คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
#717678
เปิดฉบับเต็ม

การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่ ท. ว่าพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย และแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งหกว่า ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เห็นได้ว่า ท. และจำเลยทั้งหกไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร่วมกัน แต่กระทำความผิดต่างคราวและต่างเจตนาแยกต่างหากจากกัน ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ว่าเหตุเกิดที่ตำบลหนองสังข์ โดยไม่ได้บรรยายว่าเหตุเกิดที่ตำบลช่องสามหมอ เกี่ยวพันกันด้วยแต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งหกจึงไม่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในหลายท้องที่ ทั้งกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) และ (4) เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งหกถูกฟ้องว่าร่วมกันกระทำความผิดในกระท่อมนาที่เกิดเหตุตั้งอยู่ที่ตำบลหนองสังข์ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์ จึงเป็นผู้มีอำนาจสอบสวน การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อ เป็นผู้สอบสวนคดีนี้ จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 276 เพิ่มโทษจำเลยที่ 4 ตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 1011/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางสาว อ. โดยนางสาว ศ. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเกิดเหตุจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 มิได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 กระทำชำเราโจทก์ร่วมด้วยความยินยอมของโจทก์ร่วม จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ 15 ปี ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 อายุ 18 ปีเศษ 19 ปีเศษ และ 18 ปีเศษ ตามลำดับ ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 คนละ 7 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 4 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 20 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งหกเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งหกหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 11 ปี 3 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 15 ปี จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 คนละ 5 ปี 7 เดือน 15 วัน นับโทษจำเลยที่ 4 คดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 1011/2564 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยทั้งหกชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียม ในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ยกฟ้อง ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า นางสาว อ. โจทก์ร่วม เป็นบุตรของนาย น. กับนางสาว ศ. ขณะเกิดเหตุอายุ 15 ปีเศษ วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ขณะโจทก์ร่วมทำงานเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุที่มูลนิธิ ส. ตั้งอยู่ที่ตำบลช่องสามหมอซึ่งอยู่ในเขตอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อโจทก์ร่วมได้รับโทรศัพท์จากนางสาว จ. ซึ่งเป็นเพื่อนโจทก์ร่วมชวนโจทก์ร่วมไปนั่งเล่นกันที่กระท่อมนาที่เกิดเหตุ ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองสังข์ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์ โจทก์ร่วมจึงโทรศัพท์ให้นาย ท. มารับ หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง นาย ท. ขับรถจักรยานยนต์มารับโจทก์ร่วมไปกระท่อมนาที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงพบว่ากระท่อมนาที่เกิดเหตุเป็นกระท่อมโล่ง ไม่มีฝาผนัง ไม่มีประตูและหน้าต่าง มีการกั้นลักษณะเป็นคอกวัว มีเปลญวนผูกไว้ระหว่างต้นไม้กับคอกวัว ไม่พบบุคคลใดในบริเวณดังกล่าว โจทก์ร่วมและนาย ท. จึงนอนเล่นที่เปลญวน สักพักหนึ่งจำเลยทั้งหกกับพวกรวมประมาณ 10 คน ทยอยเดินทางกันมาที่กระท่อมนาที่เกิดเหตุด้วยรถจักรยานยนต์และรถเก๋ง แล้วนั่งดื่มสุรากันบริเวณใกล้ ๆ กระท่อม โดยโจทก์ร่วมได้ร่วมดื่มด้วย จนกระทั่งเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น โจทก์ร่วมขึ้นไปนอนบนกระท่อม ต่อมาเวลาประมาณ 4 นาฬิกา นาย ท. ขับรถจักรยานยนต์พาโจทก์ร่วมกลับไปที่มูลนิธิ ส. ในวันเดียวกันโจทก์ร่วมแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อ ให้ดำเนินคดีแก่นาย ท. และจำเลยทั้งหกกับพวก พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อ สอบปากคำโจทก์ร่วมและรวบรวมพยานหลักฐานแล้วจึงดำเนินคดีแก่นาย ท. ข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย และดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งหกข้อหาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง แต่เนื่องจากนาย ท. มีอายุ 17 ปีเศษ จึงแยกฟ้องที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชัยภูมิ ส่วนจำเลยทั้งหกถูกฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้เป็นความผิดต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไปและเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุคดีนี้จึงมีอำนาจสอบสวน การสอบสวนชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ปรากฏตามคำเบิกความของร้อยตำรวจโทหญิง ก. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า หลังจากโจทก์ร่วมเข้าแจ้งความต่อพยานให้ดำเนินคดีแก่นาย ท. และจำเลยทั้งหกกับพวก พยานสอบปากคำโจทก์ร่วมและรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเห็นว่านาย ท. กระทำความผิดข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ส่วนจำเลยทั้งหกกับพวกกระทำความผิดข้อหาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง นาย ท. และจำเลยทั้งหกเข้ามอบตัวต่อพยาน พยานจึงแจ้งข้อหานาย ท. ว่า พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย และแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งหกว่า ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง สอบปากคำนาย ท. และจำเลยทั้งหกไว้ นอกจากนี้ยังปรากฏตามคำเบิกความที่พยานตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งหกว่า จากการสอบสวนพยานเชื่อว่าการที่นาย ท. ไปรับตัวโจทก์ร่วมมาจากมูลนิธิ ส.ไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งหก ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวประกอบการแจ้งข้อหาและดำเนินคดีแก่นาย ท. และจำเลยทั้งหก เห็นได้ว่านาย ท. และจำเลยทั้งหกไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร่วมกัน แต่กระทำความผิดต่างคราวและต่างเจตนาแยกต่างหากจากกัน ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ว่าเหตุเกิดที่ตำบลหนองสังข์ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ โดยไม่ได้บรรยายว่าเหตุเกิดที่ตำบลช่องสามหมอ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เกี่ยวพันกันด้วยแต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งหกจึงไม่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในหลายท้องที่ ทั้งกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (3) และ (4) เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งหกถูกฟ้องว่าร่วมกันกระทำความผิดในกระท่อมนาที่เกิดเหตุ ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองสังข์ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์จึงเป็นผู้มีอำนาจสอบสวน การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 (3) (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว
โจทก์ร่วม — นางสาว อ. โดยนางสาว ศ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายบรรพต วิภูภิญโญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
เพ็ญจันทร์ ไหลศิริกุล
ปิยนุช จรูญรัตนา
สุนันทา ผดุงเกียรติวงศ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 332/2568
#717085
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีผู้บริโภคปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องให้การต่อสู้คดีไว้ และหากศาลเห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 ทั้งประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การซึ่งตามคำให้การของจำเลยเกี่ยวกับอายุความนั้น จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะ/ค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางประจำปี 2553 ถึงปี 2562 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลย เป็นกรณีฟ้องเกินกว่า 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ดังนั้น ค่าเสียหายในส่วนนี้จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์แล้ว ทั้งจำเลยยังได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความด้วยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่า คดีขาดอายุความเรื่องใด อย่างไร เป็นเรื่องที่ศาลจะวินิจฉัยยกบทบัญญัติของกฎหมายขึ้นปรับให้ถูกต้องได้ เมื่อโจทก์เป็นผู้รับโอนใบอนุญาตจัดสรรที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินเดิมจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการจัดทำโครงการพิพาทเพื่อจำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่คนทั่วไปตามที่โฆษณา โจทก์จะดำเนินการจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการรักษาความปลอดภัยโดยเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน เมื่อสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะเป็นบริการส่วนหนึ่งของโครงการพิพาทที่มีผลต่อการประกอบธุรกิจตามที่โจทก์จัดสรรจำหน่ายเป็นการค้าหากำไรดังที่โฆษณาไปก่อนแล้ว การเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายค้างชำระตามฟ้องเป็นค่าบริการสาธารณะของโจทก์จึงถือเป็นการดำเนินการของผู้ประกอบการค้าเป็นปกติธุระเพื่อหวังผลกำไรในทางการค้าที่เรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำขึ้น อยู่ในบังคับต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 512,523.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 274,832 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคส่วนกลาง/ค่าบริการสาธารณะ ค่าตัดหญ้าเป็นรายปีในอัตราปีละ 26,734 บาท นับแต่ปี 2563 เป็นต้นไปให้แก่โจทก์จนกว่าจำเลยพ้นจากการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61244

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์เพิกถอนการระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 59,424.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 48,510 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 สิงหาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินในอัตราปีละ 9,702 บาท แก่โจทก์นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะพ้นจากการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61244 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์เป็นรายปีนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะพ้นจากการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61244 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 1,189 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 โจทก์ได้รับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินจากบริษัท ด. ในการจัดสรรที่ดินชื่อโครงการเดอะ ร. โจทก์ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางให้มีสิทธิจัดเก็บค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรดังกล่าว จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61244 เนื้อที่ 1 งาน 47 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินเปล่าในโครงการจัดสรรของโจทก์ จำเลยไม่ชำระค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์ซึ่งโจทก์เรียกเก็บล่วงหน้าเป็นรายปีนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินของจำเลยไว้ คิดถึงวันฟ้องจำเลยคงค้างชำระค่าบริการสาธารณะประจำปี 2548 บางส่วน ถึงปี 2552 ในอัตราตารางวาละ 5 บาท และประจำปี 2553 ถึงปี 2562 ในอัตราตารางวาละ 5.50 บาท รวมเป็นเงิน 135,240 บาท ค่าตัดหญ้าตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2562 เป็นเงิน 139,592 บาท ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม 24,700 บาท และค่าปรับเงินเพิ่ม/ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระรวมเป็นเงิน 212,991.41 บาท สำหรับปัญหาอื่นโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำให้การจำเลยเรื่องอายุความชอบหรือไม่ ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าบริการสาธารณะและค่าบริการสาธารณูปโภคส่วนกลางมีอายุความ 10 ปีหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความในคดีแพ่งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องให้การต่อสู้คดีไว้ และหากศาลเห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 ทั้งประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การซึ่งตามคำให้การของจำเลยเกี่ยวกับอายุความนั้น จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะ/ค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางประจำปี 2553 ถึงปี 2562 จำนวน 135,240 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลย เป็นกรณีฟ้องเกินกว่า 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) ดังนั้นค่าเสียหายในส่วนนี้จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์แล้ว ทั้งจำเลยยังได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความด้วยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่าคดีขาดอายุความเรื่องใด อย่างไร เป็นเรื่องที่ศาลจะวินิจฉัยยกบทบัญญัติของกฎหมายขึ้นปรับให้ถูกต้องได้ เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนใบอนุญาตจัดสรรที่ดินจากบริษัท ด. จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และจัดทำโครงการพิพาทเพื่อจำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่บุคคลทั่วไป โจทก์จะจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการรักษาความปลอดภัยโดยเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะในอัตรา (1) ที่ดินสร้างบ้านพักอยู่อาศัยแปลงที่ไม่ติดน้ำตารางวาละ 11.25 บาท ต่อเดือน (2) ที่ดินสร้างบ้านพักอยู่อาศัยแปลงที่ติดน้ำตารางวาละ 13.25 บาทต่อเดือน (3) ที่ดินเปล่าตารางวาละ 5.50 บาทต่อเดือน และที่ดินเปล่าเมื่อมีการสร้างบ้านในอนาคตให้จัดเก็บเท่ากับแปลงบ้านพักอาศัยตามที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดเก็บจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนครนายก ในระหว่างที่ยังมิได้มีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ผู้จะซื้อตกลงชำระเงินค่าสาธารณูปโภคดังกล่าวข้างต้นให้แก่ผู้จะขาย และผู้จะขายจะต้องทำหน้าที่บริหารงานแทนคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือแต่งตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านแล้วเสร็จ ซึ่งสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะที่โจทก์จัดทำขึ้นตามที่โฆษณาจึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดสรรที่ดินสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของโจทก์มีส่วนสำคัญต่อการส่งเสริมการขายในโครงการพิพาท การจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน โจทก์ต้องทำบัญชีการใช้จ่ายเงินที่จัดเก็บและหากมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขึ้น การเรียกเก็บเงินส่วนนี้ต้องโอนไปเป็นของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรและโจทก์ต้องส่งเงินส่วนที่เหลือหากมีแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เมื่อสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะเป็นบริการส่วนหนึ่งของโครงการพิพาทที่มีผลต่อการประกอบธุรกิจตามที่โจทก์จัดสรรจำหน่ายเป็นการค้าหากำไรดังที่โฆษณาไปก่อนแล้ว การเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายค้างชำระตามฟ้องเป็นค่าบริการสาธารณะของโจทก์ จึงถือเป็นการดำเนินการของผู้ประกอบการค้าเป็นปกติธุระเพื่อหวังผลกำไรในทางการค้าที่เรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำขึ้น อยู่ในบังคับต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) จึงหาเป็นกรณีที่กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะอันต้องใช้อายุความ 10 ปี ดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามคดีนี้ศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดชำระค่าบริการสาธารณะค้างชำระจำนวน 59,424.79 บาท ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ขาดอายุความ 5 ปี แม้คดีนี้จะมีอายุความ 2 ปี ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในค่าบริการสาธารณะเฉพาะส่วนที่ไม่ขาดอายุความ 2 ปี โดยที่จำเลยไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (4) ม. 193/34 (1)
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางจิราภรณ์ ชูขวัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายณพนันท์ เพ็งมาก
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2568
#712355
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และมาตรา 30 การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้เมื่อโจทก์ร่วมไม่ใช่คู่ความในคดีอาญาจึงใช้สิทธิยื่นฎีกาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในส่วนคดีอาญาของโจทก์ร่วม

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้คดีส่วนอาญาโจทก์ร่วมไม่อาจใช้สิทธิได้เพราะไม่ใช่คู่ความในคดีอาญา แต่เมื่อโจทก์ร่วมยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในคดีส่วนอาญาสำหรับปัญหาข้อเท็จจริง และมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการสั่งแทนศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำวินิจฉัยและคำสั่งในคดีส่วนอาญาแล้ว กรณีจึงถือว่าคดีส่วนอาญาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางนิตยา ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจรัส ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนข้อหาขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และข้อหาขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจ โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 495,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง (เดิม)) ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจ เป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง ภายในเวลาที่รอการลงโทษ ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในประการแรกว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถกระบะในช่องเดินรถที่ 2 ด้วยความเร็วสูงเกินสมควรและไม่ชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงเมื่อขับรถไปถึงทางร่วมทางแยก ในขณะเดียวกันผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถที่ 1 มุ่งหน้าไปทิศทางเดียวกัน เมื่อถึงทางร่วมทางแยกมีรถกระบะขับเลี้ยวเข้าถนนสายนาทับ ผู้ตายจึงขับรถจักรยานยนต์แซงรถกระบะคันดังกล่าว แสดงว่าผู้ตายไม่ได้ชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงเมื่อขับรถไปถึงทางร่วมทางแยก แต่กลับเร่งความเร็วเพื่อจะแซงในขณะที่รถกระบะจะเลี้ยวซ้ายไปทางถนนสายนาทับ ซึ่งการขับรถแซงในลักษณะดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 46 (2) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ที่ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึงทางร่วมทางแยก จนเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเกิดการเฉี่ยวชนกันและผู้ตายถึงแก่ความตาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ว่าเกิดจากความประมาทของทั้งสองฝ่าย และเมื่อรับฟังประกอบกับที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย โดยโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ตายมีส่วนประมาทจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ภริยาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางนิตยาเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และที่ศาลล่างทั้งสองไม่พิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางนิตยาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว นางนิตยาจึงไม่ใช่คู่ความในคดีส่วนอาญาและไม่อาจใช้สิทธิยื่นฎีกาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนแพ่งประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ปัญหาข้อนี้แม้คดีส่วนอาญาโจทก์ร่วมไม่อาจใช้สิทธิฎีกาได้เพราะมิใช่คู่ความตามที่วินิจฉัยไปแล้ว แต่คดีนี้เมื่อโจทก์ร่วมยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญา และมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการสั่งแทนศาลฎีกาและศาลฎีกามีคำวินิจฉัยและคำสั่งในคดีส่วนอาญาแล้ว กรณีจึงถือว่าคดีส่วนอาญาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยเห็นว่า แม้ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยโดยเห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยและผู้ตายขับรถมาในทิศทางเดียวกันตามถนนสายสงขลา-นาทวี หากจำเลยและผู้ตายต่างฝ่ายต่างใช้ความระมัดระวังและรักษาช่องเดินรถของตน เพื่อให้รถที่สัญจรในช่องเดินรถอื่นแล่นขนานผ่านไปได้แล้ว คงจะไม่เกิดเหตุเฉี่ยวชนกันดังกล่าว แม้คดีนี้จำเลยถูกฟ้องในความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ข้อหาขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน กับข้อหาขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจ และศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยขับรถโดยประมาท แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถกระบะแล่นไปตามช่องเดินรถที่ 2 จากด้านซ้ายเป็นระยะทางประมาณ 3 ถึง 5 กิโลเมตร เมื่อรถแล่นใกล้จะถึงที่เกิดเหตุจำเลยเห็นรถกระบะแล่นอยู่ในช่องเดินรถที่ 1 จากด้านซ้าย โดยมีรถจักรยานยนต์ของผู้ตายแล่นตามหลังห่างกันประมาณ 5 เมตร เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุจำเลยไม่เห็นรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย แต่มารู้อีกทีเมื่อมีแรงกระแทกทางด้านซ้ายรถกระบะของจำเลย ขณะนั้นรถกระบะของจำเลยยังคงแล่นอยู่ในช่องเดินรถที่ 2 จากด้านซ้าย ซึ่งคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวสอดรับกับภาพจากกล้องวงจรปิด แสดงว่าผู้ตายไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์ชิดด้านซ้ายของช่องเดินรถที่ 2 มาแต่แรก โดยเพิ่งจะมาเปลี่ยนช่องเดินรถ เพื่อจะแซงในขณะที่รถกระบะจะเลี้ยวซ้ายไปทางถนนสายนาทับ ซึ่งการขับรถแซงในลักษณะดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 46 (2) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุที่ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึงทางร่วมทางแยก ทั้งในบริเวณที่เกิดเหตุยังมีสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีเหลืองอำพันติดตั้งอยู่ก่อนถึงทางร่วมทางแยก ผู้ตายจึงต้องลดความเร็วของรถลงและผ่านทางเดินรถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง แต่ผู้ตายกลับเร่งความเร็วของรถเพื่อขับแซงรถกระบะ โดยมิได้ระมัดระวังไม่ให้การขับรถแซงดังกล่าวไปกีดขวางรถอื่นจนเกิดอันตราย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพจากกล้องวงจรปิดจะเห็นได้ว่าด้านขวาของรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับเฉี่ยวชนกับด้านซ้ายของรถกระบะที่จำเลยขับในขณะที่ผู้ตายเปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถที่ 2 ในเวลาเดียวกันกับที่จำเลยขับรถกระบะด้วยความเร็วสูงในช่องเดินรถดังกล่าว ซึ่งจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมภพ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรควนมีด พยานจำเลยยืนยันว่าการชนในลักษณะดังกล่าว สาเหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยและผู้ตาย จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ตายด้วยเนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางร่วมทางแยกควรลดความเร็วของรถลงเพื่อให้รถคันหน้าเลี้ยวซ้ายไปก่อน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยและผู้ตายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องของโจทก์ร่วมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า ผู้ตายไม่ได้มีส่วนประมาทนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมจะโต้เถียงในชั้นฎีกาว่าผู้ตายไม่ได้ประมาทหาได้ไม่ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฎีกาในข้อดังกล่าวของโจทก์ร่วมจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และยกฎีกาในคดีส่วนอาญาของนางนิตยา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 30 ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
โจทก์ร่วม — นาง น.
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายพัฒนพงษ์ นวลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุชาติ อินประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ชวลิต อิศรเดช
ศตวรรษ ทาแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2568
#717677
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาทจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และมาตรา 30 โจทก์ร่วมจึงไม่อาจใช้สิทธิฎีกาในคดีส่วนอาญาได้เพราะมิใช่คู่ความ แต่คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญา และมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการสั่งแทนศาลฎีกาและศาลฎีกามีคำวินิจฉัยและคำสั่งในคดีส่วนอาญาแล้วกรณีจึงถือว่าคดีส่วนอาญาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่ง โดยโจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางนิตยา ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจรัส ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนข้อหาขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และข้อหาขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจ โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 495,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78, 160 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง (เดิม)) ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจ เป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 7,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง ภายในเวลาที่รอการลงโทษ ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในประการแรกว่า สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถกระบะในช่องเดินรถที่ 2 ด้วยความเร็วสูงเกินสมควรและไม่ชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงเมื่อขับรถไปถึงทางร่วมทางแยก ในขณะเดียวกันผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถที่ 1 มุ่งหน้าไปทิศทางเดียวกัน เมื่อถึงทางร่วมทางแยกมีรถกระบะขับเลี้ยวเข้าถนนสายนาทับ ผู้ตายจึงขับรถจักรยานยนต์แซงรถกระบะคันดังกล่าว แสดงว่าผู้ตายไม่ได้ชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงเมื่อขับรถไปถึงทางร่วมทางแยก แต่กลับเร่งความเร็วเพื่อจะแซงในขณะที่รถกระบะจะเลี้ยวซ้ายไปทางถนนสายนาทับ ซึ่งการขับรถแซงในลักษณะดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 46 (2) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ที่ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึงทางร่วมทางแยก จนเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเกิดการเฉี่ยวชนกันและผู้ตายถึงแก่ความตาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ว่าเกิดจากความประมาทของทั้งสองฝ่าย และเมื่อรับฟังประกอบกับที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย โดยโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ตายมีส่วนประมาทจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ภริยาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางนิตยาเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และที่ศาลล่างทั้งสองไม่พิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางนิตยาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว นางนิตยาจึงไม่ใช่คู่ความในคดีส่วนอาญาและไม่อาจใช้สิทธิยื่นฎีกาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนแพ่งประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ปัญหาข้อนี้แม้คดีส่วนอาญาโจทก์ร่วมไม่อาจใช้สิทธิฎีกาได้เพราะมิใช่คู่ความตามที่วินิจฉัยไปแล้ว แต่คดีนี้เมื่อโจทก์ร่วมยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญา และมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการสั่งแทนศาลฎีกาและศาลฎีกามีคำวินิจฉัยและคำสั่งในคดีส่วนอาญาแล้ว กรณีจึงถือว่าคดีส่วนอาญาขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งโดยเห็นว่า แม้ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของผู้ตายเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยโดยเห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยและผู้ตายขับรถมาในทิศทางเดียวกันตามถนนสายสงขลา-นาทวี หากจำเลยและผู้ตายต่างฝ่ายต่างใช้ความระมัดระวังและรักษาช่องเดินรถของตน เพื่อให้รถที่สัญจรในช่องเดินรถอื่นแล่นขนานผ่านไปได้แล้ว คงจะไม่เกิดเหตุเฉี่ยวชนกันดังกล่าว แม้คดีนี้จำเลยถูกฟ้องในความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ข้อหาขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน กับข้อหาขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจ และศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยขับรถโดยประมาท แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถกระบะแล่นไปตามช่องเดินรถที่ 2 จากด้านซ้ายเป็นระยะทางประมาณ 3 ถึง 5 กิโลเมตร เมื่อรถแล่นใกล้จะถึงที่เกิดเหตุจำเลยเห็นรถกระบะแล่นอยู่ในช่องเดินรถที่ 1 จากด้านซ้าย โดยมีรถจักรยานยนต์ของผู้ตายแล่นตามหลังห่างกันประมาณ 5 เมตร เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุจำเลยไม่เห็นรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย แต่มารู้อีกทีเมื่อมีแรงกระแทกทางด้านซ้ายรถกระบะของจำเลย ขณะนั้นรถกระบะของจำเลยยังคงแล่นอยู่ในช่องเดินรถที่ 2 จากด้านซ้าย ซึ่งคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวสอดรับกับภาพจากกล้องวงจรปิด แสดงว่าผู้ตายไม่ได้ขับรถจักรยานยนต์ชิดด้านซ้ายของช่องเดินรถที่ 2 มาแต่แรกโดยเพิ่งจะมาเปลี่ยนช่องเดินรถ เพื่อจะแซงในขณะที่รถกระบะจะเลี้ยวซ้ายไปทางถนนสายนาทับ ซึ่งการขับรถแซงในลักษณะดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 46 (2) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุที่ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึงทางร่วมทางแยก ทั้งในบริเวณที่เกิดเหตุยังมีสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีเหลืองอำพันติดตั้งอยู่ก่อนถึงทางร่วมทางแยก ผู้ตายจึงต้องลดความเร็วของรถลงและผ่านทางเดินรถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง แต่ผู้ตายกลับเร่งความเร็วของรถเพื่อขับแซงรถกระบะ โดยมิได้ระมัดระวังไม่ให้การขับรถแซงดังกล่าวไปกีดขวางรถอื่นจนเกิดอันตราย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพจากกล้องวงจรปิดจะเห็นได้ว่าด้านขวาของรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับเฉี่ยวชนกับด้านซ้ายของรถกระบะที่จำเลยขับในขณะที่ผู้ตายเปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถที่ 2 ในเวลาเดียวกันกับที่จำเลยขับรถกระบะด้วยความเร็วสูงในช่องเดินรถดังกล่าว ซึ่งจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมภพ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรควนมีด พยานจำเลยยืนยันว่าการชนในลักษณะดังกล่าว สาเหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยและผู้ตาย จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ตายด้วยเนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางร่วมทางแยกควรลดความเร็วของรถลงเพื่อให้รถคันหน้าเลี้ยวซ้ายไปก่อน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยและผู้ตายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องของโจทก์ร่วมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า ผู้ตายไม่ได้มีส่วนประมาทนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมจะโต้เถียงในชั้นฎีกาว่าผู้ตายไม่ได้ประมาทหาได้ไม่ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฎีกาในข้อดังกล่าวของโจทก์ร่วมจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และยกฎีกาในคดีส่วนอาญาของนางนิตยา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 30 ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
โจทก์ร่วม — นาง น.
จำเลย — นาย ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายพัฒนพงษ์ นวลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุชาติ อินประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
พรชัย พุ่มกำพล
ชวลิต อิศรเดช
ศตวรรษ ทาแก้ว
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 321/2568
#721962
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลขนาดใหญ่ มีภาพโจทก์ร่วม ส. และ บ. พร้อมมีข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ร่วม โดยติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลทั้งสองแผ่นริมถนนสาธารณะสายพิษณุโลก - หล่มสัก ซึ่งมีผู้ใช้เส้นทางสัญจรจำนวนมาก ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะให้บุคคลทั่วไปที่สัญจรไปมาได้พบเห็นข้อความประกอบภาพโจทก์ร่วม และชี้นำให้เห็นว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดหน้าที่ และยังช่วยเหลือผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นความจริง พฤติการณ์ดังกล่าว ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ทั้งไม่ใช่การป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เพราะหากจำเลยเห็นว่าการกระทำของโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยสามารถใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าข้อยกเว้นให้ไม่ต้องรับผิด ตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 136, 326, 328 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 64/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา นายกฤษณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุเสียชื่อเสียงเป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่กระทำความผิดจนถึงวันฟ้อง และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ร้อง และยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้กระทำความผิด ผู้เสียหายไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 328 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 9 เดือน และปรับ 90,000 บาท ทางพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำขอบวกโทษ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 16 พฤษภาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์ร่วมดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เมื่อระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 จำเลยติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลขนาดใหญ่ 2 ป้าย ริมถนนสายพิษณุโลก - หล่มสัก ป้ายที่หนึ่งขนาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 10 เมตร มีภาพโจทก์ร่วม นายสันติ และนายสืบศักดิ์ และมีข้อความตัวอักษรภาษาไทยว่า "ร่วมกันต้านผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ ขอให้ ครม. เพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ ให้เป็นที่ราชพัสดุเพื่อนายทุนร่วมรัฐมนตรี โดยใช้เขาค้อเป็นโมเดล ช่วยให้นักการเมืองที่บุกรุกยึดครองที่ดินป่าสงวนทั้งประเทศถือครองป่าได้ ไม่ผิดกฎหมาย เชิญชวนพี่น้องชาวไทยปกป้องผืนป่า ที่ดินป่าสงวนเป็นของประชาชนทั้งประเทศ" ป้ายที่สองขนาดความกว้าง 1.2 เมตร ยาว 6 เมตร มีภาพโจทก์ร่วม นายสันติ และนายสืบศักดิ์ และมีข้อความตัวอักษรภาษาไทยว่า "ร่วมกันต้านผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ ที่ขอให้ ครม.เปลี่ยนป่าสงวนแห่งชาติเป็นที่ราชพัสดุเพื่อให้นายทุนและนักการเมืองใช้เขาค้อเป็นโมเดลช่วยนักการเมืองที่บุกรุกป่า ถือครองที่ป่าได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เชิญชวนพี่น้องชาวไทยปกป้องผืนป่า ที่ดินป่าสงวนเป็นของประชาชนทั่วประเทศ"

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 นั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อข้อความในแผ่นป้ายไวนิลระบุว่า...ให้ร่วมกันต้านโจทก์ร่วม ที่จะขอให้ ครม.เปลี่ยนป่าสงวนแห่งชาติเป็นที่ราชพัสดุ เพื่อให้นายทุนและนักการเมืองใช้เขาค้อเป็นโมเดลช่วยนักการเมืองที่บุกรุกป่า ถือครองที่ป่าได้โดยไม่ผิดกฎหมาย... อันเป็นการสื่อให้เห็นว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาป่าสงวนแห่งชาติ โดยเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนและนักการเมืองที่กระทำผิดกฎหมายบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติให้ถือครองป่าได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เช่นนี้ ย่อมทำให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม เป็นที่เกลียดชังของประชาชน และทำให้โจทก์ร่วมได้รับความอับอายเสียหาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ส่วนความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อความในแผ่นป้ายไวนิลเป็นการกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมจะดำเนินการขอให้คณะรัฐมนตรีเปลี่ยนป่าสงวนแห่งชาติเป็นที่ราชพัสดุ เพื่อช่วยเหลือนายทุนและนักการเมืองที่กระทำผิดกฎหมายบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติให้ถือครองป่าต่อไปโดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งเท่ากับกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมายให้ไม่ต้องรับผิดและยังสามารถถือครองที่ป่าต่อไปโดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นความจริง เนื่องจากโจทก์ร่วมเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ดูแลรักษาป่า และโจทก์ร่วมเพียงแต่ดำเนินการไปตามนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น อันเป็นแนวทางการแก้ปัญหาการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติแนวทางหนึ่งเท่านั้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สาม โดยจำเลยมีเจตนาที่จะทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อสู้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ เพื่อความชอบธรรมป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า การที่จำเลยติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลขนาดใหญ่ มีภาพโจทก์ร่วม นายสันติ และนายสืบศักดิ์ พร้อมมีข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ร่วมดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว โดยติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลทั้งสองแผ่นริมถนนสาธารณะสายพิษณุโลก – หล่มสัก ซึ่งมีผู้ใช้เส้นทางสัญจรจำนวนมาก ส่อแสดงให้เป็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะให้บุคคลทั่วไปที่สัญจรไปมาได้พบเห็นข้อความประกอบภาพโจทก์ร่วม และชี้นำให้เห็นว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดหน้าที่ และยังช่วยเหลือผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นความจริง พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยเช่นนี้ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ทั้งไม่ใช่การป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เพราะหากจำเลยเห็นว่าการกระทำของโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยสามารถใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าข้อยกเว้นให้ไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 328 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เพียงใด และมีเหตุให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณา อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ร่วม ซึ่งการกำหนดค่าสินไหมทดแทนว่าจะพึงใช้เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง เมื่อคำนึงถึงชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ร่วมประกอบกับพฤติการณ์อันเป็นต้นเหตุแห่งคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 500,000 บาท นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีถือว่าไม่ร้ายแรงมากนัก กรณีมีเหตุอันควรปรานี กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 136 ม. 328 ม. 329 (1) ม. 329 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก
โจทก์ร่วม — นาย ก.
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุทธิ จันทรสุทธิ
สัมพันธ์ บุนนาค
จักรี พงษธา
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2568
#712889
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปใน ป.พ.พ. ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348 ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้เฉพาะครั้งเฉพาะคราวประกอบด้วย ดังนั้น แม้ พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/33 จะมิได้บัญญัติถึงสิทธิของลูกหนี้ในการขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไว้ก็มิได้หมายความว่า ลูกหนี้จะไม่มีสิทธิเช่นนั้น เพียงแต่เมื่อลูกหนี้จะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ก็ชอบที่จะกระทำได้โดยดำเนินการตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. ดังกล่าว บทบัญญัติมาตรา 90/33 จึงไม่นำมาใช้บังคับกับกรณีที่ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนจะขอหักกลบลบหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นเจ้าหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ผู้คัดค้านที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างลูกจ้าง มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ระหว่างที่ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ลูกจ้างหยุดงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จนถึงวันเลิกจ้าง ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง ในระหว่างสัญญาจ้าง และเลิกจ้างโดยมิได้จ่ายค่าชดเชย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว้กับลูกจ้างหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานเป็นเหตุให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ลูกหนี้ซึ่งถือว่าเป็นนายจ้างด้วยต้องร่วมกันกับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างของลูกจ้างจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่ลูกจ้างเหล่านั้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และมาตรา 124 วรรคสาม คำสั่งอันถึงที่สุดของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้ลูกหนี้ร่วมกันหรือแทนกันกับผู้คัดค้านที่ 2 จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยดังกล่าวมีผลให้ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 อยู่ในฐานะนายจ้างที่เป็นลูกหนี้ร่วมของลูกจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 แม้ในระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันให้รับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน แต่บทบัญญัติมาตรา 296 ก็บัญญัติด้วยว่า เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อตามเงื่อนไขการว่าจ้างบริการแนบท้ายสัญญาจ้างทั้งสองฉบับ ข้อ 9 กำหนดว่า "หากคู่สัญญาฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ผู้ใช้สิทธิเลิกสัญญามีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น" จึงถือได้ว่า ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตกลงกันกำหนดเป็นอย่างอื่นแล้ว เมื่อลูกหนี้วางเงินจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 จึงย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ได้ชำระไปตามคำสั่งดังกล่าวคืนจากผู้คัดค้านที่ 2 ได้ทั้งหมด เมื่อลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 ต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันและหนี้ทั้งสองรายถึงกำหนดชำระแล้ว ผู้บริหารแผนย่อมมีสิทธิแสดงเจตนานำมูลหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ชำระให้ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 มาหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ค่าจ้างบริการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง และมาตรา 342

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีนายปิยสวัสดิ์ นายพรชัย นายไกรสร นายศิริ และนายชาญศิลป์ เป็นผู้บริหารแผน และวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผน ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 10381 ในมูลหนี้ค่าซื้อสินค้าและจัดจ้างบริการตามสัญญาจ้างเหมาแรงงาน รวม 13,048,661.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 12,831,250.43 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้ ส่วนลูกหนี้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 และขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ ผู้คัดค้านที่ 1 สอบสวนแล้วมีความเห็นว่าลูกหนี้ไม่อาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เนื่องจากสิทธิไล่เบี้ยเกิดขึ้นหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ 3,516,578.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,413,159.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (3) ส่วนที่เกินมาให้ยกเสีย

ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ 2,323,845.95 บาท ส่วนที่ขอเกินมานอกจากนี้ขอให้มีคำสั่งยกเสีย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 ลูกหนี้ทำสัญญาจ้างกับผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 2 จัดหาพนักงานตำแหน่ง Mechanic Helper และวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ลูกหนี้ทำสัญญาจ้างกับผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 2 จัดหาพนักงานตำแหน่ง Shuttle Bus Driver วันที่ 10 สิงหาคม 2563 ลูกหนี้บอกเลิกสัญญาจ้าง กับผู้คัดค้านที่ 2 วันที่ 14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ลูกหนี้โดยผู้ทำแผนในฐานะนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะนายจ้างตามมาตรา 5 จ่ายเงินให้ลูกจ้างตามสัญญาจ้างดังกล่าว จากนั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้ทำแผนนำเงิน 1,031,262.82 บาท ไปวางต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 16 คน และวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้ทำแผนนำเงิน 58,050 บาท ไปวางต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 อีก 1 คน ระหว่างนั้นผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ค่าจัดจ้างบริการตามสัญญาจ้างเหมาแรงงานพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ทำแผนมีหนังสือลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 และวันที่ 30 เมษายน 2564 ขอใช้สิทธินำเงินค่าจ้างและค่าชดเชยที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามหนังสือขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้และขอให้ออกหลักฐานการชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2564 และวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและแผนที่มีการแก้ไขตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ตามลำดับ ส่วนคำขอรับชำระหนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ผู้ทำแผนโต้แย้งและขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 สอบสวนแล้วมีความเห็นว่าลูกหนี้ได้สิทธิไล่เบี้ยค่าจ้างและค่าชดเชยมาภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงไม่อาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ขอรับชำระหนี้ได้ และมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ 3,516,578.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,413,159.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้บริหารแผนว่า ผู้บริหารแผนมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348 ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้เฉพาะครั้งเฉพาะคราวประกอบด้วย และหากเป็นการแสดงเจตนาที่จะต้องมีการหักกลบลบหนี้ต่อเนื่องหรือชั่วเวลาตามที่กำหนดก็ต้องนำหลักเกณฑ์เฉพาะในเรื่องสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามมาตรา 856 ถึง มาตรา 860 มาพิจารณาอีกด้วย เมื่อการหักกลบลบหนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าว เบื้องต้นจะต้องมีบุคคลสองฝ่ายที่ต่างก็เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกันในมูลหนี้สองราย อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน ดังนั้น แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/33 จะบัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" ซึ่งแม้จะมิได้บัญญัติถึงสิทธิของลูกหนี้ในการขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไว้ด้วยก็มิได้หมายความว่า ลูกหนี้จะไม่มีสิทธิเช่นนั้น เพียงแต่เมื่อลูกหนี้จะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ก็ชอบที่จะกระทำได้โดยดำเนินการตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว ส่วนกรณีที่เจ้าหนี้เป็นฝ่ายขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ นอกจากจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพิ่มเติมตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/33 อีกด้วย เพราะกฎหมายต้องการให้เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการใช้สิทธิแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้กับลูกหนี้ เพื่อให้เจ้าหนี้รายนั้น ๆ สามารถระงับหรือลดหนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอหรือเข้าสู่กระบวนการตามแผนฟื้นฟูกิจการ คำว่า "เจ้าหนี้" ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว จึงหมายถึง เจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง ส่วนลูกหนี้ย่อมมิใช่เจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามความหมายของมาตรา 90/27 บทบัญญัติมาตรา 90/33 จึงไม่นำมาใช้บังคับกับกรณีที่ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนจะขอหักกลบลบหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นเจ้าหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ แต่ต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 ที่บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่ายหนึ่งจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบกันได้ บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ หากเป็นการขัดกับเจตนาอันคู่กรณีได้แสดงไว้ แต่เจตนาเช่นนี้ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต" มาใช้บังคับแก่กรณีที่ลูกหนี้จะขอหักกลบลบหนี้นี้ เพียงแต่ในกรณีที่ลูกหนี้จะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้น ย่อมจำเป็นอยู่เองที่อย่างช้าลูกหนี้ควรใช้สิทธิเสียในขณะที่โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เว้นแต่ หนี้ที่จะขอหักกลบลบหนี้นั้นจะเกิดขึ้นหลังจากเวลาที่จะโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้แล้ว โดยคำนึงถึงการบริหารกิจการลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (9) ด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ผู้คัดค้านที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างลูกจ้าง 16 คน มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ระหว่างที่ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ลูกจ้างหยุดงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จนถึงวันเลิกจ้าง ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง ในระหว่างสัญญาจ้าง และเลิกจ้างโดยมิได้จ่ายค่าชดเชย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว้กับลูกจ้างหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานตามข้อตกลงในข้อ 6.7 ของข้อกำหนดขอบเขตของงานและเงื่อนไขการเสนอราคาแนบท้ายสัญญาจ้าง ระหว่างลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างกับผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายเป็นเหตุให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ลูกหนี้ซึ่งถือว่าเป็นนายจ้างด้วยต้องร่วมกันกับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างของลูกจ้างจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่ลูกจ้างเหล่านั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และมาตรา 124 วรรคสาม เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง ค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ต้องจ่ายตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นผลมาจากการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ผิดสัญญาจ้างที่ทำไว้กับลูกหนี้ เมื่อลูกหนี้ต้องชำระค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานให้แก่ลูกจ้าง 16 คน เป็นเงิน 1,031,263.82 บาท และจ่ายค่าจ้างกับค่าชดเชยให้ลูกจ้างอีก 1 คน ที่ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เป็นเงิน 58,050 บาท รวม 1,089,313.82 บาท โดยลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 มิได้นำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อให้เพิกถอนคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสอง ซึ่งผู้ทำแผนก็ได้นำเงินค่าจ้างและค่าชดเชยทั้งสองจำนวนดังกล่าววางต่อพนักงานตรวจแรงงานตามบันทึกถ้อยคำลงวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และหนังสือขอถอนคำร้องลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 อันเป็นการกระทำในนามของลูกหนี้ ตามอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้และเป็นการดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/25 ประกอบมาตรา 90/12 (9) และคำสั่งอันถึงที่สุดของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้ลูกหนี้ร่วมกันหรือแทนกันกับผู้คัดค้านที่ 2 จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยดังกล่าวมีผลให้ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 อยู่ในฐานะนายจ้างที่เป็นลูกหนี้ร่วมของลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 สำหรับค่าจ้างและค่าชดเชยนั้น แม้มาตรา 296 จะบัญญัติว่าในระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันให้รับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน และมีสิทธิเรียกร้องระหว่างกันได้ด้วยการรับช่วงสิทธิตามมาตรา 229 (3) แต่บทบัญญัติมาตรา 296 ก็บัญญัติด้วยว่า เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งมีความหมายว่า ลูกหนี้ในฐานะผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้มอบหมายให้ผู้คัดค้านที่ 2 จัดหาคนมาทำงานให้ลูกหนี้ตามสัญญาที่มีต่อกันนั้น หากได้มีการตกลงกันไว้ว่า ในระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 นั้น ความรับผิดร่วมกันดังกล่าวในระหว่างกันเองไม่ต้องรับผิดชอบเท่ากันก็ได้ เมื่อตามเงื่อนไขการว่าจ้างบริการแนบท้ายสัญญาจ้างทั้งสองฉบับ ข้อ 9 กำหนดว่า "หากคู่สัญญาฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ผู้ใช้สิทธิเลิกสัญญามีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น" จึงถือได้ว่า ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตกลงกันกำหนดเป็นอย่างอื่นแล้ว ดังนั้น เมื่อลูกหนี้วางเงินจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้ลูกจ้างทั้ง 17 คนของผู้คัดค้านที่ 2 แล้วเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ตามลำดับ ลูกหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ได้ชำระไปตามคำสั่งดังกล่าวคืนจากผู้คัดค้านที่ 2 ได้ทั้งหมด แต่เนื่องจากหนี้เงินที่ลูกหนี้ชำระไปนั้น เป็นการชำระตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับว่าลูกหนี้ปฏิบัติตามคำสั่งวันใด โดยผู้คัดค้านที่ 2 มิได้ตกลงด้วยก่อนในเรื่องกำหนดวันชำระเงิน กรณีต้องถือว่า หนี้เงินจำนวนนี้เป็นหนี้เงินที่มิได้กำหนดเวลาชำระทั้งจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ หนี้เงินจำนวนนี้จึงถึงกำหนดชำระโดยพลัน ในวันที่ลูกหนี้วางเงินต่อพนักงานตรวจแรงงาน คือวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง เมื่อลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 ต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันและหนี้ทั้งสองรายถึงกำหนดชำระแล้ว ผู้บริหารแผนย่อมมีสิทธิแสดงเจตนานำมูลหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ชำระให้ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 1,089,313.82 บาท มาหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ค่าจ้างบริการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง และมาตรา 342 แม้ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 จะมีหนังสือแจ้งปฏิเสธการแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้ก็หามีผลให้ไม่อาจหักกลบลบหนี้กันได้ไม่ เพราะกรณีที่จะถือว่าขัดกับเจตนาของผู้คัดค้านที่ 2 ตามความหมายแห่งบทบัญญัติมาตรา 341 วรรคสอง นั้น จะต้องเป็นเจตนาที่ได้แสดงไว้ต่อกันตั้งแต่ขณะทำสัญญาจ้างบริการแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้บริหารแผนฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ผู้บริหารแผนมีสิทธินำเงินค่าจ้างและค่าชดเชย 1,089,313.82 บาท มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 วรรคหนึ่ง ม. 229 (3) ม. 291 ม. 296 ม. 341 ม. 342 ม. 856 ม. 857 ม. 858 ม. 859 ม. 860
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 11/1 ม. 124 วรรคสาม ม. 125 วรรคสอง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (9) ม. 90/25 ม. 90/27 ม. 90/33
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัท ก.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชยันต์ เต็มเปี่ยม
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเอื้อน ขุนแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สอนชัย สิราริยกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2568
#717676
เปิดฉบับเต็ม
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีนายปิยสวัสดิ์ นายพรชัย นายไกรสร นายศิริ และนายชาญศิลป์ เป็นผู้บริหารแผน และวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผน ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 10381 ในมูลหนี้ค่าซื้อสินค้าและจัดจ้างบริการตามสัญญาจ้างเหมาแรงงาน รวม 13,048,661.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 12,831,250.43 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้ ส่วนลูกหนี้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 และขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ ผู้คัดค้านที่ 1 สอบสวนแล้วมีความเห็นว่าลูกหนี้ไม่อาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เนื่องจากสิทธิไล่เบี้ยเกิดขึ้นหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ 3,516,578.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,413,159.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (3) ส่วนที่เกินมาให้ยกเสีย

ผู้บริหารแผนยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ 2,323,845.95 บาท ส่วนที่ขอเกินมานอกจากนี้ขอให้มีคำสั่งยกเสีย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 ลูกหนี้ทำสัญญาจ้างกับผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 2 จัดหาพนักงานตำแหน่ง Mechanic Helper และวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ลูกหนี้ทำสัญญาจ้างกับผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 2 จัดหาพนักงานตำแหน่ง Shuttle Bus Driver วันที่ 10 สิงหาคม 2563 ลูกหนี้บอกเลิกสัญญาจ้างกับผู้คัดค้านที่ 2 วันที่ 14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ลูกหนี้โดยผู้ทำแผนในฐานะนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะนายจ้างตามมาตรา 5 จ่ายเงินให้ลูกจ้างตามสัญญาจ้างดังกล่าว จากนั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้ทำแผนนำเงิน 1,031,262.82 บาท ไปวางต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 16 คน และวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้ทำแผนนำเงิน 58,050 บาท ไปวางต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 อีก 1 คน ระหว่างนั้นผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ค่าจัดจ้างบริการตามสัญญาจ้างเหมาแรงงานพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ทำแผนมีหนังสือลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 และวันที่ 30 เมษายน 2564 ขอใช้สิทธินำเงินค่าจ้างและค่าชดเชยที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามหนังสือขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้และขอให้ออกหลักฐานการชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2564 และวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและแผนที่มีการแก้ไขตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ตามลำดับ ส่วนคำขอรับชำระหนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ผู้ทำแผนโต้แย้งและขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 สอบสวนแล้วมีความเห็นว่าลูกหนี้ได้สิทธิไล่เบี้ยค่าจ้างและค่าชดเชยมาภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงไม่อาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ขอรับชำระหนี้ได้ และมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ 3,516,578.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,413,159.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้บริหารแผนว่า ผู้บริหารแผนมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348 ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้เฉพาะครั้งเฉพาะคราวประกอบด้วย และหากเป็นการแสดงเจตนาที่จะต้องมีการหักกลบลบหนี้ต่อเนื่องหรือชั่วเวลาตามที่กำหนดก็ต้องนำหลักเกณฑ์เฉพาะในเรื่องสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามมาตรา 856 ถึง มาตรา 860 มาพิจารณาอีกด้วย เมื่อการหักกลบลบหนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าว เบื้องต้นจะต้องมีบุคคลสองฝ่ายที่ต่างก็เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกันในมูลหนี้สองราย อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน ดังนั้น แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/33 จะบัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" ซึ่งแม้จะมิได้บัญญัติถึงสิทธิของลูกหนี้ในการขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไว้ด้วยก็มิได้หมายความว่า ลูกหนี้จะไม่มีสิทธิเช่นนั้น เพียงแต่เมื่อลูกหนี้จะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ก็ชอบที่จะกระทำได้โดยดำเนินการตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว ส่วนกรณีที่เจ้าหนี้เป็นฝ่ายขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ นอกจากจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพิ่มเติมตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/33 อีกด้วย เพราะกฎหมายต้องการให้เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการใช้สิทธิแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้กับลูกหนี้ เพื่อให้เจ้าหนี้รายนั้น ๆ สามารถระงับหรือลดหนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอหรือเข้าสู่กระบวนการตามแผนฟื้นฟูกิจการ คำว่า "เจ้าหนี้" ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว จึงหมายถึง เจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง ส่วนลูกหนี้ย่อมมิใช่เจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามความหมายของมาตรา 90/27 บทบัญญัติมาตรา 90/33 จึงไม่นำมาใช้บังคับกับกรณีที่ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนจะขอหักกลบลบหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นเจ้าหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ แต่ต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 ที่บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่ายหนึ่งจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบกันได้ บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ หากเป็นการขัดกับเจตนาอันคู่กรณีได้แสดงไว้ แต่เจตนาเช่นนี้ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต" มาใช้บังคับแก่กรณีที่ลูกหนี้จะขอหักกลบลบหนี้นี้ เพียงแต่ในกรณีที่ลูกหนี้จะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้น ย่อมจำเป็นอยู่เองที่อย่างช้าลูกหนี้ควรใช้สิทธิเสียในขณะที่โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เว้นแต่ หนี้ที่จะขอหักกลบลบหนี้นั้นจะเกิดขึ้นหลังจากเวลาที่จะโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้แล้ว โดยคำนึงถึงการบริหารกิจการลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (9) ด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ผู้คัดค้านที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างลูกจ้าง 16 คน มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ระหว่างที่ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ลูกจ้างหยุดงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จนถึงวันเลิกจ้าง ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง ในระหว่างสัญญาจ้าง และเลิกจ้างโดยมิได้จ่ายค่าชดเชย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว้กับลูกจ้างหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานตามข้อตกลงในข้อ 6.7 ของข้อกำหนดขอบเขตของงานและเงื่อนไขการเสนอราคาแนบท้ายสัญญาจ้าง ระหว่างลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างกับผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายเป็นเหตุให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ลูกหนี้ซึ่งถือว่าเป็นนายจ้างด้วยต้องร่วมกันกับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างของลูกจ้างจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่ลูกจ้างเหล่านั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 และมาตรา 124 วรรคสาม เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง ค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ต้องจ่ายตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นผลมาจากการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ผิดสัญญาจ้างที่ทำไว้กับลูกหนี้ เมื่อลูกหนี้ต้องชำระค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานให้แก่ลูกจ้าง 16 คน เป็นเงิน 1,031,263.82 บาท และจ่ายค่าจ้างกับค่าชดเชยให้ลูกจ้างอีก 1 คน ที่ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เป็นเงิน 58,050 บาท รวม 1,089,313.82 บาท โดยลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 มิได้นำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อให้เพิกถอนคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ซึ่งผู้ทำแผนก็ได้นำเงินค่าจ้างและค่าชดเชยทั้งสองจำนวนดังกล่าววางต่อพนักงานตรวจแรงงานตามบันทึกถ้อยคำลงวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และหนังสือขอถอนคำร้องลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 อันเป็นการกระทำในนามของลูกหนี้ ตามอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้และเป็นการดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/25 ประกอบมาตรา 90/12 (9) และคำสั่งอันถึงที่สุดของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้ลูกหนี้ร่วมกันหรือแทนกันกับผู้คัดค้านที่ 2 จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยดังกล่าวมีผลให้ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 อยู่ในฐานะนายจ้างที่เป็นลูกหนี้ร่วมของลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 สำหรับค่าจ้างและค่าชดเชยนั้น แม้มาตรา 296 จะบัญญัติว่าในระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันให้รับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน และมีสิทธิเรียกร้องระหว่างกันได้ด้วยการรับช่วงสิทธิตามมาตรา 229 (3) แต่บทบัญญัติมาตรา 296 ก็บัญญัติด้วยว่า เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งมีความหมายว่า ลูกหนี้ในฐานะผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้มอบหมายให้ผู้คัดค้านที่ 2 จัดหาคนมาทำงานให้ลูกหนี้ตามสัญญาที่มีต่อกันนั้น หากได้มีการตกลงกันไว้ว่า ในระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 นั้น ความรับผิดร่วมกันดังกล่าวในระหว่างกันเองไม่ต้องรับผิดชอบเท่ากันก็ได้ เมื่อตามเงื่อนไขการว่าจ้างบริการแนบท้ายสัญญาจ้างทั้งสองฉบับ ข้อ 9 กำหนดว่า "หากคู่สัญญาฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ผู้ใช้สิทธิเลิกสัญญามีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น" จึงถือได้ว่า ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตกลงกันกำหนดเป็นอย่างอื่นแล้ว ดังนั้น เมื่อลูกหนี้วางเงินจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้ลูกจ้างทั้ง 17 คนของผู้คัดค้านที่ 2 แล้วเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ตามลำดับ ลูกหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ได้ชำระไปตามคำสั่งดังกล่าวคืนจากผู้คัดค้านที่ 2 ได้ทั้งหมด แต่เนื่องจากหนี้เงินที่ลูกหนี้ชำระไปนั้น เป็นการชำระตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับว่าลูกหนี้ปฏิบัติตามคำสั่งวันใด โดยผู้คัดค้านที่ 2 มิได้ตกลงด้วยก่อนในเรื่องกำหนดวันชำระเงิน กรณีต้องถือว่า หนี้เงินจำนวนนี้เป็นหนี้เงินที่มิได้กำหนดเวลาชำระทั้งจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ หนี้เงินจำนวนนี้จึงถึงกำหนดชำระโดยพลัน ในวันที่ลูกหนี้วางเงินต่อพนักงานตรวจแรงงาน คือวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง เมื่อลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 ต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันและหนี้ทั้งสองรายถึงกำหนดชำระแล้ว ผู้บริหารแผนย่อมมีสิทธิแสดงเจตนานำมูลหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ชำระให้ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 1,089,313.82 บาท มาหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ค่าจ้างบริการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง และมาตรา 342 แม้ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 จะมีหนังสือแจ้งปฏิเสธการแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้ก็หามีผลให้ไม่อาจหักกลบลบหนี้กันได้ไม่ เพราะกรณีที่จะถือว่าขัดกับเจตนาของผู้คัดค้านที่ 2 ตามความหมายแห่งบทบัญญัติมาตรา 341 วรรคสอง นั้น จะต้องเป็นเจตนาที่ได้แสดงไว้ต่อกันตั้งแต่ขณะทำสัญญาจ้างบริการแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้บริหารแผนฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ผู้บริหารแผนมีสิทธินำเงินค่าจ้างและค่าชดเชย 1,089,313.82 บาท มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 229 (3) ม. 291 ม. 296 ม. 341 ม. 342
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 11/1 ม. 124 ม. 125
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (9) ม. 90/25 ม. 90/27 ม. 90/33
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัท ก.
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชยันต์ เต็มเปี่ยม
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายเอื้อน ขุนแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สอนชัย สิราริยกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 304/2568
#715639
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการที่มีการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการนั้นจะทำให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติที่ไม่มีหนี้สินต่อไปได้หรือไม่ โดยต้องคำนึงถึงงบการเงินในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ในปีที่ผ่านมาประกอบพยานหลักฐานอื่นด้วย เมื่อพิจารณางบแสดงฐานะทางการเงินของลูกหนี้แล้วพบว่าลูกหนี้ประกอบกิจการขาดทุนและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่องทางในการฟื้นฟูกิจการและแนวทางในการลดต้นทุนที่ลูกหนี้เสนอไม่ปรากฏรายละเอียดในการดำเนินการเพียงพอให้พิจารณาว่าจะมีโอกาสในทางธุรกิจอันเป็นช่องทางในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร และจะมีรายได้จากการประกอบกิจการอย่างไรพอที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ได้ ทั้งยังได้ความว่าก่อนที่จะขอฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 แต่ไม่สามารถนำรายได้มาชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ทั้งหมด อีกทั้งในชั้นพิจารณาผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่และเจ้าหนี้อื่นรวม 46 ราย คัดค้านการร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีสถาบันการเงินใดให้การสนับสนุนทางด้านเงินทุนหรือมีแหล่งเงินกู้เพิ่มเติมแก่ลูกหนี้เพื่อใช้จ่ายเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจอันจะก่อให้เกิดรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ทั้งหมด เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยหลักในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ที่ประสบปัญหาไม่ว่าจะเป็นการขาดสภาพคล่องทางการเงิน การบริหารจัดการของลูกหนี้ การถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดีหลายราย หรือรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ที่มีจำนวนมากได้ทั้งหมด ย่อมประกอบกันให้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และแต่งตั้งนางโสภา ให้เป็นผู้บริหารแผนชั่วคราว

ผู้คัดค้านรวม 46 ราย ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านในทำนองเดียวกัน ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ลูกหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งนางโสภาเป็นผู้ทำแผน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 7 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อบริษัท จ. จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อ. จำกัด บริษัท น. จำกัด และเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2557 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ด. จำกัด ตามลำดับ มีนางโสภาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัททำการแทนได้ มีทุนจดทะเบียน 620,000,000 บาท และเป็นผู้ประกอบธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ลูกหนี้ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย 2 ฉบับ ตั้งอยู่ถนนกำแพงเพชร 2 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 7.93 ไร่ เพื่อดำเนินการจัดหาประโยชน์มีกำหนดระยะเวลา 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2556 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2586 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2552 ลูกหนี้ได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารตึกสูง 8 ชั้น ลงบนที่ดินที่เช่าและได้รับอนุญาตให้ดัดแปลงเป็น 9 ชั้น และวันที่ 15 กันยายน 2559 ลูกหนี้ได้รับใบรับรองก่อสร้างอาคาร 9 ชั้น เพื่อใช้ทำเป็นศูนย์การค้าและที่จอดรถยนต์ ใช้ชื่อว่าศูนย์การค้า บ. แบ่งพื้นที่ให้เช่าทำการค้าตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 7 โดยเปิดให้ทำสัญญาเช่าต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน วันที่ 26 กันยายน 2560 ลูกหนี้ได้เปิดตัวโครงการศูนย์การค้า บ. อย่างเป็นทางการ ต่อมาปลายปี 2562 ได้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย จึงนำไปสู่การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด นอกจากนี้รัฐบาลยังออกมาตรการป้องกันด้วยการมีคำสั่งให้ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ฯลฯ หยุดประกอบกิจการ มีผู้เช่าพื้นที่รวมตัวกันฟ้องคดีลูกหนี้ต่อศาลแพ่งขอบอกเลิกสัญญาเช่าและเรียกค่าเสียหายหลายราย โดยอ้างเหตุว่าลูกหนี้ไม่สามารถเปิดศูนย์การค้าได้ตามโฆษณา กระทั่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลูกหนี้ชำระหนี้และมีการเจรจากันสำเร็จ ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้เช่าพื้นที่หลายราย ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2558 ลูกหนี้ได้ทำสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 1,829,496,314.59 บาท และยังมีเจ้าหนี้ค่าเช่าพื้นที่และค่าบริการรับล่วงหน้า คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย เจ้าหนี้ในฐานะผู้จดทะเบียนการเช่าพื้นที่กับลูกหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลูกหนี้มีหนี้สินหมุนเวียนและหนี้สินไม่หมุนเวียน 4,017,479,596.41 บาท ในขณะที่มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 1,929,034,422.27 บาท และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีหนี้สินรวม 5,400,107,071.64 บาท มีสินทรัพย์รวม 1,865,911,104.80 บาท ลูกหนี้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวโดยมีหนี้กำหนดจำนวนได้แน่นอนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 7 ว่า มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า การฟื้นฟูกิจการนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กิจการของลูกหนี้ซึ่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราวได้มีโอกาสฟื้นฟูกิจการ ปรับโครงสร้างกิจการของลูกหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติต่อไปได้ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/3 บัญญัติว่า "เมื่อลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ และเป็นหนี้เจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนรวมกันเป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม ถ้ามีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ บุคคลตามมาตรา 90/4 อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีการฟื้นฟูกิจการได้" และมาตรา 90/6 บัญญัติว่า "คำร้องขอของบุคคลตามมาตรา 90/4 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึง (1) ความมีหนี้สินล้นพ้นตัวของลูกหนี้ หรือไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ (2) รายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนที่ลูกหนี้เป็นหนี้อยู่รวมกันเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท (3) เหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ" การพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ ย่อมหมายความว่า ช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการที่มีการเสนอแผนดังกล่าวนั้น จะทำให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติที่ไม่มีหนี้สินต่อไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะมาตรา 90/6 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้เป็นผู้ร้องขอจะต้องแนบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ รายชื่อและที่อยู่โดยชัดแจ้งของเจ้าหนี้ทั้งหลายมาพร้อมคำร้องขอ" เพราะลูกหนี้ย่อมรู้ถึงสถานะความเป็นหนี้และผู้ใดคือเจ้าหนี้ของตน เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการได้ดำเนินไปตามความเป็นจริง ซึ่งในการไต่สวนคำร้องขอ ศาลต้องไต่สวนเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/3 ถ้าได้ความจริงและมีเหตุอันสมควรที่จะฟื้นฟูกิจการ ทั้งผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอโดยสุจริต ให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ มิฉะนั้นให้มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอตามบทบัญญัติมาตรา 90/10 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของลูกหนี้ที่มีเพียงนางโสภา กรรมการของลูกหนี้เบิกความเพียงปากเดียว โดยให้เหตุผลว่าไม่ปรากฏว่ามีผู้คัดค้านรายใดถามค้านให้รับฟังเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญอย่างชัดแจ้ง โดยไม่ได้คำนึงถึงงบการเงินในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ในปีที่ผ่านมาประกอบพยานหลักฐานอื่น จึงไม่ใช่เป็นการไต่สวนเอาความจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว และเมื่อพิจารณางบแสดงฐานะทางการเงินของบริษัทลูกหนี้ พบว่าสถานะทางการเงินของลูกหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลูกหนี้มีหนี้สินรวม 4,017,479,596.41 บาท เทียบกับปี 2561 ที่หนี้สินรวม 3,981,444,122.50 บาท ลูกหนี้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น 36,035,473.91 บาท ในขณะที่มียอดขาดทุนในปี 2562 เบ็ดเสร็จรวม 83,804,107.18 บาท ส่วนในปี 2563 ลูกหนี้มีหนี้สินรวม 5,400,107,071.64 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 รวม 1,382,627,475.23 บาท ในขณะที่มียอดขาดทุนในปี 2563 เบ็ดเสร็จรวม 400,631,262.65 บาท จึงเห็นได้ว่า การประกอบกิจการของลูกหนี้เป็นแนวโน้มที่มีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้รายได้หลักของลูกหนี้มาจากค่าเช่าและบริการในอาคารที่แบ่งพื้นที่ให้เช่าทำการค้าทั้ง 7 ชั้นเท่านั้น โดยในปี 2561 มีรายได้จากค่าเช่าและบริการ 63,858,735.30 บาท ปี 2562 มีรายได้จากค่าเช่าและบริการ 81,876,925.11 บาท และปี 2563 มีรายได้จากค่าเช่าและบริการ 93,092,093.52 บาท ถึงแม้รายได้ดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นในแต่ละปี แต่เมื่อพิจารณาจากงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จในแต่ละปีดังที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนของการให้เช่าและบริการดังกล่าวมีจำนวนมากกว่ารายได้ค่าเช่าและบริการของทุกปี โดยในปี 2561 ค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนของการให้เช่าและบริการ 146,323,389.06 บาท ปี 2562 ค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนของการให้เช่าและบริการ 130,353,793.68 บาท และปี 2563 ค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนของการให้เช่าและบริการ 141,952,486.93 บาท จากงบการเงินดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าลูกหนี้ประกอบกิจการขาดทุนและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2561 ถึงปี 2563 ซึ่งอยู่ในช่วงการบริหารงานของนางโสภา กรรมการผู้มีอำนาจของลูกหนี้ แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากสถานการณ์ทางการเมือง และการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ก็ตาม แต่ลูกหนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารจัดการของลูกหนี้เอง ดังจะเห็นได้จากทางนำสืบของลูกหนี้ที่ว่า ทำเลที่ตั้งของศูนย์การค้า บ. เป็นศูนย์รวมของการคมนาคมทุกรูปแบบแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ใกล้กับสถานีรถไฟกลางบางซื่อ ตลาดนัดจตุจักร สวนจตุจักรสวนรถไฟ สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส (หมอชิต) สถานีรถไฟฟ้า MRT (กำแพงเพชร 2) สถานีขนส่งหมอชิต รถโดยสารประจำทางซึ่งมีจุดเชื่อมต่อมายังอาคารศูนย์การค้า บ. ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วสามารถรองรับนักท่องเที่ยวนักลงทุนได้ทั่วทุกมุมเมืองและต่างจังหวัด กรุงเทพมหานครและชานเมืองโดยรอบ ทำให้ศูนย์การค้า บ. สามารถตอบสนองความต้องการทุกการใช้ชีวิตจากคนในและนอกพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ซึ่งสถานการณ์ทางการเมืองและการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดังที่กล่าวมา ผู้ประกอบการรายอื่นก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับลูกหนี้ แต่ลูกหนี้ก็ไม่สามารถใช้ข้อได้เปรียบดังกล่าวมาเป็นปัจจัยในการบริหารกิจการของตนให้มีกำไรได้ ที่ลูกหนี้เสนอช่องทางในการฟื้นฟูกิจการด้วยการปรับโครงสร้างหนี้โดยการขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และให้ความสำคัญกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้อย่างเป็นรูปธรรมกับปรับปรุงองค์กรธุรกิจทำ E-commerce โดยลูกหนี้เป็นสื่อกลางให้กับพ่อค้าและลูกค้าในการซื้อขายและใช้ช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ซึ่งรูปแบบการทำธุรกิจ E-commerce ดังกล่าว เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องเช่าอาคารเพื่อทำเป็นร้านค้าอีกต่อไปจึงน่าจะส่งผลให้มีผู้เช่าอาคารและบริการอันเป็นแหล่งที่มาของรายได้ของลูกหนี้ลดน้อยลง ส่วนแนวทางในการลดต้นทุนของกิจการนั้น ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดในการดำเนินการเพียงพอให้พิจารณาว่าแนวทางที่ลูกหนี้เสนอมานั้นจะมีโอกาสในทางธุรกิจอันเป็นช่องทางในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร และจะมีรายได้จากการประกอบกิจการอย่างไรในจำนวนเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ได้ ทั้งแนวทางดังกล่าวเป็นแนวทางปกติในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการทั่วไปอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่องทางในการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายเจ้าหนี้ในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ นอกจากนี้ยังได้ความอีกว่าก่อนที่จะขอฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 มีจำนวนหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามข้อเท็จจริงที่ลูกหนี้ระบุมาถึง 1,829,496,314.59 บาท แต่ลูกหนี้ไม่สามารถนำรายได้มาชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้คงผ่อนชำระหนี้ได้เพียงบางส่วน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาว่าลูกหนี้น่าจะใช้ความรู้ความสามารถตลอดจนประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจบริหารกิจการค้าให้ลุล่วงไปในทางที่ดีขึ้นจนเกิดสภาพคล่องในการใช้เงินทุนหมุนเวียนได้อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสามารถชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ที่เหลือได้เพราะเชื่อว่าสถานการณ์ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะมีลูกค้าขอเช่าพื้นที่เพื่อประกอบการค้าและลูกหนี้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต้องชำระค่าทรัพย์สินส่วนกลางเพิ่มสูงขึ้นด้วยนั้น ก็เป็นการคาดการณ์ไปโดยมิได้พิจารณาถึงสถานการณ์จริงว่าจะเป็นไปตามที่คาดการณ์หรือไม่ และลูกหนี้สามารถบริหารกิจการจนก่อให้เกิดรายได้เพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้ได้ เมื่อการประกอบธุรกิจทั่วไปย่อมมีทั้งกำไรขาดทุน ทั้งในชั้นพิจารณาผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่และบรรดาเจ้าหนี้อื่นรวม 46 ราย คัดค้านการร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีสถาบันการเงินใดให้การสนับสนุนทางด้านเงินทุนหรือมีแหล่งเงินกู้เพิ่มเติมแก่ลูกหนี้เพื่อใช้จ่ายเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจอันจะก่อให้เกิดรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ทั้งหมด ทั้งรายได้หลักของลูกหนี้ก็มีแต่เฉพาะจากค่าเช่าและบริการดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ที่มีทั้งหมดกว่า 4,000 ล้านบาทได้ เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยหลักในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ที่ประสบปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน การบริหารจัดการของลูกหนี้ การถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดีหลายราย หรือรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ที่มีจำนวนมากได้ทั้งหมด ย่อมประกอบกันให้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 7 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 7 ที่ว่าลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยสุจริตหรือไม่อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/3 ม. 90/4 ม. 90/6 วรรคสาม ม. 90/10
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัท ด.
ผู้คัดค้าน — ธนาคาร อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางรัชนี ฉัตรอุทัย
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
จุมพล ชูวงษ์
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
โสภณ พรหมสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568
#716305
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และที่ถูกต้องศาลอุทธรณ์ภาค 4 ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง มีผลเท่ากับว่าจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้มา ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในคดีและดุลพินิจในการกำหนดโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี คดีย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยทั้งสองมิได้ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 และให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 236,900 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 206,900 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในชั้นนี้ว่า เมื่อเดือนกันยายน 2557 ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ไปเสนอขอประนอมหนี้ของผู้เสียหาย กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. หลังจากนั้นศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของผู้เสียหาย ต่อมาผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองข้อหาฉ้อโกง จำเลยทั้งสองไม่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองบรรยายคำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนี้ล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมาทั้งสิ้น โดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และที่ถูกต้องศาลอุทธรณ์ภาค 4 ควรวินิจฉัยอย่างไร ฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง มีผลเท่ากับว่าจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้มา ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ และสมควรลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษให้หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในคดีและดุลพินิจในการกำหนดโทษ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนให้จำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 2 ปี คดีย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษา ซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ม. 216 ม. 218 ม. 221 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นางสาว ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายยุทธนา แสนจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทรงพล รัตน์จันทร์
ชื่อองค์คณะ
อัจฉรา วริวงศ์
ปรีชา เชิดชู
ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 194/2568
#715036
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอื่นและมีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่า คดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบผลของคดีและพิพากษาให้นับโทษต่อไปตามข้อเท็จจริงและคำขอของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 111, 112, 148 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/6565 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายภานุพงษ์ ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวเพ็ญประภา ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางเพ็ญพนา ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและรับอันตรายแก่กาย ส่วนข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล 3,000 บาท ค่าที่ต้องยกเลิกการเดินทางคือค่าตั๋วเครื่องบิน 1,900 บาท ค่าทนทุกข์ทรมาน 6,100 บาท และค่าขาดรายได้ 4,000 บาท รวมเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล 70,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานกับค่าขาดรายได้ 110,000 บาท และค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดเนื่องจากจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง หากศาลพิพากษาลงโทษจำเลย ให้คืนเงิน 10,000 บาท ที่ฝ่ายจำเลยชำระแก่ฝ่ายโจทก์ร่วมทั้งสอง แก่นางสาวพัชรดา หรือหากมีค่าเสียหายที่ต้องชำระก็ให้ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นการชำระค่าเสียหาย ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 1 และแบบรายการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในชองโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเอกสารเท็จ ส่วนใบเสร็จค่าซ่อมรถจักรยานยนต์เป็นเอกสารปลอม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 111, 148 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/6565 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 8,904 บาท และชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 97,418 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 29 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 5,254 บาท แต่ดอกเบี้ยผิดนัดถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น (ที่ถูก บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในคดีส่วนอาญาในปัญหาข้อกฎหมาย และคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา จึงให้รับฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาด้วย และเห็นสมควรยกปัญหาตามฎีกาของจำเลยขึ้นวินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 7 บัญญัติให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีหน้าที่ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ ในกรณีที่เกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลในทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปได้อีกคราวละไม่เกินหกวัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามคราว เมื่อศาลสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องครบสามคราวแล้ว หากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น ศาลจะอนุญาตตามขอนั้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการได้แสดงถึงเหตุจำเป็นและนำพยานมาเบิกความประกอบจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ในกรณีเช่นว่านี้ ศาลมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องต่อไปได้คราวละไม่เกินหกวัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสองคราว และตามบทบัญญัติในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 7 เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด เมื่อพิเคราะห์จากสำนวนในชั้นขอผัดฟ้องในคดีนี้แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนย่อมไม่อาจนำจำเลยซึ่งขณะนั้นอยู่ในฐานะผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลโดยมิต้องทำการสอบสวน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 20 พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและพนักงานอัยการจึงได้ขอผัดฟ้องจำเลยมาตลอดภายหลังจากที่มีอำนาจควบคุมตัวจำเลยไว้สี่สิบแปดชั่วโมงตามกฎหมาย โดยการขอผัดฟ้องครั้งที่ 1 ถึงที่ 3 พนักงานสอบสวนอ้างเหตุว่า ยังสอบสวนคดีนี้ไม่เสร็จ ส่วนการขอผัดฟ้องครั้งที่ 4 และที่ 5 พนักงานอัยการอ้างเหตุว่า อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดในสำนวนการสั่งคดี และนำพยานมาเบิกความประกอบจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ซึ่งล้วนถือว่าเป็นเหตุจำเป็นตามกฎหมายที่ต้องขอผัดฟ้อง และตามคำร้องขอผัดฟ้องจำเลยครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พนักงานอัยการผัดฟ้องจำเลยได้ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2565 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในวันดังกล่าว ย่อมไม่ต้องขออนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ชนโคแล้ว รถจักรยานยนต์ล้มลง โจทก์ร่วมที่ 1 รู้สึกบาดเจ็บบริเวณข้อศอก ไหล่ และโคนขา และเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ขอเรียกค่ารักษาพยาบาล 3,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับความทุกข์ทรมานจากบาดแผล ขอเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ 6,100 บาท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากรถจักรยานยนต์ชนโคแล้ว โจทก์ร่วมที่ 2 กระเด็นออกจากรถจักรยานยนต์ โจทก์ร่วมที่ 2 มีบาดแผลกระดูกข้อศอกซ้ายหัก และโจทก์ร่วมที่ 2 ต้องรับการผ่าตัด โดยโจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เสียค่ารักษาพยาบาล 70,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความทุกข์ทรมานจากบาดแผล ขอค่าเสียหายส่วนนี้ 110,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เสียค่าซ่อมรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุเป็นเงิน 20,000 บาท ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ส่วนที่จำเลยฎีกาสรุปได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่มีบาดแผลตามที่ระบุในฟ้อง และไม่ได้รับการผ่าตัดจริง รถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุไม่ได้รับความเสียหายสำเนาใบเสร็จรับเงิน สำเนาแบบรายการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน และใบเสร็จรับเงิน กับสำเนาใบเสร็จรับเงิน ทั้งใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตร เป็นเอกสารปลอมนั้น จำเลยก็ไม่เคยนำสืบเรื่องดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยดังกล่าวล้วนเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นลอย ๆ ในภายหลัง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับบาดเจ็บและได้รับการรักษาตามที่นำสืบจริง และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นค่ารักษาพยาบาล เป็นเงิน 2,254 บาท และค่าทนทุกข์ทรมานเป็นเงิน 3,000 บาท รวม 5,254 บาท กับกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นค่ารักษาพยาบาล 47,418 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 20,000 บาท และค่าทนทุกข์ทรมาน 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 97,418 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว อย่างไรก็ตามได้ความจากคำเบิกความของจำเลยและนางสาวพัชรดา พยานจำเลย ซึ่งเป็นพี่สาวของจำเลยประกอบกันว่า หลังเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 นางสาวพัชรดาชำระเงินให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วมที่ 2 เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 10,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคิดหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 โดยชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้น ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและแก้ฟ้องแล้วว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้น กับขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว ถือว่าโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้นแล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่า คดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่อย่างไร เพราะการขอให้นับโทษต่อ หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดมาในฟ้องหรือเป็นหน้าที่โจทก์ต้องแถลงผลคดีให้ศาลทราบไม่ และแม้ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบจำเลยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่ แต่เมื่อจำเลยยื่นคำแก้ฎีการับอยู่ทำนองว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจริง โดยจำเลยแก้ฎีกาอ้างว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และเมื่อตรวจสอบจากศาลชั้นต้นแล้วปรากฏว่า คดีทั้งสามดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยจริง ตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1469/2565 ของศาลชั้นต้น และสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1581/2565 และ อ 1599/2565 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ แนบท้ายหนังสือของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ในสำนวนคดีนี้ ย่อมไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีทั้งสามดังกล่าวได้ ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 550/2565 ของศาลชั้นต้น จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยใช้สิทธิฎีกา ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่า คดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลย 3 เดือน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2567 และศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยแล้ว ตามสำเนาหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 232/2566 ของศาลชั้นต้น แนบท้ายรายงานเจ้าหน้าที่ ฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ในสำนวนคดีนี้ จึงนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 232/2566 ของศาลชั้นต้น ให้นำเงินจำนวน 10,000 บาท ที่ฝ่ายจำเลยชำระแก่ฝ่ายโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 หักจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 โดยหักชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวง
โจทก์ร่วม — นาย ภ. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นางสาวหทัยภัทร เพริศวิวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
สัมพันธ์ บุนนาค
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 194/2568
#721953
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอื่นและมีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่า คดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบผลของคดีและพิพากษาให้นับโทษต่อไปตามข้อเท็จจริงและคำขอของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 111, 112, 148 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.389/2565, อ.549/2565, อ.550/2565 และ อ.689/6565 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายภานุพงษ์ ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวเพ็ญประภา ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางเพ็ญพนา ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและรับอันตรายแก่กาย ส่วนข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล 3,000 บาท ค่าที่ต้องยกเลิกการเดินทางคือค่าตั๋วเครื่องบิน 1,900 บาท ค่าทนทุกข์ทรมาน 6,100 บาท และค่าขาดรายได้ 4,000 บาท รวมเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล 70,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานกับค่าขาดรายได้ 110,000 บาท และค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดเนื่องจากจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง หากศาลพิพากษาลงโทษจำเลย ให้คืนเงิน 10,000 บาท ที่ฝ่ายจำเลยชำระแก่ฝ่ายโจทก์ร่วมทั้งสอง แก่นางสาวพัชรดา หรือหากมีค่าเสียหายที่ต้องชำระก็ให้ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นการชำระค่าเสียหาย ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 1 และแบบรายการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเอกสารเท็จ ส่วนใบเสร็จค่าซ่อมรถจักรยานยนต์เป็นเอกสารปลอม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 111, 148 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.389/2565, อ.549/2565, อ.550/2565 และ อ.689/6565 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 8,904 บาท และชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 97,418 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 29 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.389/2565, อ.549/2565, อ.550/2565 และ อ.689/2565 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 5,254 บาท แต่ดอกเบี้ยผิดนัดถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น (ที่ถูก บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในคดีส่วนอาญาในปัญหาข้อกฎหมาย และคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา จึงให้รับฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาด้วย และเห็นสมควรยกปัญหาตามฎีกาของจำเลยขึ้นวินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 7 บัญญัติให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีหน้าที่ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ ในกรณีที่เกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปได้อีกคราวละไม่เกินหกวัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามคราว เมื่อศาลสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องครบสามคราวแล้ว หากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น ศาลจะอนุญาตตามขอนั้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการได้แสดงถึงเหตุจำเป็นและนำพยานมาเบิกความประกอบจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ในกรณีเช่นว่านี้ ศาลมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องต่อไปได้คราวละไม่เกินหกวัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสองคราว และตามบทบัญญัติในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 7 เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด เมื่อพิเคราะห์จากสำนวนในชั้นขอผัดฟ้องในคดีนี้แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนย่อมไม่อาจนำจำเลยซึ่งขณะนั้นอยู่ในฐานะผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลโดยมิต้องทำการสอบสวน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 20 พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและพนักงานอัยการจึงได้ขอผัดฟ้องจำเลยมาตลอดภายหลังจากที่มีอำนาจควบคุมตัวจำเลยไว้สี่สิบแปดชั่วโมงตามกฎหมาย โดยการขอผัดฟ้องครั้งที่ 1 ถึงที่ 3 พนักงานสอบสวนอ้างเหตุว่า ยังสอบสวนคดีนี้ไม่เสร็จ ส่วนการขอผัดฟ้องครั้งที่ 4 และที่ 5 พนักงานอัยการอ้างเหตุว่า อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดในสำนวนการสั่งคดี และนำพยานมาเบิกความประกอบจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ซึ่งล้วนถือว่าเป็นเหตุจำเป็นตามกฎหมายที่ต้องขอผัดฟ้อง และตามคำร้องขอผัดฟ้องจำเลยครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พนักงานอัยการผัดฟ้องจำเลยได้ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2565 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในวันดังกล่าว ย่อมไม่ต้องขออนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ชนโคแล้ว รถจักรยานยนต์ล้มลง โจทก์ร่วมที่ 1 รู้สึกบาดเจ็บบริเวณข้อศอก ไหล่ และโคนขา และเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ขอเรียกค่ารักษาพยาบาล 3,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับความทุกข์ทรมานจากบาดแผล ขอเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ 6,100 บาท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากรถจักรยานยนต์ชนโคแล้ว โจทก์ร่วมที่ 2 กระเด็นออกจากรถจักรยานยนต์ โจทก์ร่วมที่ 2 มีบาดแผลกระดูกข้อศอกซ้ายหัก และโจทก์ร่วมที่ 2 ต้องรับการผ่าตัด โดยโจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เสียค่ารักษาพยาบาล 70,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความทุกข์ทรมานจากบาดแผล ขอค่าเสียหายส่วนนี้ 110,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เสียค่าซ่อมรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุเป็นเงิน 20,000 บาท ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ส่วนที่จำเลยฎีกาสรุปได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่มีบาดแผลตามที่ระบุในฟ้อง และไม่ได้รับการผ่าตัดจริง รถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุไม่ได้รับความเสียหาย สำเนาใบเสร็จรับเงิน สำเนาแบบรายการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน และใบเสร็จรับเงิน กับสำเนาใบเสร็จรับเงิน ทั้งใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตร เป็นเอกสารปลอมนั้น จำเลยก็ไม่เคยนำสืบเรื่องดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยดังกล่าวล้วนเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นลอย ๆ ในภายหลัง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับบาดเจ็บและได้รับการรักษาตามที่นำสืบจริง และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นค่ารักษาพยาบาล เป็นเงิน 2,254 บาท และค่าทนทุกข์ทรมานเป็นเงิน 3,000 บาท รวม 5,254 บาท กับกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นค่ารักษาพยาบาล 47,418 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 20,000 บาท และค่าทนทุกข์ทรมาน 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 97,418 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว อย่างไรก็ตามได้ความจากคำเบิกความของจำเลยและนางสาวพัชรดา พยานจำเลย ซึ่งเป็นพี่สาวของจำเลยประกอบกันว่า หลังเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 นางสาวพัชรดาชำระเงินให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วมที่ 2 เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 10,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคิดหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 โดยชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.389/2565, อ.549/2565, อ.550/2565 และ อ.689/2565 ของศาลชั้นต้น ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและแก้ฟ้องแล้วว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.389/2565, อ.549/2565, อ.550/2565 และ อ.689/2565 ของศาลชั้นต้น กับขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว ถือว่าโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.389/2565, อ.549/2565, อ.550/2565 และ อ.689/2565 ของศาลชั้นต้นแล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่า คดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่อย่างไร เพราะการขอให้นับโทษต่อ หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดมาในฟ้องหรือเป็นหน้าที่โจทก์ต้องแถลงผลคดีให้ศาลทราบไม่ และแม้ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบจำเลยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่ แต่เมื่อจำเลยยื่นคำแก้ฎีการับอยู่ทำนองว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจริง โดยจำเลยแก้ฎีกาอ้างว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.389/2565, อ.549/2565 และ อ.689/2565 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และเมื่อตรวจสอบจากศาลชั้นต้นแล้วปรากฏว่า คดีทั้งสามดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยจริง ตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1469/2565 ของศาลชั้นต้น และสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1581/2565 และ อ.1599/2565 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ แนบท้ายหนังสือของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ในสำนวนคดีนี้ ย่อมไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีทั้งสามดังกล่าวได้ ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.550/2565 ของศาลชั้นต้น จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยใช้สิทธิฎีกา ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่า คดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลย 3 เดือน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2567 และศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยแล้ว ตามสำเนาหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.232/2566 ของศาลชั้นต้น แนบท้ายรายงานเจ้าหน้าที่ ฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ในสำนวนคดีนี้ จึงนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.232/2566 ของศาลชั้นต้น ให้นำเงินจำนวน 10,000 บาท ที่ฝ่ายจำเลยชำระแก่ฝ่ายโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 หักจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 โดยหักชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นาย ภ. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
สัมพันธ์ บุนนาค
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 181/2568
#712475
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินมีข้อตกลงว่า หากผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สินใด ๆ ให้ถือว่าผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญาทั้งตามหนังสือต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันก็ระบุว่ากรณีทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้อื่นบังคับยึดไว้ ผู้รับจำนองมีสิทธิที่จะเรียกให้ผู้จำนองชำระหนี้และบังคับจำนองโดยจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น การที่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อการบังคับคดี ซึ่งถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญา ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองจึงมีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้จำนองได้

การยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นการร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 324 (1) (ข) มิใช่เป็นการฟ้องบังคับจำนองโดยวิธีทั่วไป เพราะทรัพย์จำนองได้ถูกโจทก์ดำเนินการบังคับคดียึดไว้แล้ว ทั้งการที่ผู้ร้องร้องขอรับชำระหนี้จำนองเป็นการร้องขอเข้ามาตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ในฐานะที่แตกต่างกัน เมื่อผู้ร้องมิได้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 ผู้ร้องจึงไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้าน เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านได้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้กับผู้ร้องในวงเงินจำนอง 10,300,000 บาท เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยจำนวน 5,300,000 บาท และสัญญากู้เงินสินเชื่อ Home for Cash จำนวน 5,000,000 บาท ก่อนเจ้าหนี้อื่น

ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 4 ร่วมกันกู้ยืมเงินผู้ร้อง 2 รายการ ตามสัญญากู้เงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อรีไฟแนนซ์ จำนวน 5,300,000 บาท และสัญญากู้เงินสินเชื่อ Home for Cash จำนวน 5,000,000 บาท กำหนดผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามสัญญากู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อรีไฟแนนซ์ทุกเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 31,000 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 เป็นต้นไปให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2591 และกำหนดผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินสินเชื่อ Home for Cash ทุกเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 29,200 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 เป็นต้นไปให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2591 ต่อมามีการตกลงเปลี่ยนตารางการผ่อนชำระเป็นตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 ถึงเดือนกรกฎาคม 2565 ผ่อนชำระไม่น้อยกว่าเดือนละ 21,800 บาท หลังจากนั้นผ่อนชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 29,200 บาท ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2591 ทั้งนี้ ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อประกันการชำระหนี้เงินกู้ทั้งสองสัญญาดังกล่าวในวงเงินจำนองจำนวน 10,300,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 กรมบังคับคดี ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 39/127 มีชื่อจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ อันเป็นทรัพย์หลักประกันที่จำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านได้นำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ตามสัญญากู้เงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อรีไฟแนนซ์และสัญญากู้เงินสินเชื่อ Home For Cash ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2563 สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร 5 กรมบังคับคดี มีหนังสือขอให้ผู้ร้องส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ภายในวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 และให้ผู้ร้องแถลงวิธีการขายต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าประสงค์จะให้ขายโดยปลอดการจำนองหรือขายโดยการจำนองติดไป ซึ่งสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับดังกล่าวมีข้อตกลงในข้อ 7 ว่า "...เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญานี้..." และข้อ 7.6 ว่า "ผู้กู้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด... หรือถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สินใด ๆ ของผู้กู้..." ทั้งตามหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข้อ 8 ก็ระบุว่า "ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นด้วยข้อกรรมสิทธิ์ของผู้จำนองในที่ดิน และทรัพย์จำนองนี้เมื่อใด หรือกรณีทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้อื่นบังคับยึดไว้ ผู้รับจำนองมีสิทธิที่จะเรียกให้ผู้จำนองชำระหนี้และบังคับจำนองโดยจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด" ดังนี้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จึงเป็นการยึดตามหมายบังคับคดีอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์สิน ซึ่งถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้เงิน ข้อ 7 ทั้งสองฉบับ และเป็นกรณีทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้อื่นบังคับยึดไว้ ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองจึงมีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านชำระหนี้จำนองได้ตามหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข้อ 8 แม้ผู้ร้องมิได้บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านก่อนก็ตาม แต่การยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นนั้นเป็นการร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) มิใช่เป็นการฟ้องบังคับจำนองโดยวิธีทั่วไป เพราะทรัพย์จำนองดังกล่าวได้ถูกโจทก์ดำเนินการบังคับคดียึดไว้แล้ว ทั้งการที่ผู้ร้องร้องขอรับชำระหนี้จำนองก็เป็นการร้องขอเข้ามาตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ในฐานะที่แตกต่างกัน เมื่อผู้ร้องมิได้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 ผู้ร้องจึงไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านผิดนัดผิดสัญญาแล้ว และผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเอาทรัพย์จำนองนั้นออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) ผู้ร้องจึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 39/127 ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728
ป.วิ.พ. ม. 324 (1) (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
ผู้ร้อง — ธนาคาร ก.
ผู้คัดค้าน — นาย ช.
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวนภาวรรณ ขุนอักษร
ศาลอุทธรณ์ — นายทิวิบูลย์ ปราการพิลาศ
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
สถาพร ดาโรจน์
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 181/2568
#721952
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านตามหมายบังคับคดี ถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้เงินและเป็นกรณีทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้อื่นบังคับยึดไว้ ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองมีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านชำระหนี้จำนองได้ตามหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน แม้ผู้ร้องมิได้บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านก่อนก็ตาม แต่การยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นการร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 324 (1) (ข) มิใช่เป็นการฟ้องบังคับจำนองโดยวิธีทั่วไป ทั้งการที่ผู้ร้องร้องขอรับชำระหนี้จำนองเป็นการร้องขอเข้ามาตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ในฐานะที่แตกต่างกัน เมื่อผู้ร้องมิได้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 ผู้ร้องจึงไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้าน เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านได้จดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้กับผู้ร้องในวงเงินจำนอง 10,300,000 บาท เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยจำนวน 5,300,000 บาท และสัญญากู้เงินสินเชื่อ Home for Cash จำนวน 5,000,000 บาท ก่อนเจ้าหนี้อื่น

ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 4 ร่วมกันกู้ยืมเงินผู้ร้อง 2 รายการ ตามสัญญากู้เงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อรีไฟแนนซ์ จำนวน 5,300,000 บาท และสัญญากู้เงินสินเชื่อ Home for Cash จำนวน 5,000,000 บาท โดยผู้คัดค้านและจำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อประกันการชำระหนี้เงินกู้ทั้งสองสัญญาดังกล่าวในวงเงินจำนองจำนวน 10,300,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 5 กรมบังคับคดี ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 39/127 มีชื่อจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ อันเป็นทรัพย์หลักประกันที่จำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านได้นำมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ตามสัญญากู้เงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อรีไฟแนนซ์และสัญญากู้เงินสินเชื่อ Home For Cash ต่อมาวันที่ 11 มิถุนายน 2563 สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร 5 กรมบังคับคดี มีหนังสือขอให้ผู้ร้องส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาจำนองต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 และให้ผู้ร้องแถลงวิธีการขายต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าประสงค์จะให้ขายโดยปลอดการจำนองหรือขายโดยการจำนองติดไป ซึ่งสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับดังกล่าวมีข้อตกลงในข้อ 7 ว่า "...เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญานี้..." และข้อ 7.6 ว่า "ผู้กู้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด... หรือถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สินใด ๆ ของผู้กู้..." ทั้งตามหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข้อ 8 ก็ระบุว่า "ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นด้วยข้อกรรมสิทธิ์ของผู้จำนองในที่ดิน และทรัพย์จำนองนี้เมื่อใด หรือกรณีทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้อื่นบังคับยึดไว้ ผู้รับจำนองมีสิทธิที่จะเรียกให้ผู้จำนองชำระหนี้และบังคับจำนองโดยจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด" ดังนี้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จึงเป็นการยึดตามหมายบังคับคดีอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์สิน ซึ่งถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้เงิน ข้อ 7 ทั้งสองฉบับ และเป็นกรณีทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้อื่นบังคับยึดไว้ ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองจึงมีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านชำระหนี้จำนองได้ตามหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ข้อ 8 แม้ผู้ร้องมิได้บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านก่อนก็ตาม แต่การยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองโดยขอให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นนั้นเป็นการร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) มิใช่เป็นการฟ้องบังคับจำนองโดยวิธีทั่วไป เพราะทรัพย์จำนองดังกล่าวได้ถูกโจทก์ดำเนินการบังคับคดียึดไว้แล้ว ทั้งการที่ผู้ร้องร้องขอรับชำระหนี้จำนองก็เป็นการร้องขอเข้ามาตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ในฐานะที่แตกต่างกัน เมื่อผู้ร้องมิได้ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 ผู้ร้องจึงไม่ต้องบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านผิดนัดผิดสัญญาแล้ว และผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเอาทรัพย์จำนองนั้นออกขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) ผู้ร้องจึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 33464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 39/127 ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728
ป.วิ.พ. ม. 324 (1) (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
ผู้ร้อง — ธนาคาร ก.
ผู้คัดค้าน — นาย ช.
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ เจนเจษฎา
สถาพร ดาโรจน์
ดุสิต ฉิมพลีย์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2568
#717514
เปิดฉบับเต็ม

การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ ป. และผู้ตาย โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุรถชนกันจนเกิดความเสียหายคือความตายของผู้ตายเกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายผู้ร้องคือ ป. และความผิดของฝ่ายผู้คัดค้านคือผู้ตายเองโดยมีส่วนทำความผิดพอ ๆ กัน แต่กลับชี้ขาดให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดที่เกิดจากรถยนต์ของ ป. เป็นผู้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน เป็นการชี้ขาดที่ไม่สอดคล้องกับที่ได้ใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่คู่พิพาทที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายฝ่ายหนึ่งจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งทั้งที่ต่างมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายเท่ากัน ทั้งยังขัดต่อหลักการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 อย่างชัดเจน ไม่อาจถือได้ว่าการกำหนดค่าเสียหายเช่นนี้เป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายของอนุญาโตตุลาการ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.92/2564 หมายเลขแดงที่ ชม.41/2565 ของสำนักงาน คปภ.ภาค 1 (เชียงใหม่)

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังยุติได้ว่า ผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และบริษัท อ. ร่วมกันตกลงระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการประนอมข้อพิพาทและวิธีอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นผู้จัดให้มีการอนุญาโตตุลาการ มีผู้คัดค้านเป็นผู้เสนอข้อพิพาท ผู้ร้องเป็นผู้คัดค้านที่ 1 และบริษัท อ. เป็นผู้คัดค้านที่ 2 ต่อมาวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 เวลา 7.55 นาฬิกา นางประภัสสรขับรถยนต์ไปตามถนนพหลโยธินจากจังหวัดพะเยามุ่งหน้าไปทางอำเภอพาน ในช่องเดินรถด้านขวาเข้าสู่บริเวณทางเดินรถที่เกิดเหตุ อันเป็นช่องเดินรถด้านขวาซึ่งเป็นจุดกลับรถ ขณะนั้นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่ด้านหน้ารถยนต์คันอื่นและรถยนต์ของนางประภัสสร ผู้ตายเปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถด้านขวา ทำให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน เป็นเหตุให้ผู้ตายบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา รถยนต์ของนางประภัสสรเอาประกันภัยภาคบังคับไว้กับผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) และเอาประกันภัยไว้กับผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) เป็นภริยาผู้ตาย และในประเด็นข้อพิพาทระหว่างผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) กับผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) ที่ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ เพียงใด กับประเด็นข้อพิพาทระหว่างผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) กับผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ที่ว่า เหตุเกิดจากความประมาทของนางประภัสสรหรือของผู้ตาย วินิจฉัยรวมกันไปว่า ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) และผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ต่างไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์เป็นพยาน และต่างก็มีผู้รับมอบอำนาจหรือผู้แทนมาให้ถ้อยคำเป็นพยานเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ต่างก็อ้างคำพิพากษาศาลจังหวัดเชียงราย คดีหมายเลขแดงที่ อ.447/2564 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2564 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ กับนางประภัสสร จำเลย เป็นพยานหลักฐาน ตามคำพิพากษาดังกล่าวระบุรับฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนเกิดเหตุ นางประภัสสรขับรถยนต์ในช่องเดินรถด้านขวาด้วยความเร็วสูงเกินสมควร ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร ขณะนั้นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่หน้ารถยนต์คันอื่นและรถยนต์ของนางประภัสสร ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทโดยเปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถด้านขวาซึ่งเป็นช่องเดินรถของนางประภัสสร โดยไม่ดูให้ดีเสียก่อนว่ามีรถยนต์ของนางประภัสสรแล่นตามหลังมาด้วยความเร็วสูงเกินสมควรและเป็นระยะที่ไม่ปลอดภัย ด้วยความประมาทของนางประภัสสรและผู้ตายทำให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันในช่องเดินรถของนางประภัสสร เป็นเหตุให้ผู้ตายบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา พยานของคู่พิพาทไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นอย่างอื่น จึงรับฟังว่านางประภัสสรและผู้ตายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน และชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 250,000 บาท และผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าสินไหมทดแทนที่ผู้คัดค้านแต่ละรายต้องรับผิด นับแต่วันถัดจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาท (ยื่นเสนอข้อพิพาทวันที่ 27 สิงหาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) และให้ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) ฝ่ายหนึ่ง ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) ฝ่ายหนึ่ง และผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ฝ่ายหนึ่ง รับผิดค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาฝ่ายละหนึ่งส่วนเท่ากัน ให้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำชี้ขาด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน ทั้งที่ได้วินิจฉัยว่า นางประภัสสรผู้เอาประกันภัยและผู้ตาย มีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน นั้น จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) หรือไม่ เห็นว่า การที่อนุญาโตตุลาการพิจารณาพยานหลักฐานของผู้คัดค้านและผู้ร้องซึ่งเป็นคู่พิพาทที่เสนอในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ แล้ววินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของนางประภัสสร และความประมาทเลินเล่อของผู้ตาย โดยทั้งนางประภัสสรและผู้ตายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่าเหตุรถชนกันจนเกิดความเสียหายคือความตายของผู้ตายเกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายผู้ร้องคือนางประภัสสร และความผิดของฝ่ายผู้คัดค้านคือผู้ตายเอง โดยมีส่วนทำความผิดพอ ๆ กัน แต่กลับชี้ขาดให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดที่เกิดจากรถยนต์ของนางประภัสสรเป็นผู้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน เป็นการชี้ขาดที่ไม่สอดคล้องกับที่ได้ใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงเอง ขัดต่อตรรกะ ไม่สมเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่คู่พิพาทที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายฝ่ายหนึ่งจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งทั้งที่ต่างมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายเท่ากัน ทั้งยังขัดต่อหลักการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 อย่างชัดเจน ไม่อาจถือได้ว่าการกำหนดค่าเสียหายเช่นนี้เป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายของอนุญาโตตุลาการ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) และสมควรต้องเพิกถอนเสีย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้าน เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการรับฟังพยานหลักฐานและชี้ขาดข้อพิพาท ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 5,000 บาท สูงกว่าที่ผู้ร้องต้องชำระตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเห็นควรมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่ผู้ร้อง

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ภาค 1 (เชียงใหม่) ในคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.92/2564 หมายเลขแดงที่ ชม.41/2565 ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาในชั้นอุทธรณ์ 3,750 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (2)(ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน — นาง ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสาธิต วคินเดชา
-
ชื่อองค์คณะ
ตุล เมฆยงค์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2568
#721949
เปิดฉบับเต็ม

การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ ป. และผู้ตาย โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยรับฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุรถชนกันจนเกิดความเสียหายคือความตายของผู้ตายเกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายผู้ร้องคือ ป. และความผิดของฝ่ายผู้คัดค้านคือผู้ตายเองโดยมีส่วนทำความผิดพอ ๆ กัน แต่กลับชี้ขาดให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดที่เกิดจากรถยนต์ของ ป. เป็นผู้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน เป็นการชี้ขาดที่ไม่สอดคล้องกับที่ได้ใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่คู่พิพาทที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายฝ่ายหนึ่งจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งทั้งที่ต่างมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายเท่ากัน ทั้งยังขัดต่อหลักการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 อย่างชัดเจน ไม่อาจถือได้ว่าการกำหนดค่าเสียหายเช่นนี้เป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายของอนุญาโตตุลาการ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.92/2564 หมายเลขแดงที่ ชม.41/2565 ของสำนักงาน คปภ.ภาค 1 (เชียงใหม่)

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังยุติได้ว่า ผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และบริษัท อ. ร่วมกันตกลงระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการประนอมข้อพิพาทและวิธีอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นผู้จัดให้มีการอนุญาโตตุลาการ มีผู้คัดค้านเป็นผู้เสนอข้อพิพาท ผู้ร้องเป็นผู้คัดค้านที่ 1 และบริษัท อ. เป็นผู้คัดค้านที่ 2 ต่อมาวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 เวลา 7.55 นาฬิกา นางประภัสสรขับรถยนต์ไปตามถนนพหลโยธินจากจังหวัดพะเยามุ่งหน้าไปทางอำเภอพาน ในช่องเดินรถด้านขวาเข้าสู่บริเวณทางเดินรถที่เกิดเหตุ อันเป็นช่องเดินรถด้านขวาซึ่งเป็นจุดกลับรถ ขณะนั้นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่ด้านหน้ารถยนต์คันอื่นและรถยนต์ของนางประภัสสร ผู้ตายเปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถด้านขวา ทำให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน เป็นเหตุให้ผู้ตายบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา รถยนต์ของนางประภัสสรเอาประกันภัยภาคบังคับไว้กับผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) และเอาประกันภัยไว้กับผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) เป็นภริยาผู้ตาย และในประเด็นข้อพิพาทระหว่างผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) กับผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) ที่ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ เพียงใด กับประเด็นข้อพิพาทระหว่างผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) กับผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ที่ว่า เหตุเกิดจากความประมาทของนางประภัสสรหรือของผู้ตาย วินิจฉัยรวมกันไปว่า ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) และผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ต่างไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์เป็นพยาน และต่างก็มีผู้รับมอบอำนาจหรือผู้แทนมาให้ถ้อยคำเป็นพยานเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ต่างก็อ้างคำพิพากษาศาลจังหวัดเชียงราย คดีหมายเลขแดงที่ อ.447/2564 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2564 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ กับนางประภัสสร จำเลย เป็นพยานหลักฐาน ตามคำพิพากษาดังกล่าวระบุรับฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนเกิดเหตุ นางประภัสสรขับรถยนต์ในช่องเดินรถด้านขวาด้วยความเร็วสูงเกินสมควร ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร ขณะนั้นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถด้านซ้ายอยู่หน้ารถยนต์คันอื่นและรถยนต์ของนางประภัสสร ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทโดยเปลี่ยนช่องเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถด้านขวาซึ่งเป็นช่องเดินรถของนางประภัสสร โดยไม่ดูให้ดีเสียก่อนว่ามีรถยนต์ของนางประภัสสรแล่นตามหลังมาด้วยความเร็วสูงเกินสมควรและเป็นระยะที่ไม่ปลอดภัย ด้วยความประมาทของนางประภัสสรและผู้ตายทำให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันในช่องเดินรถของนางประภัสสร เป็นเหตุให้ผู้ตายบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา พยานของคู่พิพาทไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นอย่างอื่น จึงรับฟังว่านางประภัสสรและผู้ตายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน และชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 250,000 บาท และผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าสินไหมทดแทนที่ผู้คัดค้านแต่ละรายต้องรับผิด นับแต่วันถัดจากวันยื่นคำเสนอข้อพิพาท (ยื่นเสนอข้อพิพาทวันที่ 27 สิงหาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) และให้ผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้คัดค้าน) ฝ่ายหนึ่ง ผู้คัดค้านที่ 1 (ผู้ร้อง) ฝ่ายหนึ่ง และผู้คัดค้านที่ 2 (บริษัท อ.) ฝ่ายหนึ่ง รับผิดค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาฝ่ายละหนึ่งส่วนเท่ากัน ให้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำชี้ขาด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน ทั้งที่ได้วินิจฉัยว่า นางประภัสสรผู้เอาประกันภัยและผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) หรือไม่ เห็นว่า การที่อนุญาโตตุลาการพิจารณาพยานหลักฐานของผู้คัดค้านและผู้ร้องซึ่งเป็นคู่พิพาทที่เสนอในชั้นพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ แล้ววินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของนางประภัสสร และความประมาทเลินเล่อของผู้ตาย โดยทั้งนางประภัสสรและผู้ตายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน โดยรับฟังข้อเท็จจริงว่าเหตุรถชนกันจนเกิดความเสียหายคือความตายของผู้ตายเกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายผู้ร้องคือนางประภัสสร และความผิดของฝ่ายผู้คัดค้านคือผู้ตายเอง โดยมีส่วนทำความผิดพอ ๆ กัน แต่กลับชี้ขาดให้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยความรับผิดที่เกิดจากรถยนต์ของนางประภัสสรเป็นผู้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้าน เป็นการชี้ขาดที่ไม่สอดคล้องกับที่ได้ใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงเอง ขัดต่อตรรกะ ไม่สมเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่คู่พิพาทที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายฝ่ายหนึ่งจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งทั้งที่ต่างมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายเท่ากัน ทั้งยังขัดต่อหลักการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 อย่างชัดเจน ไม่อาจถือได้ว่าการกำหนดค่าเสียหายเช่นนี้เป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายของอนุญาโตตุลาการ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) และสมควรต้องเพิกถอนเสีย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้าน เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการรับฟังพยานหลักฐานและชี้ขาดข้อพิพาท ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 5,000 บาท สูงกว่าที่ผู้ร้องต้องชำระตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเห็นควรมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่ผู้ร้อง

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ภาค 1 (เชียงใหม่) ในคดีข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.92/2564 หมายเลขแดงที่ ชม.41/2565 ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาในชั้นอุทธรณ์ 3,750 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (2) (ข)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน — นาง ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ตุล เมฆยงค์
สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ท.ที่ 99/2568
#721976
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ มิใช่เป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 แต่เป็นความผิดพลาดของโจทก์ทั้งสี่เอง ที่พิมพ์เลขโฉนดที่ดินในคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18449 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) ผิดพลาดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ตามที่โจทก์ทั้งสี่ร้องขอได้ กรณีตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี โจทก์ทั้งสี่ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อทำการไต่สวนให้ได้ความว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 18449 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) กับโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน แล้วจึงนำผลของการไต่สวนนั้นไปดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3118 ที่ออกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 272 และเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 13246 ที่ออกตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3118 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนยกให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 271, 272, 274 และ 275 ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4848 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสี่ถือกรรมสิทธิ์รวมครึ่งหนึ่งในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 13405 หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินพิพาทแปลงที่ 5 เป็นทรัพย์มรดกของนาง ก. ตกได้แก่โจทก์ทั้งสี่ ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 84 และโฉนดที่ดินเลขที่ 4848 ส่วนที่ดินพิพาทแปลงที่ 6 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 13405 โจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมครึ่งหนึ่ง ให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 2 ตามส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 ว่า จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับของศาลโดยชอบแล้วแต่หาได้ปฏิบัติตามไม่ ในส่วนการเพิกถอนและทำนิติกรรมจดทะเบียนที่ดินพิพาททั้งหกแปลง โจทก์ทั้งสี่นำคำพิพากษาอันถึงที่สุดไปดำเนินการแล้ว แต่ในส่วนของการขับไล่ซึ่งจำเลยทั้งสองและบริวารยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งหกแปลง โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271), โฉนดที่ดินเลขที่ 13246 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 272), ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 274, โฉนดที่ดินเลขที่ 18446 (ออกตาม น.ส. 3. เลขที่ 275) บ้านเลขที่ 80 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4848 และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 13405 ในส่วนของโจทก์ทั้งสี่ครึ่งหนึ่งแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ดำเนินการให้โดยอ้างว่า คำพิพากษาไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่หรือต้องออกไปหรือต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ โจทก์จึงไม่สามารถขับไล่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ (เดิม) ได้ ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจากคำพิพากษาของศาลห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ย่อมมีความหมายว่าศาลพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารให้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว ขอให้หมายเรียกเจ้าพนักงานบังคับคดีมาสอบถามและสั่งให้ดำเนินการบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาททั้งหกแปลงของโจทก์ทั้งสี่

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทแปลงที่ 1 ถึงที่ 5 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) โฉนดที่ดินเลขที่ 13246 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 272) ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 274, โฉนดที่ดินเลขที่ 18446 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 275) และโฉนดที่ดินเลขที่ 4848 (ออกตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 84) พร้อมบ้านพิพาทเลขที่ 80 และส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ มิใช่เป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 แต่เป็นความผิดพลาดของโจทก์ทั้งสี่เอง ที่พิมพ์เลขโฉนดที่ดินในคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 18449 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) ผิดพลาดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ตามที่โจทก์ทั้งสี่ร้องขอได้ กรณีตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี โจทก์ทั้งสี่ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อทำการไต่สวนให้ได้ความว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 18449 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) กับโฉนดที่ดินเลขที่ 18448 (ออกตาม น.ส. 3 เลขที่ 271) เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน แล้วจึงนำผลของการไต่สวนนั้นไปดำเนินการต่อไป ในชั้นนี้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป. กับพวก
จำเลย — นาย ด. โดยนาย ว. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
นภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
วิเศษ นิ่มกุล
สมชาย พวงภู่
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ท.ที่ 95/2568
#721975
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณามีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์เสียก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 คดียังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาตาม ป.วิ.พ. ภาค 3 ลักษณะ 2 ฎีกาคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ในชั้นนี้ศาลฎีกาไม่อาจรับพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์ได้ ให้ยกคำร้องและไม่รับฎีกาของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าเสียหาย ขอให้ศาลบังคับคดีหรือออกหมายจับจำเลย ฝากขังและจำขังจำเลยอย่างน้อย 24 วันขึ้นไป โดยห้ามประกันตัว และยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีของโจทก์ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะฟ้องร้อง จึงให้ยกคำร้อง หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วันนับแต่วันนี้

เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นเสนอรายงานต่อผู้พิพากษาว่า ศาลมีคำสั่งว่าหากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ (สั่งวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563) บัดนี้ล่วงเลยระยะเวลาดังกล่าวแล้ว โจทก์มิได้ดำเนินการแต่ประการใด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่วางค่าธรรมเนียมศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด จึงไม่รับฟ้องโจทก์ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เกี่ยวกับการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 พ้นกำหนด 7 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 แล้ว จึงไม่รับอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องนี้พร้อมคำฟ้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณามีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์เสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 คดียังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 3 ลักษณะ 2 ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ในชั้นนี้ศาลฎีกาไม่อาจรับพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของโจทก์ได้ ให้ยกคำร้องและไม่รับฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาง ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต ภมรบุตร
นุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล
พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 77/2568
#722907
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนทั้งสองเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ 1 สำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ ที่ 2 นายอำเภอดอยหล่อ ที่ 3 องค์การบริหารส่วนตำบลดอยหล่อ ที่ 4 จำเลย ความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 และเป็นผู้มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทบริเวณด้านทิศเหนือของที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งเดิมเป็นที่ดินผืนเดียวกัน มีเนื้อที่ร่วมกันประมาณ 8 ไร่ 3 งาน 57 ตารางวา โดยในปี 2522 เจ้าของที่ดินได้ขอออก น.ส. 3 ก. เลขที่ 4101 และในปี 2553 โจทก์ที่ 1 ได้นำหลักฐาน น.ส. 3 ก. ดังกล่าว ไปเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน แต่การออกโฉนดที่ดินและการจัดทำแผนที่เกิดความผิดพลาด ทำให้รูปแผนที่น้อยกว่าเนื้อที่ที่ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมา โจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 คัดค้านแนวเขตที่ดินโดยอ้างว่าที่พิพาทบางส่วนเป็นที่ราชพัสดุ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 คัดค้านแนวเขตที่ดินโดยอ้างว่าที่พิพาทส่วนที่เหลือเป็นที่สาธารณประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง จึงสอบสวนไกล่เกลี่ยคู่กรณี ตามมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่เพิกถอนคำคัดค้านแนวเขตที่ดินในการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 และห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 และที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสองครอบครอง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า ที่ดินพิพาทกรมธนารักษ์ได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน ที่ ชม. 1664 จึงเป็นที่ดินของรัฐ การคัดค้านแนวเขตบริเวณที่ดินพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า ที่ดินพิพาทปัจจุบันเป็นอ่างเก็บน้ำสาธารณะของหมู่บ้าน อยู่ระหว่างดำเนินการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสองไม่เคยครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 คัดค้านแนวเขตจึงเป็นการกระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นอกจากนี้ โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องกรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ให้ดำเนินการแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 ต่อศาลปกครองเชียงใหม่เป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่โจทก์ทั้งสองมีข้อพิพาทกับจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนการที่โจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องกรมที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ต่อศาลปกครองเชียงใหม่แล้วนั้น คดีดังกล่าวศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ต่อมาผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุด ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด จึงไม่อาจเป็นเหตุให้คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้กระทรวงการคลัง จำเลยที่ 1 สำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ จำเลยที่ 2 นายอำเภอดอยหล่อ จำเลยที่ 3 องค์การบริหารส่วนตำบลดอยหล่อ จำเลยที่ 4 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ในการดูแลรักษาที่ดินของรัฐประเภทที่ราชพัสดุ ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 แต่การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของรัฐ จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งเมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท มิใช่ที่สาธารณประโยชน์ โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสี่เพิกถอนคำคัดค้านแนวเขตที่ดินในการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 7210 ของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 คัดค้านการรังวัดสอบเขตโจทก์ทั้งสอง โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของโจทก์ทั้งสองในการใช้สิทธิทางศาลก็เพื่อให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้นั้น จำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นาย ส. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — กระทรวงการคลัง ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 67/2568
#722862
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้อง การประปานครหลวง ที่ 1 บจก. ว. ที่ 2 บริษัทประกันภัย ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า โครงการหมู่บ้านของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างถังเก็บน้ำใสที่สถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี พร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลักของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างให้ก่อสร้าง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหาย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ร่วมกันกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้วัสดุหรือวิธีการอื่นใดในการก่อสร้างเพื่อป้องกันหรือลดมลพิษทางเสียง ควันและฝุ่น (PM 2.5) รวมถึงแรงสั่นสะเทือนจากการตอกเสาเข็ม กำหนดเวลาทำงานในส่วนต่าง ๆ ของโครงการก่อสร้าง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า ความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีนำมากล่าวอ้างไม่ใช่ผลโดยตรงจากการก่อสร้างของผู้ฟ้องคดีที่ 2 ผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว มิได้ละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี อีกทั้งเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปฏิบัติตามสัญญาและได้รับการอนุมัติจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทุกประการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างสั่งให้ตอกเสาเข็มจนเสร็จก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเกิดขึ้นแก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการป้องกันความเสียหายเกินกว่าที่กำหนดไว้ตามสัญญาและทำการก่อสร้างตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของผู้ฟ้องคดีเต็มจำนวนตามคำฟ้อง ค่าเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีเรียกมาสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล้าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน มิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างก่อสร้าง กระทำละเมิดโดยการตอกเสาเข็มในการดำเนินการก่อสร้างถังเก็บน้ำใส เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและผู้อาศัยในโครงการหมู่บ้านได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน ทำให้ทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในมูลละเมิด ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าของโครงการไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามโครงการดังกล่าว ก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ของฝ่ายปกครองที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ดังนั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองซึ่งเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามความหมายของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งผู้ฟ้องคดีมีคำขอบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีประการสำคัญเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด้วยหรือไม่ เพียงใด ก็ย่อมเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ต้องได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งมีนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ฟ. จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — การประปานครหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 66/2568
#722875
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องการประปานครหลวง ที่ 1 บริษัท ว. จำกัด ที่ 2 บริษัท ท. จำกัด (มหาชน) ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่าจ้างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ก่อสร้างถังเก็บน้ำใสพร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปา โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตอกเสาเข็มก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนกับตัวบ้านของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีขอให้แก้ไขแบบในสัญญาจ้างเพื่อลดแรงสั่นสะเทือน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ยอมแก้ไข ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก่อสร้างกำแพงโดยใช้ตาข่ายสูงคลุมการก่อสร้างและก่อสร้างในวันเวลาทำการ

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ไม่จำต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นแห่งคดีเป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน การยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างจากเหตุละเมิด จึงมิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้การประปานครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และการก่อสร้างถังเก็บน้ำใสตามสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มเสถียรภาพระบบสูบจ่ายน้ำประปาให้แก่ประชาชนอันเป็นไปเพื่อกิจการสาธารณูปโภคของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อันเป็นการดำเนินการเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 บรรลุผล แต่การกระทำซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างก่อสร้าง กระทำละเมิดโดยการตอกเสาเข็มในการดำเนินการก่อสร้างถังเก็บน้ำใส เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในมูลละเมิด ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าของโครงการไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามโครงการดังกล่าวก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ของฝ่ายปกครองที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ดังนั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองซึ่งเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ทั้งผู้ฟ้องคดีมีคำขอบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีประการสำคัญเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด้วยหรือไม่ เพียงใด ก็ย่อมเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ต้องได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งมีนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาย ธ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — การประปานครหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ