การขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานกระทำความผิดไม่เข็ดหลาบต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 159 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คือ โจทก์ต้องกล่าวมาในฟ้อง ถ้ามิได้ขอเพิ่มโทษมาในฟ้อง ก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จะยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้อง เมื่อศาลเห็นสมควรจะอนุญาตก็ได้ แม้คดีนี้โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานกระทำความผิดไม่เข็ดหลาบ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เพิ่งได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีก่อนของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 635/2557 ของศาลชั้นต้น และพ้นโทษเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2559 แล้วมากระทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องฉบับวันที่ 19 ตุลาคม 2564 เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาเพิ่มโทษแก่จำเลย โดยแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นไฟล์ประเภท PDF/A "คำร้องขอแก้ไขฟ้อง ช., pdf" มีขนาดไฟล์ไม่เกินข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความ และเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2560 แล้วจัดส่งทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์เข้ากลุ่มไลน์ที่ศาลชั้นต้นสร้างขึ้น ใช้ชื่อกลุ่ม "ฟ้องอัยการ" แทนการยื่นต้นฉบับและสำเนาต่อศาล อันเป็นแนวทางการประสานงานระหว่างพนักงานอัยการกับศาลชั้นต้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยโจทก์ได้จัดส่งคำร้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 เวลา 15.30 นาฬิกา แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 จะไม่ปรากฏว่ามีการจัดทำสิ่งพิมพ์คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องออกจากระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเข้าสู่สำนวนคดี แต่โจทก์ก็มีหลักฐานมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องผ่านทางระบบแอปพลิเคชันไลน์ อันเป็นการปฏิบัติตามแนวทางของศาลชั้นต้นในการติดต่อประสานงาน การยื่น ส่ง และรับเอกสารในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สอดคล้องกับคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับแนวปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ฉบับที่ 2 ที่ให้ศาลส่งเสริมคู่ความในการยื่น ส่ง และรับคำฟ้อง คำให้การ คำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการเดินทางมาศาล และติดต่อราชการของประชาชน และเป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ข้อ 3 และประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2562 แล้ว ดังนี้ ต้องถือว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องเพื่อให้ศาลเพิ่มโทษจำเลยเข้ามาโดยชอบตามบทบัญญัติข้างต้นแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะหลงลืมไม่ได้จัดพิมพ์คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าวเข้าสู่สำนวน และยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้องอันเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน และหลังจากพ้นโทษแล้วมากระทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันที่พ้นโทษ ซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน อีกทั้งในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็ไม่ได้แก้อุทธรณ์โต้เถียงในข้อนี้ จึงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุกในคดีดังกล่าวมาก่อน และกระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษจริง ดังนั้น แม้กระบวนพิจารณาในส่วนนี้ของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะพิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด ฯ มาตรา 3 ก็ตาม แต่บทบัญญัตินี้มิได้บังคับให้ศาลอุทธรณ์ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและพิพากษาใหม่ทุกคดีเสมอไป เนื่องจากกฎหมายใช้คำว่า "ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจำเป็น..." เท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้เพิ่มโทษจำเลยเข้ามาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และกรณีมีเหตุต้องเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายจริง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นเป็นการจำเป็นที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและพิพากษาใหม่ โดยใช้อำนาจของศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มโทษจำเลยไปเสียทีเดียว อันเป็นการอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องโดยปริยายนั่นเอง จึงไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด และทำให้คดีเสร็จไปโดยรวดเร็วอีกด้วย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 43 โจทก์ ยื่นฟ้อง จ่าสิบเอก ว. จำเลย ว่าจำเลยเป็นนายทหารประทวนประจำการ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 15 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5 กองพลทหารราบที่ 5 กองทัพภาคที่ 4 กองทัพบก ได้กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2565 เวลากลางคืน จำเลยพกพาอาวุธปืนพกจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนจำนวน 6 นัด ติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร จำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ต่อมา จำเลยใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวยิงนาย อ. โดยมีเจตนาฆ่า จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดดังกล่าวไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล แต่ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371, 376 ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลางจำเลยให้การปฏิเสธ
ก่อนมีคำพิพากษา ศาลมณฑลทหารบกที่ 43 เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (1) จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลมณฑลทหารบกที่ 43 เห็นว่า ข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังได้ว่า ผู้เสียหายได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง ดำเนินคดีกับจำเลยในข้อหาพยายามฆ่า และจำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์ผู้เสียหายต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรทุ่งสงในข้อหาทำร้ายร่างกาย และได้มีการดำเนินคดีต่อศาล จึงเป็นกรณีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามมาตรา 14 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498
ศาลจังหวัดทุ่งสงเห็นว่า แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบว่าจำเลยกับผู้เสียหายมีการทะเลาะวิวาท ก็เป็นเรื่องเนื้อหาของคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องผู้เสียหายซึ่งเป็นพลเรือนเข้ามาเป็นจำเลยในคดีนี้หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมในมูลเหตุเดียวกัน กรณีจึงไม่ใช่คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา 14 (1) (2) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13 บัญญัติว่า ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญาในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายในการที่ให้มีศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือนก็เพื่อให้บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่กระทำความผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญาต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีในอำนาจของศาลทหาร เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกครองบังคับบัญชาและส่งเสริมอำนาจของผู้บังคับบัญชาทหาร อันเป็นการยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด และเป็นการยกเว้นอำนาจศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือนไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด โดยศาลยุติธรรมจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดก็เฉพาะแต่กรณีที่ได้กระทำผิดด้วยกันกับพลเรือน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน ตามมาตรา 14 (1) และ (2) หรือกรณีตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 เมื่อคดีนี้ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 43 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการ ว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 และประมวลกฎหมายอาญา โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกับผู้เสียหายกระทำผิด อันจะเข้าลักษณะคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันตามมาตรา 14 (1) แม้ระหว่างพิจารณาคดีจะปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า จำเลยกับผู้เสียหายมีการทะเลาะวิวาทก็เป็นเรื่องเนื้อหาของคดี และแม้ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาของศาลมณฑลทหารบกที่ 43 ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายในข้อหาทำร้ายร่างกายก็ตาม แต่ก็เป็นเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ และเป็นการกระทำของผู้กระทำคนละฝ่ายกัน กรณีจึงมิใช่คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา 14 (2) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ดังนั้น เมื่อคดีนี้เป็นคดีตามมาตรา 14 (1) (2) ดังวินิจฉัยแล้ว จึงอยู่ในอำนาจของศาลทหารตามมาตรา 13 และ 16 (3) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498
คดีนี้ นางสาว ส. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่ 1 เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นคดีของศาลปกครอง ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำให้การว่าผลิตภัณฑ์พิพาทในคดีดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้เปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดและมิได้มีการกันเงินสินบนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้แจ้งความนำจับ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อสอบถามรายชื่อผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ยกเว้นผลิตภัณฑ์ในคดีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดแล้ว แต่มิได้กันเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้ฟ้องคดี จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งว่าหากผู้ฟ้องคดีประสงค์จะทราบรายชื่อผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดแล้ว แต่ยังมิได้กันเงินสินบนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ประสงค์จะตรวจสอบเพื่อที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะได้ดำเนินการตรวจสอบและแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบต่อไป ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่มีเหตุผลและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังมิได้ตอบข้อสอบถามให้ตรงกับประเด็นคำถามตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งรายชื่อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีการเปรียบเทียบปรับ แต่ยังไม่ได้กันเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้ฟ้องคดี (ถ้ามี) กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองตอบคำถามตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ให้ชัดแจ้ง
ก่อนมีคำพิพากษา ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยไม่แจ้งผลการดำเนินการกรณีผู้ฟ้องคดีมีหนังสือสอบถามรายชื่อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความนำจับและประสงค์เงินสินบนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดแล้ว แต่ไม่ได้มีการกันเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลจังหวัดนนทบุรีว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรอันเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉยไม่ตอบคำถามของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือสอบถาม ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งรายชื่อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปรียบเทียบปรับแล้ว แต่ยังไม่ได้กันเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 จะเป็นกฎหมายที่มีบทกำหนดความผิดและโทษทางอาญา แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของผู้ฟ้องคดีเป็นไปเพื่อการตรวจสอบการดำเนินการทั่วไปของฝ่ายปกครอง อันเป็นการใช้อำนาจในทางปกครอง มิใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการตรวจสอบและดำเนินการอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญากรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายอันจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ บริษัท ท. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลย สรุปความได้ว่า โจทก์กับจำเลยได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า (รถแก้กระแสไฟฟ้าติดกระเช้า) จำนวน 100 คัน กำหนดส่งมอบเป็น 2 งวด งวดละ 50 คัน ขณะทำสัญญาโจทก์ได้นำหนังสือสัญญาค้ำประกันมอบให้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ภายหลังทำสัญญาโจทก์และจำเลยได้ตกลงแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยครบถ้วนแต่เกินกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ จำเลยได้ตรวจรับสินค้าดังกล่าวและชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ โดยหักเงินค่าสินค้าเป็นค่าปรับไว้ แต่ภายหลังจำเลยได้พิจารณางดค่าปรับและคืนเงินค่าปรับให้แก่โจทก์บางส่วน โจทก์เห็นว่าการที่โจทก์ส่งมอบสินค้าเกินกำหนดระยะเวลาส่งมอบมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิปรับโจทก์ ความล่าช้ามิได้เกิดจากความผิดของโจทก์ จําเลยไม่เคยแจ้งข้อเรียกร้องให้โจทก์ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้ง และไม่เคยสงวนสิทธิที่จะเอาค่าปรับจากโจทก์ อันเป็นเงื่อนไขที่กําหนดให้จำเลยจะต้องดำเนินการก่อนที่จะปรับโจทก์ สัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยคืนเงินค่าปรับและค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
ระหว่างพิจารณาศาลแพ่งเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า ระหว่างโจทก์กับจำเลยถือเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยให้บรรลุผลมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นเพียงการจัดซื้อครุภัณฑ์เพื่อนำมาใช้ในงานของจำเลยมิได้มีวัตถุประสงค์ให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพ.ศ. 2503 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องตามสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า (รถแก้กระแสไฟฟ้าติดกระเช้า) จำนวน 100 คันเป็นเพียงสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการอำนวยความสะดวกให้แก่การดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีโดยสัญญามีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบครุภัณฑ์รถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า จำนวน 100 คัน ตามรายละเอียดคุณลักษณะที่ระบุในสัญญา โดยโจทก์มีหน้าที่ชำระเงินเมื่อได้รับมอบสินค้าและจำเลยมีหน้าที่ส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงซื้อขายให้ครบถ้วนตามสัญญา ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อมุ่งผูกพันตนกับผู้ขายซึ่งเป็นเอกชนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ทั้งไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงหรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาย ว. โจทก์ ยื่นฟ้อง นางสาว ช. ที่ 1 นาย ค. ที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 3 จำเลย อ้างว่า โจทก์สมัครรับเลือกตั้งและได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่วง ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านว่าการเลือกตั้งดังกล่าวมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือมีการกระทำเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งมอบสิ่งของแก่บุคคล เป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 3 ทำการไต่สวน และจำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้าน (โจทก์) หยุดปฏิบัติหน้าที่ ให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่วงใหม่แทนผู้คัดค้านกับเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านเป็นเวลาสิบปี และให้ผู้คัดค้านรับผิดในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลไผ่วง แต่ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้ยกคำร้องจำเลยทั้งสามเอาความเท็จไปร้องโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงได้รับทุกขเวทนาและเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จําเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกับชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์
จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดอ่างทองเห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 ดำเนินการไต่สวนเรื่องที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร้องเรียนว่าโจทก์กระทำการเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และจำเลยที่ 3 ได้วินิจฉัยและสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์ และได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ยกคำร้องทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองสุพรรณบุรีเห็นว่า เป็นคดีละเมิดอันสืบเนื่องมาจากคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ การพิจารณาความรับผิดจึงต้องได้รับการพิจารณาโดยระบบศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน และจําเลยที่ 3 เป็นคณะบุคคลซึ่งมีกฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่งหรือมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคลตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 จําเลยที่ 3 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดสืบเนื่องมาจากการจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร้องเรียนว่าโจทก์กระทำการเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และจำเลยที่ 3 ได้ไต่สวนและมีมติว่าโจทก์ได้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (1) และได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามมาตรา 108 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีละเมิดอันสืบเนื่องจากคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง และวรรคหก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 108 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 แม้การใช้อำนาจของจำเลยที่ 3 มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่ก็สืบเนื่องมาจากมูลเหตุคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ควรพิจารณา โดยระบบศาลเดียวกัน ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชนและจำเลยที่ 3 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สาขาวานรนิวาส จำเลยที่ 3 อ้างว่า โจทก์นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 110 ซึ่งโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ ไปขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สาขาวานรนิวาส ในวันรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนด จำเลยที่ 1 คัดค้านว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำชี้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 106 ก่อนถึงวันนัดสอบสวนเปรียบเทียบ จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มาให้ถ้อยคำ ในวันสอบสวนเปรียบเทียบ จำเลยที่ 2 คัดค้านการรังวัดของโจทก์ จำเลยที่ 3 มีคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 เพิกถอนคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบแล้วออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์
ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การสรุปได้ว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) เลขที่ 110 ที่โจทก์นำมายื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดินไม่ใช่ที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทที่โจทก์ได้นำชี้ แต่เป็นที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) เลขที่ 106 การที่จำเลยที่ 3 มีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดสว่างแดนดินพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ แล้วจึงจะพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองอุดรธานีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบของจำเลยที่ 3 ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นหลักแห่งคดีที่ศาลจะวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร สาขาวานรนิวาส จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งสอบสวนเปรียบเทียบการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 3 และเพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 ทำการสอบสวนเปรียบเทียบใหม่ให้ถูกต้องแล้วออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 คัดค้านว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์นำชี้รังวัดขอออกโฉนดที่ดินอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 106 คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 110 ที่โจทก์อ้างว่าตนเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์หรือเป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 106 อันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ 3 มีอำนาจตามมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน สอบสวนเปรียบเทียบและพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร แม้จำเลยที่ 3 เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า จึงมีคำสั่งไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ แต่เมื่อการวินิจฉัยสั่งการตามบทบัญญัตินี้เป็นกรณีการโต้แย้งสิทธิในที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าวบัญญัติให้ฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และทำการสอบสวนเปรียบเทียบใหม่ให้ถูกต้อง แล้วออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ 1 ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เนื้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ จึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นกรณีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาคุ้มครองและรับรองสิทธิในที่ดินของโจทก์ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลทัพหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยรับการให้จากนาง ป. เดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ท. โดยนาย ท. ได้จดทะเบียนแบ่งแยกในนามเดิมและจดทะเบียนที่ดินส่วนที่เหลือเป็นภาระจำยอม และนาย ท. ได้นำหินกรวดมาถมในที่ดินเป็นถนนกว้างประมาณ 3 เมตร เพื่อใช้เป็นทางสัญจรโดยเฉพาะสำหรับที่ดินที่จดทะเบียนภาระจำยอม รวมทั้งที่ดินที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง ซึ่งนาย ท. นาง ป. ผู้ฟ้องคดีและเจ้าของที่ดินทั้งเจ็ดแปลงดังกล่าวได้ใช้เป็นทางสัญจรเรื่อยมา เมื่อประมาณปี 2558 ผู้ถูกฟ้องคดีได้นำคอนกรีตมาเททับที่ดินเป็นแนวยาวจากถนนสาธารณประโยชน์เข้ามาด้านในทางสัญจรของที่ดินดังกล่าว โดยไม่ได้รับความยินยอมหรืออนุญาตเป็นหนังสือยกให้เป็นถนนสาธารณประโยชน์ ทั้งไม่เคยแจ้งให้นาง ป. ทราบ เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงพิพาทแล้ว ผู้ฟ้องคดีได้ทำการล้อมรั้วลวดหนามเพื่อแสดงเขตที่ดินดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับมีหนังสือแจ้งให้รื้อถอนเสาและรั้วออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าเป็นทางสาธารณะ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กบนที่ดินของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถนนคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ได้ก่อสร้างทั้งหมดและทำให้ที่ดินดังกล่าวกลับคืนสู่สภาพเดิมและชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ผู้ฟ้องคดีทำโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กซอยบ้านนายคำนวณถึงบ้านนายเคี้ยง หมู่ที่ 4 โดยเจ้าของที่ดินเดิมเป็นผู้ให้ความยินยอมและไม่มีผู้ใดคัดค้าน พฤติการณ์เป็นการอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายแล้ว การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้องค์การบริหารส่วนตำบลทัพหลวง ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นถนนคอนกรีตที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ไม่มีการสงวนสิทธิว่าเป็นทางส่วนบุคคลและไม่มีการหวงกัน ย่อมถือได้ว่าเจ้าของที่ดินมีพฤติการณ์อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยายแล้ว การก่อสร้างถนนพิพาทจึงไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องกองทัพบก จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเอกชนด้วยกันว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้มั่นคงปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสม จงใจหรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ และถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยการกล่าวและไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ด้วยการใส่ความและเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ต่อสาธารณชน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเสื่อมเสียเกียรติคุณ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การว่า มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์
จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ 1 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งมีนบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่เก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้มีความมั่นคงปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสม จงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำไปเผยแพร่ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้มั่นคงปลอดภัย แต่กลับจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้ข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ถูกนำไปเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คดีพิพาทในส่วนนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้กองทัพบก จำเลยที่ 1 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีซึ่งโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้มั่นคงปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสม จงใจหรือประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ และถูกจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยการกล่าวและไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ด้วยการใส่ความและเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ต่อสาธารณชน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงและเสื่อมเสียเกียรติคุณ การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง จึงเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป มิได้มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง ข้อพิพาทในส่วนนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนคำฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ บริษัท ช ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องการเคหะแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเรียกบริษัท อ เข้ามาเป็นผู้ร้องสอด อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากนาย ก ผู้เอาประกันภัย โดยเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 เวลาประมาณ 23.00 นาฬิกา ขณะนาย ก จอดรถยนต์ดังกล่าวไว้ที่บริเวณอาคารจอดรถชั้นใต้ดินตลาดสดห้วยขวางได้มีท่อน้ำประปาเหล็กที่ติดตั้งอยู่ใต้คานลานจอดรถหล่นลงมาใส่กระจกหน้ารถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้ โดยอาคารดังกล่าวมีผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลรับผิดชอบ และมีหน้าที่ดูแลรักษาทำนุบำรุง ปรับปรุงและพัฒนาบรรดาเคหะไม่ให้เสื่อมโทรม ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีสามารถใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่ละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลและบำรุงรักษาท่อประปาเหล็กดังกล่าวให้ดี เป็นเหตุให้ท่อประปาเหล็กหล่นลงมาใส่กระจกหน้ารถยนต์คันที่ผู้ฟ้องคดีรับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับประกันภัยได้นำรถยนต์เข้าซ่อมแซมและได้ชำระค่าซ่อมรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาไล่เบี้ยจากผู้ถูกฟ้องคดี และได้ติดตามทวงถามผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ขณะเกิดเหตุผู้ถูกฟ้องคดีมิได้เป็นผู้ครอบครองดูแลอาคารตลาดสดห้วยขวาง แต่ได้ส่งมอบอาคารให้กับผู้ร้องสอดซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลระบบสาธารณูปโภค ระบบสาธารณูปการ ระบบไฟฟ้า ระบบบำบัดน้ำเสีย การระบายน้ำในชุมชน การรักษาความสะอาดทางเท้า ถนน และระบบต่าง ๆ ทั้งหมดให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดีอยู่เสมอ และหากชำรุดเสียหายต้องแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นผู้ครอบครองอาคารตลาดสดห้วยขวางต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดี
ผู้ร้องสอดให้การว่า ได้รับจ้างบริหารอาคารตลาดสดห้วยขวางจากผู้ถูกฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ในทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กรณีจึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแขวงพระนครเหนือเห็นว่า หน้าที่ในการดูแลปรับปรุงรักษาและซ่อมแซมอาคารตลาดสดห้วยขวางเป็นหน้าที่ทั่วไปของการเคหะแห่งชาติเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และหากไม่ปฏิบัติแล้วจะถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง ตามนัยของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คำฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเมื่อผู้ร้องสอดที่ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเอกชน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา ของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ แม้การเคหะแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2537 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่หน้าที่ในการดูแลปรับปรุงรักษาและซ่อมแซมอาคารตลาดสดห้วยขวางเป็นหน้าที่ทั่วไปของการเคหะแห่งชาติเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติและหากไม่ปฏิบัติแล้วจะถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครอง ตามนัยของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คำฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเมื่อผู้ร้องสอด ที่ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดกับผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเอกชน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นางสาว พ. โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลจันอัด จำเลย อ้างว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ซึ่งเดิมนาง ต. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อประมาณปี 2542 กรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลจันอัดซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยได้ติดต่อขอเช่าพื้นที่บางส่วนบนที่ดินจากนาง ต. เพื่อก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำประปาโดยทำสัญญาเช่าด้วยวาจาและไม่มีกำหนดระยะเวลาให้เช่า ต่อมานาง ต. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่มารดาของโจทก์ และมารดาโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการยกให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามค่าเช่าค้างจ่ายจากจำเลยแต่จำเลยบ่ายเบี่ยง จากนั้นจำเลยนำแผ่นป้ายระบุข้อความทำนองว่า "พื้นที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามมิให้ผู้ใดขัดขวาง ผู้ใดฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย" ไปปิดบริเวณทางเข้าโรงผลิตน้ำประปาดังกล่าวอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ นอกจากนี้การตั้งแท็งก์น้ำประปาดังกล่าวยังส่งผลกระทบทำให้บริเวณโดยรอบซึ่งเป็นท้องนาไม่สามารถเพาะปลูกให้ผลผลิตได้ดี เนื่องจากสารคลอรีนจากน้ำประปาไหลลงไปทำลายข้าวในนาของโจทก์เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งบังคับจำเลยรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบที่ดินแปลงพิพาทคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและให้จำเลยชำระค่าเช่าคงค้าง และค่าเสียหายแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้าย และคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์
จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดนครราชสีมาเห็นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำละเมิดขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างการก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำประปาและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าเช่าค้างชำระที่ดินพิพาทและค่าเสียหายจากการก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำประปาบนที่ดินโจทก์ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลจันอัด จำเลย มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอ้างเหตุว่าจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์เพื่อก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำ แต่จำเลยให้การโต้แย้งว่าเจ้าของที่ดินพิพาทอุทิศให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการโต้แย้งว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท คดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่จำเลยโต้แย้งเขตอำนาจศาลอ้างว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเท่านั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์เพื่อก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปาและแท็งก์น้ำแล้วโจทก์ไม่ชำระค่าเช่าที่ดิน ลักษณะของข้อพิพาทตามฟ้องจึงเป็นเพียงสัญญาเช่าทรัพย์ทั่วไป มิได้มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง หรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอันจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และกรณีที่โจทก์อ้างว่าการก่อสร้างดังกล่าวทำให้ที่นาของโจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเพาะปลูกให้ผลผลิตได้ดี เนื่องจากสารคลอรีนในน้ำประปาไหลลงไปทำลายข้าวในนาของโจทก์ อันเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทำละเมิด เมื่อเป็นกรณีที่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวเนื่องกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงควรได้รับการพิจารณาโดยศาลในระบบเดียวกัน ซึ่งได้แก่ศาลยุติธรรม คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ นาย ธ. ที่ 1 นาย จ. ที่ 2 นาง ว. ที่ 3 โจทก์ ยื่นฟ้อง โรงพยาบาลสังขะ ที่ 1 สำนักงานธนารักษ์พื้นที่สุรินทร์ ที่ 2 นายอำเภอสังขะ ที่ 3 เทศบาลตำบลสังขะ ที่ 4 กระทรวงสาธารณสุข ที่ 5 และกระทรวงการคลัง ที่ 6 จำเลย ต่อมา ศาลจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ โดยโจทก์ทั้งสามอ้างว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8697 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 899 และโจทก์ที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 267 ได้รับความเสียหายจากกรณีที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ละเลยต่อหน้าที่ ไม่ดูแลทางสาธารณประโยชน์ ปล่อยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดของจำเลยที่ 5 กระทำละเมิดก่อสร้างรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและโรงเก็บของรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ ตามแนวเขตทิศใต้ของพื้นที่ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ทำให้โจทก์ทั้งสามไม่สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์เข้าไปในที่ดินของตนได้ โจทก์ทั้งสามได้ติดตามความคืบหน้ากรณีขอให้ตรวจสอบทางสาธารณประโยชน์มาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันรื้อถอนรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและโรงเก็บของ เฉพาะส่วนที่ก่อสร้างรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ที่ติดกับโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ของโจทก์ที่ 3 หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่รื้อถอนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้รื้อถอน โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสาม
จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดสุรินทร์พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ก่อสร้างรุกล้ำที่ดินโจทก์ และมิได้มีคำขอให้พิพากษาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า นายอำเภอสังขะ จำเลยที่ 3 เทศบาลตำบลสังขะ จำเลยที่ 4 กระทรวงสาธารณสุข จำเลยที่ 5 และกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 6 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโดยที่มาตรา 50 (2) (9) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 กำหนดให้เทศบาลตำบลมีอำนาจหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ กับมีหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของเทศบาล ทั้งมาตรา 122 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 บัญญัติให้นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์อื่นอันอยู่ในเขตอำเภอ ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นนายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ละเลยต่อหน้าที่ไม่ดูแลรักษาทางสาธารณประโยชน์ ปล่อยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่ 5 กระทำละเมิดก่อสร้างรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและโรงเก็บของรุกล้ำเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ ตามแนวเขตทิศใต้ของพื้นที่ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม ทำให้โจทก์ทั้งสามไม่สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์เข้าไปในที่ดินของตนได้ ทั้งไม่ได้รับแจ้งผลการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีจำเลยที่ 1 รุกล้ำทางสาธารณะ โดยมีคำขอให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันรื้อถอนรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กและโรงเก็บของ เฉพาะส่วนที่ก่อสร้างรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ที่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสาม รวมทั้งให้คืนพื้นที่ดังกล่าวในสภาพที่เรียบร้อย หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่รื้อถอน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้รื้อถอนโดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสาม กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ วัด พ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาด่านซ้าย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นวัด ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเริ่มก่อตั้งวัดเมื่อปี 2103 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี 2109 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2545 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ลย 0772 และเลขที่ ลย 0773 ระบุว่าเป็นป่าดงปีเลือดสาธารณะฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้มีการติดตามเพื่อขอให้เพิกถอน น.ส.ล. ทั้งสองแปลงดังกล่าวและขอให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉย ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ลย 0772 และเลขที่ ลย 0773 กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทั้งสองแปลงดังกล่าวให้เป็นของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แปลงเลขที่ ลย 0772 และเลขที่ ลย 0773 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังไม่ได้เพิกถอน น.ส.ล. ทั้งสองฉบับ เนื่องจากความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของที่ดินที่อ้างว่าเป็นที่ตั้งของวัด พ คดีพ้นกำหนดระยะเวลาฟ้องคดีแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองอุดรธานีเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรและการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 197 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลจังหวัดเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ 1 หรือไม่ จำต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีที่ 1 หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิในที่ดินซึ่งผู้ฟ้องคดีที่ 1 กล่าวอ้างว่า เป็นของตนและถูกผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองโต้แย้งสิทธิเป็นสำคัญ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเลย สาขาด่านซ้าย ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ ลย 0772 และเลขที่ ลย 0773 ที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และขอให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า การออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภท พลเมืองใช้ร่วมกัน จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) มาด้วย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 หรือที่ดินสาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้เอกชนยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดิน ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี โดยศาลมีคำสั่งให้เรียกนาย ร. เจ้าของที่ดินข้างเคียง เข้ามาเป็นผู้ร้องสอดฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และต่อมาได้กำหนดให้นาง ก. นาย ก. และนาย ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ร. เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แทนนาย ร. โดยสรุปคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีมีชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 226/72 ที่ออกให้แก่นาย ฉ. โดยซื้อที่ดินมาจากผู้ครอบครองเดิมและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาโดยตลอด ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยอาศัยหลักฐาน น.ส. 3 ดังกล่าว ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้นำเจ้าหน้าที่รังวัดที่ดิน แต่นาย ร. แสดงตนว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 57471 ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจสอบแล้วพบว่า นาย ร. มิได้นำเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินด้วยตนเองและไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดิน รวมทั้งการรับรองแนวเขตของผู้ปกครองท้องที่เป็นเท็จ ในการเดินสำรวจรังวัดเพื่อดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ร. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่มีหนังสือแจ้งให้เจ้าของที่ดินบริเวณข้างเคียงมาระวังชี้แนวเขต การออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไประวังชี้แนวเขตและรับรองแนวเขตที่ดิน กรณีนาย ร. ยื่นคำขอรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกในนามเดิม ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือโต้แย้งคัดค้านการรังวัดแบ่งแยกเนื่องจากรังวัดในที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 งดการรังวัดและดำเนินการสอบข้อเท็จจริงเพื่อเสนอเรื่องต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาใช้อำนาจตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ทำการเพิกถอนโฉนดเลขที่ 57471 ที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้รับหนังสือในวันเดียวกัน แต่จนถึงปัจจุบันผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยังไม่ดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทำการเพิกถอนโฉนดเลขที่ 57471
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ให้การทำนองเดียวกันว่า สำนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีและนาย ร. มาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่นาย ร. ไม่มาให้ถ้อยคำและมีหนังสือยืนยันว่าตนเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาจนถึงปัจจุบัน และอยู่ระหว่างการฟ้องคดีพิสูจน์สิทธิในที่ดินกับผู้ฟ้องคดี จากนั้นสำนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายนำพยานหลักฐานมาเพื่อทำการสอบสวนเปรียบเทียบ นาย ร. ไม่ประสงค์จะเปรียบเทียบและขอให้รอคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล ส่วนผู้ฟ้องคดีไม่มาพบเจ้าหน้าที่ จึงเป็นกรณีที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างโต้แย้งสิทธิในที่ดิน และคู่กรณีอ้างว่าได้นำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี และมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีและนาย ร. ทราบตามลำดับ ผู้ฟ้องคดีแจ้งว่า ได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และนาย ร. ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้รอเรื่องการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันใช้สิทธิทางศาล ควรรอผลการพิจารณาคดีของศาลที่จะมีคำพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดเสียก่อน จึงยังมิได้พิจารณาเรื่องเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า นาย ร. ซื้อที่ดินไม่มีหลักฐานทางทะเบียนและเข้าครอบครองทำประโยชน์มาโดยตลอด ในปี 2554 ได้ขอออกโฉนดที่ดินโดยเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดและเจ้าของที่ดินข้างเคียงรับรองแนวเขตโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านและออกเป็นโฉนดเลขที่ 57471 การออกเป็นโฉนดดังกล่าวได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยชอบทุกประการ ขอให้ยกฟ้อง
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยอ้างว่าโฉนดเลขที่ 57471 ที่ออกให้แก่นาย ร. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ทับซ้อนกับที่ดิน น.ส. 3 ของผู้ฟ้องคดีและออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติตามหน้าที่ในการเพิกถอนโฉนดของนาย ร. ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือ น.ส. 3 หรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ใดได้นั้น ต้องปรากฏว่าโฉนดที่ดินหรือ น.ส. 3 หรือรายการจดทะเบียนดังกล่าวออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า ผู้ฟ้องคดีและนาย ร. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยังโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ซึ่งหมายความว่าข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่า โฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีอันจะเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้อำนาจตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ และเมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 57471 ออกทับซ้อนกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของนาย ร. กรณีตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการฟ้องขอให้รับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินพิพาทว่าเป็นของตนมิใช่เป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้จัดการมรดกของนาย ม. โจทก์ ยื่นฟ้อง นายหรือพระ บ. ที่ 1 อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ 2 นิคมสร้างตนเองปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ที่ 3 ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ที่ 4 จำเลย ความว่า นาย ม. บิดาโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 586 เนื้อที่ประมาณ 18 ไร่ เมื่อรังวัดสอบเขตแล้วมีเนื้อที่ 42 ไร่ 9 ตารางวา นาย พ. บิดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 (น.ค.3) เลขที่ 4891 เนื้อที่ประมาณ 22 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา แต่ที่ดินที่นาย พ. ครอบครองจริงมีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่เศษ และที่ดินดังกล่าวอยู่ติดกับที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 ของบิดาโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกตลอดแนว นาย พ.บุกรุกเข้าไปไถและปลูกปอในที่ดินด้านตะวันตกของบิดาโจทก์ซึ่งเป็นที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 บางส่วนเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่เศษ บิดาโจทก์จึงฟ้องขับไล่นาย พ. และบริวารพร้อมเรียกค่าเสียหาย ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 38 ไร่ เป็นของบิดาโจทก์ ห้ามนาย พ. และบริวารเกี่ยวข้อง และให้ใช้ค่าเสียหายแก่บิดาโจทก์ ต่อมานาย พ. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทได้ตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยไม่เคยรุกล้ำเข้ามาในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 จนกระทั่งปี 2554 บิดาโจทก์นำรถไถเข้าไปไถในที่ดินพิพาทเพื่อปลูกมันสำปะหลัง แต่จำเลยที่ 1 กับนาง ร. เข้าห้ามมิให้ดำเนินการและอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินออกตามความในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 (น.ค.1) เลขที่ 38223 ของจำเลยที่ 1 ดังนั้น บิดาโจทก์จึงขอตรวจสอบสารบบความและระวางรูปแผนที่ที่ดิน น.ค.1 เลขที่ 38223 ทำให้ทราบว่า นาย พ. แจ้งให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำแทนจำเลยที่ 2 ออกหนังสือ น.ค.3 ในที่ดินของตน นาย พ. นำชี้ให้ช่างรังวัดของจำเลยที่ 3 รังวัดรุกล้ำเข้ามาในที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 ของบิดาโจทก์เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่เศษ เพื่อออกเป็น น.ค.3 โดยไม่ชอบ ในปี 2527 โดยจำเลยที่ 2 ออกหนังสือ น.ค.3 เลขที่ 4891 ทับที่ดินของบิดาโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ภายหลังนาย พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ทำเรื่องขอโอนมรดกที่ดิน ตาม น.ค.3 เลขที่ 4891 มาเป็นของตน เมื่อปี 2552 จำเลยที่ 2 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือ น.ค.1 เลขที่ 38223 ให้แก่จำเลยที่ 1 แทน น.ค.3 เลขที่ 4891 ฉบับเดิม ต่อมา บิดาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และนาง ร. ซึ่งศาลมีคำพิพากษาขับไล่จำเลยที่ 1 กับนาง ร. และบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องและให้รื้อถอนต้นยูคาลิปตัสออกจากที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว ภายหลังบิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินโดยใช้ ส.ค.1 เลขที่ 586 ยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาปราสาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจากที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 586 มีที่ดินตาม น.ค.1 เลขที่ 38223 เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ ออกทับอยู่ และแนะนำให้โจทก์ฟ้องเพิกถอนที่ดิน น.ค.1 เลขที่ 38223 ออกจากสารบบความที่ดินของจำเลยที่ 3 ต่อศาล โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เพิกถอนที่ดิน น.ค.1 เลขที่ 38223 ที่ออกทับซ้อนที่ดินของบิดาโจทก์ออกจากสารบบความที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ปฏิเสธไม่ยอมดำเนินการ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 น.ค.1 เลขที่ 38223 ของจำเลยที่ 1 ที่ออกทับที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 ของบิดาโจทก์ออกจากสารบบความ
จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า กรมประชาสงเคราะห์ได้ออก น.ค.3 ในที่ดินแปลงเลขที่ 245/120 เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ให้แก่นาย พ. บิดาจำเลยที่ 1 เมื่อนาย พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย พ. จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกนิคมได้รับสิทธิในที่ดินตาม น.ค.3 เลขที่ 4891 พร้อมทั้งได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน น.ค.1 เลขที่ 38223 เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา การออกหนังสือ น.ค.3 ให้แก่นาย พ. บิดาจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 ที่ดินที่นำมาจัดตั้งนิคมสร้างตนเองต้องเป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดได้กรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองตามกฎหมาย จึงต้องเป็นที่ดินของรัฐที่อนุญาตให้ราษฎรจับจองทำประโยชน์ ในขณะจัดตั้งนิคมสร้างตนเองปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โจทก์ไม่มีการแจ้งการครอบครองต่อนิคมสร้างตนเองปราสาทไว้ และหากมีการทับซ้อนกันจริงย่อมต้องมีการโต้แย้งกันในขณะนั้น การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ค.3) ของนาย พ. ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง
ศาลจังหวัดสุรินทร์เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่ออธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จำเลยที่ 2 นิคมสร้างตนเองปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำเลยที่ 3 ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำเลยที่ 4 เป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโจทก์ฟ้องอ้างว่าการที่จำเลยที่ 2 ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (น.ค.1) เลขที่ 38223 เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีเนื้อที่บางส่วนทับซ้อนกับที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 586 ของบิดาโจทก์ โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของบิดาโจทก์ พิพากษาให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ออกจากที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์มีหนังสือขอให้จำเลยทั้งสี่เพิกถอนหนังสือ น.ค.1 เลขที่ 38223 จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ปฏิเสธไม่ดำเนินการให้ จึงเป็นการฟ้องโต้แย้งคำสั่งปฏิเสธไม่เพิกถอนหนังสือ น.ค.1 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ทั้งคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของบิดาโจทก์ จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ กรณีเป็นการฟ้องขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งปฏิเสธไม่เพิกถอนหนังสือ น.ค.1 เลขที่ 38223 ว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องเอกชนด้วยกันเป็นจำเลยที่ 1 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นจำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์เป็นทายาทของนาย ผ. และเป็นผู้มีสิทธิได้รับการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินต่อจากนาย ผ. ซึ่งเป็นผู้ได้รับการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจากจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จในการยื่นคำขอเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและขอรับมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแปลงดังกล่าวของนาย ผ. แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิได้รับการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) เพียงผู้เดียว ทำให้โจทก์ต้องเสียสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและเสียสิทธิเป็นผู้มีชื่อในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) ขอให้ศาลเพิกถอนการโอนหรือตกทอดมรดกสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินและเป็นผู้มีชื่อในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) แปลงดังกล่าว
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การทำนองเดียวกันว่า การพิจารณาและอนุมัติให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโอนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิและพิสูจน์สิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้คำฟ้องของโจทก์ต้องการให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอนุญาตของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นกรม จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง และโดยที่พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ให้อำนาจแก่จำเลยที่ 2 ในการจัดสรรที่ดินมอบให้แก่เกษตรกรสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำการปฏิรูปที่ดิน โดยการปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งการได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของเอกชน การโอนและการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อันเป็นการแตกต่างจากการได้สิทธิในที่ดินของเอกชนและสิทธิแห่งทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายที่ดินและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การอนุมัติให้ได้รับการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินและออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ดังกล่าว เป็นการอนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับอนุญาต จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 เมื่อโจทก์ฟ้องอ้างว่า การอนุญาตดังกล่าวทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเสียสิทธิเข้าทำประโยชน์และมีชื่อในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) แปลงพิพาท ในฐานะทายาทของนาย ผ. อันเป็นการกล่าวอ้างว่า มติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีที่ได้พิจารณาอนุมัติให้สิทธิการเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) แปลงพิพาทให้ตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนาย ผ. แต่เพียงผู้เดียว ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของจำเลยที่ 2 โดยมีคำขอให้เพิกถอนการโอนหรือตกทอดมรดกสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์และเป็นผู้มีชื่อในหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) แปลงพิพาท คดีจึงมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า การอนุมัติการโอนหรือการตกทอดทางมรดกสิทธิการเข้าทำประโยชน์ และการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แปลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ บริษัท ค. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท น. กับพวกรวม 10 คน จำเลย อ้างว่า จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 8 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 9 เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 10 เป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ขอใบอนุญาตมีไว้ในครอบครองหรือใช้วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม - 137 จากจำเลยที่ 10 โดยจำเลยที่ 1 ได้ติดตั้งวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 ไว้ใช้ในโรงงานไฟฟ้าพลังไอน้ำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 จึงเป็นเจ้าของและมีไว้ในครอบครองซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายโดยสภาพ และมีหน้าที่ในการป้องกันควบคุมดูแลความปลอดภัยมิให้วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 หลุดออกไปจากการครอบครองดูแล ส่วนจำเลยที่ 10 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบและวิเคราะห์ความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์และรังสีวัสดุกัมมันตรังสี เครื่องกำเนิดรังสี กากกัมมันตรังสีและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้แล้ว จำเลยที่ 10 มีหน้าที่ต้องเข้าไปตรวจสอบและวิเคราะห์ความปลอดภัยของสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 ต่อมา วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม - 137 หายออกจากโรงงานของจำเลยที่ 1 ทำให้เกิดการรั่วไหล และแพร่กระจายไปยังแหล่งชุมชนและโรงงานของโจทก์ และผลจากการไม่เข้าไปตรวจสอบในโรงงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 10 ถือว่าจำเลยที่ 10 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดการรั่วไหลและแพร่กระจายของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสิบชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยที่ 10 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จำเลยที่ 10 เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นเอกชน ทำให้เกิดการรั่วไหลและแพร่กระจายของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม - 137 อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ไม่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องในส่วนที่ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 เป็นคดีพิพาทที่เอกชนฟ้องเอกชนให้รับผิดจากการกระทำละเมิด มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สำหรับคำฟ้องในส่วนของโจทก์และจำเลยที่ 10 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 เป็นเจ้าของและมีไว้ในครอบครองซึ่งทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายโดยสภาพและมีหน้าที่ในการป้องกันควบคุมดูแลความปลอดภัยมิให้วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 หลุดออกไปจากการครอบครองดูแล จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดการรั่วไหลและแพร่กระจายของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยที่ 10 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบและวิเคราะห์ความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์และรังสีวัสดุกัมมันตรังสี เครื่องกำเนิดรังสี กากกัมมันตรังสีและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้แล้ว จึงต้องเข้าไปตรวจสอบและวิเคราะห์ความปลอดภัยของสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 10 ไม่ได้ไปตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ และได้จัดทำรายงานเท็จเสนอต่อจำเลยที่ 10 ว่าได้ไปตรวจสถานที่ตั้งวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 ที่โรงงานของจำเลยที่ 1 แล้วพบว่ามีความมั่นคงปลอดภัย ต่อมา วัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม - 137 หายออกจากโรงงานของจำเลยที่ 1 ทำให้เกิดการรั่วไหล และแพร่กระจายไปยังแหล่งชุมชนและโรงงานของโจทก์ และผลจากการไม่เข้าไปตรวจสอบในโรงงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 10 ถือว่าจำเลยที่ 10 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 9 จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้เกิดการรั่วไหลและแพร่กระจายของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย
สำหรับคำฟ้องในส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 นั้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไม่โต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งตามคำฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกันเกี่ยวกับการกระทำละเมิดและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องนั้นแยกได้ต่างหากจากคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 10 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 10 ว่าเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองดังที่จำเลยที่ 10 โต้แย้งหรือไม่ เห็นว่า สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จำเลยที่ 10 เป็นส่วนราชการและเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 จำเลยที่ 10 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 มาตรา 17 และมาตรา 107 ประกอบกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 กำหนดให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ในการกำกับดูแลทางนิวเคลียร์และรังสีเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ ประชาชน และสิ่งแวดล้อม โดยการบริหารจัดการด้านพลังงานนิวเคลียร์และรังสี กำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 10 ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการกำกับดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงตรวจสอบและวิเคราะห์ความปลอดภัยของสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 ทำให้เกิดการรั่วไหลและแพร่กระจายของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม – 137 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ บริษัท ท. จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญากิจการค้าร่วมกับบริษัท อ จำกัด โดยใช้ชื่อว่า กิจการค้าร่วม ฮ. ต่อมากิจการค้าร่วม ฮ. เป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้ชนะการประกวดราคาเข้าทำสัญญา โดยให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน ต่อมากิจการค้าร่วม ฮ. โดยผู้ฟ้องคดีตกลงกับผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาซื้อขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์โครงการจัดหาระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (HIS) สำหรับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ระยะที่ 1, 2 และ PMO กำหนดระยะเวลาส่งมอบภายใน 530 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา โดยคู่สัญญาได้ตกลงกันมีสาระสำคัญ คือ ผู้ซื้อตกลงซื้อและผู้ขายตกลงขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิโปรแกรมคอมพิวเตอร์พร้อมด้วยสื่อและคู่มือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ราคารวมทั้งสิ้น 213,000,000 บาท ผู้ซื้อตกลงชำระราคาค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการอนุญาตให้ใช้สิทธิให้แก่ผู้ขายรวม 5 งวด ขณะทำสัญญาผู้ขายได้นำหลักประกันเป็นแคชเชียร์เช็ค เป็นจำนวนเงิน 10,650,000 บาท มามอบไว้แก่ผู้ซื้อเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ต่อมา กิจการค้าร่วม ฮ. มีหนังสือขอส่งมอบงานงวดที่ 1 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ขอให้แก้ไขเพิ่มเติมจำนวน 2 ครั้ง เมื่อครบกำหนดระยะเวลาส่งมอบงานตามสัญญา ผู้ขายไม่สามารถส่งมอบงานงวดที่ 1 และงวดที่ 2 ให้ถูกต้องครบถ้วนได้ ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีโดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ตรวจสอบแล้วคุณสมบัติไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขของสัญญาจึงมีมติบอกเลิกสัญญาและมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาดังกล่าวกับผู้ฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้งใช้สิทธิริบหลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญา และขอสงวนสิทธิในการเรียกค่าเสียหาย อันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญา ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการบอกเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ผิดสัญญา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีส่งมอบแคชเชียร์เช็ค ให้แก่ผู้ฟ้องคดี กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหาย จำนวน 39,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โครงการจัดหาระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (HIS) สำหรับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี มีลักษณะเป็นสัญญาจัดซื้อจัดหาระบบงานสารสนเทศด้านการแพทย์อันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะนำมาเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ที่กฎหมายจัดตั้งหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีได้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ให้บรรลุผลและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนที่มาใช้บริการ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีบอกเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาซื้อขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีเป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดี จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พ.ศ. 2559 เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการและกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วย วิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น ทั้งนี้ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พ.ศ. 2559 ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีตามที่ผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้อง เห็นได้ว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์โครงการจัดหาระบบบริหารจัดการโรงพยาบาล (HIS) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้ถูกฟ้องคดีต้องดำเนินการจัดซื้อเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการแพทย์ให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายจัดตั้งหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีได้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้โดยตรง สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีบอกเลิกสัญญาซื้อขายและอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีที่เอกชนยื่นฟ้องบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ที่ 1 บริษัท น. จำกัด ที่ 2 นาย อ. ที่ 3 บริษัท ว. จำกัด (มหาชน) ที่ 4 จำเลย อ้างว่า จำเลยที่ 1 ไม่ดูแลรักษาสภาพของสายเคเบิ้ลของตนให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยในระดับความสูงตามที่กฎหมายกำหนด ปล่อยให้สายเคเบิ้ลหย่อนลงจากความสูงตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ตู้ของรถบรรทุกที่จำเลยที่ 3 ขับไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ไปเกี่ยวสายเคเบิ้ลขาดลงมายังพื้นถนน โดยปลายสายอีกด้านหนึ่งยังคงติดอยู่ที่เสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้โจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาเกี่ยวสายเคเบิ้ลดังกล่าวล้มลงได้รับอันตรายสาหัส ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 และโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 และโจทก์ จำเลยที่ 3 ไม่ใช่ผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
จำเลยที่ 4 ให้การว่า อุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดนครราชสีมาเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์กล่าวอ้างถึงการละเลยไม่ดูแลสายเคเบิ้ลที่อยู่ในความครอบครองให้อยู่ในสภาพปลอดภัย เป็นเหตุให้สายเคเบิ้ลขาดลงมาอยู่บนพื้นถนน เป็นอำนาจโดยทั่วไปของจำเลยที่ 1 เท่านั้น เหตุละเมิดหาใช่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายในการประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งเป็นอำนาจโดยตรงของจำเลยที่ 1 ข้อพิพาทคดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า คดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานทางปกครอง เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ดูแลรักษาสภาพของสายเคเบิ้ลของจำเลยที่ 1 ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยในระดับความสูงตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ตู้บรรทุกของรถยนต์คันที่จำเลยที่ 3 ขับมาเกี่ยวสายเคเบิ้ลขาดลงมายังพื้นถนน โดยปลายสายอีกด้านหนึ่งยังคงติดอยู่ที่เสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้โจทก์ขับขี่รถจักรยานยนต์มาเกี่ยวสายเคเบิ้ลล้มลงและได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ข้อพิพาทในคดีนี้ ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ คำฟ้องในส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นั้นเป็นคดีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่โต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ว่า เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองที่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า คดีนี้ แม้บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นโดยการควบรวมกิจการของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 จึงรับโอนภารกิจ สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายเดิมของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่แปรรูปและรับโอนกิจการมาจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิด เมื่อข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นเรื่องการติดตั้งและดูแลรักษาสายสื่อสารโทรคมนาคม อันเป็นการดำเนินการในฐานะผู้ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 การกระทำอันเป็นเหตุของการฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ จึงเป็นการกระทำในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการทางปกครอง อันเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดโดยการไม่ดูแลรักษาสภาพของสายเคเบิ้ลของจำเลยที่ 1 ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยในระดับความสูงตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ตู้บรรทุกของรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 3 ขับแล่นมาเกี่ยวสายเคเบิ้ลของจำเลยที่ 1 จนทำให้สายเคเบิ้ลขาดลงมายังพื้นถนน โดยปลายสายอีกด้านหนึ่งยังคงติดอยู่ที่เสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับขี่มาเกี่ยวสายเคเบิ้ลดังกล่าวล้มลง ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสและรถจักรยานยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ กรณีตามคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบดูแลและรักษาความปลอดภัยในการใช้และรักษาทรัพย์สินที่ใช้ในการจัดทำสาธารณูปโภคตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นเหตุให้เกิด ความเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คดีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
กรณีผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาด กรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันและชี้แจงเพิ่มเติมคำร้องของผู้ร้องทั้งห้า ฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ซึ่งมีปัญหาต้องพิจารณาก่อนว่า การเสนอเรื่องของผู้ร้องทั้งห้าเป็นไปตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 หรือไม่
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องนี้ปรากฏว่า คำร้องของผู้ร้องทั้งห้าไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยไม่มีการลงลายมือชื่อผู้รับมอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องจากนาย ธ. ผู้มอบอำนาจในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องทั้งห้า และเอกสารที่ส่งมาไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้ประสานทางโทรศัพท์แจ้งให้ผู้รับมอบอำนาจลงลายมือชื่อและจัดส่งเอกสารประกอบการพิจารณาให้ถูกต้อง เพื่อจะได้ดำเนินการเสนอเรื่องตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 แต่ได้รับแจ้งว่า ผู้ร้องทั้งห้ายังไม่ประสงค์จะเสนอคำร้อง ฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 โดยขอรอฟังผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตามคำร้องฉบับลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เพื่อจะได้พิจารณาดำเนินการต่อไป ดังนั้น การพิจารณาคำร้องของผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอีกต่อไป จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ ตามข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 29 (3)
กรณีผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งมีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3878/2566 หรือไม่
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว การยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งอันถึงที่สุดระหว่างศาลทั้งสองเรื่องนั้นมีคำวินิจฉัยในเรื่องเดียวกันขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลนั้นได้
ข้อเท็จจริงตามคำร้อง แม้ผู้ร้องทั้งห้าจะเป็นคู่ความทั้งในคดีของศาลยุติธรรมและศาลปกครอง แต่ข้อพิพาทในคดีทั้งสองเป็นคนละเรื่องกัน วัตถุแห่งคดีแตกต่างกัน โดยคดีของศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3878/2566 เป็นเรื่องการฟ้องขอให้ศาลวินิจฉัยสถานะของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3633 ว่าเป็นทางสาธารณะ ส่วนคดีของศาลปกครองตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 เป็นเรื่องการฟ้องขอให้ศาลบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตามกฎหมายในการรื้อถอนสะพานที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองคดีไม่มีส่วนที่ขัดกันจนเป็นเหตุให้คู่ความตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลนั้นไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3878/2566 จึงมิได้ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1046/2566 จึงมีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้อง