คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9709/2544
#98499
เปิดฉบับเต็ม

ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทซึ่งจำเลยในฐานะกรรมการผู้จัดการลงชื่อรับรองว่าเป็นรายการที่ถูกต้องตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นระบุว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง และสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นนั้นกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1141 เมื่อจำเลยไม่นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่งในบริษัท โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2)

ตามสัญญาสนับสนุนการลงทุนระบุว่าคู่สัญญาฝ่ายที่ 1 (บริษัทเอ็ม.พีปิโตรเลียม จำกัด) ตกลงให้เงินลงทุนแก่คู่สัญญาฝ่ายที่ 2 (จำเลยและบริษัทตะวันอีสาน จำกัด) จำนวน 15,000,000 บาท โดยจะมอบให้เมื่อคู่สัญญาฝ่ายที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาข้อ 3.1 แม้จำเลยจะรับเงินจำนวนดังกล่าวต่างวันกันแบ่งเป็นสองจำนวน แต่เจตนาที่จำเลยกระทำเป็นเจตนาที่กระทำต่อเงินจำนวน 15,000,000 บาท ทั้งจำนวน จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันเพื่อเงินจำนวนดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่แสดงเกี่ยวกับรายการดังกล่าวให้ปรากฏเป็นยอดรวมในงบดุลเพียงครั้งเดียว ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2535 การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔๒ (๑) (๒) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ , ๙๑

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔๒ (๒) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔๒ (๒) ลงโทษจำคุก ๑ ปี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย ๕๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้วสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และจำเลยไปในคราวเดียวกันโดยจะได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อแรกเสียก่อนว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทตะวันอีสาน จำกัด และเป็นผู้เสียหายจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยลงชื่อรับรองว่าเป็นรายการที่ถูกต้องตรงกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตามเอกสารหมาย จ. ๑๗ ระบุว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง และสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นนั้น กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๔๑ เมื่อจำเลยไม่นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่งในบริษัทตะวันอีสาน จำกัด โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๙๗๑๑ และ ๕๙๗๐๙ ตำบลในเมือง (ศิลา) อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และสถานีบริการน้ำมันพร้อมอุปกรณ์ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๒๒๙ ตำบลบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น และโฉนดเลขที่ ๒๖๙๖๘ ตำบลสองห้อง อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เป็นทรัพย์สินของบริษัทตะวันอีสาน จำกัด หรือไม่ เห็นว่า โฉนดที่ดิน ๓ แปลงแรก มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ ส่วนที่ดินแปลงที่ ๔ มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกับพลตรีธงชัย เจิมเจิดพล จึงเป็นทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดิน จึงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า จำเลยผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานเอกสารว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน ๓ แปลงแรก และเป็นเจ้าของร่วมกับพลตรีธงชัย เจิมเจิดพล ในที่ดินแปลงที่ ๔ ส่วนสิ่งปลูกสร้างและสถานีบริการน้ำมันพร้อมอุปกรณ์ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔ วรรคสอง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เป็นของบริษัทตะวันอีสาน จำกัด ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สำหรับเช็คจำนวน ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ. ๙ ซึ่งจำเลยได้รับมาในนามของบริษัทตะวันอีสาน จำกัด และในนามของจำเลย จำเลยไม่ต้องนำมาลงในงบดุลนั้น เห็นว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นรายได้ของบริษัทตะวันอีสาน จำกัด ซึ่งบริษัทสามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายในกิจการของบริษัทได้ ดังนั้น จำเลยจึงต้องนำรายได้ดังกล่าวลงบัญชีแยกประเภทของบริษัทเพื่อนำมาคำนวณและแสดงในงบดุลเกี่ยวกับสินทรัพย์และหนี้สิน ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยได้รับเงิน ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยแยกเป็น ๒ รายการ โดยเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ ได้รับจำนวน ๙,๕๐๐,๐๐๐ บาท และในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ ได้รับอีกจำนวน ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท จึงต่างวันต่างเวลากัน เมื่อจำเลยไม่นำรายได้ดังกล่าวที่ได้รับในแต่ละครั้งลงบัญชี การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำต่างกรรมกัน จึงต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปนั้น เห็นว่า ตามสัญญาสนับสนุนการลงทุน ข้อ ๒.๑ เอกสารหมาย จ. ๔ ระบุว่า คู่สัญญาฝ่ายที่ ๑ (บริษัทเอ็ม . พี . ปิโตรเลียม จำกัด) ตกลงให้เงินลงทุนแก่คู่สัญญาฝ่ายที่ ๒ (จำเลยและบริษัทตะวันอีสาน จำกัด) จำนวน ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยจะมอบให้เมื่อคู่สัญญาฝ่ายที่ ๒ ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาข้อ ๓.๑ ดังนั้น เจตนาที่จำเลยกระทำจึงเป็นเจตนาที่กระทำต่อเงินจำนวน ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งจำนวน จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันเพื่อเงินจำนวนดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่แสดงเกี่ยวกับรายการดังกล่าวให้ปรากฏเป็นยอดรวมในงบดุลเพียงครั้งเดียว ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๕ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยยื่นคำแถลงการณ์ว่า บัดนี้ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นว่า โจทก์เป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัทตะวันอีสาน จำกัด แทนจำเลย คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว เห็นว่า คดีที่จำเลยอ้างถึงนั้นโจทก์ฟ้องจำเลยฐานยักยอกเงินจำนวนอื่น มิได้เกี่ยวข้องกับคดีนี้แต่อย่างใด จึงมิได้เป็นเรื่องที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๔) ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

(สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ - วิชัย ชื่นชมพูนุท - พีรพล จันทร์สว่าง)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.พ.พ. ม. 1141
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกสุมภ์ ตาละโสภณ
จำเลย — นางสมหญิง เสรีวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางรัชนี สุขใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทวี ประจวบลาภ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9701/2544
#99866
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 บัญญัติว่าในกรณีที่ผู้กระทำผิดซึ่งต้องรับโทษตามหมวด 4 เป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น แม้คดีนี้จำเลยที่ 3 จะมีอาชีพค้าขายก๋วยเตี๋ยวมิได้ประกอบกิจการค้าอื่น แต่จำเลยที่ 3 ยินยอมให้ น. พี่ชายนำสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไปจดทะเบียนเป็นห้างจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างดังกล่าว และยื่นคำขอเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการ โดยใช้บ้านพักของตนเป็นสถานประกอบการโดยไม่ปรากฏว่าได้มีการประกอบกิจการตามที่ได้มีการจดทะเบียนไว้แต่อย่างใด ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 3 ดังกล่าว ถือได้ว่าได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ในการออกใบกำกับภาษี โดยไม่มีสิทธิจะออกโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 ประกอบด้วย มาตรา 90/4 (3) และ (6)

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้ร่วมกันออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของหลายบริษัทโดยไม่มีสิทธิออกเนื่องจากไม่มีการซื้อขายสินค้ากันจริง โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของแต่ละบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ต่างวาระกันอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นการกระทำต่างกรรมต่างเจตนากันจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.๒๔๘๑ มาตรา ๗๗/๑ , ๘๒/๓ , ๘๖ , ๘๖/๑๓ , ๙๐/๔ , ๙๐/๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ และสั่งคืนของกลางแก่กรมสรรพากรเพื่อใช้ในการดำเนินคดีแพ่งต่อไป

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.๒๔๘๑ มาตรา ๙๐/๔ (ที่ถูก ๙๐/๔ (๓) และ (๖)) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ลงโทษปรับจำเลยที่ ๒ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนการกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามฟ้องโจทก์ข้อ ๒.๒ (ที่ถูกคือ ข้อ ๒) จำคุก ๒ ปี ลงโทษจำเลยที่ ๓ ตามฟ้องโจทก์ข้อ ๒.๓ (ที่ถูกคือ ข้อ ๓) จำคุก ๒ ปี ลงโทษจำเลยที่ ๔ ตามฟ้องโจทก์ข้อ ๒.๔ (ที่ถูกคือ ข้อ ๔) จำคุก ๒ ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ในความผิดตามฟ้องโจทก์ข้ออื่น ๆ หากจำเลยที่ ๒ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ คืนของกลางแก่กรมสรรพากรเพื่อใช้ในการดำเนินคดีแพ่งต่อไป

จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า บริษัทนพรัตน์พาณิชย์ จำกัด จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๔๙๔/๒๕๓๘ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้วมีนายนพรัตน์ สงค์ไพรสณท์ จำเลยในคดีเดียวกันและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้วเป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนและบริษัทนี้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทอีชิกาว่า (ไทยแลนด์) จำกัด จำเลยในคดีเดียวกันและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้ว มีจำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทน ต่อมาเปลี่ยนเป็นนายนพรัตน์ บริษัทนี้ก็เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ห้างหุ้นส่วนจำกัดโดมจินดาน้ำปลาแซบ จำเลยที่ ๒ มีจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนและเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ โดยส่วนตัวแล้วมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยและมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษี คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกับบริษัทอีชิกาว่า (ไทยแลนด์) จำกัด และจำเลยที่ ๓ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกเนื่องจากไม่มีการซื้อขายสินค้ากันจริง โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้องข้อ ๒ และ ๓ ตามลำดับหรือไม่ เพื่อความสะดวกในการวินิจฉัยขอแยกพิจารณาเป็นรายบุคคลดังนี้?

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปเกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ เห็นว่า ทางพิจารณาของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ลงลายมือชื่อในใบกำกับภาษีของจำเลยที่ ๒ ที่ออกโดยไม่มีสิทธิออกเนื่องจากไม่มีการซื้อขายสินค้ากันจริง อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยที่ ๓ กระทำการอย่างใดที่มีลักษณะเป็นการร่วมกระทำความผิดตามฟ้องกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๓ ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๙๐/๔ (๓) และ (๖) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.๒๔๘๑ มาตรา ๙๐/๕ มาด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกให้แก่ผู้ประกอบการในหลายจังหวัด ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ลงโทษปรับจำเลยที่ ๒ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีในส่วนของจำเลยที่ ๒ จึงถึงที่สุดแล้วนั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๐/๕ บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้กระทำผิดซึ่งต้องรับโทษตามหมวด ๔ เป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น สำหรับคดีนี้จำเลยที่ ๓ มีอาชีพค้าขายก๋วยเตี๋ยวมิได้ประกอบกิจการค้าอื่น แต่จำเลยที่ ๓ ยินยอมให้นายนพรัตน์พี่ชายนำสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ตามเอกสารหมาย จ.๑๕ และ จ.๑๖ ไปจดทะเบียนเป็นห้างจำเลยที่ ๒ และยื่นคำขอเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการ โดยระบุประเภทกิจการ ร้านน้ำปลา วัสดุก่อสร้าง และรับเหมาก่อสร้าง ตามแบบคำขอเอกสารหมาย จ.๑๔ โดยใช้บ้านพักของตนเป็นสถานประกอบการ สถานประกอบการของจำเลยที่ ๒ เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวและเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวมีลังน้ำปลาภายในร้านประมาณ ๕๐ ถึง ๖๐ ลัง ไม่พบวัสดุก่อสร้าง นอกจากนี้ยังพบเอกสารทางบัญชีอันได้แก่บัญชีรับจ่าย ใบกำกับภาษีและสมุดธนาคารรวม ๒๑ รายการ และเมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ ๒ ว่าได้ร่วมกันออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิจะออกโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยที่ ๓ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการให้การรับสารภาพ เช่นนี้ การที่จำเลยที่ ๓ ไม่มีความประสงค์จะประกอบอาชีพค้าขายน้ำปลา วัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้างที่บ้านพักของตน แต่กลับยินยอมให้พี่ชายนำสำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของตนไปดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยมีจำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างดังกล่าว และยื่นคำขอเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะมีสิทธิออกใบกำกับภาษีเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการได้ ซึ่งสถานประกอบการของจำเลยที่ ๒ เป็นที่เดียวกับบ้านพักของตน ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการประกอบกิจการตามที่ได้มีการจดทะเบียนไว้ นอกจากนี้ การที่จำเลยที่ ๓ นำสืบปฏิเสธลอย ๆ ว่า จำเลยที่ ๓ มีอาชีพค้าขายก๋วยเตี๋ยวไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวในการดำเนินการของห้าง ไม่เคยออกใบกำกับภาษีในการขายสินค้า จำเลยที่ ๓ ไม่เคยเขียนและลงนาม โดยจำเลยที่ ๓ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นนอกจากนี้มาพิสูจน์ยืนยันให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ ๓ มิได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๒ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้เช่นนั้น ดังนี้การกระทำของจำเลยที่ ๓ ดังกล่าว ถือได้ว่าได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๒ ในการออกใบกำกับภาษี โดยไม่มีสิทธิจะออกโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จำเลยที่ ๓ จึงมีความผิดตามมาตรา ๙๐/๕ ประกอบด้วยมาตรา ๙๐/๔ (๓) และ (๖)

อนึ่ง ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ฟ้องฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ได้ร่วมกันออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัทนพรัตน์พาณิชย์ จำกัด บริษัทอีชิกาว่า (ไทยแลนด์) จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดมจินดาน้ำปลาแซบจำเลยที่ ๒ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามพาณิชยกรรม ร้านสมศักดิ์พาณิชย์ และร้านนพรัตน์การไฟฟ้าโดยไม่มีสิทธิออกเนื่องจากไม่มีการซื้อขายสินค้ากันจริงโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ได้ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของแต่ละบริษัทห้างร้านดังกล่าวต่างวาระกันอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นการกระทำต่างกรรมต่างเจตนากัน การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ กระทำความผิดกรรมเดียว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แต่เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ สำหรับความผิดตามฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จึงไม่อาจเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ให้หนักไปกว่าโทษตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้ แต่เห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เสียให้ถูกต้อง

ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาขอให้รอการลงโทษให้นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเกี่ยวกับภาษีอากรของชาติอันเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติจะสามารถดำรงอยู่ได้ ทั้งนี้เพราะเงินภาษีอากรที่รัฐบาลได้รับมาจากประชาชนทั่วไปนั้นจะเป็นรายได้ที่รัฐบาลนำไปปรับปรุงและพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองกระทำการเพื่อหลีกเลี่ยงในการที่จะชำระภาษีให้ถูกต้องและหลอกลวงเอาเงินค่าภาษีอากรของรัฐไปโดยไม่ชอบ เป็นการนำเสนอแนวทางหลีกเลี่ยงภาษีต่อประชาชนทั่วไปโดยไม่จำกัด นับได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศชาติสมควรที่จะกำจัดและปราบปรามให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว คดีจึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมาโดยไม่รอการลงโทษให้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ มีความผิดตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.๒๔๘๑ มาตรา ๙๐/๔ (๓) และ (๖) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ สำหรับจำเลยที่ ๓ มีความผิดตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.๒๔๘๑ มาตรา ๙๐/๕ ประกอบด้วยมาตรา ๙๐/๔ (๓) และ (๖) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.รัษฎากร ม. 90/4 ม. 90/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นางสาวราตรี บุญสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายพะโณมล ไพรภิมุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9697/2544
#99764
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.อ. มาตรา 268 บัญญัติว่า ผู้ใดใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 265 และเป็น ผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษตามมาตรา 268 แต่เพียงกระทงเดียวก็ตาม แต่จำเลยใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตาม ป.รัษฎากร มาตรา 86/13, 90/4 (3) ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษต่างหากจาก ป.อ. จึงไม่เข้าข้อยกเว้นให้รับโทษฐานใช้เอกสารปลอมกระทงเดียว ตาม ป.อ. มาตรา 268 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๑, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘ ป. รัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๗๗/๑ (๖), ๘๖/๑๓, ๙๐/๔, ๙๐/๔ (๓) และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตาม ป. รัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๗๗/๑ (๖), ๘๖/๑๓, ๙๐/๔ (๓) กระทงหนึ่ง กับ ป.อ. มาตรา ๒๖๘ ประกอบมาตรา ๘๐ อีกกระทง การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานออกใบกำกับ ภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่มีสิทธิจะออกได้ตามกฎหมาย จำคุก ๒ ปี และฐานพยายามใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก ๑ ปี ๔ เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓ ปี ๔ เดือน คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดจน ทางนำสืบของจำเลยที่ ๑ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒ ปี ๖ เดือน จำเลยที่ ๒ มีความผิดตาม ป. รัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๗๗/๑ (๖), ๘๖/๑๓, ๙๐/๔ (๓) ให้ลงโทษจำคุก ๒ ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดจนทางนำสืบของจำเลยที่ ๒ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๒ หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี ๖ เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยกเสีย และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดเกี่ยวกับเอกสาร จำเลยที่ ๑ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕, ๘๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ มีว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิด กรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า ตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ บัญญัติว่า ผู้ใดใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา ๒๖๕ และเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษตามมาตรานี้เพียงกระทงเดียว แต่จำเลยที่ ๑ ใช้เอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตาม ป. รัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๘๖/๑๓, ๙๐/๔ (๓) ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษต่างหากจาก ป.อ. จึงไม่เข้าข้อยกเว้นให้รับโทษฐานใช้เอกสารปลอมกระทงเดียวตาม ป.อ. มาตรา ๒๖๘ การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 265 ม. 268
ป.รัษฎากร ม. 86/13 ม. 90/4 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุชาติ กานต์อเนกองค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช เกาไศยนันท์
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9696/2544
#98470
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องและคำให้การคดีมีประเด็นข้อพิพาทอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยแกล้งบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน ฟ้องขับไล่โจทก์และเบิกความเท็จในคดีหมายเลขดำที่ 20091/2531 ต่อศาลแพ่งหรือไม่ แต่ในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ โดยโจทก์และจำเลยต่างไม่คัดค้าน ถือว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายได้สละประเด็นข้อพิพาทนี้แล้ว และโจทก์ไม่จำเป็นต้องนำสืบพยานในประเด็นข้อนี้ การที่ศาลชั้นต้นมากำหนดประเด็นข้อพิพาทนี้ขึ้นมาใหม่ในวันนัดฟังคำพิพากษาและได้เลื่อนไปอ่านคำพิพากษาไปโดยไม่ได้ให้โจทก์นำสืบพยานในประเด็นดังกล่าว แล้วนำประเด็นนี้มา วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานมานำสืบย่อมไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 วรรคหนึ่ง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิริกุล จิรายุพัฒน์
จำเลย — นายปรีชา ศรีนิยม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุริยนต์ โสตถิทัต
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงธรรม สุดสวาสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9693/2544
#43437
เปิดฉบับเต็ม

สถานที่เกิดเหตุที่เป็นบริเวณหน้าที่ตั้งศพอดีตเจ้าอาวาสซึ่งอยู่หน้ากุฏิเจ้าอาวาส เป็นเพียงสถานที่ในวัดที่จัดนำศพอดีตเจ้าอาวาสมาตั้งไว้เพื่อรอการพระราชทานเพลิงศพเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นสถานที่บูชาสาธารณะ การที่จำเลยลักตู้รับเงินบริจาคซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าศพจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(9),357, 83 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 220 บาท ที่ลักไปแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(9) วรรคสอง ลงโทษจำคุก 2 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 220 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(9) นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า สถานที่เกิดเหตุคดีนี้เป็นบริเวณหน้าที่ตั้งศพอดีตเจ้าอาวาสซึ่งอยู่หน้ากุฏิเจ้าอาวาสเป็นเพียงสถานที่ในวัดที่จัดนำศพอดีตเจ้าอาวาสมาตั้งไว้เพื่อรอการพระราชทานเพลิงศพเท่านั้น ไม่ถือว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่บูชาสาธารณะ การที่จำเลยลักตู้รับเงินบริจาคซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าศพอดีตเจ้าอาวาสดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคแรก ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะข้อหาที่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(9) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
จำเลย — นาย สังคม ซำศิริ
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9693/2544
#98460
เปิดฉบับเต็ม

สถานที่เกิดเหตุเป็นบริเวณหน้าที่ตั้งศพอดีตเจ้าอาวาสซึ่งอยู่หน้ากุฎิเจ้าอาวาส เป็นเพียงสถานที่ในวัดที่จัดนำศพอดีตเจ้าอาวาสมาตั้งไว้เพื่อรอการพระราชทานเพลิงศพเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นสถานที่บูชาสาธารณะ จำเลยลัก ตู้รับเงินบริจาคซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าศพอดีตเจ้าอาวาสดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะตาม ป.อ. มาตรา 335 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) (๙), ๓๕๗, ๘๓ ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๒๒๐ บาท ที่ลักไปให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) (๙) วรรคสอง ลงโทษจำคุก ๒ ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๔ เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๒๒๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายเอาตู้รับเงินบริจาค ๑ ตู้ ราคา ๑,๐๐๐ บาท กับเงินสดในตู้จำนวน ๒๕๐ บาท ของวัดผู้เสียหายไปโดยทุจริต ในวันดังกล่าวจำเลยไปดูโทรทัศน์ที่วัดผู้เสียหายตั้งแต่เวลาประมาณ ๒๑ นาฬิกา และกลับไปเมื่อเวลา ๒๓ นาฬิกาเศษ

ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๙) นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า สถานที่เกิดเหตุคดีนี้เป็นบริเวณหน้าที่ตั้งศพอดีตเจ้าอาวาสซึ่งอยู่หน้ากึฏิเจ้าอาวาส เป็นเพียงสถานที่ในวัดที่จัดนำศพอดีตเจ้าอาวาสตั้งไว้เพื่อรอการพระราชทานเพลิงศพเท่านั้น ไม่ถือว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่บูชาสาธารณะ การที่จำเลยลักตู้รับเงินบริจาคซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าศพอดีตเจ้าอาวาสดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ บูชาสาธารณะ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๕ ประกอบด้วยมาตรา ๑๙๕ วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะข้อหาที่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๙) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
จำเลย — นายสังคม ซำศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายนรินทร์ โตเผือก
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบรรหาร มูลทวี
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9692/2544
#112794
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 271, 272, 273 และ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความได้ที่โจทก์ในฐานะผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด และความผิดตามมาตราดังกล่าวมีระวางโทษ จำคุกกว่า 1 ปี ถึง 7 ปี จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2541 ดังนี้ เมื่อนับถึงวันที่ 9 เมษายน 2542 อันเป็นวันฟ้องแล้วยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 271, 272 และ 273 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 และให้จำเลยรับคืนสินค้าทั้งหมด กับคืนเงินจำนวน 54,440 บาท ให้แก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ ส่วนข้อหาแพ่งจำเลยให้การว่า จำเลยมิได้กระทำละเมิดโดยการหลอกลวงโจทก์ให้ ซื้อสินค้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 ลงโทษปรับ 3,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 และ 30 กับให้จำเลยชำระเงิน แก่โจทก์จำนวน 55,440 บาท โดยรับมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 12 เครื่อง คืนไปทั้งหมด ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า? ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องจำเลย เนื่องจากคำสั่งและเงินที่ซื้อเครื่องพิมพ์ดีดเป็นของบริษัทอินทีวร กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็น เจ้าของโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ โจทก์ในฐานะผู้จัดการโรงเรียนดังกล่าวเพียงแต่ทำหน้าที่จัดหาเครื่องพิมพ์ดีดให้เท่านั้น ความต้องการเครื่องพิมพ์ดีดและเงินไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของบริษัทอินทีวร กรุ๊ป จำกัด โจทก์ไม่ได้เสียหายแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฟังข้อเท็จจริงว่าตามวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ได้ไปที่ร้านของจำเลยและ ซื้อเครื่องพิมพ์ดีดใช้แล้วจากจำเลยจำนวน 12 เครื่อง เพื่อจะนำไปใช้สอนในโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ โดยโจทก์ได้ชำระราคาแก่จำเลยครบถ้วนแล้ว ตามใบรับเงินชั่วคราวหาได้ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ในฐานะผู้จัดการโรงเรียนเพียงแต่ทำหน้าที่จัดหาเครื่องพิมพ์ดีดให้เท่านั้นและเงินที่ซื้อเป็นของบริษัทซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนไม่ใช่ของโจทก์ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ดังนี้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังมาว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อสินค้าตามคำฟ้อง โดยจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ซื้อ จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 39 และ 41

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าคดีอาญาของโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์มิได้นำคดีมาฟ้องภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้ว่าเครื่องพิมพ์ดีดชำรุดเสียหายและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความได้ที่โจทก์ในฐานะผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและ รู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ประทับฟ้องเฉพาะข้อความผิดตาม ป.อ. มาตรา 271 ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความได้ที่โจทก์ในฐานะผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดดังที่จำเลยอุทธรณ์ความผิดตามมาตรา 271 ดังกล่าวเป็นความผิดที่มีระวางโทษจำคุกกว่า 1 ปี ถึง 7 จึงมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2541 ดังนี้ เมื่อนับถึงวันที่ 9 เมษายน 2542 อันเป็นวันฟ้องแล้วยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอิศนุวัฒน์ จารุทัศน์
จำเลย — นางสุดา แซ่ตั้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9691/2544
#99352
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือที่จำเลยมีถึงผู้อำนวยการเขตจตุจักรชี้แจงว่าจำเลยเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี โรงเรือนหรืออาคารที่ก่อสร้างขึ้นเป็นลักษณะชั่วคราว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ทั้งมีสิทธิที่จะขอคืนภาษีโรงเรือนและทีดินที่ชำระไปแล้ว และหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินและรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระหนี้สินของจำเลยภายหลังถูกรัฐบาลบอกเลิกสัญญาสัมปทานก่อสร้างทางรถไฟยกระดับ และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนกรรมสิทธิ์อาคารสำนักงานชั่วคราวที่พิพาทให้แก่บริษัทแล้ว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น มิใช่คำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 25 และมาตรา 26 แห่งพ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและเงินเพิ่มจำนวน ๖,๗๖๘,๑๔๐.๕๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยไม่จงใจขาดนัด ศาลภาษีอากรกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖,๗๖๘,๑๔๐.๕๐ บาท แก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยแล้ว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเป็นหนี้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและเงินเพิ่มตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายนริศ พิบูลย์วัฒนา พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินรายพิพาทประจำปีภาษี ๒๕๔๑ โดยกำหนดค่ารายปีเท่ากับค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วจำนวน ๔๙,๒๒๒,๘๔๐ บาท คำนวณเป็นค่าภาษีจำนวน ๖,๑๕๒,๘๕๕ บาท และได้ส่งแบบแจ้งการประเมินให้จำเลยรับไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมีหนังสือถึงผู้อำนวยการเขตจตุจักรชี้แจงว่าจำเลยมิได้ใช้ประโยชน์ในโรงเรือนอย่างการประกอบอุตสาหกรรมตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ตามเอกสารหมาย ล.๒๐ ถึง ล.๒๒ โจทก์ต้องพิจารณาดำเนินการให้จำเลยนั้น เห็นว่า เอกสารหมาย ล.๒๐ เป็นหนังสือชี้แจงรายละเอียดไปยังผู้อำนวยการเขตจตุจักร ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๒ โดยมีสาระสำคัญว่า จำเลยไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพุทธศักราช ๒๔๗๕ เนื่องจากจำเลยเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยมีกำหนดระยะเวลา ๓ ปี โรงเรือนหรืออาคารที่ก่อสร้างขึ้นเป็นลักษณะอาคารชั่วคราว จำเลยเห็นว่าจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ทั้งมีสิทธิที่จะขอคืนภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ชำระไปแล้วระหว่างปีภาษี ๒๕๓๘ ถึง ๒๕๔๐ คืนจากโจทก์และเอกสารหมาย ล.๒๑ เป็นหนังสือฉบับลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๒ มีไปถึงผู้อำนวยการเขตจตุจักรเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินและรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระสะสางหนี้สินของจำเลยภายหลังถูกรัฐบาลบอกเลิกสัญญาสัมปทานการก่อสร้างทางรถไฟยกระดับ และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนกรรมสิทธิ์อาคารสำนักงานชั่วคราวที่พิพาทให้แก่บริษัทสลิปฟอร์ม เอ็นจิเนียริง จำกัด ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย ล.๒๒ จำเลยจึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน เอกสารหมาย ล.๒๐ ถึง ล.๒๒ เป็นเอกสารที่จำเลยมีไปถึงผู้อำนวยการเขตจตุจักรภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลายื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แล้ว และทั้งมิใช่เป็นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าจำเลยมิได้ร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ค่าภาษีจำนวน ๖,๑๕๒,๘๕๕ บาท ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินไว้จึงเป็นจำนวนเด็ดขาด เมื่อจำเลยไม่ชำระเกินกว่า ๓ เดือน จึงต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑๐ เป็นเงินเงินเพิ่มจำนวน ๖๑๕,๒๘๕.๕๐ บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน ๖,๗๖๘,๑๔๐.๕๐ บาท อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๕๐๐ บาท แทนโจทก์

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ

นายสุธรรม จุลิรัชนีกร ผู้ตรวจร่างคำพิพากษาศาลฎีกา

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ผู้ตรวจย่อข้อกฎหมาย

นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทโฮปเวลล์(ประเทศไทย)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายรัถยา สัตยาบัน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9682/2544
#98435
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยบุกรุกเข้ามาปลูกกระท่อมอ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนกระท่อมออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยและบริวารไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป จำเลยให้การ ในตอนแรกว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1989 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่จำเลยกลับให้การ ในตอนหลังว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยเต็มทั้งแปลงด้วยความสุจริต โดยเจตนายึดถือเพื่อตนด้วยความสงบและเปิดเผยเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี หากที่ดินพิพาทอยู่ในโฉนดที่ดินของโจทก์จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 จึงขัดแย้งคำให้การในตอนแรก รูปคดีตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ ก็ถือ ไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนกระท่อมออกจากที่ดินพิพาทและห้ามไม่ให้จำเลยกับบริวารเข้ามา เกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทต่อไป

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ซื้อมาจากผู้มีชื่อ และแจ้งออกโฉนด ที่ดินเมื่อปี ๒๕๐๔ แล้วครอบครองทำประโยชน์โดยสร้างบ้านอยู่อาศัยเต็มทั้งแปลงตั้งแต่ซื้อมาด้วยความสุจริต โดยเจตนา ยึดถือเพื่อตนด้วยความสงบและเปิดเผยจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี โดยไม่มีบุคคลใดโต้แย้ง หากที่ดินพิพาทอยู่ในโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ จำเลยไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ และเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่กรรม นางสุกัญญา จงมั่งคั่ง ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนกระท่อมออกไปจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๗,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทมา ๑๐ ปี ย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยบุกรุกเข้ามาปลูกกระท่อมอ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนกระท่อมออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยและบริวารไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป จำเลยให้การในตอนแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๘๙ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่จำเลยกลับให้การในตอนหลังว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดย ปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยเต็มทั้งแปลงด้วยความสุจริต โดยเจตนายึดถือเพื่อตนด้วยความสงบและเปิดเผยเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปี หากที่ดินพิพาทอยู่ในโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ จึงขัดแย้งกับคำให้การในตอนแรก รูปคดีตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การดังกล่าวไม่มีประเด็นเรื่อง การครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จะรับวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 183 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทองย้อย มหรรทัศนะพงศ์
จำเลย — นายส่วน จงมั่งคั่ง โดยนางสุกัญญา จงมั่งคั่ง ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายนริศ พงษ์พานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9671 -ที่ 9675/2544
#44086
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสองที่จำเลยอุทธรณ์ว่าที่ดินของโจทก์มีทางเข้าออกหรือสามารถเข้าออกหรือใช้ประโยชน์จากน้ำในคลองมหาสวัสดิ์ได้อย่างสะดวก การที่จำเลยอาศัยอยู่ในบริเวณที่ดินพิพาทมิได้ปิดบังหรือกีดขวางทางเข้าออกคลองมหาสวัสดิ์นั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามกฎหมายมาตราดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์แล้ววินิจฉัยว่าที่ดินของโจทก์มีทางเข้าออกหรือสามารถเข้าหรือใช้ประโยชน์จากน้ำในคลองมหาสวัสดิ์ได้อย่างสะดวกการที่จำเลยอาศัยอยู่ในบริเวณที่ดินพิพาทมิได้ปิดบังหรือกีดขวางทางเข้าออกคลองมหาสวัสดิ์แต่อย่างใดนั้น เป็นการไม่ชอบ ต้องถือว่าข้อเท็จจริงได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เมื่อจำเลยใช้สิทธิของตนปลูกบ้านในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินปิดหน้าที่ดินของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถจะใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นได้โดยสะดวก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายในการใช้ที่ดินของโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ กรณีต้องบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421และ 1337 การที่จำเลยปลูกบ้านอยู่ก่อนก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ผู้มาทีหลังต้องเสียสิทธิดังกล่าวไม่ โจทก์จึงมีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนให้สิ้นไปโดยฟ้องจำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของกรมชลประทานอันเป็นการกีดขวางทางที่โจทก์เข้าออกเพื่อใช้ประโยชน์ในคลองมหาสวัสดิ์อันเป็นทางสาธารณะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งห้าสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในแต่ละสำนวนคือ นางนาค ภิรมย์จันทร์ ว่าจำเลยที่ 1 เรียกนางมะลิ เนียมแตง ว่าจำเลยที่ 2 เรียกนางอารีย์หรืออารี จ่างแสง หรือพิศวงศ์ณรงค์ หรือสกุลพิสวงษ์ณรงค์ ว่าจำเลยที่ 3 เรียกนางปรานอม เนียมแตง ว่าจำเลยที่ 4และเรียกนายยิ่ง ภิรมย์จันทร์ ว่าจำเลยที่ 5

โจทก์ฟ้องทั้งห้าสำนวน ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และที่ดินที่จำเลยทั้งห้ากีดขวางโจทก์เข้าออกคลองมหาสวัสดิ์อันเป็นทางสาธารณะหากจำเลยทั้งห้าไม่รื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างทรัพย์สินและบริวารออกไปขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการโดยจำเลยทั้งห้าเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและให้จำเลยแต่ละสำนวนใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งห้าปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของกรมชลประทานอันเป็นการกีดขวางทางที่โจทก์เข้าออกเพื่อใช้ประโยชน์ในคลองมหาสวัสดิ์ ให้จำเลยแต่ละคนใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คนละ 50 บาท ต่อเดือนนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 กรกฎาคม 2540) จนกว่าจำเลยแต่ละคนจะรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินคนละ 1,200 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งห้าปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของกรมชลประทาน อันเป็นการกีดขวางทางที่โจทก์เข้าออกเพื่อใช้ประโยชน์ในคลองมหาสวัสดิ์ อันเป็นทางสาธารณะหรือไม่ คดีนี้ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งห้าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคสอง ที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่า ที่ดินของโจทก์มีทางเข้าออกหรือสามารถเข้าออกหรือใช้ประโยชน์จากน้ำในคลองมหาสวัสดิ์ได้อย่างสะดวก การที่จำเลยทั้งห้าอาศัยอยู่ในบริเวณที่ดินพิพาทมิได้ปิดบังหรือกีดขวางทางเข้าออกคลองมหาสวัสดิ์แต่อย่างใดนั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามกฎหมายมาตราดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์แล้ววินิจฉัยว่าที่ดินของโจทก์มีทางเข้าออกหรือสามารถเข้าออกหรือใช้ประโยชน์จากน้ำในคลองมหาสวัสดิ์ได้อย่างสะดวก การที่จำเลยทั้งห้าอาศัยอยู่ในบริเวณที่ดินพิพาทมิได้ปิดบังหรือกีดขวางทางเข้าออกคลองมหาสวัสดิ์แต่อย่างใดนั้นเป็นการไม่ชอบ ต้องถือว่าข้อเท็จจริงได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งห้าได้รื้อบ้านออกจากเขตที่ดินของโจทก์แล้ว คงปลูกอยู่แต่เฉพาะบริเวณริมคลองมหาสวัสดิ์ ติดกับหน้าที่ดินของโจทก์ด้านที่ติดกับคลองมหาสวัสดิ์อันเป็นเขตที่ดินของกรมชลประทานเป็นที่ชายตลิ่งซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คลองมหาสวัสดิ์ นั้นกว้างประมาณ 40 เมตร ประชาชนยังใช้เป็นทางสัญจร บ้านของจำเลยทั้งห้าปลูกก่อนที่โจทก์จะมาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ ได้ความเช่นนี้เห็นว่า สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น คือ ทรัพย์สินของแผ่นดินที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304 บัญญัติไว้ โจทก์ซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่งชอบที่จะใช้สอยที่ดินที่จำเลยทั้งห้าปลูกบ้านอยู่ได้เช่นกัน ฉะนั้น เมื่อจำเลยทั้งห้าใช้สิทธิของตนปลูกบ้านในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินปิดหน้าที่ดินของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถจะใช้หรือได้รับประโยชน์จากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นได้โดยสะดวกทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายในการใช้ที่ดินของโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ กรณีต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และ 1337 การที่จำเลยทั้งห้าปลูกบ้านอยู่ก่อนโจทก์ก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ผู้มาทีหลังต้องเสียสิทธิดังกล่าวไม่โจทก์จึงมีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนให้สิ้นไปโดยฟ้องจำเลยทั้งห้าให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งห้าปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของกรมชลประทานอันเป็นการกีดขวางทางที่โจทก์เข้าออกเพื่อใช้ประโยชน์ในคลองมหาสวัสดิ์ อันเป็นทางสาธารณะได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นพิพาทข้อนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยในข้อเท็จจริง ให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทั้งห้าปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของกรมชลประทานอันเป็นการกีดขวางทางที่โจทก์เข้าออกเพื่อใช้ประโยชน์ในคลองมหาสวัสดิ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1337
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จำนงค์ จุฑานนท์
จำเลย — นาง นาค ภิรมย์จันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9668/2544
#98500
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์ ต่อมาโจทก์พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปให้ผู้อื่นใช้ ได้มีการเจรจาตกลงกันโดยจำเลยที่ 1 ยินยอมใช้ค่าเสียหายเท่ากับ ค่าเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทที่ค้าง แล้วโจทก์จะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงตกลงยินยอมทำหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ขึ้นใหม่ ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลง แปลงหนี้จากสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันรถยนต์คันพิพาทมาเป็นสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้แทนจึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในเงินที่ผิดนัดแต่ละงวดจนถึงวันฟ้อง คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน ๑๑,๒๑๙.๑๗ บาท รวมเป็นเงิน ๑๖๑,๒๑๙.๑๗ บาท และ ให้ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๑๐๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ( ๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้เงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ และในเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวคำนวณถึงวันฟ้อง ( ๙ ธันวาคม ๒๕๔๐ ) ต้องไม่เกิน ๑๑,๒๑๙.๑๗ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขาย รถยนต์คันพิพาทในช่องผู้ซื้อ ตามหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์เอกสารหมาย จ.๓ หรือ ล.๑ และจำเลยทั้งสองได้ลง ลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ในช่องผู้รับสภาพหนี้อันเกี่ยวกับรถยนต์คันพิพาท ตามหนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ.๕ ให้ไว้แก่โจทก์ โดยรถยนต์คันดังกล่าวตกลงราคากัน ๓๘๘,๐๐๐ บาท คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์หรือทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ คันพิพาท ทั้งได้มีการกรอกข้อความในหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.๓ โดยจำเลยที่ ๑ มิได้ยินยอมด้วย อันจะมีผลทำให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาซื้อขายและตามหนังสือรับสภาพหนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบกันมาเมื่อรับฟังประกอบพฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีแล้ว ข้อเท็จจริงจะฟังได้ ตามที่จำเลยที่ ๒ ยกขึ้นต่อสู้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทจากโจทก์เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๙ ในราคา ๓๘๘,๐๐๐ บาท ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ยังคงฟังได้ต่อมาตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๓๙ โจทก์พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยที่ ๑ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ นำรถยนต์คันพิพาทไปให้นายธเนศซึ่งเป็นเพื่อนของจำเลยที่ ๑ ใช้ ได้มีการเจรจาตกลงกันโดยจำเลยที่ ๑ ยินยอมใช้ค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าซื้อ รถยนต์คันพิพาทที่ค้างชำระจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วโจทก์จะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ ๑ ซึ่งในข้อนี้จำเลยที่ ๑ เบิกความว่า จำเลยที่ ๑ ได้โอนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เข้าบัญชีทนายความของโจทก์ ส่วนที่ค้างชำระอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ได้ชำระให้แล้วในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๙ ในวันดังกล่าวได้มีการทำหลักฐาน เกี่ยวกับการชำระหนี้ในส่วนที่เหลือไว้ด้วยตามเอกสารหมาย ล.๑ หรือ จ.๓ นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ตามเอกสารหมาย จ. ๕ ไว้ด้วย โดยจำเลยที่ ๒ ก็เบิกความในประเด็นนี้ว่า ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ได้นำเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นของนางวรรณดีไปชำระให้แก่โจทก์ที่องค์การโทรศัพท์ และทนายความของโจทก์ได้ให้จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือตามเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๕ ไว้โดยให้จำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับสภาพหนี้ตาม เอกสารหมาย จ.๕ ไว้เป็นผู้ค้ำประกันด้วย ซึ่งตามคำเบิกความของจำเลยทั้งสองดังกล่าวแสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ตกลงยินยอมที่จะทำเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๕ กับโจทก์ขึ้นใหม่ อันได้แก่หนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาท และหนังสือรับสภาพหนี้ จึงถือได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงแปลงหนี้จากสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันรถยนต์คันพิพาทมาเป็นสัญญาซื้อขายรถยนต์คันพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้แทนนั่นเอง เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสอง ลงลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับโดยรู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงแล้วเช่นนี้ หนังสือสัญญาซื้อขายและหนังสือรับ สภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๕ จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย เมื่อการที่โจทก์กรอกวันที่ลงในหนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.๓ เป็นการกระทำไปตามข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสอง หาใช่เป็นการลงวันที่โดยจำเลยทั้งสองมิได้ยินยอมด้วยแต่ประการใดไม่ ส่วนข้อความรายละเอียดอื่น ๆ ก็น่าเชื่อว่าโจทก์ได้กรอกข้อความโดยความรู้เห็นยินยอมของจำเลยทั้งสอง ทั้งจำเลยที่ ๒ ก็มิได้ให้การต่อสู้ในส่วนดังกล่าวไว้ด้วย ดังนั้น หนังสือสัญญาซื้อขายรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.๓ และหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.๕ โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำกันขึ้นโดยมีเจตนาที่จะให้มีผลผูกพันกันจริง จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 453 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิฟายลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายสุขสันต์ โตกุลวัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวกนกพรรณ คงวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9663/2544
#265573
เปิดฉบับเต็ม

อยู่ในระหว่างรอย่อ ฯ

แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9662/2544
#99835
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ มีผลเท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้โจทก์จำเลยนำพยานเข้าสืบต่อไป จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 , 247 และถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๑๒๗,๕๗๓.๘๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑,๐๑๙,๙๐๗.๒๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๖๔๑๑๐ ตำบลท่าแร้ง (กูบแดง) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากชำระหนี้ไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาพิพากษาคดีไปฝ่ายเดียว ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ดังนั้น การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ จึงมีผลเท่ากับเป็นการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้โจทก์จำเลยนำพยานเข้าสืบต่อไป จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ , ๒๔๗ และถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 229 ม. 246 ม. 247 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์แลนด์แอนด์เฮาส์ จำกัด
จำเลย — นางสาวตามใจ สุวรรณากรกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายปัญญา โต๊ะทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายมานะ ศุภวิริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9660/2544
#98480
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งยกเลิกหมายบังคับคดีโดยอ้างว่า ศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายตาม ป.วิ.พ.มาตรา 296 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อไม่มีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขหมายบังคับคดีศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะยกคำร้องได้ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้บังคับว่าศาลชั้นต้นจะต้องไต่สวนคำร้องก่อนมีคำสั่ง

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลมีคำพิพากษาตามยอมได้กำหนดวันเวลาที่จำเลยจะต้องชำระเงินให้โจทก์ไว้ก่อนวันเวลาที่โจทก์จะต้องมีหน้าที่ปฎิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งมีกำหนดเวลาที่แน่นอน จำเลยจะเข้าใจเอาเองว่าโจทก์จะไม่ดำเนินการอย่างใด ๆ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แล้วจำเลยระงับการชำระค่าจ้างที่จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไว้ชั่วคราวหาได้ไม่ เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าจ้างให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามวันที่กำหนดไว้ ถือได้ว่าจำเลยผิดนัดโจทก์มีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยได้ทันที

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับจ้างก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัย 9 ชั้น ให้แก่จำเลยทั้งเจ็ดตามที่ว่าจ้าง จำเลยทั้งเจ็ดค้างชำระค่าจ้าง จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดชำระเงินจำนวน 9,092,067.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 7,390,047.87 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งเจ็ดทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า โจทก์ตกลงยอมซ่อมแซมสิ่งบกพร่องของอาคารชุดพักอาศัย 9 ชั้น จำนวน 1 หลัง สระว่ายน้ำ และรั้วรอบอาคารที่จำเลยทั้งเจ็ดว่าจ้างโจทก์ปลูกสร้าง โดยจำเลยทั้งเจ็ดตกลงยอมชำระค่าจ้างที่ค้างจำนวน 6,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอว่าจำเลยทั้งเจ็ดผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งเจ็ด ศาลชั้นต้นจึงออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งเจ็ดเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2541

จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องว่า สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ไม่ดำเนินการตามสัญญา จำเลยทั้งเจ็ดจึงไม่ชำระหนี้งวดแรกให้โจทก์ ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกเลิกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2542 ว่า หมายบังคับคดีชอบแล้ว ไม่มีเหตุยกเลิก ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 27 มกราคม 2542 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งยกเลิกหมายบังคับคดีโดยอ้างว่า ศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากได้ความจริงตามคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ด ศาลก็มีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขหมายบังคับคดีทั้งหมดหรือบางส่วนหรือมีคำสั่งอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควรได้ หากไม่ได้ข้อเท็จจริงตามคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ด ศาลก็ชอบที่จะยกคำร้องเสียได้ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมิได้บังคับว่าศาลจะต้องไต่สวนคำร้องก่อนมีคำสั่งเสมอไป ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งมีกำหนดเวลาที่แน่นอน เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระค่าจ้างให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามวันที่กำหนดไว้ ถือได้ว่าจำเลยทั้งเจ็ดผิดนัด โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งเจ็ดได้ทันที การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีจึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นจึงไม่จำต้องไต่สวนคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 271 ม. 276 ม. 296 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชัยธนาสถาปัตย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทลีฟวิ่งทาวน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9652/2544
#44085
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยบางส่วน โดยวินิจฉัยว่าจำเลยคดีดังกล่าวจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์คดีดังกล่าวเป็นการทำนอกขอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก ย่อมเป็นการเสียเปรียบแก่ทายาทของ จ. และผู้ที่มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนทั้งโจทก์คดีดังกล่าวรับซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยทราบดีอยู่แล้วว่าทายาทของ จ. และผู้มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลายปีแล้ว และควรจะได้รู้อยู่แล้วว่าจำเลยคดีดังกล่าวกระทำในฐานะผู้จัดการมรดก จึงเป็นการไม่สุจริต ดังนี้การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทถือว่าโจทก์ถูกรอนสิทธิ แต่โจทก์ทราบถึงสิทธิของผู้ก่อการรบกวนในที่ดินพิพาทแล้วในเวลาซื้อขาย ฉะนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายจึงไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 476 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามส่วนที่ถูกเพิกถอนการซื้อขายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน310,714.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 128,571.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนายโจม ไชยสร ได้ขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 637 ตำบลห้วย อำเภอพนา จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่โจทก์ ต่อมาศาลจังหวัดอำนาจเจริญพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินพิพาท และประกาศขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งแก่ทายาทของนายโจมและผู้มีสิทธิได้รับที่ดินดังกล่าว โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่ทายาทและผู้มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทเป็นเงิน 310,714.28 บาท และได้ถอนการยึดที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใดโดยโจทก์ฎีกาว่าเมื่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลย 10 ใน 14 ส่วน ถือได้ว่าเป็นการเลิกสัญญา เมื่อสัญญาเลิกกันคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ 10 ใน 14 ส่วนของเงินจำนวน 180,000 บาทซึ่งเป็นราคาที่ดินพิพาทที่จำเลยขายให้แก่โจทก์คิดเป็นเงิน 128,571.42บาท นั้น เห็นว่า ศาลจังหวัดอำนาจเจริญได้พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยบางส่วนตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2534 โดยวินิจฉัยว่าจำเลยคดีนี้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์คดีนี้เป็นการทำนอกขอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก ย่อมเป็นการเสียเปรียบแก่ทายาทของนายโจมและผู้ที่มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนทั้งโจทก์คดีนี้รับซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยทราบดีอยู่แล้วว่า ทายาทของนายโจมและผู้มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลายปีแล้ว และควรจะได้รู้อยู่แล้วว่าจำเลยคดีนี้กระทำในฐานะผู้จัดการมรดก จึงเป็นการไม่สุจริต ดังนี้การที่ศาลจังหวัดอำนาจเจริญพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทถือว่าโจทก์ถูกรอนสิทธิ แต่โจทก์ทราบถึงสิทธิของผู้ก่อการรบกวนในที่ดินพิพาทแล้วในเวลาซื้อขายดังที่ศาลจังหวัดอำนาจเจริญวินิจฉัยฉะนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายจึงไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 476 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามส่วนที่ถูกเพิกถอนการซื้อขายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 476
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สิงห์ อยู่เย็น
จำเลย — นาย เขื่อมหรือเขื่อน ไชยสร
ชื่อองค์คณะ
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9652/2544
#98465
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยบางส่วน โดยวินิจฉัยว่าจำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นการทำนอกขอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก เป็นการเสียเปรียบแก่ทายาทของเจ้ามรดกและผู้มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน ทั้งโจทก์รับซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยทราบดีอยู่แล้วว่าทายาทของเจ้ามรดกและผู้มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลายปีแล้ว และควรจะได้รู้อยู่แล้วว่าจำเลยกระทำในฐานะผู้จัดการมรดก จึงเป็นการไม่สุจริต ดังนี้ ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยถูกรอนสิทธิ แต่โจทก์ทราบถึงสิทธิของผู้ก่อกวนการรบกวนในที่ดินพิพาทแล้วในเวลาซื้อขาย จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายจึงไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 476 โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามส่วนที่ถูกเพิกถอนการซื้อขาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโจม ได้ขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 637 ให้แก่โจทก์ในราคา 180,000 บาท ต่อมาทายาทเจ้ามรดกยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยต่อศาลจังหวัดอำนาจเจริญ ขอให้เพิกถอนการซื้อขาย ศาลจังหวัดอำนาจเจริญพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินดังกล่าว เฉพาะส่วนของนายบุญมา นายกัณหา และนางแวง กับทายาทอื่น จำนวน 10 ใน 14 ส่วน คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาแบ่งปันให้แก่ ผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามคำพิพากษา โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินจำนวน 310,714.28 บาท ให้แก่นายบุญมา นายกัณหา นางแวงและนายพิมพา เพื่อซื้อที่ดินส่วนที่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนคืนมา โจทก์จึงให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวคืนโจทก์ จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 310,714.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายโจม ได้ขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 637 ให้แก่โจทก์ในราคา 80,000 บาท ต่อมาศาลจังหวัดอำนาจเจริญพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขาย ที่ดินพิพาท ตามส่วนที่ทายาทมีสิทธิได้ที่ดินพิพาท จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 80,000 บาท ให้แก่โจทก์ตามส่วนที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับคืนเท่านั้น จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 310,714.28 บาท แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 128,571.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม 2540) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันและข้อที่ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนายโจม ได้ขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 637 ตำบลห้วย อำเภอพนา จังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่โจทก์ ต่อมาศาลจังหวัดอำนาจเจริญพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาท ตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2534 เอกสารหมาย จ. 4 คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินพิพาท และประกาศขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งแก่ทายาทของนายโจมและผู้มีสิทธิได้รับที่ดินดังกล่าว โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่ทายาทและผู้มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทเป็นเงิน 310,714.28 บาท และได้ถอนการยึดที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลจังหวัดอำนาจเจริญได้พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยบางส่วน ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2534 โดยวินิจฉัยว่า จำเลยคดีนี้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาท ให้แก่โจทก์คดีนี้เป็นการทำนอกขอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก ย่อมเป็นการเสียเปรียบแก่ทายาทของนายโจมและผู้ที่มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน ทั้งโจทก์คดีนี้รับซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยทราบดีอยู่แล้วว่า ทายาทของนายโจมและผู้มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลายปีแล้ว และควรจะได้รู้อยู่แล้วว่าจำเลยคดีนี้กระทำในฐานะผู้จัดการมรดก จึงเป็นการไม่สุจริต ดังนี้ การที่ศาลจังหวัดอำนาจเจริญพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทถือว่าโจทก์ถูกรอนสิทธิ แต่โจทก์ทราบถึงสิทธิของผู้ก่อกวนการรบกวนในที่ดินพิพาทแล้วในเวลาซื้อขายดังที่ศาลจังหวัดอำนาจเจริญวินิจฉัย ฉะนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายจึงไม่ต้องรับผิดในการรอนสิทธิต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 476 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามส่วนที่ถูกเพิกถอนการซื้อขายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 456 ม. 476 ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิงห์ อยู่เย็น
จำเลย — นายเขื่อมหรือเขื่อน ไชยสร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายศักดา ร่ารื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9647/2544
#44084
เปิดฉบับเต็ม

การกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนดอายุความฟ้องร้องไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถือว่ามีอายุความ10 ปี ตามมาตรา 193/30 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 ดังนั้น เมื่อหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 4 กำหนดไว้ว่า จำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกเดือน ย่อมหมายความว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนแรกภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 การที่จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เลยเช่นนี้จึงถือว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญา ทั้งหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 6 ระบุว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยจากจำเลยได้ทั้งหมดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดเวลาชำระเงินต้นคืนตามที่กำหนดกันไว้ในสัญญาอันถือได้ว่ากำหนดเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้นั้นเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2531 เป็นต้นไปโจทก์จึงต้องฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยคืนจากจำเลยภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 หาใช่เริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 28มิถุนายน 2532 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญากู้เงินไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 80,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 140,000บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 80,000บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เห็นว่า การกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนดอายุความฟ้องร้องไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 164 เดิม(มาตรา 193/30 ที่แก้ไขใหม่) และตามมาตรา 169 เดิม (มาตรา 193/12ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1ข้อ 4 กำหนดไว้ว่าจำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกเดือนซึ่งหมายความว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนแรกภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 การที่จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เลยเช่นนี้จึงถือว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญา และเมื่อตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 6 ระบุว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยจากจำเลยได้ทั้งหมดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดเวลาชำระเงินต้นคืนตามที่กำหนดกันไว้ในสัญญา อันถือได้ว่ากำหนดเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้นั้นเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 28กรกฎาคม 2531 เป็นต้นไป กล่าวคือโจทก์ต้องฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยคืนจากจำเลยภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 หาใช่เริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2532 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 แต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยคืนจากจำเลยในวันที่ 23 มิถุนายน 2542 คดีโจทก์จึงขาดอายุความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์โดยวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กฤติหรือกิตติ กาญจนรุจวิวัฒน์
จำเลย — นาย เตือง แสงสว่าง
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9629/2544
#98277
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามจำนวนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางที่จำเลยมีและใช้โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานรวม 5 กรรม ซึ่งสามารถแยกการกระทำจากกันเป็นราย ๆ ไปได้ จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดแยกเป็นราย ๆ ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 5 กระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคม รวม ๕ เครื่อง ซึ่งไม่ปรากฏหมายเลขทะเบียนพร้อมแบตเตอรี่ ๕ อัน อันเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยใช้ประกอบกับเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และจำเลยนำเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง ๕ เครื่องไปปรับใช้คลื่นโทรศัพท์ของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานแล้วจำเลยได้ใช้และนำออกให้บุคคลทั่วไปเช่าใช้โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๔, ๖, ๒๒, ๒๓ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑, ๓๒, ๓๓ ริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมแบตเตอรี่ของกลาง เพื่อให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข และริบของกลางอื่นทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๖, ๒๓ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกกระทงละ ๖ เดือน รวม ๕ กระทงเป็นจำคุก ๓๐ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑๕ เดือน ริบเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมแบตเตอรี่ของกลาง จำนวน ๕ เครื่อง ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขและริบของกลางอื่นทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ให้ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท อีกสถานหนึ่ง เป็นจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามจำนวนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางที่จำเลยมีและใช้โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ซึ่งสามารถแยกการกระทำจากกันเป็นราย ๆ ไปได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม ๕ กระทง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของคลื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน สร้างความหวาดระแวงแก่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วไป ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในสังคม พฤติการณ์ไม่สมควรรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 158 (6) ม. 160 ม. 176
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 4 ม. 6 ม. 22 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นางบังอร อ้นเนียม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายมาโนช รัตนนาคะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธนัท วิรบุตร์
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9614/2544
#99852
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จำเลยซึ่งเคยอยู่กินกันฉันสามีภริยาตกลงฝากเงินไว้ในธนาคารเพื่อการศึกษาของบุตรเป็นการทำสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก ตามป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองทั้งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปลงลายมือชื่อร่วมถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวก่อนฟ้องคดีนี้แล้ว จึงถือได้ว่าบุตรได้แสดงเจตนาแก่จำเลยในฐานะลูกหนี้ว่าจะถือเอาเงินฝากตามสัญญาอันเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยแล้ว ตามป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคสอง ดังนั้น เงินในบัญชีเงินฝากจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุตรก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยหาได้มีกรรมสิทธิ์ในเงินฝากดังกล่าวไม่

โจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลย เมื่อจำเลยประพฤติผิดสัญญากล่าวคือจำเลยไม่ยอมไปลงลงลายมือชื่อถอนเงินฝากในบัญชีธนาคารให้แก่บุตร แม้จะเป็นการฟ้องคดีภายหลังจากที่บุตรได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญานั้นก็ตาม โจทก์ในฐานะคู่สัญญากับจำเลยเป็นส่วนตัวจึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้

โจทก์บรรยายฟ้องมาชัดแจ้งว่า จำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่อถอนเงินฝากจากบัญชีธนาคารร่วมกับโจทก์ ทั้งก่อนฟ้องคดีโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปธนาคารเพื่อถอนเงินให้แก่บุตรหรือยินยอมให้โจทก์จัดการได้เพียงผู้เดียว แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องโดยขอให้ถอนชื่อจำเลยออกจากบัญชีเงินฝากก็ตาม แต่คงมีผลเท่ากับว่าเป็นการขอให้จำเลยร่วมลงลายมือชื่อกับโจทก์ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารให้แก่บุตรตามที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องนั่นเอง หาใช่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ ตามป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย มีบุตรด้วยกัน ๑ คน คือเด็กชายรุ่งโรจน์ บำเรอวงษ์ อายุ ๑๑ ปี ต่อมาโจทก์จำเลยแยกทางกัน โจทก์เป็นผู้ปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ก่อนแยกทางกันโจทก์จำเลยร่วมกันฝากเงินไว้ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาปากเกร็ด บัญชีเลขที่ ๑๔๒-๓-๐๓๒๒๕-๘/๐๑ เพื่อทุนการศึกษาของบุตร ต่อมาโจทก์ขอถอนเงินจากธนาคารเพื่อใช้เป็นทุนการศึกษาแก่บุตร แต่ธนาคารไม่จ่ายเงินให้เนื่องจากตามเงื่อนไขโจทก์และจำเลยจะต้องลงลายมือชื่อถอนเงินร่วมกัน โจทก์ติดต่อไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมมาร่วมลงลายมือชื่อถอนเงินจากธนาคาร ขอให้บังคับจำเลยไปถอนชื่อออกจากบัญชีธนาคารดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของและมีกรรมสิทธิ์ในเงินฝากที่พิพาทอยู่ด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ถอนชื่อจำเลยออกจากบัญชีเงินฝากที่พิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปร่วมลงลายมือชื่อกับโจทก์เบิกเงินจากบัญชีเงินฝากเลขที่ ๑๔๒-๓-๐๓๒๒๕-๘/๐๑ ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาปากเกร็ด ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า เงินฝากในบัญชีเงินฝาก เลขที่ ๑๔๒-๓-๐๓๒๒๕-๘/๐๑ ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาปากเกร็ด เป็นของเด็กชายรุ่งโรจน์ บำเรอวงษ์ ให้จำเลยไปร่วมกับโจทก์เบิกเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวให้แก่เด็กชายรุ่งโรจน์ บำเรอวงษ์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิฉัยว่า โจทก์จำเลยมีเจตนาจะยกเงินส่วนนี้ให้แก่เด็กชายรุ่งโรจน์ผู้เป็นบุตรเพื่อใช้เป็นทุนการศึกษา แม้จะมีเงื่อนไขในการเบิกถอนว่าโจทก์จำเลยต้องลงลายมือชื่อร่วมกันก็เป็นเพียงวิธีการอันเป็นระเบียบในการฝากเงินถอนเงินของธนาคารเท่านั้น หาได้มีผลทำให้ถือว่าโจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาจะยกเงินฝากดังกล่าวให้แก่บุตรด้วยแต่อย่างใดไม่ กรณีต้องถือว่า การที่โจทก์จำเลยตกลงฝากเงินไว้ในธนาคารเพื่อการศึกษาของเด็กชายรุ่งโรจน์เป็นการทำสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ วรรคหนึ่ง และเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กชายรุ่งโรจน์ และเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองทั้งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กชายรุ่งโรจน์ได้มีหนังสือบอกกล่าว ให้จำเลยไปลงลายมือชื่อร่วมถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวก่อนฟ้องคดีนี้แล้ว จึงถือได้ว่าเด็กชายรุ่งโรจน์ได้แสดงเจตนาแก่จำเลยในฐานะลูกหนี้ว่าจะถือเอาเงินฝากดังกล่าวตามสัญญาอันเป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยนั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ วรรคสอง ดังนั้น เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเด็กชายรุ่งโรจน์ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยจึงหามีกรรมสิทธิ์ในเงินฝากดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ ประกอบกับโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลย เมื่อจำเลยประพฤติผิดสัญญากล่าวคือ จำเลยไม่ยอมไปลงลายมือชื่อถอนเงินฝากในบัญชีธนาคารให้แก่บุตร แม้จะเป็นการฟ้องคดีภายหลังจากที่เด็กชายรุ่งโรจน์ได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญานั้นก็ตาม โจทก์ในฐานะคู่สัญญากับจำเลยจึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ การที่โจทก์บรรยายฟ้องมาชัดแจ้งว่า จำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่อถอนเงินฝากจากบัญชีธนาคารร่วมกับโจทก์ ทั้งก่อนฟ้องคดีโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยไปธนาคารเพื่อถอนเงินให้แก่บุตรหรือยินยอมให้โจทก์จัดการได้เพียงผู้เดียว ดังนั้นแม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้อง โดยขอให้ถอนชื่อจำเลยออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารก็ตาม แต่ก็คงมีผลเท่ากับว่าเป็นการขอให้จำเลยร่วมลงลายมือชื่อกับโจทก์ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารให้แก่บุตรตามที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องแล้วนั่นเอง หาใช่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องแต่ประการใดไม่ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ชอบแล้ว

พิพากษายืน

นางพิมลรัตน์ วรรธนะหทัย ผู้ช่วยฯ

นางสาวจันทนา บารมีอวยชัย ย่อ

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 1546 ม. 1571
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
เหมือนกลัด — นางเรขา
บำเรอวงษ์ — นายเลิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสุรพล โตศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 9609/2544
#44083
เปิดฉบับเต็ม

การขายน้ำเยื่อกระดาษผ่านทางท่อที่ลูกหนี้จำหน่ายให้ลูกค้าโดยมีวิธีการส่งน้ำเยื่อกระดาษผ่านท่อซึ่งมีมิเตอร์วัดปริมาณตลอด24 ชั่วโมง และส่งมอบแก่ลูกค้ารายเดียว จึงสามารถกำหนดปริมาณได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบกันปริมาณเท่าใด เมื่อใด เทียบเคียงได้กับการขายน้ำมันเชื้อเพลิงแก่สายการบินซึ่งจะทราบปริมาณการส่งมอบได้ในแต่ละครั้งที่เติม และเจ้าหนี้อนุโลมให้ออกใบกำกับภาษีได้ครั้งเดียวใน 1 วัน ตามหนังสือตอบข้อหารือในสำนวน แตกต่างจากการขายกระแสไฟฟ้าและน้ำประปาซึ่งเป็นสินค้าสาธารณูปโภค มีลูกค้าหลายรายและเป็นจำนวนมากไม่แน่นอนว่าลูกค้าแต่ละรายจะบริโภคปริมาณมากน้อยเพียงใดในแต่ละวันจึงไม่สามารถกำหนดจุดส่งมอบได้แน่นอน ลูกหนี้จึงต้องรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้าแก่ผู้ซื้อตามประมวลรัษฎากรฯมาตรา 78 มิใช่กรณีที่ลูกหนี้และลูกค้าไม่สามารถกำหนดได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบเมื่อใด อันจะมีความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าเมื่อได้รับชำระราคาสินค้าตามมาตรา 78/3(1) และข้อ 1 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 189ฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งนายสุรพงษ์ เตชะวิบูลย์ เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน2542 ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2542 ศาลแพ่งสั่งให้โอนคดีมาพิจารณาต่อที่ศาลล้มละลายกลาง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2543 โดยมีบริษัทสยามมั่น จำกัด เป็นผู้บริหารแผนคนที่ 1 มีอำนาจเพียงผู้เดียวในการกระทำการเกี่ยวเนื่องด้วยการดำเนินคดี และบริษัทดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผนคนที่ 2 มีอำนาจกระทำการเกี่ยวเนื่องด้วยธุรกรรมด้านการเงินของลูกหนี้เท่านั้น

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้และยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติม ในมูลหนี้ค่าภาษีอากรเป็นเงิน 115,800,662.99 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 58,036,081.32 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จจากลูกหนี้ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ 98,632,062.72 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนจากต้นเงิน 39,686,887.74 บาท นับถัดวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้บริหารแผนคนที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าหนี้ยังไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม เนื่องจากลูกหนี้ขายน้ำเยื่อกระดาษผ่านทางท่อเป็นการขายสินค้าในลักษณะพิเศษ ไม่สามารถกำหนดจุดส่งมอบได้ชัดเจนมีลักษณะเช่นเดียวกับการขายกระแสไฟฟ้าและน้ำประปา ซึ่งผู้ประกอบการมีหน้าที่จัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อได้รับชำระราคาสินค้าหรือเมื่อได้ออกใบกำกับภาษี ขอให้แก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ชอบแล้ว จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนคนที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนคนที่ 1 ว่า คำสั่งยกคำร้องคัดค้านของศาลล้มละลายกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระเป็นการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในการขายน้ำเยื่อกระดาษผ่านทางท่อที่ลูกหนี้จำหน่ายให้แก่ลูกค้า โดยมีวิธีการส่งน้ำเยื่อกระดาษผ่านท่อซึ่งมีมิเตอร์วัดปริมาณตลอด 24 ชั่วโมง และส่งมอบแก่ลูกค้ารายเดียว จึงสามารถกำหนดปริมาณได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบกันปริมาณเท่าใดเมื่อใดเทียบเคียงได้กับการขายน้ำมันเชื้อเพลิงแก่สายการบินซึ่งจะทราบปริมาณการส่งมอบได้ในแต่ละครั้งที่เติมและเจ้าหนี้อนุโลมให้ออกใบกำกับภาษีได้ครั้งเดียวใน 1 วันตามหนังสือตอบข้อหารือฉบับที่ กค.1801/พ.24048แตกต่างจากการขายกระแสไฟฟ้าและน้ำประปาซึ่งเป็นสินค้าสาธารณูปโภคมีลูกค้าหลายรายและเป็นจำนวนมาก ไม่แน่นอนว่าลูกค้าแต่ละรายจะบริโภคปริมาณมากน้อยเพียงใดในแต่ละวัน จึงไม่สามารถกำหนดจุดส่งมอบได้แน่นอน ลูกหนี้จึงต้องรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้าแก่ผู้ซื้อตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 มิใช่กรณีที่ลูกหนี้และลูกค้าไม่สามารถกำหนดได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบเมื่อใดอันจะมีความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้แก่ลูกค้าเมื่อได้รับชำระราคาสินค้าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/3(1) และข้อ 1 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 189 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในบางกรณี ดังผู้บริหารแผนคนที่ 1อ้าง ฉะนั้นเมื่อมีแนวปฏิบัติเป็นการภายในของเจ้าหนี้ที่อนุโลมให้ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งเดียวใน 1 วัน จึงเป็นธรรมและเหมาะสมแล้วที่ผู้บริหารแผนคนที่ 1 อุทธรณ์ว่าการมีมิเตอร์วัดปริมาณที่ท่อส่งน้ำเยื่อกระดาษและการขายสินค้าให้แก่ลูกค้ารายเดียว มิใช่เหตุผลที่จะนำมาพิจารณาว่าสามารถกำหนดจุดส่งมอบได้แน่นอนหรือมิใช่การขายสินค้าในลักษณะเดียวกับกระแสไฟฟ้าหรือน้ำประปานั้น เห็นว่า จริงอยู่ลำพังการมีมิเตอร์หรือการมีลูกค้ารายเดียวมิใช่เหตุผลดังที่ผู้บริหารแผนคนที่ 1 อ้างแต่เมื่อนำเหตุทั้งสองมาพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความก็สามารถกำหนดจุดส่งมอบและชี้ให้เห็นข้อแตกต่างในเรื่องลักษณะของการขายสินค้าว่าจัดอยู่ในประเภทใดได้แน่นอนชัดเจนยิ่งขึ้นที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนคนที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 78 ม. 78/3
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
เจ้าหนี้ — กรมสรรพากร
ลูกหนี้ — บริษัท ปัญจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ