โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง โดยครบถ้วนจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการคืนทรัพย์สินตามความในมาตรา 35 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มาใช้บังคับได้ ต้องนำบทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 36 ใช้บังคับแก่คดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยถึงเหตุไม่สั่งคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางให้แก่ผู้ร้อง โดยอ้างเหตุตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสาม จึงเป็นการไม่ถูกต้อง โดยปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่
ผู้ร้องมีฐานะเป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบออกให้เช่า หลังจากผู้ร้องให้เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปแล้ว พ. ในฐานะผู้เช่าเป็นผู้ครอบครองใช้สอยรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะมีผู้ใดนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้กระทำความผิดหรือไม่ อย่างไรและเมื่อใด ทั้งคดีนี้ผู้ที่นำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำผิดคือจำเลย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีความเกี่ยวข้องกับผู้ร้องหรือผู้เช่า หรือผู้เช่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหรือได้ยินยอมให้จำเลยนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ส่วนที่โจทก์อ้างมาในคำคัดค้านว่า ผู้ร้องขอคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางเพื่อประโยชน์ของผู้เช่า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องกับผู้เช่ามีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษถึงขนาดต้องมายื่นคำร้องเป็นคดีนี้เพื่อประโยชน์ของผู้เช่า อีกทั้งโจทก์ก็ไม่มีพยานใดมานำสืบหักล้างให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย
สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิแม้จะถือว่าเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ และสามารถโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นได้โดยการส่งมอบการครอบครอง แต่การโอนไปซึ่งการครอบครองที่สามารถกระทำได้ดังกล่าวเป็นการโอนในลักษณะของสิทธิส่วนบุคคลใช้ยันกันได้ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีผลบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 ได้ กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อได้ตามกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่าที่ดินที่จำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองนั้นสามารถโอนกันได้ตามกฎหมาย ในชั้นนี้จึงต้องถือว่าที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิเป็นทรัพย์สินที่โอนกันให้บริบูรณ์ไม่ได้ตามกฎหมาย ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้จะถือว่าสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ และสามารถโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นได้โดยการส่งมอบการครอบครอง แต่การโอนไปซึ่งการครอบครองที่สามารถกระทำได้ดังกล่าวเป็นการโอนในลักษณะของสิทธิส่วนบุคคลใช้ยันกันได้ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีผลบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 ได้ กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อได้ตามกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่าที่ดินที่จำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองนั้นสามารถโอนกันได้ตามกฎหมาย ในชั้นนี้จึงต้องถือว่าที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิเป็นทรัพย์สินที่โอนกันให้บริบูรณ์ไม่ได้ตามกฎหมาย ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ซึ่งเป็นตารางจ่ายเงินกู้ ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท และงวดชำระเงินต้นงวดละ 29,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยรวม 25 งวด โดยระบุยอดรวมเงินต้นและยอดรวมดอกเบี้ย ซึ่งแต่ละงวดระบุวันเดือนปีไว้ ด้านล่างเอกสารระบุว่า ข้าพเจ้า ก. ยินดีจ่ายเงิน 29,200 บาท ตามข้อตกลงทุกประการ และลงชื่อผู้กู้ (ก.) อันเป็นเอกสารที่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้เงินกู้ที่พึงต้องชำระ ถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมแล้ว เมื่อเอกสารดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อโจทก์ จึงไม่ใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ได้ ประกอบกับในนัดแรกจำเลยแถลงประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ นัดต่อมาจำเลยแถลงไม่ขอต่อสู้คดี ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินและค้างชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 เป็นตารางจ่ายเงินกู้ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท ชำระเงินต้นงวดละ 29,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวม 25 งวด โดยระบุยอดเงินต้นและดอกเบี้ยแต่ละงวดระบุวันเดือนปีไว้ ด้านล่างเอกสารระบุว่า ข้าพเจ้า ก. ยินดีจ่ายเงิน 29,200 บาท ตามข้อตกลงทุกประการ และลงชื่อผู้กู้ (ก.) อันเป็นเอกสารที่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้เงินกู้ที่ต้องชำระถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมแล้ว เมื่อเอกสารดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อโจทก์ จึงไม่ใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ได้ ประกอบกับในนัดแรกจำเลยแถลงประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ นัดต่อมาจำเลยแถลงไม่ขอต่อสู้คดี ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินและค้างชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้จะได้ความว่าโจทก์มิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจัดสรรมานานกว่า 10 ปี แล้วก็ตาม แต่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 เป็นกฎหมายเฉพาะบัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไป จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการสิ้นไปของภาระจำยอมที่เกิดขึ้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1399 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่ภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ได้ ภาระจำยอมในที่ดินพิพาทจึงไม่สิ้นสุดลง การที่จำเลยก่อสร้างรั้วและทำประตูเหล็กปิดกั้นถนนบนที่ดินพิพาทกับทุบทำลายถนนในที่ดินพิพาทจนสิ้นสภาพความเป็นถนนย่อมเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่การใช้ที่ดินพิพาท จำเลยจึงต้องรื้อสิ่งกีดขวางการใช้ที่ดินพิพาทออกและโจทก์ผู้เป็นเจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยผู้รับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้จะได้ความว่าโจทก์มิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทมานานกว่า 10 ปี แล้วก็ตาม ซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เป็นกฎหมายเฉพาะบัญญัติขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและประชาชนทั่วไป จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการสิ้นไปของภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1399 ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่ภาระจำยอมที่เกิดขึ้นตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ได้ ภาระจำยอมในที่ดินพิพาทจึงไม่สิ้นสุดลง การที่จำเลยก่อสร้างรั้วและทำประตูเหล็กปิดกั้นถนนบนที่ดินพิพาทกับทุบทำลายถนนในที่ดินพิพาทจนสิ้นสภาพความเป็นถนน ย่อมเป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแก่การใช้ที่ดินพิพาท จำเลยจึงต้องรื้อสิ่งกีดขวางการใช้ที่ดินพิพาทออกและโจทก์ผู้เป็นเจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยผู้รับโอนที่ดินพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดโดยกฎหมายใหม่ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกิน 50 ปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ ดังนั้น กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ส่วนจำเลยที่ 1 แม้มิได้ร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ด้วย แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และกำลังรับโทษอยู่ ศาลฎีกาย่อมกำหนดโทษใหม่สำหรับจำเลยที่ 1 ใหม่ด้วยได้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกิน 50 ปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ ดังนั้น กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ส่วนจำเลยที่ 1 แม้มิได้ร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ด้วย แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และกำลังรับโทษอยู่ ศาลฎีกาย่อมกำหนดโทษใหม่สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยได้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยทั้งเจ็ดคัดค้านว่าสัญญาซื้อขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพเป็นสำเนาเอกสารมิใช่ต้นฉบับ ไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และสำเนาเอกสารดังกล่าวปลอมและไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ เมื่อศาลให้โอกาสจำเลยทั้งเจ็ดซักค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวแล้วอย่างเต็มที่ ทั้งจำเลยทั้งเจ็ดมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามที่คัดค้านไว้ การที่ศาลไต่สวนเสร็จแล้วมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิม ถือว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ดังนี้ ศาลจึงรับฟังสำเนาสัญญาซื้อขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพแทนต้นฉบับได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมในการไต่สวนศาลชั้นต้นให้โอกาสจำเลยทั้งเจ็ดซักค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารอย่างเต็มที่ แต่จำเลยทั้งเจ็ดก็มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามที่คัดค้านไว้ การที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนเสร็จและมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลจะอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ดังนี้ ศาลจึงรับฟังสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นพยานหลักฐานได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 ต้องเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เมื่อโฉนดที่ดินทรัพย์มรดกอันเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของ ฉ. ที่ต้องนำไปจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งปันระหว่างผู้รับพินัยกรรมด้วยกัน โดยมีโจทก์และจำเลยรวมอยู่ด้วย เมื่อการจัดการมรดกดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ จำเลยและผู้รับพินัยกรรมอื่นจึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินและโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ด้วยจึงถือไม่ได้ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารของผู้อื่น ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทวงถามเพื่อจะแบ่งปันที่ดินแก่ผู้รับพินัยกรรม แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตามทำให้การจัดการมรดกเกิดข้อขัดข้องหรือได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188 ต้องเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น เมื่อที่ดินตามโฉนดที่ดินเป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของ ฉ.ที่ต้องนำไปจำหน่ายแล้วนำเงินมาแบ่งปันระหว่างผู้รับพินัยกรรมด้วยกัน โดยมีโจทก์และจำเลยรวมอยู่ด้วย และการจัดการมรดกดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น โจทก์ จำเลยและผู้รับพินัยกรรมอื่นจึงยังคงเป็นเจ้าของรวมในที่ดินและโฉนดที่ดินดังกล่าวอยู่ด้วยจึงถือไม่ได้ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารของผู้อื่น ดังนั้น การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายทวงถามเพื่อจะแบ่งปันที่ดินแก่ผู้รับพินัยกรรม แต่จำเลยไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ไม่ว่าด้วยเหตุผลประการใดก็ตามทำให้การจัดการมรดกเกิดข้อขัดข้องหรือได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 188
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้นั้นต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อมีคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่ไม่ได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควร คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้แต่งตั้ง ว. เป็นทนายความของตนไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาถึง 8 เดือนเศษ แต่เพิ่งมายื่นคำร้องขอถอน ว. ออกจากการเป็นทนายความก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน พร้อมกับขอเลื่อนคดีออกไปเพื่อจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน ทั้งที่ศาลชั้นต้นได้กำชับไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำการพิจารณาคดีติดต่อกัน การขอถอนทนายความอย่างกระชั้นชิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาล มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้าโดยไม่มีเหตุสมควร ประกอบกับในวันนัดสืบพยานดังกล่าวมีพยานโจทก์มาศาลพร้อมแล้วถึง 3 ปาก การที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้ น. ทนายขอแรงประจำศาลชั้นต้นซึ่งได้รับอนุญาตให้ว่าความตั้งแต่ปี 2544 มีประสบการณ์สูง ทำหน้าที่แก้ต่างให้จำเลย โดยศาลชั้นต้นได้สรุปข้อเท็จจริงในคดีให้ น. ทราบตามสมควรแล้ว และ น. ได้ทำหน้าที่ถามค้านพยานโจทก์ครบทั้ง 3 ปาก ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ ย่อมทราบขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลตามสมควร และรู้ข้อเท็จจริงในคดีมาตั้งแต่ต้น ในระหว่างการพิจารณาจำเลยสามารถให้ข้อมูลในทางคดีเพื่อให้ น. ใช้ประกอบในการถามพยานโจทก์ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว นอกจากนี้ในวันนัดสืบพยานจำเลย หลังจากจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้วขอเลื่อนคดีไปสืบพยานบุคคลต่ออีก 2 นัด ศาลชั้นต้นก็ยังให้โอกาสจำเลยตามขอ โดยในการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายจำเลยได้แต่งตั้ง พ. เป็นทนายความเข้ามาซักถามพยานร่วมกับ น. เพิ่มเติมอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้วไม่ได้มีอคติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง จากพฤติการณ์ดังที่กล่าวมาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถือว่าเป็นการผิดระเบียบ และไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าก่อนมีคำสั่งในเรื่องนี้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ปรึกษารองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุด แทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งติดราชการอื่นแล้ว จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้นั้น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อมีคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่ไม่ได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควร คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้แต่งตั้ง ว. เป็นทนายความของตนไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาถึง 8 เดือนเศษ แต่เพิ่งมายื่นคำร้องขอถอน ว. ออกจากการเป็นทนายความก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน พร้อมกับขอเลื่อนคดีออกไปเพื่อจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน ทั้งที่ศาลชั้นต้นได้กำชับไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำการพิจารณาคดีติดต่อกัน การขอถอนทนายความอย่างกระชั้นชิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาล มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้าโดยไม่มีเหตุสมควร ประกอบกับในวันนัดสืบพยานดังกล่าวมีพยานโจทก์มาศาลพร้อมแล้วถึง 3 ปาก การที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้ น. ทนายขอแรงประจำศาลชั้นต้นซึ่งได้รับอนุญาตให้ว่าความตั้งแต่ปี 2544 มีประสบการณ์สูง ทำหน้าที่แก้ต่างให้จำเลย โดยศาลชั้นต้นได้สรุปข้อเท็จจริงในคดีให้ น. ทราบตามสมควรแล้ว และ น. ได้ทำหน้าที่ถามค้านพยานโจทก์ครบทั้ง 3 ปาก ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ ย่อมทราบขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลตามสมควร และรู้ข้อเท็จจริงในคดีมาตั้งแต่ต้น ในระหว่างการพิจารณาจำเลยสามารถให้ข้อมูลในทางคดีเพื่อให้ น. ใช้ประกอบในการถามพยานโจทก์ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว นอกจากนี้ในวันนัดสืบพยานจำเลย หลังจากจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้วขอเลื่อนคดีไปสืบพยานบุคคลต่ออีก 2 นัด ศาลชั้นต้นก็ยังให้โอกาสจำเลยตามขอ โดยในการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายจำเลยได้แต่งตั้ง พ. เป็นทนายความเข้ามาซักถามพยานร่วมกับ น. เพิ่มเติมอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้วไม่ได้มีอคติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง จากพฤติการณ์ดังที่กล่าวมาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถือว่าเป็นการผิดระเบียบ และไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าก่อนมีคำสั่งในเรื่องนี้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ปรึกษารองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุด แทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งติดราชการอื่นแล้ว จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมในการชิงทรัพย์จำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหลบหนีไป จำเลยสวมหมวกนิรภัย หากจำเลยมีเจตนาที่จะป้องกันภยันตรายจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการไม่สวมหมวกนิรภัย อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยเคร่งครัด ไม่มีเจตนาที่จะปิดบังอำพรางใบหน้าในการกระทำความผิดแล้ว จำเลยย่อมต้องสวมหมวกนิรภัยมาตั้งแต่ขณะขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาสวมหมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้าอันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ หาใช่เป็นการสวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ จำเลยปิดบังใบหน้าด้วยหมวกนิรภัย อันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงเป็นการชิงทรัพย์ที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน หรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง
การที่จำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง
คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปในเวลากลางคืนโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 335, 336, 352 คือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตเช่นเดียวกัน คงแตกต่างกันเพียงเรื่องการเอาทรัพย์นั้นไปโดยวิธีการใดเท่านั้น ดังนั้น ข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์และฐานยักยอกทรัพย์จึงถือได้ว่ามิได้แตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปไม่ได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม
การที่จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วมจึงเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาโจทก์ร่วมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลได้ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามฟ้อง แต่เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เป็นการเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอก ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่หญิงดังกล่าวได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยหญิงดังกล่าวจะต้องทราบว่าชายนั้นมีภริยาแล้ว แต่ยังจงใจละเมิดสิทธิภริยาด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าทดแทน
แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวโดยทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีโจทก์ ซึ่งการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 มีความประพฤติอันผิดทำนองคลองธรรมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงและนำมาแต่ความเสื่อมเสียแก่ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบด้วยความระมัดระวังยิ่งกว่าการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งทั่วไป
แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ได้แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่กันคนละจังหวัด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยจดทะเบียนหย่ากันมาก่อนแล้ว จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมิได้จงใจละเมิดสิทธิของโจทก์ผู้เป็นภริยาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 1523 วรรคสอง
เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงมีผลเท่ากับเป็นการพิพากษากลับในส่วนจำเลยที่ 2 มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนจำเลยที่ 2 ถูกเพิกถอนไปทั้งหมด ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงต้องสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นใหม่ แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษคงสั่งเฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ เป็นการไม่ชอบ