คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,106 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 8/2568
#715793
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ส. จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลเทวราช ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้เข้าทำสัญญาซื้อขายรถบรรทุกขยะแบบอัดท้าย ขนาด 6 ตัน 6 ล้อ ปริมาตรกระบอกสูบไม่ต่ำกว่า 6,000 ซีซี หรือกำลังเครื่องยนต์สูงสุดไม่ต่ำกว่า 170 กิโลวัตต์ จำนวน 1 คัน ในราคา 2,195,000 บาทกับผู้ถูกฟ้องคดี ตามสัญญาซื้อขายเลขที่ E1/2562 โดยผู้ฟ้องคดีได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันธนาคารออมสิน เป็นจำนวนเงิน 109,750 บาท เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลังจากลงนามในสัญญาผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการสั่งซื้อหัวรถบรรทุก ยี่ห้ออีซูซุ รุ่น FTR 240 และนำเข้าต่อที่โรงงานผู้ผลิตและประกอบของบริษัท ด. จำกัด ต่อมาคณะกรรมการตรวจรับพัสดุของผู้ถูกฟ้องคดีเข้าตรวจสอบขั้นตอนการผลิตและประกอบการขึ้นโครงเหล็กรถบรรทุกขยะ ได้ดำเนินการตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วพบจุดที่ต้องเพิ่มเติม และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้เข้าตรวจสอบ ครั้งที่ 2 เห็นว่าถูกต้องตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย จึงได้ลงนามในใบตรวจรับพัสดุ ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือนัดส่งมอบงานและได้เข้าส่งมอบรถบรรทุกขยะแบบอัดท้าย คณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ดำเนินการตรวจรับและมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการแก้ไขงานตามที่กำหนดในรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะรถบรรทุกขยะแบบอัดท้ายแนบท้ายประกาศประกวดราคา ผู้ฟ้องคดีได้แก้ไขตามรายการและได้ส่งมอบงานต่อผู้ถูกฟ้องคดีอีกครั้ง แต่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุพิจารณาแล้วไม่ตรวจรับงาน ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานอีกครั้งภายใน 15 วัน ผู้ฟ้องคดีจึงได้ส่งมอบงานครั้งที่ 3 หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าปรับการผิดสัญญาแก่ผู้ฟ้องคดี โดยแจ้งว่ารถบรรทุกขยะที่ส่งมอบไม่เป็นไปตามรายละเอียดและรูปแบบที่ผู้ถูกฟ้องคดีกำหนดไว้ในสัญญาซื้อขาย และแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทิ้งงาน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการบอกเลิกสัญญาเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามสัญญาโดยรับมอบรถยนต์บรรทุกขยะแบบอัดท้าย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระราคาค่ารถบรรทุกขยะแบบอัดท้าย รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 2,257,993.54 บาท ให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 2,195,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะชำระเสร็จ

คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ศาลปกครองกลางเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายรถบรรทุกขยะแบบอัดท้ายเป็นเพียงการจัดซื้อครุภัณฑ์เพื่อนำมาใช้ในงานของผู้ถูกฟ้องคดีมิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง จึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทอันเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดอ่างทองพิจารณาแล้วเห็นว่า รถบรรทุกขยะแบบอัดท้ายเป็นเครื่องมือที่จำเป็นที่ต้องใช้สำหรับการรักษาความสะอาด การกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลด้านสาธารณสุขภายในพื้นที่รับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดี ถือว่าเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า องค์การบริหารส่วนตำบลเทวราช ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีตามที่ผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องสัญญาซื้อขายรถบรรทุกขยะแบบอัดท้าย ขนาด 6 ตัน 6 ล้อ จำนวน 1 คัน เป็นเพียงสัญญาซื้อขายรถบรรทุกขยะซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการอำนวยความสะดวกให้แก่การดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดี โดยสัญญามีสาระสำคัญเพียงว่าให้ผู้ฟ้องคดีส่งมอบครุภัณฑ์รถบรรทุกขยะแบบอัดท้าย ขนาด 6 ตัน 6 ล้อ จำนวน 1 คัน ตามรายละเอียดคุณลักษณะที่ระบุในสัญญา เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีตรวจสอบแล้วว่าถูกต้องครบถ้วนตามสัญญาจึงจะออกหลักฐานการรับมอบเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีนำมาเป็นหลักฐานประกอบการขอรับเงินค่าส่งของนั้น ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อมุ่งผูกพันตนกับผู้ขายซึ่งเป็นเอกชนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ทั้งไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดอ่างทอง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ส. จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลเทวราช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 7/2568
#712886
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาง อ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลท่าตลาด ผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 58674 ได้ยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผลปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์รุกล้ำเข้ามาในที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงได้แจ้งให้ทั้งสองฝ่ายไปใช้สิทธิทางศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนถนนลาดยางแอสฟัลท์ออกไปจากโฉนดที่ดินเลขที่ 58674 หากไม่ดำเนินการ ให้ชดใช้ราคาที่ดินตามเนื้อที่ที่ขาดหาย รวมเป็นเงินจำนวน 1,575,000 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของถนนสาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดี ดำเนินการดูแลรักษาตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด มิได้มีการบุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายแล้ว และไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีอันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น มีประเด็นที่จำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งแม้ประเด็นที่จำต้องวินิจฉัยก่อนดังกล่าวเป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม แต่ศาลปกครองก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามข้อ 41 วรรคสองแห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครปฐมเห็นว่า การที่ศาลจะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่า ที่ดินเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนนโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้องค์การบริหารส่วนตำบลท่าตลาด ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบกตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์และก่อสร้างตามแนวเส้นทางสาธารณประโยชน์เดิมอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การก่อสร้างถนนพิพาทจึงไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ผู้ฟ้องคดี — นาง อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลท่าตลาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 6/2568
#710242
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ 1 สำนักงานเขตคลองสามวา ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีผู้ฟ้องคดีขอรังวัดรวมโฉนดที่ดินสองแปลง แต่ปรากฏว่ามีถนนไทยรามัญตัดผ่านเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แจ้งว่าได้ปรับปรุงถนนตามสภาพทางเดิม ที่ดินส่วนที่เป็นทางเดินหรือถนนตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ผู้ฟ้องคดีร้องเรียนไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่มิได้รับคำชี้แจง ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ถนนไทยรามัญรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยไม่เคยได้รับแจ้งว่าจะมีการตัดถนนและให้มาระวังแนวเขต ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี หากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจะแบ่งหักที่ดินดังกล่าวให้เป็นที่สาธารณประโยชน์

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปรับปรุงถนนไทยรามัญโดยตรวจสอบแนวเขตถนนสาธารณะเดิมและก่อสร้างบนถนนหรือทางสาธารณประโยชน์เดิมเท่านั้น ที่ดินพิพาทจึงเป็นทางหรือถนนสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และมิได้กระทำละเมิด

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก่อสร้างปรับปรุงถนนไทยรามัญรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าเสียหาย อันเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามบทบัญญัติข้างต้น กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งมีนบุรีเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ กรณีก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต่อสู้คดีว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยการอุทิศและยินยอมให้ใช้เป็นถนนมาเกินกว่า 30 ปี แล้ว จึงเป็นคดีมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ จักต้องนำกฎหมายบรรพ 4 ทรัพย์สิน แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาเป็นหลักในการพิจารณาประเด็นดังกล่าว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้กรุงเทพมหานคร ที่ 1 สำนักงานเขตคลองสามวา ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นทางหรือถนนสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและมิได้กระทำละเมิด ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างและปรับปรุงถนนของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งมีนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ด.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 5/2568
#710497
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้นาง ส. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ต่อจากบรรพบุรุษ กรมที่ดินได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ฉบับที่ 3166/2513 ทับที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) และกรมธนารักษ์ได้นำที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้วอนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าใช้ที่ดิน โดยก่อสร้างเป็นสนามยิงปืน ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการสูญเสียโอกาสทำกินในที่ดินอย่างถาวร ระหว่างปี 2546 ถึงปี 2553 ต่อมา คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดลพบุรี (กบร. จังหวัดลพบุรี) มีมติว่า น่าเชื่อว่าที่ดินตาม ส.ค. 1 ของผู้ฟ้องคดีมีการครอบครองทำประโยชน์อย่างต่อเนื่องมาก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดิน และสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ลพบุรีได้เห็นชอบตามมติดังกล่าวแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีจึงมีคำสั่งแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ 3166/2513 โดยให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่เพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ราษฎรซึ่งรวมถึงผู้ฟ้องคดีด้วย ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีได้ออกโฉนดที่ดินตาม ส.ค. 1 ให้แก่ผู้ฟ้องคดีคือ โฉนดที่ดินเลขที่ 80759 และเลขที่ 80760 แต่ผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากการเสียโอกาสในการทำกินในที่ดิน และจากการสูญเสียที่ดินอย่างถาวร ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจากการเสียโอกาสทำกินในที่ดินพร้อมดอกเบี้ย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจากการสูญเสียที่ดินอย่างถาวรพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ฉบับที่ 3166/2513 ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุใช้เพื่อประโยชน์ในราชการทหาร อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้กระทำละเมิดและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี อีกทั้งผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเกินกว่า 1 ปี คดีจึงขาดอายุความไม่อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ฟ้องคดีได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลปกครองนครสวรรค์เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า กองพลรบพิเศษที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการก่อสร้างสนามยิงปืนเขาเอราวัณ รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดี กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดี ตามมาตรา 197 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินฯ และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้นออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวยังเป็นที่สงวนหวงห้ามอยู่ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ผู้ถูกฟ้องคดีจึงใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมนั้น เห็นว่า กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นเพียงประเด็นข้อต่อสู้ในคดีว่าผู้ถูกฟ้องคดีมิได้กระทำละเมิดตามคำฟ้องเท่านั้น ไม่ได้มีสภาพเป็นข้อหา จึงไม่มีผลทำให้สภาพแห่งข้อหาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเปลี่ยนแปลงไป

ศาลจังหวัดลพบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่เตรียมกำลังกองทัพบก การป้องกันราชอาณาจักร และดำเนินการเกี่ยวกับการใช้กำลังกองทัพบกตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ตามมาตรา 17 (2) มาตรา 19 และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างสนามยิงปืนเขาเอราวัณรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุใช้เพื่อประโยชน์ในราชการทหาร อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่ราชพัสดุ ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดลพบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กองทัพบก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2568
#710154
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ยื่นฟ้องนายอำเภอเบญจลักษ์ ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 2 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีผู้ฟ้องคดีขอรังวัดสอบเขตที่ดิน ช่างรังวัดได้ถือหลักฐานแผนที่และหลักเขตเดิมเป็นหลัก แต่ผู้รับมอบอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่ลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดิน โดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีนำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำห้วยธะนัง ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ถอนการคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีและลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินตามที่ได้รังวัด ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จ่ายเงินค่ารังวัดสอบเขตที่ดินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี กับให้ตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินบริเวณที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของถนนสาธารณะ ซึ่งเดิมเป็นคลองห้วยธะนัง จึงมีอำนาจหน้าที่คุ้มครองป้องกันและดูแลรักษาที่ดินพิพาทได้ตามกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ประเด็นข้อพิพาทเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า มูลคดีตามคำฟ้องเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์ให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามงดเว้นการยืนยันหรือการรับรองสถานะของที่ดินบริเวณพิพาทว่าเป็นที่สาธารณะ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือการดำเนินกิจการทางปกครองซึ่งถือเป็นประเด็นพิพาทหลักแห่งคดี คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดกันทรลักษ์เห็นว่า การที่จะดำเนินการตามคำขอบังคับของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่า ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเอกชนหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้นายอำเภอเบญจลักษ์ ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 2 และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองงูเหลือม ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดีจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ได้คัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งเมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี โดยมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่ลงลายมือชื่อรับรองแนวเขตที่ดินและคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินโดยอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีนำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำถนนสาธารณะ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกันทรลักษ์
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว พ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอเบญจลักษ์ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 3/2568
#714707
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง กรมสรรพากร ที่ 1 อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 2 จำเลย สรุปข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโดยมีชื่อของนาย ร. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 2 มีคำสั่งและประกาศยึดทรัพย์ที่ดินรวม 175 แปลง รวมที่ดินของโจทก์ เนื่องจากโจทก์และเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ตกลงกู้ยืมเงินกับบริษัท ช. จำกัด โดยใช้ที่ดินของตนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นาย ร. ซึ่งเป็นกรรมการและตัวแทนของบริษัทเพื่อเป็นประกันการกู้ยืม โดยมีเงื่อนไขว่าหากชำระเงินกู้ครบถ้วนแล้วผู้ให้กู้จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกลับคืนให้ผู้กู้ยืม การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวเป็นเพียงหลักประกันการกู้ยืมเงินเท่านั้นไม่มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์กันแต่อย่างใด โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ช. จำกัด ครบถ้วนแล้ว บริษัทให้นาย ร. ทำหนังสือมอบอำนาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่สามารถดำเนินการได้โดยได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 2 มีคำสั่งยึดทรัพย์และอยู่ระหว่างขายทอดตลาดหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ต่อมาโจทก์ทำหนังสือคัดค้านการยึดทรัพย์สินที่ดินยื่นต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่พะเยา แต่ปัจจุบันโจทก์ยังไม่ได้รับหนังสือตอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่เพิกถอนประกาศกรมสรรพากรเรื่องยึดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีอากร ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินโฉนดของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า นาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาท คำสั่งยึดทรัพย์เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ต่อมาศาลจังหวัดมุกดาหารได้มีคำพิพากษาให้นาย ร. จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 175 แปลง รวมถึงที่ดินพิพาทในคดีนี้คืนให้แก่บริษัท ช. จำกัด โดยปลอดภาระผูกพัน หามีผลกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง และก่อนที่โจทก์จะนำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสอง โจทก์ได้ยื่นฟ้องนาย ร. เป็นจำเลยที่ 4 ต่อศาลจังหวัดพะเยา ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว โดยวินิจฉัยว่า สัญญาขายที่ดินพิพาทเป็นของแท้จริงและถูกต้องไม่ใช่นิติกรรมอำพราง โจทก์และนาย ร. ย่อมต้องผูกพันตามสัญญาจะสมยอมกันมาฟ้องบังคับให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินเพื่อให้ที่ดินพิพาทหลุดพ้นจากคำสั่งยึดทรัพย์สินเพื่อบังคับชำระหนี้ภาษีอากรของผู้ร้องไม่ได้ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

ศาลจังหวัดเชียงคำเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจาก โจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร ที่ 1 อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 2 จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีอากร ซึ่งประเด็นข้อพิพาทในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินศาลได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดพะเยาและคำพิพากษาของศาลจังหวัดมุกดาหาร กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า คำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เป็นการใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ซึ่งเป็นมาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรที่ค้าง อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากร เมื่อโจทก์โต้แย้งว่าการบังคับตามมาตรการทางปกครองดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมาตรา 63/13 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดให้การโต้แย้งหรือการใช้สิทธิทางศาลเกี่ยวกับการยึด การอายัดและการขายทอดตลาดทรัพย์สินโดยผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง รวมทั้งบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด ให้เสนอต่อศาลภาษีอากรซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับคำสั่งที่มีการบังคับทางปกครองนั้น กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและเป็นคดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากร ตามมาตรา 7 (2) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงคำ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — กรมสรรพากร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 2/2568
#710499
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาย ภ. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ต. โจทก์ ยื่นฟ้อง นางสาว ส. ที่ 1 นางสาว พ. ที่ 2 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ 3 จำเลย ว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนาย ต. (เจ้ามรดก) ได้นำแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อของนาย ต. ซึ่งเสียชีวิตแล้ว ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจ กรอกข้อความยื่นต่อจำเลยที่ 3 พร้อมเอกสารคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน เพื่อให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วน และแก้ไขเพิ่มเติมหุ้นส่วนผู้จัดการของ หจก. ต. มอเตอร์ จากนาย ต. เป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนแปรสภาพ หจก. เป็น บจก. ต่อจำเลยที่ 3 โดยอ้างว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนได้ตกลงยินยอมให้ หจก. ต. มอเตอร์ แปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดได้ ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการให้กลับคืนดังเดิม และเพิกถอนการจดทะเบียนแปรสภาพ หจก. เป็น บจก.

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ได้ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้ต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการได้ยื่นคำขอจดทะเบียนแปรสภาพ หจก. เป็น บจก. ต่อจำเลยที่ 3 ก็ตาม โจทก์ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า หนังสือมอบอำนาจมิได้กระทำในนามส่วนตัว การที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลง หจก. จึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมและยังมีผลผูกพันและเป็นมรดกของนาย ต. ที่ตกทอดมายังโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นสำคัญที่จะต้องวินิจฉัยในคดีนี้มีเพียงว่า การมอบอำนาจให้จดทะเบียน หจก. สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้จำเลยที่ 3 จะเป็นนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเป็นคู่ความในคดีก็เป็นเพียงผู้รับจดทะเบียน มิได้มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการมอบอำนาจอันเป็นประเด็นสำคัญ ข้อพิพาทจึงเป็นนิติกรรมในทางแพ่ง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และคำสั่งรับจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจตามระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. 2561 ประกอบกฎกระทรวงจัดตั้งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท แต่งตั้งนายทะเบียน และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ. 2549 จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อพิพาทในคดีนี้ประเด็นหลักแห่งคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเพชรบูรณ์ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของคำฟ้องเป็นกรณีพิพาทระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน โดยโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนาย ต. นำหนังสือมอบอำนาจของนาย ต. ที่ลงชื่อมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 แต่สิ้นผลแล้วเนื่องจากความตายของผู้มอบอำนาจ กรอกข้อความไปยื่นต่อจำเลยที่ 3 เพื่อให้ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของ หจก. ต. มอเตอร์ จากนาย ต. เป็นจำเลยที่ 1 และจดทะเบียนแปรสภาพ หจก. เป็น บจก. โดยอ้างว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนตกลงยินยอมให้แปรสภาพเป็น บจก. ซึ่งการรับจดทะเบียนของจำเลยที่ 3 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำโดยไม่มีอำนาจ ทั้งนี้โดยโจทก์มีเจตนาให้สถานะของ หจก. ต. มอเตอร์ ผู้เป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการกลับคืนดังเดิม กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 3 เข้ามาในคดีนี้ด้วย ก็เนื่องจากจำเลยที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของ หจก. ต. มอเตอร์ และการจดทะเบียนแปรสภาพ หจก. เป็น บจก. ตามคำขอของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์หรือไม่นั้น จำต้องพิจารณาข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสำคัญ ทั้งข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจของจำเลยที่ 3 ว่ากระทำการโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ อันจะเข้าลักษณะเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อคดีนี้ข้อพิพาทสำคัญเป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — นาย ภ. ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ต.
จำเลย — นางสาว ส. ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2568
#714290
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ก. ทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เป็นกิจการใดที่ ก. ได้ทำไว้ก่อนตกเป็นคนไร้ความสามารถและถึงแก่ความตาย ดังนั้นถ้าประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือประโยชน์ของคู่สมรสหรือบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของคนไร้ความสามารถ ผู้อนุบาลต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำกิจการนั้นได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1575 ประกอบมาตรา 1598/3 วรรคสอง และ 1598/18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้อนุบาลของ ก. ขอเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตทั้งสองฉบับโดยนำชื่อโจทก์ออกและระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียวและจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยเปลี่ยนให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นภรรยาของ ก. ไม่ได้รับผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต เท่ากับ ก. ซึ่งเป็นผู้เอาประกันไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดตามความประสงค์ในการทำสัญญา ในขณะที่จำเลยที่ 1 ได้ผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตมากขึ้น จึงเป็นกรณีที่ประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลขัดกับประโยชน์ของ ก. คนไร้ความสามารถและขัดกับเจตนาที่แท้จริงของ ก. เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน จึงตกเป็นโมฆะ ทั้งยังถือว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วย การที่จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว จึงไม่ชอบ

เมื่อตามสัญญาประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ โจทก์ยังเป็นผู้รับประโยชน์ตามเจตนาอันแท้จริงของ ก. เมื่อ ก. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันชีวิตมีหน้าที่ต้องชำระเงินหลังจากหักเบี้ยประกันภัยที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 889, 890 และ 895 แต่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตตามสัดส่วนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 907,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 880,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 878,046.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง กำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับนายเกื้อกูล ตั้งแต่ปี 2548 จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของนายเกื้อกูล เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2555 นายเกื้อกูลทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 กรมธรรม์เลขที่ 504-412xxxx แบบประกันภัย 12 พีแอล ทุนเอาประกัน 200,000 บาท ครบกำหนดสัญญาวันที่ 28 พฤษภาคม 2603 ระบุชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ และเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2557 นายเกื้อกูลทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 กรมธรรม์เลขที่ 505-713xxxx แบบประกันภัยไอ-โพรเทค 5 ทุนเอาประกัน 1,200,000 บาท ครบกำหนดสัญญาวันที่ 3 กันยายน 2603 ระบุโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ร้อยละ 65 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ร้อยละ 35 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 นายเกื้อกูลประสบอุบัติเหตุทำให้เป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรีให้มีคำสั่งให้นายเกื้อกูลเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของจำเลยที่ 1 วันที่ 29 ตุลาคม 2561 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรีมีคำสั่งให้นายเกื้อกูลเป็นคนไร้ความสามารถและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุบาล วันที่ 3 ธันวาคม 2561 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลแจ้งจำเลยที่ 2 ขอเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์ประกันชีวิตที่นายเกื้อกูลทำทั้ง 2 ฉบับ เป็นจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ทั้งหมดเพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นว่า กรมธรรม์ทั้ง 2 ฉบับยังไม่มีผู้ใดยืนยันที่จะสงวนสิทธิในการรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด จำเลยที่ 2 จึงเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ผู้อนุบาล วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 นายเกื้อกูลถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นมารดานายเกื้อกูลและจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้อนุบาลนายเกื้อกูลก่อนที่นายเกื้อกูลถึงแก่ความตาย การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลนายเกื้อกูลคนไร้ความสามารถซึ่งเป็นบุตรและบรรลุนิติภาวะแล้วตามคำสั่งศาลจึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่สิทธิในการทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน และให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 วรรคสอง, 1598/18 วรรคหนึ่ง และสัญญาประกันชีวิตที่นายเกื้อกูลผู้ตายทำกับจำเลยที่ 2 เป็นการใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างนายเกื้อกูลกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นนิติกรรมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 และการที่จำเลยที่ 1 ผู้อนุบาลแจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับไปยังจำเลยที่ 2 โดยเอาชื่อโจทก์ออกและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์ให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการใด ๆ อันทำลงด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างนายเกื้อกูลคนไร้ความสามารถโดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลกับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันชีวิต เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต จึงเป็นนิติกรรม แต่การทำนิติกรรมดังกล่าวมิใช่นิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายเกื้อกูลคนไร้ความสามารถตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 ประกอบมาตรา 1598/3 วรรคสอง เพราะประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตจะเกิดมีขึ้นก็ต่อเมื่อนายเกื้อกูลคนไร้ความสามารถถึงแก่ความตาย แต่อย่างไรก็ตามการที่นายเกื้อกูลทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์อันเป็นการแสดงเจตนาไว้ตั้งแต่ก่อนที่นายเกื้อกูลตกเป็นคนไร้ความสามารถและถึงแก่ความตาย เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการทำสัญญาคือ ถ้านายเกื้อกูลถึงแก่ความตายก่อนมีอายุครบ 85 ปี จำเลยที่ 2 จะจ่ายเงินเอาประกันซึ่งหักคืนหนี้คงค้างชำระให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาก็เพื่อเป็นการตอบแทนการมีความสัมพันธ์ที่ดี คุณงามความดี และบุญคุณที่ได้รับในระหว่างที่ยังมีชีวิต และเป็นการอุปถัมภ์ค้ำชูในการดำเนินชีวิตกันต่อไป โดยเฉพาะโจทก์ซึ่งเป็นภรรยามีความผูกพันกันอย่างใกล้ชิดและมีผลประโยชน์ในเชิงทรัพย์สินร่วมกัน การที่นายเกื้อกูลทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุให้โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เป็นกิจการใดที่นายเกื้อกูลได้ทำไว้ก่อนตกเป็นคนไร้ความสามารถและถึงแก่ความตาย ดังนั้นถ้าประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือประโยชน์ของคู่สมรสหรือบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของคนไร้ความสามารถ ผู้อนุบาลต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำกิจการนั้นได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1575 ประกอบมาตรา 1598 /3 วรรคสอง และ 1598/18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้อนุบาลของนายเกื้อกูลขอเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ โดยนำชื่อโจทก์ออกและระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว และจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยเปลี่ยนให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นภรรยาของนายเกื้อกูลไม่ได้รับผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต เท่ากับนายเกื้อกูลซึ่งเป็นผู้เอาประกันไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดตามความประสงค์ในการทำสัญญา ในขณะที่จำเลยที่ 1 ได้ผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตมากขึ้น จึงเป็นกรณีที่ประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลขัดกับประโยชน์ของนายเกื้อกูลคนไร้ความสามารถและขัดกับเจตนาที่แท้จริงของนายเกื้อกูลคนไร้ความสามารถ เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน จึงตกเป็นโมฆะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ทั้งยังถือว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วย การที่จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ปัญหาข้อนี้แม้ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่ได้อนุญาตให้ฎีกา แต่ปัญหาว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากปัญหาที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาตามที่วินิจฉัยไปแล้ว และโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาด้วยแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัย โดยเห็นว่า ตามสัญญาประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ โจทก์ยังเป็นผู้รับประโยชน์ตามเจตนาอันแท้จริงของนายเกื้อกูลผู้ทำสัญญาประกันชีวิต เมื่อนายเกื้อกูลถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันชีวิตมีหน้าที่ต้องชำระเงินหลังจากหักเบี้ยประกันภัยที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889, 890 และมาตรา 895 แต่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตตามสัดส่วนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด เมื่อนายเกื้อกูลถึงแก่ความตาย และโจทก์แจ้งจำเลยที่ 2 เพื่อขอรับเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตในฐานะผู้รับประโยชน์เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 และตามบันทึกสลักหลังแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2 (4) ระบุว่า จำเลยที่ 2 ผู้รับประภัยจะต้องชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับคำเรียกร้องจากผู้รับประโยชน์ จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดนับแต่วันที่พ้นกำหนด 15 วัน ตามสัญญา และตามข้อตกลงข้อ 5 ของบันทึกดังกล่าวระบุว่า หากจำเลยที่ 2 จ่ายเงินล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ในข้อ 2 จำเลยที่ 2 จะรับผิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว แต่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันชีวิตนั้นเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้รับประโยชน์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 878,046.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 60,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้น ให้จำเลยที่ 2 นำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 28 วรรคสอง ม. 889 ม. 890 ม. 895 ม. 1575 ม. 1598/3 วรรคสอง ม. 1598/18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภาสวร ตรงจิตซื่อสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2568
#717492
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นมารดาและเป็นผู้อนุบาลของ ก. คนไร้ความสามารถได้แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตไปยังจำเลยที่ 2 โดยเอาชื่อโจทก์ออกและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 เปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์ให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นนิติกรรม แต่มิใช่นิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1574 ประกอบมาตรา 1598/3 วรรคสอง เพราะประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตจะเกิดมีขึ้นก็ต่อเมื่อ ก. ถึงแก่ความตาย แต่การที่ ก. ทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์อันเป็นการแสดงเจตนาไว้ตั้งแต่ก่อนตกเป็นคนไร้ความสามารถและถึงแก่ความตาย ถ้าประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือประโยชน์ของคู่สมรสหรือบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของคนไร้ความสามารถผู้อนุบาลต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำกิจการนั้นได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1575 ประกอบมาตรา 1598 /3 วรรคสอง และ 1598/18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ขอเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต โดยนำชื่อโจทก์ออกและระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว ย่อมทำให้โจทก์ไม่ได้รับผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต เท่ากับ ก. ผู้เอาประกันไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดตามความประสงค์ในการทำสัญญา ในขณะที่จำเลยที่ 1 ได้ผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตมากขึ้น จึงเป็นกรณีที่ประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลขัดกับประโยชน์ของคนไร้ความสามารถและขัดกับเจตนาที่แท้จริงของคนไร้ความสามารถ เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงตกเป็นโมฆะ ทั้งยังถือว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 907,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 880,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 878,046.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง กำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับนาย ก. ตั้งแต่ปี 2548 จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของนาย ก. เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2555 นาย ก. ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 กรมธรรม์เลขที่ 504-412xxxx แบบประกันภัย 12 พีแอล ทุนเอาประกัน 200,000 บาท ครบกำหนดสัญญาวันที่ 28 พฤษภาคม 2603 ระบุชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ และเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2557 นาย ก. ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 กรมธรรม์เลขที่ 505-713xxxx แบบประกันภัยไอ-โพรเทค 5 ทุนเอาประกัน 1,200,000 บาท ครบกำหนดสัญญาวันที่ 3 กันยายน 2603 ระบุโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ร้อยละ 65 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ร้อยละ 35 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 นาย ก. ประสบอุบัติเหตุทำให้เป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรีให้มีคำสั่งให้ นาย ก. เป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของจำเลยที่ 1 วันที่ 29 ตุลาคม 2561 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรีมีคำสั่งให้นาย ก. เป็นคนไร้ความสามารถและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุบาล วันที่ 3 ธันวาคม 2561 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลแจ้งจำเลยที่ 2 ขอเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์ประกันชีวิตที่นาย ก. ทำทั้ง 2 ฉบับ เป็นจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ทั้งหมดเพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นว่า กรมธรรม์ทั้ง 2 ฉบับยังไม่มีผู้ใดยืนยันที่จะสงวนสิทธิในการรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด จำเลยที่ 2 จึงเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ผู้อนุบาล วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 นาย ก. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นมารดานาย ก. และจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้อนุบาลนาย ก. ก่อนที่นาย ก. ถึงแก่ความตาย การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลนาย ก. คนไร้ความสามารถซึ่งเป็นบุตรและบรรลุนิติภาวะแล้วตามคำสั่งศาลจึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่สิทธิในการทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน และให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 วรรคสอง, 1598/18 วรรคหนึ่ง และสัญญาประกันชีวิตที่นาย ก. ผู้ตายทำกับจำเลยที่ 2 เป็นการใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างนาย ก. กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นนิติกรรมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 และการที่จำเลยที่ 1 ผู้อนุบาลแจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับไปยังจำเลยที่ 2 โดยเอาชื่อโจทก์ออกและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์ให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการใด ๆ อันทำลงด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างนาย ก. คนไร้ความสามารถโดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลกับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันชีวิต เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต จึงเป็นนิติกรรม แต่การทำนิติกรรมดังกล่าวมิใช่นิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของนาย ก. คนไร้ความสามารถตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 ประกอบมาตรา 1598/3 วรรคสอง เพราะประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตจะเกิดมีขึ้นก็ต่อเมื่อนาย ก. คนไร้ความสามารถถึงแก่ความตาย แต่อย่างไรก็ตามการที่นาย ก. ทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์อันเป็นการแสดงเจตนาไว้ตั้งแต่ก่อนที่นาย ก. ตกเป็นคนไร้ความสามารถและถึงแก่ความตาย เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการทำสัญญาคือ ถ้านาย ก. ถึงแก่ความตายก่อนมีอายุครบ 85 ปี จำเลยที่ 2 จะจ่ายเงินเอาประกันซึ่งหักคืนหนี้คงค้างชำระให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาก็เพื่อเป็นการตอบแทนการมีความสัมพันธ์ที่ดี คุณงามความดี และบุญคุณที่ได้รับในระหว่างที่ยังมีชีวิต และเป็นการอุปถัมภ์ค้ำชูในการดำเนินชีวิตกันต่อไป โดยเฉพาะโจทก์ซึ่งเป็นภรรยามีความผูกพันกันอย่างใกล้ชิดและมีผลประโยชน์ในเชิงทรัพย์สินร่วมกัน การที่นาย ก. ทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุให้โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เป็นกิจการใดที่นาย ก. ได้ทำไว้ก่อนตกเป็นคนไร้ความสามารถและถึงแก่ความตาย ดังนั้นถ้าประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือประโยชน์ของคู่สมรสหรือบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของคนไร้ความสามารถผู้อนุบาลต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำกิจการนั้นได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1575 ประกอบมาตรา 1598/3 วรรคสอง และ 1598/18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้อนุบาลของนาย ก. ขอเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ โดยนำชื่อโจทก์ออกและระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว และจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยเปลี่ยนให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นภรรยาของนาย ก. ไม่ได้รับผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต เท่ากับนาย ก. ซึ่งเป็นผู้เอาประกันไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดตามความประสงค์ในการทำสัญญา ในขณะที่จำเลยที่ 1 ได้ผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตมากขึ้น จึงเป็นกรณีที่ประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลขัดกับประโยชน์ของนาย ก. คนไร้ความสามารถและขัดกับเจตนาที่แท้จริงของนาย ก. คนไร้ความสามารถ เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน จึงตกเป็นโมฆะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ทั้งยังถือว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วย การที่จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ปัญหาข้อนี้แม้ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่ได้อนุญาตให้ฎีกา แต่ปัญหาว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากปัญหาที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาตามที่วินิจฉัยไปแล้ว และโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาด้วยแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัย โดยเห็นว่า ตามสัญญาประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ โจทก์ยังเป็นผู้รับประโยชน์ตามเจตนาอันแท้จริงของนาย ก. ผู้ทำสัญญาประกันชีวิต เมื่อนาย ก. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันชีวิตมีหน้าที่ต้องชำระเงินหลังจากหักเบี้ยประกันภัยที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889, 890 และมาตรา 895 แต่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตตามสัดส่วนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด เมื่อนาย ก. ถึงแก่ความตาย และโจทก์แจ้งจำเลยที่ 2 เพื่อขอรับเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตในฐานะผู้รับประโยชน์เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 และตามบันทึกสลักหลังแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2 (4) ระบุว่า จำเลยที่ 2 ผู้รับประภัยจะต้องชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับคำเรียกร้องจากผู้รับประโยชน์ จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดนับแต่วันที่พ้นกำหนด 15 วัน ตามสัญญา และตามข้อตกลงข้อ 5 ของบันทึกดังกล่าวระบุว่า หากจำเลยที่ 2 จ่ายเงินล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ในข้อ 2 จำเลยที่ 2 จะรับผิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวแต่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันชีวิตนั้นเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้รับประโยชน์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 878,046.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 60,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้น ให้จำเลยที่ 2 นำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 28 วรรคสอง ม. 889 ม. 1574 ม. 1575 ม. 1598/3 ม. 1598/18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภาสวร ตรงจิตซื่อสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2568
#717658
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ก. ทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุให้โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เป็นกิจการใดที่ ก. ได้ทำไว้ก่อนตกเป็นคนไร้ความสามารถและถึงแก่ความตาย ดังนั้นถ้าประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือประโยชน์ของคู่สมรสหรือบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของคนไร้ความสามารถ ผู้อนุบาลต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำกิจการนั้นได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1575 ประกอบมาตรา 1598 /3 วรรคสอง และ 1598/18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้อนุบาลของ ก. ขอเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ โดยนำชื่อโจทก์ออกและระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว และจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยเปลี่ยนให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นภรรยาของ ก. ไม่ได้รับผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต เท่ากับ ก. ซึ่งเป็นผู้เอาประกันไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดตามความประสงค์ในการทำสัญญา ในขณะที่จำเลยที่ 1 ได้ผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตมากขึ้น จึงเป็นกรณีที่ประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลขัดกับประโยชน์ของ ก. คนไร้ความสามารถและขัดกับเจตนาที่แท้จริงของ ก. คนไร้ความสามารถ เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน จึงตกเป็นโมฆะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ทั้งยังถือว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วย การที่จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวจึงไม่ชอบ

เมื่อตามสัญญาประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ โจทก์ยังเป็นผู้รับประโยชน์ตามเจตนาอันแท้จริงของ ก. เมื่อ ก. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันชีวิตมีหน้าที่ต้องชำระเงินหลังจากหักเบี้ยประกันภัยที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 889, 890 และมาตรา 895 แต่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตตามสัดส่วนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 907,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 880,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 878,046.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง กำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับนายเกื้อกูล ตั้งแต่ปี 2548 จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของนายเกื้อกูล เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2555 นายเกื้อกูลทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 กรมธรรม์เลขที่ 504-412xxxx แบบประกันภัย 12 พีแอล ทุนเอาประกัน 200,000 บาท ครบกำหนดสัญญาวันที่ 28 พฤษภาคม 2603 ระบุชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ และเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2557 นายเกื้อกูลทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 2 กรมธรรม์เลขที่ 505-713xxxx แบบประกันภัยไอ-โพรเทค 5 ทุนเอาประกัน 1,200,000 บาท ครบกำหนดสัญญาวันที่ 3 กันยายน 2603 ระบุโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ร้อยละ 65 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ร้อยละ 35 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 นายเกื้อกูลประสบอุบัติเหตุทำให้เป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรีให้มีคำสั่งให้นายเกื้อกูลเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของจำเลยที่ 1 วันที่ 29 ตุลาคม 2561 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรีมีคำสั่งให้นายเกื้อกูลเป็นคนไร้ความสามารถและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุบาล วันที่ 3 ธันวาคม 2561 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลแจ้งจำเลยที่ 2 ขอเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์ประกันชีวิตที่นายเกื้อกูลทำทั้ง 2 ฉบับ เป็นจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์ทั้งหมดเพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นว่า กรมธรรม์ทั้ง 2 ฉบับยังไม่มีผู้ใดยืนยันที่จะสงวนสิทธิในการรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด จำเลยที่ 2 จึงเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ผู้อนุบาล วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 นายเกื้อกูลถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นมารดานายเกื้อกูลและจำเลยที่ 1 ได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้อนุบาลนายเกื้อกูลก่อนที่นายเกื้อกูลถึงแก่ความตาย การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลนายเกื้อกูลคนไร้ความสามารถซึ่งเป็นบุตรและบรรลุนิติภาวะแล้วตามคำสั่งศาลจึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่สิทธิในการทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน และให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 วรรคสอง, 1598/18 วรรคหนึ่ง และสัญญาประกันชีวิตที่นายเกื้อกูลผู้ตายทำกับจำเลยที่ 2 เป็นการใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างนายเกื้อกูลกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นนิติกรรมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 และการที่จำเลยที่ 1 ผู้อนุบาลแจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับไปยังจำเลยที่ 2 โดยเอาชื่อโจทก์ออกและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์ให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 อันเป็นการใด ๆ อันทำลงด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างนายเกื้อกูลคนไร้ความสามารถโดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลกับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันชีวิต เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต จึงเป็นนิติกรรม แต่การทำนิติกรรมดังกล่าวมิใช่นิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายเกื้อกูลคนไร้ความสามารถตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 ประกอบมาตรา 1598/3 วรรคสอง เพราะประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตจะเกิดมีขึ้นก็ต่อเมื่อนายเกื้อกูลคนไร้ความสามารถถึงแก่ความตาย แต่อย่างไรก็ตามการที่นายเกื้อกูลทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์อันเป็นการแสดงเจตนาไว้ตั้งแต่ก่อนที่นายเกื้อกูลตกเป็นคนไร้ความสามารถและถึงแก่ความตาย เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการทำสัญญาคือ ถ้านายเกื้อกูลถึงแก่ความตายก่อนมีอายุครบ 85 ปี จำเลยที่ 2 จะจ่ายเงินเอาประกันซึ่งหักคืนหนี้คงค้างชำระให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาก็เพื่อเป็นการตอบแทนการมีความสัมพันธ์ที่ดี คุณงามความดี และบุญคุณที่ได้รับในระหว่างที่ยังมีชีวิต และเป็นการอุปถัมภ์ค้ำชูในการดำเนินชีวิตกันต่อไป โดยเฉพาะโจทก์ซึ่งเป็นภรรยามีความผูกพันกันอย่างใกล้ชิดและมีผลประโยชน์ในเชิงทรัพย์สินร่วมกัน การที่นายเกื้อกูลทำสัญญาประกันชีวิตโดยระบุให้โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เป็นกิจการใดที่นายเกื้อกูลได้ทำไว้ก่อนตกเป็นคนไร้ความสามารถและถึงแก่ความตาย ดังนั้นถ้าประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือประโยชน์ของคู่สมรสหรือบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของคนไร้ความสามารถ ผู้อนุบาลต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำกิจการนั้นได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1575 ประกอบมาตรา 1598 /3 วรรคสอง และ 1598/18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้อนุบาลของนายเกื้อกูลขอเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ โดยนำชื่อโจทก์ออกและระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว และจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยเปลี่ยนให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นภรรยาของนายเกื้อกูลไม่ได้รับผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต เท่ากับนายเกื้อกูลซึ่งเป็นผู้เอาประกันไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดตามความประสงค์ในการทำสัญญา ในขณะที่จำเลยที่ 1ได้ผลประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตมากขึ้น จึงเป็นกรณีที่ประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อนุบาลขัดกับประโยชน์ของนายเกื้อกูลคนไร้ความสามารถและขัดกับเจตนาที่แท้จริงของนายเกื้อกูลคนไร้ความสามารถ เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน จึงตกเป็นโมฆะตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ทั้งยังถือว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วย การที่จำเลยที่ 2 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ปัญหาข้อนี้แม้ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่ได้อนุญาตให้ฎีกา แต่ปัญหาว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากปัญหาที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาตามที่วินิจฉัยไปแล้ว และโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาด้วยแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัย โดยเห็นว่า ตามสัญญาประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ โจทก์ยังเป็นผู้รับประโยชน์ตามเจตนาอันแท้จริงของนายเกื้อกูลผู้ทำสัญญาประกันชีวิต เมื่อนายเกื้อกูลถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันชีวิตมีหน้าที่ต้องชำระเงินหลังจากหักเบี้ยประกันภัยที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889, 890 และมาตรา 895 แต่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตตามสัดส่วนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตทั้ง 2 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด เมื่อนายเกื้อกูลถึงแก่ความตาย และโจทก์แจ้งจำเลยที่ 2 เพื่อขอรับเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตในฐานะผู้รับประโยชน์เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 และตามบันทึกสลักหลังแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2 (4) ระบุว่า จำเลยที่ 2 ผู้รับประภัยจะต้องชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับคำเรียกร้องจากผู้รับประโยชน์ จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดนับแต่วันที่พ้นกำหนด 15 วัน ตามสัญญา และตามข้อตกลงข้อ 5 ของบันทึกดังกล่าวระบุว่า หากจำเลยที่ 2 จ่ายเงินล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ในข้อ 2 จำเลยที่ 2 จะรับผิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวแต่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันชีวิตนั้นเนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้รับประโยชน์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 878,046.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 60,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้น ให้จำเลยที่ 2 นำมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 28 วรรคสอง ม. 889 ม. 890 ม. 895 ม. 1574 ม. 1598/13 วรรคสอง ม. 1598/18 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นางสาว ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายภาสวร ตรงจิตซื่อสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ บค.ที่ 1/2568
#721977
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 89 บัญญัติว่า หมายขังหรือหมายจำคุกต้องจัดการให้เป็นไปตามหมายนั้นในเขตศาลซึ่งออกหมาย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น จากบทบัญญัติตามมาตรา 89 ดังกล่าว หมายความว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต้องปฏิบัติตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด กล่าวคือ ต้องนำตัวจำเลยไปคุมขังในเรือนจำให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อความปรากฏแก่ศาลว่า อาจมีการบังคับโทษจำเลยไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด เช่นนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นศาลที่พิพากษาลงโทษจำคุกและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ย่อมคงไว้ซึ่งอำนาจในการสั่งการให้จัดการหมายจำคุกให้เป็นไปตามหมายนั้นในเขตศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 89 ดังกล่าว โดยการไต่สวนเพื่อตรวจสอบว่าได้มีการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ การไต่สวนดังกล่าวมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองไว้ในข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562 ข้อ 61 วรรคสอง ที่กำหนดให้ศาลมีอำนาจออกคำสั่งใดๆ ตามที่เห็นสมควร เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล และยังมีอำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับโทษจำคุก ดังนั้น หากความปรากฏแก่ศาลว่าอาจมีการบังคับโทษผู้ต้องขังในคดีนี้ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นศาลที่พิพากษาลงโทษจำคุกและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดย่อมมีอำนาจไต่สวนและตรวจสอบว่า การที่ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำและอธิบดีกรมราชทัณฑ์อนุญาตให้จำเลยรักษาตัวอยู่ภายนอกเรือนจำต่อเนื่องจนได้รับการปล่อยตัว เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และเป็นการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 89 หรือไม่

แม้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและอธิบดีกรมราชทัณฑ์มีอำนาจตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 และการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำถือว่าเป็นการให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และเป็นสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขัง แต่การนำตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายว่าด้วยการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำด้วย มิใช่ว่าเมื่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครหรือกรมราชทัณฑ์ใช้อำนาจตามกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้วจะไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบความถูกต้องชอบด้วยกฎหมายโดยศาลซึ่งมีคำพิพากษาและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด

จำเลยทราบข้อเท็จจริงหรือรับรู้เหตุการณ์ได้ว่าตนไม่ได้ป่วยวิกฤติฉุกเฉิน มีเพียงโรคประจำตัวซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาตัวแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจอันเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและสภาวะร่างกายของจำเลยเอง และจำเลยยังมีส่วนตัดสินใจในกระบวนการรักษาของแพทย์ การได้รับประโยชน์จากการพักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจโดยไม่ต้องกลับไปถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจนได้รับการปล่อยตัว จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการดำเนินการของแพทย์และเจ้าหน้าที่ มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยเพื่อถือเอาประโยชน์จากระยะเวลาที่พักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจมาหักวันคุมขังโทษตามคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำคุกจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม 4/2551 มีกำหนด 3 ปี ในคดีหมายเลขแดงที่ อม 5/2551 มีกำหนด 5 ปี และในคดีหมายเลขแดงที่ อม 10/2552 มีกำหนด 2 ปี โดยให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม 5/2551 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม 4/2551 และโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม 10/2552 ต่อมานายชาญชัย ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนว่า มีการส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำขัดต่อพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 เป็นผลให้การบังคับโทษจำคุกจำเลยจึงไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาล และขอให้มีคำสั่งเกี่ยวกับการบังคับโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่ใช่คู่ความในคดีหมายเลขแดงที่ อม 4/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม 10/2552 และคดีหมายเลขแดงที่ อม 5/2551 อีกทั้งไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการบังคับโทษจำคุกแก่จำเลยในคดีดังกล่าว เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในชั้นบังคับตามคำพิพากษาจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อความปรากฏต่อศาลว่า อาจมีการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลนี้ ศาลย่อมมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร จึงเห็นควรส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และจำเลยในคดีดังกล่าว แล้วให้โจทก์และจำเลยดังกล่าวแจ้งต่อศาลว่ามีข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างในคำร้อง หรือไม่ อย่างไร กับสำเนาคำร้องให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจเพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาของศาลว่าการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาล หรือไม่

โจทก์ จำเลย ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ยื่นคำชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลพร้อมเอกสารประกอบ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ภายหลังจากที่ศาลอ่านคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครรับตัวจำเลยไปดำเนินการบังคับโทษ ต่อมาเวลาประมาณ 10 นาฬิกา นายแพทย์วัฒน์ชัย ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในขณะนั้น มอบหมายให้แพทย์หญิงรวมทิพย์ แพทย์อายุรกรรมทั่วไปประจำทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตรวจร่างกายจำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องขังรับใหม่ แพทย์หญิงรวมทิพย์ทำบันทึกการตรวจร่างกายและสรุปประวัติการรักษาโรคของจำเลยจากเวชระเบียนของโรงพยาบาลต่างประเทศ ตามเวชระเบียนสถานพยาบาลเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และบันทึกอาการที่ได้จากการตรวจร่างกายรวมถึงประวัติการรักษาเดิมจากต่างประเทศของจำเลยดังกล่าวลงในแบบสำหรับส่งผู้ป่วยไปรับการตรวจหรือรักษาต่อ ในวันเดียวกันนั้นนายธัญพิสิษฐ์ พยาบาลวิชาชีพประจำสถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ปฏิบัติหน้าที่พยาบาลเวรตั้งแต่เวลา 8.30 นาฬิกา ของวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ถึงเวลา 8.30 นาฬิกา ของวันที่ 23 สิงหาคม 2566 ทำบันทึกอาการของจำเลยทุก ๆ 4 ชั่วโมงว่า เวลา 14 นาฬิกา จำเลยมีความดันโลหิต 145/94 มิลลิเมตรปรอท หัวใจเต้น 82 ครั้ง/นาที หายใจ 18 ครั้ง/นาที ออกซิเจนปลายนิ้ว 93 เปอร์เซ็นต์ เวลา 18 นาฬิกา จำเลยมีความดันโลหิต 150/96 มิลลิเมตรปรอท หัวใจเต้น 86 ครั้ง/นาที หายใจ 24 ครั้ง/นาที ออกซิเจนปลายนิ้ว 92 เปอร์เซ็นต์ และเวลา 22 นาฬิกา จำเลยมีความดันโลหิต 178/98 มิลลิเมตรปรอท หัวใจเต้น 86 ครั้ง/นาที หายใจ 24 ครั้ง/นาที ออกซิเจนปลายนิ้ว 92 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิร่างกาย 36.8 องศาเซลเซียส และมีข้อความว่า จำเลยบ่นอ่อนเพลีย ขาขวาอ่อนแรงเล็กน้อย นอนไม่หลับ บ่นแน่นหน้าอก ความดันโลหิตสูง นายธัญพิสิษฐ์ แจ้งนายแพทย์นทพร แพทย์เวรทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ทราบ นายแพทย์นทพรแนะนำให้ส่งตัวจำเลยไปรักษาที่โรงพยาบาลภายนอกที่มีศักยภาพสูงกว่าทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และนายธัญพิสิษฐ์โทรศัพท์ปรึกษาแพทย์หญิงรวมทิพย์แล้ว แพทย์หญิงรวมทิพย์แนะนำว่าให้ส่งตัวจำเลยไปรักษาที่โรงพยาบาลภายนอกตามคำแนะนำของแพทย์เวรทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ตามเวชระเบียนสถานพยาบาลเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จากนั้นนายธัญพิสิษฐ์ทำบันทึกข้อความถึงพัศดีเวร ขอส่งตัวจำเลยไปรักษายังโรงพยาบาลภายนอก ระบุว่า จำเลยมีอาการแน่นหน้าอก ความดันโลหิตสูง นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย เห็นควรส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจโดยใช้แบบสำหรับส่งผู้ป่วยไปรับการตรวจหรือรักษาต่อประกอบการส่งตัว มีนายสมศักดิ์ นักทัณฑวิทยาชำนาญการ ทำความเห็นว่าเห็นควรดำเนินการตามที่พยาบาลเวรเสนอ นายสัญญา พัศดีเวร มีคำสั่งให้ดำเนินการดังเสนอ และมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ยธ 0768/5695 ถึงนายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) โรงพยาบาลตำรวจ จากนั้นมีการส่งตัวจำเลยไปถึงโรงพยาบาลตำรวจในวันที่ 23 สิงหาคม 2566 เวลา 00.20 นาฬิกา พันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะ นายแพทย์ (สบ 5) แพทย์เวรผู้รับตัวจำเลยและเขียนข้อความการรับตัวจำเลยในหนังสือส่งตัวจำเลยว่า ได้รับตัวผู้ป่วยไว้แล้ว มาด้วยอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม วัดค่าออกซิเจนต่ำลง เพื่อตรวจรักษาต่อ จำเลยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจที่ห้องพักพิเศษ ชั้นที่ 14 ของอาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา (มภร.) ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2566 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 มีพระบรมราชโองการพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษให้จำเลย เหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี ตามกำหนดโทษตามคำพิพากษา ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2566 พลตำรวจโทนายแพทย์ทวีศิลป์ นายแพทย์ (สบ 8) ในขณะนั้น ออกใบแสดงความเห็นแพทย์ว่า การรักษายังไม่สิ้นสุดเพราะต้องรักษาแผลที่ผ่าตัด ตรวจและวางแผนผ่าตัดโรคที่รายงานจึงจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาล นายนัสที ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครในขณะนั้น ทำบันทึกข้อความถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์พร้อมเสนอใบแสดงความเห็นแพทย์ดังกล่าว ขออนุญาตให้จำเลยรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 30 วัน ตามบันทึกข้อความ ที่ ยธ 0768/6471 ลงวันที่ 18 กันยายน 2566 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 นายสิทธิ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในขณะนั้น อนุญาตให้จำเลยรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 30 วัน ตามบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0705.4/31381 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2566 พลตำรวจโทนายแพทย์ทวีศิลป์ออกใบแสดงความเห็นแพทย์ว่า ต้องรับการผ่าตัดเร่งด่วนเพราะมีอาการปวดรุนแรง มือและแขนขาอ่อนแรง นายนัสทีทำบันทึกข้อความด่วนที่สุดถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์พร้อมเสนอใบแสดงความเห็นแพทย์ดังกล่าว ขออนุญาตให้จำเลยรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 60 วัน ตามบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0768/ (ไม่ปรากฏเลขที่) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2566 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2566 นายชาญ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในขณะนั้น อนุญาตให้จำเลยรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 60 วัน ตามบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0705.4/35326 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 พันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะออกใบแสดงความเห็นแพทย์ว่า มีข้อบ่งชี้ต้องรักษาสมองขาดเลือดและผ่าตัดรักษาภาวะกระดูกคอเสื่อม (Cervical spondylotic myeloradiculopathy) อยู่ระหว่างดำเนินการรักษา และวางแผนการผ่าตัดรักษา และในวันเดียวกันพลตำรวจตรีนายแพทย์สามารถ นายแพทย์ (สบ 7) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลตำรวจ ออกใบแสดงความเห็นแพทย์ว่า ปรึกษาประสาทศัลยแพทย์วางแผนผ่าตัดรักษากระดูกคอเสื่อมกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท นายนัสทีทำบันทึกข้อความด่วนที่สุดถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์พร้อมเสนอใบแสดงความเห็นแพทย์ดังกล่าว ขออนุญาตให้จำเลยรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 120 วัน ตามบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0768/414 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2566 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 นายสหการณ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อนุญาตให้จำเลยรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 120 วัน ตามบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0701/ลับ/627 ลงวันที่ 8 มกราคม 2567 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 จำเลยได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติและเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครออกหนังสือสำคัญพักการลงโทษจำเลยกรณีมีเหตุพิเศษ และในวันเดียวกันจำเลยออกจากโรงพยาบาลตำรวจ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 ศาลอาญาธนบุรีออกหมายปล่อยจำเลย ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2567 มาตรา 6 (3)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ศาลมีอำนาจไต่สวนการบังคับโทษจำเลย หรือไม่ โดยจำเลยทำคำชี้แจงโต้แย้งในทำนองว่า การบังคับโทษตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาล เป็นอำนาจในการบริหารโทษของกรมราชทัณฑ์ ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ศาลมีอำนาจไต่สวน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงไม่มีอำนาจไต่สวน นั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 188 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นศาลที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกจำเลยและเป็นศาลที่ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดถึงผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครให้ผู้บัญชาการเรือนจำจำคุกจำเลยไว้ตามหมาย ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา และข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562 ข้อ 61 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การบังคับคดีอาญาให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งในเรื่องนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89 บัญญัติว่า หมายขังหรือหมายจำคุกต้องจัดการให้เป็นไปตามหมายนั้นในเขตศาลซึ่งออกหมาย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น จากบทบัญญัติตามมาตรา 89 ดังกล่าว หมายความว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต้องปฏิบัติตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด กล่าวคือ ต้องนำตัวจำเลยไปคุมขังในเรือนจำให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อความปรากฏแก่ศาลว่า อาจมีการบังคับโทษจำเลยไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด เช่นนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นศาลที่พิพากษาลงโทษจำคุกและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ย่อมคงไว้ซึ่งอำนาจในการสั่งการให้จัดการหมายจำคุกให้เป็นไปตามหมายนั้นในเขตศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89 ดังกล่าว โดยการไต่สวนเพื่อตรวจสอบว่าได้มีการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ การไต่สวนดังกล่าวมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองไว้ในข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562 ข้อ 61 วรรคสอง ที่กำหนดให้ศาลมีอำนาจออกคำสั่งใดๆ ตามที่เห็นสมควร เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล และยังมีอำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับโทษจำคุกในกรณีที่ผู้ต้องขังเจ็บป่วยซึ่งเกรงว่าจะถึงอันตรายแก่ชีวิตถ้าต้องจำคุก เมื่อจำเลย สามี ภริยา ญาติของจำเลย พนักงานอัยการ ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามหมายจำคุกร้องขอ หรือเมื่อศาลเห็นสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 246 แม้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและอธิบดีกรมราชทัณฑ์มีอำนาจตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 และการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำถือว่าเป็นการให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และเป็นสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขัง แต่การนำตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกฎหมายว่าด้วยการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำด้วย มิใช่ว่าเมื่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครหรือกรมราชทัณฑ์ใช้อำนาจตามกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้วจะไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบความถูกต้องชอบด้วยกฎหมายโดยศาลซึ่งมีคำพิพากษาและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ดังนั้น หากความปรากฏแก่ศาลว่าอาจมีการบังคับโทษผู้ต้องขังในคดีนี้ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเป็นศาลที่พิพากษาลงโทษจำคุกและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดย่อมมีอำนาจไต่สวนและตรวจสอบว่า การที่ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำและอธิบดีกรมราชทัณฑ์อนุญาตให้จำเลยรักษาตัวอยู่ภายนอกเรือนจำต่อเนื่องจนได้รับการปล่อยตัว เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และเป็นการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89 หรือไม่ คำชี้แจงของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า มีการบังคับโทษจำเลยเป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนว่า ในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 หลังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้รับตัวจำเลยไว้ตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วได้นำตัวจำเลยไปคุมขังไว้ที่ห้องกักโรคแดน 7 ซึ่งเป็นสถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยมีแพทย์หญิงรวมทิพย์ แพทย์อายุรกรรมทั่วไปประจำทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ตรวจร่างกายจำเลยขณะรับตัว และแพทย์หญิงรวมทิพย์ทำบันทึกการตรวจร่างกายและสรุปประวัติการรักษาโรคของจำเลยจากเวชระเบียนของโรงพยาบาลต่างประเทศ ตามเวชระเบียนสถานพยาบาลเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยสรุปโรคประจำตัวของจำเลยรวม 10 ข้อ แต่มีเพียง 3 โรค ที่แพทย์หญิงรวมทิพย์เห็นว่าจำเลยควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ โรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทและโรคหัวใจเนื่องจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีแพทย์เฉพาะทาง และโรคไวรัสตับอักเสบบีเนื่องจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีคลินิกโรคตับ แพทย์หญิงรวมทิพย์มีความเห็นว่าจำเป็นต้องส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลภายนอกเรือนจำซึ่งมีศักยภาพสูงกว่าในวันและเวลาราชการ แต่อยู่ในภาวะที่ไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน ซึ่งความเห็นของแพทย์หญิงรวมทิพย์ดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประสิทธิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากแพทยสภา ที่เบิกความว่า จากการพิจารณาเวชระเบียนโรงพยาบาลตำรวจและประวัติการรักษาโรคของจำเลยพบว่า ประเด็นทางด้านสุขภาพ 10 ข้อ นั้น ข้อที่ 1 ถึงที่ 7 เป็นโรคเรื้อรัง หมายความว่า โรคที่ยังอาจจะจำเป็นต้องรับประทานยาหรือยังต้องทำกายภาพบำบัดอยู่ แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาล เช่น โรคความดันโลหิตสูง สามารถรับประทานยาที่บ้านและกำหนดนัดมาตรวจเป็นครั้งคราวได้ โรคหลอดเลือดหัวใจ ยังต้องรับประทานยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน โรคปอดในกรณีของจำเลยไม่ได้มีการให้ยาแต่ให้ออกกำลังปอด ส่วนเรื่องไขมันในเส้นเลือดต้องรับประทานยาลดคอเลสเตอรอลเพื่อลดไขมัน ข้อที่ 8 รักษาโดยไม่ผ่าตัดมาตั้งแต่ปี 2557 ข้อที่ 9 และข้อที่ 10 รักษาหายแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยมีโรคประจำตัวที่ได้รับการรักษามาแล้วและโรคประจำตัวที่เป็นโรคเรื้อรังสามารถรักษาด้วยการรับประทานยาต่อเนื่องไปได้ คงมีเฉพาะโรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท โรคหัวใจ และโรคไวรัสตับอักเสบบีที่แพทย์หญิงรวมทิพย์เห็นว่าควรให้ส่งตัวไปตรวจเพิ่มเติมที่โรงพยาบาลภายนอกเรือนจำในวันและเวลาราชการเนื่องจากไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน และได้ความจากนายธัญพิสิษฐ์ พยาบาลเวรว่า ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2566 เวลา 22 นาฬิกา นายธัญพิสิษฐ์วัดความดันโลหิตจำเลยได้ 178/98 มิลลิเมตรปรอท หัวใจเต้น 86 ครั้ง/นาที หายใจ 24 ครั้ง/นาที ออกซิเจนปลายนิ้ว 92 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิร่างกาย 36.8 องศาเซลเซียส จำเลยแจ้งว่ามีอาการอ่อนเพลีย ขาขวาอ่อนแรงเล็กน้อย นอนไม่หลับ บ่นแน่นหน้าอกและมีความดันโลหิตสูง นายธัญพิสิษฐ์เห็นว่าเป็นอาการของโรคหัวใจเนื่องจากได้อ่านบันทึกการตรวจร่างกายที่แพทย์หญิงรวมทิพย์บันทึกเกี่ยวกับปัญหาโรคหัวใจในข้อที่ 1 ว่าจำเลยมีอาการแน่นหน้าอกเป็นๆ หายๆ ประกอบกับมีความดันโลหิตสูงนายธัญพิสิษฐ์จึงโทรศัพท์ปรึกษานายแพทย์นทพร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แพทย์เวรที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในคืนเกิดเหตุ นายแพทย์นทพรให้คำแนะนำว่าให้รีบส่งตัวจำเลยไปรักษานอกเรือนจำโดยเร็ว นายธัญพิสิษฐ์ติดต่อแพทย์หญิงรวมทิพย์ขออนุญาตใช้แบบสำหรับส่งผู้ป่วยไปรับการตรวจหรือรักษาต่อที่แพทย์หญิงรวมทิพย์เขียนสรุปในใบบันทึกการตรวจขณะรับตัวจำเลยเพื่อใช้ประกอบการส่งตัวจำเลย แล้วทำบันทึกข้อความขอส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวยังโรงพยาบาลภายนอก และนายสัญญา พัศดีเวร อนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำ หลังจากนั้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครส่งตัวจำเลยไปโรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ได้ส่งตัวจำเลยไปที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ซึ่งมีแพทย์เวรประจำอยู่ในคืนดังกล่าวและทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์อยู่ห่างจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพียง 200 เมตร หรือแจ้งให้แพทย์เวรประจำทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มาที่สถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อให้แพทย์ตรวจรักษาและให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น ซึ่งในการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำนั้น พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ต้องขังป่วย มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต หรือเป็นโรคติดต่อ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำดำเนินการให้ผู้ต้องขังได้รับการตรวจจากแพทย์โดยเร็ว วรรคสอง บัญญัติว่า หากผู้ต้องขังนั้นต้องได้รับการบำบัดรักษาเฉพาะด้านหรือถ้าคงรักษาพยาบาลอยู่ในเรือนจำจะไม่ทุเลาดีขึ้น ให้ส่งตัวผู้ต้องขังดังกล่าวไปยังสถานบำบัดรักษาสำหรับโรคชนิดนั้นโดยเฉพาะ โรงพยาบาลหรือสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตนอกเรือนจำต่อไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ ระยะเวลาการรักษา รวมทั้งผู้มีอำนาจอนุญาต ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ วรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำตามวรรคสอง มิให้ถือว่าผู้ต้องขังนั้นพ้นจากการคุมขัง...และกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 ข้อ 2 กำหนดว่า เมื่อผู้บัญชาการเรือนจำได้รับรายงานจากเจ้าพนักงานเรือนจำว่า ผู้ต้องขังคนใดป่วย มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต หรือเป็นโรคติดต่อ ให้ส่งตัวผู้ต้องขังคนนั้นไปรับการตรวจในสถานพยาบาลของเรือนจำโดยเร็ว... ถ้าคงรักษาพยาบาลอยู่ในเรือนจำจะไม่ทุเลาดีขึ้น ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) กรณีผู้บัญชาการเรือนจำอนุญาตให้ส่งตัวผู้ต้องขังคนนั้นไปรับการรักษาในสถานบำบัดรักษาสำหรับโรคชนิดนั้นโดยเฉพาะ โรงพยาบาล หรือสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิตของรัฐนอกเรือนจำ ตามที่แพทย์ พยาบาล หรือเจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งผ่านการอบรมด้านการพยาบาลเสนอให้เจ้าพนักงานเรือนจำพาผู้ต้องขังคนนั้นไปและกลับในวันเดียวกัน ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญของการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำที่จะต้องปฏิบัติเป็นลำดับขั้นตอนดังนี้ กล่าวคือ เมื่อผู้ต้องขังป่วยต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ในสถานพยาบาลของเรือนจำโดยเร็วตามมาตรา 55 วรรคหนึ่ง ประกอบกฎกระทรวงดังกล่าวข้อ 2 วรรคหนึ่ง หากแพทย์เห็นว่าผู้ต้องขังต้องได้รับการรักษาเฉพาะด้านหรือถ้าคงรักษาตัวในสถานพยาบาลของเรือนจำแล้วจะไม่ทุเลาดีขึ้น และแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งผ่านการอบรมด้านการพยาบาลเสนอให้เจ้าพนักงานเรือนจำพาผู้ต้องขังไปรักษานอกเรือนจำจึงให้ส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำได้ตามมาตรา 55 วรรคสอง ประกอบกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 2 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งในกรณีของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครนั้นมีทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายและอยู่ห่างออกไปเพียง 200 เมตร ทั้งในคืนเกิดเหตุมีนายแพทย์นทพรเป็นแพทย์เวรประจำ หากนำหลักเกณฑ์การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 ดังกล่าวมาปรับใช้กับเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครในกรณีนี้แล้ว ในคืนเกิดเหตุเมื่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครพบว่าจำเลยป่วย เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต้องส่งตัวจำเลยไปพบแพทย์ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแม่ข่าย หรือแจ้งให้แพทย์ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มาที่สถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพื่อตรวจรักษาจำเลยก่อน หากแพทย์ของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ตรวจรักษาแล้วเห็นว่าต้องได้รับการรักษาเฉพาะด้านหรือถ้าคงรักษาพยาบาลอยู่ในเรือนจำอาการจะไม่ทุเลาดีขึ้น และมีความเห็นให้ส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจึงมีอำนาจส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำได้ และเมื่อส่งตัวจำเลยไปรักษานอกเรือนจำแล้ว หากจำเลยมีอาการทุเลาดีขึ้นจะต้องนำตัวจำเลยกลับมารักษาตัวต่อที่สถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายธัญพิสิษฐ์อ้างว่าจำเลยมีค่าความดันโลหิตสูงขึ้น เจ็บหน้าอกลักษณะเหมือนคนเป็นโรคหัวใจและออกซิเจนในเลือดต่ำ แต่นายธัญพิสิษฐ์ไม่ได้ส่งตัวจำเลยไปที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์หรือแจ้งให้แพทย์เวรประจำทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มาที่สถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพื่อตรวจรักษาจำเลยก่อน กลับดำเนินการส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำที่โรงพยาบาลตำรวจในทันที ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า การส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 นอกจากนี้ นายธัญพิสิษฐ์เบิกความว่าเป็นกรณีที่ต้องส่งจำเลยออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำแบบฉุกเฉินเนื่องจากจำเลยมีอาการแน่นหน้าอก แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประสิทธิ์ พลตำรวจโทนายแพทย์โสภณรัชต์ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจในขณะนั้น และนายแพทย์พงศ์ภัค รักษาราชการแทนผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ สอดคล้องกันว่า หากมีการนำตัวผู้ป่วยฉุกเฉินมาส่งที่โรงพยาบาลนั้น ขั้นตอนแรกจะต้องพาผู้ป่วยไปส่งที่ห้องฉุกเฉินและจะมีการตรวจรักษาเบื้องต้นเกี่ยวกับอาการที่ส่งมารักษาฉุกเฉิน ทั้งในกรณีของโรงพยาบาลตำรวจมีระเบียบโรงพยาบาลตำรวจ ว่าด้วยการรับตัวผู้ป่วยคดีที่เป็นผู้ต้องหา ผู้ต้องกัก ผู้ต้องขังหรือนักโทษ เข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลตำรวจ พ.ศ. 2557 ได้กำหนดแนวทางการตรวจรักษาในกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินไว้ในข้อ 5.3 ว่า ในกรณีนอกเวลาราชการ แพทย์ผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ห้องฉุกเฉินและอุบัติเหตุจะเป็นผู้ให้การตรวจรักษา และกำหนดแนวทางการรับตัวผู้ป่วยคดีไว้ในห้องผู้ป่วยในข้อ 6.2 ว่า ให้รับตัวผู้ป่วยคดีไว้ที่ห้องผู้ป่วยที่โรงพยาบาลตำรวจจัดไว้สำหรับผู้ต้องหา ผู้ต้องกัก ผู้ต้องขังหรือนักโทษ เว้นแต่นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) จะพิจารณาอนุญาตเป็นอย่างอื่น แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากนายจารุวัฒน์ และนายธีระศักดิ์ เจ้าพนักงานเรือนจำชุดควบคุมว่า เมื่อส่งตัวจำเลยไปถึงโรงพยาบาลตำรวจได้พาจำเลยไปที่ห้องพัก ชั้นที่ 14 ของอาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา (มภร.) ซึ่งไม่ใช่ห้องฉุกเฉินหรือห้องอุบัติเหตุ และได้ความจากพลตำรวจโทนายแพทย์ทวีศิลป์ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ และพันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะ นายแพทย์ (สบ 5) แพทย์ผู้รับตัวจำเลย ว่า ห้องพักของจำเลย ชั้นที่ 14 เป็นห้องพักพิเศษ แสดงว่าเมื่อจำเลยถูกส่งไปถึงโรงพยาบาลตำรวจไม่ได้มีการปฏิบัติต่อจำเลยแบบผู้ป่วยฉุกเฉินเหมือนเช่นกรณีปกติของผู้ป่วยฉุกเฉินโดยทั่วไป ทั้งได้ความจากพลตำรวจโทนายแพทย์โสภณรัชต์และพันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะว่า ในการส่งตัวจำเลยไปที่ห้องพักชั้นที่ 14 พยานทั้งสองปากไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้สั่ง นับว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติและผิดวิสัยอย่างยิ่งที่นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจและแพทย์ผู้รับตัวจำเลยต่างก็ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว พฤติการณ์ที่โรงพยาบาลตำรวจรับตัวจำเลยไว้ในคืนดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับอาการที่อ้างเป็นเหตุในการส่งตัวจำเลยว่าเป็นภาวะฉุกเฉินและยังขัดต่อระเบียบโรงพยาบาลตำรวจ ว่าด้วยการรับตัวผู้ป่วยคดีที่เป็นผู้ต้องหา ผู้ต้องกัก ผู้ต้องขังหรือนักโทษ เข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลตำรวจ พ.ศ. 2557 จากข้อเท็จจริงตามที่ได้ความดังกล่าวมาแสดงให้เห็นว่า โรงพยาบาลตำรวจเตรียมห้องพักพิเศษ ชั้นที่ 14 ไว้ก่อนแล้ว และเมื่อมีการส่งตัวจำเลยมาถึงโรงพยาบาลตำรวจก็มีการนำตัวจำเลยไปที่ห้องพักพิเศษ ชั้นที่ 14 ดังกล่าว และยังได้ความจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประสิทธิ์ และศาสตราจารย์นายแพทย์ไชยรัตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากแพทยสภา สรุปได้ว่า ในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินเบื้องต้นที่มีอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจนั้น ในทางปฏิบัติเมื่อพบว่าผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอก อาการเหนื่อย อาจจะเป็นอาการสัญญาณบอกเบื้องต้นของหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ สามารถตรวจพิสูจน์ด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ซึ่งทุกโรงพยาบาลสามารถทำได้ ผู้ป่วยที่มีการอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงควรได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจภายใน 10 นาที นับแต่มาถึงสถานพยาบาล และได้ความจากพันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะว่า ในวันที่ 23 สิงหาคม 2566 เวลา 00.20 นาฬิกา พันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะเป็นแพทย์ผู้รับตัวจำเลยและทราบว่าจำเลยถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลตำรวจฉุกเฉินเพราะมีอาการแน่นหน้าอก ออกซิเจนในเลือดต่ำลักษณะของคนเป็นโรคหัวใจ ดังนั้น การตรวจรักษาจำเลยอย่างผู้ป่วยฉุกเฉินในกรณีดังกล่าวนี้แพทย์ที่รับตัวจำเลยย่อมจะต้องรีบดำเนินการตรวจรักษาเกี่ยวกับโรคหัวใจก่อน แต่กลับได้ความจากพันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะว่า ในวันดังกล่าวพันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะเพียงแต่ให้ยาพ่นขยายหลอดลมเพื่อช่วยเกี่ยวกับการทำงานของปอดและให้ยาลดความดันโลหิตแก่จำเลยเพื่อลดความดันโลหิตสูง และจำเลยแจ้งพันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะว่าอาการแน่นหน้าอกดีขึ้น ตามเวชระเบียนบันทึกความคืบหน้าการรักษา (Progress notes) โดยไม่ได้ให้ยาเกี่ยวกับอาการโรคหัวใจแก่จำเลย การที่พันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะไม่ได้ให้ยาหรือรักษาเบื้องต้นเกี่ยวกับอาการของโรคหัวใจแก่จำเลยซึ่งอ้างเป็นเหตุฉุกเฉินในการส่งตัวมาที่โรงพยาบาลตำรวจนับว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ ประกอบกับได้ความจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประสิทธิ์และศาสตราจารย์นายแพทย์ไชยรัตน์ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการรักษาจำเลยในคืนที่รับตัว สรุปได้ว่า เมื่อพยานทั้งสองตรวจสอบจากเวชระเบียนบันทึกความคืบหน้าการรักษา พบว่าในวันที่ 23 สิงหาคม 2566 ที่มีการส่งตัวจำเลยมาที่โรงพยาบาลตำรวจโดยอ้างว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ไม่มีการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และไม่มีการตามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจมาดูอาการในทันที เพิ่งจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจเข้ามาตรวจจำเลยในวันที่ 24 สิงหาคม 2566 หรือหลังจาก 24 ชั่วโมงไปแล้วนับแต่วันที่มาถึงโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งตรวจวัดความดันโลหิตจำเลยได้ 140 มิลลิเมตรปรอท และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจจำเลยพบว่าการบีบตัวของหัวใจปกติ ไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (active ACS) รวมถึงจากการตรวจซ้ำในวันต่อมาก็ไม่พบว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันดังกล่าว มีเพียงความดันโลหิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แสดงว่าความดันโลหิตที่สูงซึ่งเป็นโรคเรื้อรังอาจถูกกระตุ้นด้วยสาเหตุหลายอย่างที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ส่วนปัญหาเรื่องอาการเหนื่อยหอบมีค่าออกซิเจนในเลือดต่ำนั้นก็ไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอดมาตรวจรักษา การรักษาจำเลยของโรงพยาบาลตำรวจไม่เป็นการรักษาแบบผู้ป่วยฉุกเฉิน และได้ความจากนายแพทย์วัฒน์ชัย ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในขณะนั้น และนายแพทย์พงศ์ภัค รักษาราชการแทนผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นแพทย์เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคหัวใจ สรุปได้ว่า ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีเครื่องมือตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ มียาพ่นขยายหลอดลมและยาลดความดันโลหิตที่ใช้รักษาจำเลยตามเวชระเบียนของโรงพยาบาลตำรวจในวันที่ 23 สิงหาคม 2566 แสดงให้เห็นได้ว่า อาการของจำเลยในคืนเกิดเหตุอยู่ในศักยภาพที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์สามารถรักษาได้ ไม่จำต้องส่งตัวจำเลยไปรักษานอกเรือนจำ จากพฤติการณ์ที่ได้ความดังกล่าวมาเชื่อได้ว่า ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2566 จำเลยไม่ได้มีอาการแน่นหน้าอก แต่อ้างว่ามีอาการแน่นหน้าอกเพื่อให้เจ้าพนักงานเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครใช้เหตุดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ นอกจากนี้ยังได้ความจากนายแพทย์วัฒน์ชัยและนายแพทย์พงศ์ภัคอีกว่า อาการของจำเลยตามที่ระบุในเวชระเบียนของโรงพยาบาลตำรวจนับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไปนั้น ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์สามารถดูแลจำเลยได้ ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้พันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะก็เบิกความยืนยันว่า อาการของจำเลยตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2566 จำเลยสามารถกลับไปรักษาตัวที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ จึงเห็นได้ว่า อาการแน่นหน้าอกของจำเลยหากเกิดขึ้นจริงดังที่จำเลยอ้าง อาการของจำเลยก็ทุเลาดีขึ้นและจำเลยก็สามารถกลับไปรักษาตัวที่สถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครหรือทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไป ที่จำเลยทำคำชี้แจงโต้แย้งในทำนองว่า การส่งตัวจำเลยไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจเป็นการดำเนินการของแพทย์และเจ้าหน้าที่ มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยนั้น เห็นว่า การที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำนั้น เกิดจากสาเหตุที่จำเลยอ้างว่าตนเองมีอาการแน่นหน้าอกซึ่งเป็นลักษณะอาการโรคหัวใจกำเริบ และเจ้าพนักงานเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเห็นควรให้ส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำ เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการไต่สวนเชื่อได้ว่า ในคืนดังกล่าวจำเลยไม่ได้มีอาการแน่นหน้าอกอันเป็นอาการของโรคหัวใจกำเริบตามที่จำเลยกล่าวอ้างอันเป็นเหตุให้ต้องส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำแต่อย่างใด ดังนั้น จำเลยจะอ้างว่าการส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยย่อมฟังไม่ขึ้น สำหรับการรักษาจำเลยที่โรงพยาบาลตำรวจตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2566 จนถึงวันที่จำเลยออกจากโรงพยาบาลตำรวจเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 นั้น เห็นว่า หลังจากส่งตัวจำเลยไปโรงพยาบาลตำรวจแล้วจำเลยพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจจนครบ 30 วัน และได้ความต่อไปว่า เมื่อจำเลยอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจครบ 30 วัน แล้ว เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครขอให้โรงพยาบาลตำรวจออกใบแสดงความเห็นแพทย์ และพลตำรวจโทนายแพทย์ทวีศิลป์ได้ออกใบแสดงความเห็นแพทย์ ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2566 ให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยใบแสดงความเห็นแพทย์ระบุว่า การรักษายังไม่สิ้นสุดเพราะต้องรักษาแผลที่ผ่าตัด ตรวจและวางแผนผ่าตัดโรคที่รายงานจึงจำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาล และพลตำรวจโทนายแพทย์ทวีศิลป์เบิกความว่า ออกใบแสดงความเห็นแพทย์ดังกล่าวเพียงระบุอาการของจำเลยที่ต้องรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่าจำเลยต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ที่ระบุว่าจำเลยต้องรักษาบาดแผลที่ผ่าตัดนั้น หมายถึงบาดแผลจากการผ่าตัดนิ้วล็อกเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2566 แต่ได้ความจากศาสตราจารย์นายแพทย์กีรติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากแพทยสภาว่า การผ่าตัดนิ้วล็อกไม่ต้องนอนโรงพยาบาลและไม่ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วนเป็นเพียงการผ่าตัดเล็ก ผู้ป่วยปกติทั่วไปสามารถกลับบ้านได้ในวันผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดดังกล่าวหาใช่สาเหตุการป่วยอันเป็นเหตุที่อ้างใช้ส่งตัวจำเลยมาที่โรงพยาบาลตำรวจไม่ ส่วนอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจของจำเลยนั้น ได้ความจากพลตำรวจตรีนายแพทย์ศุภฤกษ์ นายแพทย์ (สบ 7) โรงพยาบาลตำรวจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคหัวใจและร่วมดูแลเกี่ยวกับการรักษาโรคหัวใจของจำเลยด้วยว่า อาการโรคหัวใจของจำเลยนั้นจำเลยตัดสินใจให้รักษาโดยวิธีการใช้ยาอย่างเดียว และอาการความดันโลหิตสูงก็รักษาโดยการให้ยา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาการของจำเลยในวันที่ 15 กันยายน 2566 ไม่มีความจำเป็นที่โรงพยาบาลตำรวจต้องรับตัวจำเลยไว้รักษาอีกต่อไป เพราะสถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หรือทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์สามารถดูแลจำเลยได้แล้ว ประกอบกับได้ความจากรายงานการตรวจสอบของแพทยสภาว่า อาการของจำเลยตามเวชระเบียนโรงพยาบาลตำรวจ ณ วันที่ 15 กันยายน 2566 นั้นไม่มีเหตุที่จำเลยต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจอีกต่อไป แต่นายนัสที ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครในขณะนั้น กลับใช้ใบแสดงความเห็นแพทย์ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2566 เป็นหลักฐานประกอบเพื่อมีบันทึกข้อความถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ขออนุญาตให้จำเลยพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 30 วัน ตามบันทึกข้อความที่ ยธ 0768/6471 ลงวันที่ 18 กันยายน 2566 และนายสิทธิ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในขณะนั้น อนุญาตให้จำเลยรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 30 วัน ตามบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0705.4/31381 ลงวันที่ 20 กันยายน 2566 หลังจากนั้นจำเลยได้พักอยู่ที่ห้องพักพิเศษ ชั้นที่ 14 ตลอดมา และได้ความจากพันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไม่เคยติดตามสอบถามอาการเจ็บป่วยของจำเลยจากพันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะเพื่อนำตัวจำเลยกลับไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อจำเลยพักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจครบ 60 วัน เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครขอให้โรงพยาบาลตำรวจออกใบแสดงความเห็นแพทย์ และทางโรงพยาบาลตำรวจโดยพลตำรวจโทนายแพทย์ทวีศิลป์ได้ออกใบแสดงความเห็นแพทย์ฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2566 ให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยใบแสดงความเห็นแพทย์ระบุว่า ต้องรับการผ่าตัดเร่งด่วนเพราะมีอาการปวดรุนแรง มือและแขนอ่อนแรง แต่กลับได้ความว่าการผ่าตัดดังกล่าวเป็นการผ่าตัดเอ็นหัวไหล่ขวาซึ่งฉีกขาดเพราะจำเลยประสบอุบัติเหตุขณะพักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ หาใช่สาเหตุการป่วยอันเป็นเหตุที่อ้างใช้ส่งตัวจำเลยมาที่โรงพยาบาลตำรวจไม่ ทั้งการรักษาโดยการผ่าตัดดังกล่าวสามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ และขณะออกใบแสดงความเห็นแพทย์ฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2566 ยังไม่ถึงวันผ่าตัดเพราะได้ความว่ามีการผ่าตัดในวันที่ 23 ตุลาคม 2566 ขณะที่ยังไม่ถึงวันผ่าตัดจึงส่งตัวจำเลยกลับไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพื่อรอการผ่าตัดได้ แต่นายนัสทีกลับใช้ใบแสดงความเห็นแพทย์ดังกล่าวเป็นหลักฐานประกอบเพื่อมีบันทึกข้อความด่วนที่สุดถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ขออนุญาตให้จำเลยรักษาตัวอยู่นอกเรือนจำเกินกว่า 60 วัน ตามบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0768/ (ไม่ปรากฏเลขที่) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2566 และนายชาญ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในขณะนั้น อนุญาตให้จำเลยรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 60 วัน ตามบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0705.4/35326 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2566 ทั้งที่ขณะนั้นจำเลยไม่มีความจำเป็นต้องพักรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจแล้ว หลังจากนั้นจำเลยก็พักอยู่ที่ห้องพักพิเศษ ชั้นที่ 14 อย่างต่อเนื่องตลอดมาจนครบ 120 วัน และได้ความจากพันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะว่า ทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไม่เคยสอบถามอาการของจำเลยแต่อย่างใด และต่อมาเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ขอให้โรงพยาบาลตำรวจออกใบแสดงความเห็นแพทย์ และทางโรงพยาบาลตำรวจโดยพันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะได้ออกใบแสดงความเห็นแพทย์ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2566 โดยระบุว่า มีข้อบ่งชี้ต้องรักษาสมองขาดเลือดและผ่าตัดรักษาภาวะกระดูกคอเสื่อม (Cervical spondylotic myeloradiculopathy) อยู่ระหว่างดำเนินการและวางแผนการผ่าตัดรักษา และพลตำรวจตรีนายแพทย์สามารถ นายแพทย์ (สบ 7) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลตำรวจ ได้ออกใบแสดงความเห็นฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2566 โดยใบแสดงความเห็นแพทย์ระบุว่า ปรึกษาประสาทศัลยแพทย์วางแผนผ่าตัดรักษากระดูกคอเสื่อมกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท ซึ่งได้ความจากพันตำรวจเอกนายแพทย์ชนะและพลตำรวจตรีนายแพทย์สามารถว่า พยานทั้งสองออกใบแสดงความเห็นแพทย์เพียงระบุอาการป่วยของจำเลยที่จะทำการรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่าออกใบแสดงความเห็นแพทย์เพื่อให้จำเลยพักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ และต่อมาพลตำรวจตรีนายแพทย์สามารถได้ออกใบแสดงความเห็นแพทย์อีกฉบับลงวันที่ 5 มกราคม 2567 โดยระบุว่า วางแผนผ่าตัดแก้กระดูกคอกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท แต่กลับได้ความจากพลตำรวจโทนายแพทย์โสภณรัชต์ว่า แพทย์เคยเสนอจำเลยให้ผ่าตัดรักษากระดูกคอกดทับเส้นประสาทภายหลังจากจำเลยอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่จำเลยปฏิเสธการผ่าตัด การที่พลตำรวจตรีนายแพทย์สามารถระบุในใบรับรองแพทย์ฉบับลงวันที่ 5 มกราคม 2567 ว่า ต้องวางแผนผ่าตัดแก้กระดูกคอทับไขสันหลังและเส้นประสาท จึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพลตำรวจโทนายแพทย์โสภณรัชต์ ทั้งได้ความว่าในที่สุดก็ไม่มีการผ่าตัดกระดูกคอกดทับไขสันหลังและเส้นประสาทของจำเลยแต่อย่างใดจนกระทั่งจำเลยออกจากโรงพยาบาลตำรวจ แต่นายนัสทีกลับใช้ใบแสดงความเห็นแพทย์ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2566 เป็นหลักฐานประกอบเพื่อมีบันทึกข้อความด่วนที่สุด ถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ขออนุญาตให้จำเลยรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 120 วัน ตามบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0768/414 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2566 นายสหการณ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อนุญาตให้จำเลยรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 120 วัน ตามบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด ที่ ยธ 0701/ลับ/627 ลงวันที่ 8 มกราคม 2567 หลังจากนั้นจำเลยก็พักอยู่ที่ห้องพักพิเศษ ชั้นที่ 14 ตลอดมาจนกระทั่งจำเลยได้รับการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 แล้วจำเลยออกจากโรงพยาบาลตำรวจในวันเดียวกันกับที่ได้รับการพักการลงโทษ นับว่าจำเลยได้มาพักอยู่ที่ห้องพักพิเศษ ชั้นที่ 14 ติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2566 ถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นเวลานานเกือบ 6 เดือน โดยไม่ได้กลับไปถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจนกระทั่งจำเลยได้รับการพักการลงโทษ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การบังคับโทษจำเลยไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดจึงเป็นการบังคับโทษที่มิชอบด้วยกฎหมาย และตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาข้างต้นบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยทราบข้อเท็จจริงหรือรับรู้เหตุการณ์ได้ว่าตนไม่ได้ป่วยวิกฤติฉุกเฉิน แต่จำเลยมีเพียงโรคประจำตัวซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาตัวแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ เพราะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและสภาวะร่างกายของจำเลยเอง นอกจากนี้ยังได้ความว่าจำเลยเข้ามามีส่วนตัดสินใจในกระบวนการรักษาของแพทย์ โดยปฏิเสธการผ่าตัดรักษาโรคหัวใจและโรคกระดูกคอกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท แต่ให้แพทย์รักษาโดยการรับประทานยาตามอาการและเลือกรับการผ่าตัดนิ้วล็อกและเอ็นหัวไหล่ขวาซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนและเป็นผลทำให้การรักษาตัวจำเลยในโรงพยาบาลตำรวจขยายระยะเวลาออกไป จำเลยจึงได้รับประโยชน์จากการพักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจโดยไม่ต้องกลับไปถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจนได้รับการปล่อยตัว และไม่อาจอ้างว่าเป็นการดำเนินการของแพทย์และเจ้าหน้าที่ มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยเพื่อถือเอาประโยชน์จากระยะเวลาที่พักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจมาหักวันคุมขังโทษตามคำพิพากษา ส่วนที่จำเลยทำคำชี้แจงโต้แย้งในทำนองว่า มีการบังคับโทษตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเป็นรายบุคคล ลดโทษให้เหลือโทษจำคุก 1 ปี และจำเลยได้รับการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ เป็นผู้ได้รับการพักการลงโทษโดยมีเงื่อนไขในการคุมประพฤติ ต่อมาได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป จำเลยได้รับการปล่อยตัวพ้นโทษแล้วและจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จำเลยพ้นโทษจำคุกและมีการบังคับโทษตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ถือว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกครบถ้วนแล้ว นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 มีพระบรมราชโองการพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษให้จำเลยเหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปี ตามกำหนดโทษตามคำพิพากษา ดังนี้ ย่อมมีผลทำให้จำเลยได้รับการลดโทษและต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาต่อไปอีก 1 ปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2566 แต่หามีผลทำให้การบังคับโทษจำคุกจำเลยสิ้นสุดลงไม่ เมื่อการบังคับโทษจำเลยเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น กระบวนการบังคับโทษรวมทั้งการพักการลงโทษจำเลยจึงไม่มีผลตามกฎหมาย และไม่อาจนำเอาระยะเวลาที่พักอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ จำเลยจึงต้องรับโทษจำคุกอีก 1 ปี ตามพระบรมราชโองการ ส่วนคำชี้แจงของจำเลยในปัญหาอื่น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะเป็นข้อปลีกย่อย ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป คำชี้แจงของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

จากข้อเท็จจริงและเหตุผลทั้งหมดดังวินิจฉัยมารับฟังได้ว่า การส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจเป็นการไม่ชอบ และการบังคับโทษจำเลยตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของกฎหมายตามความในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 และกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 เป็นการบังคับโทษที่มิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจถือเอาช่วงระยะเวลาที่จำเลยอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจมาอ้างว่าตนได้รับโทษจำคุกแล้ว นอกจากนี้กรมราชทัณฑ์ก็ไม่อาจถือเอาระยะเวลาดังกล่าวมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณาในการพักการลงโทษให้จำเลยได้ จึงต้องบังคับโทษจำคุกแก่จำเลยมีกำหนด 1 ปี

จึงมีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุกแก่จำเลย โดยให้จำคุก 1 ปี ตามพระบรมราชโองการ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 89
พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรชัย ไทรโชต
อดุลย์ อุดมผล
สุพิชญ์ กรอบคำ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8267/2567
#712126
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏว่าในวันไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน จำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาล แต่ทนายจำเลยมอบฉันทะให้ ว. ยื่นคำร้องของทนายจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่าทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่นซึ่งนัดไว้ก่อนแล้ว จำเลยประสงค์ไกล่เกลี่ยกับโจทก์หากไม่สามารถตกลงกันได้จำเลยประสงค์ใช้สิทธิยื่นคำให้การโดยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า แต่ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ เมื่อจำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาลโดยทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า ศาลชั้นต้นจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลยโดยจำเลยมีสิทธิจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ถ้าจำเลยไม่ให้การและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะมีผลตามมาตรา 26 วรรคสอง คือให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้จัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลยโดยให้โอกาสจำเลยให้การภายในนัดหน้าหรือภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การและถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในทันทีและพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวจนเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบด้วยมาตรา 26 วรรคหนึ่ง และ วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,909,475.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,379,355 บาท และค่าขาดประโยชน์วันละ 6,896.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,069,025 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,379,355 บาท นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังยุติว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานโจทก์ในวันที่ 15 มีนาคม 2564 เมื่อถึงวันนัดโจทก์และทนายโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยและทนายจำเลยไม่มา โดยทนายจำเลยมอบฉันทะให้นายวีรวุฒิ ยื่นคำร้องของทนายจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่า ทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งนัดไว้ก่อนแล้ว จำเลยประสงค์ไกล่เกลี่ยกับโจทก์ หากไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยประสงค์ใช้สิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีโดยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า ทนายโจทก์แถลงคัดค้านว่า ศาลกำหนดวันนัดไว้ล่วงหน้ากว่า 5 เดือน และโจทก์ไม่มีความประสงค์ที่จะไกล่เกลี่ยเพราะเคยเจรจากันหลายครั้งแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้ทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่น แต่สามารถทำคำให้การให้ผู้รับมอบฉันทะนำมายื่นต่อศาลได้ การไม่นำมายื่นถือได้ว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ประกอบกับฝ่ายโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะไกล่เกลี่ยกับฝ่ายจำเลย จึงไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว แล้วศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานและมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีผู้บริโภคต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ซึ่งมาตรา 25 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันก่อน และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลจัดให้มีการสอบคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ให้ศาลจัดให้มีการบันทึกคำให้การนั้นและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ และตามวรรคสอง กำหนดว่า ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่งและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าในวันไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน จำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาล แต่ทนายจำเลยมอบฉันทะให้นายวีรวุฒิยื่นคำร้องของทนายจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่า ทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งนัดไว้ก่อนแล้ว จำเลยประสงค์ไกล่เกลี่ยกับโจทก์ หากไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยประสงค์ใช้สิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีโดยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า แต่ทนายโจทก์แถลงคัดค้านว่า ศาลกำหนดวันนัดไว้ล่วงหน้ากว่า 5 เดือน และโจทก์ไม่มีความประสงค์ที่จะไกล่เกลี่ยเพราะเคยเจรจากันหลายครั้งแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ เมื่อจำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาลโดยทนายจำเลยยื่นคำร้องแสดงความประสงค์ขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า ศาลชั้นต้นจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยมีสิทธิจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ถ้าจำเลยไม่ให้การและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะมีผลตามมาตรา 26 วรรคสอง คือให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้จัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย โดยให้โอกาสจำเลยให้การภายในนัดหน้าหรือภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การและถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในทันทีแล้วพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวจนเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้น ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ย่อมเป็นคำพิพากษาที่มิชอบไปด้วย เมื่อจำเลยแสดงความประสงค์จะต่อสู้คดีมาโดยตลอด กรณีมีเหตุอันสมควรยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) , 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่สอบถามคำให้การของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 26 วรรคหนึ่ง ม. 26 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — บริษัท ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทวีศักดิ์ นคนันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายน้ำเพชร ปานะถึก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต อิศรเดช
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ศตวรรษ ทาแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8213/2567
#724095
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ว่า นาย อ. มอบอำนาจให้นำโฉนดที่ดินมาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสอง แต่ความจริงแล้วนาย อ. แจ้งว่าให้หาเงินกู้เพิ่มเติม และให้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ของนาย อ. ที่กู้ยืมจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น นาย อ. มิได้มอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองมาทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ การหลอกลวงของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองขอกู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันเป็นโฉนดที่ดินของนาย อ. ที่สามารถให้โจทก์ชำระหนี้หรือบังคับหนี้เอาจากที่ดินดังกล่าวได้ โจทก์จึงให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 341

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2561 นายอำพลทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 1,950,000 บาท มีข้อตกลงว่า นายอำพลนำโฉนดที่ดิน 2 ฉบับ เลขที่ 67999, 77764 ตามลำดับ ให้จำเลยที่ 2 ยึดถือไว้เป็นประกัน ในวันเดียวกันนายอำพลทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จัดการจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงในวงเงิน 1,950,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามกฎหมายใหม่และสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2561 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 3,500,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 หนังสือมอบอำนาจ (ท.ด. 21) ที่นายอำพลลงชื่อผู้มอบอำนาจ แต่ยังไม่ได้กรอกข้อความ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของนายอำพลที่นายอำพลลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องให้ไว้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 จำนวน 3,500,000 บาท ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันที่ 9 เมษายน 2562 ตามใบแจ้งผลเช็คคืนในวันที่ 25 เมษายน 2562 พนักงานสอบสวนมีหนังสือขออายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 77764 ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เนื่องจากนายอำพลแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 2 เอาโฉนดที่ดินไปโดยนายอำพลไม่ยินยอม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยทั้งสองได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์แล้วหรือไม่ โจทก์เบิกความในทำนองว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2561 จำเลยทั้งสองมาขอกู้เงินโจทก์ อ้างว่าเป็นนักธุรกิจค้าขายที่ดิน มีฐานะ มีความรู้ความสามารถ ต้องการกู้เงินโจทก์ 3,500,000 บาท เพื่อนำไปลงทุน มีหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินมูลค่า 11,000,000 บาทเศษ โดยนายอำพล เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน มอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองใช้โฉนดที่ดินไปทำสัญญากู้ยืมเงิน โดยให้ถือว่าที่ดินเป็นหลักประกันเงินกู้ จำเลยที่ 1 มอบโฉนดที่ดิน หนังสือมอบอำนาจที่นายอำพลลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจ แต่ยังไม่กรอกข้อความ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของนายอำพลที่ลงลายมือชื่อรับรองไว้ สำเนาระวางแผนที่ที่ตั้งที่ดินและราคาประเมินที่ดินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็ค 3,500,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ แต่โจทก์ไม่มีเงินสด ก่อนทำสัญญากันในวันดังกล่าว โจทก์จึงไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 26290 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ และมอบเงินที่ได้จากการขายฝากให้แก่จำเลยทั้งสองไป เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยทั้งสองขอผัดผ่อน และขอให้โจทก์ไม่นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน หลังจากนั้นโจทก์ทราบว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 77764 ถูกอายัด ส่วนจำเลยทั้งสองเบิกความในทำนองเดียวกันว่า นายอำพลมอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองกู้เงินจากโจทก์ ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ไปขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ให้แก่นายอำพล ส่วนจำเลยที่ 1 ไปทวงเงินค่าใช้จ่ายที่ทำงานให้แก่โจทก์ที่จังหวัดพังงา ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 และ 67999 ของนายอำพลไปให้โจทก์พิจารณา โจทก์ไม่มีเงินให้กู้และไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างงานที่จังหวัดพังงา แต่จะยืมเงินจากน้องสาวโจทก์มาให้นายอำพลกู้ และมีเงื่อนไขว่าจะต้องให้จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงิน ออกเช็คค้ำประกัน และมอบโฉนดที่ดินของนายอำพลไปเสนอให้น้องสาวโจทก์พิจารณา จำเลยที่ 1 อยากจะได้ค่าใช้จ่ายคืน และอยากได้เงินไปให้นายอำพล จำเลยทั้งสองจึงยินยอมตามเงื่อนไขของโจทก์ จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับเงินจากโจทก์ แต่นายสุวรรณพยานจำเลยทั้งสอง ซึ่งเคยทำงานกับโจทก์ มีตำแหน่งเป็นนายหน้าในการปล่อยเงินกู้ให้โจทก์ เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์เจือสมพยานโจทก์ว่า ในวันที่เดินทางไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงหนองจอกนั้น นายสุวรรณ โจทก์และจำเลยทั้งสองเดินทางไปด้วยกัน ระหว่างทางไปห้างสรรพสินค้าโลตัส จำเลยที่ 2 พูดว่า ได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว แม้ตามหนังสือสัญญาขายฝากดังกล่าวระบุว่า ขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นจำนวนเงิน 1,696,000 บาท ก็ตาม แต่นายสุวรรณเบิกความว่า ผู้ที่ทำนิติกรรมขายฝากกับโจทก์โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีการชำระค่าที่ดินดังกล่าว 3,500,000 บาท ซึ่งได้ความจากจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า หลังจากเสร็จธุระที่สำนักงานที่ดินแล้วได้เดินทางมาทำสัญญากู้ยืมที่บริเวณทาวน์อินทาวน์ จำแขวงและเขตไม่ได้ จึงเห็นได้ว่า เนื่องจากโจทก์ไม่มีเงินที่จะให้จำเลยทั้งสองกู้ โจทก์จึงต้องจดทะเบียนขายฝากที่ดินกับนายชลัชก่อน แล้วจึงให้จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ โดยมอบเงินที่ได้จากการขายฝากให้จำเลยทั้งสอง การที่นายสุวรรณเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ในวันที่มีการขายฝากที่ดิน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ทำให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายฝากที่ดิน แต่ร่วมเดินทางไปที่สำนักงานที่ดินด้วย และจำเลยที่ 2 ดำเนินการเรื่องการขายฝาก ก็เพื่อรับเงินที่โจทก์ได้จากการขายฝากที่ดิน ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คเงินสด 3,500,000 บาท ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 จำนวนเงินเท่ากับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ โดยระบุไว้ในสัญญากู้ยืมเงินว่า เพื่อชำระหนี้เงินกู้ นับเป็นเรื่องขัดต่อเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะหากจำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับเงิน 3,500,000 บาท จากโจทก์ดังที่กล่าวอ้าง ย่อมไม่มีหนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องชำระให้แก่โจทก์และสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ทั้งในการทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในฐานะผู้กู้ ตกลงว่า ข้อ 1... ผู้กู้ได้รับเงินไปถูกต้องครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา ดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองนำสืบและกล่าวอ้างว่าไม่ได้รับเงินจากโจทก์ นับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่าประกอบอาชีพเกี่ยวกับการจัดหานายทุนปล่อยกู้ ที่ต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบในการลงลายมือชื่อในเอกสารที่ต้องผูกพันตนให้ต้องรับผิดเป็นอย่างยิ่ง คำเบิกความของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน จำนวน 3,500,000 บาท จากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 2 เพียงแต่นำโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 และ 67999 ของนายอำพลไปเสนอให้แก่นายทุนเงินกู้ เพื่อที่จะกู้เงินให้แก่นายอำพล จำเลยที่ 2 ไม่ได้หลอกลวงโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้โฉนดที่ดินทั้งสองแปลงมาโดยได้รับความยินยอมจากนายอำพลนั้น พันตำรวจโทรุ่งรวีพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอุบลราชธานีพยานโจทก์เบิกความประกอบคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอำพลตามบันทึกคำให้การของพยาน สรุปใจความได้ว่า ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 นายอำพลไปหาจำเลยที่ 2 เพื่อขอกู้ยืมเงิน 1,500,000 บาท โดยตกลงจะนำโฉนดที่ดินเลขที่ 67999 ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ตกลงจะมอบเงิน 100,000 บาท ให้นายอำพล ส่วนที่เหลือจำเลยที่ 2 แจ้งว่าจะนำโฉนดที่ดินไปเสนอนายทุนกรุงเทพก่อน ในระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 ขอดูโฉนดที่ดินแปลงข้างเคียง นายอำพลจึงมอบสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากดูแล้ว จำเลยที่ 2 ให้นายอำพลลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจ สัญญากู้ที่ไม่ได้ลงรายละเอียดเอกสารทางทะเบียนราษฎร และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ที่ได้รับรองเอกสารไว้ให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ตกลงว่าจะมอบเงิน 100,000 บาท ให้แก่นายอำพลในวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 เมื่อถึงกำหนดนายอำพลได้รับเงิน 100,000 บาท ส่วนที่เหลือจำเลยที่ 2 ให้มารับในวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 เมื่อถึงกำหนดจำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้ฉบับแรก 1,950,000 บาท ดอกเบี้ย 450,000 บาท เนื่องจากมีการหักดอกเบี้ยไว้ แต่นายอำพลต้องการกู้เงินเพิ่มอีกประมาณ 300,000 ถึง 500,000 บาท และได้มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 ให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้ฉบับที่ 2 ว่า นายอำพลกู้เงิน 2,400,000 บาท ยินยอมจ่ายดอกเบี้ย 900,000 บาท แต่นายอำพลไม่ลงลายมือชื่อ เนื่องจากเห็นว่าไม่ถูกต้องตามข้อตกลง ในวันนี้จำเลยที่ 2 โอนเงินให้ 430,000 บาท ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2561 จำเลยที่ 2 โอนเงินให้อีก 525,000 บาท รวมเป็นเงินที่นายอำพลได้รับตามสัญญากู้ฉบับแรก 1,055,000 บาท หลังจากนั้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จำเลยที่ 2 ติดต่อผ่านดาบตำรวจนิยม ให้นายอำพล ไปจดทะเบียนจำนองที่ดิน และแจ้งว่าจะให้นายอำพลกู้เพิ่มอีก 300,000 บาท แต่ไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 2 ได้อีก ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 กู้เงินจากโจทก์ให้แก่นายอำพล โดยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 และ 67999 ของนายอำพลไปให้โจทก์พิจารณา โดยได้รับความยินยอมจากนายอำพล ส่วนจำเลยที่ 2 ไปทวงค่าใช้จ่ายที่ทำงานให้แก่โจทก์ที่จังหวัดพังงา จำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินจากโจทก์ เห็นว่า สำเนาหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 ระบุว่านายอำพลกู้เงินจำเลยที่ 2 จำนวน 1,950,000 บาท นายอำพลมอบโฉนดที่ดิน 2 แปลง 67999, 77764... ให้จำเลยที่ 2 ถือไว้เป็นประกัน และหนังสือมอบอำนาจ ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2561 แนบท้ายหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว ระบุว่า นายอำพลมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจจัดการจำนองที่ดิน โฉนดเลขที่ 67999, 77764 กับจำเลยที่ 2 ในวงเงิน 1,950,000 บาท เพื่อประกันหนี้เงินกู้ของนายอำพล โดยให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน จึงเห็นได้ถึงเจตนาของนายอำพลว่า มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 77764 ให้แก่จำเลยที่ 2 เนื่องจากประสงค์ให้จำเลยที่ 2 หาเงินกู้เพิ่มเติม และให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือมอบอำนาจ เป็นประกันการกู้ยืมเงิน จึงได้ลงลายมือชื่อหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินของนายอำพล แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองกลับนำหนังสือมอบอำนาจที่นายอำพลลงลายมือชื่อผู้มอบอำนาจและยังไม่กรอกข้อความ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่นายอำพลขีดคร่อมเขียนข้อความว่า จำนองที่ดิน และสำเนาทะเบียนบ้านที่นายอำพลขีดคร่อมเขียนข้อความว่า จำนองที่ดินไปใช้เป็นหลักประกันในการทำสัญญากู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสองกับโจทก์ โดยนายอำพลมิได้ยินยอม และจำเลยที่ 2 เขียนข้อความในบันทึกต่อท้ายสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวด้วยลายมือตนเองว่า นายอำพลได้มอบหมายหรือมอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองนำหลักฐานเกี่ยวกับโฉนดที่ดินไปทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ โดยที่ให้ถือว่าที่ดินเป็นหลักประกันส่วนหนึ่งของสัญญากู้ยืมเงิน และยืนยันว่าได้รับมอบอำนาจจากนายอำพลให้มาทำสัญญาผูกพันตนดังกล่าวจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 เขียนขึ้นกล่าวอ้างกับโจทก์เพื่อให้โจทก์เชื่อ โดยนายอำพลไม่ได้ยินยอม ทั้งบันทึกต่อท้ายดังกล่าวยังขัดกับคำเบิกความของจำเลยทั้งสองที่ว่ามากู้ยืมเงินกับโจทก์แทนนายอำพล จำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินจากโจทก์ ยิ่งไปกว่านั้น ได้ความจากโจทก์ว่า เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยทั้งสองขอผัดผ่อน ไม่ให้โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน เมื่อโจทก์สอบถามถึงที่ดินที่นำมาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวงโจทก์ว่า นายอำพลมอบอำนาจให้นำโฉนดที่ดิน เลขที่ 77764 มาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินของจำเลยทั้งสอง ความจริงแล้วนายอำพลแจ้งว่าให้หาเงินกู้เพิ่มเติม และให้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันการชำระหนี้ของนายอำพลที่กู้ยืมจากจำเลยที่ 2 นายอำพลมิได้มอบอำนาจให้จำเลยทั้งสองมาทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย การหลอกลวงดังกล่าวของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยทั้งสองขอกู้ยืมเงินโดยมีหลักประกันเป็นโฉนดที่ดินของนายอำพล ที่สามารถให้โจทก์ชำระหนี้หรือบังคับหนี้เอาจากที่ดินดังกล่าวได้ โจทก์จึงให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงิน การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — นาย ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ -
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
นันทิกา จิวัธยากูล
วิธูร คลองมีคุณ
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8200/2567
#712887
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาอันถึงที่สุดให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย อันเป็นกรณีที่ให้จำเลยกระทำการ และศาลกำหนดไว้ว่าหากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย การบังคับคดีอาจทำได้โดยไม่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อโจทก์ยื่นหนังสือต่อเจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้เพิกถอนการออกใบแทนโฉนดที่ดิน และยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินฉบับใบแทน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินย่อมมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาต่อไป คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดิน จึงไม่จำต้องคงมีอยู่ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมชาย ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 2830, 2754, 9647, 9648 และ 9649 อันเป็นมรดกของนายสมชาย และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการเบียดบัง ยักย้ายทรัพย์มรดก ปิดบังทายาท อันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก จำเลยจึงถูกกำจัดสิทธิในการรับมรดก และให้จำเลยคืนทรัพย์มรดกแก่โจทก์และทายาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยยื่นคำร้องขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัด ระงับการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647, 9648 และ 9649 จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 2830, 2754, 9647, 9648 และ 9649 และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนายสมชาย ในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647, 9648 และ 9649 ให้จำเลยคืนที่ดินพิพาททั้งหมดแก่โจทก์และทายาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9645 กึ่งหนึ่งเป็นของจำเลย ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้กำจัดสิทธิการรับมรดกของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์เท่าที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยเท่าที่จำเลยชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ 200 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผ่นสุดท้ายและย่อหน้าสุดท้าย ข้อความที่ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9645 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9648 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด มีหนังสือลงวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ถึงศาลชั้นต้นหารือการปฏิบัติตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อม

ในวันนัดพร้อม จำเลยยื่นคำแถลงว่า การออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จำเลยต้องไปยื่นเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลง และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 กึ่งหนึ่ง ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 ตกทอดแก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกเพียงคนเดียว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการโอนมรดกบางส่วน นอกจากนี้ คำสั่งระงับการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงตามหนังสือแจ้งอายัด ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 สิ้นสุดลงนับแต่วันที่ 26 มกราคม 2559 อันเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันนัดพร้อม ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 14 มีนาคม 2565 ว่า เนื่องจากยังมีการบังคับคดีให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาอยู่ ดังนั้นคำสั่งอายัดจึงยังมีผลใช้บังคับอยู่เท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนการอายัด ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โดยยกเลิกคำสั่งให้ระงับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามหนังสือแจ้งอายัด ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า ให้มีหนังสือแจ้งเพิกถอนคำสั่งให้ระงับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 ตามหนังสือแจ้งอายัด ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ชั้นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยความตอนหนึ่งว่า ในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสมชาย เจ้ามรดกแต่เพียงผู้เดียว ย่อมตกเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งแปลง และศาลฎีกามิได้แก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนนี้ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 ทั้งแปลง คำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาในชั้นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยไว้ จำเลยชอบที่จะยื่นฎีกาเพื่อเป็นประเด็นวินิจฉัยในชั้นฎีกา แต่จำเลยมิได้ฎีกาในประเด็นนี้ คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาในส่วนนี้ว่า ขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งให้ระงับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดิน ยกเลิกการอายัดที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 9649 ด้วยนั้น จึงไม่เป็นประเด็นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาให้มีหนังสือแจ้งเพิกถอนคำสั่งให้ระงับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 ตามหนังสือแจ้งอายัด ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ในชั้นขอเพิกถอนนิติกรรมนั้น เดิมเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาแก้เป็นว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 กึ่งหนึ่งเป็นของจำเลย ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้กำจัดสิทธิการรับมรดกของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผ่นสุดท้ายย่อหน้าสุดท้าย ข้อความที่ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9645 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9648 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีผลเท่ากับว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยชนะคดีเพียงบางส่วน โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 กึ่งหนึ่งเป็นของมารดาจำเลย เมื่อมารดาของจำเลยถึงแก่ความตาย ที่ดินส่วนนี้จึงเป็นกองมรดกของมารดาจำเลย อีกกึ่งหนึ่งเป็นของนายสมชาย เมื่อนายสมชายถึงแก่ความตายจึงเป็นมรดกของนายสมชาย อันจะตกได้แก่ทายาทของนายสมชายต่อไป ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า ที่ดินทั้งแปลงเป็นของนายสมชาย เมื่อนายสมชายถึงแก่ความตาย จึงเป็นมรดกตกแก่ทายาทของนายสมชายต่อไป และศาลฎีกามิได้มีคำพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนนี้ จึงมีผลเท่ากับว่าศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้โจทก์ชนะคดีในที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 ทั้งแปลง ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เพื่อแก้ไข เพิกถอน คำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลง และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลง ให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้กล่าวถึงเป็นการเฉพาะ คงกล่าวเพียงว่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนศาลฎีกามิได้กล่าวถึงคำพิพากษาในส่วนนี้ไว้เป็นการเฉพาะเช่นกัน คงกล่าวเพียงว่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คำพิพากษาศาลฎีกาส่วนนี้จึงมีผลเท่ากับว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลง และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยจึงยังคงมีหน้าที่ต้องไปดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลง และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 เพื่อให้ผู้จัดการมรดกของนายสมชายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง และที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 ให้ผู้จัดการมรดกของนายสมชายมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ทั้งแปลง อันเป็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อให้กลับคืนสู่สถานะเดิมมากที่สุดเท่าที่จะดำเนินการได้ แต่ในส่วนวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2554 ให้เจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัด ระงับการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 ตามหนังสือแจ้งคำสั่งฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 นั้น เมื่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกามีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี แม้ผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดจะฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินทั้ง 4 แปลง กึ่งหนึ่ง แต่ผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดดังกล่าว ยังพิพากษาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลง และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2562 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา และศาลออกคำบังคับเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2562 ให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาทั้งสามชั้นศาลตามที่ระบุไว้หลังคำบังคับภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับคำบังคับ เจ้าหน้าที่รายงานผลการส่งคำบังคับให้จำเลยได้โดยปิดหมายเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2562 ซึ่งผลแห่งคำพิพากษาเป็นกรณีที่ให้จำเลยกระทำการ และศาลกำหนดไว้ว่าหากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และการบังคับคดีอาจทำได้โดยไม่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแม้ได้ความว่าต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2562 โจทก์ยื่นคำขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เนื่องจากจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 แต่เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562 โจทก์ยื่นหนังสือต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดแจ้งให้เพิกถอนการออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้ง 5 แปลง โดยอ้างส่งสำเนาคำพิพากษาทั้งสามชั้นศาลและหมายบังคับคดีประกอบการแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามหนังสือดังกล่าวด้วย และวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินฉบับใบแทน ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์สามารถนำคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาจำเลยไปดำเนินการตามคำพิพากษาได้ จึงยกคำร้อง ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินย่อมมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาต่อไป ดังนั้น คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่ให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดิน 4 แปลง ตามหนังสือแจ้งคำสั่งฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 จึงไม่จำต้องคงมีอยู่ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้มีหนังสือแจ้งเพิกถอนคำสั่งให้ระงับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 260 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส.
จำเลย — นางสาว ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายวิทูร กุลวานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
นนท์ ชัยปกรณ์
วิชัย ตัญศิริ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8200/2567
#715957
เปิดฉบับเต็ม

ในส่วนวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดิน ระงับการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 นั้น เมื่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกามีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี แม้ผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดจะฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินทั้ง 4 แปลง กึ่งหนึ่ง แต่ผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดดังกล่าว ยังพิพากษาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลง และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ซึ่งผลแห่งคำพิพากษาเป็นกรณีที่ให้จำเลยกระทำการ และศาลกำหนดไว้ว่าหากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และการบังคับคดีอาจทำได้โดยไม่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อโจทก์ยื่นหนังสือต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดแจ้งให้เพิกถอนการออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้ง 5 แปลง และต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินฉบับใบแทน ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์สามารถนำคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาจำเลยไปดำเนินการตามคำพิพากษาได้ จึงยกคำร้อง ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินย่อมมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาต่อไป ดังนั้น คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่ให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดิน 4 แปลง จึงไม่จำต้องคงมีอยู่ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนาย ส. ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 2830, 2754, 9647, 9648 และ 9649 อันเป็นมรดกของนาย ส. และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการเบียดบัง ยักย้ายทรัพย์มรดก ปิดบังทายาท อันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก จำเลยจึงถูกกำจัดสิทธิในการรับมรดก และให้จำเลยคืนทรัพย์มรดกแก่โจทก์และทายาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยยื่นคำร้องขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัด ระงับการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647, 9648 และ 9649 จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 2830, 2754, 9647, 9648 และ 9649 และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนาย ส. ในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647, 9648 และ 9649 ให้จำเลยคืนที่ดินพิพาททั้งหมดแก่โจทก์และทายาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9645 กึ่งหนึ่งเป็นของจำเลย ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้กำจัดสิทธิการรับมรดกของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์เท่าที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยเท่าที่จำเลยชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ 200 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผ่นสุดท้ายและย่อหน้าสุดท้าย ข้อความที่ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9645 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9648 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด มีหนังสือลงวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ถึงศาลชั้นต้นหารือการปฏิบัติตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อม

ในวันนัดพร้อม จำเลยยื่นคำแถลงว่า การออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จำเลยต้องไปยื่นเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งห้าแปลง และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 กึ่งหนึ่ง ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 ตกทอดแก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกเพียงคนเดียว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการโอนมรดกบางส่วน นอกจากนี้ คำสั่งระงับการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินพิพาททั้งห้าแปลงตามหนังสือแจ้งอายัด ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 สิ้นสุดลงนับแต่วันที่ 26 มกราคม 2559 อันเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันนัดพร้อม ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 14 มีนาคม 2565 ว่า เนื่องจากยังมีการบังคับคดีให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาอยู่ ดังนั้นคำสั่งอายัดจึงยังมีผลใช้บังคับอยู่เท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนการอายัด ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โดยยกเลิกคำสั่งให้ระงับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามหนังสือแจ้งอายัด ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า ให้มีหนังสือแจ้งเพิกถอนคำสั่งให้ระงับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 ตามหนังสือแจ้งอายัด ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ชั้นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยความตอนหนึ่งว่า ในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ส. เจ้ามรดกแต่เพียงผู้เดียว ย่อมตกเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งแปลง และศาลฎีกามิได้แก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนนี้ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 ทั้งแปลง คำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาในชั้นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยไว้ จำเลยชอบที่จะยื่นฎีกาเพื่อเป็นประเด็นวินิจฉัยในชั้นฎีกา แต่จำเลยมิได้ฎีกาในประเด็นนี้ คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาในส่วนนี้ว่า ขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งให้ระงับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดิน ยกเลิกการอายัดที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 9649 ด้วยนั้น จึงไม่เป็นประเด็นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาให้มีหนังสือแจ้งเพิกถอนคำสั่งให้ระงับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 ตามหนังสือแจ้งอายัด ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ในชั้นขอเพิกถอนนิติกรรมนั้น เดิมเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาแก้เป็นว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 กึ่งหนึ่งเป็นของจำเลย ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้กำจัดสิทธิการรับมรดกของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผ่นสุดท้ายย่อหน้าสุดท้าย ข้อความที่ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9645 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9648 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีผลเท่ากับว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยชนะคดีเพียงบางส่วน โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 กึ่งหนึ่งเป็นของมารดาจำเลย เมื่อมารดาของจำเลยถึงแก่ความตาย ที่ดินส่วนนี้จึงเป็นกองมรดกของมารดาจำเลย อีกกึ่งหนึ่งเป็นของนาย ส. เมื่อนาย ส. ถึงแก่ความตายจึงเป็นมรดกของนาย ส. อันจะตกได้แก่ทายาทของนาย ส. ต่อไป ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า ที่ดินทั้งแปลงเป็นของนาย ส. เมื่อนาย ส. ถึงแก่ความตาย จึงเป็นมรดกตกแก่ทายาทของนาย ส. ต่อไป และศาลฎีกามิได้มีคำพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนนี้ จึงมีผลเท่ากับว่าศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้โจทก์ชนะคดีในที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 ทั้งแปลง ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เพื่อแก้ไข เพิกถอน คำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลง และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลง ให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้กล่าวถึงเป็นการเฉพาะ คงกล่าวเพียงว่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนศาลฎีกามิได้กล่าวถึงคำพิพากษาในส่วนนี้ไว้เป็นการเฉพาะเช่นกัน คงกล่าวเพียงว่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คำพิพากษาศาลฎีกาส่วนนี้จึงมีผลเท่ากับว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลง และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยจึงยังคงมีหน้าที่ต้องไปดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลง และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 เพื่อให้ผู้จัดการมรดกของนาย ส. มีชื่อถือกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง และที่ดินโฉนดเลขที่ 9649 ให้ผู้จัดการมรดกของนาย ส. มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ทั้งแปลง อันเป็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อให้กลับคืนสู่สถานะเดิมมากที่สุดเท่าที่จะดำเนินการได้ แต่ในส่วนวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2554 ให้เจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัด ระงับการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 ตามหนังสือแจ้งคำสั่งฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 นั้น เมื่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกามีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี แม้ผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดจะฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินทั้ง 4 แปลง กึ่งหนึ่ง แต่ผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดดังกล่าว ยังพิพากษาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เพื่อแก้ไข เพิกถอนคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งห้าแปลง และยื่นคำขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งห้าแปลงให้กลับคืนสู่สถานะเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2562 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา และศาลออกคำบังคับเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2562 ให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาทั้งสามชั้นศาลตามที่ระบุไว้หลังคำบังคับภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับคำบังคับ เจ้าหน้าที่รายงานผลการส่งคำบังคับให้จำเลยได้โดยปิดหมายเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2562 ซึ่งผลแห่งคำพิพากษาเป็นกรณีที่ให้จำเลยกระทำการ และศาลกำหนดไว้ว่าหากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และการบังคับคดีอาจทำได้โดยไม่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแม้ได้ความว่าต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2562 โจทก์ยื่นคำขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เนื่องจากจำเลยมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 แต่เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562 โจทก์ยื่นหนังสือต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดแจ้งให้เพิกถอนการออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้ง 5 แปลง โดยอ้างส่งสำเนาคำพิพากษาทั้งสามชั้นศาลและหมายบังคับคดีประกอบการแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามหนังสือดังกล่าวด้วย และวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินฉบับใบแทน ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์สามารถนำคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาจำเลยไปดำเนินการตามคำพิพากษาได้ จึงยกคำร้อง ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามผลแห่งคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินย่อมมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาต่อไป ดังนั้น คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่ให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดิน 4 แปลง ตามหนังสือแจ้งคำสั่งฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2554 จึงไม่จำต้องคงมีอยู่ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้มีหนังสือแจ้งเพิกถอนคำสั่งให้ระงับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2830, 2754, 9647 และ 9648 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (3) ม. 260 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ร. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส.
จำเลย — นางสาว ซ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายวิทูร กุลวานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
นนท์ ชัยปกรณ์
วิชัย ตัญศิริ
พรหมมาศ ภู่แส
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 -ที่ 8123/2567
#712890
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความที่อุทธรณ์ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามมาตรา 22 ทวิ โดยยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ถึงผู้พิพากษาดังกล่าวพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 และผู้พิพากษาที่มีอำนาจได้สั่งคำร้องอนุญาตให้คู่ความนั้นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ หรือกรณีที่มิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต่อผู้พิพากษาดังกล่าวโดยตรง แต่ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวได้มีคำสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย

คดีนี้ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ โดยไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น ชอบแล้ว

อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขออนุญาตฎีกา เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไป การฎีกาจึงอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยฎีกาตาม ป.วิ.อ. ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 มิใช่เป็นคดีที่มีบทบัญญัติให้การฎีกากระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

ระหว่างพิจารณา นายโสพณ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ร่วมต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากโจทก์ร่วมไม่ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทวิ โดยต้องให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวงอนุญาตให้อุทธรณ์ โจทก์ร่วมไม่ได้ดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 จะเกิดสิทธิให้คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามมาตรา 22 ทวิ นั้น ในการขออนุญาตอุทธรณ์คู่ความผู้ขอต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และผู้พิพากษาที่มีอำนาจได้สั่งคำร้องอนุญาตให้คู่ความนั้นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ หรือกรณีที่มิได้มีการยื่นคำร้องขออนุญาตต่อผู้พิพากษาดังกล่าวโดยตรง แต่ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจมีคำสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้คู่ความฝ่ายนั้นอุทธรณ์ จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คดีนี้ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเพียงว่า โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับสำเนา ไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำโดยผิดหลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขออนุญาตฎีกา เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไป การฎีกาจึงอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 มิใช่เป็นคดีที่มีบทบัญญัติให้การฎีกากระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกา

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 22 ม. 22 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — นาย ส.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายธนู พุ่มพวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายมโน เทิดจิตธรรม
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
ทรงกลด บุญชูกุศล
เรณี ศิลปวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 -ที่ 8123/2567
#715016
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามมาตรา 22 ทวิ การขออนุญาตอุทธรณ์คู่ความผู้ขอต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ และผู้พิพากษาที่มีอำนาจได้สั่งคำร้องอนุญาตให้คู่ความนั้นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ หรือกรณีที่มิได้มีการยื่นคำร้องขออนุญาตต่อผู้พิพากษาดังกล่าวโดยตรง แต่ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจมีคำสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้คู่ความฝ่ายนั้นอุทธรณ์ จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คดีนี้ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเพียงว่า โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับสำเนา ไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำโดยผิดหลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่าขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 4463/2564 ของศาลจังหวัดธัญบุรี และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 4493/2564 ของศาลจังหวัดธัญบุรี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 700,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา นาย ส. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ร่วมต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากโจทก์ร่วมไม่ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทวิ โดยต้องให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวงอนุญาตให้อุทธรณ์ โจทก์ร่วมไม่ได้ดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 จะเกิดสิทธิให้คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามมาตรา 22 ทวิ นั้น ในการขออนุญาตอุทธรณ์คู่ความผู้ขอต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และผู้พิพากษาที่มีอำนาจได้สั่งคำร้องอนุญาตให้คู่ความนั้นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ หรือกรณีที่มิได้มีการยื่นคำร้องขออนุญาตต่อผู้พิพากษาดังกล่าวโดยตรง แต่ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจมีคำสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้คู่ความฝ่ายนั้นอุทธรณ์ จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คดีนี้ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเพียงว่า โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับสำเนา ไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำโดยผิดหลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขออนุญาตฎีกา เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไป การฎีกาจึงอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 มิใช่เป็นคดีที่มีบทบัญญัติให้การฎีกากระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกา

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 22 ม. 22 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — นาย ส.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายธนู พุ่มพวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายมโน เทิดจิตธรรม
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
ทรงกลด บุญชูกุศล
เรณี ศิลปวุฒิ
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8085/2567
#712722
เปิดฉบับเต็ม

ผลของการเพิกถอนนิติกรรมการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการโอนไปแล้วนั้นจะมีผลกระทบต่อสิทธิจำนองของโจทก์ที่มีอยู่เหนือทรัพย์จำนองเพียงใดย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้มาซึ่งสิทธิจำนองดังกล่าวโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีเพิกถอนการโอนทรัพย์ดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 238 หรือไม่ เมื่อได้ความว่านิติกรรมจำนองที่ดินและเครื่องจักรได้กระทำขึ้นก่อนวันที่ผู้ร้องสอดยื่นฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของ ป.พ.พ. มาตรา 6 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องสอดจึงมีภาระในการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว เมื่อพิจารณามูลค่าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรที่จดทะเบียนจำนองไว้แล้วปรากฏว่ามูลค่าหลักประกันดังกล่าวยังต่ำกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้างชำระอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งต่ำกว่าวงเงินจำนองที่ดินและเครื่องจักรเป็นประกัน และหากมีการบังคับจำนองย่อมไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในขณะนั้นได้อยู่แล้ว ดังนั้นการที่โจทก์อนุญาตให้มีการโอนทรัพย์สินซึ่งใช้เป็นหลักประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีภาระหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีจำนวนหนี้ค้างชำระมากกว่าราคาทรัพย์จำนองติดไปด้วยแม้จะมีการขยายวงเงินจำนองออกไปก็ไม่ทำให้เจ้าหนี้รายอื่นเสียเปรียบแต่ประการใด กับทั้งการที่โจทก์รับจดทะเบียนจำนองที่ดินและเครื่องจักรไว้จากจำเลยที่ 1 ในลำดับสองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญาที่ทำไว้แก่โจทก์เป็นการประกอบธุรกิจตามปกติของโจทก์ ประกอบกับข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของผู้ร้องสอดไม่ปรากฏว่าในขณะที่โจทก์อนุญาตให้มีการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วรับจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 โจทก์ทราบถึงการที่จำเลยที่ 2 มีหนี้สินผูกพันที่จะต้องชำระให้แก่ผู้ร้องสอดแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของผู้ร้องสอดจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้กระทำการโดยไม่สุจริต จึงถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้มาซึ่งสิทธิจำนองซึ่งมีอยู่เหนือทรัพย์จำนองในขณะนั้นโดยสุจริตก่อนมีการฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล สิทธิจำนองของโจทก์ในภาระหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้ในลำดับสองจึงผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 นับแต่วันจดทะเบียนจำนองดังกล่าว ผู้ร้องสอดจึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินและเครื่องจักรระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนการที่โจทก์ยังคงให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 แม้จะทราบเรื่องการฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 นั้นเป็นการปฏิบัติตามสัญญาให้สินเชื่อต่าง ๆ ที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 และหากโจทก์ระงับการให้สินเชื่อจำเลยที่ 1 ไปเสียทีเดียวย่อมทำให้ธุรกิจของจำเลยที่ 1 มีปัญหาและมีความเสี่ยงที่โจทก์อาจจะถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องดำเนินคดีได้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ดำเนินธุรกิจตามปกติในทางการค้าของโจทก์เท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์กระทำการโดยไม่สุจริต ดังนั้นสิทธิจำนองของโจทก์เหนือที่ดินและเครื่องจักรที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์จึงมีผลครอบคลุมถึงหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นในภายหลังจากที่ผู้ร้องสอดฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลด้วย

เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 และเพิกถอนการโอนเครื่องจักรรวม 40 เครื่อง ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองที่จำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ย่อมมีผลทำให้ทรัพย์ดังกล่าวกลับคืนสู่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 แต่ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ทรัพย์ดังกล่าวจึงถือเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความแล้ว การที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินดังกล่าวโจทก์จึงต้องดำเนินการตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์ดังกล่าวเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,503,417,322.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,135,019,477.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้บังคับทรัพย์สินจำนองและจำนำและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 32,145,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 3 และให้ชำระเงิน 17,376,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 4

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เป็นคำขอบังคับจำนองตามสัญญาที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เป็นคำขอบังคับจำนองตามสัญญาจำนองที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ และขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้สัญญาจำนองที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

จำเลยทั้งสี่ให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายและถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงขอให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 1,503,417,322.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,135,019,477.46 บาท นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2559 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5011, 22591, 22592, 22609, 7074, 7150, 19801 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรหมายเลขทะเบียน (รหัส 49-301-106) 0003 ถึง 0042 หรือหมายเลขทะเบียน ร.2/1 เลขที่ 492887 (รหัส 49-301-106) 0003 ถึง 0042 รวม 40 เครื่อง และเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์ที่จำนำ รวม 172 เครื่อง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้และคำร้องสอดให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคตรวจอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 แล้ว เห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 50 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์เพื่อดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ภายในวันที่ 5 เมษายน 2564 และแจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ทราบโดยชอบแล้ว แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นจึงรวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งคืนศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยทั้งสี่เป็นลูกค้าของโจทก์ซึ่งประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสัญญาทางธุรกิจการเงินกับโจทก์หลายมูลหนี้ โดยเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 จำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ตามบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 153–6–08xxx–x สาขาสวนมะลิ วงเงิน 30,000,000 บาท หนี้ตามสัญญากู้เงิน เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 จำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้เงินโจทก์ สาขาสำนักงานใหญ่ จำนวน 1,100,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของโจทก์ ต่อมาในวันที่ 23 มีนาคม 2553 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และโจทก์ตกลงทำบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาสินเชื่อ และคำยินยอมของผู้ค้ำประกัน โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดกับจำเลยที่ 2 อย่างลูกหนี้ร่วม และรับว่า ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 2 มีภาระหนี้ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ 2,029,125,448.56 บาท และยินยอมให้หลักทรัพย์ที่จำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 เป็นหลักประกันต่อไป หลังจากนั้น วันที่ 7 มิถุนายน 2553 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ สำนักงานใหญ่ จำนวน 30,000,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เอ็มโออาร์ ต่อปี ขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 6.125 ต่อปี และยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของโจทก์ กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 28 มกราคม 2554 หากครบกำหนดเวลาชำระหนี้จำเลยที่ 1 ยังคงเบิกเงินจากโจทก์ต่อไปอีกให้ถือว่าต่ออายุสัญญากันไปโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา โดยใช้วงเงิน 28,000,000 บาท หมุนเวียนบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 153-6-10xxx-x และใช้วงเงิน 2,000,000 บาท หมุนเวียนบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 116-6-04xxx-x จำเลยที่ 1 ได้เดินสะพัดทางบัญชีเรื่อยมา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2553 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญารับชำระหนี้กรณีแพ็คกิ้งเครดิต หรือ สัญญารับชำระหนี้และได้รับวงเงินสินเชื่อเพื่อการส่งออกกับโจทก์ ในวงเงิน 1,000,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินในวันถึงกำหนดพร้อมดอกเบี้ย หากผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของโจทก์ จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินนำมาขายแก่โจทก์ รวม 9 ฉบับ รวมยอดหนี้ทั้ง 9 ฉบับ เป็นเงิน 833,613,677.51 บาท จำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าปรับจากการไม่ส่งสินค้าออก ตามสัญญารับชำระหนี้และคำขอขายตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับ รวม 14 ฉบับ รวมเป็นเงิน 12,050,520.26 บาท และหนี้ตามหนังสือค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันเลขที่ 00019/200153/0383/53 เพื่อค้ำประกันการใช้กระแสไฟฟ้าต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในวงเงิน 150,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ผิดนัดมีค่าธรรมเนียมค้างชำระจากวงเงิน 6,398,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมร้อยละ 2 ต่อปี เป็นเงิน 127,960 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,503,417,322.63 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ทุกประเภทของจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2546 จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5011, 22591, 22592, 22609, 7074, 7150 และ 19801 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 25 มีนาคม 2553 จำเลยที่ 2 ขายที่ดินจำนองดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินจำนองดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันลำดับสอง วันที่ 21 พฤษภาคม 2550 จำเลยที่ 2 นำเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน (รหัส 49-301-106) 0003 ถึง 0042 รวม 40 เครื่อง จดทะเบียนจำนองกับโจทก์ เป็นเงิน 981,200,000 บาท ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2553 จำเลยที่ 2 ขายเครื่องจักรที่จำนองให้แก่จำเลยที่ 1 และวันที่ 3 พฤษภาคม 2553 จำเลยที่ 1 นำเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน ร.2/1 เลขที่ 492887 (รหัส 49-301-106) 0003 ถึง 0042 รวม 40 เครื่อง มาจดทะเบียนจำนองกับโจทก์ เป็นเงิน 980,000,000 บาท โดยตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดอยู่จนครบถ้วน และในวันที่ 7 มิถุนายน 2553 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจำนำเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์ รวม 172 เครื่อง แก่โจทก์ เป็นเงิน 57,004,655.17 บาท ก่อนฟ้องโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาสินเชื่อทั้งห้าประเภท พร้อมบอกกล่าวบังคับจำนองและจำนำไปยังจำเลยทั้งสี่แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ซึ่งคดีโจทก์ในส่วนของหนี้ยอดหนี้ประธานที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ค้างชำระนั้น ศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,503,417,322.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,135,019,477.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ทิ้งอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา คดีโจทก์ส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 และในคดีที่ผู้ร้องสอดฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมและการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 นั้น ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5011, 22591, 22592, 22609, 7150, 7074, 19801, และ19831 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยที่ 1 (จำเลยที่ 2 ในคดีนี้) โอนให้แก่จำเลยที่ 2 (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) และเพิกถอนการโอนเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน (รหัส 49-301-106) 0003 ถึง 0042 รวม 40 เครื่อง ซึ่งจำเลยที่ 1 (จำเลยที่ 2 ในคดีนี้) โอนให้แก่จำเลยที่ 2 (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้เพิกถอนการโอนกิจการโรงงานสีข้าว สีข้าวนึ่ง และปรับปรุงคุณภาพข้าว ตามใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทะเบียนโรงงานเลขที่ 3-9(1)-2/45 ลบ ที่จำเลยที่ 1 (จำเลยที่ 2 ในคดีนี้) โอนให้แก่จำเลยที่ 2 (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) เพิกถอนการโอนกิจการโรงงานขัดข้าวสารตามใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทะเบียนโรงงานเลขที่ 3-9 (1)-3/39 ฉช ที่จำเลยที่ 1 (จำเลยที่ 2 ในคดีนี้) โอนให้แก่จำเลยที่ 2 (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) เพิกถอนการโอนบัตรส่งเสริมการลงทุนสำหรับกิจการคัดคุณภาพข้าวเลขที่ 1252(2)/2545 ลงวันที่ 19 เมษายน 2545 เพิกถอนบัตรส่งเสริมการลงทุนสำหรับกิจการอบข้าวเปลือกและไซโลเก็บข้าว เลขที่ 1153(2)/2546 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2546 ที่จำเลยที่ 1 (จำเลยที่ 2 ในคดีนี้) โอนให้แก่จำเลยที่ 2 (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) เพิกถอนนิติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 (จำเลยที่ 2 ในคดีนี้) โอนเงินค่าสินค้าเป็นเงิน 4,564,000 ยูโร และ 4,592,000 ยูโร ของจำเลยที่ 1 (จำเลยที่ 2 ในคดีนี้) ให้แก่จำเลยที่ 2 (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) เพิ่มเติมจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 32/2565

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องสอดได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรสำหรับหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำขึ้นในขณะหรือภายหลังรับโอนกิจการกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเครื่องจักรมาจากจำเลยที่ 2 แล้ว หรือไม่ เห็นว่า ผลของการเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการโอนไปแล้วนั้นจะมีผลกระทบต่อสิทธิจำนองของโจทก์ที่มีอยู่เหนือทรัพย์จำนองดังกล่าวเพียงใด ย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้มาซึ่งสิทธิจำนองดังกล่าวโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีเพิกถอนการโอนทรัพย์ดังกล่าวตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 หรือไม่ ซึ่งในข้อเท็จจริงนี้ได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งเครื่องจักรอันเป็นทรัพย์จำนองให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมา วันที่ 25 มีนาคม 2553 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์จำนองทั้ง 7 แปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันลำดับสองให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มีอยู่ในเวลาจำนองและในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปภายหน้า โดยมีการเพิ่มวงเงินจำนองที่ดินเป็นวงเงิน 2,090,000,000 บาท และวันที่ 3 พฤษภาคม 2553 จำเลยที่ 1 นำเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน (รหัส 49-301-106) 0003 ถึง 0042 รวม 40 เครื่อง จำนองเป็นประกันครั้งที่ 2 ไว้แก่โจทก์ วงเงินจำนองเครื่องจักรเป็น 980,000,000 บาท รวมเป็นวงเงิน 3,070,000,000 บาท เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มีอยู่ในเวลาจำนองและในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปภายหน้า ซึ่งนิติกรรมจำนองที่ดินและเครื่องจักรดังกล่าวได้กระทำขึ้นก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 อันเป็นวันที่ผู้ร้องสอดยื่นฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นนิติกรรมกระทำขึ้นก่อนการฟ้องคดีเพิกถอนการฉ้อฉล กรณีจึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่าโจทก์รับจำนองที่ดินและเครื่องจักรดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งในข้อนี้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องสอดจึงมีภาระในการนำสืบพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว โดยผู้ร้องสอดมีนายทศพร ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องสอดเบิกความเป็นพยานมีใจความว่า เดิมจำเลยที่ 2 มีความประสงค์จะนำบริษัทจำเลยที่ 2 เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทหลักทรัพย์ ค. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์เป็นผู้แนะนำให้นำบริษัทจำเลยที่ 1 เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แทน แต่ในขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่ประกอบกิจการและไม่มีทรัพย์สิน จึงให้จำเลยที่ 2 โอนทรัพย์สินไปให้จำเลยที่ 1 เพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์แทน ซึ่งโจทก์พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยและอนุมัติให้จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ หลังจากนั้นวันที่ 23 มีนาคม 2553 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาสินเชื่อและคำยินยอมของผู้ค้ำประกันกับโจทก์ อันมีผลทำให้จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตนเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเจือสมกับคำเบิกความของนายสมนึก กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยทั้งสอง และนางวิภาดา ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของจำเลยที่ 1 ที่ว่าเหตุที่มีการโอนกิจการของจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 สืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 2 ประสงค์จะนำบริษัทจำเลยที่ 2 เข้าตลาดหลักทรัพย์จริง นอกจากนี้ยังปรากฏตามคำเบิกความของนายธีรศักดิ์ พยานจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการให้สินเชื่อและปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ให้ความเห็นแก่คณะกรรมการโจทก์ว่า การโอนย้ายทรัพย์จากบริษัทหนึ่งไปยังอีกบริษัทหนึ่งเป็นไปได้โดยการตั้งบริษัทใหม่และโอนย้ายธุรกิจมาบริษัทใหม่ โดยกรรมการชุดเดิม แต่การดำเนินการดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารในการให้สินเชื่อแก่นิติบุคคลใหม่ และการโอนหนี้และหลักทรัพย์จากจำเลยที่ 2 ไปยังจำเลยที่ 1 จะกระทำได้ต่อเมื่อบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินดำเนินการให้และเมื่อธนาคารตรวจสอบแล้วจึงจะอนุมัติให้ดำเนินการได้ ในกรณีที่จำเลยที่ 1 รับโอนหนี้จากจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องปกติ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เหตุที่มีการโอนกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นผลมาจากการดำเนินการตามคำแนะนำของบริษัทในเครือของโจทก์เพื่อนำกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แทนจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นลูกหนี้ในทางการค้ากับโจทก์แทนจำเลยที่ 2 เป็นประการสำคัญ ส่วนที่ผู้ร้องสอดอ้างว่าทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินอันเป็นสาระสำคัญของการประกอบธุรกิจการค้าข้าวของจำเลยที่ 2 การที่โจทก์ให้ความยินยอมในการโอนทรัพย์สินและกิจการของจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถประกอบธุรกิจตามเดิมได้และไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ที่ 2 มีต่อบรรดาเจ้าหนี้อื่นได้นั้น เห็นว่า ในขณะที่มีการโอนทรัพย์สินดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 2 มีภาระหนี้สินค้างชำระอยู่แก่โจทก์เป็นต้นเงินถึง 2,029,125,448.56 บาท แต่ปรากฏตามคำเบิกความของนางสาวภคอร พนักงานโจทก์ในคดีหมายเลขดำ พ 2310/2557 ว่า หลักประกันที่มีการจดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์ส่วนที่เป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีราคาประเมิน 430,000,000 บาท เครื่องจักรมีราคาประเมิน 541,080,000 บาท รวมเป็นเงินเพียง 971,080,000 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับที่นางวิภาดาเบิกความไว้ว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีราคาประเมิน 438,570,000 บาท ส่วนเครื่องจักรมีการประเมินเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2555 มีมูลค่า 541,075,000 บาท ซึ่งมูลค่าหลักประกันดังกล่าวยังต่ำกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้างชำระอยู่เป็นเงินจำนวนมาก รวมทั้งต่ำกว่าวงเงินจำนองที่ดินและเครื่องจักรเป็นประกัน ซึ่งมีวงเงินเป็นประกันหนี้ 1,401,200,000 บาท และหากมีการบังคับจำนองย่อมไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในขณะนั้นได้อยู่แล้ว ดังนั้น การที่โจทก์อนุญาตให้มีการโอนทรัพย์สินซึ่งใช้เป็นหลักประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีภาระหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีจำนวนหนี้ค้างชำระมากกว่าราคาทรัพย์จำนองติดไปด้วยแม้จะมีการขยายวงเงินจำนองออกไปเป็นวงเงินรวม 3,070,000,000 บาท ก็ไม่ทำให้เจ้าหนี้รายอื่นเสียเปรียบแต่ประการใด การที่โจทก์รับจดทะเบียนจำนองที่ดินและเครื่องจักรไว้จากจำเลยที่ 1 ในลำดับสอง เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญาที่ทำไว้แก่โจทก์จึงเป็นการประกอบธุรกิจตามปกติของโจทก์ อีกทั้งข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของผู้ร้องสอดไม่ปรากฏว่าในขณะที่โจทก์อนุญาตให้มีการโอนทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วรับจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ทราบถึงการที่จำเลยที่ 2 มีหนี้สินผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องสอดแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของผู้ร้องสอดจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้การกระทำการโดยไม่สุจริต จึงถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้มาซึ่งสิทธิจำนองซึ่งมีอยู่เหนือทรัพย์จำนองในขณะนั้นโดยสุจริต ก่อนมีการฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ดังนั้น สิทธิจำนองของโจทก์ในภาระหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้ในลำดับสอง จึงผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 1 นับแต่วันจดทะเบียนจำนองดังกล่าว ผู้ร้องสอดจึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินและเครื่องจักรระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนที่ผู้ร้องสอดอ้างว่า โจทก์ทราบมาโดยตลอดว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกฟ้องคดีเพิกถอนการฉ้อฉลอย่างช้า คือ วันที่ 4 กันยายน 2546 (ที่ถูก วันที่ 4 กันยายน 2556) แม้ผู้ร้องสอดจะได้แจ้งแก่โจทก์ให้ทราบถึงการฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลแล้ว แต่โจทก์ยังคงปล่อยสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อไป และตามคำเบิกความของนายธวัชชัย พนักงานของโจทก์ ประกอบรายงานคณะกรรมการกลั่นกรองสินเชื่อของโจทก์ ก็แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทราบถึงความเสี่ยงดังกล่าวแล้วโดยคณะกรรมการกลั่นกรองสินเชื่อของโจทก์ให้ความเห็นไว้ว่า การจำนองอาจไม่ครอบคลุมถึงหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่และอาจทำให้เป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ปล่อยสินเชื่อไปโดยไม่สุจริต นั้น มติคณะกรรมการกลั่นกรองสินเชื่อของโจทก์เป็นเพียงข้อพิจารณาประกอบความเห็นเพื่อให้โจทก์พิจารณาลดวงเงินสินเชื่อของจำเลยที่ 1 ลงเพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้รับชำระหนี้คืนอันเป็นปกติในการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ของโจทก์ที่ต้องใช้ความระมัดระวังเท่านั้น และข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ทราบข้อเท็จจริงภายหลังจากโจทก์ได้กระทำนิติกรรมรับจำนองที่ดินและเครื่องจักรในลำดับสอง ไว้จากจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์จำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในอนาคต ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นกรณีที่โจทก์กระทำโดยสุจริต สัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงยังคงมีผลผูกพันต่อไป ส่วนการที่โจทก์ยังคงให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 แม้จะทราบเรื่องการฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลระหว่างผู้ร้องสอดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เป็นการปฏิบัติตามสัญญาให้สินเชื่อต่าง ๆ ที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 ประกอบกับข้อเท็จจริงยังได้ความว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระอยู่แก่โจทก์เป็นเงิน 1,402,070,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนหนี้ค้างชำระมากกว่ามูลค่าทรัพย์จำนองที่เป็นหลักประกันเป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งต่อมาโจทก์ได้ดำเนินการลดวงเงินสินเชื่อของจำเลยที่ 1 ลงไม่เกินภาระหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ในขณะนั้นเพื่อลดความเสี่ยงของโจทก์ในการให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 ตามมติของคณะกรรมการกลั่นกรองสินเชื่อเช่นกัน เพราะหากโจทก์ระงับการให้สินเชื่อแก่จำเลยที่ 1 ไปเสียทีเดียวย่อมทำให้ธุรกิจของจำเลยที่ 1 มีปัญหาและมีความเสี่ยงที่โจทก์อาจจะถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องร้องดำเนินคดีได้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ดำเนินธุรกิจตามปกติในทางการค้าของโจทก์เท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์กระทำการโดยไม่สุจริต ดังนั้น สิทธิจำนองของโจทก์เหนือที่ดินและเครื่องจักรที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์จึงมีผลครอบคลุมถึงหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นในภายหลังจากที่ผู้ร้องสอดฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลด้วย ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธิขอให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์จำนองได้หรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะมีบุริมสิทธิจำนองเหนือทรัพย์ที่จำนองดังที่วินิจฉัยไปแล้ว แต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5011, 22591, 22592, 22609, 7150, 7074 และ 19801 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 25 มีนาคม 2553 และเพิกถอนการโอนเครื่องจักรหมายเลขทะเบียน (รหัส 49-301-106) 0003 ถึง 0042 รวม 40 เครื่อง ตามสำเนาหนังสือสำคัญการจดทะเบียนเครื่องจักร ซึ่งอันเป็นทรัพย์จำนองที่จำเลยที่ 2 โอนให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 29 เมษายน 2553 แล้ว ย่อมมีผลทำให้ทรัพย์ดังกล่าวกลับคืนสู่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ทรัพย์ดังกล่าวจึงถือว่าเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงขอให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินดังกล่าวโจทก์จึงต้องไปดำเนินการตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์ดังกล่าวเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ว่า หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5011, 22591, 22592, 22609, 7150, 7074, และ 19801 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรหมายเลขทะเบียน (รหัส 49-301-106) 0003 ถึง 0042 หรือหมายเลขทะเบียน ร. 2/1 เลขที่ 492887 (รหัส 49-301-106) 0003 ถึง 0042 รวม 40 เครื่อง เสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 238
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
ผู้ร้องสอด — บริษัท ล.
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายปราโมทย์ ฉิมพินิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายณกรณ์ กุลพิโมกข์
ชื่อองค์คณะ
วิทยา พรหมประสิทธิ์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ศตวรรษ ทาแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8084/2567
#714137
เปิดฉบับเต็ม

คำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลางในคดีที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. ลูกหนี้ และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และบริษัท อ. ลูกหนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ส่วนจำเลยที่ 2 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอถอนคำร้อง และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำร้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. จำเลยที่ 2 จึงมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว โจทก์จะกล่าวอ้างหรือโต้เถียงให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากเดิมว่าหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ขาดอายุความหาได้ไม่ แม้จำเลยทั้งหกไม่ได้เป็นคู่ความในคดีล้มละลายด้วย แต่เมื่อเป็นกรณีคำพิพากษาผูกพันคู่ความแล้ว จึงต้องรับฟังว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความแล้ว จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์

หนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกตามที่โจทก์ฟ้อง ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี รวมทั้งคำขอตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 20 วรรคสอง เป็นเรื่องทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกและออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้แก่เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ แต่เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงิน คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเฉพาะสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 การยื่นคำร้องในคดีล้มละลายขอให้พิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ได้บรรยายถึงภาระหนี้ที่ค้างชำระว่า ลูกหนี้มีภาระเงินต้นค้างชำระเป็นเงินต้นจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ แม้ตามคำร้องจะไม่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าเป็นภาระหนี้จากสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบริษัท อ. มีภาระหนี้อยู่ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกเท่านั้น ย่อมถือว่าการบรรยายคำร้องในคดีล้มละลายได้บรรยายถึงภาระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกไว้แล้ว การยื่นคำร้องขอในคดีล้มละลายดังกล่าวถือว่าเจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) และ 193/15 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ลูกหนี้ยื่นอุทรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำพิพากษายืน ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพาษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงจึงพอถือได้ว่าเป็นวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีล้มละลายดังกล่าว อย่างไรก็ตามแม้นับแต่วันที่มีการยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้คือวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ก็ยังไม่พ้นระยะเวลา 10 ปี ทั้งเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 มีการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย กับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน อันถือเป็นการรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 2 ได้ทำต่อเจ้าหนี้ จึงทำให้อายุความในส่วนจำเลยที่ 2 สะดุดหยุดลง และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 แต่ในส่วนดอกเบี้ยค้างชำระไม่ว่าดอกเบี้ยจะค้างชำระอยู่นานเท่าใด เมื่อฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้เรื่องอายุความคิดดอกเบี้ยไว้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องย้อนหลังไปได้เพียง 5 ปี เท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 858,721,860.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.780 ต่อปีของต้นเงิน 238,881,308.81 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอสละประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 32,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 32,000,000 บาท นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมชำระเงินในยอดต้นเงินดังกล่าว แต่รับผิดไม่เกิน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000,000 บาท นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมบริษัท อ. และจำเลยทั้งหกเป็นลูกค้าของธนาคาร น. สำนักเพชรบุรี บริษัท อ. เปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร น. สำนักเพชรบุรี วันที่ 9 มีนาคม 2535 บริษัท อ. กู้เบิกเงินเกินบัญชีเพื่อเดินสะพัดในบัญชีกระแสรายวันกับธนาคาร น. ในวงเงิน 2,000,000 บาท ยินยอมเสียดอกเบี้ยตามสัญญา วันที่ 9 สิงหาคม 2542 บริษัท อ. ทำสัญญากู้เงินจากธนาคาร น. 32,000,000 บาท ยินยอมเสียดอกเบี้ยตามข้อตกลงในสัญญา และบริษัท อ. ขอวงเงินสินเชื่อประเภทแพ็คกิ้งเครดิตภายในวงเงินสินเชื่อตามที่ได้รับอนุมัติจากธนาคาร น. เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจภายใต้เงื่อนไขของวงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ ตลอดจนระเบียบประเพณีปฏิบัติของธนาคาร น. หลังจากขอวงเงินสินเชื่อแล้วระหว่างวันที่ 7 กันยายน 2543 ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2543 บริษัท อ. ใช้วงเงินสินเชื่อเพื่อการส่งออกเป็นทุนในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตสินค้าและ/หรือการส่งสินค้าออกไปจำหน่ายต่างประเทศตามคำสั่งซื้อหรือตามสัญญาซื้อขายรวม 30 สัญญา สัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกดังกล่าว บริษัท อ. ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้ไว้แก่ธนาคาร น. โดยมีข้อตกลงตามสัญญาว่าเมื่อภาระหนี้จากการขอสินเชื่อเพื่อการส่งออกถึงกำหนดและ/หรือตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดชำระเงินแล้ว บริษัท อ. จะชำระเงินตามภาระหนี้จากการขอสินเชื่อเพื่อการส่งออกและ/หรือตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ธนาคาร น. พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามข้อตกลงในสัญญา เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำขอเปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวัน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน สัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกและ/หรือหนี้สินทุกประเภทของ บริษัท อ. ทั้งที่มีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาและจะมีขึ้นต่อไปในภายหน้า จำเลยทั้งหกผูกพันตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ โดยเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2534 จำเลยที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท วันที่ 2 ตุลาคม 2534 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท วันที่ 10 ตุลาคม 2534 จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท วันที่ 9 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 30,000,000 บาท วันที่ 10 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 172,000,000 บาท วันที่ 22 สิงหาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 1,026,813.28 บาท วันที่ 2 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 79,800 เหรียญสหรัฐอเมริกาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 145,000,000 บาท วันที่ 6 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 3,900,000 บาท วันที่ 16 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 643,479.60 เหรียญสหรัฐอเมริกา และเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 724,264.40 เหรียญสหรัฐอเมริกา แต่บริษัท อ. ผิดนัดชำระหนี้จนทำให้ภาระหนี้สินดังกล่าวเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจึงมีการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนี้จากธนาคาร น. เจ้าหนี้เดิมให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ต่อมามีการยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัท อ. และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2547 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 2,909,581.35 บาท หนี้เงินกู้ 43,858,890.41 บาท และหนี้ตามสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งออก 350,584,931.51 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. ที่ 1 นายบุญชัย ที่ 2 ตามมาตรา 58 วรรคท้าย แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 และพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองล้มละลาย วันที่ 31 มกราคม 2554 มีการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย กับ บริษัท อ. โดยจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน สัญญาปรับโครงสร้างหนี้มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันมีความประสงค์จะชำระหนี้ในส่วนของผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 มีการรับรองยอดหนี้ในมูลนี้เดิมและยอมรับสภาพหนี้ว่า ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2544 ลูกหนี้มีหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยตามมูลหนี้เดิมค้างชำระแบ่งเป็นเงินต้นค้างชำระ 277,681,308.81 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระ 38,626,468.51 บาท และเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ผู้ค้ำประกันตกลงชำระหนี้เงินต้นให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย 10,000,000 บาท ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ 19 มกราคม 2554 ชำระหนี้ 28,800,000 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2554 ผู้ค้ำประกันตกลงยินยอมรับแผนปรับโครงสร้างหนี้เป็นแผนปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 เท่านั้น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ตกลงถอนคำร้องตามมาตรา 58 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 หรือถอนฟ้องคดีล้มละลาย (ถ้ามี) เมื่อผู้ค้ำประกันได้ลงนามในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้และชำระเงิน 10,000,000 บาทเรียบร้อยแล้ว... หลังจากทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ 38,800,000 บาท ตามข้อตกลงในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงยื่นคำร้องขอถอนคำร้อง ส่วนลูกหนี้ที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ส่วนคดีในส่วนลูกหนี้ที่ 1 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 58 วรรคสี่ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ลูกหนี้ที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2559 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2559 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโอนทรัพย์สินและหลักประกันด้อยคุณภาพของลูกหนี้ในคดีนี้ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องซึ่งได้แก่ สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 และหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวแม้ศาลล้มละลายกลางได้มีคำวินิจฉัยไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.3846/2555 ที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. ลูกหนี้และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย โดยศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 และวินิจฉัยถึงมูลหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2535 ว่าผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานรายการเดินสะพัดทางบัญชีมาแสดงว่ามีการเดินสะพัดทางบัญชีหรือไม่อย่างไรหรือมีการผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด จึงไม่พอให้รับฟังว่ามีหนี้ตามสัญญาดังกล่าวอยู่จริง ทั้งสัญญาทำมาแล้วร่วม 20 ปี เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการเดินสะพัดทางบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อใด หากมีหนี้ ณ วันทำสัญญาหรือผิดนัดในปีที่ทำสัญญา หนี้ย่อมขาดอายุความที่จะบังคับตามสัญญาแล้ว... จากคำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวเท่ากับวินิจฉัยว่าไม่มีภาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ลูกหนี้ต้องรับผิดหรือถ้ามีคดีก็ขาดอายุความแล้ว และคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของศาลล้มละลายกลางดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษายืน คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีล้มละลายดังกล่าวบุคคลที่เป็นคู่ความคือ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและบริษัท อ. ส่วนจำเลยที่ 2 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอถอนคำร้องและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำร้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตั้งแต่ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. จำเลยที่ 2 จึงมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาในคดีล้มละลายที่วินิจฉัยถึงมูลหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงผูกพันเฉพาะโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และบริษัท อ. นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งจนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียถ้าหากมี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์จะกล่าวอ้างหรือโต้เถียงให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากเดิมว่าหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี ยังไม่ขาดอายุความหาได้ไม่ แม้จำเลยทั้งหกในคดีนี้จะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีล้มละลายด้วย แต่เมื่อเป็นกรณีคำพิพากษาผูกพันคู่ความแล้ว จึงต้องรับฟังว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความแล้ว จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีต่อโจทก์ ส่วนหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกที่โจทก์ฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 20 วรรคสอง เป็นเรื่องทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกและออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้ไว้แก่เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ แต่ข้อตกลงตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกมีข้อตกลงว่า... เมื่อภาระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกถึงกำหนดและ/หรือตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดชำระแล้ว บริษัท อ. จะชำระเงินตามภาระหนี้จากการขอสินเชื่อเพื่อการส่งออกและ/หรือตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้... สภาพแห่งข้อหาของโจทก์และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแม้เป็นเรื่องตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกและตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่โจทก์มิได้มีคำขอบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงิน คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเฉพาะสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก ซึ่งสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกทำสัญญาช่วงระหว่างวันที่ 7 กันยายน 2543 ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2543 และหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาฉบับแรกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2544 ส่วนสัญญาฉบับถัดไปถึงกำหนดชำระหนี้หลังจากนั้น โดยฉบับสุดท้ายถึงกำหนดชำระหนี้วันที่ 25 เมษายน 2544 และข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ว่าหลังจากบริษัท อ. ทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกกับธนาคาร น. แล้วมีปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินจึงมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ วันที่ 14 มกราคม 2548 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 2,909,581.35 บาท หนี้เงินกู้ 43,858,890.41 บาท และหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก 350,584,931.51 บาท ในคดีขอฟื้นฟูกิจการ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้ ระยะเวลาที่โจทก์ผู้รับโอนซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกเมื่อนับถึงวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการโดยไม่ต้องนับแต่วันที่มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการก็มีระยะเวลาเพียง 3 ปี 7 เดือนเศษ ทั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2548 เมื่อนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกฉบับแรกถึงวันยื่นคำขอรับชำระหนี้ก็มีระยะเวลาเพียง 3 ปี 10 เดือนเศษ การยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัท อ. ต่อศาลล้มละลายกลางนั้นย่อมทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถยื่นฟ้องคดีแพ่งเอากับลูกหนี้ได้ แต่ถ้าอายุความหรือระยะเวลาเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการบังคับคดีที่ถูกห้ามมิให้ดำเนินการครบกำหนดก่อนวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนหรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้หรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดหรือจะครบภายในหกเดือนนับแต่วันดังกล่าวให้อายุความหรือระยะเวลานั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันดังกล่าวแล้วแต่กรณี แต่ถ้าอายุความหรือระยะเวลานั้นตามกฎหมายมีน้อยกว่าหนึ่งปีก็ให้นำอายุความหรือระยะเวลาที่สั้นกว่าดังกล่าวนั้นมาใช้แทนกำหนดเวลาหนึ่งปีดังกล่าว ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 และมาตรา 90/15 และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้วบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยนำมูลหนี้ในคดีนี้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่วินิจฉัยไปแล้ว จึงทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14 (3) และมาตรา 193/15 ดังนั้นระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีขอฟื้นฟูกิจการดังกล่าวจึงไม่นับเข้าในอายุความและต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด และต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. ตามมาตรา 58 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัท อ. เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 58 วรรคสี่ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 และศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2559 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2559 แม้ข้อเท็จจริงในคดีฟื้นฟูกิจการจะไม่ปรากฏถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/15 วรรคสอง โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่ามีการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีขอฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2548 กรณีจึงต้องรับฟังว่าวันที่ 14 มกราคม 2548 เป็นวันที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงและต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2548 เมื่อนับถึงวันที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. ลูกหนี้ และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 มีระยะเวลา 5 ปี 9 เดือนเศษ ยังไม่พ้น 10 ปี แต่ในส่วนของดอกเบี้ยค้างชำระนั้น ไม่ว่าดอกเบี้ยจะค้างชำระอยู่นานเท่าใด เมื่อฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้เรื่องอายุความคิดดอกเบี้ยไว้โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องย้อนหลังไปได้เพียง 5 ปี เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) การยื่นคำร้องในคดีคดีล้มละลายขอให้พิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้บรรยายถึงภาระหนี้ที่ค้างชำระว่าลูกหนี้มีภาระหนี้เงินต้นค้างชำระ 277,681,308.81 บาท ดอกเบี้ย 38,626,468.51 บาท กับบรรยายถึงภาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินไว้ด้วย แม้คำร้องจะไม่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าเป็นภาระหนี้จากสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก แต่ข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่าภาระหนี้ที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องในคดีล้มละลายเป็นภาระหนี้เดียวกับที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ประกอบกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็รับฟังได้เพียงว่าบริษัท อ. ลูกหนี้มีภาระหนี้อยู่ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกเท่านั้น กรณีจึงถือได้ว่าการยื่นคำร้องในคดีล้มละลายดังกล่าวได้บรรยายถึงภาระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกไว้แล้ว การยื่นคำร้องขอในคดีล้มละลายดังกล่าวถือได้ว่าเจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14 (2) และมาตรา 193/15 ส่วนข้อเท็จจริงที่อ้างว่าเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 แล้วมีการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ข้อเท็จจริงส่วนนี้ก็ไม่ปรากฏว่ามีพยานเอกสารใดระบุว่ามีการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตั้งแต่เมื่อใดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้หรือไม่อย่างไร ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใดให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/15 วรรคสอง ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีล้มละลายดังกล่าวก็ได้ความว่าลูกหนี้ที่ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ลูกหนี้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2559 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2559 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใดจึงพอถือได้ว่าเป็นวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีล้มละลายดังกล่าวให้คู่ความฟัง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อนับแต่วันที่มีการยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้คือวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ยังไม่พ้นระยะเวลา 10 ปี ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 มีการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับว่ามีเงินต้นค้างชำระ ดอกเบี้ยค้างรับ กับมีเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ให้ไปบางส่วน สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 2 ได้ทำต่อเจ้าหนี้จึงทำให้อายุความในส่วนจำเลยที่ 2 สะดุดหยุดลง และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 ด้วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกไม่ขาดอายุความ แต่ในส่วนดอกเบี้ยค้างชำระก่อนฟ้องที่นับย้อนหลังขึ้นไปเกินกว่า 5 ปี และหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ในปัญหาข้อนี้เป็นฎีกาที่ไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องพิจารณา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปมีว่าจำเลยทั้งหกในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ปัญหาข้อนี้ในส่วนของสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกแม้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่คดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะพิจารณาพิพากษาได้ และเพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยศาลฎีกาเห็นว่า หนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2542 จำนวน 32,000,000 บาทนั้น ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นหนี้ที่ขาดอายุความ และคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องยังไม่ขาดอายุความ ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนี้ที่ขาดอายุความ จำเลยทั้งหกในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สำหรับหนี้สัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกนั้นข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าอายุความสะดุดหยุดลง จึงทำให้ไม่ขาดอายุความ อายุความที่สะดุดหยุดลงดังกล่าวเป็นโทษแก่ลูกหนี้ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 692 และภาระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก 30 สัญญา รวมเป็นต้นเงิน 244,998,000 บาท และสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2542 จำนวน 32,000,000 บาท ที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เป็นภาระหนี้เดียวกับที่ขอรับชำระหนี้ในคดีขอฟื้นฟูกิจการและยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้พิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามที่วินิจฉัยไปแล้ว และข้อเท็จจริงก็ได้ความเพียงว่าหลังจากมีการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไปเป็นเงิน 38,800,000 บาท และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีล้มละลายดังกล่าวตามข้อตกลงในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เท่านั้น ซึ่งปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ในทำนองว่าเมื่อจำเลยที่ 2 ยอมทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้และชำระหนี้ให้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากภาระหนี้ทั้งหมด โดยก่อนลงลายมือชื่อในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ฝ่ายเจ้าหนี้ก็แจ้งว่าจำเลยที่ 2 มีภาระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เท่านั้น จำเลยที่ 2 ก็นำสืบอ้างแต่เพียงลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุน ทั้งยังขัดแย้งกับข้อตกลงในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ที่ระบุว่าผู้ค้ำประกันตกลงยินยอมรับแผนปรับโครงสร้างหนี้ตามสัญญาเป็นแผนปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 เท่านั้น จากข้อตกลงในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงเฉพาะตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 ไม่เกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันฉบับอื่น และการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว เมื่อพิจารณาถึงสถานะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบธุรกิจก่อนมีการลงลายมือชื่อในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ จำเลยที่ 2 มีที่ปรึกษากฎหมายพิจารณาถึงผลได้ผลเสียตามข้อตกลงในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ก่อนแล้วจึงมีการลงลายมือชื่อ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจข้อตกลงตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เป็นอย่างดีแล้ว กรณีจึงมิใช่ข้อตกลงที่จะทำให้จำเลยที่ 2 เสียเปรียบอันเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด ข้อตกลงตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงมีผลทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 เท่านั้น หาทำให้หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2534 ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ไม่ ส่วนการชำระหนี้ของจำเลยที่ 2 จำนวน 38,800,000 บาท ก็หาทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินจำนวน 32,000,000 บาท ระงับสิ้นไปเพราะการชำระหนี้จำนวนดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าเป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินอันจะทำให้สัญญากู้เงินไม่มีภาระหนี้ ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่าหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก ลูกหนี้ชั้นต้นค้างชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยจำนวนมาก การชำระหนี้ในกรณีที่มีดอกเบี้ยค้างชำระจำนวนมากก็ต้องนำไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน ภาระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2542 จึงหาระงับสิ้นไปไม่ และปัญหาเรื่องภาระหนี้ตามสัญญากู้เงินกับสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก โจทก์มีนายไพบูลย์ ลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานบัญชีเบิกความว่าเป็นผู้คำนวณดอกเบี้ยและภาระหนี้โดยคำนวณจากภาระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้และเป็นผู้ตรวจสอบแบบแสดงรายการคำนวณภาระหนี้ การคำนวณดอกเบี้ยคำนวณจากดอกเบี้ยอ้างอิงตามประกาศของโจทก์ ปัญหาเรื่องภาระหนี้ตามแบบแสดงรายการคำนวณภาระหนี้ที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานดังกล่าวแม้ฝ่ายจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่าการคำนวณในส่วนดอกเบี้ยและเงินต้นไม่ถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่าภาระหนี้ที่โจทก์คำนวณดังกล่าวคำนวณจากภาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกรวมกันมาไม่ได้คิดภาระหนี้แยกแต่ละสัญญา แต่หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 2,000,000 บาท ซึ่งจัดทำตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2535 ขาดอายุความ จึงทำให้ความรับผิดในต้นเงินและดอกเบี้ยน้อยลงซึ่งเป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกัน ทั้งการคำนวณภาระหนี้ตามแบบแสดงรายการคำนวณภาระหนี้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดในอัตราที่ค่อนข้างสูงไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเจ้าหนี้อาศัยข้อตกลงตามสัญญากู้เงินและสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกซึ่งลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับ เมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดีหรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นเบี้ยปรับ ถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 และมาตรา 383 แม้การคำนวณภาระหนี้ โจทก์จะคำนวณรวมกันมาตามที่วินิจฉัยไปแล้ว ทั้งภาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ขาดอายุความแม้จะมีวงเงินตามสัญญาเพียง 2,000,000 บาท แต่หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้มีกำหนดระยะเวลาตามข้อสัญญา เจ้าหนี้ก็สามารถนำเงินที่ค้างชำระทบเข้าเป็นต้นเงินได้ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาตารางรายละเอียดการคำนวณหนี้แนบท้ายคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการแล้ว จะเห็นได้ว่า ณ วันที่ 14 มกราคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ มีการระบุรายละเอียดการคำนวณภาระหนี้แยกเป็นแต่ละสัญญาไว้ดังต่อไปนี้ หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี มีต้นเงินค้างชำระ 2,033,308.81 บาท ดอกเบี้ย 876,272.54 บาท รวมเป็นเงิน 2,909,581.35 บาท หนี้เงินกู้มีต้นเงินค้างชำระ 30,650,000 บาท ดอกเบี้ย 13,208,890.41 บาท รวมเป็นเงิน 43,858,890.41 บาท และหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกมีต้นเงินค้างชำระ 245,000,000 บาท ดอกเบี้ย 105,584,931.51 บาท รวมเป็นเงิน 350,584,931.51 บาท ซึ่งเมื่อนำเฉพาะยอดต้นเงินค้างชำระของภาระหนี้ทั้งสามสัญญารวมเป็นเงิน 277,683,308.81 บาท มาเปรียบเทียบกับยอดต้นเงินค้างชำระตามที่ระบุไว้ในแบบแสดงการคำนวณภาระหนี้ จะเห็นได้ว่า ยอดต้นเงินคงเหลือนับตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2544 คำนวณถึงวันฟ้อง จะมีจำนวนลดลงจากยอดต้นเงิน 277,681,308.81 บาท คงเหลือยอดต้นเงิน 238,881,308.81 บาท ซึ่งเป็นยอดต้นเงินที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ แม้ยอดต้นเงินดังกล่าวจะเป็นการคำนวณภาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกรวมกันมา โดยไม่ได้แยกเป็นต้นเงินคงเหลือในแต่ละสัญญาก็ตาม แต่เมื่อยอดต้นเงินมีการลดลงตามลำดับโดยไม่ปรากฏว่ามียอดต้นเงินเพิ่มขึ้น กรณีเชื่อได้ว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมิได้มีการนำดอกเบี้ยค้างชำระมาทบเข้าเป็นเงินต้นอีกแต่อย่างใดและถือได้ว่ายอดต้นเงินตามที่ปรากฏในตารางรายละเอียดการคำนวณหนี้แนบท้ายคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ จำนวน 2,033,308.81 บาท เป็นต้นเงินค้างชำระเฉพาะสำหรับหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จึงเห็นควรหักต้นเงินที่คำนวณถึงวันฟ้อง จากต้นเงิน 238,881,308.81 บาท ออก 2,033,308.81 บาท คงเหลือต้นเงิน 236,848,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระที่โจทก์คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 619,749,961.60 บาท นั้น เมื่อวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่า ดอกเบี้ยค้างชำระโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องย้อนหลังขึ้นไปได้เพียง 5 ปี เท่านั้น ดอกเบี้ยค้างชำระก่อนฟ้องในส่วนที่คำนวณถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นดอกเบี้ยค้างชำระก่อนฟ้องย้อนหลังไปเกินกว่า 5 ปี จึงขาดอายุความแล้ว โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งหกนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 กรกฎาคม 2559) ย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จเท่านั้น ส่วนที่โจทก์คำนวณดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ 15.60 ต่อปีถึงอัตราร้อยละ 19.780 ต่อปีในแต่ละช่วงเวลาดังกล่าวและนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจากเจ้าหนี้ก็อาศัยข้อตกลงตามสัญญาจึงเป็นเบี้ยปรับตามที่วินิจฉัยไปแล้ว ดังนั้นถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินและสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันแล้ว เห็นว่าเป็นอัตราที่สูงเกินสมควร จึงเห็นสมควรกำหนดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 236,848,000 บาท นับย้อนหลังแต่วันฟ้องขึ้นไปไม่เกิน 5 ปี และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งหกซึ่งยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกัน จึงมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันแม้ถึงว่าจะมิได้เข้ารับค้ำประกันรวมกันตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหลายฉบับรวมกันแล้วมีวงเงินความรับผิดมากกว่าจำนวนเงินต้นที่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชำระเงินต้นเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 สัญญาค้ำประกันมีวงเงินความรับผิดไม่ถึงจำนวนเงินต้นที่ลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันตามวงเงินที่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น และเมื่อปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2559 ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับชำระหนี้ในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นมูลหนี้เดียวกันกับที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ ดังนั้นหากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัท อ. ในคดีล้มละลายเพียงใดก็ให้โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับชำระหนี้ในคดีนี้น้อยลงเพียงนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นในปัญหาข้อนี้เป็นข้อที่ไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

อนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่กำหนดค่าใช้จ่ายจำนวน 90,560 บาท ให้แก่โจทก์ ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร คำขอท้ายอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง การที่โจทก์ระบุในคำขอท้ายฎีกาในทำนองเดียวกับที่ระบุมาในคำขอท้ายอุทธรณ์ จึงถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 236,848,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กรกฎาคม 2559) ย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท จำเลยที่ 3 รับผิดชำระหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท จำเลยที่ 4 รับผิดชำระหนี้ในวงเงิน 30,000,000 บาท จำเลยที่ 5 รับผิดชำระหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท จำเลยที่ 6 รับผิดชำระหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงินตามวงเงินที่แต่ละคนต้องรับผิด นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่า หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัท อ. ในคดีล้มละลายตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2559 เพียงใด ก็ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้น้อยลงเพียงนั้น ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 200,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/14 (2) ม. 193/15 ม. 193/30 ม. 193/33 (1)
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 20 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชาย จันทร์นาค
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8084/2567
#719896
เปิดฉบับเต็ม

คำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลางในคดีที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. ลูกหนี้ และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และบริษัท อ. ลูกหนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ส่วนจำเลยที่ 2 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอถอนคำร้อง และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำร้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. จำเลยที่ 2 จึงมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว โจทก์จะกล่าวอ้างหรือโต้เถียงให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากเดิมว่าหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่ขาดอายุความหาได้ไม่ แม้จำเลยทั้งหกไม่ได้เป็นคู่ความในคดีล้มละลายด้วย แต่เมื่อเป็นกรณีคำพิพากษาผูกพันคู่ความแล้ว จึงต้องรับฟังว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความแล้ว จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์

หนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกตามที่โจทก์ฟ้อง ข้อเท็จจริงเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี รวมทั้งคำขอตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 20 วรรคสอง เป็นเรื่องทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกและออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้แก่เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ แต่เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงิน คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเฉพาะสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 การยื่นคำร้องในคดีล้มละลายขอให้พิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้บรรยายถึงภาระหนี้ที่ค้างชำระว่า ลูกหนี้มีภาระเงินต้นค้างชำระเป็นเงินต้นจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ แม้ตามคำร้องจะไม่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าเป็นภาระหนี้จากสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบริษัท อ. มีภาระหนี้อยู่ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกเท่านั้น ย่อมถือว่าการบรรยายคำร้องในคดีล้มละลายได้บรรยายถึงภาระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกไว้แล้ว การยื่นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายในคดีล้มละลายดังกล่าวถือว่าเจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) และ 193/15 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ลูกหนี้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำพิพากษายืน ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงจึงพอถือได้ว่าเป็นวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีล้มละลายดังกล่าว อย่างไรก็ตามแม้นับแต่วันที่มีการยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้คือวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ก็ยังไม่พ้นระยะเวลา 10 ปี ทั้งเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 มีการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย กับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน อันถือเป็นการรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 2 ได้ทำต่อเจ้าหนี้ จึงทำให้อายุความในส่วนจำเลยที่ 2 สะดุดหยุดลง และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 แต่ในส่วนดอกเบี้ยค้างชำระไม่ว่าดอกเบี้ยจะค้างชำระอยู่นานเท่าใด เมื่อฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้เรื่องอายุความคิดดอกเบี้ยไว้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องย้อนหลังไปได้เพียง 5 ปี เท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 858,721,860.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.780 ต่อปีของต้นเงิน 238,881,308.81 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอสละประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 32,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 32,000,000 บาท นับแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมชำระเงินในยอดต้นเงินดังกล่าว แต่รับผิดไม่เกิน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000,000 บาท นับแต่ วันที่ 29 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมบริษัท อ. และจำเลยทั้งหกเป็นลูกค้าของธนาคาร น. สำนักเพชรบุรี บริษัท อ. เปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร น. สำนักเพชรบุรี วันที่ 9 มีนาคม 2535 บริษัท อ. กู้เบิกเงินเกินบัญชีเพื่อเดินสะพัดในบัญชีกระแสรายวันกับธนาคาร น. ในวงเงิน 2,000,000 บาท ยินยอมเสียดอกเบี้ยตามสัญญา วันที่ 9 สิงหาคม 2542 บริษัท อ. ทำสัญญากู้เงินจากธนาคาร น. 32,000,000 บาท ยินยอมเสียดอกเบี้ยตามข้อตกลงในสัญญา และบริษัท อ. ขอวงเงินสินเชื่อประเภทแพ็คกิ้งเครดิตภายในวงเงินสินเชื่อตามที่ได้รับอนุมัติจากธนาคาร น. เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจภายใต้เงื่อนไขของวงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ ตลอดจนระเบียบประเพณีปฏิบัติของธนาคาร น. หลังจากขอวงเงินสินเชื่อแล้วระหว่างวันที่ 7 กันยายน 2543 ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2543 บริษัท อ. ใช้วงเงินสินเชื่อเพื่อการส่งออกเป็นทุนในการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตสินค้าและ/หรือการส่งสินค้าออกไปจำหน่ายต่างประเทศตามคำสั่งซื้อหรือตามสัญญาซื้อขายรวม 30 สัญญา สัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกดังกล่าว บริษัท อ. ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้ไว้แก่ธนาคาร น. โดยมีข้อตกลงตามสัญญาว่าเมื่อภาระหนี้จากการขอสินเชื่อเพื่อการส่งออกถึงกำหนดและ/หรือตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดชำระเงินแล้ว บริษัท อ. จะชำระเงินตามภาระหนี้จากการขอสินเชื่อเพื่อการส่งออกและ/หรือตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ธนาคาร น. พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามข้อตกลงในสัญญา เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำขอเปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวัน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน สัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกและ/หรือหนี้สินทุกประเภทของ บริษัท อ. ทั้งที่มีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาและจะมีขึ้นต่อไปในภายหน้า จำเลยทั้งหกผูกพันตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ โดยเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2534 จำเลยที่ 6 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท วันที่ 2 ตุลาคม 2534 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท วันที่ 10 ตุลาคม 2534 จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท วันที่ 9 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 30,000,000 บาท วันที่ 10 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 172,000,000 บาท วันที่ 22 สิงหาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 1,026,813.28 บาท วันที่ 2 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 79,800 เหรียญสหรัฐอเมริกา วันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 145,000,000 บาท วันที่ 6 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 3,900,000 บาท วันที่ 16 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 643,479.60 เหรียญสหรัฐอเมริกา และเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในวงเงิน 724,264.40 เหรียญสหรัฐอเมริกา แต่บริษัท อ. ผิดนัดชำระหนี้จนทำให้ภาระหนี้สินดังกล่าวเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจึงมีการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนี้จากธนาคาร น. เจ้าหนี้เดิมให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ต่อมามีการยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของ บริษัท อ. และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2547 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 2,909,581.35 บาท หนี้เงินกู้ 43,858,890.41 บาท และหนี้ตามสัญญาใช้เงินเพื่อการส่งออก 350,584,931.51 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท อ. ที่ 1 นายบุญชัย ที่ 2 ตามมาตรา 58 วรรคท้าย แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 และพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสองล้มละลาย วันที่ 31 มกราคม 2554 มีการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย กับ บริษัท อ. โดยจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน สัญญาปรับโครงสร้างหนี้มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันมีความประสงค์จะชำระหนี้ในส่วนของผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 มีการรับรองยอดหนี้ในมูลนี้เดิมและยอมรับสภาพหนี้ว่า ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2544 ลูกหนี้มีหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยตามมูลหนี้เดิมค้างชำระแบ่งเป็นเงินต้นค้างชำระ 277,681,308.81 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระ 38,626,468.51 บาท และเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ผู้ค้ำประกันตกลงชำระหนี้เงินต้นให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย 10,000,000 บาท ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ 19 มกราคม 2554 ชำระหนี้ 28,800,000 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2554 ผู้ค้ำประกันตกลงยินยอมรับแผนปรับโครงสร้างหนี้เป็นแผนปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 เท่านั้น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ตกลงถอนคำร้องตามมาตรา 58 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ 2544 หรือถอนฟ้องคดีล้มละลาย (ถ้ามี) เมื่อผู้ค้ำประกันได้ลงนามในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้และชำระเงิน 10,000,000 บาท เรียบร้อยแล้ว หลังจากทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้วจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ 38,800,000 บาท ตามข้อตกลงในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงยื่นคำร้องขอถอนคำร้อง ส่วนลูกหนี้ที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ส่วนคดีในส่วนลูกหนี้ที่ 1 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 58 วรรคสี่ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ลูกหนี้ที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2559 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2559 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโอนทรัพย์สินและหลักประกันด้อยคุณภาพของลูกหนี้ในคดีนี้ รวมทั้งสิทธิเรียกร้องซึ่งได้แก่ สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกันให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 และหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวแม้ศาลล้มละลายกลางได้มีคำวินิจฉัยไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.3846/2555 ที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บริษัท อ. ลูกหนี้และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย โดยศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 และวินิจฉัยถึงมูลหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2535 ว่าผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานรายการเดินสะพัดทางบัญชีมาแสดงว่ามีการเดินสะพัดทางบัญชีหรือไม่อย่างไรหรือมีการผิดนัดตั้งแต่เมื่อใด จึงไม่พอให้รับฟังว่ามีหนี้ตามสัญญาดังกล่าวอยู่จริง ทั้งสัญญาทำมาแล้วร่วม 20 ปี เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการเดินสะพัดทางบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อใด หากมีหนี้ ณ วันทำสัญญาหรือผิดนัดในปีที่ทำสัญญา หนี้ย่อมขาดอายุความที่จะบังคับตามสัญญาแล้ว จากคำวินิจฉัยของศาลล้มละลายกลางดังกล่าวเท่ากับวินิจฉัยว่าไม่มีภาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ลูกหนี้ต้องรับผิดหรือถ้ามีคดีก็ขาดอายุความแล้ว และคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของศาลล้มละลายกลางดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษายืน คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีล้มละลายดังกล่าวบุคคลที่เป็นคู่ความคือ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและ บริษัท อ. ส่วนจำเลยที่ 2 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอถอนคำร้องและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำร้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตั้งแต่ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บริษัท อ. จำเลยที่ 2 จึงมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาในคดีล้มละลายที่วินิจฉัยถึงมูลหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจึงผูกพันเฉพาะโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และ บริษัท อ. นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งจนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียถ้าหากมี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ 2551 มาตรา 7 โจทก์จะกล่าวอ้างหรือโต้เถียงให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้แตกต่างไปจากเดิมว่าหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี ยังไม่ขาดอายุความหาได้ไม่ แม้จำเลยทั้งหกในคดีนี้จะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีล้มละลายด้วย แต่เมื่อเป็นกรณีคำพิพากษาผูกพันคู่ความแล้ว จึงต้องรับฟังว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความแล้ว จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีต่อโจทก์ ส่วนหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกที่โจทก์ฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ 2551 มาตรา 20 วรรคสอง เป็นเรื่องทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกและออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบให้ไว้แก่เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ แต่ข้อตกลงตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกมีข้อตกลงว่า เมื่อภาระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกถึงกำหนดและ/หรือตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดชำระแล้ว บริษัท อ. จะชำระเงินตามภาระหนี้จากการขอสินเชื่อเพื่อการส่งออกและ/หรือตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้ สภาพแห่งข้อหาของโจทก์และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแม้เป็นเรื่องตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกและตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่โจทก์มิได้มีคำขอบังคับตามตั๋วสัญญาใช้เงิน คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเฉพาะสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก ซึ่งสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกทำสัญญาช่วงระหว่างวันที่ 7 กันยายน 2543 ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2543 และหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาฉบับแรกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2544 ส่วนสัญญาฉบับถัดไปถึงกำหนดชำระหนี้หลังจากนั้น โดยฉบับสุดท้ายถึงกำหนดชำระหนี้วันที่ 25 เมษายน 2544 และข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ว่าหลังจาก บริษัท อ. ทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกกับธนาคาร น. แล้วมีปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินจึงมีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ วันที่ 14 มกราคม 2548 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในหนี้เบิกเงินเกินบัญชี 2,909,581.35 บาท หนี้เงินกู้ 43,858,890.41 บาท และหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก 350,584,931.51 บาท ในคดีขอฟื้นฟูกิจการ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้ ระยะเวลาที่โจทก์ผู้รับโอนซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิมาจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกเมื่อนับถึงวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการโดยไม่ต้องนับแต่วันที่มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการก็มีระยะเวลาเพียง 3 ปี 7 เดือนเศษ ทั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2548 เมื่อนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกฉบับแรกถึงวันยื่นคำขอรับชำระหนี้ก็มีระยะเวลาเพียง 3 ปี 10 เดือนเศษ การยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัท อ. ต่อศาลล้มละลายกลางนั้นย่อมทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถยื่นฟ้องคดีแพ่งเอากับลูกหนี้ได้ แต่ถ้าอายุความหรือระยะเวลาเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาและการบังคับคดีที่ถูกห้ามมิให้ดำเนินการครบกำหนดก่อนวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนหรือวันที่ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้หรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดหรือจะครบภายในหกเดือนนับแต่วันดังกล่าวให้อายุความหรือระยะเวลานั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันดังกล่าวแล้วแต่กรณี แต่ถ้าอายุความหรือระยะเวลานั้นตามกฎหมายมีน้อยกว่าหนึ่งปีก็ให้นำอายุความหรือระยะเวลาที่สั้นกว่าดังกล่าวนั้นมาใช้แทนกำหนดเวลาหนึ่งปีดังกล่าว ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 และมาตรา 90/15 และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้วบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยนำมูลหนี้ในคดีนี้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่วินิจฉัยไปแล้ว จึงทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14 (3) และมาตรา 193/15 ดังนั้นระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีขอฟื้นฟูกิจการดังกล่าวจึงไม่นับเข้าในอายุความและต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด และต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บริษัท อ. ตามมาตรา 58 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ บริษัท อ.เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 58 วรรคสี่ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 และศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2559 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2559 แม้ข้อเท็จจริงในคดีฟื้นฟูกิจการจะไม่ปรากฏถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/15 วรรคสอง โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้เพียงว่ามีการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีขอฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2548 กรณีจึงต้องรับฟังว่าวันที่ 14 มกราคม 2548 เป็นวันที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงและต้องเริ่มนับอายุความใหม่

ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2548 เมื่อนับถึงวันที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บริษัท อ. ลูกหนี้ และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 มีระยะเวลา 5 ปี 9 เดือนเศษ ยังไม่พ้น 10 ปี แต่ในส่วนของดอกเบี้ยค้างชำระนั้น ไม่ว่าดอกเบี้ยจะค้างชำระอยู่นานเท่าใด เมื่อฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้เรื่องอายุความคิดดอกเบี้ยไว้โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องย้อนหลังไปได้เพียง 5 ปี เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1) การยื่นคำร้องในคดีคดีล้มละลายขอให้พิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้บรรยายถึงภาระหนี้ที่ค้างชำระว่าลูกหนี้มีภาระหนี้เงินต้นค้างชำระ 277,681,308.81 บาท ดอกเบี้ย 38,626,468.51 บาท กับบรรยายถึงภาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินไว้ด้วย แม้คำร้องจะไม่ได้บรรยายโดยชัดแจ้งว่าเป็นภาระหนี้จากสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก แต่ข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่าภาระหนี้ที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องในคดีล้มละลายเป็นภาระหนี้เดียวกับที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ประกอบกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็รับฟังได้เพียงว่า บริษัท อ. ลูกหนี้มีภาระหนี้อยู่ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกเท่านั้น กรณีจึงถือได้ว่าการยื่นคำร้องในคดีล้มละลายดังกล่าวได้บรรยายถึงภาระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกไว้แล้ว การยื่นคำร้องขอในคดีล้มละลายดังกล่าวถือได้ว่าเจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) และมาตรา 193/15 ส่วนข้อเท็จจริงที่อ้างว่าเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 แล้วมีการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ข้อเท็จจริงส่วนนี้ก็ไม่ปรากฏว่ามีพยานเอกสารใดระบุว่ามีการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตั้งแต่เมื่อใดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้หรือไม่อย่างไร ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงถึงเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใดให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/15 วรรคสอง ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีล้มละลายดังกล่าวก็ได้ความว่าลูกหนี้ที่ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ลูกหนี้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2559 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2559 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใดจึงพอถือได้ว่าเป็นวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีล้มละลายดังกล่าวให้คู่ความฟัง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อนับแต่วันที่มีการยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้คือวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ยังไม่พ้นระยะเวลา 10 ปี ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 มีการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกับจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับว่ามีเงินต้นค้างชำระ ดอกเบี้ยค้างรับ กับมีเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ให้ไปบางส่วน สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยที่ 2 ได้ทำต่อเจ้าหนี้จึงทำให้อายุความในส่วนจำเลยที่ 2 สะดุดหยุดลง และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 ด้วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกไม่ขาดอายุความ แต่ในส่วนดอกเบี้ยค้างชำระก่อนฟ้องที่นับย้อนหลังขึ้นไปเกินกว่า 5 ปี และหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ในปัญหาข้อนี้เป็นฎีกาที่ไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องพิจารณา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปมีว่าจำเลยทั้งหกในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ปัญหาข้อนี้ในส่วนของสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกแม้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่คดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะพิจารณาพิพากษาได้ และเพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยศาลฎีกาเห็นว่า หนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2542 จำนวน 32,000,000 บาทนั้น ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นหนี้ที่ขาดอายุความ และคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องยังไม่ขาดอายุความ ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนี้ที่ขาดอายุความ จำเลยทั้งหกในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สำหรับหนี้สัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกนั้นข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าอายุความสะดุดหยุดลง จึงทำให้ไม่ขาดอายุความ อายุความที่สะดุดหยุดลงดังกล่าวเป็นโทษแก่ลูกหนี้ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 692 และภาระหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก 30 สัญญา รวมเป็นต้นเงิน 244,998,000 บาท และสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2542 จำนวน 32,000,000 บาท ที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เป็นภาระหนี้เดียวกับที่ขอรับชำระหนี้ในคดีขอฟื้นฟูกิจการและยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้พิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามที่วินิจฉัยไปแล้ว และข้อเท็จจริงก็ได้ความเพียงว่าหลังจากมีการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไปเป็นเงิน 38,800,000 บาท และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ในคดีล้มละลายดังกล่าวตามข้อตกลงในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เท่านั้น ซึ่งปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ในทำนองว่าเมื่อจำเลยที่ 2 ยอมทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้และชำระหนี้ให้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากภาระหนี้ทั้งหมด โดยก่อนลงลายมือชื่อในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ฝ่ายเจ้าหนี้ก็แจ้งว่าจำเลยที่ 2 มีภาระหนี้ตามข้อตกลงในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เท่านั้น จำเลยที่ 2 ก็นำสืบอ้างแต่เพียงลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุน ทั้งยังขัดแย้งกับข้อตกลงในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ที่ระบุว่าผู้ค้ำประกันตกลงยินยอมรับแผนปรับโครงสร้างหนี้ตามสัญญาเป็นแผนปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 เท่านั้น จากข้อตกลงในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงเฉพาะตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 ไม่เกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันฉบับอื่น และการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว เมื่อพิจารณาถึงสถานะที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบธุรกิจก่อนมีการลงลายมือชื่อในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ จำเลยที่ 2 มีที่ปรึกษากฎหมายพิจารณาถึงผลได้ผลเสียตามข้อตกลงในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ก่อนแล้วจึงมีการลงลายมือชื่อ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 เข้าใจข้อตกลงตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เป็นอย่างดีแล้ว กรณีจึงมิใช่ข้อตกลงที่จะทำให้จำเลยที่ 2 เสียเปรียบอันเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด ข้อตกลงตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวจึงมีผลทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 เท่านั้น หาทำให้หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 2 ตุลาคม 2534 ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท ตามที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ไม่ ส่วนการชำระหนี้ของจำเลยที่ 2 จำนวน 38,800,000 บาท ก็หาทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินจำนวน 32,000,000 บาท ระงับสิ้นไปเพราะการชำระหนี้จำนวนดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าเป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินอันจะทำให้สัญญากู้เงินไม่มีภาระหนี้ ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่าหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก ลูกหนี้ชั้นต้นค้างชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยจำนวนมาก การชำระหนี้ในกรณีที่มีดอกเบี้ยค้างชำระจำนวนมากก็ต้องนำไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน ภาระหนี้ตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2542 จึงหาระงับสิ้นไปไม่ และปัญหาเรื่องภาระหนี้ตามสัญญากู้เงินกับสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออก โจทก์มีนายไพบูลย์ ลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานบัญชีเบิกความว่าเป็นผู้คำนวณดอกเบี้ยและภาระหนี้โดยคำนวณจากภาระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และเป็นผู้ตรวจสอบแบบแสดงรายการคำนวณภาระหนี้ การคำนวณดอกเบี้ยคำนวณจากดอกเบี้ยอ้างอิงตามประกาศของโจทก์ ปัญหาเรื่องภาระหนี้ตามแบบแสดงรายการคำนวณภาระหนี้ที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยานหลักฐานดังกล่าวแม้ฝ่ายจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่าการคำนวณในส่วนดอกเบี้ยและเงินต้นไม่ถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่าภาระหนี้ที่โจทก์คำนวณดังกล่าวคำนวณจากภาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกรวมกันมาไม่ได้คิดภาระหนี้แยกแต่ละสัญญา แต่หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 2,000,000 บาท ซึ่งจัดทำตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2535 ขาดอายุความ จึงทำให้ความรับผิดในต้นเงินและดอกเบี้ยน้อยลงซึ่งเป็นคุณแก่ผู้ค้ำประกัน ทั้งการคำนวณภาระหนี้ตามแบบแสดงรายการคำนวณภาระหนี้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดในอัตราที่ค่อนข้างสูงไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเจ้าหนี้อาศัยข้อตกลงตามสัญญากู้เงินและสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกซึ่งลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับ เมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดีหรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นเบี้ยปรับ ถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และมาตรา 383 แม้การคำนวณภาระหนี้ โจทก์จะคำนวณรวมกันมาตามที่วินิจฉัยไปแล้ว ทั้งภาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ขาดอายุความแม้จะมีวงเงินตามสัญญาเพียง 2,000,000 บาท แต่หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้มีกำหนดระยะเวลาตามข้อสัญญา เจ้าหนี้ก็สามารถนำเงินที่ค้างชำระทบเข้าเป็นต้นเงินได้ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาตารางรายละเอียดการคำนวณหนี้แนบท้ายคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการแล้ว จะเห็นได้ว่า ณ วันที่ 14 มกราคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ มีการระบุรายละเอียดการคำนวณภาระหนี้แยกเป็นแต่ละสัญญาไว้ดังต่อไปนี้ หนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี มีต้นเงินค้างชำระ 2,033,308.81 บาท ดอกเบี้ย 876,272.54 บาท รวมเป็นเงิน 2,909,581.35 บาท หนี้เงินกู้มีต้นเงินค้างชำระ 30,650,000 บาท ดอกเบี้ย 13,208,890.41 บาท รวมเป็นเงิน 43,858,890.41 บาท และหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกมีต้นเงินค้างชำระ 245,000,000 บาท ดอกเบี้ย 105,584,931.51 บาท รวมเป็นเงิน 350,584,931.51 บาท ซึ่งเมื่อนำเฉพาะยอดต้นเงินค้างชำระของภาระหนี้ทั้งสามสัญญารวมเป็นเงิน 277,683,308.81 บาท มาเปรียบเทียบกับยอดต้นเงินค้างชำระตามที่ระบุไว้ในแบบแสดงการคำนวณภาระหนี้ จะเห็นได้ว่า ยอดต้นเงินคงเหลือนับตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2544 คำนวณถึงวันฟ้อง จะมีจำนวนลดลงจากยอดต้นเงิน 277,681,308.81 บาท คงเหลือยอดต้นเงิน 238,881,308.81 บาท ซึ่งเป็นยอดต้นเงินที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ แม้ยอดต้นเงินดังกล่าวจะเป็นการคำนวณภาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกรวมกันมา โดยไม่ได้แยกเป็นต้นเงินคงเหลือในแต่ละสัญญาก็ตาม แต่เมื่อยอดต้นเงินมีการลดลงตามลำดับโดยไม่ปรากฏว่ามียอดต้นเงินเพิ่มขึ้น กรณีเชื่อได้ว่าหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมิได้มีการนำดอกเบี้ยค้างชำระมาทบเข้าเป็นเงินต้นอีกแต่อย่างใดและถือได้ว่ายอดต้นเงินตามที่ปรากฏในตารางรายละเอียดการคำนวณหนี้แนบท้ายคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ จำนวน 2,033,308.81 บาท เป็นต้นเงินค้างชำระเฉพาะสำหรับหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จึงเห็นควรหักต้นเงินที่คำนวณถึงวันฟ้อง จากต้นเงิน 238,881,308.81 บาท ออก 2,033,308.81 บาท คงเหลือต้นเงิน 236,848,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระที่โจทก์คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 619,749,961.60 บาท นั้น เมื่อวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่า ดอกเบี้ยค้างชำระโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนฟ้องย้อนหลังขึ้นไปได้เพียง 5 ปี เท่านั้น ดอกเบี้ยค้างชำระก่อนฟ้องในส่วนที่คำนวณถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นดอกเบี้ยค้างชำระก่อนฟ้องย้อนหลังไปเกินกว่า 5 ปี จึงขาดอายุความแล้ว โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งหกนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 กรกฎาคม 2559) ย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จเท่านั้น ส่วนที่โจทก์คำนวณดอกเบี้ยมาในอัตราร้อยละ 15.60 ต่อปีถึงอัตราร้อยละ 19.780 ต่อปีในแต่ละช่วงเวลาดังกล่าวและนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจากเจ้าหนี้ก็อาศัยข้อตกลงตามสัญญาจึงเป็นเบี้ยปรับตามที่วินิจฉัยไปแล้ว ดังนั้นถ้าเบี้ยปรับสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินและสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันแล้ว เห็นว่าเป็นอัตราที่สูงเกินสมควร จึงเห็นสมควรกำหนดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 236,848,000 บาท นับย้อนหลังแต่วันฟ้องขึ้นไปไม่เกิน 5 ปี และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งหกซึ่งยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกัน จึงมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันแม้ถึงว่าจะมิได้เข้ารับค้ำประกันรวมกันตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันหลายฉบับรวมกันแล้วมีวงเงินความรับผิดมากกว่าจำนวนเงินต้นที่ต้องรับผิดจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชำระเงินต้นเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 สัญญาค้ำประกันมีวงเงินความรับผิดไม่ถึงจำนวนเงินต้นที่ลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันตามวงเงินที่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น และเมื่อปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2559 ว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อนุญาตให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับชำระหนี้ในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นมูลหนี้เดียวกันกับที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ ดังนั้นหากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของ บริษัท อ. ในคดีล้มละลายเพียงใดก็ให้โจทก์ในฐานะผู้สืบสิทธิจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับชำระหนี้ในคดีนี้น้อยลงเพียงนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นในปัญหาข้อนี้เป็นข้อที่ไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

อนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่กำหนดค่าใช้จ่ายจำนวน 90,560 บาท ให้แก่โจทก์ ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร คำขอท้ายอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง การที่โจทก์ระบุในคำขอท้ายฎีกาในทำนองเดียวกับที่ระบุมาในคำขอท้ายอุทธรณ์ จึงถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 236,848,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 กรกฎาคม 2559) ย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท จำเลยที่ 3 รับผิดชำระหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท จำเลยที่ 4 รับผิดชำระหนี้ในวงเงิน 30,000,000 บาท จำเลยที่ 5 รับผิดชำระหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท จำเลยที่ 6 รับผิดชำระหนี้ในวงเงิน 36,347,277.17 บาท และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงินตามวงเงินที่แต่ละคนต้องรับผิด นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่า หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของ บริษัท อ. ในคดีล้มละลายตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2559 เพียงใด ก็ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้น้อยลงเพียงนั้น ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 200,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) (2) ม. 193/15 ม. 193/30 ม. 193/33 (1)
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 20 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชาย จันทร์นาค
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ชวลิต อิศรเดช
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา