คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,106 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 47/2568
#718360
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลบางภาษี ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางภาษี ที่ 2 กรมทางหลวงชนบท ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ขออนุมัติจัดทำโครงการงานซ่อมสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายบ้านบางภาษี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อนุมัติให้จัดทำโครงการและดำเนินการก่อสร้างถนนลงบนที่ดินของผู้ฟ้องคดีเต็มทั้งแปลง และถ่ายโอนโครงการให้อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ให้ความยินยอม ไม่เคยอุทิศหรือยกที่ดินให้เป็นที่สาธารณะ การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กจึงชอบด้วยกฎหมายและมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การก่อสร้างถนนในพื้นที่พิพาทเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 การโต้แย้งว่าถนนดังกล่าวก่อสร้างบนที่ดินหรือรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนครปฐมพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อ้างว่าที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์ ดังนี้ การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้องค์การบริหารส่วนตำบลบางภาษี ที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางภาษี ที่ 2 กรมทางหลวงชนบท ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีเต็มทั้งแปลง ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนคอนกรีตของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมีอำนาจเข้าไปก่อสร้างถนนคอนกรีตได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาล มีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ผู้ฟ้องคดี — นาง ม.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลบางภาษี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 45/2568
#719636
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง แพทยสภา จำเลย ว่า โจทก์เป็นมารดาของผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายมีอาการแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง หายใจไม่สะดวก คลื่นไส้อาเจียน และปวดศีรษะ จึงเข้ารับการรักษาที่่โรงพยาบาล จ. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลของบริษัทโรงพยาบาล จ. จำกัด (มหาชน) แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อของนายแพทย์ ช. ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของบริษัทฯ ตรวจวินิจฉัยว่าผู้ตายเจ็บป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหารอักเสบและรักษาด้วยการฉีดยา เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว โจทก์จึงยื่นร้องเรียนนายแพทย์ ช. กับแพทย์หญิง พ. ต่อแพทยสภาเพื่อขอให้ตรวจสอบ และได้ยื่นฟ้องนายแพทย์ ช. เป็นจำเลยที่ 1 และบริษัทฯ เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยตกลงท้ากันว่า หากจำเลยมีความเห็นว่าการรักษาของนายแพทย์ ช. และบริษัทฯ ไม่ได้มาตรฐาน นายแพทย์ ช. และบริษัทฯ จะชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่หากจำเลยมีความเห็นว่าการรักษาของนายแพทย์ ช. และบริษัทฯ ได้มาตรฐาน โจทก์ยอมแพ้คดี ปรากฏว่าจำเลยมีความเห็นว่านายแพทย์ ช. ผู้ถูกร้องเรียนที่ 1 และแพทย์หญิง พ. ผู้ถูกร้องเรียนที่ 2 มิได้ประพฤติผิดข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 หมวด 4 ข้อ 15 กรณีมาตรฐานของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม จึงมีมติว่าคดีไม่มีมูล ยกข้อกล่าวหาตามคำสั่งแพทยสภา เป็นเหตุให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ส่วนศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องไม่รับฎีกา โจทก์จึงยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองกลาง และต่อมาศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแพทยสภาเฉพาะในส่วนที่ยกข้อกล่าวหานายแพทย์ ช. การที่คณะกรรมการแพทยสภาประชุมและมีมติว่าคดีไม่มีมูลยกข้อกล่าวหานายแพทย์ ช. ตามคำสั่งแพทยสภาดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมควรที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้มีการสอบสวนเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกร้องเรียนต่อไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดอย่างรอบคอบถี่ถ้วน หรือมีเจตนาช่วยเหลือนายแพทย์ ช. ให้ไม่ต้องรับผิด หากตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบและมีคำสั่งถูกต้อง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยตรวจสอบข้อเท็จจริงพยานเอกสารและพยานบุคคลโดยละเอียดรอบคอบตามขั้นตอนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ การที่จำเลยมีคำสั่งแพทยสภาไม่ใช่ผลโดยตรงจากการละเมิด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่า เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้แพทยสภา จำเลย มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 แต่โดยที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมาตรา 7 (1) กำหนดให้แพทยสภาควบคุมการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม และมาตรา 8 (1) กำหนดให้แพทยสภามีอำนาจรับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (2) พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จำเลยย่อมเป็นหน่วยงานที่มีฐานะเป็นองค์กรวิชาชีพซึ่งได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองในการควบคุมความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดสืบเนื่องมาจากคณะกรรมการแพทยสภามีมติในการประชุมยกข้อกล่าวหานายแพทย์ ช. ตามคำสั่งแพทยสภา ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งแพทยสภาดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่ยกข้อกล่าวหานายแพทย์ ช. เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525
ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — แพทยสภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 44/2568
#719635
เปิดฉบับเต็ม

องค์การบริหารส่วนตำบลนาพู่ โจทก์ ยื่นฟ้อง นาย ส. จำเลย ว่า โจทก์ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนตำบลของโจทก์ โดยคณะกรรมการได้คัดเลือกโรงเรียน ล. เป็นหน่วยงานกลางผู้รับผิดชอบในการทำหน้าที่ผลิตข้อสอบ ตรวจข้อสอบและประมวลผลคะแนน โจทก์และโรงเรียน ล. โดยจำเลยในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเรื่องการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนตำบลของโจทก์ โดยกำหนดให้โรงเรียน ล. ดำเนินการผลิตข้อสอบ ตรวจข้อสอบ และประมวลผลคะแนนการสอบบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนตำบลของโจทก์ 11 อัตรา เมื่อจำเลยออกข้อสอบ ผลิตข้อสอบ ตรวจข้อสอบ ประมวลผลคะแนนและส่งผลการสอบให้กับโจทก์ โจทก์ออกประกาศผลการสอบแข่งขันและมีคำสั่งบรรจุแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้เป็นพนักงานส่วนตำบลจำนวน 11 ราย เป็นพนักงานของโจทก์และเรียกบรรจุพนักงานเพิ่มเติมโดยใช้ผลสอบในครั้งเดียวกันอีกหนึ่งตำแหน่ง ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดอุดรธานีมีมติให้พนักงานส่วนตำบลที่โรงเรียน ล. เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบแข่งขันพ้นจากตำแหน่ง และโจทก์มีคำสั่งให้บุคคลที่สอบแข่งขันได้ต้องออกจากราชการ ต่อมาบุคคลผู้ถูกให้ออกจากราชการบางส่วนได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนคำสั่งที่ให้ตนพ้นจากราชการ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุพนักงานของโจทก์ไม่ได้มาตรฐาน ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันตามคำสั่งของโจทก์และมติการประชุมคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดอุดรธานีบรรจุแต่งตั้งผู้สอบได้เป็นคำสั่งทางปกครองที่มีความผิดพลาดอย่างชัดเจนและร้ายแรง จำเลยในฐานะผู้อำนวยการของโรงเรียน ล. ไม่ได้ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกโดยการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นพนักงานส่วนตำบล พ.ศ. 2555 ประกอบกับประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดอุดรธานี เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกโดยการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนตำบล พ.ศ. 2555 พิพากษาให้ยกฟ้อง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดสอบ ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายและดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ การกระทำละเมิดของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของโจทก์ โดยมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแขวงอุดรธานีเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุดรธานีเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์เป็นราชการส่วนท้องถิ่นและเป็นนิติบุคคล จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อมูลเหตุที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น เกิดจากการดำเนินการจัดสอบแข่งขันที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยแล้วว่าเป็นการไม่ชอบด้วยประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกโดยการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนตำบล พ.ศ. 2555 และประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดอุดรธานี เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกโดยการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานส่วนตำบล พ.ศ. 2555 จำเลยในฐานะส่วนตัวเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด ขัดแย้งกับมาตรฐานทั่วไปที่กำหนดให้สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่โจทก์คัดเลือกเป็นผู้รับผิดชอบในการแข่งขันอันเป็นการจัดสอบโดยทุจริตและผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง ผลการสอบแข่งขันจากการดำเนินการสอบแข่งขันมิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และมาตรฐานของกฎระเบียบทางราชการ มูลความแห่งคดีนี้จึงเกี่ยวเนื่องกับการกระทำของจำเลยที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแล้ว แม้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการในฐานะส่วนตัวก็เป็นเพียงเหตุผลในการวินิจฉัยว่าการจัดสอบเกิดการทุจริตหรือผิดกฎหมาย อันเป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยโดยตรง จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ดังนั้น ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
โจทก์ — องค์การบริหารส่วนตำบลนาพู่
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568
#712129
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาทและการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1722 นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน

ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์มรดก 2 แปลงไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 14 แปลง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์มรดกติดต่อกันทุกเดือน ซึ่งได้ความตามคำให้การของโจทก์ในคดีที่โจทก์กับทายาทอื่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตายว่าจำเลยที่ 2 มีบ้านพักอยู่ใกล้กับผู้ตาย และจำเลยที่ 2 ก็ไปงานศพของผู้ตายด้วย โดยจำเลยที่ 2 ไม่นำสืบหักล้าง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองควรทราบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย ตามพฤติการณ์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์และทายาทของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในดินทั้งสองแปลงใหญ่รวมไปถึงที่ดินถูกแบ่งย่อยออกไปอีกห้าแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

ที่จำเลยที่ 3 อ้างมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริต นั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาต้องห้าม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259, 9260 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262, 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 4 และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นหมายเรียกนางนพดล เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขาย กับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262, 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 3 ผู้ซื้อ และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 4 ผู้ซื้อ อีกทั้งให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 4 ผู้ขายกับจำเลยร่วมผู้ซื้อ ให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของนายประเสริฐ กับให้จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายประเสริฐ ผู้ตาย กับนางคำเภา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 12 คน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2556 ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวนสองแปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700 และที่ดินโฉนดเลขที่ 5594 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาเอกสารสำคัญเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลง ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนชื่อในทะเบียนที่ดินทั้งสองแปลง จากชื่อผู้ตายเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปแบ่งแยกเป็นโฉนดแปลงย่อยจำนวน 14 แปลง ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกเป็นโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกนายประเสริฐ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 (โฉนดเดิมเลขที่ 5594) 9261, 9262, 9266, 9259, 9260 (หนังสือรับรองการทำประโยชน์เดิม (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700) ให้แก่จำเลยที่ 2 จากนั้นวันที่ 18 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยที่ 1 ถูกถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ให้แก่จำเลยที่ 3 และเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยที่ 2 ไม่ไปไถ่ถอน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และโฉนดที่ดินในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท และการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ ประเด็นนี้ เห็นว่า ตามพฤติการณ์ที่ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์มรดก 2 แปลง ไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 14 แปลง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9211, 9261 ,9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์มรดกติดต่อกันทุกเดือน ซึ่งก็ได้ความตามคำให้การของโจทก์ในคดีที่โจทก์กับทายาทอื่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตายว่า จำเลยที่ 2 มีบ้านพักอยู่ใกล้กับผู้ตาย ห่างกันเพียงประมาณ 3 กิโลเมตร และจำเลยที่ 2 ก็ได้ไปงานศพของผู้ตายด้วย โดยที่จำเลยที่ 2 เองก็ไม่ได้สืบพยานหักล้าง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองควรได้ทราบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย ตามพฤติการณ์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์และทายาทของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงใหญ่รวมไปถึงที่ดินที่ถูกแบ่งย่อยออกไปอีกห้าแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริตนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่สุจริตในการนำคดีมาฟ้องนั้น เห็นว่า แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ได้ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้นที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ระหว่างที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1300 ม. 1719 ม. 1722
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 249 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ป.
จำเลย — นาย ข. กับพวก
จำเลยร่วม — นาง น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นางสาวรันตี อัศวพิศาลบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวอรุณี กระจ่างแสง
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
สุวิทย์ พรพานิช
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568
#721969
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาทและการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1722 นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน

ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์มรดก 2 แปลงไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 14 แปลง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์มรดกติดต่อกันทุกเดือน ซึ่งได้ความตามคำให้การของโจทก์ในคดีที่โจทก์กับทายาทอื่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตายว่าจำเลยที่ 2 มีบ้านพักอยู่ใกล้กับผู้ตาย และจำเลยที่ 2 ก็ไปงานศพของผู้ตายด้วย โดยจำเลยที่ 2 ไม่นำสืบหักล้าง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองควรทราบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย ตามพฤติการณ์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์และทายาทของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงใหญ่รวมไปถึงที่ดินถูกแบ่งย่อยออกไปอีกห้าแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

ที่จำเลยที่ 3 อ้างมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริตนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาต้องห้าม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259, 9260 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262, 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 4 และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นหมายเรียกนางนพดล เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขาย กับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262, 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 3 ผู้ซื้อ และเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ขายกับจำเลยที่ 4 ผู้ซื้อ อีกทั้งให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 ระหว่างจำเลยที่ 4 ผู้ขายกับจำเลยร่วมผู้ซื้อ ให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของนายประเสริฐ กับให้จำเลยทั้งสี่และจำเลยร่วม ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยเป็นบุตรของนายประเสริฐ ผู้ตาย กับนางคำเภา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 12 คน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2556 ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินจำนวนสองแปลง คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700 และที่ดินโฉนดเลขที่ 5594 จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาเอกสารสำคัญเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลง ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนชื่อในทะเบียนที่ดินทั้งสองแปลง จากชื่อผู้ตายเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปแบ่งแยกเป็นโฉนดแปลงย่อยจำนวน 14 แปลง ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกเป็นโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกนายประเสริฐ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9211 (โฉนดเดิมเลขที่ 5594) 9261, 9262, 9266, 9259, 9260 (หนังสือรับรองการทำประโยชน์เดิม (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1700) ให้แก่จำเลยที่ 2 จากนั้นวันที่ 18 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยที่ 1 ถูกถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ให้แก่จำเลยที่ 3 และเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยที่ 2 ไม่ไปไถ่ถอน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และโฉนดที่ดินในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท และการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ ประเด็นนี้ เห็นว่า ตามพฤติการณ์ที่ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์มรดก 2 แปลง ไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 14 แปลง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9211, 9261 ,9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์มรดกติดต่อกันทุกเดือน ซึ่งก็ได้ความตามคำให้การของโจทก์ในคดีที่โจทก์กับทายาทอื่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตายว่า จำเลยที่ 2 มีบ้านพักอยู่ใกล้กับผู้ตาย ห่างกันเพียงประมาณ 3 กิโลเมตร และจำเลยที่ 2 ก็ได้ไปงานศพของผู้ตายด้วย โดยที่จำเลยที่ 2 เองก็ไม่ได้สืบพยานหักล้าง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองควรได้ทราบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย ตามพฤติการณ์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์และทายาทของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในที่ดินทั้งสองแปลงใหญ่รวมไปถึงที่ดินที่ถูกแบ่งย่อยออกไปอีกห้าแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริตนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่สุจริตในการนำคดีมาฟ้องนั้น เห็นว่า แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ได้ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้นที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ระหว่างที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1300 ม. 1719 ม. 1722
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 249 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ป.
จำเลย — นาย ข. กับพวก
จำเลยร่วม — นาง น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
สุวิทย์ พรพานิช
รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 43/2568
#722033
เปิดฉบับเต็ม

อัยการศาลทหารกรุงเทพเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นาวาเอกหญิง ว. เป็นจำเลย ว่า จำเลยเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ ได้กระทำผิดกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยใช้ท่อนเหล็กขนาดยาวประมาณ 1 เมตร จำนวน 1 ท่อน เป็นอาวุธตีทำร้ายผู้เสียหายถูกที่บริเวณแขนและลำตัวจำนวนหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส กระดูกแขนซ้ายท่อนล่างหักและกระดูกซี่โครงข้างซ้ายซี่ที่ 5 หักด้านข้าง ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา จนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทหารกรุงเทพพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (1) แต่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดธัญบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จะปรากฏว่าผู้เสียหายมีพฤติการณ์สมัครใจวิวาทและเป็นฝ่ายทำร้ายจำเลยก่อน แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องผู้เสียหายเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13 ประกอบมาตรา 16 (1)

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการว่าใช้ท่อนเหล็กเป็นอาวุธตีทำร้ายผู้เสียหายหลายครั้งเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพลเรือนกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา อันจะเข้าลักษณะคดีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันตามมาตรา 14 (1) แม้ระหว่างพิจารณาจะปรากฏข้อเท็จจริงจากกล้องวงจรปิดว่า ผู้เสียหายถือท่อนเหล็กเข้าไปในที่เกิดเหตุแล้วเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกัน จากนั้นจำเลยจึงแย่งท่อนเหล็กตีทำร้ายผู้เสียหาย ซึ่งพฤติการณ์อาจรับฟังได้ว่าผู้เสียหายมีส่วนสมัครใจเข้าวิวาทและทำร้ายจำเลยด้วยก็เป็นเรื่องเนื้อหาของคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องผู้เสียหายเข้ามาในคดีนี้หรือฟ้องว่าผู้เสียหายและจำเลยร่วมกันกระทำความผิดต่อศาลยุติธรรมในมูลเหตุเดียวกัน กรณีจึงไม่ใช่คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา 14 (1) และ (2) มิเช่นนั้นจะเป็นการให้ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด ซึ่งไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลทหารกรุงเทพ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดธัญบุรี
โจทก์ — อัยการศาลทหารกรุงเทพ
จำเลย — นาวาเอกหญิง ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 42/2568
#719647
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท อ. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ที่ 1 นางสาว พ. กับพวก ซึ่งเป็นเอกชน เป็นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อ้างว่า จําเลยที่ 1 ได้มีประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เรื่องประกวดราคาซื้อครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์และการแพทย์ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็คทรอนิกส์ (e-bidding) จํานวน 14 รายการ และโจทก์ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะการประกวดราคา ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขาย ซื้อครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์และการแพทย์จากโจทก์ จำนวน 14 รายการ โดยโจทก์จะต้องส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้แก่จําเลยที่ 1 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ โจทก์ได้นําหลักประกันเป็นเงินสด 84,950 บาท มามอบให้แก่จําเลยที่ 1 เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลังจากลงนามในสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือส่งมอบครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์และการแพทย์ 14 รายการตามที่ระบุในสัญญาให้แก่จําเลยที่ 1 แต่จําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการตรวจรับครุภัณฑ์ กระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตรวจรับสินค้าของโจทก์ล่าช้าไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารครุภัณฑ์ภาครัฐ พ.ศ. 2560 และนําครุภัณฑ์บางรายการไปใช้โดยไม่ทำการตรวจรับและไม่ชําระเงิน ต่อมาจําเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาตรวจรับครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์และการแพทย์โดยจําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ตรวจรับครุภัณฑ์บางรายการและเบิกจ่ายเงินให้โจทก์แล้ว แต่ไม่ตรวจรับครุภัณฑ์ 3 รายการ โดยให้เหตุผลว่าคุณลักษณะไม่ถูกต้องตามสัญญา โจทก์มีหนังสือชี้แจงแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยไม่ยอมตรวจรับครุภัณฑ์ดังกล่าว ต่อมาจําเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญา และมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้ทิ้งงาน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จําเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ไม่มีสิทธิยึดหลักประกัน และไม่มีสิทธิแจ้งขึ้นบัญชีว่าโจทก์เป็นผู้ทิ้งงาน ขอให้จําเลยทั้งสี่ร่วมกันชําระค่าเสียหายเป็นเงินค่าครุภัณฑ์ 3 รายการที่ไม่ตรวจรับ ให้จําเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการจ่ายเงินล่าช้า และให้จําเลยที่ 1 คืนเงินค้ำประกันสัญญา และยกเลิกคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งงาน

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดศรีสะเกษเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการซื้อขายครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์และการแพทย์ระหว่างโจทก์และจําเลยทั้งสี่เป็นข้อเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่ง ส่วนคําขอที่โจทก์ขอให้จําเลยที่ 1 ยกเลิกคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งงาน เป็นคำฟ้องคําขอต่อเนื่องมาจากคําขอหลักในเรื่องสัญญาซื้อขาย ศาลยุติธรรมจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเช่นกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองอุบลราชธานีเห็นว่า เฉพาะคำฟ้องในส่วนที่โจทก์ขอให้จําเลยที่ 1 ยกเลิกคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งงานเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อหานี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีเจตนาให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญา ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดจงใจไม่ตรวจรับครุภัณฑ์ ตรวจรับครุภัณฑ์ล่าช้า และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค้ำประกันสัญญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา โดยที่ศาลยุติธรรมและศาลปกครองมีความเห็นพ้องกันว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางแพ่ง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้โจทก์เป็นผู้ทิ้งงานเป็นเพียงคำขอที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งจึงเป็นประเด็นเกี่ยวพัน และควรได้รับการพิจารณาในศาลระบบเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2568
#718358
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นางสาว ศ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลศาลากลาง ที่ 2 เทศบาลตำบลศาลากลาง ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ได้กรรมสิทธิ์มาโดยการรับโอนมรดก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ขอแบ่งที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์คิดเป็นจำนวนเนื้อที่ 84.7 ตารางวา ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ให้ความยินยอม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ขออนุญาตใช้ที่ดินบางส่วนของผู้ฟ้องคดีบริเวณที่ติดกับแนวถนนเพื่อก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารเป็นการชั่วคราว ต่อมาผู้ฟ้องคดีประสงค์จะใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในที่ดินดังกล่าว จึงมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รื้อถอนศาลาพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีหนังสือแจ้งผลการหารือกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นว่า เป็นเรื่องที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเดิมได้มีการอุทิศให้เพื่อก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสาร ผู้ฟ้องคดีจะขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รื้อถอนศาลาที่พักผู้โดยสารออก ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีแล้วและได้แจ้งต่อผู้ฟ้องคดีว่า ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รื้อถอนศาลาพิพาทออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดเลขที่ 47424

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า เจ้าของที่ดินเดิมมีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นที่ตั้งของศาลาที่พักผู้โดยสารเป็นการถาวรมิใช่อนุญาตให้เพียงชั่วคราว ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304 (2) ตามเจตนาอุทิศของเจ้าของที่ดิน ถึงแม้ภายหลังจะมีการโอนมรดกในที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงไม่ต้องรื้อถอนศาลาพิพาท การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทที่โต้แย้งกันในเรื่องสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า การดำเนินการก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่รื้อถอนศาลาพิพาทเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่า กรณีเป็นการใช้สิทธิโดยอาศัยอำนาจในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ขับไล่จำเลยทั้งสามให้ออกไปจากที่ดินพิพาท ส่วนจำเลยทั้งสามให้การแก้ฟ้องว่า เจ้าของที่ดินเดิมแสดงเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ใช้เป็นศาลาที่พักผู้โดยสาร และจำเลยที่ 3 ได้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นที่ปลูกสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารมาโดยตลอด ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกันซึ่งอยู่อำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่จะต้องดูแลบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์ จึงเป็นการต่อสู้โดยกล่าวแก้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกัน อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ดังนี้ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 แล้วจะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีอำนาจเข้าไปก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารบริเวณที่พิพาทได้โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ศ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 40/2568
#718364
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองกรณีสรรพากรภาค 7 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 และแต่งตั้งจำเลยทั้งสอง ให้เป็นผู้มีหน้าที่อายัดทรัพย์สินของโจทก์เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีอากรค้าง โดยจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์นำส่งเงินค่าจ้างที่โจทก์จะได้รับตามสัญญาจ้างให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์ ซึ่งคำสั่งอายัดไม่ได้กล่าวถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเงินค่าจ้างตามสัญญาดังกล่าว แต่ต่อมาสรรพากรภาค 7 ได้มีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเงินค่าจ้างและเงินที่โจทก์นำมาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์ให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์อีกครั้ง อันเป็นการออกคำสั่งแก้ไขการอายัดเงินค่าจ้างตามสัญญาไปก่อนหน้านี้และเป็นการออกคำสั่งนอกเหนือจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและเป็นการกระทำละเมิด ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนหนังสือแจ้งให้นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์มิได้มีสภาพบังคับ แต่เป็นการแจ้งให้ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดทรัพย์สินเท่านั้น มิได้กระทำนอกเหนือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสองมีหนังสือแจ้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์ให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์ อันสืบเนื่องมาจากคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์เป็นการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจจากคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือไม่ จึงเป็นคดีละเมิดทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อโจทก์โต้แย้งเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสองที่มีหนังสือแจ้งให้นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์ให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันกับคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและเป็นคดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากสรรพากรภาค 7 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ อันเป็นการใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ซึ่งเป็นมาตรการบังคับทางปกครองแก่โจทก์เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร โดยแต่งตั้งจำเลยทั้งสองให้เป็นผู้มีหน้าที่อายัดทรัพย์สินของโจทก์เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีอากรค้าง เมื่อโจทก์โต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์ให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์ เป็นการออกคำสั่งนอกเหนือจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ อันถือว่าเป็นการโต้แย้งว่าการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ซึ่งมาตรา 63/13 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติให้การโต้แย้งหรือการใช้สิทธิทางศาลเกี่ยวกับการยึดหรือการอายัดทรัพย์สินโดยผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง รวมทั้งบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด ให้เสนอต่อศาลภาษีอากร ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับคำสั่งที่มีการบังคับทางปกครองนั้น กรณีจึงเป็น คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและเป็นคดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากร ตามมาตรา 7 (2) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.รัษฎากร
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท.
จำเลย — นาย ส. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 39/2568
#719646
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ยื่นฟ้อง เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย จำเลย ความว่า จำเลยมีความประสงค์จะจ้างเหมารถยนต์โดยสารปรับอากาศ จำนวน 9 คัน เพื่อใช้ในโครงการอบรมและศึกษาดูงานอาสาสมัครสิ่งแวดล้อมเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง โจทก์จึงมีหนังสือเสนอราคาโครงการดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยมีประกาศให้โจทก์เป็นผู้ชนะการเสนอราคา และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปทำสัญญาภายใน 7 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือ โดยให้โจทก์นำหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาเป็นเงินสดมอบให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา ต่อมาจำเลยมีประกาศยกเลิกผลการประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาเนื่องจากเอกสารประกอบการเสนอราคาไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข การที่จำเลยดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างจนได้ผู้ชนะการประกวดราคาและโจทก์ได้ลงนามในสัญญาจ้างเหมาแล้ว แต่จำเลยประกาศยกเลิกผลการประกาศผู้ชนะการเสนอราคาอย่างกะทันหันก่อนถึงวันออกเดินทางเพียง 2 วัน โดยไม่ใช่ความผิดของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย เสียโอกาสทางการค้าและขาดรายได้ ขอให้ศาลมีคําพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดพระประแดงเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่จำเลยยกเลิกผลการประกาศรายชื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ชนะการเสนอราคาสัญญาจ้างเหมารถยนต์โดยสารปรับอากาศ จำนวน 9 คัน ตามโครงการอบรมและศึกษาดูงานอาสาสมัครสิ่งแวดล้อม สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่าสัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ และมีความเสียหายเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด เป็นการพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคลในสัญญาทางแพ่ง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย จำเลย เป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 70 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมูลเหตุที่พิพาทในคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยมีคำสั่งยกเลิกประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคา ทั้งที่โจทก์เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนและได้มาลงนามในสัญญา โดยได้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 แล้ว เมื่อเหตุพิพาทตามคำฟ้องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกเอกชนเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานทางปกครองโดยยังมิได้ทำสัญญาผูกพันกัน และการที่จำเลยมีคำสั่งยกเลิกประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคา เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเอกสารประกอบการเสนอราคาของโจทก์ไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข คำสั่งยกเลิกประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นคำสั่งยกเลิกกระบวนการพิจารณาคำเสนอหรือการดำเนินการอื่นใดในลักษณะเดียวกันซึ่งมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของบุคคล อันเป็นคำสั่งทางปกครองตามนิยามในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ประกอบข้อ 1 (3) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังนั้นข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งยกเลิกประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง เมื่อโจทก์มีคําขอให้ชดใช้ค่าเสียหายจากคำสั่งยกเลิกการประกาศรายชื่อโจทก์เป็นผู้ชนะการเสนอราคา กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพระประแดง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก.
จำเลย — เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 38/2568
#717056
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 บมจ. ท. จำเลยที่ 2 บจก. ด. จำเลยที่ 3 นาย พ. จำเลยที่ 4 สรุปคำฟ้องได้ว่า โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดก่อสร้างอาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center for Medical Excellence) และอาคารศูนย์บริการสุขภาพและบริการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Medical Hub) ซึ่งเป็นอาคาร 9 ชั้น พร้อมที่จอดรถ ตามโครงการของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้าง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมงาน และจำเลยที่ 4 เป็นวิศวกรควบคุมงาน โครงการดังกล่าวอยู่ติดกับที่ดินและอาคารของโจทก์ทั้งสี่ ทำให้อาคารของโจทก์ทั้งสี่ทรุดตัว แตกร้าว เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในชุมชน เกิดมลภาวะด้านฝุ่น ความร้อน แสงสะท้อน เสียง และการสั่นสะเทือน มีการเหวี่ยงเครนเข้ามาในที่ดินและอาคารของโจทก์ทั้งสี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำสิ่งของและอุปกรณ์ก่อสร้างตกหล่นเข้ามาในที่ดินและอาคารของโจทก์ทั้งสี่ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างปกติของโจทก์ทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่รับทราบปัญหาแล้ว แต่ไม่ดำเนินการแก้ไขหรือป้องกันปัญหาที่เกิดต่อโจทก์ทั้งสี่และชุมชนโดยรอบ ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งปรากฏว่าสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 4 ในคดีนี้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง หากมีการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 4 ด้วย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แม้สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองก็ตาม ก็ไม่มีผลให้การก่อสร้างอาคารพิพาทเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม โดยเป็นสถานศึกษาสมบูรณ์แบบทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง การทำวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ และเกิดประโยชน์แก่สังคมเป็นส่วนรวม บริการทางวิชาการแก่สังคม ทะนุบำรุงและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อันเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา ตามมาตรา 5 วรรคสอง และมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551 จำเลยที่ 1 จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างและเจ้าของโครงการ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง และจำเลยที่ 4 เป็นวิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำละเมิดกรณีจำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ก่อสร้างอาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center for Medical Excellence) และอาคารศูนย์บริการสุขภาพและบริการสาธารณสุขมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Medical Hub) เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการก่อสร้างดังกล่าว โดยอาคารของโจทก์ทั้งสี่ทรุดตัว แตกร้าว เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในชุมชน เกิดมลภาวะด้านฝุ่น ความร้อน แสงสะท้อน เสียง และการสั่นสะเทือน มีการเหวี่ยงเครนเข้ามาในที่ดินและอาคารของโจทก์ทั้งสี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างปกติของโจทก์ทั้งสี่และคนในชุมชน เป็นกรณีที่เอกชนพึงเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด แม้โจทก์ทั้งสี่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เจ้าของโครงการเข้ามาในคดี จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างจะมีความรับผิดหรือไม่ จะต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่หรือไม่เสียก่อน หากเป็นการกระทำละเมิดจึงจะพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผิดในการว่าจ้างด้วยหรือไม่ ประเด็นแห่งคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นประเด็นหลัก อีกทั้งการควบคุมดูแลการก่อสร้างก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และความเสียหายดังกล่าวก็มิได้เกิดจากการใช้อำนาจของจำเลยที่ 1 ส่วนโจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และเทศบาลนครเชียงใหม่เป็นคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่โดยเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยมูลละเมิดเหตุเดียวกันนี้ และขอให้ศาลกำหนดมาตรการทางปกครองเพื่อคุ้มครองโจทก์ทั้งสี่ และต่อมาศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งเรียกจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ามาเป็นผู้ร้องสอดแล้ว อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสี่มุ่งประสงค์ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกี่ยวพันกันกับความรับผิดจากการกระทำขณะก่อสร้างอันเป็นมูลละเมิด คดีนี้จึงต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลเดียวกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นางสาว พ. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
จำเลย — มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 37/2568
#717464
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ 1 เทศบาลนครเชียงใหม่ ที่ 2 กรมควบคุมมลพิษ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี บริษัท ท. ที่ 1 บริษัท ด. ที่ 2 ผู้ร้องสอด ต่อมาศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไว้พิจารณา สรุปคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการก่อสร้างอาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชา ขนาด 9 ชั้น และอาคารศูนย์บริการสุขภาพและบริการสาธารณสุข พร้อมที่จอดรถ ขนาด 9 ชั้น ตามโครงการก่อสร้าง Medical hub ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการทราบและได้ร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการก่อสร้างตามกฎหมายให้ตรวจสอบแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ย และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ระงับการก่อสร้างและเยียวยาความเสียหาย

ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไป ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนกรณีที่ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติเป็นประเด็นรอง จึงเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน ชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาโดยศาลเดียวกัน จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เป็นสถานศึกษาสมบูรณ์แบบทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง การทำวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ และเกิดประโยชน์แก่สังคมเป็นส่วนรวม บริการทางวิชาการแก่สังคม ทะนุบำรุงและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อันเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา ตามมาตรา 5 วรรคสอง และมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ส่วนเทศบาลนครเชียงใหม่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (3) ประกอบกับมาตรา 70 (2) จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานทางปกครองที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการกระทำละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรเท่านั้น โดยในส่วนของการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของฝ่ายปกครองไว้ แต่ฝ่ายปกครองละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น แม้การก่อสร้างอาคารดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเป็นการดำเนินการเพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้บรรลุผลตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการป้องกันหรือระงับเหตุรำคาญตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ก็ตาม แต่การกระทำซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ไม่ควบคุมดูแลผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์และอาคารศูนย์บริการสุขภาพและบริการสาธารณสุข ทำให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ สร้างความเสียหายต่อบ้านพักอาศัยและทรัพย์สินและสุขภาพของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ เมื่อเหตุละเมิดเกิดจากการกระทำของผู้รับจ้างซึ่งเป็นเอกชน และมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่จะบรรยายฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้าง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในฐานะหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจกำกับดูแลการก่อสร้างละเลยไม่เข้าดำเนินการแก้ไขความเสียหายและแก้ปัญหาเหตุเดือดร้อนรำคาญจากการก่อสร้างอาคาร แต่เมื่อการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่บรรยายฟ้องเป็นเพียงการกระทำละเมิดทั่วไป ดังนั้น จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามความหมายของมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งสี่มีคำขอบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ อันเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่มุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากมูลละเมิดเดียวกัน เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีประการสำคัญเกิดจากการกระทำของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ด้วยหรือไม่ เพียงใด ก็ย่อมเกี่ยวพันกับการวินิจฉัยความรับผิดของผู้ร้องสอดที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่ต้องได้รับการพิจารณาในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว พ. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 36/2568
#719625
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้อง บริษัท ถ. จำกัด ที่ 1 กรมทางหลวง ที่ 2 จำเลย ระหว่างพิจารณาศาลเรียกให้บริษัท ม. จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ว่า โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 8 กท จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับจ้างและเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการดำเนินการก่อสร้าง ซ่อมแซม บำรุง และขยายทางหลวงหมายเลข 205 จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ในการกำกับ ดูแล และควบคุมการดำเนินการของจำเลยที่ 1 เพื่อให้การก่อสร้างเรียบร้อยและเกิดความปลอดภัยแก่บุคคลสัญจรไปมา นาย ส. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ขับรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปตามทางหลวงหมายเลข 205 ด้วยความระมัดระวัง มีความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อมาถึงบริเวณที่มีการก่อสร้าง จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำแท่งปูนแบริเออร์มาปิดกั้นตามแนวของถนนตลอดแนวที่ก่อสร้าง แต่นำแท่งปูนแบริเออร์มาวางในแนวเฉียงขวางถนนสลับกันกับวางในแนวตรงในช่องถนนที่ก่อสร้างทิ้งระยะห่างของแท่งปูนในแต่ละแท่งประมาณ 50 ถึง 70 เมตร ทั้งไม่ได้จัดให้มีเครื่องหมายบ่งบอกว่าในบริเวณนั้นมีการก่อสร้าง ในเวลากลางคืนก็ไม่ได้จัดให้มีแสงไฟส่องสว่างตามแท่งปูนที่นำมาวางกั้นในช่องทางของถนนที่ก่อสร้างเพื่อให้ผู้สัญจรไปมาสามารถมองเห็นบริเวณที่ก่อสร้างให้ชัดเจน เป็นเหตุให้นาย ส. ซึ่งขับรถตามหลังรถพ่วงมาถึงที่เกิดเหตุไม่สามารถมองเห็นแนวที่ก่อสร้างและแท่งปูน รถยนต์จึงพุ่งชนแท่งปูนได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการปล่อยปละละเลยไม่กำกับ ดูแลการก่อสร้าง ซ่อมแซม บำรุงรักษาทางหลวงของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย กับชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า นาย ส. ขับรถยนต์แซงในที่ห้ามแซงใช้ความเร็วเกินป้ายสัญญาณเตือน ไม่เว้นระยะห่างรถคันหน้าในระยะปลอดภัยจนเกิดอุบัติเหตุ ความเสียหายจึงเกิดจากความประมาทของนาย ส. เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ทำละเมิดต่อโจทก์

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวัง ตรวจสอบ ควบคุม กำกับให้มีการติดตั้งป้ายจราจร เครื่องหมายและสัญญาณจราจรให้ถูกต้องตามมาตรฐาน มิได้ละเลยต่อหน้าที่ อุบัติเหตุเกิดจากความประมาทของนาย ส. ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยของจำเลยร่วมไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นความประมาทของนาย ส. เพียงฝ่ายเดียว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแพ่งเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้กรมทางหลวง จำเลยที่ 2 เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา 21 (6) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกชนผู้รับจ้างก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 205 นำแท่งปูนแบริเออร์มาวางในแนวเฉียงขวางถนนสลับกันกับวางในแนวตรงในช่องถนนที่ก่อสร้าง ไม่ได้จัดให้มีเครื่องหมายบ่งบอกว่าในบริเวณนั้นมีการก่อสร้าง ในเวลากลางคืนก็ไม่จัดให้มีแสงไฟส่องสว่างตามแท่งปูนที่นำมาวางกั้นในช่องของถนนที่ก่อสร้าง เป็นเหตุให้นาย ส. ขับรถยนต์คันที่โจทก์เช่าซื้อพุ่งชนแท่งปูนได้รับความเสียหาย โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์แก่โจทก์ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — บริษัท ถ. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลยร่วม — บริษัท ม. จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 35/2568
#718357
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นางสาว ส. ยื่นฟ้อง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 1 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่าผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความนำจับโดยประสงค์รับเงินสินบนนำจับต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้รับเรื่องไว้พร้อมกับแจ้งว่าจะส่งเรื่องไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อตรวจสอบดำเนินการ แล้วจะแจ้งผลให้ผู้ฟ้องคดีทราบ แต่ก็ไม่ได้มีการแจ้งผลการดำเนินการ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามแจ้งผลการดำเนินการกรณีแจ้งความนำจับและประสงค์เงินสินบนนำจับจากการพบเห็นร้านค้าโฆษณาจําหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้ฟ้องคดี

ก่อนมีคำพิพากษา ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่แจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีทราบ กรณีแจ้งความนำจับและประสงค์เงินสินบนนำจับตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร อันเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตามข้อ 3 ข. (1) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2560 ประกอบมาตรา 43 (2) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 และสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นส่วนราชการในสังกัดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตามข้อ 22 ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2562 ส่วนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แม้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 จะเป็นกฎหมายที่มีบทกำหนดความผิดและโทษทางอาญา แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของผู้ฟ้องคดีเป็นไปเพื่อการตรวจสอบการดำเนินการทั่วไปของฝ่ายปกครองอันเป็นการใช้อำนาจในทางปกครอง มิใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการตรวจสอบและดำเนินการอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญากรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายอันจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551
ป.วิ.อ.
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 34/2568
#719493
เปิดฉบับเต็ม

เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ 1 นาย ท. ที่ 2 จำเลย ว่า โจทก์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านเชียง เขตเลือกตั้งที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งให้โจทก์เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งเดียวกับโจทก์แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ร้องเรียนว่าโจทก์ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นาย ฉ. แจกเงินแก่นางสาว ก. และบุคคลในครอบครัวคนละ 100 บาท เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 จงใจหรือประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้านก่อน เพียงแต่สอบถามพยานฝ่ายที่สนับสนุนจำเลยที่ 2 เท่านั้น จำเลยที่ 1 สืบสวนและไต่สวนโดยไม่สอบถามโจทก์หรือนาย ฉ. และพยานบุคคลฝ่ายโจทก์ รวมทั้งมิได้พิจารณาพยานหลักฐานอย่างถี่ถ้วนกลับด่วนสรุปมีคำวินิจฉัย ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์เป็นเวลาสิบปี สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่และสั่งให้โจทก์รับผิดค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้ง หลังจากนั้น จำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่อร่วมกันนำพยานเข้าเบิกความ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำร้อง การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า กระบวนการสืบสวนและไต่สวนได้รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตลอดจนมีการพิจารณากลั่นกรองให้ความเห็นตามลำดับชั้น รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งกระทำด้วยความระมัดระวังในการตรวจสอบและเสนอความเห็นโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายกคำร้อง จำเลยที่ 1 ได้เสนอให้ยุติการดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุติการดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ลงสมัครรับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านเชียงโดยไม่ได้มีเจตนาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลคนใหม่แทนโจทก์ อีกทั้งเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการพิจารณาข้อร้องเรียน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำร้องย่อมไม่มีค่าเสียหายใด ๆ ที่จะต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลจังหวัดอุดรธานีเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ และเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองอุดรธานีเห็นว่า ข้อพิพาทสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านเชียง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 197 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา กำกับดูแลและรับผิดชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐและเป็นหน่วยงานทางปกครองมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเอกชน เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดสืบเนื่องมาจากการจำเลยที่ 2 ร้องเรียนว่าโจทก์กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และคณะกรรมการการเลือกตั้งไต่สวนและมีมติว่าโจทก์ได้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (1) และได้ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามมาตรา 108 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีละเมิดอันสืบเนื่องมาจากคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตามมาตรา 108 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 แม้การใช้อำนาจของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่ก็สืบเนื่องมาจากมูลเหตุคดีพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ควรพิจารณาโดยระบบศาลเดียวกัน ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเอกชน จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 33/2568
#715634
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชนยื่นฟ้องสถาบันการบินพลเรือน ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีสมัครเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี - เครื่องบิน (Commercial Pilot License - Aeroplane) รุ่นที่ AP - 120 ประเภทหลักสูตรต่อเนื่องของผู้ถูกฟ้องคดี และได้ชำระค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเปลี่ยนแปลงหลักสูตรจากแบบต่อเนื่องเป็นแบบบล็อกคอร์ส (Block Course) ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่สมัครเรียนในตอนต้น และไม่สามารถจัดการเรียนการสอนและออกใบอนุญาตตามหลักสูตรต่อเนื่องตามที่ประกาศรับสมัคร ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนค่าธรรมเนียมการฝึกอบรมที่ชำระไว้เกินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ระหว่างพิจารณา ศาลปกครองกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีขยายระยะเวลายื่นคำให้การ

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การฝึกอบรมหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี - เครื่องบินเป็นการดำเนินการผลิตบุคลากรทางด้านการบินตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งผู้ถูกฟ้องคดี เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการฝึกอบรมไม่เป็นไปตามที่กำหนดในหลักสูตร ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุที่ผู้ฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีมิได้เกิดจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่พิจารณาอนุมัติการฝึกอบรมหลักสูตรหรือไม่จัดการศึกษาให้มีมาตรฐานตามที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยกำหนด แต่เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการบริหารจัดการกิจการฝึกอบรมหลักสูตร เป็นคดีละเมิดทั่วไป ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ สถาบันการบินพลเรือน ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ. 2535 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามนัยบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มีวัตถุประสงค์ในการจัดดำเนินการผลิตบุคลากรทางด้านการบิน และดำเนินกิจการเกี่ยวกับบริการช่างอากาศ บริการอากาศยาน และกิจการอื่นเกี่ยวกับกิจการการบินเพื่อประโยชน์ในการผลิตบุคลากรดังกล่าว โดยผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรภาคพื้น ดำเนินการจัดการฝึกอบรมหลักสูตรภาคอากาศ ทั้งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาของรัฐ เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีว่า ผู้ฟ้องคดีได้สมัครเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนักบินพาณิชย์ตรี - เครื่องบิน ประเภทหลักสูตรต่อเนื่องของผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีเปลี่ยนแปลงหลักสูตรจากแบบต่อเนื่องเป็นแบบบล็อกคอร์ส ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่สมัครเรียนในตอนต้น ทั้งไม่สามารถจัดการเรียนการสอนและออกใบอนุญาตตามหลักสูตรต่อเนื่องตามที่ประกาศรับสมัครไว้ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนค่าธรรมเนียมการฝึกอบรมที่ชำระไว้เกินพร้อมดอกเบี้ย เมื่อการกำหนดหลักสูตรของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการใช้อำนาจรัฐจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีเปลี่ยนแปลงหลักสูตรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.จัดตั้งสถาบันการบินพลเรือน พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว น.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สถาบันการบินพลเรือน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 33/2568
#712479
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานกระทำความผิดไม่เข็ดหลาบต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 159 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คือ โจทก์ต้องกล่าวมาในฟ้อง ถ้ามิได้ขอเพิ่มโทษมาในฟ้อง ก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จะยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้อง เมื่อศาลเห็นสมควรจะอนุญาตก็ได้ แม้คดีนี้โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานกระทำความผิดไม่เข็ดหลาบ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เพิ่งได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีก่อนของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 635/2557 ของศาลชั้นต้น และพ้นโทษเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2559 แล้วมากระทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องฉบับวันที่ 19 ตุลาคม 2564 เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาเพิ่มโทษแก่จำเลย โดยแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นไฟล์ประเภท PDF/A "คำร้องขอแก้ไขฟ้อง ช., pdf" มีขนาดไฟล์ไม่เกินข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความ และเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2560 แล้วจัดส่งทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์เข้ากลุ่มไลน์ที่ศาลชั้นต้นสร้างขึ้น ใช้ชื่อกลุ่ม "ฟ้องอัยการ" แทนการยื่นต้นฉบับและสำเนาต่อศาล อันเป็นแนวทางการประสานงานระหว่างพนักงานอัยการกับศาลชั้นต้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยโจทก์ได้จัดส่งคำร้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 เวลา 15.30 นาฬิกา แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 จะไม่ปรากฏว่ามีการจัดทำสิ่งพิมพ์คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องออกจากระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเข้าสู่สำนวนคดี แต่โจทก์ก็มีหลักฐานมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องผ่านทางระบบแอปพลิเคชันไลน์ อันเป็นการปฏิบัติตามแนวทางของศาลชั้นต้นในการติดต่อประสานงาน การยื่น ส่ง และรับเอกสารในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สอดคล้องกับคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับแนวปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ฉบับที่ 2 ที่ให้ศาลส่งเสริมคู่ความในการยื่น ส่ง และรับคำฟ้อง คำให้การ คำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการเดินทางมาศาล และติดต่อราชการของประชาชน และเป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ข้อ 3 และประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2562 แล้ว ดังนี้ ต้องถือว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องเพื่อให้ศาลเพิ่มโทษจำเลยเข้ามาโดยชอบตามบทบัญญัติข้างต้นแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะหลงลืมไม่ได้จัดพิมพ์คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าวเข้าสู่สำนวน และยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้องอันเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน และหลังจากพ้นโทษแล้วมากระทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันที่พ้นโทษ ซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน อีกทั้งในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็ไม่ได้แก้อุทธรณ์โต้เถียงในข้อนี้ จึงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุกในคดีดังกล่าวมาก่อน และกระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษจริง ดังนั้น แม้กระบวนพิจารณาในส่วนนี้ของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะพิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด ฯ มาตรา 3 ก็ตาม แต่บทบัญญัตินี้มิได้บังคับให้ศาลอุทธรณ์ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและพิพากษาใหม่ทุกคดีเสมอไป เนื่องจากกฎหมายใช้คำว่า "ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจำเป็น..." เท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้เพิ่มโทษจำเลยเข้ามาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และกรณีมีเหตุต้องเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายจริง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นเป็นการจำเป็นที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและพิพากษาใหม่ โดยใช้อำนาจของศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มโทษจำเลยไปเสียทีเดียว อันเป็นการอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องโดยปริยายนั่นเอง จึงไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด และทำให้คดีเสร็จไปโดยรวดเร็วอีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน กระเป๋าสะพาย 1 ใบ และอุปกรณ์เสพยาเสพติดให้โทษ 1 ชุด ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 104, 145 วรรคหนึ่ง, 162 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง (ที่ถูก ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน) จำคุก 3 เดือน และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 4 เดือน และปรับ 22,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 15 วัน (ที่ถูก 2 เดือน) และปรับ 11,000 บาท โทษจำคุกและโทษปรับรอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุก 1 เดือน 10 วัน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 20 วัน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 2 เดือน 20 วัน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มโทษจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า การขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานกระทำความผิดไม่เข็ดหลาบต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 159 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คือ โจทก์ต้องกล่าวมาในฟ้อง ถ้ามิได้ขอเพิ่มโทษมาในฟ้อง ก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จะยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้อง เมื่อศาลเห็นสมควรจะอนุญาตก็ได้ แม้คดีนี้โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้องขอให้เพิ่มโทษจำเลยฐานกระทำความผิดไม่เข็ดหลาบ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เพิ่งได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีก่อนของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 635/2557 ของศาลชั้นต้น และพ้นโทษเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2559 แล้วมากระทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องฉบับวันที่ 19 ตุลาคม 2564 เพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาเพิ่มโทษแก่จำเลย โดยแปลงเอกสารและข้อความให้อยู่ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นไฟล์ประเภท PDF/A ชื่อไฟล์ว่า "คำร้องขอแก้ไขฟ้อง นายชโยดม, pdf" มีขนาดไฟล์ไม่เกินข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความ และเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2560 แล้วจัดส่งทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์เข้ากลุ่มไลน์ที่ศาลชั้นต้นสร้างขึ้น ใช้ชื่อกลุ่ม "ฟ้องอัยการ" แทนการยื่นต้นฉบับและสำเนาต่อศาล อันเป็นแนวทางการประสานงานระหว่างพนักงานอัยการกับศาลชั้นต้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยโจทก์ได้จัดส่งคำร้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 เวลา 15.30 นาฬิกา แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564 จะไม่ปรากฏว่ามีการจัดทำสิ่งพิมพ์คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องออกจากระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำเข้าสู่สำนวนคดี แต่โจทก์ก็มีหลักฐานมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องผ่านทางระบบแอปพลิเคชันไลน์ อันเป็นการปฏิบัติตามแนวทางของศาลชั้นต้นในการติดต่อประสานงาน การยื่น ส่ง และรับเอกสารในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สอดคล้องกับคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับแนวปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ฉบับที่ 2 ที่ให้ศาลส่งเสริมคู่ความในการยื่น ส่ง และรับคำฟ้อง คำให้การ คำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการเดินทางมาศาล และติดต่อราชการของประชาชน และเป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ข้อ 3 และประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการยื่น ส่ง และรับคำคู่ความและเอกสารทางระบบรับส่งอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2562 แล้ว ดังนี้ ต้องถือว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องเพื่อให้ศาลเพิ่มโทษจำเลยเข้ามาโดยชอบตามบทบัญญัติข้างต้นแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะหลงลืมไม่ได้จัดพิมพ์คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าวเข้าสู่สำนวน และยังไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้อง อันเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน และหลังจากพ้นโทษแล้วมากระทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ซึ่งศาลชั้นต้นได้อ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน อีกทั้งในชั้นอุทธรณ์จำเลยก็ไม่ได้แก้อุทธรณ์โต้เถียงในข้อนี้ จึงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุกในคดีดังกล่าวมาก่อน และกระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษจริง ดังนั้น แม้กระบวนพิจารณาในส่วนนี้ของศาลชั้นต้นไม่ชอบ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะพิพากษาย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและพิพากษาใหม่ตามรูปคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ก็ตาม แต่บทบัญญัตินี้มิได้บังคับให้ศาลอุทธรณ์ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและพิพากษาใหม่ทุกคดีเสมอไป เนื่องจากกฎหมายใช้คำว่า "ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจำเป็น..." เท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้เพิ่มโทษจำเลยเข้ามาก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และกรณีมีเหตุต้องเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายจริง การที่ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นเป็นการจำเป็นที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและพิพากษาใหม่ โดยใช้อำนาจของศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มโทษจำเลยไปเสียทีเดียว อันเป็นการอนุญาตให้โจทก์เพิ่มเติมฟ้องโดยปริยายนั่นเอง จึงไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด และทำให้คดีเสร็จไปโดยรวดเร็วอีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาประการต่อมาขอให้รอการลงโทษจำคุก นั้น เห็นว่า แม้โทษของจำเลยแต่ละกระทงเป็นโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 4 ปี 4 เดือน และปรับ 200,000 บาท ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ซึ่งมิใช่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ หรือเป็นโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน จึงไม่อาจรอการลงโทษจำคุกในคดีนี้ให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.497 กรัม ขณะเกิดเหตุต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท โดยมาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ..." แม้ในระหว่างพิจารณาได้มีการยกเลิกกฎหมายเดิมโดยให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดแทนกฎหมายเดิม และความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายถือเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยคดีนี้ต้องปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท โดยมาตรา 152 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติไว้ทำนองเดียวกับมาตรา 100/1 ของกฎหมายเดิมว่า "ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดตามประมวลกฎหมายนี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ..." ดังนี้ เมื่อความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง มีทั้งโทษจำคุกและปรับทำนองเดียวกับมาตรา 66 วรรคสอง ของกฎหมายเดิม ศาลจึงต้องลงโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้ทั้งจำคุกและปรับด้วย แม้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของกฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 100/2 ของกฎหมายเดิม ซึ่งเป็นคุณกว่ามาตรา 153 ของกฎหมายใหม่ได้ ก็ยังจำต้องลงโทษทั้งจำคุกและปรับด้วยเสมอ เพราะเป็นกฎหมายพิเศษในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ไม่อาจอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปเพื่อไม่ลงโทษปรับจำเลยได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นไม่ลงโทษปรับจำเลยสำหรับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาแก้ให้ลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 159 ม. 208 (2)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายยุทธนา คุ้มมี
ศาลอุทธรณ์ — นางนริสรา ศรีภิรมย์ รางแดง
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 32/2568
#715601
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 43 โจทก์ ยื่นฟ้อง จ่าสิบเอก ว. จำเลย ว่าจำเลยเป็นนายทหารประทวนประจำการ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 15 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5 กองพลทหารราบที่ 5 กองทัพภาคที่ 4 กองทัพบก ได้กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2565 เวลากลางคืน จำเลยพกพาอาวุธปืนพกจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนจำนวน 6 นัด ติดตัวไปโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร จำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ต่อมา จำเลยใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวยิงนาย อ. โดยมีเจตนาฆ่า จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดดังกล่าวไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล แต่ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371, 376 ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลางจำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนมีคำพิพากษา ศาลมณฑลทหารบกที่ 43 เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (1) จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลมณฑลทหารบกที่ 43 เห็นว่า ข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังได้ว่า ผู้เสียหายได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรทุ่งสง ดำเนินคดีกับจำเลยในข้อหาพยายามฆ่า และจำเลยได้แจ้งความร้องทุกข์ผู้เสียหายต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรทุ่งสงในข้อหาทำร้ายร่างกาย และได้มีการดำเนินคดีต่อศาล จึงเป็นกรณีบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามมาตรา 14 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498

ศาลจังหวัดทุ่งสงเห็นว่า แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบว่าจำเลยกับผู้เสียหายมีการทะเลาะวิวาท ก็เป็นเรื่องเนื้อหาของคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องผู้เสียหายซึ่งเป็นพลเรือนเข้ามาเป็นจำเลยในคดีนี้หรือฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมในมูลเหตุเดียวกัน กรณีจึงไม่ใช่คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา 14 (1) (2) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13 บัญญัติว่า ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญาในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายในการที่ให้มีศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือนก็เพื่อให้บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่กระทำความผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญาต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีในอำนาจของศาลทหาร เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกครองบังคับบัญชาและส่งเสริมอำนาจของผู้บังคับบัญชาทหาร อันเป็นการยึดหลักเขตอำนาจศาลเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด และเป็นการยกเว้นอำนาจศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือนไม่ให้พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด โดยศาลยุติธรรมจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำความผิดก็เฉพาะแต่กรณีที่ได้กระทำผิดด้วยกันกับพลเรือน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน ตามมาตรา 14 (1) และ (2) หรือกรณีตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 เมื่อคดีนี้ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 43 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการ ว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 และประมวลกฎหมายอาญา โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกับผู้เสียหายกระทำผิด อันจะเข้าลักษณะคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันตามมาตรา 14 (1) แม้ระหว่างพิจารณาคดีจะปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า จำเลยกับผู้เสียหายมีการทะเลาะวิวาทก็เป็นเรื่องเนื้อหาของคดี และแม้ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาของศาลมณฑลทหารบกที่ 43 ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้เสียหายในข้อหาทำร้ายร่างกายก็ตาม แต่ก็เป็นเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ และเป็นการกระทำของผู้กระทำคนละฝ่ายกัน กรณีจึงมิใช่คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมตามมาตรา 14 (2) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ดังนั้น เมื่อคดีนี้เป็นคดีตามมาตรา 14 (1) (2) ดังวินิจฉัยแล้ว จึงอยู่ในอำนาจของศาลทหารตามมาตรา 13 และ 16 (3) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ป.วิ.อ.
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 43
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดทุ่งสง
โจทก์ — อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 43
จำเลย — จ่าสิบเอก ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 30/2568
#715936
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นางสาว ส. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่ 1 เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นคดีของศาลปกครอง ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยื่นคำให้การว่าผลิตภัณฑ์พิพาทในคดีดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้เปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิดและมิได้มีการกันเงินสินบนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้แจ้งความนำจับ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อสอบถามรายชื่อผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ยกเว้นผลิตภัณฑ์ในคดีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดแล้ว แต่มิได้กันเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้ฟ้องคดี จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งว่าหากผู้ฟ้องคดีประสงค์จะทราบรายชื่อผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดแล้ว แต่ยังมิได้กันเงินสินบนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ขอให้ผู้ฟ้องคดีแจ้งรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ประสงค์จะตรวจสอบเพื่อที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะได้ดำเนินการตรวจสอบและแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบต่อไป ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำชี้แจงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่มีเหตุผลและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังมิได้ตอบข้อสอบถามให้ตรงกับประเด็นคำถามตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งรายชื่อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีการเปรียบเทียบปรับ แต่ยังไม่ได้กันเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้ฟ้องคดี (ถ้ามี) กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองตอบคำถามตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ให้ชัดแจ้ง

ก่อนมีคำพิพากษา ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยไม่แจ้งผลการดำเนินการกรณีผู้ฟ้องคดีมีหนังสือสอบถามรายชื่อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งความนำจับและประสงค์เงินสินบนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดแล้ว แต่ไม่ได้มีการกันเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 เป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดนนทบุรีว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรอันเข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยผู้ฟ้องคดีบรรยายฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพิกเฉยไม่ตอบคำถามของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือสอบถาม ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองแจ้งรายชื่อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปรียบเทียบปรับแล้ว แต่ยังไม่ได้กันเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 จะเป็นกฎหมายที่มีบทกำหนดความผิดและโทษทางอาญา แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของผู้ฟ้องคดีเป็นไปเพื่อการตรวจสอบการดำเนินการทั่วไปของฝ่ายปกครอง อันเป็นการใช้อำนาจในทางปกครอง มิใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการตรวจสอบและดำเนินการอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญากรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายอันจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522
ป.วิ.อ.
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนนทบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2568
#715909
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ท. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลย สรุปความได้ว่า โจทก์กับจำเลยได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า (รถแก้กระแสไฟฟ้าติดกระเช้า) จำนวน 100 คัน กำหนดส่งมอบเป็น 2 งวด งวดละ 50 คัน ขณะทำสัญญาโจทก์ได้นำหนังสือสัญญาค้ำประกันมอบให้แก่จำเลยเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ภายหลังทำสัญญาโจทก์และจำเลยได้ตกลงแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยครบถ้วนแต่เกินกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ จำเลยได้ตรวจรับสินค้าดังกล่าวและชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ โดยหักเงินค่าสินค้าเป็นค่าปรับไว้ แต่ภายหลังจำเลยได้พิจารณางดค่าปรับและคืนเงินค่าปรับให้แก่โจทก์บางส่วน โจทก์เห็นว่าการที่โจทก์ส่งมอบสินค้าเกินกำหนดระยะเวลาส่งมอบมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิปรับโจทก์ ความล่าช้ามิได้เกิดจากความผิดของโจทก์ จําเลยไม่เคยแจ้งข้อเรียกร้องให้โจทก์ชำระค่าปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับแจ้ง และไม่เคยสงวนสิทธิที่จะเอาค่าปรับจากโจทก์ อันเป็นเงื่อนไขที่กําหนดให้จำเลยจะต้องดำเนินการก่อนที่จะปรับโจทก์ สัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยคืนเงินค่าปรับและค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณาศาลแพ่งเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า ระหว่างโจทก์กับจำเลยถือเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำคัญที่จำเป็นต่อการจัดทำบริการสาธารณะของจำเลยให้บรรลุผลมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลปกครองกลางเห็นว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นเพียงการจัดซื้อครุภัณฑ์เพื่อนำมาใช้ในงานของจำเลยมิได้มีวัตถุประสงค์ให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพ.ศ. 2503 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องตามสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า (รถแก้กระแสไฟฟ้าติดกระเช้า) จำนวน 100 คันเป็นเพียงสัญญาซื้อขายรถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการอำนวยความสะดวกให้แก่การดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีโดยสัญญามีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบครุภัณฑ์รถบรรทุก 4 ตัน ติดกระเช้า จำนวน 100 คัน ตามรายละเอียดคุณลักษณะที่ระบุในสัญญา โดยโจทก์มีหน้าที่ชำระเงินเมื่อได้รับมอบสินค้าและจำเลยมีหน้าที่ส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงซื้อขายให้ครบถ้วนตามสัญญา ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อมุ่งผูกพันตนกับผู้ขายซึ่งเป็นเอกชนด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ทั้งไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงหรือมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ท. จำกัด
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ