คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8760/2544
#98487
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์และเสื้อยืดที่ถูกปล้นไปหรือใช้ราคาแทนแก่ผู้เสียหาย เมื่อได้ฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้องจริงและได้ความว่าผู้เสียหายได้รับรถจักรยานยนต์ที่ถูกปล้นคืนไปแล้ว จำเลยจึงควรรับผิดคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เพียงเท่าที่ผู้เสียหายยังไม่ได้คืน ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๔๐, ๓๔๐ ตรี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ รวม ๖๐,๔๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง, ๓๔๐ ตรี, ๘๓ จำคุก ๑๘ ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์รวม ๖๐,๔๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้าย ๓ คน ร่วมกัน ปล้นทรัพย์เสื้อยืด ๑ ตัว ๔๐๐ บาท ของนายมนตรี หอมหวล ผู้เสียหาย และรถจักรยานยนต์ ๑ คัน ราคา ๖๐,๐๐๐ บาท ของบริษัทแสงฟ้าคาวาซากิ จำกัด ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไป โดยคนร้ายมีและใช้อาวุธปืนสั้นจี้บังคับ ผู้เสียหายและใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงเชื่อได้ว่า จำเลยเป็น คนร้ายที่ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้อง อย่างไรก็ดี ตามคำขอท้ายคำฟ้อง โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ ราคาทรัพย์รวม ๖๐,๔๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายสาโรจน์พยานโจทก์ตอบทนายจำเลย ถามค้านว่า พยานไปรับรถจักรยานยนต์ที่ถูกปล้นคืนจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอคลองท่อมและบริษัทแสงฟ้าคาวาซากิ จำกัด ได้รับรถคันดังกล่าวคืนไปแล้ว ดังนั้น จำเลยจึงควรรับผิดคืนเสื้อยืดหรือใช้ราคาทรัพย์เพียง ๔๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๔๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๘.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสมพรหรือจุน เงินลิ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายธีรพล จันทวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุรทิน สาเรือง
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8754/2544
#43416
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมของผู้ร้องสอดไม่ปรากฏว่า ผู้ร้องสอดมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับหนี้เงินกู้และการจำนองที่ดินประกันหนี้เงินกู้ตามที่โจทก์ฟ้องบังคับ คงอ้างแต่เพียงว่า ผู้ร้องสอดเป็นภริยาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยและอยู่ร่วมกับจำเลยเท่านั้น ผู้ร้องสอดจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี อีกทั้งจำเลยเองก็ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดย่อมไม่มีสิทธิในการต่อสู้คดีเช่นเดียวกับจำเลยที่ขาดนัด การร้องสอดเข้ามาเพื่อเป็นจำเลยร่วมหรือแทนที่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) ย่อมหาประโยชน์มิได้ ที่ศาลล่างมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 700,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 400,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 27023 ตำบลไพศาล อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม อ้างว่าเป็นภริยาจำเลยและอยู่ร่วมกับจำเลย เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี

ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วม แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันที่ 27 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 27023 ตำบลไพศาล อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้น และอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วม แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมของผู้ร้องสอดไม่ปรากฏว่าผู้ร้องสอดมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับหนี้เงินกู้และการจำนองที่ดินประกันหนี้เงินกู้ตามที่โจทก์ฟ้องบังคับ คงอ้างแต่เพียงว่า ผู้ร้องสอดเป็นภริยาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยและอยู่ร่วมกับจำเลยเท่านั้น ผู้ร้องสอดจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี นอกจากนี้จำเลยเองก็ขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดย่อมไม่มีสิทธิในการต่อสู้คดีเช่นเดียวกับจำเลยซึ่งขาดนัด การร้องสอดเข้ามาเพื่อเป็นจำเลยร่วมหรือแทนที่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) ย่อมหาประโยชน์ไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมแล้วพิพากษาคดีโดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมศักดิ์ รัตนาถาวร
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาง เชื่อง ขยันดี
จำเลย — นาย เพื่อน ขยันดี
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8750/2544
#98396
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรฐานการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม พ.ศ. 2532 ของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ข้อ 2.2 กำหนดว่า การออกแบบร่างขั้นสุดท้ายสถาปนิกจะใช้ข้อมูลที่ได้รับอนุมัติจากการออกแบบร่างขั้นต้น เพื่อออกแบบขั้นสุดท้ายเสนอแก่เจ้าของงาน สถาปนิกจะต้องเสนอเอกสารการประมาณราคาค่าก่อสร้างให้เจ้าของงานเห็นชอบและอนุมัติ และข้อ 2.3 กำหนดในเรื่องการทำรายละเอียดการก่อสร้างไว้ว่า หลังจากแบบร่างขั้นสุดท้ายได้รับอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของงานแล้ว สถาปนิกจะจัดทำรายละเอียดการก่อสร้างเพื่อใช้เป็นเอกสารสัญญาและเอกสารขออนุญาต และสถาปนิกจะต้องส่งมอบเอกสารการประมาณราคาก่อสร้างให้แก่เจ้าของงานด้วยเช่นนี้ โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมประเภทสามัญสถาปนิก สาขาสถาปัตยกรรมหลัก จากคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม กระทรวงมหาดไทย น่าจะต้องประกอบวิชาชีพโดยมี จริยธรรมตามมาตรฐานการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมดังกล่าวด้วย แม้สัญญาว่าจ้างออกแบบบ้านจะระบุเพียงว่า ผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างงวดที่ 1 เมื่อตกลงในแบบร่างและลงมือทำแบบจำนวน 100,000 บาท และชำระค่าจ้างงวดที่ 2 ที่เหลือทั้งหมดเมื่อผู้รับเหมาเสนอราคาก่อสร้างก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะลงมือทำแบบแปลนบ้าน อย่างไรก็ได้ โดยที่จำเลยผู้ว่าจ้างไม่มีโอกาสได้เห็นแบบแปลนบ้านนั้นและเห็นชอบด้วย ดังนี้ เมื่อจำเลยผู้ว่าจ้างยัง ไม่เห็นชอบด้วยกับแบบแปลน และการเสนอราคาค่าก่อสร้างของผู้รับเหมาที่โจทก์เป็นผู้ติดต่อให้ตีราคา กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผู้ว่าจ้างได้ตกลงและเห็นชอบด้วยในแบบแปลนบ้านและมีการเสนอราคาค่าก่อสร้างของผู้รับเหมาซึ่งจำเลยเห็นชอบด้วยแล้วตามสัญญาอันจะทำให้โจทก์ผู้รับจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างที่เหลือจากจำเลยผู้ว่าจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๐๑๒,๑๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดค่าจ้างงวดที่ ๒ เพราะโจทก์กระทำผิดข้อตกลงโดยออกแบบแปลนบ้านไม่ตรงตามความประสงค์ของจำเลย จำเลยให้โจทก์แก้ไขหลายครั้งก็ยังไม่เรียบร้อย จำเลยจึงปฏิเสธไม่รับแบบแปลนที่โจทก์เสนอ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๐๑๒,๑๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันว่า เมื่อประมาณต้นปี ๒๕๓๘ จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ออกแบบบ้านพักอาศัย โดยทำข้อตกลงเป็นหนังสือ มีโจทก์และจำเลยลงลายมือชื่อไว้ด้วย แบ่งการจ่าย ค่าจ้างเป็น ๒ งวด งวดแรก เมื่อตกลงในแบบร่างและลงมือทำแบบเป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท งวดที่ ๒ เมื่อโจทก์ ผู้รับจ้างเสนอราคาค่าก่อสร้าง จำเลยผู้ว่าจ้างต้องชำระค่าจ้างที่เหลือทั้งหมด ปรากฏว่าจำเลยได้ชำระค่าจ้างให้โจทก์แล้วจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เห็นว่า โจทก์มีพยานที่รู้เห็นในการทำสัญญาเพียงปากเดียวคือตัวโจทก์มาเบิกความว่า จำเลยพอใจในแบบร่างบ้านของโจทก์และชำระเงินงวดที่ ๑ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์แล้ว โจทก์ออกแบบบ้านให้จำเลยเสร็จเมื่อต้นเดือนมกราคม ๒๕๓๙ และได้มอบแบบแปลนบ้านให้จำเลยเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมชำระค่าจ้างใน งวดที่ ๒ จำนวน ๑,๐๑๒,๑๖๗ บาท แก่โจทก์ ส่วนจำเลยมีพยานที่รู้เห็นการทำสัญญาคือตัวจำเลยมาเบิกความว่าจำเลย ชำระเงินให้โจทก์ไปจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการที่โจทก์ออกแบบบ้านให้ แต่แบบแปลนบ้าน ดังกล่าวไม่ตรงกับความต้องการของจำเลย จำเลยจึงได้บอกเลิกการออกแบบบ้านให้โจทก์ทราบแล้ว จำเลยเห็นว่า เงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เป็นค่าแบบร่างซึ่งน่าจะมากพอสมควรแล้ว จำเลยไม่เคยเห็นและไม่เคยได้รับแบบแปลนบ้าน และรายการการตีราคาค่าก่อสร้างมาก่อน เมื่อโจทก์กับจำเลยเบิกความยันคำกันปากต่อปาก ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาพยานหลักฐานอื่นเพื่อประกอบการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไป ในปัญหาดังกล่าวปรากฏตามมาตรฐานการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม พ.ศ. ๒๕๓๒ ของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ข้อ ๒.๒ ว่า "การออกแบบร่างขั้นสุดท้ายสถาปนิกจะใช้ข้อมูลที่ได้รับอนุมัติจากการออกแบบร่างขั้นต้น เพื่อออกแบบขั้นสุดท้ายเสนอแก่ เจ้าของงาน เอกสารที่สถาปนิกจะต้องเสนอให้เจ้าของงานเห็นชอบ และอนุมัติตามขั้นตอนนี้ประกอบด้วย.. ๒.๒.๖ ประมาณการราคาก่อสร้างตามขั้นตอนนี้" และข้อ ๒.๓ กำหนดในเรื่องการทำรายละเอียดการก่อสร้างไว้ว่า "หลังจากแบบร่างขั้นสุดท้ายได้รับอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของงานแล้ว สถาปนิกจะจัดทำรายละเอียดก่อสร้างเพื่อใช้เป็นเอกสารสัญญาและเอกสารขออนุญาต เอกสารที่สถาปนิกจะต้องส่งมอบให้แก่เจ้าของงานตามขั้นตอนนี้ประกอบด้วย? ๒.๓.๕ ประมาณการราคากลางค่าก่อสร้าง" โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมประเภทสามัญสถาปนิกสาขาสถาปัตยกรรมหลักจากคณะกรรมการควบคุม การประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม กระทรวงมหาดไทย น่าจะต้องประกอบวิชาชีพโดยมีจริยธรรมตามมาตรฐานการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมดังกล่าวด้วย ดังนี้ แม้สัญญาว่าจ้างออกแบบบ้าน จะระบุเพียงว่าจำเลยตกลงชำระค่าจ้างงวดที่ ๑ เมื่อตกลงในแบบร่างและลงมือทำแบบจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และชำระค่าจ้างงวดที่ ๒ ที่เหลือทั้งหมด เมื่อผู้รับเหมาเสนอราคาค่าก่อสร้างก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะลงมือทำแบบแปลนบ้านอย่างไรก็ได้โดยที่จำเลยผู้รับจ้างไม่มีโอกาสได้เห็นแบบแปลนบ้านนั้นและเห็นชอบด้วยกับแบบแปลนบ้านดังกล่าวเลย ในข้อนี้โจทก์มีพยานคือ ตัวโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อรับแบบแปลนบ้านและรายการการตีราคา ค่าก่อสร้างดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้โจทก์ได้รับค่าจ้างที่เหลือทั้งหมด และโจทก์หาได้มีเอกสาร หลักฐานการอนุมัติแบบแปลนบ้านของจำเลยผู้ว่าจ้างมาแสดงไม่ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ตกลงและเห็นชอบด้วยในแบบแปลนบ้านและมีการเสนอราคาค่าก่อสร้างของผู้รับเหมาซึ่งจำเลยเห็นชอบด้วยแล้ว อันจะทำให้โจทก์ผู้รับจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างที่เหลือทั้งหมดจากจำเลยผู้ว่าจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องชำระเงินค่าจ้างงวดที่ ๒ ให้โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างงวดที่ ๒ จำนวน ๑,๐๑๒,๑๖๗ บาท ให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
พ.ร.บ.วิชาชีพสถาปัตยกรรม พ.ศ.2508 ม. 16 ม. 19
พ.ร.บ.สถาปนิก พ.ศ.2543 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเวไนย วิชัยดิษฐ์
จำเลย — นางจารุวรรณ มงคลพรชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ศาลอุทธรณ์ — นายสบโชค สุขารมณ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2544
#43415
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ขณะจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ โจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยโดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการอำนวยสินเชื่อไว้สำหรับสินเชื่อสำหรับบุคคลทั่วไปว่า 1.1 กรณีอยู่ภายในวงเงินและไม่ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี และ 1.2 กรณีเกินวงเงิน/ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กรณีของจำเลยอยู่ในหลักเกณฑ์ข้อ 1.1 แต่ในสัญญากู้ยืมเงินระบุดอกเบี้ยไว้อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในชั้นพิจารณาของศาลพนักงานฝ่ายสินเชื่อและเร่งรัดหนี้สินของโจทก์เบิกความยืนยันว่าคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ดังนี้ แม้ว่าโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ในการคิดอัตราดอกเบี้ยมิได้อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 แต่การคิดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์จะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งโจทก์ได้ออกประกาศดอกเบี้ยและส่วนลดตามอัตราดอกเบี้ยแต่ละกรณี ดังนั้น การที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3(ก) จึงเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เป็นเงิน 1,409,541.64บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ในต้นเงิน 787,246.01 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 788,698.01บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 75194 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เป็นต้นเงินจำนวน 787,246.01 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ วันที่ 4 มีนาคม 2537จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 800,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญากู้ยืมเงิน เอกสารหมาย จ.4 ตกลงผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 19,000 บาท ภายในทุกวันที่ 4 ของเดือนและชำระเสร็จภายในวันที่ 4 มีนาคม 2542 จำเลยยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบก่อน ในวันทำสัญญากู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 75194 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จดทะเบียนจำนองประกันเงินกู้ตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 จำเลยทั้งสองผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 7 ครั้ง ครั้งสุดท้ายวันที่ 21 มีนาคม 2538 จำนวนเงิน 8,000 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีในสัญญากู้เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ขณะจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย จ.16 โจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยตามเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งในเอกสารหมาย จ.17 แผ่นที่ 4 กำหนดอัตราดอกเบี้ยในการอำนวยสินเชื่อไว้ คือ 1. สินเชื่อสำหรับลูกค้าทั่วไป

1.1 กรณีอยู่ภายในวงเงินและไม่ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี

1.2 กรณีเกินวงเงิน/ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระอัตราร้อยละ 19 ต่อปีประกาศฉบับนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2536 เป็นต้นไป กรณีของจำเลยทั้งสองอยู่ในหลักเกณฑ์ข้อ 1.1 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 16.5 ต่อปี แต่ในสัญญากู้ยืมเงินระบุดอกเบี้ยไว้อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ในชั้นพิจารณาของศาลนายอภัยพงศ์วรรณศิริ พนักงานฝ่ายสินเชื่อและเร่งรัดหนี้สินของโจทก์เบิกความยืนยันว่าคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แม้ว่าโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ในการคิดอัตราดอกเบี้ยมิได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 แต่การคิดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์จะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งโจทก์ได้ออกประกาศดอกเบี้ยและส่วนลดตามอัตราดอกเบี้ยแต่ละกรณีตามเอกสารดังกล่าว ดังนั้นการที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3(ก) จึงเป็นโมฆะ

ปัญหาว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อใดนั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3 จะระบุให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระเป็นรายเดือนภายในวันที่ 4 ของทุกเดือนก็ตาม แต่รายละเอียดการผ่อนชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.11 จะเห็นได้ว่าแม้จำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระหลังวันที่ 4 ของเดือนโจทก์ก็รับชำระหนี้โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการทักท้วงแต่ประการใด แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ถือเอาระยะเวลาที่กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญ นอกจากนั้นตามเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ โดยกำหนดระยะเวลาให้ 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ โดยจำเลยทั้งสองรับหนังสือทวงถามวันที่ 27 ตุลาคม 2541 ครบ 7 วัน ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดวันผิดนัดในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดย
โจทก์ — บริษัท บริหาร สินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็น
โจทก์ — คู่ความแทน
จำเลย — นาย สิทธิโชค กองเพ็ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8749/2544
#67140
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด การที่โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 อันเป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) จึงเป็นโมฆะ

ตามสัญญากู้ยืมเงินระบุให้จำเลยผ่อนชำระเป็นรายเดือนภายในวันที่ 4 ของทุกเดือน แต่เมื่อจำเลยผ่อนชำระหลังวันที่ 4 ของเดือน โจทก์ก็รับชำระหนี้โดยไม่มีการทักท้วง แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ถือเอาระยะเวลาที่กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้โดยกำหนดระยะเวลาให้ 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยรับหนังสือทวงถามวันที่ 27 ตุลาคม 2541 ครบ 7 วัน ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดวันผิดนัดในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เป็นเงิน ๑,๔๐๙,๕๔๑.๖๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๗๘๗,๒๔๖.๐๑ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๗๘๘,๖๙๘.๐๑ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๕๑๙๔ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เป็นต้นเงินจำนวน ๗๘๗,๒๔๖.๐๑ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินจำนวน ๑๙,๗๘๕ บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี ในสัญญากู้เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ขณะจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย จ. ๑๖ โจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยตามเอกสารหมาย จ. ๑๗ ซึ่งในเอกสารหมาย จ. ๑๗ แผ่นที่ ๔ กำหนดอัตราดอกเบี้ยในการอำนวยสินเชื่อไว้ คือ ๑. สินเชื่อสำหรับลูกค้าทั่วไป

๑.๑ กรณีอยู่ภายในวงเงินและไม่ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี

๑.๒ กรณีเกินวงเงิน/ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๓๖ เป็นต้นไป กรณีของจำเลยทั้งสองอยู่ในหลักเกณฑ์ข้อ ๑.๑ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี แต่ในสัญญากู้ยืมเงินระบุดอกเบี้ยไว้อัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ในชั้นพิจารณาของศาลนายอภัยพงศ์ วรรณศิริ พนักงานฝ่ายสินเชื่อและเร่งรัดหนี้สินของโจทก์เบิกความยืนยันว่าคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี แม้ว่าโจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ ในการคิดอัตราดอกเบี้ยมิได้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๔ แต่การคิดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์จะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๑๔ ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งโจทก์ได้ออกประกาศดอกเบี้ยและส่วนลดตามอัตราดอกเบี้ยแต่ละกรณีตามเอกสารดังกล่าว ดังนั้นการที่โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๓ (ก) จึงเป็นโมฆะ

ปัญหาว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อใดนั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญากู้ยืมเงินจะระบุให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระเป็นรายเดือนภายในวันที่ ๔ ของทุกเดือนก็ตาม แต่ตามเอกสารรายละเอียดการผ่อนชำระหนี้จะเห็นได้ว่าแม้จำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระหลังวันที่ ๔ ของเดือน โจทก์ก็รับชำระหนี้โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการทักท้วงแต่ประการใด แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ถือเอาระยะเวลาที่กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญ นอกจากนั้นโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ โดยกำหนดระยะเวลาให้ ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ โดยจำเลยทั้งสองรับหนังสือทวงถามวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๑ ครบ ๗ วัน ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๔ กำหนดวันผิดนัดในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 204 ม. 654
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก)
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน — โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด
จำเลย — นายสิทธิโชค กองเพ็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายนพดล คชรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางเมทินี ชโลธร
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
เดิมพัน จรรยามั่น
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8746/2544
#67110
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมอบอำนาจให้ ภ. บุตรชายยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีแทน โดยในใบมอบฉันทะระบุข้อความว่า จำเลยยอมรับผิดในกรณีที่ผู้รับมอบฉันทะของจำเลยได้ทำการไปนั้นทุกประการ และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานจำเลยโดย ภ. ได้ลงลายมือชื่อทราบกำหนดวันนัดสืบพยานใหม่แล้ว ถือได้ว่า ภ. เป็นผู้มีสิทธิทำการแทนจำเลยในการขอเลื่อนคดีและกำหนดวันนัด เมื่อ ภ. ได้ทราบวันนัดพิจารณาแล้วจึงถือว่าจำเลยทราบกำหนดวันนัดสืบพยานโดยชอบแล้ว การที่จำเลยอ้างว่าเข้าใจผิดและไม่มีเจตนาที่จะไม่ไปศาลในวันนัดดังกล่าว เป็นเรื่องความเข้าใจผิดโดยมีมูลเหตุมาจากความเข้าใจของจำเลยเอง ถือว่าเป็นการจงใจของจำเลยที่จะไม่ไปศาลตามกำหนดนัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินพร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ จำเลยยื่นคำให้การ แต่ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี?

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่โดยอ้างว่าจำเลยมิได้จงใจขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยมอบอำนาจให้ ภ. บุตรชาย ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีแทน เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๒ โดยในใบมอบฉันทะระบุข้อความว่า จำเลยยอมรับผิดในกรณีที่ผู้รับมอบฉันทะของจำเลยได้ทำการไปนั้นทุกประการ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ ๑๗ และวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๒ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา โดย ภ. ผู้รับมอบฉันทะจากจำเลยได้ลงลายมือชื่อทราบกำหนดวันนัดสืบพยานใหม่แล้ว ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๒ ดังนี้ ถือได้ว่า ภ. เป็นผู้มีสิทธิทำการแทนจำเลยในการขอเลื่อนคดี และกำหนดวันนัด เมื่อ ภ. ได้ทราบวันนัดพิจารณาแล้ว จึงถือว่าจำเลยทราบกำหนดวันนัดสืบพยานโดยชอบแล้ว การที่จำเลยอ้างว่าเข้าใจผิดและไม่มีเจตนาที่จะไม่ไปศาลชั้นต้นในวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๒ ดังกล่าว แต่รอไปในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๒ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา เพราะเข้าใจว่าศาลให้เลือกไปศาลวันใดวันหนึ่งเพียงนัดเดียวนั้น เป็นเรื่องความเข้าใจผิดโดยมีมูลเหตุมาจากความเข้าใจของจำเลยเอง จึงถือว่าเป็นการจงใจของจำเลยที่จะไม่ไปศาลตามกำหนดนัด ที่จำเลยฎีกาว่า มิได้จงใจขาดนัดพิจารณาจึงฟังไม่ขึ้น กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 64 ม. 197 ม. 199
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิภาพร วัชระศิริไพโรจน์
จำเลย — นายภักดี ศุภาวัฒนานันท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุวิทย์ ทวีชุมพล
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8743/2544
#42727
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปัญญาอ่อนถึงขนาดไม่อาจรู้ได้ว่าการตัดต้นไม้หวงห้ามเป็นผิดกฎหมาย กรณีจึงมิใช่จำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคหนึ่งเท่านั้น แต่ถึงขั้นที่ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยมิได้รู้สำนึกในการที่กระทำทั้งมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิด เพราะขาดเจตนาตามมาตรา 59

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7, 11, 47, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง และจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69(1) วรรคสอง, 73(1)วรรคสอง, 74 ทวิ และ 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91เมื่อได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรมสุขภาพ นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม ทั้งสภาพของความผิดและรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดร้อยเอ็ดแล้ว ขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุ 16 ปีเศษลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ให้ลงโทษฐานทำไม้ยาง จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,500 บาท ฐานมีไม้ยางอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ปรับ 2,500 บาทฐานแปรรูปไม้ยาง จำคุก 6 เดือน ปรับ 2,500 บาท ฐานมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ปรับ 2,500 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบของกลาง จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามคำพิพากษาหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้ควบคุมตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่นมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่องหรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์ของจำเลย ศาลไม่เพียงแต่ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องหรือไม่เท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า จำเลยกระทำโดยเจตนาซึ่งได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดในทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 หรือไม่อีกด้วย เพราะจำเลยปฏิเสธตลอดมาว่า จำเลยมีความพิการทางสมองไม่อาจรู้ได้ว่าการกระทำของตนเป็นความผิด ดังปรากฏจากรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดร้อยเอ็ด ระบุว่า จำเลยมีสุขภาพทางด้านร่างกายที่แข็งแรง แต่มีความจำด้านสมองเลอะเลือน จำความไม่ค่อยได้ไม่สามารถที่จะจำและลำดับเหตุการณ์ใด ๆ ได้ จำเลยเคยประสบอุบัติเหตุเมื่ออายุได้ 3 ขวบ โดยถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชน ทำให้มีรอยเขียวช้ำตามร่างกายหลายแห่ง ต้องนอนโรงพยาบาล 1 คืน เมื่อจำเลยโตขึ้นก็มีความผิดปกติทางด้านสมองจนปัจจุบันนี้ บิดามารดาต้องดูแลอยู่ตลอดเวลาซึ่งเจือสมกับสำเนาทะเบียนนักเรียนโรงเรียนเมืองหนองพอก เอกสารหมายล.1 ที่ระบุไว้ในหมายเหตุว่า "มีปัญหาทางสมอง" และใบแสดงความเห็นของแพทย์ เอกสารหมาย ล.2 ที่ยืนยันว่า จำเลยปัญญาอ่อน ไอคิวเท่ากับ 77ควรได้รับการอบรมฝึกฝนเป็นพิเศษ นอกจากนี้แพทย์หญิงมานิดา สิงหัษฐิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาจิตเวชศาสตร์ ซึ่งตรวจร่างกายจำเลยและลงความเห็นในเอกสารดังกล่าวรวมทั้งเอกสารหมาย ป.ล.1 ด้านหน้าได้เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า จากการตรวจสุขภาพจิตของจำเลยพบว่าพูดไม่ชัด ตอบช้าไม่รู้ซ้ายขวา จากการตรวจขั้นต้น พบว่าปัญญาอ่อน หากไม่ได้รับการฝึกฝนการจะรับรู้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิดจะรับรู้ได้น้อยกว่าคนปกติ การสำนึกว่าผิดหรือถูกนั้น ถ้าเป็นสิ่งใกล้ตัวอาจจะรับรู้ได้ เช่น ทำของแตก หรือทำร้ายร่างกายซึ่งถ้าไม่มีใครบอกว่าสิ่งนั้นผิด คนที่มีระดับไอคิวดังกล่าวอาจจะไม่รับรู้ว่าสิ่งดังกล่าวนั้นถ้าทำลงไปแล้วจะผิด และพยานได้ตอบคำถามค้านของผู้แทนโจทก์ด้วยว่า คนระดับไอคิว 77 เมื่อเทียบกับคนปกติทั่วไปจะอยู่ในระดับเด็กอายุตั้งแต่ 5 ขวบ ถึง 10 ขวบ ในกรณีจำเลยตัดต้นไม้จำเลยจะรับรู้ว่ากำลังตัดต้นไม้อยู่ แต่หากไม่มีใครบอกว่าการที่ตัดต้นไม้นั้นผิดกฎหมาย จำเลยก็ไม่อาจรู้ได้ จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยซึ่งจำเลยบอกได้แต่ชื่อ นามสกุล ส่วนบ้านเลขที่ อายุ หมู่บ้าน จำเลยบอกว่าไม่รู้ ไม่ทราบ เมื่อที่ปรึกษากฎหมายถามจำเลยว่า ถูกจับเรื่องอะไรและเคยถูกขังหรือไม่ จำเลยตอบว่าไม่รู้ แม้ศาลช่วยถามจำเลย แต่ก็ไม่ได้ใจความ จำเลยบอกเพียงว่าไม่รู้ ไม่ทราบเท่านั้น เหตุนี้แม้โจทก์มีร้อยตำรวจโทบุญช่วย บุญวิเศษ และนายดาบตำรวจอานุภาพ ผ่าภูธร เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับจำเลยเบิกความเป็นประจักษ์พยานโจทก์ว่า เห็นจำเลยใช้น้ำมันหล่อลื่นหยอดโซ่เลื่อยยนต์ของนายวิเศษ และกำลังปัดกวาดขี้เลื่อยอยู่ทั้งอ้างว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมายจ.1 ก็ตาม เมื่อจำเลยเป็นบุคคลปัญญาอ่อนที่ถึงขนาดไม่อาจรู้ได้ว่าการตัดต้นไม้นั้นเป็นผิดกฎหมาย กรณีจึงมิใช่จำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง เท่านั้นแต่ถึงขั้นที่ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยมิได้รู้สำนึกในการที่กระทำ ทั้งมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิด เพราะขาดเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิด แต่ให้รอการลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ของกลางให้ริบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
จำเลย — นาย
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
ชวลิต ศรีสง่า
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8743/2544
#69549
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปฏิเสธตลอดมาว่า จำเลยมีความพิการทางสมอง ไม่อาจรู้ได้ว่าการกระทำของตนเป็นความผิดดังนั้นปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง หรือไม่นั้น ศาลต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า จำเลยกระทำโดยเจตนาซึ่งได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดในทางอาญา ตาม ป.อ. มาตรา 59 หรือไม่ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยเป็นบุคคล ปัญญาอ่อนที่ถึงขนาดไม่อาจรู้ได้ว่าการตัดต้นไม้เป็นผิดกฎหมาย กรณีจึงมิใช่จำเลยกระทำผิดในขณะที่สามารถรู้ ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องตาม ป.อ. มาตรา 65 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ถึงขั้นที่ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยมิได้รู้สำนึกในการที่กระทำทั้งมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดเพราะขาดเจตนาตาม ป.อ. มาตรา 59

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๗, ๑๑, ๔๗, ๔๘, ๖๙, ๗๓, ๗๔, ๗๔ ทวิ, ๗๔ จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓, ๙๑ ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่องหรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์ของจำเลย ศาลไม่เพียงแต่ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมี จิตบกพร่องหรือไม่เท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาซึ่งได้แก่กระทำโดยสำนึกใน การกระทำ อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดในทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ หรือไม่อีกด้วย เพราะจำเลยปฏิเสธตลอดมาว่า จำเลยมีความพิการทางสมองไม่อาจรู้ได้ว่าการกระทำของตนเป็นความผิด ดังปรากฏจาก รายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดร้อยเอ็ด ระบุว่า เยาวชนมีสุขภาพทางด้านร่างกายที่แข็งแรง แต่มีความจำด้านสมองเลอะเลือน จำความไม่ค่อยได้ ไม่สามารถที่จะจำและลำดับเหตุการณ์ใด ๆ ได้ เยาวชนเคยประสบอุบัติเหตุ เมื่ออายุได้ ๓ ขวบ โดยถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชน ทำให้มีรอยเขียวซ้ำตามร่างกายหลายแห่งต้องนอนโรงพยาบาล ๑ คืน เมื่อเยาวชนโตขึ้นก็มีความผิดปกติทางด้านสมองจนปัจจุบันนี้ บิดามารดาต้องดูแลอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเจือสมกับสำเนาทะเบียนนักเรียนโรงเรียนเมืองหนองพอก ที่ระบุไว้ในหมายเหตุว่า "มีปัญหาทางสมอง" และใบแสดงความเห็นของแพทย์ ที่ยืนยันว่า จำเลยปัญญาอ่อน ไอคิว เท่ากับ ๗๗ ควรได้รับการอบรมฝึกฝนเป็นพิเศษ นอกจากนี้แพทย์หญิงมานิดา สิงหัษฐิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สาขาจิตเวชศาสตร์ ซึ่งตรวจร่างกายจำเลยและลงความเห็นในเอกสารดังกล่าว รวมทั้งเอกสารหมาย ป.ล. ๑ ด้านหน้า ได้เบิกความเป็นพยานจำเลยว่า จากการตรวจสุขภาพจิตของจำเลยพบว่า พูดไม่ชัด ตอบช้า ไม่รู้ซ้ายขวา จากการตรวจขั้นต้น พบว่าปัญญาอ่อน หากไม่ได้รับการฝึกฝนการจะรับรู้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิด จะรับรู้ได้น้อยกว่าคนปกติ การสำนึกว่าผิดหรือ ถูกนั้น ถ้าเป็นสิ่งใกล้ตัวอาจจะรับรู้ได้ เช่น ทำของแตก หรือทำร้ายร่างกาย ซึ่งถ้าไม่มีใครบอกว่าสิ่งนั้นผิดคนที่มีระดับ ไอคิวดังกล่าวอาจจะไม่รับรู้ว่าสิ่งดังกล่าวนั้น ถ้าทำลงไปแล้วจะผิด และพยานได้ตอบคำถามค้านของผู้แทนโจทก์ด้วยว่า คนระดับไอคิว ๗๗ เมื่อเทียบกับคนปกติทั่วไป จะอยู่ในระดับเด็กอายุตั้งแต่ ๕ ขวบ ถึง ๑๐ ขวบ ในกรณีจำเลยตัดต้นไม้ จำเลยจะรับรู้ว่ากำลังตัดต้นไม้อยู่ แต่หากไม่มีใครบอกว่าการที่ตัดต้นไม้นั้นผิดกฎหมาย จำเลยก็ไม่อาจรู้ได้ จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลย ซึ่งจำเลยบอกได้แต่ชื่อ นามสกุล ส่วนบ้านเลขที่ อายุ หมู่บ้าน จำเลยบอกว่าไม่รู้ ไม่ทราบ เมื่อที่ปรึกษากฎหมายถามจำเลยว่า ถูกจับเรื่องอะไร และเคยถูกขังหรือไม่ จำเลยตอบว่าไม่รู้ แม้ศาลช่วย ถามจำเลย แต่ก็ไม่ได้ใจความ จำเลยบอกเพียงว่าไม่รู้ไม่ทราบเท่านั้น เหตุนี้แม้โจทก์มีร้อยตำรวจโทบุญช่วย บุญวิเศษ และนายดาบตำรวจอานุภาพ ผ่าภูธร เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับจำเลยเบิกความเป็นประจักษ์พยานโจทก์ว่า เห็นจำเลยใช้น้ำมันหล่อลื่นหยอดโซ่เลื่อยยนต์ของนายวิเศษ และกำลังปัดกวาดขี้เลื่อยอยู่ ทั้งอ้างว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ตามบันทึกการจับกุม ก็ตาม เมื่อจำเลยเป็นบุคคลปัญญาอ่อนที่ถึงขนาดไม่อาจรู้ได้ว่าการตัดต้นไม้นั้นเป็นผิดกฎหมาย กรณีจึงมิใช่จำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ถึงขั้นที่ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยมิได้รู้สำนึกในการที่กระทำ ทั้งมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดการกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิด เพราะขาดเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ ที่ศาลล่างทั้งสอง วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิด แต่ให้รอการลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ของกลางให้ริบ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 65
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว)
จำเลย — นายสงวนศักดิ์ กุลฉวะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดแผนกคดีเยาวช — นายสุมิตร ดวงสีดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
ชวลิต ศรีสง่า
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8738/2544
#67123
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานตรวจแรงงานมีคำเตือนให้นายจ้างจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ลูกจ้างโดยอาศัยอำนาจตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ข้อ 77 ซึ่งคำเตือน ดังกล่าวไม่ขัดแย้งกับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จึงมีผลเป็นคำเตือนตามประกาศดังกล่าว ข้อ 77 และใช้บังคับได้ต่อไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 166 ทั้งคำเตือนดังกล่าวมิใช่คำสั่งหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดของพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ที่บัญญัติให้นายจ้างต้องปฏิบัติตาม แต่มีผลเพียงเป็นการชี้แนะเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเท่านั้น ถ้านายจ้างเห็นว่าไม่ถูกต้องจะไม่ปฏิบัติตามก็ได้โดยไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 146 และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ข้อ 8 การที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำเตือนและลูกจ้างขอหยุดพักผ่อนประจำปีตามคำเตือนของพนักงานตรวจแรงงาน ยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของนายจ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ทั้งนายจ้างมิได้ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานหรืออธิบดีกรมสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงานเป็นจำเลย นายจ้างจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำเตือนของพนักงานตรวจแรงงานและขอให้ สั่งว่าจำเลยไม่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้สั่งว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานตรวจแรงงานที่มีหนังสือเตือนให้โจทก์จัดให้มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้จำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ให้โจทก์ปฏิบัติตามคำเตือนของพนักงานตรวจแรรงานไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปี ๒๕๓๙ จำนวน ๑๕ วัน และปี ๒๕๔๐ จำนวน ๒๑ วัน รวม ๓๖ วัน

ศาลแรงงานกลางตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานตรวจแรงงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมิได้ฟ้องพนักงาน ตรวจแรงงานและอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานด้วย คำขอดังกล่าวไม่อาจบังคับได้ ส่วนคำขอให้พิพากษาว่า จำเลยไม่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ๒๕๓๙ และปี ๒๕๔๐ นั้น แม้ตามคำฟ้องจะอ้างว่าจำเลยติดต่อขอให้ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีตามคำเตือนของพนักงานตรวจแรงงาน ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ และกรณียังไม่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๒) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๔๒ จำเลยยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าโจทก์ไม่จัดวันหยุดพักผ่อนประจำปี ๒๕๓๙ และปี ๒๕๔๐ ให้จำเลยและพนักงานตรวจแรงงานมีคำเตือนเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๒ ให้โจทก์จัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้จำเลยรวม ๓๖ วัน ปรากฏว่า พนักงานตรวจแรงงานมีคำเตือนดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ ข้อ ๑๐ และ ๗๗ ซึ่งคำเตือนดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงมีผลเป็นคำเตือนตามประกาศดังกล่าว ข้อ ๗๗ และใช้บังคับได้ต่อไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖๖ ทั้งคำเตือนดังกล่าวมิใช่คำสั่งหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดของพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่บัญญัติให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม แต่มีผลเพียงเป็นการชี้แนะเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยเท่านั้น ถ้าโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องจะไม่ปฏิบัติตามก็ได้ โดยไม่เป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๔๖ และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ข้อ ๘ ดังโจทก์อุทธรณ์ การที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำเตือนและจำเลยขอหยุดพักผ่อนประจำปี ๒๕๓๙ และปี ๒๕๔๐ ตามคำเตือนของพนักงานตรวจแรงงาน ยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ทั้งโจทก์ มิได้ฟ้องพนักงานตรวจแรงงานหรืออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นจำเลยด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำเตือนของพนักงานตรวจแรงงาน และขอให้สั่งว่าจำเลยไม่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ๒๕๓๙ และปี ๒๕๔๐ ที่ศาลแรงงานกลางตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55 ม. 131 ม. 142
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 146 ม. 166
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 พ.ศ.2515 ม. 10 ม. 77
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม. 77
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไอ. เอซ.ซี.(ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายวรรณะ ศิริกรวิทยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุรศักดิ์ นาราสัจจ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8734/2544
#67139
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือเลิกจ้างระบุว่าโจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยข้อ5.1.1,?.,5.1.14 ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรง เป็นการระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างเลิกจ้างโจทก์แล้ว ส่วนพฤติการณ์การกระทำของโจทก์เป็นอย่างไร เป็นรายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จำเลยจึงยกเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงขึ้นอ้างในคำให้การเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยได้ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) กรณีไม่ต้องห้ามตามมาตรา 17 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ๒๐๙,๗๐๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๖๔,๐๗๕ บาท เงินโบนัสพิเศษ ๑๘๘,๘๕๐ บาท เงินบำเหน็จ ๙๗๘,๖๐๐ บาท และค่าเสียหาย ๑,๓๙๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้กระทำผิดระเบียบวินัยของจำเลยกรณีร้ายแรงคือโจทก์อนุมัติเงินช่วยเหลือสวัสดิการสงเคราะห์ของจำเลยแก่นายสามารถ ไขแสงทอง โดยไม่ทำการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงก่อน เป็นเหตุให้นายสามารถนำข้อความอันเป็นเท็จมาขอเงินช่วยเหลือและโจทก์อนุมัติไป โจทก์ใช้อำนาจหน้าที่การบริหารอำนวยสินเชื่อให้แก่ญาติ เพื่อน พี่น้องของตนเองและผู้ใกล้ชิดหลายราย โดยไม่ทำการวิเคราะห์ ผู้ขอสินเชื่อให้ดีก่อน ไม่ไปตรวจสอบหลักประกันที่นำมาจำนอง เป็นการกระทำที่โจทก์ไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเอาใจใส่ โจทก์ทำผิดระเบียบวินัยอย่างร้ายแรงทำให้จำเลยเสียหาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสพิเศษ เงินบำเหน็จและค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ได้อนุมัติสินเชื่อโดยฝ่าฝืนต่อระเบียบของจำเลย แต่ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณี ร้ายแรง ประการที่ ๒ โจทก์ได้ลงชื่อรับรองในหนังสือขออนุมัติให้ความช่วยเหลือพนักงานของจำเลยที่ประสบอุทกภัยเป็นการรับรองข้อมูลโดยที่ทราบอยู่แล้วว่าเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง การกระทำของโจทก์เป็นความผิดต่อระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรง คำสั่งของจำเลยที่ลงโทษโจทก์ให้ปลดออกจากงานชอบแล้ว พนักงานจำเลยที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสหรือเงินช่วยเหลือค่าครองชีพพิเศษจะต้องไม่เป็นผู้ถูกจำเลยลงโทษไม่ว่าสถานใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าหนังสือเลิกจ้างระบุว่าโจทก์ปฏิบัติฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ ๕.๑.๑, ๕.๑.๓, ๕.๑.๔, ๕.๑.๑๐, ๕.๑.๑๔ ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรง เป็นการระบุว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์กระทำการฝ่าฝืนคำสั่งในข้อดังกล่าว หนังสือเลิกจ้างจึงได้ระบุเหตุผลแห่งการเลิกจ้างโจทก์ไว้แล้ว ส่วนพฤติการณ์การกระทำของโจทก์เป็นอย่างไร เป็นรายละเอียดที่จำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา จำเลยจึงยกเหตุไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงขึ้นอ้างในคำให้การเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) ไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๑๗ วรรคสาม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรูญ วารีวนิช
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนิรัตน์ จันทพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8731/2544
#44044
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่ ฝ. แทนเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4หรือไม่ โดยมิได้อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นประการอื่น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย

การที่จำเลยกู้ยืมเงิน ฝ. ฝ. คิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จำเลยออกเช็คฉบับแรกจำนวน 4,000,000 บาทให้แก่ ฝ. โดยรวมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนไว้แล้ว ต่อมาธนาคารตามเช็คนั้นปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงออกเช็คให้แก่ ฝ. จำนวน2 ฉบับ ฉบับละ 2,000,000 บาท ซึ่งรวมทั้งเช็คพิพาท แสดงให้เห็นว่าเช็คพิพาทซึ่งออกเพื่อชำระหนี้ตามเช็คฉบับแรกมีมูลหนี้อันเกิดจากการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้รวมอยู่ ซึ่งการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่มีมูลหนี้ผิดกฎหมายรวมอยู่ด้วย การออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แม้ ฝ. จะโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ไม่ทราบว่ามีดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วยก็ตาม ก็ไม่ทำให้การออกเช็คพิพาทของจำเลยซึ่งไม่เป็นความผิดต่อกฎหมายกลับมาเป็นความผิดขึ้นมาอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(5) ให้จำคุก1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้นเห็นว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจากนายฝ้าย โคกาอินทร์ ไปจำนวน 4,000,000 บาทแต่ไม่ได้ทำหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือไว้ โดยจำเลยออกเช็คชำระหนี้ให้แก่นายฝ้ายจำนวน 4,000,000 บาท ตามเช็คเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาธนาคารตามเช็คนั้นปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงออกเช็คให้แก่นายฝ้ายใหม่จำนวน 2 ฉบับ ฉบับละ 2,000,000 บาท ซึ่งรวมเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 อยู่ด้วย จากนั้นนายฝ้ายนำเช็คพิพาทไปชำระหนี้เงินที่นายฝ้ายกู้ยืมจากโจทก์จำนวน 2,000,000 บาท เมื่อหนี้เงินกู้ยืมระหว่างนายฝ้ายและจำเลยเกินกว่าห้าสิบบาทและไม่มีการทำหลักฐานแห่งการกู้ยืมกันไว้เป็นหนังสือ จึงเป็นหนี้ที่ต้องห้ามตามกฎหมายมิให้ฟ้องร้องบังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 เพื่อชำระหนี้ตามเช็คเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเพราะเช็คตามเอกสารหมาย จ.4 สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เช่นนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ขอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังเป็นยุติว่า การที่จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่นายฝ้ายแทนเช็คตามเอกสารหมาย จ.4 ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 หรือไม่ โดยมิได้อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นประการอื่น ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้โดยเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ได้แต่ในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งศาลอุทธรณ์ต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 โดยศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่า จำเลยออกเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 เพื่อชำระหนี้ให้แก่นายฝ้ายแทนเช็คตามเอกสารหมาย จ.4ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ย่อมเกิดเป็นหนี้ระหว่างนายฝ้ายกับจำเลยตามจำนวนที่ระบุในเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 898, 900 จึงเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในปัญหาที่ว่า หนี้ตามเช็คเอกสารหมาย จ.4 และเช็คพิพาทมีมูลหนี้ที่ผิดต่อกฎหมายรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาดังกล่าวเท่านั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี ศาลฎีกามีอำนาจฟังข้อเท็จจริงใหม่ให้ชัดเจนขึ้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(3)(ก), 247ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15ซึ่งในปัญหาดังกล่าวได้ความจากนายฝ้ายพยานโจทก์ว่า การที่จำเลยกู้ยืมเงินนายฝ้าย นายฝ้ายคิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนจำเลยออกเช็คจำนวน 4,000,000 บาท ตามเช็คเอกสารหมาย จ.4ให้แก่นายฝ้าย โดยรวมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนไว้แล้ว ต่อมาธนาคารตามเช็คนั้นปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงออกเช็คให้แก่นายฝ้ายใหม่จำนวน 2 ฉบับ ฉบับละ 2,000,000 บาท ซึ่งรวมทั้งเช็คพิพาทแสดงให้เห็นว่าเช็คพิพาทซึ่งออกเพื่อชำระหนี้ตามเช็คเอกสารหมาย จ.4มีมูลหนี้อันเกิดจากการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้รวมอยู่ ซึ่งการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475มาตรา 3 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คที่มีมูลหนี้ผิดกฎหมายรวมอยู่ด้วย การออกเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 ของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แม้นายฝ้ายจะโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ไม่ทราบว่ามีดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายรวมอยู่ด้วยก็ตาม ก็ไม่ทำให้การออกเช็คพิพาทของจำเลย ซึ่งไม่เป็นความผิดต่อกฎหมายกลับเป็นความผิดขึ้นมาอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ม. 193 ทวิ
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย รังสรรค์ เด่นศิริมงคล
จำเลย — พันตำรวจโท ครรชิต แตงจุ้ย
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
วิรัช ลิ้มวิชัย
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8730/2544
#43414
เปิดฉบับเต็ม

มูลเหตุที่มีการออกเช็คพิพาทมาจากการที่โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับบริษัท ฟ. ตามสัญญาตั้งตัวแทนในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งคู่สัญญามีเฉพาะโจทก์กับบริษัท ฟ. เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นประกันในการที่บริษัท ฟ. จะต้องปฏิบัติตามสัญญา และเมื่อบริษัท ฟ. เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ต้องมีหน้าที่คืนเงินจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์ หากบริษัทดังกล่าวไม่ชำระคืน โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิบังคับเอาจากเช็คพิพาทได้ หลังจากโจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่บริษัท ฟ. ป. ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ฟ. และ บ. ผู้จัดการฝ่ายขายรวมทั้งจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์ได้ถอนคำร้องทุกข์เฉพาะบริษัท ฟ. และ ป. โดยให้เหตุผลว่าได้รับการชดใช้เงินคืนจากบุคคลดังกล่าวจนเป็นที่พอใจแล้ว เมื่อโจทก์ได้รับเงินคืนจากบริษัท ฟ. และป. รวมจำนวนถึง 500,000 บาทเศษ ย่อมทำให้มีเหตุผลเชื่อได้ว่าโจทก์พอใจที่ได้รับเงินไม่ต่ำกว่าจำนวนเงิน 500,000 บาท ที่โจทก์ลงทุนไป จึงได้ถอนคำร้องทุกข์ ซึ่งแม้จะมิได้ถอนคำร้องทุกข์ให้แก่จำเลยทั้งสองด้วย ก็เป็นเพียงโจทก์ยังมีเจตนาให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองต่อไปเท่านั้น ส่วนความรับผิดทางแพ่งของจำเลยทั้งสองกับหลักประกันสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัท ฟ. ย่อมเป็นอีกกรณีหนึ่ง เมื่อโจทก์พอใจตามที่ตกลงกันได้กับ ป. มูลหนี้ในทางแพ่งจึงระงับ ฉะนั้น เมื่อบริษัท ฟ. หลุดพ้นจากความรับผิดแล้วเช็คพิพาทที่เป็นเพียงหลักประกันการชำระหนี้ระหว่างบริษัท ฟ. กับโจทก์ก็ย่อมไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสองในฐานะผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 333,334 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 333,334 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 27 มกราคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน จำเลยที่ 1 เป็นญาติกับโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของบริษัทฟอร์จูนเกท จำกัด เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2538 โจทก์ทำสัญญาให้บริษัทดังกล่าวเป็นตัวแทนในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในจำนวนเงินลงทุน 500,000 บาท ได้ผลตอบแทน 30,000 บาท ต่อเดือน มีกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2538 จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขานนทบุรี จำนวนเงิน 500,000 บาท ไม่ลงวันที่สั่งจ่าย โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังมอบให้แก่โจทก์ เนื่องในการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทดังกล่าว ต่อมาบริษัทดังกล่าวจ่ายเงินตอบแทนตามสัญญาให้แก่โจทก์เพียงช่วงระยะหนึ่งแล้วหยุดอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินคดีแก่บริษัทฟอร์จูนเกท จำกัด นายปัญญา แสงวิภารัตน์ กรรมการ นายบุญลือ อินทกุล ผู้จัดการฝ่ายขาย และจำเลยทั้งสองแต่ต่อมาได้ถอนคำร้องทุกข์เฉพาะบริษัทดังกล่าวและนายปัญญาเนื่องจากได้เจรจาตกลงกันและนายปัญญาคืนเงินจำนวน 166,666 บาทให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองถูกฟ้องคดีอาญาต่อศาลแขวงพระนครเหนือในข้อหาฉ้อโกง ศาลพิพากษายกฟ้องและถูกฟ้องคดีแพ่งให้รับผิดตามตั๋วเงินเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เช็คพิพาทมีมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุที่มีการออกเช็คพิพาทมาจากการที่โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับบริษัทฟอร์จูนเกทจำกัด ตามสัญญาตั้งตัวแทนในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งคู่สัญญามีเฉพาะโจทก์กับบริษัทดังกล่าวเท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันในการที่บริษัทดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามสัญญาและเมื่อบริษัทดังกล่าวเป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ต้องมีหน้าที่คืนเงินจำนวน500,000 บาท แก่โจทก์ หากบริษัทดังกล่าวไม่ชำระคืน โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิบังคับเอาจากเช็คพิพาท ได้แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ตอบคำถามค้านของทนายความจำเลยทั้งสองว่าหลังจากโจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่บริษัทดังกล่าว นายปัญญาและนายบุญลือเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2539 และร้องทุกข์เพิ่มเติมให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2539 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ ต่อมาวันที่ 15 เดือนเดียวกัน โจทก์ก็ได้ถอนคำร้องทุกข์เฉพาะบริษัทดังกล่าวและนายปัญญาโดยให้เหตุผลว่าโจทก์ได้รับการชดใช้เงินคืนจากบุคคลดังกล่าวจนเป็นที่พอใจแล้วกับโจทก์ยังเบิกความรับว่า โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากบริษัทเป็นเงินประมาณ 344,000 บาทในการลงทุนตามสัญญา ทำให้เห็นได้ว่าเมื่อรวมกับเงินจำนวน 166,666บาท ที่นายปัญญายินยอมชำระคืนแก่โจทก์อันเป็นเหตุให้โจทก์ถอนคำร้องทุกข์นั้น โจทก์ได้รับเงินจากบริษัทดังกล่าวจำนวนถึง 500,000บาทเศษ ย่อมทำให้มีเหตุผลเชื่อได้ว่าโจทก์พอใจที่ได้รับเงินไม่ต่ำกว่าจำนวนเงิน 500,000 บาท ที่โจทก์ลงทุนไป จึงได้ถอนคำร้องทุกข์ซึ่งแม้จะมิได้ถอนคำร้องทุกข์ให้แก่จำเลยทั้งสองด้วยก็เป็นเพียงโจทก์ยังมีเจตนาให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองต่อไปเท่านั้น ส่วนความรับผิดทางแพ่งของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังเช็คพิพาท กับหลักประกันสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทดังกล่าวย่อมเป็นอีกกรณีหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์พอใจตามที่ตกลงกันได้กับนายปัญญากรรมการของบริษัทดังกล่าว มูลหนี้ในทางแพ่งจึงระงับฉะนั้น เมื่อบริษัทดังกล่าวหลุดพ้นจากความรับผิดแล้วเช็คพิพาทที่เป็นเพียงหลักประกันการชำระหนี้ระหว่างบริษัทดังกล่าวกับโจทก์ก็ย่อมไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสองในฐานะผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังต้องรับผิดต่อโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 987
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศิริลักษณ์ เทียนทอง
จำเลย — นาย กอดาว ดาวขจร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
วิเทพ ศิริพากย์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8727/2544
#44043
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้นำโครงเหล็กที่จำเลยวางขายสินค้าออกไปจากทางพิพาทโดยอ้างว่าทางพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยให้การยอมรับว่าทางพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ ไม่ได้ยืนยันว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ เพียงแต่ให้การว่าทางพิพาทเป็นเสมือนทางสาธารณะ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาลล่างทั้งสองจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวก็ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ฎีกาจำเลยในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยนำโครงเหล็กของจำเลยออกไปจากทางพิพาทเท่านั้นมิได้ห้ามจำเลยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ จึงถือว่าจำเลยมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิเรื่องการใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ให้โจทก์จดทะเบียนภารจำยอมพื้นที่พิพาทให้เป็นที่วางสินค้าของจำเลย จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จำเลยไม่มีอำนาจฟ้องแย้งในส่วนนี้

ภารจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นอันเรียกว่าสามยทรัพย์ แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของอาคารตึกแถวซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่อยู่ติดทางพิพาท แต่การที่จำเลยใช้ทางพิพาทวางสินค้าเพื่อจำหน่ายในกิจการค้าของจำเลยเป็นการใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยโดยเฉพาะมิได้เกี่ยวกับประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์ที่จำเลยเป็นเจ้าของ ดังนั้น ภารจำยอมจึงไม่อาจเกิดมีขึ้นได้ จำเลยไม่ได้ภารจำยอมในทางพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำโครงเหล็กออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 21185 และ 1328 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะนำโครงเหล็กออกไปจากที่ดินโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และมีคำสั่งห้ามโจทก์ทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องกับจำเลยในการใช้ซอยชูพินิจ 2 เป็นทางเข้าออกและใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งตลอดแนวตึกแถวของจำเลยและจดทะเบียนภารจำยอมให้พื้นที่บนซอยชูพินิจ 2 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 21185 และ 1328 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ตกเป็นทางเข้าออกและจดทะเบียนภารจำยอมพื้นที่ดังกล่าวส่วนหนึ่งขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 10 เมตร ตลอดแนวด้านข้างอาคารพาณิชย์เลขที่ 221 ให้เป็นที่วางสินค้าของจำเลยเพื่อจำหน่าย หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง และยกฟ้องแย้งจำเลย

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยนำโครงเหล็กออกจากซอยชูพินิจ 2 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 21185 และ 1328 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 825 บาท นับแต่วันฟ้อง (11 กรกฎาคม 2540) จนกว่าจำเลยจะนำโครงเหล็กออกจากซอยชูพินิจ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1328 และ 21185 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร โจทก์ทั้งสองสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว โดยมีถนนอยู่ระหว่างกลางอาคารพาณิชย์ที่สร้างและให้ชื่อว่าซอยชูพินิจ 2 ซึ่งเป็นทางพิพาท จำเลยเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์เลขที่ 221 ถนนวิจิตรตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ด้านหน้าอาคารของจำเลยอยู่ตรงข้ามกับตลาดเทศบาล ด้านข้างที่อยู่ติดซอยชูพินิจ 2 ซึ่งเป็นทางพิพาทเป็นประตูเหล็กยืดยาวประมาณ 8 เมตร ทางพิพาทเป็นทางที่ประชาชนใช้เข้าออกระหว่างตลาดเทศบาลกับตลาดสดศูนย์การค้าของโจทก์ทั้งสอง จำเลยอยู่ในอาคารเลขที่ 221ตั้งแต่ปี 2525 โดยอาศัยสิทธิการเช่าช่วงจากผู้อื่นและประกอบกิจการค้าขายเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มมาตลอดโดยวางสินค้าที่จำหน่ายบางส่วนในอาคารและบางส่วนนอกอาคารบริเวณทางพิพาท โดยวางห่างจากอาคารร้านค้าของจำเลยประมาณ 1 เมตรไปตามแนวยาวของทางพิพาทประมาณ 10 เมตร จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารเลขที่ 221 เมื่อปี 2539 ที่จำเลยฎีกาว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยให้นำโครงเหล็กที่จำเลยวางขายสินค้าออกไปจากทางพิพาทโดยอ้างว่าทางพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การยอมรับว่า ทางพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ไม่ได้ยืนยันว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะเพียงแต่ให้การว่าทางพิพาทเป็นเสมือนทางสาธารณะ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาลล่างทั้งสองจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวก็ถือว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ฎีกาจำเลยในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

สำหรับปัญหาว่า จำเลยได้ภารจำยอมในทางพิพาทโดยอายุความหรือไม่นั้นจำเลยอ้างว่าจำเลยได้ภารจำยอมในทางพิพาทโดยใช้เป็นทางเดินเข้าออกสู่ทางสาธารณะและใช้วางสินค้าเพื่อจำหน่าย เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยนำโครงเหล็กของจำเลยออกไปจากทางพิพาทเท่านั้น มิได้ห้ามจำเลยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ จึงถือว่าจำเลยมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิเรื่องการใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งในส่วนนี้ สำหรับการใช้วางสินค้าเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า ภารจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นอันเรียกว่าสามยทรัพย์แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของอาคารตึกแถวเลขที่ 221 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่อยู่ติดทางพิพาท แต่การที่จำเลยใช้ทางพิพาทวางสินค้าเพื่อจำหน่ายในกิจการค้าของจำเลยนั้น เป็นการใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยโดยเฉพาะมิได้เกี่ยวกับประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์ที่จำเลยเป็นเจ้าของ ดังนั้น ภารจำยอมจึงไม่อาจเกิดมีขึ้นได้ จำเลยไม่ได้ภารจำยอมในทางพิพาทดังอ้าง กรณีไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าจำเลยใช้ทางพิพาทมานานเท่าใด เพราะไม่ทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาสุดท้ายว่า ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองเป็นจำนวนเท่าใดนั้น เห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 825บาท นั้น เหมาะสมแก่สภาพของทางพิพาทแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 183 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหรือนางสาว สุกัญญา ชูพินิจ กับพวก
จำเลย — นาง กัลยา ตัญเจริญสุขจิต
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8727/2544
#98439
เปิดฉบับเต็ม

ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นอันเรียกว่า สามยทรัพย์ จำเลยเป็นเจ้าของอาคารตึกแถวซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่อยู่ติดทางพิพาท และจำเลยใช้ทางพิพาทวางสินค้าเพื่อจำหน่ายใน กิจการค้าของจำเลย เป็นการใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยโดยเฉพาะมิได้เกี่ยวกับประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์ที่จำเลยเป็นเจ้าของ ภาระจำยอมจึงไม่อาจเกิดมีขึ้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำโครงเหล็กออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๑๘๕ และ ๑๓๒๘ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะนำโครงเหล็กออกไปจากที่ดินโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำโครงเหล็กมาตั้งเพื่อวางสินค้าจำหน่ายบนทางในซอยชูพินิจ ๒ ซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นทางเข้าออกและตั้งสินค้าจำหน่ายตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ จนถึงปัจจุบันติดต่อกันเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีแล้ว จำเลยจึงได้ภาระจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ซอยชูพินิจ ๒ เป็นทางสัญจรของประชาชนทั่วไปอยู่ในความควบคุมดูแลของเทศบาล เสมือนเป็นทางสาธารณะมาแต่แรกเริ่มที่ก่อสร้าง มีการแบ่งแยกซอยในแต่ละช่วงอย่างชัดเจน ไม่มีการติดป้ายสงวนสิทธิใด ๆ ไว้โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอาจอ้างสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้ประโยชน์บนซอยชูพินิจ ๒ ที่ดินพิพาทหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ ๖๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง และมีคำสั่งห้ามโจทก์ทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องกับจำเลยในการใช้ซอยชูพินิจ ๒ เป็นทางเข้าออกและใช้ฟันพื้นที่ส่วนหนึ่งตลอดแนวตึกแถวของจำเลยและจดทะเบียนภาระจำยอมให้พื้นที่บนซอยชูพินิจ ๒ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๑๘๕ และ ๑๓๒๘ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ตกเป็นทางเข้าออกและจดทะเบียนภาระจำยอมพื้นที่ดังกล่าวส่วนหนึ่งขนาดกว้าง ๑.๕๐ เมตร ยาว ๑๐ เมตร ตลอดแนวด้านข้างอาคารพาณิชย์เลขที่ ๒๒๑ ให้เป็นที่วางสินค้าของจำเลยเพื่อจำหน่าย หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์เลขที่ ๒๒๑ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๑๘๖ และ ๒๔๙๐๒ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ ก่อนหน้านั้นจำเลยเข้าประกอบการค้าในอาคารพาณิชย์เลขที่ ๒๒๑ โดยเช่าอาคารดังกล่าวจากเจ้าของเดิม หาได้เข้าอยู่โดยเป็นเจ้าของ โจทก์ทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๒๘ และ ๒๑๑๘๕ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เมื่อปี ๒๕๓๖ และปี ๒๕๓๘ ตามลำดับ โจทก์ทั้งสองพบว่าจำเลยตั้งโต๊ะวางเสื้อผ้าจำหน่าย จึงได้ห้ามปรามจำเลยแต่จำเลยเพิกเฉย ในเดือนมีนาคม ๒๕๔๐ โจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้ทนายความห้ามมิให้จำเลยมาวางโต๊ะตั้งสินค้าบนที่ดินพิพาท แต่จำเลยกลับมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๔๐ โต้เถียงว่ามีสิทธิใช้ที่ดินพิพาท จึงถือได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นภาระจำยอมตั้งแต่วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๔๐ เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่ถึง ๑๐ ปี จำเลยจึงยังไม่ไดัภาระจำยอมโดยอายุความ โจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณะ จำเลยไม่ได้ครอบครองที่พิพาทเพื่อจะให้เป็นภาระจำยอม ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง และยกฟ้องแย้งจำเลยค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยนำโครงเหล็กออกจากซอยชูพินิจ ๒ ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๑๑๘๕ และ ๑๓๒๘ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ ๘๒๕ บาท นับแต่วันฟ้อง (๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐) จนกว่าจำเลยจะนำโครงเหล็กออกจากซอยชูพินิจ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๓๒๘ และ ๒๑๑๘๕ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร โจทก์ทั้งสองสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว โดยมีถนนอยู่ระหว่างกลางอาคารพาณิชย์ที่สร้าง และให้ชื่อว่าซอยชูพินิจ ๒ ซึ่งเป็นทางพิพาท จำเลยเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์เลขที่ ๒๒๑ ถนนวิจิตร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ด้านหน้าอาคารของจำเลยอยู่ตรงข้ามกับตลาดเทศบาล ด้านข้างที่อยู่ติดซอยชูพินิจ ๒ ซึ่งเป็นทางพิพาทเป็นประตูเหล็กยืดยาวประมาณ ๘ เมตร ทางพิพาทเป็นทางที่ประชาชนใช้เข้าออกระหว่างตลาดเทศบาลกับตลาดสดศูนย์การค้าของโจทก์ทั้งสอง จำเลยอยู่ในอาคารเลขที่ ๒๒๑ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ โดยอาศัยสิทธิการเช่าช่วงจากผู้อื่น และประกอบกิจการค้าขายมาตลอดโดยวางสินค้าที่จำหน่ายบางส่วนในอาคารและบางส่วนนอกอาคารบริเวณทางพิพาท โดยวางห่างจากอาคารร้านค้าของจำเลยประมาณ ๑ เมตร ไปตามแนวยาวของทางพิพาทประมาณ ๑๐ เมตร จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารเลขที่ ๒๒๑ เมื่อปี ๒๕๓๙

มีปัญหาว่า จำเลยได้ภาระจำยอมในทางพิพาทโดยอายุความหรือไม่นั้นจำเลยอ้างว่าจำเลยได้ภาระจำยอมในทางพิพาทโดยใช้เป็นทางเดินเข้าออกสู่ทางสาธารณะและใช้วางสินค้าเพื่อจำหน่าย เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยนำโครงเหล็กของจำเลยออกไปจากทางพิพาทเท่านั้น มิได้ห้ามจำเลยใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ จึงถือว่าจำเลยมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิเรื่องการใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งในส่วนนี้สำหรับการใช้วางสินค้าเพื่อจำหน่ายหรือไม่นั้น เห็นว่า ภาระจำยอมเป็นทรัพย์สิทธิที่กฎหมายก่อตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นอันเรียกว่าสามยทรัพย์ แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของอาคารตึกแถวเลขที่ ๒๒๑ ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่อยู่ทางพิพาท แต่การที่จำเลยใช้ทางพิพาทวางสินค้าเพื่อจำหน่ายในกิจการค้าของจำเลยนั้น เป็นการใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยโดยเฉพาะ มิได้เกี่ยวกับประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์ที่จำเลยเป็นเจ้าของ ดังนั้นภาระจำยอมจึงไม่อาจเกิดมีขึ้นได้ จำเลยไม่ได้ภาระจำยอมในทางพิพาทดังอ้าง กรณีไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าจำเลยใช้ทางพิพาทมานานเท่าใด เพราะไม่ทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(อัธยา ดิษยบุตร - ปรีดี รุ่งวิสัย - สมศักดิ์ เนตรมัย)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหรือนางสาวสุกัญญา ชูพินิจ กับพวก
จำเลย — นางกัลยา ตัญเจริญสุขจิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายคมกริช ภัทรพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8723/2544
#44042
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยพา ว. ไปช่วยจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่และจำเลยไปจำหน่ายเองแต่เพียงลำพัง เพื่อผลประโยชน์ตอบแทนที่จะได้รับเป็นเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ถือได้ว่าเป็นการร่วมมือกับ ว. ในการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่แล้ว แม้จะไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ร่วมกับว. หลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบสองและประชาชนว่าเป็นสมาชิกสหกรณ์หอมหัวใหญ่บ้านกาดและมีโควต้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่จำหน่ายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิบสองและประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ย่อมส่อแสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตของจำเลยอย่างชัดแจ้งในการที่จะหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งสิบสอง และการหลอกลวงดังว่านั้นจำเลยกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายทั้งสิบสอง จึงเป็นตัวการร่วมกับ ว. กระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2538 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนว่า จำเลยกับพวกเป็นสมาชิกสหกรณ์หอมหัวใหญ่บ้านกาด มีโควต้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ในสหกรณ์หอมหัวใหญ่บ้านกาดเป็นจำนวนมากจะจำหน่ายให้แก่ผู้ที่จะเอาไว้ปลูกหรือเอาไว้เพื่อจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง หากผู้ใดซื้อให้ไปรับเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ได้ที่สหกรณ์หอมหัวใหญ่บ้านกาดซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยกับพวกไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์หอมหัวใหญ่บ้านกาดและไม่มีโควต้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ในสหกรณ์หอมหัวใหญ่บ้านกาด ทั้งไม่มีเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ และไม่มีเจตนาจะจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ให้แก่ประชาชนคนใด แต่มีเจตนาคบคิดกันมาตั้งแต่แรกที่จะหลอกลวงเอาทรัพย์สินจากประชาชนผู้หลงเชื่อข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยกับพวกที่แสดงดังกล่าวและตกลงซื้อเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่จากจำเลยกับพวกและจากการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยกับพวกดังกล่าว เป็นเหตุให้ประชาชนและผู้อื่นหลายคน รวมทั้งผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 12 ตามลำดับหลงเชื่อและตกลงซื้อเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่จากจำเลยกับพวก รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 69,300 บาท โดยจำเลยกับพวกอ้างว่าเป็นการชำระค่าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ที่ตกลงซื้อไว้บางส่วน ซึ่งเป็นความเท็จ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 343 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 343 วรรคแรก จำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 12 จำนวน 8,500, 5,000, 12,500, 2,500, 3,000,1,300, 1,700, 7,500, 12,500, 1,700, 7,500 และ 5,000 บาท ตามลำดับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายอานนท์ ญาณพันธุ์ ผู้เสียหายที่ 1 นายสำรอง คำภิโล ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า จำเลยเคยมากับนายวิรัตน์ จันทร์ทองบอกจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ให้ โดยบอกว่าทั้งสองคนเป็นสมาชิกสหกรณ์หอมหัวใหญ่บ้านกาด และมีโควต้าเมล็ดพันธุ์นำมาจำหน่ายจึงตกลงซื้อ และมีนางจี๋ใจเป็ง ผู้เสียหายที่ 3 นายใหม่ เตจา ผู้เสียหายที่ 4 นายวันชัย กันธะวงค์ ผู้เสียหายที่ 5 นางยุพิน สิทธิคง ผู้เสียหายที่ 6 นายแก้ว ศิริ ผู้เสียหายที่ 7 นายมนตรี แสนศรี ผู้เสียหายที่ 8 นายมานพ กันทา ผู้เสียหายที่ 9 นายเมืองใจ สุภาแก้ว ผู้เสียหายที่ 10 นายศรีวรรณ สุยะ ผู้เสียหายที่ 11 นายอัศวิน เงาผ่อง ผู้เสียหายที่ 12 เบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยมาบอกจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ โดยบอกว่าเป็นสมาชิกสหกรณ์หอมหัวใหญ่บ้านกาดมีโควต้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่นำมาจำหน่าย จึงตกลงซื้อและผู้เสียหายทั้งสิบสองเบิกความว่า ได้มอบเงินให้แก่จำเลยกับพวกไปแล้ว โดยผู้เสียหายที่ 1 ชำระเงิน 8,500 บาท ผู้เสียหายที่ 2 ชำระเงิน 5,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 ชำระเงิน 12,500 บาท ผู้เสียหายที่ 4 ชำระเงิน 2,500 บาท ผู้เสียหายที่ 5 ชำระเงิน3,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 ชำระเงิน 1,300 บาท ผู้เสียหายที่ 7 ชำระเงิน 1,700 บาทผู้เสียหายที่ 8 ชำระเงิน 7,500 บาท ผู้เสียหายที่ 9 ชำระเงิน 12,500 บาท ผู้เสียหายที่ 10ชำระเงิน 1,700 บาท ผู้เสียหายที่ 11 ชำระเงิน 7,500 บาท ผู้เสียหายที่ 12 ชำระเงิน5,000 บาท เมื่อถึงกำหนดนัด จำเลยไม่นำเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่มาให้และปฏิเสธที่จะคืนเงินที่รับไปแล้ว ผู้เสียหายทั้งสิบสองจึงพากันไปแจ้งความร้องทุกข์ เห็นว่าผู้เสียหายทั้งสิบสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุอันใดจะแกล้งกล่าวเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ อีกทั้งยังเบิกความได้สอดคล้องต้องกันในสาระสำคัญแห่งคดี จึงเชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความเป็นจริง ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเป็นแต่เพียงผู้ซื้อเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่จากนายวิรัตน์เท่านั้นมิได้มีส่วนร่วมกับนายวิรัตน์ในการกระทำความผิด เพียงแต่นายวิรัตน์ให้จำเลยช่วยจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ให้ หากหาคนซื้อได้ 3 ปอนด์ นายวิรัตน์จะให้เมล็ดพันธุ์แก่จำเลย 1 ปอนด์ เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยพานายวิรัตน์ไปช่วยจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่และจำเลยไปจำหน่ายเองแต่เพียงลำพัง เพื่อผลประโยชน์ตอบแทนที่จำเลยจะได้รับเป็นเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ ถือได้ว่าเป็นการร่วมมือกับนายวิรัตน์ในการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่แล้ว แม้จำเลยจะไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินก็ตาม การกระทำของจำเลยที่ร่วมกันกับนายวิรัตน์หลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบสองและประชาชนว่าเป็นสมาชิกสหกรณ์หอมหัวใหญ่บ้านกาดและมีโควต้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่จำหน่ายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิบสองและประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งย่อมส่อแสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตของจำเลยอย่างชัดแจ้งในการที่จะหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งสิบสองและการหลอกลวงดังว่านั้นจำเลยกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้เสียหายทั้งสิบสอง จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับนายวิรัตน์กระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามฟ้องแล้วที่จำเลยอ้างว่าหากจำเลยมีเจตนาทุจริต จำเลยคงจะหลบหนีไปแล้วนั้น เห็นว่า จำเลยอาจคิดว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด จำเลยจึงไม่หลบหนีก็ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 343 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย สมัย ก้อนแก้ว
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8722/2544
#98398
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์พร้อมที่จะปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาโดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เหลือภายในกำหนดเวลาตามสัญญาได้ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดิน โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา โจทก์มีหนังสือทวงถามเรียกเงินที่ชำระค่าที่ดินคืนและเรียกค่าเสียหาย ถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาเลิกสัญญาโดยปริยายแล้ว คู่สัญญาย่อมกลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิม และโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 เมื่อโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยบางส่วนและจำเลยได้โอนที่ดินให้แก่โจทก์บางแปลง โจทก์และจำเลยจึงทำบันทึกข้อตกลงกันใหม่ขยายเวลาโอนที่ดินส่วนที่เหลือโดยให้ถือว่าเงินมัดจำในสัญญาเดิมยังคงไว้ แสดงว่าโจทก์และจำเลยถือว่าการโอนที่ดินที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วสามารถแยกต่างหากจากที่ดินส่วนที่เหลือได้และถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาในที่ดินส่วนที่โอนแล้ว ดังนี้ โจทก์จะเรียกเงินค่าที่ดินที่ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วคืนทั้งหมดหาได้ไม่ คงมีสิทธิเรียกเงินค่าที่ดินในส่วนที่ชำระเกินราคาที่ดินที่รับโอนไปแล้วคืนเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๓๐,๐๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่ วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ในวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยไปที่สำนักงาน ที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางบัวทอง ตามนัด แต่ฝ่ายโจทก์ไม่ไป โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิริบ เงินมัดจำและสัญญาจะซื้อขายเป็นอันเลิกกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญา และหากจะฟังว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าปรับไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำและเงินค่าที่ดินจำนวน ๓,๕๔๕,๕๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๗,๐๔๕,๓๔๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๖ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขาย ที่ดินจำนวน ๑๒ โฉนด รวมเนื้อที่ประมาณ ๗๔ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา ราคา ๑๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท จากจำเลย โดยชำระ เงินมัดจำจำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา ต่อมาโจทก์ได้ชำระอีก ๔ งวด และจำเลยได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ไปแล้วรวมเนื้อที่ ๔๘ ไร่ ๓ งาน ๗๓ ตารางวา คงเหลืองวดสุดท้าย ซึ่งโจทก์จะต้องชำระเงินค่าที่ดินจำนวน ๒,๔๗๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยและจำเลยต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เหลือ ให้แก่โจทก์ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๗ ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงขยายเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและชำระเงินค่าที่ดิน งวดสุดท้ายไปเป็นภายในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๘ ส่วนข้อตกลงอื่นยังคงให้เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อครบกำหนดเวลาตามที่ขยายออกไปปรากฏว่ายังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรือชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือและโจทก์ มิได้ไปที่สำนักงานที่ดินในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๘ ต่อมาวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๓๙ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาโดยเรียกให้ชำระเงินค่าที่ดินและค่าปรับตามสัญญาแต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระค่าที่ดินคืนและค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อขาย โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์มีหนังสือ ทวงถามเรียกเงินที่ชำระค่าที่ดินและเรียกค่าเสียหาย จึงถือได้ว่าโจทก์แสดงเจตนาเลิกสัญญาโดยปริยายแล้ว คู่สัญญาย่อมกลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิม และโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยจำนวน ๑๕,๐๓๐,๐๐๐ บาท และจำเลยได้โอนที่ดินให้แก่โจทก์ ๔ แปลง เป็นเนื้อที่ ๔๘ ไร่ ๓ งาน ๗๓ ตารางวา โจทก์และจำเลยจึงทำบันทึกข้อตกลงกันใหม่ขยายเวลาโอนที่ดินส่วน ที่เหลือโดยให้ถือว่าเงินมัดจำในสัญญาเดิมยังคงไว้ พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงว่า โจทก์และจำเลยถือว่าการโอนที่ดินที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว สามารถแยกต่างหากจากที่ดินส่วนที่เหลือได้และถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามสัญญาในที่ดินส่วนที่โอนแล้ว โจทก์จะเรียกเงินค่าที่ดินที่ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วคืนทั้งหมดหาได้ไม่ คงมีสิทธิเรียกเงินค่าที่ดินในส่วนที่ชำระเกินราคาที่ดินที่รับโอนไปแล้วคืนเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ คำนวณราคาที่ดินที่จำเลยโอนให้แก่โจทก์ และให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินที่ชำระเกินจำนวน ๓,๕๔๕,๓๔๗ บาท แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 386 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเกษณี สินสมบูรณ์
จำเลย — นายเดช คงคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกีรติ ตั้งธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสัญญา สุดจินดา
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8721/2544
#43413
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดระยะเวลา 1 เดือนต้องคำนวณตามปีปฏิทิน และถ้าไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้าย ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/5ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 และเดือนกุมภาพันธ์ 2544 มีเพียง 28 วัน จำเลยต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2544 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 30 มีนาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำขอ วันที่ 30 มีนาคม 2544 จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ต่อมาศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 กำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์หนึ่งเดือนเริ่มนับหนึ่งวันที่ 31 มกราคม 2544 แต่ไม่มีวันตรงกันในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 วันสุดท้ายที่จำเลยที่ 3 จะยื่นอุทธรณ์หรือขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 ศาลตรวจสำนวนแล้ว จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2544 พ้นกำหนดแล้ว ที่ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มานั้นจึงเป็นการผิดหลงให้เพิกถอนเสีย และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2544 มานั้น ก็ถือว่าเป็นการผิดหลง ให้เพิกถอนเสียเช่นเดียวกัน แล้วมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนด ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปชอบแล้ว ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ฟังเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 1มีนาคม 2544 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2544 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ตามคำขอ จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ต่อมาศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ล่วงเลยกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว เหตุที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นอ้างว่าระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามกฎหมายกำหนดต้องยื่นภายใน 1 เดือน เท่ากับ 30 วัน นับแต่วันที่ศาลได้อ่านคำพิพากษา และเจ้าหน้าที่ของศาลยังพิมพ์คำพิพากษาไม่แล้วเสร็จถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษนั้น เห็นว่า กำหนดระยะเวลา 1 เดือน ต้องคำนวณตามปีปฏิทิน และถ้าไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้ายก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/5 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ฟังเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 และเดือนกุมภาพันธ์ 2544 มีเพียง 28 วันจำเลยที่ 3 ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 หากจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวไม่ทัน จำเลยที่ 3 ต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องขอให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ส่วนที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 1 มีนาคม 2544 โดยไม่มีเหตุสุดวิสัยทั้งได้ความว่าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นวันพุธมิใช่วันหยุดราชการ แต่อย่างใด จึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปได้ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย โจ ไม่มีนามสกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8721/2544
#67138
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดระยะเวลา 1 เดือน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ต้องคำนวณตามปีปฏิทิน และถ้าไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้าย ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/5

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ฟังเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2544 และเดือนกุมภาพันธ์ 2544 มีเพียง 28 วัน จำเลยที่ 3 ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 หากจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวไม่ทัน จำเลยที่ 3 ต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องขอให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปได้ เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษเว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2544 โดยไม่มีเหตุสุดวิสัย จึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 แล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้วปรากฎว่าจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ล่วงเลยกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๔ ว่า จำเลยที่สามมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ จำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๒๐ ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๔ ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๔ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำขอ วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๔ จำเลยที่ ๓ ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้น มีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๓ ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ต่อมา ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๔ กำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ หนึ่งเดือนเริ่มนับหนึ่งวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๔ แต่ไม่มีวันตรงกันในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ วันสุดท้ายที่จำเลยที่ ๓ จะยื่นอุทธรณ์หรือขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้คือวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ศาลตรวจสำนวนแล้ว จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้อง ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๔ พ้นกำหนดแล้ว ที่ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ ๓ ขยายระยะเวลา ยื่นอุทธรณ์มานั้นจึงเป็นการผิดหลงให้เพิกถอนเสีย และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ฉบับลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๔ มานั้น ก็ถือว่าเป็นการผิดหลง ให้เพิกถอนเสียเช่นเดียวกัน แล้วมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๓ ยื่นอุทธรณ์ เกินกำหนด ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓

จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปชอบแล้ว ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๓

จำเลยที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กำหนดระยะเวลา ๑ เดือน ต้องคำนวณตามปีปฏิทิน และถ้าไม่มีวันตรงกัน ในเดือนสุดท้าย ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๕ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ฟังเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๔ และเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ มีเพียง ๒๘ วัน จำเลยที่ ๓ ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ หากจำเลยที่ ๓ ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวไม่ทัน จำเลยที่ ๓ ต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องขอให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ออกได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ส่วนที่จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๔ โดยยกเหตุขึ้นอ้างว่า ระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามกฎหมายกำหนดต้องยื่นภายใน ๑ เดือน เท่ากับ ๓๐ วัน นับแต่วันที่ศาลได้อ่านคำพิพากษา โดยไม่มีเหตุสุดวิสัย แต่อย่างใด ทั้งได้ความว่าวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เป็นวันพุธมิใช่วันหยุดราชการ จึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปได้ จำเลยที่ ๓ จึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วัน อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๘ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง ยื่นตามคำสั่งศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ และสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/5
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 198
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายโจ ไม่มีนามสกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเถกิงศักดิ์ คำสุระ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิทยา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8718/2544
#44041
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งผู้ร้องฟ้องลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 20727/2537 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากการผิดสัญญาก่อสร้างงานไม่แล้วเสร็จ โดยขอให้บังคับให้ลูกหนี้ชำระค่าปรับและค่าเสียหายที่ต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มพร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลูกหนี้ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนที่ผู้ร้องต้องว่าจ้างบุคคลอื่นทำการก่อสร้างต่อในราคาที่สูงขึ้นเป็นเงิน 3,486,927.94 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้ร้องได้มายื่นคำขอรับชำระหนี้รวม 5 อันดับ ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยได้ระบุในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินว่ามูลหนี้อันดับที่ 2 เป็นหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 20727/2537 ของศาลชั้นต้นจำนวนเงิน 4,780,720.22 บาท แสดงว่าผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้อันดับที่ 2 เฉพาะหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวของศาลชั้นต้นจำนวน 4,780,720.22 บาทเท่านั้น ส่วนหนี้ค่าปรับเป็นรายวันตามสัญญาตามฟ้องที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดให้นั้น แม้ว่าผู้ร้องจะฟ้องขอให้บังคับชำระหนี้มาด้วยกันและผู้ร้องได้ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาตามลำดับแต่ผู้ร้องไม่ได้ขอรับชำระหนี้ดังกล่าวนี้รวมไว้ในมูลหนี้อันดับที่ 2 ในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินซึ่งยื่นไว้ด้วย ที่ผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ว่า ได้แจ้งความประสงค์ว่าผู้ร้องต้องการขอรับชำระหนี้ในส่วนค่าปรับรายวันจากลูกหนี้ตามที่ยื่นฎีกาไว้ก็มิใช่การขอรับชำระหนี้ตามแบบพิมพ์แสดงรายละเอียดแห่งหนี้สินตามบทบัญญัติพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 91 วรรคสอง และแม้ศาลฎีกายังไม่ได้มีคำพิพากษาในส่วนหนี้ค่าปรับรายวันดังกล่าว หากผู้ร้องประสงค์ขอรับชำระหนี้ส่วนนี้ ผู้ร้องย่อมสามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้รวมกับยอดหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 20727/2537 ของศาลชั้นต้นได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว โดยไม่ต้องรอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาเกี่ยวกับหนี้ส่วนนี้เสียก่อน ดังนั้น เมื่อผู้ร้องนำหนี้ค่าปรับรายวันตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมายื่นขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม จึงพ้นกำหนดเวลา 2 เดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา 91 อีกทั้งหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ย่อมต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองเด็ดขาด ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในมูลหนี้รวม 5 อันดับ โดยมูลหนี้อันดับที่ 2 เป็นมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ 20727/2537 ซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จำนวน 4,780,720.22 บาท และได้ให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นสอบสวน คำขอรับชำระหนี้ว่า ผู้ร้องมีความประสงค์จะขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปเนื่องจากในขณะยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้นคดียังไม่ถึงที่สุด ต่อมาศาลฎีกาได้พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลูกหนี้ทั้งสองร่วมกันชำระค่าปรับรายวันอีกจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมยอดหนี้ในคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 2 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยขอแก้ไขเพิ่มเติมยอดเงินค่าปรับเป็น 1,000,000 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 สิงหาคม 2536) ถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด (วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2539) เป็นดอกเบี้ย 186,961.60 บาท รวมเป็นจำนวนเงินที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมทั้งสิ้น 1,186,961.60 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องในการขอเพิ่มเติมยอดหนี้โดยอ้างเหตุว่าเป็นการแก้ไขในสาระสำคัญและเลยกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 และไม่ใช่กรณีตามมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เนื่องด้วยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้เข้ามาว่าคดีแต่อย่างใด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้ยกคำร้องขอเพิ่มเติมยอดหนี้ของผู้ร้องนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายเนื่องจากผู้ร้องได้แจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบในขณะสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ว่ามูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีหมายเลขแดงที่ 20727/2537 คดียังไม่ถึงที่สุดโดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา และผู้ร้องประสงค์จะขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป ประกอบกับมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 แล้ว เพียงแต่ผู้ร้องขอแก้ไขยอดหนี้ในคำขอรับชำระหนี้ให้ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่มีผลเป็นที่สุดแล้วเท่านั้น หาใช่เป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้ใหม่ทั้งมูลหนี้อันเป็นการยื่นภายหลังกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 และมาตรา 93 ไม่ อีกทั้งการที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาในวันที่ 31 มีนาคม 2541 ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาในการขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 แล้ว กรณีจึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอแก้ไขยอดหนี้ให้ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาได้ทันภายในกำหนดระยะเวลาในการขอรับชำระหนี้มาตรา 91 ดังนั้น ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมยอดหนี้ของผู้ร้องไว้พิจารณาดำเนินการต่อไป

ผู้คัดค้านและโจทก์ยื่นคำคัดค้านในทำนองเดียวกันขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมหรือแก้ไขยอดหนี้เพิ่มเติมขึ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วได้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 20727/2537 ตามบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินอันดับที่ 2 ซึ่งผู้ร้องได้แจ้งไว้แล้วว่าหนี้ตามคำพิพากษานั้นยังไม่ถึงที่สุด ผู้ร้องได้ยื่นฎีกาเรื่องค่าปรับรายวันพร้อมดอกเบี้ยและผู้ร้องมีความประสงค์ขอรับชำระหนี้ตามยอดเงินค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยในส่วนนี้ไว้ด้วย เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองร่วมกันชำระค่าปรับ1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมยอดหนี้ดังกล่าว แม้จะพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้ตามกฎหมายแต่ก็เป็นการแก้ไขยอดหนี้ให้ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากการยื่นคำขอรับชำระหนี้เดิม มิใช่เป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ใหม่นั้น เห็นว่า มูลหนี้ที่ผู้ร้องนำมาฟ้องลูกหนี้ทั้งสองในคดีหมายเลขแดงที่ 20727/2537 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากการผิดสัญญาก่อสร้างงานไม่แล้วเสร็จ โดยขอบังคับให้ลูกหนี้ทั้งสองร่วมกันชำระค่าปรับและค่าเสียหายที่ต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มรวมเป็นเงิน 6,532,757.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 6,121,158.94 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในส่วนที่ผู้ร้องต้องว่าจ้างบุคคลอื่นทำการก่อสร้างต่อในราคาที่สูงขึ้นเป็นเงิน 3,486,927.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด ผู้ร้องได้มายื่นคำขอรับชำระหนี้รวม 5 อันดับ ภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนดโดยได้ระบุในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินว่ามูลหนี้อันดับที่ 2 เป็นหนี้ตามคำพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ 20727/2537 ของศาลชั้นต้น จำนวนเงิน 4,780,720.22บาท และหลักฐานประกอบหนี้คือสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 20727/2537แสดงว่าผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้อันดับที่ 2 เฉพาะหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 20727/2537 ของศาลชั้นต้นจำนวน 4,780,720.22 บาท เท่านั้น ส่วนหนี้ค่าปรับเป็นรายวันตามสัญญาตามฟ้องที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดให้รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,634,231 บาท แม้ว่าผู้ร้องจะฟ้องขอให้บังคับชำระหนี้มาด้วยกันและผู้ร้องได้ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาตามลำดับ แต่ผู้ร้องไม่ได้ขอรับชำระหนี้ดังกล่าวนี้รวมไว้ในมูลหนี้อันดับที่ 2 ในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินซึ่งยื่นไว้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2539ไว้ด้วย ที่ผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ว่า ได้แจ้งความประสงค์ว่าผู้ร้องต้องการขอรับชำระหนี้ในส่วนค่าปรับรายวันจากลูกหนี้ทั้งสองตามที่ยื่นฎีกาไว้ก็มิใช่การขอรับชำระหนี้ตามแบบพิมพ์แสดงรายละเอียดแห่งหนี้สินตามบทบัญญัติพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91วรรคสอง และแม้ศาลฎีกายังไม่ได้มีคำพิพากษาในส่วนหนี้ค่าปรับรายวันดังกล่าว หากผู้ร้องประสงค์ขอรับชำระหนี้ส่วนนี้ ผู้ร้องย่อมสามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้รวมกับยอดหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 20727/2537 ของศาลชั้นต้นได้ล่วงหน้าอยู่แล้วโดยไม่ต้องรอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาเกี่ยวกับหนี้ส่วนนี้เสียก่อน ดังนั้น เมื่อผู้ร้องนำหนี้ค่าปรับรายวันตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2541 จึงพ้นกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามบทบัญญัติพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91อีกทั้งหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด ย่อมต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — กองทัพบก
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สยานุภาพก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8718/2544
#98454
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องไม่ได้ขอรับชำระหนี้ค่าปรับเป็นรายวันตามสัญญาตามฟ้องที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดให้รวมไว้ในมูลหนี้ ในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินซึ่งยื่นไว้ การที่ผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ว่า ได้แจ้งความประสงค์ว่าผู้ร้องต้องการขอรับชำระหนี้ในส่วนค่าปรับรายวันจากลูกหนี้ตามที่ยื่นฎีกาไว้ มิใช่การขอรับชำระหนี้ตามแบบพิมพ์แสดงรายละเอียดแห่งหนี้สินตามบทบัญญัติ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 วรรคสอง และผู้ร้องสามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ส่วนนี้ได้ล่วงหน้าอยู่แล้วโดยไม่ต้องรอให้ ศาลฎีกามีคำพิพากษาเสียก่อน ดังนั้นเมื่อผู้ร้องนำหนี้ปรับรายวันตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมายื่นขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมเมื่อพ้นกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามบทบัญญัติ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 อีกทั้งหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ เด็ดขาด ย่อมต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมยอดหนี้ในคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ ๒ ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องในการขอเพิ่มเติมยอดหนี้ โดยอ้างเหตุว่าเป็นการแก้ไขในสาระสำคัญและเลยกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๑ และไม่ใช่กรณีตามมาตรา ๙๓ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ เนื่องด้วยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้เข้ามาว่าคดีแต่อย่างใด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้ยกคำร้องขอเพิ่มเติมยอดหนี้ของผู้ร้องนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย เนื่องจากผู้ร้องได้แจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบในขณะสอบสวน คำขอรับชำระหนี้ว่ามูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดียังไม่ถึงที่สุดโดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา และผู้ร้องประสงค์จะขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป ประกอบกับมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๑ แล้ว เพียงแต่ผู้ร้องขอแก้ไขยอดหนี้ในคำขอรับชำระหนี้ให้ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่มีผลเป็นที่สุดแล้วเท่านั้น หาใช่เป็นการยื่น คำขอรับชำระหนี้ใหม่ทั้งมูลหนี้อันเป็นการยื่นภายหลังกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๓ไม่ อีกทั้งการที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาพ้นกำหนดระยะเวลาในการขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๑ แล้ว กรณีจึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอแก้ไขยอดหนี้ให้ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีากาได้ทันภายในกำหนด ระยะเวลาในการขอรับชำระหนี้มาตรา ๙๑ ดังนั้น ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมยอดหนี้ของผู้ร้องไว้พิจารณาดำเนินการต่อไป

ผู้คัดค้านและโจทก์ยื่นคำคัดค้านในทำนองเดียวกัน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมหรือแก้ไขยอดหนี้เพิ่มเติมขึ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนดเวลา ๒ เดือน นับแต่วันโฆษณา คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วได้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ๒๐๗๒๗/๒๕๓๗ ตามบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินอันดับที่ ๒ ซึ่งผู้ร้องได้แจ้งไว้แล้วว่าหนี้ตามคำพิพากษานั้นยังไม่ถึงที่สุด ผู้ร้องได้ยื่นฎีกาเรื่องค่าปรับรายวันพร้อมดอกเบี้ยและผู้ร้องมีความประสงค์ขอรับชำระหนี้ตามยอดเงินค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยในส่วนนี้ไว้ด้วย เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองร่วมกันชำระค่าปรับ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมยอดหนี้ดังกล่าว แม้จะพ้นกำหนดขอรับชำระหนี้ตามกฎหมายแต่ก็เป็นการแก้ไขยอดหนี้ให้ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากการยื่นคำขอรับชำระหนี้เดิม มิใช่เป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้ ในมูลหนี้ใหม่นั้น เห็นว่า มูลหนี้ที่ผู้ร้องนำมาฟ้องลูกหนี้ทั้งสองในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๐๗๒๗/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น เนื่องจากการผิดสัญญาก่อสร้างงานไม่แล้วเสร็จ โดยขอบังคับให้ลูกหนี้ทั้งสองร่วมกันชำระค่าปรับและค่าเสียหาย ที่ต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มรวมเป็นเงิน ๖,๕๓๒,๗๕๗.๕๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖,๑๒๑,๑๕๘.๙๔ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายในส่วนที่ผู้ร้องต้องว่าจ้างบุคคลอื่นทำการก่อสร้างต่อในราคาที่สูงขึ้นเป็นเงิน ๓,๔๘๖,๙๒๗.๙๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด ผู้ร้องได้มายื่นคำขอรับชำระหนี้รวม ๕ อันดับ ภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนดโดยได้ระบุในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินว่า มูลหนี้อันดับที่ ๒ เป็นหนี้ตามคำพิพากษา คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐๗๒๗/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น จำนวนเงิน ๔,๗๘๐,๗๒๐.๒๒ บาท และหลักฐานประกอบหนี้คือสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ๒๐๗๒๗/๒๕๓๗ แสดงว่าผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้อันดับที่ ๒ เฉพาะหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ๒๐๗๒๗/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้น จำนวน ๔,๗๘๐,๗๒๐.๒๒ บาท เท่านั้น ส่วนหนี้ค่าปรับเป็นรายวันตามสัญญาตามฟ้องที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดให้รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒,๖๓๔,๒๓๑ บาท แม้ว่าผู้ร้องจะฟ้องขอให้บังคับชำระหนี้มาด้วยกันและผู้ร้องได้ใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาตามลำดับ แต่ผู้ร้องไม่ได้ขอรับชำระหนี้ดังกล่าวนี้รวมไว้ในมูลหนี้อันดับที่ ๒ ในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินซึ่งยื่นไว้เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๓๙ ไว้ด้วย ที่ผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ว่า ได้แจ้งความประสงค์ว่าผู้ร้องต้องการขอรับชำระหนี้ในส่วนค่าปรับรายวันจากลูกหนี้ทั้งสองตามที่ยื่นฎีกาไว้ก็มิใช่การขอรับชำระหนี้ตามแบบพิมพ์แสดงรายละเอียดแห่งหนี้สินตามบทบัญญัติพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๑ วรรคสอง และแม้ศาลฎีกายังไม่ได้มีคำพิพากษาในส่วนหนี้ค่าปรับรายวันดังกล่าว หากผู้ร้องประสงค์ขอรับชำระหนี้ส่วนนี้ ผู้ร้องย่อมสามารถ ยื่นคำขอรับชำระหนี้รวมกับยอดหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลยแดงที่ ๒๐๗๒๗/๒๕๓๗ ของศาลชั้นต้นได้ล่วงหน้าอยู่แล้วโดยไม่ต้องรอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาเกี่ยวกับหนี้ส่วนนี้เสียก่อน ดังนั้นเมื่อผู้ร้องนำหนี้ค่าปรับรายวันตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมายื่นขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๑ จึงพ้นกำหนดเวลา ๒ เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามบทบัญญัติพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๑ อีกทั้งหนี้ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสองเด็ดขาด ย่อมต้องห้ามมิให้ ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๔ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — กองทัพบก
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยานุภาพก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิทยา จิญกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา