คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 65/2568
#722874
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เทศบาลเมืองเบตง โจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยว่าจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบโดยจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง โดยรู้อยู่แล้วว่าตนเองเป็นบุคคลผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมาย เนื่องจากจำเลยเคยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ แต่จำเลยยังคงลงสมัครรับเลือกตั้งโดยยืนยันและให้ถ้อยคำว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย โดยปรากฏว่าจำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง ภายหลังมีการตรวจสอบคุณสมบัติและมีประกาศจังหวัดยะลาให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงของจำเลยสิ้นสุดลง เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง มีผลให้ตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงว่างลง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่แทนตำแหน่งที่ว่าง ขอให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลเมืองเบตงจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงใหม่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความเสียหายเกิดจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลเมืองเบตง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดเบตงเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเบตงเห็นว่า การใช้อำนาจของโจทก์ในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองหรือดำเนินการทางปกครอง ศาลจำต้องวินิจฉัยก่อนว่า ประกาศจังหวัดยะลาเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศจังหวัดยะลายังไม่ถึงที่สุดและข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยในคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการวินิจฉัยในคดีดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ศาลปกครองยะลาเห็นว่า จำเลยไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่ใช่การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้เทศบาลเมืองเบตง โจทก์ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง จงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเองเป็นบุคคลผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมาย แต่ยืนยันและให้ถ้อยคำว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด หลังจากที่จำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง มีการตรวจสอบคุณสมบัติของจำเลยพบว่าจำเลยเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และผู้ว่าราชการจังหวัดยะลามีประกาศให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงของจำเลยสิ้นสุดลง จึงมีผลให้ตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงว่างลง การที่โจทก์ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยรับผิดในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่พร้อมดอกเบี้ย เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลกรณีปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล อันเป็นเหตุทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะจำเลยสมัครรับเลือกตั้ง จำเลยมิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงมิใช่การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ในมูลละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเบตง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองยะลา
โจทก์ — เทศบาลเมืองเบตง
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 62/2568
#722147
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องการประปานครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 บจก. ว. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 บริษัทประกันภัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างถังเก็บน้ำใสที่สถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี พร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างก่อสร้าง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี พร้อมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ร่วมกันกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้วัสดุหรือวิธีการอื่นใดในการก่อสร้าง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การว่า ความเสียหายไม่ใช่ผลโดยตรงจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และไม่ได้เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำหรือคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ทั้งการก่อสร้างดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้กระทำในที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการก่อสร้าง ไม่ได้รุกล้ำที่ดินของเอกชน บ้านของผู้ฟ้องคดีมีความเสียหายอยู่ก่อนการก่อสร้าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า เหตุละเมิดไม่อยู่ในความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดพิเศษ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดใด ๆ ต่อความเสียหาย การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นกรณีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ค่าเสียหายที่เรียกมาสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากมูลละเมิดจากเอกชนด้วยกัน มิได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้การประปานครหลวง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติการประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6 กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการสำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบเพื่อใช้ในการประปา รวมทั้งผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ ตลอดจนดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือเป็นประโยชน์แก่การประปา ทั้งการผลิต จัดส่งและจำหน่ายน้ำประปา และการจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบโดยการประปานครหลวง เป็นกิจการสาธารณูปโภคตามที่มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันกำหนดไว้ก็ตาม แต่เนื่องจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเท่านั้น เห็นว่า แม้การก่อสร้างถังเก็บน้ำใสที่สถานีสูบจ่ายน้ำมีนบุรี พร้อมงานที่เกี่ยวข้องในโครงการปรับปรุงกิจการประปาตามสัญญาจ้างก่อสร้างระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มเสถียรภาพระบบสูบจ่ายน้ำประปาให้แก่ประชาชน อันเป็นไปเพื่อกิจการสาธารณูปโภคของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อันเป็นการดำเนินการเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 บรรลุผล แต่การกระทำซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างก่อสร้างกระทำละเมิดโดยการตอกเสาเข็มในการดำเนินการก่อสร้างถังเก็บน้ำใส เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและผู้อาศัยในโครงการหมู่บ้านได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน ทำให้บ้านของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในมูลละเมิด ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างให้ร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเจ้าของโครงการไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามโครงการดังกล่าว ก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ของฝ่ายปกครองที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ดังนั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองซึ่งเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามความหมายของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งผู้ฟ้องคดีมีคำขอบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีประการสำคัญเกิดจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ด้วยหรือไม่ เพียงใด ก็ย่อมเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ต้องได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประปานครหลวง พ.ศ.2510
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งมีนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว พ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — การประปานครหลวง ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 61/2568
#722873
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนยื่นฟ้อง เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินเนื้อที่ 1 งาน 29 4/10 ตารางวา ผู้ฟ้องคดีเข้าไปตรวจสอบที่ดินแปลงดังกล่าวพบว่า มีการก่อสร้างท่อระบายน้ำและถนนลาดยางทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีเต็มทั้งแปลง ผู้ฟ้องคดีจึงไปลงบันทึกประจำวันรับแจ้งเหตุที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการในโครงการก่อสร้างท่อระบายน้ำถนนชนเกษม และโครงการปรับปรุงผิวถนนจราจรแบบแอสฟัลท์ติกคอนกรีต โดยก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่มีการเวนคืนที่ดินหรือได้มีการตกลงซื้อขายหรือตกลงยินยอมอุทิศที่ดินดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด จากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทราบและดำเนินการรื้อถอนท่อระบายน้ำรวมทั้งถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าก่อนดำเนินการก่อสร้างของโครงการดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีควรจะตรวจสอบแนวเขตที่ดินให้ถูกต้องโดยขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ในวิสัยที่สามารถกระทำได้ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการกระทำละเมิดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนท่อระบายน้ำและถนนส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดของผู้ฟ้องคดี หากผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถคืนที่ดินที่รุกล้ำให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นถนนมานานแล้วแต่ผู้ฟ้องคดีไม่เคยคัดค้านการก่อสร้างและซ่อมถนน รวมถึงไม่เคยขัดขวางหรือห้ามปรามการใช้ถนนของประชาชนแต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดียินยอมให้บุคคลทั่วไปใช้ทางพิพาทเพื่อการสัญจรไปมาในลักษณะอุทิศให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทำการก่อสร้างท่อระบายน้ำและปรับปรุงผิวจราจรซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีตามข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 50 (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างท่อระบายน้ำและถนนลาดยางทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีเต็มทั้งแปลง ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่าที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นถนนมานานแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่เคยคัดค้านการก่อสร้างและซ่อมถนน รวมถึงไม่เคยขัดขวางหรือห้ามปรามการใช้ถนนของประชาชน พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดียินยอมให้บุคคลทั่วไปใช้ทางพิพาทเพื่อการสัญจรไปมาในลักษณะอุทิศให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยาย ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างท่อระบายน้ำและถนนลาดยางของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 60/2568
#722859
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกัน จำเลยที่ 4 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัย อ้างว่า ได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างทางยกระดับใน "โครงการก่อสร้างทางยกระดับถนนอ่อนนุช – ลาดกระบัง" ซึ่งจำเลยที่ 4 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในการก่อสร้างดังกล่าว แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อในการก่อสร้างสะพานและควบคุมงานก่อสร้าง ทำให้โครงสร้างสะพานเสียสมดุลและพังล้มทับโครงสร้างสะพานบริเวณเสาที่ 83 และเสาที่ 84 เสียหาย เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และปิดทางเข้าหน้าถนนทั้งหมดรวมถึงทรัพย์สินของโจทก์และธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่ภายในบริเวณสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของ บจก. อ. ซึ่งเป็นผู้รับจ้างของจำเลยที่ 3 และเมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีหน้าที่รับผิดชอบความเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยในมูลละเมิดดังกล่าว โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ว่าจ้าง บจก. อ. จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428 ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ว่าจ้างเป็นเพียงผู้บริหารโครงการตามแผนงานก่อสร้างของผู้รับจ้างให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้ จำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาหรือควบคุมการทำงานของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับจ้าง ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการก่อสร้างของจำเลยที่ 3 ที่เป็นผู้รับจ้าง โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วน ต้องรับผิดในความเสียหายโดยตรงร่วมกับจำเลยที่ 3 ต่อบุคคลภายนอก และจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนการก่อสร้างโครงการต้องร่วมรับผิดต่อวินาศภัย ทั้งจำเลยที่ 4 มิได้เข้าร่วมตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ และจำเลยที่ 4 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องให้กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเข้ามาในคดีนี้ด้วย แต่ก็เป็นการฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ว่าจ้าง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองว่าละเลยไม่ตรวจสอบการก่อสร้าง การออกแบบ ตรวจสอบวัสดุที่ใช้ก่อสร้างจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 4 มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 จำเลยที่ 4 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการในเขตกรุงเทพมหานคร ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำและทางระบายน้ำ รวมถึงการดูแลรักษาที่สาธารณะตามมาตรา 89 วรรคหนึ่ง (6) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างสะพานใน "โครงการก่อสร้างทางยกระดับถนนอ่อนนุช – ลาดกระบัง" โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการดังกล่าวได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่อในการออกแบบ วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง และความผิดพลาดในการก่อสร้างอันเป็นกรณีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันให้รับผิดในความเสียหายจากการกระทำละเมิดของผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างก่อสร้าง ส่วนการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองในฐานะผู้ว่าจ้างปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลติดตามการก่อสร้างของจำเลยที่ 3 ผู้รับจ้าง ทำให้โครงสร้างสะพานเสียสมดุลและพังล้มทับโครงสร้างสะพานบริเวณเสาที่ 83 และเสาที่ 84 เป็นเหตุให้ทรัพย์สิน รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่ภายในบริเวณสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำตามที่โจทก์บรรยายฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดทั่วไป มิใช่การกระทำละเมิดที่เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งมีนบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท จ. จำกัด
จำเลย — บริษัท ธ. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 57/2568
#720419
เปิดฉบับเต็ม

นาย ศ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ 20879 และเลขที่ 20880 โดยผู้ฟ้องคดีรับโอนที่ดินทั้งสองแปลงทางพินัยกรรม ผู้ฟ้องคดีขอรังวัดสอบเขตที่ดินทั้งสองแปลง ผลการรังวัดปรากฏว่าที่ดินทั้งสองแปลงมีเหมืองสาธารณประโยชน์คั่นระหว่างกลาง ผู้ฟ้องคดีตรวจสอบพบว่านายอำเภอแม่สายได้นำรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงสาธารณประโยชน์ตั้งอยู่ เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 6.9 ตารางวา จนกระทั่งมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ชร 3649 ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงของผู้ฟ้องคดีมีแนวเขตติดต่อกันและมีระวางแนวเขตติดกับแม่น้ำรวก โดยมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และมีการไต่สวนออกโฉนดที่ดินโดยตามหลักฐานทั้งหมดไม่ปรากฏว่ามีเหมืองสาธารณประโยชน์คั่นอยู่แต่อย่างใด และที่ดินทั้งสองแปลงเกิดที่งอกริมตลิ่งตามธรรมชาติก่อนมีที่งอกมีแนวเขตตามระวางที่ดินติดกับแม่น้ำรวก ต่อมาได้มีที่งอกออกไปจากชายตลิ่งของที่ดินทั้งสองแปลง โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 20879 เกิดที่งอกออกไปจากชายตลิ่งเข้าไปในแม่น้ำรวก 3 ด้าน และที่ดินโฉนดเลขที่ 20880 มีที่งอกออกไปจากชายตลิ่งเข้าไปในแม่น้ำรวก 2 ด้าน ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ชร 3649 แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงรายสาขาแม่สายมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ วิธีการ หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ชร 3649

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ชร 3649 เป็นการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบโดยชอบด้วยกฎหมาย และข้อเท็จจริงไม่อาจฟังเป็นที่ยุติได้ว่าการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ชร 3649 ทับที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ตามหลักส่วนควบ เนื่องจากเป็นที่งอกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 20879 และเลขที่ 20880 ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จึงไม่มีกรณีที่ต้องเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทที่โต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ชร 3649 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเชียงรายเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านหรือโต้แย้งการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็โดยอาศัยเหตุว่าการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงนั้นทับที่งอกที่เกิดจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20879 และ 20880 อันเป็นการมุ่งหมายให้ศาลรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องคดีในที่งอกริมตลิ่งเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวอันเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้นจำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงราย
ผู้ฟ้องคดี — นาย ศ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 56/2568
#722141
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลสุขไพบูลย์ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีและนาง ส. ได้รับอนุญาตให้มีสิทธิทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงอีจานใหญ่ ซึ่งอยู่ติดกับอ่างเก็บน้ำหนองช้างตาย ต่อจากบิดามารดา ด้วยการทำไร่ ทำนา ทำสวน ทำบ่อปลา ปลูกป่า ปลูกบัว และเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ปี 2515 ตามเอกสาร ภ.บ.ท. 5 ภ.บ.ท. 6 และใบตอบรับที่ทางราชการออกให้ ต่อมา เมื่อปี 2562 มีผู้นำชาวบ้านขอให้บิดาของผู้ฟ้องคดีบริจาคที่ดินเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำสำหรับใช้ทำประปาในหมู่บ้าน บิดาของผู้ฟ้องคดีจึงบริจาคที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ ให้เป็นสาธารณประโยชน์ แต่เมื่อประมาณปี 2567 ผู้นำชาวบ้านได้ดำเนินการขุดลอกและถมที่ดินบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและครอบครัวเนื้อที่ 66 ไร่ ผู้ฟ้องคดีและลูกหลานได้คัดค้านแล้ว แต่ได้รับแจ้งว่า ที่ดินบริเวณพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เนื้อที่ 127 ไร่ 3 งาน 94.3 ตารางวา ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า บิดาของผู้ฟ้องคดีบริจาคที่ดินเพียง 10 ไร่ ส่วนนาง ส. ไม่ได้บริจาคที่ดินดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีและครอบครัวได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีและผู้นำชาวบ้านนำรถแบ็คโฮมาขุดดิน ถมที่นาและบ่อปลาของผู้ฟ้องคดีและครอบครัว ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งคืนที่ดินเนื้อที่ 56 ไร่ ทำการรังวัดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีใหม่ ขุดร่องระบายน้ำให้แก่ผู้ฟ้องคดีเหมือนเดิม กับขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย

ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ตั้งแต่ปี 2516 ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดียึดถือครอบครองถูกเพิกถอนออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติและเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2531 ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินรอบอ่างเก็บน้ำหนองช้างตายด้านทิศใต้ประเภทที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 โดยไม่มีเอกสารสิทธิใด ๆ (ทค.) ที่ดินอยู่ระหว่างดำเนินการของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ นม 8064 ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีได้ขุดลอกและถมดินบริเวณอ่างเก็บน้ำภายในแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงมิได้รุกล้ำเข้าไปในแนวเขตที่ดินข้างเคียงที่อยู่ในความครอบครองของผู้ฟ้องคดี และมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและการขุดลอกอ่างเก็บน้ำหนองช้างตายของผู้ถูกฟ้องคดี เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยก่อนจะวินิจฉัยประเด็นหลักดังกล่าวมีประเด็นที่ศาลจำต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนดงอีจานใหญ่ ซึ่งถูกเพิกถอนออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติและเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2531 หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ประกอบกับผู้ฟ้องคดีรับว่า ได้ถือครองทำประโยชน์บนที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงอีจานใหญ่โดยไม่มีเอกสารสิทธิ กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครราชสีมา
ผู้ฟ้องคดี — นาย ท.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลสุขไพบูลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 55/2568
#720390
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ป. จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ที่ 1 บริษัท ศ. จำกัด ที่ 2 จำเลย ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกไว้จากนาง ส. จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ในการรับเหมางานตามโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขณะที่นาย บ. ผู้ขับขี่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ขับรถยนต์มาตามถนนด้วยความระมัดระวังปฏิบัติตามกฎหมาย แต่บริเวณดังกล่าวเป็นสถานที่ก่อสร้างโครงการก่อสร้างทางถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและเป็นเวลากลางคืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จัดให้มีเครื่องกั้นและสัญญาณไฟเตือน หรือไฟกระพริบ หรือกรวยกั้น หรือสัญลักษณ์ใดไว้ในที่บริเวณก่อนถึงการก่อสร้าง กลับปล่อยปละละเลยให้ถนนอยู่ในสภาพชำรุดบกพร่องไม่บำรุงดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีพร้อมใช้งาน เป็นเหตุให้นาย บ. ผู้ขับขี่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไม่สามารถมองเห็นทางที่กำลังทำการก่อสร้าง และไม่สามารถรู้ได้ว่าเส้นทางมีความชำรุดบกพร่อง ถนนเกิดการทรุดตัวลงล้อหลังด้านซ้ายของรถยนต์ทรุดตามถนน รถยนต์เสียหลักพลิกตะแคงได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ติดตั้งป้ายเตือนอันตรายพร้อมทั้งติดสัญญาณไฟจำกัดความเร็วของรถ หากนาย บ. ขับรถบรรทุกซึ่งมีน้ำหนักมากด้วยความเร็วตามป้ายควบคุมความเร็วกำหนดไว้ หรือขับด้วยความระมัดระวังก็สามารถเห็นป้ายเตือน รวมถึงเห็นสภาพพื้นผิวถนนทั้งฝั่งถนนคอนกรีตและฝั่งถนนดิน ย่อมขับรถบรรทุกผ่านได้อย่างปลอดภัย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของผู้ควบคุมโครงการและเป็นผู้สั่งหยุดงานจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการบำรุงรักษาถนนและดูแลความปลอดภัยของถนน รวมถึงต้องรับผิดต่ออุบัติเหตุหรือต่อบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ข้อพิพาทคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงนครสวรรค์เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครสวรรค์เห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างดำเนินโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ไม่จัดให้มีเครื่องกั้นและสัญญาณ ไฟเตือนหรือไฟกระพริบ หรือกรวยกั้น หรือสัญลักษณ์ใดไว้ในบริเวณก่อนถึงการก่อสร้าง ปล่อยปละละเลยให้ถนนเส้นทางดังกล่าวอยู่ในสภาพชำรุดบกพร่องไม่บำรุงดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีพร้อมใช้งาน เป็นเหตุให้นาย บ. ผู้ขับขี่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไม่สามารถมองเห็นทางที่กำลังทำการก่อสร้าง ถนนเกิดการทรุดตัวล้อหลังด้านซ้ายของรถยนต์ทรุดตามถนน รถยนต์เสียหลักพลิกตะแคงได้รับความเสียหายหลายรายการ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — บริษัท ป. จำกัด (มหาชน)
จำเลย — องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 54/2568
#719060
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาย ส. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องนาย ป. ที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลถนนหัก ที่ 2 จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ศาลปกครองนครราชสีมามีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 ไว้พิจารณา สรุปคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง เพื่อนำปักหลักเขตใหม่และตรวจสอบหลักเขตที่ดินเดิมของผู้ฟ้องคดี พบว่า ขณะที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านได้ร่วมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กระทำละเมิดก่อสร้างศาลาประชาคมหมู่บ้าน โรงสีข้าว อาคารเก็บข้าว (ยุ้งข้าว) และเสาไฟฟ้า รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีด้านทิศตะวันออกติดกับทางสาธารณประโยชน์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถใช้ที่ดินทำประโยชน์หรือให้เช่าได้ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารทั้งหมดที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขนย้ายเศษวัสดุและปรับที่ดินให้มีสภาพเช่นเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม และห้ามมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ได้กระทำละเมิดก่อสร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ศาลาประชาคมและสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ สร้างขึ้นในช่วงที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านโคกเนิน ต่อมาได้มีการปรับปรุงศาลาประชาคมหมู่บ้านตามโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ตาม "โครงการไทยนิยม ยั่งยืน" ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาโดยตลอดเกินกว่า 10 ปี ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะซื้อที่ดินเมื่อปี 2544 ทั้งเมื่อมีการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน อีกทั้งผู้ฟ้องคดียังได้ล้อมรั้วลวดหนามกั้นระหว่างบ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดีกับที่ดินพิพาท ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีอาณาเขตเพียงใด การที่ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนรั้วลวดหนามหลังจากวันรังวัดสอบเขตที่ดินเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตในการฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองเพื่อจัดให้มีและบำรุงรักษาที่ประชุม และส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมในครอบครัว ตลอดถึงการคุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเหตุทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดนางรองพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินจึงจะพิจารณาเกี่ยวกับคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งผู้ฟ้องคดีมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลถนนหัก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่ข้อพิพาทในคดีนี้คู่ความโต้แย้งกันว่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งของศาลาประชาคมหมู่บ้านและสิ่งปลูกสร้างเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนปัญหาว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนางรอง
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นาย ป. ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 53/2568
#718904
เปิดฉบับเต็ม

นางสาว ส ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานเขต หนองแขม ที่ 1 กรุงเทพมหานคร ที่ 2 การไฟฟ้านครหลวง ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดี เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินมีโฉนดซึ่งอยู่ในระหว่างการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อขยายทางหลวงท้องถิ่น สายถนนมาเจริญและถนนบางบอน 5 พ.ศ. 2561 โดยอยู่ในขั้นตอนการจัดทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กับสำนักงานจัดกรรมสิทธิ์ สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งขาย (เวนคืน) และพบว่ามีการสร้างทางเดินเท้าของถนนเลียบคลองภาษีเจริญและติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 24,000 วัตต์ รุกล้ำเข้ามาในที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีด้านทางทิศใต้นอกแนวเขตเวนคืน คิดเป็นเนื้อที่ 12.25 ตารางวา โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณที่ยังไม่ได้ข้อยุติในกระบวนการเวนคืนว่าเป็นพื้นที่สาธารณะหรือไม่ เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีเข้าออกที่ดินลำบากและมีอุปสรรคในการใช้ที่ดิน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 รื้อถอนทางเดินเท้าในส่วนที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี หากรื้อถอนไม่ได้ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหาย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ย้ายหม้อแปลงไฟฟ้าออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) เจ้าของที่ดินจึงไม่อาจขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า การติดตั้งเสาไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้บุกรุกหรือรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทที่โต้แย้งกันในเรื่องสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ การติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้ารุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งตลิ่งชันเห็นว่า คดีนี้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้มีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างทางเดินเท้าและติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าวโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี เมื่อคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในคดีของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้สำนักงานเขตหนองแขม ที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่ 2 และการไฟฟ้านครหลวง ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยอ้างว่ากระทำละเมิดก่อสร้างฟุตบาทและติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้ารุกล้ำเข้ามาในที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีทางด้านทิศใต้นอกแนวเขตเวนคืน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่าได้กระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายและที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การสร้างฟุตบาทและการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้ารุกล้ำเข้ามาในที่ดินก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.การไฟฟ้านครหลวง พ.ศ.2501
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งตลิ่งชัน
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานเขตหนองแขม ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 52/2568
#718851
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งรับราชการในสังกัดกองทัพบก กรณีจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ฝึกทหารใหม่ รู้เห็นและอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ครูนายสิบสั่งลงโทษพลทหาร ก. ผู้ตาย ด้วยท่าออกกำลังกาย (ท่าพีที) เป็นเวลานานเกินสมควรและให้นอนเต็นท์ภายนอกโรงเรือนนอนในสภาพที่เสื้อผ้าเปียกชื้นทั้งคืนในสภาพอากาศที่มีฝนตกและหนาวเย็นกว่าปกติ ทำให้พลทหาร ก. เจ็บป่วยและถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และประมวลกฎหมายอาญา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

จำเลยทั้งสองขอให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ส่งคำโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาโดยเห็นว่า จำเลยทั้งสองชอบที่จะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้โดยตรง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งมาตรา 34 บัญญัติให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และให้รวมถึงคดีซึ่งผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นบุคคลซึ่งในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผิดด้วย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรรม

ศาลมณฑลทหารบกที่ 37 พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดต่อบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร และเกิดเหตุในบริเวณที่ตั้งหน่วยทหาร จึงถือเป็นกิจของทหารโดยแท้และมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐหน่วยงานอื่น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร เห็นว่า หลักการพิจารณาเขตอำนาจของศาลทหารในเวลาปกติที่ยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 เป็นหลักการพิจารณาเขตอำนาจศาลทหารในกรณีที่มีการฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาทั่วไปที่มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้คดีอาญานั้นอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอื่นใดโดยเฉพาะ เมื่อปรากฏว่า ภายหลังจากพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ใช้บังคับ มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยมาตรา 34 บัญญัติว่า "ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และให้รวมถึงคดีซึ่งผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นบุคคลซึ่งในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผิดด้วย" อันเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ไว้โดยเฉพาะ และเป็นบทบัญญัติที่ตัดอำนาจศาลอื่นไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการ จำเลยทั้งสองจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผิด แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 กล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้ตายถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจ โดยมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 6 มาตรา 36 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ซึ่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 34 บัญญัติให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดซึ่งผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นบุคคลซึ่งในอำนาจศาลทหาร ในขณะกระทำความผิดด้วยโดยเฉพาะ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 37
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 5
โจทก์ร่วม — นางสาว ก. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — ร้อยโท พ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 50/2568
#718850
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ กรมการปกครอง โจทก์ ยื่นฟ้อง นาย ว. จำเลย ว่า จําเลยได้ยื่นสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านโดยรับรองตนเองว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 โดยจําเลยได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่ต่อมานายอำเภอเขมราฐตรวจสอบพบว่าจําเลยเคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จําคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 150,000 บาท โทษจําคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คดีถึงที่สุด จึงมีคำสั่งให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและเพิกถอนคำสั่งที่แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน จำเลยจึงต้องถูกเรียกคืนเงินตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ ที่ได้มาระหว่างดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยนำเงินตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ มาคืน จำเลยเพิกเฉย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จําเลยชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแขวงอุบลราชธานีเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับกรณีโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องจําเลยซึ่งเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านและเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดโจทก์ให้คืนเงินค่าตอบแทนหรือเงินอื่น ๆ แก่โจทก์เป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า การเรียกให้คืนเงินเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามปกติทั่วไป เงินที่จําเลยได้รับไปมีลักษณะเป็นเพียงลาภมิควรได้ที่เจ้าหนี้ตามกฎหมายอาจเรียกคืนได้ มิใช่คดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า กรมการปกครองโจทก์มีฐานะเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงมหาดไทย จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกให้จำเลยซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของรัฐคืนเงินตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ ที่ได้มาระหว่างดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ คืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมคืนเงินดังกล่าว อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่รัฐฟ้องคดีโดยใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในฐานะเอกชนคนหนึ่ง มิได้มีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นกรณีที่โจทก์ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อเรียกให้จำเลยชดใช้เงินคืนต่อศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — กรมการปกครอง
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 49/2568
#720189
เปิดฉบับเต็ม

กรมการพัฒนาชุมชน โจทก์ ยื่นฟ้อง นาง ข. จำเลย ว่า เดิมจำเลยเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ ตำแหน่งพัฒนาการอำเภอร้องกวาง รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายอำนวยการสำนักงานพัฒนาชุมชน จำเลยยื่นหนังสือลาออกจากราชการ ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เห็นว่า การกระทำของจำเลยมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงส่งเรื่องให้โจทก์พิจารณาลงโทษทางวินัยกับจำเลย ต่อมา อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทยมีมติให้ลงโทษไล่จำเลยออกจากราชการ โจทก์จึงมีคำสั่งไล่จำเลยออกจากราชการ และผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางมีหนังสือถึงกรมบัญชีกลางของดเบิกบำนาญและบำเหน็จดำรงชีพ พร้อมทั้งมีหนังสือถึงจำเลยให้คืนเงินบำนาญและบำเหน็จดำรงชีพที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่ยังคงเพิกเฉยไม่คืนเงินแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า มูลหนี้มาจากการชี้มูลความผิดของจำเลยซึ่งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 มีคำพิพากษายกฟ้อง จึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแพ่งเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ทั่วไปและเงินที่จำเลยได้รับมีลักษณะเป็นเพียงลาภมิควรได้ที่โจทก์อาจเรียกคืนได้ตามกฎหมายเท่านั้น จึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์มีฐานะเป็นกรม อันเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จบำนาญที่ได้รับไปเนื่องจากจำเลยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการเป็นผลให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 การที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — กรมการพัฒนาชุมชน
จำเลย — นาง ข.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 47/2568
#718360
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบางภาษี ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางภาษี ที่ 2 กรมทางหลวงชนบท ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ขออนุมัติจัดทำโครงการงานซ่อมสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายบ้านบางภาษี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อนุมัติให้จัดทำโครงการและดำเนินการก่อสร้างถนนลงบนที่ดินของผู้ฟ้องคดีเต็มทั้งแปลง และถ่ายโอนโครงการให้อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ให้ความยินยอม ไม่เคยอุทิศหรือยกที่ดินให้เป็นที่สาธารณะ การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กจึงชอบด้วยกฎหมายและมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การก่อสร้างถนนในพื้นที่พิพาทเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 การโต้แย้งว่าถนนดังกล่าวก่อสร้างบนที่ดินหรือรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อ้างว่าที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์ ดังนี้ การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้องค์การบริหารส่วนตำบลบางภาษี ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางภาษี ที่ 2 กรมทางหลวงชนบท ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีเต็มทั้งแปลง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนคอนกรีตของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีอำนาจเข้าไปก่อสร้างถนนคอนกรีตได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาล มีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ผู้ฟ้องคดี — นาง ม.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลบางภาษี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 45/2568
#719636
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง แพทยสภา จำเลย ว่า โจทก์เป็นมารดาของผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายมีอาการแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง หายใจไม่สะดวก คลื่นไส้อาเจียน และปวดศีรษะ จึงเข้ารับการรักษาที่่โรงพยาบาล จ. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลของบริษัทโรงพยาบาล จ. จำกัด (มหาชน) แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อของนายแพทย์ ช. ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของบริษัทฯ ตรวจวินิจฉัยว่าผู้ตายเจ็บป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหารอักเสบและรักษาด้วยการฉีดยา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว โจทก์จึงยื่นร้องเรียนนายแพทย์ ช. กับแพทย์หญิง พ. ต่อแพทยสภาเพื่อขอให้ตรวจสอบ และได้ยื่นฟ้องนายแพทย์ ช. เป็นจำเลยที่ 1 และบริษัทฯ เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยตกลงท้ากันว่า หากจำเลยมีความเห็นว่าการรักษาของนายแพทย์ ช. และบริษัทฯ ไม่ได้มาตรฐาน นายแพทย์ ช. และบริษัทฯ จะชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่หากจำเลยมีความเห็นว่าการรักษาของนายแพทย์ ช. และบริษัทฯ ได้มาตรฐาน โจทก์ยอมแพ้คดี ปรากฏว่าจำเลยมีความเห็นว่านายแพทย์ ช. ผู้ถูกร้องเรียนที่ 1 และแพทย์หญิง พ. ผู้ถูกร้องเรียนที่ 2 มิได้ประพฤติผิดข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 หมวด 4 ข้อ 15 กรณีมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม จึงมีมติว่าคดีไม่มีมูล ยกข้อกล่าวหาตามคำสั่งแพทยสภา เป็นเหตุให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ส่วนศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องไม่รับฎีกา โจทก์จึงยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองกลาง และต่อมาศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแพทยสภาเฉพาะในส่วนที่ยกข้อกล่าวหานายแพทย์ ช. การที่คณะกรรมการแพทยสภาประชุมและมีมติว่าคดีไม่มีมูลยกข้อกล่าวหานายแพทย์ ช. ตามคำสั่งแพทยสภาดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมควรที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้มีการสอบสวนเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกร้องเรียนต่อไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างรอบคอบถี่ถ้วน หรือมีเจตนาช่วยเหลือนายแพทย์ ช. ให้ไม่ต้องรับผิด หากตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบและมีคำสั่งถูกต้อง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยตรวจสอบข้อเท็จจริงพยานเอกสารและพยานบุคคลโดยละเอียดรอบคอบตามขั้นตอนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การที่จำเลยมีคำสั่งแพทยสภาไม่ใช่ผลโดยตรงจากการละเมิด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่า เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แพทยสภา จำเลย มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 แต่โดยที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมาตรา 7 (1) กำหนดให้แพทยสภาควบคุมการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม และมาตรา 8 (1) กำหนดให้แพทยสภามีอำนาจรับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (2) พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จำเลยย่อมเป็นหน่วยงานที่มีฐานะเป็นองค์กรวิชาชีพซึ่งได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองในการควบคุมความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดสืบเนื่องมาจากคณะกรรมการแพทยสภามีมติในการประชุมยกข้อกล่าวหานายแพทย์ ช. ตามคำสั่งแพทยสภา ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งแพทยสภาดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่ยกข้อกล่าวหานายแพทย์ ช. เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525
ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — แพทยสภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 44/2568
#719635
เปิดฉบับเต็ม

องค์การบริหารส่วนตำบลนาพู่ โจทก์ ยื่นฟ้อง นาย ส. จำเลย ว่า โจทก์ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนตำบลของโจทก์ โดยคณะกรรมการได้คัดเลือกโรงเรียน ล. เป็นหน่วยงานกลางผู้รับผิดชอบในการทำหน้าที่ผลิตข้อสอบ ตรวจข้อสอบและประมวลผลคะแนน โจทก์และโรงเรียน ล. โดยจำเลยในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเรื่องการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนตำบลของโจทก์ โดยกำหนดให้โรงเรียน ล. ดำเนินการผลิตข้อสอบ ตรวจข้อสอบ และประมวลผลคะแนนการสอบบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนตำบลของโจทก์ 11 อัตรา เมื่อจำเลยออกข้อสอบ ผลิตข้อสอบ ตรวจข้อสอบ ประมวลผลคะแนนและส่งผลการสอบให้กับโจทก์ โจทก์ออกประกาศผลการสอบแข่งขันและมีคำสั่งบรรจุแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้เป็นพนักงานส่วนตำบลจำนวน 11 ราย เป็นพนักงานของโจทก์และเรียกบรรจุพนักงานเพิ่มเติมโดยใช้ผลสอบในครั้งเดียวกันอีกหนึ่งตำแหน่ง ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดอุดรธานีมีมติให้พนักงานส่วนตำบลที่โรงเรียน ล. เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบแข่งขันพ้นจากตำแหน่ง และโจทก์มีคำสั่งให้บุคคลที่สอบแข่งขันได้ต้องออกจากราชการ ต่อมาบุคคลผู้ถูกให้ออกจากราชการบางส่วนได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนคำสั่งที่ให้ตนพ้นจากราชการ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุพนักงานของโจทก์ไม่ได้มาตรฐาน ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันตามคำสั่งของโจทก์และมติการประชุมคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดอุดรธานีบรรจุแต่งตั้งผู้สอบได้เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีความผิดพลาดอย่างชัดเจนและร้ายแรง จำเลยในฐานะผู้อำนวยการของโรงเรียน ล. ไม่ได้ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกโดยการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นพนักงานส่วนตำบล พ.ศ. 2555 ประกอบกับประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดอุดรธานี เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกโดยการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนตำบล พ.ศ. 2555 พิพากษาให้ยกฟ้อง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดสอบ ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ การกระทำละเมิดของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของโจทก์ โดยมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแขวงอุดรธานีเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์เป็นราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นนิติบุคคล จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อมูลเหตุที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น เกิดจากการดำเนินการจัดสอบแข่งขันที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยแล้วว่าเป็นการไม่ชอบด้วยประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกโดยการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนตำบล พ.ศ. 2555 และประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดอุดรธานี เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกโดยการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนตำบล พ.ศ. 2555 จำเลยในฐานะส่วนตัวเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด ขัดแย้งกับมาตรฐานทั่วไปที่กำหนดให้สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่โจทก์คัดเลือกเป็นผู้รับผิดชอบในการแข่งขันอันเป็นการจัดสอบโดยทุจริตและผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง ผลการสอบแข่งขันจากการดำเนินการสอบแข่งขันมิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และมาตรฐานของกฎระเบียบทางราชการ มูลความแห่งคดีนี้จึงเกี่ยวเนื่องกับการกระทำของจำเลยที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแล้ว แม้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการในฐานะส่วนตัวก็เป็นเพียงเหตุผลในการวินิจฉัยว่าการจัดสอบเกิดการทุจริตหรือผิดกฎหมาย อันเป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยโดยตรง จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลนาพู่
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568
#712129
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาทและการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1722 นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน

ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์มรดก 2 แปลงไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 14 แปลง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์มรดกติดต่อกันทุกเดือน ซึ่งได้ความตามคำให้การของโจทก์ในคดีที่โจทก์กับทายาทอื่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตายว่าจำเลยที่ 2 มีบ้านพักอยู่ใกล้กับผู้ตาย และจำเลยที่ 2 ก็ไปงานศพของผู้ตายด้วย โดยจำเลยที่ 2 ไม่นำสืบหักล้าง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองควรทราบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย ตามพฤติการณ์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์และทายาทของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในดินทั้งสองแปลงใหญ่รวมไปถึงที่ดินถูกแบ่งย่อยออกไปอีกห้าแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

ที่จำเลยที่ 3 อ้างมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริต นั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาต้องห้าม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259, 9260 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262, 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 4 และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นหมายเรียกนางนพดล เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขาย กับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262, 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 3 ผู้ซื้อ และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 4 ผู้ซื้อ อีกทั้งให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 4 ผู้ขายกับจำเลยร่วมผู้ซื้อ ให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของนายประเสริฐ กับให้จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายประเสริฐ ผู้ตาย กับนางคำเภา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 12 คน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2556 ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวนสองแปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700 และที่ดินโฉนดเลขที่ 5594 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาเอกสารสำคัญเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลง ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนชื่อในทะเบียนที่ดินทั้งสองแปลง จากชื่อผู้ตายเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปแบ่งแยกเป็นโฉนดแปลงย่อยจำนวน 14 แปลง ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกเป็นโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกนายประเสริฐ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 (โฉนดเดิมเลขที่ 5594) 9261, 9262, 9266, 9259, 9260 (หนังสือรับรองการทำประโยชน์เดิม (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700) ให้แก่จำเลยที่ 2 จากนั้นวันที่ 18 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยที่ 1 ถูกถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ให้แก่จำเลยที่ 3 และเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยที่ 2 ไม่ไปไถ่ถอน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และโฉนดที่ดินในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท และการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ ประเด็นนี้ เห็นว่า ตามพฤติการณ์ที่ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์มรดก 2 แปลง ไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 14 แปลง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9211, 9261 ,9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์มรดกติดต่อกันทุกเดือน ซึ่งก็ได้ความตามคำให้การของโจทก์ในคดีที่โจทก์กับทายาทอื่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตายว่า จำเลยที่ 2 มีบ้านพักอยู่ใกล้กับผู้ตาย ห่างกันเพียงประมาณ 3 กิโลเมตร และจำเลยที่ 2 ก็ได้ไปงานศพของผู้ตายด้วย โดยที่จำเลยที่ 2 เองก็ไม่ได้สืบพยานหักล้าง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองควรได้ทราบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย ตามพฤติการณ์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์และทายาทของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงใหญ่รวมไปถึงที่ดินที่ถูกแบ่งย่อยออกไปอีกห้าแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริตนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่สุจริตในการนำคดีมาฟ้องนั้น เห็นว่า แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ได้ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้นที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ระหว่างที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1300 ม. 1719 ม. 1722
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 249 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ป.
จำเลย — นาย ข. กับพวก
จำเลยร่วม — นาง น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นางสาวรันตี อัศวพิศาลบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวอรุณี กระจ่างแสง
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
สุวิทย์ พรพานิช
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568
#721969
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาทและการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1722 นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน

ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์มรดก 2 แปลงไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 14 แปลง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์มรดกติดต่อกันทุกเดือน ซึ่งได้ความตามคำให้การของโจทก์ในคดีที่โจทก์กับทายาทอื่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตายว่าจำเลยที่ 2 มีบ้านพักอยู่ใกล้กับผู้ตาย และจำเลยที่ 2 ก็ไปงานศพของผู้ตายด้วย โดยจำเลยที่ 2 ไม่นำสืบหักล้าง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองควรทราบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย ตามพฤติการณ์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์และทายาทของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงใหญ่รวมไปถึงที่ดินถูกแบ่งย่อยออกไปอีกห้าแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

ที่จำเลยที่ 3 อ้างมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริตนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาต้องห้าม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259, 9260 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262, 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 4 และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นหมายเรียกนางนพดล เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขาย กับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262, 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 3 ผู้ซื้อ และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 4 ผู้ซื้อ อีกทั้งให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 4 ผู้ขายกับจำเลยร่วมผู้ซื้อ ให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของนายประเสริฐ กับให้จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายประเสริฐ ผู้ตาย กับนางคำเภา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 12 คน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2556 ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวนสองแปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700 และที่ดินโฉนดเลขที่ 5594 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาเอกสารสำคัญเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลง ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนชื่อในทะเบียนที่ดินทั้งสองแปลง จากชื่อผู้ตายเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปแบ่งแยกเป็นโฉนดแปลงย่อยจำนวน 14 แปลง ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกเป็นโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกนายประเสริฐ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 (โฉนดเดิมเลขที่ 5594) 9261, 9262, 9266, 9259, 9260 (หนังสือรับรองการทำประโยชน์เดิม (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700) ให้แก่จำเลยที่ 2 จากนั้นวันที่ 18 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยที่ 1 ถูกถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ให้แก่จำเลยที่ 3 และเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยที่ 2 ไม่ไปไถ่ถอน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และโฉนดที่ดินในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท และการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ ประเด็นนี้ เห็นว่า ตามพฤติการณ์ที่ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์มรดก 2 แปลง ไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 14 แปลง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9211, 9261 ,9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์มรดกติดต่อกันทุกเดือน ซึ่งก็ได้ความตามคำให้การของโจทก์ในคดีที่โจทก์กับทายาทอื่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตายว่า จำเลยที่ 2 มีบ้านพักอยู่ใกล้กับผู้ตาย ห่างกันเพียงประมาณ 3 กิโลเมตร และจำเลยที่ 2 ก็ได้ไปงานศพของผู้ตายด้วย โดยที่จำเลยที่ 2 เองก็ไม่ได้สืบพยานหักล้าง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองควรได้ทราบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย ตามพฤติการณ์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์และทายาทของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงใหญ่รวมไปถึงที่ดินที่ถูกแบ่งย่อยออกไปอีกห้าแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริตนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่สุจริตในการนำคดีมาฟ้องนั้น เห็นว่า แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ได้ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้นที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ระหว่างที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1300 ม. 1719 ม. 1722
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 249 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ป.
จำเลย — นาย ข. กับพวก
จำเลยร่วม — นาง น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
สุวิทย์ พรพานิช
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 43/2568
#722033
เปิดฉบับเต็ม

อัยการศาลทหารกรุงเทพเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นาวาเอกหญิง ว. เป็นจำเลย ว่า จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ ได้กระทำผิดกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยใช้ท่อนเหล็กขนาดยาวประมาณ 1 เมตร จำนวน 1 ท่อน เป็นอาวุธตีทำร้ายผู้เสียหายถูกที่บริเวณแขนและลำตัวจำนวนหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส กระดูกแขนซ้ายท่อนล่างหักและกระดูกซี่โครงข้างซ้ายซี่ที่ 5 หักด้านข้าง ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา จนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทหารกรุงเทพพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (1) แต่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดธัญบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จะปรากฏว่าผู้เสียหายมีพฤติการณ์สมัครใจวิวาทและเป็นฝ่ายทำร้ายจำเลยก่อน แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องผู้เสียหายเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13 ประกอบมาตรา 16 (1)

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการว่าใช้ท่อนเหล็กเป็นอาวุธตีทำร้ายผู้เสียหายหลายครั้งเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพลเรือนกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา อันจะเข้าลักษณะคดีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันตามมาตรา 14 (1) แม้ระหว่างพิจารณาจะปรากฏข้อเท็จจริงจากกล้องวงจรปิดว่า ผู้เสียหายถือท่อนเหล็กเข้าไปในที่เกิดเหตุแล้วเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกัน จากนั้นจำเลยจึงแย่งท่อนเหล็กตีทำร้ายผู้เสียหาย ซึ่งพฤติการณ์อาจรับฟังได้ว่าผู้เสียหายมีส่วนสมัครใจเข้าวิวาทและทำร้ายจำเลยด้วยก็เป็นเรื่องเนื้อหาของคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องผู้เสียหายเข้ามาในคดีนี้หรือฟ้องว่าผู้เสียหายและจำเลยร่วมกันกระทำความผิดต่อศาลยุติธรรมในมูลเหตุเดียวกัน กรณีจึงไม่ใช่คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา 14 (1) และ (2) มิเช่นนั้นจะเป็นการให้ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด ซึ่งไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลทหารกรุงเทพ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ — อัยการศาลทหารกรุงเทพ
จำเลย — นาวาเอกหญิง ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 42/2568
#719647
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท อ. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ที่ 1 นางสาว พ. กับพวก ซึ่งเป็นเอกชน เป็นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อ้างว่า จําเลยที่ 1 ได้มีประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เรื่องประกวดราคาซื้อครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์และการแพทย์ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็คทรอนิกส์ (e-bidding) จํานวน 14 รายการ และโจทก์ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะการประกวดราคา ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขาย ซื้อครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์และการแพทย์จากโจทก์ จำนวน 14 รายการ โดยโจทก์จะต้องส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้แก่จําเลยที่ 1 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ โจทก์ได้นําหลักประกันเป็นเงินสด 84,950 บาท มามอบให้แก่จําเลยที่ 1 เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลังจากลงนามในสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือส่งมอบครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์และการแพทย์ 14 รายการตามที่ระบุในสัญญาให้แก่จําเลยที่ 1 แต่จําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการตรวจรับครุภัณฑ์ กระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตรวจรับสินค้าของโจทก์ล่าช้าไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารครุภัณฑ์ภาครัฐ พ.ศ. 2560 และนําครุภัณฑ์บางรายการไปใช้โดยไม่ทำการตรวจรับและไม่ชําระเงิน ต่อมาจําเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาตรวจรับครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์และการแพทย์โดยจําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ตรวจรับครุภัณฑ์บางรายการและเบิกจ่ายเงินให้โจทก์แล้ว แต่ไม่ตรวจรับครุภัณฑ์ 3 รายการ โดยให้เหตุผลว่าคุณลักษณะไม่ถูกต้องตามสัญญา โจทก์มีหนังสือชี้แจงแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยไม่ยอมตรวจรับครุภัณฑ์ดังกล่าว ต่อมาจําเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญา และมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้ทิ้งงาน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จําเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ไม่มีสิทธิยึดหลักประกัน และไม่มีสิทธิแจ้งขึ้นบัญชีว่าโจทก์เป็นผู้ทิ้งงาน ขอให้จําเลยทั้งสี่ร่วมกันชําระค่าเสียหายเป็นเงินค่าครุภัณฑ์ 3 รายการที่ไม่ตรวจรับ ให้จําเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการจ่ายเงินล่าช้า และให้จําเลยที่ 1 คืนเงินค้ำประกันสัญญา และยกเลิกคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งงาน

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดศรีสะเกษเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการซื้อขายครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์และการแพทย์ระหว่างโจทก์และจําเลยทั้งสี่เป็นข้อเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง ส่วนคําขอที่โจทก์ขอให้จําเลยที่ 1 ยกเลิกคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งงาน เป็นคำฟ้องคําขอต่อเนื่องมาจากคําขอหลักในเรื่องสัญญาซื้อขาย ศาลยุติธรรมจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเช่นกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า เฉพาะคำฟ้องในส่วนที่โจทก์ขอให้จําเลยที่ 1 ยกเลิกคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งงานเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อหานี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีเจตนาให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญา ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดจงใจไม่ตรวจรับครุภัณฑ์ ตรวจรับครุภัณฑ์ล่าช้า และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค้ำประกันสัญญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา โดยที่ศาลยุติธรรมและศาลปกครองมีความเห็นพ้องกันว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางแพ่ง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้โจทก์เป็นผู้ทิ้งงานเป็นเพียงคำขอที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งจึงเป็นประเด็นเกี่ยวพัน และควรได้รับการพิจารณาในศาลระบบเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2568
#718358
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นางสาว ศ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลศาลากลาง ที่ 2 เทศบาลตำบลศาลากลาง ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ได้กรรมสิทธิ์มาโดยการรับโอนมรดก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ขอแบ่งที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์คิดเป็นจำนวนเนื้อที่ 84.7 ตารางวา ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ให้ความยินยอม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ขออนุญาตใช้ที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีบริเวณที่ติดกับแนวถนนเพื่อก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารเป็นการชั่วคราว ต่อมาผู้ฟ้องคดีประสงค์จะใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในที่ดินดังกล่าว จึงมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รื้อถอนศาลาพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีหนังสือแจ้งผลการหารือกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นว่า เป็นเรื่องที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเดิมได้มีการอุทิศให้เพื่อก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสาร ผู้ฟ้องคดีจะขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รื้อถอนศาลาที่พักผู้โดยสารออก ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีแล้วและได้แจ้งต่อผู้ฟ้องคดีว่า ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รื้อถอนศาลาพิพาทออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดเลขที่ 47424

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า เจ้าของที่ดินเดิมมีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นที่ตั้งของศาลาที่พักผู้โดยสารเป็นการถาวรมิใช่อนุญาตให้เพียงชั่วคราว ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304 (2) ตามเจตนาอุทิศของเจ้าของที่ดิน ถึงแม้ภายหลังจะมีการโอนมรดกในที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงไม่ต้องรื้อถอนศาลาพิพาท การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทที่โต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า การดำเนินการก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่รื้อถอนศาลาพิพาทเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่า กรณีเป็นการใช้สิทธิโดยอาศัยอำนาจในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ขับไล่จำเลยทั้งสามให้ออกไปจากที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยทั้งสามให้การแก้ฟ้องว่า เจ้าของที่ดินเดิมแสดงเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ใช้เป็นศาลาที่พักผู้โดยสาร และจำเลยที่ 3 ได้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นที่ปลูกสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารมาโดยตลอด ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกันซึ่งอยู่อำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่จะต้องดูแลบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์ จึงเป็นการต่อสู้โดยกล่าวแก้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกัน อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ดังนี้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แล้วจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีอำนาจเข้าไปก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารบริเวณที่พิพาทได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ศ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ