การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน
แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวโดยทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ ซึ่งการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติอันผิดทำนองคลองธรรมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาแต่ความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไป
แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อนแล้ว จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง
สัญญาจ้างเดิมระหว่างโจทก์กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน อ. สิ้นสุดไปตามหนังสือลาออกของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2561 แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า การที่โจทก์ยื่นหนังสือลาออกและได้รับเงินด้วยไมตรีจิต แม้โจทก์จะกลับมาทำงานกับบริษัทเดิม ในเวลาต่อมานั้น ก็ถือเป็นการออกจากงานตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) แล้ว โจทก์ได้รับเงินจำนวน 16,344,650 บาท จากนายจ้าง เนื่องจากโจทก์ลาออกจากงานตามสัญญาจ้างเดิมด้วยความสมัครใจ มิใช่การเลิกจ้างที่จะเป็นเหตุให้ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ตาม ข้อ 1 (ค) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ แต่ถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวนแตกต่างไปจากวิธีการตาม (ก) ตามข้อ 1 (ง) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ โจทก์จึงสามารถนำเงินได้จำนวนดังกล่าวไปใช้สิทธิเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 48 (5) แต่เงินได้ตามข้อ 1 (ง) ดังกล่าว จะใช้สิทธิเสียภาษีในกรณีนี้ได้เพียงเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ตามข้อ 3 (2) วรรคสอง ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) ฯ
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่จำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางไปจอดรอบนดอยผาหมี ซึ่งเป็นภูเขาและเป็นแนวชายแดนของราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แล้วรับคนต่างด้าวที่เพิ่งเดินลัดเลาะมาจากภูเขาฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามาในราชอาณาจักรไทย หลบหนีไปทันที แสดงให้เห็นถึงการติดต่อนัดหมายวางแผนกันกับคนต่างด้าวไว้เป็นอย่างดีมาก่อน โดยจำเลยไปรอคอยและใช้รถยนต์เก๋งในการพาคนต่างด้าวหลบหนีเพื่อให้เกิดความสะดวกในการกระทำความผิด ทำให้การลักลอบนำพาคนต่างด้าวหลบหนีมีความแนบเนียนเสมือนเป็นการโดยสารรถยนต์ทั่วไป เพื่อให้พ้นการจับกุม พฤติการณ์ในการใช้รถยนต์เก๋งของกลางของจำเลยในขณะกระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ใช่เป็นเพียงใช้เป็นพาหนะโดยสารโดยทั่วไป หากแต่เป็นการใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อันควรริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) เพื่อไม่ให้จำเลยมีโอกาสใช้ทรัพย์ในการกระทำความผิดเช่นเดียวกันนั้นได้อีก และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่จำเลยใช้รถยนต์เก๋งของกลางไปจอดรอบนดอยผาหมี ซึ่งเป็นภูเขาและเป็นแนวชายแดนของราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา แล้วรับคนต่างด้าวที่เพิ่งเดินลัดเลาะมาจากภูเขาฝั่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามาในราชอาณาจักรไทย หลบหนีไปทันที แสดงให้เห็นถึงการติดต่อนัดหมายวางแผนกันกับคนต่างด้าวไว้เป็นอย่างดีมาก่อน โดยจำเลยไปรอคอยและใช้รถยนต์เก๋งในการพาคนต่างด้าวหลบหนีเพื่อให้เกิดความสะดวกในการกระทำความผิด ทำให้การลักลอบนำพาคนต่างด้าวหลบหนีมีความแนบเนียนเสมือนเป็นการโดยสารรถยนต์ทั่วไป เพื่อให้พ้นการจับกุม พฤติการณ์ในการใช้รถยนต์เก๋งของกลางของจำเลยในขณะกระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ใช่เป็นเพียงใช้เป็นพาหนะโดยสารโดยทั่วไป หากแต่เป็นการใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง อันควรริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) เพื่อไม่ให้จำเลยมีโอกาสใช้ทรัพย์ในการกระทำความผิดเช่นเดียวกันนั้นได้อีก และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ที่คิดกระทำความผิดเช่นเดียวกันนี้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการนอกจากจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว ยังต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 และมาตรา 93 (ที่ใช้บังคับในขณะนั้น) ทั้งคำสั่งลงโทษทางวินัยเป็นคำสั่งทางปกครอง ผู้บังคับบัญชาย่อมสามารถเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งนั้นได้ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50
ธ. ถูกลงโทษทางวินัยให้ปลดออกจากราชการ เมื่อต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนและวินิจฉัยว่า ธ. กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แล้วมีมติว่าการกระทำของ ธ. มีมูลความผิดทางอาญา และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เช่นนี้ กระบวนการดำเนินการลงโทษทางวินัยของ ธ. จึงยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ย่อมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงโดยเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้ปลดออกจากราชการแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไล่ออกจากราชการได้
ธ. กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และโจทก์พิจารณาว่าจะต้องลงโทษถึงไล่ออกจากราชการ ซึ่ง ธ. จะไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญรวมถึงเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน เมื่อ ธ. ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัยเรื่องกระทำผิดวินัย ทายาทของ ธ. จึงไม่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดรวมถึงประโยชน์จากเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกันตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางวินัยว่า ธ. กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กระบวนการดำเนินการลงโทษทางวินัยของ ธ. จึงยังไม่เสร็จสิ้นเพราะโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้บังคับบัญชา ธ. จำต้องถือตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงต้องเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยเดิมที่ให้ปลด ธ. ออกจากราชการ เป็นลงโทษไล่ ธ. ออกจากราชการ ทั้งนี้ ตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ว 234 ในเรื่องการลงโทษผู้กระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งควรลงโทษเป็นไล่ออกจากราชการ และคำสั่งลงโทษทางวินัยของโจทก์เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งคำสั่งทางปกครองที่สั่งโดยผู้บังคับบัญชาหากไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสม ผู้บังคับบัญชาย่อมสามารถเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งลงโทษทางวินัยนั้นเองได้ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แม้มิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงที่ผู้ร้องอาจร้องขอให้แต่งตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 73 แต่ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการเพียงคนเดียวที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้านที่ 1 การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องโทษจำคุกย่อมทำให้บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนได้ ทั้งการเป็นกรรมการเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่กรรมการต้องกระทำด้วยตนเองไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนตนในฐานะกรรมการบริษัทได้ เมื่อไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยตามมาตรา 4 วรรคสอง และเห็นได้ว่ามาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เพราะการที่กรรมการบริษัทต้องโทษจำคุกไม่สามารถทำหน้าที่ผู้แทนนิติบุคคลอาจมีผลเช่นเดียวกับตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง จึงแต่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมเมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แม้มิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงที่ผู้ร้องอาจร้องขอให้แต่งตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 73 แต่ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นกรรมการเพียงคนเดียวที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้านที่ 1 การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องโทษจำคุกย่อมทำให้บริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนได้ ทั้งการเป็นกรรมการเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่กรรมการต้องกระทำด้วยตนเอง ไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนตนในฐานะกรรมการบริษัทได้ แต่เมื่อไม่มีกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยตามมาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เพราะการที่กรรมการบริษัทต้องโทษจำคุกไม่สามารถทำหน้าที่ผู้แทนนิติบุคคลอาจมีผลเช่นเดียวกับตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลง จึงแต่งตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้แทนชั่วคราวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 แทนผู้คัดค้านที่ 2
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า บริษัทดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า และความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 บริษัท ค. โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นคนละนิติบุคคลกันและเป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 4, 5, 6, 30 และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวต้องเป็นผู้เสียหายในความผิดอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 44/1
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมกรณีพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษเป็นสามเท่าเช่นเดียวกันซึ่งโทษตาม ป.ยาเสพติด เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติให้ การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตาม มาตรา 10 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยเฉพาะในส่วนที่เป็นคุณไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมกรณีพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษเป็นสามเท่าเช่นเดียวกันซึ่งโทษตาม ป.ยาเสพติด เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติให้ การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตาม มาตรา 10 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยเฉพาะในส่วนที่เป็นคุณไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ และค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงถามทรัพย์คืนจากจำเลยในระหว่างที่จำเลยบังคับคดีนำทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ไปเก็บรักษาเป็นการเรียกร้องเอาค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิด มีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะซึ่งต้องใช้อายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ดังที่โจทก์ฎีกา
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์แถลงนำยึดทรัพย์ของจำเลยรวมทั้งที่ดินพิพาท ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดประกาศยึดทรัพย์ ณ ที่ตั้งทรัพย์ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการอย่างใดหลังจากนั้นอีก จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทโดยแสดงให้เห็นประจักษ์โดยการปิดประกาศไว้ที่ทรัพย์นั้นว่าได้มีการยึดทรัพย์นั้นแล้ว ดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 312 (2) ตั้งแต่เมื่อใด เมื่อผู้ร้องเพิ่งทราบว่า เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทไว้ตามหมายบังคับคดีในคดีนี้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องไปยื่นเรื่องต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นชื่อผู้ร้อง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 ซึ่งพ้นระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดที่ดินพิพาทไว้แล้วก็ตาม แต่พฤติการณ์ในคดีนี้ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทที่ยึดไว้ในคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 วรรคหนึ่ง
ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แล้ว แม้ผู้ร้องจะยังไม่ได้จดทะเบียนโอนที่ดินมาเป็นของผู้ร้อง ก็ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญตามคำพิพากษาจะบังคับคดีให้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ร้องหาได้ไม่
ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ แม้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสามล้มละลายจนศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามล้มละลายและต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับการปลดจากล้มละลายมีผลให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลาย แต่สำหรับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 อันเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย รวมทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องจึงอาจดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ซึ่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ อันทำให้ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามได้ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 แม้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสามล้มละลายจนศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย และต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับการปลดจากล้มละลายอันมีผลให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลาย แต่สำหรับทรัพย์สินทั้งหลายอันจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย และทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายจนถึงเวลาปลดจากล้มละลาย ยังคงถือว่าเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย รวมทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องจึงอาจดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ซึ่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ขอรับชำระหนี้ไว้แล้วตามบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ร้องจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ได้ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองอยู่ไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามมาตรา 1305 และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) และจำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทอยู่บนที่ดินอันเป็นทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ตาม แต่จำเลยเป็นเจ้าของบ้านพิพาท จึงย่อมมีสิทธิยึดถือและใช้สอยบ้านพิพาทสามารถยกการครอบครองใช้ยันราษฎรด้วยกันได้ มีสิทธิขัดขวามมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาทโดยมิชอบ รวมทั้งมีสิทธิจำหน่ายบ้านพิพาทในสถานะเดียวกับเจ้าของ เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองดังกล่าวขึ้นอ้างต่อสู้รัฐเท่านั้น ดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับดี ไม่มีเหตุที่จะถอนการยึดบ้านพิพาท
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองอยู่ไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามมาตรา 1305 และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) และจำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทอยู่บนที่ดินอันเป็นทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ตาม แต่จำเลยเบิกความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้เท่ากับจำเลยยอมรับว่าเป็นเจ้าของบ้านพิพาท จำเลยจึงย่อมมีสิทธิยึดถือและใช้สอยบ้านพิพาท สามารถยกการครอบครองใช้ยันราษฎรด้วยกันได้ กับมีสิทธิขัดขวามมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาทโดยมิชอบ รวมทั้งมีสิทธิจำหน่ายบ้านพิพาทในสถานะเดียวกับเจ้าของ เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองดังกล่าวขึ้นอ้างต่อสู้รัฐเท่านั้น ดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับดี ไม่มีเหตุที่จะถอนการยึดบ้านพิพาทได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองหรืออยู่อาศัยไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นทรัพย์สินที่โอนแก่กันไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทอยู่บนที่ดินดังกล่าวและอ้างว่าเป็นของตน เท่ากับจำเลยยอมรับว่าตนเองเป็นเจ้าของบ้านพิพาท จำเลยย่อมมีสิทธิยึดถือ ใช้สอยบ้านพิพาทและสามารถยกการครอบครองขึ้นยันราษฎรด้วยกันได้ กับมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาทโดยมิชอบ รวมทั้งมีสิทธิจำหน่ายบ้านพิพาทในสถานะเดียวกับเจ้าของ เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองดังกล่าวขึ้นอ้างต่อสู้รัฐเท่านั้น ดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ไม่มีเหตุที่จะถอนการยึดบ้านพิพาทได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมปรากฏตามคำเบิกความของร้อยตำรวจโทหญิง ก. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อ ว่า หลังจากโจทก์ร่วมเข้าแจ้งความต่อพยานให้ดำเนินคดีแก่ ท. และจำเลยทั้งหกกับพวก พยานสอบปากคำโจทก์ร่วมและรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ท. กระทำความผิดข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ส่วนจำเลยทั้งหกกับพวกกระทำความผิดข้อหาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ท. และจำเลยทั้งหกเข้ามอบตัวต่อพยาน พยานจึงแจ้งข้อหา ท. ว่า พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย และแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งหกว่า ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จากการสอบสวนพยานเชื่อว่าการที่ ท. ไปรับตัวโจทก์ร่วมมาจากมูลนิธิสว่างพุทธธรรมสถานไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งหก คำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวประกอบการแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีแก่ ท. และจำเลยทั้งหก เห็นได้ว่า ท. และจำเลยทั้งหกไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร่วมกัน แต่กระทำความผิดต่างคราวและต่างเจตนาแยกต่างหากจากกัน ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ว่า เหตุเกิดที่ตำบลหนองสังข์ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ไม่ได้บรรยายว่าเหตุเกิดที่ตำบลช่องสามหมอ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เกี่ยวพันกันด้วยแต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งหกจึงไม่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในหลายท้องที่ ทั้งกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) และ (4) เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งหกถูกฟ้องว่าร่วมกันกระทำความผิดในกระท่อมนาที่เกิดเหตุ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองแต้ ตำบลหนองสังข์ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์จึงเป็นผู้มีอำนาจสอบสวน การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมตามคำเบิกความของพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อ พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำโจทก์ร่วมและรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ท. กระทำความผิดข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ส่วนจำเลยทั้งหกกับพวกกระทำความผิดข้อหาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ ไม่สามารถขัดขืนได้ อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง การที่ ท. ไปรับตัวโจทก์ร่วมมาไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งหก ตามคำเบิกความดังกล่าวประกอบการแจ้งข้อหาและดำเนินคดีแก่ ท. และจำเลยทั้งหก เห็นได้ว่า ท. และจำเลยทั้งหกไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดร่วมกัน แต่กระทำความผิดต่างคราวและต่างเจตนาแยกต่างหากจากกัน ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ว่าเหตุเกิดที่ตำบลหนองสังข์ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ โดยไม่ได้บรรยายว่าเหตุเกิดที่ตำบลช่องสามหมอ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เกี่ยวพันกันด้วยแต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งหกจึงไม่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในหลายท้องที่ ทั้งกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) และ (4) เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งหกถูกฟ้องว่าร่วมกันกระทำความผิดในกระท่อมนาที่เกิดเหตุ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองแต้ ตำบลหนองสังข์ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจการสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองสังข์จึงเป็นผู้มีอำนาจสอบสวนการที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก้งคร้อเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม