คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8879/2544
#43421
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "บุคคล" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 หมายความรวมถึงบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2538 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534เป็นเงินทั้งสิ้น 4,420,698 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538 ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับคำอุทธรณ์เพราะยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายกับแจ้งเตือนให้ชำระภาษีอากร โจทก์เห็นว่า การประเมินและเรียกให้โจทก์ชำระภาษีนั้นเป็นการไม่ชอบ โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด 30 วันนับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต้องรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณา การมีคำสั่งไม่รับคำอุทธรณ์เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งไม่รับคำอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฉบับที่ กค.0842 (สก.1)/09476 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2543 กับให้จำเลยรับคำอุทธรณ์ของโจทก์

จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานของจำเลยได้ส่งหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่โจทก์ด้วยตนเอง ณ สำนักงานใหญ่ของโจทก์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2538 โดยมีนายทนง วงศ์จงใจหาญผู้รับมอบอำนาจของโจทก์เป็นผู้รับหนังสือไว้ โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538 เกินกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำสั่งไม่รับคำอุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับกันในวันชี้สองสถานของศาลภาษีอากรกลางว่า โจทก์มีภูมิลำเนาสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 33 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร กับมีสำนักงานสาขาอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ โจทก์เพิ่งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงย้ายสำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2539ไปอยู่ที่เลขที่ 299 หมู่ที่ 1 ซอยฟอกหนัง ถนนสุขุมวิท ตำบลท้ายบ้านอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โจทก์มอบอำนาจให้นายทนง วงศ์จงใจหาญ ไปพบเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตามหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีอากรตามหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 7 ธันวาคม 2536 นายทนงได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้จากเจ้าพนักงานสรรพากรของจำเลยในวันที่ 1 กันยายน 2538 เพื่อจะได้แจ้งให้โจทก์รับทราบและจะได้ชำระภาษีอากรให้ครบถ้วนนอกจากนี้โจทก์ยังได้มอบอำนาจให้นายทนงทำการอุทธรณ์การประเมินภาษีด้วยตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 13 ตุลาคม2538 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 6 หรือตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 ระบุว่า วันที่ 1 กันยายน 2538 เวลา 11 นาฬิกานางสาวณัฐชรี รุจิเรข เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 5 ได้นำหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลลงวันที่ 24 สิงหาคม 2538 ไปที่บริษัทโจทก์ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 33 ถนนท่าเรือ แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และได้ส่งมอบหนังสือดังกล่าวให้แก่นายทนงวงศ์จงใจหาญ ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับไว้ด้วย การที่นางสาวณัฐชรีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยเดินทางไปยังสำนักงานของโจทก์เลขที่ 33 ถนนท่าเรือ แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานครอันเป็นภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ของโจทก์ตามที่โจทก์จดทะเบียนไว้เพื่อนำส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้และนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่จำเลยด้วยตนเองเช่นนี้ เมื่อนายทนงขณะนั้นอยู่ที่สำนักงานของโจทก์ยินยอมรับหนังสือแจ้งการประเมินและลงลายมือชื่อเป็นผู้รับไว้ด้วย ย่อมเป็นการเพียงพอที่จะฟังได้ว่ามีการส่งหนังสือดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2538 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 8 แห่ง ประมวลรัษฎากรโดยชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อ้างว่าการส่งหนังสือแจ้งการประเมินตามมาตรา 8 นี้ หมายถึงแจ้งให้เฉพาะบุคคลเสียภาษีเท่านั้น หาได้หมายความรวมถึงนิติบุคคลด้วยนั้น เห็นว่า คำว่า "บุคคล" นั่นย่อมหมายความรวมถึงบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลด้วย ดังนั้น เมื่อนายทนงผู้รับมอบอำนาจของโจทก์รับหนังสือแจ้งการประเมินจากเจ้าพนักงานสรรพากรของจำเลยแล้ว ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินให้ไปเสียภาษีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2538 แล้ว หากโจทก์เห็นว่าหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวไม่ถูกต้องและต้องการยื่นอุทธรณ์ ก็ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เพิ่งยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538 จึงเกินกำหนดเวลา 30 วันแล้ว ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับคำอุทธรณ์ของโจทก์และศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สหอุตสาหกรรมฟอกหนังไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8879/2544
#98445
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "บุคคล" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 ย่อมหมายความรวมถึงบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลด้วย ดังนั้น เมื่อผู้รับมอบอำนาจของโจทก์รับหนังสือแจ้งการประเมินจากเจ้าพนักงานสรรพากรแล้ว ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินให้ไปเสียภาษีในวันดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งไม่รับคำอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กับให้จำเลยรับคำอุทธรณ์ของโจทก์

จำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา ๓๐ แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย ล.๒ แผ่นที่ ๖ หรือตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข ๒ ระบุว่า วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๘ เวลา ๑๑ นาฬิกา นางสาวณัฐชรี รุจิเรข เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี ๕ ได้นำหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๓๘ ไปที่บริษัทโจทก์ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ ๓๓ ถนนท่าเรือ แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และได้ส่งมอบหนังสือดังกล่าวให้แก่นายทนง วงศ์จงใจหาญ ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับไว้ด้วย การที่นางสาวณัฐชรีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยเดินทางไปยังสำนักงานของโจทก์เลขที่ ๓๓ ถนนท่าเรือ แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร อันเป็นภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ของโจทก์ตามที่โจทก์จดทะเบียนไว้ เพื่อนำส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้และนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่จำเลยด้วยตนเองเช่นนี้ เมื่อนายทนงขณะนั้นอยู่ที่สำนักงานของโจทก์ยินยอมรับหนังสือแจ้งการประเมินและลงลายมือชื่อเป็นผู้รับไว้ด้วย ย่อมเป็นการเพียงพอที่จะฟังได้ว่ามีการส่งหนังสือดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามมาตรา ๘ แห่งประมวลรัษฎากรโดยชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อ้างว่าการส่งหนังสือแจ้งการประเมินตามมาตรา ๘ นี้ หมายถึงแจ้งให้เฉพาะบุคคลเสียภาษีเท่านั้น หาได้หมายความรวมถึงนิติบุคคลด้วยนั้น เห็นว่า คำว่า "บุคคล" นั้นย่อมหมายความรวมถึงบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลด้วย ดังนั้น เมื่อนายทนงผู้รับมอบอำนาจของโจทก์รับหนังสือแจ้งการประเมินจากเจ้าพนักงานสรรพากรของจำเลยแล้ว ก็ต้องถือว่าโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินให้ไปเสียภาษีตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๘ แล้ว หากโจทก์เห็นว่าหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวไม่ถูกต้องและต้องการยื่นอุทธรณ์ก็ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา ๓๐ แห่งประมวลรัษฎากร แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เพิ่งยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๘ จึงเกินกำหนดเวลา ๓๐ วันแล้ว ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับคำอุทธรณ์ของโจทก์และศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสหอุตสาหกรรมฟอกหนังไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 8878/2544
#44048
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าในการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการทุกคดีจะต้องระบุถึงช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 90/6(3) แต่การที่จะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นดังกล่าวนั้นจะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้พิจารณาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิธีการ ตลอดจนแนวทางการฟื้นฟูกิจการอย่างเดียวกันด้วยในคดีล้มละลายคดีก่อนซึ่งลูกหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ได้อ้างช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการว่าลูกหนี้กับเจ้าหนี้สถาบันการเงินเกือบทุกรายมีการประชุมเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ ภายใต้กรอบของคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการปรับโครงสร้างหนี้ศาลล้มละลายกลางมีคำวินิจฉัยว่านอกจากสัญญาเช่าที่ลูกหนี้ทำกับผู้เช่าอาคารซึ่งมีกำหนดเวลา 1 ปี ถึง 3 ปี ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถปรับอัตราค่าเช่าให้สูงขึ้นหรือจัดหาผู้เช่าให้เช่าให้เต็มพื้นที่ได้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่มีแนวทางหรือมาตรการอื่นใดที่จะดำเนินการให้มีกำไรหรือรายได้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันจึงเป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับศักยภาพในการชำระหนี้ของลูกหนี้ส่วนที่ลูกหนี้คาดว่าจะสามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยให้เจ้าหนี้ลดยอดหนี้และเพิ่มวงเงินหมุนเวียนก็เป็นเรื่องที่ไม่มีความชัดเจนแน่นอนจึงไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงให้ยกคำร้องขอ ส่วนคดีนี้ผู้ร้องขอซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยอ้างช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการว่าได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้สถาบันการเงินและสำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่มีทรัพย์สินส่วนใหญ่ของลูกหนี้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันและมีหนี้รวมกันคิดเป็นร้อยละ 93.40 ของจำนวนหนี้ของลูกหนี้ทั้งหมด ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งสามรายมีมติร่วมกันในการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และมีการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้ลดจำนวนหนี้ลงให้เหมาะสมไม่เกินกำลังความสามารถของลูกหนี้จึงเห็นได้ว่าสาระสำคัญในเหตุที่อ้างอันเป็นช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการในคดีนี้แตกต่างจากคดีก่อนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งมีเหตุซึ่งเกิดใหม่อันจะเป็นผลดีในการที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้อีกหลายประการ รวมทั้งยังมีหนังสือของสำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ได้ระบุอย่างชัดแจ้งว่าขอให้การสนับสนุนในการยื่นคำขอฟื้นฟูกิจการ และยินยอมที่จะลดยอดหนี้ให้ลูกหนี้ถึงร้อยละ 80 ของจำนวนหนี้ที่ค้างอยู่ เช่นนี้ ข้อเท็จจริงอันเป็นข้ออ้างในช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของคดีนี้จึงแตกต่างจากคดีก่อน การรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ซึ่งผู้ร้องขอได้ยื่นไว้พิจารณาจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 144 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งให้บริษัทวิชชั่นแพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน หากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว แต่ยังมิได้ตั้งผู้ทำแผน ก็ขอให้ตั้งบริษัทวิชชั่นแพลนเนอร์จำกัด เป็นผู้บริหารชั่วคราวของลูกหนี้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอและนัดไต่สวนในวันที่ 2เมษายน 2544 ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2544 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าลูกหนี้รายนี้เคยยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการมาแล้วเมื่อวันที่ 17 มกราคม2544 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอเมื่อวันที่ 23กุมภาพันธ์ 2544 ตามคดีหมายเลขแดงที่ 129/2544

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า คำร้องขอของผู้ร้องขอเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 144 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องขออุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องขอว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องขอชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 144 บัญญัติว่า "เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น..." ฉะนั้นกรณีจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลจะต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือประเด็นแห่งคดีในประเด็นเดียวกันโดยอาศัยเหตุหรือข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน แม้ว่าในการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการทุกคดีจะต้องระบุถึงช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/6(3) แต่การที่จะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นดังกล่าวนั้นจะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้พิจารณาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิธีการ ตลอดจนแนวทางการฟื้นฟูกิจการอย่างเดียวกันด้วย ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 129/2544 ซึ่งลูกหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ได้อ้างช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการว่าลูกหนี้กับเจ้าหนี้สถาบันการเงินเกือบทุกรายมีการประชุมเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ภายใต้กรอบของคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการปรับโครงสร้างหนี้ (คปน) ในที่สุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2543 เจ้าหนี้สถาบันการเงินซึ่งมีอัตราส่วนจำนวนหนี้คิดเกินกว่าร้อยละ 85 ของจำนวนหนี้มีมติเห็นชอบที่จะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และหากมีการทำแผนฟื้นฟูกิจการโดยการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ เช่น ปรับลดต้นเงินและดอกเบี้ยให้เพิ่มหรือคงไว้ซึ่งเงินทุนหมุนเวียนในกิจการแปลงหนี้เป็นทุนบางส่วนปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารกิจการของลูกหนี้ ให้หน่วยราชการเข้ามาเช่าพื้นที่ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น มาตรการดังกล่าวจะทำให้กิจการของลูกหนี้ฟื้นตัวได้ ในคดีดังกล่าวมีเจ้าหนี้ยื่นคำคัดค้าน4 ราย ศาลล้มละลายกลางมีคำวินิจฉัยว่า นอกจากสัญญาเช่าที่ลูกหนี้ทำกับผู้เช่าอาคารซึ่งมีกำหนดเวลา 1 ถึง 3 ปี ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถปรับอัตราค่าเช่าให้สูงขึ้น หรือจัดหาผู้เช่าให้เช่าให้เต็มพื้นที่ได้แล้ว ลูกหนี้ยังไม่มีแนวทางหรือมาตรการอื่นใดที่จะดำเนินการให้มีกำไรหรือรายได้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน จึงเป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับศักยภาพในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ส่วนที่ลูกหนี้คาดว่าจะสามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยให้เจ้าหนี้ลดยอดหนี้และเพิ่มวงเงินหมุนเวียนก็เป็นเรื่องที่ไม่มีความชัดเจนแน่นอน เอกสารหมาย ร.6 และ ร.7ไม่ได้ยืนยันว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวจะยินยอมปรับโครงสร้างหนี้โดยลดยอดหนี้หรือสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนดังลูกหนี้อ้าง ส่วนเจ้าหนี้รายสำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่พยานเบิกความว่าจะยินยอมลดยอดหนี้ลงร้อยละ 80 ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน จึงไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงให้ยกคำร้องขอ ส่วนคดีนี้ผู้ร้องขอซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยอ้างช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการว่าก่อนยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้โดยผู้ร้องขอ ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้สถาบันการเงิน คือ ผู้ร้องขอ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) และสำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่มีทรัพย์สินส่วนใหญ่ของลูกหนี้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกัน และมีหนี้รวมกันคิดเป็นร้อยละ 93.40 ของจำนวนหนี้ของลูกหนี้ทั้งหมด ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งสามรายมีมติร่วมกันในการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ปัจจุบันลูกหนี้มีรายได้จากค่าเช่าอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่พอชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ทั้งหมด ควรมีการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้ลดจำนวนหนี้ลงให้เหมาะสมไม่เกินกำลังความสามารถของลูกหนี้ซึ่งผู้ร้องขอและธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ได้ทำข้อตกลงกับลูกหนี้ไว้แล้ว ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ว่าจะยอมลดยอดหนี้ให้บางส่วน ยอมลดอัตราดอกเบี้ยให้ และยอมแปลงหนี้ส่วนหนึ่งเป็นทุนทั้งขยายระยะเวลาการชำระหนี้ส่วนที่เหลือออกไปอีกไม่น้อยกว่า 10 ปีเมื่อมีการปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้แล้วก็จะเกิดความมั่นใจแก่ผู้ที่จะให้สินเชื่อใหม่ ทำให้ลูกหนี้สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนหรือโดยวิธีอื่นเพื่อนำเงินมาปรับปรุงพื้นที่ในส่วนนี้ให้เป็นพื้นที่เช่าเพิ่มขึ้นได้ ทำให้กิจการของลูกหนี้ฟื้นตัวได้ในอนาคต ประกอบภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ในช่วงขาขึ้น จึงเห็นได้ว่าสาระสำคัญในเหตุที่อ้างอันเป็นช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการในคดีนี้แตกต่างจากคดีก่อนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งมีเหตุซึ่งเกิดขึ้นใหม่อันจะเป็นผลดีในการที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้อีกหลายประการ รวมทั้งยังมีหนังสือของสำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ได้ระบุอย่างชัดแจ้งว่าขอให้การสนับสนุนในการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและเพื่อให้การฟื้นฟูกิจการมีช่องทางที่จะสำเร็จลงได้ สำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์จึงยินยอมที่จะลดยอดหนี้ให้ลูกหนี้ถึงร้อยละ 80 ของจำนวนหนี้ที่ค้างอยู่ เช่นนี้ข้อเท็จจริงอันเป็นข้ออ้างในช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของคดีนี้จึงแตกต่างจากคดีก่อน การรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ซึ่งผู้ร้องขอได้ยื่นไว้พิจารณาจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายพ.ศ. 2542 มาตรา 14 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องขอฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ให้ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอของผู้ร้องขอไว้ดำเนินการต่อไปแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/6
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัท เงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน
ลูกหนี้ — บริษัท ศรีจุลทรัพย์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8878/2544
#67098
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนลูกหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จึงให้ยกคำร้องขอ ส่วนคดีนี้เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้โดยอ้างช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ มีสาระสำคัญในเหตุที่อ้างอันเป็นช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการแตกต่างจากคดีก่อนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งมีเหตุซึ่งเกิดขึ้นใหม่อันจะเป็นผลดีในการที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้อีกหลายประการ การรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ได้ยื่นไว้พิจารณา จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งให้บริษัทวิชชั่นแพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน หากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้วแต่ยังมิได้ตั้งผู้ทำแผน ก็ขอให้ตั้งบริษัทวิชชั่นแพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารชั่วคราวของลูกหนี้

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอและนัดไต่สวนในวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๔ ต่อมาวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๔ เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า ลูกหนี้รายนี้เคยยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการมาแล้วเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๔ และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ตามคดีหมายเลขแดงที่ ๑๒๙/๒๕๔๔

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า คำร้องขอของผู้ร้องขอเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ ให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องขออุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องขอว่า คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องขอชอบหรือไม่ เห็นว่า ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ กรณีจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลจะต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือประเด็นแห่งคดีในประเด็นเดียวกัน โดยอาศัยเหตุหรือข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน แม้ว่าในการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการทุกคดีจะต้องระบุถึงช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๖ (๓) แต่การที่จะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นดังกล่าวนั้นจะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้พิจารณาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิธีการ ตลอดจนแนวทางการฟื้นฟูกิจการอย่างเดียวกันด้วย ซึ่งในคดีก่อนลูกหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ส่วนคดีนี้เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้โดยอ้างช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการมีสาระสำคัญในเหตุที่อ้างอันเป็นช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการในคดีนี้แตกต่างจากคดีก่อนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งมีเหตุซึ่งเกิดขึ้นใหม่อันจะเป็นผลดีในการที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้อีกหลายประการ การรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ซึ่งผู้ร้องขอได้ยื่นไว้พิจารณาจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษายกคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ให้ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอของผู้ร้องขอไว้ดำเนินการต่อไปแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/6 (3)
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
ลูกหนี้ — บริษัทศรีจุลทรัพย์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8875/2544
#98444
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ได้ระบุถึงตัวบุคคลซึ่งเป็นโจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องไว้โดยแจ้งชัดว่า คือ ธ. มิใช่ธนาคารและบรรยายถึงสภาพแห่งข้อหาว่า เป็นเรื่องกู้ยืมเงินโดยโจทก์เป็นผู้ให้จำเลยกู้เงินไปและกล่าวถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นว่า จำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนโจทก์จึงมีคำขอบังคับให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยก็สามารถให้การต่อสู้คดีได้ถูกต้อง และจำเลยทราบดีอยู่ว่าโจทก์มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดามิใช่เป็นนิติบุคคลมาแต่ต้น การที่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีคำว่าธนาคารโจทก์อยู่ด้วยเป็นเพียงการพิมพ์ผิดพลาดไป ไม่ทำให้จำเลยถึงกับไม่เข้าใจคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินยืมพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน ๑๐,๓๘๐.๑๓ บาท ให้แก่ธนาคารโจทก์และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยทั้งสามไม่ได้กู้เงินโจทก์ไปตามฟ้อง สัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นนิติกรรมอำพราง โจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ที่ถูกดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง) ต้องไม่เกิน ๓๘๐.๑๓ บาท กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๘๐๐ บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะฟ้องโจทก์ระบุว่านายธรรมนูญ ทองนุ่น เป็นโจทก์ แต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารโจทก์ ทำให้จำเลยทั้งสามไม่เข้าใจคำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้ระบุถึงตัวบุคคลซึ่งเป็นโจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องไว้โดยแจ้งชัดว่า คือนายธรรมนูญ ทองนุ่น และบรรยายถึงสภาพแห่งข้อหาว่า เป็นเรื่องกู้ยืมเงินโดยโจทก์เป็นผู้ให้จำเลยทั้งสามกู้เงินไปจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท และกล่าวถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้นว่า จำเลยทั้งสามไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามก็สามารถให้การต่อสู้คดีได้ถูกต้องว่า โจทก์เป็นผู้นำเงินจำนวนที่อ้างว่าให้กู้ยืมมาลงหุ้นในกองทุนสวัสดิการผู้บริหารสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอบันนังสตา และจำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการของกองทุนดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินตามฟ้องเพื่อเป็นหลักฐานว่าโจทก์ได้นำเงินมาลงหุ้นเท่าใด ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสามทราบดีอยู่ว่าโจทก์มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดามิใช่เป็นนิติบุคคลมาแต่ต้น การที่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีคำว่าธนาคารโจทก์อยู่ด้วยนั้น คงเป็นเพียงการพิมพ์ผิดพลาดไป ไม่ทำให้จำเลยทั้งสามถึงกับไม่เข้าใจคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธรรมนูญ ทองนุ่น
จำเลย — นายประสาท พรหมณี ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายประเสริฐ โกวิทยา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพิศาล อัยยะวรากูล
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8869/2544
#98423
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนและนายหน้าให้ซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แทนจำเลยและให้โจทก์มีอำนาจนำเงินที่ได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ ในวันที่ทำสัญญาจำเลยได้เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์แบบมาร์จิ้นซึ่งเป็นการซื้อหลักทรัพย์ด้วยเงินเชื่อ ต่อมาจำเลยสั่งให้โจทก์ซื้อหลักทรัพย์หุ้นบริษัท ร. โดยให้โจทก์เป็นตัวแทนการซื้อหุ้นแบบมาร์จิ้น จำเลยค้างชำระค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยและจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชำระหนี้เงินจำนวนดังกล่าวต่อโจทก์ การซื้อขายหุ้นที่จำเลยค้างชำระไม่ใช่การซื้อขายแบบเงินสด การที่โจทก์ดำเนินการขายหุ้นและนำเงินมาหักกลบลบหนี้ที่ค้างชำระจึงไม่ขัดต่อระเบียบตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้สมาชิกถือปฏิบัติในการเป็นตัวแทนหรือนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยเงินสด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๕๓๗,๗๑๑.๘๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๘ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๓๔๖,๑๒๘.๕๗ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากหนังสือสัญญาแต่งตั้งตัวแทนและนายหน้าให้ซื้อขายหลักทรัพย์มีสาระสำคัญแห่งสัญญาขัดต่อพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ และระเบียบตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้เกิดจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งโจทก์ในฐานะตัวแทนของจำเลยมิได้ปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทำการซื้อขายหลักทรัพย์ กล่าวคือ โจทก์ซื้อหุ้นตามคำสั่งของจำเลยแล้วไม่แจ้งค่าซื้อหลักทรัพย์ให้จำเลยทราบเพื่อจำเลยจะได้ชำระค่าหุ้นแก่โจทก์ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ แต่โจทก์เก็บหุ้นที่สั่งซื้อไว้และคิดดอกเบี้ยจนมูลหนี้ค่าหุ้นลดลงและเมื่อโจทก์นำหุ้น ที่จำเลยสั่งซื้อไว้นั้นออกขายโจทก์ก็มิได้แจ้งให้จำเลยชำระค่าหุ้นส่วนที่ยังขาดอยู่กลับทำการหักกลบลบหนี้ แล้วเรียกให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ จำเลยเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นแบบมาร์จิ้น โดยมีตั๋วสัญญาใช้เงินมาวางเป็นประกันการชำระค่าหุ้นเป็นเงิน ๗๘๕,๑๗๒ บาท จำเลยสั่งซื้อหุ้นเป็นเงิน ๑,๑๐๕,๕๐๐ บาท โจทก์นำตั๋วสัญญาใช้เงินหักชำระหนี้ค่าหุ้นแล้วคงค้างชำระหนี้อีก ๓๒๐,๓๒๘ บาท จำเลยได้ชำระหนี้ค่าหุ้นที่ค้างนั้นแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๕๓๗,๗๑๑.๘๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๘ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๓๔๖,๑๒๘.๕๗ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ (ฟ้องวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๓๙) ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนและนายหน้าให้ซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แทนจำเลย และให้โจทก์มีอำนาจนำเงินที่ได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ ต่อมาวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๗ จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ยอมรับว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์จากการซื้อขายหลักทรัพย์และหนี้อื่น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๕๑๙,๗๖๒.๖๘ บาท และยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. ๓ หรือไม่ โจทก์มีเจ้าหน้าที่สินเชื่อของโจทก์ซึ่งดูแลบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของจำเลยด้วยเบิกความว่า ในวันที่จำเลยทำหนังสือแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์นั้น จำเลยได้เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์แบบมาร์จิ้น ซึ่งหมายความว่าเป็นการซื้อหลักทรัพย์ด้วยเงินเชื่อด้วย จำเลยสั่งซื้อหุ้นบริษัท ร. ๔ ครั้ง รวมเป็นเงิน ๒,๑๙๓,๕๑๓ บาท ตามใบยืนยันการซื้อขายหลักทรัพย์เอกสารหมาย จ. ๑๐ จำเลยชำระค่าหุ้นดังกล่าวคืนแก่โจทก์บางส่วน คงค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ย รวมเป็นเงิน ๕๑๙,๗๖๒.๖๘ บาท ตามหลักฐานการผ่อนชำระหนี้เอกสารหมาย จ. ๑๑ เห็นว่า ตามใบยืนยันการซื้อขายหลักทรัพย์เอกสารหมาย จ. ๑๐ เฉพาะรายการที่ ๔ จำนวน ๕,๐๐๐ หุ้น เป็นเงิน ๑,๑๐๕,๕๐๐ บาท นั้น ได้มีการทำหลักฐานแสดงรายละเอียดการผ่อนชำระหนี้เอกสารหมาย จ. ๑๑ ระบุชื่อลูกค้าคือจำเลยประเภทบัญชีมาร์จิ้น ยอดเงินที่ค้างต้นเงินและดอกเบี้ย ณ วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๗ รวมเป็นเงิน ๕๑๙,๗๖๒.๖๘ บาท ตรงกับยอดเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. ๓ ซึ่งมีข้อความระบุไว้ว่า เพียง ณ วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๓๗ จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์จากการซื้อขายหลักทรัพย์และหนี้อื่น ๆ รวมทั้งสิ้น ๕๑๙,๗๖๒.๖๘ บาท จำเลยไม่ได้นำสืบพยานหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าว คงมีแต่ตัวจำเลยเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ไปโดยยังไม่มีการกรอกข้อความ และตามคำให้การของจำเลยเองก็รับว่า จำเลยเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นแบบมาร์จิ้น โดยมีตั๋วสัญญาใช้เงินวางเป็นประกันการชำระค่าหุ้น พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยสั่งโจทก์ซื้อหลักทรัพย์หุ้นบริษัท ร. ให้ โดยให้โจทก์เป็นตัวแทนการซื้อขายหุ้นแบบมาร์จิ้นหรือเงินเชื่อ จำเลยค้างชำระค่าหุ้นและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน ๕๑๙,๗๖๒.๖๘ บาท และจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชำระหนี้เงินจำนวนดังกล่าวต่อโจทก์ ดังนั้น เมื่อการซื้อขายหุ้นที่จำเลยค้างชำระนั้นตกลงกันเป็นแบบมาร์จิ้นหรือเงินเชื่อ ไม่ใช่แบบเงินสด การที่โจทก์ดำเนินการขายหุ้นและนำเงินมาหักกลบลบหนี้ ที่ค้างชำระจึงไม่ขัดต่อระเบียบตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้สมาชิกถือปฏิบัติในการเป็นตัวแทนหรือนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยเงินสดเอกสารหมาย ล. ๔ ข้อ (๔) ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง โจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ. ๓ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๑๐,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2517 ม. 15 (5)
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 112
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินเอเซีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางกนกวรรณ วงศ์โพธิพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางสาวยุวิสส์ร์ชญา ยกซิ่ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8868/2544
#43420
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่โดยอ้างเหตุตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ฯ มาตรา 5(3)ซึ่งมาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติให้คำร้องนั้นต้องอ้างเหตุตามที่ระบุไว้ในมาตรา 5 โดยละเอียดชัดแจ้ง แต่ปรากฏว่าคำร้องของผู้ร้องอ้างแต่เพียงว่ามีพยานหลักฐานใหม่ตามบัญชีพยานท้ายคำร้องที่จะแสดงชี้ชัดเท่านั้น ไม่ปรากฏข้ออ้างโดยละเอียดชัดแจ้งเพื่อให้เห็นว่าพยานหลักฐานใหม่มีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดจึงไม่นำมาพิสูจน์ว่าผู้ร้องมิได้กระทำความผิดตั้งแต่แรก ที่สำคัญพยานหลักฐานใหม่นั้นมีความสำคัญแก่คดีมากพอที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาที่ได้พิพากษาลงโทษผู้ร้องไปแล้วได้หรือไม่ เมื่อคำร้องมิได้อ้างเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งเช่นนี้ จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีคำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่มีมูลและชอบที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องทำการไต่สวน

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้ทำความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนนั้น ไม่ชอบด้วยมาตรา 10 เพราะอำนาจในการมีคำสั่งตามคำร้องในคดีนั้นเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่าคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษผู้ร้องฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน วางโทษประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน และฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาพิพากษายืน ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ อ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ต้องระบุเหตุตามกฎหมายโดยละเอียดชัดแจ้ง (มาตรา 8 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526) ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นแต่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลและอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่เข้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องไม่ได้แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าพยานหลักฐานใหม่ที่อ้างนั้น เป็นพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งอย่างไร และเพราะเหตุใดจึงไม่นำมาสืบในชั้นพิจารณา(เดิม) จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีรายละเอียดชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 ไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ของผู้ร้องมีมูลตามกฎหมายที่ชอบจะรับไว้ไต่สวนหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่โดยอ้างเหตุตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่พ.ศ. 2526 มาตรา 5(3) ซึ่งมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้คำร้องนั้นต้องอ้างเหตุตามที่ระบุไว้ในมาตรา 5 โดยละเอียดชัดแจ้ง แต่ปรากฏว่าคำร้องของผู้ร้องอ้างแต่เพียงว่ามีพยานหลักฐานใหม่ตามบัญชีพยานท้ายคำร้องที่จะแสดงชี้ชัดเท่านั้น ไม่ปรากฏข้ออ้างโดยละเอียดชัดแจ้งเพื่อให้เห็นว่า พยานหลักฐานใหม่มีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดจึงไม่นำมาพิสูจน์ว่าผู้ร้องมิได้กระทำความผิดตั้งแต่แรก ที่สำคัญพยานหลักฐานใหม่นั้นมีความสำคัญแก่คดีมากพอที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาที่ได้พิพากษาลงโทษผู้ร้องไปแล้วได้หรือไม่ เมื่อคำร้องมิได้อ้างเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งเช่นนี้ จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี คำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่มีมูล และชอบที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องทำการไต่สวน ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้ทำความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนนั้นไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 10 เพราะอำนาจในการมีคำสั่งตามคำร้องในคดีนั้น เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่าคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งใหม่"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 5 ม. 8 ม. 10
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย นันธี ลักษณา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8868/2544
#67097
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยอ้างเหตุแต่เพียงว่า มีพยานหลักฐานใหม่ตามบัญชีพยานท้ายคำร้องที่จะแสดงชี้ชัดเท่านั้น ไม่ปรากฏข้ออ้างโดยละเอียดชัดแจ้งเพื่อให้เห็นว่า พยานหลักฐานใหม่มีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดจึงไม่นำมาพิสูจน์ว่าผู้ร้องมิได้กระทำความผิดตั้งแต่แรก ที่สำคัญพยานหลักฐานใหม่นั้นมีความสำคัญแก่คดีมากพอที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาที่ได้พิพากษาลงโทษผู้ร้องไปแล้วได้หรือไม่ เมื่อคำร้องของผู้ร้องอ้างเหตุตาม พ.ร.บ. การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2525 มาตรา 5 (3) แต่มิได้อ้างเหตุโดยละเอียดชัดแจ้งตามมาตรา 8 จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี คำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่มีมูล ศาลชอบที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องทำการไต่สวน แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้ทำความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ย่อมไม่ชอบด้วย มาตรา 10 เพราะอำนาจในการมีคำสั่งตามคำร้องในคดีเป็นของศาลอุทธรณ์ แต่เมื่อคดีได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษผู้ร้องฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน วางโทษประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๑ ปี และฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๖ เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบมาตรา ๕๒ (๑) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๘ เดือน และฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๔ เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว ให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และศาลฎีกาพิพากษายืน ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ อ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดตามฟ้อง ปรากฏตามบัญชีพยานท้ายคำร้อง

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้ววินิจฉัยว่า คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ต้องระบุเหตุตามกฎหมายโดยละเอียดชัดแจ้ง (มาตรา ๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖) ตามคำร้อง ของผู้ร้องเป็นแต่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล และอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่เข้าพิสูจน์ ความบริสุทธิ์ของผู้ร้อง แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าพยานหลักฐานใหม่ที่อ้างนั้น เป็นพยานหลักฐานใหม่ อันชัดแจ้งอย่างไร และเพราะเหตุใดจึงไม่นำมาสืบในชั้นพิจารณา (เดิม) ไม่ชอบด้วยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติ การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ ไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญา ขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ของผู้ร้องมีมูลตามกฎหมายที่ชอบจะรับไว้ไต่สวนหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดี ขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่โดยอ้างเหตุตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๕ (๓) ซึ่งมาตรา ๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้คำร้องนั้นต้องอ้างเหตุตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๕ โดยละเอียดชัดแจ้ง แต่ปรากฏว่าคำร้องของผู้ร้องอ้างแต่เพียงว่ามีพยานหลักฐานใหม่ตามบัญชีพยานท้ายคำร้องที่จะแสดงชี้ชัดเท่านั้น ไม่ปรากฏข้ออ้างโดยละเอียดชัดแจ้งเพื่อให้เห็นว่า พยานหลักฐานใหม่มีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดจึงไม่นำมาพิสูจน์ว่าผู้ร้องมิได้กระทำความผิดตั้งแต่แรก ที่สำคัญพยานหลักฐานใหม่นั้นมีความสำคัญแก่คดีมากพอ ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาที่ได้พิพากษาลงโทษผู้ร้องไปแล้วได้หรือไม่ เมื่อคำร้องมิได้อ้างเหตุ โดยละเอียดชัดแจ้งเช่นนี้ จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี คำร้องขอของผู้ร้อง จึงไม่มีมูล และชอบที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องทำการไต่สวน ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น แต่การที่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยมิได้ทำความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้นไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๑๐ เพราะอำนาจในการมีคำสั่งตามคำร้องในคดีนั้น เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่าคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ และคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ยกคำร้องของผู้ร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 5 (3) ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายนันธี ลักษณา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายมงคล แจ่มจิตรตรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวิศณุ เลื่อมสำราญ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข
บุญเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8857/2544
#67111
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ที่ว่า จำเลยที่ 1 กับพวกอีกสองคนที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป พอเข้าใจแล้วว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำผิดด้วยกันกับพวกอีก 2 คน จึงเป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์แล้วตาม ป.วิ.อ.มาตรา 158 (5)ประกอบ ป.อ. มาตรา 335 (7) โดยโจทก์ไม่จำต้องระบุชื่อผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

ทรัพย์ที่จำเลยลักไปจะมีราคาเล็กน้อยหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณา และการที่ผู้เสียหายได้รับทรัพย์คืนไปแล้วก็ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย อีกทั้งเป็นความผิดฐานลักทรัพย์เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน จึงถือว่าเป็นภัยต่อประชาชนทั่วไป

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 ม. 78 ม. 335 (7)
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายอุทัย คังคะโร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นางวิรา ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ — นายวิเชียร ใยยะธรรม
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล
เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8843/2544
#43419
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยทั้งสองกู้เงินโจทก์โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 2 กู้เงินโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้จำนองที่ดินกับโจทก์ ดังนั้น การบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนฟ้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น และโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 โดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 โจทก์จึงหาจำต้องบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 1 ก่อนไม่ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1จะไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์ก็ไม่มีผลอย่างใด

สัญญากู้เงินข้อ 6 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่ผู้กู้ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดเงื่อนไข ผู้กู้ยอมให้ถือว่าเป็นการผิดนัดในจำนวนหนี้ทั้งหมดและให้ถือว่าบรรดาหนี้สินทั้งหลายตามสัญญานี้เป็นอันถึงกำหนดชำระทันที ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ผิดนัดผิดเงื่อนไขแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่จำต้องทวงถามก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,982,550.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,470,365.64 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 198651 ถึง 198654 ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน7,982,550.78 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีของต้นเงิน 6,470,365.64 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12ธันวาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 198651 ถึง 198654ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2538 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำสัญญากู้เงินโจทก์ 6,500,000บาท ยินยอมให้ดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเรียกเก็บจากผู้กู้ได้ โดยในขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 15.5 ต่อปี ส่วนอัตราผู้กู้ผิดนัดหรือผิดเงื่อนไขเท่ากับร้อยละ 18.5 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนให้โจทก์เป็นรายเดือน อย่างน้อยเดือนละ 91,000 บาท ภายในวันที่ 16 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกในเดือนมิถุนายน 2538 กำหนดชำระคืนโจทก์ให้ครบภายใน 15 ปี ในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินรวม 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองนับแต่วันทำสัญญากู้เงินโดยเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยรวม 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายโจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดหรือผิดเงื่อนไขในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องวันที่ 12 ธันวาคม 2539 จำเลยทั้งสองคงค้างชำระต้นเงินจำนวน 6,470,365.64 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 1,512,185.14 บาท คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญากู้เงินได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี และจำเลยทั้งสองไม่เคยทราบหรือได้รับหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ข้อนี้ปรากฏข้อความตามสัญญากู้เงิน ข้อ 2ระบุว่า เว้นแต่เมื่อผู้กู้ปฏิบัติผิดนัดผิดเงื่อนไข ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดภายใต้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นแบบผิดนัดผิดเงื่อนไข จำเลยทั้งสองได้ผิดนัดผิดเงื่อนไขชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว ทั้งปรากฏว่าโจทก์ได้มีประกาศที่ 9/2538 ข้อ 6.4 กำหนดให้ลูกค้าทั่วไป ที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขต้องเสียดอกเบี้ยอัตราสูงสุดเท่ากับร้อยละ 18.5 ต่อปี ประกอบกับตามสัญญากู้เงินระบุว่า ถ้าจำเลยทั้งสองผิดนัดผิดเงื่อนไขยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามที่โจทก์ประกาศกำหนด และตามสัญญากู้เงินก็มิได้มีข้อตกลงให้โจทก์ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองทราบก่อน ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดผิดเงื่อนไขในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีตามข้อสัญญาดังกล่าวได้โดยมิจำต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดผิดเงื่อนไขในอัตราดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์เพราะโจทก์มิได้ส่งหนังสือดังกล่าวไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 การบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายในเรื่องการบอกกล่าวบังคับจำนอง ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 4 แปลงและได้จำนองที่ดิน 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยทั้งสองกู้เงินโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 2 กู้เงินโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้จำนองที่ดินกับโจทก์ ดังนั้น การบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนฟ้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น และก็ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 โดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 โจทก์จึงหาจำต้องบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 1 ก่อนไม่ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์ก็ไม่มีผลอย่างใด และเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ผิดนัดผิดเงื่อนไข ตามสัญญากู้เงิน ข้อ 6 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่ผู้กู้ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดเงื่อนไขดังกล่าว ผู้กู้ยอมให้ถือว่าเป็นการผิดนัดในจำนวนหนี้ทั้งหมดและให้ถือว่าบรรดาหนี้สินทั้งหลายตามสัญญานี้เป็นอันถึงกำหนดชำระทันที ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ผิดนัดผิดเงื่อนไขแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่จำต้องทวงถามก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สมบัติ สุทธิรักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8836/2544
#43418
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจนถึงวันที่โจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทผู้ประสบภัยนั้นพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ มาตรา 31 ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังเช่นปัจจุบัน โดยบทบัญญัติของมาตรา 31 ที่ใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุได้กำหนดเงื่อนไขในการที่โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับประกันภัยจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพราะความจงใจหรือประพฤติเลินเล่ออย่างร้ายแรงเฉพาะค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยตามเงื่อนไขในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ อันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์ให้ผู้ประสบภัยได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นทันท่วงที โดยไม่จำต้องพิสูจน์ความผิดหรือมีข้อโต้แย้งใดจากบริษัทผู้รับประกันภัยดังนั้น แม้ภายหลังมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ(ฉบับที่ 3)ฯ มาตรา 12 ให้ยกเลิกความในมาตรา 31 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยความใหม่มีบทบัญญัติให้บริษัทผู้รับประกันภัยที่ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น หรือค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัยไปแล้วสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับหลังจากเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์จึงไม่สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามกฎหมายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน พ - 6115 นครราชสีมา จากจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 อายุสัญญาประกันภัย1 ปี มีผลคุ้มครองนับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม2540 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว โดยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ได้จ้างวานใช้และยินยอมให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมและขับรถคันดังกล่าวไปประกอบหน้าที่การงานในทางการที่จ้างหรือในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 เพื่อผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมการขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2539 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ได้ควบคุมและขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 มาตามถนนเจนจบทิศจากจังหวัดนครราชสีมามุ่งหน้าไปทางจังหวัดศรีสะเกษด้วยความประมาทเลินเล่อขณะแล่นมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ได้แล่นเข้าชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 80-2495 ศรีสะเกษ แล้วเสียหลักออกไปทางขวาเฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ - 2284 ยโสธร ซึ่งแล่นสวนทางมาทำให้บุคคลซึ่งนั่งมาในรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้คือนายประพฤทธิ์ ตรีนอก และนายดิเรก ทองทะวงศ์ ถึงแก่ความตาย เด็กหญิงอัจฉรา ทองทะวงศ์และนายยงยุทธ โนนไธสง ได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอประทายได้ทำการสอบสวนแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จึงได้ทำสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อฟ้องต่อศาล เมื่อบุคคลทั้งสี่ถึงแก่ความตายจึงเป็นผู้ประสบภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้อยู่ในอายุสัญญาประกันภัยของโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องชำระเงินค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยทั้งสี่โดยจ่ายให้แก่ทายาทของบุคคลดังกล่าวตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 200,000 บาท ภายหลังโจทก์ได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีใบอนุญาตขับรถยนต์ในขณะเกิดเหตุ อันเป็นการผิดเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โจทก์จึงหลุดพ้นไม่ต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัยในนามของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์จ่ายเงินจำนวน 200,000 บาท ให้แก่ทายาทผู้ประสบภัยไปแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยจึงต้องชดใช้เงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิตามกฎหมายจากทายาทของผู้ประสบภัยมาเรียกร้องเงินจำนวน 200,000 บาทคืนจากจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้กระทำละเมิดและจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เอาประกันภัยซึ่งจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นตัวการหรือนายจ้างและยินยอมให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยในขณะเกิดเหตุ โจทก์ได้ติดต่อทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระเงินดังกล่าว คืนแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินไปจนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 9,708 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 209,708 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 10,000 บาท นับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไป ของต้นเงิน 10,000 บาท นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไป และของต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2539เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับฟังได้ยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน พ - 6115 นครราชสีมาซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 อายุสัญญาประกันภัย 1ปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2539 ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2539 จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปชนรถยนต์คันอื่น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย คือนายประพฤทธิ์ ตรีนอก นายดิเรก ทอทะวงศ์ เด็กหญิงอัจฉรา ทองทะวงศ์ และนายยงยุทธ โนนไธสง โจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ประสบภัยตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยรายละ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 200,000บาท โดยจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในค่าเสียหายเบื้องต้นรวม 40,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ทายาทของผู้ประสบภัยอีกรวม 160,000 บาทหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจนถึงวันที่โจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทผู้ประสบภัยนั้นพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31 ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังเช่นปัจจุบัน โดยบทบัญญัติของมาตรา 31 ที่ใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุได้กำหนดเงื่อนไขในการที่โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับประกันภัยจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพราะความจงใจหรือประพฤติเลินเล่ออย่างร้ายแรงไว้ว่า "...เมื่อบริษัทหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด ให้บริษัทหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย แล้วแต่กรณี มีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าว..." ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะเกิดเหตุให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะไล่เบี้ยจากจำเลยที่ 2 เฉพาะค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยตามเงื่อนไขในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์ให้ผู้ประสบภัยได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นทันท่วงที โดยไม่จำต้องพิสูจน์ความผิดหรือมีข้อโต้แย้งใดจากบริษัทผู้รับประกันภัย ดังนั้น แม้ภายหลังจะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มาตรา 12 ให้ยกเลิกความในมาตรา 31 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยความใหม่มีบทบัญญัติให้บริษัทผู้รับประกันภัยที่ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัยไปแล้วสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 อันเป็นเวลาหลังจากเกิดเหตุคดีนี้โจทก์จึงไม่สามารถใช้ไล่เบี้ยเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายใหม่ได้ ทั้งมิใช่เป็นการจ่ายตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 16 ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์จ่ายไปโดยผู้ทำละเมิดไม่มีใบอนุญาตขับรถยนต์และผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อผู้ประสบภัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในค่าสินไหมทดแทนรายละ40,000 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นาง เยาวนิตย์ ตรีนอก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8825/2544
#98424
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้าง ส. ขนกัญชาไปมอบให้แก่ผู้ที่ล่อซื้อเท่านั้น จำเลยมิได้มีเจตนายึดถือกัญชาไว้เพื่อตน การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การที่จำเลยส่งมอบกัญชาให้แก่ผู้ที่ ล่อซื้อเป็นความผิดฐานจำหน่ายกัญชาแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๖, ๗๕, ๗๖, ๑๐๒ ริบของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๕ วรรคหนึ่ง, ๑๐๒ จำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน ริบกัญชาของกลาง คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๖ วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก ๒ ปี และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด ๒ ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๓ เดือนต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือ สาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา ๑๒ ชั่วโมง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ยกฟ้องข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อหาจำหน่ายกัญชา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยเบิกความว่านายสำราญชาวลาวว่าจ้างจำเลยให้นำถุงกัญชาจากในป่ามาส่งมอบให้เพื่อนนายสำราญได้ค่าจ้าง ๒,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างที่ค่อนข้างแพงสำหรับชาวชนบทโดยทั่วไป โดยจำเลยไม่ทราบว่าในถุงดังกล่าวเป็นอะไร จำเลยไม่เคยรู้จักมักคุ้นกับนายสำราญชาวลาวมาก่อน จำเลยก็ไม่ได้สอบถามว่าสิ่งของที่ขนนั้นเป็นของต้องห้ามหรือไม่ และก็ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าเหตุใดจะต้องไปขนออกมาจากป่าและส่งมอบในบริเวณถนนเปลี่ยว ไม่มีบ้านเรือน ย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อกัญชาของกลางมิใช่ของจำเลย จำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขนนำมาส่งมอบให้แก่ ผู้ล่อซื้อตามคำสั่งของนายสำราญชาวลาวเท่านั้น และจำเลยมิได้ยึดถือกัญชาไว้โดยเจตนายึดเพื่อตน จำเลยจึงไม่มี ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานจำหน่ายกัญชาตามความหมายแห่งคำนิยามศัพท์คำว่า "จำหน่าย" ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดข้อหาจำหน่ายกัญชาพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๕ วรรคหนึ่ง จำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 17 ม. 59
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26 วรรคหนึ่ง ม. 75 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายปัญญา ตั้งโต๊ะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายไพศาล เพ็งมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8805/2544
#44047
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ให้บริการประเภทบัตรเครดิตแก่สมาชิกทำให้สมาชิกสามารถใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปชำระค่าสินค้าหรือบริการโดยไม่ต้องนำเงินไปชำระทันที โจทก์เป็นผู้ชำระแทนสมาชิกไปก่อนแล้วจึงเรียกเก็บจากสมาชิกภายหลังหรือสมาชิกสามารถนำบัตรไปถอนเงินสดล่วงหน้าจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ โดยผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ โดยโจทก์เรียกค่าธรรมเนียมจากสมาชิกเป็นกรณีที่โจทก์ผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) การฟ้องเรียกเงินทดรองของโจทก์ จึงมีอายุความ2 ปี โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2540 แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนด ถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 8พฤษภาคม 2540 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความในวันที่ 7 พฤษภาคม2542 การที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2542 นั้นเป็นการชำระหนี้ภายหลังจากขาดอายุความแล้ว จึงเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกคืนไม่ได้ตามมาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1)เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 9 สิงหาคม 2543 ซึ่งหลังครบกำหนดอายุความแล้วฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 28,753.89 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 17,343 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 28,753.89 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 17,343บาท นับแต่วันถัดจากฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตประเภท บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพของโจทก์ยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตรตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายเงินอันเนื่องมาจากจำเลยใช้บัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือเบิกเงินสดล่วงหน้าโดยจำเลยยอมชำระคืนให้โจทก์ในภายหลัง โจทก์ได้ทดรองจ่ายเงินไปแล้วแต่จำเลยไม่ยอมชำระให้แก่โจทก์ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ การที่โจทก์ให้บริการประเภทบัตรเครดิตแก่สมาชิกทำให้สมาชิกสามารถใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการได้โดยไม่ต้องนำเงินไปชำระในทันทีโจทก์เป็นผู้ชำระเงินแทนสมาชิกไปก่อนแล้วจึงเรียกเก็บเงินจากสมาชิกภายหลัง และสมาชิกสามารถนำบัตรไปถอนเงินสดล่วงหน้าจากบัญชีเงินฝากของธนาคารโจทก์โดยผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ ซึ่งเป็นกิจการงานบริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก ทั้งนี้โดยโจทก์เรียกค่าธรรมเนียมจากสมาชิก จึงเป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) การฟ้องเรียกเงินทดรองของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ปรากฏว่าโจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2540 แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนดถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ซึ่งจะครบกำหนดอายุความในวันที่ 7 พฤษภาคม 2542 การที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 22ธันวาคม 2542 นั้น เป็นการชำระหนี้ภายหลังจากขาดอายุความแล้วจึงเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกคืนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(1) เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่ 9 สิงหาคม 2543 ซึ่งหลังครบกำหนดอายุความแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นหาชอบไม่ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาว รพีพรรณ อำไพศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8804/2544
#44046
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง หากโจทก์เห็นว่าคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ชอบจะอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำสั่งให้โจทก์ฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคหนึ่งเมื่อโจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจนพ้นกำหนด 1 เดือน ย่อมต้องถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้นั้นเป็นอันยุติแล้ว โจทก์อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าวต่อไปไม่ได้ ที่โจทก์ยื่นคำร้องครั้งหลังอ้างว่ามีเหตุสงสัยในคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดและคำสั่งชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งโจทก์ก็ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้นเห็นได้ว่าไม่ใช่เหตุตามกฎหมายแต่เป็นการพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เพื่อให้กลับไปสู่การวินิจฉัยเรื่องถอนฟ้องซึ่งยุติไปแล้ว เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงให้โจทก์สามารถอุทธรณ์ได้แม้จะพ้นกำหนดเวลาอันเป็นการไม่ถูกต้องการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์เป็นการไม่ชอบและถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้ไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91, 142, 157, 161,162, 188, 210, 264, 267, 268, 358 ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาและคำเบิกความพยานโจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นบันทึกคำเบิกความไม่ตรงกับความเป็นจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ พร้อมกับยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนอุทธรณ์และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องว่าคำฟ้องของโจทก์มีข้อหาที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัวรวมอยู่ด้วย การฟ้องคดีของโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงเป็นการยื่นฟ้องแทนพนักงานอัยการ เมื่อโจทก์ถอนฟ้อง ศาลต้องเรียกพนักงานอัยการเข้ามาเป็นโจทก์แทน การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยไม่เรียกพนักงานอัยการเข้ามาเป็นโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและยกคดีขึ้นพิจารณาไต่สวนมูลฟ้องต่อไป

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเข้ามาในระหว่างการพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ในขณะที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือมีคำพิพากษาอย่างใด จึงอยู่ในดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งอนุญาตหรือมิอนุญาตให้ถอนก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควรประการใด ดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 35 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง หากโจทก์เห็นว่าคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ชอบที่จะอุทธรณ์ภายในกำหนด1 เดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำสั่งให้โจทก์ฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ในวันที่ 7 เมษายน2542 และได้อ่านคำสั่งให้โจทก์ฟังในวันดังกล่าวแล้ว จนกระทั่งครบกำหนด1 เดือน โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้นแต่ประการใด จนต่อมาวันที่ 30มิถุนายน 2542 เป็นเวลาประมาณ 2 เดือน หลังจากวันที่ถือว่าได้อ่านคำสั่งให้โจทก์ฟัง โจทก์จึงได้ยื่นคำร้องเข้ามา อ้างว่ามีเหตุสงสัยในคำสั่งของศาลชั้นต้นว่าเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมิได้เรียกพนักงานอัยการเข้ามาเป็นโจทก์แทนในข้อหาที่เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ขอให้เพิกถอนคำสั่ง และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องดังกล่าวว่าคดีถึงที่สุดและคำสั่งชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่ง ยกคำร้อง โจทก์จึงได้ยื่นอุทธรณ์และฎีกาต่อมา อ้างว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องคดีนี้ได้ เห็นว่า เมื่อโจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจนพ้นกำหนด 1 เดือน ย่อมต้องถือว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้นั้นเป็นอันยุติแล้ว โจทก์อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาดังกล่าวต่อไปไม่ได้ ที่โจทก์ยื่นคำร้องครั้งหลังอ้างว่ามีเหตุสงสัยในคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีถึงที่สุดและคำสั่งชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่ง โจทก์ก็ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้น เห็นได้ว่าไม่ใช่เหตุตามกฎหมายแต่เป็นการพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เพื่อให้กลับไปสู่การวินิจฉัยเรื่องถอนฟ้องซึ่งยุติไปแล้ว เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงให้โจทก์สามารถอุทธรณ์ได้แม้จะพ้นกำหนดเวลาอันเป็นการไม่ถูกต้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1รับวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์เป็นการไม่ชอบและถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้ ไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กฤษติญาเอสเตท จำกัด
จำเลย — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ (มหาชน) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8792/2544
#67164
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือกระทรวงการคลังที่ขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่เปลี่ยนเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎ ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับแก่รัฐวิสาหกิจทั่วไปซึ่งคณะรัฐมนตรีลงมติเห็นชอบแล้ว ระบุให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าแทรกแซง คงได้รับเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ตอบแทนของพนักงานตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้น ไม่ต้องถือปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการที่รัฐวิสาหกิจอิงมาใช้ แต่ไม่ปรากฏว่าก่อนที่ธนาคารจำเลยที่ 1 จะเปลี่ยนไปเป็นรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 1 ได้กำหนดให้มีการจ่ายค่าชดเชยแก่พนักงานสูงกว่าสิทธิที่พนักงานรัฐวิสาหกิจพึงได้รับตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 45 การที่จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายจำนวน 180 วัน ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำตาม พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง ประกอบระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 45 (3) จึงเป็นการจ่ายที่ชอบแล้ว

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคหนึ่ง หากเป็นสัญญาจ้างแรงงานที่มิได้มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ด้วยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายทราบ การที่จำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยการเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย จึงมิใช่เป็นการผิดสัญญา เพียงแต่อาจต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคสอง และเมื่อจำเลยมีสิทธิเลิกสัญญาด้วยการเลิกจ้างโจทก์ได้ตามกฎหมาย ย่อมมิใช่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 จำเลยจึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ขาดการควบคุมดูแลและการปฏิบัติงานเรื่องการยืมและการคืนทะเบียนรถยนต์ที่ใช้เป็นหลักประกันของผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างรอบคอบและรัดกุม จนทำให้จำเลยเสียหายแต่ไม่ร้ายแรง และโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แต่มิใช่กรณีร้ายแรง จำเลยมิได้กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ จึงมิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

การให้สัตยาบันตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 หมายถึงตัวแทนได้กระทำการอันใดอันหนึ่งโดยปราศจากอำนาจก็ดี หรือทำนอกเหนือขอบอำนาจก็ดี ต่อมาตัวการรู้ถึงการกระทำที่ทำโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกอำนาจของตัวแทนแล้วตัวการได้ให้การรับรองการกระทำดังกล่าวของตัวแทน แม้จำเลยจะรับเอาผลประโยชน์จากการกู้เงินที่เกิดจากการกระจายหนี้ แต่ไม่ปรากฏว่าขณะที่จำเลยรับเอาผลประโยชน์ จำเลยได้รู้ถึงการกระทำนอกขอบอำนาจของโจทก์หรือไม่ เช่นนี้ไม่อาจถือว่าเป็นการให้สัตยาบันในการกระจายหนี้ของโจทก์

ที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แม้จำเลยไม่ทักท้วงก็ไม่อาจถือว่าการกระทำดังกล่าวกลายเป็นการกระทำที่ชอบขึ้นมาได้ การที่จำเลยไม่ทักท้วงหรือกล่าวหาลงโทษโจทก์ อาจเป็นเพราะยังไม่ทราบการกระทำผิดหรือยังไม่เกิดความเสียหายจากการกระทำผิดเท่านั้น เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์กระทำผิด จำเลยมิได้กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

โจทก์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องเกี่ยวกับการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการยืมและการคืนทะเบียนรถยนต์ที่ใช้เป็นหลักประกันของผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างรอบคอบและรัดกุมจนเป็นเหตุให้จำเลยเสียหาย ถือว่าเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยด้วยการกระจายหนี้เป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายอีกเช่นกัน จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุทั้งสองประการดังกล่าว จึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 121 และมาตรา 122 เงินโบนัสประจำปี ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการกระทำละเมิด ผิดสัญญาจ้างแรงงานและเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับเงินเพิ่มกรณีไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะ เวลา 7 วัน ตามมาตรา 9 เป็นเวลา 268 วัน อีกเป็นเงิน 51,037 บาท และให้จำเลยทั้งสองออกหนังสือรับรองการทำงานให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลยที่ 1 ลงนามตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์เป็นเงิน 33,100 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า หนังสือกระทรวงการคลังที่ขอยกเว้นให้สถาบันการเงินที่เปลี่ยนเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฎระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจทั่วไปซึ่งคณะรัฐมนตรีลงมติเห็นชอบแล้วระบุว่า "ให้สถาบันการเงินดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ ในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการ และผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้น สำหรับสถาบันการเงินที่ต้องควบรวมกิจการกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้คณะกรรมการธนาคารกรุงไทย ฯ เป็นผู้พิจารณาเรื่องดังกล่าวตามความเหมาะสม" หมายความว่า ให้สถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าแทรกแซงนั้นคงได้รับเงินเดือน สวัสดิการและผลประโยชน์ตอบแทนของพนักงานตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขการจ้างเดิมของสถาบันการเงินนั้น ไม่ต้องถือปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการที่รัฐวิสาหกิจอิงมาใช้ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเปลี่ยนไปเป็นรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 1 ได้กำหนดให้มีการจ่ายค่าชดเชยแก่พนักงานสูงกว่าสิทธิที่พนักงานรัฐวิสาหกิจพึงได้รับตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 45 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายจำนวน 180 วัน ให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง ประกอบระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 45 (3) จึงเป็นการจ่ายที่ชอบแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสองของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการทำผิดสัญญาจ้างแรงงานและเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ต้องชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยมิได้มีกำหนดระยะเวลา ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า หากเป็นสัญญาจ้างแรงงานที่มิได้มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ด้วยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายทราบ การที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยการเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้น จึงมิใช่เป็นการผิดสัญญา และไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาให้แก่โจทก์ เพียงแต่อาจต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์ใน ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคสอง และเมื่อจำเลยที่ 1 มีสิทธิเลิกสัญญาด้วยการเลิกจ้างโจทก์ได้ตามกฎหมาย ย่อมมิใช่เป็นจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 จำเลยที่ 1 จึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกรณีละเมิดให้แก่โจทก์เช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสามของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ และโจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ขาดการควบคุมดูแลและการปฏิบัติงานเรื่องการยืมและการคืนทะเบียนรถยนต์ที่ใช้เป็นหลักประกันของผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างรอบคอบและรัดกุม จนทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย แต่ไม่ร้ายแรง และโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 จนเกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 แต่มิใช่กรณีร้ายแรง โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์อนุมัติหนี้เงินกู้รายนายเกียรติศักดิ์และนายไพโรจน์เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ไม่ทักท้วงและยอมรับเอาผลประโยชน์จากการฝ่าฝืนของโจทก์ ถือว่าจำเลยที่ 1 ให้สัตยาบันแก่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 เห็นว่า การให้สัตยาบันตามบทกฎหมายดังกล่าวหมายถึงตัวแทนได้กระทำการอันใดอันหนึ่งโดยปราศจากอำนาจก็ดี หรือทำนอกเหนือขอบอำนาจก็ดี ต่อมาตัวการรู้ถึงการกระทำที่ทำโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกอำนาจของตัวแทน แล้วตัวการได้ให้การรับรองการกระทำดังกล่าวของตัวแทน คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 จะรับเอาผลประโยชน์จากการกู้เงินที่เกิดจากการกระจายหนี้ แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 รับเอาผลประโยชน์นั้นได้รู้ถึงการกระทำนอกขอบอำนาจของโจทก์หรือไม่ การรับเอาไว้โดยไม่รู้เช่นนี้ไม่อาจถือว่าเป็นการให้สัตยายันในการกระจายหนี้ของโจทก์ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ตลอดจนผู้บังคับบัญชาอื่นก็ไม่เคยทักท้วงหรือกล่าวหาว่าการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำผิด ถือว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมสมัครใจยอมรับความเสียหายนั้นเอง และถือเป็นการกระทำโดยปกติประเพณีของจำเลยที่ 1 การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 นั้น แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ทักท้วง ก็ไม่อาจถือว่าการกระทำดังกล่าวกลายเป็นการกระทำที่ชอบขึ้นมาได้ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ทักท้วงหรือกล่าวหาลงโทษโจทก์อาจเป็นเพราะยังไม่ทราบการกระทำผิดหรือยังไม่เกิดความเสียหายจากการกระทำผิดเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์และมิได้กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม?

ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องเกี่ยวกับการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการยืมและการคืนทะเบียนรถยนต์ที่ใช้เป็นหลักประกันของผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างรอบคอบและรัดกุมจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เสียหาย ซึ่งการที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องจนเป็นเหตุให้นายจ้างเสียหายเช่นนี้ ถือว่าเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ด้วยการกระจายหนี้รายนายเกียรติศักดิ์และนายไพโรจน์นั้น ย่อมเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุทั้งสองประการดังกล่าว จึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ตามบทกฎหมายดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 575 ม. 582 ม. 583
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 11 (1) ม. 11 วรรคสอง ม. 45 (3)
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทรงยศ อิฐรัตน์
จำเลย — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจรัญ รัตตมณี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8791/2544
#44045
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 7 เม็ด และได้จำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไป 2 เม็ด เป็นความผิดสองกรรม จำเลยอุทธรณ์เฉพาะขอให้ลงโทษสถานเบาเท่านั้น มิได้อุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 7 เม็ดและได้จำหน่ายไป 2 เม็ด จึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นการที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามไม่ให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปีฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก5 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริงทำนองว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 7 เม็ด เป็นจำนวนเดียวกันกับที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับไปทั้งหมดในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่ความผิดสองกรรมดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 7 เม็ด และได้จำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไป 2 เม็ดเป็นความผิดสองกรรม จำเลยอุทธรณ์เฉพาะขอให้ลงโทษสถานเบาเท่านั้นมิได้อุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 7 เม็ด และได้จำหน่ายไป 2 เม็ด จึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8ต้องห้ามไม่ให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี เป็นอัตราโทษขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว ไม่อาจกำหนดให้ต่ำกว่านี้ได้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย เสรี หล้าหวัง
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8785/2544
#67116
เปิดฉบับเต็ม

สัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน โจทก์ในฐานะผู้ขนส่งมีหน้าที่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ กล่าวคือนอกจากจะต้องขนส่งทุเรียนและส่งมอบทุเรียนให้แก่จำเลยที่ปลายทางตามสัญญาแล้ว ยังจะต้องส่งมอบทุเรียนในสภาพเรียบร้อยไม่เสียหายเสียก่อน จำเลยจึงจะชำระหนี้ค่าระวางและค่าใช้จ่ายที่โจทก์เสียไปเพื่อจัดการในการขนส่ง เมื่อปรากฏว่าตู้สินค้าชำรุดบกพร่องไม่สามารถรักษาอุณหภูมิในระดับที่กำหนดในข้อตกลงในการขนส่งได้ตั้งแต่แรกในระหว่างอยู่ในความดูแลของโจทก์โดยความชำรุดบกพร่องดังกล่าวมิได้เกิดจากความผิดของจำเลยผู้ส่งของ เป็นเหตุให้สินค้าทุเรียนสดเปียกน้ำ ชื้น มีราขึ้นเป็นส่วนใหญ่ เนื้อสุกจนเละและผลทุเรียนปริแตก เมื่อพิจารณาจากลักษณะของสินค้าซึ่งเป็นทุเรียนสดประกอบกับสภาพความเสียหายของสินค้าที่เกิดขึ้นแล้ว ถือได้ว่าสินค้าทั้งหมดเกิดความเสียหายไม่สมประโยชน์ของจำเลย ถือว่าโจทก์ผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าระวางเรือและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินค่าระวางเรือและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๘ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ชอบเพราะกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์มิได้ลงชื่อไว้เอง จำเลยไม่ต้องรับผิดเนื่องจากโจทก์เองเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะจัดหาตู้สินค้าที่ชำรุดบกพร่องมาให้ใช้บรรจุสินค้าเป็นเหตุให้สินค้าเสียหาย โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพราะจำเลยยังไม่ได้ผิดนัด ทั้งจะเรียกดอกเบี้ยเกินร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ไม่ได้เพราะจำเลยไม่เคยตกลงด้วย และก่อนฟ้องโจทก์ไม่เคยทวงถาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน ๑๑๐,๒๘๔ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๙๗,๑๘๕ บาท นับแต่วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ และของต้นเงิน ๑๓,๐๙๙ บาท นับแต่วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่จำเลยแพ้คดี โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ส่งออกทุเรียนสดไปยังเมืองฮัวตู ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และได้ว่าจ้างให้โจทก์ดำเนินการขนส่งจากท่าเรือกรุงเทพมหานคร ไปยังท่าเรือเมืองฮ่องกง โจทก์ตกลงรับดำเนินการขนส่งให้แก่จำเลยโดยจ้างบริษัทเชงลีนาวิเกชั่น จำกัด ขนส่งทุเรียนสดซึ่งบรรจุในตู้สินค้าแบบมีเครื่องทำความเย็นบรรทุกไปโดยเรือเดินทะเลกัวติง เมื่อเรือเดินทางไปถึงท่าเรือเมืองฮ่องกง จำเลยได้ว่าจ้างบริษัทฟังชุน เทรดดิ้ง จำกัด ขนส่งต่อไปยังเมืองฮัวตู เมื่อจำเลยเปิดตู้สินค้าที่เมืองฮัวตูปรากฏว่าทุเรียนสดในตู้สินค้าขึ้นราเน่าเสียหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าระวางเรือและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มิใช่เป็นเพียงตัวแทนผู้ขนส่งในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเลเท่านั้น แต่ยังรับจัดการขนส่งในลักษณะเป็นผู้ขนส่งเองโดยทำสัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลยผู้ส่งของโดยให้บริษัทเชงลีนาวิเกชั่น จำกัด ทำการขนส่งแทน สัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน โจทก์ในฐานะผู้ขนส่งมีหน้าที่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามสัญญารับขนของทางทะเลดังกล่าว กล่าวคือนอกจากจะต้องขนส่งทุเรียนและส่งมอบทุเรียนให้แก่จำเลยที่ปลายทางแล้ว ยังจะต้องส่งมอบทุเรียนในสภาพเรียบร้อยไม่เสียหายก่อน จำเลยจึงจะชำระหนี้ค่าระวางและค่าใช้จ่ายที่โจทก์เสียไปเพื่อจัดการในการขนส่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าตู้สินค้าชำรุดบกพร่องไม่สามารถรักษาอุณหภูมิในระดับที่กำหนดในข้อตกลงในการขนส่งได้โดยที่โจทก์มิได้โต้แย้งว่าความชำรุดบกพร่องดังกล่าวเกิดจากความผิดของจำเลยผู้ส่งของ เป็นเหตุให้สินค้าทุเรียนสดเปียกน้ำ ชื้น มีราขึ้นเป็นส่วนใหญ่ เนื้อสุกจนเละและผลทุเรียนปริแตก สินค้าทั้งหมดเกิดความเสียหายไม่สมประโยชน์ของจำเลย จึงถือว่าโจทก์ผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าระวางเรือและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟรทลิ้งค์ส เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเอกภัค กรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสอนชัย สิราริยกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8773/2544
#98432
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกเอาเงินลงทุนและผลกำไรจากการขายที่ดินที่โจทก์ร่วมลงทุน ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คืออายุความ 10 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิ เรียกร้องได้ จำเลยขายที่ดินที่โจทก์ร่วมลงทุนเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2531 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2534 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 2,421,348 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,917,900 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,133,609.50 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเฉพาะส่วนที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองทำหนังสือระบุชื่อบันทึกความตกลงหรือสัญญา ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2521 มีข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งผลประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ 1,173 ไร่ 2 งาน 30 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 81 หมู่ที่ 4 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งจำเลยทั้งสองทำสัญญาซื้อขายไว้กับบริษัทเอส.อาร์.มอเตอร์ จำกัด ตามเอกสารหมาย จ. 1 ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2521 บริษัทเอส.อาร์.มอเตอร์ จำกัด ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินแปลงดังกล่าวโดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้แก่จำเลยทั้งสองในราคา 3,000,000 บาท ในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวไว้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด และเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2531 จำเลยทั้งสองทำหนังสือสัญญาขายที่ดินแปลงดังกล่าวโดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้แก่นางสุนีย์ในราคา 7,500,000 บาท

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกเอาเงินลงทุนและผลกำไรจากการขายที่ดินที่โจทก์ร่วมลงทุน ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คือมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ จำเลยทั้งสองขายที่ดินที่โจทก์ร่วมลงทุนเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2531 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2534 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษายืน โจทก์มิได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิจารณ์ ถิระนันท์
จำเลย — นางเกษมศรี ธีระเกียรติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
ศาลอุทธรณ์ — นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8771/2544
#43417
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. ล. ยกที่ดินพิพาทให้โจทก์และ ป. เป็นเจ้าของร่วมกัน โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสและตกเป็นของ ป. กับโจทก์ร่วมกัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ให้อำนาจเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์รวมเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ การที่ ป. ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ป. โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382จึงเป็นการกระทำแทนโจทก์ด้วย แม้ต่อมา ป. และโจทก์จะจดทะเบียนหย่าภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีที่ป. ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ ก็ไม่ทำให้สถานะของการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์เปลี่ยนไปต้องถือว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับ ป. ผู้ร้องในคดีก่อนซึ่งมีผู้คัดค้านในคดีก่อนเป็นจำเลยในคดีนี้เช่นกัน และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ โดยอ้างว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมากว่า 10 ปีโจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แม้โจทก์จะมิได้ระบุในคำฟ้องอ้างมาตรา 1382 มาด้วยก็ตาม จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนางล้วน ประจวบเหมาะ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 78 ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2514 นางล้วนยกที่ดินบางส่วนของที่ดินแปลงนี้เนื้อที่ 104 ตารางวา ซึ่งต่อมาแบ่งแยกออกเป็นโฉนดเลขที่ 12790 อันเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้ให้แก่โจทก์และนายปราณี โปตะวณิช สามีโจทก์ในขณะนั้น แต่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้นโจทก์และนายปราณีเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลากว่า 10 ปี กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงตกแก่โจทก์ ต่อมานางล้วนถึงแก่ความตาย นายปราณีได้ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางล้วนคัดค้าน ในที่สุดนายปราณีเป็นฝ่ายแพ้คดี ตามคดีแพ่งหมายแดงที่ 843/2529 ของศาลชั้นต้นคำพิพากษาดังกล่าวจึงผูกพันเฉพาะนายปราณีไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12790 ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า นางล้วนไม่เคยยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือนายปราณี โจทก์และนายปราณีเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางล้วน โจทก์เป็นภริยานายปราณีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 843/2529 ของศาลชั้นต้นซึ่งถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาว่านายปราณีไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จึงผูกพันโจทก์ ข้ออ้างของโจทก์เป็นประเด็นเดียวกับคดีของนายปราณีซึ่งศาลวินิจฉัยชี้ขาดแล้วต้องห้ามมิให้โจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 การที่โจทก์และนายปราณีไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาท ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท แต่จำเลยขอคิดเพียงเดือนละ 10,000บาท ขอให้ยกฟ้อง และขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์รื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยโดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิของตนเอง มิได้อาศัยสิทธิของนายปราณี โจทก์มิได้เป็นคู่ความในคดีที่นายปราณีเป็นโจทก์ คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ส่วนฟ้องแย้งให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า คดีก่อนนายปราณี โปตะวณิช สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 28 เมษายน2493 ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2528ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12790ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่พิพาทคดีนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายปราณีโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 จำเลยในคดีนี้ยื่นคำคัดค้านตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 843/2529 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26ธันวาคม 2529 ว่า นายปราณี ผู้ร้อง ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ทะเบียนใส่ชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์วันที่ 31 พฤษภาคม 2532 โจทก์กับนายปราณีจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2534 คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำร้องขอของนายปราณีผู้ร้อง โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2537 โดยอ้างว่านางล้วน ประจวบเหมาะ เจ้าของที่ดินเดิมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และนายปราณีตั้งแต่ปี 2514 และได้ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมาเกินกว่า 10 ปี โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกับนายปราณีคดีมีปัญหาวินิจฉัย ตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 843/2529 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ตามคำฟ้องของโจทก์ฟังได้ว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายปราณี นางล้วนยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และนายปราณีเป็นเจ้าของร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส และตกเป็นของนายปราณีกับโจทก์ร่วมกันในฐานะเจ้าของรวม ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ให้อำนาจเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแก่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก และได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ต่อไปว่า นายปราณีได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายปราณีโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ขณะนั้นนายปราณีและโจทก์ยังมีสถานะเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วยกัน การกระทำของนายปราณีดังกล่าวจึงเป็นการกระทำแทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วย แม้ต่อมานายปราณีและโจทก์จะจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีที่นายปราณียื่นคำร้องของแสดงกรรมสิทธิ์แล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้สถานะของการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในการที่ดินพิพาทของโจทก์เปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่โจทก์ยังคงต้องผูกพันกับการกระทำของนายปราณีในคดีดังกล่าวในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท และต้องถือว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับนายปราณีผู้ร้องในคดีก่อน ซึ่งมีผู้คัดค้านในคดีก่อนเป็นจำเลยในคดีนี้เช่นกัน และในคดีก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ในประเด็นว่านายปราณีได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้โดยอ้างว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมากว่า 10 ปี โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแม้โจทก์จะมิได้ระบุในคำฟ้องอ้างบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มาด้วยก็ตาม ก็เห็นได้ว่าโจทก์อ้างว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับการที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน โดยคู่ความเดียวกันในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนไป คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อัจฉรา โปตะวณิชหรือประจวบเหมาะ
จำเลย — นาย กัมพล ประจวบเหมาะ
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8771/2544
#67096
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส และตกเป็นของ ป.สามีกับโจทก์ร่วมกันในฐานะเจ้าของรวม ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ให้อำนาจเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแก่กรรมสิทธิครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก และ ป. ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ป. โดยการครอบครองปกปักษ์ ขณะ ป.และโจทก์มีสถานะเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของ ป. จึงเป็นการกระทำแทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วย แม้ต่อมา ป. และโจทก์จะจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันภายหลังก็ไม่ทำให้สถานะของการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทของโจทก์เปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ โจทก์ยังคงต้องผูกพันกับการกระทำของ ป. ในคดีดังกล่าวในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท และต้องถือว่าโจทก์เป็นคู่ความเดียวกันกับ ป. ผู้ร้องในคดีก่อนการที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับที่ ป. ยื่นคำร้องในคดีก่อนจึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน โดยคู่ความเดียวกันเมื่อคดีก่อนศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12790 ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์รื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์ส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยโดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนฟ้องแย้งให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ?คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 843/2529 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ตามคำฟ้องของโจทก์ฟังได้ว่าโจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายปราณี นางล้วนยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และนายปราณีเป็นเจ้าของร่วมกัน ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส และตกเป็นของนายปราณีกับโจทก์ร่วมกันในฐานะเจ้าของรวม ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ให้อำนาจเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแก่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก และได้ความตามคำฟ้องของโจทก์ต่อไปว่า นายปราณีได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายปราณีโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ขณะนั้นนายปราณีและโจทก์ยังมีสถานะเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วยกัน การกระทำของนายปราณีดังกล่าวจึงเป็นการกระทำแทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทด้วย แม้ต่อมานายปราณีและโจทก์จะจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีที่นายปราณียื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์แล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้สถานะของการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทของโจทก์เปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ โจทก์ยังคงต้องผูกพันกับการกระทำของนายปราณีในคดีดังกล่าวในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท และต้องถือว่าโจทก์ในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับนายปราณีผู้ร้องในคดีก่อน ซึ่งมีผู้คัดค้านในคดีก่อนเป็นจำเลยในคดีนี้เช่นกัน และในคดีก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ในประเด็นว่านายปราณีได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้โดยอ้างว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมากว่า 10 ปี โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แม้โจทก์จะมิได้ระบุในคำฟ้องอ้างบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1382 มาด้วยก็ตาม ก็เห็นได้ว่าโจทก์อ้างว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับการที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน โดยคู่ความเดียวกันในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามมาตรา 148 แห่ง ป.วิ.พ. กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนไป คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1359
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัจฉรา โปตะวณิชหรือประจวบเหมาะ
จำเลย — นายกัมพล ประจวบเหมาะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเสรี ภูรีญาณสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา