คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1249/2546
#49865
เปิดฉบับเต็ม

ทางซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่ไปออกสู่ถนน เป็นทางที่โจทก์และประชาชนไม่สามารถใช้สัญจรไปมาได้ ทั้งไม่ใช่ทางสาธารณะ เพราะเป็นทางที่ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่น เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินของบุคคลอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกถึงถนนสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมีสิทธิผ่านทางพิพาทซึ่งอยู่ภายในเขตที่ดินของจำเลยไปออกสู่ทางสาธารณะดังกล่าวได้ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349วรรคแรก

รถยนต์เป็นพาหนะจำเป็นที่ประชาชนใช้ในการเดินทาง การที่จำเลยปิดกั้นทางพิพาทให้เหลือขนาดความกว้างประมาณ 1 เมตร ย่อมทำให้รถยนต์ไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ เป็นการไม่เหมาะสมแก่สภาพการณ์ความเจริญของบ้านเมืองในปัจจุบันและในอนาคต การกำหนดให้จำเลยเปิดทางพิพาทซึ่งเป็นทางจำเป็นมีขนาดกว้าง 2.30เมตร เพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้จึงเหมาะสมแล้ว

การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินให้การต่อสู้คดีว่าทางพิพาทไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด เป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ทั้งเจ็ด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและเป็นการยกข้อต่อสู้แทน จ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินอีกคนหนึ่ง ผลแห่งคดีที่จำเลยเจ้าของรวมคนเดียวถูกฟ้อง ย่อมต้องผูกพัน จ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดไม่จำต้องฟ้อง จ. ด้วย แต่สามารถฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเจ้าของที่ดินโดยมีที่ดินของบุคคลอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ได้ โจทก์ทั้งเจ็ดต้องผ่านที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายชนินทร์ ประเทืองมาศ ออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดและบรรพบุรุษได้ผ่านที่ดินดังกล่าวมาเป็นเวลาประมาณ 70 ปี ต่อมาจำเลยได้ปลูกขนำและสร้างรั้วปิดกั้นทาง โดยจำเลยและนายชนินทร์ยินยอมยกที่ดินซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของทางเดิมให้เป็นทางภารจำยอมเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ แต่เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดได้ทำถนนบนที่ดินที่จำเลยและนายชนินทร์ยกให้เป็นทางภารจำยอม ปรากฏว่าจำเลยได้นำเสาคอนกรีตมาปักกั้นถนนที่โจทก์ทั้งเจ็ดสร้างขึ้นบางส่วน ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ได้ตามปกติ ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมและทางจำเป็น และให้จำเลยเปิดทางพิพาทให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารใช้เป็นทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ กับให้จำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ได้หลายทาง ทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางจำเป็น จำเลยไม่เคยทำสัญญายกที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารใช้เป็นทางสาธารณะ และไม่เคยจดทะเบียนภารจำยอมและทางจำเป็นให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในที่ดินจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับนายจำเริญ จันมณี แต่คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยเพียงคนเดียว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ให้จำเลยเปิดทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารผ่านออกสู่ทางสาธารณะได้ตามปกติ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ทั้งเจ็ดนำสืบโดยมีตัวโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6นายชนินทร์เจ้าของที่ดินทางทิศใต้ของที่ดินของจำเลยที่ทางพิพาทผ่านออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน นายธานี ไพโรจน์ภักดิ์ อดีตกำนัน ตำบลเกาะยอระหว่างปี 2516 ถึงปี 2534 และจ่าสิบเอกสมเกียรติ แก้วกระจ่าง สามีโจทก์ที่ 3เบิกความได้ความทำนองเดียวกันว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินของบุคคลอื่นและที่ดินของจำเลยล้อมรอบอยู่ ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้านซึ่งเป็นทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งเจ็ดและบรรพบุรุษได้ใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายชนินทร์ออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน มาเป็นเวลานานประมาณ 70 ปี รถยนต์สามารถผ่านเข้าออกได้ ทางที่ว่านี้คือทางที่ระบุว่าเส้นทางเก่าในแผนที่เอกสารหมาย จ.2 หรือแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 จำเลยได้ปลูกขนำปิดกั้นทางดังกล่าว ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ได้ตามปกติจำเลยตกลงให้โจทก์ทั้งเจ็ดเปลี่ยนไปใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของทางเดิมกว้าง 3 เมตร ยาว 22 เมตร คือทางที่ระบุว่าทางเดินใหม่ในแผนที่เอกสารหมาย จ.2 หรือทางพิพาทภายในกรอกเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7 โจทก์ทั้งเจ็ดได้ทำถนนเพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกและใช้ทางพิพาทดังกล่าวได้ประมาณ 7 วัน จำเลยจึงปิดกั้นทางพิพาทโดยเว้นทางพิพาทด้านทิศเหนือกว้าง 70เซนติเมตร ด้านทิศใต้กว้าง 90 เซนติเมตร ทำให้รถยนต์ผ่านเข้าออกไม่ได้ โจทก์ทั้งเจ็ดไม่สามารถใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้านได้ ส่วนจำเลยนำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุพิพาท โจทก์ทั้งเจ็ดเดินผ่านที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายชนินทร์เข้าออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยปลูกบ้านในที่ดิน จำเลยจึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ทางพิพาทชั่วคราวเป็นทางเดินกว้าง 1 เมตร ยาว 22 เมตร โดยไม่ประสงค์ให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้รถยนต์ผ่านเข้าออก ต่อมาโจทก์ทั้งเจ็ดทำเป็นถนนกว้างประมาณ 2 เมตร และใช้รถยนต์ผ่านเข้าออก จำเลยจึงห้ามปรามและให้นายยิน คงจินดามุณี สามีจำเลยนำเสาคอนกรีตไปปักกั้นให้เหลือทางกว้างประมาณ 1 เมตร เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำเบิกความของตัวโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 และพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวข้างต้นประกอบแผนที่เอกสารหมาย จ.2 และแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7 แล้ว ทำให้เห็นได้ว่าที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่ดินของบุคคลอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ซึ่งเป็นทางสาธาณะได้ ที่จำเลยนำสืบและฎีกาอ้างว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีทางอื่นที่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้โดยผ่านถนนสายบ้านสวนใหม่ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดดังปรากฏตามคำเบิกความของตัวโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และจ่าสิบเอกสมเกียรติสามีโจทก์ที่ 3 ที่ตอบทนายจำเลยถามค้านทำนองเดียวกันว่า ทางทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีทางเดินไปออกสู่บ้านสวนใหม่ได้ แต่ในเรื่องนี้ตัวโจทก์ที่ 2 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามติงว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่ไม่มีสภาพเป็นทาง เพราะรก ทั้งไม่ใช่ทางสาธารณะแต่เป็นทางที่ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่น ตัวโจทก์ที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่ ปัจจุบันทางดังกล่าวใช้ไม่ได้เนื่องจากรก กว้างเพียงประมาณ 1 ศอก เป็นทางขึ้นเขาและผ่านช่องเขา ไม่มีคนใช้แล้วตัวโจทก์ที่ 4 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่ปัจจุบันเป็นทางแคบ คนเดินสวนกันไม่ได้และเป็นทางรกมีต้นไม้ขึ้น ใช้ทางดังกล่าวไม่ได้แล้วตัวโจทก์ที่ 6 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่เป็นทางเล็ก จ่าสิบเอกสมเกียรติสามีโจทก์ที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามติงว่าทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่ปัจจุบันเป็นป่ารกทึบและก่อนหน้านี้ไม่สามารถใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ นายธานีพยานโจทก์ทั้งเจ็ดก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่เป็นทางเดินระหว่างภูเขา ปัจจุบันเป็นป่ารกไม่มีคนใช้แล้วและนายชนินทร์พยานโจทก์ทั้งเจ็ดก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่ เป็นทางต้องข้ามภูเขา เป็นป่า รถจักรยานยนต์ก็ผ่านเข้าออกไม่ได้นอกจากนี้จำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามค้านว่า โจทก์ทั้งเจ็ดจะไปออกสู่ถนนทางบ้านสวนใหม่ได้จะต้องผ่านที่ดินของโจทก์ที่ 4 ที่ 5 และที่ดินของบุคคลอื่นอีกประมาณ 2 แปลง และนายยินพยานจำเลยซึ่งเป็นสามีจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามค้านว่าก่อนถึงถนนทางบ้านสวนใหม่ โจทก์ทั้งเจ็ดจะต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นอีก 2 แปลง โดยที่ดินของบุคคลอื่นทั้งสองแปลงดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นทางสาธารณะ จากคำเบิกความของตัวโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และพยานทั้งสามของโจทก์ทั้งเจ็ดตลอดจนคำเบิกความของจำเลยและพยานจำเลยดังกล่าวฟังได้ความเจือสมกันว่า ทางซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่ไปออกสู่ถนนสายบ้านสวนใหม่ตามที่จำเลยกล่าวอ้างนั้น เป็นทางที่โจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนไม่สามารถใช้สัญจรไปมาได้ ทั้งไม่ใช่ทางสาธารณะ เพราะเป็นทางที่ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นอีก ยิ่งกว่านั้น จำเลยก็ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามค้านอีกว่า เหตุที่จำเลยยกทางพิพาทกว้าง 1 เมตร ให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้เดินผ่านนั้น เนื่องจากโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีเส้นทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้ เจือสมข้อนำสืบของโจทก์ทั้งเจ็ดดังกล่าวข้างต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินของบุคคลอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกถึงถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ซึ่งเป็นทางสาธารณะได้โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมีสิทธิผ่านทางพิพาทซึ่งอยู่ภายในเขตที่ดินของจำเลยไปออกสู่ทางสาธารณะดังกล่าวได้ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1349 วรรคแรก คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาข้อเท็จจริงไม่เหมือนกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพาทต้องกันว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า ทางพิพาทซึ่งเป็นทางจำเป็นควรมีขนาดกว้างเท่าใด จำเลยฎีกาสรุปใจความได้ว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยเปิดทางพิพาทกว้าง 2.30 เมตร เกินความจำเป็นที่โจทก์ทั้งเจ็ดจะต้องใช้นั้นเห็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดนำสืบว่า ทางเดิมหรือเส้นทางเก่าที่โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ผ่านที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายชนินทร์สามารถใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาภาพถ่ายทางพิพาทหมาย จ.8 เห็นได้ว่า ทางพิพาทตามภาพถ่ายดังกล่าวรถยนต์สามารถผ่านเข้าออกได้ และโจทก์ทั้งเจ็ดเคยใช้รถยนต์ผ่านทางพิพาทเข้าออกได้ประกอบกับสถานการณ์ความเจริญของบ้านเมืองในปัจจุบัน รถยนต์เป็นพาหนะจำเป็นที่ประชาชนใช้ในการเดินทาง จึงเป็นการสมควรที่จะเปิดทางพิพาทเพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ การที่จำเลยปิดกั้นทางพิพาทให้เหลือขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร ย่อมทำให้รถยนต์ไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ เป็นการไม่เหมาะสมแก่สภาพการณ์ความเจริญของบ้านเมืองในปัจจุบันและในอนาคต ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยเปิดทางพิพาทซึ่งเป็นทางจำเป็นมีขนาดกว้าง 2.30 เมตร เพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้นั้น เป็นการเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยโดยไม่ได้ฟ้องนายจำเริญ จันมณี ซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้หรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 39040 ร่วมกับนายจำเริญ ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.3 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1359 บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก..." ดังนี้ การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 39040 ดังกล่าว ได้ให้การต่อสู้คดีว่าทางพิพาทซึ่งอยู่ภายในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 39040 ไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและถือเป็นการยกข้อต่อสู้แทนนายจำเริญซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินอีกคนหนึ่งตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวแล้วผลแห่งคดีนี้แม้จำเลยเจ้าของรวมคนเดียวถูกฟ้องก็ย่อมต้องผูกพันถึงนายจำเริญซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่จำเป็นต้องฟ้องนายจำเริญด้วย เหตุนี้โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1359
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ดรุณ โฮ่ลิ่ม กับพวก
จำเลย — นาง เถี้ยง คงจินดามุณี
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1249/2546
#50295
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินร่วมกับ จ. การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าทางพิพาทไม่เป็นทางจำเป็น จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและถือเป็นการยกข้อต่อสู้แทน จ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินอีกคนหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 แล้ว ผลแห่งคดีแม้จำเลยเจ้าของรวมคนเดียวถูกฟ้อง ก็ย่อมต้องผูกพันถึง จ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวให้เปิดทางจำเป็นได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟ้อง จ. ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 363 เนื้อที่ประมาณ 2 งาน 56 ตารางวา โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 365 เนื้อที่ 2 งาน 75 ตารางวาโจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 364เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา โจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 608 เนื้อที่ประมาณ 84 ตารางวา โจทก์ที่ 5 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 585 เนื้อที่ประมาณ2 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา โจทก์ที่ 6 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 360 และโจทก์ที่ 7 เป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่ง ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 เนื้อที่ประมาณ 1 งาน ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยออำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เช่นกัน ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินของบุคคลอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก -ในบ้าน ได้ โจทก์ทั้งเจ็ดต้องผ่านที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายชนินทร์ ประเทืองมาศออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ซึ่งโจทก์ทั้งเจ็ดและบรรพบุรุษได้ผ่านที่ดินดังกล่าวมาเป็นเวลาประมาณ 70 ปี โดยทางกว้าง 5 เมตร ยาวประมาณ70 เมตร เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 จำเลยได้ปลูกขนำและสร้างรั้วปิดกั้นทางทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารไม่สามารถใช้ประโยชน์ในทางดังกล่าวได้ ต่อมาจำเลยและนายชนินทร์ยินยอมยกที่ดินซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของทางเดิมให้เป็นทางภารจำยอมเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้านโดยทางกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 22 เมตร แต่เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดได้ทำถนนบนที่ดินที่จำเลยและนายชนินทร์ยกให้เป็นทางภารจำยอม ปรากฏว่าจำเลยได้นำเสาคอนกรีตมาปักกั้นถนนที่โจทก์ทั้งเจ็ดสร้างขึ้นบางส่วน ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ได้ตามปกติ โจทก์ทั้งเจ็ดแจ้งให้จำเลยเปิดทางแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมและทางจำเป็น และให้จำเลยเปิดทางพิพาทกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 22 เมตร ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารใช้เป็นทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ กับให้จำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้ฟ้องนายชนินทร์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทางด้านทิศใต้เป็นจำเลยด้วย ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งเจ็ดจะสามารถผ่านที่ดินของจำเลยได้ ก็ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้เนื่องจากมีที่ดินของนายชนินทร์คั่นอยู่ โจทก์ที่ 5 ที่ 6และที่ 7 ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในที่ดินจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับนายจำเริญ จันมณี แต่คดีนี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยเพียงคนเดียว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทซึ่งอยู่ภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้อง เป็นทางจำเป็น ให้จำเลยเปิดทางพิพาทขนาดกว้าง 2 เมตร 30 เซนติเมตรยาวประมาณ 22 เมตร ในที่ดินของจำเลยเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารผ่านออกสู่ทางสาธารณะได้ตามปกติ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 363 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 365 เอกสารหมาย จ.1 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 364 เอกสารหมาย จ.5 โจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 608 เอกสารหมาย จ.6โจทก์ที่ 5 เป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 585 เอกสารหมาย จ.7 โจทก์ที่ 6 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 360 และโจทก์ที่ 7 เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงหนึ่ง ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 39040 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เอกสารหมาย ล.3 โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนายจำเริญจันมณี น้องชายจำเลย ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินของจำเลยทางพิพาทภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7อยู่ภายในเขตที่ดินของจำเลยทางทิศตะวันออก ทิศใต้ของทางพิพาทเป็นทางต่อไปภายในเขตที่ดินของนายชนินทร์ ประเทืองมาศ และไปสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ทั้งเจ็ดนำสืบโดยมีตัวโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6นายชนินทร์เจ้าของที่ดินทางทิศใต้ของที่ดินของจำเลยที่ทางพิพาทผ่านออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน นายธานี ไพโรจน์ภักดิ์ อดีตกำนันตำบลเกาะยอระหว่างปี 2516 ถึงปี 2534 และจ่าสิบเอกสมเกียรติ แก้วกระจ่าง สามีโจทก์ที่ 3 เบิกความได้ความทำนองเดียวกันว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินของบุคคลอื่นและที่ดินของจำเลยล้อมรอบอยู่ ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ซึ่งเป็นทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งเจ็ดและบรรพบุรุษได้ใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายชนินทร์ออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน มาเป็นเวลานานประมาณ 70 ปี รถยนต์สามารถผ่านเข้าออกได้ ทางที่ว่านี้คือทางที่ระบุว่าเส้นทางเก่าในแผนที่เอกสารหมาย จ.2 หรือแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7 ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 จำเลยได้ปลูกขนำปิดกั้นทางดังกล่าว ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ได้ตามปกติ จำเลยตกลงให้โจทก์ทั้งเจ็ดเปลี่ยนไปใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของทางเดิมกว้าง 3 เมตรยาว 22 เมตร คือทางที่ระบุว่าทางเดินใหม่ในแผนที่เอกสารหมาย จ.2 หรือทางพิพาทภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7 โจทก์ทั้งเจ็ดได้ทำถนนเพื่อให้รถยนต์ผ่านเข้าออกและใช้ทางพิพาทดังกล่าวได้ประมาณ 7 วัน จำเลยจึงปิดกั้นทางพิพาทโดยเว้นทางพิพาทด้านทิศเหนือกว้าง 70 เซนติเมตร ด้านทิศใต้กว้าง90 เซนติเมตร ทำให้รถยนต์ผ่านเข้าออกไม่ได้ โจทก์ทั้งเจ็ดไม่สามารถใช้ทางพิพาทผ่านเข้าออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ได้ ส่วนจำเลยนำสืบว่าก่อนเกิดเหตุพิพาท โจทก์ทั้งเจ็ดเดินผ่านที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายชนินทร์เข้าออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ซึ่งเป็นทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยปลูกบ้านในที่ดิน จำเลยจึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้ทางพิพาทชั่วคราวเป็นทางเดินกว้าง 1 เมตรยาว 22 เมตร โดยไม่ประสงค์ให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้รถยนต์ผ่านเข้าออก ต่อมาโจทก์ทั้งเจ็ดทำเป็นถนนกว้างประมาณ 2 เมตร และใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกจำเลยจึงห้ามปรามและให้นายยิน คงจินดามุณี สามีจำเลยนำเสาคอนกรีตไปปักกั้นให้เหลือทางกว้างประมาณ1 เมตร เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำเบิกความของตัวโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 และพยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวข้างต้นประกอบแผนที่เอกสารหมาย จ.2 และแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้องเอกสารหมาย ล.7 แล้ว ทำให้เห็นได้ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินของบุคคลอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก -ในบ้าน ซึ่งเป็นทางสาธารณะได้ ที่จำเลยนำสืบและฎีกาอ้างว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีทางอื่นที่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้โดยผ่านถนนสายบ้านสวนใหม่ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดดังปรากฏตามคำเบิกความของตัวโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และจ่าสิบเอกสมเกียรติสามีโจทก์ที่ 3 ที่ตอบทนายจำเลยถามค้านมีใจความทำนองเดียวกันว่าทางทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีทางเดินไปออกสู่บ้านส่วนใหม่ได้ แต่ในเรื่องนี้ตัวโจทก์ที่ 2 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามติงว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่ไม่มีสภาพเป็นทาง เพราะรก ทั้งไม่ใช่ทางสาธารณะแต่เป็นทางที่ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่น ตัวโจทก์ที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่ปัจจุบันทางดังกล่าวใช้ไม่ได้เนื่องจากรก กว้างเพียงประมาณ 1 ศอก เป็นทางขึ้นเขาและผ่านช่องเขา ไม่มีคนใช้แล้ว ตัวโจทก์ที่ 4 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่ ปัจจุบันเป็นทางแคบ คนเดินสวนกันไม่ได้และเป็นทางรกมีต้นไม้ขึ้นใช้ทางดังกล่าวไม่ได้แล้ว ตัวโจทก์ที่ 6 ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่เป็นทางเล็ก จ่าสิบเอกสมเกียรติสามีโจทก์ที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามติงว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่ปัจจุบันเป็นป่ารกทึบและก่อนหน้าที่ไม่สามารถใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้ นายธานีพยานโจทก์ทั้งเจ็ดก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่เป็นทางเดินระหว่างภูเขาปัจจุบันเป็นป่ารกไม่มีคนใช้แล้ว และนายชนินทร์พยานโจทก์ทั้งเจ็ดก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าทางไปออกสู่บ้านสวนใหม่เป็นทางต้องข้ามภูเขา เป็นป่า รถจักรยานยนต์ก็ผ่านเข้าออกไม่ได้ นอกจากนี้จำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามค้านว่า โจทก์ทั้งเจ็ดจะไปออกสู่ถนนทางบ้านสวนใหม่ได้จะต้องผ่านที่ดินของโจทก์ที่ 4 ที่ 5 และที่ดินของบุคคลอื่นอีกประมาณ 2 แปลง และนายยินพยานจำเลยซึ่งเป็นสามีจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามค้านว่าก่อนถึงถนนทางบ้านสวนใหม่ โจทก์ทั้งเจ็ดจะต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นอีก 2 แปลง โดยที่ดินของบุคคลอื่นทั้งสองแปลงดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นทางสาธารณะ จากคำเบิกความของตัวโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 และพยานทั้งสามของโจทก์ทั้งเจ็ดตลอดจนคำเบิกความของจำเลยและพยานจำเลยดังกล่าวฟังได้ความเจือสมกันว่าทางซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดที่ไปออกสู่ถนนสายบ้านใหม่ตามที่จำเลยกล่าวอ้างนั้น เป็นทางที่โจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนไม่สามารถใช้สัญจรไปมาได้ ทั้งไม่ใช่ทางสาธารณะ เพราะเป็นทางที่ต้องผ่านที่ดินของบุคคลอื่นอีก ยิ่งกว่านั้นจำเลยก็ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งเจ็ดถามค้านอีกว่า เหตุที่จำเลยยกทางพิพาทกว้าง 1 เมตรให้โจทก์ทั้งเจ็ดใช้เดินผ่านนั้นเนื่องจากโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีเส้นทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้เจือสมข้อนำสืบของโจทก์ทั้งเจ็ดดังกล่าวข้างต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินของบุคคลอื่นรวมทั้งที่ดินของจำเลยล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกถึงถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก - ในบ้าน ซึ่งเป็นทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมีสิทธิผ่านทางพิพาทซึ่งอยู่ภายในเขตที่ดินของจำเลยไปออกสู่ทางสาธารณะดังกล่าวได้ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349วรรคแรก คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาข้อเท็จจริงไม่เหมือนกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น......

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยโดยไม่ได้ฟ้องนายจำเริญ จันมณี ซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้หรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 39040 ร่วมกับนายจำเริญตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.3 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก..." ดังนี้ การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 39040 ดังกล่าว ได้ให้การต่อสู้คดีว่าทางพิพาทซึ่งอยู่ภายในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 39040 ไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและถือเป็นการยกข้อต่อสู้แทนนายจำเริญซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินอีกคนหนึ่งตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวแล้ว ผลแห่งคดีนี้แม้จำเลยเจ้าของรวมคนเดียวถูกฟ้อง ก็ย่อมต้องผูกพันถึงนายจำเริญซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่จำเป็นต้องฟ้องนายจำเริญด้วย เหตุนี้โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359 ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ดรุณ โฮ่ลิ่ม กับพวก
จำเลย — นาง เถี้ยง คงจินดามุณี
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1249/2546
#110845
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินมีโฉนดร่วมกับ จ. การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าทางพิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยกับ จ. ไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด เป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และถือเป็นการยกข้อต่อสู้แทน จ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 แม้โจทก์ทั้งเจ็ดมิได้ฟ้อง จ. ด้วย ผลแห่งคดีย่อมต้องผูกพันถึง จ. โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้อง ขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็น และให้จำเลยเปิดทางพิพาทกว้าง ๓ เมตร ยาวประมาณ ๒๒ เมตร ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง ให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารใช้เป็นทางออกสู่ถนน สาธารณประโยชน์ กับให้จำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีทางออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์ได้หลายทางกล่าวคือ ในปัจจุบันโจทก์ทั้งเจ็ดผ่านที่ดินซึ่งอยู่ห่างทิศตะวันตกของที่ดินของจำเลยออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก-ในบ้าน และโจทก์ทั้งเจ็ดสามารถออกสู่ทางสาธารณะซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดได้ นอกจากนี้โจทก์ทั้งเจ็ดยังสามารถผ่านทางพิพาทซึ่งกว้างประมาณ ๑ เมตร ยาวประมาณ ๒๒ เมตร ออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์สายบ้านนอก-ในบ้าน ได้อยู่แล้ว ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีสภาพเป็นที่ราบ ไม่มีบึง สระ ทะเลหรือภูเขาล้อมรอบ ทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางจำเป็น โจทก์ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในที่ดินจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยเป็นเจ้าของ ที่ดินร่วมกับนายจำเริญ จันมณี แต่คดีจี้โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องจำเลยเพียงคนเดียว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ทางพิพาทซึ่งอยู่ภายในกรอบเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทสังเขปท้ายฟ้อง เป็นทางจำเป็น ให้จำเลยเปิดทางพิพาทขนาดกว้าง ๒ เมตร ๓๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๒๒ เมตร ในที่ดินของจำเลยเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดและบริวารผ่านออกสู่ทางสาธารณะได้ตามปกติ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๕๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน โจทก์ทั้งเจ็ดไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยโดยไม่ได้ฟ้องนายจำเริญ จันมณี ซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๔๐ ร่วมกับนายจำเริญ ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๙ บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก?" ดังนี้ การที่จำเลยซึ่งเป็น เจ้าของรวมคนหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๔๐ ดังกล่าว ได้ให้การต่อสู้คดีว่าทางพิพาทซึ่งอยู่ในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๙๐๔๐ ไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และถือเป็นการยกข้อต่อสู้แทนนายจำเริญซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินอีกคนหนึ่งตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวแล้ว ผลแห่งคดีนี้แม้จำเลยเจ้าของรวม คนเดียวถูกฟ้อง ก็ย่อมต้องผูกพันถึงนายจำเริญซึ่งเป็นเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่จำเป็นต้องฟ้อง นายจำเริญด้วย โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยแต่ผู้เดียวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดรุณ โฮ่ลิ่ม กับพวก
จำเลย — นางเถี้ยง คงจินดามุณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสุทธิกรณ์ ลิบน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1248/2546
#49864
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของโจทก์ฉบับแรกอ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยผิดหลงเพราะศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ไม่ใช่ในวันที่ 17 ตุลาคม2544 ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดี อันเป็นเรื่องอ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ กลับยื่นคำร้องฉบับหลังอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทราบนัดในวันที่ 17 ตุลาคม 2544 ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ถูกต้อง ขอให้ไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วอนุญาตให้โจทก์พิจารณาคดีใหม่ อันเป็นเรื่องอ้างว่าโจทก์ไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ ไม่ได้อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังเช่นคำร้องฉบับแรกดังนั้น คำร้องของโจทก์ฉบับหลังจึงมีข้ออ้างและคำขอแตกต่างกับคำร้องของโจทก์ฉบับแรก เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน2544 อ้างว่าไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ให้ยกคำร้องตามคำร้องฉบับแรกของโจทก์และโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์ในวันที่ 4 ธันวาคม2544 จึงเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แล้ว

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ เพราะศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีนี้ไปฝ่ายเดียวอันเนื่องมาจากคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณาและอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ขาดนัดพิจารณา ทั้งห้ามโจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีด้วย หากโจทก์เห็นว่าการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีไปนั้นเพราะหลงผิดเนื่องจากโจทก์ยังไม่ทราบกำหนดวันนัดสืบพยาน โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ ถ้าศาลยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโจทก์ก็สามารถอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นต่อไปได้เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลที่ยกคำร้องฉบับแรกของโจทก์ที่ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโจทก์คงมีสิทธิที่จะฟ้องคดีนี้ใหม่ภายในอายุความเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายบ้านซึ่ง โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 200,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาในวันนัดสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2544คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี วันที่ 19 ตุลาคม 2544โจทก์ยื่นคำร้องฉบับแรกว่า ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีโดยผิดหลง เพราะความจริงกำหนดวันนับสืบพยานโจทก์วันที่ 19 ตุลาคม 2544 ไม่ใช่วันที่ 17 ตุลาคม 2544ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องฉบับหลังว่า โจทก์ไม่ได้ทราบวันนัดในวันที่ 17 ตุลาคม 2544 ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ถูกต้อง ขอให้ไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วอนุญาตให้โจทก์พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลเดิมที่สั่งยกคำร้องฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์ภายในกำหนด 1 เดือนหรือไม่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน2544 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ยังอยู่ภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบ ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ต่อไปนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของโจทก์ฉบับแรกอ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยผิดหลง เพราะศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่19 ตุลาคม 2544 ไม่ใช่ในวันที่ 17 ตุลาคม 2544 ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีอันเป็นเรื่องอ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายในวันที่19 พฤศจิกายน 2544 แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ กลับยื่นคำร้องฉบับหลังอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทราบนัดในวันที่ 17 ตุลาคม 2544 ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ถูกต้อง ขอให้ไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วอนุญาตให้โจทก์พิจารณาคดีใหม่ อันเป็นเรื่องอ้างว่าโจทก์ไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ไม่ได้อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังเช่นคำร้องฉบับแรก ดังนั้น คำร้องของโจทก์ฉบับหลังจึงมีข้ออ้างและคำขอแตกต่างกับคำร้องของโจทก์ฉบับแรก เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องตามคำร้องฉบับหลังของโจทก์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 อ้างว่าไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ให้ยกคำร้องฉบับแรกของโจทก์ และโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์ในวันที่ 4 ธันวาคม 2544 จึงเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องรับไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์ ซึ่งตามคำร้องฉบับหลังของโจทก์นั้น โจทก์อ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ มิใช่อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังได้กล่าวมาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นเรื่องขอให้พิจารณาคดีใหม่ เพราะโจทก์ไม่ได้จงใจขาดนัดด้วยโจทก์ยังไม่ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 17 ตุลาคม 2544 ในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว เพื่อให้กระบวนพิจารณาเสร็จไปโดยรวดเร็ว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ เพราะศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีนี้ไปฝ่ายเดียว อันเนื่องมาจากคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณาและอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ขาดนัดพิจารณา ทั้งห้ามโจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีด้วย หากโจทก์เห็นว่าการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีไปนั้นเพราะหลงผิดเนื่องจากโจทก์ยังไม่ทราบกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ก็ชอบที่จะขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ ถ้าศาลยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว โจทก์ก็สามารถอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นต่อไปได้ ซึ่งโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้ยกคำร้องฉบับแรกของโจทก์ที่ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวมาแล้ว โจทก์คงมีสิทธิที่จะฟ้องคดีนี้ใหม่ภายในอายุความเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ต่อไปฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 201 ม. 203 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ชูรส ภิญโญ
จำเลย — นาง บุญรอด ภิญโญ
ชื่อองค์คณะ
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1248/2546
#50294
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของโจทก์ฉบับแรกอ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยผิดหลงเพราะศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 19 ตุลาคม 2544 ไม่ใช่วันที่ 17 ตุลาคม2544 ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีอันเป็นเรื่องอ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ กลับยื่นคำร้องฉบับหลังอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทราบนัดในวันที่ 17 ตุลาคม 2544 ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ถูกต้องขอให้อนุญาตให้โจทก์พิจารณาคดีใหม่ อันเป็นเรื่องอ้างว่าโจทก์ไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไม่ได้อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังเช่นคำร้องฉบับแรก ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับหลังเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 อ้างว่าไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ให้ยกคำร้องฉบับแรก และโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับหลังในวันที่ 4 ธันวาคม 2544 จึงเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือนตามมาตรา 229

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ ทั้งห้ามโจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีด้วย หากโจทก์เห็นว่าการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีไปนั้นเพราะหลงผิดเนื่องจากโจทก์ยังไม่ทราบกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ก็ชอบที่จะขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ ถ้าศาลยกคำร้อง โจทก์ก็สามารถอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นต่อไปได้ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์โจทก์จึงคงมีสิทธิที่จะฟ้องคดีนี้ใหม่ภายในอายุความเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายบ้านซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 200,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาในวันนัดสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2544คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีวันที่ 19 ตุลาคม 2544โจทก์ยื่นคำร้องฉบับแรกว่า ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีโดยผิดหลงเพราะความจริงกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 19 ตุลาคม 2544 ไม่ใช่วันที่ 17 ตุลาคม 2544 ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งศาลชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 19พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องฉบับหลังว่า โจทก์ไม่ได้ทราบวันนัดในวันที่ 17 ตุลาคม2544 ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ถูกต้อง ขอให้ไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วอนุญาตให้โจทก์พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลเดิมที่สั่งยกคำร้องฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์ภายในกำหนด 1 เดือน หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ยังอยู่ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบ ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ต่อไปนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของโจทก์ฉบับแรกอ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยผิดหลง เพราะศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม2544 ไม่ใช่วันที่ 17 ตุลาคม 2544 ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดี อันเป็นเรื่องอ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน2544 แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ กลับยื่นคำร้องฉบับหลังอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทราบนัดในวันที่17 ตุลาคม 2544 ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ถูกต้อง ขอให้ไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วอนุญาตให้โจทก์พิจารณาคดีใหม่อันเป็นเรื่องอ้างว่าโจทก์ไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณาขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ ไม่ได้อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังเช่นคำร้องฉบับแรก ดังนั้น คำร้องของโจทก์ฉบับหลังจึงมีข้ออ้างและคำขอแตกต่างกับคำร้องของโจทก์ฉบับแรก เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 อ้างว่าไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ให้ยกคำร้องตามคำร้องฉบับแรกของโจทก์ และโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์ในวันที่ 4 ธันวาคม 2544 จึงเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7ต้องรับไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์ ซึ่งตามคำร้องฉบับหลังของโจทก์นั้น โจทก์อ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณาขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ มิใช่อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังได้กล่าวมาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นเรื่องขอให้พิจารณาคดีใหม่ เพราะโจทก์ไม่ได้จงใจขาดนัดด้วยโจทก์ยังไม่ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 17 ตุลาคม2544 ในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวเพื่อให้กระบวนพิจารณาเสร็จไปโดยรวดเร็ว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7ทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 201 โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ เพราะศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีนี้ไปฝ่ายเดียวอันเนื่องมาจากคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณาและอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ขาดนัดพิจารณาทั้งห้ามโจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีด้วย หากโจทก์เห็นว่าการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีไปนั้นเพราะหลงผิดเนื่องจากโจทก์ยังไม่ทราบกำหนดวันนัดสืบพยาน โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ ถ้าศาลยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว โจทก์ก็สามารถอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นต่อไปได้ซึ่งโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้ยกคำร้องฉบับแรกของโจทก์ที่ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวมาแล้ว โจทก์คงมีสิทธิที่จะฟ้องคดีนี้ใหม่ภายในอายุความเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ต่อไปฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 201 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ชูรส ภิญโญ
จำเลย — นาง บุญรอด ภิญโญ
ชื่อองค์คณะ
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1248/2546
#110844
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 201 โจทก์จะขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้ ทั้งห้ามโจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีด้วย โจทก์คงมีเพียงสิทธิที่จะฟ้องคดีใหม่ภายในอายุความเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งเงินที่ได้จากการขายบ้าน ซึ่งโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 200,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาในวันนัดสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2544 คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี วันที่ 19 ตุลาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องฉบับแรกว่า ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีโดยผิดหลง เพราะความจริงกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 19 ตุลาคม 2544 ไม่ใช่วันที่ 17 ตุลาคม 2544 ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องฉบับหลังว่า โจทก์ไม่ได้ทราบวันนัดในวันที่ 17 ตุลาคม 2544 ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ถูกต้อง ขอให้ไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วอนุญาตให้โจทก์พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลเดิมที่สั่งยกคำร้องฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งหมด จำเลยไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์ภายในกำหนด 1 เดือน หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ยังอยู่ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบ ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ต่อไปนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของโจทก์ฉบับแรกอ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยผิดหลง เพราะศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ไม่ใช่ในวันที่ 17 ตุลาคม 2544 ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดี อันเป็นเรื่องอ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ กลับยื่นคำร้องฉบับหลังอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทราบนัดในวันที่ 17 ตุลาคม 2544 ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ถูกต้อง ขอให้ไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วอนุญาตให้โจทก์พิจารณาคดีใหม่ อันเป็นเรื่องอ้างว่าโจทก์ไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ ไม่ได้อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังเช่นคำร้องฉบับแรก ดังนั้น คำร้องของโจทก์ฉบับหลังจึงมีข้ออ้างและคำขอแตกต่างกับคำร้องของโจทก์ฉบับแรก เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 อ้างว่าไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ให้ยกคำร้องตามคำร้องฉบับแรกของโจทก์ และโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์ในวันที่ 4 ธันวาคม 2544 จึงเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องรับไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์ ซึ่งตามคำร้องฉบับหลังของโจทก์นั้น โจทก์อ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ มิใช่อ้างว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบดังได้กล่าวมาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นเรื่องขอให้พิจารณาคดีใหม่ เพราะโจทก์ไม่ได้จงใจขาดนัดด้วยโจทก์ยังไม่ทราบวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 17 ตุลาคม 2544 ในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว เพื่อให้กระบวนพิจารณาเสร็จไปโดยรวดเร็ว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 201 โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ เพราะศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีนี้ไปฝ่ายเดียวอันเนื่องมาจากคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณาและอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ขาดนัดพิจารณา ทั้งห้ามโจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีด้วย หากโจทก์เห็นว่าการที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีไปนั้นเพราะหลงผิดเนื่องจากโจทก์ยังไม่ทราบกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ ก็ชอบที่จะขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ ถ้าศาลยกคำร้องที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว โจทก์ก็สามารถอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นต่อไปได้ ซึ่งโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้ยกคำร้องฉบับแรกของโจทก์ที่ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวมาแล้ว โจทก์คงมีสิทธิที่จะฟ้องคดีนี้ใหม่ภายในอายุความเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับหลังของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ต่อไปฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 201
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชูรส ภิญโญ
จำเลย — นางบุญรอด ภิญโญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายกฤติ วีระศักดิ์อำไพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย จันทร์วิรัช
ชื่อองค์คณะ
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2546
#49477
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิด แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ตามหมายขังของศาลชั้นต้นซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้องโดยไม่คำนึงว่าคำร้องขอฝากขังเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ เมื่อปรากฏในสำนวนคำร้องขอฝากขังซึ่งติดอยู่ตอนหน้าของสำนวนระบุสถานที่เกิดเหตุไว้แล้ว คำฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2538 เวลากลางวัน วันเดือนใดไม่ปรากฏชัดจำเลยกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงธิดารัตน์ ทศดารา ผู้เสียหาย อายุ 12 ปี ซึ่งยังไม่เกิน 15 ปีโดยโอบกอดตัวผู้เสียหายจูบแก้ม จับนมและอวัยวะเพศ โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หลังจากนั้นในปี 2538 เวลากลางวัน วันเดือนใดไม่ปรากฏชัดจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย โดยจับตัวจับแขน กอดและจูบแก้ม โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2539เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย โดยนอนกอด จูบและจับตัวผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และวันที่ 4ตุลาคม 2539 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย โดยจับขาถอดกางเกงนอนและกางเกงชั้นในออก แล้วยกขาขึ้นพาดบ่าใช้ลิ้นเลียอวัยวะเพศผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ1 ปี รวมจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) บัญญัติให้ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แม้คำฟ้องคดีนี้ไม่ได้ระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดก็ตาม แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ตามหมายขังของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ พ.12/2540 ซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้องโดยไม่คำนึงว่าคำร้องขอฝากขังเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ พ.17/2540 ซึ่งติดอยู่ตอนหน้าของสำนวนคดีนี้นั้น ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอเกาะกูดที่ขอฝากขังจำเลยในขณะที่เป็นผู้ต้องหาได้ระบุสถานที่เกิดเหตุว่า เหตุเกิดที่โรงครัววัดอ่าวพร้าว เลขที่ 70 หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะกูด กิ่งอำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด จำเลยได้รับสำเนาคำร้องฉบับดังกล่าวแล้วก็มิได้โต้แย้งหรือคัดค้าน และในวันเดียวกันจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 10 มกราคม 2540 ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนก็ระบุว่ามูลคดีนี้มีเบื้องหลังเกิดจากกระบวนการกลั่นแกล้งของผู้มีอิทธิพลเกี่ยวกับผลประโยชน์ในเขตใกล้เคียงกับวัดอ่าวพร้าวซึ่งจำเลยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนี้ จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยย่อมจะเข้าใจได้ว่าเหตุคดีนี้เกิดที่ใดดังนี้ คำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยถึงกระทงละ 1 ปี นั้น เห็นว่าหนักเกินไป สมควรกำหนดโทษจำคุกแต่ละกระทงเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทงเป็นจำคุก 24 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — พระครู คุณาจารย์ ฐานจาโร หรือนาย ไมตรี ชวะณิชย์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2546
#110939
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องของโจทก์จะไม่ได้ระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดก็ตาม แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องกล่าวไว้ว่า ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ตามหมายขังของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ พ. 17/2540 ซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง และปรากฏว่าในสำนวนคดีดังกล่าวซึ่งรวมอยู่กับสำนวนคดีนี้ พนักงานสอบสวนที่ขอฝากขังจำเลยในขณะที่เป็นผู้ต้องหาได้ระบุสถานที่เกิดเหตุว่า เหตุเกิดที่โรงครัววัดอ่าวพร้าว เลขที่ 70 หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะกูด กิ่งอำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด ซึ่งจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วมิได้โต้แย้งคัดค้าน และได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนระบุว่ามูลคดีมีเบื้องหลังเกิดจากกระบวนการกลั่นแกล้งของผู้มีอิทธิพลเกี่ยวกับผลประโยชน์ในเขตใกล้เคียงกับวัดอ่าวพร้าว ซึ่งจำเลยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าเหตุเกิดที่ใด ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ , ๙๑

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำคุกกระทงละ ๑ ปี รวมจำคุก ๔ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) บัญญัติให้ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แม้คำฟ้องคดีนี้ไม่ได้ระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดก็ตาม แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ตามหมายขังของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ พ. ๑๗/๒๕๔๐ ซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้องโดยไม่คำนึงว่าคำร้องขอฝากขังเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าในสำนวนคดีอาญาหมายเลขดำที่ พ. ๑๗/๒๕๔๐ ซึ่งติดอยู่ตอนหน้าของสำนวนคดีนี้นั้น ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอเกาะกูด ที่ขอฝากขังจำเลยในขณะที่เป็นผู้ต้องหาได้ระบุสถานที่เกิดเหตุว่า เหตุเกิดที่โรงครัววัดอ่าวพร้าว เลขที่ ๗๐ หมู่ที่ ๕ ตำบลเกาะกูด กิ่งอำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด จำเลยได้รับสำเนาคำร้องฉบับดังกล่าวแล้วก็มิได้โต้แย้งหรือคัดค้าน และในวันเดียวกันจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๐ ขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนก็ระบุว่ามูลคดีนี้มีเบื้องหลังเกิดจากกระบวนการกลั่นแกล้งของผู้มีอิทธิพลเกี่ยวกับผลประโยชน์ในเขตใกล้เคียงกับวัดอ่าวพร้าวซึ่งจำเลยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนี้ จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยย่อมจะเข้าใจได้ว่าเหตุคดีนี้เกิดที่ใด ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยถึงกระทงละ ๑ ปี นั้น เห็นว่า หนักเกินไป สมควรกำหนดโทษจำคุกแต่ละกระทงเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ ๖ เดือน รวม ๔ กระทง เป็นจำคุก ๒๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — พระครูธรรมคุณาจารย์ ฐานจาโร หรือนายไมตรี ชวะณิชย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1196 -ที่ 1218/2546
#49863
เปิดฉบับเต็ม

การบอกเลิกสัญญาจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่สัญญาไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับการเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่นได้ แม้จำเลยกับโจทก์ทั้งยี่สิบสามจะมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แต่ระเบียบดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯมาตรา 17 จึงต้องใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคสอง บังคับแทนเมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบสามได้ยื่นใบลาออกต่อจำเลย โดยประสงค์ให้มีผลเมื่อพ้นกำหนด 30วัน นับแต่วันยื่นใบลาออก แต่จำเลยกลับอนุมัติให้มีผลเป็นการลาออกในวันที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามยื่นใบลาออกก่อนกำหนดที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามประสงค์จะให้มีผลเป็นการลาออก จำเลยจึงต้องจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานจนถึงวันที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามประสงค์จะลาออกพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 76 บัญญัติห้ามนายจ้างหักค่าจ้างค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด เพื่อชำระหนี้ที่ลูกจ้างเป็นหนี้นายจ้าง เว้นแต่การชำระหนี้อย่างใดอย่างหนึ่งตาม (1)-(5) โจทก์ที่ 10เป็นหัวหน้าพนักงานขาย มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากการขายตามหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่เจ้าหน้าที่การตลาด ซึ่งข้อ 2 ระบุว่า ความผิดพลาดที่ทำให้เกิดความเสียหายของเจ้าหน้าที่การตลาด จะนำมาหักออกจากค่าตอบแทนของหัวหน้าส่วนที่ได้รับจากทีม ดังนั้น จำเลยจึงมีสิทธินำค่าเสียหายที่เกิดจากความผิดพลาดในส่วนความรับผิดชอบของโจทก์ที่ 10 มาหักออกจากค่านายหน้าที่โจทก์ที่ 10 มีสิทธิได้รับตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งการหักเงินดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์การคำนวณค่านายหน้าที่โจทก์ที่ 10 มีสิทธิได้รับ มิใช่เป็นการนำค่าจ้างที่โจทก์ที่ 10 ได้รับมาหักเพื่อชำระหนี้ที่โจทก์ที่ 10 เป็นหนี้จำเลย จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯมาตรา 76

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งยี่สิบสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งยี่สิบสามเคยเป็นลูกจ้างของจำเลย ต่อมาโจทก์ทั้งยี่สิบสามยื่นหนังสือลาออก และจำเลยอนุมัติให้โจทก์ทุกคนลาออกก่อนวันที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามระบุไว้ในใบลาออก การที่จำเลยให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามออกก่อนกำหนดจึงเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ทั้งยี่สิบสามจึงขอเรียกค่าเสียหายนับตั้งแต่วันที่ยื่นใบลาออกจนถึงวันที่โจทก์ประสงค์จะลาออก และตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยได้กำหนดให้พนักงานลาหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 20 วันทำงาน หากปีใดพนักงานใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีไม่ครบ ก็สามารถนำวันหยุดพักผ่อนประจำที่เหลือมาสมทบในปีถัดไปได้อีก ก่อนที่จำเลยจะอนุมัติให้ลาออก โจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 11และที่ 12 ยังคงมีวันลาหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2544 เหลืออีก จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีด้วย นอกจากนี้จำเลยตกลงจะให้ค่านายหน้าจากการขายแก่โจทก์ที่ 10 ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรวมค่านายหน้าจากการขายทั้งหมดที่พนักงานขายที่อยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ที่ 10 ทำได้ แต่จำเลยจ่ายให้โจทก์ที่ 10เพียงบางส่วน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสามจำนวน 63,216บาท 153,168 บาท 21,293 บาท 20,000 บาท 30,000 บาท 25,000 บาท 15,000บาท 25,000 บาท 65,000 บาท 25,000 บาท 30,000 บาท 20,000 บาท 25,000 บาท63,202 บาท 15,000 บาท 16,610 บาท 10,966 บาท 25,000 บาท 12,835 บาท20,000 บาท 30,000 บาท 25,000 บาท กับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 11 และที่ 12 จำนวน 24,470.71 บาท 7,030 บาท8,567 บาท 30,333.33 บาท 8,157 บาท และ 12,899 บาท ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงินทุกจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยจ่ายค่านายหน้าจากการขายแก่โจทก์ที่ 10 จำนวน 26,602 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งยี่สิบสามไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 11 และที่ 12 ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามฟ้อง เพราะจำเลยคิดคำนวณเงินจากวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่เหลืออยู่หักกลบลบหนี้กับหนี้สินหรือค่าเสียหายต่าง ๆ จากนั้นได้จ่ายเงินให้เป็นการเรียบร้อยแล้ว โจทก์ทั้งยี่สิบสามเป็นพนักงานฝ่ายขายหรือการตลาด ซึ่งมีระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับการลาออกกำหนดให้พนักงานที่ลาออกพ้นสภาพการเป็นพนักงานในวันยื่นใบลาออกเลยทันที เมื่อจำเลยอนุมัติการลาออก โจทก์ทั้งยี่สิบสามได้ไปทำงานกับบริษัทอื่นแล้ว ไม่ได้อยู่ทำงานจนถึงวันที่ประสงค์ลาออก โจทก์ทั้งยี่สิบสามไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าเสียหายส่วนนี้ โจทก์ที่ 10 ไม่มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากการขายเพราะยอดจำนวนเงินจากการขายของพนักงานขายซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ที่ 10มีความผิดพลาดด้านตัวเลขและเกิดความเสียหาย ในทางปฏิบัติจำเลยจะหักตัวเลขที่เกิดการผิดพลาดหรือความเสียหายออกก่อน จากนั้นจึงจะจ่ายค่านายหน้าจากการขายให้แก่โจทก์ที่ 10 จำเลยได้กระทำอย่างถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบสาม

โจทก์ทั้งยี่สิบสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งยี่สิบสามข้อแรกว่า โจทก์ทั้งยี่สิบสามมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยอนุมัติให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามออกจากงานก่อนเวลาที่ระบุในใบลาออกพร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การบอกเลิกสัญญาจ้างแต่เดิมนั้นบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ปัจจุบันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 นำบทบัญญัติมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 17ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่สัญญา คือนายจ้างและลูกจ้างย่อมไม่มีสิทธิที่จะตกลงเกี่ยวกับการเลิกสัญญาจ้างเป็นอย่างอื่นได้ การบอกเลิกสัญญาจ้างคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ใช้บังคับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541แล้ว แม้จำเลยกับโจทก์ทั้งยี่สิบสามจะมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 10.3 ระบุว่า การลาออก (1) พนักงานต้องยื่นใบลาให้ผู้บริหารฝ่ายงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 เดือน...(3) บริษัทฯ จะจ่ายค่าจ้างให้พนักงานที่บริษัทฯ อนุมัติให้ลาออกจนถึงวันสุดท้ายของการจ้างงานและตามระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการลาออก เอกสารหมาย ล.1 ข้อ 4 ระบุว่าสำหรับพนักงานที่มีหน้าที่ดูแลข้อมูลความลับของบริษัท/และหรือลูกค้า โดยทางปฏิบัติแล้วบริษัทจะอนุมัติให้พ้นสภาพในทันทีที่ยื่นหนังสือลาออก ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของกรรมการผู้จัดการขึ้นไปที่จะพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปก็ตาม แต่ระเบียบดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 17 จึงต้องใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสองบังคับแทน ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลานายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน คดีนี้จำเลยจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบสามเข้าทำงานโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาจำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ดังนั้น ฝ่ายที่ประสงค์จะบอกเลิกสัญญาจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบสามได้ยื่นใบลาออกต่อจำเลยก่อนวันที่ 25ของเดือน จึงมีผลเป็นการลาออกเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันที่ 25 ของเดือนถัดไปซึ่งมีระยะเวลาเกินกว่า 30 วัน ปรากฏว่าโจทก์ทั้งยี่สิบสามแสดงความประสงค์ให้การลาออกเป็นผลเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันยื่นใบลาออก แต่จำเลยกลับไม่ยอมปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยอนุมัติให้มีผลเป็นการลาออกในวันที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามยื่นใบลาออก ซึ่งเป็นเวลาก่อนกำหนดที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามประสงค์จะให้มีผลเป็นการลาออก ทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบสามได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานจนถึงวันที่โจทก์ทั้งยี่สิบสามประสงค์จะลาออก และต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าเสียหายอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งยี่สิบสามได้ทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายตั้งแต่เมื่อใด จึงให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องคือวันที่26 เมษายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสาม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกคำขอโจทก์ทั้งยี่สิบสามในส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งยี่สิบสามข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสองของโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 11และที่ 12 ว่า โจทก์ดังกล่าวมีสิทธิเรียกค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องจากจำเลยได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 67 บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ และรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 30 เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 10 ที่ 11 และที่ 12 แถลงรับว่า ระหว่างการทำงานในปี 2544โจทก์ที่ 1 ที่ 4 และที่ 10 ได้ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีเกินส่วนแล้ว จึงไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนสำหรับปี 2544 ซึ่งเป็นปีที่โจทก์ที่ 1ที่ 4 และที่ 10 ลาออก ส่วนโจทก์ที่ 6 ที่ 11 และที่ 12 นั้นแถลงรับว่า ในปี 2544คงเหลือวันลาหยุดพักผ่อนประจำปีคิดตามส่วนเฉลี่ยของระยะเวลาการทำงานอยู่จำนวน 6.8 วัน 5.8 วัน และ 10.3 วัน ตามลำดับ เมื่อโจทก์ที่ 6 ที่ 11 และที่ 12 ได้ยื่นใบลาออกในปี 2544 มิได้ถูกจำเลยเลิกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างตามส่วนสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 67 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกดังกล่าวข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 10ที่ 11 และที่ 12 อุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงยุติตามคำฟ้องและคำให้การของโจทก์จำเลยว่าโจทก์ดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามจำนวนที่แถลงรับจึงมีประเด็นแห่งคดีว่าจำเลยมีสิทธินำค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายได้หรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ดังกล่าวลาออกเองมิได้ถูกจำเลยเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด จึงไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนในปีที่ถูกเลิกจ้าง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้นเห็นว่า โจทก์ดังกล่าวอุทธรณ์โดยยกข้อเท็จจริงต่างจากที่ศาลแรงงานกลางรับฟังตามคำแถลงรับของคู่ความเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงและโจทก์ดังกล่าวอุทธรณ์ว่า จำเลยได้แถลงรับว่าเฉพาะในปี 2543 สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์ที่ 4 เหลือ 1 วันครึ่ง โจทก์ที่ 6 เหลือ 5 วัน โจทก์ที่ 11 เหลือ 6 วันครึ่งโจทก์ที่ 12 เหลือ 7 วัน จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวนดังกล่าวนั้น เป็นการยกข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังจากคำแถลงรับของโจทก์ดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเช่นกัน ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 10 ว่า โจทก์ที่ 10 มีสิทธิเรียกค่านายหน้าจากการขายพร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ที่ 10 อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า เอกสารหมาย ล.5 ข้อ 2 ข้อความที่ว่า ความผิดพลาดที่ทำให้เกิดความเสียหายของหัวหน้าส่วน จะนำมาหักออกจากค่าตอบแทนที่คำนวณจากข้อ 1.2 ถ้าไม่มีก็จะนำมาหักออกจากค่าตอบแทนที่ได้รับจากทีม การที่จำเลยนำค่านายหน้าจากการขายของโจทก์ที่ 10 หักออกจากค่าเสียหายจากการขายจึงชอบแล้วนั้นเป็นการพิพากษาขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ที่ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้างของลูกจ้างเพื่อชำระหนี้ของนายจ้าง เว้นแต่เป็นการหักเพื่อการชำระหนี้ต่าง ๆ ตาม (1) - (5) และการที่จำเลยหักค่านายหน้าจากการขายดังกล่าวก็มิใช่การหักเพื่อการชำระหนี้ตาม (1) - (5) การหักของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยจะต้องจ่ายเงินค่านายหน้าจากการขายตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 10เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ

(1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้

(2) ชำระค่าบำรุงสหภาพแรงงานตามข้อบังคับของสหภาพแรงงาน

(3) ชำระหนี้สินสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสหกรณ์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือหนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวโดยได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากลูกจ้าง

(4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้าง ซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

(5) เป็นเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสม

การหักตาม (2)(3)(4) และ (5) ในแต่ละกรณีห้ามมิให้หักเกินร้อยละสิบและจะหักรวมกันได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกำหนดเวลาการจ่ายตามมาตรา 70 เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง" หมายความว่า ห้ามนายจ้างหักค่าจ้างค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เพื่อชำระหนี้ที่ลูกจ้างเป็นหนี้นายจ้าง เว้นแต่การชำระหนี้อย่างใดอย่างหนึ่งตาม (1) - (5) คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 10 เป็นหัวหน้าพนักงานขาย มีสิทธิได้รับค่านายหน้า(ค่าคอมมิชชั่น) จากการขายตามหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่เจ้าหน้าที่การตลาดสำหรับลูกค้ารายย่อยเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2544 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2544 โดยระบุไว้ในข้อ 2 ตอนท้ายว่า ความผิดพลาดที่ทำให้เกิดความเสียหายของเจ้าหน้าที่การตลาดในความดูแลของหัวหน้าส่วน จะนำมาหักออกจากค่าตอบแทนของหัวหน้าส่วนที่ได้รับจากทีม ดังนั้น จำเลยจึงมีสิทธินำค่าเสียหายที่เกิดจากความผิดพลาดในส่วนความรับผิดชอบของโจทก์ที่ 10 มาหักออกจากค่านายหน้า (ค่าคอมมิชชั่น) ที่โจทก์ที่ 10 มีสิทธิได้รับตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นซึ่งการหักเงินดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์การคำนวณค่านายหน้า (ค่าคอมมิชชั่น) ที่โจทก์ที่ 10มีสิทธิได้รับ มิใช่เป็นการนำค่าจ้างที่โจทก์ที่ 10 ได้รับมาหักเพื่อชำระหนี้ที่โจทก์ที่ 10 เป็นหนี้จำเลย จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกคำขอส่วนนี้ของโจทก์ที่ 10 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 10 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งยี่สิบสามจำนวน 63,216บาท 153,168 บาท 21,293 บาท 20,000 บาท 30,000 บาท 25,000 บาท 25,000บาท 15,000 บาท 25,000 บาท 65,000 บาท 25,000 บาท 30,000 บาท 20,000บาท 25,000 บาท 63,202 บาท 15,000 บาท 16,610 บาท 10,966 บาท 25,000บาท 12,835 บาท 20,000 บาท 30,000 บาท 25,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 224 ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 54 ม. 67 ม. 76 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุนทรี เกียรติพงษ์ถาวร กับพวก
จำเลย — บริษัทหลักทรัพย์ เอกธำรง เคจีไอ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1190/2546
#112753
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาคำแถลงและหน้าสำนวนเป็นเอกสารที่ถ่ายจากต้นฉบับในคดีแพ่งของศาลชั้นต้นในคดีก่อน เป็นเอกสารในสำนวนคดีเรื่องอื่นอันต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 วรรคสาม (1) จึงไม่ต้องห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดี

จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแต่ในสารบัญจดทะเบียนระบุว่าเป็นการให้เพราะไม่ต้องการเสียภาษีมาก เท่ากับกล่าวอ้างว่าโจทก์ทำนิติกรรมยกให้อำพรางนิติกรรมซื้อขาย นิติกรรมยกให้จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 118 วรรคหนึ่ง เดิม ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น (มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่) และต้องบังคับตามนิติกรรมซื้อขายที่ถูกอำพรางไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 118 วรรคสอง เดิม (มาตรา 155 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่) เมื่อสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารสารบัญจดทะเบียนตามสำเนาโฉนดที่ดินและตามสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดินไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงนำสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้เพิกถอนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๓๓ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ครึ่งหนึ่ง และให้จำเลยที่ ๑ โอนที่ดินส่วนดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยทั้งสองให้การว่า การโอนที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ระบุในสารบัญจดทะเบียนว่าเป็นการให้เพราะโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ไม่ต้องการเสียภาษีมาก โจทก์นำเหตุการจดทะเบียนโอนให้มาฟ้องโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางถาวร แสงพงศานนท์หรือศุภสรรพตระกูล จำเลยที่ ๒ ทายาทของจำเลยที่ ๑ เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ค. แต่งงานกับ ต. มีบุตรด้วยกัน ๑ คน คือจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นบุตรของจำเลยที่ ๑ ต่อมา ต. แต่งงานกับ จ. และ จ. ยังได้ บ. เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง มีบุตรด้วยกัน ๑ คน คือโจทก์ซึ่ง ต. เป็นผู้เลี้ยงดูโจทก์ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ ๒๖๓๓ ตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ. ๓ เดิมมีชื่อ ต. ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๒๑ ต. ให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย แต่ปรากฏว่าในปี ๒๕๒๕ ต. ได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่ง ขอให้เพิกถอนนิติกรรม ตามสำเนาหน้าสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๘๕/๒๕๒๕ ของศาลชั้นต้น เอกสารหมาย ล. ๒ ครั้นต่อมาในวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๒๖ ต. กับโจทก์ตกลงกันได้โดยตกลงขายที่ดินพิพาทในคดีดังกล่าวนำเงินมาแบ่งกัน ต. จึงถอนฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าวตามสำเนาคำแถลงลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๒๖ ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเอกสารหมาย ล. ๑ ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าวเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๒๙/๒๕๒๖ ดังปรากฏตามสำเนาหน้าสำนวนเอกสารหมาย ล. ๒ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารหมาย ล. ๑ และ ล. ๒ ให้โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า ๗ วัน ตามกฎหมาย จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเอกสารหมาย ล. ๑ และ ล. ๒ นั้น ปรากฏว่าสำเนาคำแถลงเอกสารหมาย ล. ๑ เป็นเอกสารที่ถ่ายจากต้นฉบับคำแถลงในคดีแพ่งที่ ต. ฟ้องโจทก์เป็นจำเลย เรื่องเพิกถอนนิติกรรมที่ดิน ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๘๕/๒๕๒๕ หมายเลขแดงที่ ๒๒๙/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น และสำเนาหน้าสำนวนเอกสารหมาย ล. ๒ ก็เป็นเอกสารที่ถ่ายจากต้นฉบับหน้าสำนวนของคดีดังกล่าว เอกสารหมาย ล. ๑ และ ล. ๒ จึงเป็นเอกสารในสำนวนคดีเรื่องอื่น อันต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องส่งสำเนาเอกสารให้โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า ๗ วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๐ วรรคสาม (๑) จำเลยที่ ๑ ย่อมอ้างเอกสารหมาย ล. ๑ และ ล. ๒ เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ กรณีจึงไม่ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังเอกสารหมาย ล. ๑ และ ล. ๒ เป็นพยานหลักฐานตามที่โจทก์อ้างในฎีกา และถึงแม้จำเลยที่ ๑ จะไม่ได้นำทนายโจทก์และทนายจำเลยในคดีดังกล่าวมาเบิกความยืนยันถึงความมีอยู่ของเอกสารหมาย ล. ๑ และ ล. ๒ ตามที่โจทก์อ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุทำให้น่าสงสัยถึงความมีอยู่และความแท้จริงของเอกสารดังกล่าว เพราะเอกสารหมาย ล. ๑ และ ล. ๒ เป็นเอกสารที่ถ่ายจากต้นฉบับในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๘๕/๒๕๒๕ หมายเลขแดงที่ ๒๒๙/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น โดยเฉพาะมีรองจ่าศาลของศาลชั้นต้นรับรองความถูกต้องของสำเนาเอกสารหมาย ล. ๑ เป็นหลักฐานด้วย

ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า การที่จำเลยที่ ๑ นำสืบว่านิติกรรมในสารบัญจดทะเบียนตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ. ๓ ระบุว่าเป็นการให้ แต่ความจริงเป็นการซื้อขายที่ดินพิพาท จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร เป็นการต้องห้ามมิให้รับฟัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ นั้น เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้มีใจความว่า ในคดีที่ ต. ฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ต. กับโจทก์ตกลงกันได้โดย ต. ถอนฟ้อง โจทก์ขอรับเงินจากจำเลยที่ ๑ และโอนที่ดินคืนให้แก่จำเลยที่ ๑ ในการโอนที่ดินจากโจทก์มายังจำเลยที่ ๑ ในสารบัญจดทะเบียนระบุเป็นการให้ไม่ระบุว่าเป็นการขายเพราะทั้งโจทก์และจำเลยที่ ๑ ไม่ต้องการที่จะเสียภาษีมาก เท่ากับเป็นการต่อสู้ว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ได้ทำนิติกรรมยกให้อำพรางนิติกรรมการซื้อขายซึ่งต้องบังคับตามนิติกรรมซื้อขายที่ถูกอำพรางไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๘ วรรคสอง เดิม ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น (หรือมาตรา ๑๕๕ วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่) นิติกรรมการยกให้เป็นการแสดงเจตนาลวงย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๑๘ วรรคหนึ่ง เดิม ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น (หรือมาตรา ๑๕๕ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่) เมื่อสัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารสารบัญจดทะเบียนตามสำเนาโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ. ๓ และตามสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย จ. ๕ ไม่สมบูรณ์เช่นนี้ จำเลยที่ ๑ จึงนำสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ วรรคท้าย เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างประการอื่น ๆ ในฎีกาของโจทก์ที่เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง และเมื่อได้วินิจฉัยในปัญหาข้อแรกข้างต้นแล้วว่าโจทก์ได้ขายที่ดินพิพาทส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นการให้โดยเสน่หาตามที่โจทก์กล่าวอ้าง กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อที่ว่าโจทก์จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ประพฤติเนรคุณหรือไม่อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 118 วรรคสอง (เดิม) ม. 453 ม. 521
ป.วิ.พ. ม. 90 (1) ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอำพร จุ้ยพุทธา
จำเลย — นายสมร คำบุดดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวุฒิชัย ไวยภาษ
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1184/2546
#49862
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนดเวลา ตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลฯ จึงไม่รับฟ้อง ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลย พิพากษายืน จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพุทธศักราช 2482 มาตรา 65 และให้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยทั้งสี่มีกำหนดเวลา8 ปี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่าโจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนดเวลาตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพุทธศักราช 2482 สั่งไม่รับฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลย พิพากษายืน ผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย โอสถ โรจนสุพจน์
จำเลย — นาย สถิต อภิบาลวรกุลชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1184/2546
#50748
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนดเวลาตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 จึงไม่รับฟ้อง ส่วนศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลย พิพากษายืน จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งและเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ ซึ่งได้มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2542 เมื่อวันที่ 1กันยายน 2542 จำเลยทั้งสี่ได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการโดยรู้อยู่แล้วตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เพราะว่าจำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลมีสัญชาติไทยโดยการเกิดแต่บิดาเป็นคนต่างด้าว จึงต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่จำเลยทั้งสี่สมัครรับเลือกตั้งทั้งที่เป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช 2482 มาตรา 65 และให้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยทั้งสี่มีกำหนดเวลา 8 ปี

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าโจทก์ยื่นฟ้องเกินกว่ากำหนดเวลาตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช 2482 สั่งไม่รับฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลย พิพากษายืน ผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย โอสถ โรจนสุพจน์
จำเลย — นาย สถิต อภิบาลวรกุลชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1168/2546
#50690
เปิดฉบับเต็ม

แม้ป้ายข้อความยินดีรับบัตร SYNERGY โลโก้ESSOและเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้าซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์จะอยู่ในกรอบพลาสติกนูน แยกขอบเขตของแต่ละป้ายได้ แต่ก็อยู่ในโครงเหล็กแผ่นเดียวกันถือว่าเป็นป้ายแผ่นเดียวกัน โดยป้ายดังกล่าวโจทก์ทำขึ้นเพื่อเชิญชวนลูกค้าซึ่งเป็นสมาชิกบัตรSYNERGY เข้าใช้บริการของโจทก์ จึงเป็นการใช้ป้ายดังกล่าวโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณาและหารายได้ ถือเป็นป้ายตามคำนิยามศัพท์ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้ายฯ อันต้องเสียภาษีป้ายตามขนาดของป้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายมนูญ ลิ้มสมวงศ์ และ/หรือ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลโดยเป็นคณะผู้บริหารราชการส่วนท้องถิ่นประกอบด้วยคณะเทศมนตรี มีอำนาจจัดเก็บภาษี โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นนายกเทศมนตรี พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งประเมินภาษีป้ายและเงินเพิ่ม ซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ รวมทั้งสองครั้งเป็นเงินทั้งสิ้น 68,267 บาท โจทก์จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 วินิจฉัยยืนตามการแจ้งประเมินโจทก์ไม่เห็นด้วยกับการแจ้งประเมินภาษีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายและคำวินิจฉัยอุทธรณ์กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 18,276 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า การประเมินภาษีป้ายและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เฉพาะป้ายที่มีข้อความว่า "ESSO" "เอสโซ่ ESSO" "เอสโซ่ ESSO ได้ฟรี มีลุ้นกับเอสโซ่ เทอร์โบสปีด""เติมหัวใจใส่หัวจ่าย ภาพเสือ ESSO" "เติมเอสโซ่ 300 บาท ขึ้นไปด้วยบัตรไดเนอร์สคลับรับฟรีโพสต์อิทโน้ท 15 พ.ค. 2543 - 15 ส.ค. 2543" "ประกาศนียบัตรรับรองคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ขอมอบประกาศนียบัตรฉบับนี้ไว้เพื่อแสดงว่าสถานีบริการไทย ซี -เซ็นเตอร์ (อ้อมน้อย) ---ESSO" และ "ซูพรีม 95 ซูพรีม 91 ดีเซล" ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีป้ายจำนวน 17,556 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ป้ายที่มีข้อความว่า "ยินดีรับบัตร SYNERGY โลโก้ ESSO และเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้า" ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์นั้นเป็นป้ายอันต้องเสียภาษีตามขนาดของป้ายโดยถือเอาความกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้าย ตามที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ป้ายเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์สามารถแยกส่วนกันได้อย่างชัดเจนกับป้ายที่มีข้อความว่ายินดีรับบัตร SYNERGY โลโก้ ESSO โดยแต่ละป้ายอยู่ในกรอบพลาสติกนูน แยกขอบเขตแต่ละป้ายอย่างชัดเจนปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ.1 แผ่นที่ 15 ถึงแม้ป้ายทั้งสองดังกล่าวจะอยู่ภายในโครงเหล็กเดียวกัน แต่ก็อยู่คนละกรอบหรือช่อง จึงมิใช่ป้ายเดียวกัน หากถอดป้ายเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้าทิ้งไป ก็ไม่ทำให้ป้ายยินดีรับบัตรเสียหายหรือขาดใจความแต่อย่างใด ดังนั้น ป้ายเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้าจึงไม่มีส่วนสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับป้ายยินดีรับบัตร SYNERGY โลโก้ ESSO และไม่ต้องเสียภาษีป้ายตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 เนื่องจากป้ายเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้ามิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณาหรือหารายได้ เป็นเพียงป้ายบอกเส้นทางจราจรเท่านั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ป้าย"หมายความว่า ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึกหรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น" ดังนั้น แม้ป้ายข้อความยินดีรับบัตร SYNERGY โลโก้ ESSO และเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้าซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์จะอยู่ในกรอบพลาสติกนูนแยกขอบเขตของแต่ละป้ายได้ แต่ก็อยู่ในโครงเหล็กแผ่นเดียวกัน ถือว่าเป็นป้ายแผ่นเดียวกัน โดยป้ายดังกล่าวโจทก์ทำขึ้นเพื่อเชิญชวนลูกค้าซึ่งเป็นสมาชิกบัตร SYNERGY เข้าใช้บริการของโจทก์ จึงเป็นการใช้ป้ายดังกล่าวโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณาและหารายได้ ถือเป็นป้ายตามคำนิยามศัพท์ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 อันต้องเสียภาษีป้ายตามขนาดของป้าย โดยคำนวณตามความกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้าย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน
จำเลย — เทศบาลตำบลอ้อมน้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1168/2546
#50968
เปิดฉบับเต็ม

แม้ป้ายข้อความยินดีรับบัตร SYNERGY โลโก้ESSOและเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้าซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์จะอยู่ในกรอบพลาสติกนูนแยกขอบเขตของแต่ละป้ายได้ แต่ก็อยู่ในโครงเหล็กแผ่นเดียวกันถือว่าเป็นป้ายแผ่นเดียวกัน โจทก์ทำขึ้นเพื่อเชิญชวนลูกค้าซึ่งเป็นสมาชิกบัตร SYNERGY เข้าใช้บริการของโจทก์ จึงเป็นการใช้ป้ายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณาและหารายได้ ถือว่าเป็นป้ายตามคำนิยามศัพท์ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ต้องเสียภาษีป้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายเลขที่ สค 52202/1964 ลงวันที่ 20 กันยายน 2543 และเลขที่ สค 52202 ลงวันที่ 4 ตุลาคม2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2543 กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 18,276 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า การประเมินภาษีป้ายและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถูกต้องชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินค่าภาษีป้ายและเงินเพิ่มตามหนังสือเลขที่ สค 52202/1964 ลงวันที่ 20 กันยายน 2543 และหนังสือเลขที่สค 52202 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2543 ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2543 ของจำเลยที่ 2 เฉพาะป้ายที่มีข้อความว่า"ESSO" "เอสโซ่ ESSO" "เอสโซ่ ESSO ได้ฟรี มีลุ้นกับเอสโซ่เทอร์โบสปีด" "เติมหัวใจใส่หัวจ่ายภาพเสือ ESSO" "เติมเอสโซ่ 300 บาทขึ้นไป ด้วยบัตรไดเนอร์สคลับรับฟรีโพสต์อิทโน้ท 15 พ.ค. 2543 - 15 ส.ค. 2543" "ประกาศนียบัตรรับรองคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ขอมอบประกาศนียบัตรฉบับนี้ไว้เพื่อแสดงว่าสถานีบริการไทยซี - เซ็นเตอร์ (อ้อมน้อย)--- ESSO" และ "ซูพรีม 95 ซูพรีม 91 ดีเซล" ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีป้ายจำนวน 17,556 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ป้ายที่มีข้อความว่า "ยินดีรับบัตร SYNERGY โลโก้ ESSO และเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้า" ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์นั้นเป็นป้ายอันต้องเสียภาษีตามขนาดของป้ายโดยถือเอาความกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้าย ตามที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ป้ายเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์สามารถแยกส่วนกันได้อย่างชัดเจนกับป้ายที่มีข้อความว่ายินดีรับบัตร SYNERGY โลโก้ ESSO โดยแต่ละป้ายอยู่ในกรอบพลาสติกนูนแยกขอบเขตแต่ละป้ายอย่างชัดเจน ปรากฏตามภาพถ่ายหมายจ.1 แผ่นที่ 15 ถึงแม้ป้ายทั้งสองดังกล่าวจะอยู่ภายในโครงเหล็กเดียวกัน แต่ก็อยู่คนละกรอบหรือช่อง จึงมิใช่ป้ายเดียวกัน หากถอดป้ายเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้าทิ้งไปก็ไม่ทำให้ป้ายยินดีรับบัตรเสียหายหรือขาดใจความแต่อย่างใด ดังนั้น ป้ายเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้า จึงไม่มีส่วนสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับป้ายยินดีรับบัตร SYNERGYโลโก้ ESSO และไม่ต้องเสียภาษีป้ายตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้ายพ.ศ. 2510 เนื่องจากป้ายเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้ามิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณาหรือหารายได้ เป็นเพียงป้ายบอกเส้นทางจราจรเท่านั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีป้ายพ.ศ. 2510 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ป้าย" หมายความว่า ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึกหรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น" ดังนั้นแม้ป้ายข้อความยินดีรับบัตร SYNERGY โลโก้ ESSO และเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้าซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมันของโจทก์จะอยู่ในกรอบพลาสติกนูน แยกขอบเขตของแต่ละป้ายได้ แต่ก็อยู่ในโครงเหล็กแผ่นเดียวกัน ถือว่าเป็นป้ายแผ่นเดียวกันโดยป้ายดังกล่าวโจทก์ทำขึ้นเพื่อเชิญชวนลูกค้าซึ่งเป็นสมาชิกบัตร SYNERGY เข้าใช้บริการของโจทก์ จึงเป็นการใช้ป้ายดังกล่าวโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อโฆษณาและหารายได้ถือเป็นป้ายตามคำนิยามศัพท์ มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้ายพ.ศ. 2510 อันต้องเสียภาษีป้ายตามขนาดของป้าย โดยคำนวณตามความกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้าย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — เทศบาลตำบลอ้อมน้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1167/2546
#110831
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 130 เม็ด ไว้ในครอบครองแล้วจะสันนิษฐานว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหาชอบไม่ โจทก์จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยจนได้ความแน่ชัดปราศจากข้อสงสัย ศาลจึงจะรับฟังลงโทษจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 174

แม้การตรวจค้นจับกุมอาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก หามีผลทำให้การสอบสวนที่ชอบเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๑๒ ปี ริบของกลาง คืนเงินสดแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด ๗ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปคือเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่าก่อนไปทำการจับกุมจำเลยประมาณ ๑ สัปดาห์ได้สืบสวนหาข่าวจนได้ความแน่ชัดว่าเจ้าของกระท่อมที่เกิดเหตุมั่วสุมและลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่วัยรุ่น ในวันเกิดเหตุเมื่อพยานโจทก์กับพวกไปถึงกระท่อมได้เดินไปบริเวณด้านข้างกระท่อมได้พบวัยรุ่น ๒ คน ถึง ๓ คน วิ่งสวนออกมาจากกระท่อมและเมื่อมองเข้าไปในกระท่อมพบจำเลยซึ่งอยู่ในกระท่อมเพียงลำพังกำลังซุกซ่อนสิ่งของไว้ที่หัวเตียงจึงเข้าตรวจค้นก็พบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เท่านั้น โดยโจทก์ไม่มีพยานนำสืบให้ชัดแจ้งว่า จำเลยมีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนประการใดบ้าง ลำพังจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน ๑๓๐ เม็ด แล้วจะสันนิษฐานเอาเองว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยนั้นหาชอบไม่ เพราะการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาที่มีอัตราโทษสูงและจำเลยให้การปฏิเสธนั้น ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยจนได้ความแน่ชัดปราศจากข้อสงสัย ศาลจึงจะรับฟังลงโทษจำเลยได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๔ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาคงรับฟังได้เพียงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๓๐ เม็ด ไว้ในครอบครองเท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับฐานความผิด ก็เป็นเพียงรายละเอียดจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อม มีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามที่พิจารณาได้ความซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้

ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า ในการตรวจค้นคดีนี้เป็นการตรวจค้นบ้านพักของประชาชนโดยไม่มีหมายค้นอันเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้การตรวจค้นจับกุมอาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวกันอีก ส่วนหนึ่งต่างหาก หามีผลทำให้การสอบสวนที่ชอบเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่ามีการสอบสวนแล้ว จำเลยมิได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบเพราะเหตุผลอื่น ๆ เพียงแต่อ้างว่าการตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบเท่านั้น จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้ว ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (เดิม), ๖๗ (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก ๓ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 66 ม. 67
ป.วิ.อ. ม. 69 ม. 120 ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นายวินัย เชาว์สุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายศรันย์ พรหมสุรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164/2546
#51012
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจได้ขอความยินยอมจาก น. มารดาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุก่อนทำการค้น แสดงว่าการค้นกระทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจความยินยอมของน. แม้การค้นจะกระทำโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบไม่ นอกจากนี้ก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินการค้นได้เห็นจำเลยซึ่งอยู่ในห้องนอนโยนเมทแอมเฟตามีนออกไปนอกหน้าต่าง อันเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยกำลังกระทำความผิด ซึ่งหน้าและได้กระทำลงในที่รโหฐาน เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(1),92(2) เมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จึงนำมารับฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวันจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 80 เม็ด น้ำหนัก 7.20 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเหตุเกิดที่ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ต่อมาขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่จำเลยฎีกาว่า การค้นของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นไป โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจมิได้นำหมายค้นที่ออกโดยศาลมาแสดงก่อนที่จะเข้าทำการค้น โดยพันตำรวจเอกประภัทร์ บุญญลักษณ์ เพียงแต่แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดก่อนเข้าทำการค้นเท่านั้น พยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นจึงไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยได้ ในปัญหานี้ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกประจักษ์และนายดาบตำรวจจารึกพยานโจทก์ว่า เจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่ามีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ที่บ้านเลขที่ 5/1 หมู่ที่ 3 ตำบลบางกระสั้นอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ในวันเกิดเหตุพยานทั้งสองพร้อมด้วยพันตำรวจเอกประภัทร์กับพวกได้เดินทางไปที่บ้านดังกล่าวพบนางพรพิมลมารดาจำเลยซึ่งแจ้งว่าเป็นเจ้าของบ้าน พันตำรวจเอกประภัทร์จึงแสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแก่นางพรพิมลและขอตรวจค้น นางพรพิมลยินยอมให้ค้นได้ ขณะขึ้นไปบนบ้านที่เกิดเหตุนายดาบตำรวจจารึกเห็นจำเลยหยิบสิ่งของออกมาจากใต้เตียงและโยนไปนอกหน้าต่างจึงมาตรวจสอบดูพบว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวน 80 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก 4 ใบ เห็นว่า การค้นบ้านที่เกิดเหตุนั้นแม้เจ้าพนักงานตำรวจผู้ทำการค้นจะได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแก่นางพรพิมลก่อนก็ตาม แต่ก่อนที่จะดำเนินการค้นก็ได้ขอความยินยอมจากนางพรพิมลเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุก่อนซึ่งแสดงว่าการค้นดังกล่าวกระทำขึ้นโดยอาศัยอำนาจความยินยอมของนางพรพิมลมารดาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ขู่เข็ญหรือหลอกลวงให้นางพรพิมลให้ความยินยอมในการค้นแต่ประการใด แม้การค้นดังกล่าวจะกระทำลงโดยไม่มีหมายค้นที่ออกโดยศาลอนุญาตให้ค้นได้ก็หาได้เป็นการค้นโดยมิชอบแต่อย่างใดไม่ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความด้วยว่า ก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะดำเนินการค้นนั้นได้เห็นจำเลยซึ่งอยู่ในห้องนอนโยนสิ่งของออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อไปตรวจสอบดูก็พบเมทแอมเฟตามีนอันเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยกำลังกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดซึ่งหน้าและได้กระทำลงในที่รโหฐานเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับจำเลยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(1), 92(2) เมทแอมเฟตามีนจำนวน 80 เม็ด ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จึงนำมารับฟังประกอบคำรับสารภาพของจำเลยได้ข้อเท็จจริงจึงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 80 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 78 ม. 92 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย ธรรมนูญ จันทร์มงคล
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2546
#49861
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะมีหน้าที่ขนวัสดุก่อสร้าง ไม่มีหน้าที่ขับรถ และรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 3 มี ร. เป็นคนขับประจำ แต่จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 การที่จำเลยที่ 1 ขึ้นไปติดเครื่องยนต์ในระหว่างการทำงานให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นนายจ้าง โดย ร. มิได้ควบคุมดูแล ทำให้รถแล่นไปชนโจทก์ซึ่งต่อมาภายหลังถึงแก่ความตายนั้น เห็นได้ว่าขณะเกิดเหตุละเมิดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างยังคงมีอยู่ ต้องถือว่าการละเมิดเกิดขึ้น ขณะจำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของลูกจ้าง จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4โดยจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองและถือกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียน81 - 3306 อุบลราชธานี จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 นำสินค้าไปส่งให้แก่นายสุวรรณ บุญเหลา โดยใช้รถยนต์คันดังกล่าวเป็นพาหนะจำเลยที่ 1 ได้ขึ้นไปบนรถยนต์แล้วบิดกุญแจสวิตซ์และเปิดสวิตซ์ติดเครื่องยนต์ ทำให้รถยนต์ดังกล่าวพุ่งชนโจทก์ นางพุฒ เชื้อชัย และเด็กหญิงเบญจมาศ ขันธมาลัย ซึ่งนั่งอยู่บริเวณหน้ารถยนต์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลใช้ความระมัดระวังแก่จำเลยที่ 1แต่จำเลยที่ 2 หาได้ใช้ความระมัดระวังไม่ โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ต้องพักรักษาตัวคิดเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 90,000 บาท ค่าทำให้เสียความสามารถในการประกอบการงานเพื่อเลี้ยงชีพเป็นเงิน 100,000 บาท ค่าทนทุกขเวทนาเป็นเงิน50,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 240,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 81 - 3306 อุบลราชธานี และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จริงแต่จำเลยที่ 1 เป็นคนงานมีหน้าที่ขนของเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ขับรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 4 เพราะจำเลยที่ 4 มีอาชีพรับเหมาก่อสร้างไม่ได้ประกอบอาชีพค้าขายวัสดุก่อสร้าง แต่ถ้าศาลฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 4จำเลยที่ 1 เป็นเพียงคนงานมีหน้าที่ขนของ ไม่มีหน้าที่ขับรถยนต์คันดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายตามฟ้องจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายบุญศรี หอมหวล ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 125,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2541เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นอุทธรณ์ว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน 81 - 3306 อุบลราชธานี เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 นายสุวรรณ บุญเหลาได้สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 และคนงานไปส่งวัสดุก่อสร้างโดยใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน 81 - 3306อุบลราชธานี เป็นพาหนะบรรทุกสิ่งของไปส่ง มีนายราวี วันหลัง เป็นคนขับในระหว่างที่มีการขนถ่ายสิ่งของ จำเลยที่ 1 ได้ติดเครื่องยนต์ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวแล่นไปชนโจทก์ นางพุฒ เชื้อชัย และเด็กหญิงเบญจมาศ ขันธมาลัย ได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาโจทก์ได้ถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อกฎหมายว่า การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นการกระทำในทางการที่จ้างหรือไม่ เห็นว่าแม้จำเลยที่ 1 จะมีหน้าที่ขนวัสดุก่อสร้าง ไม่มีหน้าที่ขับรถ และรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 3 มีนายราวี วันหลัง เป็นคนขับประจำ แต่จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 การที่จำเลยที่ 1 ขึ้นไปติดเครื่องยนต์ในระหว่างทำการงานให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นนายจ้าง โดยนายราวีก็ไม่ได้ควบคุมดูแล ทำให้รถแล่นไปชนโจทก์ นางพุฒและเด็กหญิงเบจมาศได้รับอันตรายสาหัส และต่อมาโจทก์ถึงแก่ความตายนั้น เห็นได้ว่าขณะเกิดเหตุละเมิดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างยังคงมีอยู่กรณีจึงต้องถือว่าการละเมิดเกิดขึ้นขณะจำเลยที่ 1 ลูกจ้างปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของลูกจ้าง มิใช่เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง แพงศรี เชื้อชัยหรือหอมหวล โดยนาย บุญศรี หอมหวล
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย หนูกรณ์ ยืดยาว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2546
#50293
เปิดฉบับเต็ม

ส. สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้จำเลยที่ 1และคนงานไปส่งวัสดุก่อสร้างโดยใช้รถยนต์บรรทุกสิ่งของไปส่ง มี ร. เป็นคนขับ ในระหว่างที่มีการขนถ่ายสิ่งของจำเลยที่ 1 ได้ติดเครื่องยนต์ทำให้รถยนต์แล่นไปชนโจทก์แม้จำเลยที่ 1 จะมีหน้าที่ขนวัสดุก่อสร้างไม่มีหน้าที่ขับรถ และรถยนต์คันเกิดเหตุมี ร. เป็นคนขับประจำ แต่จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 การที่จำเลยที่ 1 ขึ้นไปติดเครื่องยนต์ในระหว่างทำการงานให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดย ร. ไม่ได้ควบคุมดูแล ทำให้รถแล่นไปชนโจทก์ ต้องถือว่าการละเมิดเกิดขึ้นขณะจำเลยที่ 1 ปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์อยู่ในความปกครองของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองและถือกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียน 81-3306 อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 นำสินค้าไปส่งให้แก่นายสุวรรณ บุญเหลา โดยใช้รถยนต์คันดังกล่าวเป็นพาหนะ ขณะที่จำเลยที่ 1 และผู้มีชื่อช่วยกันขนสินค้าลงจากรถยนต์ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ 1 ได้ขึ้นไปบนรถยนต์แล้วบิดกุญแจสวิตช์และเปิดสวิตช์ติดเครื่องยนต์ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวพุ่งชนโจทก์ นางพุฒ เชื้อชัย และเด็กหญิงเบญจมาศขันธมาลัย ซึ่งนั่งอยู่บริเวณหน้ารถยนต์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลใช้ความระมัดระวังแก่จำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 หาได้ใช้ความระมัดระวังไม่ โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสต้องรักษาตัวคิดเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 90,000บาท ค่าทำให้เสียความสามารถในการประกอบการงานเพื่อเลี้ยงชีพเป็นเงิน 100,000 บาท ค่าทนทุกขเวทนาเป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 240,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน81-3306 อุบลราชธานี และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จริง แต่จำเลยที่ 1 เป็นคนงานมีหน้าที่ขนของเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ขับรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 4 เพราะมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ไม่ได้ประกอบอาชีพค้าขายวัสดุก่อสร้าง แต่ถ้าศาลฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 เป็นเพียงคนงานมีหน้าที่ขนของ ไม่มีหน้าที่ขับรถยนต์คันดังกล่าว เพราะบุคคลที่มีหน้าที่ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในวันเกิดเหตุได้แก่นายราวี วันหลัง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายบุญศรี หอมหวล ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 125,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2541เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นอุทธรณ์ว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน 81-3306 อุบลราชธานี เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2540 นายสุวรรณ บุญเหลา ได้สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 และคนงานไปส่งวัสดุก่อสร้างโดยใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน 81-3306 อุบลราชธานี เป็นพาหนะบรรทุกสิ่งของไปส่ง มีนายราวี วันหลัง เป็นคนขับ ในระหว่างที่มีการขนถ่ายสิ่งของ จำเลยที่ 1 ได้ติดเครื่องยนต์ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวแล่นไปชนโจทก์ นางพุฒ เชื้อชัย และเด็กหญิงเบญจมาศ ขันธมาลัย ได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาโจทก์ได้ถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อกฎหมายว่า การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นการกระทำในทางการที่จ้างหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะมีหน้าที่ขนวัสดุก่อสร้างไม่มีหน้าที่ขับรถและรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 3 มีนายราวี วันหลัง เป็นคนขับประจำ แต่จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 การที่จำเลยที่ 1 ขึ้นไปติดเครื่องยนต์ในระหว่างทำการงานให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นนายจ้าง โดยนายราวีก็ไม่ได้ควบคุมดูแล ทำให้รถแล่นไปชนโจทก์ นางพุฒและเด็กหญิงเบญจมาศได้รับอันตรายสาหัส และต่อมาโจทก์ถึงแก่ความตายนั้น เห็นได้ว่าขณะเกิดเหตุละเมิดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างยังคงมีอยู่ กรณีจึงต้องถือว่าการละเมิดเกิดขึ้นขณะจำเลยที่ 1 ลูกจ้างปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของลูกจ้าง มิใช่เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย แพงศรี เชื้อชัยหรือหอมหวลฯ
จำเลย — นาย หนูกรณ์ ยืดยาว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1160/2546
#110830
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะมีหน้าที่ขนวัสดุก่อสร้างไม่มีหน้าที่ขับรถและรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 3 มี ร. เป็น คนขับประจำ แต่จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 การที่จำเลยที่ 1 ขึ้นไปติดเครื่องยนต์ในระหว่างทำการงานให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นนายจ้าง โดย ร. ก็ไม่ได้ควบคุมดูแล ทำให้รถแล่นไปชนโจทก์ พ. และเด็กหญิง บ. ได้รับอันตรายสาหัส และต่อมาโจทก์ถึงแก่ความตายนั้น เห็นได้ว่าขณะเกิดเหตุละเมิดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและ ลูกจ้างยังคงมีอยู่ กรณีจึงต้องถือว่า การละเมิดเกิดขึ้นขณะจำเลยที่ 1 ลูกจ้างปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของลูกจ้างมิใช่เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เยาว์อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ โดยจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองและถือกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียน ๘๑ - ๓๓๐๖ อุบลราชธานี จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ นำสินค้าไปส่ง โดยใช้รถยนต์คัน ดังกล่าวเป็นพาหนะ ขณะที่จำเลยที่ ๑ และผู้มีชื่อช่วยกันขนสินค้าลงจากรถยนต์ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ ๑ ได้ขึ้นไปบนรถยนต์แล้วบิดกุญแจสวิตช์และเปิดสวิตช์ติดเครื่องยนต์ ทำให้รถยนต์ดังกล่าวพุ่งชนโจทก์ นางพุฒ เชื้อชัย และเด็กหญิงเบญจมาศ ขันธมาลัย ซึ่งนั่งอยู่บริเวณหน้ารถยนต์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นมารดาผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ดูแลใช้ความระมัดระวังแก่จำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๒ หาได้ใช้ความระมัดระวังไม่ โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๒๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายบุญศรี หอมหวน ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน ๑๒๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นอุทธรณ์ว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน ๘๑ - ๓๓๐๖ อุบลราชธานี เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ และคนงานไปส่งวัสดุก่อสร้างโดยใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน ๘๑ - ๓๓๐๖ อุบลราชธานี เป็นพาหนะบรรทุกสิ่งของไปส่ง มีนายราวี วันหลัง เป็นคนขับ ในระหว่างที่มีการขนถ่ายสิ่งของ จำเลยที่ ๑ ได้ติดเครื่องยนต์ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวแล่นไปชนโจทก์ นางพุฒ เชื้อชัย และเด็กหญิงเบญจมาศ ขันธมาลัย ได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาโจทก์ได้ถึงแก่ความตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในข้อกฎหมายว่า การกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ถือว่าเป็นการกระทำในทางการที่จ้างหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะมีหน้าที่ขนวัสดุก่อสร้างไม่มีหน้าที่ขับรถ และรถยนต์คันเกิดเหตุของจำเลยที่ ๓ มีนายราวี วันหลัง เป็นคนขับประจำ แต่จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ การที่จำเลยที่ ๑ ขึ้นไปติด เครื่องยนต์ในระหว่างทำการงานให้แก่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นนายจ้าง โดยนายราวีก็ไม่ได้ควบคุมดูแล ทำให้รถแล่นไปชนโจทก์ นางพุฒและเด็กหญิงเบญจมาศได้รับอันตรายสาหัสและ ต่อมาโจทก์ถึงแก่ความตายนั้น เห็นได้ว่า ขณะเกิดเหตุละเมิดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างยังคงมีอยู่ กรณีจึงต้องถือว่าการละเมิดเกิดขึ้นขณะ จำเลยที่ ๑ ลูกจ้างปฏิบัติงานในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของลูกจ้าง มิใช่เป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ศาลล่าง ทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแพงศรี เชื้อชัยหรือหอมหวล
จำเลย — นายหนูกรณ์ ยืดยาว ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายเจตน์พัฒน์ วารีเจริญชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1156/2546
#50689
เปิดฉบับเต็ม

ใบตราส่งระบุว่า จำเลยเป็นตัวแทนผู้ขนส่งในการส่งมอบสินค้า แสดงว่าจำเลยมิใช่ผู้ขนส่งแต่เป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่ง จำเลยจึงมิได้เป็นคู่สัญญากับผู้ส่งของในสัญญารับขนของทางทะเล จำเลยได้รับคำสั่งจาก ค. ตัวแทนของผู้ขนส่งให้มอบใบสั่งปล่อยสินค้าพิพาทแก่จำเลยร่วมโดยแจ้งว่าต้นฉบับใบตราส่งได้มีการเวนคืนให้แก่ผู้ขนส่งแล้วที่ต้นทางโดยส่งโทรสารใบตราส่งมายืนยันให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวด้วย จำเลยจึงได้มอบใบสั่งปล่อยสินค้าให้จำเลยร่วมนำไปรับมอบสินค้าโดยไม่ได้มีการเวนคืนใบตราส่งจากจำเลยร่วม ตามโทรสารใบตราส่งก็ปรากฏชื่อจำเลยร่วมเป็นผู้รับตราส่ง กรณีไม่มีเหตุให้จำเลยทราบได้ว่าคำสั่งให้ปล่อยสินค้าพิพาทแก่จำเลยร่วมเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ การที่จำเลยปล่อยสินค้าพิพาทให้แก่จำเลยร่วมโดยไม่ได้เวนคืนใบตราส่งจึงเป็นการที่จำเลยซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ขนส่งตามสัญญาตัวการตัวแทนระหว่างจำเลยกับผู้ขนส่งปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการโดยสุจริต ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตระบุเงื่อนไขไว้อย่างแจ้งชัดว่าเอกสารใบตราส่งให้ทำในนามโจทก์และให้แจ้งแก่จำเลยร่วม แม้ข้อความในตอนต่อมาจะระบุว่าเอกสารที่ใช้ในการส่งสินค้าทั้งหมดให้ออกในนามจำเลยร่วมก็ตาม ก็ย่อมหมายความว่าเอกสารที่ใช้ในการขนส่งทั้งหมดให้ออกในนามจำเลยร่วม เว้นแต่ใบตราส่งให้ทำในนามโจทก์กล่าวคือ ให้โจทก์เป็นผู้รับตราส่งและให้แจ้งการมาถึงประเทศไทยของเรือบรรทุกสินค้าพิพาทให้จำเลยร่วมทราบ นอกจากนี้ผู้บริหารของ ค. กับบริษัทจำเลยร่วมเป็นผู้บริหารกลุ่มเดียวกัน จำเลยร่วมรับสินค้าไปจากผู้ขนส่งตามคำสั่งของ ค. จึงเชื่อได้ว่าขณะที่จำเลยร่วมรับสินค้าพิพาทไปจากผู้ขนส่ง จำเลยร่วมย่อมทราบดีว่าผู้รับตราส่งคือโจทก์มิใช่จำเลยร่วม โดยจำเลยร่วมเป็นเพียงผู้รับแจ้งการมาถึงประเทศไทยของเรือบรรทุกสินค้าพิพาทเท่านั้น หามีสิทธิที่จะรับสินค้าพิพาทจากผู้ขนส่งได้ไม่ การที่จำเลยร่วมขอรับสินค้าพิพาทไปจากจำเลยตัวแทนผู้ขนส่งโดยไม่มีสิทธิ จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์โดยจงใจทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งไม่ได้รับสินค้าและไม่ได้รับชำระค่าสินค้าที่โจทก์ได้ชำระให้แก่ผู้ขายไปแล้ว จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตตามคำขอของบริษัทเคียว อินเตอร์เทรด จำกัด โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อผู้ขายได้จัดส่งสินค้าลงเรือแล้ว ให้ผู้ขายเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากธนาคารตัวแทนของโจทก์ได้ โดยผู้ขายและบริษัทเคียวอินเตอร์เทรด จำกัด ตกลงมอบสินค้าทั้งหมดและใบตราส่ง กรมธรรม์ประกันภัยและเอกสารต่าง ๆ แก่โจทก์ ซึ่งอยู่ในฐานะผู้รับตราส่ง ต่อมาเมื่อผู้ขายในต่างประเทศได้ส่งสินค้าพร้อมเอกสารการขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์ โจทก์ได้จ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายแล้วสินค้าได้ถูกจัดส่งมาถึงประเทศไทยโดยจำเลยเป็นผู้รับขนและตัวแทนในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเล แต่จำเลยได้ส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัทไทยคอมพิวเตอร์ แมนูแฟคเจอร์ริ่ง จำกัด โดยที่มิได้มีการเวนคืนใบตราส่ง และไม่ได้รับความยินยอมหรืออนุญาตจากโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์มิได้รับค่าสินค้าจากบริษัทเคียว อินเตอร์เทรด จำกัด และไม่สามารถรับหรือโอนขายสินค้าให้แก่บุคคลอื่น เพื่อชำระค่าสินค้าที่โจทก์ได้ชำระให้ผู้ขายไปแล้วได้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 861,841 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า โจทก์กับจำเลยไม่ได้เป็นคู่สัญญาในการขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหาย จำเลยเป็นเพียงตัวแทนเรือและหรือตัวแทนผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นมีหน้าที่ในการทำพิธีการเรือโดยติดต่อหน่วยงานราชการต่าง ๆ จำเลยได้รับคำสั่งจากผู้ขนส่งและหรือตัวแทนให้ออกใบสั่งปล่อยสินค้าให้แก่บริษัทไทยคอมพิวเตอร์แมนูแฟคเจอร์ริ่ง จำกัด โดยแจ้งว่าต้นฉบับใบตราส่งได้มีการเวนคืนให้แก่ผู้ขนส่งแล้วที่ต้นทาง โดยได้ส่งโทรสารใบตราส่งซึ่งระบุชื่อบริษัทไทยคอมพิวเตอร์ แมนูแฟคเจอร์ริ่ง จำกัด เป็นผู้รับตราส่งไม่ใช่ชื่อโจทก์ มายืนยันให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งด้วย โจทก์ชอบที่จะไปเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทไทยคอมพิวเตอร์ แมนูแฟคเจอร์ริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับสินค้าและไม่นำเงินค่าสินค้ามาชำระแก่โจทก์ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยคอมพิวเตอร์ แมนูแฟคเจอร์ริ่ง เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การว่า บริษัทเคียว อินเตอร์เทรด จำกัด ได้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์เพื่อชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในประเทศญี่ปุ่น โดยคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตได้กำหนดไว้ว่า บรรดาเอกสารการขนส่งทางเรือให้ออกในนามจำเลยร่วม ผู้ขนส่งจึงได้ออกใบตราส่งระบุให้จำเลยร่วมเป็นผู้รับตราส่ง เมื่อของลงเรือแล้วจำเลยร่วมจึงได้เวนคืนใบตราส่งให้แก่ผู้ขนส่งและหรือผู้ขายหรือผู้ส่งออกโดยวิธีสลักหลัง ดังนั้น เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทยจำเลยร่วมย่อมมีสิทธิรับของจากผู้ขนส่งหรือตัวแทนของผู้ขนส่ง จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยและจำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลสำหรับสินค้าพิพาทระบุว่า เป็นใบตราส่งของบริษัทซีเอชแอล คอนเทนเนอร์ ไลน์ จำกัด ที่ออกโดยบริษัทคาลเบอร์สัน (เอส.อี.เอ)พีทีอี จำกัด ในฐานะตัวแทนลงนามเพื่อและในนามผู้ขนส่งคือบริษัทซีเอชแอล คอนเทนเนอร์ ไลน์ จำกัด โดยมีจำเลยเป็นตัวแทนผู้ขนส่งในการปล่อยหรือส่งมอบสินค้าดังนี้ แสดงว่าจำเลยมิได้เป็นคู่สัญญากับผู้ส่งของในสัญญารับขนของทางทะเล จำเลยจึงมิใช่ผู้ขนส่งแต่เป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งเท่านั้น ข้อเท็จจริงได้ความต่อไปตามทางนำสืบของจำเลย โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 ก่อนที่เรือเศรษฐภูมิจะเดินทางมาถึงประเทศไทยในวันที่ 27 กรกฎาคม2540 นั้น จำเลยได้รับคำสั่งจากบริษัทคาลเบอร์สัน (เอส.อี.เอ) พีทีอี จำกัด ตัวแทนในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ของผู้ขนส่งให้มอบใบสั่งปล่อยสินค้าพิพาทแก่จำเลยร่วมโดยแจ้งว่าต้นฉบับใบตราส่งได้มีการเวนคืนให้แก่ผู้ขนส่งแล้วที่ต้นทางประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ และบริษัทดังกล่าวยังได้ส่งโทรสารใบตราส่งตามเอกสารหมาย ล.2มายืนยันให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวด้วย ต่อมาเมื่อจำเลยร่วมมาขอรับมอบใบสั่งปล่อยสินค้าพิพาทจากจำเลย จำเลยจึงได้มอบใบสั่งปล่อยสินค้าให้จำเลยร่วมนำไปรับมอบสินค้าจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยไม่ได้มีการเวนคืนใบตราส่งจากจำเลยร่วมทั้งตามโทรสารใบตราส่งเอกสารหมาย ล.2 ก็ปรากฏชื่อจำเลยร่วมเป็นผู้รับตราส่ง กรณีไม่มีเหตุให้จำเลยทราบหรือควรทราบได้ว่าคำสั่งที่ให้ปล่อยสินค้าพิพาทแก่จำเลยร่วมเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ การที่จำเลยปล่อยสินค้าพิพาทให้แก่จำเลยร่วมโดยไม่ได้เวนคืนใบตราส่งจึงเป็นการที่จำเลยซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ขนส่งตามสัญญาตัวการตัวแทนระหว่างจำเลยกับผู้ขนส่งปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการโดยสุจริต ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาว่าจำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทซีเอชแอล คอนเทนเนอร์ ไลน์ จำกัด เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มายังประเทศไทยโดยเรือเศรษฐภูมิตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งเป็นต้นฉบับใบตราส่งรวม 3 ชุด โดยโจทก์เป็นผู้รับตราส่งตามใบตราส่งดังกล่าวจำเลยร่วมให้การต่อสู้ว่าการขนสินค้าพิพาทลงเรือได้กระทำที่เมืองท่าในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเมื่อขนสินค้าลงเรือแล้วจำเลยร่วมได้เวนคืนใบตราส่งให้แก่ผู้ขนส่งและหรือผู้ขายหรือผู้ส่งออกสินค้าโดยวิธีสลักหลัง ณ ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อให้ผู้รับประโยชน์นำใบตราส่งไปประกอบเอกสารอื่นในการขอรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจากธนาคารผู้มีหน้าที่จ่ายเงิน ดังนี้แสดงว่าขณะจำเลยร่วมเวนคืนใบตราส่งสำหรับสินค้าพิพาท จำเลยร่วมย่อมทราบดีว่าใบตราส่งระบุว่าใครเป็นผู้รับตาส่ง เพราะใบตราส่งที่ผู้ขายสามารถนำไปประกอบเอกสารอื่นในการขอรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจากธนาคารผู้มีหน้าที่จ่ายเงินจะต้องเป็นใบตราส่งที่มีเนื้อหาตรงตามเงื่อนไขในคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตที่จำเลยร่วมให้การและนำสืบอ้างว่าตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกำหนดไว้ว่าบรรดาเอกสารการขนส่งสินค้าให้ออกในนามจำเลยร่วม ผู้ขนส่งจึงออกใบตราส่งโดยระบุให้จำเลยร่วมเป็นผู้รับตราส่งนั้น เห็นว่า ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเอกสารหมาย จ.4 ระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับเอกสารไว้ในตอนแรกอย่างแจ้งชัดว่า เอกสารใบตราส่งให้ทำในนามโจทก์และให้แจ้งแก่จำเลยร่วม แม้ข้อความในตอนต่อมาจะระบุว่าเอกสารที่ใช้ในการส่งสินค้าทั้งหมดให้ออกในนามจำเลยร่วมก็ตามก็ย่อมหมายความว่าเอกสารที่ใช้ในการขนส่งทั้งหมดให้ออกในนามจำเลยร่วม เว้นแต่ใบตราส่งให้ทำในนามโจทก์ กล่าวคือ ให้โจทก์เป็นผู้รับตราส่งและให้แจ้งการมาถึงประเทศไทยของเรือบรรทุกสินค้าพิพาทให้จำเลยร่วมทราบ ซึ่งก็ปรากฏว่าตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.8 ได้ระบุว่าโจทก์เป็นผู้รับตราส่ง และให้แจ้งแก่จำเลยร่วมตรงตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต นอกจากนี้ พยานจำเลยร่วมปากนางสาวมยุรา หลงสมบุญ ก็เบิกความยอมรับว่าผู้บริหารของบริษัทเคียว อินเตอร์เทรด จำกัด กับบริษัทจำเลยร่วมเป็นผู้บริหารกลุ่มเดียวกัน จำเลยร่วมรับสินค้าไปจากผู้ขนส่งตามคำสั่งของบริษัทเคียว อินเตอร์เทรด จำกัด ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่าขณะที่จำเลยร่วมรับสินค้าพิพาทไปจากผู้ขนส่ง จำเลยร่วมย่อมทราบดีว่าผู้รับตราส่งคือโจทก์มิใช่จำเลยร่วม โดยจำเลยร่วมเป็นเพียงผู้รับแจ้งการมาถึงประเทศไทยของเรือบรรทุกสินค้าพิพาทเท่านั้น หามีสิทธิที่จะรับสินค้าพิพาทจากผู้ขนส่งได้ไม่ การที่จำเลยร่วมขอรับสินค้าพิพาทไปจากจำเลยตัวแทนผู้ขนส่งโดยไม่มีสิทธิจึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์โดยจงใจทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งและยังเป็นผู้ทรงใบตราส่งอยู่ได้รับความเสียหายไม่ได้รับสินค้าและไม่ได้รับชำระค่าสินค้าที่โจทก์ได้ชำระให้แก่ผู้ขายไปแล้วเป็นเงิน861,841 บาท จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 861,841 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 797
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำกัด — บริษัทคาลเบอร์สัน (ประเทศไทย) จำกัด หรือบริษัทจีโอดีส โอเวอร์ซีส์
จำเลยร่วม — บริษัทไทยคอมพิวเตอร์ แมนูแฟคเจอร์ริ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ