คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 908/2568
#714815
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง โดยครบถ้วนจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการคืนทรัพย์สินตามความในมาตรา 35 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มาใช้บังคับได้ ต้องนำบทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 36 ใช้บังคับแก่คดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยถึงเหตุไม่สั่งคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางให้แก่ผู้ร้อง โดยอ้างเหตุตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสาม จึงเป็นการไม่ถูกต้อง โดยปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่

ผู้ร้องมีฐานะเป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบออกให้เช่า หลังจากผู้ร้องให้เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปแล้ว พ. ในฐานะผู้เช่าเป็นผู้ครอบครองใช้สอยรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะมีผู้ใดนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้กระทำความผิดหรือไม่ อย่างไรและเมื่อใด ทั้งคดีนี้ผู้ที่นำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำผิดคือจำเลย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีความเกี่ยวข้องกับผู้ร้องหรือผู้เช่า หรือผู้เช่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหรือได้ยินยอมให้จำเลยนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ส่วนที่โจทก์อ้างมาในคำคัดค้านว่า ผู้ร้องขอคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางเพื่อประโยชน์ของผู้เช่า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องกับผู้เช่ามีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษถึงขนาดต้องมายื่นคำร้องเป็นคดีนี้เพื่อประโยชน์ของผู้เช่า อีกทั้งโจทก์ก็ไม่มีพยานใดมานำสืบหักล้างให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และริบรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 445/2564 ของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบยี่ห้อซูมิโตโม หมายเลขเครื่อง 776020 หมายเลขตัวถัง STN210T6V00BH1861 ของกลาง วันที่ 7 มีนาคม 2562 ผู้ร้องตกลงให้นายพิชย์สุภณ เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบคันดังกล่าว ในราคา 4,200,000 บาท ระยะเวลาเช่า 48 เดือน อัตราค่าเช่างวดละ 91,090 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 เมษายน 2562 งวดสุดท้ายวันที่ 25 มีนาคม 2566 วันที่ 16 ธันวาคม 2562 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ร่วมกันออกตรวจพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าทุ่งระยะและป่านาสัก พบจำเลยกำลังใช้รถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบคันดังกล่าวขุดดินบริเวณชายเขาป่าบ้านนางคอย จังหวัดชุมพร ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 จึงเข้าจับกุมจำเลยส่งตัวดำเนินคดีและยึดรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบเป็นของกลาง โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ปิดประกาศ เรื่อง การยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลาง ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน และที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดเหตุและภูมิลำเนาจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2564 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ริบรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 445/2564 ของศาลชั้นต้น วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางได้

เห็นสมควรต้องวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่กลับไปวินิจฉัยถึงเหตุที่ศาลจะสั่งคืนรถขุดไอดรอลิกตีนตะขาบของกลาง โดยอ้างเหตุตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสาม นั้น เป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง โดยครบถ้วน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการคืนทรัพย์สินตามความในมาตรา 35 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มาใช้บังคับได้ ต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มาใช้บังคับแก่คดี ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยถึงเหตุไม่สั่งคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางให้แก่ผู้ร้องโดยอ้างเหตุตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสาม จึงเป็นการไม่ถูกต้อง แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยในปัญหาว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อน โดยปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องประกอบธุรกิจให้สินเชื่อด้วยการให้บุคคลทั่วไปเช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบ เพื่อนำไปใช้ในกิจการของผู้เช่า ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจในทางการค้าปกติ และมีลูกค้าอยู่หลายรายทั่วประเทศ กรณีจึงไม่อาจตรวจสอบหรือระมัดระวังได้ว่าผู้เช่ารายใดจะนำทรัพย์สินไปใช้ในการกระทำความผิดเมื่อใด ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ต่อเนื่องกันมาจนถึงปี 2563 ผู้เช่ายังคงชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ร้องตลอดมา เพิ่งจะหยุดชำระค่าเช่าเมื่อกลางปี 2563 โดยผู้เช่าไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบถึงการที่รถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบถูกยึดไว้เป็นของกลาง ผู้เช่าเพิ่งจะมาแจ้งให้ผู้ร้องทราบเมื่อศาลมีคำสั่งให้ริบรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง เมื่อผู้ร้องทราบจึงได้บอกเลิกสัญญาและมายื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินของกลางดังกล่าว ผู้ร้องไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยกับการกระทำความผิดของจำเลย เห็นว่า ผู้ร้องมีฐานะเป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบออกให้เช่า หลังจากผู้ร้องให้เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปแล้ว นายพิชย์สุภณ ในฐานะผู้เช่าเป็นผู้ครอบครองใช้สอยรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะมีผู้ใดนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้กระทำความผิดหรือไม่ อย่างไรและเมื่อใด ทั้งคดีนี้ผู้ที่นำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำผิดคือจำเลย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าจำเลยมีความเกี่ยวข้องกับผู้ร้องหรือผู้เช่า หรือผู้เช่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหรือได้ยินยอมให้จำเลยนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ส่วนที่โจทก์อ้างมาในคำคัดค้านว่าผู้ร้องขอคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางเพื่อประโยชน์ของผู้เช่า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องกับผู้เช่ามีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษถึงขนาดต้องมายื่นคำร้องเป็นคดีนี้เพื่อประโยชน์ของผู้เช่า อีกทั้งโจทก์ก็ไม่มีพยานใดมานำสืบหักล้างให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบ ยี่ห้อ ซูมิโตโม (SUMITOMO) หมายเลขเครื่องยนต์ 776020 หมายเลขตัวถัง STN210T6V00BH1861 ของกลางแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 72 ตรี
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคหนึ่ง ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
ผู้ร้อง — บริษัท ล.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายนิิธิโรจน์ ประภารักษ์วรากูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวรยศ เอกะกุล
ชื่อองค์คณะ
ยุพา วงศ์ทองทิว
กงจักร์ โพธิ์พร้อม
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2568
#716300
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิแม้จะถือว่าเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ และสามารถโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นได้โดยการส่งมอบการครอบครอง แต่การโอนไปซึ่งการครอบครองที่สามารถกระทำได้ดังกล่าวเป็นการโอนในลักษณะของสิทธิส่วนบุคคลใช้ยันกันได้ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีผลบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 ได้ กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อได้ตามกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่าที่ดินที่จำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองนั้นสามารถโอนกันได้ตามกฎหมาย ในชั้นนี้จึงต้องถือว่าที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิเป็นทรัพย์สินที่โอนกันให้บริบูรณ์ไม่ได้ตามกฎหมาย ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางพยนต์ ชำระเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท แต่ความรับผิดของจำเลยไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนางพยนต์ที่ตกทอดได้แก่ตน คดีถึงที่สุด

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมือเปล่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิและขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

จำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิตามคำขอของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิแม้จะถือว่าเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ และสามารถโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นได้โดยการส่งมอบการครอบครองตามที่โจทก์ฎีกา แต่การโอนไปซึ่งการครอบครองที่สามารถกระทำได้ดังกล่าวเป็นการโอนในลักษณะของสิทธิส่วนบุคคลใช้ยันกันได้ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีผลบริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ได้ กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อได้ตามกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่าที่ดินที่จำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองนั้นสามารถโอนกันได้ตามกฎหมาย ในชั้นนี้จึงต้องถือว่าที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิเป็นทรัพย์สินที่โอนกันให้บริบูรณ์ไม่ได้ตามกฎหมาย ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิตามคำขอของโจทก์ชอบแล้ว และพิพากษายืนยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299
ป.วิ.พ. ม. 301 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ฉ. โดยนาย ส. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายชาญฤทธิ์ เหล่าสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิน ชินตาปัญญากุล
ชื่อองค์คณะ
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
จรูญ โชครุ่งวรานนท์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2568
#721974
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะถือว่าสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ และสามารถโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นได้โดยการส่งมอบการครอบครอง แต่การโอนไปซึ่งการครอบครองที่สามารถกระทำได้ดังกล่าวเป็นการโอนในลักษณะของสิทธิส่วนบุคคลใช้ยันกันได้ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีผลบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 ได้ กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อได้ตามกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่าที่ดินที่จำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองนั้นสามารถโอนกันได้ตามกฎหมาย ในชั้นนี้จึงต้องถือว่าที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิเป็นทรัพย์สินที่โอนกันให้บริบูรณ์ไม่ได้ตามกฎหมาย ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางพยนต์ ชำระเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท แต่ความรับผิดของจำเลยไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนางพยนต์ที่ตกทอดได้แก่ตน คดีถึงที่สุด

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมือเปล่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิและขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

จำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิตามคำขอของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิแม้จะถือว่าเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ และสามารถโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นได้โดยการส่งมอบการครอบครองตามที่โจทก์ฎีกา แต่การโอนไปซึ่งการครอบครองที่สามารถกระทำได้ดังกล่าวเป็นการโอนในลักษณะของสิทธิส่วนบุคคลใช้ยันกันได้ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีผลบริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ได้ กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อได้ตามกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่าที่ดินที่จำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองนั้นสามารถโอนกันได้ตามกฎหมาย ในชั้นนี้จึงต้องถือว่าที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิเป็นทรัพย์สินที่โอนกันให้บริบูรณ์ไม่ได้ตามกฎหมาย ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิตามคำขอของโจทก์ชอบแล้ว และพิพากษายืนยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299
ป.วิ.พ. ม. 301 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ฉ. โดยนาย ส. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
จรูญ โชครุ่งวรานนท์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2568
#715637
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ซึ่งเป็นตารางจ่ายเงินกู้ ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท และงวดชำระเงินต้นงวดละ 29,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยรวม 25 งวด โดยระบุยอดรวมเงินต้นและยอดรวมดอกเบี้ย ซึ่งแต่ละงวดระบุวันเดือนปีไว้ ด้านล่างเอกสารระบุว่า ข้าพเจ้า ก. ยินดีจ่ายเงิน 29,200 บาท ตามข้อตกลงทุกประการ และลงชื่อผู้กู้ (ก.) อันเป็นเอกสารที่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้เงินกู้ที่พึงต้องชำระ ถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมแล้ว เมื่อเอกสารดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อโจทก์ จึงไม่ใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ได้ ประกอบกับในนัดแรกจำเลยแถลงประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ นัดต่อมาจำเลยแถลงไม่ขอต่อสู้คดี ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินและค้างชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 740,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ของต้นเงิน 730,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

วันนัดชี้สองสถาน ทนายโจทก์ปรากฏตัวผ่านระบบประชุมทางจอภาพ ส่วนจำเลยมาศาล จำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ หากตกลงกันได้จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไป ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดทำยอมหรือสืบพยานโจทก์ ครั้นถึงวันนัดดังกล่าว จำเลยแถลงไม่ขอต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นจึงสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์นำสืบด้วยการอ้างส่งหนังสือสัญญากู้เงินซึ่งไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ เป็นพยานหลักฐาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้หนังสือสัญญากู้เงินซึ่งไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก็ตาม แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ซึ่งเป็นตารางจ่ายเงินกู้ ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท และงวดชำระเงินต้นงวดละ 29,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวม 25 งวด โดยระบุยอดรวมเงินต้นทั้ง 25 งวด เป็นยอดรวม 730,000 บาท พร้อมยอดรวมดอกเบี้ย ซึ่งแต่ละงวดระบุวันเดือนปีไว้ และด้านล่างของเอกสารระบุว่า ข้าพเจ้านายเกื้อกูล ยินดีจ่ายเงิน 29,200 บาท ตามข้อตกลงทุกประการ บรรทัดสุดท้ายระบุว่า ลงชื่อผู้กู้ (นายเกื้อกูล) และมีลายมือชื่อ อันเป็นเอกสารที่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้สินเงินกู้ที่พึงต้องชำระ ถือได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมแล้ว เมื่อเอกสารดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อของโจทก์ จึงไม่ใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ ศาลย่อมรับฟังเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ได้ ประกอบกับ คดีนี้วันนัดแรกจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ หากตกลงกันได้จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไป และวันนัดต่อมาจำเลยแถลงว่าไม่ขอต่อสู้คดี ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้แล้วว่า จำเลยกู้ยืมเงินและค้างชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ดังนั้น ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 31 มีนาคม 2565) ต้องไม่เกิน 10,950 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 7,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ช.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมบัติ พฤติพงศภัค
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2568
#721973
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 เป็นตารางจ่ายเงินกู้ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท ชำระเงินต้นงวดละ 29,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวม 25 งวด โดยระบุยอดเงินต้นและดอกเบี้ยแต่ละงวดระบุวันเดือนปีไว้ ด้านล่างเอกสารระบุว่า ข้าพเจ้า ก. ยินดีจ่ายเงิน 29,200 บาท ตามข้อตกลงทุกประการ และลงชื่อผู้กู้ (ก.) อันเป็นเอกสารที่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้เงินกู้ที่ต้องชำระถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมแล้ว เมื่อเอกสารดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อโจทก์ จึงไม่ใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ได้ ประกอบกับในนัดแรกจำเลยแถลงประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ นัดต่อมาจำเลยแถลงไม่ขอต่อสู้คดี ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินและค้างชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 740,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ของต้นเงิน 730,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

วันนัดชี้สองสถาน ทนายโจทก์ปรากฏตัวผ่านระบบประชุมทางจอภาพ ส่วนจำเลยมาศาล จำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ หากตกลงกันได้จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไป ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดทำยอมหรือสืบพยานโจทก์ ครั้นถึงวันนัดดังกล่าว จำเลยแถลงไม่ขอต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นจึงสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์นำสืบด้วยการอ้างส่งหนังสือสัญญากู้เงินซึ่งไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ เป็นพยานหลักฐาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้หนังสือสัญญากู้เงินซึ่งไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก็ตาม แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ซึ่งเป็นตารางจ่ายเงินกู้ ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท และงวดชำระเงินต้นงวดละ 29,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวม 25 งวด โดยระบุยอดรวมเงินต้นทั้ง 25 งวด เป็นยอดรวม 730,000 บาท พร้อมยอดรวมดอกเบี้ย ซึ่งแต่ละงวดระบุวันเดือนปีไว้ และด้านล่างของเอกสารระบุว่า ข้าพเจ้านายเกื้อกูล ยินดีจ่ายเงิน 29,200 บาท ตามข้อตกลงทุกประการ บรรทัดสุดท้ายระบุว่า ลงชื่อผู้กู้ (นายเกื้อกูล) และมีลายมือชื่อ อันเป็นเอกสารที่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้สินเงินกู้ที่พึงต้องชำระ ถือได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมแล้ว เมื่อเอกสารดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อของโจทก์ จึงไม่ใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ ศาลย่อมรับฟังเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ได้ ประกอบกับ คดีนี้วันนัดแรกจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ หากตกลงกันได้จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไป และวันนัดต่อมาจำเลยแถลงว่าไม่ขอต่อสู้คดี ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้แล้วว่า จำเลยกู้ยืมเงินและค้างชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ดังนั้น ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 31 มีนาคม 2565) ต้องไม่เกิน 10,950 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 7,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ช.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สัญญา ภูริภักดี
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 891/2568
#714138
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะได้ความว่าโจทก์มิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรมานานกว่า 10 ปี แล้วก็ตาม แต่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 เป็นกฎหมายเฉพาะบัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไป จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการสิ้นไปของภาระจำยอมที่เกิดขึ้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1399 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่ภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ได้ ภาระจำยอมในที่ดินพิพาทจึงไม่สิ้นสุดลง การที่จำเลยก่อสร้างรั้วและทำประตูเหล็กปิดกั้นถนนบนที่ดินพิพาทกับทุบทำลายถนนในที่ดินพิพาทจนสิ้นสภาพความเป็นถนนย่อมเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่การใช้ที่ดินพิพาท จำเลยจึงต้องรื้อสิ่งกีดขวางการใช้ที่ดินพิพาทออกและโจทก์ผู้เป็นเจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยผู้รับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อรั้ว ประตูเหล็กและสิ่งกีดขวางออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทำที่ดินพิพาทให้ดีดังเดิม ห้ามจำเลยกระทำการใดที่ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลงและเสื่อมความสะดวก ให้จำเลยไปจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์สำหรับสาธารณูปโภค ถนน ทางระบายน้ำ น้ำประปาและไฟฟ้า หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ เดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อรั้วและประตูเหล็กออกจากที่ดินพิพาทเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อรั้ว ประตูเหล็กและสิ่งกีดขวางออกจากที่ดินพิพาทและทำที่ดินพิพาทให้มีสภาพเป็นถนนที่เป็นทางสัญจรดังเดิม ห้ามจำเลยกระทำการใดที่ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลงหรือเสื่อมความสะดวก ให้จำเลยไปจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์สำหรับเป็นทางสัญจร หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อรั้วและประตูเหล็กออกจากที่ดินพิพาทเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมนางรัตนาเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4034 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2523 นางรัตนายื่นคำขอแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยในนามเดิมอีก 14 แปลง โดยนางรัตนาได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2522 ว่า ข้าพเจ้าทราบแล้วว่าการจัดที่ดินเป็นแปลงย่อยติดต่อกันตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไปเพื่อจำหน่ายโดยมีค่าตอบแทน โดยมีการให้คำมั่นโดยตรงหรือโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะต่าง ๆ หรือปรับปรุงที่ดินนั้นให้เป็นที่อยู่อาศัย ประกอบการพาณิชย์ หรืออุตสาหกรรม เป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินเสียก่อน จึงจะดำเนินการให้ แต่การจัดแบ่งที่ดินของข้าพเจ้ารายนี้ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามที่กล่าวมาข้างต้นเพราะข้าพเจ้าแบ่งแยกในนามเดิมมิได้ให้คำมั่นในการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะแต่อย่างใดทั้งสิ้น ฉะนั้น จึงขอให้ดำเนินการแบ่งแยกให้แก่ข้าพเจ้าต่อไปด้วย หากเกิดความเสียหายใด ๆ ข้าพเจ้ายอมรับผิดทั้งสิ้น ในวันที่ 29 มกราคม 2523 เจ้าพนักงานที่ดินจึงแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยอีก 14 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 120578 ถึง 120588, 3025, 4124 และ 4125 โดยแบ่งแยกที่ดินด้านละ 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3025, 120583 ถึง 120588 อยู่ด้านทิศเหนือ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 4124, 4125, 120578 ถึง 120582 อยู่ด้านทิศใต้ โดยมีที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4034 (แปลงคง) อยู่ระหว่างกลางที่ดินที่แบ่งแยก นางรัตนาก่อสร้างทาวน์เฮาส์ รวม 14 หลัง ในที่ดินที่แบ่งแยกโดยสร้างเรียงติดต่อกัน 2 แถว แถวละ 7 หลัง หันหน้าบ้านเข้าหากัน มีที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างกลาง ผู้ซื้อที่ดินทุกแปลงสามารถใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 1 และถนนสุขุมวิท 1/1 และมีโรงพยาบาล บ. ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามทาวน์เฮาส์ดังกล่าวด้านทิศตะวันออกโดยมีถนนสุขุมวิท 1/1 อยู่ระหว่างกลาง เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2542 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 120583 พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 82/6 ต่อจากนายเทอดเกียรติ และนายพจน์ โดยบุคคลทั้งสองซื้อที่ดินมาจากนางรัตนาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2537 เมื่อเดือนธันวาคม 2558 จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากนางรัตนาและซื้อที่ดินที่นางรัตนาแบ่งแยกรวม 13 แปลง จากผู้มีชื่อ ที่ดินและทาวน์เฮาส์ที่โจทก์ซื้อมานั้นเป็นที่ดินแปลงที่ตั้งอยู่ริมสุดติดกับถนนสุขุมวิท 1/1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่นางรัตนา เจ้าของที่ดินเดิมตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4034 แบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยอีก 14 แปลง และมีการจำหน่ายที่ดินที่แบ่งแยกและทาวน์เฮาส์ให้แก่ผู้มีชื่อ มีลักษณะเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 หรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 ได้บัญญัติถึงความหมายของการจัดสรรที่ดินว่า การจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป ไม่ว่าด้วยวิธีใด โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเป็นค่าตอบแทน และมีการให้คำมั่น หรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ หรือปรับปรุงให้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัย ที่ประกอบการพาณิชย์หรือที่ประกอบการอุตสาหกรรม และข้อ 30 วรรคหนึ่ง กำหนดให้สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรร ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากที่นางรัตนาได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4034 ดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยอีก 14 แปลง ติดต่อกัน และสร้างทาวน์เฮาส์บนที่ดินที่แบ่งแยกดังกล่าวออกเป็น 2 แถว แถวละ 7 ห้อง โดยมีที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างกลางทาวน์เฮาส์ทั้งสองแถว ซึ่งที่ดินพิพาทนี้ใช้เป็นถนนออกสู่ทางสาธารณะได้ทั้งสองด้าน คือ ถนนสุขุมวิท 1 และถนนสุขุมวิท 1/1 จึงเป็นการแบ่งแยกที่ดินติดต่อกันเกินกว่า 10 แปลง และได้ความจากการพิจารณาโฉนดที่ดินพร้อมสารบัญจดทะเบียนและหนังสือสัญญาขายที่ดิน รวม 12 แปลง ว่า นางรัตนาทยอยขายที่ดินแปลงย่อยดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อในปี 2523 และปี 2524 ภายหลังจากที่นางรัตนามีคำขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4034 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2523 อันเป็นการจัดจำหน่ายที่ดินที่แบ่งแยกภายในระยะเวลาใกล้ชิดกับเวลาที่มีคำขอแบ่งแยกที่ดินแปลงนี้ ส่อแสดงให้เห็นว่านางรัตนามีเจตนาจะแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเพื่อจำหน่ายโดยมีค่าตอบแทนตามความหมายของการจัดสรรที่ดินข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แล้ว แม้บันทึกถ้อยคำจะระบุว่า การจัดแบ่งที่ดินรายนี้ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินเพราะเป็นการแบ่งแยกในนามเดิมมิได้ให้คำมั่นในการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะแต่อย่างใดทั้งสิ้น ทั้งฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่า นางรัตนามีเจตนาให้ผู้ที่อยู่ในทาวน์เฮาส์ที่แบ่งแยกนี้ใช้ที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางรัตนาเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้นบ่งชี้ให้เห็นพฤติการณ์ของนางรัตนาที่มีเจตนาต้องการจะแบ่งแยกที่ดินเพื่อจัดจำหน่ายให้แก่ผู้มีชื่อเกินกว่า 10 แปลง โดยมีค่าตอบแทนมาตั้งแต่ต้น มิใช่เจตนาจะแบ่งแยกให้ทายาทหรือเพื่อให้เช่าทั้งหมดตามที่กล่าวอ้าง ดังนี้ การทำธุรกรรมของนางรัตนาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เมื่อที่ดินพิพาทเป็นถนนเข้า-ออกจากทาวน์เฮาส์บนที่ดินที่แบ่งแยกเพื่อออกสู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 1 และถนนสุขุมวิท 1/1 กรณีจึงตกเป็นทางภาระจำยอมของเจ้าของที่ดินที่แบ่งแยกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินพิพาทมานานกว่า 10 ปีแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2542 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 120583 พร้อมทาวน์เฮาส์เลขที่ 82/6 มาจากนายเทอดเกียรติและนายพจน์ ภายหลังจากโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้ใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคในที่ดินโฉนดเลขที่ 4034 ต่อเนื่องเรื่อยมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยอย่างภาระจำยอมจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 35 ปีเศษแล้ว โจทก์มิได้ใช้ที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางรัตนาแต่อย่างใด จึงเป็นหน้าที่ของนางรัตนาเจ้าของที่ดินเดิมและจำเลย ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวที่จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในที่ดินพิพาทให้คงสภาพดังที่เป็นอยู่เดิมตลอดไปและจะต้องไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมนั้นลดลงไปหรือเสื่อมลงไป เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2560 จำเลยทำการก่อสร้างรั้วและทำประตูเหล็กปิดกั้นถนนบนที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์และบริวารใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางสัญจรผ่านเข้าออกระหว่างถนนสุขุมวิท 1/1 ไปยังถนนสุขุมวิท 1 ไม่ได้ดังเดิม ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ 2 ชั้นครึ่ง ที่โจทก์ซื้อมานั้นตั้งอยู่ริมสุดติดถนนสุขุมวิท 1/1 ต่อมาโจทก์ได้ขออนุญาตรื้อถอนและทำการก่อสร้างขึ้นใหม่เป็นทาวน์เฮาส์ 4 ชั้นครึ่ง สามารถเดินทางออกได้ทางด้านหน้าติดที่ดินพิพาทเพื่อออกสู่ถนนสุขุมวิท 1 ที่ดินพิพาทสามารถใช้เป็นที่จอดรถได้ทั้งสองฝั่ง ถนนในละแวกที่ดินดังกล่าวเวลาฝนตกน้ำจะไหลผ่านที่ดินพิพาทไปยังถนนสุขุมวิท 1 เนื่องจากถนนสุขุมวิท 1 จะมีพื้นที่ต่ำกว่าถนนสุขุมวิท 1/1 ภายหลังจากที่จำเลยซื้อที่ดินพิพาทและทาวน์เฮาส์ 13 หลัง แล้วจำเลยได้ขออนุญาตรื้ออาคาร ส่วนจำเลยมีนายชาญวิทย์ ซึ่งมีอาชีพเป็นแพทย์และเป็นรองประธานกรรมการของจำเลยเบิกความเป็นพยานว่า โรงพยาบาล บ. ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลานานกว่า 40 ปี ตั้งแต่ปี 2518 ตั้งอยู่ถนนสุขุมวิท 3 และมีการก่อสร้างอาคารเพื่อขยายกิจการมาโดยตลอด ทั้งมีการซื้อที่ดินในบริเวณใกล้เคียงกับบริเวณที่ดินพิพาทด้วย และมีนายนราธิปเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานเป็นบุตรของนางรัตนา ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของนางรัตนาและมิได้จดทะเบียนให้เป็นภาระจำยอม ภายหลังจากนางรัตนาปฏิเสธโจทก์ที่ขอใส่ชื่อในที่ดินพิพาท โจทก์ก็ไม่เคยโต้แย้ง ตลอดระยะเวลาที่พยานไปเก็บค่าเช่าในบริเวณดังกล่าวพยานไม่เคยเห็นโจทก์ใช้ที่ดินพิพาท ทาวน์เฮาส์ของโจทก์ติดถนนสุขุมวิท 1/1 ซึ่งมีทางออก ส่วนทางออกที่หันหน้ามาทางที่ดินพิพาทนั้น มีกระถางต้นไม้ของโจทก์วางขวางระหว่างทางเข้าออก ถนนสุขุมวิท 1/1 เป็นทางสาธารณะและกว้างสะดวกแก่การใช้สัญจรผ่านเข้าออก ส่วนเส้นทางจากบ้านของโจทก์ไปยังถนนสุขุมวิท 1 โดยผ่านที่ดินพิพาทจะสะดวกน้อยกว่าเดินทางจากทาวน์เฮาส์ของโจทก์ออกไปทางถนนสุขุมวิท 1/1 ถัดจากทาวน์เฮาส์ของโจทก์ไปประมาณ 200 ถึง 250 เมตร จะมีซอยอื่นที่ไม่ใช่ที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์สามารถใช้เดินทางผ่านไปยังถนนสุขุมวิท 1 ได้ สาเหตุที่ทาวน์เฮาส์ทรุดตัวเนื่องจากมีการขุดชั้นใต้ดินและมีการถอนชีทไพล์ออก ทำให้ดินไหล เสาเข็มทรุด ทาวน์เฮาส์ที่อยู่ติดกับการก่อสร้างโรงแรมทรุดตัวไปด้านหลัง รวมทั้งทาวน์เฮาส์ของพยานด้วย ปลายปี 2553 คนที่เช่าทาวน์เฮาส์ของพยานไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ รวมถึงทาวน์เฮาส์อื่น ๆ อีก 6 หลัง ก็ไม่สามารถอยู่ได้เช่นกัน วิศวกรมาตรวจสอบทาวน์เฮาส์ที่มีการทรุดตัวและสรุปว่าไม่สามารถอยู่อาศัยได้ พยานจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิด นอกจากพยานแล้วยังมีเจ้าของทาวน์เฮาส์ที่เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดให้รับผิดอีกหลายคดี ซึ่งผลของคดีศาลพิพากษาให้ทางฝ่ายโรงแรมชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ฟ้องคดี แม้ทาวน์เฮาส์จะชำรุดทรุดโทรมแต่จำเลยมีความประสงค์จะซื้อที่ดินเปล่าเพื่อก่อสร้างสถานพยาบาลและอาคารสำนักงาน หลังจากจำเลยซื้อที่ดินแล้วเจ้าของทาวน์เฮาส์ทั้งหลายย้ายไปอยู่ที่อื่น สำหรับซอยย่อยจากถนนสุขุมวิท 1/1 ผ่านไปยังถนนสุขุมวิท 1 มีความสะดวก รถยนต์สามารถใช้สัญจรแล่นสวนไปมาได้ เมื่อพิเคราะห์จากคำพยานโจทก์และคำพยานจำเลยดังกล่าวข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า หลังจากโจทก์ซื้อทาวน์เฮาส์มาแล้วโจทก์รื้อทาวน์เฮาส์เดิมแล้วสร้างใหม่เป็นทาวน์เฮาส์ 4 ชั้นครึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ริมสุดติดกับถนนสุขุมวิท 1/1 จำเลยซื้อที่ดินพิพาทและทาวน์เฮาส์ 13 หลัง แล้วคงเหลือที่ดินและทาวน์เฮาส์ของโจทก์เพียงหลังเดียวที่ยังมิได้ขายให้แก่จำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังเบิกความตอบคำถามค้านด้วยว่า เมื่อปี 2542 หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินมาแล้วโจทก์สร้างประตูรั้วออกทางด้านถนนสุขุมวิท 1/1 ซึ่งประตูรั้วที่สร้างใหม่นี้มีขนาดกว้างกว่าประตูที่ออกสู่ที่ดินพิพาท ก่อนจำเลยซื้อที่ดินพิพาทมีการก่อสร้างโรงแรม B จากการก่อสร้างโรงแรมทำให้ทาวน์เฮาส์ได้รับความเสียหาย แต่ยังสามารถอาศัยอยู่ได้ ซึ่งความข้อนี้บางส่วนเจือสมกับคำเบิกความของนายนราธิปที่ว่า ทาวน์เฮาส์ด้านที่อยู่ติดกับโรงแรมทรุดตัวไปด้านหลัง รวมถึงทาวน์เฮาส์ของพยานด้วย ส่วนที่นายนราธิปเบิกความว่า ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดต่อศาลชั้นต้น และสามารถตกลงกันได้ กับมีซอยย่อยจากถนนสุขุมวิท 1/1 ไปยังถนนสุขุมวิท 1 นั้น ก็ตรงตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความพร้อมสำเนาคำพิพากษาตามยอม และตรงตามสำเนาแผนที่บริเวณที่เกิดเหตุแนบท้ายสำเนาคำฟ้องดังกล่าวด้วย ทั้งจากการพิจารณาเอกสารดังกล่าวแล้วปรากฏว่านายนราธิปฟ้องผู้ทำละเมิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 และทางฝ่ายโรงแรมตกลงประนีประนอมยอมความกับนายนราธิป โดยยอมชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงิน 2,600,000 บาท ซึ่งนายนราธิปเบิกความตอบคำถามค้านว่า เป็นการตีราคาทาวน์เฮาส์ทั้งหลัง คำเบิกความของนายนราธิปในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบคำถามค้านว่า ยังสามารถอาศัยอยู่ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นับแต่ปลายปี 2553 ทาวน์เฮาส์ 7 หลัง ด้านที่อยู่ติดกับโรงแรมไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ แสดงว่าสภาพแวดล้อมภายในบริเวณทาวน์เฮาส์ดังกล่าวมีลักษณะถูกปล่อยร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร ยิ่งกว่านั้นเมื่อพิจารณาภาพถ่าย ซึ่งเป็นบริเวณหน้าทาวน์เฮาส์ของโจทก์ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินพิพาทมีต้นไม้ขึ้นระเกะระกะขวางอยู่ อันมีสภาพเหมือนโจทก์และบริวารมิได้ใช้ทางด้านที่ดินพิพาทเข้า – ออกทาวน์เฮาส์ของตน เมื่อพิเคราะห์ถึงคำพยานจำเลยประกอบภาพถ่าย และสำเนาแผนที่บริเวณที่เกิดเหตุแนบท้ายสำเนาคำฟ้องแล้ว มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เชื่อว่าเมื่อโจทก์สร้างประตูรั้วด้านที่ติดกับถนนสุขุมวิท 1/1 ซึ่งมีลักษณะแข็งแรงมั่นคงและกว้างกว่าประตูรั้วด้านที่ติดกับที่ดินพิพาท โจทก์มิได้ใช้ที่ดินพิพาทออกสู่ถนนสุขุมวิท 1 มานานกว่า 10 ปีแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรร รวม 14 แปลง ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แต่ปัจจุบันเหลือที่ดินจัดสรรเป็นของโจทก์เพียงแปลงเดียวเพราะจำเลยซื้อที่ดินแปลงอื่นทั้งหมดแล้ว การที่โจทก์ไม่ได้ใช้ที่ดินพิพาทยาวนานกว่า 10 ปี ภาระจำยอมบนที่ดินพิพาทจะสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้เจ้าของที่ดิน 13 แปลง ขายที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว รวมทั้งนางรัตนาก็ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยด้วย แต่ที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นสามยทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากภาระจำยอมในที่ดินพิพาทไม่ได้ถูกขายให้แก่จำเลย การที่จำเลยซื้อที่ดินทั้ง 13 แปลง และที่ดินพิพาท มิได้มีผลทำให้ภาระจำยอมที่ที่ดินพิพาทมีอยู่แก่ที่ดินของโจทก์สิ้นไป แม้จะได้ความว่าโจทก์มิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทมานานกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม ซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" จะเห็นได้ว่า ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวเป็นกฎหมายเฉพาะบัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไป จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการสิ้นไปของภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่ภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ได้ ภาระจำยอมในที่ดินพิพาทจึงไม่สิ้นสุดลง ดังนี้ การที่จำเลยก่อสร้างรั้วและทำประตูเหล็กปิดกั้นถนนบนที่ดินพิพาทกับทุบทำลายถนนในที่ดินพิพาทจนสิ้นสภาพความเป็นถนน ย่อมเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่การใช้ที่ดินพิพาทเฉพาะเป็นทางภาระจำยอมซึ่งจำเลยหามีสิทธิกระทำเช่นนั้นได้ไม่ จำเลยจึงต้องรื้อสิ่งกีดขวางการใช้ที่ดินพิพาทอย่างเป็นทางสัญจรออก และโจทก์ผู้เป็นเจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยผู้รับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าเสียหายมีเพียงใดเมื่อได้ความดังวินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยปิดกั้นเส้นทางสัญจรในที่ดินพิพาท อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1399
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวัจน์ สาสนพิจิตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กำจัด พ่วงสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 891/2568
#721972
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะได้ความว่าโจทก์มิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทมานานกว่า 10 ปี แล้วก็ตาม ซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เป็นกฎหมายเฉพาะบัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไป จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการสิ้นไปของภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1399 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่ภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ได้ ภาระจำยอมในที่ดินพิพาทจึงไม่สิ้นสุดลง การที่จำเลยก่อสร้างรั้วและทำประตูเหล็กปิดกั้นถนนบนที่ดินพิพาทกับทุบทำลายถนนในที่ดินพิพาทจนสิ้นสภาพความเป็นถนน ย่อมเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่การใช้ที่ดินพิพาท จำเลยจึงต้องรื้อสิ่งกีดขวางการใช้ที่ดินพิพาทออกและโจทก์ผู้เป็นเจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยผู้รับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยรื้อรั้ว ประตูเหล็กและสิ่งกีดขวางออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยทำที่ดินพิพาทให้ดีดังเดิม ห้ามจำเลยกระทำการใดที่ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลงและเสื่อมความสะดวก ให้จำเลยไปจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์สำหรับสาธารณูปโภค ถนน ทางระบายน้ำ น้ำประปาและไฟฟ้า หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ เดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อรั้วและประตูเหล็กออกจากที่ดินพิพาทเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยรื้อรั้ว ประตูเหล็กและสิ่งกีดขวางออกจากที่ดินพิพาทและทำที่ดินพิพาทให้มีสภาพเป็นถนนที่เป็นทางสัญจรดังเดิม ห้ามจำเลยกระทำการใดที่ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดลงหรือเสื่อมความสะดวก ให้จำเลยไปจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์สำหรับเป็นทางสัญจร หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อรั้วและประตูเหล็กออกจากที่ดินพิพาทเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมนางรัตนาเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4034 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2523 นางรัตนายื่นคำขอแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยในนามเดิมอีก 14 แปลง โดยนางรัตนาได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2522 ว่า ข้าพเจ้าทราบแล้วว่าการจัดที่ดินเป็นแปลงย่อยติดต่อกันตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไปเพื่อจำหน่ายโดยมีค่าตอบแทน โดยมีการให้คำมั่นโดยตรงหรือโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะต่าง ๆ หรือปรับปรุงที่ดินนั้นให้เป็นที่อยู่อาศัย ประกอบการพาณิชย์ หรืออุตสาหกรรม เป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินเสียก่อน จึงจะดำเนินการให้ แต่การจัดแบ่งที่ดินของข้าพเจ้ารายนี้ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินตามที่กล่าวมาข้างต้นเพราะข้าพเจ้าแบ่งแยกในนามเดิมมิได้ให้คำมั่นในการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะแต่อย่างใดทั้งสิ้น ฉะนั้น จึงขอให้ดำเนินการแบ่งแยกให้แก่ข้าพเจ้าต่อไปด้วย หากเกิดความเสียหายใด ๆ ข้าพเจ้ายอมรับผิดทั้งสิ้น ในวันที่ 29 มกราคม 2523 เจ้าพนักงานที่ดินจึงแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็นแปลงย่อยอีก 14 แปลง โดยมีที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4034 อยู่ระหว่างกลางที่ดินที่แบ่งแยก นางรัตนาก่อสร้างทาวน์เฮาส์ รวม 14 หลัง ในที่ดินที่แบ่งแยกนี้ โดยสร้างเรียงติดต่อกัน 2 แถว แถวละ 7 หลัง หันหน้าบ้านเข้าหากัน มีที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างกลาง ผู้ซื้อที่ดินทุกแปลงสามารถใช้ที่ดินพิพาท เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 1 และถนนสุขุมวิท 1/1 และมีโรงพยาบาล บ. ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามทาวน์เฮาส์ดังกล่าวด้านทิศตะวันออกโดยมีถนนสุขุมวิท 1/1 อยู่ระหว่างกลาง เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2542 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 120583 พร้อมทาวน์เฮาส์ ต่อจากนายเทอดเกียรติ และนายพจน์ โดยบุคคลทั้งสองซื้อที่ดินมาจากนางรัตนาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2537 เมื่อเดือนธันวาคม 2558 จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากนางรัตนาและซื้อที่ดินที่นางรัตนาแบ่งแยกรวม 13 แปลง จากผู้มีชื่อ ที่ดินและทาวน์เฮาส์ที่โจทก์ซื้อมานั้นเป็นที่ดินแปลงที่ตั้งอยู่ริมสุดติดกับถนนสุขุมวิท 1/1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่นางรัตนา เจ้าของที่ดินเดิมตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4034 แบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงย่อยอีก 14 แปลง และมีการจำหน่ายที่ดินที่แบ่งแยกและทาวน์เฮาส์ให้แก่ผู้มีชื่อ มีลักษณะเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 หรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 ได้บัญญัติถึงความหมายของการจัดสรรที่ดินว่า การจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไปไม่ว่าด้วยวิธีใด โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเป็นค่าตอบแทน และมีการให้คำมั่น หรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ หรือปรับปรุงให้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัย ที่ประกอบการพาณิชย์หรือที่ประกอบการอุตสาหกรรม และข้อ 30 วรรคหนึ่ง กำหนดให้สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรร ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากที่นางรัตนาได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4034 ออกเป็นแปลงย่อยอีก 14 แปลง ติดต่อกัน และสร้างทาวน์เฮาส์บนที่ดินที่แบ่งแยกดังกล่าวออกเป็น 2 แถว แถวละ 7 ห้อง โดยมีที่ดินพิพาทอยู่ระหว่างกลางทาวน์เฮาส์ทั้งสองแถว ซึ่งที่ดินพิพาทนี้ใช้เป็นถนนออกสู่ทางสาธารณะได้ทั้งสองด้าน คือ ถนนสุขุมวิท 1 และถนนสุขุมวิท 1/1 จึงเป็นการแบ่งแยกที่ดินติดต่อกันเกินกว่า 10 แปลง และได้ความจากการพิจารณาโฉนดที่ดินพร้อมสารบัญจดทะเบียนและหนังสือสัญญาขายที่ดิน 12 แปลง ว่านางรัตนาทยอยขายที่ดินแปลงย่อยดังกล่าวให้แก่ผู้มีชื่อในปี 2523 และปี 2524 ภายหลังจากที่นางรัตนามีคำขอแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4034 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2523 อันเป็นการจัดจำหน่ายที่ดินที่แบ่งแยกภายในระยะเวลาใกล้ชิดกับเวลาที่มีคำขอแบ่งแยกที่ดินแปลงนี้ ส่อแสดงให้เห็นว่านางรัตนามีเจตนาจะแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเพื่อจำหน่ายโดยมีค่าตอบแทนตามความหมายของการจัดสรรที่ดิน ข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แล้ว แม้บันทึกถ้อยคำจะระบุว่า การจัดแบ่งที่ดินรายนี้ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินเพราะเป็นการแบ่งแยกในนามเดิมมิได้ให้คำมั่นในการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะแต่อย่างใดทั้งสิ้น ทั้งฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่า นางรัตนามีเจตนาให้ผู้ที่อยู่ในทาวน์เฮาส์ที่แบ่งแยกนี้ใช้ที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางรัตนาเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้นบ่งชี้ให้เห็นพฤติการณ์ของนางรัตนาที่มีเจตนาต้องการจะแบ่งแยกที่ดินเพื่อจัดจำหน่ายให้แก่ผู้มีชื่อเกินกว่า 10 แปลง โดยมีค่าตอบแทนมาตั้งแต่ต้น มิใช่เจตนาจะแบ่งแยกให้ทายาทหรือเพื่อให้เช่าทั้งหมดตามที่กล่าวอ้าง ดังนี้ การทำธุรกรรมของนางรัตนาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เมื่อที่ดินพิพาทเป็นถนนเข้า-ออกจากทาวน์เฮาส์บนที่ดินที่แบ่งแยกเพื่อออกสู่ทางสาธารณะถนนสุขุมวิท 1 และถนนสุขุมวิท 1/1 กรณีจึงตกเป็นทางภาระจำยอมของเจ้าของที่ดินที่แบ่งแยกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินพิพาทมานานกว่า 10 ปีแล้วหรือไม่ เห็นว่า ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2542 โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 120583 พร้อมทาวน์เฮาส์ มาจากนายเทอดเกียรติ และนายพจน์ ภายหลังจากโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้ใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคในที่ดินโฉนดเลขที่ 4034 ต่อเนื่องเรื่อยมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยอย่างภาระจำยอมจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 35 ปีเศษแล้ว โจทก์มิได้ใช้ที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางรัตนาแต่อย่างใด จึงเป็นหน้าที่ของนางรัตนาเจ้าของที่ดินเดิมและจำเลย ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวที่จะต้องบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในที่ดินพิพาทให้คงสภาพดังที่เป็นอยู่เดิมตลอดไปและจะต้องไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมนั้นลดลงไปหรือเสื่อมลงไป เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2560 จำเลยทำการก่อสร้างรั้วและทำประตูเหล็กปิดกั้นถนนบนที่ดินพิพาท ทำให้โจทก์และบริวารใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางสัญจรผ่านเข้าออกระหว่างถนนสุขุมวิท 1/1 ไปยังถนนสุขุมวิท 1 ไม่ได้ ดังเดิม ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ที่โจทก์ซื้อมานั้นตั้งอยู่ริมสุดติดถนนสุขุมวิท 1/1 ต่อมาโจทก์ได้ขออนุญาตรื้อถอนและทำการก่อสร้างขึ้นใหม่เป็นทาวน์เฮาส์ 4 ชั้นครึ่ง สามารถเดินทางออกได้ทางด้านหน้าติดที่ดินพิพาทเพื่อออกสู่ถนนสุขุมวิท 1 ที่ดินพิพาทสามารถใช้เป็นที่จอดรถได้ทั้งสองฝั่ง ถนนในละแวกที่ดินดังกล่าวเวลาฝนตกน้ำจะไหลผ่านที่ดินพิพาทไปยังถนนสุขุมวิท 1 เนื่องจากถนนสุขุมวิท 1 จะมีพื้นที่ต่ำกว่าถนนสุขุมวิท 1/1 ภายหลังจากที่จำเลยซื้อที่ดินพิพาทและทาวน์เฮาส์ 13 หลัง แล้วจำเลยได้ขออนุญาตรื้ออาคาร ส่วนฝ่ายจำเลยมีนายชาญวิทย์ ซึ่งมีอาชีพเป็นแพทย์และเป็นรองประธานกรรมการของจำเลยเบิกความเป็นพยานว่า โรงพยาบาล บ. ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลานานกว่า 40 ปี ตั้งแต่ปี 2518 และมีการก่อสร้างอาคารเพื่อขยายกิจการมาโดยตลอด ทั้งมีการซื้อที่ดินในบริเวณใกล้เคียงกับบริเวณที่ดินพิพาทด้วย และมีนายนราธิปเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า พยานเป็นบุตรของนางรัตนา ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของนางรัตนาและมิได้จดทะเบียนให้เป็นภาระจำยอม ภายหลังจากนางรัตนาปฏิเสธโจทก์ที่ขอใส่ชื่อในที่ดินพิพาท โจทก์ก็ไม่เคยโต้แย้ง ตลอดระยะเวลาที่พยานไปเก็บค่าเช่าในบริเวณดังกล่าวพยานไม่เคยเห็นโจทก์ใช้ที่ดินพิพาท ทาวน์เฮาส์ของโจทก์ติดถนนสุขุมวิท 1/1 ซึ่งมีทางออก ส่วนทางออกที่หันหน้ามาทางที่ดินพิพาทนั้น มีกระถางต้นไม้ของโจทก์วางขวางระหว่างทางเข้าออก ถนนสุขุมวิท 1/1 เป็นทางสาธารณะและกว้างสะดวกแก่การใช้สัญจรผ่านเข้าออก ส่วนเส้นทางจากบ้านของโจทก์ไปยังถนนสุขุมวิท 1 โดยผ่านที่ดินพิพาทจะสะดวกน้อยกว่าเดินทางจากทาวน์เฮาส์ของโจทก์ออกไปทางถนนสุขุมวิท 1/1 ถัดจากทาวน์เฮาส์ของโจทก์ไปประมาณ 200 ถึง 250 เมตร จะมีซอยอื่นที่ไม่ใช่ที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์สามารถใช้เดินทางผ่านไปยังถนนสุขุมวิท 1 ได้ สาเหตุที่ทาวน์เฮาส์ทรุดตัวเนื่องจากมีการขุดชั้นใต้ดินและมีการถอนชีทไพล์ออก ทำให้ดินไหล เสาเข็มทรุด ทาวน์เฮาส์ที่อยู่ติดกับการก่อสร้างโรงแรมทรุดตัวไปด้านหลัง รวมทั้งทาวน์เฮาส์ของพยานด้วย ปลายปี 2553 คนที่เช่าทาวน์เฮาส์ของพยานไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ รวมถึงทาวน์เฮาส์อื่น ๆ อีก 6 หลัง ก็ไม่สามารถอยู่ได้เช่นกัน วิศวกรได้มาตรวจสอบทาวน์เฮาส์ที่มีการทรุดตัวและสรุปว่าไม่สามารถอยู่อาศัยได้ พยานจึงได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิด ต่อมาสามารถตกลงกันได้โดยทางฝ่ายโรงแรมชดใช้ค่าเสียหายแก่พยาน เป็นเงิน 2,600,000 บาท นอกจากพยานแล้วยังมีเจ้าของทาวน์เฮาส์ที่เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดให้รับผิดอีกหลายคดี ซึ่งผลของคดีศาลได้พิพากษาให้ทางฝ่ายโรงแรมชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ฟ้องคดี แม้ทาวน์เฮาส์จะชำรุดทรุดโทรมแต่จำเลยมีความประสงค์จะซื้อที่ดินเปล่าเพื่อก่อสร้างสถานพยาบาลและอาคารสำนักงาน หลังจากจำเลยซื้อที่ดินแล้วเจ้าของทาวน์เฮาส์ทั้งหลายได้ย้ายไปอยู่ที่อื่น สำหรับซอยย่อยจากถนนสุขุมวิท 1/1 ผ่านไปยังถนนสุขุมวิท 1 มีความสะดวก รถยนต์สามารถใช้สัญจรแล่นสวนไปมาได้ ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์จากคำพยานโจทก์และคำพยานจำเลยดังกล่าวข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า หลังจากโจทก์ซื้อทาวน์เฮาส์มาแล้วโจทก์ได้รื้อทาวน์เฮาส์เดิมแล้วสร้างใหม่เป็นทาวน์เฮาส์ 4 ชั้นครึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ริมสุดติดกับถนนสุขุมวิท 1/1 จำเลยซื้อที่ดินพิพาทและทาวน์เฮาส์ 13 หลัง แล้วคงเหลือที่ดินและทาวน์เฮาส์ของโจทก์เพียงหลังเดียวที่ยังมิได้ขายให้แก่จำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังได้เบิกความตอบคำถามค้านด้วยว่า เมื่อปี 2542 หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินมาแล้วโจทก์ได้สร้างประตูรั้วออกทางด้านถนนสุขุมวิท 1/1 ซึ่งประตูรั้วที่สร้างใหม่นี้มีขนาดกว้างกว่าประตูที่ออกสู่ที่ดินพิพาท และสภาพทาวน์เฮาส์ของโจทก์ ก่อนจำเลยซื้อที่ดินพิพาทมีการก่อสร้างโรงแรม B จากการก่อสร้างโรงแรมทำให้ทาวน์เฮาส์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ยังสามารถอาศัยอยู่ได้ ซึ่งความข้อนี้บางส่วนเจือสมกับคำเบิกความของนายนราธิปที่ว่า ทาวน์เฮาส์ด้านที่อยู่ติดกับโรงแรมทรุดตัวไปด้านหลัง รวมถึงทาวน์เฮาส์ของพยานด้วย ส่วนที่นายนราธิปเบิกความว่า ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดต่อศาลชั้นต้น และสามารถตกลงกันได้ กับมีซอยย่อยจากถนนสุขุมวิท 1/1 ไปยังถนนสุขุมวิท 1 นั้น ก็ตรงตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความพร้อมสำเนาคำพิพากษาตามยอม และตรงตามสำเนาแผนที่บริเวณที่เกิดเหตุแนบท้ายสำเนาคำฟ้องดังกล่าวด้วย ทั้งจากการพิจารณาเอกสารดังกล่าวแล้วปรากฏว่านายนราธิปได้ฟ้องผู้ทำละเมิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 และทางฝ่ายโรงแรมตกลงประนีประนอมยอมความกับนายนราธิป โดยยอมชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงิน 2,600,000 บาท ซึ่งนายนราธิปเบิกความตอบคำถามค้านว่า เป็นการตีราคาทาวน์เฮาส์ทั้งหลัง คำเบิกความของนายนราธิปในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าคำเบิกความของโจทก์ที่ตอบคำถามค้านว่า ยังสามารถอาศัยอยู่ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นับแต่ปลายปี 2553 ทาวน์เฮาส์ 7 หลัง ด้านที่อยู่ติดกับโรงแรมไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ แสดงว่าสภาพแวดล้อมภายในบริเวณทาวน์เฮาส์ดังกล่าวมีลักษณะถูกปล่อยร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร ยิ่งกว่านั้นเมื่อพิจารณาภาพถ่ายบริเวณหน้าทาวน์เฮาส์ของโจทก์ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินพิพาทมีต้นไม้ขึ้นระเกะระกะขวางอยู่ อันมีสภาพเหมือนโจทก์และบริวารมิได้ใช้ทางด้านที่ดินพิพาทเข้า – ออกทาวน์เฮาส์ของตน เมื่อพิเคราะห์ถึงคำพยานจำเลยประกอบภาพถ่าย และสำเนาแผนที่บริเวณที่เกิดเหตุแนบท้ายสำเนาคำฟ้องแล้ว มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เชื่อว่าเมื่อโจทก์สร้างประตูรั้วด้านที่ติดกับถนนสุขุมวิท 1/1 ซึ่งมีลักษณะแข็งแรงมั่นคงและกว้างกว่าประตูรั้วด้านที่ติดกับที่ดินพิพาท โจทก์มิได้ใช้ที่ดินพิพาทออกสู่ถนนสุขุมวิท 1 มานานกว่า 10 ปีแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรร รวม 14 แปลง ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แต่ปัจจุบันเหลือที่ดินจัดสรรเป็นของโจทก์เพียงแปลงเดียวเพราะจำเลยซื้อที่ดินแปลงอื่นทั้งหมดแล้ว การที่โจทก์ไม่ได้ใช้ที่ดินพิพาทยาวนานกว่า 10 ปี ภาระจำยอมบนที่ดินพิพาทจะสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้เจ้าของที่ดิน 13 แปลง ได้ขายที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว รวมทั้งนางรัตนาก็ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยด้วย แต่ที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นสามยทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากภาระจำยอมในที่ดินพิพาทไม่ได้ถูกขายให้แก่จำเลย การที่จำเลยซื้อที่ดินทั้ง 13 แปลง และที่ดินพิพาท มิได้มีผลทำให้ภาระจำยอมที่ที่ดินพิพาทมีอยู่แก่ที่ดินของโจทก์สิ้นไป แม้จะได้ความว่าโจทก์มิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทมานานกว่า 10 ปีแล้วก็ตาม ซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" จะเห็นได้ว่า ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวเป็นกฎหมายเฉพาะบัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไป จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการสิ้นไปของภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1399 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่ภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ได้ ภาระจำยอมในที่ดินพิพาทจึงไม่สิ้นสุดลง ดังนี้ การที่จำเลยก่อสร้างรั้วและทำประตูเหล็กปิดกั้นถนนบนที่ดินพิพาทกับทุบทำลายถนนในที่ดินพิพาทจนสิ้นสภาพความเป็นถนน ย่อมเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่การใช้ที่ดินพิพาทเฉพาะเป็นทางภาระจำยอมซึ่งจำเลยหามีสิทธิกระทำเช่นนั้นได้ไม่ จำเลยจึงต้องรื้อสิ่งกีดขวางการใช้ที่ดินพิพาทอย่างเป็นทางสัญจรออก และโจทก์ผู้เป็นเจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยผู้รับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าเสียหายมีเพียงใดเมื่อได้ความดังวินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยปิดกั้นเส้นทางสัญจรในที่ดินพิพาท อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท เป็นการเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1399
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — บริษัท ร.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
กาญจนา ชัยคงดี
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กำจัด พ่วงสวัสดิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2568
#717686
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดโดยกฎหมายใหม่ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกิน 50 ปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ ดังนั้น กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ส่วนจำเลยที่ 1 แม้มิได้ร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ด้วย แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และกำลังรับโทษอยู่ ศาลฎีกาย่อมกำหนดโทษใหม่สำหรับจำเลยที่ 1 ใหม่ด้วยได้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก แต่ละบทมีโทษเท่ากัน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 34 ปี และปรับ 1,400,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ให้วางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้ คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี และปรับ 700,000 บาท ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 3,000,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี 2 เดือน และปรับ 700,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง ยกคำขอให้นับโทษต่อ คดีถึงที่สุด

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่ามีเหตุกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า การกำหนดโทษให้จำเลยที่ 2 ใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ต้องเป็นกรณีที่โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ซึ่งบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดบัญญัติให้ศาลกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 สมคบกันมีเมทแอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 159.941218 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท ก่อนลดโทษซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นการก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ตามปริมาณเมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีจำนวนดังกล่าวย่อมแสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ด้วย หากจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวออกไปโดยสภาพและพฤติการณ์ย่อมก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90 และต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่ากฎหมายเดิม เมื่อโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาคือโทษจำคุกตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุกตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลต้องกำหนดโทษให้จำเลยที่ 2 ใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ส่วนกรณีเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกินห้าสิบปี แตกต่างจากประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนจำเลยที่ 1 แม้จะมิได้ร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ด้วยแต่เมื่อสำนวนความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และกำลังรับโทษอยู่ ศาลฎีกาย่อมกำหนดโทษใหม่สำหรับจำเลยที่ 1 ใหม่ด้วยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

พิพากษากลับ ให้กำหนดโทษจำเลยทั้งสองเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ให้จำคุก 12 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 180 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10, 12 จำคุก 50 ปี และปรับ 6,000,000 บาท ลดโทษจำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี และปรับ 600,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 3,000,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 2 เดือน และปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1) ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 145 วรรคสอง ม. 180
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 8 วรรคสอง ม. 10 ม. 12
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นางสาวพรรณธวัช มวญนรา
ศาลอุทธรณ์ — นางกฤษณา รัตนาสิน
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
ธนกฤต กมลวัทน์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2568
#712893
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกิน 50 ปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ ดังนั้น กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ส่วนจำเลยที่ 1 แม้มิได้ร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ด้วย แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และกำลังรับโทษอยู่ ศาลฎีกาย่อมกำหนดโทษใหม่สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยได้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก แต่ละบทมีโทษเท่ากัน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 34 ปี และปรับ 1,400,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ให้วางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้ คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี และปรับ 700,000 บาท ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 3,000,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี 2 เดือน และปรับ 700,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง ยกคำขอให้นับโทษต่อ คดีถึงที่สุด

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่ามีเหตุกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า การกำหนดโทษให้จำเลยที่ 2 ใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ต้องเป็นกรณีที่โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ซึ่งบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดบัญญัติให้ศาลกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 สมคบกันมีเมทแอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 159.941218 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลพิพากษาลงโทษ จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท ก่อนลดโทษ ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นการก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ตามปริมาณเมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีจำนวนดังกล่าวย่อมแสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ด้วย หากจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวออกไปโดยสภาพและพฤติการณ์ย่อมก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90 และต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่ากฎหมายเดิม เมื่อโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาคือโทษจำคุกตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุกตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลต้องกำหนดโทษให้จำเลยที่ 2 ใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ส่วนกรณีเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งได้คำว่า "โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกินห้าสิบปีแตกต่างจากประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนจำเลยที่ 1 แม้จะมิได้ร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ด้วยแต่เมื่อสำนวนความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และกำลังรับโทษอยู่ ศาลฎีกาย่อมกำหนดโทษใหม่สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

พิพากษากลับ ให้กำหนดโทษจำเลยทั้งสองเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ให้จำคุก 12 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 180 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10, 12 จำคุก 50 ปี และปรับ 6,000,000 บาท ลดโทษจำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี และปรับ 600,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 3,000,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 2 เดือน และปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 3 (1) ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.ยาเสพติด ม. 90 ม. 145 วรรคสอง ม. 180
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 8 วรรคสอง ม. 10 ม. 12
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2532 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นางสาวพรรณธวัช มวญนรา
ศาลอุทธรณ์ — นางกฤษณา รัตนาสิน
ชื่อองค์คณะ
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
ธนกฤต กมลวัทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 847/2568
#714812
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งเจ็ดคัดค้านว่าสัญญาซื้อขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพเป็นสำเนาเอกสารมิใช่ต้นฉบับ ไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และสำเนาเอกสารดังกล่าวปลอมและไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ เมื่อศาลให้โอกาสจำเลยทั้งเจ็ดซักค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวแล้วอย่างเต็มที่ ทั้งจำเลยทั้งเจ็ดมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามที่คัดค้านไว้ การที่ศาลไต่สวนเสร็จแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม ถือว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ดังนี้ ศาลจึงรับฟังสำเนาสัญญาซื้อขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพแทนต้นฉบับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 247,634,904.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 224,720,723.91 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน คดีถึงที่สุด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้นเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป โดยได้จดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลจะรับฟังสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ ได้ความตามทางไต่สวนของผู้ร้องโดยจำเลยทั้งเจ็ดไม่สืบพยานว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้อง สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ตลอดจนหลักประกันทุกประเภทของสินทรัพย์จากโจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งเจ็ดในคดีนี้ และผู้ร้องบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งเจ็ดทราบแล้ว ดังนี้ ผู้ร้องจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ส่วนที่จำเลยทั้งเจ็ดคัดค้านว่าสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นสำเนาเอกสารมิใช่ต้นฉบับ จึงไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และสำเนาเอกสารดังกล่าวปลอมและไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับนั้น เห็นว่า ในการไต่สวนศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยทั้งเจ็ดซักค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวแล้วอย่างเต็มที่ โดยนายอนุตร ทนายความผู้ร้องเบิกความตอบคำถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่าจะมีการไต่สวนในวันนี้ ในการเบิกต้นฉบับดังกล่าวต้องใช้เวลานานพอสมควร พยานยังไม่ได้ทำเรื่องขอเบิกต้นฉบับเนื่องจากไม่ทราบว่าจะมีการไต่สวน ประกอบกับจำเลยทั้งเจ็ดมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามที่คัดค้านไว้แต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนเสร็จและมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2) ดังนี้ ศาลจึงรับฟังสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นพยานหลักฐานได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (2)
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ซ.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — บริษัท ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายอาวุธ อักษรพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาติชาย กริชชาญชัย
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
จรูญ โชครุ่งวรานนท์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 847/2568
#721971
เปิดฉบับเต็ม

ในการไต่สวนศาลชั้นต้นให้โอกาสจำเลยทั้งเจ็ดซักค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารอย่างเต็มที่ แต่จำเลยทั้งเจ็ดก็มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามที่คัดค้านไว้ การที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนเสร็จและมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ดังนี้ ศาลจึงรับฟังสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 247,634,904.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 224,720,723.91 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน คดีถึงที่สุด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ โดยโจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน

จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้นเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป โดยได้จดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลจะรับฟังสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ ได้ความตามทางไต่สวนของผู้ร้องโดยจำเลยทั้งเจ็ดไม่สืบพยานว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้อง สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ตลอดจนหลักประกันทุกประเภทของสินทรัพย์จากโจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งเจ็ดในคดีนี้ และผู้ร้องบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งเจ็ดทราบแล้ว ดังนี้ ผู้ร้องจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ส่วนที่จำเลยทั้งเจ็ดคัดค้านว่าสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นสำเนาเอกสารมิใช่ต้นฉบับ จึงไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และสำเนาเอกสารดังกล่าวปลอมและไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับนั้น เห็นว่า ในการไต่สวนศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยทั้งเจ็ดซักค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวแล้วอย่างเต็มที่ ประกอบกับจำเลยทั้งเจ็ดมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามที่คัดค้านไว้ การที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนเสร็จและมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2) ดังนี้ ศาลจึงรับฟังสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นพยานหลักฐานได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ซ.
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — บริษัท ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
จรูญ โชครุ่งวรานนท์
สอนชัย สิราริยกุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842/2568
#716304
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 ต้องเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เมื่อโฉนดที่ดินทรัพย์มรดกอันเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของ ฉ. ที่ต้องนำไปจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งปันระหว่างผู้รับพินัยกรรมด้วยกัน โดยมีโจทก์และจำเลยรวมอยู่ด้วย เมื่อการจัดการมรดกดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ จำเลยและผู้รับพินัยกรรมอื่นจึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินและโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ด้วยจึงถือไม่ได้ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารของผู้อื่น ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทวงถามเพื่อจะแบ่งปันที่ดินแก่ผู้รับพินัยกรรม แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตามทำให้การจัดการมรดกเกิดข้อขัดข้องหรือได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 จำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า พันตำรวจโทลออ กับนางเฉลียว มีบุตรด้วยกันรวม 7 คน ได้แก่ นายธนกร นายวรพุฒ นางสาววรนุช นายวรพันธ์ (ตายเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2558) โจทก์ จำเลย และพันตำรวจโทวรเอก เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2551 นางเฉลียวทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองระบุให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12167 ออกจำหน่ายแล้วนำเงินที่ได้ไปเลี้ยงดูนางสาวฉลวย จนกว่านางสาวฉลวยจะถึงแก่ความตาย ส่วนทรัพย์สินอื่น ๆ ให้นำออกจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างผู้รับพินัยกรรม 6 คน คือ นายธนกร นางสาววรนุช นายวรพันธ์ โจทก์ จำเลย และพันตำรวจโทวรเอก กับแต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางเฉลียว ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 นางเฉลียวถึงแก่ความตาย ศาลแพ่งมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ พ 4909/2560 แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวนหลายแปลง ที่ดินโฉนดเลขที่ 19395 เป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของผู้ตายที่ต้องนำมาจำหน่ายแล้วนำเงินแบ่งกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม จำเลยเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษ..." การที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องได้ความว่า เป็นการเอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่น กรณีจึงต้องวินิจฉัยก่อนว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 19395 เป็นเอกสารของผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกแก่ทายาท อันได้แก่ทายาทโดยธรรม และผู้รับพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1603 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 19395 เป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของนางเฉลียวที่ต้องนำไปจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างผู้รับพินัยกรรมด้วยกันจำนวน 6 คน อันมีโจทก์และจำเลยรวมอยู่ด้วย เมื่อการจัดการมรดกดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ จำเลย และผู้รับพินัยกรรมอื่นอีก 4 คน จึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าว ซึ่งหมายรวมถึงโฉนดที่ดินอันเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินด้วย เช่นนี้ แม้โจทก์และผู้รับพินัยกรรมคนอื่นจะเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยก็ถือไม่ได้ว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 19395 เป็นเอกสารของผู้อื่นเพราะจำเลยเป็นเจ้าของอยู่ด้วย ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทวงถามโฉนดที่ดินดังกล่าว เพื่อจะแบ่งปันที่ดินแก่ผู้รับพินัยกรรม แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม ทำให้การจัดการมรดกเกิดข้อขัดข้องหรือได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. ในฐานะส่วนตัวและผู้จัดการมรดกของนาง ฉ.
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายเทิดศักดิ์ บุณยไวโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางบุญศริรัตน์ ศิริชัย
ชื่อองค์คณะ
วิเศษ นิ่มกุล
นภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
สมชาย พวงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842/2568
#717653
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 ต้องเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เมื่อที่ดินตามโฉนดที่ดินเป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของ ฉ.ที่ต้องนำไปจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งปันระหว่างผู้รับพินัยกรรมด้วยกัน โดยมีโจทก์และจำเลยรวมอยู่ด้วย และการจัดการมรดกดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ จำเลยและผู้รับพินัยกรรมอื่นจึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินและโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ด้วยจึงถือไม่ได้ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารของผู้อื่น ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทวงถามเพื่อจะแบ่งปันที่ดินแก่ผู้รับพินัยกรรม แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตามทำให้การจัดการมรดกเกิดข้อขัดข้องหรือได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 จำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า พันตำรวจโท ล. กับนาง ฉ. มีบุตรด้วยกันรวม 7 คน ได้แก่ นาย ธ. นางสาว ว. (ตายเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2558) โจทก์ จำเลย และพันตำรวจโท ว. เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2551 นาง ฉ. ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองระบุให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 12167 ออกจำหน่ายแล้วนำเงินที่ได้ไปเลี้ยงดูนางสาว ย. จนกว่านางสาว ย. จะถึงแก่ความตาย ส่วนทรัพย์สินอื่น ๆ ให้นำออกจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างผู้รับพินัยกรรม 6 คน คือ นาย ธ. นางสาว ว. นาย ว. โจทก์ จำเลย และพันตำรวจโท ว. กับแต่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนาง ฉ. ตามสำเนาพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 นาง ฉ. ถึงแก่ความตาย ศาลแพ่งมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ พ 4909/2560 แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวนหลายแปลง ที่ดินโฉนดเลขที่ 19395 เป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของผู้ตายที่ต้องนำมาจำหน่ายแล้วนำเงินแบ่งกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม จำเลยเป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษ..." การที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องได้ความว่า เป็นการเอาไปซึ่งเอกสารของผู้อื่น กรณีจึงต้องวินิจฉัยก่อนว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 19395 เป็นเอกสารของผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกแก่ทายาท อันได้แก่ทายาทโดยธรรม และผู้รับพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1603 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 19395 เป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของนาง ฉ. ที่ต้องนำไปจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งกันระหว่างผู้รับพินัยกรรมด้วยกันจำนวน 6 คน อันมีโจทก์และจำเลยรวมอยู่ด้วย เมื่อการจัดการมรดกดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ จำเลย และผู้รับพินัยกรรมอื่นอีก 4 คน จึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าว ซึ่งหมายรวมถึงโฉนดที่ดินอันเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินด้วย เช่นนี้ แม้โจทก์และผู้รับพินัยกรรมคนอื่นจะเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยก็ถือไม่ได้ว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 19395 เป็นเอกสารของผู้อื่นเพราะจำเลยเป็นเจ้าของอยู่ด้วย ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทวงถามโฉนดที่ดินดังกล่าว เพื่อจะแบ่งปันที่ดินแก่ผู้รับพินัยกรรม แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม ทำให้การจัดการมรดกเกิดข้อขัดข้องหรือได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 188
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. ในฐานะส่วนตัวและผู้จัดการมรดกของนาง ฉ.
จำเลย — นาง อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายเทิดศักดิ์ บุณยไวโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางบุญศริรัตน์ ศิริชัย
ชื่อองค์คณะ
วิเศษ นิ่มกุล
นภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
สมชาย พวงภู่
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 817/2568
#714291
เปิดฉบับเต็ม

การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้นั้นต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อมีคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่ไม่ได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควร คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้แต่งตั้ง ว. เป็นทนายความของตนไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาถึง 8 เดือนเศษ แต่เพิ่งมายื่นคำร้องขอถอน ว. ออกจากการเป็นทนายความก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน พร้อมกับขอเลื่อนคดีออกไปเพื่อจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน ทั้งที่ศาลชั้นต้นได้กำชับไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำการพิจารณาคดีติดต่อกัน การขอถอนทนายความอย่างกระชั้นชิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาล มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้าโดยไม่มีเหตุสมควร ประกอบกับในวันนัดสืบพยานดังกล่าวมีพยานโจทก์มาศาลพร้อมแล้วถึง 3 ปาก การที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้ น. ทนายขอแรงประจำศาลชั้นต้นซึ่งได้รับอนุญาตให้ว่าความตั้งแต่ปี 2544 มีประสบการณ์สูง ทำหน้าที่แก้ต่างให้จำเลย โดยศาลชั้นต้นได้สรุปข้อเท็จจริงในคดีให้ น. ทราบตามสมควรแล้ว และ น. ได้ทำหน้าที่ถามค้านพยานโจทก์ครบทั้ง 3 ปาก ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ ย่อมทราบขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลตามสมควร และรู้ข้อเท็จจริงในคดีมาตั้งแต่ต้น ในระหว่างการพิจารณาจำเลยสามารถให้ข้อมูลในทางคดีเพื่อให้ น. ใช้ประกอบในการถามพยานโจทก์ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว นอกจากนี้ในวันนัดสืบพยานจำเลย หลังจากจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้วขอเลื่อนคดีไปสืบพยานบุคคลต่ออีก 2 นัด ศาลชั้นต้นก็ยังให้โอกาสจำเลยตามขอ โดยในการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายจำเลยได้แต่งตั้ง พ. เป็นทนายความเข้ามาซักถามพยานร่วมกับ น. เพิ่มเติมอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้วไม่ได้มีอคติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง จากพฤติการณ์ดังที่กล่าวมาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถือว่าเป็นการผิดระเบียบ และไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าก่อนมีคำสั่งในเรื่องนี้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ปรึกษารองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุด แทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งติดราชการอื่นแล้ว จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76, 100/1, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 มาตรา 2, 3, 4, 6, 7, 88, 140, 157, 168 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ก่อนสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความของจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งตั้งนายนิพนธ์ ทนายขอแรงเป็นทนายความจำเลย ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรก จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะผู้พิพากษา ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาการสืบพยานโจทก์และขอเลื่อนการพิจารณาคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบและมีเหตุสมควรที่จะต้องเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้นั้น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อมีคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน ตามที่ศาลเห็นสมควร สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยแล้วเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2560 ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความ จำเลยแถลงว่าจะตั้งทนายความเอง ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อมเพื่อประชุมคดี สอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เมื่อถึงวันนัด จำเลยก็แต่งตั้งนายวศินเข้าทำหน้าที่เป็นทนายความ โดยโจทก์ขอสืบพยานบุคคล 3 ปาก ส่วนจำเลยขอสืบพยานบุคคล 2 ปาก ศาลชั้นต้นจึงให้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 โดยกำชับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาอย่างชัดเจนว่า ศาลจะพิจารณาคดีติดต่อกัน เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจะสืบพยานจำเลยต่อทันที ซึ่งจำเลยและนายวศินลงลายมือชื่อรับทราบไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแล้ว แต่เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ก่อนถึงนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน จำเลยยื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความ อ้างเหตุว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกัน โดยจำเลยจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน พร้อมแถลงขอเลื่อนคดีออกไปก่อน ดังนี้ จะเห็นได้ว่าจำเลยได้แต่งตั้งนายวศินเป็นทนายความของตนไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาถึง 8 เดือนเศษ แต่เพิ่งมายื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน พร้อมกับขอเลื่อนคดีออกไปเพื่อจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน ทั้งที่ศาลชั้นต้นได้กำชับไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำการพิจารณาคดีติดต่อกัน การขอถอนทนายความอย่างกระชั้นชิดเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาล มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้าโดยไม่มีเหตุสมควร ประกอบกับในวันนัดสืบพยานดังกล่าวมีพยานโจทก์มาศาลพร้อมแล้วถึง 3 ปาก การที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้นายนิพนธ์ทนายขอแรงประจำศาลชั้นต้น ซึ่งได้รับอนุญาตให้ว่าความมาตั้งแต่ปี 2544 มีประสบการณ์สูง ทำหน้าที่แก้ต่างให้จำเลย โดยศาลชั้นต้นได้สรุปข้อเท็จจริงในคดีให้นายนิพนธ์ทราบตามสมควรแล้ว และนายนิพนธ์ได้ทำหน้าที่ถามค้านพยานโจทก์ครบทั้ง 3 ปาก ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ย่อมทราบขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลตามสมควร และรู้ข้อเท็จจริงในคดีมาตั้งแต่ต้น ในระหว่างพิจารณาจำเลยสามารถให้ข้อมูลในทางคดีเพื่อให้นายนิพนธ์ใช้ประกอบในการถามค้านพยานโจทก์ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว นอกจากนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 หลังจากจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้ว ขอเลื่อนคดีไปสืบพยานบุคคลต่ออีก 2 นัด นอกเหนือจากที่ตกลงกำหนดไว้เดิม แม้โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นก็ยังให้โอกาสจำเลยตามขอ โดยในการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายจำเลยได้แต่งตั้งนายไพบูลย์เป็นทนายความเข้ามาซักถามพยานร่วมกับนายนิพนธ์เพิ่มเติมอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว มิได้มีอคติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง เฉพาะอย่างยิ่งในชั้นฎีกาจำเลยเองก็ยอมรับว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางได้จากความครอบครองของจำเลยจริง คงฎีกาโต้แย้งเฉพาะการพิพากษาปรับบทลงโทษของศาลอุทธรณ์เท่านั้น จากพฤติการณ์ดังที่กล่าวมาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถือว่าเป็นการผิดระเบียบ และไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาและองค์คณะในการปฏิบัติหน้าที่ ก็ปรากฏว่าไม่เข้าเหตุในการคัดค้านผู้พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แต่อย่างใด กรณีจึงไม่จำเป็นที่จะต้องไต่สวนก่อน อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าก่อนมีคำสั่งในเรื่องนี้ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ปรึกษารองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุด แทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งติดราชการอื่นแล้ว และรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุดได้ให้ความเห็นชอบ โดยลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าปกสำนวนเป็นหลักฐานอย่างชัดเจน จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรจิตร ศรีบุญมา
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 817/2568
#717685
เปิดฉบับเต็ม

การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้นั้น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อมีคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่ไม่ได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควร คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้แต่งตั้ง ว. เป็นทนายความของตนไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาถึง 8 เดือนเศษ แต่เพิ่งมายื่นคำร้องขอถอน ว. ออกจากการเป็นทนายความก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน พร้อมกับขอเลื่อนคดีออกไปเพื่อจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน ทั้งที่ศาลชั้นต้นได้กำชับไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำการพิจารณาคดีติดต่อกัน การขอถอนทนายความอย่างกระชั้นชิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาล มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้าโดยไม่มีเหตุสมควร ประกอบกับในวันนัดสืบพยานดังกล่าวมีพยานโจทก์มาศาลพร้อมแล้วถึง 3 ปาก การที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้ น. ทนายขอแรงประจำศาลชั้นต้นซึ่งได้รับอนุญาตให้ว่าความตั้งแต่ปี 2544 มีประสบการณ์สูง ทำหน้าที่แก้ต่างให้จำเลย โดยศาลชั้นต้นได้สรุปข้อเท็จจริงในคดีให้ น. ทราบตามสมควรแล้ว และ น. ได้ทำหน้าที่ถามค้านพยานโจทก์ครบทั้ง 3 ปาก ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ ย่อมทราบขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลตามสมควร และรู้ข้อเท็จจริงในคดีมาตั้งแต่ต้น ในระหว่างการพิจารณาจำเลยสามารถให้ข้อมูลในทางคดีเพื่อให้ น. ใช้ประกอบในการถามพยานโจทก์ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว นอกจากนี้ในวันนัดสืบพยานจำเลย หลังจากจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้วขอเลื่อนคดีไปสืบพยานบุคคลต่ออีก 2 นัด ศาลชั้นต้นก็ยังให้โอกาสจำเลยตามขอ โดยในการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายจำเลยได้แต่งตั้ง พ. เป็นทนายความเข้ามาซักถามพยานร่วมกับ น. เพิ่มเติมอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้วไม่ได้มีอคติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง จากพฤติการณ์ดังที่กล่าวมาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถือว่าเป็นการผิดระเบียบ และไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าก่อนมีคำสั่งในเรื่องนี้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ปรึกษารองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุด แทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งติดราชการอื่นแล้ว จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76, 100/1, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 มาตรา 2, 3, 4, 6, 7, 88, 140, 157, 168 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ก่อนสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความของจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งตั้งนายนิพนธ์ ทนายขอแรงเป็นทนายความจำเลย ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรก จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะผู้พิพากษา ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาการสืบพยานโจทก์และขอเลื่อนการพิจารณาคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบและมีเหตุสมควรที่จะต้องเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้นั้น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อมีคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน ตามที่ศาลเห็นสมควร สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยแล้วเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2560 ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความ จำเลยแถลงว่าจะตั้งทนายความเอง ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อมเพื่อประชุมคดี สอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เมื่อถึงวันนัด จำเลยก็แต่งตั้งนายวศินเข้าทำหน้าที่เป็นทนายความ โดยโจทก์ขอสืบพยานบุคคล 3 ปาก ส่วนจำเลยขอสืบพยานบุคคล 2 ปาก ศาลชั้นต้นจึงให้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 โดยกำชับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาอย่างชัดเจนว่า ศาลจะพิจารณาคดีติดต่อกัน เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจะสืบพยานจำเลยต่อทันที ซึ่งจำเลยและนายวศินลงลายมือชื่อรับทราบไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแล้ว แต่เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ก่อนถึงนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน จำเลยยื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความ อ้างเหตุว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกัน โดยจำเลยจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน พร้อมแถลงขอเลื่อนคดีออกไปก่อน ดังนี้ จะเห็นได้ว่าจำเลยได้แต่งตั้งนายวศินเป็นทนายความของตนไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาถึง 8 เดือนเศษ แต่เพิ่งมายื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน พร้อมกับขอเลื่อนคดีออกไปเพื่อจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน ทั้งที่ศาลชั้นต้นได้กำชับไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำการพิจารณาคดีติดต่อกัน การขอถอนทนายความอย่างกระชั้นชิดเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาล มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้าโดยไม่มีเหตุสมควร ประกอบกับในวันนัดสืบพยานดังกล่าวมีพยานโจทก์มาศาลพร้อมแล้วถึง 3 ปาก การที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้นายนิพนธ์ทนายขอแรงประจำศาลชั้นต้น ซึ่งได้รับอนุญาตให้ว่าความมาตั้งแต่ปี 2544 มีประสบการณ์สูง ทำหน้าที่แก้ต่างให้จำเลย โดยศาลชั้นต้นได้สรุปข้อเท็จจริงในคดีให้นายนิพนธ์ทราบตามสมควรแล้ว และนายนิพนธ์ได้ทำหน้าที่ถามค้านพยานโจทก์ครบทั้ง 3 ปาก ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ย่อมทราบขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลตามสมควร และรู้ข้อเท็จจริงในคดีมาตั้งแต่ต้น ในระหว่างพิจารณาจำเลยสามารถให้ข้อมูลในทางคดีเพื่อให้นายนิพนธ์ใช้ประกอบในการถามค้านพยานโจทก์ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว นอกจากนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 หลังจากจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้ว ขอเลื่อนคดีไปสืบพยานบุคคลต่ออีก 2 นัด นอกเหนือจากที่ตกลงกำหนดไว้เดิม แม้โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นก็ยังให้โอกาสจำเลยตามขอ โดยในการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายจำเลยได้แต่งตั้งนายไพบูลย์เป็นทนายความเข้ามาซักถามพยานร่วมกับนายนิพนธ์เพิ่มเติมอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว มิได้มีอคติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง เฉพาะอย่างยิ่งในชั้นฎีกาจำเลยเองก็ยอมรับว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางได้จากความครอบครองของจำเลยจริง คงฎีกาโต้แย้งเฉพาะการพิพากษาปรับบทลงโทษของศาลอุทธรณ์เท่านั้น จากพฤติการณ์ดังที่กล่าวมาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถือว่าเป็นการผิดระเบียบ และไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาและองค์คณะในการปฏิบัติหน้าที่ ก็ปรากฏว่าไม่เข้าเหตุในการคัดค้านผู้พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แต่อย่างใด กรณีจึงไม่จำเป็นที่จะต้องไต่สวนก่อน อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าก่อนมีคำสั่งในเรื่องนี้ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ปรึกษารองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุด แทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งติดราชการอื่นแล้ว และรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุดได้ให้ความเห็นชอบ โดยลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าปกสำนวนเป็นหลักฐานอย่างชัดเจน จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรจิตร ศรีบุญมา
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568
#712313
เปิดฉบับเต็ม

ในการชิงทรัพย์จำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหลบหนีไป จำเลยสวมหมวกนิรภัย หากจำเลยมีเจตนาที่จะป้องกันภยันตรายจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการไม่สวมหมวกนิรภัย อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยเคร่งครัด ไม่มีเจตนาที่จะปิดบังอำพรางใบหน้าในการกระทำความผิดแล้ว จำเลยย่อมต้องสวมหมวกนิรภัยมาตั้งแต่ขณะขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาสวมหมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าอันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ หาใช่เป็นการสวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ จำเลยปิดบังใบหน้าด้วยหมวกนิรภัย อันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงเป็นการชิงทรัพย์ที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 339, 340 ตรี

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 7 ปี และปรับ 130,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 65,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานงานคุมประพฤติ 4 เดือน ต่อครั้ง ภายระยะเวลา 1 ปี และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา24 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 335 (5) และมาตรา 340 ตรี (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง) ให้จำคุก 15 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยลักหมวกนิรภัยแบบเต็มใบ ราคา 700 บาท ของนายรชต ผู้เสียหายไป โดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยสวมหมวกนิรภัยแบบเต็มใบเพื่อปิดบังใบหน้า อันเป็นการกระทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยจำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามประกบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย และใช้กำลังกระชากดึงเอากุญแจรถของผู้เสียหายทิ้งลงข้างทาง เพื่อหยุดรถของผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยใช้กำลังขู่เข็ญประทุษร้ายผู้เสียหายด้วยการทำท่าจะหยิบอาวุธมาทำร้ายและบังคับให้ผู้เสียหายมอบหมวกนิรภัยให้แก่จำเลย ทั้งนี้เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำเลยให้การในชั้นสอบสวนรับว่าตามที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่า ชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และกระทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และพนักงานสอบสวนแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดว่าวันเกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยสีดำ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบกับผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์จำเลยขับรถจักรยานยนต์ประกบข้างตีคู่รถของผู้เสียหาย ต่อมาจำเลยบิดลูกกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกแล้วโยนทิ้ง เมื่อเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายดับแล้ว จำเลยขับรถจักรยานยนต์วนกลับมายังรถของผู้เสียหาย และพูดจาขู่เข็ญจะทำร้ายลักษณะจะล้วงเอาอาวุธที่บริเวณเอว ข่มขู่จะทำร้ายผู้เสียหาย และพูดให้ผู้เสียหายส่งมอบหมวกนิรภัยให้แก่จำเลย จนผู้เสียหายเกิดความกลัวและส่งมอบให้แก่จำเลย จำเลยให้การรับสารภาพทุกข้อหา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในการชิงทรัพย์ดังกล่าวจำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุ ปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหลบหนีไป จำเลยสวมหมวกนิรภัย หากจำเลยมีเจตนาที่จะป้องกันภยันตรายจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการไม่สวมหมวกนิรภัย อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยเคร่งครัด ไม่มีเจตนาที่จะปิดบังอำพรางใบหน้าในการกระทำความผิดแล้ว จำเลยย่อมต้องสวมหมวกนิรภัยมาตั้งแต่ขณะขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาสวมหมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าอันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ หาใช่เป็นการสวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ จำเลยปิดบังใบหน้าด้วยหมวกนิรภัย อันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงเป็นการชิงทรัพย์ที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะที่มีอายุเพียง 18 ปี เศษเท่านั้น จำเลยน่าจะยังมีความรู้สำนึกผิดชอบไม่มากนัก ยังปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายได้รับของกลางคืนแล้ว และจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,500 บาท แก่ผู้เสียหายแล้ว โดยผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยอีก และจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ โดยเพียงแต่บิดกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายให้เครื่องยนต์ดับ จนผู้เสียหายขับรถต่อไปไม่ได้ แล้วจำเลยพูดขอหมวกนิรภัยจากผู้เสียหายและทำท่าทางข่มขู่ จนผู้เสียหายกลัวและส่งมอบหมวกนิรภัยให้แก่จำเลย โดยไม่มีพฤติการณ์ร้ายแรงอื่น การกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่น ประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน อีกทั้งจำเลยต้องขังในระหว่างฎีกามานาน 1 ปีเศษแล้ว น่าจะหลาบจำ เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ การศึกษา การพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และพิเคราะห์แล้วจำเลยไม่เคยมีประวัติการกระทำความผิดหรือประพฤติปฏิบัติอันร้ายแรงอื่นมาก่อน การกระทำของจำเลยครั้งนี้ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้นได้ เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และกำหนดเงื่อนไขในการคุมความประพฤติ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่กลับไปกระทำความผิดอีก เห็นสมควรลงโทษปรับด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลย หนึ่งในสามแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 10 ปี และปรับ 200,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งในระยะเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (5) ม. 339 ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายเอกรินทร์ หนุนภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
ธนกฤต กมลวัทน์
ปฏิญญา สูตรสุวรรณ
ธีระศักดิ์ วริวงศ์
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
#714434
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน หรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง

การที่จำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปในเวลากลางคืนโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 335, 336, 352 คือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตเช่นเดียวกัน คงแตกต่างกันเพียงเรื่องการเอาทรัพย์นั้นไปโดยวิธีการใดเท่านั้น ดังนั้น ข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และฐานยักยอกทรัพย์จึงถือได้ว่ามิได้แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 และให้จําเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จําเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายภูษิต ผู้เสียหายยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน และปรับ 30,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้งภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,440 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วม นายนัสที จำเลย และนายจำนงค์ สามีจำเลย นั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ร้านค้าของโจทก์ร่วมและร้านค้าของจำเลย โจทก์ร่วมขอใบตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยมาตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับ ราคาฉบับละ 80 บาท เมื่อโจทก์ร่วมตรวจไปได้ 5 ฉบับไม่ถูกรางวัล โจทก์ร่วมลุกขึ้นจะกลับไปที่ร้านค้าโดยถือสลากกินแบ่งรัฐบาลส่วนที่เหลือยังไม่ได้ตรวจอีก 43 ฉบับ ไว้ในมือ จำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปตรวจ ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางใหญ่ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมกับนายนัสที เพื่อนของโจทก์ร่วมและจำเลยซึ่งเป็นพยานโจทก์กับพยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยด้วยเบิกความยืนยันว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นของโจทก์ร่วม และมีนางสาวภณิศา ซึ่งเป็นพยานโจทก์กับพยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยด้วยเช่นกันเบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยกับนายจำนงค์นั่งตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ที่โต๊ะ พยานถามว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นของใคร นายจำนงค์บอกว่า เป็นของโจทก์ร่วม พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความยืนยันตรงกันจึงมีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ประกอบกับข้อเท็จจริงตามสำนวนได้ความว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เก็บรักษาสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดไว้ที่ตนเอง ในตอนแรกเมื่อจำเลยขอสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปตรวจโจทก์ร่วมปฏิเสธจะขอคืนไปตรวจเอง จำเลยก็บอกว่าจะช่วยตรวจให้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านหรือโต้เถียงว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นเป็นของจำเลยที่เข้าหุ้นซื้อไว้ด้วยแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ให้น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมา ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเข้าหุ้นกับโจทก์ร่วมซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยนั้นคงมีจำเลยเบิกความลอย ๆ เพียงลำพัง ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจำเลยเข้าหุ้นซื้อมาเมื่อวันเวลาใด หรือเข้าหุ้นซื้อกี่ฉบับ ฉบับใดบ้าง หรือเข้าหุ้นร่วมซื้อเป็นเงินจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่จำเลยควรจะต้องจดจำได้อย่างแม่นยำเพราะหากถูกรางวัลจำเลยจะต้องคิดคำนวณเงินส่วนแบ่งที่จำเลยจะพึงได้รับจากโจทก์ร่วมด้วย แต่จำเลยก็หาได้นำสืบหรือเบิกความถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้เพื่อพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ชัดโดยปราศจากข้อสงสัยไม่ส่วนนายจำนงค์สามีจำเลยก็มิได้เบิกความยืนยันหรือสนับสนุนว่าจำเลยเข้าหุ้นกับโจทก์ร่วมซื้อสลากกินแบ่งดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาไม่สมเหตุสมผลและมีน้ำหนักน้อยไม่เพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้เข้าหุ้นซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกับโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาลทั้ง 48 ฉบับ แต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่าวันเกิดเหตุโจทก์ร่วมนำสลากกินแบ่งรัฐบาลมาตรวจโดยถือไว้ในมือข้างซ้าย เมื่อเอามาตรวจได้ 4 ถึง 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลก็วางไว้บนโต๊ะ ระหว่างนั้นมีลูกค้ามาที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมลุกขึ้นจะไปที่ร้านค้าจำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจซึ่งอยู่ในมือของโจทก์ร่วมไปบอกว่าจะช่วยตรวจให้ ให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อน โจทก์ร่วมบอกจำเลยว่าจะตรวจเองแต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ โจทก์ร่วมเห็นลูกค้ารออยู่จึงเดินไปที่ร้านค้า หลังจากนั้นประมาณ 15 นาที โจทก์ร่วมเดินกลับมาที่โต๊ะถามจำเลยเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม จำเลยบอกว่าตรวจให้แล้วไม่ถูกและทิ้งไปแล้ว โจทก์ร่วมถามอีกครั้งจำเลยก็ยืนยันว่าทิ้งไปแล้ว โจทก์ร่วมเดินไปดูในถังขยะที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่พบสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมจึงเดินกลับมาหาจำเลยที่โต๊ะบอกให้จำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลคืนมาโจทก์ร่วมจะตรวจจำเลยยืนยันเหมือนเดิมว่าทิ้งไปแล้ว และมีนายนัสทีเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมขอใบตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยมาตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมที่มีจำนวนมากหลายฉบับ โจทก์ร่วมตรวจไปได้ 2 ถึง 3 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลมีลูกค้ามาที่ร้านค้าของโจทก์ร่วมขณะโจทก์ร่วมจะเดินไปที่ร้านค้าจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ร่วมถืออยู่ในมือไป บอกให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อนจำเลยจะตรวจให้เอง ตอนแรกโจทก์ร่วมจะเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมคืนจำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าไปเถอะไปขายของเถอะ โจทก์ร่วมจึงเดินไปที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม จำเลยกับนายจำนงค์ช่วยกันตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทีละฉบับเมื่อไม่ถูกก็วางไว้บนโต๊ะ พยานนั่งดูอยู่ประมาณ 10 นาที ก็เดินไปที่ร้านค้าของพยาน จากนั้นประมาณ 10 นาที พยานเดินกลับมาที่โต๊ะเห็นจำเลยกับนายจำนงค์ยังตรวจไม่เสร็จพยานนั่งดูอยู่ประมาณ 5 นาที จึงเดินไปปิดร้านค้า เมื่อเดินกลับมาอีกครั้งพบโจทก์ร่วม จำเลยและนายจำนงค์อยู่ที่โต๊ะ แต่ไม่เห็นสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมบนโต๊ะ พยานได้ยินโจทก์ร่วมถามจำเลยเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม จำเลยตอบว่าตรวจแล้วไม่ถูก ทิ้งไปแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมและนายนัสทีเบิกความยืนยันสอดคล้องตรงกันว่าจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยตรวจเสร็จแล้วก็ไม่คืนให้แก่โจทก์ร่วมบอกว่าทิ้งไปแล้ว แม้จะมีถ้อยคำที่โจทก์ร่วมและนายนัสทีเบิกความแตกต่างคลาดเคลื่อนอยู่บ้างเกี่ยวกับถ้อยคำพูดของจำเลย จำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมที่ตรวจแล้วและยังไม่ได้ตรวจ แต่ถ้อยคำนั้นก็เป็นพลความที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยทั้งสลากกินแบ่งที่โจทก์ร่วมนำออกมาตรวจมีเป็นจำนวนมาก ระหว่างที่โจทก์ร่วมกำลังตรวจได้บางส่วนก็รีบลุกขึ้นจะเดินไปที่ร้านค้าของโจทก์ร่วมอย่างรีบร้อนย่อมไม่มีเวลาจะสังเกตจดจำหรือนับจำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ตรวจแล้วหรือที่ยังไม่ได้ตรวจได้อย่างแม่นยำชัดเจน ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ข้อแตกต่างนี้จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญแห่งคดี คงเป็นเพียงรายละเอียดข้อปลีกย่อยเท่านั้น มิได้ถือเป็นข้อพิรุธอันจะเป็นเหตุให้น่าระแวงสงสัยแต่ประการใด นอกจากนี้ยังได้ความว่าโจทก์ร่วมและนายนัสทีเป็นเพื่อนกับจำเลยและนายจำนงค์มาเป็นเวลานานหลายปีต่างประกอบอาชีพค้าขายมีร้านค้าอยู่ใกล้กันมีการพบปะสังสรรค์พูดคุยรับประทานอาหารด้วยกันที่โต๊ะดังกล่าวอยู่เสมอ วันเกิดเหตุก็นั่งพูดคุยกันที่โต๊ะตามปกติดังเช่นที่เคยกระทำกันมา ไม่ปรากฏว่ามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหรือมีเหตุโกรธเคืองกันแต่อย่างใด ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ร่วมและนายนัสทีจะเบิกความกลั่นแกล้งใส่ความให้ร้ายจำเลย โดยเฉพาะนายนัสทีเป็นประจักษ์พยานคนกลางที่โจทก์กับโจทก์ร่วมและจำเลยต่างก็อ้างเป็นพยานฝ่ายตนและไม่มีส่วนได้เสียในคดี คำเบิกความของนายนัสทีย่อมมีความน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่โจทก์ร่วมและนายนัสทีเบิกความมา ส่วนจำเลยมีจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ถูกรางวัลมีลูกค้ามารอที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม ขณะโจทก์ร่วมจะเดินไปที่ร้านค้าจำเลยจับสลากกินแบ่งรัฐบาลในมือโจทก์ร่วมบอกว่าจะตรวจให้โจทก์ร่วมบอกจะตรวจเอง จำเลยบอกโจทก์ร่วมให้ไปขายของจำเลยจะตรวจให้ โจทก์ร่วมพูดว่า "เอาอย่างนั้นเลยเหรอพี่" และส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้จำเลยมาตรวจ เมื่อโจทก์ร่วมเดินไปที่ร้านค้าแล้วกลับมาจำเลยจะคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมบอกจำเลยว่าไหน ๆ ตรวจให้แล้วก็ตรวจต่อไป จำเลยตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกใบแล้วไม่มีถูกรางวัลจึงวางไว้บนโต๊ะ ต่อมานางสาวภณิศาเดินมาถามเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลที่วางอยู่บนโต๊ะและนับจำนวนได้ 48 ฉบับ แล้วใช้หนังยางรัดสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดวางไว้บนโต๊ะหลังจากนั้นโจทก์ร่วม จำเลย นายนัสที และนายจำนงค์นั่งคุยกันต่อสักครู่ก็แยกย้ายกันกลับและจำเลยมีนายจำนงค์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุในทำนองเดียวกับจำเลย เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยและนายจำนงค์ดังกล่าวส่วนใหญ่สอดคล้องตรงกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนายนัสทีจึงเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมยิ่งสนับสนุนคำพยานของโจทก์ร่วมและนายนัสทีให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น ที่จำเลยอ้างว่าหลังจากจำเลยและนายจำนงค์ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมเสร็จแล้วจำเลยวางไว้บนโต๊ะ จำเลยไม่ได้เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทั้งหมดไปนั้น คงมีจำเลยและนายจำนงค์สามีจำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีโดยตรงเบิกความเท่านั้น การรับฟังคำพยานดังกล่าวจึงต้องพึงกระทำด้วยความระมัดระวัง จำเลยและนายจำนงค์เบิกความว่าเมื่อจำเลยและนายจำนงค์ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมเสร็จแล้วระหว่างนั่งคุยกับโจทก์ร่วมนางสาวภณิศามาถามนายจำนงค์เรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลที่วางอยู่บนโต๊ะนายจำนงค์บอกว่าอยากรู้ว่ากี่ใบให้นับเอา นางสาวภณิศานับได้ 48 ฉบับแล้วใช้หนังยางรัดสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดแล้ววางไว้บนโต๊ะ แต่นางสาวภณิศากลับเบิกความว่า พยานเห็นจำเลยกับนายจำนงค์ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่เมื่อสอบถามจำเลยบอกว่ายังตรวจไม่เสร็จจึงคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่นับแล้วให้จำเลยไป ไม่ตรงกับคำเบิกความของจำเลยและนายจำนงค์ จึงมีข้อพิรุธที่น่าสงสัยว่าจำเลยและนายจำนงค์อาจจะเบิกความบิดเบือนความจริงเพื่อให้จำเลยพ้นจากความผิด ทั้งได้ความจากโจทก์ร่วมและนายนัสทีว่าเมื่อโจทก์ร่วมและนายนัสทีกลับมาที่โต๊ะในภายหลังไม่พบสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม บริเวณที่เกิดเหตุก็เป็นที่โล่งแจ้งหากจำเลยวางสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมซึ่งมีเป็นจำนวนมากถึง 48 ฉบับไว้บนโต๊ะจริงโจทก์ร่วมและนายนัสทีย่อมจะพบเห็นได้โดยง่าย อีกทั้งจำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าทิ้งสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปแล้วแต่ไม่ได้บอกว่าทิ้งไปตรงไหนปล่อยให้โจทก์ร่วมค้นหาเองเมื่อโจทก์ร่วมไปตรวจดูในถังขยะที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ไม่พบ ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุโจทก์ร่วมนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม 48 ฉบับ มาตรวจรางวัล เมื่อโจทก์ร่วมเอาออกมาตรวจได้ 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลก็วางไว้บนโต๊ะ ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมลุกขึ้นจะเดินไปร้านค้าของโจทก์ร่วมจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจ 43 ฉบับ ซึ่งอยู่ในมือของโจทก์ร่วมไปบอกว่าจะช่วยตรวจ ให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อน หลังจากนั้นจำเลยและนายจำนงค์ช่วยกันตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วจำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทั้งหมดไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามจำเลยไม่คืนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ร่วมโดยบอกโจทก์ร่วมว่าตรวจแล้วไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่ฟ้องโจทก์ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติขยายความคำว่าข้อสาระสำคัญในวรรคสองให้เข้าใจว่าถ้าหากข้อแตกต่างนั้นเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ แต่ถ้าหากแตกต่างกันเพียงรายละเอียดที่จะต้องกล่าวในคำฟ้องให้ถือว่าข้อแตกต่างกันนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญ ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335,336, 352 คือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเจตนาทุจริตเช่นเดียวกัน คงแตกต่างกันเพียงเรื่องการเอาทรัพย์นั้นไปโดยวิธีการใด กล่าวคือ ด้วยวิธีการเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต หรือด้วยวิธีการลักเอาทรัพย์นั้นไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า หรือด้วยวิธีการครอบครองทรัพย์นั้นแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต เท่านั้น วิธีการในการเอาทรัพย์นั้นไปที่แตกต่างกันดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสาระสำคัญ ดังนั้น ข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และฐานยักยอกทรัพย์จึงถือได้ว่ามิได้แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป ไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ตามที่พิจารณาได้ความนั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นแต่อย่างไรก็ดี เห็นสมควรให้รอการลงโทษนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ภ.
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิน ชินตาปัญญากุล
ชื่อองค์คณะ
สุชาติ สุนทรีเกษม
จรรยา จีระเรืองรัตนา
อดุลย์ อุดมผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
#715636
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 และให้จําเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จําเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย ภ. ผู้เสียหายยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน และปรับ 30,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้งภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,440 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วม นาย น. จำเลย และนาย จ. สามีจำเลย นั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ร้านค้าของโจทก์ร่วมและร้านค้าของจำเลย โจทก์ร่วมขอใบตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยมาตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับ ราคาฉบับละ 80 บาท เมื่อโจทก์ร่วมตรวจไปได้ 5 ฉบับไม่ถูกรางวัล โจทก์ร่วมลุกขึ้นจะกลับไปที่ร้านค้าโดยถือสลากกินแบ่งรัฐบาลส่วนที่เหลือยังไม่ได้ตรวจอีก 43 ฉบับ ไว้ในมือ จำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปตรวจ ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางใหญ่ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมกับนาย น. เพื่อนของโจทก์ร่วมและจำเลยซึ่งเป็นพยานโจทก์กับพยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยด้วยเบิกความยืนยันว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นของโจทก์ร่วม และมีนางสาว ณ. ซึ่งเป็นพยานโจทก์กับพยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยด้วยเช่นกันเบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยกับนาย จ. นั่งตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ที่โต๊ะ พยานถามว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นของใคร นาย จ. บอกว่า เป็นของโจทก์ร่วม พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความยืนยันตรงกันจึงมีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ประกอบกับข้อเท็จจริงตามสำนวนได้ความว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เก็บรักษาสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดไว้ที่ตนเอง ในตอนแรกเมื่อจำเลยขอสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปตรวจโจทก์ร่วมปฏิเสธจะขอคืนไปตรวจเอง จำเลยก็บอกว่าจะช่วยตรวจให้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านหรือโต้เถียงว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นเป็นของจำเลยที่เข้าหุ้นซื้อไว้ด้วยแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ให้น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมา ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเข้าหุ้นกับโจทก์ร่วมซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยนั้นคงมีจำเลยเบิกความลอย ๆ เพียงลำพัง ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจำเลยเข้าหุ้นซื้อมาเมื่อวันเวลาใด หรือเข้าหุ้นซื้อกี่ฉบับ ฉบับใดบ้าง หรือเข้าหุ้นร่วมซื้อเป็นเงินจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่จำเลยควรจะต้องจดจำได้อย่างแม่นยำเพราะหากถูกรางวัลจำเลยจะต้องคิดคำนวณเงินส่วนแบ่งที่จำเลยจะพึงได้รับจากโจทก์ร่วมด้วย แต่จำเลยก็หาได้นำสืบหรือเบิกความถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้เพื่อพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ชัดโดยปราศจากข้อสงสัยไม่ส่วนนาย จ. สามีจำเลยก็มิได้เบิกความยืนยันหรือสนับสนุนว่าจำเลยเข้าหุ้นกับโจทก์ร่วมซื้อสลากกินแบ่งดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาไม่สมเหตุสมผลและมีน้ำหนักน้อยไม่เพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้เข้าหุ้นซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกับโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาลทั้ง 48 ฉบับ แต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่าวันเกิดเหตุโจทก์ร่วมนำสลากกินแบ่งรัฐบาลมาตรวจโดยถือไว้ในมือข้างซ้าย เมื่อเอามาตรวจได้ 4 ถึง 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลก็วางไว้บนโต๊ะ ระหว่างนั้นมีลูกค้ามาที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมลุกขึ้นจะไปที่ร้านค้าจำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจซึ่งอยู่ในมือของโจทก์ร่วมไปบอกว่าจะช่วยตรวจให้ ให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อน โจทก์ร่วมบอกจำเลยว่าจะตรวจเองแต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ โจทก์ร่วมเห็นลูกค้ารออยู่จึงเดินไปที่ร้านค้า หลังจากนั้นประมาณ 15 นาที โจทก์ร่วมเดินกลับมาที่โต๊ะถามจำเลยเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม จำเลยบอกว่าตรวจให้แล้วไม่ถูกและทิ้งไปแล้ว โจทก์ร่วมถามอีกครั้งจำเลยก็ยืนยันว่าทิ้งไปแล้ว โจทก์ร่วมเดินไปดูในถังขยะที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่พบสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมจึงเดินกลับมาหาจำเลยที่โต๊ะบอกให้จำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลคืนมาโจทก์ร่วมจะตรวจจำเลยยืนยันเหมือนเดิมว่าทิ้งไปแล้ว และมีนาย น. เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมขอใบตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยมาตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมที่มีจำนวนมากหลายฉบับ โจทก์ร่วมตรวจไปได้ 2 ถึง 3 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลมีลูกค้ามาที่ร้านค้าของโจทก์ร่วมขณะโจทก์ร่วมจะเดินไปที่ร้านค้าจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ร่วมถืออยู่ในมือไป บอกให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อนจำเลยจะตรวจให้เอง ตอนแรกโจทก์ร่วมจะเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมคืนจำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าไปเถอะไปขายของเถอะ โจทก์ร่วมจึงเดินไปที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม จำเลยกับนาย จ. ช่วยกันตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทีละฉบับเมื่อไม่ถูกก็วางไว้บนโต๊ะ พยานนั่งดูอยู่ประมาณ 10 นาที ก็เดินไปที่ร้านค้าของพยาน จากนั้นประมาณ 10 นาที พยานเดินกลับมาที่โต๊ะเห็นจำเลยกับนาย จ. ยังตรวจไม่เสร็จพยานนั่งดูอยู่ประมาณ 5 นาที จึงเดินไปปิดร้านค้า เมื่อเดินกลับมาอีกครั้งพบโจทก์ร่วม จำเลยและนาย จ. อยู่ที่โต๊ะ แต่ไม่เห็นสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมบนโต๊ะ พยานได้ยินโจทก์ร่วมถามจำเลยเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม จำเลยตอบว่าตรวจแล้วไม่ถูก ทิ้งไปแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมและนาย น. เบิกความยืนยันสอดคล้องตรงกันว่าจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยตรวจเสร็จแล้วก็ไม่คืนให้แก่โจทก์ร่วมบอกว่าทิ้งไปแล้ว แม้จะมีถ้อยคำที่โจทก์ร่วมและนาย น. เบิกความแตกต่างคลาดเคลื่อนอยู่บ้างเกี่ยวกับถ้อยคำพูดของจำเลย จำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมที่ตรวจแล้วและยังไม่ได้ตรวจ แต่ถ้อยคำนั้นก็เป็นพลความที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยทั้งสลากกินแบ่งที่โจทก์ร่วมนำออกมาตรวจมีเป็นจำนวนมาก ระหว่างที่โจทก์ร่วมกำลังตรวจได้บางส่วนก็รีบลุกขึ้นจะเดินไปที่ร้านค้าของโจทก์ร่วมอย่างรีบร้อนย่อมไม่มีเวลาจะสังเกตจดจำหรือนับจำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ตรวจแล้วหรือที่ยังไม่ได้ตรวจได้อย่างแม่นยำชัดเจน ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ข้อแตกต่างนี้จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญแห่งคดี คงเป็นเพียงรายละเอียดข้อปลีกย่อยเท่านั้น มิได้ถือเป็นข้อพิรุธอันจะเป็นเหตุให้น่าระแวงสงสัยแต่ประการใด นอกจากนี้ยังได้ความว่าโจทก์ร่วมและนาย น. เป็นเพื่อนกับจำเลยและนาย จ. มาเป็นเวลานานหลายปีต่างประกอบอาชีพค้าขายมีร้านค้าอยู่ใกล้กันมีการพบปะสังสรรค์พูดคุยรับประทานอาหารด้วยกันที่โต๊ะดังกล่าวอยู่เสมอ วันเกิดเหตุก็นั่งพูดคุยกันที่โต๊ะตามปกติดังเช่นที่เคยกระทำกันมา ไม่ปรากฏว่ามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหรือมีเหตุโกรธเคืองกันแต่อย่างใด ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ร่วมและนาย น. จะเบิกความกลั่นแกล้งใส่ความให้ร้ายจำเลย โดยเฉพาะนาย น. เป็นประจักษ์พยานคนกลางที่โจทก์กับโจทก์ร่วมและจำเลยต่างก็อ้างเป็นพยานฝ่ายตนและไม่มีส่วนได้เสียในคดี คำเบิกความของนาย น. ย่อมมีความน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่โจทก์ร่วมและนาย น. เบิกความมา ส่วนจำเลยมีจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ถูกรางวัลมีลูกค้ามารอที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม ขณะโจทก์ร่วมจะเดินไปที่ร้านค้าจำเลยจับสลากกินแบ่งรัฐบาลในมือโจทก์ร่วมบอกว่าจะตรวจให้โจทก์ร่วมบอกจะตรวจเอง จำเลยบอกโจทก์ร่วมให้ไปขายของจำเลยจะตรวจให้ โจทก์ร่วมพูดว่า "เอาอย่างนั้นเลยเหรอพี่" และส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้จำเลยมาตรวจ เมื่อโจทก์ร่วมเดินไปที่ร้านค้าแล้วกลับมาจำเลยจะคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมบอกจำเลยว่าไหน ๆ ตรวจให้แล้วก็ตรวจต่อไป จำเลยตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกใบแล้วไม่มีถูกรางวัลจึงวางไว้บนโต๊ะ ต่อมานางสาว ณ. เดินมาถามเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลที่วางอยู่บนโต๊ะและนับจำนวนได้ 48 ฉบับ แล้วใช้หนังยางรัดสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดวางไว้บนโต๊ะหลังจากนั้นโจทก์ร่วม จำเลย นาย น. และนาย จ. นั่งคุยกันต่อสักครู่ก็แยกย้ายกันกลับและจำเลยมีนาย จ. เป็นพยานเบิกความสนับสนุนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุในทำนองเดียวกับจำเลย เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยและนาย จ. ดังกล่าวส่วนใหญ่สอดคล้องตรงกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนาย น. จึงเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมยิ่งสนับสนุนคำพยานของโจทก์ร่วมและนาย น. ให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น ที่จำเลยอ้างว่าหลังจากจำเลยและนาย จ. ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมเสร็จแล้วจำเลยวางไว้บนโต๊ะ จำเลยไม่ได้เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทั้งหมดไปนั้น คงมีจำเลยและนาย จ. สามีจำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีโดยตรงเบิกความเท่านั้น การรับฟังคำพยานดังกล่าวจึงต้องพึงกระทำด้วยความระมัดระวัง จำเลยและนาย จ. เบิกความว่าเมื่อจำเลยและนาย จ. ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมเสร็จแล้วระหว่างนั่งคุยกับโจทก์ร่วมนางสาว ณ. มาถามนาย จ. เรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลที่วางอยู่บนโต๊ะนาย จ. บอกว่าอยากรู้ว่ากี่ใบให้นับเอา นางสาว ณ. นับได้ 48 ฉบับแล้วใช้หนังยางรัดสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดแล้ววางไว้บนโต๊ะ แต่นางสาว ณ. กลับเบิกความว่า พยานเห็นจำเลยกับนาย จ. ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่เมื่อสอบถามจำเลยบอกว่ายังตรวจไม่เสร็จจึงคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่นับแล้วให้จำเลยไป ไม่ตรงกับคำเบิกความของจำเลยและนาย จ. จึงมีข้อพิรุธที่น่าสงสัยว่าจำเลยและนาย จ. อาจจะเบิกความบิดเบือนความจริงเพื่อให้จำเลยพ้นจากความผิด ทั้งได้ความจากโจทก์ร่วมและนาย น. ว่าเมื่อโจทก์ร่วมและนาย น. กลับมาที่โต๊ะในภายหลังไม่พบสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม บริเวณที่เกิดเหตุก็เป็นที่โล่งแจ้งหากจำเลยวางสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมซึ่งมีเป็นจำนวนมากถึง 48 ฉบับไว้บนโต๊ะจริงโจทก์ร่วมและนาย น. ย่อมจะพบเห็นได้โดยง่าย อีกทั้งจำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าทิ้งสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปแล้วแต่ไม่ได้บอกว่าทิ้งไปตรงไหนปล่อยให้โจทก์ร่วมค้นหาเองเมื่อโจทก์ร่วมไปตรวจดูในถังขยะที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ไม่พบ ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุโจทก์ร่วมนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม 48 ฉบับ มาตรวจรางวัล เมื่อโจทก์ร่วมเอาออกมาตรวจได้ 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลก็วางไว้บนโต๊ะ ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมลุกขึ้นจะเดินไปร้านค้าของโจทก์ร่วมจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจ 43 ฉบับ ซึ่งอยู่ในมือของโจทก์ร่วมไปบอกว่าจะช่วยตรวจ ให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อน หลังจากนั้นจำเลยและนาย จ. ช่วยกันตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วจำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทั้งหมดไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามจำเลยไม่คืนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ร่วมโดยบอกโจทก์ร่วมว่าตรวจแล้วไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติขยายความคำว่าข้อสาระสำคัญในวรรคสองให้เข้าใจว่าถ้าหากข้อแตกต่างนั้นเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ แต่ถ้าหากแตกต่างกันเพียงรายละเอียดที่จะต้องกล่าวในคำฟ้องให้ถือว่าข้อแตกต่างกันนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญ ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335,336, 352 คือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเจตนาทุจริตเช่นเดียวกัน คงแตกต่างกันเพียงเรื่องการเอาทรัพย์นั้นไปโดยวิธีการใด กล่าวคือ ด้วยวิธีการเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต หรือด้วยวิธีการลักเอาทรัพย์นั้นไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า หรือด้วยวิธีการครอบครองทรัพย์นั้นแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต เท่านั้น วิธีการในการเอาทรัพย์นั้นไปที่แตกต่างกันดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสาระสำคัญ ดังนั้น ข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และฐานยักยอกทรัพย์จึงถือได้ว่ามิได้แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป ไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ตามที่พิจารณาได้ความนั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นแต่อย่างไรก็ดี เห็นสมควรให้รอการลงโทษนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 336 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ภ.
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิน ชินตาปัญญากุล
ชื่อองค์คณะ
สุชาติ สุนทรีเกษม
จรรยา จีระเรืองรัตนา
อดุลย์ อุดมผล
แหล่งที่มา
สรรหาฎีกาเด็ด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568
#717684
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาโจทก์ร่วมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลได้ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามฟ้อง แต่เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เป็นการเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอก ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 และให้จําเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 5,200 บาท แก่ผู้เสียหาย

จําเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายภูษิต ผู้เสียหายยื่นคําร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 3 เดือน และปรับ 30,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟังให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,440 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วม นายนัสที จำเลย และนายจำนงค์ สามีจำเลย นั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ร้านค้าของโจทก์ร่วมและร้านค้าของจำเลย โจทก์ร่วมขอใบตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยมาตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล 48 ฉบับ ราคาฉบับละ 80 บาท เมื่อโจทก์ร่วมตรวจไปได้ 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัล โจทก์ร่วมลุกขึ้นจะกลับไปที่ร้านค้าโดยถือสลากกินแบ่งรัฐบาลส่วนที่เหลือยังไม่ได้ตรวจอีก 43 ฉบับ ไว้ในมือ จำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปตรวจ ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 โจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางใหญ่ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมกับนายนัสที เพื่อนของโจทก์ร่วมและจำเลยซึ่งเป็นพยานโจทก์กับพยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยด้วยเบิกความยืนยันว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นของโจทก์ร่วม และมีนางสาวภณิศา ซึ่งเป็นพยานโจทก์กับพยานโจทก์ร่วมและพยานจำเลยด้วยเช่นกันเบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยกับนายจำนงค์นั่งตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่ที่โต๊ะ พยานถามว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นของใคร นายจำนงค์บอกว่า เป็นของโจทก์ร่วม พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามเบิกความยืนยันตรงกันจึงมีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ประกอบกับข้อเท็จจริงตามสำนวนได้ความว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เก็บรักษาสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดไว้ที่ตนเอง ในตอนแรกเมื่อจำเลยขอสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปตรวจโจทก์ร่วมปฏิเสธจะขอตรวจเอง จำเลยก็บอกว่าจะช่วยตรวจให้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านหรือโต้เถียงว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นเป็นของจำเลยที่เข้าหุ้นซื้อไว้ด้วยแต่อย่างใด พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ให้น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดดังที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมา ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเข้าหุ้นกับโจทก์ร่วมซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยนั้นคงมีจำเลยเบิกความลอย ๆ เพียงลำพัง ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าจำเลยเข้าหุ้นซื้อมาเมื่อวันเวลาใด หรือเข้าหุ้นซื้อกี่ฉบับ ฉบับใดบ้าง หรือเข้าหุ้นร่วมซื้อเป็นเงินจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่จำเลยควรจะต้องจดจำได้อย่างแม่นยำเพราะหากถูกรางวัลจำเลยจะต้องคิดคำนวณเงินส่วนแบ่งที่จำเลยจะพึงได้รับจากโจทก์ร่วมด้วย แต่จำเลยก็หาได้นำสืบหรือเบิกความถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้เพื่อพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ชัดโดยปราศจากข้อสงสัยไม่ ส่วนนายจำนงค์สามีจำเลยก็มิได้เบิกความยืนยันหรือสนับสนุนว่าจำเลยเข้าหุ้นกับโจทก์ร่วมซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาไม่สมเหตุสมผลและมีน้ำหนักน้อยไม่เพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้เข้าหุ้นซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกับโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาลทั้ง 48 ฉบับ แต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่าวันเกิดเหตุโจทก์ร่วมนำสลากกินแบ่งรัฐบาลมาตรวจโดยถือไว้ในมือข้างซ้าย เมื่อเอามาตรวจได้ 4 ถึง 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลก็วางไว้บนโต๊ะ ระหว่างนั้นมีลูกค้ามาที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมลุกขึ้นจะไปที่ร้านค้า จำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจซึ่งอยู่ในมือของโจทก์ร่วมไปบอกว่าจะช่วยตรวจให้ ให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อน โจทก์ร่วมบอกจำเลยว่าจะตรวจเองแต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ โจทก์ร่วมเห็นลูกค้ารออยู่จึงเดินไปที่ร้านค้า หลังจากนั้นประมาณ 15 นาที โจทก์ร่วมเดินกลับมาที่โต๊ะถามจำเลยเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม จำเลยบอกว่าตรวจให้แล้วไม่ถูกและทิ้งไปแล้ว โจทก์ร่วมถามอีกครั้งจำเลยก็ยืนยันว่าทิ้งไปแล้ว โจทก์ร่วมเดินไปดูในถังขยะที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่พบสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมจึงเดินกลับมาหาจำเลยที่โต๊ะบอกให้จำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลคืนมาโจทก์ร่วมจะตรวจ จำเลยยืนยันเหมือนเดิมว่าทิ้งไปแล้ว และมีนายนัสทีเป็นพยานเบิกความว่าโจทก์ร่วมขอใบตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยมาตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมที่มีจำนวนมากหลายฉบับ โจทก์ร่วมตรวจไปได้ 2 ถึง 3 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลมีลูกค้ามาที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม ขณะโจทก์ร่วมจะเดินไปที่ร้านค้าจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ร่วมถืออยู่ในมือไป บอกให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อนจำเลยจะตรวจให้เอง ตอนแรกโจทก์ร่วมจะเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมคืนจำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าไปเถอะไปขายของเถอะ โจทก์ร่วมจึงเดินไปที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม จำเลยกับนายจำนงค์ช่วยกันตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทีละฉบับเมื่อไม่ถูกก็วางไว้บนโต๊ะ พยานนั่งดูอยู่ประมาณ 10 นาที ก็เดินไปที่ร้านค้าของพยาน จากนั้นประมาณ 10 นาที พยานเดินกลับมาที่โต๊ะเห็นจำเลยกับนายจำนงค์ยังตรวจไม่เสร็จพยานนั่งดูอยู่ประมาณ 5 นาที จึงเดินไปปิดร้านค้า เมื่อเดินกลับมาอีกครั้งพบโจทก์ร่วม จำเลยและนายจำนงค์อยู่ที่โต๊ะ แต่ไม่เห็นสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมบนโต๊ะ พยานได้ยินโจทก์ร่วมถามจำเลยเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม จำเลยตอบว่าตรวจแล้วไม่ถูก ทิ้งไปแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมและนายนัสทีเบิกความยืนยันสอดคล้องตรงกันว่าจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยตรวจเสร็จแล้วก็ไม่คืนให้แก่โจทก์ร่วมบอกว่าทิ้งไปแล้ว แม้จะมีถ้อยคำที่โจทก์ร่วมและนายนัสทีเบิกความแตกต่างคลาดเคลื่อนอยู่บ้างเกี่ยวกับถ้อยคำพูดของจำเลย จำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมที่ตรวจแล้วและยังไม่ได้ตรวจ แต่ถ้อยคำนั้นก็เป็นพลความที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยทั้งสลากกินแบ่งที่โจทก์ร่วมนำออกมาตรวจมีเป็นจำนวนมาก ระหว่างที่โจทก์ร่วมกำลังตรวจได้บางส่วนก็รีบลุกขึ้นจะเดินไปที่ร้านค้าของโจทก์ร่วมอย่างรีบร้อนย่อมไม่มีเวลาจะสังเกตจดจำหรือนับจำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ตรวจแล้วหรือที่ยังไม่ได้ตรวจได้อย่างแม่นยำชัดเจน ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ข้อแตกต่างนี้จึงมิใช่ข้อสาระสำคัญแห่งคดี คงเป็นเพียงรายละเอียดข้อปลีกย่อยเท่านั้น มิได้ถือเป็นข้อพิรุธอันจะเป็นเหตุให้น่าระแวงสงสัยแต่ประการใด นอกจากนี้ยังได้ความว่าโจทก์ร่วมและนายนัสทีเป็นเพื่อนกับจำเลยและนายจำนงค์มาเป็นเวลานานหลายปีต่างประกอบอาชีพค้าขายมีร้านค้าอยู่ใกล้กันมีการพบปะสังสรรค์พูดคุยรับประทานอาหารด้วยกันที่โต๊ะดังกล่าวอยู่เสมอ วันเกิดเหตุก็นั่งพูดคุยกันที่โต๊ะตามปกติดังเช่นที่เคยกระทำกันมา ไม่ปรากฏว่ามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหรือมีเหตุโกรธเคืองกันแต่อย่างใด ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ร่วมและนายนัสทีจะเบิกความกลั่นแกล้งใส่ความให้ร้ายจำเลย โดยเฉพาะนายนัสทีเป็นประจักษ์พยานคนกลางที่โจทก์กับโจทก์ร่วมและจำเลยต่างก็อ้างเป็นพยานฝ่ายตนและไม่มีส่วนได้เสียในคดี คำเบิกความของนายนัสทีย่อมมีความน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามที่โจทก์ร่วมและนายนัสทีเบิกความมา ส่วนจำเลยมีจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อโจทก์ร่วมตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ถูกรางวัลมีลูกค้ามารอที่ร้านค้าของโจทก์ร่วม ขณะโจทก์ร่วมจะเดินไปที่ร้านค้าจำเลยจับสลากกินแบ่งรัฐบาลในมือโจทก์ร่วมบอกว่าจะตรวจให้ โจทก์ร่วมบอกจะตรวจเอง จำเลยบอกโจทก์ร่วมให้ไปขายของจำเลยจะตรวจให้ โจทก์ร่วมพูดว่า "เอาอย่างนั้นเลยเหรอพี่" และส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้จำเลยมาตรวจ เมื่อโจทก์ร่วมเดินไปที่ร้านค้าแล้วกลับมาจำเลยจะคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมบอกจำเลยว่าไหน ๆ ตรวจให้แล้วก็ตรวจต่อไป จำเลยตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกใบแล้วไม่มีถูกรางวัลจึงวางไว้บนโต๊ะ ต่อมานางสาวภณิศาเดินมาถามเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลที่วางอยู่บนโต๊ะและนับจำนวนได้ 48 ฉบับ แล้วใช้หนังยางรัดสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดวางไว้บนโต๊ะหลังจากนั้นโจทก์ร่วม จำเลย นายนัสที และนายจำนงค์นั่งคุยกันต่อสักครู่ก็แยกย้ายกันกลับและจำเลยมีนายจำนงค์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุในทำนองเดียวกับจำเลย เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยและนายจำนงค์ดังกล่าวส่วนใหญ่สอดคล้องตรงกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนายนัสทีจึงเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมยิ่งสนับสนุนคำพยานของโจทก์ร่วมและนายนัสทีให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น ที่จำเลยอ้างว่าหลังจากจำเลยและนายจำนงค์ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมเสร็จแล้วจำเลยวางไว้บนโต๊ะ จำเลยไม่ได้เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทั้งหมดไปนั้น คงมีจำเลยและนายจำนงค์สามีจำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีโดยตรงเบิกความเท่านั้น การรับฟังคำพยานดังกล่าวจึงต้องพึงกระทำด้วยความระมัดระวัง จำเลยและนายจำนงค์เบิกความว่าเมื่อจำเลยและนายจำนงค์ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมเสร็จแล้วระหว่างนั่งคุยกับโจทก์ร่วมนางสาวภณิศามาถามนายจำนงค์เรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลที่วางอยู่บนโต๊ะนายจำนงค์บอกว่าอยากรู้ว่ากี่ใบให้นับเอา นางสาวภณิศานับได้ 48 ฉบับแล้วใช้หนังยางรัดสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดแล้ววางไว้บนโต๊ะ แต่นางสาวภณิศากลับเบิกความว่า พยานเห็นจำเลยกับนายจำนงค์ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลอยู่เมื่อสอบถามจำเลยบอกว่ายังตรวจไม่เสร็จจึงคืนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่นับแล้วให้จำเลยไป ไม่ตรงกับคำเบิกความของจำเลยและนายจำนงค์ จึงมีข้อพิรุธที่น่าสงสัยว่าจำเลยและนายจำนงค์อาจจะเบิกความบิดเบือนความจริงเพื่อให้จำเลยพ้นจากความผิด ทั้งได้ความจากโจทก์ร่วมและนายนัสทีว่าเมื่อโจทก์ร่วมและนายนัสทีกลับมาที่โต๊ะในภายหลังไม่พบสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม บริเวณที่เกิดเหตุก็เป็นที่โล่งแจ้งหากจำเลยวางสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมซึ่งมีเป็นจำนวนมากถึง 48 ฉบับ ไว้บนโต๊ะจริงโจทก์ร่วมและนายนัสทีย่อมจะพบเห็นได้โดยง่าย อีกทั้งจำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าทิ้งสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปแล้วแต่ไม่ได้บอกว่าทิ้งไปตรงไหนปล่อยให้โจทก์ร่วมค้นหาเองเมื่อโจทก์ร่วมไปตรวจดูในถังขยะที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ไม่พบ ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุโจทก์ร่วมนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วม 48 ฉบับ มาตรวจรางวัล เมื่อโจทก์ร่วมเอาออกมาตรวจได้ 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัลก็วางไว้บนโต๊ะ ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมลุกขึ้นจะเดินไปร้านค้าของโจทก์ร่วมจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจ 43 ฉบับ ซึ่งอยู่ในมือของโจทก์ร่วมไปบอกว่าจะช่วยตรวจ ให้โจทก์ร่วมไปขายของก่อน หลังจากนั้นจำเลยและนายจำนงค์ช่วยกันตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วจำเลยเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมทั้งหมดไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามจำเลยไม่คืนสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ร่วมโดยบอกโจทก์ร่วมว่าตรวจแล้วไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปในเวลากลางคืนโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละฐานความผิด คนละหมวดความผิด และมีอัตราโทษแตกต่างกัน เป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติขยายความคำว่าข้อสาระสำคัญในวรรคสองให้เข้าใจว่าถ้าหากข้อแตกต่างนั้นเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ แต่ถ้าหากแตกต่างกันเพียงรายละเอียดที่จะต้องกล่าวในคำฟ้องให้ถือว่าข้อแตกต่างกันนั้นมิใช่ข้อสาระสำคัญ ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ และยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336, 352 คือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเจตนาทุจริตเช่นเดียวกัน คงแตกต่างกันเพียงเรื่องการเอาทรัพย์นั้นไปโดยวิธีการใด กล่าวคือ ด้วยวิธีการเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต หรือด้วยวิธีการลักเอาทรัพย์นั้นไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า หรือด้วยวิธีการครอบครองทรัพย์นั้นแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต เท่านั้น วิธีการในการเอาทรัพย์นั้นไปที่แตกต่างกันดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสาระสำคัญ ดังนั้น ข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และฐานยักยอกจึงถือได้ว่ามิได้แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป ไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความนั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นแต่อย่างไรก็ดี เห็นสมควรให้รอการลงโทษนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 336 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ภ.
จำเลย — นางสาว จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิน ชินตาปัญญากุล
ชื่อองค์คณะ
สุชาติ สุนทรีเกษม
จรรยา จีระเรืองรัตนา
อดุลย์ อุดมผล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2568
#713897
เปิดฉบับเต็ม

การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน

แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวโดยทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ ซึ่งการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติอันผิดทำนองคลองธรรมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาแต่ความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไป

แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อนแล้ว จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง

เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงมีผลเท่ากับเป็นการพิพากษากลับในส่วนจำเลยที่ 2 มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนจำเลยที่ 2 ถูกเพิกถอนไปทั้งหมด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงต้องสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษคงสั่งเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองก่อนฟ้องเป็นเงิน 300,000 บาท และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ข. หรือ ม. ตั้งแต่อายุ 7 ปี ถึง 8 ปี เดือนละ 6,000 บาท กับชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ท. และเด็กหญิง ข. หรือ ม.ตั้งแต่อายุ 9 ปี ถึง 12 ปี คนละ 7,000 บาท ต่อเดือน อายุ 13 ปี ถึง 15 ปี คนละ 8,000 บาท ต่อเดือน อายุ 16 ปี ถึง 18 ปี คนละ 9,000 บาท ต่อเดือน และอายุ 19 ปี ถึง 20 ปี คนละ 10,000 บาท ต่อเดือน กับให้ชำระค่าการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าประกันชีวิตของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองกึ่งหนึ่งแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างการพิจารณา โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ซึ่งมีข้อความดังนี้

ข้อ 1. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนหย่ากัน ณ ที่ว่าการอำเภอ ภายใน 15 วัน โดยตกลงจะนัดกันในภายหลัง หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่า

ข้อ 2. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคือ เด็กชาย ท. และเด็กหญิง ข. แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ปิดกั้นที่จะให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดามาเยี่ยมเยือนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่อย่างใด

ข้อ 3. จำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองดังต่อไปนี้

3.1 เด็กชาย ท. ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูดังนี้ นับตั้งแต่อายุ 9 ปี จนถึงอายุ 12 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 13 ปี จนถึงอายุ 15 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 16 ปี จนถึงอายุ 20 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 7,500 บาท

โดยจะเริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 5 กันยายน 2565 และจะชำระต่อ ๆ ไปภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยจะชำระให้แก่บุตรผ่านบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาว ฟ. หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์สามารถบังคับคดีได้ทันที โดยคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ

3.2 เด็กหญิง ข. ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูดังนี้

นับตั้งแต่อายุ 7 ปี จนถึงอายุ 8 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 4,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 9 ปี จนถึงอายุ 12 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 13 ปี จนถึงอายุ 15 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 6,000 บาท นับตั้งแต่อายุ 16 ปี จนถึงอายุ 20 ปี เป็นรายเดือน เดือนละ 7,500 บาท

โดยจะเริ่มชำระเดือนแรกภายในวันที่ 5 กันยายน 2565 และจะชำระต่อ ๆ ไปภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยจะชำระให้แก่บุตรผ่านบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาว ฟ. หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์สามารถบังคับคดีได้ทันที โดยคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ

ข้อ 4. จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเทอมที่ค้างจ่ายให้แก่โจทก์ที่ค้างจ่ายจำนวน 70,000 บาท โดยแบ่งชำระกับโจทก์คนละครึ่งเป็นจำนวน 35,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 จะชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา 4 เดือน โดยจะชำระให้แก่โจทก์ผ่านบัญชีธนาคาร ก. ชื่อบัญชีนางสาว ฟ. หากผิดนัด โจทก์สามารถบังคับคดีได้ทันที โดยคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ

ข้อ 5. โจทก์ไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายหรือค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1

ข้อ 6. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงตามข้อ 1. ถึงข้อ 5. และไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีก

ข้อ 7. ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท ส่วนเรื่องการหย่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองและอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองให้เป็นไปตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ)

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กชาย ท. เกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 กับเด็กหญิง ข.หรือ ม. เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2557 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากัน จากนั้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ในระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้พักอาศัยอยู่ด้วยกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปพักอยู่ที่หอพักของบริษัท ส. ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลป้ายแดง ยี่ห้อมาสด้า จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 โดยมีข้อตกลงข้างต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 สามีโจทก์ในทำนองชู้สาว อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวโดยทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติอันผิดทำนองคลองธรรมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาแต่ความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไป แม้ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวก็ตาม แต่ประเด็นที่จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์หรือไม่นั้น โจทก์คงมีเพียงตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความอ้างว่า เมื่อโจทก์สืบทราบว่าจำเลยทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน โจทก์เคยแจ้งให้จำเลยที่ 2 เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉยและยังแอบคบหากับจำเลยที่ 1 อยู่ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยังนัดหมายไปพบกันที่โรงแรมเพื่อหลับนอนกัน แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ในระหว่างสมรสโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้พักอาศัยอยู่ด้วยกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปพักอยู่ที่หอพักของบริษัทที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่ ซึ่งบริษัทดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ส่วนโจทก์และบุตรผู้เยาว์ทั้งสองพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 134 โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยไปเยี่ยมเยียนหรือพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่หอพักดังกล่าวตามลำพังเช่นนี้ หากจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งว่าตนมีภริยาแล้ว ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 หรือบุคคลอื่นอาจเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีคู่สมรสก็เป็นได้ ทั้งในส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เคยแจ้งจำเลยที่ 2 ให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉยนั้น โจทก์ก็เบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว ประกอบกับเมื่อพิจารณาเหตุการณ์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองนัดหมายไปพบกันที่โรงแรมนั้น กลับปรากฏเหตุการณ์ที่โจทก์และเพื่อนโจทก์ติดตามไปพบจำเลยทั้งสองขณะออกจากลิฟท์ของโรงแรมด้วยกัน เมื่อจำเลยทั้งสองเห็นโจทก์ จำเลยที่ 2 พูดกับจำเลยที่ 1 ว่า "ไหนว่าคุยกับเค้าแล้วไง" จากนั้นโจทก์พูดว่า "คุยกันเลย" ซึ่งจำเลยที่ 1 พูดตอบกลับโจทก์ไปว่า "ก็เลิกกันไงยุ้ย" ในทำนองว่าจำเลยที่ 1 ยุติความสัมพันธ์กับโจทก์แล้ว อันเจือสมกับสำเนาใบสำคัญการหย่าเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ปรากฏรายละเอียดว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559 ซึ่งอาจทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันแล้ว โดยไม่ทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีการจดทะเบียนสมรสใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ดังนั้นเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อน ประกอบกับเหตุการณ์แล้ว รูปคดีจึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 นั้น เนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีผลเป็นการยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุที่จะวินิจฉัยคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวอีกต่อไป นอกจากนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงมีผลเท่ากับเป็นการพิพากษากลับในส่วนจำเลยที่ 2 มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนจำเลยที่ 2 ถูกเพิกถอนไปทั้งหมด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงต้องสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษคงสั่งเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้ยกคำร้องขออนุญาตยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1523 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 167 ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ฟ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวอลิสา สุนทรพะลิน
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นางสุรางคณา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
บุญศริรัตน์ ศิริชัย
อภิรดี โพธิ์พร้อม
ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา