเรียน หากปีใดไม่ต้องซ่อมแซมหรือสร้างอาคารและมีเงินเหลือก็จะส่งให้โจทก์ ย่อมเป็นข้อชี้แสดงว่าโรงเรียนของโจทก์เป็นโรงเรียนเอกชนที่กระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล โรงเรือนและที่ดินจึงไม่ใช่ทรัพย์ของโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการศึกษาอันไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 9 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึง 2543 ของจำเลยที่ 1 ที่ประเมินเรียกเก็บต่อโจทก์หรือโรงเรียนมารดานฤมล ตามใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 1 เลขที่ 48 ถึง 56 จำนวน 9 ฉบับ ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2543 และเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์หรือโรงเรียนมารดานฤมล ตามใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 (ภ.ร.ด. 11) เล่มที่ 1 เลขที่ 10 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2544 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมทั้งเงินเพิ่มจำนวน 6,547,128 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยทั้งสอง (วันที่ 9 สิงหาคม 2544) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึง 2543 ตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 1 เลขที่ 48 ถึง 56 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2543 และหนังสือใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 (ภ.ร.ด. 11) เล่มที่ 1 เลขที่ 10 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2544 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 6,547,128 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 (9 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง และค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า โรงเรียนมารดานฤมลของโจทก์อยู่ในข่ายที่จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้นได้แก่ทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 จะเห็นได้ว่าทรัพย์สินของโรงเรียนที่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและต้องใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้น เมื่อโรงเรียนมารดานฤมลได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนจากนักเรียนตามอัตราที่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 และค่าธรรมเนียมอื่นอันได้แก่ ค่าอุปกรณ์ ค่าอาหาร ค่าซักฟอกอนุบาล ค่าบำรุงสมาชิกยุวกาชาด เนตรนารี หนังสือ สมุด ค่าประกันอุบัติเหตุ และค่าเรียนคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในอัตราร้อยละ 40 ของจำนวนนักเรียน ซึ่งมีนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษา 2,794 คน เงินที่ได้รับมาทั้งหมดนำไปใช้ในกิจการของโรงเรียน จ้างครูมาสอนพัฒนาขยายโรงเรียน หากปีใดไม่ต้องซ่อมแซมหรือสร้างอาคารและมีเงินเหลือก็จะส่งให้โจทก์ ย่อมเป็นข้อชี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโรงเรียนมารดานฤมลของโจทก์เป็นโรงเรียนเอกชนที่กระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลโรงเรือนและที่ดินดังกล่าว จึงไม่ใช่ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการศึกษาอันไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 9 (3) ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โรงเรียนมารดานฤมลเป็นโรงเรียนสาธารณะไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึง 2543 ปีละ 11,250 บาท รวมเป็นเงิน 101,250 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย แต่โจทก์ชำระให้จำเลยที่ 1 ไปแล้ว 6,547,128 บาท จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินส่วนที่เกินไปแก่โจทก์ ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษานี้ ถ้าไม่คืนในกำหนดดังกล่าวให้ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานคร
จำเลย — เทศบาลตำบลบางวัว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8115/2547
#412179
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 9 ระบุให้ทรัพย์สินของโรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและต้องใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้น แม้โจทก์เป็นองค์กรแห่งศาสนาคริสต์ มีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการสอนศาสนา การศึกษา การช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาหรือทางสังคมให้ได้รับการศึกษาและโรงเรียนของโจทก์มีการบริหารโดยบาทหลวงหรือนักบวช สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นคราว ๆ ไป แต่โรงเรียนของโจทก์ก็ยังคงได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล และมีการเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนตามอัตราที่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ ตลอดมา นอกจากนี้ยังมีการเก็บค่าธรรมเนียมอื่น ๆ อีกหลายอย่างเช่นเดียวกับโรงเรียนเอกชนทั่ว ๆ ไป ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ดังกล่าวล้วนเป็นรายได้ที่สำคัญของโรงเรียนซึ่งบางปีมีเงินเหลือส่งให้โจทก์ หากโรงเรียนของโจทก์มิได้กระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลแล้ว ก็ไม่น่าจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จากนักเรียน หรือหากจะเก็บก็ควรให้เป็นเรื่องของความสมัครใจบริจาค อันจะแสดงให้เห็นว่าทางโจทก์มิได้หวังเป็นผลกำไรส่วนบุคคล แต่ต้องการส่งเสริมการศึกษาสาธารณะช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจนให้ได้เรียนหนังสือได้ โดยมิต้องเสียค่าธรรมเนียมการเรียนหรือเสียเพียงเล็กน้อยตามฐานะเพื่อเป็นสาธารณกุศล ดังนั้น การที่โรงเรียนของโจทก์ยังคงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนจากนักเรียนในจำนวนที่แน่นอนตามที่กำหนดไว้ ทั้งยังเก็บค่าธรรมเนียมอื่น ๆ อีกหลายอย่างย่อมเป็นข้อชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโรงเรียนของโจทก์เป็นโรงเรียนเอกชนที่กระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล โรงเรียนและที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและใช้เฉพาะในการศึกษาอันไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 9 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึง 2543 ของจำเลยที่ 1 ที่ประเมินเรียกเก็บต่อโจทก์หรือโรงเรียนมารดานฤมลตามใบแจ้งรายการประเมินตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 1 เลขที่ 48 ถึง 56 จำนวน 9 ฉบับ ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2543 และเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์หรือโรงเรียนมารดานฤมล ตามใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 (ภ.ร.ด. 11) เล่มที่ 1 เลขที่ 10 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2544 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมทั้งเงินเพิ่มจำนวน 6,547,128 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยทั้งสอง (วันที่ 9 สิงหาคม 2544) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึง 2543 ตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 1 เลขที่ 48 ถึง 56 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2543 และหนังสือใบแจ้งคำชี้แจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 (ภ.ร.ด. 11) เล่มที่ 1 เลขที่ 10 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2544 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 6,547,128 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 (9 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า โรงเรียนมารดานฤมลของโจทก์อยู่ในข่ายที่จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้นได้แก่ทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ซึ่งบัญญัติว่า ทรัพย์สินดังต่อไปนี้ท่านให้ยกเว้นจากบทบัญญัติแห่งภาคนี้...

(3) ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะและโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา... ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าทรัพย์สินของโรงเรียนที่ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและต้องใช้เฉพาะในการศึกษาเท่านั้น แม้โจทก์เป็นองค์กรแห่งศาสนาคริสต์มีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการสอนศาสนา การศึกษา การช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาหรือทางสังคมให้ได้รับการศึกษา และโรงเรียนมารดานฤมลของโจทก์มีการบริหารโดยบาทหลวงหรือนักบวช สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นคราว ๆ ไปก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของบาทหลวงสนัดพยานโจทก์ว่าโรงเรียนมารดานฤมลได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนจากนักเรียนตามอัตราที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 และค่าธรรมเนียมอื่นอันได้แก่ ค่าอุปกรณ์ ค่าอาหาร ค่าซักฟอกอนุบาล ค่าบำรุงสมาชิกยุวกาชาด เนตรนารี หนังสือ สมุด ค่าประกันอุบัติเหตุและค่าเรียนคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในอัตราร้อยละ 40 ของจำนวนนักเรียน ซึ่งมีนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษา 2,794 คน เงินที่ได้รับมาทั้งหมดนำไปใช้ในกิจการของโรงเรียน จ้างครูมาสอนพัฒนาขยายโรงเรียน หากปีใดไม่ต้องซ่อมแซมหรือสร้างอาคารและมีเงินเหลือก็จะส่งให้โจทก์ จะเห็นได้ว่าโรงเรียนมารดานฤมลของโจทก์ได้รับเงินอุดหนุนจากทางรัฐบาล และมีการเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนตามอัตราที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 ตลอดมา นอกจากนี้ยังมีการเก็บค่าธรรมเนียมอื่น ๆ อีกหลายอย่างเช่นเดียวกับโรงเรียนเอกชนทั่ว ๆ ไป ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ดังกล่าวล้วนเป็นรายได้ที่สำคัญของโรงเรียนมารดานฤมล ซึ่งบางปีมีเงินเหลือส่งให้โจทก์ หากโรงเรียนมารดานฤมลมิได้กระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลแล้ว ก็ไม่น่าจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จากนักเรียนหรือหากจะเก็บก็ควรให้เป็นเรื่องของความสมัครใจบริจาคอันจะแสดงให้เห็นว่าทางโจทก์มิได้หวังเป็นผลกำไรส่วนบุคคลแต่ต้องการส่งเสริมการศึกษาสาธารณะช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจนให้ได้เรียนหนังสือได้โดยมิต้องเสียค่าธรรมเนียมการเรียนหรือเสียเพียงเล็กน้อยตามฐานะเพื่อเป็นสาธารณกุศล ส่วนการที่โรงเรียนมารดานฤมลมีการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนยากจนจำนวนหลายทุนในแต่ละปีการศึกษาเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เยาวชนได้รับการศึกษาโดยไม่จำกัดชนชั้น เชื้อชาติ ศาสนานั้น เป็นการปฏิบัติตามปกติที่โรงเรียนเอกชนทั่วไปก็มีการมอบทุนให้เช่นกัน ดังนั้น การที่โรงเรียนมารดานฤมลยังคงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนจากนักเรียนในจำนวนที่แน่นอนตามที่กำหนดใว้ทั้งยังเก็บค่าธรรมเนียมอื่น ๆ อีกหลายอย่างตามที่บาทหลวงสนัดเบิกความมานั้น ย่อมเป็นข้อชี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโรงเรียนมารดานฤมลของโจทก์ เป็นโรงเรียนเอกชนที่กระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล โรงเรือนและที่ดินดังกล่าวจึงไม่ไช่ทรัพย์สินของโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและใช้เฉพาะในการศึกษาอันไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (3) ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโรงเรียนมารดานฤมลเป็นโรงเรียนสาธารณะไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปว่า การที่จำเลยที่ 1 กำหนดค่ารายปีและประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์มีกำหนด 9 ปี นับแต่ปีภาษี 2535 ถึง 2543 โดยกำหนดค่ารายปีปีละ 5,290,608 บาท และค่าภาษีปีละ 661,326 บาท เท่ากันทุกปีถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโรงเรียนมารดานฤมลของโจทก์เคยเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2534 โดยชำระค่าภาษีจำนวน 11,250 บาท ตามสำเนาใบเสร็จภาษีโรงเรือนและที่ดิน เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 7 ซึ่งสามารถคำนวณเป็นค่ารายปีได้จำนวน 90,000 บาท ย่อมรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าถูกต้อง เว้นแต่มีพฤติการณ์หรือเหตุผลพิเศษที่เปลี่ยนแปลงไป คงได้ความจากคำเบิกความของนางพรรณีพยานจำเลยที่ 1 เพียงว่า การคำนวณค่ารายปีประจำปีภาษี 2535 และ 2536 จำเลยที่ 1 ได้ใช้หลักเกณฑ์กำหนดค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรของสุขาภิบาลบางวัวที่ได้กำหนดขึ้นเมื่อปี 2537 จะเห็นได้ว่าเป็นการนำหลักเกณฑ์กำหนดค่าเช่ามาตรฐานกลางซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นในภายหลังที่มีอัตราที่สูงมากมาใช้เป็นเกณฑ์กำหนดค่ารายปีในปีภาษี 2535 และ 2536 ซึ่งเป็นภาษีที่เกิดขึ้นก่อนแล้วย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์และไม่ถูกต้อง ส่วนการกำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2537 ถึง 2543 นั้น เป็นการนำหลักเกณฑ์กำหนดค่าเช่ามาตรฐานกลางดังกล่าวแต่เพียงอย่างเดียวมาเป็นเกณฑ์ในการประเมินโดยที่จำเลยที่ 1 มิได้นำค่ารายปีภาษี 2534 ซึ่งเป็นปีที่ล่วงมาแล้วมาเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีในปีภาษี 2535 ถึง 2543 ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมาตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 ประกอบกับ จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ชัดถึงเหตุที่ต้องประเมินค่ารายปีเพิ่มจากปีละ 90,000 บาท หลายเท่าตัวเป็นปีละ 5,290,608 บาท อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าค่ารายปีประจำปีภาษี 2534 ต่ำไปหรือไม่เหมาะสมอย่างไร มีพฤติการณ์หรือเหตุผลพิเศษอย่างไร หรือโรงเรียนมารดานฤมลได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะเพิ่มขึ้นมากจนกระทั่งมีเหตุอันสมควรที่จำเลยที่ 1 จะกำหนดค่ารายปีเพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ ดังนั้น การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของคณะเทศมนตรีตำบลบางวัวจำเลยที่ 2 จึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อโจทก์มีภาระหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2535 ถึง 2543 โดยให้ถือเอาค่ารายปีของปีภาษี 2534 ซึ่งเป็นปีที่ล่วงมาแล้ว โดยทั้งโจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งและฟังเป็นยุติแล้วเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีปีต่อมา ฉะนั้น โจทก์ต้องชำระภาษีประจำปีภาษี 2535 ถึง 2543 แต่ละปีเท่ากับค่าภาษีปี 2534 คือปีละ 11,250 บาท รวม 9 ปี เป็นค่าภาษี 101,250 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย แต่โจทก์ชำระให้จำเลยที่ 1 ไปแล้วจำนวน 6,547,128 บาท จำเลยที่ 1 ต้องคืนภาษีส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปให้แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษานี้ ถ้าไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ตามมาตรา 39 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475

ส่วนที่โจทก์แก้อุทธรณ์อ้างว่าโรงเรียนมารดานฤมลมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตเทศบาลตำบลบางวัวบางส่วนอยู่นอกเขตเทศบาลตำบลบางวัวนั้น เห็นว่า เมื่อปี 2542 มีการเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลบางวัวมาเป็นเทศบาลตำบลบางวัว โดยกำหนดเขตพื้นที่ของเทศบาลตำบลบางวัวเท่ากับเขตพื้นที่ของสุขาภิบาลบางวัวตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ.2542 มาตรา 4 ดังนั้น การที่โรงเรียนมารดานฤมลเคยยื่นเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2534 โดยใบเสร็จรับเงินค่าภาษีระบุว่าโรงเรียนตั้งอยู่เลขที่ 45 หมู่ที่ 12 ตำบลบางวัว และใบอนุญาตให้เป็นเจ้าของจัดตั้งโรงเรียนมารดานฤมลตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 7 และ จ.3 แผ่นที่ 4 ต่างระบุว่าตั้งอยู่ที่ตำบลบางวัว ย่อมเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดว่าโรงเรียนมารดานฤมลตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลบางวัว โรงเรียนมารดานฤมลจึงต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่เทศบาลตำบลบางวัวดังที่วินิจฉัยมาแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2535 ถึง 2543 ปีละ 11,250 บาท รวมเป็นเงิน 101,250 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมาย แต่โจทก์ชำระให้จำเลยที่ 1 ไปแล้ว 6,547,128 บาท จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปแก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษานี้ ถ้าไม่คืนในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันครบกำหนดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิซซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพมหานคร
จำเลย — เทศบาลตำบลบางวัว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8097/2547
#113099
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีและภริยากันได้ร่วมกับนายฉายซื้อที่ดินพิพาท โดยใส่ชื่อนายฉายเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ต่อมานายฉายได้โอนที่ดินใส่ชื่อจำเลยแต่ผู้เดียว ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรส จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทโจทก์และจำเลยไม่ได้ร่วมกันซื้อ แต่นายฉายเป็นผู้ซื้อแต่เพียงผู้เดียว และภายหลังต่อมาได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หา จึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย ดังนั้น ประเด็นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวและจำเลยได้มาโดยการซื้อร่วมกับโจทก์หรือได้รับการยกให้โดยเสน่หาจากนายฉาย จึงเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทจำเลยรับโอนมาจากนายฉายโดยเสน่หาและเป็นสินสมรสจึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์และจำเลยได้ร่วมกับนายฉายซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 19688 โดยโจทก์และจำเลยให้นายฉายเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ต่อมานายฉายได้โอนที่ดินดังกล่าวใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หลังจากนั้นที่ดินแปลงดังกล่าวถูกเวนคืนโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โจทก์จึงได้ลงชื่อในหนังสือยินยอมให้จำเลยทำการโอนที่ดินให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โจทก์ได้ตรวจสอบจากสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าว ปรากฏว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น 3 แปลง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเกินไปกว่าที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบ ซึ่งจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบเพียงว่าจะโอนขายให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเท่านั้น ขอให้บังคับให้จำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 19688 ไปยังสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าว เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของหรือถือกรรมสิทธิ์ร่วม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ต่อศาลเพื่อโจทก์จะได้นำไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 19688 ต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว โจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวอริษาบุตรของโจทก์กับนางเจียนยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีและภริยากันได้ร่วมกับนายฉายซื้อที่ดินพิพาท โดยใส่ชื่อนายฉายเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ต่อมานายฉายได้โอนที่ดินพิพาทใส่ชื่อจำเลยแต่ผู้เดียว ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรส จำเลยได้ยื่นคำให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทโจทก์และจำเลยไม่ได้ร่วมกันซื้อ แต่นายฉายเป็นผู้ซื้อแต่เพียงผู้เดียว และภายหลังต่อมาได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หา จึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย ดังนั้น คดีย่อมมีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวและจำเลยได้มาโดยการซื้อร่วมกับโจทก์หรือได้รับการยกให้โดยเสน่หาจากนายฉาย ซึ่งเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทจำเลยรับโอนมาจากนายฉายโดยเสน่หาและเป็นสินสมรสจึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน — พันจ่าเอกบุญมาก เอมบำรุง โดยนางสาวอริษา เอมบำรุง
จำเลย — นางหลง เอมบำรุง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายพรหมมาศ ภู่แส
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบ — นางจิระวรรณ ศิริบุตร
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
อมร วีรวงศ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8097/2547
#412174
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีและภริยากันได้ร่วมกับ ฉ. ซื้อที่ดินพิพาทโดยใส่ชื่อ ฉ. เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ต่อมา ฉ. ได้โอนที่ดินใส่ชื่อจำเลยแต่ผู้เดียว ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรส จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทโจทก์และจำเลยไม่ได้ร่วมกันซื้อ แต่ ฉ. เป็นผู้ซื้อแต่เพียงผู้เดียว ต่อมาได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หา จึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย ดังนั้น ประเด็นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว และจำเลยได้มาโดยการซื้อร่วมกับโจทก์หรือได้รับการยกให้โดยเสน่หาจาก ฉ. จึงเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทจำเลยรับโอนมาจาก ฉ. โดยเสน่หาและเป็นสินสมรส จึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 19688 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ (ลาดพร้าว) จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) ไปยังสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าว เพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของหรือถือกรรมสิทธิ์ร่วม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ต่อศาลเพื่อโจทก์จะได้นำไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมต่อไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 19688 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ (ลาดพร้าว) จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) ต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาลาดพร้าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีและภริยากันได้ร่วมกับนายฉายซื้อที่ดินพิพาท โดยใส่ชื่อนายฉายเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ต่อมานายฉายได้โอนที่ดินพิพาทใส่ชื่อจำเลยแต่ผู้เดียว ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรส จำเลยได้ยื่นคำให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทโจทก์และจำเลยไม่ได้ร่วมกันซื้อแต่นายฉายเป็นผู้ซื้อแต่เพียงผู้เดียว และภายหลังต่อมาได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หาจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย ดังนั้น คดีย่อมมีประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวและจำเลยได้มาโดยการซื้อร่วมกับโจทก์หรือได้รับการยกให้โดยเสน่หาจากนายฉาย จึงเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทจำเลยรับโดนมาจากนายฉายโดยเสน่หาและเป็นสินสมรส จึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวและต้องนำบทบัญญัติกฎหมายใดมาใช้บังคับ จำเลยฎีกาว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466 (เดิม) ได้ยกเลิกไปแล้ว เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยในปี 2541 จึงต้องประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) (ที่แก้ไขใหม่) มาใช้บังคับ ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยนั้น โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2504 โจทก์ จำเลย และนายฉายร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 651 ตำบลจรเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จากนายแสวงตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาในปี 2508 นายฉายได้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว โดยแยกมาเป็นที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 19688 แล้วทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยเพียงผู้เดียว เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมโฉนดเลขที่ 651 ที่ทำขึ้นระหว่างนายแสวงผู้ถือกรรมสิทธิ์กับนายฉายผู้ขอถือกรรมสิทธิ์ ระบุข้อตกลงว่า นายแสวงยินยอมให้นายฉายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวน 5 ส่วน เฉพาะส่วนของนายแสวงในจำนวน 15 ส่วน โดยนายฉายตกลงให้ค่าตอบแทนแก่นายแสวงเป็นจำนวนเงิน 40,000 บาท การที่บันทึกข้อตกลงตามเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ทำขึ้นซึ่งต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ระบุชัดเจนแล้วว่านายฉายเป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดที่ดิน 651 มาจากนายแสวงเจ้าของที่ดินเดิม เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ จำเลยและนายฉายร่วมกันซื้อที่ดินดังกล่าว โจทก์ก็ต้องมีหน้าที่นำสืบถึงความไม่ถูกต้องของบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเอกสารหมาย จ.3 ให้ได้ข้อเท็จจริงตามข้อกล้าวอ้าง แต่จากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ว่าโจทก์และจำเลยร่วมออกเงินกับนายฉายซื้อที่ดินดังกล่าว จึงต้องฟังตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่า นายฉายเพียงผู้เดียวที่เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 651 โดยโจทก์และจำเลยมิได้มีส่วนออกเงินร่วมด้วยแต่อย่างใด การที่นายฉายได้แยกกรรมสิทธิ์ที่ดินออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 651 มาเป็นที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 19688 ตามเอกสารหมาย จ.4 และยกกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2508 ถือได้ว่าที่ดินพิพาทนั้นจำเลยได้กรรมสิทธิ์มาระหว่างสมรสโดยนายฉายยกให้โดยเสน่หา โดยมิได้ระบุไว้ว่าให้เป็นสินส่วนตัวที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาขณะที่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม การพิจารณาว่าเป็นทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประเภทใดต้องพิจารณาตามบทกฎหมายที่ใช้ในขณะที่ได้มาซึ่งประมวลกำหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม มาตรา 1466 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สินสมรสได้แก่ทรัพย์สินทั้งหมดที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส นอกจากที่ระบุไว้ว่าเป็นสินเดิมหรือสินส่วนตัวตามมาตรา 1463 หรือ 1464" และในมาตรา 1463 และ 1464 บัญญัติในทำนองเดียวกันว่าสินเดิมหรือสินส่วนตัวที่ฝ่ายใดฝ่ายหนี่งได้มาระหว่างเป็นสามีภริยาโดยทางพินัยกรรมหรือยกให้โดยเสน่หา เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้นั้นได้แสดงไว้ว่าให้เป็นสินเดิมหรือสินส่วนตัว ดังนั้น เมื่อการยกที่ดินพิพาทให้จำเลยมิได้แสดงไว้ว่าให้เป็นสินเดิมหรือสินส่วนตัวของจำเลย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันจ่าเอกบุญมาก เอมบำรุง
จำเลย — นางหลง เอมบำรุง
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
อมร วีรวงศ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8091/2547
#113092
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เรียกเงินจำนวน 120,000 บาท จากผู้กล่าวหาอ้างว่าเพื่อนำไปให้พนักงานอัยการช่วยเหลือนาย ส. ซึ่งถูกดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษไม่ให้ต้องรับโทษ ผู้กล่าวหาได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่บริเวณศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จึงเป็นการประพฤติตน ไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากนางนัทธีผู้กล่าวหาซึ่งเป็นภริยานายสุทร และเป็นน้องของนายทวน ซึ่งบุคคลทั้งสอง ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษร้องเรียนต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองเรียกร้องเงินจากผู้กล่าวหา 120,000 บาท อ้างว่าจะช่วยเหลือนายสุทรให้หลุดพ้นจากคดี และจำนวน 50,000 บาท อ้างว่าจะช่วยเหลือให้นายทวนได้รับโทษสถานเบา ผู้กล่าวหาหลงเชื่อและส่งมอบเงิน 120,000 บาท ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองในบริเวณศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช

ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกล่าวหาที่ 1 เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), 33 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จำคุก 6 เดือน ยกข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เรียกเงินจำนวน 120,000 บาท จากผู้กล่าวหาอ้างว่าเพื่อนำไป ให้พนักงานอัยการช่วยเหลือนายสุทรซึ่งถูกดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษไม่ให้ต้องรับโทษ จากนั้นผู้กล่าวหาได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่บริเวณศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จึงเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ซึ่งถือได้ว่ากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1)

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33
ชื่อคู่ความ
ผู้ถูกกล่าวหา — นายเจริญ คิดใจเดียว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายประภาส สุขศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8087/2547
#113317
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ยอมดำเนินการออกใบแทน ใบสำคัญประจำตัวให้แก่โจทก์โดยไม่ถูกต้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9(1) แม้โจทก์จะกล่าวในคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ แทนที่จะกล่าวในคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็มีความหมายอย่างเดียวกัน เพราะการกล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ก็คือการกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำผิดหน้าที่ต่อโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะนายทะเบียนคนต่างด้าวออกใบแทนใบสำคัญประจำตัวใหม่แก่โจทก์ หากไม่สามารถออกใบแทนดังกล่าวได้ ให้จำเลยออกใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวใหม่แก่โจทก์พร้อมใบสำคัญถิ่นที่อยู่ และจดทะเบียนรับรองว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยโดยได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วย คนเข้าเมืองให้อยู่ในประเทศไทยในลักษณะถาวร

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาขอให้รับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ยอมดำเนินการออกใบแทนใบสำคัญประจำตัวให้แก่โจทก์โดยไม่ถูกต้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 (1) แม้โจทก์จะกล่าวในคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แทนที่จะกล่าวในคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็มีความหมาย อย่างเดียวกัน เพราะการกล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ก็คือการกล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำผิดหน้าที่ต่อโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณานั้นเท่ากับว่าศาลล่างทั้งสองให้คืนคำฟ้องแก่โจทก์เพื่อไปฟ้องต่อ ศาลปกครองจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยุ่นฉ้อ แซ่ซ้ำ
จำเลย — พันตำรวจเอกสุธน ดิษยบุตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายวัชรชัย แสงอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
วิชัย วิวิตเสวี
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8087/2547
#411897
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ยอมดำเนินการออกใบแทนใบสำคัญประจำตัวให้แก่โจทก์โดยไม่ถูกต้อง เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ มาตรา 9 (1) แม้โจทก์จะกล่าวในคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ แทนที่จะกล่าวในคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็มีความหมายอย่างเดียวกันเพราะการกล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ก็คือการกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำผิดหน้าที่ต่อโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะนายทะเบียนคนต่างด้าวออกใบแทนใบสำคัญประจำตัวใหม่แก่โจทก์ หากไม่สามารถออกใบแทนดังกล่าวได้ ให้จำเลยออกใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวให้แก่โจทก์ พร้อมใบสำคัญถิ่นที่อยู่ และจดทะเบียนรับรองว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทย โดยได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองให้อยู่ในประเทศไทยในลักษณะถาวร

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาขอให้รับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวโดยมีสัญชาติจีน เชื้อชาติกว่องฟู โจทก์เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยได้รับใบสำคัญประจำตังคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวโดยชอบตามใบสำคัญประจำตัวเลขที่ 19/2489 จำเลยเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เป็นเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งให้เป็นนายทะเบียนคนต่างด้าว ต่อมาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวของโจทก์หน้า 3 หน้า 4 หน้า 5 และหน้า 6 หายไป โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยขอใบแทนใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวของโจทก์ในส่วนที่หายไป แต่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมดำเนินการให้ โดยอ้างว่าใบสำคัญประจำตัวเลขที่ 19/2489 ไม่ตรงกับหลักฐานต้นเรื่องที่มีอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอปะเหลียน โดยใบสำคัญประจำตัวดังกล่าวเป็นของนายหะเถ้ง แซ่คู่ การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์เข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้อง เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ยอมดำเนินการออกใบแทนใบสำคัญประจำตัวให้แก่โจทก์โดยไม่ถูกต้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (1) แม้โจทก์จะกล่าวในคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ แทนที่จะกล่าวในคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายก็มีความหมายอย่างเดียวกัน เพราะการกล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ก็คือการกล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำผิดหน้าที่ต่อโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณานั้น เท่ากับว่าศาลล่างทั้งสองให้คืนคำฟ้องแก่โจทก์เพื่อไปฟ้องต่อศาลปกครองจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยุ่นฉ้อ แซ่ซ้ำ
จำเลย — พันตำรวจเอกสุธน ดิษยบุตร ในฐานะนายทะเบียนคนต่างด้าว
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
วิชัย วิวิตเสวี
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8044/2547
#411893
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ เดิมบรรยายว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 524/2543 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยแล้ว จำเลยรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 524/2543 ต่อมาก่อนมีคำพิพากษาโจทก์ยื่นคำร้องอ้างว่าเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด จึงขอแก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 524/2543 เป็นว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5924/2543 ของศาลชั้นต้นและขอแก้ไขในส่วนคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 524/2543 เป็นว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5924/2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต สำเนาให้จำเลย ไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งหรือคัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่นย่อมถือได้ว่า จำเลยรับในข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5924/2543 ของศาลชั้นต้นตามที่โจทก์อ้างมาในคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องแล้ว เพราะเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับที่จำเลยเคยรับข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวมาแล้วซึ่งต่อมาเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4738/2544 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4738/2544 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและเงิน 1,100 บาท (ที่ถูก 1,190 บาท) ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายและนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5924/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษรวมสองคดีตามฟ้องกับรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4738/2544 ของศาลชั้นต้นริบเมทแอมเฟตามีนและเงินสด 1,100 บาท (ที่ถูก 1,190 บาท) ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 15 วรรคหนึ่ง (เดิม)), 66 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4738/2544 ของศาลชั้นต้นและไม่ริบเงินสดจำนวน 1,190 บาท ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4738/2544 ของศาลชั้นต้นนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ เดิมบรรยายว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 524/2543 ของศาลชั้นต้นซึ่งต่อมาเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4738/2544 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเคยสอบถามจำเลยแล้วจำเลยรับว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 524/2543 ของศาลชั้นต้น ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2544 ต่อมาก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องอ้างว่าเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด จึงขอแก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 524/2543 ของศาลชั้นต้น เป็นว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5924/2543 ของศาลชั้นต้น และขอแก้ไขในส่วนคำขอท้ายฟ้องที่ขอนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 524/2543 ของศาลชั้นต้น เป็นว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5924/2543 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตสำเนาให้จำเลย ไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งหรือคัดค้านให้เป็นเป็นอย่างอื่น ย่อมถือได้ว่าจำเลยรับในข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5924/2543 ของศาลชั้นต้น ตามที่โจทก์อ้างมาในคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับที่จำเลยเคยรับข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวมาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4738/2544 ของศาลชั้นต้นนั้นไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4738/2544 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายจรูญ ชื่นเจริญ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8032/2547
#411977
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงพระโขนง จากมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสองไม่คืนวาล์วประตูน้ำพิพาทแก่โจทก์ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ศาลแขวงพระโขนงพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระราคาเป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่งไม่ใช่เป็นการยักยอกทรัพย์สินของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ส่วนคดีแพ่งโจทก์ฟ้องขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยืมโดยอาศัยมูลหนี้ในเรื่องยืม อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ จึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 46 มาใช้บังคับไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนวาล์วประตูน้ำขนาด 3.4 นิ้ว ยี่ห้อโวก แรงดัน 800 ปอนด์ แบบเอ็ม (เอสดับบลิว) เอ็กซ์ เอฟ เอ็น ที พี หมายเลขฮีท ดี 00.8/เอ็ม เอ็กซ์ ซี จำนวน 120 ตัว แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 414,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 26,980 บาท

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนวาล์วประตูน้ำขนาด 3.4 นิ้ว ยี่ห้อโวก แรงดัน 800 ปอนด์ แบบเอ็ม (เอสดับบลิว) เอ็กซ์ เอฟ เอ็น ที พี หมายเลข ฮีท ดี 00.8/เอ็ม เอ็กซ์ ซี จำนวน 120 ตัวแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 414,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ได้รับวาล์วประตูน้ำจากโจทก์ 622 ตัว แล้วต่อมาจำเลยที่ 1 ส่งคืนแก่โจทก์ 502 ตัว ส่วนอีกจำนวน 120 ตัวตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ยังมิได้ส่งคืนแก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญายืมและกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงพระโขนง จากมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสองไม่คืนวาล์วประตูน้ำพิพาทจำนวน 120 ตัวแก่โจทก์ ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 849/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 5360/2543 ศาลแขวงพระโขนงพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่านิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นการซื้อขายเผื่อชอบ คดีถึงที่สุดแล้ว ในการพิจารณาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาดังกล่าวซึ่งเป็นคดีส่วนอาญานั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวศาลแขวงพระโขนงพิพากษายกฟ้อง โดยฟังข้อเท็จจริงว่าการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระราคาเป็นเรื่องผิดสัญญาในทางแพ่ง ไม่ใช่เป็นการยักยอกทรัพย์สินของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ส่วนคดีแพ่งโจทก์ฟ้องขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยืมโดยอาศัยมูลหนี้ในเรื่องยืม อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ จึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 มาใช้บังคับไม่ได้ และในคดีนี้โจทก์มีนายอุดม จิระสิริกุล กรรมการผู้จัดการโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มาติดต่อขอยืมสินค้าประเภทวาล์วประตูน้ำจากโจทก์และได้ให้พนักงานของจำเลยที่ 1 มารับสินค้าดังกล่าวไป โดยมีสำเนาใบยืมของมาแสดงเป็นหลักฐาน พร้อมทั้งเบิกความอธิบายว่า เหตุที่โจทก์ออกใบยืมสินค้าเพราะฝ่ายจำเลยแจ้งว่าขอนำสินค้าทั้งหมดไปตรวจสอบ ยังไม่มีการตกลงซื้อขายกัน หากฝ่ายจำเลยตกลงจะซื้อก็ต้องตกลงเรื่องราคากับโจทก์และทำใบสั่งซื้อมาให้โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 กรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ยอมรับว่าวาล์วประตูน้ำทั้งหมดจำนวน 622 ตัว มีหลายชนิดและมีราคาแตกต่างกัน ราคาวาล์วประตูน้ำที่ระบุไว้ในสำเนาใบยืมของตัวละ 950 บาท นั้น เป็นราคาเฉลี่ยของวาล์วประตูน้ำทั้ง 622 ตัว ทั้งยังยอมรับด้วยว่า วาล์วประตูน้ำที่จำเลยที่ 1 คืนแก่โจทก์จำนวน 502 ตัวนั้น ไม่เสียทุกตัว เหตุที่คืนเนื่องจากนายอุดมขอคืนเอง แสดงให้เห็นแจ้งชัดว่าสินค้าวาล์วประตูน้ำทั้งหมดจำนวน 622 ตัวยังมิได้มีการตกลงซื้อขายกันเพราะยังมิได้ตกลงราคากัน ทั้งเหตุที่คืนแก่โจทก์จำนวน 502 ตัวก็มิใช่วาล์วประตูน้ำส่วนใหญ่ชำรุดฝ่ายจำเลยจึงติดต่อขอคืนแก่โจทก์ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่คืนวาล์วประตูน้ำพิพาทจำนวน 120 ตัวแก่โจทก์ โดยได้นำไปขายเสียก่อนแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญายืมซึ่งทำผูกพันต่อโจทก์ และการที่ฝ่ายจำเลยนำสินค้าวาล์วประตูน้ำพิพาทจำนวน 120 ตัวที่ไม่คืนไปจำหน่ายโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการที่สองว่า วาล์วประตูน้ำพิพาทมีราคาเท่าใด และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อไร โจทก์นำสืบว่า วาล์วประตูน้ำพิพาทที่จำเลยที่ 1 รับไปจากโจทก์มีหลายชนิดยี่ห้อมีราคาแตกต่างกันที่ระบุไว้ในใบยืมสินค้าจำนวน 622 ตัว ตัวละ 950 บาท เกินราคาเฉลี่ยขายเหมารวม จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่า ราคาวาล์วประตูน้ำที่ระบุไว้ ตัวละ 950 บาท เป็นราคาเฉลี่ยของวาล์วประตูน้ำทั้ง 622 ตัว ซึ่งมีหลายชนิดและมีราคาแตกต่างกัน เจือสมด้วยข้อนำสืบของโจทก์ วาล์วประตูน้ำจำนวน 120 ตัว ที่พิพาทเป็นวาล์วประตูน้ำที่มีแรงดันสูงสุดในบรรดาวาล์วประตูน้ำที่จำเลยที่ 1 รับไปจากโจทก์คือ 800 ปอนด์ จำเลยที่ 1 อ้างว่าขายไปตัวละ 1,720 บาท โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ส่งหลักฐานการขายสินค้าไปให้โจทก์ตรวจดู โดยโจทก์ยินยอมจะให้ส่วนลดแก่จำเลย 15 เปอร์เซ็นต์ จากราคาที่ขายไป แต่จำเลยที่ 1 กลับไม่ส่งหลักฐานให้โจทก์ตรวจดู คงส่งให้แต่ฉบับสำเนาและภาพถ่ายซึ่งย่อมไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงได้ จำเลยที่ 1 นำไปขายโดยยังไม่ได้ตกลงราคาที่แท้จริงกับโจทก์ ทั้งพยานหลักฐานที่อ้างเป็นเพียงภาพถ่าย บางฉบับเป็นภาษาต่างประเทศไม่มีคำแปล โดยเฉพาะใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรและเอกสารการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นภาพถ่ายไม่มีผู้เกี่ยวข้องรับรอง ส่วนโจทก์มีพยานเอกสารซึ่งมีลายมือชื่อและประทับตราเป็นสำคัญไว้ มีคำแปลชัดเจนระบุให้เห็นว่าเป็นสินค้ายี่ห้อและประเภทเดียวกับสินค้าพิพาททั้งมีแรงดัน 800 ปอนด์เช่นเดียวกัน เมื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักกว่า เชื่อได้ว่าวาล์วประตูน้ำพิพาทจำนวน 120 ตัว มีราคาตัวละ 3,450 บาท โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาสินค้าแล้ว จำเลยที่ 1 นำสินค้ามาคืนแก่โจทก์จำนวน 502 ตัว เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.6 ส่วนอีก 120 ตัว จำเลยที่ 1 ไม่ได้คืนและไม่ใช้ราคาจึงตกเป็นผู้ผิดนัด ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ตกลงจะชำระราคาให้แก่โจทก์แล้วโจทก์ไม่ยินยอมรับชำระนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 เสนอชำระราคาที่ไม่ถูกต้องโจทก์ย่อมสามารถปฏิเสธไม่รับได้ ไม่ถือว่าโจทก์เป็นผู้ผิดสัญญา หนี้สินค้าวาล็วประตูน้ำ 120 ตัว ราคา 414,000 บาท เป็นหนี้เงิน โจทก์จึงชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 414,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเบิลอินดัสเตรียลซัพพลาย จำกัด
จำเลย — บริษัทเอส.เอ. ปิโตรเทค จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ