คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7812 -ที่ 7813/2544
#69576
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจะยกข้อต่อสู้ในเรื่องอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่ จำเลยจะต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การเพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้เพื่อศาลแรงงานกลางจะได้ส่งปัญหา ดังกล่าวไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาคดี ซึ่งคำวินิจฉัยของ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางนั้นเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 จำเลยมิได้ยกปัญหาเรื่องศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่นขึ้นต่อสู้ไว้ใน คำให้การ แสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจของศาลแรงงานที่จะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีแล้ว จำเลยเพิ่งยกปัญหานี้ขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์ กรณีจึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่านายหน้า ๕๔,๘๙๒.๗๒ บาท และเงินสะสม ๙,๙๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๑ กับค่านายหน้า ๔๐๒,๘๐๙.๖๔ บาท และเงินสะสม ๑๑,๒๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๒

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสองได้รับเงินสะสมไปแล้ว และจำเลยยกเลิกค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า) แล้ว จึงไม่จำต้องจ่ายค่านายหน้าและเงินสะสมให้แก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งพนักงานขายเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ระหว่างเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๔๒ โจทก์ที่ ๑ ขายสินค้าจำนวนหนึ่งให้แก่ลูกค้า ของจำเลย จำเลยหักค่าจ้างของโจทก์ทั้งสองไว้เป็นเงินสะสมในส่วนของโจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๙,๙๐๐ บาท และโจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๑๑,๒๕๐ บาท ต่อมาโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่ยังไม่ได้รับเงินสะสมและค่าคอมมิชชั่น (ค่านายหน้า) จากการขายสินค้า ในประเด็นเรื่องโจทก์ทั้งสองได้เงินสะสมคืนแล้วหรือไม่นั้น เมื่อจำเลยรับว่ายังค้างชำระเงินสะสมแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้องจึงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับเงินสะสมคืนส่วนในเรื่องจำเลยยกเลิก ค่าคอมมิชชั่นแล้วหรือไม่นั้น จำเลยทำข้อตกลงกับโจทก์ที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องการเก็บเงินค่าสินค้าและการจ่ายค่าคอมมิชชั่นไว้ จำเลยจึงยกเอาเรื่องที่ให้งดการจ่ายค่าคอมมิชชั่นชั่วคราวมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่จ่ายค่าคอมมิชชั่น แก่โจทก์ทั้งสองหาได้ไม่ โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิได้รับค่าคอมมิชชั่นจากจำเลยเมื่อหักจากที่ได้รับเงินไปแล้วบางส่วนเหลือเป็นเงิน ๓๘๒,๘๐๙.๖๔ บาท พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๖๔,๗๙๒.๗๒ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๓๙๔,๐๕๙.๖๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิพากษาคดีในเรื่อง ค่าคอมมิชชั่น จึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติ มาตรา ๙ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นใน ศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษา ศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด" เห็นได้ว่า การที่จำเลยจะยกข้อต่อสู้ในเรื่องอำนาจศาลว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่นั้น จำเลยจะต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การเพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ จะได้ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยก่อนที่ศาลแรงงานจะพิพากษาคดี ซึ่งคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานนั้น ตามบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติว่าให้เป็นที่สุด คดีนี้จำเลยมิได้ยกปัญหาเรื่อง ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่นขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้เมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาคดีในปัญหาดังกล่าวแล้ว จำเลยเพิ่งยกปัญหานี้ขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์ กรณีจึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินสะสมและค่าคอมมิชชั่นแก่โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๖๔,๗๙๒.๗๒ บาท และแก่โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๓๙๔,๐๕๙.๖๔ เงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้นเป็นหนี้ที่เกิดจากสัญญาจ้างแรงงานและเป็นหนี้เงิน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้นท่านให้คิด ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี?" โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่เวลาที่จำเลยผิดนัด การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ย แก่โจทก์ทั้งสองจากต้นเงินของโจทก์แต่ละคนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ) จึงเป็นการวินิจฉัยที่ ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปวีณ บุญจันทร์ กับพวก
จำเลย — บริษัทเทรน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ภาค -
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7806/2544
#41334
เปิดฉบับเต็ม

แม้ฎีกาของจำเลยที่ 2 จะได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ได้ไปติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 และพวกตลอดทั้งพฤติการณ์ที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และหลอกลวงให้ทำบันทึกคำรับสารภาพไว้ โดยละเอียดก็ตาม แต่ฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแถลงข้อเท็จจริงปฏิเสธความผิดของตนโดยมิได้ยกเหตุขึ้นคัดค้านหรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใดอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และมาตรา 216

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 จากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียวกัน(ที่ถูก เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทในมาตราเดียวกันซึ่งมีโทษเท่ากัน) ให้ลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90ลงโทษประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2) กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้กระทำความผิดตามฟ้อง โดยสรุปความว่า จำเลยที่ 2 เข้าไปเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางของจำเลยที่ 1 กับพวกเพราะจำเลยที่ 2 ตกลงเป็นสายลับดำเนินการติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 กับพวก ให้แก่จ่าสิบตำรวจวัลลภปะศิระถา และจ่าสิบตำรวจเกษม ฉิมพลี เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 หน่วยปราบปรามยาเสพติดจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือราชการในการปราบปรามยาเสพติดให้โทษ จำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 และพวกแต่อย่างใด จึงขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแม้จะได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ได้ไปติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 และพวก ตลอดทั้งพฤติการณ์ที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และหลอกลวงให้ทำบันทึกคำรับสารภาพไว้โดยละเอียดก็ตาม แต่ฎีกาของจำเลยที่ 2ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการแถลงข้อเท็จจริงปฏิเสธความผิดของตนโดยมิได้ยกเหตุขึ้นคัดค้านหรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใดอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาที่สุดนั้น เห็นว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีจำนวน 50,000 เม็ด ปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 1,473.256 กรัม กรณีจึงต้องระวางโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษประหารชีวิตและลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(2)แล้วลงโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ลงโทษจำเลยที่ 2 เบาลงอีก ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ม. 216 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อาเมหรืออาเบ แซ่มูหรือแซ่หมู กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7800/2544
#69515
เปิดฉบับเต็ม

สายลับแนะนำให้ผู้ล่อซื้อรู้จักกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 3 ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 แนะนำจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้รู้จักกับผู้ล่อซื้อ ส่วนเหตุการณ์ในขณะซื้อขายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 3 ก็อยู่ด้วยและช่วยในการเจรจา ในที่สุดตกลงซื้อขายกัน จำเลยที่ 4 หยิบตัวอย่างเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด มาให้ดู โดยนัดหมายกันว่าจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนที่ตกลงซื้อขายกันมาส่งมอบให้ในวันรุ่งขึ้น หลังจากจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 บอกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากบ้านของจำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงไปค้นบ้านของจำเลยที่ 1 เมื่อไปถึงพบจำเลยที่ 3 และที่ 4 อยู่ที่นั่น ผลการตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 360 เม็ด บรรจุอยู่ในขวดกาแฟซุกซ่อนอยู่บริเวณข้างบ้านและยังพบโทรศัพท์มือถืออีก 1 เครื่อง ที่ตัวจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 เคยใช้โทรศัพท์ดังกล่าวติดต่อกับผู้ล่อซื้อในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตอนแรก ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม ตามมาตรา 66 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มีระวางโทษ จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานนี้ให้จำคุกคนละ 11 ปี ก่อนลดโทษให้จึงต่ำกว่าโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๖๗ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๕๘ , ๘๓ , ๙๑ , ๙๒ ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์มือถือหมายเลข ๐๑ - ๙๐๖๓๔๑๒ จำนวน ๑ เครื่อง ของกลาง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ วรรคสอง , ๖๖ วรรคสอง , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนวางโทษจำเลยทั้งสี่จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ ๑๑ ปี จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละกึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๓ ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีกำหนดคนละ ๒๕ ปี จำคุกจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๓๓ ปี ๔ เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีกำหนดคนละ ๕ ปี ๖ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๗ ปี ๔ เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีกำหนดคนละ ๓๐ ปี ๖ เดือน จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๔๐ ปี ๘ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์มือถือ หมายเลข ๐๑ - ๙๐๖๓๔๑๒ จำนวน ๑ เครื่อง ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐,๓๖๐ เม็ด และโทรศัพท์มือถือ หมายเลข ๐๑ - ๙๐๖๓๔๑๒ จำนวน ๑ เครื่อง ของจำเลยที่ ๓ เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๓ ว่า จำเลยที่ ๓ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายดาบตำรวจสวัสดิ์ สิงขิบุตร เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๑ เวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา สายลับได้พาพยานซึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าเพื่อล่อซื้อยาเสพติดให้โทษจากจำเลยที่ ๑ ไปพบจำเลยที่ ๑ ที่บ้าน สายลับแนะนำพยานให้รู้จักจำเลยที่ ๑ จากนั้นจำเลยที่ ๑ ก็แนะนำจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้พยานรู้จักแล้วจึงเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ ๓ ก็อยู่ด้วยและช่วยในการเจรจา ในที่สุดตกลงซื้อขายกันจำนวน ๕ มัด แต่ละมัดมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒,๐๐๐ เม็ด ราคามัดละ ๙๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔๕๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๔ ได้หยิบตัวอย่างเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒ เม็ด มาให้พยานดูด้วยแต่ขณะนั้นยังไม่มีของ จำเลยที่ ๑ จะนำเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนที่ตกลงซื้อขายกันมาส่งมอบให้พยานในวันรุ่งขึ้น ซึ่งความข้อนี้ พันตำรวจโทสายัณห์ ปาลวัฒน์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๑ พยานได้รับแจ้งจากนายดาบตำรวจสวัสดิ์ ว่า นายดาบตำรวจสวัสดิ์ได้เจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ แล้ว ในวันดังกล่าวจำเลยที่ ๔ ได้นำตัวอย่างมาให้ดูจำนวน ๒ เม็ด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงก็ยังได้ความจากนายดาบตำรวจสวัสดิ์กับพันตำรวจโทสายัณห์ พยานโจทก์ต่อไปอีกว่า ในวันเกิดเหตุหลังจากพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจับกุมจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แล้ว พันตำรวจโทสายัณห์ได้สอบถามจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ บอกว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากบ้านของจำเลยที่ ๑ ซึ่งได้มีการซุกซ่อนไว้ก่อนที่จะนำมามอบให้นายดาบตำรวจสวัสดิ์พยานโจทก์ทั้งสองพร้อมชุดจับกุมจึงไปค้นบ้านของจำเลยที่ ๑ เมื่อไปถึงพบจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเคยร่วมในการเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับนายดาบตำรวจสวัสดิ์มาแล้ว และผลการตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ ๑ พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๓๖๐ เม็ด บรรจุอยู่ในขวดกาแฟซุกซ่อนอยู่บริเวณข้างบ้านในกองไม้มันสำปะหลัง และยังพบโทรศัพท์มือถือ หมายเลข ๐๑ - ๙๐๖๓๔๑๒ อีก ๑ เครื่อง ที่ตัวจำเลยที่ ๓ ซึ่งจำเลยที่ ๓ เคยใช้โทรศัพท์ดังกล่าวติดต่อกับนายดาบตำรวจสวัสดิ์ พยานโจทก์ในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตอนแรก กรณีน่าเชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความตามที่ได้รู้เห็นมาจริง ประกอบกับในชั้นจับกุมจำเลยที่ ๓ ก็ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ. ๓ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๓ เท่าที่นำสืบมานั้นไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงแห่งคดีจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กระทำผิดตามฟ้อง?

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน ๑๐๐ กรัม ตามมาตรา ๖๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ นั้น ให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต แต่ศาลชั้นต้นวางโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานนี้ให้จำคุกคนละ ๑๑ ปี ก่อนลดโทษให้จึงต่ำกว่าโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 212
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสมพร คู่อ่อน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายสมยศ ใจสำราญ
ศาลอุทธรณ์ — นายปิ่น ศรีเมือง
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7795/2544
#43381
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยมิได้มีส่วนใดเกี่ยวพันไปถึงงานในหน้าที่ของผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ถูกปิดกิจการและกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมกิจการของโจทก์ ในช่วงนี้หากจะมีการโอนสิทธิเรียกร้องตามตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 ให้แก่กองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กรณีดังกล่าวก็เป็นเพียงขั้นตอนและวิธีการในการเข้าควบคุมกิจการของโจทก์ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนผู้มีธุรกรรมกับโจทก์โดยทั่วไป จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การต่อสู้คดีว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมสามารถขอตรวจพิสูจน์ความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวได้อยู่แล้ว หามีความจำเป็นต้องขอหมายเรียกผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมาเป็นพยานไม่

การทำสัญญาผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่สินเชื่อกับจำเลยทั้งสาม ในชั้นพิจารณาโจทก์ก็ได้นำเจ้าหน้าที่สินเชื่อผู้มีหน้าที่และรู้เห็นในการทำสัญญากับจำเลยทั้งสามมาเบิกความเป็นพยานแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมสามารถซักค้านได้อย่างเต็มที่ผู้จัดการเฉพาะกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) เพิ่งได้รับแต่งตั้งหลังจากทางราชการได้เข้าควบคุมกิจการของโจทก์ และเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างว่าจำเป็นต้องขอระบุพยานเพิ่มเติม เพราะศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอหมายเรียกผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมาเป็นพยานนั้น ผู้จัดการเฉพาะกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) และผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีอำนาจและบทบาทในแต่ละองค์กรแยกต่างหากจากกัน หน้าที่ของแต่ละคนคงมีอยู่เฉพาะในองค์กรที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น กรณีดังกล่าวย่อมไม่สามารถนำคำเบิกความของแต่ละคนมาทดแทนกันได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ระบุพยานเพิ่มเติมชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยร่วมกันชำระต้นเงินจำนวน18,154,576.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 40 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย มาเบิกความเป็นพยานศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่สมควรให้หมายเรียก ยกคำขอ ต่อมาวันที่ 30เมษายน 2541 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอระบุผู้จัดการเฉพาะกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) ในบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุสมควร จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน18,154,576.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอหมายเรียกผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย มาเป็นพยานจำเลยที่ 1 และที่ 3 และคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ระบุอ้างผู้จัดการเฉพาะกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน)เป็นพยานเพิ่มเติมของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามฐานผิดสัญญากู้เงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน ค้ำประกันและจำนำจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การต่อสู้คดีมีสาระสำคัญว่า กระทรวงการคลังได้มีคำสั่งปิดกิจการโจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเงินกู้สินเชื่อหมุนเวียนกับโจทก์และสามารถใช้เงินตามจำนวนที่กำหนดได้ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ 1ไม่มีหนี้สินค้างชำระกับโจทก์ จำเลยที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันลายมือชื่อจำเลยที่ 3 ในสัญญาค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด ตามคำฟ้องและคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวมิได้มีส่วนใดเกี่ยวพันไปถึงงานในหน้าที่ของผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินแต่อย่างใด การทำสัญญาผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามเป็นเรื่องของพนักงานฝ่ายสินเชื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสาม ผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เมื่อโจทก์ถูกปิดกิจการและกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมกิจการของโจทก์ ในช่วงนี้หากจะมีการโอนสิทธิเรียกร้องตามตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 ให้แก่กองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา กรณีดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนและวิธีการในการเข้าควบคุมกิจการของโจทก์ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนผู้มีธุรกรรมกับโจทก์โดยทั่วไปจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การต่อสู้คดีว่าตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมสามารถขอตรวจพิสูจน์ความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวได้อยู่แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 หามีความจำเป็นต้องขอหมายเรียกผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมาเป็นพยานฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอระบุพยานเพิ่มเติมอ้างผู้จัดการเฉพาะกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) มาเป็นพยานจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้น เห็นว่า การทำสัญญาผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่สินเชื่อกับจำเลยทั้งสาม ในชั้นพิจารณาโจทก์ก็ได้นำเจ้าหน้าที่สินเชื่อผู้มีหน้าที่และรู้เห็นในการทำสัญญากับจำเลยทั้งสามมาเบิกความเป็นพยานแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมสามารถซักค้านได้อย่างเต็มที่ ผู้จัดการเฉพาะกิจเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน) เพิ่งได้รับแต่งตั้งหลังจากทางราชการได้เข้าควบคุมกิจการของโจทก์ และเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างว่าจำเป็นต้องขอระบุพยานเพิ่มเติมเพราะศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขอหมายเรียกผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมาเป็นพยานนั้น เห็นว่า ผู้จัดการเฉพาะกิจบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด(มหาชน) และผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีอำนาจและบทบาทในแต่ละองค์กรแยกต่างหากจากกัน หน้าที่ของแต่ละคนคงมีอยู่เฉพาะในองค์กรที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น กรณีดังกล่าวย่อมไม่สามารถนำคำเบิกความของแต่ละคนมาทดแทนกันได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ระบุพยานเพิ่มเติมชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88 ม. 95
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ธนนคร จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท โรงงานทอผ้าไทยรุ่งเรือง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
วิเทพ ศิริพากย์
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7790/2544
#43380
เปิดฉบับเต็ม

ลานจอดรถเป็นของจำเลยจัดให้ผู้มาพักโรงแรมของจำเลยได้จอดรถ น. ซึ่งเป็นคนเดินทางจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนำรถยนต์เข้าไปจอดภายในบริเวณลานจอดรถดังกล่าวซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ส่วนที่จำเลยปิดประกาศไม่รับผิดชอบหากเกิดการสูญหายของทรัพย์สิน ก็ไม่ปรากฏว่า น. ได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการยกเว้นความรับผิดตามประกาศดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 677 และในการจอดรถน. ได้ปิดล็อกประตูรถทุกบานแล้วเพราะเป็นระบบเซ็นทรัลล็อก ย่อมถือได้ว่า น. มิได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์สูญหาย กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามมาตรา 675 วรรคสาม

รถยนต์เป็นเพียงทรัพย์สินธรรมดาทั่ว ๆ ไป เท่านั้น ถึงแม้ราคาจะค่อนข้างสูงก็ตาม ยังถือไม่ได้ว่ามีลักษณะเป็นของมีค่าตามมาตรา 675 วรรคสอง น. ไม่จำต้องแจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 354,458 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 ธันวาคม 2539) ต้องไม่เกิน4,458 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2539 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายเนตร ศรีเกาะ ลูกจ้างของบริษัทรีไลแอนซ์ แทรเวิล(ประเทศไทย) จำกัด ได้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน3 ฝ - 4834 กรุงเทพมหานคร ของนายจ้าง พานักท่องเที่ยวซึ่งเป็นลูกค้าของนายจ้างไปพักที่โรงแรมของจำเลย โดยนายเนตรจอดรถยนต์ไว้ที่บริเวณลานจอดรถของจำเลย ครั้นวันรุ่งขึ้นปรากฏว่ารถยนต์ถูกลักไป นายเนตรเข้าร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกวชิระ กาญจนวิภาดา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.10 ต่อมาโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวจากบริษัทรีไลแอนซ์ แทรเวิล (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดจำนวนเงินรับผิดกรณีถูกลักทรัพย์ไว้คือ 350,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เอกสารหมาย จ.4 ได้ชำระเงินตามกรมธรรม์ดังกล่าวแล้ว และฟ้องไล่เบี้ยเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยเป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ลานจอดรถมิใช่ที่เก็บทรัพย์สินของผู้มาพักในโรงแรมจำเลย จำเลยได้ปิดประกาศไม่รับผิดชอบในกรณีเกิดความสูญหายต่อทรัพย์สินของผู้มาใช้บริการไว้ที่ลานจอดรถแล้ว รถยนต์สูญหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายเนตร ศรีเกาะ อีกทั้งนายเนตรก็มิได้แจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง เห็นว่า จำเลยรับอยู่แล้วว่าลานจอดรถดังกล่าวเป็นของจำเลยจัดให้ผู้มาพักโรงแรมของจำเลยได้จอดรถ นายเนตรจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนำรถยนต์เข้าไปจอดภายในบริเวณลานจอดรถดังกล่าวซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ส่วนการที่จำเลยปิดประกาศไม่รับผิดชอบหากเกิดการสูญหายของทรัพย์สินตามภาพถ่ายหมาย ล.1 (รวม 4 รายการ) ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยซึ่งมีพยานเพียงปากเดียวคือนางสาวมยุรี สุริยพงษ์ กรรมการผู้จัดการจำเลยว่า นายเนตรได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการยกเว้นความรับผิดตามประกาศดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 677 และสำหรับข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นฎีกาว่า รถยนต์สูญหายเพราะความประมาทเลินเล่อของนายเนตร ความสูญหายเกิดขึ้นเพราะความผิดของนายเนตร อีกทั้งนายเนตรก็มิได้แจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายเนตรเป็นพยานเบิกความตอบคำถามค้านทนายความจำเลยว่า นายเนตรได้ปิดล็อกประตูรถทุกบานแล้วเพราะเป็นระบบเซ็นทรัลล็อกซึ่งย่อมถือได้ว่านายเนตรมิได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์สูญหาย คำเบิกความของนางสาวมยุรีก็เพียงแต่อ้างว่าตรวจบริเวณเกิดเหตุไม่มีร่องรอยเศษกระจกตกหล่นอยู่ สันนิษฐานว่านายเนตรมิได้ล็อกรถ แต่หามีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนไม่ จึงไม่อาจรับฟังหักล้างคำเบิกความของนายเนตรได้ กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 675 วรรคสามส่วนเรื่องการที่นายเนตรมิได้แจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลยนั้น เห็นว่า ความรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางสูญหายไปจำกัดไว้เพียงห้าร้อยบาท หมายถึงทรัพย์สินที่มีคุณค่าอันมีลักษณะพิเศษทำนองเดียวกับเงินทองตรา ธนบัตรตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า อัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 675 วรรคสองแต่รถยนต์เป็นเพียงทรัพย์สินธรรมดาทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ถึงแม้ราคาจะค่อนข้างสูงก็ตาม ยังถือไม่ได้ว่ามีลักษณะเป็นของมีค่าตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว นายเนตรไม่จำต้องแจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 675 ม. 677
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท คอมเมอร์เชียลยูเนี่ยนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัท เชียงใหม่พลาซ่า จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7790/2544
#98321
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจัดให้ผู้มาพักโรงแรมของจำเลยได้จอดรถในลานจอดรถ น. ซึ่งขับรถมาส่งแขกเข้าพักโรงแรมของจำเลยจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนำรถยนต์เข้าไปจอดภายในบริเวณลานจอดรถดังกล่าวซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ส่วนการที่จำเลยปิดประกาศไม่รับผิดชอบหากเกิดการสูญหายของทรัพย์สินก็ไม่ปรากฏว่า น. ได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการยกเว้นความรับผิดตามประกาศดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 677

น. ได้ปิดล็อกประตูรถยนต์ทุกบานแล้วเพราะเป็นระบบเซ็นทรัลล็อก ซึ่งย่อมถือได้ว่า น. มิได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์สูญหาย กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 675 วรรคสาม

ความรับผิดของเจ้าสำนักในทรัพย์สินของคนเดินทางที่สูญหายจำกัดไว้เพียงห้าร้อยบาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 675 วรรคสอง หมายถึงทรัพย์สินที่มีคุณค่าอันมีลักษณะพิเศษทำนองเดียวกับเงินทองตรา ธนบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า อัญมณีหรือของมีค่าอื่น ๆ รถยนต์เป็นเพียงทรัพย์สินธรรมดาทั่ว ๆ ไป แม้ราคาจะค่อนข้างสูงก็ถือไม่ได้ว่ามีลักษณะเป็นของมีค่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 675 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๓๕๔,๔๕๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบกิจการธุรกิจโรงแรมโดยให้บริการหลายประเภทในโรงแรมของจำเลย จำเลยได้จัดเตรียมบริเวณลานจอดรถเพื่อความสะดวกสำหรับผู้มาติดต่อทั่วไปภายในอาคารโรงแรมของจำเลยและบริเวณใกล้เคียง ไม่จำกัดเฉพาะผู้มาเช่าพักอาศัยในโรงแรมของจำเลยเท่านั้น จำเลยจึงไม่มีการทำรั้วรอบขอบชิดและไม่จัดให้มีพนักงานรักษาความปลอดภัย ตลอดจนไม่จัดให้มีบัตรผ่านเข้าออกหรือบัตรจอดรถหรือรับฝากรถ ผู้มาติดต่อผู้เข้าพักโรงแรมหรือผู้นำรถเข้าจอดหรือนำทรัพย์สินเข้ามาภายในบริเวณโรงแรมของจำเลยจะต้องดูแลรักษารถหรือทรัพย์สินด้วยตนเอง จำเลยไม่มีหน้าที่หรือความรับผิดชอบใด ๆ ต่อรถหรือทรัพย์สินต่าง ๆ ของผู้ที่นำมา การที่นายเนตร ศรีเกาะ ลูกจ้างผู้เอาประกันภัยขับรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้เข้าจอดที่บริเวณลานจอดรถ จำเลยไม่มีหน้าที่ดูแลรักษาและไม่อยู่ในความอารักขาของจำเลย เมื่อรถคันดังกล่าวหายไปจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น อีกทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายเนตรเองที่ไม่ใช้ความระมัดระวังเพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจจะเกิดขึ้นได้ และเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยที่จำเลยไม่ต้องรับผิด ประกอบกับขณะที่นายเนตรกับพวกเข้าพักที่โรงแรมของจำเลย ไม่ได้แจ้งหรือไม่ได้ฝากทรัพย์สินหรือของมีค่าอื่น ๆ ที่มีมูลค่าตั้งแต่ ๕๐๐ บาทขึ้นไป ไว้แก่จำเลยและบอกราคาแห่งของนั้นชัดแจ้ง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น และนายเนตรได้ทราบและตกลงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญหายหรือบุบสลายของรถที่เข้ามาจอดในบริเวณลานจอดรถ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย เนื่องจากหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายเป็นของบุคคลภายนอกไม่ใช่ผู้เอาประกันภัยของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๓๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๓๙ จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๙) ต้องไม่เกิน ๔,๔๕๘ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๖,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๓๙ เวลาประมาณ ๒๓ นาฬิกา นายเนตร ศรีเกาะ ลูกจ้างของบริษัทรีไลแอนซ์ แทรเวิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน ๓ ฝ - ๔๘๓๔ กรุงเทพมหานคร ของนายจ้าง พานักท่องเที่ยวซึ่งเป็นลูกค้าของนายจ้างไปพักที่โรงแรมของจำเลย โดยนายเนตรจอดรถยนต์ไว้ที่บริเวณลานจอดรถของจำเลย ครั้นวันรุ่งขึ้นปรากฏว่ารถยนต์ถูกลักไป ต่อมาโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวจากบริษัทรีไลแอนซ์ แทรเวิล (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดจำนวนเงินรับผิดกรณีถูกลักทรัพย์ไว้คือ ๓๕๐,๐๐๐ บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เอกสารหมาย จ. ๔ ได้ชำระเงินตามกรมธรรม์ดังกล่าว และฟ้องไล่เบี้ยเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยเป็นคดีนี้?

ที่จำเลยฎีกาว่า ลานจอดรถมิใช่ที่เก็บทรัพย์สินของผู้มาพักในโรงแรมจำเลย จำเลยได้ปิดประกาศไม่รับผิดชอบในกรณีเกิดความสูญหายต่อทรัพย์สินของผู้มาใช้บริการไว้ที่ลานจอดรถแล้ว รถยนต์สูญหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายเนตร อีกทั้งนายเนตรก็มิได้แจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง เห็นว่า จำเลยรับอยู่แล้วว่าลานจอดรถดังกล่าวเป็นของจำเลยจัดให้ผู้มาพักโรงแรมของจำเลยได้จอดรถ นายเนตรจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนำรถยนต์เข้าไปจอดภายในบริเวณลานจอดรถดังกล่าวซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย ส่วนการที่จำเลยปิดประกาศไม่รับผิดชอบหากเกิดการสูญหายของทรัพย์สินตามภาพถ่ายหมาย ล. ๑ ก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยว่า นายเนตรได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการยกเว้นความรับผิดตามประกาศดังกล่าว กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๗ และเมื่อนายเนตรได้ปิดล็อกประตูรถยนต์ทุกบานแล้วเพราะเป็นระบบเซ็นทรัลล็อก ย่อมถือได้ว่านายเนตรมิได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์สูญหาย คำเบิกความของนางสาวมยุรีพยานจำเลยเพียงแต่อ้างว่า ตรวจบริเวณเกิดเหตุไม่มีร่องรอยเศษกระจกตกหล่นอยู่ สันนิษฐานว่านายเนตรมิได้ล็อกรถเท่านั้น ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน จึงไม่อาจรับฟังหักล้างคำเบิกความของนายเนตรได้ กรณีไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๕ วรรคสาม ส่วนเรื่องการที่นายเนตรมิได้แจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลยนั้น เห็นว่า ความรับผิดในการที่ทรัพย์สินของคนเดินทางสูญหายไปจำกัดไว้เพียงห้าร้อยบาท หมายถึง ทรัพย์สินที่มีคุณค่าอันมีลักษณะพิเศษทำนองเดียวกับเงินทองตรา ธนบัตร ตั๋วเงิน พันธบัตร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ ประทวนสินค้า อัญมณี หรือของมีค่าอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๕ วรรคสอง แต่รถยนต์เป็นเพียงทรัพย์สินธรรมดาทั่ว ๆ ไปเท่านั้น ถึงแม้ราคาจะค่อนข้างสูงก็ตาม ยังถือไม่ได้ว่ามีลักษณะเป็นของมีค่าตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว นายเนตรไม่จำต้องแจ้งฝากรถยนต์ไว้ต่อจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 674 ม. 675 ม. 677
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอมเมอร์เชียลยูเนี่ยนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเชียงใหม่พลาซ่า จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชำนาญ อินทะศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจรัญ สิรันทวิเนติ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7780/2544
#41333
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2539 เวลากลางวันจำเลยซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวได้เดินทางจากประเทศกานาผ่านประเทศมาเลเซีย เข้ามาในราชอาณาจักรทางชายแดนภาคใต้บริเวณตำบล อำเภอ จังหวัดใดไม่ปรากฏชัด โดยไม่เดินทางเข้ามาตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองที่รัฐมนตรีประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา ฯลฯ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนี้ฟ้องโจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดในข้อหาเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไว้โดยชัดแจ้ง โดยกล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แล้ว ไม่จำต้องกล่าวในรายละเอียดว่าจำเลยลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ณ ท้องที่ชายแดนในเขตตำบลอำเภอ หรือจังหวัดใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติกานา มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทยกับพวกที่หลบหนีอีก 1 คน ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12, 18, 62, 81พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 80, 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12(1), 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง,81 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือนกระทงหนึ่ง ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 4 เดือน กระทงหนึ่ง และจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง,66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิตอีกกระทงหนึ่งเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่าฟ้องโจทก์ข้อหาว่าจำเลยเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยย่อมยกขึ้นอ้างได้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29ธันวาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติกานา ภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทยได้เดินทางจากประเทศกานาผ่านประเทศมาเลเซียเข้ามาในราชอาณาจักรทางชายแดนภาคใต้บริเวณตำบล อำเภอ จังหวัดใดไม่ปรากฏชัดโดยไม่เดินทางเข้ามาตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองที่รัฐมนตรีประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาไม่ยื่นรายการตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง ไม่ผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำเส้นทางนั้น และไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอันถูกต้อง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนี้ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดในข้อหาเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไว้โดยชัดแจ้ง โดยกล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)แล้ว จึงไม่จำต้องกล่าวในรายละเอียดว่าจำเลยลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ณ ท้องที่ชายแดนในเขตตำบล อำเภอหรือจังหวัดใด ดังที่จำเลยฎีกาอีก ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปว่า จำเลยมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามส่งเฮโรอีนของกลางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายวชิรา ไกรสมสุขพนักงานบริษัทเทรฟฟิคเอ็กซ์เพรส จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจรับส่งพัสดุภัณฑ์ไปต่างประเทศเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุจำเลยได้มาติดต่อเพื่อส่งสิ่งของไปให้ผู้รับยังประเทศเม็กซิโก และปรากฏจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานตำรวจว่าสิ่งของที่จำเลยบรรจุลงในกล่องพัสดุภัณฑ์มอบแก่พยานเพื่อให้จัดส่งดังกล่าวในรายการกระป๋องอาหารข้าวโพดและกระป๋องน้ำเห็ดจำนวน 2 กระป๋อง มีเฮโรอีนของกลางบรรจุอยู่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุมีลำพังแต่จำเลยเพียงผู้เดียวที่มาติดต่อกับพยานเมื่อทราบความประสงค์ของจำเลยแล้ว พยานได้แนะนำให้จำเลยกรอกข้อความลงในใบนำส่งพัสดุภัณฑ์และรับมอบกล่องพัสดุภัณฑ์ทางอากาศจากจำเลยมาตรวจสอบในชั้นต้นด้วยตนเอง พยานจึงมีโอกาสเห็นและพูดจากับจำเลยเป็นเวลานานพอสมควรนอกจากนั้นโจทก์ยังมีใบนำส่งพัสดุภัณฑ์ที่จำเลยกรอกข้อความแล้วเป็นพยานเอกสารประกอบคำเบิกความของพยาน แม้จำเลยจะใช้ชื่อในการติดต่อกับพยานแตกต่างไปจากชื่อจริงของจำเลยที่จำเลยนำสืบในชั้นพิจารณา แต่ลายมือชื่อผู้นำส่งพัสดุภัณฑ์ในใบนำส่งพัสดุภัณฑ์ก็มีลักษณะการเขียนละม้ายคล้ายคลึงกับลายมือชื่อของจำเลยในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาชั้นสอบสวนน่าเชื่อว่าลายมือชื่อผู้ส่งพัสดุภัณฑ์ในใบนำส่งพัสดุภัณฑ์ เป็นลายมือชื่อของจำเลย คำเบิกความของพยานดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และไม่มีเหตุให้น่าสงสัยว่าพยานจะจำผู้ติดต่อขอส่งพัสดุภัณฑ์ผิดตัว ถึงแม้ภายหลังจากที่จำเลยส่งมอบกล่องพัสดุภัณฑ์ที่บรรจุสิ่งของแก่พยานแล้ว จำเลยยังคงอยู่ในบริเวณที่ทำงานของพยานมิได้หลบหนีไปก็ตาม แต่ก็ได้ความตามคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาประกอบคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนว่าขณะนั้นขั้นตอนการรับส่งพัสดุภัณฑ์ยังไม่เสร็จสิ้นต้องมีการตรวจสอบสิ่งของภายหลังการตกลงราคากันอีกชั้นหนึ่งก่อน จึงมิใช่ข้อถือแสดงว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดแต่อย่างใดและแม้เฮโรอีนของกลางที่ตรวจพบในกระป๋องอาหารข้าวโพดและกระป๋องน้ำเห็ดที่ปรากฏตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจะมีน้ำหนักเพียง 705.80 กรัม แตกต่างจากน้ำหนักพัสดุภัณฑ์ที่ระบุในใบนำส่งพัสดุภัณฑ์ไว้เป็นปริมาณ 3 กิโลกรัม ก็ตาม แต่การชั่งน้ำหนักพัสดุภัณฑ์ดังกล่าวเป็นการชั่งสิ่งของทั้งหมดที่จำเลยได้นำมามอบแก่พยานเพื่อจัดส่งไปถึงประเทศเม็กซิโกรวม 10 รายการ หาใช่เป็นการแยกชั่งเฉพาะกระป๋องอาหารข้าวโพดและกระป๋องน้ำเห็ดเท่านั้น น้ำหนักของเฮโรอีนของกลางที่บรรจุอยู่ในกระป๋องดังกล่าวย่อมต้องน้อยกว่าน้ำหนักรวมของพัสดุภัณฑ์ทั้งหมด จึงมิได้แตกต่างกันเป็นพิรุธว่ามีการกลั่นแกล้งยัดเยียดเฮโรอีนของกลางให้แก่จำเลย นอกจากนั้นเมื่อพบข้อพิรุธน่าสงสัยในกระป๋องอาหารข้าวโพดและกระป๋องน้ำเห็ดดังกล่าวการเปิดฝากระป๋องออกตรวจสอบร้อยตำรวจโทอนุพันธ์ มุสิกานนท์และจ่าสิบตำรวจเทวิน กลิ่นคง เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยก็ได้กระทำต่อหน้าจำเลย และเมื่อพบเฮโรอีนของกลางที่บรรจุอยู่ในกระป๋องทั้งสองจำเลยก็ให้การรับสารภาพว่า เฮโรอีนดังกล่าวเป็นของตนตามบันทึกการจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพโดยผ่านนายอะซีซัน หวังหลี ล่ามผู้แปลเป็นภาษาไทยโดยคำรับสารภาพของจำเลยมีรายละเอียดและพฤติการณ์การกระทำความผิดโดยชัดแจ้ง นับแต่การเดินทางเข้ามาและสถานที่พักอาศัยในประเทศไทยตลอดทั้งการได้เฮโรอีนของกลางที่จำเลยพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรและบุคคลที่เกี่ยวข้องในการร่วมกระทำความผิดด้วยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา น่าเชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนโดยผ่านล่ามโดยสมัครใจหาใช่พนักงานสอบสวนบันทึกคำให้การจำเลยขึ้นเองโดยพลการหรือมิได้อ่านให้จำเลยฟังก่อนหรือขู่เข็ญบังคับให้จำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การดังกล่าวดังที่จำเลยฎีกาพยานหลักฐานโจทก์จึงประกอบกันฟังได้เป็นมั่นคงว่า จำเลยมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามส่งเฮโรอีนของกลางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ฟรานซิส วิลเลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7774/2544
#42677
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายพูดกับจำเลยว่า "มึงไม่นักเลง พ่อมึงถูกกูฆ่าตั้งแต่เล็ก ๆ มึงไม่มีน้ำยา" จำเลยตอบว่า "เสร็จแล้วก็ให้เสร็จกันไป" ผู้ตายพูดว่า"เสร็จแต่มึง กูไม่เสร็จ" เป็นการพูดในบริเวณงานต่อหน้าผู้มาร่วมงานศพจำนวนหลายคน ทั้งผู้ตายถูกกล่าวหาว่าฆ่าบิดาจำเลย แต่ต่อสู้คดีจนพ้นความผิด ที่ผู้ตายกล่าวถ้อยคำตอกย้ำความรู้สึกของจำเลยว่าผู้ตายฆ่าบิดาจำเลยตั้งแต่จำเลยยังเป็นเด็ก แต่จำเลยก็ไม่มีความกล้าหาญพอที่จะทำอะไรได้ แม้จำเลยจะพูดโต้ตอบไปว่าไม่ติดใจในเรื่องดังกล่าวอีกต่อไปแล้ว แต่ผู้ตายก็ยังพูดทำนองท้าทายจะเอาเรื่องกับจำเลยอีกย่อมเป็นการเย้นหยันสบประมาทต่อจำเลยอย่างร้ายแรง ทำให้จำเลยรู้สึกอับอายขายหน้าและแค้นเคืองขึ้นมาโดยทันใดอย่างมาก ถือได้ว่าการกระทำของผู้ตายเป็นการข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยหยิบมีดพร้าในบริเวณที่เกิดเหตุฟันผู้ตายในขณะนั้น 1 ครั้ง ที่บริเวณศีรษะจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้มีดพร้าไม่ปรากฏขนาด 1 เล่ม เป็นอาวุธฟันนายคล้อย มีชนะหรือคงปาน ที่บริเวณศีรษะโดยเจตนาฆ่า คมมีดถูกศีรษะนายคล้อย กะโหลกศีรษะแตก เป็นเหตุให้นายคล้อยถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายวิรัตน์ มีชะนะ บุตรผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 จำคุก 20 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 ปี 4 เดือนริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า ที่ผู้ตายพูดกับจำเลยว่า "มึงไม่นักเลงพ่อมึงถูกกูฆ่าตั้งแต่เล็ก ๆ มึงไม่มีน้ำยา" และจำเลยตอบว่า "เสร็จแล้วก็ให้เสร็จกันไป" ผู้ตายพูดว่า "เสร็จแต่มึง กูไม่เสร็จ" คำพูดดังกล่าวของผู้ตายที่พูดกับจำเลยนั้นเป็นการเหยียดหยามดูถูก ซึ่งเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงต่อหน้าคนจำนวนมากและจำเลยได้ฟันผู้ตายในทันใด เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะนั้น ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมาย ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนที่จำเลยจะฟันผู้ตาย ผู้ตายกับจำเลยมีการพูดโต้ตอบกันตามคำพูดดังที่จำเลยฎีกา แล้วจำเลยจึงใช้มีดพร้าฟันผู้ตาย 1 ครั้งถูกบริเวณศีรษะ ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายได้พูดกับจำเลยด้วยถ้อยคำว่า "มึงไม่นักเลง พ่อมึงถูกกูฆ่าตั้งแต่เล็ก ๆ มึงไม่มีน้ำยา" จำเลยตอบว่า "เสร็จแล้วก็ให้เสร็จกันไป" ผู้ตายพูดว่า "เสร็จแต่มึง กูไม่เสร็จ" ในบริเวณงานศพต่อหน้าผู้มาร่วมงานศพจำนวนหลายคน ทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของนางฉ้อน มีชะนะภรรยาผู้ตายว่า ผู้ตายถูกกล่าวหาว่าร่วมกันฆ่าบิดาจำเลย แต่ผู้ตายต่อสู้คดีจนพ้นความผิด พฤติการณ์แห่งคดีในลักษณะเช่นนี้ ที่ผู้ตายกล่าวถ้อยคำต่อหน้าจำเลยและบุคคลอื่นอีกหลายคนตอกย้ำความรู้สึกของจำเลยว่าผู้ตายฆ่าบิดาจำเลยตั้งแต่จำเลยยังเป็นเด็ก แต่จำเลยก็ไม่มีความกล้าหาญพอที่จะทำอะไรได้ แม้จำเลยจะพูดโต้ตอบไปว่าไม่ติดใจในเรื่องดังกล่าวอีกต่อไปแล้วก็ตาม แต่ผู้ตายก็ยังพูดทำนองท้าทายจะเอาเรื่องกับจำเลยอีกย่อมเป็นการเย้นหยันสบประมาทต่อจำเลยอย่างร้ายแรง ทำให้จำเลยรู้สึกอับอายขายหน้าและแค้นเคืองขึ้นมาโดยทันใดอย่างมาก ถือได้ว่าการกระทำของผู้ตายเป็นการข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมดังนั้นการที่จำเลยหยิบมีดพร้าในบริเวณที่เกิดเหตุฟันผู้ตายในขณะนั้น 1 ครั้งที่บริเวณศีรษะจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 72 จำคุก 6 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 4 ปี ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย วิรัตน์ มีชะนะ
จำเลย — นาย แสง สิทธิรักษ์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7774/2544
#69575
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายได้พูดกับจำเลยด้วยถ้อยคำว่า "มึงไม่นักเลง พ่อมึงถูกฆ่าตั้งแต่เล็ก ๆ มึงไม่มีน้ำยา" จำเลยตอบว่า "เสร็จแล้วก็ให้เสร็จกันไป" ผู้ตายพูดว่า "เสร็จแต่มึง กูไม่เสร็จ" ในบริเวณงานศพต่อหน้าผู้มาร่วมงานศพจำนวนหลายคน ทั้งผู้ตายถูกกล่าวหาว่าร่วมกันฆ่าบิดาจำเลย แต่ผู้ตายต่อสู้คดีจนพ้นความผิด พฤติการณ์ที่ผู้ตายกล่าวถ้อยคำต่อหน้าจำเลยและบุคคลอื่นอีกหลายคนตอกย้ำความรู้สึกของจำเลยว่าผู้ตายฆ่าบิดาจำเลยตั้งแต่จำเลยยังเป็นเด็ก แต่จำเลยก็ไม่มีความกล้าหาญพอที่จะทำอะไรได้ แม้จำเลยจะพูดโต้ตอบไปว่าไม่ติดใจในเรื่องดังกล่าวอีกต่อไปแล้วก็ตามแต่ผู้ตายก็ยังพูดทำนองท้าทายจะเอาเรื่องกับจำเลยอีกย่อมเป็นการเย้ยหยันสบประมาทต่อจำเลยอย่างร้ายแรง ทำให้จำเลยรู้สึกอับอายขายหน้าและแค้นเคืองขึ้นมาโดยทันใดอย่างมาก ถือได้ว่าการกระทำของผู้ตายเป็นการข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยหยิบมีดพร้าในบริเวณที่เกิดเหตุฟันผู้ตายในขณะนั้น 1 ครั้ง ที่บริเวณศีรษะจนเป็นให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๓๓ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายวิรัตน์ มีชะนะ บุตรผู้ตาย ยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ จำคุก ๒๐ ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๓ ปี ๔ เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ก่อนที่จำเลยจะฟันผู้ตาย ผู้ตายกับจำเลยมีการพูดโต้ตอบกันตาม คำพูดดังที่จำเลยฎีกา แล้วจำเลยจึงใช้มีดพร้าฟันผู้ตาย ๑ ครั้ง ถูกบริเวณศีรษะ ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงมีปัญหา ข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายได้พูดกับจำเลยด้วยถ้อยคำว่า "มึงไม่นักเลง พ่อมึงถูกฆ่าตายตั้งแต่เล็ก ๆ มึงไม่มีน้ำยา" จำเลยตอบว่า "เสร็จแล้วให้เสร็จกันไป" ผู้ตายพูดว่า "เสร็จแต่มึง กูไม่เสร็จ" ในบริเวณงานศพต่อหน้าผู้มาร่วมงานศพจำนวนหลายคน ทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของนางฉ้อย มีชะนะ ภรรยาผู้ตายว่า ผู้ตายถูกกล่าวหาร่วมกันฆ่าบิดาจำเลย แต่ผู้ต่อสู้คดีจนพ้นความผิด พฤติการณ์ แห่งคดีในลักษณะเช่นนี้ ที่ผู้ตายกล่าวถ้อยคำต่อหน้าจำเลยและบุคคลอื่นอีกหลายคนตอกย้ำความรู้สึกของจำเลยว่า ผู้ตายฆ่าบิดาจำเลยตั้งแต่จำเลยยังเป็นเด็ก แต่จำเลยก็ไม่มีความกล้าหาญพอที่จะทำอะไรได้ แม้จำเลยจะพูดโต้ตอบไปว่าไม่ติดใจในเรื่องดังกล่าวอีกต่อไปแล้วก็ตาม แต่ผู้ตายก็ยังพูดทำนองท้าทายจะเอาเรื่องกับจำเลยอีก ย่อมเป็นการเย้ยหยัน สบประมาทต่อจำเลยอย่างร้ายแรง ทำให้จำเลยรู้สึกอับอายขายหน้าและแค้นเคืองขึ้นมาโดยทันใดอย่างมาก ถือได้ว่าการกระทำของผู้ตายเป็นการข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ดังนั้น การที่จำเลยหยิบมีดพร้า ในบริเวณที่เกิดเหตุฟันผู้ตายในขณะนั้น ๑ ครั้ง ที่บริเวณศีรษะจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๗๒ จำคุก ๖ ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๔ ปี ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นายวิรัตน์ มีชะนะ
จำเลย — นายแสง สิทธิรักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสาวพรรณชนก ไพลดำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายศุภชัย สมเจริญ
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7766/2544
#41332
เปิดฉบับเต็ม

อาวุธปืนของกลางเป็นของผู้ตาย การที่จำเลยหยิบอาวุธปืนของผู้ตายที่วางอยู่บริเวณที่เกิดเหตุขึ้นมายิงผู้ตายนั้น อาวุธปืนดังกล่าวยังอยู่ในความครอบครองของผู้ตาย จำเลยไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนไม่มีทะเบียน ผู้ใดมีไว้เป็นความผิดจึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289 และ 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7และ 72 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(1), 76 และ 52(1) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 และ 72 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทง ความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานฆ่าบุพการีให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมตลอดจนในชั้นพิจารณาก็ให้ความรู้ต่อศาลด้วย มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 และ 78 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐานฆ่าบุพการี คงลงโทษจำคุก 25 ปี รวมให้ลงโทษจำคุก 25 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายซึ่งเป็นบุพการีถึงแก่ความตาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ นางน้อยเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าผู้ตายถือมีดยาวประมาณ 1 ศอก ลงจากบ้านแล้วเดินเข้ามาใช้มือดึงผมนางน้อยและจะใช้มีดแทง นางน้อยร้องเรียกให้นายแหลมช่วยจำเลยซึ่งนอนอยู่ข้างแคร่ได้ร้องห้าม แล้วมีการแย่งมีดออกจากตัวผู้ตาย แต่ไม่สามารถแย่งมีดมาได้ อีกทั้งผู้ตายใช้มีดไล่แทงนายแหลมนางน้อยกับบุตรรวมทั้งจำเลยยังคงนั่งอยู่ที่บริเวณแคร่สักครู่ได้ยินเสียงปืน 1 นัด นางน้อยวิ่งไปดูพบผู้ตายถูกยิงนอนอยู่ที่หน้าบ้านแต่นางน้อยให้การในชั้นสอบสวนว่า เมื่อมาถึงบ้านก็พบผู้ตายเมาสุราและบอกไม่ให้นางน้อยขึ้นบ้านเนื่องจากโมโหนางน้อยเรื่องลูก นางน้อยไม่ขึ้นบ้านและไปนั่งแกะเปลือกมะขามอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน ต่อมาผู้ตายเดินมาหาและบอกว่ามีเรื่องจะคุยนางน้อยบอกว่าไม่รับฟัง ผู้ตายจะทะเลาะกับลูกอย่างไร นางน้อยไม่รับฟังแล้วเห็นจำเลยยืนอยู่และมีเสียงปืนมาจากทางที่จำเลยยืนอยู่ ส่วนผู้ตายล้มลง ซึ่งนางน้อยเชื่อว่าจำเลยยิงแน่นอนศาลฎีกาเห็นว่า นางน้อยให้การในทันที หลังเกิดเหตุไม่ทันได้คิดปรับปรุงเสริมแต่งคำให้การ ส่วนคำเบิกความในชั้นศาล นางน้อยมีเวลาคิดที่จะปรุงแต่งคำเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยซึ่งเป็นบุตรของตนได้ จึงน่าเชื่อว่านางน้อยให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสัตย์จริง ซึ่งคำให้การดังกล่าวไม่ปรากฏว่า ผู้ตายถือมีดจะมาทำร้ายนางน้อยแต่อย่างใด ประกอบกับเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปสถานที่เกิดเหตุก็ไม่พบมีดและไม่มีผู้ใดนำมีดที่อ้างว่าผู้ตายนำมาไล่แทงนางน้อยมามอบให้พนักงานสอบสวนทั้ง ๆที่นางน้อยเบิกความว่ามีดที่ผู้ตายใช้ทำร้ายนางน้อยยังคงอยู่ที่บ้านของนางน้อย นอกจากนี้คำเบิกความของนางน้อยดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าภยันตรายได้หมดไปจากนางน้อยแล้วเนื่องจากผู้ตายได้วิ่งไล่นายแหลมไปแล้ว จึงไม่มีภยันตรายที่จำเลยจะอ้างว่ากระทำเพื่อป้องกันนางน้อยอีก การกระทำของจำเลยไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าบุพการี ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ปรากฏจากคำให้การในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.2และคำเบิกความของนางน้อยว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของผู้ตายการที่จำเลยหยิบอาวุธปืนของผู้ตายซึ่งวางอยู่บริเวณที่เกิดเหตุขึ้นมายิงผู้ตายนั้น อาวุธปืนดังกล่าวยังอยู่ในความครอบครองของผู้ตายจำเลยไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีทะเบียน ผู้ใดมีไว้เป็นความผิดจึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมดนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(1) ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76ประกอบมาตรา 52(2) แล้ว จำคุก 25 ปี ทางนำสืบของจำเลยให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 16 ปี 8 เดือน ของกลางริบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 7 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นาย สุนทรหรือเหล่ สีนารอด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7759/2544
#41331
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยตามที่ อ. บอกแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่า จำเลยเป็นผู้มอบเมทแอมเฟตามีนให้ อ. จำหน่าย ในส่วนคำซัดทอดของ อ. นั้น ปรากฏว่า อ. ให้การต่อพนักงานสอบสวนในคดีอาญาอื่นที่ถูกฟ้องว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน กับให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติผู้สืบเสาะข้อเท็จจริงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแสดงให้เห็นถึงการไม่อยู่กับร่องกับรอยของ อ. คำซัดทอดของอ. จึงไม่มีน้ำหนัก เมื่อโจทก์มีเพียงคำซัดทอดของ อ. เท่านั้นว่าจำเลยเป็นผู้มอบเมทแอมเฟตามีนให้ อ. จำหน่าย และโจทก์ก็ไม่ได้นำ อ. มาเบิกความต่อศาล เพื่อจำเลยจะได้มีโอกาสซักค้านและนำสืบหักล้างเพื่อศาลจะได้พิจารณาคำเบิกความของ อ. ว่าน่าเชื่อถือหรือพอจะรับฟังได้หรือไม่พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักที่จะฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองร่วมกับ อ. เพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและกระดาษตะกั่วของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายจำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 11 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและกระดาษตะกั่วของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับนายอานนท์นั้น โจทก์มีร้อยตำรวจเอกมังตราและจ่าสิบตำรวจแสงอาทิตย์ผู้ร่วมกันจับกุมจำเลยมาเบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อตรวจค้นตัวนายอานนท์พบธนบัตรที่สายลับใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและธนบัตรอื่นอีกประมาณ200 บาท จากการสอบถามนายอานนท์ บอกว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเมื่อสอบถามนายอานนท์ว่าได้เมทแอมเฟตามีนมาจากไหน นายอานนท์บอกว่ารับเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลย ขณะนั้นจำเลยอยู่ในตู้กระจกชั้นล่างของร้านเหล็กดัด พยานให้นายอานนท์พาเข้าไปในร้านแล้วพยานเรียกจำเลยออกมา นายอานนท์ชี้จำเลยว่าเป็นนายจ้าง และให้เมทแอมเฟตามีนจำหน่ายครั้งละ 11 เม็ด โดยให้จำหน่ายในราคาเม็ดละ 130 บาท เมื่อจำหน่ายได้แล้วต้องเอาเงินมาให้จำเลยเม็ดละ 120 บาท จากนั้นจึงได้จับกุมจำเลยกับนายอานนท์และได้พาจำเลยไปตรวจค้นชั้น 3 ของร้านเหล็กดัด ผลการตรวจค้นห้องพักของจำเลยพบเมทแอมเฟตามีน60 เม็ด โดยแต่ละเม็ดห่อกระดาษตะกั่วบรรจุอยู่ในหลอดกาแฟหลอดละ 10 เม็ด จำนวน 6 หลอด ซุกซ่อนอยู่ในพื้นรองเท้าผู้หญิงโดยงัดพื้นรองเท้าออกแล้วยัดเมทแอมเฟตามีนไว้แต่ปิดในสภาพไม่มิดชิด ในชั้นจับกุมนายอานนท์ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมบันทึกคำรับสารภาพแต่จำเลยให้การปฏิเสธจากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวเห็นได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยตามที่นายอานนท์บอกแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยเป็นผู้มอบเมทแอมเฟตามีนให้นายอานนท์จำหน่ายมีปัญหาว่า คำซัดทอดของนายอานนท์ดังกล่าวมีน้ำหนักให้รับฟังได้หรือไม่เพียงใด ปรากฏว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3330/2542ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นายอานนท์ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาประมาณ 1 เดือน โดยรับมาจากชายไทยไม่ทราบชื่อที่มาส่งและลักลอบจำหน่ายให้แก่นายอานนท์ที่วัดกลางซอยลาดพร้าว 136 รับมาในราคา 80 บาทและมาจำหน่ายในราคา 120 บาท แต่เมื่อให้ถ้อยคำต่อพนักงานคุมประพฤติผู้สืบเสาะข้อเท็จจริง นายอานนท์ว่าช่วงพักกลางวันได้ออกไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากชายชื่อนายยิม ไม่ทราบชื่อสกุลแท้จริงที่บ้านพักในซอยลาดพร้าว 134 จำนวน 20 เม็ด ราคาเม็ดละ 60 บาท ได้เก็บเมทแอมเฟตามีนซึ่งบรรจุอยู่ในหลอดยาดมไว้ในกระเป๋ากางเกงที่สวมใส่อยู่แล้วกลับมาทำงานและเสพเมทแอมเฟตามีนที่ห้องน้ำจำนวน 2 เม็ด ระหว่างที่ทำงานมีคนมาติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นระยะ จนกระทั่งเวลาประมาณ16 นาฬิกา มีเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมจะเห็นได้ว่าถ้อยคำที่นายอานนท์ให้การต่อพนักงานสอบสวนและต่อพนักงานคุมประพฤติผู้สืบเสาะข้อเท็จจริงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแสดงให้เห็นถึงการไม่อยู่กับร่องกับรอยของนายอานนท์ ทั้งยังปรากฏว่าในวันที่ 10 มิถุนายน 2542 ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณาคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในระหว่างที่นายอานนท์ถูกควบคุมอยู่ในห้องควบคุมของศาลนายอานนท์ได้ช็อตไฟฟ้าเพื่อจุดบุหรี่มวนยาตั้งด้วยกระดาษ อันแสดงให้เห็นถึงลักษณะนิสัยของนายอานนท์ว่าเป็นผู้ที่ไม่มีระเบียบวินัย ไม่หวั่นเกรงที่จะกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องแม้กระทั่งในห้องควบคุมของศาลพฤติกรรมของนายอานนท์ดังที่กล่าวมาจึงเป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ ตามบันทึกคำรับสารภาพของนายอานนท์ระบุว่านายอานนท์ได้เมทแอมเฟตามีนจากจำเลยครั้งละ11 เม็ด โดยนำมาจำหน่ายในราคาเม็ดละ 130 บาท เมื่อจำหน่ายหมดแล้วต้องนำเงินไปให้จำเลยในราคาเม็ดละ 120 บาท ได้ทำเช่นนี้เป็นประจำโดยทำมา 3 เดือนแล้ว คดีนี้นายอานนท์ถูกจับเมื่อวันที่ 19มีนาคม 2542 หากย้อนหลังไป 3 เดือนก็ประมาณวันที่ 19 ธันวาคม 2541 ดังนั้น หากข้อความดังกล่าวเป็นความจริง เมื่อนายอานนท์ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2541 เมทแอมเฟตามีนของกลาง ในคดีนั้นก็ต้องเป็นเมทแอมเฟตามีนที่นายอานนท์รับไปจากจำเลยเช่นเดียวกัน แต่ในคดีดังกล่าวนายอานนท์กลับไปซื้อมาจากบุคคลอื่นดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว และที่ว่าจำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนให้ครั้งละ11 เม็ด จำหน่ายหมดแล้วจึงนำเงินไปให้จำเลย ถ้าเป็นเช่นนั้นขณะนายอานนท์ถูกจับกุมและตรวจค้นในตัวของนายอานนท์ก็จะต้องมีเงินไปน้อยกว่า 1,430 บาท เพราะไม่มีเมทแอมเฟตามีนอยู่ในตัวนายอานนท์แล้ว แสดงว่านายอานนท์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 11 เม็ดหมดแล้ว แต่กลับปรากฏว่าในตัวนายอานนท์มีเงินเพียง 330 บาท เท่านั้น นอกจากนี้เมทแอมเฟตามีนที่ตรวจค้นได้อีกจำนวน 60 เม็ด บรรจุอยู่ในหลอดกาแฟปิดหัวท้ายหลอดละ10 เม็ด จึงไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่ผู้มอบเมทแอมเฟตามีนให้นายอานนท์ไปจำหน่ายจะมอบให้จำนวน 1 หลอด ซึ่งมีจำนวน10 เม็ด และไปแกะหลอดอื่นออกมาอีก 1 เม็ด จากเหตุผลที่กล่าวมาเห็นว่าคำซัดทอดของนายอานนท์ไม่มีน้ำหนัก นอกจากนี้จ่าสิบตำรวจแสงอาทิตย์เบิกความว่า เมื่อนายอานนท์ชี้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้มอบเมทแอมเฟตามีนให้นายอานนท์จำหน่าย จำเลยลุกขึ้นยืนแล้วบอกว่าไม่รู้เรื่องอะไร ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การปฏิเสธ เมทแอมเฟตามีนจำนวน 60 เม็ดที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นได้ในห้องชั้น 3 ของอาคารที่จำเลยอาศัยอยู่จำเลยก็ยืนยันว่าเป็นห้องพักของนายอานนท์ซึ่งโจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานอะไรนอกจากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมายืนยันว่าห้องดังกล่าวเป็นห้องพักของจำเลยเช่น ภาพถ่าย ซึ่งจะเห็นสภาพภายในห้องว่าเป็นอย่างไร น่าจะเป็นห้องของจำเลย เพราะสภาพสิ่งของต่าง ๆ ภายในห้องระหว่างห้องจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับห้องพักของนายอานนท์ซึ่งเป็นลูกจ้างย่อมจะแตกต่างกันอย่างแน่นอน คดีนี้โจทก์มีเพียงคำซัดทอดของนายอานนท์เท่านั้นว่าจำเลยเป็นผู้มอบเมทแอมเฟตามีนให้นายอานนท์จำหน่าย ทั้งได้วินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นแล้วว่า พฤติกรรมของนายอานนท์ไม่อยู่กับร่องกับรอยไม่ควรแก่การเชื่อถือและโจทก์ก็ไม่ได้นำนายอานนท์มาเบิกความต่อศาล เพื่อจำเลยจะได้มีโอกาสซักค้านและนำสืบหักล้างได้ เพื่อศาลจะได้พิจารณาคำเบิกความของนายอานนท์ว่าน่าเชื่อถือหรือพอจะรับฟังได้หรือไม่ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักที่จะฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองร่วมกับนายอานนท์เพื่อจำหน่าย ที่ศาลล่างพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหานี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

ส่วนข้อหาที่ว่า จำเลยร่วมกับนายอานนท์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ร่วมกับนายอานนท์มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น เมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ที่นายอานนท์จำหน่ายให้แก่สายลับก็ฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้มอบให้นายอานนท์ จำเลยย่อมไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกับนายอานนท์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนด้วย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหานี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนและกระดาษตะกั่วของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ผิน งั่วสมบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7752/2544
#42676
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คู่ความจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง โดยแยกพิจารณาโทษแต่ละกระทงเป็นเกณฑ์ ที่จำเลยฎีกาว่า การตรวจค้นบ้านจำเลยไม่มีหมายค้นเพราะไม่ใช่การกระทำความผิดซึ่งหน้าเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปเคาะประตูบ้านจำเลย แล้วภริยาจำเลยออกไปเปิดประตูในขณะนั้นจำเลยยังนอนอยู่ยังไม่ตื่นไม่มีการล่อซื้อ เจ้าพนักงานตำรวจเข้าค้นโดยพลการ กระทำผิดกฎหมายในการตรวจค้นนั้นเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมา เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปีคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218วรรคหนึ่ง และแยกพิจารณาโทษแต่ละกระทงเป็นเกณฑ์ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 ปี 8 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปีเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คู่ความจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาใจความว่าพยานโจทก์เบิกความขัดแย้งกันมีข้อพิรุธและน่าสงสัย พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่ามีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย และจำเลยลงชื่อในกระดาษเปล่าโดยถูกเจ้าพนักงานตำรวจข่มขู่เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกา และที่จำเลยฎีกาว่า การตรวจค้นบ้านจำเลยไม่มีหมายค้นเพราะไม่ใช่การกระทำความผิดซึ่งหน้าเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปเคาะประตูบ้านจำเลย แล้วภริยาจำเลยออกไปเปิดประตู ในขณะนั้นจำเลยยังนอนอยู่ยังไม่ตื่นไม่มีการล่อซื้อแต่อย่างใด เจ้าพนักงานตำรวจเข้าค้นโดยพลการ กระทำผิดกฎหมายในการตรวจค้นนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3ฟังมา เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามฎีกาด้วยเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยจึงไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — นาย สวัสดิ์ สายสิงห์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7752/2544
#69574
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คู่ความต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่จำเลยฎีกาว่า การตรวจค้นบ้านจำเลยไม่มีหมายค้นเพราะไม่ใช่การกระทำความผิดซึ่งหน้าเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปเคาะประตูบ้านจำเลยแล้วภริยาจำเลยออกไปเปิดประตู ในขณะนั้นจำเลยยังนอนอยู่ยังไม่ตื่น ไม่มีการล่อซื้อแต่อย่างใด เจ้าพนักงานตำรวจเข้าค้นโดยพลการกระทำผิดกฎหมายในการตรวจค้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังมา เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ป.อ. มาตรา 91 คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป (ตาม ป.อ.มาตรา 91) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และแยกพิจารณาโทษแต่ละกระทงเป็นเกณฑ์ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คู่ความจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่จำเลยฎีกาว่า การตรวจค้นบ้านจำเลยไม่มีหมายค้นเพราะไม่ใช่การกระทำความผิดซึ่งหน้าเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปเคาะประตูบ้านจำเลย แล้วภริยาจำเลยออกไปเปิดประตู ในขณะนั้นจำเลยยังนอนอยู่ยังไม่ตื่น ไม่มีการล่อซื้อแต่อย่างใด เจ้าพนักงานตำรวจเข้าค้นโดยพลการ กระทำผิดกฎหมายในการตรวจค้นนั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังมา เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามฎีกาด้วยเช่นกัน

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — นายสวัสดิ์ สายสิงห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายวิรัตน์ กาญจนเลขา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิทักษ์ คงจันทร์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7728 -ที่ 7731/2544
#44014
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสี่มาปฏิบัติราชการทำการสอนนักศึกษาตามกระบวนวิชาที่ได้รับมอบหมาย โจทก์ทั้งสี่จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษแม้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จะไม่ลงเวลาทำงานตามระเบียบว่าด้วยการลงเวลาอันเป็นการผิดระเบียบก็ตาม ก็เป็นเรื่องคนละส่วนกันกับเรื่องนี้ที่จะต้องไปดำเนินการตามระเบียบข้าราชการพลเรือนอีกส่วนหนึ่งต่างหาก หาได้กระทบถึงสิทธิอันมีอยู่โดยชอบในการรับเงินค่าตอบแทนพิเศษของโจทก์ทั้งสี่แต่อย่างใดไม่ ทั้งแบบฟอร์มก็เป็นแบบฟอร์มที่ให้จำเลยในฐานะหัวหน้าภาควิชารับรองการปฏิบัติราชการของอาจารย์ในภาควิชาไม่ใช่หลักฐานรับรองการลงเวลาปฏิบัติงาน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องรับรองการปฏิบัติราชการของโจทก์ทั้งสี่และไม่มีสิทธิขีดฆ่าชื่อโจทก์ทั้งสี่ออกจากแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษได้ นอกจากนี้จำเลยในฐานะหัวหน้าภาควิชาซึ่งมีหน้าที่รับรองการปฏิบัติราชการเพื่ออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษ จะต้องปฏิบัติการในส่วนดังกล่าวตามหลักเกณฑ์โดยเคร่งครัดด้วยความเที่ยงธรรมและเสมอภาค แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า จำเลยก็รับรองการปฏิบัติราชการและทำเรื่องขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้อาจารย์อื่นซึ่งไม่ได้ลงชื่อในบัญชีลงเวลาการปฏิบัติราชการของข้าราชการเช่นเดียวกัน แสดงว่าจำเลยไม่ใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณารับรองการปฏิบัติราชการเช่นเดียวกับที่ใช้กับโจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นการเลือกปฏิบัติและเป็นการปฏิบัติหน้าที่อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ในการที่จะได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษซึ่งโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิโดยชอบที่จะได้รับ ดังนั้น การที่จำเลยไม่รับรองการปฏิบัติราชการของโจทก์ทั้งสี่และขีดฆ่าชื่อโจทก์ทั้งสี่ออกจากแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษ เพื่อขออนุมัติเบิกจ่ายในงวดประจำเดือนตามฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

แม้จำเลยจะมีเจตนาอย่างเดียวในอันที่จะไม่เสนอชื่อโจทก์ที่ 1ให้ได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษในแต่ละงวดเดือน เจตนาของจำเลยเช่นว่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ธุรการการเงินเสนอขึ้นมาให้จำเลยพิจารณาลงลายมือชื่อรับรองการปฏิบัติราชการของโจทก์ที่ 1 เฉพาะในวันหนึ่งวันหนึ่งที่จำเลยพบเห็นแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษในแต่ละเดือนที่เจ้าหน้าที่เสนอขึ้นมาเท่านั้น เมื่อสิ้นวันแล้วจำเลยมีเจตนาเช่นนั้นอีกในงวดเดือนต่อมาก็เป็นการกระทำอีกวันหนึ่งซึ่งเป็นการกระทำต่างหากจากวันที่ล่วงมาเป็นอีกกรรมหนึ่ง ดังนั้น การที่จำเลยไม่รับรองการปฏิบัติราชการของโจทก์ที่ 1 และขีดฆ่าชื่อโจทก์ที่ 1 ออกจากฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษจำนวน 7 งวดจึงเป็นความผิด 7 กรรมต่างกันต้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนที่สองว่าโจทก์ที่ 2 เรียกโจทก์สำนวนที่สามว่าโจทก์ที่ 3 เรียกโจทก์สำนวนที่สี่ว่าโจทก์ที่ 4 และเรียกจำเลยทั้งสี่สำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 91 และนับโทษจำเลยทั้งสี่สำนวนต่อกัน

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์ทั้งสี่มีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 รวม 4 คดี จำคุกคดีละ 1 ปี ปรับคดีละ 3,000 บาท รวมเป็นจำคุก 4 ปี ปรับ 12,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับความผิดที่กระทำไม่ร้ายแรงนัก ทั้งจำเลยมีอายุมากแล้วเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยเป็นอาจารย์ในภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยจำเลยเป็นหัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนมีหน้าที่รับรองการปฏิบัติราชการของอาจารย์ในภาควิชาเพื่อทำเรื่องเสนอขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษไปยังคณบดีคณะแพทยศาสตร์ซึ่งอาจารย์ในคณะแพทยศาสตร์มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษตามประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับที่ 3/2538 ซึ่งออกมายกเลิกประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับที่ 9/2535 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้รับรองการปฏิบัติราชการและงดขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โดยขีดฆ่าชื่อโจทก์ทั้งสี่ออกจากแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษอาจารย์คณะแพทยศาสตร์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสี่ประการแรกมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยนำสืบต่อสู้คดีว่า ประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ฉบับที่ 3/2538 ซึ่งไม่ได้กำหนดเวลาทำงานของอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ไว้จึงต้องปฏิบัติตามระเบียบข้าราชการพลเรือนว่าด้วยการลงเวลาจึงจะมีสิทธิเบิกเงินค่าตอบแทนพิเศษได้ เมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ลงชื่อในสมุดลงเวลาทำงานและไม่ได้ยื่นใบลา อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ส่วนโจทก์ที่ 1ถูกยืมตัวไปช่วยราชการไม่ปฏิบัติตามบันทึกจำเลย จำเลยจึงไม่รับรองการปฏิบัติราชการในแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษและขีดฆ่าชื่อโจทก์ทั้งสี่ออก เห็นว่า ตามประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ฉบับที่ 3/2538 นั้น ได้ระบุเหตุผลของการออกประกาศฉบับดังกล่าวไว้ว่า"ด้วยเห็นเป็นการสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนแก่อาจารย์ที่ปฏิบัติงานในภาควิชากายวิภาคศาสตร์... และภาควิชาต่าง ๆ ของคณะแพทยศาสตร์... 1. ให้ยกเลิกประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่...ฉบับที่ 9/2535 ...3. ให้เบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษแก่อาจารย์ที่ปฏิบัติงานดังนี้... 3.2 อาจารย์นอกเหนือจาก 3.1 เดือนละ 2,000 บาททั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป..." ซึ่งการปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษดังกล่าว ก็คือยกเลิกข้อ 3.3 ในประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับที่ 9/2535 ที่ว่า "อาจารย์ที่ได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษนี้จะต้องมีวันปฏิบัติราชการในคณะแพทยศาสตร์ไม่น้อยกว่า 15 วันทำการต่อเดือน" ออกไป ทำให้ประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับที่ 3/2538มีผลต่ออาจารย์ที่ปฏิบัติงานอยู่ในคณะแพทยศาสตร์ทุกคนโดยไม่ต้องตกอยู่ในเงื่อนไขที่ต้องมีวันปฏิบัติราชการในคณะแพทยศาสตร์ไม่น้อยกว่า15 วันทำการต่อเดือนตามประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับที่ 9/2535จึงจะมีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษ ดังนั้น อาจารย์ที่ปฏิบัติงานในคณะแพทยศาสตร์ทุกคนจึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษตามประกาศฉบับดังกล่าวได้ ไม่ว่าอาจารย์ผู้นั้นจะปฏิบัติงานในคณะแพทยศาสตร์จำนวนกี่วันต่อเดือนก็ตาม จำเลยในฐานะหัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนคณะแพทยศาสตร์ได้รับทราบประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับที่ 3/2538ดังกล่าวแล้วในการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการประจำคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำเลยซึ่งมีหน้าที่รับรองการปฏิบัติราชการและขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้แก่อาจารย์ในภาควิชาที่จำเลยเป็นหัวหน้าก็ต้องผูกพันและอยู่ภายใต้บังคับของประกาศฉบับดังกล่าวด้วยการพิจารณารับรองการปฏิบัติราชการและขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้แก่อาจารย์ในภาควิชาจำเลยจำต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับที่ 3/2538 หามีสิทธิเพิ่มเติมเงื่อนไขประการใดขึ้นอีกได้ไม่ เมื่อโจทก์ทั้งสี่นำสืบได้ความว่า โจทก์ทั้งสี่มาปฏิบัติงานในภาควิชาโดยทำการสอนนักศึกษาตามที่ได้รับมอบหมายทั้งภาค 1 และภาค 2 ในปีการศึกษา 2538 ซึ่งบันทึกการเรียนการสอนตามเอกสารดังกล่าวจำเลยในฐานะหัวหน้าภาควิชาได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสี่มาปฏิบัติราชการทำการสอนนักศึกษาตามกระบวนวิชาที่ได้รับมอบหมาย โจทก์ทั้งสี่จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษแม้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จะไม่ลงเวลาทำงานตามระเบียบว่าด้วยการลงเวลาอันเป็นการผิดระเบียบก็ตาม ก็เป็นเรื่องคนละส่วนกันกับเรื่องนี้ที่จะต้องไปดำเนินการตามระเบียบข้าราชการพลเรือนดังที่จำเลยกล่าวอ้างอีกส่วนหนึ่งต่างหาก หาได้กระทบถึงสิทธิอันมีอยู่โดยชอบในการรับเงินค่าตอบแทนพิเศษของโจทก์ทั้งสี่แต่อย่างใดไม่ ทั้งแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษก็เป็นแบบฟอร์มที่ให้จำเลยในฐานะหัวหน้าภาควิชารับรองการปฏิบัติราชการของอาจารย์ในภาควิชา ไม่ใช่หลักฐานรับรองการลงเวลาปฏิบัติงาน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องรับรองการปฏิบัติราชการของโจทก์ทั้งสี่และไม่มีสิทธิขีดฆ่าชื่อโจทก์ทั้งสี่ออกจากแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ได้ ซึ่งความข้อนี้นายแพทย์โชติ ธีตรานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่พยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในการขีดฆ่าชื่อผู้ไม่มาปฏิบัติราชการออก หัวหน้าภาควิชาจะต้องวินิจฉัยให้ถ่องแท้ว่าผู้นั้นมาปฏิบัติราชการจริงหรือไม่ ทั้งนายมนัสจันทร เจ้าหน้าที่ธุรการการเงินของภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พยานโจทก์ทั้งสี่เบิกความสนับสนุนว่า ได้ทำแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษของงวดประจำเดือนสิงหาคมเสนอจำเลยเพื่อรับรอง จำเลยขีดฆ่าชื่อโจทก์ทั้งสี่ออก พยานได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าปัจจุบันการนับเวลาปฏิบัติงาน 15 วัน ได้ถูกยกเลิกแล้วตามประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับที่ 3/2538 โดยนำประกาศฉบับดังกล่าวให้จำเลยดูด้วย แต่จำเลยยังยืนยันขีดฆ่าชื่อโจทก์ทั้งสี่ออกตามเดิมดังนั้น จำเลยในฐานะหัวหน้าภาควิชาซึ่งมีหน้าที่รับรองการปฏิบัติราชการเพื่ออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษ จะต้องปฏิบัติการในส่วนดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ของประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับที่ 3/2538โดยเคร่งครัดด้วยความเที่ยงธรรมและเสมอภาค แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามบัญชีลงเวลาการปฏิบัติราชการของข้าราชการว่าในส่วนของอาจารย์สริตาธีระวัฒน์สกุล ซึ่งไม่ลงเวลาทำงานในวันที่ 3, 4, 7, 15 และวันที่ 16 สิงหาคม2538 และอาจารย์แพทย์หญิงสุมาลี ศิริอักษร ซึ่งไปช่วยราชการในภาควิชาอื่นและมาสอนนักศึกษาในภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนบางวิชาก็ไม่ได้ลงชื่อในบัญชีลงเวลาการปฏิบัติราชการของข้าราชการเช่นเดียวกัน จำเลยก็รับรองการปฏิบัติราชการและทำเรื่องขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้บุคคลทั้งสองแสดงว่าจำเลยไม่ใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณารับรองการปฏิบัติราชการเช่นเดียวกับที่ใช้กับโจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นการเลือกปฏิบัติและเป็นการปฏิบัติหน้าที่อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ในการที่จะได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษ ซึ่งโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิโดยชอบที่จะได้รับตามประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ฉบับที่ 3/2538 ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ลงชื่อในบัญชีลงเวลาการปฏิบัติราชการของข้าราชการประจำเดือนสิงหาคม 2538 และไม่มีใบลาจำเลยจึงไม่รับรองการปฏิบัติราชการและขีดฆ่าชื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4ออก ไม่ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษประจำเดือนสิงหาคม 2538ให้ ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ดังวินิจฉัยมาแล้วได้ ที่จำเลยอ้างว่าการยืมตัวโจทก์ที่ 1 ไปช่วยปฏิบัติราชการทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้น คณบดีคณะแพทยศาสตร์ทำหนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ช่วยปฏิบัติราชการทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งคราวและอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ช่วยปฏิบัติราชการทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้วนั้นแต่โจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกของจำเลยที่ให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแจ้งให้ทราบระยะเวลาที่ต้องการโจทก์ที่ 1 ไปปฏิบัติงานเป็นคราว ๆ ไป จำเลยจึงขีดฆ่าชื่อโจทก์ที่ 1 ออกจากแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษและเมื่อโจทก์ที่ 1 ถูกยืมตัวไปช่วยราชการจึงไม่มีสิทธิเบิกเงินค่าตอบแทนพิเศษที่ต้นสังกัดต่อไปนั้น เห็นว่าแม้อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะเห็นชอบตามข้อเสนอของคณบดีคณะแพทยศาสตร์และมีหนังสือถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2538 อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ช่วยปฏิบัติราชการทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้เป็นครั้งคราวก็ตาม แต่ต่อมาเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือลงวันที่ 6 กันยายน 2538 ถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า ในช่วงเวลาระหว่างที่โจทก์ที่ 1 ไปช่วยปฏิบัติราชการดังกล่าว สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 มาปฏิบัติราชการที่ต้นสังกัดได้เป็นครั้งคราวซึ่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับทราบและแจ้งให้คณะแพทยศาสตร์ต้นสังกัดของโจทก์ที่ 1 ทราบจำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างข้อเสนอของจำเลยซึ่งถูกลบล้างโดยคำสั่งตามหนังสือของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผู้บังคับบัญชาของจำเลยเห็นชอบด้วยแล้วขึ้นต่อสู้ได้ และจำเลยก็ไม่อาจสั่งการยืนยันให้โจทก์ที่ 1 ถือปฏิบัติตามที่ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนเสนออันเป็นการขัดหรือแย้งต่อหนังสือของสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 6 กันยายน 2538 ได้ ทั้งในระหว่างที่โจทก์ที่ 1 ไปช่วยปฏิบัติราชการดังกล่าวก็ได้กลับมาสอนตามกระบวนวิชาที่โจทก์ที่ 1 รับผิดชอบโดยจำเลยรับรองการสอนดังกล่าวด้วย จึงถือว่าโจทก์ที่ 1 ยังปฏิบัติราชการเป็นอาจารย์ในภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนอยู่ มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษตามประกาศมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับที่ 3/2538 ดังนั้น ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 ไม่ได้เช่นกัน ถึงแม้จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการสั่งอนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษ แต่จำเลยในฐานะหัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน นอกจากจะมีหน้าที่รับผิดชอบงานในภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนแล้วจำเลยยังมีหน้าที่จะต้องรับรองการปฏิบัติราชการของอาจารย์ในภาควิชาดังกล่าวและเสนอชื่ออาจารย์ในภาควิชาดังกล่าวเพื่อขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษให้อาจารย์ในแต่ละเดือนไปยังรองคณบดีฝ่ายงานคลังเพื่ออนุมัติอีกด้วย ซึ่งขั้นตอนการรับรองการปฏิบัติราชการของอาจารย์และทำเรื่องเสนอชื่ออาจารย์เพื่อขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษในแต่ละเดือนดังกล่าวเป็นขั้นตอนคนละส่วนกับการอนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษซึ่งเป็นหน้าที่ของรองคณบดีฝ่ายงานคลังดังจะเห็นได้ตามแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษที่จำเลยเสนอรายชื่ออาจารย์ไปจำนวนเท่าใด รองคณบดีฝ่ายงานคลังก็จะอนุมัติเบิกจ่ายเงินตามจำนวนอาจารย์ที่จำเลยรับรองการปฏิบัติราชการไปเท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยไม่รับรองการปฏิบัติราชการของโจทก์ทั้งสี่และขีดฆ่าชื่อโจทก์ทั้งสี่ออกจากแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษแก่อาจารย์แพทย์เพื่อขออนุมัติเบิกจ่ายในงวดประจำเดือนตามฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ ดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ถือได้ว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีอำนาจเกี่ยวกับการสั่งอนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง จึงเป็นคนละเรื่องคนละส่วนกับปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของจำเลยในคดีนี้ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสี่ประการที่สองมีว่า การกระทำของจำเลยต่อโจทก์ที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันและสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักหรือไม่ สำหรับการกระทำของจำเลยต่อโจทก์ที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่รับรองการปฏิบัติราชการของโจทก์ที่ 1 และขีดฆ่าชื่อโจทก์ที่ 1 ออกจากแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษเมื่อวันที่ 6 กันยายน 9 ตุลาคม 3 พฤศจิกายน6 ธันวาคม และ 28 ธันวาคม 2538 กับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ และ 8 มีนาคม2539 ในงวดประจำเดือนสิงหาคม, กันยายน, ตุลาคม, พฤศจิกายนและธันวาคม 2538 กับเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2539 เห็นว่า แม้จำเลยจะมีเจตนาอย่างเดียวกันในอันที่จะไม่เสนอชื่อโจทก์ที่ 1 ให้ได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษในแต่ละงวดเดือนดังกล่าว เจตนาของจำเลยเช่นว่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ธุรการการเงินเสนอขึ้นมาให้จำเลยพิจารณาลงลายมือชื่อรับรองการปฏิบัติราชการของโจทก์ที่ 1 เฉพาะในวันหนึ่งวันหนึ่งที่จำเลยพบเห็นแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษในแต่ละเดือนที่เจ้าหน้าที่เสนอขึ้นมาเท่านั้น เมื่อสิ้นวันแล้วจำเลยมีเจตนาเช่นนั้นอีกในงวดเดือนต่อมาก็เป็นการกระทำอีกวันหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำต่างหากจากวันที่ล่วงมาเป็นอีกกรรมหนึ่ง ดังนั้น การที่จำเลยไม่รับรองการปฏิบัติราชการของโจทก์ที่ 1 และขีดฆ่าชื่อโจทก์ที่ 1 ออกจากแบบฟอร์มการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษจำนวน 7 งวด จึงเป็นความผิด 7 กรรมต่างกันต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จึงต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมรวม 7 กระทง ที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาขอให้ลงโทษสถานหนักนั้น เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วศาลฎีกาไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาโจทก์ทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 91 สำนวนแรกให้จำคุกกระทงละ 1 ปีและปรับ 3,000 บาทรวม 7 กระทง เป็นโทษจำคุก 7 ปี และปรับ 21,000 บาท สำนวนที่สองถึงสำนวนที่สี่ให้ลงโทษสำนวนละ 1 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับ 3,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นโทษจำคุก 3 ปี และปรับ 9,000 บาท รวมสี่สำนวน เป็นโทษจำคุก 10 ปี และปรับ 30,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับการกระทำความผิดของจำเลยไม่ร้ายแรงนัก ทั้งไม่ปรากฏข้อเสียหายประการอื่น และจำเลยมีอายุมากปัจจุบันได้เกษียณราชการแล้ว เห็นสมควรให้ความปรานีแก่จำเลยได้ใช้วิชาชีพแพทย์เป็นประโยชน์ต่อสังคมในบั้นปลายชีวิต เมื่อโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 2 ปี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย รังสรรค์ วรวงศ์ กับพวก
จำเลย — นาง กัญญา สิทธิโอสถ
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7727/2544
#41330
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจากบริษัท อ. โดยชำระเงินในวันทำสัญญาบางส่วน ที่เหลือผ่อนชำระเดือนละงวดรวม 36 งวดมีชาวบ้านที่จำเลยจ้างมาเป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อและรับรถไปแล้วจำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อและไม่ติดต่อกับผู้เสียหายอีกเลย บริษัท อ. จึงบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยไม่ส่งมอบรถคืนเมื่อสอบถามจำเลย จำเลยแจ้งว่าขายไปแล้วแต่ไม่ยอมบอกว่าขายให้แก่ผู้ใด ดังนี้ การที่จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อและชำระเงินล่วงหน้าก็เพื่อให้ได้รถยนต์ไปไว้ในครอบครอง มิได้มีเจตนาจะชำระราคาอีก พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของบริษัท อ. ที่อยู่ในครอบครองของจำเลยไปโดยทุจริตเป็นความผิดฐานยักยอก หาใช่เป็นเพียงการกระทำผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ของบริษัทอีซูซุเสนียนต์นครสวรรค์ จำกัด ผู้เสียหาย แล้วจำเลยเบียดบังเอารถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวของผู้เสียหายเป็นของจำเลยหรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 2,238,009.25บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 6 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขเครื่องยนต์723835 ราคา 2,238,009.25 บาท ของบริษัทอีซูซุเสนียนต์นครสวรรค์จำกัด ผู้เสียหาย โดยทำสัญญาเช่าซื้อ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยยักยอกรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวหรือไม่โจทก์มีนางสาวจินณ์เกษม สาระคุณ กรรมการบริษัทผู้เสียหาย และนางสาวจารุภา มีพร้า เบิกความเป็นพยานประกอบสำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อ และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3รับฟังได้ว่าจำเลยเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขเครื่องยนต์ 723835 ชำระเงินวันทำสัญญา 245,245.45 บาทที่เหลือผ่อนชำระเดือนละงวด งวดละ 55,354.55 บาท รวม 36 งวด หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อและรับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปแล้ว จำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ไม่ติดต่อกับผู้เสียหายอีกเลยผู้เสียหายจึงบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 และใบตอบรับเอกสารหมาย จ.5 แต่จำเลยไม่ส่งมอบรถยนต์บรรทุกคืนแก่ผู้เสียหายผู้เสียหายนำเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายไปเบิกเงินก็ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน พยานหลักฐานโจทก์ดังนี้แสดงว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อชำระเงินล่วงหน้าจำนวนหนึ่งเพียงเพื่อให้ได้รถยนต์บรรทุกสิบล้อไปไว้ในครอบครองไม่มีเจตนาจะชำระราคาอีก โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยไม่ชำระค่างวดตั้งแต่งวดแรกไม่ขอผัดผ่อน ไม่ติดต่อด้วย เมื่อสัญญาเลิกกันก็ไม่คืนรถยนต์แก่ผู้เสียหาย หากมีข้อขัดข้องควรต้องแจ้งให้ผู้เสียหายทราบ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ซึ่งผิดวิสัยผู้ทำการโดยสุจริต นางสาวจินณ์เกษมและนางสาวจารุภาพยานโจทก์เบิกความตรงกันว่า ติดตามสืบหารถยนต์แล้วไม่พบ สอบถามผู้ใหญ่บ้านได้ความว่าจำเลยขายไปแล้ว ส่วนผู้ค้ำประกันเป็นเพียงชาวบ้านที่จำเลยจ้างให้ทำสัญญาค้ำประกัน เมื่อจำเลยถูกจับคดีกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พยานทั้งสองถามจำเลยเรื่องรถยนต์จำเลยบอกว่าขายไปแล้ว แต่ไม่ยอมบอกว่าขายแก่ใคร และรถยนต์อยู่ที่ใด ปรากฏตามบันทึกคำให้การพยานเอกสารหมาย จ.6 และตามคำเบิกความร้อยตำรวจเอกวิริยะบัณฑิต สถิตย์สุวชาติ พนักงานสอบสวนพยานหลักฐานและพฤติการณ์ดังนี้ชี้ว่าจำเลยซึ่งครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อของผู้เสียหายเบียดบังเอารถยนต์นั้นไว้เป็นของจำเลยหรือผู้อื่นโดยเจตนาทุจริต พยานหลักฐานฝ่ายจำเลยมีแต่จำเลยนำสืบปฏิเสธลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน การที่จำเลยอ้างว่ารถยนต์ถูกนายเหน่งเอาไปรับจ้างแล้วไม่เอามาคืน จึงไม่น่าเชื่อเพราะรถยนต์เป็นของผู้เสียหาย จำเลยเช่าซื้อมา จำเลยย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าต้องรับผิดต่อเจ้าของตามสัญญา แต่ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่านายเหน่งที่ว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ เป็นคนที่ไหนเกี่ยวข้องใกล้ชิดอย่างไร และเพราะเหตุใดจำเลยจึงส่งมอบรถยนต์ซึ่งมีราคาสูงให้ไปโดยไม่ต้องมีหลักฐาน หากเป็นความจริงตามวิสัยผู้สุจริต จำเลยต้องรีบแจ้งผู้เสียหาย แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานให้ติดตามผู้กระทำผิด และตามรถยนต์คืน แต่จำเลยไม่ได้ทำ ข้ออ้างว่าจำเลยได้แจ้งผู้เสียหายกับแจ้งความร้องทุกข์แล้วแต่เจ้าพนักงานไม่ยอมรับแจ้งนั้นไม่น่าเชื่อ ดังนี้เห็นว่าพยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนัก ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้เสียหายที่อยู่ในครอบครองของจำเลยไปโดยทุจริต เป็นความผิดฐานยักยอก หาใช่เป็นเพียงการกระทำผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้นไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนรถยนต์หรือใช้ราคารถยนต์ 2,238,009.25 บาท แก่ผู้เสียหาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์
จำเลย — นาย อุดม คงไทย
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
พิชิต คำแฝง
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7722/2544
#382000
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลย 2 กระทง กระทงแรกจำคุกตลอดชีวิต กระทงที่สองจำคุก 1 ปี เมื่อความผิดกระทงแรกลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่จำต้องนำโทษกระทงอื่นมาลงอีก แต่ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) บัญญัติตอนท้ายไว้ความว่า เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งหมายความว่า หากกระทงหนึ่งกระทงใดมีโทษที่จะลงแก่จำเลยจริง ๆ เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว ศาลลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้น ความผิดกระทงแรกศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อลดโทษให้จำเลยแล้ว คงลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน จึงอยู่ในเกณฑ์ที่จะนำเอาโทษจำคุกในความผิดกระทงที่สองมารวมอีกได้ ซึ่งเมื่อรวมกับโทษกระทงที่สองหลังจากลดโทษให้จำเลยจำคุก 8 เดือน รวมเป็นโทษจำคุก 33 ปี 12 เดือน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 6, 14 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (ที่ถูกมาตรา 6 (2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 (ที่ถูกและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) วางโทษฐานเป็นผู้จัดหาให้เงินเพื่อประโยชน์และให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำคุกตลอดชีวิต และฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 1 ปี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่เมื่อศาลวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่จำต้องนำโทษในกระทงอื่นมาลงอีกต่อไป คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกต้อง ประกอบมาตรา 53) ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมนายสันติกับพวก จำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 7228/2542 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 27,679 เม็ด น้ำหนัก 2,577.958 กรัม ในข้อหามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า นายสันติกับพวกมีความผิดตามฟ้องโดยรถยนต์ที่นายสันติกับพวกใช้ในการกระทำความผิดเป็นของนางใกล้รุ่ง ภริยาคนหนึ่งของจำเลยและนางใกล้รุ่งเป็นผู้โอนเงินจำนวน 640,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยห้วยไคร้ แม่จัน ของนายสันติเพื่อให้นายสันตินำไปซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลาง และรับฟังเป็นยุติโดยจำเลยมิได้ฎีกาว่า จำเลยเสพ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้จัดหาให้เงินแก่ผู้อื่นเพื่อประโยชน์และความสะดวกแก่การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยเป็นผู้มอบเงินจำนวน 640,000 บาท ให้นางใกล้รุ่งนำไปโอนเข้าบัญชีธนาคารของนายสันติเพื่อให้นายสันตินำไปซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่เป็นพิรุธ ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลย 2 กระทง กระทงแรกในความผิดฐานเป็นผู้จัดหาให้เงินแก่ผู้อื่นเพื่อประโยชน์และความสะดวกแก่การกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด วางโทษจำคุกตลอดชีวิต กระทงที่สองในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษ จำคุก 1 ปี และเห็นว่า เมื่อความผิดกระทงแรกวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่จำต้องนำโทษกระทงอื่นมาลงอีก แล้วลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน นั้น ตามประปมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) บัญญัติตอนท้ายไว้ความว่า เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต หมายความว่า หากกระทงใดกระทงหนึ่งมีโทษที่จะลงแก่จำเลยจริง ๆ เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว ศาลคงลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้น คดีนี้ความผิดกระทงแรกศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อลดโทษให้จำเลยแล้ว คงลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน จึงอยู่ในเกณฑ์ที่จะนำเอาโทษจำคุกในความผิดกระทงที่สองมารวมอีกได้ ซึ่งเมื่อรวมกับโทษกระทงที่สองหลังจากลดโทษให้จำเลยแล้วจำคุก 8 เดือน รวมเป็นโทษจำคุก 33 ปี 12 เดือน ที่ศาลชั้นต้นไม่นำโทษของจำเลยในความผิดกระทงที่สองมารวมลงแก่จำเลยเป็นการไม่ถูกต้อง แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 คงลงโทษได้เพียงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 255
ป.อ. ม. 91 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายณรงค์เดชหรือแขก โตแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชิต ลีธรรมชโย
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ภักดีธนากุล
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7712/2544
#42675
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีอาญาในศาลแขวงหรือศาลจังหวัดที่กฎหมายบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับ บัญญัติให้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาได้และให้ศาลบันทึกใจความแห่งคำฟ้องไว้เป็นหลักฐาน จึงไม่ต้องปฏิบัติเคร่งครัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 โดยเฉพาะในอนุมาตรา 5 ว่าด้วยรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการกระทำ เป็นหน้าที่ของศาลที่จะสอบถามรายละเอียดพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้บังอาจร่วมกันเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศที่มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วจึงให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้น คำฟ้องที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องอธิบายถึงวิธีการเล่นโดยละเอียดอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478มาตรา 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นโทรศัพท์ยี่ห้อโนเกีย1 เครื่อง และให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 มาตรา 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ฐานเป็นเจ้ามือ จำคุก 4 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือนริบของกลาง (ที่ถูกริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นโทรศัพท์ยี่ห้อโนเกีย 1 เครื่อง)คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายถึงสาระสำคัญว่า การแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศมีวิธีการเล่นอย่างไร สามารถทำให้แพ้ชนะกันอย่างไร จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมและขาดองค์ประกอบความผิด แม้จำเลยจะเข้าใจฟ้องได้ดี ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีการพนันซึ่งศาลจังหวัดปัตตานีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ตามพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดพ.ศ. 2520 บังคับสำหรับคดีที่เกิดขึ้นในบางท้องที่ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2532มาตรา 3 ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2498 กำหนดวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อความสะดวกรวดเร็วไว้เป็นพิเศษนอกเหนือจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาโดยทั่ว ๆ ไป แสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีของศาลแขวงหรือศาลจังหวัดที่กฎหมายบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับแตกต่างจากคดีอาญาอื่นโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 19 บัญญัติให้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาได้ และให้ศาลบันทึกใจความแห่งคำฟ้องไว้เป็นหลักฐาน การฟ้องคดีอาญาในศาลแขวงหรือศาลจังหวัดที่กฎหมายบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับจึงไม่ต้องปฏิบัติเคร่งครัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 โดยเฉพาะในอนุมาตรา 5 ว่าด้วยรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการกระทำ เป็นหน้าที่ของศาลที่จะสอบถามรายละเอียดพอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้แล้วว่าโจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจร่วมกันเล่นการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศที่มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ส่วนพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องเข้าทายผลโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีพระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้เล่นซึ่งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้น คำฟ้องที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาและตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้วโดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องอธิบายถึงวิธีเล่นโดยละเอียดอีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นที่จำเลยฎีกาในประการต่อมาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมโพยสำหรับแทงพนันฟุตบอล 1 เล่ม สมุดฉีก 9 เล่ม ธนบัตรไทย4,850 บาท โดยไม่ปรากฏรายชื่อลูกค้าและจำนวนเงินที่รับพนัน ไม่อาจแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าการเล่นการพนันดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ่อนการพนันขนาดใหญ่และมีการเล่นได้เสียกันเป็นอาชีพ ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดในทำนองนี้อีก และเพื่อให้มั่นใจว่ามีเจ้าพนักงานคอยแนะนำช่วยเหลือ ตักเตือนหรือสอดส่องดูแลให้จำเลยกลับตัวได้อย่างแท้จริง จึงเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติไว้ เมื่อลงโทษปรับจำเลยแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับเสียด้วย

อนึ่ง ธนบัตรไทยฉบับละ 100 บาท จำนวน 5 ฉบับ ที่ใช้สำหรับล่อแทงพนันฟุตบอลของกลางนั้น ไม่ใช่เงินของจำเลยที่ได้ใช้หรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยได้กระทำความผิด จึงต้องคืนธนบัตรนั้นให้แก่เจ้าของ จะริบไม่ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงิน 1,000 บาท อีกสถานหนึ่งเมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง มีกำหนด 2 ปี ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายไม่ริบธนบัตรไทยฉบับละ 100 บาท จำนวน 5 ฉบับ ที่ใช้สำหรับล่อแทงพนันฟุตบอลของกลางและให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นาง อ้อยทิพย์ ยศแสน
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7711/2544
#43379
เปิดฉบับเต็ม

การเล่นที่เสี่ยงโชคให้เงินแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งตามบัญชี ข. อันดับที่ 16 ตามพระราชบัญญัติการพนันฯ ต้องมีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากกินรวบด้วย แต่การพนันทายฟุตบอลไม่มีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากกินรวบ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง อย่างไรก็ตามการพนันทายฟุตบอลเป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา 4 จะพนันกันหรือจะจัดให้มีเพื่อให้พนันกันได้เฉพาะการเล่นที่ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งมาตรา 4 ทวิ วรรคสอง ให้ความหมายคำว่า "การเล่น" หมายความรวมตลอดถึงการทายและการทำนายด้วย การเล่นพนันดังกล่าวต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงาน เมื่อจำเลยเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 4 ทวิ กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันเล่นการพนันทายผลฟุตบอลซึ่งเป็นการเล่นที่เสี่ยงโชคให้เงินแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งอันเป็นการพนันประเภทต้องขออนุญาต จำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายมีผู้นำเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมโพยทายผลฟุตบอล โปรแกรมราคาทายฟุตบอลนิตยสารกีฬา ปากกาอันเป็นเครื่องมือและทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่น จับได้ในวงเล่นเป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6,10, 12, 15 ริบของกลาง และให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 เดือนริบของกลางและยกคำขอให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องไว้ในบันทึกคำฟ้องด้วยวาจา จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่27 กันยายน 2543 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันเล่นการพนันทายผลฟุตบอล ซึ่งเป็นการเล่นที่เสี่ยงโชคให้เงินแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง อันเป็นการพนันประเภทต้องขออนุญาตตามบัญชี ข. อันดับที่ 16 ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานโดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ เห็นว่า การเล่นที่เสี่ยงโชคให้เงินแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งตามบัญชี ข. อันดับที่ 16 ตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 ต้องมีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากกินรวบด้วย แต่การพนันทายผลฟุตบอลไม่มีลักษณะคล้ายกับการเล่นการพนันสลากกินแบ่งหรือสลากกินรวบ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง อย่างไรก็ตามการพนันทายผลฟุตบอลเป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา 4 จะพนันกันหรือจะจัดให้มีเพื่อให้พนันกันได้เฉพาะการเล่นที่ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวงซึ่งมาตรา 4 ทวิ วรรคสองให้ความหมายคำว่า "การเล่น" หมายความรวมตลอดถึงการทายและการทำนายด้วย การเล่นพนันดังกล่าวต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงาน เมื่อจำเลยเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 4 ทวิกรณีเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นในชั้นฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้นเห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมโพยทายผลฟุตบอลถึง 32แผ่น โพยส่วนใหญ่เป็นแบบพิมพ์ใช้สำหรับทายผลฟุตบอลโดยเฉพาะนอกจากนี้ยังยึดได้โปรแกรมราคาทายฟุตบอลอีก 41 แผ่นแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นเจ้ามือการพนันรายใหญ่ มีการเล่นได้เสียเป็นอาชีพพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรง การที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยและกำหนดมาตรการในการคุมความประพฤติจึงยังไม่เหมาะสมกับสภาพความผิดและยังไม่เพียงพอที่จะทำให้จำเลยเกรงกลัวหรือหลาบจำ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีสถาบันราชภัฏนครราชสีมา นั้น เห็นว่า จำเลยอายุ 27 ปี ทั้งกำลังศึกษาเล่นเรียนอยู่ ย่อมมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและย่อมรู้ดีว่าการเล่นการพนันเป็นอบายมุขและผิดกฎหมาย ก่อให้เกิดปัญหาสังคมบ่อนทำลายเศรษฐกิจของประเทศชาติและเป็นการมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุข จำเลยอยู่ในระดับปัญญาชนควรเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมแต่กลับมากระทำความผิดเสียเอง จึงไม่สมควรรอการลงโทษให้ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้นั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 มาตรา 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.การพนัน ม. 4 ม. 4 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นางสาว กริ่มใจ มูลหงษ์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7709/2544
#43378
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นที่ชัดเจนว่าเฉพาะแต่บุคคลภายนอกที่มิใช่คู่ความเท่านั้นที่จะเข้ามาในคดีด้วยการร้องสอด แต่จำเลยที่ 3 เป็นคู่ความในคดีอยู่แล้ว แม้จำเลยที่ 3 อ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ละเลยไม่ต่อสู้คดีกับโจทก์ จำเลยที่ 3ต้องการเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ตาม จำเลยที่ 3 ก็ไม่ใช่บุคคลภายนอก ไม่อาจร้องสอดเข้ามาในคดีตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง(1) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าให้ร่วมรับผิดชำระหนี้ 41,046,316.04 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4จำนองที่ดินเป็นประกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระ ขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2ถึงที่ 4 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 มีมากพอชำระหนี้โจทก์โจทก์ไม่จำเป็นต้องฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกัน และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) อ้างว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ละเลย ไม่ต่อสู้คดีกับโจทก์ แม้จำเลยที่ 3 จะเป็นคู่ความในคดี แต่จำเลยที่ 3 ต้องการเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในบริษัทจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) จะต้องร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเพื่อพิพาทกับโจทก์หรือจำเลยเดิม กรณีตามคำร้องไม่เข้าเหตุที่จะร้องสอดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)และผู้ร้องสอดไม่เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่พิพาท เสียค่าคำร้องสอดเพียง 20 บาท จึงไม่รับคำร้องสอด

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดข้อแรกว่า มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นที่ชัดเจนว่าเฉพาะแต่บุคคลภายนอกที่มิใช่คู่ความเท่านั้นที่จะเข้ามาในคดีด้วยการร้องสอดแต่ผู้ร้องสอดเป็นคู่ความในคดีอยู่แล้วคือเป็นจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงไม่ใช่บุคคลภายนอกไม่อาจร้องสอดเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 วรรคหนึ่ง(1) ได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องสอดจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์เรื่องค่าขึ้นศาลเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
โจทก์ — ผู้ร้องสอด
โจทก์ — นาย เกียรติ ธรรมมงคล
จำเลย — บริษัท ชนาธิผล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
วิเทพ ศิริพากย์
ชนะ ภาสกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7709/2544
#413423
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 57 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นที่ชัดเจนว่า เฉพาะแต่บุคคลภายนอกที่มิใช่คู่ความเท่านั้นที่จะเข้ามาในคดีด้วยการร้องสอด แต่ผู้ร้องสอดเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีอยู่แล้ว จึงไม่ใช่บุคคลภายนอก ไม่อาจร้องสอดเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าให้ร่วมรับผิดชำระหนี้ 41,046,316.04 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำนองที่ดินเป็นประกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวหากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระ ขอให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 มีมากพอชำระหนี้โจทก์ โจทก์ไม่จำเป็นต้องฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกัน และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) อ้างว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ละเลยไม่ต่อสู้คดีกับโจทก์ แม้จำเลยที่ 3 จะเป็นคู่ความในคดี แต่จำเลยที่ 3 ต้องการเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในบริษัทจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 (1) จะต้องร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเพื่อพิพาทกับโจทก์หรือจำเลยเดิม กรณีตามคำร้องไม่เข้าเหตุที่จะร้องสอดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 และผู้ร้องสอดไม่เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่พิพาท เสียค่าคำร้องสอดเพียง 20 บาท จึงไม่รับคำร้องสอด ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดข้อแรกว่า มีเหตุที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคลภายนอกซึ่งมิใช่คู่ความอาจเข้ามาเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นที่ชัดเจนว่า เฉพาะแต่บุคคลภายนอกที่มิใช่คู่ความเท่านั้นที่จะเข้ามาในคดีด้วยการร้องสอด แต่ผู้ร้องสอดเป็นคู่ความในคดีอยู่แล้วคือเป็นจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จึงไม่ใช่บุคคลภายนอกไม่อาจร้องสอดเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1) ได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องสอดจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์เรื่องค่าขึ้นศาล เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 วรรคหนึ่ง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้องสอด — นายเกียรติ ธรรมมงคล
จำเลย — บริษัทชนาธิผล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางนวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
วิเทพ ศิริพากย์
ชนะ ภาสกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา