คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7886 -ที่ 7887/2547
#113181
เปิดฉบับเต็ม

การที่ราษฎรเข้าอยู่ในเขตทางหลวงแผ่นดินที่เกิดเหตุเป็นเพราะทางราชการและหน่วยงานของรัฐเป็น ฝ่ายจัดพื้นที่ให้เพื่อบรรเทาผลร้ายจากการสร้างเขื่อนบางลาง เป็นเหตุให้ราษฎรในพื้นที่เดิมประสบภัยน้ำท่วมจน ไม่อาจอยู่อาศัยในถิ่นที่อยู่เดิมได้ การเข้าอยู่ในที่ดินบริเวณพื้นที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 1 นาย น. นาย ถ. และนาง พ. จึงเป็นการได้รับสิทธิตามที่ทางราชการและหน่วยงานของรัฐดังกล่าวจัดสรรที่ดินให้ อันเป็นการเชื่อโดยสุจริตในสิทธิที่แต่ละคนได้รับการจัดสรรที่ดิน และได้อยู่อาศัยกันตลอดมาจนกระทั่งเกิดเหตุคดีนี้ในปี 2539 ซึ่งถือไม่ได้ว่าเป็นการเข้าอยู่โดยมีเจตนาฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. ทางหลวงฯ ดังนี้ แม้การเข้าอยู่จะต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ทางหลวงฯ เพราะมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย แต่เมื่อมิได้เป็นการกระทำโดยเจตนาฝ่าฝืนต่อกฎหมายมาแต่ต้น ก็หามีความผิดอันจะต้องรับโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ. ทางหลวงฯ ไม่ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 1 รับโอนสิทธิจากนาย น. และนาย ถ. กับจำเลยที่ 2 รับโอนสิทธิจากนาง พ. และได้เข้าทำการยึดถือก่อสร้าง อาคารพาณิชย์และบ้านพักอาศัยในที่เกิดเหตุ แม้เจ้าหน้าที่ของแขวงการทางยะลาได้ห้ามปราม แต่จำเลยทั้งสอง ไม่เชื่อฟัง ก็เป็นเรื่องที่ทางราชการกรมทางหลวงจะต้องดำเนินคดีในทางแพ่งแก่จำเลยทั้งสองให้รื้อถอนออกไปเท่านั้น จะนำเหตุที่จำเลยทั้งสองซึ่งเข้าใจโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิมาแต่ต้นจึงไม่เชื่อฟังมาเป็นความผิดทางอาญาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 47, 71

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง, 71 จำคุกคนละ 1 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษมีกำหนดคนละ 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 4 คูหา และจำเลยที่ 2 ปลูกสร้างอาคารบ้านพัก ภายในเขตทางหลวง โดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย แต่พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทางราชการจังหวัดยะลา และองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ประชุมหารือกันและกำหนดให้ราษฎรในท้องที่บ้านโตเก่า อำเภอธารโต ซึ่งประสบความเดือดร้อนเพราะน้ำท่วมเนื่องจากการสร้างเขื่อนบางลางเมื่อปี 2522 มาอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ตลอดมา โดยจำเลยที่ 1 ได้สิทธิที่ดิน 2 คูหา ปลูกบ้าน และต่อมาปี 2535 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อสิทธิที่ดินข้างเคียงอีก 4 คูหาจากนายเนื่องและนายถนอม ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับโอนสิทธิที่ดิน 2 คูหา จากนางเพิ่ม ตั้งแต่ปี 2533 โดยที่ดินดังกล่าวได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนบางลาง จึงได้สิทธิในที่ดินในพื้นที่เกิดเหตุนี้ ครั้นปี 2539 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงรื้อสิ่งปลูกสร้างเดิมของนายเนื่อง นายถนอมและนางเพิ่มเพื่อทำการปลูกสร้างอาคารและปลูกบ้านใหม่ ระหว่างดำเนินการก่อสร้างก็ได้ถูกเจ้าหน้าที่แขวงการทางยะลาสั่งห้ามก่อสร้างและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดิน 4 คูหา ดังกล่าวออกไป โดยอ้างเหตุเป็นพื้นที่เขตทางหลวง คดีมีปัญหาข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำการดังกล่าวโดยมีเจตนาฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 47 และ 71 ซึ่งเป็นความผิดและต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงในการที่ราษฎรเข้าอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเพราะทางราชการและหน่วยงานของรัฐเป็นฝ่ายจัดพื้นที่ให้เพื่อบรรเทาผลร้ายจากการสร้างเขื่อนบางลาง เป็นเหตุให้ราษฎรในพื้นที่เดิมประสบภัยน้ำท่วมจนไม่อาจอยู่อาศัยในถิ่นที่อยู่เดิมได้ การเข้าอยู่ในที่ดินบริเวณพื้นที่เกิดเหตุคดีนี้ของจำเลยที่ 1 นายเนื่อง นายถนอมและนางเพิ่มจึงเป็นการได้รับสิทธิตามที่ทางราชการและหน่วยงานของรัฐดังกล่าวจัดสรรที่ดินให้ อันเป็นการเชื่อโดยสุจริตในสิทธิที่แต่ละคนได้รับการจัดสรรที่ดิน และได้อยู่อาศัยกันตลอดมาจนกระทั่งเกิดเหตุคดีนี้ในปี 2539 ดังนี้ แม้การเข้าอยู่จะต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 เพราะมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย แต่เมื่อมิได้เป็นการกระทำโดยเจตนาฝ่าฝืนต่อกฎหมายมาแต่ต้น ก็หามีความผิดอันจะต้องรับโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 ไม่ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ 1 รับโอนสิทธิจากนายเนื่องและนายถนอม กับจำเลยที่ 2 รับโอนสิทธิจากนางเพิ่ม และได้เข้าทำการยึดถือก่อสร้างอาคารพาณิชย์และบ้านพักอาศัย เจ้าหน้าที่ของแขวงการทางยะลาได้ห้ามปราม แต่จำเลยทั้งสองไม่เชื่อฟังก็เป็นเรื่องที่ทางราชการกรมทางหลวงจะต้องดำเนินคดีในทางแพ่งแก่จำเลยทั้งสองให้รื้อถอนออกไปเท่านั้น จะนำเหตุที่จำเลยทั้งสองซึ่งเข้าใจโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิมาแต่ต้นจึงไม่เชื่อฟังมาเป็นความผิดทางอาญาหาได้ไม่ กรณีเป็นเรื่องการขาดการประสานงานระหว่างส่วนราชการต่าง ๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้องในการก่อสร้างเขื่อนบางลาง ในการดำเนินการจัดที่ดินให้แก่ราษฎรที่เดือดร้อนจากการสร้างเขื่อน และความบกพร่องในการกำหนดพื้นที่เขตทางหลวงและประกาศให้ราษฎรทั่วไปได้ทราบ ดังจะเห็นได้จากเมื่อเกิดเหตุคดีนี้แล้ว เจ้าหน้าที่แขวงการทางยะลาจึงเพิ่งนำหลักเขตทางหลวงไปปักขึ้นใหม่ กรณีจึงเป็นเรื่องในทางแพ่งเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดต้องรับโทษทางอาญาอีกด้วย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 47 ม. 71
ป.อ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายฮอนหว่า แซ่มัค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายกอบเดช วรสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมสุข ธีระกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7880/2547
#411917
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 แล้ว จำเลยทั้งสองหลบหนีไป โดยจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 ไปด้วย หลังเกิดเหตุ 2 วัน พบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 จอดอยู่ที่ป้อมตำรวจ หากจำเลยทั้งสองมีเจตนาจะเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 ไปโดยทุจริตก็สามารถทำได้ แต่จำเลยที่ 2 กลับไปจอดไว้ที่ป้อมตำรวจ แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเพียงใช้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 เป็นยานพาหนะหลบหนีเท่านั้น หาได้มีเจตนาเอาไปโดยทุจริตไม่ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 295, 335, 358 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธเฉพาะฐานลักทรัพย์ นอกนั้นขอให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นความผิดสองกระทง จำคุกคนละกระทงกระทงละ 1 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 กระทำความผิดอีกภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 กระทงละหนึ่งในสาม เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่น และทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงแรกและกระทงที่สองกึ่งหนึ่ง กระทงที่สามหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงแรกและกระทงที่สอง กระทงละ 8 เดือน กระทงที่สาม 10 เดือน 20 วัน สามกระทงรวมจำคุก 26 เดือน 20 วัน จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 6 เดือน สามกระทง รวมจำคุก 18 เดือน (ที่ถูกกระทงแรกและกระทงที่สองกระทงละ 6 เดือน กระทงที่สาม 8 เดือน สามกระทงรวมจำคุก 20 เดือน) ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานลักทรัพย์ คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำ หนด 16 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ชนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนแพร่ กธย - 612 ของนายพินิจ จินะฝั่น ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่ในครอบครองของนายสมศักดิ์ จินะฝั่น ผู้เสียหายที่ 2 ล้มลง แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกได้รุมทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 และนายนพดล พองาม ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ลำปาง บ - 6069 ของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลลำปางนิยมพานิช ผู้เสียหายที่ 4 ซึ่งอยู่ในครอบครองของนายสุชาติ ใจห่วง ผู้เสียหายที่ 5 จนผู้เสียหายที่ 2 และผู้เสียหายที่ 3 ได้รับบาดเจ็บ ตามผลการชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ตามลำดับ เสร็จแล้วจำเลยทั้งสองหลบหนีไปโดยจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 ไปด้วย ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 ไปจอดไว้ที่ป้อมตำรวจแพร่ธรรมารามห่างที่เกิดเหตุประมาณ 4 กิโลเมตร มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า หลังจากจำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 แล้ว จำเลยทั้งสองหลบหนีไป โดยจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 ไปด้วย หลังเกิดเหตุ 2 วัน พบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 จอดอยู่ที่ป้อมตำรวจแพร่ธรรมาราม หากจำเลยทั้งสองมีเจตนาจะเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 ไปโดยทุจริตก็สามารถทำได้ แต่จำเลยที่ 2 กลับไปจอดไว้ที่ป้อมตำรวจดังกล่าว แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาเพียงใช้รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 เป็นยานพาหนะหลบหนีเท่านั้น หาได้มีเจตนาเอาไปโดยทุจริตไม่ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายอภิวัฒน์หรือแจ๊ก สายญาติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7865/2547
#412172
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพต่อพันตำรวจตรี ส. พนักงานสอบสวนว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้เป็นของจำเลยทั้งสองที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยซื้อมาจาก ธ. ซึ่งเป็นผู้ที่จำเลยทั้งสองระบุชื่อและที่อยู่ไว้ แม้ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นเสมือนคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่คำซัดทอดดังกล่าวมิได้เป็นเรื่องการปัดความผิดของจำเลยที่ 1 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว โดยจำเลยที่ 1 คงให้การแจ้งเรื่องราวความเป็นมาของการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 2 จึงรับฟังประกอบคำเบิกความพยานโจทก์และพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

การที่จำเลยทั้งสองที่ร่วมกันแบ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่ในหลอดเครื่องดื่มถือว่าเป็นการผลิตตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ และเมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเป็นเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการผลิตโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายเป็นความผิดกรรมเดียวต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทหนักฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักเพียง 4.86 กรัม เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 65 วรรคท้าย

เทียนไข ไฟแช็ก กรรไกร หลอดเครื่องดื่ม และถุงพลาสติกของกลางนั้น ตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมระบุว่าวางอยู่ใกล้เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยทั้งสองกำลังแบ่งบรรจุ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องเกี่ยวกับทรัพย์ดังกล่าวไว้ทั้งจำเลยที่ 1 รับว่า ทรัพย์ดังกล่าวใช้สำหรับการบรรจุเมทแอมเฟตามีน ประกอบกับไฟแช็กและกรรไกรของกลางโดยสภาพสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนได้ ทรัพย์ของกลางเหล่านั้นจึงเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองที่ต้องริบเสียทั้งสิ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ปฏิเสธข้อหาผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน ไม่ริบเทียนไข ไฟแช็ก กรรไกร หลอดเครื่องดื่ม และถุงพลาสติกของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยเจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้จากจำเลยทั้งสองเป็นจำนวนทั้งสิ้น 54 เม็ด น้ำหนักรวม 4.86 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่ร้อยตำรวจเอกสุรชาติกับพวกจะเข้าจับกุมจำเลยทั้งสองนั้น เชื่อได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้สืบทราบพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยใช้บ้านจำเลยที่ 1 เป็นสถานที่จัดจำหน่าย ร้อยตำรวจเอกสุรชาติจึงขอหมายค้นจากศาลชั้นต้น ขอตรวจค้นหาหลักฐานเพื่อจับกุมจำเลยทั้งสอง โดยพบจำเลยทั้งสองขณะนั่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนใส่ในหลอดเครื่องดื่ม และพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 53 เม็ด ที่บรรจุในหลอดเครื่องดื่มปิดผนึกหัวท้ายแล้ว และบางส่วนที่ยังไม่ได้บรรจุในหลอดเครื่องดื่มวางอยู่บริเวณพื้นบ้านที่จำเลยทั้งสองนั่งอยู่ ซึ่งหากจำเลยทั้งสองมีเมทเอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้เพื่อเสพเอง ก็ไม่มีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องนำเมทแอมเฟตามีนมาบรรจุในหลอดเครื่องดื่มแล้วปิดผนึกด้วยการลนไฟที่หัวและท้ายหลอดไว้ อันเป็นการยุ่งยากและเสียเวลาโดยใช่เหตุ อีกทั้งในชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองก็ยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวจำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยบันทึกการตรวจค้นจับกุมตามเอกสารหมาย จ.2 ที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพต่อพยานโจทก์ผู้จับกุมนั้น จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่า ได้อ่านบันทึกการตรวจค้นจับกุมตามเอกสารหมาย จ.2 แล้ว จึงลงลายมือชื่อไว้ ถ้ารายละเอียดตามเอกสารดังกล่าวที่ว่าจำเลยทั้งสองได้เข้าหุ้นกันซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายให้กับลูกค้า เป็นข้อความที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นความจริงดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้าง ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จำเลยทั้งสองจะลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ ทั้ง ๆ ที่เจ้าพนักงานตำรวจมิได้บังคับขู่เข็ญให้ลงลายมือชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบันทึกตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.2 ระบุขั้นตอนขบวนการจัดจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยทั้งสองเริ่มตั้งแต่จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเงินทุนในการซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ค้ารายใหญ่ นำมาแบ่งจำหน่ายให้แก่ลูกค้าของจำเลยทั้งสอง ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวอยู่ในการรู้เห็นของจำเลยทั้งสองเพียงฝ่ายเดียวอันเป็นการยากที่พยานโจทก์ผู้จับกุมจะเสกสรรปั้นแต่งขึ้นเองได้ ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพต่อพันตำรวจตรีสมชายพนักงานสอบสวน ตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.4 ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้เป็นของจำเลยทั้งสองที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยซื้อมาจากนายธีระวุฒิหรืออู๊ดซึ่งเป็นผู้ที่จำเลยทั้งสองระบุชื่อและที่อยู่ไว้ตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.2 แม้ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นเสมือนคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันก็ตาม แต่คำซัดทอดดังกล่าวมิได้เป็นเรื่องการปัดความผิดของจำเลยที่ 1 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว โดยจำเลยที่ 1 คงให้การแจ้งเรื่องราวความเป็นมาของการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานโจทก์ตามทางนำสืบจึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่ในหลอดเครื่องดื่ม ถือได้ว่าเป็นการผลิตเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ให้บทนิยามคำว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมตลอดถึงการแบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกันแบ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวใส่ในหลอดเครื่องดื่ม โดยมีหลอดเครื่องดื่มหลายหลอดที่เตรียมไว้เพื่อการแบ่งบรรจุเช่นนี้ถือว่าเป็นการผลิตตามบทนิยามในมาตรา 4 ดังกล่าวอันเป็นการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย ซึ่งนับได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นอันตรายแก่สังคมอย่างร้ายแรง ทำนองเดียวกับการเพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์นั้นเอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการผลิตโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย และเมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตเป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทหนักฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย ทั้งนี้ เมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักเพียง 4.86 กรัม การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 65 วรรคท้าย ส่วนเทียนไข 1 เล่ม ไฟแช็ก 1 อัน กรรไกร 1 เล่ม หลอดเครื่องดื่มและถุงพลาสติกของกลางนั้น ตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.2 ระบุทรัพย์ดังกล่าวว่าวางอยู่ใกล้เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยทั้งสองกำลังแบ่งบรรจุ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องเกี่ยวกับทรัพย์ดังกล่าวไว้ ทั้งจำเลยที่ 1 รับว่าเทียนไข หลอดเครื่องดื่ม ถุงพลาสติกของกลางใช้สำหรับการบรรจุเมทแอมเฟตามีนประกอบกับไฟแช็กและกรรไกรของกลาง โดยสภาพสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนได้ จึงฟังได้ว่าทรัพย์ของกลางเหล่านั้นเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ที่ต้องริบทรัพย์ของกลางดังกล่าวเสียทั้งสิ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15, 65 และ 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานผลิตเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยทั้งสองในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามมาตรา 65, 66 กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษ ซี่งมีหลายสถานที่จะลงได้ โดยเมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักสุทธิเพียง 4.86 กรัม กรณีต้องตามมาตรา 65 วรรคท้าย จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคท้าย (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีนโดยการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกคนละ 16 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี และปรับ 200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปีและปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 227 ม. 233
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 65 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายเที่ยง อ่อนชาติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7864/2547
#411822
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยพิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินพิพาท มีการเจรจาและทำใบยอมความกันต่อหน้าเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองว่า จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ดังนี้ การที่จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ก็เพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลย จึงหาใช่เป็นการให้โดยเสน่หาที่จะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ แต่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายพิมพ์นิ้วมือจำเลย และมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วย 2 คน โจทก์ย่อมฟ้องให้บังคับคดีจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์จำเลยประนีประนอมยอมความกันแต่จำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 7207 ตำบลบ้านไทร อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์ และให้จำเลยทำการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์จำเลยทำใบยอมความกันไว้ เป็นการยกที่ดินให้โจทก์โดยเสน่หา เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้จึงไม่สมบูรณ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 7207 ตำบลบ้านไทร อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แก่โจทก์ และให้จำเลยทำการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามใบยอมความเป็นการให้โดยเสน่หาหรือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งคดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าโจทก์และจำเลยพิพาทกันเกี่ยวกับที่ดินพิพาท มีการเจรจากันที่ที่ทำการปกครองอำเภอประโคนชัย และเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2534 โจทก์กับจำเลยทำใบยอมความกันต่อหน้าเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองว่า จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยจะโอนให้ในวันที่ 28 สิงหาคม 2534 และโจทก์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง แต่จำเลยไม่ยอมไปดำเนินการโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ดังนี้ เห็นว่า การที่จำเลยตกลงยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ก็เพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย จึงหาใช่เป็นการให้โดยเสน่หาที่จะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังที่จำเลยฎีกาไม่ แต่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายพิมพ์นิ้วมือจำเลย และมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วย 2 คน โจทก์ย่อมฟ้องร้องให้บังคับคดีจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิน ดวงศรี
จำเลย — นายทุน ดวงศรี
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7847/2547
#411914
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายที่ 1 สมรสกัน ดังนั้น ความผิดในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก จำเลยไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 277 วรรคท้าย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 22 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายที่ 1 สมรสกันตามคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2547 และใบสำคัญการสมรส ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 ดังนี้ สำหรับความผิดในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำเลยไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 277 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในวรรคแรก ถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่า 13 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 เพื่อการอนาจารก็ตาม แต่จำเลยติดต่อคบหากับผู้เสียหายที่ 1 อย่างคนรัก พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้สมรสกับผู้เสียหายที่ 1 ตามที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์อนุญาต และอยู่กินกันฉันสามีภริยา โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ประสงค์จะให้จำเลยต้องรับโทษทางอาญาแล้ว ดังนั้น การที่จะปราณีจำเลยด้วยการรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้ น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าที่จะลงโทษจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ปรับจำเลยกระทงละ 5,000 บาท รวม 5 กระทง ปรับ 25,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับ 12,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายเฉลิมศักดิ์ กันเพ็ชร
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7846/2547
#113097
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการเช่านาของ ข. ซึ่งอยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 จะครบกำหนดระยะเวลาการเช่านาในวันที่ 6 มกราคม 2541 โจทก์ทั้งเจ็ดบอกเลิกการเช่านาและ ค.ช.ก. ประจำแขวงบางชันมีมติยับยั้งการบอกเลิกการเช่าจำนวน 1 ครั้ง เป็นเวลา 2 ปี มีผลให้ ข. ผู้เช่านามีสิทธิเช่านาถึงวันที่ 6 มกราคม 2543 และเมื่อ ข. ผู้เช่านาถึงแก่ความตายในวันที่ 10 ธันวาคม 2540 โดยมีจำเลยเป็นผู้เช่านาสืบแทนต่อมา ผู้เช่าสืบแทนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของ ข. ผู้เช่าเดิมที่มีต่อผู้ให้เช่า ตามมาตรา 29 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 จำเลยจึงมีสิทธิเช่านาพิพาทต่อไปจนถึงวันที่ 6 มกราคม 2543 หลังจากนั้นกำหนดระยะเวลาการเช่านาของจำเลยย่อมสิ้นสุดลงไปในตัว โดยโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ต้องมีหนังสือแจ้งบอกเลิกการเช่านาแก่จำเลยพร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งให้ ค.ช.ก. ประจำแขวงบางชันทราบตามเงื่อนไขและวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 อีก เมื่อจำเลยไม่ยอมออกจากนาที่พิพาท โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่า นางขาบมารดาจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ทั้งเจ็ดเพื่อทำนา สัญญาเช่านาดังกล่าวมีกำหนดการเช่าคราวละ 6 ปี ตาม พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 หากไม่มีการบอกเลิกการเช่าตามกฎหมายดังกล่าวจะมีผลต่อไปอีกคราวละ 6 ปี ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2540 โจทก์ทั้งเจ็ดได้บอกเลิกการเช่าที่ดินไปยังนางขาบและได้เสนอเรื่องการบอกเลิกการเช่าดังกล่าวให้แก่คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตำบล ประจำแขวงบางชัน (คชก. ตำบล ประจำแขวงบางชัน) และ คชก. ตำบลดังกล่าวได้มีมติยับยั้งการบอกเลิกการเช่านาจำนวน 1 ครั้ง เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งมติดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ถือว่าโจทก์ทั้งเจ็ดได้บอกเลิกการเช่าที่ดินแก่นางขาบถูกต้องตามกฎหมายและจะครบกำหนดการเช่าที่ดินในวันที่ 6 มกราคม 2543 ครั้นถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2540 นางขาบถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นบุตรของนางขาบและอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวได้แสดงความจำนงเช่าที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดต่อไป ถือว่าจำเลยเป็นผู้เช่านาสืบแทนนางขาบ เมื่อครบกำหนดการเช่าที่ดินแล้ว ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด อันเป็นการละเมิดทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท และส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไปให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดในอัตราเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมิได้บอกเลิกการเช่านาแก่จำเลย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท และส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ดปีละ 12,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทเสร็จสิ้นกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งเจ็ด โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์ทั้งเจ็ด

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์บอกเลิกการเช่าไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อการเช่านาพิพาทของนางขาบซึ่งเดิมอยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ. ควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 และต่อมาอยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ฉบับใหม่ ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาการเช่านาในวันที่ 6 มกราคม 2541 ครั้งเมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดได้บอกเลิกการเช่านาและ คชก. ตำบล ประจำแขวงบางชันมีมติยับยั้งการบอกเลิกการเช่านาพิพาทไว้จำนวน 1 ครั้ง เป็นเวลา 2 ปี กรณีจึงมีผลให้นางขาบผู้เช่านามีสิทธิเช่านาหรือทำนาพิพาทต่อไปอีกเป็นเวลา 2 ปี จนถึงวันที่ 6 มกราคม 2543 หลังจากนั้นกำหนดระยะเวลาการเช่านาของนางขาบผู้เช่านาย่อมสิ้นสุดลงไปในตัว นางขาบผู้เช่านาไม่มีสิทธิเช่านาหรือทำนาพิพาทต่อไป และเมื่อนางขาบผู้เช่านาถึงแก่ความตายในวันที่ 10 ธันวาคม 2540 โดยมีจำเลยเป็นผู้เช่านาสืบแทนนางขาบต่อไป โดยในการเช่าสืบแทนผู้เช่าสืบแทนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าที่มีต่อผู้ให้เช่า ตามมาตรา 29 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 บัญญัติไว้ ผลก็คือ จำเลยมีสิทธิเช่านาหรือทำนาพิพาทต่อไปจนถึงวันที่ 6 มกราคม 2543 หลังจากนั้นกำหนดระยะเวลาการเช่านาของจำเลยย่อมสิ้นสุดลงไปในตัว และจำเลยไม่มีสิทธิเช่านาหรือทำนาพิพาทต่อไปเช่นเดียวกัน โดยโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ต้องมีหนังสือแจ้งบอกเลิกการเช่านาแก่จำเลยพร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งให้ คชก. ประจำแขวงบางชันทราบตามเงื่อนไขและวิธีการที่บัญญัติไว้มาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 อีก เมื่อการเช่านาพิพาทสิ้นสุดลงในวันที่ 6 มกราคม 2543 แล้ว จำเลยยังไม่ยอมออกจากที่นาพิพาท โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่นาพิพาทได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 29 วรรคสอง ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — แพทย์หญิงอนงค์ รอดอนันต์ กับพวก
จำเลย — นางวันเพ็ญ น้อยประสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุริยนตร์ โสตถิทัต
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7846/2547
#411908
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการเช่านาพิพาทของ ข. ซึ่งเดิมอยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ.ควบคุมการเช่านาฯ และต่อมาอยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ ฉบับใหม่ ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาการเช่านาในวันที่ 6 มกราคม 2541 ครั้นเมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดได้บอกเลิกการเช่านาและ คชก. ตำบล ประจำแขวงบางชัน มีมติยับยั้งการบอกเลิกการเช่านาพิพาทไว้จำนวน 1 ครั้ง เป็นเวลา 2 ปี จึงมีผลให้ ข. ผู้เช่านามีสิทธิเช่านาหรือทำนาพิพาทต่อไปอีกเป็นเวลา 2 ปี จนถึงวันที่ 6 มกราคม 2543 หลังจากนั้นกำหนดระยะเวลาการเช่านาของ ข. ผู้เช่านา ย่อมสิ้นสุดลงไปในตัว ผู้เช่านาไม่มีสิทธิเช่านาหรือทำนาพิพาทต่อไป และเมื่อ ข. ผู้เช่านาถึงแก่ความตายในวันที่ 10 ธันวาคม 2541 โดยมีจำเลยเป็นผู้เช่านาสืบแทน ข. ต่อไป โดยในการเช่าสืบแทนผู้เช่าสืบแทนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าที่มีต่อผู้ให้เช่าตามมาตรา 29 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ บัญญัติไว้ จำเลยจึงมีสิทธิเช่านาหรือทำนาพิพาทต่อไปจนถึงวันที่ 6 มกราคม 2543 หลังจากนั้นกำหนดระยะเวลาการเช่านาของจำเลยย่อมสิ้นสุดลงไปในตัว และจำเลยไม่มีสิทธิเช่านาหรือทำนาพิพาทต่อไปเช่นเดียวกัน โดยโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ต้องมีหนังสือแจ้งบอกเลิกการเช่านาแก่จำเลย พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งให้ คชก. ประจำแขวงบางชันทราบตามเงื่อนไขและวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ อีก เมื่อการเช่านาพิพาทสิ้นสุดลงในวันที่ 6 มกราคม 2543 แล้ว จำเลยยังไม่ยอมออกจากที่นาพิพาท โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่นาพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวาร รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดในอัตราเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 546 และ 2551 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินพิพาทดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ดปีละ 12,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทเสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งเจ็ด คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์บอกเลิกการเช่าไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2523 นางขาบ แป้นตุ้ม มารดาจำเลย ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 546, 2551 และ 545 ของโจทก์ทั้งเจ็ดตามฟ้องเพื่อทำนามีกำหนดเวลาเช่า 3 ปี ต่อมาโจทก์ทั้งเจ็ดขายที่ดินโฉนดเลขที่ 545 ให้แก่ผู้มีชื่อ และเมื่อปี 2529 โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขับไล่นางขาบออกจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 546, 2551 คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ด ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 599/2534 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2534 เอกสารหมาย จ.2 โดยได้ความตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวว่า การที่นางขาบเช่าที่ดินพิพาทเพื่อทำนาอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและต่อมายังถือเป็นการเช่านาตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ฉบับใหม่ต่อไป อันทำให้การเช่าที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับนางขาบมีระยะเวลาการเช่าคราวละ 6 ปีตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 26 วรรคสอง ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2540 ซึ่งเป็นเวลาก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่าในวันที่ 6 มกราคม 2541 โจทก์ทั้งเจ็ดได้มีหนังสือตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.11 แจ้งบอกเลิกการเช่านาสำหรับที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 546 และ 2551 ไปยังนางขาบ พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งให้ คชก. ประจำแขวงบางชันทราบตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตร พ.ศ.2524 มาตรา 37 ซึ่ง คชก. ประจำแขวงบางชันพิจารณาแล้ววินิจฉัยเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2540 และวันที่ 19 มีนาคม 2540 ว่า ให้ยับยั้งการบอกเลิกการเช่านาพิพาทไว้ทั้งหมดจำนวน 1 ครั้ง เป็นเวลา 2 ปี ตามสำเนารายงานการประชุม คชก. ตำบล ประจำแขวงบางชัน เอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2540 นางขาบผู้เช่านาถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นผู้สืบสันดานโดยเป็นบุตรนางขาบเป็นผู้เช่านาสืบแทนนางขาบต่อไปตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ดังนี้ เห็นว่า เมื่อการเช่านาพิพาทของนางขาบซึ่งเดิมอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ฉบับใหม่ ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาการเช่านาในวันที่ 6 มกราคม 2541 ครั้นเมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดได้บอกเลิกการเช่านาและ คชก. ประจำแขวงบางชันมีมติยับยั้งการบอกเลิกการเช่านาพิพาทไว้จำนวน 1 ครั้ง เป็นเวลา 2 ปี กรณีจึงมีผลให้นางขาบผู้เช่านามีสิทธิเช่านาหรือทำนาพิพาทต่อไปอีกเป็นเวลา 2 ปี จนถึงวันที่ 6 มกราคม 2543 หลังจากนั้นกำหนดระยะเวลาการเช่านาของนางขาบผู้เช่านาย่อมสิ้นสุดลงไปในตัว นางขาบผู้เช่านาไม่มีสิทธิเช่านาหรือทำนาพิพาทต่อไปและเมื่อนางขาบผู้เช่านาถึงแก่ความตายในวันที่ 10 ธันวาคม 2540 โดยมีจำเลยเป็นผู้เช่านาสืบแทนนางขาบต่อไป โดยในการเช่าสืบแทนผู้เช่าสืบแทนต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้เช่าที่มีต่อผู้ให้เช่าตามมาตรา 29 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 บัญญัติไว้ ผลก็คือ จำเลยมีสิทธิเช่านาหรือทำนาพิพาทต่อไปจนถึงวันที่ 6 มกราคม 2543 หลังจากนั้นกำหนดระยะเวลาการเช่านาของจำเลยย่อมสิ้นสุดลงไปในตัวและจำเลยไม่มีสิทธิเช่านาหรือทำนาพิพาทต่อไปเช่นเดียวกันโดยโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ต้องมีหนังสือแจ้งบอกเลิกการเช่านาแก่จำเลย พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งให้ คชก. ประจำแขวงบางชันทราบตามเงื่อนไขและวิธีการที่บัญญัติไว้มาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 อีก เมื่อการเช่านาพิพาทสิ้นสุดลงในวันที่ 6 มกราคม 2543 แล้ว จำเลยยังไม่ยอมออกจากที่นาพิพาท โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่นาพิพาทได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ข้อเท็จจริงในคดีไม่เหมือนกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้โจทก์ทั้งเจ็ดชนะคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายต่อไป ซึ่งสรุปเป็นความได้ว่า การที่จะถือว่าจำเลยเป็นผู้เช่านาสืบแทนนางขาบต่อไปตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 จำเลยต้องแสดงความจำนงขอเช่าต่อผู้ให้เช่านาภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่นางขาบผู้เช่านาถึงแก่ความตาย แต่คดีนี้จำเลยไม่ได้แสดงความจำนงขอเช่าภายในกำหนด 60 วันนับแต่วันที่นางขาบถึงแก่ความตายอันเป็นฎีกาทำนองอ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้เช่านาสืบแทนนางขาบ แต่เป็นผู้เช่านารายใหม่นั้น ในข้อนี้ตามคำให้การจำเลยให้การว่า หลังจากนางขาบมารดาจำเลยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2540 แล้ว จำเลยซึ่งเป็นทายาทได้ทำนาพิพาทตลอดมา อันเป็นการแสดงความจำนงเช่านาพิพาทของโจทก์ทั้งเจ็ดต่อไป ทั้งได้ชำระค่าเช่านาให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด จึงถือว่าจำเลยมีฐานะเป็นผู้เช่านาพิพาทกับโจทก์ทั้งเจ็ดต่อไป ดังนี้ เท่ากับว่าจำเลยให้การรับว่าเมื่อนางขาบผู้เช่านาพิพาทถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นทายาทได้แสดงความจำนงขอเช่านาพิพาทต่อโจทก์ทั้งเจ็ด โดยจำเลยเป็นผู้เช่านาพิพาทสืบแทนต่อไปแล้ว เหตุนี้ข้อฎีกาของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นสาระแก่คดีที่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 29 วรรคสอง ม. 37
พ.ร.บ.ควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — แพทย์หญิงอนงค์ รอดอนันต์ กับพวก
จำเลย — นางวันเพ็ญ น้อยประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7843/2547
#411907
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้บอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ แต่โจทก์เป็นฝ่ายลาออกเองและการลาออกของโจทก์เป็นการกระทำผิดสัญญาจ้างเพราะไม่ได้แจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยทราบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในระเบียบ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาในการเลิกสัญญาจ้างกัน หากเป็นความจริงดังที่จำเลยต่อสู้ โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามคำขอของโจทก์ไม่ได้ และการที่โจทก์ลาออกมีผลในวันนั้นเลย ทำให้จำเลยไม่สามารถหาครูมาสอนนักเรียนแทนโจทก์ได้ทัน จำเลยได้รับความเสียหาย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณารวมกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2546 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้ทำผิดและจำเลยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า ทั้งเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 40,000 บาท ค่าเสียหาย 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าชดเชย 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้บอกเลิกจ้างโจทก์แต่โจทก์ลาออกเอง จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้เงินตามที่โจทก์ฟ้อง แต่การที่โจทก์ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 และให้มีผลในวันนั้นเลยเป็นการผิดสัญญาจ้างทำให้จำเลยไม่สามารถหาครูคนอื่นมาสอนนักเรียนแทนโจทก์ได้ทัน จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 352,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันลาออกจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฟ้องแย้งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้นั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้บอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์แต่โจทก์เป็นฝ่ายลาออกเอง และการลาออกของโจทก์เป็นการกระทำผิดสัญญาจ้าง เพราะมิได้แจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยทราบล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในระเบียบ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาในการเลิกสัญญาจ้างกัน หากความจริงเป็นดังที่จำเลยต่อสู้ โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามคำขอของโจทก์ไม่ได้ แต่โจทก์กลับต้องเป็นฝ่ายจ่ายค่าเสียหายให้แก่จำเลยเพราะโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องแย้งไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดักลาส ราล์ฟ ดอกเคอร์
จำเลย — นางศิริลักษณ์ เวนคูเซน
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7842/2547
#411820
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม ถ้าไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย เงินบำเหน็จ เงินสะสม และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์นั้น เป็นการกำหนดให้จำเลยกระทำการชำระหนี้ทีละอย่างก่อนหลังตามลำดับ โดยให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานก่อนเป็นอันดับแรกหากไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้จึงใช้วิธีชำระเงินเป็นวิธีสุดท้าย ซึ่งเป็นอำนาจของศาลแรงงานที่จะพิจารณาว่าจำเลยสามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้หรือไม่ มิใช่ความชอบธรรมและเป็นอำนาจบริหารจัดการของจำเลยโดยเด็ดขาดที่จะรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือไม่ก็ได้ เมื่อศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงในประเด็นนี้จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31, 56

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ 1/2543 ลงวันที่ 7 มกราคม 2543 ของจำเลย (ให้โจทก์ออกจากงาน) ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม ถ้าไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 203,950 บาท เงินบำเหน็จ 492,395 บาท เงินสะสม 202,373.59 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 509,875 บาท รวมเป็นเงิน 1,408,593.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชย และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับเงินอื่นนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลฎีกาพิพากษายืน ศาลแรงงานกลางออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา

โจทก์ยืนคำร้องว่า จำเลยจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำบังคับที่ต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานเป็นอันดับแรก ทั้งที่จำเลยมีตำแหน่งหน้าที่ที่จะรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ไม่น้อยกว่า 4 ตำแหน่ง แต่จำเลยกลับนำเงินค่าชดเชยเงินบำเหน็จ เงินสะสม และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมมาวางศาลเพื่อชำระให้โจทก์ ขอให้ไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม ชำระค่าจ้างนับแต่วันเลิกจ้างเสมือนหนึ่งโจทก์ไม่มีความผิดตามคำพิพากษาและระเบียบการทำงานของจำเลยให้โจทก์ และคืนเงินที่จำเลยวางไว้ต่อศาลแก่จำเลย

จำเลยยื่นคำแถลงว่า ตำแหน่งผู้ดูการ (โจทก์เคยดำรงตำแหน่งผู้ดูการก่อนถูกจำเลยเลิกจ้าง) จังหวัดนครปฐม จังหวัดฉะเชิงทรา และจังหวัดราชบุรี จำเลยได้แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ดูการแล้ว จังหวัดชลบุรีก็มีดำรงตำแหน่งผู้ดูการแล้วเช่นกัน ไม่มีตำแหน่งผู้ดูการว่าง และตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งระดับบริหาร มีความรับผิดชอบในหน้าที่และต้องได้รับความไว้วางใจจากจำเลยอย่างสูงจึงต้องเป็นผู้ซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส มีความเป็นธรรมและเป็นแบบอย่างที่ดีให้ผู้ใต้บังคับบัญชา จึงเป็นความชอบธรรมและเป็นอำนาจบริหารจัดการของจำเลยโดยเด็ดขาดในการพิจารณาลงโทษ หากจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานจะก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการบริหารและปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น อันจะเป็นปัญหาในการปกครองบังคับบัญชาต่อไปในภายหน้า จำเลยจึงไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้จำเลยได้วางเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาต่อศาลแล้ว ขอให้โจทก์รับเงินแทนการรับโจทก์กลับเข้าทำงาน

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยและมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 4 สิงหาคม 2546 ว่า "จำเลยได้ยื่นคำแถลงโดยยืนยันว่าจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ รายละเอียดปรากฏตามคำแถลงที่ยื่น

ศาลเห็นว่าความสามารถที่จะรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้หรือไม่ เป็นอำนาจฝ่ายบริหารซึ่งเป็นดุลพินิจของฝ่ายจำเลย

เมื่อจำเลยได้วางเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วน ถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์ชอบที่จะรับเงินที่จำเลยวางต่อศาลได้"

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่า การรับโจทก์กลับเข้าทำงานเป็นอำนาจบริหารซึ่งเป็นดุลพินิจของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ให้เพิกถอนคำสั่งที่ 1/2543 ลงวันที่ 7 มกราคม 2543 ของจำเลยให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม ถ้าไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย เงินบำเหน็จ เงินสะสม และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์นั้น เป็นการกำหนดให้จำเลยกระทำการชำระหนี้ทีละอย่างก่อนหลังตามลำดับ โดยให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานก่อนเป็นอันดับแรก หากไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ จึงจะใช้วิธีชำระเงินเป็นวิธีสุดท้าย ซึ่งเป็นอำนาจของศาลแรงงานที่จะพิจารณาว่าจำเลยสามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้หรือไม่ มิใช่เป็นความชอบธรรมและเป็นอำนาจบริหารจัดการของจำเลยโดยเด็ดขาดที่จะรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือไม่ก็ได้ แต่เนื่องจากศาลแรงงานกลางไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าจำเลยสามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามคำพิพากษาได้หรือไม่ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, 56"

พิพากษายกคำสั่งศาลแรงงานกลางตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 4 สิงหาคม 2546 ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยสามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามคำพิพากษาได้หรือไม่ แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 ม. 271
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวัฒนเชษฐหรือมนตรี ปักเข็ม
จำเลย — สำนักงานทรัพย์ส่วนพระมหากษัตริย์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7838/2547
#411819
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ต้องแยกพิจารณาโทษแต่ละกระทงเป็นเกณฑ์ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี แม้จะนำโทษจำคุก 6 เดือนที่รอการลงโทษไว้ในคดีอื่นมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน ก็เป็นกรณีที่คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยแก้ไขให้ใช้บังคับตามบทกำหนดโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่และแก้โทษจำคุกจากกระทงละ 5 ปี เป็นกระทงละ 4 ปี การแก้ไขบทลงโทษเป็นการปรับบทลงโทษบทเดิมที่แก้ไขใหม่ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์มีพิรุธไม่เพียงพอฟังเพื่อลงโทษจำเลยนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 คืนธนบัตร 140 บาท แก่เจ้าพนักงาน และริบเงิน 1,800 บาท กับบวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2811/2542 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมเป็นจำคุก 10 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2811/2542 ของศาลชั้นต้น รวมเป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน คืนธนบัตร 140 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าพนักงาน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) (ที่ถูกต้องระบุ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ด้วย) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2811/2542 ของศาลชั้นต้นแล้วรวมเป็นจำคุก 8 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ต้องแยกพิจารณาโทษแต่ละกระทงเป็นเกณฑ์ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวม จำคุก 10 ปี แม้จะนำโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอื่นมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 10 ปี 6 เดือน ก็เป็นกรณีที่คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยแก้ไขให้ใช้บังคับตามบทกำหนดโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่และแก้โทษจำคุกจากกระทงละ 5 ปี เป็นกระทงละ 4 ปี การแก้ไขบทลงโทษเป็นการปรับบทลงโทษบทเดิมที่แก้ไขใหม่ จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานโจทก์มีพิรุธไม่เพียงพอฟังเพื่อลงโทษจำเลยนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาขึ้นมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นางอำพร ขำญาต
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ปัญญา สุทธิบดี
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7828/2547
#113019
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องโดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ได้ภาระจำยอมถนนที่ใช้เป็นทางเข้าออกผ่านที่ดินจำเลยโดยอายุความ ซึ่งกรณีนี้ ป.พ.พ. มาตรา 1401 ให้นำมาตรา 1382 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น กรณีตามฟ้องจึงหมายความได้ว่า ภาระจำยอมทางเดินเข้าออกอาจได้มาโดยการใช้ทางดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี จึงเห็นได้ชัดว่ากฎหมายมุ่งความสำคัญตรงที่การใช้ทางพิพาทโดยไม่มีใครห้ามปรามและไม่ต้องรับอนุญาตจากใคร ก็เกิดภาระจำยอมโดยอายุความได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ใช้ทางนั้นจะต้องเป็นผู้ใช้ติดต่อกันสิบปีด้วยไม่ โจทก์จึงอาจนำสืบว่ามีการใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยติดต่อกันจนได้ภาระจำยอมโดยอายุความแล้วได้ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางที่ผ่านที่ดินของจำเลยกว้าง 2.5 เมตร ยาว 6 เมตร เป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยรื้อถอนรั้วไม้สนและทำถนนที่จำเลยขุดออกให้โจทก์เดินได้ตามปกติ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้โจทก์รื้อและทำถนนได้เองโดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยชี้ขาดได้ จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ภาระจำยอมในเรื่องทางเดินนั้นเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งมีบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1387 ว่า "อสังหาริมทรพัย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น" แสดงว่ากฎหมายเพ่งเล็งถึงความสำคัญของตัวอสังหาริมทรัพย์คือที่ดิน ไม่ใช่ตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของ ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายโดยกล่าวอ้างว่า โจทก์ได้ภาระจำยอมถนนที่ใช้เป็นทางเข้าออกผ่านที่ดินจำเลยโดยอายุความ ซึ่งกรณีนี้ ป.พ.พ. มาตรา 1401 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิมาใช้บังคับโดยอนุโลม ในมาตรา 1382 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์" ดังนั้น กรณีตามฟ้องจึงหมายความได้ว่า ภาระจำยอมทางเดินเข้าออกอาจได้มาโดยการใช้ทางดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี จึงเห็นได้ชัดว่ากฎหมายมุ่งความสำคัญตรงที่มีการใช้ทางพิพาทโดยไม่มีใครห้ามปรามและไม่ต้องรับอนุญาตจากใครก็เกิดภาระจำยอมโดยอายุความได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ใช้ทางนั้นจะต้องเป็นผู้ใช้ติดต่อกันสิบปีด้วยไม่ คดีนี้โจทก์จึงอาจนำสืบว่ามีการใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยติดต่อกันจนได้ภาระจำยอมโดยอายุความแล้วได้ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1387 ม. 1401
ป.วิ.พ. ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุทัย วรรณะ
จำเลย — พันตำรวจโทประสาร ธีรพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายพงษ์ศักดิ์ รักเผื่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายยงยศ เอี่ยมทอง
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7828/2547
#411818
เปิดฉบับเต็ม

เรื่องการจำยอมนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1387 กำหนดว่า อสังหาริมทรัพย์อาจตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กฎหมายเพ่งเล็งถึงความสำคัญของตัวอสังหาริมทรัพย์คือที่ดินไม่ใช่ตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของ ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ได้ภาระจำยอมถนนที่ใช้เป็นทางเข้าออกผ่านที่ดินจำเลยโดยอายุความ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๐๑ ประกอบด้วยมาตรา ๑๓๘๒ นั้น ภาระจำยอมเดินทางเข้าออกอาจได้มาโดยการใช้ทางดังกล่าวโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี กรณีจึงเห็นได้แจ้งชัดอยู่ว่ากฎหมายมุ่งความสำคัญตรงที่มีการใช้ทางพิพาท โดยไม่มีใครห้ามปรามและไม่ต้องรับอนุญาตจากใคร ก็เกิดภาระจำยอมโดยอายุความได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ใช้ทางนั้นจะต้องเป็นผู้ใช้ติดต่อกันสิบปีด้วยหรือไม่ คดีนี้โจทก์จึงอาจนำสืบว่ามีการใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยติดต่อกันจนได้อายุความแล้วได้ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางที่ผ่านที่ดินของจำเลย กว้าง ๒.๕ เมตร ยาว ๖ เมตร เป็นทางภาระจำยอม ให้จำเลยรื้อถอนรั้วไม้สนและทำถนนที่จำเลยขุดออกให้โจทก์เดินได้ตามปกติ หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้โจทก์รื้อและทำถนนได้เองโดยจำเลยออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยชี้ขาดได้ จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ แล้วมีคำสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องชอบหรือไม่ เห็นว่า ภาระจำยอมในเรื่องทางเดินนั้นเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 ว่า "อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น" แสดงว่ากฎหมายเพ่งเล็งถึงความสำคัญของตัวอสังหาริมทรัพย์คือที่ดินไม่ใช่ตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของ ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายโดยกล่าวอ้างว่า โจทก์ได้ภาระจำยอมถนนที่ใช้เป็นทางเข้าออกผ่านที่ดินจำเลยโดยอายุความ ซึ่งกรณีนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิอันกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพ 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในเรื่องอายุความได้สิทธิมีบัญญัติไว้ตามมาตรา 1382 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า "ผู้ใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์" ดังนั้น เมื่อนำมาอนุโลมใช้กับการได้ภาระจำยอมในกรณีตามฟ้องจึงหมายความได้ว่า ภาระจำยอมทางเดินเข้าออกอาจได้มาโดยการใช้ทางดังกล่าวสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี กรณีเห็นได้แจ้งชัดอยู่ว่ากฎหมายมุ่งความสำคัญตรงที่มีการใช้ทางพิพาทโดยไม่มีใครห้ามปรามและไม่ต้องรับอนุญาตจากใครก็เกิดภาระจำยอมโดยอายุความได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ใช้ทางนั้นจะต้องเป็นผู้ใช้ติดต่อกันสิบปีด้วยไม่ คดีนี้โจทก์จึงอาจนำสืบว่ามีการใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยติดต่อกันจนได้ภาระจำยอมโดยอายุความแล้วได้ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1401
ป.วิ.พ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุทัย วรรณะ
จำเลย — พันตำรวจโทประสาร ธีรพงษ์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7824 -ที่ 7825/2547
#113018
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกจะต้องจัดการร่วมกันโดยถือเอาเสียงข้างมากตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 หากปรากฏว่าผู้จัดการมรดกร่วมคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกที่เหลือย่อมไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นาย ศ. ผู้จัดการมรดกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ตั้งนาย ศ. เป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลต่อไป การเป็นผู้จัดการมรดกเป็นการเฉพาะตัวของนาย ศ. ไม่อาจรับมรดกความกันได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาตามที่ผู้ร้องฎีกาขอตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับนาย ศ. ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกผู้ร้องสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน

สำนวนแรกผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวบุญทรวง ศิวะเกื้อ ผู้ตาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และผู้ตายเป็นพี่น้องรวมบิดามารดาเดียวกัน ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนายศุภกิจ ศิวะเกื้อ บุตรผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ ขอให้ยกคำร้องขอ

สำนวนที่สองผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาวบุญทรวงผู้ตาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนายศุภกิจเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า นายศุภกิจมิได้เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งนายเติม ผู้ร้อง และนายศุภกิจร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวบุญทรวงผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนายศุภกิจเป็นผู้จัดการมรดกนางสาวบุญทรวง ผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนของทั้งสองศาลแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความรวมสำนวนละ 2,000 บาท

ผู้ร้องฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายศุภกิจถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องลงวันที่ 15 มีนาคม 2547 ขอให้จำหน่ายคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีที่ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันแล้ว การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกจะต้องจัดการร่วมกันโดยถือเอาเสียงข้างมาก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 และหากปรากฏว่าผู้จัดการมรดกร่วมคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกที่เหลือย่อมไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายศุภกิจได้ถึงแก่ความตายไปแล้วในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ตั้งนายศุภกิจเป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลต่อไป ทั้งการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นการเฉพาะตัวของนายศุภกิจไม่อาจรับมรดกความกันได้ ก็ไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาตามที่ผู้ร้องฎีกาขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับนายศุภกิจต่อไป

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีทั้งสองสำนวนจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1726
ป.วิ.พ. ม. 132 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายเติม ศิวะเกื้อ
ผู้คัดค้าน — นายสันทัศน์ ศิวะเกื้อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพงศธร เหมทานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7824 -ที่ 7825/2547
#411894
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันนั้น การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกจะต้องจัดการร่วมกันโดยถือเอาเสียงข้างมากตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 และหากปรากฏว่าผู้จัดการมรดกร่วมคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกที่เหลือย่อมไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้ เมื่อ ศ. ได้ถึงแก่ความตายไปแล้วในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ตั้ง ศ. เป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลต่อไป ทั้งการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นการเฉพาะตัวของ ศ. ไม่อาจรับมรดกความกันได้ ไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาตามที่ผู้ร้องฎีกาขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับ ศ. อีกต่อไป จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำนวนแรกผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนายศุภกิจ ศิวะเกื้อ บุตรผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ ขอให้ยกคำร้องขอ

สำนวนที่สองผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนายศุภกิจเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายเติม ศิวะเกื้อ ผู้ร้อง และนายศุภกิจ ศิวะเกื้อ ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวบุญทรวง ศิวะเกื้อ ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนายศุภกิจ ศิวะเกื้อ เป็นผู้จัดการมรดกนางสาวบุญทรวง ศิวะเกื้อ ผู้ตายเพียงผู้เดียว ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายศุภกิจ ศิวะเกื้อ ถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องลงวันที่ 15 มีนาคม 2547 ขอให้จำหน่ายคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้นายศุภกิจ ศิวะเกื้อ ซึ่งผู้คัดค้านร้องขอให้เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวบุญทรวง ศิวะเกื้อ ผู้ตาย เป็นผู้จัดการมรดกแต่ผู้เดียว ผู้ร้องยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้ตั้งผู้ร้องและนายศุภกิจเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า กรณีที่ศาลมีคำสั้งตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันแล้ว การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกจะต้องจัดการร่วมกันโดยถือเอาเสียงข้างมากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 และหากปรากฏว่าผู้จัดการมรดกร่วมคนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกที่เหลือย่อมไม่อาจจัดการมรดกต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายศุภกิจได้ถึงแก่ความตายไปแล้วในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ตั้งนายศุภกิจเป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลต่อไป ทั้งการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นการเฉพาะตัวของนายศุภกิจไม่อาจรับมรดกความกันได้ ก็ไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยปัญหาตามที่ผู้ร้องฎีกาขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับนายศุภกิจต่อไป"

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีทั้งสองสำนวนจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1726
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายเติม ศิวะเกื้อ
ผู้คัดค้าน — นายสันทัศน์ ศิวะเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7822/2547
#113149
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาเรื่องอำนาจฟ้องต้องพิจารณาในขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล คดีนี้โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 92998 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ทอดตลาดแสดงความตกลงด้วยการเคาะไม้ โจทก์ย่อมได้สิทธิในทรัพย์พิพาทโดยบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 อันเป็นกฎหมายสารบัญญัติ แม้ภายหลังจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลก็ตาม คงเป็นเพียงการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด เท่านั้น หาใช่เรื่องการขายทอดตลาดตกเป็นโมฆะไม่ และตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด สิทธิของโจทก์ในที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทก็ยังคงบริบูรณ์อยู่ คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีสบัญญัติของจำเลยไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติ จำเลยจึงไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินดังกล่าว เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์พิพาท จำเลยไม่ยอมออก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกไปจากทรัพย์พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 92998 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไปให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายออกไปจนสิ้นเชิง

จำเลยให้การว่า ทรัพย์พิพาทยังเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมกับให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 92998 กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทาวน์เฮาส์เลขที่ 550/265 ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะได้ออกไปและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากทรัพย์พิพาทจนเสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากไปจากทรัพย์พิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาเรื่องอำนาจฟ้องต้องพิจารณาในขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล คดีนี้โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 92998 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล ดังนั้น นับแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ทอดตลาดแสดงความตกลงด้วยการเคาะไม้ โจทก์ย่อมได้สิทธิ์ในทรัพย์พิพาทโดยบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 อันเป็นกฎหมายสารบัญญัติ แม้ภายหลังการขายทอดตลาดจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลก็ตาม คงเป็นเพียงการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดเท่านั้น หาใช่เรื่องการขายทอดตลาดตกเป็นโมฆะไม่ และตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด สิทธิของโจทก์ในทรัพย์พิพาทก็ยังคงบริบูรณ์อยู่ คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีสบัญญัติของจำเลยไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติ จำเลยไม่มีสิทธิใด ๆ ในทรัพย์พิพาทอีกต่อไป เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากทรัพย์พิพาท และจำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกไปจากทรัพย์พิพาท

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1330
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์ชัย ตั้งเทียนชัยชนะ
จำเลย — นายทวีป เตียรักษ์กิจสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายโสภณ บางยี่ขัน
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7822/2547
#412317
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาเรื่องอำนาจฟ้องต้องพิจารณาในขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล โจทก์ประมูลซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล ดังนั้นนับแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ทอดตลาดแสดงความตกลงด้วยการเคาะไม้ โจทก์ย่อมมีสิทธิในทรัพย์พิพาทโดยบริบรูณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 อันเป็นกฎหมายสารบัญญัติแม้ภายหลังการขายทอดตลาดจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลก็ตามคงเป็นเพียงการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดเท่านั้น หาใช่เรื่องการขายทอดตลาดตกเป็นโมฆะไม่ และตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดสิทธิของโจทก์ในทรัพย์พิพาทก็ยังคงบริบูรณ์อยู่ คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีสบัญญัติของจำเลยไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติ จำเลยไม่มีสิทธิใด ๆ ในทรัพย์พิพาทอีกต่อไป เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากทรัพย์พิพาทและจำเลยเพิกเฉยโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกไปจากทรัพย์พิพาท และเรียกค่าเสียหายจากการเพิกเฉยไม่ออกไปจากทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นการละเมิดต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 92998 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น เลขที่ 550/265 โดยประมูลซื้อได้จากการขายทอดตลาดในคดีแพ่งของศาลชั้นต้นและชำระราคาครบถ้วนแล้ว โจทก์แจ้งให้จำเลยซึ่งเดิมเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยและบริวารเพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 92998 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายออกไปจนสิ้นเชิง

จำเลยให้การว่า ทรัพย์พิพาทยังเป็นของจำเลย การขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทได้กระทำโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 309 ทวิ เป็นการขายโดยไม่สุจริต ขายราคาต่ำมากเกินสมควรโดยเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลระหว่างโจทก์และผู้เข้าสู้ราคา จำเลยยื่นคำร้องให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาด ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล คำร้องของจำเลยมีเหตุเพียงพอที่ศาลจะมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด การที่จำเลยพักอาศัยในทรัพย์พิพาทจึงไม่เป็นการละเมิด โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายและไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ทรัพย์พิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 3,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยบริวารพร้อมกับให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 92998 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทาวน์เฮาส์เลขที่ 550/265 ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาท และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ5,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะได้ออกไปและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากทรัพย์พิพาทจนเสร็จสิ้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 92998 ตำบลห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น เลขที่ 550/265 อันเป็นทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดในคดีหมายเลขแดงที่ 21260/2538 ของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกไปจากทรัพย์พิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาเรื่องอำนาจฟ้องต้องพิจารณาในขณะที่โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาล คดีนี้โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์พิพาทจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล ดังนั้น นับแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้ทอดตลาดแสดงความตกลงด้วยการเคาะไม้โจทก์ย่อมได้สิทธิในทรัพย์พิพาทโดยบริบรูณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 อันเป็นกฎหมายสารบัญญัติ แม้ภายหลังการขายทอดตลาด จำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลก็ตาม คงเป็นเพียงการร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดเท่านั้น หาใช่เรื่องการขายทอดตลาดตกเป็นโมฆะไม่ และตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด สิทธิของโจทก์ในทรัพย์พิพาทก็ยังคงบริบูรณ์อยู่ คำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีสบัญญัติของจำเลยไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติ จำเลยไม่มีสิทธิใด ๆ ในทรัพย์พิพาทอีกต่อไป เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากทรัพย์พิพาทและจำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกไปจากทรัพย์พิพาท สำหรับปัญหาเรื่องค่าเสียหาย การที่จำเลยเพิกเฉยไม่ออกไปจากทรัพย์พิพาทย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายแต่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นั้น เป็นจำนวนที่สูงเกินไป เนื่องจากทรัพย์พิพาทเป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น กว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร มีเพียง 1 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ตั้งอยู่บนที่ดินเนื้อที่ 10 ตารางวา และทำเลอยู่สุดซอย เมื่อพิจารณาประกอบกับทางได้เสียของโจทก์แล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพียงเดือนละ 3,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1330
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์ชัย ตั้งเทียนชัยชนะ
จำเลย — นายทวีป เตียรักษ์กิจสกุล
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7812/2547
#411892
เปิดฉบับเต็ม

ใบสั่งซื้อสินค้าเป็นเอกสารที่โจทก์ใช้ในการถามค้านจำเลยที่ 2 ที่อ้างตนเองเป็นพยาน เมื่อจำเลยที่ 2 เบิกความรับรองเอกสารนั้นแล้ว โจทก์จึงอ้างส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาลชั้นต้น จึงมิใช่พยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของโจทก์ แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุเอกสารดังกล่าวไว้ในบัญชีระบุพยานของโจทก์ และมิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ก็ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟัง กรณีไม่อยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 88 และมาตรา 90 จึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าสินค้าพรมจำนวน 81,456.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 65,165.65 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนว 39,210.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า การที่โจทก์อ้างใบสั่งซื้อสินค้า ฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 และศาลชั้นต้นรับเป็นพยานเอกสารโดยโจทก์ไม่ได้ระบุเอกสารดังกล่าวในบัญชีระบุพยานและมิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ใบสั่งซื้อสินค้าเป็นเอกสารที่โจทก์ใช้ในการถามค้านจำเลยที่ 2 ที่อ้างตนเองเป็นพยาน เมื่อจำเลยที่ 2 เบิกความรับรองเอกสารนั้นแล้ว โจทก์จึงอ้างส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาลชั้นต้น มิใช่พยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของโจทก์ ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุเอกสารดังกล่าวไว้ในบัญชีระบุพยานของโจทก์ และมิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ก็ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟัง กรณีไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และมาตรา 90 ศาลชั้นต้นจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นรับเอกสารไว้พิจารณาเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88 ม. 90
ชื่อคู่ความ
บริษัทคาร์เปทอินเตอร์เนชั่นแนลไทยแลนด์
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งดี เอ็นจิเนียริ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7811/2547
#412315
เปิดฉบับเต็ม

กรณีตามฟ้องเป็นเรื่องจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์โดยไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาทโจทก์จึงยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนและขายได้ในราคา 23,364.49 บาท เพราะรถยนต์ที่เช่าซื้อมีสภาพชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องมาจากการใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เมื่อหักราคารถยนต์ที่โจทก์กำหนดให้ตามคำพิพากษาแล้วยังขาดอยู่เป็นเงิน 76,635.51 บาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคาจากการขายรถยนต์ที่เช่าซื้อดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้วและกรณีก็ไม่อาจไปว่ากล่าวกันในคดีเดิมในชั้นบังคับคดีได้เพราะการบังคับคดีจะต้องอาศัยคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นหลักแห่งการบังคับ ซึ่งไม่มีหนี้ตามฟ้องโจทก์ที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์รวมอยู่ด้วย โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาทกับค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแต่ไม่เกิน 10 เดือน ต่อมาโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้ในสภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากจำเลยใช้รถยนต์อย่างไม่ระมัดระวังโจทก์ขายรถยนต์ได้ในราคา 23,364.49 บาท เมื่อหักจากราคารถยนต์ตามคำพิพากษาจำนวน 100,000 บาท แล้วโจทก์ยังคงได้รับความเสียหายเนื่องจากการเสื่อมราคาอยู่อีก 76,635.51 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 76,635.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์ไปขายทอดตลาดแล้วนำเงินไปหักจากราคารถยนต์ตามคำพิพากษา การกระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิดพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า กรณีตามฟ้องเป็นเรื่องจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ กล่าวคือ ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์จึงยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมาและขายได้ในราคา 23,364.49 บาท เพราะรถยนต์ที่เช่าซื้อมีสภาพชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องมาจากการใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เมื่อหักจากราคารถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ตามคำพิพากษาแล้วยังขาดอยู่เป็นเงิน 76,635.51 บาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดเป็นเงินจำนวนดังกล่าวจะเห็นได้ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดราคาจากการขายรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว และกรณีก็ไม่อาจไปว่ากล่าวกันในคดีเดิมในชั้นบังคับคดีได้ เพราะการบังคับคดีจะต้องอาศัยคำพิพากษาในคดีก่อนเป็นหลักแห่งการบังคับ ซึ่งไม่มีหนี้ตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้ที่จะบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระแก่โจทก์รวมอยู่ด้วย ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — เด็กชายสุชาครีย์ กิจไพศาลอนุรักษ์
ในฐานะทายาทโดยธรรมของ
นายโกสิทธิ์ กิจไพศาลอนุรักษ์กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7793/2547
#411542
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยต่อสู้ขัดขืนการจับกุมและใช้กรรไกรแทงทำร้ายจ่าสิบตำรวจ ร. หลายครั้ง แต่ปรากฏว่าการแทงครั้งแรกถูกจ่าสิบตำรวจ ร. ที่ท้องแต่ไม่เข้า เมื่อกอดปล้ำกันจำเลยได้แทงที่ไหล่ขวาจนเสื้อขาดและไม่เข้าอีกเช่นกัน แสดงว่ามิใช่เป็นการแทงโดยแรง หลังจากนั้นจำเลยได้ใช้กรรไกรแทงที่กระเดือกและคอจ่าสินตำรวจ ร. มีเลือดไหลที่บริเวณกระเดือกเห็นได้ว่าขณะจำเลยใช้กรรไกรแทงจ่าสิบตำรวจ ร. นั้นเป็นการแทงขณะจำเลยและจ่าสิบตำรวจ ร. ต่อสู้กอดรัดกัน และเป็นการแทงเพื่อที่จำเลยจะหลบหนี จำเลยจึงอยู่ในภาวะที่ไม่มีโอกาสเลือกแทงอวัยวะส่วนใดของจ่าสิบตำรวจ ร. ได้ อาวุธที่จำเลยใช้แทงจ่าสิบตำรวจ ร. เป็นกรรไกรขนาดไม่ใหญ่ ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ แม้จำเลยจะใช้กรรไกรแทงจ่าสิบตำรวจ ร. หลายครั้ง แต่จ่าสิบตำรวจ ร. มีบาดแผลที่คอซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญเพียงแห่งเดียว บาดแผลดังกล่าวเป็นเพียงรอยถลอกยาว 0.5 เซนติเมตร แพทย์ลงความเห็นว่ารักษาประมาณ 7 วันหาย พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าจ่าสิบตำรวจ ร. จำเลยคงมีเจตนาทำร้ายจ่าสิบตำรวจ ร. เพื่อให้พ้นจากการจับกุมเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย และจำเลยยังมีความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายอีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 92, 138, 288, 289 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102 เพิ่มโทษจำเลยและริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่และพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม)), 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขแล้ว ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง กับมาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย วางโทษจำคุก 5 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายและฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 ปี 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 40 ปี 15 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 99 เม็ด และกรรไกรปลายแหลมของกลาง ให้คืนกระเป๋าสตางค์หนังสีดำ เงินจำนวน 2,070 บาท และมีดพกปลายแหลมของกลางแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุกจำเลย 4 ปี 15 เดือน ยกฟ้องฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จ่าสิบตำรวจรัง เทียมทิม กับพวกเข้าจับกุมจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยไม่ยินยอมให้จับกุมโดยต่อสู้ขัดขวางการจับกุมและจำเลยใช้กรรไกรแทงจ่าสิบตำรวจรังหลายครั้งจนได้รับบาดเจ็บปรากฏตามใบรับรองการเจ็บป่วย เอกสารหมาย จ.6 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจรังว่า เมื่อไปถึงห้างนาที่เกิดเหตุเห็นจำเลยอยู่บนห้างนาจึงเรียกจำเลยลงมาจากห้างนา และเข้าตรวจค้นตัวจำเลย พบธนบัตรจำนวนหนึ่งและมีดปลายแหลมที่ตัวจำเลย เมื่อพาจำเลยขึ้นไปบนห้างนาได้พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 99 เม็ด ที่บนห้างนา จ่าสิบตำรวจรังจึงเข้าจับกุมจำเลย จำเลยไม่ยอมให้จับกุมและใช้กรรไกรแทงที่ท้องจ่าสิบตำรวจรัง กรรไกรติดหน้าท้องแต่ไม่เข้าเนื้อ จ่าสิบตำรวจรังผลักจำเลยออกมา จำเลยจึงใช้กรรไกรแทงที่ไหล่ด้านขวามีการต่อสู้กันจำเลยใช้กรรไกรแทงที่บริเวณลูกกระเดือกและบริเวณคอจนเลือดไหล เห็นว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยเก็บเมทแอมเฟตามีนไว้บนห้างนา เมื่อจ่าสิบตำรวจตรีรังกับพวกค้นพบ จำเลยกลัวจ่าสิบตำรวจรังกับพวกจับกุม จึงต่อสู้ขัดขืนการจับกุมและใช้กรรไกรแทงทำร้ายจ่าสิบตำรวจรังหลายครั้ง แต่ปรากฏว่าการแทงครั้งแรกถูกจ่าสิบตำรวจรังที่ท้องแต่ไม่เข้า เมื่อกอดปล้ำกันจำเลยได้แทงที่ไหล่ขวาจนเสื้อขาด แสดงว่าไม่เข้าอีกเช่นกัน มิใช่เป็นการแทงโดยแรง หลังจากนั้นจำเลยได้ใช้กรรไกรแทงที่กระเดือกและคอจ่าสิบตำรวจรังมีเลือดไหลที่บริเวณกระเดือก เห็นได้ว่าขณะจำเลยใช้กรรไกรแทงจ่าสิบตำรวจรังนั้นเป็นการแทงขณะจำเลยและจ่าสิบตำรวจรังต่อสู้กอดรัดกัน และเป็นการแทงเพื่อที่จำเลยจะหลบหนี จำเลยจึงอยู่ในภาวะที่ไม่มีโอกาสเลือกแทงอวัยวะส่วนใดของจ่าสิบตำรวจตรีรังได้ อาวุธที่จำเลยใช้แทงจ่าสิบตำรวจรังตามภาพถ่ายหมาย จ.4 ตัวกรรไกรกว้างประมาณ 0.5 นิ้ว ยาวประมาณ 4.5 นิ้ว ด้ามยาวประมาณ 2.5 นิ้ว เป็นกรรไกรขนาดไม่ใหญ่ ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ แม้จำเลยจะใช้กรรไกรแทงจ่าสิบตำรวจรังหลายครั้ง แต่จ่าสิบตำรวจรังมีบาดแผลที่คอซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญเพียงแห่งเดียว บาดแผลดังกล่าวเป็นเพียงรอยถลอกยาว 0.5 เซนติเมตร แพทย์ลงความเห็นว่ารักษาประมาณ 7 วันหาย ตามใบรับรองการเจ็บป่วยเอกสารหมาย จ.6 พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าจ่าสิบตำรวจรัง จำเลยคงมีเจตนาทำร้ายจ่าสิบตำรวจรังเพื่อให้พ้นจากการจับกุมเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยามยามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย และจำเลยยังมีความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายอีกด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 296 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 4 ปี 15 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138 ม. 296
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นายปรีชา อ้นทองทิม
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7770/2547
#266532
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยทำสัญญาอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัท ค. จำเลยกับบริษัท ค. ยังมิได้นำหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างจำเลยผู้รับอนุญาตกับบริษัท ค. ผู้อนุญาต ไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 80 ประกอบด้วยมาตรา 68 วรรคสอง จึงเป็นการมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 152 จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิตามสัญญาดังกล่าวที่จะนำเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัท ค. ไปอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการนั้นได้

โจทก์ทราบดีว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ดังนั้น ก่อนที่โจทก์จะเข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัท ค. กับจำเลย โจทก์ย่อมสามารถตรวจสอบทางทะเบียนได้ว่าผู้อนุญาตกับจำเลยได้ทำสัญญาอนุญาตเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วหรือไม่ แต่โจทก์ก็มิได้ทำการตรวจสอบ โจทก์กลับเข้าทำสัญญากับจำเลยและชำระค่าสิทธิจำนวน 200,000 บาท ให้แก่จำเลยไป การกระทำของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการกระทำตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ แม้จำเลยจะรับชำระค่าสิทธินั้นไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ แต่โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนค่าสิทธิดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 5,039,358 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยว่า บริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนและจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการในประเทศไทยไว้สำหรับบริการจำพวกที่ 41 รายการบริการ ให้เช่าหนังสือ วิดีโอเทป เลเซอร์ดิสก์ และคอมแพกดิสก์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2543 จำเลยในฐานะผู้รับอนุญาตได้ทำสัญญาขออนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาต โดยผู้อนุญาตได้อนุญาตให้ผู้รับอนุญาตใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการแบบเด็ดขาดและให้ผู้รับอนุญาตมีสิทธิอนุญาตช่วงให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายบริการนั้นอีกทอดหนึ่งในประเทศไทยตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิหลักลงวันที่ 1 กันยายน 2540 เพื่อใช้กับบริการที่ผู้อนุญาตได้จดทะเบียนไว้ได้ ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 ตัวแทนบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด กับตัวแทนจำเลยได้ไปยื่นคำขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการซึ่งบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ได้จดทะเบียนไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญาสั่งให้รับจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 แต่จำเลยนำเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าวของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ไปทำสัญญาอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้เครื่องหมายบริการนั้นอีกทอดหนึ่งในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม 2542 ดังนี้ แสดงให้เห็นว่าขณะที่จำเลยทำสัญญาอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ดังกล่าว จำเลยกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ยังมิได้นำหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างจำเลยผู้รับอนุญาตกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 80 ประกอบด้วยมาตรา 68 วรรคสอง จึงเป็นการมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 152 จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิตามสัญญาดังกล่าวที่จะนำเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ไปอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการนั้นได้ เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วในประเทศไทยของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด อย่างไรก็ดี โจทก์นำสืบว่า หากโจทก์ทราบก่อนว่าจำเลยกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ยังมิได้นำหนังสือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างจำเลยผู้รับอนุญาตกับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน โจทก์ก็จะไม่เข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนนั้นกับจำเลย แสดงว่าโจทก์ทราบดีว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย ดังนี้ ก่อนที่โจทก์จะเข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิกับจำเลย โจทก์ย่อมสามารถตรวจสอบทางทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้โดยง่ายว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนแล้วระหว่างบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตกับจำเลยผู้รับอนุญาตได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วหรือไม่ เพราะโจทก์ต้องนำหนังสือสัญญาอนุญาตช่วงให้ใช้สิทธิในประเทศไทยของบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ที่ทำไว้กับจำเลยตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 79 และ 68 วรรคสอง ไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย ซึ่งหากโจทก์นำหนังสือสัญญาอนุญาตช่วงไปยื่นขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน โจทก์ก็จะทราบว่าจำเลยยังมิได้นำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนดังกล่าวซึ่งจำเลยผู้รับอนุญาตได้ทำไว้กับบริษัทคัลเจอร์คอนวีเนียนซ์คลับ จำกัด ผู้อนุญาตไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียน แต่โจทก์หาได้ตรวจสอบทางทะเบียนและนำสัญญาไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนก่อนไม่ โจทก์กลับเข้าทำสัญญาอนุญาตช่วงกับจำเลยและชำระค่าสิทธิในการใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวแก่จำเลยจำนวน 200,000 บาท โดยไม่ใส่ใจตรวจสอบว่าจำเลยจะเป็นผู้มีสิทธิอนุญาตช่วงให้โจทก์ใช้เครื่องหมายบริการนั้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโดยรู้อยู่ว่าต้องนำสัญญาอนุญาตช่วงไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนก่อน จึงจะทำให้สัญญานั้นสมบูรณ์ การเข้าทำสัญญาและชำระค่าสิทธิดังกล่าวของโจทก์ถือได้ว่าเป็นการกระทำการตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ แม้จำเลยจะรับชำระค่าสิทธินั้นไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้เพราะสัญญาไม่มีผลผูกพันโจทก์และจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนค่าสิทธิจำนวนดังกล่าว ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 152 ม. 172 ม. 407
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 68 วรรคสอง ม. 79 ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ แอนด์ เอ็น วิชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทซึทาญ่า (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา